วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

โปรดรับการคารวะจากฉัน:บทกวีแด่วีรชน 10 เมษายน 2553

Posted: 02 Apr 2011 10:44 AM PDT

เสียงปืน ดังขึ้น เมื่อย่ำค่ำ
เพลงรำ หยุดลง ตรงเดือนเสี้ยว
ห่ากระสุน พุ่งเข้าใส่ ใช่ห่าเดียว
ฟ้าสีเปลี่ยว โปรยเพลิง เป็นเปลวควัน

สองมือเปล่า พุ่งเข้าท้า ห่ากระสุน
ร่างแหลกพรุน ล่วงลับ มิดับฝัน
ชูธงแดง แกว่งไกว ไปพร้อมกัน
แม้ไหวหวั่น ไม่สั่นไหว ตายก็ยอม

มัจจุราช บรรเลง เพลงเดือนดับ
เห่กล่อมรับ ความตาย อันหวานหอม
เลือดคาวคลุ้ง กลบกลิ่นฝัน อันตรมตรอม
ไม่ได้เด็ด มาดมดอม หนอ...ประชาธิปไตย

นักสู้..ผ่านฟ้า เธอสละ แล้วทุกสิ่่ง
ขื่นขมเมื่อความจริง แผดเผา เราหม่นไหม้
ทระนงเกินกว่า จะขอเมตตา จากผู้ใด
พลังแห่งคนตาย จักสุมไฟ ให้ไหม้ฟ้า

คนเป็นสู่คนตาย เพียงชั่วไหว ใบไม้เปลี่ยน
ดวงดาวที่หมุนเวียน คือดวงเทียน แสวงหา
ส่งต่อสู่คนเป็น ในคืนเพ็ญ แสงโรยรา
โลกใหม่ใกล้เข้ามา เอื้อมมือคว้า มาแนบใจ

เจตจำนงแห่งคนตาย หล่อเลี้ยงให้ คนเป็นสู้
น้ำตาที่พรั่งพรู ยังไหลอยู่ ไม่ขาดสาย
ลมโศกเดือนเมษา ยังขื่นคาว ปวดร้าวใจ
หยดเลือดคนยากไร้ บนถนน ยังข้นแดง

กระสุนกี่ร้อยสาย พรากใบไม้ ในป่าเปลี่ยว
กระชากกลีบดอกเสี้ยว ให้แหลกร้าว ใต้เงาแสง
คนตายจักเปลี่ยนโลก สุมไฟโศก ให้เดือดแดง
ฟังสิ! เสียงสาปแช่ง ใครสั่งฆ่า น่าชิงชัง

โอ้นักสู้ผ่านฟ้า โปรดรับการคารวะ จากฉัน
เราอาจเคยสบตากัน ในสายธาร แห่งรักและหวัง
ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง สู่เสรี

ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอ ทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง ประชาธิปไตย

2 เมษายน 2554

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

โสภณ พรโชคชัย: อย่าตกใจนักกับภัยธรรมชาติในขณะนี้

Posted: 02 Apr 2011 09:46 AM PDT

ช่วงนี้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหลายกรณีทั้งแผ่นดินไหว สึนามิ วาตภัย อุทกภัย  แม้แต่หิมะตกที่เมืองตากอากาศซาปาของเวียดนาม บางคนก็หลงเข้าใจผิดว่าตกเป็นครั้งแรกหรือตกหนักที่สุด จนทำให้เกิดปริวิตก ไม่เป็นอันกินอันนอน กลัวโลกจะแตก และอาจตกเป็นเหยื่อของพวกอวิชชา ผมจึงขออนุญาตนำเสนอข้อมูลบางอย่างให้ทราบบ้าง

วิบัติภัยในทุกวันนี้ยังนับว่า ‘จิ๊บจ๊อย’ นัก เมื่อเทียบกับภัยธรรมชาติในอดีต ที่หากเกิดขึ้นอีกในวันนี้  บางคนอาจช็อคตาย ฆ่าตัวตายไปเลย หรือเกิดลัทธิอุบาทว์ต่าง ๆ ทำลายชีวิตผู้คนไปมากกว่าภัยธรรมชาติก็เป็นได้

ท่านรู้จักภูเขาไฟกรากะตัวหรือไม่ ภูเขาไฟแห่งนี้ระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2426 หรือเมื่อ 128 ปีก่อนหน้านี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพื้นที่สองในสามของเกาะหายไปจากแรงระเบิด  เถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร (ปกติเครื่องบิน ๆ สูงเพียง 10 กิโลเมตรเท่านั้น  ในรัศมี 240 กิโลเมตร มองไม่เห็นแสงอาทิตย์จนคล้ายยามค่ำคืนเป็นเวลาถึง 3 เดือน เพราะเถ้าธุลีปกคลุมไปหมด

เสียงระเบิดดังกึกก้องมาก ถึงกรุงจาการ์ตา ซึ่งตั้งอยู่ห่างไป 150 กิโลเมตร จนผู้คนยังต้องเอามืออุดหู  คนในกรุงเทพมหานครก็ยังได้ยินแต่ครั้งแรกนึกว่าเป็นเสียงปืนใหญ่  แม้แต่คนบนเกาะโรดริเกซในหมู่เกาะมอริเชียส ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปถึง 4,776 กิโลเมตรก็ได้ยินเช่นกัน  ที่สำคัญการระเบิดยังทำให้เกิดคลื่นสึนามิ สูง 30 เมตร เข้าถล่มเกาะต่าง ๆ  แรงแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นยังสามารถตรวจจับได้ถึงอังกฤษ  รวมแล้วมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ถึง 36,000 คน ซึ่งหากเป็นในสมัยปัจจุบันที่มีประชากรหนาแน่น คงสูญเสียชีวิตนับสิบ ๆ ล้านคน

อย่างไรก็ตามยังมีเหตุการณ์ร้ายแรงกว่านี้ จนภูเขาไฟกรากะตัวกลายเป็นเรื่องเล็ก ๆ ก็คือการระเบิดของภูเขาไฟแทมโบร่าซึ่งตั้งอยู่บนเกาะซุมบาวาใกล้เกาะบาหลี เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2358  หรือเมื่อ 196 ปีที่แล้วในสมัยรัชกาลที่ 2  ความรุนแรงนั้นเท่ากับการระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์ 60,000 ลูก  ความสูงของภูเขาไฟแทมโบร่าหายไปถึง 1,400 เมตร มีสภาพเป็นหลุมกว้าง 6 กิโลเมตร ลึก 1 กิโลเมตรในปัจจุบัน  เกิดฝุ่นละอองมากกว่าการระเบิดของภูเขาไฟกรากะตัวถึง 7 เท่า  เสียงระเบิดดังไปไกลถึง 850 กิโลเมตร  ว่ากันว่าต้นไม้ล้มระเนระนาดคล้ายกับโลกทั้งโลกจะพังทลายลงในพริบตา

พื้นผิวโลกได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์น้อยลงถึง 20 เปอร์เซ็นต์เพราะ ชั้นบรรยากาศของโลกเต็มไปด้วยฝุ่นละอองจนอุณหภูมิของโลกลดลงอย่างมาก  นักวิทยาศาสตร์เคยพบว่าน้ำแข็งชั้นล่างบนเกาะกรีนแลนด์ในซีกโลกเหนือยังมีฝุ่นละอองจากภูเขาไฟนี้อยู่มากมาย  ในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือไม่มีเวลากลางวันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพราะถูกฝุ่นละอองภูเขาไฟบดบังแสงอาทิตย์ไว้ และทำให้ไม่มีฤดูร้อนในปีนั้น

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดรุนแรงเป็นชุด ๆ ทั่วโลกในห้วงเวลาเดียวกัน เช่น ภูเขาไฟลาซูฟรีในหมู่เกาะแคริเบียน และภูเขาไฟอะวูเหนือเกาะสุลาเวสี ในปี 2355  ภูเขาไฟสุวาโนเซจิมา ใกล้หมู่เกาะโอกินาวา ในปี 2356 และภูเขาไฟมายอนในฟิลิปปินส์ ในปี 2357  ลองคิดดูว่าถ้าเกิดในวันนี้ ผู้คนคงสิ้นหวัง ฆ่าตัวตายไปเท่าไหร่แล้ว  ยิ่งถ้าเจอสื่อเล่นข่าวเอามัน ก็คงยิ่งไปกันใหญ่

ท่านทราบหรือไม่ว่าทั้งหมดข้างต้นยัง ‘จิ๊บจ๊อย’ เมื่อเทียบกับการระเบิดของสุดยอดภูเขาไฟ (Super Volcano) ซึ่งครั้งล่าสุดเป็นการระเบิดของภูเขาไฟโทบา ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราใกล้กับประเทศไทย เมื่อประมาณ 75,000 ปีที่ผ่านมา  โดยลาวาพุ่งไปไกลกว่า 3,000 กิโลเมตรถึงภาคใต้ของอินเดีย  อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกลดต่ำลงกว่า 5 องศา  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการระเบิดครั้งนี้ทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็ง  หลังจากการปล่อยเถ้าถ่าน 2,800 ลูกบาศก์กิโลเมตร พื้นที่ของภูเขาไฟโทบาได้กลายเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดและมีความสวยงามมากที่สุดในเอเชียอาคเนย์ในปัจจุบัน  การระเบิดในระดับสุดยอดภูเขาไฟนี่เองที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ

เห็นหรือยังครับ เหตุการณ์ที่ว่าน่าสะพรึงกลัวในทุกวันนี้ยังเป็นแค่เรื่องเล็กเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต  ยังมีมหันตภัยล้างโลกที่เคยเกิดก่อนหน้านี้อีกมากมาย  ดังนั้นอย่าไปกลัว  ที่สำคัญเราต้องมีสติ  คาดว่าเหตุการณ์มหาประลัยทั้งหลายคงไม่เกิดในชั่วชีวิตของเรา แต่ถึงแม้เกิดเหตุร้าย จนเราต้องสิ้นชีวิต เราก็ไม่พึงเสียเวลากลัว เพราะไม่มีใครหนีพ้นความตายดังกล่าว

ความตายเป็นธรรมดา สำคัญอยู่แต่ว่าคุณจะตายอย่างขนนก (เบาหวิวไร้ความหมายเพราะไม่เคยสร้างสรรค์อะไรเลย) หรือจะตายหนักแน่นดุจภูเขาเพราะตายอย่างมีเกียรติเพื่อประชาชนและประเทศชาติ

อ้างอิง

• การเกิดระเบิดของ Super Volcano http://www.vcharkarn.com/varticle/37495 และ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?pid=5730
• ภูเขาไฟกรากะตัว http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7
• Kratatoa.  http://en.wikipedia.org/wiki/Krakatoa
• Mount Tambora http://en.wikipedia.org/wiki/Mount_Tambora
• Year Without A Summer. http://en.wikipedia.org/wiki/Year_Without_a_Summer
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: กลุ่มอนุรักษ์อุดรฯ ฮึ่ม! ค้านเวทีสร้างภาพหนุนเหมืองโปแตช

Posted: 02 Apr 2011 08:35 AM PDT

ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จำนวนกว่า 300 คน ร่วมกันรณรงค์ให้ข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ชี้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Scoping) โครงการเหมืองแร่โปแตชเป็นการสร้างภาพเพื่อหวังผลผลักดันโครงการเหมือง

วันนี้ (2 เม.ย.) เวลา 09.00 น. ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จำนวนกว่า 300 คน ร่วมกันรณรงค์ให้ข้อมูลกับชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี ในเขต ต.หนองไผ่ และ ต.โนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ต่อการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Scoping) โครงการเหมืองแร่โปแตช ของบริษัทเอเชียแปซิกฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ร่วมกับบริษัททีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนต์ จำกัด ในวันที่ 5 เมษายน 2554 ณ เทศบาลเมืองโนนสูง โดยกลุ่มชาวบ้านมองว่า การจัดเวทีดังกล่าวนี้ เป็นการสร้างภาพเพื่อหวังผลผลักดันโครงการเหมืองฯ จึงระดมพลเพื่อการรณรงค์ให้ข้อมูลต่อชาวบ้านในพื้นที่ในครั้งนี้

บรรยากาศการรณรงค์ของชาวบ้านในวันนี้ ชาวบ้านได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง ณ วัดอรุณธรรมรังษี บ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ฯ แล้วเคลื่อนขบวนไปตามหมู่บ้านในพื้นที่ โดยเริ่มตั้งแต่ บ้านแม่นนท์ บ้านหนองไผ่ ต.หนองไผ่ และชุมชนต่างๆ ในเขตเทศบาล ต.โนนสูง ก่อนปิดท้ายที่บ้านหนองตะไก้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งศูนย์ประชาสัมพันธ์ของบริษัทเอพีพีซี

การรณรงค์ของชาวบ้านในครั้งนี้ได้ใช้รถติดเครื่องขยายเสียง และมีแกนนำปราศรัยให้ข้อมูล นอกจากนี้ยังให้ข้อมูล ผ่านใบปลิว โดยเดินเคาะตามประตูบ้านของแต่ละครัวเรือน ทั้ง เด็ก/เยาวชน ผู้ใหญ่ และคนแก่ต่างช่วยกัน อธิบายให้ข้อมูล ตอบคำถามที่ชาวบ้านสงสัยต่อโครงการเหมืองแร่โปแตชฯ ถึงแม้วันนี้แสงแดดจะร้อนอบอ้าวก็มิได้เป็นอุปสรรคต่อกิจกรรมของชาวบ้านในวันนี้

โดย นางมณี บุญรอด แกนนำชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อุดรธานี ได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมรณรงค์ของชาวบ้านในวันนี้ว่า

“วันนี้กลุ่มอนุรักษ์ ต้องพากันออกมา เพื่อให้ข้อมูลกับพี่น้องในพื้นที่ไม่ให้หลงเชื่อ และตกเป็นเครื่องมือของบริษัทโปแตช ที่จะหลอกให้ชาวบ้านออกไปลงชื่อและยกมือให้กับบริษัทในการสร้างเหมืองโปแตช ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการจ้างชาวบ้านที่ยังไม่รู้ข้อมูลข้อเท็จจริงหลงเชื่อบริษัท กลุ่มจึงต้องพากันออกมาให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับพี่น้องให้เกิดการรับรู้ถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงถึงการจัดเวทีในวันที่ 5 เมษา ว่าบริษัทกำลังจะจัดฉากสร้างภาพให้สาธารณะเห็นว่ามีชาวบ้านในพื้นที่เห็นด้วยกับโครงการเหมือง ทั้งที่ในความเป็นจริงการจัดเวทีในวันที่ 5 ไม่ได้อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการทางกฎหมาย แต่บริษัทก็ยังดึงดันในการจัดซึ่งอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นมาอีก” นางมณี กล่าว

ทางด้านนายเพชร องค์กลาง ตัวแทนชาวชุมชนโนนสูง ที่ติดตามสถานการณ์โครงการเหมืองโปแตชมาอย่างต่อเนื่อง ได้แสดงความคิดเห็นว่า

“ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการเหมืองแร่โปแตชอยู่แล้ว เพราะผลกระทบจากดินทรุด น้ำเค็มที่เกิดขึ้น ยิ่งในปัจจุบันมีสถานการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นมาอีก และที่ผ่านมาได้ไปเห็นปัญหาจากเหมืองเกลือที่อำเภอบ้านดุง ชาวบ้านก็ทำนาไม่ได้ ต้นไม้ก็ปลูกไม่ได้ และที่บริษัทฯ จะมาจัดเวทีในวันที่ 5 เมษา นั้น ผมว่ามาโฆษณาชวนเชื่อให้กับชาวบ้านในพื้นที่มากกว่า ไม่มีทางหรอกที่บริษัทจะมาพูดถึงปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตช และเวทีในวันนั้น ผมและชาวบ้านในชุมชนโนนสูง ก็จะไปร่วมกิจกรรมกับอนุรักษ์ฯ ในการขัดขวางการจัดเวทีของบริษัท” นายเพชร กล่าว

ด้านนายมานิต แสงศีลา นายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ได้กล่าวถึง สถานการณ์โครงการเหมืองโปแตช จังหวัดอุดรธานี และการจัดเวทีที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 เมษายนนี้ว่า

“ตัวผมก็เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียงสองเดือนเศษก็ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเหมืองแร่โปแตชมาบ้าง ซึ่งก็จะต้องศึกษารายระเอียดอีกต่อไป สำหรับเวทีในวันที่ 5 เมษานั้น ก็ได้รับคำสั่งมาจากจังหวัด ว่าให้มีการจัดเวทีขึ้น ผมและเจ้าหน้าที่ในเทศบาลทุกคนนั้น ผมได้กำชับให้ทุกคนวางตัวให้เหมาะสมในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐในท้องถิ่น” นายมานิต กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมรณรงค์ของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ชาวบ้านได้ร่วมกันประเมินผลและสรุปกิจกรรมที่ร่วมกันในครั้งนี้ ซึ่งตัวแทนชาวบ้านต่างได้สลับกันออกมาสะท้อนความคิดเห็น ซึ่งผลปรากฏว่า กิจกกรมรณรงค์ของชาวบ้านในครั้งนี้ ได้ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ โดยชาวบ้านในพื้นที่ได้ให้ความสนใจในข้อมูลที่กลุ่มอนุรักษ์ฯ นำออกมาเผยแพร่ ทำให้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงต่อสถานการณ์เหมืองแร่โปแตช และชาวบ้านบางกลุ่มมีความสนใจที่จะเข้ามาร่วมกิจกรรมกับอนุรักษ์ฯ ในวันที่ 5 เมษายน เพื่อยับยั้งการจัดเวทีที่ขาดความชอบธรรม
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

บึ้มร้านน้ำชาตลาดนิคมเทพาเจ็บ 15 คน เผยเจ้าหน้าที่นอนเฝ้าทั้งคืนยังถูกระเบิดจนได้

Posted: 02 Apr 2011 07:52 AM PDT

บึ้มร้านน้ำชาตลาดนัดนิคมเทพา หทารพรานและประชาชนเจ็บ 15 คน เผยเจ้าหน้าที่นอนเฝ้าทั้งคืนก่อถึงวันตลาดนัดยังถูกระเบิดจนได้

เมื่อเวลา 06.30 น. เช้าวันที่ 2 เมษายน 2554 คนร้าย ลอบวางระเบิด บริเวณร้านน้ำชาในตลาดนัดนิคมเทพา หมู่ 3 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา จังหวัดสงขลา เป็นเหตุให้ทหารพรานที่มาสับเปลี่ยนกำลังรักษาความปลอดภัยตลาดนัด และประชาชนได้รับบาดเจ็บ 15 คน

ที่เกิดเหตุ พบเศษวัตถุระเบิด และเศษรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ หมายเลขทะเบียน กบจ 227 ปัตตานี ซึ่งคนร้ายใช้ประกอบวัตถุระเบิดกระจายอยู่บนถนน ส่วนคนเจ็บทั้งหมดได้ถูกนำส่งไปรับการรักษาโรงพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่บาดเจ็บเล็กน้อย แพทย์ให้กลับบ้านแล้วแล้ว ยังมีเพียง 2 ราย ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทราบชื่อคือ  อส.ทพ.สุริยา แก้วมณี อายุ ๒๘ ปี สังกัด ร้อย.ทพ.๔๒๑๖ ได้รับบาดเจ็บสาหัส มีแผลถูกสะเก็ดระเบิดที่บริเวณแขนซ้ายและหลัง ได้นำตัวส่ง รพ.หาดใหญ่ และนางวิไล บุญกุล อายุ ๓๖ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๕๖ ม.๓ ต.ท่าม่วง อ.เทพา ได้รับบาดเจ็บ อาการแน่นหน้าอก, หูอื้อ และมีแผลบริเวณหน้า รักษาตัวอยู่ที่ รพ.เทพา อำเภอเทพา

พ.ท.ทธิ สทิสินทร์ หัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน หน่วยเฉพาะกิจสงขลา เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ  ที่เกิดเหตุในขั้นต้น คนร้ายได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ที่ประกอบระเบิด ลักลอบเข้ามาในพื้นที่ตลาดนัด ที่มีการรักษาความปลอดภัยพื้นที่โดยเจ้าหน้าที่ทหารพราน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยปลิง อ.เทพา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยการจัดกำลังนอนเฝ้าพื้นที่ในคืนก่อนที่จะมีตลาดนัด และกำหนดเขตพื้นที่สำหรับจอดยานพาหนะเป็นการเฉพาะ

ขณะเกิดเหตุเวลา ๐๖.๓๐ น. เป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังจัดระเบียบพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ทหารพรานที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นกำลังพลที่เดินทางมาสับเปลี่ยนกำลังกับชุดที่นอนเฝ้าตลาดช่วงกลางคืน และในขณะเดียวกันพ่อค้าแม่ค้ากำลังจัดร้านเพื่อเตรียมค้าขาย คนร้ายได้อาศัยช่วงเวลาดังกล่าวขับจักรยานยนต์หลบเลี่ยงการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ ลักลอบนำยานพาหนะดังกล่าวมาจอดไว้บริเวณหน้าร้านน้ำชา หัวมุมตลาดนัด ซึ่งไม่เป็นที่สังเกต และได้จุดระเบิดขึ้นโดยประสงค์กระทำต่อเจ้าหน้าที่และราษฎรผู้บริสุทธิ์

ที่มาข่าว: สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: คนกรมทรัพย์ฯเตือนหินสตูลผุ ติง ‘ชลประทาน’ ระวังเขื่อนแตก

Posted: 02 Apr 2011 07:46 AM PDT

คน ‘กรมทรัพยากรธรณี’ ชี้ชั้นหินปูนสตูลผุ ใต้ดินเป็นโพลงถ้ำ คิดจะสร้างเขื่อนทุ่งนุ้ยต้องรอบคอบ “กรมชลฯ” ยันไร้ปัญหา มีผู้เชี่ยวชาญประเมินทุกด้าน


ระวัง–พื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำคลองช้าง (เขื่อนทุ่งนุ้ย) ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล
ซึ่งขณะนี้อยู่ในการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA)

นายเลิศสิน รักษาสกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อมและธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สภาพพื้นที่ทั่วไปของจังหวัดสตูลเป็นชั้นหินปูนเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย มีอายุประมาณ 400 ล้านปี คุณสมบัติหินผุกร่อน สามามารถละลายน้ำง่าย เมื่อชั้นหินผุและเกิดการละลายน้ำ ลักษณะใต้ดินจึงเป็นโพลงถ้ำ เมื่อชั้นหินพังแผ่นดินจะเกิดการยุบตัว

นายเลิศสิน กล่าวว่า สำหรับพื้นที่อำเภอควนโดนไปจนถึงตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ซึ่งจะเป็นพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนทุ่งนุ้ย เป็นชั้นหินแกรนิต ทนทานกว่าหินปูนพอสมควร ถ้าจะสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ บริเวณตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง ควรศึกษาพื้นที่โครงการและอาณาบริเวณให้รอบคอบว่า มีหินปูนอยู่มากน้อยเพียงไร มีโพรงถ้ำใต้ดินหรือไม่ สิ่งสำคัญหินปูนมีคุณสมบัติละลายน้ำง่าย เขื่อนมีโอกาสแตกสูง ทั้งนี้ควรศึกษาอย่างละเอียด

นายจอมพร เจริญวัฒน์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสตูล เปิดเผยว่า บริษัทที่ปรึกษาจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) อ่างเก็บน้ำคลองช้าง ตำบลทุ่งนุ้ย จะต้องศึกษาข้อมูลทุกด้าน ไม่ว่าด้านวิศวกรรม ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสุขภาพฯลฯ ซึ่งจะประเมินหมด เพราะมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านอยู่แล้ว

นายจอมพร กล่าวต่อไปว่า ถ้าจังหวัดสตูลมีชั้นหินผุจริง จะมีทางเลือก 3 ทางคือ ไม่สร้าง หรือต้องใช้เทคนิคการก่อสร้างเข้ามาทำให้มั่นคงแข็งแรงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นฝายทดน้ำ สิ่งที่ต้องคิดก็คือ ถ้าสร้างอ่างเก็บน้ำ 30 กว่าล้านคิวไม่ได้ จะมีหนทางในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำใช้สำหรับอุปโภค บริโภค และน้ำใช้ในการเกษตรช่วงหน้าแล้ง ของจังหวัดสตูลในอนาคตอย่างไร กระบวนการศึกษาจึงต้องนำเหตุและผลมาประเมินเชิงประจักษ์ว่า จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: สภาที่ปรึกษาใต้ พ.ร.บ.ศอ.บต. 3 เมษารู้ผล 49 ขุนพลพัฒนาใต้?

Posted: 02 Apr 2011 07:39 AM PDT

หลังจากคลอด พระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.ศอ.บต.) ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 53 ที่เอื้อให้การทำงานของศอ.บต.ทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาได้ง่ายยิ่งกว่าเดิม และในพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ได้ระบุให้มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อตรวจสอบพร้อมประเมินผลการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้แล้วรายงานต่อเลขาธิการและนายกรัฐมนตรีทราบ และอำนาจหน้าที่อีกมากตามที่ระบุใน พ.ร.บ.ศอ.บต.ฉบับนี้

สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำหนดในพ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามมาตรา 19 ที่ระบุให้มีสภาที่ปรึกษาฯ มาจากการคัดเลือกและผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 49 คน และมาจากผู้แทนสมาชิกจาก 13 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดละ 1 คน 2. ผู้แทนกำนันและผู้ใหญ่บ้าน จังหวัดละ 1 คน 3. ผู้แทนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอิหม่ามประจำมัสยิด จังหวัดละ 1 คน 4. ผู้แทนเจ้าอาวาส จังหวัดละ 1 คน 5. ผู้แทนผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา จังหวัดละ 1 คน 6. ผู้แทนหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด จังหวัดละ 1 คน 7. ผู้แทนซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือวิถีของประชาชนในพื้นที่ จังหวัดละ 1 คน 8. ผู้แทนกลุ่มสตรี จังหวัดละ 1 คน 9. ผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จำนวน 1 คน 10. ผู้แทนสถาบันศึกษาปอเนาะ จำนวน 1 คน 11. ผู้แทนศาสนาอื่น จำนวน 1 คน 12. ผู้แทนสื่อมวลชนในกิจการหนังสือพิมพ์ กระจายเสียงและโทรทัศน์ จำนวน 1 คน และ13. ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่ใช่ข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ จำนวน 5 คน

ในส่วนของผู้แทนที่มาจากลำดับที่ 1 – 8 ทางจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือก จะมีในส่วนของผู้แทนเจ้าอาวาส และผู้แทนหอการค้าและสภาอุตสาหกรรมจังหวัดที่จะมีขั้นตอนการประชุมภายในกลุ่มผู้แทนแล้วทำการประชุมคัดเลือกกันเอง ส่วนผู้แทนลำดับที่ 9 – 12 ทางศอ.บต. จะเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกเอง และกลุ่มสุดท้าย นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้คัดสรรผู้ทรงคุณวุฒิแต่งตั้งขึ้นมาเอง

นายภานุ อุทัยรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า ตามประกาศศอ.บต. เรื่องการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อเสนอแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ ประเภทต่างๆ ซึ่งได้กำหนดให้ผู้มีสิทธิคัดเลือกตามบัญชีรายชื่อที่ประสงค์จะสมัครเข้ารับการคัดเลือกยื่นใบสมัครตั้งแต่วันที่ 7 – 9 มี.ค.54 ในประเภทผู้แทนสถาบันศึกษาปอเนาะ ผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และประเภทผู้แทนสื่อมวลชน วันที่ 18 - 20 มี.ค.54

กลุ่มผู้แทนที่ทาง ศอ.บต. เปิดรับสมัครเฉพาะในส่วนของประเภทสื่อมวล ผู้แทนสถาบันศึกษาปอเนาะ และผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จังหวัดชายแดนใต้ ในส่วนประเภทอื่นๆ ทางจังหวัดต่างๆในพื้นที่ 5 จังหวัดได้รับผิดชอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว รายชื่อบุคคลที่สมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ประเภท ผู้แทนสื่อมวลชน จังหวัดชายแดนใต้ หมายเลข ผู้สมัคร หมายเลข 1 นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล หมายเลข 2 ว่าที่ พ.ต.พงศ์จักรกฤษณ์ สิทธิบุศย์ และหมายเลข 3 นายหมุดตะเหล็บ โหดหีม

ประเภท ผู้แทนสถาบันศึกษาปอเนาะ จังหวัดชายแดนใต้ หมายเลขผู้สมัคร หมายเลข 1 นายอับดุลอาซิส ยานยา หมายเลข 2 นายมูฮำมัดอาลาวี บือแน หมายเลข 3 นายเซ็ง ใบหมัด หมายเลข 4 นายรอยาลี เซ็ง และหมายเลข 5 นายแวอูเซ็ง แวยูโซ๊ะ

ส่วนประเภท ผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จังหวัดชายแดนใต้ หมายเลขผู้สมัคร หมายเลข 1 นายอับดุลรอนิ กาหะมะ หมายเลข 2 ว่าที่ ร.ต.อับดุลฮาฟิช หิเล หมายเลข 3 นายเส็น แสงอารี และหมายเลข 4 นายซอและห์ ตาและ

หนึ่งในผู้ที่ลงสมัครในกลุ่มประเภทสื่อมวลชนอย่าง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย สมาชิกสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขชายแดนใต้(สสต.) กล่าวถึงความแตกต่างกันระหว่างสภาชุดเก่า(สสต.)ที่ตนดำรงตำแหน่งกับสภาชุดใหม่ที่จะมีการเลือกตั้งว่า จะมีลักษณะค่อนข้างคล้ายกัน เพียงแต่ว่าสภาชุดเก่ามาจากการแต่งตั้ง

บทบาทหน้าที่ ของสภาชุดเก่าเป็นการเสนอความเห็นในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ มีการติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ว่ามีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนหรือไม่ สภาชุดเก่ามีหน้าที่ แต่ไม่ได้อำนาจ แต่สภาชุดใหม่ มีหน้าที่และอาจจะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น ทั้งในการเสนอความเห็น ตรวจสอบ และการเสนอย้ายข้าราชการในพื้นที่ที่ถูกชาวบ้านร้องเรียนว่าประพฤติตนไม่ถูกต้อง

ไชยยงค์ กล่าวถึงวิธีการคัดเลือกสภาที่ปรึกษาในครั้งนี้ว่า ผมคิดว่าอะไรก็ตามที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้เราไม่ได้คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์ การที่เราแต่งตั้งคณะกรรมการสามารถตรวจสอบคนที่ดี ขยัน และเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในบริบทของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งกลับมีการส่งคนทางสายการเมืองเพื่อเข้ามานั่งเป็นที่ปรึกษา อาจจะดูจากโดยรวมแล้วสภาที่ปรึกษาฯชุดใหม่นี้ ไม่มีผลประโยชน์อะไร แต่หากว่าสามารถส่งคนของตัวเองให้เข้ามานั่งในสภานี้ได้จะสามารถสั่งให้สภาฯหันซ้ายหันขวาได้

ในการลงสมัครเพื่อเป็นสภาที่ปรึกษาฯ มีความสนใจที่มีผู้ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2551 แต่สอบตก และต่อมาได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอย่างพรรคมาตุภูมิ

นายอับดุลรอนิ กาหะมะ ผู้สมัครอีกรายที่ลงสมัครเพื่อเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ประเภทผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา โรงเรียนอิสลามประชาสงเคราะห์(ผู้รับใบอนุญาต) ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ดำรงตำแหน่งหลายตำแหน่ง เช่น กรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี กรรมการเลขานุการสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อุปนายกสมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดปัตตานี และเป็นหนึ่งที่จะลงเป็นสส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคมาตุภูมิ แต่ด้วยความใหม่ในสายงานทางการเมืองทำให้ลำดับบัญชีในพรรคไม่ได้อยู่ในอันดับต้นทำให้ต้องหาทางที่จะสามารถเข้ามานั่งในเก้าอี้สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ

นายอับดุลรอนิ เผยถึงเหตุผลที่ลงสมัครว่า เนื่องจากดูโครงการของศอ.บต.ใหม่ นับเป็นโครงสร้างที่เปิดโอกาสให้ทุกกลุ่มประเภทมีส่วนร่วมในการพัฒนา และอำนาจหน้าที่แตกต่างจากเดิม เปรียบเสมือนกับเป็นสภาเล็กในสภาใหญ่จากส่วนกลาง ที่สามารถให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายที่จะลง และมีอำนาจตรวจสอบการทำงาน ยังมีอำนาจในการแต่งตั้งอนุกรรมการในการตรวจสอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และการมีอำนาจอย่างแท้จริงมิใช่อยู่ในตัวบทกฎหมายเท่านั้นนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง

เมื่อกลุ่มต่างๆ เข้ามานั่งตรงนี้ ทำให้สภาที่ปรึกษาฯทำงานได้อย่างเต็มที่จริงๆ จะทำให้เกิดการพัฒนาที่ถูกต้องตามความจำเป็นและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เพราะบุคคลที่เข้ามาอยู่ตรงจุดนี้ล้วนเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่

ส่วนความคาดหวังที่จะได้มานั่งในสภาที่ปรึกษาฯ นายอับดุลรอนิ กล่าวว่า ก็ได้เดินสายเพื่อไปทำความรู้จักกับกลุ่มเดียวกันในต่างจังหวัดก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ในส่วน 2 จังหวัด ปัตตานีและนราธิวาสได้มีการพูดคุยและส่งตัวผมเพื่อลงเพียงคนเดียวเพื่อจะได้มีคะแนนเสียงที่มากกว่าผู้สมัครรายอื่น

จะมีการลงคะแนนเสียงคัดเลือกผู้สมัครเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามสาขาและประเภทต่างๆ ได้แก่ ผู้แทนโรงเรียนปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ผู้แทนกลุ่มสตรี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บุคลากรทางการศึกษา ผู้ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาสังคมและสื่อมวลชน  ตามภูมิลำเนาของผู้มีสิทธิ์ลงคะแนน  ในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2554 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 15.00 น. สถานที่ลงคะแนน ณ ศาลากลางจังหวัด สำนักงานคณะกรรมอิสลามประจำจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด สำนักงานพัฒนาชุมชนประจำจังหวัด สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และศาลาประชาคมอำเภอ ใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำหรับเจ้าอาวาสในพระพุทธศาสนา ผู้แทนศาสนาอื่น หอการค้า และสภาอุตสาหกรรม จะดำเนินการประชุมและคัดเลือกกันเอง

.......................

สมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีอำนาจหน้าที่ที่ได้ระบุไว้ในมาตรา 23 พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ มากพอสมควรนับตั้งแต่การ ให้ความเห็นในนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติจัดทำหรือปรับปรุงเพื่อเสนอสภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณา การให้คำปรึกษา เสนอแนะ ร่วมมือ และประสานงานกับ ศอ.บต. ในการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ การตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ของ ศอ.บต. แล้วรายงานต่อเลขาธิการ และนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ การให้ความเห็นในเรื่องที่นายกรัฐมนตรี หรือเลขาธิการเห็นว่า สมควรได้รับฟังความคิดเห็นของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อประกอบการพิจารณาในการบริหาร การพัฒนา และการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

การแสวงหาข้อเท็จจริง ข้อมูลข่าวสาร หรือข้อคิดเห็นจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ การเสนอความเห็นต่อเลขาธิการเพื่อประกอบการพิจารณาในการสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนออกไปจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามมาตรา 12 และหากมีกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเสนอความเห็นไปก่อนก็ได้ แล้วรายงานให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทราบโดยเร็ว

การพิจารณาเรื่องร้องเรียนของประชาชนที่เกี่ยวกับปัญหาความไม่เป็นธรรมหรือได้รับความเดือดร้อนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อการนี้อาจเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นหรือให้จัดส่งเอกสารหรือข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความจำเป็น การแต่งตั้งคณะกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม และออกระเบียบเกี่ยวกับการประชุมและระเบียบอื่นที่จำเป็นในการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่

สมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ต้องไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาที่ปรึกษาฯ ว่างลงหรือพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุใดก็ตาม ให้ดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

“สมศักดิ์” แจง “การเมืองใหม่” สั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นไม่ประชาธิปไตย

Posted: 02 Apr 2011 05:58 AM PDT

สมศักดิ์ โกศัยสุขให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์” แจงพรรคการเมืองใหม่ตั้งมาด้วยการลงมติไม่ใช่เรื่องของ 5 แกนนำ จะไม่ส่งคนลงสมัครมีเหตุผลหรือ เผยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ “ปิดประเทศ” หวั่นถูกยุบพรรค แจงอยู่ในกรอบพรรคการเมืองก็เหมือนมาบวช ชี้ 5 แกนนำสลายง่าย แต่พันธมิตรฯ สลายยากเพราะเป็นจิตวิญญาณ
 
เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ วันนี้ (2 เม.ย.) ลงรายงานหัวข้อ เรายังมีสติ...ไม่คิดฆ่าตัวตาย  โดยสัมภาษณ์นายสมศักดิ์ โกศัยสุข หนึ่งในห้าแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ โดยการสัมภาษณ์ของโพสต์ทูเดย์ดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจาก นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีข้อเสนอให้ลงคะแนนไม่เลือกใครในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองใหม่ถอนตัวจากการเลือกตั้ง มิเช่นนั้นพันธมิตรฯ จะตัดขาดจากพรรคการเมืองใหม่ สำหรับบทสัมภาษณ์ทั้งหมดสามารถอ่านได้ใน เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
 
 
ยันพรรคการเมืองจะมาสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ ไม่ใช่การเมืองใหม่ ไม่ประชาธิปไตย
โดยตอนหนึ่งนายสมศักดิ์ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า "พรรคการเมืองต้องเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตอนที่เราตั้งพรรคเมื่อ 2 ปีก่อน ก็ประชุมกันเป็นแสนๆ คน มาลงมติกันที่ธรรมศาสตร์ ไม่ใช่เป็นเรื่องของ 5 แกนนำ และอยู่ๆ วันนี้จะไม่ส่งคนลงสมัครมันมีเหตุผลหรือ พรรคการเมืองมันจะมาสั่ง ซ้ายหันขวาหันไม่ได้ อย่างนั้นไม่ใช่การเมืองใหม่ ไม่ใช่ประชาธิปไตย มันก็เป็นพรรคเดิมๆ พรรคผู้นำ พรรคของอีลิต ไม่ใช่แมสปาร์ตี้"
 
นายสมศักดิ์ยังปฏิเสธแนวคิด การเมืองล้มเหลว พรรคการเมืองใหม่ต้องไม่ยอมรับ ที่เสนอโดยสนธิ ลิ้มทองกุล โดยในบทสัมภาษณ์เขากล่าวว่า เราต้องเชื่อในระบอบประชาธิปไตยและมีการเลือกตั้งก่อน และถ้าเชื่อว่าพรรคเราดีจริง เข้าไปสภาก็จะเกิดการเปรียบเทียบกับพรรคอื่น และหากเรามีอำนาจมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรได้ไม่ยาก ถ้าทำเพื่อคนส่วนใหญ่ก็ได้แรงสนับสนุนโดยเขายังยกตัวอย่างการมีบทบาทของผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ในฐานะนักการเมืองอย่างเช่นรสนา โตสิตระกูล และคำนูณ สิทธิ สมาน ซึ่งเป็นวุฒิสมาชิก
 
ถ้าอย่างนั้น คุณรสนา สว.กทม. อยู่ในสภาทำให้ชั่วร้ายไหม คุณคำนูณ สว.สรรหา ก็ไปผสมโรงกับเขาแกก็ลงสมัครเป็น ส.ว.สรรหาอีก แล้วตกลงมันอะไรกันแน่ มันชั่วร้ายเหรอ" นายสมศักดิ์กล่าวผ่าน โพสต์ทูเดย์
 
ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอปิดประเทศ หวั่นถูกยุบพรรค
ในบทสัมภาษณ์ นายสมศักดิ์ ได้แสดงความไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานของพันธมิตรฯ และข้อเสนอให้ กกต. ลาออก นอกจากี้เขายังไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอทำรัฐประหารด้วย ในบทสัมภาษณ์เขากล่าวด้วยว่า ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการเอาอำนาจมาให้คนกลุ่มหนึ่งแล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม ดังนั้น วันนี้ต้องวิ่งสู่การเลือกตั้ง
 
ขณะที่ข้อเสนอปิดประเทศที่มีการเสนอกันในเวทีพันธมิตรฯ นั้น นายสมศักดิ์กล่าวในบทสัมภาษณ์ของ โพสต์ทูเดย์ ว่ากล่าวเช่นนั้นไม่ได้เพราะอาจผิดกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมายอาญา อาจทำให้ถูกยุบพรรค
 
เมื่อเราเป็นพรรคการเมืองไม่สามารถพูดให้ต่อต้านการเลือกตั้งได้ เพราะผิดกฎหมายพรรคการเมืองและผิดอาญา อาจถึงขั้นถูกยุบพรรค เท่ากับว่าเราต้องการการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญต้องการล้ม ล้างระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เมื่อมันผิดเราก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว
 
อยู่ในพรรคเหมือนมาบวช โอดจะเอายังไง ลงมติให้ตั้งพรรคทำไม
สมศักดิ์กล่าวตอนหนึ่งกับโพสต์ทูเดย์ว่า วันนี้เราอยู่ในกรอบพรรคการเมืองก็เหมือนมาบวช ทำอะไรต้องมีกฎเกณฑ์กติกา ถ้าการเมืองใหม่ไปรณรงค์บนเวทีไม่ให้มีการเลือกตั้ง แต่เรียกร้องให้ยึดอำนาจ ปิดประเทศ มันผิดแน่
        
"เรามาทำเป็นการเมืองใหม่ เราต้องเริ่มต้นในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่เป็นพรรคมั่วซั่ว และเราก็ต้องกล้าพูดความจริง แต่ว่าคุณจะมาเรียกร้องให้เรามาทำผิดกฎหมาย เรามีสติอยู่นะ ถ้าเราจะเลิกทำพรรค เราก็เลิกกันเองดีกว่า ทำไมจะต้องเดินไปให้เขายุบพรรคยุบแล้วก็ติดคุกด้วย แล้วเสียชื่อด้วย ฆ่าตัวตายทำไมมันก็ต้องมีทางเลือกอย่างอื่นสิ"
        
นายสมศักดิ์ยังย้อนถามคนที่วิจารณ์ว่าตัวเขาต้องการอยู่อำนาจ โดยเขากล่าวว่า แล้วตอนแรกที่ตั้งพรรคเพราะให้ลง สส. ไม่ใช่หรือ ก็คือการได้อำนาจแล้วจะเอาอย่างไหนกัน เราลงมติให้ตั้ง (พรรค) ทำไม
 
แจงบริบท โหวตโน ปีนี้ เงื่อนไขไม่เหมือนปี 49 เผยพร้อมส่งผู้สมัครลงหัวเมือง
ส่วนข้อเสนอโหวตโนของพันธมิตรฯ นั้น สมศักดิ์กล่าวในบทสัมภาษณ์ว่า ครั้งนี้ไม่เหมือนกับบริบทเมื่อปี 2549 ซึ่งขณะนั้นไทยรักไทยแข่งกับตัวเอง และผู้ลงคะแนนต้องเกินร้อยละ 20 แต่การลงเลือกตั้งรอบนี้จะไม่มีผลเนื่องจากมีหลายพรรคลงเลือกตั้ง ดังนั้น การรณรงค์โนโหวตจะทำให้พรรคการเมืองใหม่เสียคะแนนไปให้กับพรรคอื่นแทน
 
สมศักดิ์ กล่าวด้วยว่าพรรค "การเมืองใหม่" พร้อมส่งผู้สมัครลงในพื้นที่ในหัวเมืองเกือบทุกจังหวัด แต่สมศักดิ์ยอมรับกับ โพสต์ทูเดย์ ว่ากระแส "โหวตโน" ทำให้สมาชิกลังเล บางคนก็ฮึดสู้ว่าอย่าไปยอม อีกกลุ่มก็บอกว่าเอาไงก็ได้
 
ในตอนหนึ่งสมศักดิ์กล่าวถึงยุทธวิธีการชุมนุม ซึ่งเขาบอกว่า ชำนาญเรื่องการชุมนุมมากว่า 40 ปี โดยเขาชี้ให้เห็นว่า การชุมนุมจะต้องมีเงื่อนไขในสภาวการณ์ที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าจะชุมนุมไปเรื่อยๆ เช่น เกิดความไม่เป็นธรรมช่วงใดช่วงหนึ่ง คนก็จะเกิดความเห็นใจ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่เหมาะ คนที่ไม่ชอบก็จะเบื่อ ซึ่งก็จะส่งผลไปทางลบ เพราะเงื่อนไขมันไม่สูงพอ และข้อเรียกร้อง อารมณ์ผู้คนมันไม่ผสมผสานกันกับเหตุผล พูดง่ายๆ มันไม่พอดี ก็จะเกิดสิ่งที่แปลกแยก สุดท้ายก็จะไม่ไปตามเป้าหมายของมัน"
 
ชี้ 5 แกนนำสลายง่าย แต่พันธมิตรฯ สลายยากเพราะเป็นจิตวิญญาณแล้ว
สมศักดิ์กล่าวถึงอนาคตของ 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วยว่า 5 แกนนำพันธมิตรยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าจะสลายเมื่อไหร่ เพราะ 5 แกนนำสลายง่าย แต่พันธมิตรฯ มันสลายยากมันเป็นจิตวิญญาณไปแล้ว
        
"มันก็ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป จะทำอย่างไรเมื่อมันเป็นแบบนี้ แต่ว่าอะไรที่เป็นเนื้อแท้ก็ต้องขยับปรับตัวขึ้นมาใหม่ สิ่งเป็นปุ๋ยไปตายไปก็จะกลายเป็นบทเรียน เชื่อเถอะว่าไม่มีอะไรจะสูญไปจากโลก แต่ว่ามนุษย์ถ้าทำอะไรผิด ก็ไม่มีวันทำอะไรสำเร็จ คนที่อยู่ต้องอ่านเกมตรงนี้ออก" สมศักดิ์กล่าวกับโพสต์ทูเดย์
 
สำหรับบทสัมภาษณ์สมศักดิ์ โกศัยสุข ทั้งหมดสามารถอ่านได้ใน เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

คนเสื้อแดงร่วมรำลึก ‘เทิดศักดิ์’ ที่เกิดเหตุ 10 เมษา แยกคอกวัว

Posted: 02 Apr 2011 05:08 AM PDT

 
2 เม.ย.54 ช่วงสายวันนี้มีการเคลื่อนศพของนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ หรือ โบ้ท ชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เมษายนปีที่แล้วขณะเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเข้าสลายการชุมนุม จากวัดพลับพลาไชยไปยังสี่แยกคอกวัวสถานที่เกิดเหตุเพื่อจัดกิจกรรมไว้อาลัย โดยคนเสื้อแดงที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก หลังจากนั้นได้เคลื่อนศพไปยังวัดสีกัน ย่านดอนเมือง เพื่อสวดอภิธรรมในคืนนี้ ก่อนจะมีการฌาปนกิจในวันพรุ่งนี้ (3 เม.ย.) เวลา 17.00 น.
 
หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก facebook ของ Tewarit Bus Maneechay , Ngarkill Remeo และคลิปวีดิโอจาก Tewarit Bus Maneechay

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เผยช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวรัฐฉานผ่านคณะสงฆ์ง่ายกว่า

Posted: 02 Apr 2011 03:33 AM PDT

เหยื่อแผ่นดินไหวในรัฐฉานยังช้ำ การช่วยเหลือทางการยังไม่ทั่วถึง เผยบริจาคสิ่งของผ่านคณะสงฆ์ในพื้นที่นำไปช่วยได้ดีกว่า

2 เม.ย. 54 - มีรายงานจากแหล่งข่าวในพื้นที่ว่า แม้เหตุการณ์แผ่นดินไหวในรัฐฉาน สหภาพพม่า ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. จะผ่านพ้นมานานกว่า 1 อาทิตย์ แต่การช่วยเหลือเหยื่อผู้ประสบภัยจากทางการยังเป็นไปอย่างล่าช้าและยังเข้าไม่ทั่วถึงในทุกพื้นที่ ขณะที่การช่วยเหลือจากส่วนบุคคลทั้งในพื้นที่และจากประเทศไทยเป็นไปอย่างมีขั้นตอน ยกเว้นกลุ่มผู้ที่มีคนในพื้นที่นำพาเข้าไปเท่านั้นที่ยังพอให้ความช่วยเหลือได้บ้าง

โดยการช่วยเหลือที่สามารถเข้าได้ทั่วถึงต้องอาศัยคณะพระสงฆ์เท่านั้น ซึ่งขณะนี้มีวัดในพื้นที่ 2 แห่ง ตั้งเป็นศูนย์รับบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย คือ วัดสันทรายลื้อ ในเมืองท่าขี้เหล็ก มีครูบาแสงหล้า พระเกจิชื่อดังจัดการดูแลเอง และที่วัดล้านตอง ตำบลเมืองเลนออก กิ่งอำเภอท่าเดื่อ มีครูบากอวิต๊ะ หรือ ที่รู้จักกันในนาม (สร่าเจ้าวจีเป้ก) พระเกจิชื่อดังแห่งจังหวัดเชียงตุง คอยดำเนินการจัดการ โดยทั้งสองวัดจะนำสิ่งของบริจาคจากศรัทธาญาติโยมไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยที่จะไม่ถูกเจ้าหน้าที่พม่ากีดกัน เนื่องจากครูบาเจ้าเป็นที่เคารพนับถือของผู้คนในพื้นที่ โดยที่วัดล้านตอง ได้มีการประกาศเชิญชวนศรัทธาราว 70 – 80 คน ผลัดเปลี่ยนกันมาช่วยทำอาหารนำไปแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัยทุกวันด้วย

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า จนถึงขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ยังคงรับรู้ถึงการเกิดอาฟเตอร์ช็อคอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวมาถึงเมื่อวานนี้ (1 เม.ย.) ชาวบ้านนับแรงสั่นสะเทือนจากการเกิดอาฟเตอร์ช็อคได้กว่า 100 ครั้ง และในวันนี้ (2 เม.ย.) นายแพทย์จายหมอกคำ รองประธานาธิบดีคนที่ 2 ของรัฐบาลชุดใหม่พม่า ในนามตัวแทนรัฐบาลได้เดินทางมาตรวจพื้นประสบภัย ในกิ่งอำเภอท่าเดื่อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก พร้อมกับได้มอบเงินช่วยเหลือให้ผู้ประสบภัยจำนวนหนึ่ง

จากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ในพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก (อยู่ตรงข้ามอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) มีหมู่บ้านได้รับความหายรวมกว่า 100 หมู่บ้าน หนักสุดอยู่ในพื้นที่กิ่งอำเภอท่าเดื่อ โดยหมู่บ้านที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ได้แก่ บ้านท่าเดื่อ, เมืองเลน, บ้านจากูหนี่, บ้านหลวง, บ้านหมากตาน, บ้านหมากเขือ, บ้านล้านตอง, บ้านโต้ง, บ้านหัวนา, บ้านหมากอ๋างขาง, บ้านนายาว, บ้านป่าแดง, บ้านนาไฮ, บ้านกองแก เป็นต้น

ด้านสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นนิวส์ รายงานวันนี้ (2 เม.ย.) ว่า คณะกิ่งกาชาดอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย นำโดย นางจันทร์เพ็ญ สิทธิสมบัติ ได้นำน้ำดื่ม เครื่องอุปโภคบริโภค ไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในอำเภอท่าเดื่อ จังหวัดท่าขี้เหล็ก เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวอย่างหนัก

โดยการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ของคณะกิ่งกาชาดพบว่า สภาพโดยทั่วไปของชุมชนเมืองท่าเดื่อ ยังคงพบซากปรักหักพังอยู่เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านได้เริ่มซ่อมแซมบ้านเรือนที่ไม่ได้รับความเสียมากนักบ้างแล้ว แต่บางส่วนยังอาศัยเพิงที่พักชั่วคราวอยู่ บางหลังต้องนำไม้ไผ่มาค้ำยันเสาเรือนและตัวบ้านเพื่อช่วยพยุงตัวบ้านไว้ไม่ให้พังลงมาเพิ่ม ขณะที่บางคนก็เริ่มเข้าไปค้นหาสิ่งของทรัพย์สินภายใต้ซากปรักหักพังตามบ้านเรือนของตนเอง

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เสวนา “ประชาธิปไตย สงครามชายแดนฯ” (ตอนที่ 1): เมื่อจินตนาการสำคัญกว่าพรมแดนภายภาพ

Posted: 02 Apr 2011 03:20 AM PDT

รายงานการเสวนาหัวข้อ "ประชาธิปไตย สงครามชายแดน กับกระแสการพัฒนาประชาธิปไตยในยุคโลกาภิวัตน์" ที่ ม.เชียงใหม่ “ภัควดี ไม่มีนามสกุล” ชี้ให้เห็นบทบาทของพรมแดนในความคิดและจินตนาการ ซึ่งสำคัญยิ่งกว่า “พรมแดนกายภาพ”
 
เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ห้อง PSB 1101 สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดการบรรยายพิเศษ หัวข้อ "ประชาธิปไตย สงครามชายแดน กับกระแสการพัฒนาประชาธิปไตยในยุคโลกาภิวัตน์" มีวิทยากรได้แก่ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ, ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ, สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และภัควดี ไม่มีนามสกุล คอลัมน์นิสต์และนักแปล ดำเนินรายการโดย อ.ดร.วรรณภา ลีระศิริ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดย ประชาไท ทยอยนำเสนอรายละเอียดจากการเสวนาดังนี้
 
 
 
ภัควดี ไม่มีนามสกุล
 
| คำว่า พรมแดน มันไม่ได้มีเฉพาะบนพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เท่านั้น แต่จริงๆ พรมแดน มันมีในความคิด ในจินตนาการของมนุษย์ด้วย และบางที พรมแดน ที่อยู่ในความคิด ในจินตนาการของคน มันสำคัญเสียยิ่งกว่า พรมแดน ที่เป็นเรื่องทางกายภาพด้วยซ้ำ
 
000
 
 

ปัญหาตอนนี้ก็คือ ในเมืองไทย ปัญหาทุกเรื่องโยงเข้าไปปัญหาการเมืองทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า เมืองไทยมีการสร้างวาทกรรมบางอย่าง สร้างขึ้นมาและก็ปลุกปั่นบิดเบือนให้คนเชื่อ ในลักษณะที่ไม่ค่อยมีเหตุผล ไม่ได้วางอยู่บนพื้นฐานความรู้ เช่น ใครก็ตามที่ต่อต้านสงครามและความขัดแย้งที่ชายแดนในปัจจุบัน ก็จะถูกตราหน้าทันทีว่าเป็นคนไทยหัวใจเขมร ตราหน้าทันทีว่าเป็นคนที่ไม่รักชาติ

 
 

และในขณะเดียวกัน คำว่า ชาติของเรา เราก็ถูกโยง ชาติ เข้ากับ สถาบันพระมหากษัตริย์ ในระยะหลังนี้ก็เป็นการโยงที่เกือบจะเรียกว่าแนบแน่นเลย กลายเป็น ชาติ ไม่มีอะไรอื่นอีกแล้วนอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ คล้ายๆ แบบนั้น คือ เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมาตลอดเวลาในระยะหลัง และก็สร้างขึ้นอย่างเข้มข้นอยู่เรื่อยๆ

 
 

ทีนี้ ตอนแรกที่ได้รับหัวข้อมา ครั้งแรกสุดที่รับได้หัวข้อมาพูดถึงเรื่อง ประชาธิปไตยบนขอบพรมแดน จริงๆ แล้ว ชอบชื่อแรกนั้นมาก แต่ก็มีการมาเปลี่ยนชื่อมาทีหลัง ซึ่งอาจทำให้ชัดเจนเพราะชื่อแรกดูนามธรรมไปหน่อย

 
 

แต่จริงๆ โดยส่วนตัวชอบชื่อแรก เพราะคำว่า พรมแดน มันทำให้เราคิดอะไรได้หลายๆ อย่าง ก็อย่างที่เราทราบว่า พรมแดนเป็นเส้นแบ่งประเทศที่เกิดขึ้นโดยใช้วิชาการแผนที่ ซึ่งเกิดขึ้นมาระยะ 100 - 200 ปี มานี้เอง หรืออาจจะนานกว่านั้น แต่จริงๆ แล้วเราก็ทราบว่า แผนที่เป็นเรื่องในจินตนาการ เป็นเรื่องที่เราจินตนาการขึ้นมา ในสมัยก่อนก็ไม่ได้มีประเทศ ไม่ได้มีชาติอย่างในปัจจุบัน

 
 

คำว่า พรมแดน มันไม่ได้มีเฉพาะบนพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เท่านั้น แต่จริงๆ พรมแดน มันมีในความคิด ในจินตนาการของมนุษย์ด้วย และบางที พรมแดน ที่อยู่ในความคิด จินตนาการของคน มันสำคัญเสียยิ่งกว่า พรมแดน ที่เป็นเรื่องทางกายภาพด้วยซ้ำ

 
 

จะเล่าย้อนไปนิดหนึ่ง คือ พรมแดนของคน มันไม่ได้เป็นแค่เส้นขีดกั้น แต่มันเป็นกำแพงด้วย ในอดีต ในประวัติศาสตร์ของประเทศยุโรป ในประเทศอังกฤษ ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ประมาณศตวรรษที่ 17-18 อย่างที่นักศึกษาทุกคนคงได้เรียนกันมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดความก้าวหน้าในการผลิตมาก

 
แต่ไม่ทราบได้เรียนหรือเปล่าว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม มันทำให้เกิดคนจนขึ้นมาจำนวนมาก ทำให้เกิดสภาพสังคมที่ทำให้เกิดสลัมขึ้นมาในประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการผลิตบางสิ่งบางอย่างมากมายอย่างที่มนุษย์ไม่เคยผลิตมาก่อน แต่มันทำให้เกิดคนจนขึ้นมาจำนวนมาก
 
 

คนจนที่เกิดขึ้นมาจำนวนมาก แล้วไปอยู่ในสลัม และมีสภาพชีวิตไม่เหมือนมนุษย์ เป็นเรื่องที่ปัญญาชน ในศตวรรษที่ 17 ของอังกฤษสงสัย สนใจ และก็พยายามอธิบายว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ไง ว่าทำไมมนุษย์ที่เป็นสัตว์มีเหตุผล ที่ประเสริฐกว่าสัตว์ทั่วไป ทำไมจึงมีชีวิตตกต่ำได้ขนาดนั้น

 
 

ก็มีความพยายามที่จะอธิบายมากมาย มีนักคิดที่มีชื่อเสียงอย่างเจเรมี เบนแธม (Jeremy Bentham) เขียนอธิบาย และคำอธิบายของเขา ก็คือ บอกว่า คนพวกนี้ โง่ ป่วย แล้วก็ไม่มีการศึกษา ไม่มีความทะเยอทะยาน ไม่มีความขยันหมั่นเพียร

 
 

พูดง่ายๆ ก็คือ มันเป็นวาทกรรมของความเชื่อว่า ความจนเกิดมาจาก โง่ จน เจ็บ พวกนี้เป็นคนในชนบท ไม่ได้อยู่ในเมือง ไม่ได้รับการศึกษา

 
 

ก็มันเป็นวาทกรรม ที่เกิดขึ้นคล้ายๆ กับบ้านเรา ที่มองคนจน ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ว่าคนพวกนี้ โง่ จน เจ็บ พยายามแก้ปัญหาคนจนแบบนี้ เช่น เอาไปบังคับให้อยู่ใน “Workhouse” บังคับให้ทำงาน ให้แบบใช้ชีวิตต้องแต่งตัวแบบนี้ คือ พยายามให้แก้ปัญหา แต่สุดท้ายก็แก้ไม่ได้

 
แล้วตอนหลัง ก็มีการเปลี่ยนวิธีคิดอันนี้ใหม่ และก็เปลี่ยนไปมองว่าคนที่มันโง่ ที่มันจน และมันเสื่อมทรามทางศีลธรรมนี้เกิดจากสภาพสังคมที่อยู่รอบตัว คือพูดง่ายๆ ว่าเขาเปลี่ยนพรมแดนในจินตนาการของเขาใหม่ และเราจะเห็นว่าสังคมยุโรปสามารถแก้ไขปัญหาสังคมของเขาและพัฒนาเจริญก้าวหน้าได้
 
เพราฉะนั้น มันแสดงให้เห็นหรือเปล่าว่า ในประเทศไทย พรมแดนทางจินตนาการของเราเกี่ยวกับการอธิบายปัญหาสังคมปัจจุบัน บางทีมันล้าหลังกว่าเขาสองร้อย สามร้อยปี
 
ตรงจุดนี้เอง คือ พรมแดนที่อยู่ในจินตนาการของมนุษย์ พรมแดนที่อยู่ในความคิดมีความสำคัญมาก และวาทกรรมที่ผลิตซ้ำแบบไม่ได้ตั้งอยู่ฐานความรู้มันก็ทำให้ประเทศไม่ได้ก้าวหน้าพัฒนาไปถึงไหน
 
เมื่อพรมแดนในจินตนาการถูกผลักออกไป ว่าคนจนไม่ได้จนเพราะความโง่ จน เจ็บของเขา ไม่ได้เกิดมาจากความขี้เกียจ แต่เกิดจากสภาพสังคม ในภายหลัง จินตนาการของมนุษย์ก็ถูกผลักออกไปมากขึ้น คือมองว่า ประชาชน ไม่ว่าจะมีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษา ไม่ว่าจนหรือรวย ก็มีความสามารถปกครองตัวเองได้ มีความสามารถสร้างสังคมที่ดีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงได้ และก็ไม่ได้หมายความว่าสังคมจะไปให้รอว่าคนดีฟ้าประทานมาให้ปกครองเรา
 
อย่างที่ในหลายประเทศ ที่เราทราบกันดี อย่างเช่น ในละตินอเมริกา ขบวนการประชาชน ก็ได้ต่อสู้และสามารถกดดันให้รัฐบาลดำเนินการตามนโยบายตามสังคมต้องการได้
 
เมื่อพรมแดนในจินตนาการถูกผลักดัน ก็ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในหลายประเทศ อย่างที่เราทราบในอียิปต์ การที่ประธานาธิบดีมูบารัก อยู่มาหลายสิบปี ก็ทำให้บางคนรู้สึกขาดไม่ได้ ยิ่งอยู่มาสามสิบปีก็ขาดไม่ได้ เป็นต้น แต่การที่คนอียิปต์ ออกมาบอกว่าไม่มีมูบารัก เราก็อยู่ได้ และถ้าไม่มีมูบารัก ประเทศของเขาอาจจะดีกว่านี้ และเขาก็ลุกมาต่อสู้ อย่างตอนนี้เริ่มต้นจากประเทศตูนีเซียก่อน และเริ่มเป็นโดมิโนเอฟเฟคต์ออกมาในกลุ่มประเทศเหล่านี้
 
เพราะว่า เมื่อคนประเทศอื่นเห็นอียิปต์ เขาก็คิดว่า ความเชื่อที่ว่าไม่มีคนๆ นี้อยู่ไม่ได้ มันเปลี่ยนไปแล้ว ก็กลับมาดูตัวเอง เพียงแต่ว่าการต่อสู้ในประเทศอียิปต์ไม่ได้จบแค่นั้น การที่มีการลุกฮือขึ้นมา และมีความพยายามต่อสู้และโค่นล้มรัฐบาลเก่าออกไป เอามูบารักออกไป แต่วันหนึ่งข้างหน้า เขาต้องคิดต่อไปว่า เช่น สมมติกองทัพอียิปต์เข้ามาเป็นเผด็จการในประเทศคนใหม่ ก็ต้องต่อสู้กันไปอีก
 
อย่างประเทศในลาตินอเมริกา เขามีการต่อสู้มายาวนาน แล้วเขาก็ต่อสู้ จนเขารู้ว่าแค่เอาเผด็จการคนเก่าออกไป เอาคนใหม่เข้ามาไม่พอ มีการเลือกตั้งไม่พอ ประชาชนต้องเข้มแข็ง ต้องมีขบวนการประชาชน ต้องมีการผลักดันนักการเมือง ต้องมีการพยายามคิดว่าเลือกตั้งแล้วต้องคอยกดดันตลอดเวลา
 
เพราะฉะนั้น ประชาธิปไตย มันอาจจะไม่ได้จบแค่การเลือกตั้ง วันนี้ตอนนี้ ประเทศเราคิดอยู่ว่า ขอแค่ให้มีการเลือกตั้งด้วยประชาธิปไตยโดยไม่มีการแทรกแซงโดยกองทัพก่อน แต่เมื่อเราเดินไปถึงจุดนั้นได้สักวันหนึ่ง สมมติว่าราปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปการเลือกตั้ง ปฏิรูประบอบประชาธิปไตยขึ้นมาได้ เราก็ต้องก้าวข้ามพรมแดนนั้นไปอีก และคิดไปถึงประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม ประชาธิปไตยทางตรง เพราะว่าถ้ามนุษย์ขีดเส้นให้ตัวเองแล้วยืนอยู่แค่นั้น เราก็จะไม่ไปไหน ถ้าเกิดปัญหาสังคมใหม่ๆ เกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่สามารถแก้ปัญหา ก้าวข้ามพรมแดนนี้ได้ แต่พรมแดนนี้เป็นกำแพงที่มันถูกวาทกรรมในสังคม สร้างให้กำแพงมันสูงขึ้นๆ
 
สมมติยกตัวอย่างหนึ่ง เราอยู่เชียงใหม่ เราก็พูดกันเยอะ เกี่ยวกับเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนภูมิภาค และส่วนกลาง คือ ประเทศไทย เป็นประเทศที่เหลืออยู่ไม่กี่ประเทศในโลก ที่มีการปกครองกรุงเทพฯ คือส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น
 
 

ลักษณะการปกครองของกรุงเทพฯ เปรียบเสมือนว่าต่างจังหวัดเป็นเหมือนอาณานิคมของกรุงเทพฯ เราต้องส่งรายได้ให้กรุงเทพฯ และเราได้รายได้กลับมาในการพัฒนาท้องถิ่นประมาณ 20-30% ทุกอย่างท้องถิ่นไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง แต่พอมีคนเรียกร้อง บอกว่าเราต้องการให้ท้องถิ่นปกครองตนเองอย่างเช่น ในสามจังหวัดภาคใต้ที่อยากให้มีการปกครองแบบพิเศษ หรือทุกที่อยากปกครองตนเอง เลือกผู้ว่าฯ เอง

 
สิ่งที่เกิดขึ้น คืออะไร มันเกิดการสร้างวาทกรรม สร้างกำแพงขึ้นมา ว่านี่คุณจะแบ่งแยกดินแดน นี่แผ่นดินนี้ของใคร รู้หรือเปล่า หรือว่า ประเทศนี้เป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวที่แบ่งแยกไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น ทั้งๆ ที่ ประเทศในโลกนี้สักกี่ประเทศเขาไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาคแล้ว เช่น ญี่ปุ่น
 
ญี่ปุ่น มีการปกครองลักษณะสถาบันกษัตริย์ แต่ก็มีแค่ส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ถ้าเราฟังแต่วาทกรรม ที่สร้างขึ้นมา ในจอโทรทัศน์ทุกวันๆ หรือตามสื่อกระแสหลักทุกวันๆ เราก็ไม่สามารถคิดค้นจากกรอบนี้ไม่ได้ และเราก็เป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ ไปตลอด เราจะต้องปกครองแบบประเทศราชไปตลอด และแก้ปัญหาส่วนท้องถิ่นไม่ได้อย่างที่เกิดขึ้นมาในปัจจุบันนี้
 
นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องของพรมแดนของชายแดน หรือของภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นพรมแดนที่ถูกสร้างขึ้นอยู่ในความคิดของคนด้วย
 
 

หรืออย่างปัญหาของชายแดนไทย-เขมร เราถูกปลูกฝังว่า ฮุนเซนเป็นคนเจ้าเล่ห์ เขมรเจ้าเล่ห์ ฉลาด เอาเปรียบ ทั้งๆ ที่ ถ้าเรามองไปอีกขั้นในทางการทูต ใครดีใครได้เหมือนกัน การทีเขาฉลาด สมมติว่าเขาเดินหมากต่างประเทศดีกว่าเราไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนไม่ดี หรือเขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ แต่เราต้องถามตัวเราเองว่ารัฐมนตรีต่างประเทศ ใช้ได้หรือเปล่า ดำเนินนโยบายดีไหม และหมากของประเทศเรา ที่เดินในเรื่องเกี่ยวกับชายแดน เราได้เปรียบ หรือเสียเปรียบไหม อย่างนี้เป็นต้น

 
และก็คนไทยถูกวาทกรรมตรงนี้ คือ ไปโกรธเขา เหมือนเด็กกระทืบเท้า คือ สู้แพ้เขาแล้วมากระทืบเท้า และก็มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้โกรธเขมร เห็นว่าการที่มาปลุกระดมคลั่งชาติ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เราต้องมีความสัมพันธ์เพื่อนบ้านดีขึ้น มีการค้าขาย มีอะไร
 
 

อย่างที่คุณศิโรตม์ (คล้ามไพบูลย์) เคยเขียนไว้ในบันทึกใน facebook ซึ่งเห็นด้วยมาก เขียนทำนองว่า คนไทยกลุ่มใหญ่ก็คิดว่า อย่ารบกับเขมรเลย เพราะเราได้เปรียบทางการค้าเขา หมายความว่า เราคิดว่าจะกดขี่ขูดรีดเขาต่อไปเหมือนกัน อันนี้ก็เหมือนเส้นพรมแดนตั้งไว้ขึ้นมาเหมือนกัน

 
 

จาก facebook ดังกล่าว ก็คือคนไทยจำนวนมากก็คิดอย่างนี้ เหมือนระดับความก้าวหน้าทางความคิด คนที่ล้าหลังมากก็ว่ารบกับมันเลย คนที่ก้าวหน้ากว่าหน่อย เราได้เปรียบทางการค้า ก็ค้ากับเขาต่อไป กดขี่ ขูดรีดเขาต่อไป ดูถูกเขาต่อไป

 
แต่มันก็มีวิธีคิด มีพรมแดนความคิดที่ก้าวหน้าไปอีก เช่น คิดในแง่ความร่วมมือระหว่างประเทศ คิดในแง่การรวมตัวเป็นภูมิภาค ทำประชาคมอาเซียน พัฒนาร่วมกันในภูมิภาคอย่างนี้ เป็นต้น อย่างเช่นประเทศในละตินอเมริกามีแนวคิดกลุ่มประเทศ ALBA (Bolivarian Alliance for the Americas หรือ Alianza Bolivariana para los Pueblos de Nuestra América – ALBA) ซึ่งจะไม่ลงรายละเอียด เป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจการเมือง เป็นการค้าแบบช่วยเหลือกัน เน้นการพัฒนาในภูมิภาคอย่างนี้ เป็นต้น
 
คือ จินตนาการแบบนี้ เป็นเรื่องที่บางครั้งพรมแดนทางภูมิศาสตร์มันไม่สำคัญเท่ากับกำแพงที่สร้างขึ้นมาในความคิด ความเชื่อของคน และเราจะทลายกำแพงนี้ได้นี้ ก็อยู่ที่จินตนาการและความรู้ที่สร้างขึ้นในตัวเรา และในสังคมนี้ด้วย
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"ปุระชัย” ยันลงเล่นการเมือง วอนคนใช้สิทธิเลือกตั้งอย่า "No Vote"

Posted: 02 Apr 2011 02:47 AM PDT

ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์  ยืนยันกลับมาเล่นการเมือง  สังกัดพรรคตั้งใหม่ แต่ยังไม่พูดรายละเอียด จนกว่า กกต.จะรับรองการจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมระบุหากใครให้การสนับสนุน ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง อย่า "No Vote" รับรองจะทำงานด้วยความตั้งใจ

2 เม.ย. 54 - ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ เรื่อง "ประเทศไทยในวันพรุ่งนี้" ตอนหนึ่ง ในงาน "รวมพลังใจให้คนดี ไม่มีเสื่อม ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์"   ในอดีตประเทศไทยเสียกรุงถึง 2 ครั้ง เพราะความแตกแยกกันเอง  การกลับมาเป็นชาติได้อีกครั้ง เพราะมีผู้นำที่เข็มแข็ง และประชาชนร่วมใจกัน

ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า การกลับเข้ามาทำงานการเมืองอีกครั้ง ไม่ได้มีเจตนาสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือ สีใด สีหนึ่ง  เพราะสีสูงสุดของตน คือ สีธงไตรรงค์ และไม่ประสงค์ที่จะแย่งอำนาจกับใคร แต่เมื่อเห็นว่าประเทศอยู่ในภาวะวิกฤต ประชาชนเป็นทุกข์ ก็ไม่อาจนิ่งเฉยได้ เหมือนกับความเสียสละของชาวบ้านบางระจัน ที่พยายามตรึงกองทัพพม่าไว้ ไม่ให้เข้ามาในเมืองหลวงได้

"ผมขอฉันทามติจากทุกคนว่า ควรหวนกลับมาทำงานการเมืองอีกครั้งหรือไม่ หากท่านทั้งหลายให้ผมทำงานการเมือง ต้องใช้สิทธิเลือกตั้ง ไม่  No Vote  ผมยืนยันว่า จะทำงานด้วยความตั้งใจ ขอให้ติดตามว่า ผมจะสังกัดพรรคใด ก็ขอให้เลือกพรรคการเมืองนั้น" ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าว

จากนั้น ร.ต.อ.ปุระชัย ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า หากให้พูดตรงๆ ไม่ได้ต้องการกลับมาทำงานการเมือง เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างการท่องโลก แต่เมื่อเป็นคนไทย สิ่งแรกที่ถูกปลูกฝั่งมา ตั้งแต่เป็นนักเรียนเตรียมทหาร คือ การทำเพื่อชาติ เพื่อส่วนรวม ถ้ามีอะไรที่ช่วยให้บ้านเมืองพ้นวิกฤต กลับคืนสู่ความสงบสุขได้ ก็พร้อมช่วยทำ

"ผมไม่จำเป็นต้องเป็นตัวหลัก เพราะทุกวันนี้โลกเราเจอทั้งวิกฤตแผ่นดินไหว โลกร้อน เราต้องเตรียมตัวรับมือ ไม่มีเวลามาทะเลาะกันแล้ว และเมื่อได้เข้ามาทำงานการเมืองแล้ว สิ่งแรกที่จะทำคือ  การทำให้ประเทศกลับเข้ามาสู่ความสามัคคีปรองดอง" ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าว

ต่อข้อถามว่า จะสังกัดพรรครักษ์สันติหรือไม่ ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีหลายพรรคทาบทามให้ไปร่วมงานการเมืองด้วย แต่ขณะนี้ยังไม่มีสังกัดโดยตรง เพราะจะไปอยู่พรรคตั้งใหม่ และจะยังไม่พูดเรื่องนี้ จนกว่าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศการจดแจ้งจัดตั้งพรรคเรียบร้อยอย่างเป็นเป็นทางการ

"ที่ผมไปอยู่พรรคจัดตั้งใหม่ เพราะพรรคก็เหมือนบ้าน ที่เราต้องออกแบบเอง  ถ้าไปอยู่พรรคที่จัดตั้งไว้แล้ว ก็ต้องปรับตัว เพราะไม่รู้เบื้องหลังความเป็นมา" ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าว

ต่อข้อถามว่า การจัดตั้งพรรคใหม่จะทันต่อการเลือกตั้งที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้หรือไม่ ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่จุดสำคัญ หากลงสมัครครั้งนี้ไม่ทันก็ไม่เป็นไร เพราะการทำงานการเมืองต้องใช้เวลา

เมื่อถามว่า ตั้งเป้าเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ร.ต.อ.ปุระชัย กล่าวว่า ไกลเกินไปที่จะพูดในขณะนี้ ต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก่อน ส่วนตัวประเมินตัวเองว่าเสียงดี แต่จะมีคะแนนหรือไม่ไม่ทราบ ขณะนี้ต้องออกมาอ้อนขอคะแนน ทั้งนี้นโยบายจัดระเบียบสังคม ยังคงเป็นนโยบายที่จะนำมาใช้ในการทำงานการเมืองต่อไป เพราะเป็นว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันเยาวชนให้ไกลจากอบายมุข

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการจัดงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีประชาชนผู้สนับสนุนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก รวมถึงบุคคลสำคัญ อาทิ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายบุญถึง ผลพาณิชย์ คนใกล้ชิดนายเสนาะ เทียนทอง พล.ต.ท.ถวิล สุรเชษฐพงษ์ หัวหน้าพรรครักษ์สันติ มาร่วมงานด้วย ขณะที่บุตรชายคนที่ 2 ของ ร.ต.อ.ปุระชัย นายทศธรรม เปี่ยมสมบูรณ์ได้เดินทางมาให้กำลังใจเช่นกัน

พล.อ.พัชรวาท ให้สัมภาษณ์ว่า การเดินทางมาวันนี้เพื่อมาให้กำลังใจ ร.ต.อ.ปุระชัย ในฐานะเพื่อน ส่วนตัวไม่ได้คิดมาทำงานการเมือง ส่วน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พี่ชาย จะลงสมัครเลือกตั้งหลังยุบสภาหรือไม่ ไม่สามารถบอกได้ เพราะไม่เคยพูดคุยหรือยุ่งเกี่ยวเรื่องดังกล่าว

ที่มาข่าว: สำนักข่าวไทย

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ปปช. เตรียมชง ครม. ลงนามลุยตั้งสถาบันปราบทุจริตระหว่างประเทศ

Posted: 02 Apr 2011 02:30 AM PDT

ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่าในการประชุม ครม.วันที่ 4 เม.ย. สำนักงาน ป.ป.ช. เสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบ การลงนามในความตกลงเพื่อก่อตั้งสถาบันป้องกันและปราบปรามการทุจริตระหว่างประเทศ เป็นองค์การระหว่างประเทศ (Agreement for the Establishment of the International Anti - Corruption Academy as an International Organization) โดยระบุว่า การที่ประเทศไทยจะลงนามในความตกลงฯ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยอย่างมาก เนื่องจากการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านการต่อต้านการทุจริตโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการยกระดับมาตรฐานด้านการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทย

นอกจากนี้ การลงนามในความตกลงฯ จะแสดงถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการต่อต้านการทุจริต และประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการฝึกอบรมและวิจัยในด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศต่าง ๆ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศ ซึ่งป.ป.ช. แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไม่มีประเด็นเกี่ยวข้องที่จะต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2554

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงาน ป.ป.ช. รายงานว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติการประชุม ครั้งที่ 244-79/2553 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 เห็นชอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. (ศาสตราจารย์ ภัคดี โพธิศิริ) เป็นผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับทางสถาบัน IACA ณ กรุงลาเซนเบิร์ก ประเทศออสเตรีย โดยมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ ในวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นการแสดงเจตจำนงของคณะกรรการ ป.ป.ช. ที่จะเข้าร่วมเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน โดยคณะผู้แทนได้หารือกับ Mr. Martin Kreutner ประธานกรรมการสถาบัน IACA ไว้ในชั้นหนึ่งแล้วว่าจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีและจะเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้สามารถลงนามในความตกลงฯ ในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน IACA  ต่อมา กต. ได้มีหนังสือแจ้งสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า เห็นชอบในหลักการในการเข้ามาภาคีความตกลงฯ และมีความเห็นและข้อมูลเพิ่มเติม ดังนี้ ความตกลงฯ ถือเป็น “หนังสือสัญญา” ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนลงนาม และเนื่องจากสถาบัน IACA เป็นองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งมีสถานะเป็นนิติบุคคลระหว่างประเทศโดยสมบูรณ์ (full international legal personality) และมีความสามรถทางกฎหมาย (legal capacity) ในการทำสัญญา การได้มาและการจำหน่ายออกไปทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ การยื่นฟ้องคดีและการต่อสู้คดีในกระบวนการทางกฎหมายและการดำเนินการอื่น ๆ ที่อาจจำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และกิจกรรมของสถาบัน IACA ที่จะเข้ามาดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยหรือทำสัญญาต่าง ๆ กับรัฐบาลไทยในอนาคต

โดยอาจต้องออกกฎเพื่อรองรับการทำงานของสถาบัน IACA และการให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่สถาบัน IACA และสมาชิก แต่ในรายละเอียดในของความตกลงกำหนดให้เพียง สาธารณรัฐออสเตรียเท่านั้นที่ต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่สถาบัน IACA และสมาชิก  โดยสถาบัน IACA อาจทำความตกลงฯ กับรัฐอื่น ๆ เพื่อให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามความเหมาะสม

ดังนั้น ตราบใดที่สถาบัน IACA ยังไม่ทำความตกลงฯ กับประเทศไทยก็ยังไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินงานของสถาบัน IACA ความตกลงฯ จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนการดำเนินการให้เป็นผลผูกพัน นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. จะต้องนำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบความตกลงฯ ก่อนที่จะลงนาม และขออนุมัติให้ กต. จัดทำภาคยานุวัติสาร (Instrument of Accession) เพื่อเข้าเป็นภาคีความตกลงฯ และต้องให้ความเห็นประกอบพิจารณาด้วย

ที่มาข่าว: ไทยรัฐ
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

แม่ทัพภาคที่ 1 เปิดหลักสูตร "คนไทยรักษ์แผ่นดิน" ชี้ไม่ได้จัดตั้งไปสู้ใคร

Posted: 02 Apr 2011 02:19 AM PDT

แม่ทัพภาคที่ 1 เปิดโครงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน “คนไทยรักษ์แผ่นดิน” วอนประชาชนสามัคคี ต้านภัยคุกคาม-จาบจ้วงสถาบัน ปัดหลักสูตรอบรมของทหารไม่ได้ให้ไปต่อสู้กับใคร

2 เม.ย. 54 - ที่ห้องประชุม ว่าการอำเภอพระประแดง จ.สมุทรปราการ พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร แม่ทัพภาคที่ 1 (มทภ.1) และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 1 เป็นประธานเปิดโครงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชน ภายใต้ชื่อ “คนไทยรักษ์แผ่นดิน” โดย พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า จากปัญหาภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ไม่เฉพาะแต่ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติดเท่านั้น แต่ขณะนี้มีปัญหาเรื่องของการก้าวล่วง และโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ จากกลุ่มผู้ไม่หวังดี ในรูปแบบต่าง ๆ  ซึ่งปัญหาเหล่านี้ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น ในฐานะที่กองทัพบกมีหน้าที่ดูแลปกป้องสถาบัน และมีภารกิจการบูรณาการด้านมวลชน และการขับเคลื่อนสร้างเครือข่ายภาคประชาชน กองทัพภาคที่ 1 จึงได้มอบหมายให้มณฑลทหารบกที่ 11 ดำเนินการจัดโครงการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนขึ้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างให้ประชาชนได้ตระหนักในหน้าที่ ที่จะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปลูกจิตสำนึก การสร้างความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ และความสงบเรียบร้อยของสังคม
 
พล.ท.อุดมเดช กล่าวว่า การจัดอบรมในครั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้มีความเข้าใจถึงหน้าที่ของการเป็นพลเมืองที่ดี และได้เข้าใจว่า สถาบันมีคุณูปการต่อชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ให้สถาบันอยู่คู่ชาติบ้านเมืองต่อไป จึงอยากจะให้ผู้ที่เข้ารับการอบรมได้นำเอาความรู้ที่ได้ไปขยายผล

“ไม่ต้องการให้ใครนำหลักสูตรนี้ ไปต่อสู้กับใคร แต่จะต้องมาร่วมกันด้วยจิตใจว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความรัก ความสามัคคี โดยเฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่ยังถูกล่วงละเมิดอยู่ และมีการพูดขยายไปเรื่อย ๆ ดังนั้น จึงขอฝากให้คนไทยทุกคนช่วยกันดูแล และทำความเข้าใจ ถ้าช่วยกัน มีจิตใจดีที่ตั้งใจจริง สิ่งที่ไม่ดีก็จะหายไป ชาติของเราก็จะเกิดความมั่นคง สถาบันที่ถูกหลบหลู่จะได้หมดไป มาช่วยกันสร้างความรัก ความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ” แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว

ที่มาข่าว: เดลินิวส์
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"ประภัตร ​โพธสุธน" นำขบวนชาวนาบุกพาณิชย์ พรทิวาตั้ง​โต๊ะรับซื้อ 2 ​เม.ย.

Posted: 02 Apr 2011 02:06 AM PDT

"ประภัตร ​โพธสุธน" นำม็อบชาวนาภาคกลางบุกพาณิชย์ ร้อง​แก้ข้าวตก "พรทิวา" สั่ง​เปิดจุดรับซื้อ 2 ​เม.ย.ทั่วประ​เทศ ชง ครม.จันทร์นี้ รับซื้อข้าวราคานำตลาดตันละ 200-300 บาท

เมื่อวันที่ 1 ​เม.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มชาวนาภาคกลางจาก 8 จังหวัดกว่า 1,000 คน นำ​โดย นายประภัตร ​โพธสุธน อดีต รมว.​เกษตร​และสหกรณ์ ​ได้​เดินทางมาชุมนุมประท้วงบริ​เวณลาน​เอนกประสงค์กระทรวงพาณิชย์ ​เพื่อ​เรียกร้อง​ให้ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ​เร่ง​แก้ปัญหาราคาข้าว​เปลือกตกต่ำ หลังจากราคาข้าว​เปลือก​เจ้า 25% ลด​เหลือตันละ 5,000-6,000 บาท ​โดยกลุ่มชาวนา​เรียกร้อง​ให้รัฐบาล​เปิดจุดรับซื้อข้าว​เปลือก 25% ราคาตันละ 8,500 บาท ทันที​ในวันที่ 2 ​เม.ย.นี้ทั่วประ​เทศ ​และ​ให้มีผลย้อนหลังตั้ง​แต่ 1 ก.พ.2554

ต่อมา นางพรทิวา​ได้​เดินทางพบชาวนา​เพื่อรับฟังข้อ​เสนอ ​และชี้​แจงว่า รัฐบาลพร้อม​เปิดจุดรับซื้อข้าวนาปรังทั่วประ​เทศตั้ง​แต่วันที่ 2 ​เม.ย.นี้​เป็นต้น​ไป ​ในราคารับซื้อ​เท่ากับราคาอ้างอิง ​หรือราคาตลาด ผ่านองค์​การคลังสินค้า (อคส.) 50 จุด ​และอีกส่วนผ่านองค์​การตลาด​เพื่อ​เกษตรกร (อ.ต.ก.)

ส่วนข้อ​เรียกร้องของ​เกษตรกรนั้น กระทรวงพาณิชย์​ได้รับ​ไว้ ​และจะนำ​เสนอ​ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอย่าง​เร่งด่วน​ในวันที่ 4 ​เม.ย.นี้ ​เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์​ไม่มีอำนาจอนุมัติ ต้องรอมติจาก ครม. ​และคณะกรรม​การน​โยบายข้าว​แห่งชาติ (กขช.)

สำหรับ​แนวทางที่​เสนอจะ​ให้พิจารณาจ่าย​เงินส่วนต่างราคาขาย​ให้ชาวนาย้อนหลังตั้ง​แต่วันที่ 1 ก.พ.2554 รวม​ทั้ง​ให้รัฐบาล​เปิดจุดรับซื้อข้าว​เปลือก​โดย​ใช้ราคานำตลาดตันละ 200-300 บาท ​ซึ่งจะ​ทำ​ให้ราคารับซื้อ​เพิ่ม​เป็นตันละ 8,300-8,400 บาท ​เพิ่มจาก​เดิมที่​ให้ซื้อตามราคาตลาด ​เพื่อช่วยดึงราคาข้าว​เปลือกขึ้น

ที่มาข่าว: ไทยโพสต์
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

“สุเทพ” เรียกร้องประชาชนร่วมปกป้องสถาบัน หวั่นเกิดสงครามการเมือง

Posted: 02 Apr 2011 01:21 AM PDT

ปชป.จัดสัมมนาสมาชิกพรรค เตรียมเปิดสาขาพรรคบนเกาะสมุย ชูพรรค ปชป.เป็นสถาบันที่เข้มแข็ง “สุเทพ” ขอประชาชนร่วมปกป้องสถาบันให้มั่นคง หวั่นเกิดสงครามกลางเมือง ชี้ "เพื่อไทย" และ "ทักษิณ" ใช้แนวคิดสมัยคอมมิวนิสต์ปลุกระดมมวลชน

2 เม.ย. 54 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.ที่โรงแรมสมุย ปาล์มบีช รีสอร์ท นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในงานสัมมนาแกนนำและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีสมาชิกพรรคเข้ามาร่วมงานราว 1,000 คน ขณะที่มีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มาร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรองหัวหน้าพรรค นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองเลขาธิการพรรค และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.กทม.

ทั้งนี้ ภายในได้มีการเปิดรับสมัครสมาชิกพรรค แจกแผ่นพับรวบรวมผลการทำงานในช่วง 2 ปี ของรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ และซีดีรวมรวบภาพเหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 โดยก่อนการสัมมนาจะเริ่มขึ้น ได้มีการฉายวีดิทัศน์ภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมเป็นอย่างมาก

นายสุเทพ กล่าวในตอนหนึ่งระหว่างการเปิดการสัมมนา ว่า พรรคประชาธิปัตย์จะจัดตั้งสาขาพรรคเป็นครั้งแรกในเกาะสมุย เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวก ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุย และจะดำเนินการให้เป็นสาขาพรรคสมัยใหม่ โดยจะดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 เม.ย.นี้ ทั้งนี้รัฐบาลจะเข้มแข็งได้ พรรคการเมืองจะต้องเข้มแข็งด้วย ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

นายสุเทพ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นพรรคของประชาชนโดยแท้จริง เปิดโอกาสให้บุคคลต่างๆจากหลากหลายอาชีพเข้ามาร่วมงานได้ไม่จำกัด จนทำให้มีว่าที่หัวหน้าพรรคและผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เช่น นายอภิรักษ์ นายกรณ์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยขาดผู้นำ ซึ่งต่างจากพรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังไม่มีผู้นำ ยังต้องรอสัญญาณจากต่างประเทศสั่งการมา

“ขณะนี้พรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้แนวคิดสมัยคอมมิวนิสต์ พยายามปลุกระดมมวลชน ประชาชนจึงต้องแยกแยะให้ดี  การที่ประเทศมีปัญหาอยู่ในขณะเกิดจากทั้งเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย คนชุดดำ กองกำลังติดอาวุธที่ต่อสู้เพื่อให้พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง และกลุ่มเสื้อเหลืองที่คิดว่ามีอำนาจ มีมวลชน จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ โจมตีทุกคนที่มีความเห็นแตกต่าง ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล แม้มีคนเพียง 300 คน ผมขอให้ทุกคนช่วยกันปกป้องสถาบัน เพราะทุกวันนี้เปิดเว็บไซต์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็เห็นแต่การโจมตีสถาบัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมรับไม่ได้ ผมขอยืนยันว่าที่ผมพูดเรื่องสถาบันไม่ได้เป็นการหาเสียง แต่เพื่อความมั่นคงของชาติ ถ้าไม่ปกป้องสถาบันที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดสงครามกลางเมือง”นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ กล่าวว่า แม้บางครั้งเรารู้สึกไม่สบายใจกับพฤติกรรมทางการเมืองของคนไทยในบางจังหวัด แต่เราต้องใช้ความอดทน ให้เวลาแก่คนเหล่านั้นได้ไตร่ตรอง จะยกกองกำลังไปโจมตีเหมือนในประเทศลิเบียไม่ได้ ต้องต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตย และให้ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศตัดสิน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ขอให้ต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตย ตามแนวทางของพรรคการเมือง ไม่ควรใช้มวลชนนำการเมือง โดยเฉพาะในบรรยากาศที่จะหาเสียงเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากการสัมมนาเสร็จสิ้น นายสุเทพ ได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนและแจกสิ่งของช่วยเหลือให้กับประชาชนในพื้นที่เกาะสมุย ที่วัดภูเขาทอง วัดสว่างอารมณ์ และวัดละไม ก่อนจะไปพบประชาชนที่บริเวณตลาดเทศบาลเมืองท่าข้าม อ.พุนพิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำจากภูเขาไหลผ่านลงทะเล โดยปริมาณน้ำในอำเภอดังกล่าวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณบ้านพักของนายสุเทพ ที่มีระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร รถยนต์ไม่สามารถวิ่งผ่านได้

ที่มาข่าว: สำนักข่าวไทย
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น