โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

"สมัชชาคนจน" แถลงการณ์ รับ "ครม.ใหม่" จี้ รัฐฯ เร่งแก้ไขปัญหาคนจน

Posted: 07 Jun 2010 09:58 AM PDT

แถลงการณ์สมัชชาคนจน "สร้างความปรองดองประเทศไทย เดินหน้าแก้ไขปัญหาคนจน" ทวงถามเจตนารมณ์ "ประชาชนต้องมาก่อน" จี้รัฐฯ เดินหน้าแก้ไขปัญหาต่อโดยใช้กลไกเดิม ย้ำข้อตกลงเดิมเขื่อนปากมูล เปิดประตูระบายน้ำสุดบาน 15 มิ.ย.นี้

<!--break-->

7 มิ.ย.53 ที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านปากมูน อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี สมัชชาคนจนได้แถลงการณ์ "สร้างความปรองดองประเทศไทย เดินหน้าแก้ไขปัญหาคนจน" โดยมีเนื้อหาระบุว่า

สืบเนื่อง เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2552 ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ได้เดินทางมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนห้วยละห้า และในวันดังกล่าวได้มีการแลกเปลี่ยน และนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของคนจนต่อรัฐบาล อันถือว่าเป็นก้าวแรกที่เริ่มเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาของคนจน และจากนั้นได้มีการสร้างกลไกการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับคนจน 

เวลาผ่านไปหลายเดือน กลไกการแก้ไขปัญหาก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งค่อนข้างล่าช้า แต่ก็ยังคงเดินหน้าได้ ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่กำลังรุ่มร้อนที่คนจนยอมรับและเข้าใจ แต่ยังคงไม่สามารถวางใจในความตั้งใจจริงของรัฐบาลต่อการแก้ไขปัญหาของคนจนได้ ภายหลังความคลี่คลายของอุณหภูมิทางสังคมการเมือง รัฐบาลเผชิญการสั่นคลอนเสถียรภาพด้วยเหตุผลทางการเมืองจากพรรคร่วม จนนำไปสู่การปรับคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์ของรัฐบาล ที่ประกาศว่า ประชาชนต้องมาก่อน จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเดินหน้าแก้ไขปัญหา โดยใช้การมีส่วนร่วม และใช้กลไกที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ ดังเช่นการจัดเวทีรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านปากมูลที่ผ่านมา ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องควบคุมไม่ให้ราชการฉวยโอกาส เพราะนั่นจะเป็นการทำลายบรรยากาศ ที่ทุกฝ่ายกำลังหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกันสร้างความสมานฉันท์ และความปรองดอง เพื่อการอยู่ร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมไทย 

"พวกเราซึ่งเป็นคนจนผู้ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการพัฒนาของรัฐ ยืนยันว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับพวกเรา เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง อันเกิดจากกระบวนการตัดสินใจที่ขาดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น การเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ตามแผนการปรองดองที่กำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาคนจน รัฐบาลจะต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก" แถลงการณ์กล่าวไว้ 

สมัชชาคนจน มีข้อเรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการดังนี้ 1.เดินหน้าแก้ไขปัญหาต่อโดยใช้กลไกเดิม และแนวทางเดิมที่มีอยู่แล้ว ดำเนินการต่อไป 2.ยับยั้งการดำเนินการของภาคส่วนต่างๆ ที่กำลังจะฉวยโอกาส ทั้งราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงองค์ประกอบในรัฐบาล โดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่กำลังจะละเมิดข้อตกลงเดิมที่เขื่อนปากมูล จะต้องเปิดประตูระบายน้ำสุดบานในวันที่ 15 มิถุนายน ของทุกปี 

"พวกเรายืนยันว่า คนจนคือรากฐานหลักในการค้ำยันความอยู่รอดของประเทศ การแก้ไขปัญหาให้กับคนจน ย่อมเป็นการสร้างความมั่นคงให้แก่ประเทศด้วยเช่นกัน" แถลงการณ์ระบุ 

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"ในหลวง" รับสั่ง รมต.ใหม่ ช่วยกันทำงานด้วยความตั้งใจ ไม่แก่งแย่งกัน

Posted: 07 Jun 2010 09:05 AM PDT

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสแก่รัฐมนตรีใหม่ ขอให้ช่วยกันทำงานด้วยความซื่อสัตย์และความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพื่อให้บ้านเมืองก้าวหน้า

<!--break-->

ศูนย์สื่อทำเนียบรัฐบาล รายงานว่า วันนี้ (7 มิ.ย.) เวลา 18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ออก ณ ห้องประชุม ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ดังนี้ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายไชยยศ จิรเมธากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในโอกาสนี้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และนายสมชาย พฤฒิกัลป์ ผู้อำนวยการสำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย

 ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาท เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่แก่คณะรัฐมนตรีใหม่ ความว่า

“บัดนี้ ท่านได้เข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีด้วยสมบูรณ์แล้ว โดยที่ท่านได้ปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่ สำหรับงานของประเทศ ซึ่งเป็นการดีเพราะว่าจะต้องมีคนที่จะช่วยกันทำหน้าที่ รัฐมนตรี และแสดงตนว่าจะปฏิบัติงานด้วยความซื่อตรงเพราะว่า บ้านเมืองต้องมีคนที่ช่วยกันทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

การทำงานรัฐมนตรีจะต้องทำตามที่ท่านได้ปฏิญาณตนว่าจะทำเพื่อความซื่อสัตย์สุจริตหมายความว่าจะต้องทำด้วยความเสียสละ เพื่อให้งานไปด้วยดี ตามตั้งใจจริงๆ ประเทศชาติก็จะไปได้ดี จะต้องพยายามที่จะให้งานของชาติไปโดยดี คือหมายความว่าแต่ละคนจะต้องทำงานด้วยความตั้งใจซื่อสัตย์สุจริตและด้วยความเสียสละ หมายถึงว่าจะต้องทำงานด้วยความตั้งใจเพื่อส่วนรวม ตั้งใจด้วยความตั้งใจจริงๆ คือไม่ใช่แก่งแย่งกัน แต่ช่วยกันทำเพื่อให้บ้านเมืองก้าวหน้าไปจริงๆ

โดยทำงานด้วยความตั้งใจที่จะทำเพื่อส่วนรวม อาจจะยากหน่อยแต่ว่าจะต้องทำให้ได้ ถ้าทำได้ นับว่าท่านได้ช่วยงานบ้านเมืองก้าวหน้า ไม่แก่งแย่งกัน ถ้าทำได้อย่างนี้ชาวบ้าน หมายถึงประชาชนจะอยู่ได้มีความสุข ท่านเองก็จะมีความสุข ถ้าท่านทำด้วยความตั้งใจดี ท่านได้ช่วยส่วนรวมอย่างแท้จริง ก็ขอให้ท่านได้ทำตามที่ปฏิญาณตนว่าจะทำ แล้วขอให้ทำได้ตามที่ตั้งใจ ถ้าท่านทำได้แล้วท่านได้ทำสิ่งที่สูงสุด ขอให้ท่านตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวมได้สำเร็จ มีคนขัดขวางท่านไม่ต้องเอาใจใส่ ท่านต้องเอาใจใส่แต่งานที่ดี ที่ท่านทำสำหรับส่วนรวม ถ้าทำได้ก็นับว่าท่านได้ทำด้วยความเสียสละแท้ ด้วยความตั้งใจแท้"

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เอ็นจีโอนอร์เวย์ส่งจดหมายถึงสถานทูตไทยจี้ปล่อยตัว ‘สมยศ’

Posted: 07 Jun 2010 08:27 AM PDT

<!--break-->

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 53 ที่ผ่านมา Clean Clothes Campaign แห่งนอร์เวย์ ได้ส่งจดหมายถึงนายจุลพงษ์ โนนศรีชัย เอกอัครราชทูต ณ กรุงออสโล นอร์เวย์ ขอให้ไทยปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยในจดหมายระบุว่า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาศาลไทยได้อนุมัติตามคำขอของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อนุมัติให้คุมตัวสมยศต่อไปอีก 7 ซึ่ง Clean Clothes Campaign แห่งนอร์เวย์ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล

 
To:
Ambassador Jullapong Nonsrichai
The Royal Thai Embassy
Eilert Sundts gate 4
0244 Oslo
Oslo, 4th of June 2010
 
Dear Ambassador Jullapong Nonsrichai,
 
The Clean Clothes Campaign is shocked to have learned of the arrest of human rights activist Somyot Pruksakasemsuk and calls upon you to make every effort possible to ensure his immediate release. We understand that he is currently being held at Adisorn Army Base in Saraburi.
 
We know Somyot Pruksakasemsuk through his work for the international labour movement. We have come to know him as loyal Thai citizens who have a passionate belief in Human Rights. He is very well known and respected internationally. Somyot Pruksakasemsuk is a journalist and academic promoting freedom of speech and was not part of the core leadership of the “red shirts”.
 
Somyot was arrested together with associate professor Suthachai Yimprasert, who has recently been released. Both men surrendered to the CRES when they heard that warrants were out for their arrest. The warrants were issued in regard to the incident on 21 May 2010 at 13.00, when Somyot and Suthachai, in the name of the 24th of June Democracy Group, held a press conference in front of theHouse No. 111 Foundation. This was a completely peaceful event.
 
We understand that the Criminal Court agreed with the Centre for Resolution of the Emergency
Situation (CRES) on Friday to extend the detention of Somyot for another seven days, and that no
charges were pressed against him, and no proper inquiry session had been arranged during his
detention, which we believe to be a violation of international human rights standards.
 
We trust you will give this case your full attention also as part of your obligations under the EU
Guidelines on Human Rights Defenders. For your information, For your the Clean Clothes Campaig
is a beneficiary of Europe Aid's Human Rights Defenders project in support of the objectives of the
European Instrument for Democracy and Human Rights (EIDHR).
 
We kindly ask you to inform us about your actions in this matter at the earliest possibly opportunity.
 
Yours sincerely,
Carin Leffler
coordinator Clean Clothes Campaign Norway
 
The mission of the Clean Clothes Campaign (CCC) is to improve working conditions and support the empowerment of workers in the global garment and sportswear industry. We are a coalition of campaigns in 14 European countries with a network of more than 250 organizations worldwide.
 

 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ปม"ขยายถนนขึ้นเขาใหญ่"ยังไม่สรุป ส.ว.-เอ็นจีโอ- facebook ร่วมหนุน หยุด!การก่อสร้าง

Posted: 07 Jun 2010 08:03 AM PDT

" facebook"  คัดค้านขยายถนนขึ้น "เขาใหญ่" ร่วมลงชื่อกว่า 8,000 แล้ว "สมัชชาคนจน" ออกแถลงการณ์ค้านขยายถนนธนะรัชต์ รองรับนักท่องเที่ยว ส่วน กมธ.วุฒิ จี้ ก.คมนาคมเลิกตัดถนน เร่งทำประชาพิจารณ์ ด้าน"ชวรัตน์"หนุนชี้เป็นการพัฒนาท้องถิ่น

<!--break-->

จากกรณี การดำเนิน โครงการขยายถนนสาย 2090 (ถนนธนะรัชต์) อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ระยะทาง 8 กม.ที่อยู่ระหว่างขยายช่องทางจราจรจาก 2 เป็น 4 ช่องทางจราจร ได้ถูกทักท้วงจากหลายภาคส่วนโดยระบุว่าเป็นการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ อีกทั้งนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้ออกโรงสั่งการกรมป่าไม้แจ้งความเอาผิด

ในขณะที่ รมว.คมนาคมและกรมทางหลวงผู้เป็นเจ้าของโครงการ ได้ดำเนินการเคลียร์พื้นที่ โดยตัดป่าเล็กรวมและไม้ใหญ่รวม128 ต้น ไปก่อนหน้านี้แล้ว พร้อมยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ต้นไม้ที่ตัดเป็นต้นไม้ที่อยู่ในเขตของกรมทางหลวง ไม่ใช่เขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนมาแล้ว อีกทั้งหากหยุดการก่อสร้าง อาจกระทบต่อการก่อสร้างถนนอีกหลายเส้นทางที่มีรอยต่อระหว่างอุทยานฯ และเขตป่าสงวน

ทั้งนี้ ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ได้ยุติโครงการดังกล่าว และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกระทรวงคมนาคมไปตรวจสอบโครงการและผลกระทบที่เกิดขึ้น 

 

ภาพจาก : facebook คนรักเขาใหญ่ 

 

“ชวรัตน์" หนุนตัดถนนเข้าเขาใหญ่ ชี้เป็นการพัฒนาท้องถิ่น

วันนี้ (7มิ.ย.) สยามรัฐ รายงานว่าที่กระทรวงมหาดไทย เวลา 09.30 น.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการขยายถนนเข้าสู่อุทยานแห่งชาติ เขาใหญ่ ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกฯออกมาสั่งให้ชะลอไว้ก่อนว่า ถ้าเราขับรถไปเจอหลุมกลางทาง เราก็ต้องหยุดรถ เพื่อหลบหลุม แล้วค่อยหาทางไปต่อ เรื่องนี้เป็นความต้องการของชาวบ้าน เป็นการพัฒนาท้องถิ่น ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งดี

เมื่อถามต่อว่า จะเป็นการทำให้สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติหรือไม่ นายชวรัตน์กล่าวว่า เท่าที่เห็นในข่าว ต้นไม้ก็ไม่ได้อยู่ในป่า แต่อยู่ข้างทาง ส่วนตัวก็เห็นด้วย อย่างน้อยที่สุด เมื่อขยายถนนให้ใหญ่ขึ้น อุบัติเหตุก็ลดน้อยลง และเป็นเรื่องของกระทรวงคมนาคมที่เขาได้ทำการศึกษามาแล้ว

 

กมธ.วุฒิ จี้ ก.คมนาคมเลิกตัดถนนทำลายเขาใหญ่ เร่งทำประชาพิจารณ์

ด้านโพสต์ทูเดย์ รายงานวันนี้ว่า วันนี้ ที่รัฐสภานายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมภาคประชาชนป้องกันการทุจริต และตรวจสอบการดำเนินการของรัฐ วุฒิสภา แถลงภายหลังการประชุมเพื่อพิจารณากรณีการตัดถนนธนะรัชต์ซึ่งเป็นทางขึ้น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็น 4 เลนว่า ในส่วนกรรมาธิการเรียกร้องว่าระหว่างที่รอการทำประชาพิจารณ์จะต้องเร่งปรับปรุงถนนบริเวณไหล่ทางตามที่มีอยู่เดิม เพื่อปรับสภาพพื้นดิน ให้เรียบร้อยและปลูกต้นไม้ทดแทนให้กลับคืนสู่สภาพใกล้เคียงเดิมโดยเร็วที่สุด 

และขอคัดค้านหากจะเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป เพราะที่ผ่านมาการทำประชาพิจารณ์ของกรมทางหลวงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67วรรคสองที่จะต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึงทั้ง อ.ปากช่อง และทั้ง จ.นครราชสีมา แต่กลับฟังความเห็นเฉพาะหมู่บ้านเดียวหรือตำบลเดียวเท่านั้น

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า เมื่อมีการทำประชาพิจารณ์อย่างถูกต้องก็ต้องให้องค์กรอิสระที่จัดตั้งตามรัฐ ธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองเป็นผู้ให้ความเห็น มิใช่ให้เอกชนผู้รับเหมาเป็นผู้ดำเนินการเหมือนที่กระทรวงคมนาคมกระทำ การทำประชาพิจารณ์ของกระทรวงคมนาคมที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่พิธีกรรมเท่านั้น เพราะเป็นการทำประชาพิจารณ์ในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาหลังการอนุมัติโครงการไป แล้ว ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายแน่นอน

ด้านนายเทพมนตรี ลิมปพยอม ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการฯ กล่าวเสริมว่า จากการตรวจสอบยืนยันว่าถนนธนะรัชต์อยู่ในเขตมรดกโลกอย่าง แน่นอน ไม่ตรงตามที่กระทรวงคมนาคมกล่าวอ้าง ถือว่ากระทรวงคมนาคมฝืนต่อแผนบริหาร จัดการเขาใหญ่ซึ่งถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก เนื่องจากคำว่า “มรดก โลก” จะมีกฎเกณฑ์ตามมาอีกมากมาย อาทิ จำนวนรถยนต์ที่วิ่งผ่าน และต้องไม่เป็นถนนขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพสิ่งแวดล้อม การจะทำอะไรจึงต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการมรดกโลกเสียก่อน

นายเทพมนตรี ระบุด้วยว่า เชื่อว่านายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคมไม่รู้ข้อมูลตรงนี้ เพราะไม่เคยคิดขวนขวายหาความรู้ กลับตีค่าต้นไม้เป็นตัวเงิน ไม่สมควรเป็นรัฐมนตรีอีกต่อไป หากโครงการนี้เดินหน้าต่อย่อมจะตามมาด้วยโครงการอื่นๆที่ทำลายสิ่งแวดล้อม อีกรวมทั้งโครงการมอเตอร์เวยบางปะอิน-โคราช

 

"เฟซบุ๊ค" คัดค้านขยายถนนขึ้น "เขาใหญ่" ร่วมลงชื่อกว่า 8,000 แล้ว

เครือข่ายสังคมออนไลน์ "เฟซบุ๊ค" ในชื่อ คนรักเขาใหญ่บน ซึ่งเชิญชวนให้ร่วมกันลงชื่อต่อต้านการขยายถนนธนะรัตน์ ล่าสุดมีสมาชิกถึง 4,439 รายชื่อแล้ว และยังคงมีความเคลื่อนไหวในการแลกเปลี่ยนข้อมูลในกระดานพูดคุย ส่วนการร่วมลงชื่อต้านการขยายถนนขึ้นเขาใหญ่บนเฟซบุ๊ค ในชื่อกลุ่มว่า "คนรักเขาใหญ่บน facebook" ล่าสุดเมื่อเวลา 20.50 น. มีจำนวนผู้ร่วมลงชื่อถึง 8,042 รายชื่อ ทั้งนี้ ได้ทำการรวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นหนังสือคัดค้านอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลด้วย 

 


คนรักเขาใหญ่บน facebook
ขอแสดงจุดยืนต่อการขยายถนนธนะรัตน์ ทางขึ้นสู่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ด้านอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมาจาก 2 เลน เป็น 4 เลน โดยมีกรมทางหลวง เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ทำการตัดต้นไม้ใหญ่อายุหลายสิบปี ไปเป็นจำนวนถึง 128 ต้น ยังไม่นับรวมต้นไม้เล็กๆที่ไม่ได้ถูกบันทึก ถือว่าโครงการดังกล่าวได้ทำลายทรัพยากรต้นไม้ในประเทศไทยให้ลดน้อยลงอย่างขาดความรับผิดชอบ ทำร้ายความรู้สึกของคนจำนวนมากที่รักต้นไม้ และมีการใช้งบประมาณแผ่นดินไปในเรื่องที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน(หรือจำเป็นเลย)

แม้ไม่อาจช่วยชีวิตต้นไม้ที่ถูกตัดไปให้กลับคืนมาได้ แต่ทางกลุ่มคนรักเขาใหญ่บน facebook ก็ต้องการเห็นความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งจากเจ้าของโครงการ และนักการเมืองผู้กำกับดูแลนโยบาย

จึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและผู้รับผิดชอบโครงการดังต่อไปนี้

1.ให้หยุดดำเนินการก่อสร้างทั้งหมดไว้ก่อน และกลับมาระดมความเห็นของประชนทุกภาคส่วนในการกำหนดทิศทางของถนนสายนี้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องในเขตหรือนอกเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของใคร แต่นี่คือการจัดการทรัพยากรของชาติโดยประชาชนมีส่วนร่วม

2.พวกเราเสนอให้ปรับเส้นทางที่ตัดต้นไม้ออกไปให้เป็นเส้นทางจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวต้นแบบอย่างยั่งยืน รวมทั้งฟื้นฟูดูแลต้นไม้ที่ยังเหลืออยู่อย่างเร่งด่วน และเป็นไปได้จะปลูกต้นไม้คืนธรรมชาติก็ไม่ว่ากัน

3.ต้องไม่มีการก่อสร้างขยายถนนต่อไปในช่วงกม.11-23 (จนถึงด่านอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่) อย่างเด็ดขาด

4.ทางกลุ่มขอประณามท่าทีของนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะผู้กำกับดูแลนโยบายรับผิดชอบกรมทางหลวง ที่ไร้จิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่านักการเมืองจำต้องปรับทัศนคติของคำว่าการพัฒนาเสียใหม่อย่างเร่งด่วน

ลงชื่อ กลุ่มคนรักเขาใหญ่บน facebook
4 มิถุนายน 2553

ร่วมลงชื่อแสดงพลังและยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล และหากจะมีกิจกรรมใดๆ ต่อเนื่องจะแจ้งให้ทุกท่านทราบต่อไป

ติดตามข้อมูลและความเคลื่อนไหวต่างได้ที่http://www.facebook.com/group.php?gid=126387130718593&ref=mf
 

 

เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ จี้สั่งพักงานเจ้าหน้าที่-นักเมืองเอี่ยวโครงการ

วันเดียวกันนี้ เมื่อเวลา 10.30 น.ที่ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ ประกอบด้วย องค์กรกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, กลุ่มเรารักษ์ป่า, มูลนิธิเขาใหญ่, กลุ่มวิจัยและอนุรักษ์ช้างไทย, กลุ่มรักษ์กระทิงเขาใหญ่ และสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัด แถลงการณ์ฉบับที่ 3 เรียกร้องให้รัฐบาลหยุดทำลายสิ่งแวดล้อม มรดกโลกอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ กรณีการขยายช่องจราจร จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร

ทันตแพทย์ศุภผล เอี่ยมเมธาวี เลขาธิสมัชชาประชาชนภาคอีสานฯ กล่าวว่า ในนามกลุ่มเครือข่ายนักอนุรักษ์ ขอเรียกร้องให้รัฐบาล ยุติโครงการฯ อันเป็นการดำเนินการที่ประชาชนไม่ยอมรับ และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในหลายกรณี โดยเด็ดขาด ในทันที มีการตั้งคณะกรรมตรวจสอบอิสระขึ้นเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสทุกขั้นตอนของโครงการนี้ นับตั้งแต่การเสนอนโยบาย การประมูลโครงการ การจัดทำเวทีรับฟังความเห็นของประชาชน และตรวจสอบความเสียหายทุกๆ ด้าน โดยเปิดโอกาสให้เกิดความมีส่วนร่วมจากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดมาตรการที่ชัดเจนในการฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น และหาแนวทางพัฒนาให้เป็นถนนสายธรรมชาติ ที่อยู่คู่กับชุมชนริมทางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สืบไป 

ให้รัฐบาลประกาศมาตรการเร่งด่วนในการฟื้นฟู ความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วจากการตัดต้นไม้เพื่อขยายถนนดังกล่าวช่วง 2-8 กม. ให้กลับคืนดังเดิม ยุตินโยบายทั้งปวงที่มีแนวโน้มคุกคามก้าวร้าวต่อผืนป่าอุทยานและแหล่งน้ำทั่วประเทศ ทบทวนกฎหมายที่ให้อำนาจในการทำลายผืนป่าและสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น ควรยกเลิกข้อตกลงข้อการสงวนการตัดฟันไม้ ในแนวเขตทางหลวง และในที่ดินสงวนของกรมทางหลวง พ.ศ.2511 ที่ให้สิทธิกรมทางหลวง ตัดต้นไม้ก่อนทำหนังสือขออนุญาตทีหลังได้แล้ว เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวไม่ เหมาะสมกับภาวการณ์ปัจจุบัน 

ทันตแพทย์ศุภผลกล่าวด้วยว่า ขอให้สั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ และนักเมืองผู้เกี่ยวข้องในโครงการนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้การตรวจสอบความจริงดำเนินไปโดยอิสระ รวมทั้งการปกป้องข้าราชการที่บริสุทธิ์จากการตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ด้วย จนกว่าผลการสอบสวนจะเป็นที่กระจ่างต่อสาธารณะ รัฐบาลต้องนำผู้กระทำผิดในกรณีนี้มาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมโดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ของกลุ่มบุคคล แม้ว่าผู้กระทำผิดนั้นอาจจะเป็นคนในพรรคการเมือง ผู้สนับสุนนพรรคการเมือง ผู้ใกล้ชิดนักการเมือง หรือข้าราชการประจำก็ตาม 

"หวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะใช้ความจริงใจทำหน้าที่ผู้นำประเทศที่องอาจเข้มแข็งและมีความกล้าหาญเพื่อเห็นแก่จิตใจของประชาชนจำนวนมากที่ให้กำลังใจท่านเสมอมา" ทันตแพทย์ศุภผล กล่าว

 

"ไกรศัก" นำทีมจัดสัมมนาหาทางออก พรุ่งนี้

ทันตแพทย์ศุภผล กล่าวว่า วันที่ 8 มิ.ย.53 เวลา 13.00 -16.00 น.มีการจัดการเสวนาเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาการขยายถนนธนะรัชต์ ที่ คลองทรายรีสอร์ท ริม ถ.ธนะรัชต์ นำโดยนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมกรรมาธิการสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และภาคีเครือข่ายนักอนุรักษ์ รวมกว่า 90 คน กิจกรรมมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็นหัวข้ออนาคตผืนป่ามรดกของไทย นอกจากนี้จะมีการปรึกษาหารือกับทีมกฎหมาย เพื่อดำเนินการฟ้องศาลปกครอง ให้มีการคุ้มครองชั่วคราวยุติการทำงานของเครื่องจักรกล และคนงานทันที อีกทั้งจะมีการดำเนินการรวบรวมรายชื่อประชาชนในพื้นที่โครงการก่อสร้างฯ ให้แจ้งความดำเนินคดีอาญา และแพ่งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และได้เสียกับโครงการดังกล่าว กับ จนท.ตำรวจ สภ.ปากช่องฯ ต่อไป

 

"สมัชชาคนจน" ค้าน "ขยายถนนธนะรัชต์" ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเขาใหญ่

ในส่วนภาคประชาสังคม สมัชชาคนจน ได้ออกแถลงการณ์ “ค้านการขยายถนนธนะรัชต์ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเขาใหญ่” โดยระบุว่า การตัดไม้และขยายถนนดังกล่าว เป็นการทำลายสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของป่าที่มีความเชื่อมโยงกับป่าในอุทยานฯ เขาใหญ่ และการขยายถนนจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่อุทยานฯ เขาใหญ่ได้ง่ายและมีจำนวนมาก ซึ่งอาจเกินกว่าศักยภาพของพื้นที่จะรองรับได้ นำมาซึ่งความเสียหายต่อสภาพธรรมชาติและระบบนิเวศของป่าเขาใหญ่

นอกจากนี้ ป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และผืนป่าต่อเนื่องกันที่เรียกรวมกันว่า กลุ่มป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น มีคุณค่าจนได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะมรดกทางธรรมชาติของโลก การดำเนินกิจกรรมหรือโครงการที่ทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ “มรดกโลก” ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกทำลายเสียหาย ย่อมทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อสายตานานาชาติ

ทั้งนี้ สมัชชาคนจน ได้ระบุเรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการ ยุติการดำเนินการโครงการดังกล่าวทันที และจัดการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสียหายจากการดำเนินการของกรมทางหลวง พร้อมทั้ง มีมาตรการให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง วางแผนการบริหารจัดการ มรดกโลก “ผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น” อย่างเป็นรูปธรรม

 

 
แถลงการณ์
“ค้านการขยายถนนธนะรัชต์ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเขาใหญ่”
 
จากการที่กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมตัดต้นไม้กว่า ๑๐๐ ต้นบริเวณไหล่ทางหลวง ๒๐๙๐ หรือถนนธนะรัชต์ ซึ่งเป็นป่าชายขอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ด้าน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยอ้างว่าเพื่อทำการขยายถนนรองรับนักท่องเที่ยว
 
สมัชชาคนจนเห็นว่า ป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งใช้งบประมาณจากภาษีของประชาชนดูแลรักษาและมีคุณค่าจนได้รับการประกาศให้เป็น “มรดกทางธรรมชาติของโลก” จาก UNESCO ดังนั้น
 
๑.การตัดไม้และขยายถนนดังกล่าวเป็นการทำลายสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของป่าที่มีความเชื่อมโยงกับป่าในอุทยานฯเขาใหญ่
 
๒.การขยายถนนจะส่งผลให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่อุทยานฯเขาใหญ่ได้ง่ายและมีจำนวนมาก ซึ่งอาจเกินกว่าศักยภาพของพื้นที่จะรองรับได้ นำมาซึ่งความเสียหายต่อสภาพธรรมชาติและระบบนิเวศของป่าเขาใหญ่
 
๓.ป่าในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และผืนป่าต่อเนื่องกันที่เรียกรวมกันว่า กลุ่มป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น มีคุณค่าจนได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะมรดกทางธรรมชาติของโลก การดำเนินกิจกรรมหรือโครงการที่ทำให้สภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ “มรดกโลก” ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกทำลายเสียหาย ย่อมทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อสายตานานาชาติ
 
สมัชชาคนจน ขอเรียกร้องให้รัฐบาล ดำเนินการ
 
๑.ยุติการดำเนินการโครงการดังกล่าวทันที
๒.จัดการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่เสียหายจากการดำเนินการของกรมทางหลวง
๓.มีมาตรการให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง วางแผนการบริหารจัดการ มรดกโลก “ผืนป่าเขาใหญ่-ดงพญาเย็น” อย่างเป็นรูปธรรม
 
ด้วยความสมานฉันท์
สมัชชาคนจน
๕ มิถุนายน ๒๕๕๓
 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

‘แรงงาน-นักวิชาการ’ ชี้สื่อสิ่งพิมพ์ สปส. ใช้งบประมาณสิ้นเปลือง

Posted: 07 Jun 2010 06:46 AM PDT

<!--break-->

7 มิ.ย. 53 - นางอรุณี ศรีโต อดีตประธานสหภาพแรงงานไทยเกรียง ให้ความเห็นถึงกรณีการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) ในวันที่ 8 มิ.ย. ที่จะมีการพิจารณาอนุมัติโครงการจัดพิมพ์หนังสือรวบรวมผลงานของคณะกรรมการประกันสังคมในอดีตตั้งแต่ชุด 1-9 โดยโครงการดังกล่าวเคยเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ด สปส.แล้ว แต่มีการทักท้วงถึงความคุ้มค่าในการจัดทำ รวมทั้งจำนวนเล่มที่จัดพิมพ์มากถึง 5 แสนเล่ม ซึ่งในการเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมอีกรอบในวันที่ 8 มิ.ย.นี้มีการลดจำนวนพิมพ์ลงเหลือ 4.5 แสนเล่มในราคาจัดพิมพ์เล่มละ 500 บาท รวมงบประมาณที่ต้องใช้ทั้งสิ้น 225 ล้านบาท

โดยนางอรุณี กล่าวว่าพฤติกรรมของบอร์ด สปส. ชุดนี้ เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันจับตามอง เนื่องจากมักมีการผลักดันโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกันตน แต่มักกล่าวอ้างว่าเป็นมติบอร์ด เป็นความเห็นชอบของเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุม
ด้านนายแล ดิรกวิทยรัตน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการเผยแพร่ผลงานบอร์ด สปส. หรือข้อมูลต่างๆ มีช่องทางอื่นๆ ที่ต้นทุนต่ำมากกว่าการจัดพิมพ์เป็นหนังสือมาก แต่มีมีประสิทธิภาพสูงกว่าและเข้าถึงผู้ใช้บริการได้ง่าย เช่น เว็บไซต์ หรือ การบันทึกข้อมูลลงในซีดีที่ใช้ต้นทุนต่ำมาก
ทั้งนี้หนังสือดังกล่าวนี้ จะถูกเผยแพร่ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมกว่า 3 แสนแห่ง ที่มีพนักงานเป็นผู้ประกันตน และมีเป้าหมายที่จะแจกให้กับสถาบันการศึกษา องค์กรต่างๆ อีกด้วย
นายสมชาย ชุ่มรัตน์ ประธานกรรมการประกันสังคม
นายปั้น วรรณพินิจ กรรมการและเลขานุการ 
ผู้แทนกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง
นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง
นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ (สำรอง) รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง
นางสาวพรวิลัย เดชอมรชัย (สำรอง) ผู้อำนายการกลุ่มพัฒนาเงินนอกงบประมาณ 
ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข
นายปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
นายพรเทพ ศิริวนารังสรรค์ (สำรอง) ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณะสุข
นายอำนวย กาจีนะ (สำรอง) ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณะสุข
ผู้แทนสำนักงบประมาณ
นางจิรพร มีหลีสวัสดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
นายอาณัติ วิลาสินีวรรณ (สำรอง) ผู้อำนวยการสำนักจัดทำงบประมาณ ด้านพัมนาสังคม อาชีพ และสุขภาพ
นายเฉลิมพล เพ็ญสูตร (สำรอง) ผู้อำนวยการส่วนงบประมาณกระทรวงแรงงาน
ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง
นายวรพงษ์ รวิรัฐ ประธานกรรมการสมาคมนายจ้างธุรกิจที่ปรึกษา
นายสุธรรม เจริญพรวัฒนา ประธานสมาคมนายจ้างผู้ประกอบการออกแบบวิศวกรรม
นายประสิทธิ์ จงอัศญากุล ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค
นายประภาส ชัยวัฒนายน ประธานสมาคมนายจ้างบริการขนส่งขนถ่าย พี.พี.แอนด์พี
นายวัลลภ กิ่งชาญศิลป์ รองประธานสมาคมนายจ้างพัฒนางานรักษาความปลอดภัย 
ผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง
นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้าง สภาแรงงานแห่งประเทศไทย
นายสมนึก เหมือนด้วง ประธานสหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศไทย
นายนคร สุทธิประวัติ กรรมการสหภาพแรงงานเคคัททันสิ่งทอ
นายสุรัตน์ จันทร์วันเพ็ญ ประธานสหภาพแรงงานไทยคูราโบ
นายธานี แตงจีน สหภาพแรงงานเอเวอร์กรีนคอนเทนเนอร์เทอร์มินัสแห่งประเทศไทย 
ที่ปรึกษา
นายธวัช สุรินทร์คำ ผู้ทรงคุณวุฒิทางระบบงานประกันสังคม
นายอำพล สิงหโกวินท์ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแรงงาน
พลเอก เอกจิต ช่างหล่อ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการแพทย์/ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์
นายสมาน เวทวินิจ ผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย
นายปรีชา สิทธิกรณ์ไกร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านบริหารธุรกิจ
นางปราณิน มุตตาหารัช ผู้ช่วยเลขานุการ
นาวสาวเยาวรัตน์ พุฒิมานรดีกุล ผู้ช่วยเลขานุการ
นางสาวนงกาญจน์ บูรณรักษ์ ผู้ช่วยเลขานุการ 
 
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: โพสต์ทูเดย์, สำนักงานประกันสังคม
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กรรมการสิทธิฯ จัดสัมมนา “สิทธิหลังไฟมอด”

Posted: 07 Jun 2010 04:50 AM PDT

จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี พิเชษฐ์ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมการอภิปราย

<!--break-->

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชนจัดสัมมนาเรื่อง “สิทธิหลังไฟมอด” ในวันพฤหัสบดีที่ 10 มิ.ย.2553 เวลา 13.30-16.30 น. ณ ห้องประชุม BM-6-02 ชั้น 6 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ

ตามเอกสารชี้แจงจากจักงานของคณะกรรมการสิทธิฯ ระบุว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์การชุมนุมในที่สารธารณะที่ดำเนินมาในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงวันที่ 19 พ.ค.2553 โดยกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน แต่การชุมนุมดังกล่าวได้พัฒนาขึ้นจนเกิดการใช้ความรุนแรง ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศต่อประชาคมโลก ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการสิทธิฯ จึงจัดสัมมนาครั้งนี้ขึ้น

สัมมนา “สิทธิหลังไฟมอด” มีวัตถุประสงค์เพื่อการสร้างสิทธิ รู้สิทธิ และการใช้สิทธิ ของประชาชนผู้เกี่ยวข้องผู้เกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ในเหตุการณ์การชุมนุม และการเยียวยา ฟื้นฟูจิตใจและสังคม ของประชาชนผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ โดยมี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ร่วมการอภิปราย ดำเนินรายการโดย นายธีรพันธ์ นาทีกาญจนลาภ อนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน 

 

 
กำหนดการสัมมนา เรื่อง สิทธิหลังไฟมอด
 วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓
ณ ห้องประชุม BM - ๖ - ๐๒ ชั้น ๖
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 
****************************
 
 
เวลา ๑๒.๓๐ – ๑๓.๓๐ น.                          การสัมมนา
เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๓.๔๕ น.                          กล่าวเปิดและแจ้งวัตถุประสงค์การสัมมนา
โดย ศาสตราจารย์อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
 
เวลา ๑๓.๔๕ – ๑๖.๓๐ น.                          อภิปรายเรื่อง สิทธิหลังไฟมอด
 
โดย นายจาตุรนต์ ฉายแสง
นายพิเชษฐ์ พัฒนโชติ
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง
อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือผู้แทน
 
ดำเนินรายการโดย นายธีรพันธ์ นาทีกาญจนลาภอนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน
 
เวลา ๑๖.๓๐น.                                         กล่าวปิดการสัมมนา
            โดย นายแท้จริง ศิริพานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานอนุกรรมการสื่อสารสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน
 
ผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา โทร ๐-๒๑๔๓-๙๕๗๕
หมายเหตุ บริการอาหารว่างและเครื่องดื่มในห้องสัมมนา
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

มติ "เพื่อไทย" ขับ "จุมพฎ-ปรพล" จากสมาชิกพรรค

Posted: 07 Jun 2010 04:01 AM PDT

"เพื่อไทย" ลงดาบ ขับ ส.ส.เอาใจออกห่าง "สมบูรณ์-นิคม" ยังรอสอบ-เรียกชี้แจง ด้าน "สุเทพ" ปัดซื้อตัว ส.ส.พรรคเพื่อไทย รับ "นิคม" มาคุยเผยอยากช่วยงาน ส่วน"เสธ.หนั่น" ปฏิเสธข่าวทาบ "ไพฑูรย์" ตั้งพรรคใหม่ แค่โทรไปให้กำลังใจ 

<!--break-->

วันนี้ (7 มิ.ย.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ครั้งที่ 2 / 2553 มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเป็นประธานในการประชุม ว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคมติให้ขับ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี และนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร ออกจากพรรค ในข้อหาทำผิดระเบียบข้อบังคับพรรคการเมืองอย่างร้ายแรง ขาดการประชุมพรรคเป็นเวลานาน ไม่เข้าร่วมในกิจกรรมของพรรค ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่น รวมไปถึงการไปร่วมทำกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่นอย่างเปิดเผย ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญรวมถึงกฎหมายพรรคการเมือง ที่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมืองเดียว 

การกระทำของ ร.ต.ปรพล และนายจุมพฏ ชื่ออยู่พรรคเพื่อไทยตามหลักนิตินัย แต่พฤติกรรมและการปฏิบัติตัวกับอยู่อีกพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อเจตนารมณ์ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทนประชาชนอย่างชัดเจน 

นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยโดยคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรคได้ทำหนังสือขอให้ ร.ต.ปรพลและนายจุมพฏ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริง แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ชี้แจงใดๆ กับเพิกเฉย คณะกรรมการบริหารพรรคจึงมีมติขับ ส.ส.ทั้งสองออกจากพรรค ในขั้นตอนต่อไปกรณีที่สมาชิกผู้ถูกกล่าวหาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและต้องถูกกำหนดโทษให้พ้นจากการเป็นสมาชิกให้เสนอสำนวนพร้อมความเห็นต่อที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค เพื่อให้ที่ประชุมร่วมพิจารณา หากมีมติให้พ้นจากการเป็นสมาชิกต้องมีคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารและ ส.ส. โดยการลงมติให้ลงคะแนนลับ ตามข้อบังคับของพรรคข้อ 23

นายพร้อมพงศ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค ยังได้มีมติให้นำเรื่อง นายสมบูรณ์ วันชัยธนวงศ์ ส.ส. สัดส่วน และนายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่กระทำขัดต่อข้อบังคับพรรคอย่างร้ายแรง เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรคได้สอบข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อกล่าวหา  รวมถึงให้นายสมบูรณ์และนายนิคม มาชี้แจงต่อคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรคต่อไป

อนึ่ง ข้อบังคับพรรคเพื่อไทยข้อที่ 23 ระบุไว้ว่าสมาชิกผู้ใดกระทำการอันเป็นการผิดวินัยและละเมิดจรรยาบรรณของพรรค ต้องได้รับโทษตามความร้ายแรงของการกระทำผิดวินัยและละเมิดจรรยาบรรณ ดังนี้ 1.ตักเตือน 2.ภาคทัณฑ์ 3.ตัดสิทธิที่พึงมีในฐานะสมาชิกตามข้อบังคับ 4.ให้พ้นจากสมาชิกภาพ 

ในกรณีสมาชิกที่ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการกระทำนั้นอาจมีผลให้สมาชิกผู้นั้นพ้นจากความเป็นสมาชิก ให้คณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณส่งผลการพิจารณาและข้อเสนอแนะให้ที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคพิจารณา มติของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคให้สมาชิกผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากความเป็นสมาชิก ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนคณะกรรมการบริหารและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้งหมด การลงมติให้ลงคะแนนลับ

 

"สุเทพ" ปัดซื้อตัว ส.ส.พรรคเพื่อไทย รับ "นิคม" มาคุยเผยอยากช่วยงาน

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง กล่าถึงกรณีโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุพรรคประชาธิปัตย์ไปทาบทามสมาชิกพรรคเพื่อไทยให้สนับสนุนรัฐบาลด้วยเงินสูงถึง 7-8 หลัก ว่า คนที่แถลงไม่ใช่คนที่น่าเชื่อถือ เพราะพูดจาในเรื่องไม่จริงมาตลอด ส่วนตัวไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด เพราะเวลาพูดก็ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร จะไปไล่ฟ้องก็ใช่ที่ แต่หากอยากจะพิสูจน์ความจริง ขอให้นายพร้อมพงศ์ ลองระบุชื่อให้ชัดเจนแล้วจะฟ้องร้องตามกฎหมาย

นายสุเทพเปิดเผยด้วยว่า นายนิคม เชาวกิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพียงคนเดียวที่ลงมติไว้วางใจให้รัฐบาล ได้มาพบที่ทำเนียบรัฐบาลและมีการพูดคุยกัน โดยนายนิคมอยากจะมาช่วยทำงานให้รัฐบาล 

เมื่อถามว่า การพูดคุยกับนายนิคมเงื่อนไขเรื่องเงินหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า นายนิคมฐานะดีกว่าตน ก็ขอให้ไปดูกันให้ดี และจริงๆ มีการพูดคุยกันเรื่องอื่นอีก แต่ขอไม่บอก ส่วนที่ว่านายนิคมจะมาร่วมงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนใช่หรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า อยากให้ฟังด้วยใจเย็น ขอให้ตั้งสติ ตนพยายามพูดจาระมัดระวังเพื่อไม่ให้นายนิคม ต้องมาลำบากด้วย

"เขาได้บอกกับผมว่า เขาอยู่ที่นั่นมานาน ได้เห็นอะไรต่างๆ ชัดเจน และเข้าใจทุกอย่างดี แล้วก็เห็นว่าอยู่ผิดข้างแล้ว มาอยู่ข้างรัฐบาลดีกว่า เท่านั้น แต่หากมีคนคิดแบบนายนิคม จะตามมาสัก 10 คนหรือ 20 คน ผมก็ยินดีต้อนรับอยู่แล้ว ส่วนคนที่จะออกจากพรรคประชาธิปัตย์นั้นขณะนี้ยังไม่มี" นายสุเทพ กล่าว

 

"เสธ.หนั่น" ปัดทาบ "ไพฑูรย์" ตั้งพรรคใหม่ แค่โทรไปให้กำลังใจ

ขณะที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกระแสข่าวจะดึงนายไพฑูรย์ แก้วทอง กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรมว.แรงงาน มาร่วมงานด้วยหลังจากถูกปลดจากตำแหน่งว่า พอได้ข่าวว่านายไพฑูรย์ถูกปรับออกจากตำแหน่ง ตนโทรไปให้กำลังใจ ในฐานะที่เป็นเพื่อนกันเป็นคนจังหวัดพิจิตรด้วยกัน ในภาวะที่นายไพฑูรย์กำลังเจอสถานการณ์วิกฤตซึ่งนายไพฑูรย์ ก็ขอบคุณมาเท่านั้น ไม่มีอะไร 

“ผมโทรไปให้กำลังใจเท่านั้น ในภาวะที่เขากำลังเจอกับสถานการณ์วิกฤต แต่ไม่ได้ชวนมาตั้งพรรคการเมืองใหม่ หรือชวนให้มาอยู่ด้วย ไม่เป็นความจริง และผมเองก็ไม่ใช่คนที่ฉวยโอกาส ไม่ใช่วิสัยผมที่จะเที่ยวไปดึงคนนั้น คนนี้ออกจากพรรคนั้นพรรคนี้ ไม่มี เพราะฉะนั้นคนที่ให้ข่าวก็คงจะต่อเติมไป” พล.ต.สนั่น กล่าว 

ต่อตำถามที่ว่าในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะจ.พิจิตร มีแกนหลักอยู่ 3-4 คนนี้ ดูแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ยังไม่อยู่ในความคิดเลย ขณะนี้อยู่ในพรรคชาติไทยก็อบอุ่นดีอยู่แล้ว

 

ที่มา: เรียบเรียงจากมติชนออนไลน์ เนชั่นทันข่าว

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ใบตองแห้ง..ออนไลน์: การเมืองเก่าโคตร

Posted: 06 Jun 2010 10:58 PM PDT

<!--break-->

 
 
พรรคเพื่อแผ่นดินมี ส.ส.32 คน แต่นับไม่ถูกว่ามีกี่กลุ่ม ที่ถูกปรับออกจากรัฐบาลได้แก่ กลุ่มไพโรจน์ สุวรรณฉวี กลุ่มวังพญานาค ของพินิจ จารุสมบัติ, ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แต่ก็มีไชยยศ จิระเมธากร ของวังพญานาคอีกนั่นแหละ เสียบเข้ามาแทน ส่วนอยู่คงเดิมก็มีแค่กลุ่มบ้านริมน้ำของสุชาติ ตันเจริญ กับกลุ่มเกษม รุ่งธนเกียรติ ขณะที่กลุ่มมั่น พัธโนทัย รวมกับพรรคมาตุภูมิ เข้ามาคว้ารัฐมนตรีไป 1 เก้าอี้ อ้อ ดูเหมือนยังมีกลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อีก ไม่รู้ไปนับโควต้ากับใคร ขี้เกียจตามข่าว ชาวบ้านฟังแล้วเวียนหัว
 
นี่มันไม่เหลือความเป็นพรรคการเมืองแล้วครับ มันเป็นก๊วนเป็นมุ้ง รวมหัวกันมา 5-6 คนได้เสนาบดีไป 1 ตำแหน่ง ได้เข้ามาบริหารงบประมาณ “ไทยเข้มแข็ง” แล้วช่วยเหลือเจือจานดูแลลูกก๊วน
 
ครั้นเมื่อหันไปดูสาเหตุที่กลุ่มไพโรจน์-วังพญานาคถูกปรับออก ที่ว่าเป็นเพราะ “เสียมารยาททางการเมือง” ไม่ยอมยกมือเป็นฝักถั่ว แต่สาเหตุจริงๆ ก็มาจากทั้งสองกลุ่มไม่พอใจที่พรรคภูมิใจห้อยรวบอำนาจมหาดไทย โยกย้ายข้าราชการ เอาคนของตัวไปคุมพื้นที่ และไม่กระจายงบประมาณให้ เป็นที่เข้าใจได้ว่า พรรค ภจห.กำลังไล่บี้แย่งชิงเก้าอี้ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่เว้นแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อนเก่ากลุ่ม 16 (ที่เคยรบรากับ ปชป.และเทพเทือก)
 
เราคงไม่สามารถเปรียบเทียบว่า ไพโรจน์กับเนวินใคร “ดี” กว่ากัน แต่ถ้าถามหาความยุติธรรม ในฐานะที่พายเรือให้มาร์คนั่งมาด้วยกัน พรรคแกนนำรัฐบาลปล่อยให้พรรคอันดับสองไล่ขยี้ย่ำยีพรรคอันดับสาม ยังมีสัจจะในหมู่-เอ๊ย ยังมี “มารยาททางการเมือง” อยู่หรือไม่
 
ไม่เคยมีมาก่อนนะครับที่พรรคอันดับสองได้เก้าอี้ มท.1 เขามีแต่พรรคแกนนำดูแลเองและแบ่งสันปันโควต้าโยกย้ายข้าราชการกัน ตามแบบฉบับ “การเมืองเก่า” ยิ่งนักการเมืองรุ่น “นักเลงโบราณ” อย่าว่าแต่ฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเลย แม้แต่ฝ่ายค้านคนสำคัญๆ เขายังไว้หน้า
 
แต่นักการเมืองรุ่นนี้ฟาดฟันกันอำมหิตดีแท้ นี่ขนาดพรรคร่วมนะ ถ้าเป็นพรรคฝ่ายค้านจะโดนแค่ไหน
 
น่าขำไหมว่าภายหลังจากพันธมิตรฯ เรียกร้องหาการเมืองใหม่ใสสะอาด สิ่งที่ได้มากลับเป็น “การเมืองเก่าโคตร” แต่พรรคการเมืองใหม่ก็ได้แต่ร้องแบะแบะ ไม่รู้เมื่อไหร่จะประชุมโห่สามลาเลือกหัวหน้าพรรค อย่าคิดนะว่าวันนี้จะยังมีบทบาทออกมาเรียกร้องอะไรได้ สนธิเป็นใคร มวลชนเฟซบุคเขาแห่ไปขอลายเซ็นไก่อูดีกว่า
 
การปรับ ครม.ครั้งนี้ทำให้เห็นภาพ “โอบามาร์คปากห้อย” ชัดเจน ว่าเป็นการปกครองแบบ 2 นครา แบ่งแยกประเทศเป็น 2 ส่วน คือโอบามาร์คก็ทำหน้าที่บนโพเดียมไป เป็นขวัญใจจริตนิยมของคนกรุงคนชั้นกลาง ส่วนภาคเหนือภาคอีสาน ฐานเสียงของทักษิณ ก็เป็นหน้าที่ของพรรค ภจห.และบรรดานักการเมืองเก่าโคตรทั้งหลาย ที่จะใช้กลเกมการเมืองทุกรูปแบบ ตระเตรียมกำลังพลและอาวุธกระสุน เพื่อเอาชนะศึกเลือกตั้ง
 
คนกรุงคนชั้นกลางหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง แกล้งมองเห็นแต่ภาพบนโพเดียม หล่อ เก่ง คารมคมคาย ถูกจริต แล้วก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นด้านมืดที่อยู่อีกข้างของอำนาจ มองไม่เห็น “การเมืองเก่าโคตร” ที่ต่อรองเก้าอี้แย่งชิงผลประโยชน์ แย่เสียยิ่งกว่ายุคทักษิณ ไม่สิ ต้องบอกว่าถอยหลังไปแย่เสียยิ่งกว่ายุคชวนกับงูเห่า เพราะยุคทักษิณมีด้านที่ก้าวหน้ากว่าจนเทียบกันไม่ได้
 
แน่นอน ทักษิณกวาดต้อนนักการเมืองกเฬวรากมาเข้าพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ว่าจะมีกี่กลุ่มก๊วน คนพวกนี้ไม่เคยกล้าหือ รัฐบาลทักษิณยังมีโควต้าเหมือนกัน แต่แบ่งให้ ส.ส.10 กว่าคนต่อหนึ่งเก้าอี้ กันตำแหน่งสำคัญๆ ไว้ให้นักบริหารมืออาชีพที่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างเข้มแข็ง ดำเนินนโยบายที่มีนักคิดนักวิเคราะห์ของพรรคช่วยกันขบคิดกลั่นกรอง จนกล่าวได้ว่ารัฐบาลทักษิณ 1 เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่บริหารงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย
 
ถ้าจะเปรียบให้ใกล้เคียง รัฐบาลทักษิณก็คล้ายรัฐบาลเปรม ที่กวาดต้อนนักการเมืองเข้าคอก แต่อาศัยอำนาจรัฐราชการ เสาค้ำคือกองทัพ เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ นักการเมืองไม่กล้าหือ ได้โควต้ากะปริบกะปรอย ตำแหน่งสำคัญๆ กันไว้ให้เพื่อนป๋า ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นนักบริหารมืออาชีพ มีนักวิชาการเช่น ดร.โกร่ง เป็นสมองคิดวิเคราะห์ จึงสร้างผลงานได้มากกว่ารัฐบาลโควต้านักการเมือง
 
ต่างกันอย่างเดียวแต่เป็นหัวใจสำคัญคือทักษิณมาจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจด้วยประชานิยม ขณะที่เปรมอยู่บนฐานทหารนิยมและราชการนิยม
 
ส่วนที่เหมือนกันทั้งคู่อีกอย่างคือ ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ ยุคทักษิณเป็นเพราะเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ แต่ยุคเปรมมีบิ๊กเสื้อคับอุ้ม ส.ส.ขึ้น ฮ.ยื่นปากกาให้เซ็นถอนชื่อ
 
รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เหมือนทั้งรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลเปรม เพราะแม้แต่การปรับ ครม.ในพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีลักษณะสมบัติผลัดกันชม ไม่มีตรงไหนที่แสดงให้เห็นว่าปรับเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน
 
รัฐบาลทักษิณ 1 จึงเป็นรัฐบาลที่คนจำนวนมากโหยหา แต่น่าเศร้าที่เราคงจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว แม้แต่ตัวทักษิณเองต่อให้กลับมามีอำนาจได้ก็สร้างรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะสูญเสียทีมงานที่เข้มแข็งไปแล้ว ส่วนหนึ่งทักษิณก็ทำลายตัวเอง หลังชนะเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงเมื่อปี 48 ก็เหลิงอำนาจ เริ่มปล่อยให้กลุ่มก๊วนการเมืองทำมาหากิน
 
แต่ที่สำคัญคือรัฐประหารและรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ทำลายพรรคไทยรักไทยที่มีโอกาสจะพัฒนาไปเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นพรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนเข้มแข็ง พรรคเพื่อไทยที่เหลืออยู่เป็นแค่ซากของพรรคไทยรักไทยเท่านั้น การเมืองไทยหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ระบบ 2 พรรคใหญ่ แข่งขันกันด้วยประสิทธิภาพและนโยบาย
 
รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ได้นำประเทศย้อนกลับมาสู่ “การเมืองเก่าโคตร” ภายใต้ภาพลวงตาของ 2 นครา “โอบามาร์คปากห้อย” ถามว่ารัฐบาลอ่อนแอเช่นนี้ใครชอบ หนึ่งคือรัฐราชการ ทหาร ตุลาการ องค์กรอิสระ เจ้ากรมอิสระทั้งหลาย ที่เอาแต่ลอยตัวตัดสินผู้อื่น รับชอบแต่ไม่เคยรับผิดชอบ แทรกแซงการเมืองการปกครองแต่อยู่เหนือการตรวจสอบ
 
สองคือ NGO สื่อ นักวิชาการ ราษฎรอาวุโส หรือพวกที่เรียกกันว่าภาคประชาสังคม ตัวแทนจอมปลอมของคนชั้นกลาง ซึ่งเชื่อว่าพวกตนจะฉวยโอกาสนี้ต่อสายตรงถึงอภิสิทธิ์ได้ เพราะถือว่ามีบุญคุณช่วยไล่ทักษิณและช่วยปราบเสื้อแดง อีกทั้งอภิสิทธิ์ยังต้องพึ่งพิงพวกเขาในแง่ภาพลักษณ์
 
คนเหล่านี้แหละที่ออกมาตีปี๊บ “ปฏิรูปประเทศไทย” “สร้างความเป็นธรรม” และเพื่อบรรลุความฝันอันสูงสุด ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้ามีการเลือกตั้งแล้วพวกเขาจะสนับสนุนให้พรรค ภจห.ใช้ “การเมืองเก่าโคตร” เอาชนะในภาคเหนือภาคอีสาน พร้อมกับประณามประชาชนที่ยังเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะผลงานและนโยบายที่พรรคไทยรักไทยทำไว้ เป็นพวก “ก่อการร้าย” “เผาบ้านเผาเมือง” หรือ “ล้มเจ้า”
 
เอาการเมืองเก่าโคตรไว้ดีกว่า เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทย คิดได้เข้าท่าไหม
 
คนเหล่านี้เชื่อว่าการที่ประชาชนคนยากคนจน จะเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคการเมือง ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของเขา เป็นสิ่งผิด เพราะกลายเป็นเครื่องมือนักการเมืองชั่ว ประชาชนควรจะรวมตัวกัน แล้วเข้าร่วมกับ NGO เพื่อให้ NGO อย่างหมอประเวศ ครูหยุย ครูแดง ฯลฯ ต่อสายตรงถึงอภิสิทธิ์ แล้วให้อภิสิทธิ์แก้ปัญหาให้
 
จำเริญๆ เถิดนะครับ ไม่รู้ใครเป็นเครื่องมือของใคร
 
นี่คือการ “ปฏิรูปประเทศไทย” “สร้างอนาคตร่วมกัน” ภายใต้การเมืองเก่าโคตร ซึ่งน่าหัวเราะถ้าใครฝันว่าจะเป็นไปได้จริง ท่าทีของผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงชัดเจนว่าต้องไม่ปรองดอง ไม่ร่วมมือ (เพราะเขาไม่ให้ร่วมอยู่แล้ว) เอาเท้าแช่น้ำนั่งขำดูกันไป ดูซิว่าจะมีปัญญาทำได้แค่ไหน
 
                                                                        ใบตองแห้ง
                                                                        7 มิ.ย.53
 
 
 
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น