วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ปรีดี กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฯ: อภิปรายโดยเกษียร เตชะพีระ

Posted: 03 Feb 2012 12:56 PM PST

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์จัดการเสวนาหัวข้อ “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” วิทยากรประกอบด้วย พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มธ. เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ มธ. และธำรงศักดิ์ เพ็ชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ดำเนินรายการโดย มรกต เจวจินดา ไมเยอร์

โดยก่อนหน้านี้ ประชาไทได้นำเสนอในส่วนของการอภิปรายมาแล้ว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) โดยในตอนนี้จะเป็นการนำเสนอส่วนที่เป็นวิดีโอการเสวนา เริ่มต้นด้วยการอภิปรายของเกษียร เตชะพีระ


การอภิปรายของเกษียร เตชะพีระ ในงานเสวนา "ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" เมื่อ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา

โดยตอนหนึ่งเกษียรเสนอว่า ความหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันคือผู้คนจำนวนมากในสังคมกลับมีความคิดความเข้าใจเสมอเหมือนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้เกิดความสับสนปนเประหว่างพื้นที่การเมือง พื้นที่สาธารณะ กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

“อาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ใช้คำว่าสองนคราประชาธิปไตย ผมใช้คำว่า สองนคราประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สำหรับผม ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดหรือความเข้าใจราวกับว่าอยูในระบอบสมบูรณราญาสิทธิราชย์ ทำให้คนพยายามดึงสถาบันอันเหมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง"

“พูดง่ายๆ คือคิดว่าพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ เพราะยังคิดกับสถาบันกษัตริย์ราวกับอยู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำให้กฎหมายมาตราสามเลขนั้นมีปัญหามาก ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินคนใช้สิทธิตามโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยเขาโกรธทันที

“เมื่อเกิดความเดือนร้อนหรือความขัดแย้ง ก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง ผมเองก็ไม่ปลื้มคุณทักษิณ ผมว่าแกตลกๆ แต่เมื่อมีความขัดแย้งกับคุณทักษิณ คุณก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เอาสถาบันกษัตริย์มาเกลือกกลั้วกับการเมือง และอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์เอง มันไม่ยากนะครับ มันน่าจะเข้าใจได้ แต่ผมงงมากว่าคนจำนวนมากไม่เข้าใจ กลายเป็นว่าคนที่พูดเรื่องนี้กลายป็นคนที่จะล้มเจ้าไปหมด ท่านคิดได้อย่างไรครับเนี่ย แสดงว่าท่านยังไม่ออกไปจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทำให้เกิดปัญหากับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์เป็นประมุข”

เกษียรเสนอด้วยว่า ข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยไม่ใช่ความกลัวว่าจะล้มเจ้า แต่กลัวว่าจะไม่ได้ใช้เจ้าต่อไป และแพร่เชื้อความเกลียดนี่ออกไป ซึ่งนี่ต่างหากที่น่ากลัว และยังกล่าวถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วยว่า หากกลัวความขัดแย้งจะบานปลาย มหาวิทยาลัยก็ควรทำหน้าที่เปิดพื้นที่สำหรัยบการถกเถียง

“ถ้าผู้บริหารใจใหญ่ จัดสิ แล้วจะทำให้บ้านเมืองเย็นลง แล้วจะมีการพูดกันเรื่องนี้โดยไม่ต้องตราหน้าด่ากัน”

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ผบ.สส ไม่เห็นด้วยแก้ ม.112 แต่ไม่หนุนปฏิวัติ ชี้ว่ากันไปตามกฏหมาย

Posted: 03 Feb 2012 10:31 AM PST

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยันค้านแก้ ม.112 แต่ต้องทำให้ดียิ่งขึ้นไป เชื่อเป็นไปไม่ได้พวกเคลื่อนไหวหวังล้มล้างสถาบัน ไม่หนุนปฏิวัติ ชี้ว่ากันไปตามกฏหมาย ด้านมท.กำชับผู้ว่า-นายอำเภอ ชุมนุม "ต้าน-หนุน แก้ 112" อย่าปิดถนนหรือละเมิดสิทธิ์คนอื่น
 
3 ก.พ. 55 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มนิติราษฏร์พยายามเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขประมวล กฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ตนเป็นคนไทยและสำนึกในความเป็นคนไทย ทหารทุกคนในกองทัพไทยสำนึกในความเป็นคนไทย และเราเป็นทหารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นทหารที่อยู่กับประชาชนและต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาได้ถวายสัตย์อย่างไรยืนยันว่า ยังเป็นอย่างนั้น ส่วนกฎกติกามีผู้ที่เกี่ยวข้องที่สำนึกความเป็นไทยก็ว่ากันไป และทำให้ทุกอย่างออกมาในทางที่ดี พวกเราทุกคนอยู่มาจนถึงทุกวันนี้เราสบาย มีการศึกษา มีความเป็นอยู่ที่ดี ประเทศไทยอยู่สบายที่สุด ทุกคนอยากมาอยู่ประเทศไทย เราควรรักษาไว้ซึ่งการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ สำนึกในวีรชน บรรพบุรุษที่ทำให้เราอยู่ตรงนี้ ตนมั่นใจว่า ทุกคนสำนึกในจุดนี้ ส่วนที่รัฐธรรมนูญเปิดให้ทุกคนทำโน่นทำนี้ได้ก็จะมีกติกา แต่ที่สำคัญคือ ผู้ที่มีหน้าที่แต่ละระดับชั้น ทั้งนี้หวังว่า บุคคลเหล่านั้นจะมีสำนึกความเป็นคนไทย รู้ว่า อะไรควรหรือไม่ควร
       
“การแก้ไขมาตรา112 นั้น ผมตอบแบบทหาร ถ้าจะให้คัดค้าน เราคัดค้านอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ออกไปประท้วง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรไปแตะ แต่ควรส่งเสริมให้ดียิ่งๆขึ้นไป การดำเนินการต่างๆ ส่วนเกี่ยวข้องต้องดูว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้น มีอะไรแอบแฝงหรือไม่ หรือเพื่ออะไรซึ่งเป็นเรื่องที่พี่น้องคนไทยทุกคนต้องช่วยรักษาสิ่งเหล่านี้ ไว้ ความเป็นคนไทยเกิดมาได้จากพระมหากษัตริย์ กองทัพปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เรายืนยันในเจตนารมณ์ หากมีการกล่าวถึงระดับหน่วยเหนือ คือ รัฐบาล ซึ่งมีหลายคนที่ออกมาพูดว่า ไม่เห็นด้วย และไม่ควรจะทำ รวมถึงกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว ซึ่งยังมีการถกเถียงกันอยู่ ถ้าต่างคนต่างพูดไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำไป และไปพูดกันให้รู้เรื่อง เมื่อพูดรู้เรื่องก็พูดไปตามขั้นตอนกติกา ทุกท่านเป็นประชาธิปไตย และทุกอย่างจะต้องออกมาตามแบบประชาธิปไตย เราเกิดเป็นคนไทย ถ้าเราไม่สำนึกบุญคุณ ความเจริญรุ่งเรืองจะไปที่อื่น บ้านเมืองเราเป็นเมืองพุทธ แม้เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่เป็นสิ่งที่เราเชื่อถือ ปลูกฝัง เป็นสิ่งที่เราซาบซึ้งและซึมเข้ามาเรื่อยๆ ทุกวันนี้มีใครจะปฏิเสธบ้างว่า สิ่งต่างๆเจริญได้ ชาวบ้านอยู่ดี ล้วนเป็นสิ่งที่กษัตริย์และราชวงศ์ทรงเสียสละเพื่อพวกเรา”พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว
       
เมื่อถามว่า รัฐบาลควรแสดงท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้หรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ต้องให้รัฐบาลตอบ ตนอยู่ในกรอบของตน และมีหลักอยู่ว่า ตนทำหน้าที่ตามที่ได้รับผิดชอบ พูดในเรื่องที่รับผิดชอบ ถ้าถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ ส่วนตัวไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะตนเห็นสิ่งดีๆที่ท่านได้พระราชทานลงมามากมาย แต่เราะจะแสดงความไม่เห็นด้วยภายใต้กฎ กติกา มารยาท ฉะนั้น ต้องกลับไปถามสื่อมวลชนว่า อยากให้ประเทศเป็นอย่างไร ทุกคนมองว่า ประเทศเราไปได้ดี ตนไม่เข้าใจที่มีคนคิดแปลกๆ สมัยก่อนเราไม่ได้เรียนต่างประเทศ กษัตริย์เป็นคนส่งเราไปเรียนและเปิดการศึกษาเพื่อนำความเจริญเข้ามา สิ่งเหล่านี้สอนกันไม่ได้เป็นสำนึก เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ ใครที่รับผิดชอบต้องออกมารับผิดชอบทำตามขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องกฎหมาย เรื่องความมั่นคง โดยเริ่มตั้งแต่พื้นฐาน เจตนารมณ์ หรืออะไรแอบแฝง ขณะนี้สังคมเปิดทุกอย่างโปร่งใส ทุกอย่างควรพูดในเรื่องจริง
       
เมื่อถามว่า เสียงสะท้อนของกองทัพจะดังพอให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวสำนึกหรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า เสียงตนจะดังหรือไม่อยู่ที่สื่อ การแสดงความรู้สึกมีหลายวิธี ขอให้เป็นไปตามกฏกติกา ทุกคนมีสิทธิ์พูด ทำอย่างไรก็ได้ให้สงบก้าวไปข้างหน้า หลายประเทศชื่นชมเรา และเป็นตัวอย่างเทิดทูนสถาบันแต่ของเราควรทำให้ดียิ่งขึ้น เมื่อถามว่า คนส่วนใหญ่ต้องออกมาแสดงพลังคัดค้านหรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าพูดไม่ชัด ก็เหมือนกับว่า ไปบอกให้คนออกมาเดินขบวน แต่การแสดงความรู้สึกมีหลายวิธีที่ให้เป็นไปตามกฎ กติกา และ รัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิ์พูด และ ทำอะไร เพียงแต่จะทำอย่างไรก็ได้ให้บ้านเมืองสงบ และบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้า ถ้าทุกคนพากันจูงถอยหลัง ก็ไม่มีความคิดเห็นที่จะตอบ ตนมั่นใจว่า หลายประเทศชื่นชมไทย รวมถึงระบบกษัตริย์ของไทย การเทิดทูน เอาไปเป็นตัวอย่าง ดังนั้นเราควรทำให้ดียิ่งขึ้นไปกว่านี้
       
เมื่อถามว่า เกรงหรือไม่ว่าความเคลื่อนไหวตอนนี้เป็นก้าวหนึ่งนำไปสู่ขบวนการล้มล้างสถาบัน พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่าเป็นไปไม่ได้ อะไรที่เป็นสิ่งดีๆ จะเป็นสิริมงคล คนเหล่านั้นต้องคิดได้เองว่าสิ่งที่เขาทำเหมาะหรือไม่ โดยคนที่รับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องไปทำความเข้าใจ ชี้แจงกัน ให้ทำให้เป็นไปตามกฎ กติกา ไม่ใช่ใครจะออกมาประท้วงกันมันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ประเทศที่เจริญเขาทำกัน และ เราน่าจะพูดกันรู้เรื่อง ก็ขอวอนว่าสื่อควรจะนำให้เหมาะสม อย่าให้เกิดปัญหา สื่อเป็นผู้มีเกียรติเสนอความจริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ หลักของตนคือพูดตรง ตนพูดคำไหนรับผิดชอบคำนั้น การจะบอกให้สื่อเลิกสนใจปรากฎการณ์ตรงนี้คงไม่ใช่ แต่เขียนมากไปจนเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่ใช่ แต่สื่อไปเขียนแล้วเป็นจำเลยสังคมก็เยอะ การนำเสนอในขอบเขตที่พอดี เหมาะสม การเขียนหนังสักเรื่องไม่ต้องตื่นเต้นมาก เอาแบบห้วนๆ ตรงๆ เล่าให้ฟังจะดีกว่า ในฐานะที่สื่อเป็นคนไทยน่าจะเขียนในความเห็นท่านก็ได้เหมือนกัน เมื่อทุกคนเป็นคนไทย อยากให้ประเทศเราเป็นอย่างไรก็จะออกมาจากเสียงเหล่านี้
       
เมื่อถามว่า คนที่มาเคลื่อนไหวตรงนี้ บางส่วนเป็น ส.ส.และ ฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า คนของใคร ตรงไหน ทางนั้นก็รับผิดชอบ ได้มีการแบ่งไว้แล้วว่า ฝ่ายข้าราชการ การเมืองจะอยู่ในกฎ กติกาของแต่ละฝ่าย ถ้าทุกคนไม่อยู่ในกฎ ระเบียบก็สับสน ผู้สื่อข่าวถามว่า หากรัฐบาลเอาไม่อยู่ ทหารจะออกมาปฏิวัติเพื่อปกป้องสถาบันหรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ถามกลับผู้สื่อข่าวว่า “คนในห้องนี้กล้ายกมือหรือไม่ว่า ส่วนตัวพวกเราเห็นด้วยหรือไม่ แต่มันไม่ควรถึงขั้นนั้น ทุกคนควรจะร่วมกันแก้ก่อน เมื่อไฟไหม้ก็ดับไฟเสียก่อน โดยการดับด้วยวิธีที่ถูกต้อง ถ้าจะเล่นตามกฎหมาย ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย การที่ท่านสอนให้คนมีความคิดเป็นสิ่งที่ดี แต่ความคิดก็ต้องมาแลกกัน และความที่รับผิดชอบก็ต้องแลกกันรับผิดชอบ แต่ผมคิดว่าคงไปไม่ถึงจุดนั้นหรอก เอาแค่ในห้องนี้ให้ยกมือ และ ถ่ายรูปไว้ เอาไหมครับ”
       
เมื่อถามว่า ทหารจะนำเรื่องนี้ไปหารือรัฐบาลเพื่อระงับไม่ให้สถานการณ์บานปลายหรือไม่ พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ทหารจะเหมือนเอ็นจีโออยู่แล้ว ทั้งช่วยน้ำท่วม ไฟไหม้ ฝนแล้ง จนรู้สึกว่าทหารจะกลายเป็นเอ็นจีโอ ไปทำงานของคนอื่น แต่เราไปในฐานะกลไกของรัฐบาล เรายินดีที่จะทำ แต่เรื่องที่ถามเมื่อสักครู่อยากถามว่า ถึงขั้นที่เราต้องทำหรือไม่ เรื่องมันเริ่มนานกี่เดือน และ ขั้นตอนอีกกี่ขั้นกว่าจะถึงเรื่องดังกล่าว ทั้งล่ารายชื่อ หรืออะไรต่างๆ

มท.กำชับผู้ว่า-นายอำเภอ ชุมนุม "ต้าน-หนุน แก้ 112" อย่าปิดถนนหรือละเมิดสิทธิ์คนอื่น
 
3 ก.พ. 55 - ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่านายประชา เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง การเคลื่อนไหวชุมนุมต้านการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ในวันที่ 10 ก.พ.ที่ลานพระรูปทรงม้า ว่า รัฐบาลได้ชี้แจ้งชัดเจนไปแล้วว่า ไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าว ซึ่งไม่เข้าใจว่า การต่อต้านรัฐบาลในเรื่องนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ดังนั้นอยากขอความร่วมมือประชาชนให้ยุติความเคลื่อนไหว ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพื่อไม่ให้ถูกนำไปจุดประเด็นสร้างความขัดแย้ง ซึ่งจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงไม่สบายพระราชหฤทัย และไม่เป็นผลดีกับประเทศ 
 
อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงมหาดไทย ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ด้วย และไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมฝ่ายไหนก็ตาม จะต้องอยู่ภายใต้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ อย่าปิดถนนละเมิดกฎหมายหรือสิทธิ์ของบุคคลอื่นๆ ซึ่งจะเน้นการชี้แจง ทำความเข้าใจ ก่อนการบังคับใช้กฎหมาย หากฝ่าฝืนจะต้องถูกดำเนินคดีในภายหลัง ในเมื่อมีกฎหมายแล้วก็ต้องบังคับใช้ หากไม่ใช้ก็ถือว่าเป็นการหละหลวมต่อหน้าที่
 
ทั้งนี้อาจมีนักวิชาการบางส่วนที่จบมาจากต่างประเทศ เป็นคนรุ่นใหม่ อาจจะไม่ค่อยได้สัมผัสพระราชกรณียกิจของพระองค์ จึงมีการแสดงความเห็นออกมา แต่ก็ขอให้ยุติการเคลื่อนไหว รวมถึงเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมต่างๆ ทางกระทรวงไอซีที และกระทรวงมหาดไทยจะเข้าไปดูแลในเรื่องนี้
 
 
 
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ศาลพิเศษกัมพูชาตัดสินผู้นำเขมรแดงจำคุกตลอดชีวิต

Posted: 03 Feb 2012 09:40 AM PST

3 ก.พ. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าศาลพิเศษกัมพูชาซึ่งสนับสนุนโดยสหประชาชาติ ได้ปฏิเสธคำอุทธรณ์ของ "สหายดุค" หรือ คัง เก็ก เอียว อดีตผู้บัญชาการคุกตวลเสลงที่ก่อนหน้านี้ได้ขอลดโทษคำตัดสิน และได้เพิ่มบทลงโทษเป็นการจำคุกตลอดชีวิตสำหรับ "อาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดใน ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ"

ณ ศาลพิเศษกัมพูชาในกรุงพนมเปญ คัง เก็ก เอียว อดีตผู้บังคับบัญชาคุกตวลเสลง ซึ่งมีส่วนทำให้ประชาชนเขมรเสียชีวิตอย่างน้อย 15,000 คน ถูกตัดสินเพิ่มโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต หลังจากที่เขาขอยื่นอุทธรณ์ลดโทษเมื่อเดือนมีนาคมปี 2554 โดยอ้างว่า เขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ระดับล่างซึ่งปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาการระดับสูงเท่านั้น

ศาลพิเศษกัมพูชาตัดสินผู้นำเขมรแดงจำคุกตลอดชีวิต

ภาพจากเว็บไซต์ Extraordinary Chambers in the Courts of Cambodia

ทั้งนี้ "สหายดุค" วัย 69 ปี ถูกตัดสินจำคุก 35 ปี และภายหลังลดโทษเหลือ 19 ปี ในเดือนกรกฎาคม 2553 ด้วยข้อหาอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ซึ่งทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้รอดชีวิตระบอบเขมรแดง และครอบครัวของเหยื่อที่เสียชีวิตเนื่องจากมองว่าบทลงโทษเบาเกินไป ต่อมาอัยการแผ่นดินได้ยื่นอุทธรณ์ขอเพิ่มโทษ โดยชี้ว่าโทษ 19 ปีนั้นไม่สอดคล้องกับความรุนแรงของอาชญกรรม ในขณะที่ "สหายดุค" ได้ยื่นอุทธรณ์ขอลดโทษคำตัดสิน

"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อาชญากรรมที่ก่อโดยคัง เก็ก เอียวเป็นสิ่งหนึ่งที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติ มันสมควรจะได้รับโทษสูงสุดเท่าที่จะทำได้" ผู้พิพากษคอง ซิมกล่าว

มีรายงานว่า ในระหว่างที่ผู้พิพากษาคำตัดสิน ดุคมิได้แสดงอารมณ์ใดๆ เพียงแต่รับฟังอย่างสงบนิ่ง และยกมือไหว้ผู้พิพากษาหลังจากการดำเนินคดีสิ้นสุดลง

"เราสามารถพูดได้ว่า ความยุติธรรมได้มาถึงแล้วหลังจากผ่านไปกว่า 30 ปี" เชีย เลียง หนึ่งในอัยการกล่าว "สำหรับเราและเหยื่อ นี่เป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม"

ประชาชนชาวกัมพูชา โดยเฉพาะผู้รอดชีวิตจากระบอบเขมรแดงและครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิต ต่างแสดงความยินดีต่อผลคำตัดสินที่ออกมา

ชุม เมย หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากคุกตวลเสลง กล่าวว่า คำตัดสินใจของศาลอุทธรณ์เป็นที่น่าพอใจมาก

"นี่เป็นการตัดสินที่ถูกต้องแล้ว ศาลอุทธรณ์ถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นต์ มันนำความยุติธรรมกลับมาได้ 100 เปอร์เซ็นต์เลย" เขากล่าวกับสำนักข่าว VOA

การตัดสินคดีของดุค นับเป็นกรณีแรกที่การดำเนินคดีโดยศาลพิเศษกัมพูชาสิ้นสุดลง โดยศาลดังกล่าวตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2544 ด้วยการผลักดันของรัฐบาล เพื่อสืบสวนการกระทำผิดในกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุในยุคเขมรแดงภายใต้ระบอบเผด็จการพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาระหว่างปี 2518-2522 ซึ่งประมาณการณ์ว่ามีผู้เสียชีวิตราว 2 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ

โดยในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีผู้นำระบอบเขมรแดงอีกสามคน คือ นายนวน เจีย อดีตผู้นำอันดับสอง รองจากพล พต นายเขียว สัมพัน อดีตผู้นำหน้าฉาก และนายเอียง ซารี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ถูกนำตัวขึ้นศาลเป็นครั้งแรก และปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักศึกษา มมส. ถูกยกเลิกการจัดเสวนาเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ อีกหลังคณะศิลปศาสตร์ไม่อนุมัติให้ใช้ห้อง

Posted: 03 Feb 2012 09:33 AM PST

นายโอภาส สินธุโคตร ตัวแทนศิษย์เก่า-ปัจจุบันในนามกลุ่มพลเมืองเสรีเปิดเผยกับประชาไทว่า ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มนักศึกษาที่เตรียมจัดงานเสวนา ทางวิชาการในหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์” ในวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 โดยได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของวิทยาลัยการเมืองการปกครองบางส่วน แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง จนทางกลุ่มฯได้เลื่อนกำหนดจัดเสวนาฯ ดังกล่าวเป็นวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 แต่ล่าสุด ทางคณศิลปศาสต์ได้ปฏิเสธไม่ให้ใช้ห้อง โดยมีประกาศจากคณะลงนามโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรพงศ์ เสนไสย) คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ ระบุว่า

“ตามที่ได้มีกระแสข่าวเคลื่อนทางสังคมในปัจจุบันทั้งภายในและภายนอกสถานบันการศึกษา เรื่องการขอยกเลิกกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น ทางคณะศิลปกรรมศาสตร์เล็งเห็นว่าการกระทาดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลกระทบอีกหลายประการตามมาในภายหลัง จึงขอประกาศงดใช้พื้นที่บริเวณภายในและภายนอกอาคารเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในการจัดกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม”

การปฏิเสธให้ใช้พื้นที่ดังกล่าว ทำให้กิจกรรมเสวนาวิชาการต้องยกเลิกไปเนื่องจากไม่สามารถหาสถานที่จัดเสวนาได้

นักศึกษา มมส. ถูกยกเลิกการจัดเสวนาเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ อีกหลังคณะศิลปศาสตร์ไม่อนุมัติให้ใช้ห้อง

 

แถลงการณ์กลุ่มพลเมืองเสรี
คัดค้านการปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ตามที่กลุ่มพลเมืองเสรีซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของคณาจารย์บางส่วนของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการกำหนดจัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์” ในวันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 โดยได้รับการสนับสนุนจากศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันของวิทยาลัยการเมืองการปกครองบางส่วน แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง จนทางกลุ่มฯได้เลื่อนกำหนดจัดเสวนาฯ ดังกล่าวเป็นวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 โดยได้รับอนุมัติให้ใช้ห้อง FA-101 อาคารคณะศิลปกรรมศาสตร์ จากสำนักศึกษาทั่วไปซึ่งเป็นผู้ดูแลห้องในส่วนนี้ในวันอังคารที่ 31 มกราคม 2555 แต่ในวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ทางสำนักศึกษาทั่วไปได้โทรศัพท์มาแจ้งยังผู้จัดงานเพื่อยกเลิกการอนุญาตให้ใช้ห้องดังกล่าว พร้อมกันนั้นคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ได้ออกประกาศคณะศิลปกรรมศาสตร์งดใช้พื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคารเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป โดยอ้างว่ามีการเคลื่อนไหวเพื่อให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (กฎหมายหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์) ต่อข้ออ้างในประกาศของคณะศิลปกรรมศาสตร์ดังกล่าวนั้น เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้เป็นการรณรงค์เพื่อขอแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้โดยได้รับการคุ้มครองและเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 163 บัญญัติ นอกจากนั้นงานเสวนาฯที่ทางกลุ่มฯกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2555 นั้นก็เป็นการจัดเสวนาทางวิชาการที่ทุกภาคส่วนสามารถที่จะเข้าร่วมได้

จากปรากฏการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยมหาสารคามอันเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐซึ่งต้องพึ่งเงินงบประมาณจากภาษีของประชาชนและต้องมีหน้าที่ในการรับใช้สังคมจึงแสดงให้เห็นถึงการปิดกั้น ย่ำยี และหยามเหยียดเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสังคมประชาธิปไตย โดยเพียงเพราะเหตุผลเบื้องลึกเป็นเรื่องของความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมประชาธิปไตยที่สำคัญอย่างหนึ่งก็คือการยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ต้องอดทนต่อความคิดเห็นที่แตกต่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งความคิดเห็นของฝ่ายเสียงข้างน้อยที่มีต่อเสียงข้างมาก การยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างและมีขันติธรรมต่อกันในการถกเถียงด้วยเหตุด้วยผลนี้จะทำให้สังคมไทยมีความเป็นประชาธิปไตยที่เจริญงอกงามและยั่งยืน ยิ่งกว่านั้นสิ่งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในความเชื่อพื้นฐานของประชาธิปไตย นั่นคือ การเชื่อว่ามนุษย์นั้นมีสติปัญญามีเหตุผล ซึ่งเมื่อเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นแล้ว ทุกคนก็สามารถที่จะร่วมกันตัดสินใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวมด้วยเหตุผลและสติปัญญาได้

การปิดกั้นการจัดเสวนาทางวิชาการของกลุ่มฯที่เกิดขึ้นในขณะนี้นั้นจึงเป็นการปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อันเป็นการดูถูกในสติปัญญาและความมีเหตุผลของประชาชน และเป็นการละเลยต่อบทบาทของการเป็นมหาวิทยาลัยที่ต้องเป็น “พื้นที่ทางปัญญา พื้นที่ในการเสริมสร้างปัญญาของสังคม” ทางกลุ่มฯรู้สึกเสียใจต่อท่าทีในการดูถูกประชาชนของสถาบันการศึกษาที่ได้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัย” และขอคัดค้านการปิดกั้น ย่ำยี และหยามเหยียดเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของมหาวิทยาลัยที่กระทำด้วยวิธีการต่างๆ

“ขอไว้อาลัยแด่เสรีภาพที่ถูกปิดกั้น ย่ำยี และหยามเหยียด”

กลุ่มพลเมืองเสรี
ศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555
ณ พื้นที่แห่งเสรีภาพอันลวงตา

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

17 องค์กรชายแดนใต้จี้รัฐเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน หลังเกิดเหตุยิงชาวบ้าน 4 ราย

Posted: 03 Feb 2012 09:13 AM PST

เครือข่ายฯค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เคลื่อน หวั่นมาตรา 17 สร้างวัฒนธรรมไม่ต้องรับผิดชอบ ปลุกมุสลิมช่วยเหลือเหยื่อ ตำรวจทำ 2 สำนวน ‘ฆาตกรรม-ชันสูตรศพ’ อัยการบันทึกเทปสอบพยาน 4 ศพ ชาวมุสลิมละหมาดฮายัตขอความสันติ

เครือข่ายฯค้าน พ.ร.ก. เคลื่อน

นายกริยา มูซอ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2555 เครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มองค์กรต่างๆรวม 17 กลุ่ม นัดประชุมหารือครั้งใหญ่ เพื่อวางแผนขับเคลื่อนกดดันให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดชอบกรณียิงชาวบ้านตันหยงบูโละห์ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บ 5 คน เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2555 พร้อมกับเดินหน้ารณรงค์ให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เนื่องจากเห็นว่า เป็นอุปสรรคใหญ่ของกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายกริยา กล่าวว่า ยังมีอุปสรรคสำคัญในการทวงคืนความยุติธรรมให้ชาวบ้านที่ถูกละเมิดสิทธิจากเจ้าหน้าที่รัฐคือ การอ้างมาตรา 17 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบจาการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้น ซึ่งไม่ยุติธรรม เพราะบางกรณีชาวบ้านถูกละเมิดจนถึงแก่ชีวิต

"เครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ไม่ได้มีปัญหากับตัวกฎหมาย แต่มีความกังวลในตัวเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ซึ่งบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม เหตุที่ต้องรณรงค์ให้ยกเลิกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพราะรับไม่ได้ในส่วนนี้ โดยเฉพาะมาตรา 17 ที่ทำให้ชาวบ้านไม่เชื่อมั่นในการกระทำของเจ้าหน้าที่ เพราะกฎหมายมีส่วนช่วยให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดชอบ” นายกริยา กล่าว

นายกริยา กล่าวอีกว่า พวกตนกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุการณ์ที่ตำบลปูโละปูโยจะจบลงแบบเดียวกันกับหลายกรณีที่ผ่านมา คือเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิด จะยิ่งตอกย้ำว่า กฎหมายฉบับนี้เอื้อต่อการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างไร ซึ่งหมายความว่า รัฐจะไม่เพียงสูญเสียมวลชนไปเท่านั้น แต่ยังจะสร้างแนวร่วมมุมกลับที่ต่อต้านอำนาจรัฐเพิ่มขึ้น

นายกริยา เปิดเผยว่า เหตุการณ์เศร้าสลดนี้ ทำให้เครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คิดที่จะขับเคลื่อนครั้งใหญ่อีกครั้ง แต่ต้องประชุมลงมติก่อน เบื้องต้นได้ส่งตัวแทนเครือข่ายลงพื้นที่เยี่ยมเยียนครอบครัวเหยื่อของเหตุการณ์นี้ ร่วมกับกลุ่มนักศึกษา หลังเกิดเหตุ 2 วัน

นายกริยา กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของเครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในตอนนี้ จะดูสภาพจิตใจของครอบครัวเหยื่อเป็นหลัก หากแน่ใจว่าพวกเขาพร้อมจะเดินหน้าเรียกร้องความเป็นธรรมทางเครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จะร่วมขบวนด้วยแน่นอน

สำหรับมาตรา 17 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ระบุว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่...แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

สำหรับเครือข่ายประชาสังคมคัดค้าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกอบด้วย กลุ่มองค์กรต่างๆ รวม 17 องค์กร ได้แก่

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม (MAC) ศูนย์ประสานงานองค์กรนักศึกษาและเยาวชนชายแดนใต้ (BOMAS) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

องค์การบริหาร องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี องค์การบริหารนักศึกษาภาคปกติมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (HAP) มูลนิธิวัฒนธรรมอิสลามภาคใต้ (YAKIS) ศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อประชาธิปไตย (CCPD) ศูนย์วัฒนธรรมอิสลามเพื่อการพัฒนา (PUKIS)

สมาคมเยาวชนเพื่อการพัฒนา (YDA) สมาคมสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ (DEEPPEACE) สมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย(สนมท.) เครือข่ายผู้ช่วยทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม(SPAN) เครือข่ายบัณฑิตอาสาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (INSOUTH) กลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้มหาวิทยาลัยรามคำแหง (PNYS)

ปลุกมุสลิมช่วยเหลือเหยื่อ

นายกริยา เปิดเผยด้วยว่า ในวันนี้สมาชิกเครือข่ายประชาสังคมคัดค้านพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หลายคนแจ้งว่า มัสยิดที่พวกตนละหมาดวันศุกร์หลายแห่งมีการพูดคุยถึงเหตุการณ์ยิงชาวบ้านดังกล่าวกันมาก และมัสยิดบางแห่งมีการละหมาดฮายัต ขอพรแก่ให้ผู้ประสบเหตุการณ์ด้วย รวมทั้งมีการเชิญชวนให้ช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้ประสบเหตุด้วย โดยระบุว่าเป็นหน้าที่ของพี่น้องมุสลิมด้วยกัน

“เหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจต่อสังคมมุสลิมอย่างมาก หลายมัสยิดก็มีการพูดถึงว่าจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวเหยื่ออย่างไรบ้าง และส่วนเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความโปร่งใส และต้องสื่อสารกับสังคมอย่างตรงไปตรงมา เพราะสังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก” นายกริยา กล่าว

ผู้สื่อข่าวโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ) ได้ติดต่อของสัมภาษณ์พล.ต.อัคร ทิพย์โรจน์ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ทางโทรศัพท์มือถือในประเด็นมาตรา 17 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ว่า อาจเป็นการสร้างวัฒนธรรมความไม่รับผิดชอบให้เจ้าหน้าที่หรือไม่ เนื่องจากมาตราดังกล่าวระบุว่า เจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่ไม่สามารถติดต่อได้

ตำรวจทำ 2 สำนวน‘ฆาตกรรม-ชันสูตรศพ’

พ.ต.อ.ชนวีร์ ชมาฤกษ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหนองกิจ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี สำนักอัยการจังหวัดปัตตานีส่งนายสุรพงษ์ อินทสระ รองอัยการจังหวัดปัตตานีมาร่วมสอบสวนคดีดังกล่าว ร่วมกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองจิก ตามมาตรา 150 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี

พ.ต.อ.ชนวีร์ เปิดเผยว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวน เริ่มสอบปากคำผู้อยู่ในเหตุการณ์ไปแล้ว 3 ปากแล้ว ได้แก่คนขับรถคันเกิดเหตุและทหารพราน 2 นาย แต่ไม่สามารถบอกรายละเอียดได้ เพราะเป็นคดีสำคัญ โดยต้องสรุปสำนวนให้ได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวน แต่สามารถขอขยายเวลาได้ หากผู้บาดเจ็บยังไม่สามารถให้ปากคำได้

พ.ต.อ.ชนวีร์ เปิดเผยว่า คดีนี้มี 2 สำนวนคือคดีฆาตกรรมและคดีชันสูตรพลิกศพ โดยพล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรมและชันสูตรพลิกศพ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 มีพ.ต.อ.โพธ สวยสุวรรณ รองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน

อัยการบันทึกเทปสอบพยาน 4 ศพ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ที่สำนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี มีการเรียกสอบปากคำพยานที่อยู่ในที่เกิดเหตุยิงชาวบ้าน 4 ศพที่ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยทีมสหวิชาชีพ ประกอบไปด้วย เจ้าพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวน นักสังคมสงเคราะห์และบุคคลที่พยานร้องขอ โดยมีการบันทึกเทปวีดีโอการพิจารณาเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาในชั้นศาล โดยมีการสอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเพื่อนำไปยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อไต่สวนสำนวนการตายของทั้ง 4 ศพ

นายประยูร พัฒนอมร อัยการจังหวัดปัตตานี เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศและมีการเน้นย้ำในการพิจารณาไต่สวนให้รอบคอบจากผู้ใหญ่เบื้องบน ซึ่งตนจะเร่งรวบรวมสำนวนพยานหลักฐานให้เสร็จภายใน 30 วัน และอยากจะให้ญาติผู้เสียชีวิตตลอดจนเจ้าหน้าที่คู่กรณีมั่นใจในกระบวนการยุติธรรม และยืนยันว่าจะดูแลความยุติธรรมให้ทั้งสองฝ่ายให้ดีที่สุด

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ) ได้ติดต่อของสัมภาษณ์ พ.อ.ศานติ ศกุนตนาค ผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 43 หน่วยต้นสังกัดของกองร้อยทหารพรานที่ 4302 บ้านน้ำดำ หมู่ที่ 2 ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นครั้งที่ 2 เพื่อขอข้อมูลสถิติเกี่ยวกับเหตุยิงถล่มฐานทหารพรานที่ 4302 รวม 7 ครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบ โดยการติดต่อครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 พ.อ.ศานติ ระบุว่า ติดประชุม

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2555 กลุ่มทนายความจารกศูนย์ทนายมุสลิมจังหวัดปัตตานี ประกอบด้วย นายอนุกูล อาแวปูต๊ะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี นายธีรพงศ์ ระบิงเกา นายนิอำรัน สุไลมาน นายอาลิด อุสมาน นายอับดุลเลาะ หะยีอาบู ทนายความ ลงพื้นที่บ้านตันหยงบูโละห์ เพื่อเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ

นายอนุกูล เปิดเผยว่า ศูนย์ทนายความมุสลิมปัตตานีได้รับเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บแล้ว โดยร้องขอความเป็นธรรมแก่ผู้ประสบเหตุการณ์ทั้ง 9 ราย หากผลการสอบสวนของรัฐมีข้อสรุปที่ไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมพร้อมเดินหน้าขอความเป็นธรรมให้ชาวบ้าน

นายอนุกูล กล่าวว่า ตนอยากให้รัฐชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธปืนที่พบในรถยนต์คันเกิดเหตุ ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่า ชาวบ้านใช้ในการยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ว่า มีที่มาอย่างไร ปืนดังกล่าวอยู่ในมือใคร ในลักษณะใด มีข้อมูลจดทะเบียนซึ่งสามารถสืบหาเจ้าของและสามารถตรวจสอบว่าผ่านการใช้งานมาแล้วหรือไม่ ถ้าผลการตรวจสอบออกมาว่า อาวุธปืนดังกล่าวไม่ใช่ของชาวบ้าน แสดงว่ามีความตั้งใจสร้างหลักฐานเท็จ

นายอนุกูล กล่าวอีกว่า การปฏิบัติการของทหารพรานครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เนื่องจากไม่มีเจ้าหน้าที่สามฝ่าย คือ ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครองเข้ามาเกี่ยวตั้งแต่แรก

ชาวมุสลิมละหมดฮายัตขอความสันติ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการละหมาดวันศุกร์ตามมัสยิดต่างๆ หลายแหล่ง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในช่วงเวลาประมาณ 12.40 น. มีการกล่าวถึงเหตุการณ์ยิง 4 ศพ ในการเทศนาธรรมหรือคุตบะห์ก่อนละหมาดวันศุกร์ด้วย หลังละหมาดวันศุกร์มีการละหมาดฮายัตเพื่อขอพรจากอัลลอฮให้ประทานความสงบสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะที่มัสยิดในอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ในอำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา



 

เปิดชื่อพนักงานสอบสวนคดี 4 ศพหนองจิก

 

พล.ต.ต.พิเชษฐ์ ปิติเศรษฐพันธ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนคดีวิสามัญฆาตกรรมและคดีชันสูตรพลิกศพ เหตุยิงชาวบ้านตันหยงบูโละ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เสียชีวิต 4 ศพ บาดเจ็บ 5 คน ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี ที่ 132 / 2555 ลงวันที่ 30 มกราคม 2555 มีรายชื่อดังนี้

 

1. พ.ต.อ.โพธ สวยสุสวรรณ รองผู้บังคับตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี หัวหน้าพนักงานสอบสวน

2. พ.ต.อ.สมพล เรื่องเกตุพันธ์ พนักงานสอบสวน (สบ.4) กลุ่มงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เป็นพนักงานสอบสวน

3. พ.ต.อ.สมพล ลีลาพีรพงศ์ พนักงานสอบสวน (สบ.4) กลุ่มงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เป็นพนักงานสอบสวน

4. พ.ต.อ.อานนท์ เดชรักษา พนักงานสอบสวน (สบ.4) กลุ่มงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เป็นพนักงานสอบสวน

5. พ.ต.อ.ชนวีร์ ชมาฤกษ์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรหนองกิจ เป็นพนักงานสืบสวน

6. พ.ต.ท.วีรชาติ คูหามุข รองผู้กำกับการสืบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองกิจ เป็นพนักงานสอบสวน

7. พ.ต.ท.ชนศักดิ์ อินทองแก้ว พนักงานสอบสวน (สบ.2) สถานีตำรวจภูธรหนองกิจ เป็นพนักงานสอบสวน

8. ร.ต.อ.เอกศุกรีย์ เลิศวงหัด พนักงานสอบสวน (สบ.1) สถานีตำรวจโคกโพธิ์ ปฏิบัติหน้าที่ กลุ่มงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี เป็นพนักงานสอบสวน

 

 

 



 

2 ประเทศจี้ไทยยกเลิกมาตรา 17 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
 
มาตรา 17 แห่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ระบุว่า พนักงานเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดนี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ในการระงับหรือป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุหรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

มาตรา 17 แห่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นมาตราหนึ่งที่ประเทศไทยจะต้องให้คำตอบต่อคณะทำงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโดยสำนักข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UPR) ในช่วงการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 19 วันที่ 15 มีนาคม 2555 ว่าจะยกเลิกหรือไม่

การยกเลิก 17 แห่ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นข้อเสนอของตัวแทนประเทศแคนาดาและสวิตเซอร์แลนด์ ในการประชุม UPR สมัยที่ 12 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สำหรับข้อเสนอของตัวแทนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ปรากฏอยู่ในข้อที่ 19 ของข้อเสนอแนะที่ไทยรับกลับมาเพื่อพิจารณาแจ้งท่าที มีเนื้อหา ดังนี้

19 - ยกเลิกมาตรา 17 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน(สวิตเซอร์แลนด์)

19. Repeal section 17 of the Emergency Decree (Switzerland)

ส่วนข้อเสนอของประเทศแคนาดา อยู่ในข้อที่ 20 คือ

20 - ยกเลิกข้อบทในพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก และมาตรา 17 ของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งยกเว้นการดำเนินคดีแพ่งและอาญาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ (แคนาดา)

20. Abolish provisions in the Martial Law Act and section 17 of the Emergency Decree which grant immunity for criminal and civil prosecution to State officials (Canada)

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เกษียร เตชะพีระ

Posted: 03 Feb 2012 09:06 AM PST

ความหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันคือผู้คนจำนวนมากในสังคมกลับมีความคิดความเข้าใจเสมอเหมือนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้เกิดความสับสนปนเประหว่างพื้นที่การเมือง พื้นที่สาธารณะ กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

3 ก.พ. 55, เสวนา "ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์" ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ธรรมศาสตรา: สนทนาธรรมกับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติราษฎร์ (ตอนที่ 3)

Posted: 03 Feb 2012 08:45 AM PST

"วิจักขณ์ พานิช" สัมภาษณ์ "อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" แห่งคณะนิติราษฎร์ ชวนคุยในประเด็นธรรมะกับการเมือง ตอนที่ 3 ธรรมะเสียหลัก
 
(๓) ธรรมะเสียหลัก
 
วิจักขณ์: ด้วยความที่ศีลธรรมมีพลังอำนาจมากกว่า คือ ล้วงลึกเข้าไปถึงจิตใจหรือจิตวิญญาณ ทำให้บางทีกฏหมายก็ยืมเอาศีลธรรมมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจการควบคุมความประพฤติของคนในสังคมด้วยหรือเปล่าครับ
 
วรเจตน์: แน่นอนว่ากฏหมายที่เขียนขึ้นโดยอิงกับหลักศีลธรรมเนี่ย ปกติมันจะมีพลังบังคับมากกว่ากฏหมายซึ่งเขียนขึ้นโดยไม่อิงพลังทางศีลธรรมอยู่แล้ว ที่นี้กฏหมายมันก็มีหลายอย่าง อย่างเรื่องพื้นๆ ที่สุด คือ เรื่องของการฆ่าคนตาย การลักทรัพย์ ข่มขืน ก็ชัดเจนว่าอันนี้มันก็มีพลังทางศีลธรรมหนุนอยู่ คนก็รู้สึกทันทีว่าอันนี้เป็นความผิดในตัวของมันเอง แต่มันมีกฏหมายอีกส่วน ที่เป็นเรื่องในทางเทคนิค คือ เป็นกฏหมายที่กำหนดกฏเกณฑ์ความประพฤติบางอย่าง ซึ่งบางทีก็อาจไม่เกี่ยวกับศีลธรรมโดยตรง ...คือมันก็อาจจะเกี่ยวอยู่เหมือนกันนะ แต่อาจจะเป็นโดยอ้อม อย่างเช่น กฏจราจร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับศีลธรรมโดยตรง มันเป็นเรื่องของการกำกับควบคุมการสัญจรไปมาของคน แต่ถ้าพลังทางศีลธรรมมันเยอะ อย่างเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันก็อาจจะช่วยให้การกำกับตรงนี้มันดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ แต่แน่นอนว่าเวลาเราจะพูดเรื่องพวกนี้ เราต้องคำนึงถึงบริบทของสภาพสังคมด้วย 
 
ตอนสมัยผมเรียนเยอรมัน ผมก็พยายามเทียบของเค้ากับของบ้านเรา คือคนไทยเนี่ยมักจะบอกว่าเราเป็นเมืองพุทธ ซึ่งเมืองพุทธของเราก็คือเมืองที่คนมีใจโอบอ้อมอารี ไม่เห็นแก่ตัว เป็นสยามเมืองยิ้ม อะไรแบบนี้ ซึ่งเราก็ภูมิใจของเราแบบนี้ และมักคิดว่าศาสนาพุทธของเราดีกว่าศาสนาอื่นในแง่ของจิตใจ แต่พอเราไปดูเรื่องของการใช้รถใช้ถนนของคนไทย เราจะพบว่ามันต่างกันมาก เราจะพบว่าบ้านเราไม่มีวินัย คนไทยเห็นแก่ตัวกันมาก และมากจริงๆด้วย แล้วก็ไม่ยอมกัน ในขณะที่เมืองนอก ซึ่งจากมุมมองของไทยคือเค้าไม่ได้ถือพุทธแบบเรา ไอ้ความโอบอ้อมอารีทางจิตใจเค้าไม่มี แต่ในเรื่องการจราจร เค้ากลับมีวินัย มันเป็นสิ่งที่คนเค้าทำกัน มันเป็นวัฒนธรรมในการเคารพกฏหมายซึ่งเค้าทำ ผมเคยเห็นกับตา สมัยผมเรียนอยู่นะ มีทางม้าลาย แล้วรถเบนซ์วิ่งมา มีคนเข็นสัมภาระ ซึ่งดูสภาพก็ดูซ่อมซ่อนิดหน่อย รถเบนซ์หยุด แล้วก็จอดให้คนเดินข้าม ผมก็ตั้งคำถามว่า ไอ้การที่เค้าจอดให้คนเดินข้ามเนี่ย มันเป็นเพราะเค้ามีจิตใจโอบอ้อมอารี มันเป็นน้ำใจของเค้า หรือมันเป็นอุปนิสัยและความเคยชิน ในแง่ของการมีวินัยและการเคารพกฏหมาย ในความรู้สึกผมนะ ผมคิดว่ามันเป็นการมีวินัยและการเคารพกฏหมาย แต่ว่าอีกด้านนึง มันก็ได้ในเซ้นซ์ของการมีจิตใจที่ดีไปพร้อมๆ กัน 
 
คือบ้านเราจะพยายามไปเน้นด้านเดียว (ด้านจิตใจ) แต่ว่าในอีกด้านนึง(การมีวินัย การเคารพกฏหมาย)เราก็ปฏิเสธ หรือเราไม่สนใจ  กลายเป็นว่าในสังคมเรา ถ้าใครเลี่ยงกฏเกณฑ์อันนี้ได้ มันก็เป็นสิ่งซึ่งเราก็ไม่รู้สึกผิดด้วย  อันนี้ก็หมายความว่า ที่เราอบรมบ่มเพาะกันมาหลายๆ เรื่อง มันไม่เวิร์คเลย มันไม่ฟังก์ชั่นเลยในสังคมของเรา 
 
ที่ผมสะเทือนใจมากๆ อย่างตอนผมโตขึ้นมา ผมเห็นภาพเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙  คนเอาเก้าอี้ฟาดไปที่ศพของนิสิตที่ต้นมะขามในท้องสนามหลวง แล้วห่างไปแค่ไม่เท่าไหร่คือวัดพระแก้ว แล้วเราบอกว่าเราเป็นคนพุทธ เป็นเมืองพุทธ แล้วโดยจิตใจมันใช่ที่ไหน ในทางกลับกันนะ ผมกลับรู้สึกว่าบางที คำสอนแบบพุทธ มันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟาดฟันคนอื่น  คือ การติดว่าตัวเองเป็นคนดี มีธรรมะอะไรประมาณนี้ แล้วไปฟาดคนอื่น แถมโดยที่ไม่รู้สึกผิดด้วยนะ แล้วผมกำลังรู้สึกว่ามันกำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทยเราอีกแบบเนี้ยะ อาจจะเกิดขึ้นกับผม หรือกับคนอื่นๆอีกในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้เราก็ไม่รู้... เวลาที่เราออกมาทำเรื่องที่ทำอยู่แบบนี้ แล้วผมก็แปลกใจว่าเอ๊ะ นี่สังคมเรามันยังไง
 
วิจักขณ์: กลายเป็นว่าคำสอนทางศาสนามีอำนาจที่ถูกดึงเอาไปใช้ตัดสินคนอื่น ถึงขนาดชี้เป็นชี้ตาย.. 
 
วรเจตน์: (เน้นเสียง)  ใช่ มันกลายเป็นแบบนั้น
 
วิจักขณ์: แล้วอาจารย์มองว่ามันเป็นปัญหาเดียวกับสถานการณ์ของการบังคับใช้กฏหมายที่เกิดขึ้นในสังคมไทยตอนนี้ไหมครับ
 
วรเจตน์: ผมว่าเป็นปัญหาอยู่นะ 
 
ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย อย่างกรณีคุณทักษิณ คุณทักษิณเป็นตัวละครหลักในทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ การปรากฏขึ้นของคุณทักษิณได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองในบ้านเมืองเราไปมาก ถึงจุดนึงก็เกิดการไล่ล่าคุณทักษิณ เรียกว่าไล่ล่าเพราะว่า ที่สุดเนี่ย เราจะสังเกตเห็นว่าเวลาที่มีการช่วงชิงทางการเมือง มักจะมีการอ้างธรรมะไปฟาดฟันกันในทางการเมืองว่า โอเค ฝั่งนึงทุจริตคอรัปชั่นโกงบ้านกินเมือง อีกฝ่ายถือธรรมะ ก็คือการเอาธรรมะ เอาความดีเนี่ย ไปปราบความชั่ว คือ ทาสีให้มันเป็นขาวกับดำ ทั้งๆ ที่ถ้าเราคิดให้ลึกๆ ในบริบทของการเมืองทุกๆ แห่งเนี่ย มันเป็นสีเทาหมด ไม่มีอะไรขาว และไม่มีอะไรดำ ครั้นเมื่อคุณเข้าไปและร่วมวงในการต่อสู้ เพื่อเป้าหมายในการขจัดศัตรูทางการเมือง ธรรมะที่คุณเอามาใช้ฟาดฟันไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เมื่อคุณเอามาใช้ปุ๊บ มันจะเลือนไปทันที เพราะมันจะเป็นมิติเดียว มันจะไม่ครอบคลุมทุกมิติ และคำสอนโดยตัวแท้ของพุทธศาสนา มันไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วผมคิดว่าพระพุทธเจ้าคงไม่ประสงค์ให้มีใครอ้างเอาธรรมะของท่านไปใช้ในการทำลายคนหรือทำลายในทางการเมืองอย่างรุนแรง แล้วเกิดเหตุการณ์โศกสลดขึ้นตามมา ผมว่ามันคงไม่ใช่แบบนั้น
 
ผมพบว่าในห้วงต่อสู้ทางการเมือง หลายคนในทางส่วนตัวเค้าก็เป็นคนดีนะ เป็นคนดีในแง่ที่ว่าเค้าก็มีจิตใจดี แต่พอถึงคราวที่จะต้องจัดการกันหรือต้องดำเนินการทางการเมืองเนี่ย ผมไม่คิดว่าเค้าจะเป็นคนดีอีกต่อไปในเชิงโครงสร้าง ในเชิงระบบ ที่ผมบอกว่าผมไม่คิดอย่างนั้นก็เพราะว่า สุดท้ายเขาใช้ทุกวิธีการในการทำลายล้าง เพราะเขาถือว่าเขามาในนามของความดี มาในนามของธรรมะ แล้วหลายคนที่เป็นคนมีชื่อเสียง อยู่ในฝ่ายปฏิบัติธรรม ก็กลับกลายเป็นคนซึ่งสามารถไปฟาดฟันคนอื่นได้โดยที่ สุดท้ายผมก็ยังถามว่า แล้วธรรมะเรื่องความเมตตาอยู่ตรงไหน ความพอเหมาะพอประมาณบนทางสายกลางอยู่ตรงไหน หลักการที่ถูกต้องมันอยู่ตรงไหน 
 
วิจักขณ์: อาจารย์ว่าสภาวะที่ตรรกะมันกลับตาลปัตรแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยังไง
 
วรเจตน์: ผมว่ามันเกิดขึ้นจากการสร้างความเกลียดชังขึ้นมา คนที่อ้างธรรมะเข้าไปจัดการ คุณจัดการเค้าโดยพื้นฐานของความเกลียด 
 
วิจักขณ์: ...แล้วไม่รู้ตัว
 
วรเจตน์: แล้วไม่รู้ตัว ใช่.. เพราะพื้นฐานของธรรมะที่สุดไม่ว่าจะศาสนาไหน คือ ความรัก ความเมตตา แต่ว่าเวลาคุณเข้าจัดการเนี่ย คุณเริ่มต้นจากความเกลียด ความชัง การทำลาย ...เป็นแบบนี้ แต่เค้าไม่รู้ตัวหรอก เพราะคิดว่ากำลังทำเพื่อ.. พูดง่ายๆ คือ.. รับใช้คุณค่าอันนึงที่มันสูงกว่า ความดีงาม หรือการเมืองที่บริสุทธิ์ อะไรแบบนี้  โดยที่ไม่รู้ตัวว่า ระหว่างทางวิธีการที่ใช้เนี่ย มันเป็นวิธีการที่ผิด หลายคนนี่ไม่เอาหลักเลยนะ  
 
ในทัศนะของผม พระพุทธเจ้าท่านก็สนับสนุนเรื่องหลักกฏหมายเป็นใหญ่เหมือนกัน เพราะว่าพระพุทธเจ้าเมื่อท่านปรินิพพานเนี่ย ก็ไม่ได้เลือกใครขึ้นมาสืบต่อศาสนา คือ ไม่ได้เอาตัวบุคคลมาสืบต่อศาสนา แต่ยกเอาธรรมะขึ้นเป็นหลักในการปกครองสงฆ์ หมายถึงในบรรดาสงฆ์ทั้งปวงก็ตกอยู่ภายใต้หลักธรรมที่พระองค์ได้อบรมสั่งสอน คือมันเป็นข้อธรรม มันเป็นข้อบัญญัติ ซึ่งนัยหนึ่งมันก็คือกฏหมาย มันก็กฏเกณฑ์อย่างหนึ่งนั่นเอง พูดง่ายๆ นี่ก็คือหลักเรื่องกฏหมายเป็นใหญ่นั่นแหละ ไม่ได้เอาหลักเรื่องการปกครองโดยบุคคลเป็นใหญ่  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม เมื่อมาอยู่ในชุมชนสงฆ์แล้ว ก็ถือเอาหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นใหญ่
 
คล้ายๆกับเรื่องกฏหมายเหมือนกัน คือเราในสังคมมนุษย์ เราก็ยอมตนอยู่ภายใต้กฏหมายที่เรากำหนดขึ้นมานั่นเอง แล้วก็ในแง่ของการเอาธรรมะหรือเอากฏหมายขึ้นเป็นใหญ่ พระพุทธเจ้าก็ยอมให้มีการปรับเปลี่ยนได้เล็กๆน้อยๆ ให้เหมาะกับสภาพของยุคสมัย โดยที่โครงสร้างหลักที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ก็เปลี่ยนไม่ได้ อันนี้ก็เป็นธรรมดา เพราะถ้าเปลี่ยนก็เป็นการทำลายศาสนาไปหมด แต่สิกขาบทเล็กๆน้อยๆก็ปรับเปลี่ยนได้ แล้วก็เปลี่ยนโดยเสียงข้างมากด้วย สงฆ์ก็ต้องมาประชุมกัน ก็เปลี่ยนกันโดยเสียงข้างมากนั่นแหละ เพราะทุกเรื่องเอาถึงที่สุด ไม่มีทางหรอกที่จะเห็นพ้องต้องกันทั้งหมดเป็นเอกฉันท์ เมื่อพระศาสดาไม่อยู่เสียแล้ว คนที่วางกฏเกณฑ์ไม่อยู่เสียแล้ว คนอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ก็อาจจะเถียงกัน เช่นที่บอกว่า เปลี่ยนได้บ้างเนี่ย อะไรบ้างที่มันเปลี่ยนเล็กน้อย ก็เถียงกันเห็นไม่ตรงกัน อันเป็นเหตุของการแตกนิกาย ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา มันเป็นวิวัฒนาการของทุกๆศาสนาอยู่แล้ว 
 
ที่นี้ย้อนมาในบริบทของการต่อสู้ ผมพบว่าหลายคนไม่ได้ยึดหลักพวกนี้เลย ถ้าเราถือหลักให้ความยุติธรรมกับคน สิ่งที่ทำกันที่ผ่านมาหลายสิ่งหลายอย่าง มันก็ผิด  แต่ขณะที่ผมพยายามยืนยันหลักการว่า ถ้าคุณจะจัดการแก้ปัญหาคุณต้องทำตามหลักการที่ถูกต้อง ผมกลับถูกมองว่าทำให้มันไปเข้าทาง มันไปช่วยอีกข้างนึง แล้วก็ถูกปัดไปในห้วงบริบทของการต่อสู้ ผลักไปเป็นอีกฝั่งหนึ่ง แล้วนี่คือปัญหา ที่สุดทุกวันนี้มันเลือนหมด ผมเองก็งงไปหมดแล้ว
 
คือ หลายคนเนี่ย ในช่วงชีวิตนึง เขาก็เคยพูดอะไรที่มันถูกต้อง ดีงาม แต่ว่าพอมาอีกช่วงชีวิตนึง ทำไมเขาถึงเป๋ไปได้ขนาดนี้ หลายคนที่ผมเคยนับถือ เคยตามอ่านงานเขา เคยรู้สึกว่าเขามีหลักการที่ดี แต่พอทำไมวันนึง มันถึงเป็นแบบนี้...  ผมรู้สึกว่ามันเป็นเพราะอคติที่มันอยู่ในใจ แล้วไม่รู้ตัว เราต้องไม่ลืมว่า คนเราเนี่ย ยิ่งศึกษาธรรมะมากเท่าไหร่ บางทีมันก็ยิ่งถูกร้อยรัดมากขึ้นเท่านั้น 
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เราจะฝันใฝ่อะไรกันดีในปี 2555

Posted: 03 Feb 2012 06:16 AM PST

การต่อสู้เรียกร้องที่สร้างแรงบันดาลใจที่สุดของปี 2554 ได้ชูความสำคัญของปัญหาประชาธิปไตย

ถึงแม้จะเกิดขึ้นจากเงื่อนไขที่แตกต่างกันมาก การเคลื่อนไหวต่างๆ ไล่ตั้งแต่การรุกฮือของอาหรับสปริงถึงการต่อสู้ของสหภาพในวิสคอนซิน การประท้วงของนักศึกษาในชิลีไปจนถึงสหรัฐและยุโรป การจลาจลในอังกฤษไปจนถึงการยึดครองของ indignados ในสเปน (ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจของสเปน ชื่อเต็ม Los Indignados มีความหมาย “The Outraged” ในภาษาอังกฤษ: ผู้แปล) การยึดจตุรัส Syntagma ในกรีซและออคคิวพายวอลล์สตรีทจนกระทั่งรูปแบบท้องถิ่นอีกนับไม่ถ้วนของการปฏิเสธทั่วทุกโลกได้มีลักษณะร่วมประการแรกคือ ข้อเรียกร้องในเชิงปฏิเสธ นั่นคือ รับไม่ได้กับโครงสร้างของเสรีนิยมใหม่อีกต่อไป! การตะโกนโห่ร้องที่พ้องกันนี้ไม่เพียงเป็นการประท้วงในเชิงเศรษฐกิจ แต่เป็นเชิงการเมืองไปในตัวด้วย เพื่อต่อต้านคำกล่าวอ้างจอมปลอมของการเมืองระบบตัวแทน  ทั้งมูบารักและเบน อาลี หรือนายธนาคารวอลล์สตรีท สื่อชนชั้นสูงและแม้แต่ประธานาธิบดี ผู้ว่าการรัฐฯ สมาชิกรัฐสภาหรือข้าราชการที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเอง ต่างไม่มีใครเลยทำหน้าที่เป็นตัวแทนให้พวกเรา

แน่นอน แรงขับเคลื่อนมหาศาลของการปฏิเสธมีความสำคัญมาก แต่เราควรจะระมัดระวังไม่ให้หลงทางไปท่ามกลางเสียงอีกทึกของการชุมนุมและความขัดแย้งที่ศูนย์กลาง ซึ่งดำเนินไปไกลเกินกว่าการประท้วงและต่อต้าน การเคลื่อนไหวเหล่านี้ยังร่วมแบ่งปันความปรารถนาสำหรับประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ ที่ในบางกรณีแสดงออกในรูปของเสียงที่ไม่หนักแน่นและไม่แน่ใจนักแต่ในหลายกรณีมั่นคงและทรงพลัง พัฒนาการของความปรารถนานี้คือส่วนหนึ่งของสายใยที่พวกเราร้อนรนอย่างยิ่งที่จะดำเนินตามรอยในปี 2555

ต้นตออันหนึ่งของความเป็นปรปักษ์ ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวเหล่านี้แม้กระทั่งขบวนการที่เพิ่งได้ล้มผู้นำเผด็จการไปแล้วจะต้องเผชิญก็คือ ความบกพร่องของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับระบบแรงงาน ทรัพย์สินและการเป็นตัวแทน (representation) ในรัฐธรรมนูญเหล่านี้

ประการแรกสุด การขายแรงงานแลกค่าจ้าง คือกุญแจของการเข้าถึงรายได้และสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นพลเมือง มันเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทำหน้าที่อย่างกระท่อนกระแท่นมายาวนานสำหรับผู้ที่อยู่ภายนอกตลาดแรงงานปกติ ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนว่างงาน แรงงานหญิงที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ผู้อพยพและอื่นๆ แต่วันนี้ รูปแบบของแรงงานทั้งหมดยิ่งปรากฏความเปราะบางและขาดความมั่นคงมากขึ้นอีก แน่นอน แรงงานยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งของความมั่งคั่งในสังคมทุนนิยม แต่มันกลับถูกวางอยู่ภายนอกความสัมพันธ์กับทุนมากยิ่งขึ้นและบ่อยครั้ง อยู่ภายนอกความสัมพันธ์กับค่าจ้างที่มีเสถียรภาพ (stable) ดังนั้น รัฐธรรมนูญทางสังคมของเรายังคงต้องการให้แรงงานรับจ้างได้รับสิทธิและการเข้าถึงอย่างเต็มที่ภายในสังคมซึ่งแรงงานประเภทนี้นับวันจะยิ่งน้อยลงไปทุกที

ทรัพย์สินเอกชนคือเสาหลักที่สองของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ซึ่งขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมวันนี้ไม่เพียงแต่ทัดทานกฏเกณฑ์ของระบบธรรมรัฐแบบเสรีนิยมใหม่ (neoliberal governance) ทั้งในระดับชาติและระดับโลก แต่ยังรวมถึงกฎเกณฑ์ของทรัพย์สินโดยทั่วไปอีกด้วย ทรัพย์สินไม่เพียงธำรงรักษาลำดับชั้นและการแบ่งแยกทางสังคม แต่ก็กำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ที่ทรงพลังที่สุดบางอย่าง (บ่อยครั้งเป็นความสัมพันธ์ที่กลับหัวกลับหาง) ที่พวกเราต่างมีซึ่งกันและกันและมีร่วมกันในสังคม แต่การผลิตเชิงเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันนั้นก็ได้ปรากฏลักษณะร่วมที่เด่นชัดซึ่งท้าทายและไปไกลกว่าขอบเขตของระบบทรัพย์สินนั้น ความสามารถของทุนในการสร้างกำไรจึงลดลงเนื่องจากมันกำลังสูญเสียสมรรถภาพเชิงประกอบการและพลังที่จะจัดระบบระเบียบและความร่วมมือทางสังคมลง แต่ทุนก็กลับสะสมความมั่งคั่งได้เพิ่มมากขึ้นผ่านรูปแบบของค่าเช่าเป็นหลัก ซึ่งบ่อยครั้งถูกจัดตั้งผ่านเครื่องมือทางการเงินที่สามารถฉกฉวยมูลค่าที่ถูกผลิตในเชิงสังคมและ (มูลค่านั้น) มักไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจของตัวทุนเอง อย่างไรก็ตาม ทุกๆ ขณะของการสะสมทุนเอกชนได้ก่อให้เกิดการลดทอนอำนาจและผลิตภาพของสังคม ทรัพย์สินเอกชนจึงไม่เพียงมีลักษณะเป็นกาฝากมากขึ้นแต่ยังเป็นอุปสรรคต่อการผลิตเชิงสังคมและสวัสดิการสังคมอีกด้วย

สุดท้าย เสาหลักที่สามของรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ตามที่ได้กล่าวไปในตอนต้นนั้น ได้กลายเป็นเป้าของความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น อยู่ที่ระบบตัวแทนและคำกล่าวอ้างกำมะลอว่าด้วยการสร้างธรรมรัฐประชาธิปไตย (democratic governance) การทำลายบทบาทของอำนาจในทางการเมืองของบรรดาตัวแทนมืออาชีพคือหนึ่งในไม่กี่สโลแกนที่ตกทอดมาจากจารีตแบบสังคมนิยมที่เราเต็มใจที่จะตอกย้ำภายใต้เงื่อนไขร่วมสมัยของเรา นักการเมืองมืออาชีพ ร่วมกับผู้นำองค์กรธุรกิจและผู้ครอบครองสื่อนั้นควบคุมบริหารระบบตัวแทนประเภทที่อ่อนแอที่สุด ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่านักการเมืองฉ้อโกง (ถึงแม้ในหลายกรณีจะเป็นเรื่องจริง) แต่กลับอยู่ที่โครงสร้างตามรัฐธรรมนูญได้แบ่งแยกกลไกของการตัดสินใจทางการเมืองออกจากอำนาจและความปรารถนาของมวลมหาชน (multitude) กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยไม่ว่าแบบใดก็ตามในสังคมเราจำเป็นต้องพุ่งเป้าไปที่ปัญหาการขาดตัวแทนและความเสแสร้งของการเป็นตัวแทนที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางของรัฐธรรมนูญดังกล่าว

การตระหนักถึงตรรกะและความจำเป็นของการปฏิวัติต่อเสาหลักทั้งสามและอื่นๆ ที่เหลือซึ่งทำให้การต่อสู้เรียกร้องจำนวนมากในปัจจุบันโลดแล่นอยู่นั้น ที่จริงแล้วเป็นเพียงก้าวแรกอย่างแท้จริง คือจุดตั้งต้นของการเดินทาง ความเร่าร้อนของความคับข้องต่อสิ่งที่ไม่เป็นธรรมและการปะทุขึ้นพร้อมกันของการปฏิวัติจะต้องได้รับการจัดตั้งเพื่อให้ดำรงอยู่ข้ามเวลาและเพื่อนำไปสู่รูปแบบใหม่ของชีวิต หรือการก่อตัวของสังคมทางเลือก

ความลับของก้าวต่อไปนี่แหละ ที่หายากพอกับที่มันมีค่ามหาศาล

ในปริมณฑลเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องค้นหานวัตกรรมสังคมเพื่อให้สามารถผลิตร่วมกันอย่างเสรีและแจกจ่ายความมั่งคั่งที่ปันกันนี้อย่างเท่าเทียม คำถามก็คือ พลังในการผลิตและความปรารถนาของพวกเราจะถูกนำเข้าไปและต่อเติมในระบบเศรษฐกิจที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของทรัพย์สินเอกชนได้อย่างไร? สวัสดิการและทรัพยากรพื้นฐานทางสังคมจะถูกจัดหาให้กับทุกคนในโครงสร้างสังคมที่ไม่ได้ถูกกำกับและครอบงำโดยสถาบันของรัฐได้อย่างไร ? เราต้องสร้างความสัมพันธ์ทางการผลิตและแลกเปลี่ยน รวมทั้งโครงสร้างของสวัสดิการสังคมที่ประกอบขึ้นจากสังคมและเหมาะสมกับสังคม

ความท้าทายของปริมณฑลทางการเมืองก็แหลมคมพอกัน เหตุการณ์ต่างๆ และการปฏิวัติที่สร้างสรรค์และสร้างแรงบันดาลใจที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมาได้ทำให้ความคิดและปฏิบัติการทางประชาธิปไตยมีลักษณะถอนรากโดยการเข้ายึดครองและจัดการกับพื้นที่ อย่างเช่น จตุรัสสาธารณะ ด้วยโครงสร้างหรือสมัชชาที่เปิด ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและธำรงรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยใหม่นี้เอาไว้ได้หลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แท้จริงแล้ว การจัดองค์กรภายในของขบวนการเองก็ตกอยู่ภายใต้กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย (democratization) อย่างต่อเนื่องด้วย

เมื่อมีความพยายามที่จะสร้างโครงสร้างแบบเครือข่ายที่มีส่วนร่วมแบบแนวระนาบ การปฏิวัติต่อต้านระบบการเมืองที่ครอบงำ นักการเมืองมืออาชีพและโครงสร้างที่ไม่ชอบธรรมของระบบตัวแทนนั้นจึงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อรื้อฟื้นระบบตัวแทนแบบที่ชอบธรรมที่เราคิดได้ แต่มีเป้าหมายที่การทดลองรูปแบบใหม่ของการแสดงออกในเชิงประชาธิปไตย นั่นคือ democracia real ya (หรือ Real Democracy Now ในภาษาอังกฤษ เป็นการจัดตั้งในระดับรากหญ้าในสเปน ที่เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2554 และพัฒนาไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชน: ผู้แปล) คำถามก็คือ เราจะแปรเปลี่ยนความคับข้องใจและการต่อต้านให้กลายเป็นกระบวนการตรวจสอบจากเจ้าของอำนาจที่คงทนได้อย่างไร ? การทดลองประชาธิปไตยจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจจากเจ้าของ ที่ไม่เพียงทำให้จตุรัสสาธารณะหรือละแวกบ้านกลายเป็นประชาธิปไตยแต่ถึงกับประดิษฐ์สังคมทางเลือกที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริงได้อย่างไร ?

เพื่อเผชิญกับประเด็นเหล่านี้ พร้อมกับประเด็นอื่นๆ อีกมากมาย เราได้เสนอก้าวแรกที่เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่มีหลักประกัน (guaranteed income) สิทธิในการเข้าถึงความเป็นพลเมืองโลก (the right to global citizenship) และกระบวนการแบบประชาธิปไตยของการยึดคืนให้เป็นสมบัติร่วมของสังคม (reappropriation of the common) แต่เราก็ไม่ได้ตกอยู่ใต้ภาพหลอนว่าเรามีคำตอบทั้งหมดแล้ว แต่เรากลับอุ่นใจต่างหากจากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่ใช่แค่พวกเราที่กำลังถามคำถามเหล่านี้ ที่จริงแล้ว เรามั่นใจว่ากลุ่มคนที่ไม่พึงพอใจกับชีวิตที่ถูกเสนอให้โดยสังคมเสรีนิยมใหม่ร่วมสมัยนั้น ทั้งที่คับข้องจากความอยุติธรรม รู้สึกต่อต้านอำนาจของการสั่งการและการขูดรีด และที่กำลังโหยหารูปแบบประชาธิปไตยทางเลือกของชีวิตที่อยู่บนฐานของการแบ่งปันความมั่งคั่งร่วมกันนั้น ด้วยการตั้งคำถามเหล่านี้และเดินตามความปรารถนาของตน พวกเขาจะสรรสร้างคำตอบใหม่ที่เรายังคงไม่สามารถแม้กระทั่งจะจินตนาการไปถึง ทั้งหมดคือความใฝ่ฝันที่ดีที่สุดบางประการสำหรับปี 2555

--------------------

*Michael Hardt และ Antonio Negri ผู้เขียน Empire และ Multitude เขียนบทความนี้ใน Adbusters นิตยสารแนวปฏิเสธระบบทุนและต่อต้านบริโภคนิยมที่ใช้รูปแบบของการป่วนทางวัฒนธรรม (culture-jamming) ซึ่งเน้นการเปิดโปงอุดมการณ์เบื้องหลังการโฆษณาชวนเชื่อขององค์กรธุรกิจ นิตยสารนี้มีส่วนสำคัญในการจุดประกายการชุมนุมเพื่อยึดสวนซุกคอตติในนิวยอร์ค ต้นกำเนิดของขบวนการออคคิวพายวอลล์สตรีท

 

ที่มา : Michael Hardt & Antonio Negri. What to expect in 2012. Adbusters #99. 8/12/54 http://www.adbusters.org/magazine/99/under-no-illusions.html

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เกษียร เตชะพีระ: “ในธรรมศาสตร์ไม่มีใครคิดล้มเจ้า”

Posted: 03 Feb 2012 05:19 AM PST

เสวนา “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เกษียร เตชะพีระระบุ “ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ เท่าที่ผมทราบไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า ไม่แม้แต่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรมีสำนึกทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่จะล้ม คือล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือไล่ล้างทำลายคนดีไปจากแผ่นดินไทย”

วันนี้ (3 ก.พ. 55) วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์จัดการเสวนาหัวข้อ “ปรีดี พนมยงค์ กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” วิทยากรประกอบด้วย พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มธ. เกษียร เตชะพีระ จากคณะรัฐศาสตร์ มธ. และธำรงศักดิ์ เพ็ชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ ม.รังสิต ดำเนินรายการ มรกต เจวจินดา ไมเยอร์

มรกตกล่าวว่า ระยะหลังนี้มีประเด็นว่าบทบาทของมหาวิทยาลัยต่อสังคมควรจะเป็นอย่างไร บางสื่อก็บอกว่ามีการห้ามไม่ให้แสดงความคิดเห็นในมหาวทิยาลัยเกี่ยวกับบางมาตราอาจจะนำไปสู่ 6 ตุลา การเสวนาวันนี้จึงเป็นการอภิปรายในประเด็นเป้าหมายการก่อตั้งธรรมศาสตร์ 70 ปี

โดยเกษียร เตชะพีระกล่าวถึงความขัดแย้งในสังคมไทยที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงว่า สิ่งที่น่ากลัวขณะนี้ไม่ใช่ความรุนแรงจากการจัดตั้ง หากแต่เป็นความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้งแต่มาจากการปลุกกระแสความเกลียดชังผู้ที่มีความคิดต่าง

 

ราษฎรโง่หรือไม่

เกษียรกล่าวถึงกรณีที่ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ที่ระบุว่าคนลาวโง่เหมือนคนไทย ซึ่งเป็นแรงดันดาลใจให้เขาคิดถึงคำประกาศคณะราษฎรใน 3 ประเด็น คือ ราษฎรโง่หรือไม่ ความเสมอภาคและจิตใจความเป็นเจ้าของชาติ

ใช่ที่ว่าจุดหมายยังไม่ถึง
ใช่ที่ว่าเป็นฝันซึ่งยังต้องสร้าง
รัฐธรรมนูญยิ่งใหญ่ใส่พานวาง
แต่ทวยราษฎร์เป็นเบี้ยล่างเสมอมา
แต่หากไร้คณะนิติราษฎร์สู้
ราษฎรคงยังอยู่เป็นไพร่ข้า
ก้าวแรกการแก้ปมสมบูรณาฯ
เป็นก้าวสั้นแต่ทว่ายั่งยืนยาว.....

เกษียรเริ่มต้นด้วยบทกวีที่เขาแต่งให้กับกลุ่มนิติราษฎร์ จากนั้นจึงกล่าวถึงโพสต์ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ม.ค. เวลา 8.17 น. ว่า “คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย ที่ไม่รู้ว่าเปลือกนอกแม้วที่ดูเก่งดูคล่องขายฝัน สร้างความเจริญ สุดท้ายทรัพยากรและความมั่งคั่งจะตกอยู่กับแม้ว ทิ้งให้ลาวจนกรอบ เจริญแต่วัตถุ สังคมฟอนเฟะ ดูพี่ไทยเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน น้องลาวที่รัก”

“คือผมก็รู้หมอตุลย์เขาไม่ชอบคุณทักษิณ แต่ผมติดใจประโยคแรก “คนลาวมันก็โง่เหมือนคนไทย” แล้วหมอตุลย์เป็นคนชาติอะไร เริ่มจากหมอตุลย์ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ คือเรื่องการเปลี่ยนแปลง 2475 มันเกิดจากแนวคิดที่ว่า ราษฎรโง่ จึงต้องให้เจ้าปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช”

เกษียรยกคำประกาศคณะราษฎร์ที่พระยาพหลฯ อ่านในวันเปลี่ยนแปลงการปกครองตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลของกษัตริย์ได้กล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กินว่า ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรยังโง่ คำพูดของพวกรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้น ไม่ใช่เพราะโง่ เป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคน”

ซึ่งอาจารย์กุลลดา เกษบุญชู มี้ด ก็ได้ทำการศึกษาหัวข้อการรุ่งเรืองขึ้นและล่มจมลงของระบอบสมบูณาญาสิทธิราชย์ของสยาม มีการกำหนดเช่นนั้จริงๆ คือในสมัยรัชการที่ 5 มีโรงเรียนฝึกราชการทหาร ปี 2452 มีการออกระเบียบ โรงเรียนนี้...ลูกหลานเจ้านายรวมทั้งเจ้านายผู้้ใหญ่บางตระกูลรวมทั้งลุกนายทหารเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าเรียนได้ พวกที่เหลือให้เข้าเรียนชั้นปีที่ 4 ยังมีการจัดชั้นเรียนพิเศษสำหรับเจ้านายชั้นพระเยาว์”

สรุปว่าอาจารย์ปรีดี โต้ว่าถ้าราษฎรโง่เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ข้อความสั้นๆ นี้ มีนัยยะสามประการ

 

หนึ่ง คนเราเสมอภาคกัน ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่

ถ้าเราคิดประโยคนี้ดีๆ น่าสนใจ เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ปัจจัยอะไรที่ทำให้เสมอภาค - คือความเป็นไทยที่เท่าเทียมกัน “เวลาเราบอกวาคนเราเท่ากัน เราให้คำอธิบายเหตุปัจจัยที่ใหคนเท่ากันได้ต่างๆ นานา เช่นถ้าผมพูดบอกว่า เพราะเป็นคนเหมือนกัน มันมี Common Unity อีกแบบคือ ถ้าวรเจตน์โง่ สมคิดก็โง่ เพราะเป็นธรรมศาสตร์ หรือเพราะเป็นนิติศาสตร์เหมือนกัน นี่ก็คือข้อเสนอเหมือนเดิม แต่อาจารย์ปรีดีพูดอีกแบบคือ มันมีอะไรบางอย่างแฝงฝังอยู่ในแก่นแท้สารัตถะของความเป็นชาติไทยหรือความเป็นไทย แต่อะไรบางอย่างนั้นทำให้คนเท่าเทียมเสมอภาคกัน ไม่มีใครดีวิเศษหรือเลวร้ายกว่ากัน ชาติไทยในฝันของอาจารย์ปรีดีคือชาติไทยที่เท่าๆ กัน เป็นความป็นไทยที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งผมคิดว่าความเป็นไทยแบบนี้หายไปจากคนไทยปัจจุบันมาก”

สอง เมื่อคนเท่ากันมารวมด้วยกัน ก็ต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะเมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข ตัวเลขมากกว่ามีอำนาจมากกว่า ตัวเลขน้อยกว่ามีอำนาจน้อยกว่า อันนี้ทำให้ประชาธิปไตยไม่ดีน่ะ (หัวเราะ)

“ผมติ๊งต่างว่า ถ้าเราขึ้นรถเมล์ที่ขับโดยโชเฟอร์ตีนผี ขับแข่งกันไปมา เบรกกระทันหัน จอดก็หวาดเสียว ระหว่างที่ขึ้นรถก็คิดว่ากูขึ้นรถเมล์หรือรถขนสัตว์ กระเป๋าบอกจะลงให้รีบเตรียมตัว เวลาเราอยู่กับรถเมล์หรือรถสองแถวไปนานๆ เราก็อยากเอาปืนฉีดน้ำไปจ่อสมองโชเฟอร์ เราก็เป็นผู้โดยสาร เราคุมอะไรไม่ได้ เราไม่มีอำนาจห่าเหวอะไรเลย ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พอนึกภาพออกไหมครับ ฉันท์ใด ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ฉันนั้น “

เกษียรกล่าวว่าระบอบการเมืองเหล่านั้นคือผู้โดยสารที่ไม่มีอำนาจ ในความหมายนี้ระบอบประชาธิปไตยคือระบอบที่ผู้โดยสารน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น เช่น ดุ ผู้โดยสารไปขับเอง แต่นึกออกไหม ถ้าจะขับรถเองผู้โดยสารก็ต้องขับรถเป็น

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็สอนให้คนขับรถเมล์ ก็เลยตั้งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด ก็เลยสอนวิชากฎหมายการเมือง วิชาที่จำเป็นสำหรับการปกครองบ้านเมือง ให้ราษฎรที่ไม่เคยมีโอกาส ให้ได้เรียนวิชาขับรถคุณจะได้สามารถขับรถได้เอง สามารถถือหางเสือรัฐนาวาสยามได้

ในประเด็นเดียวกันนี้ 'อัศวพาหุ' เคยเขียนเรื่องรัฐนาวา ว่าเราอยู่ในเรือลำเดียวกัน เพราะฉะนั้นหน้าที่จะต้องช่วยกันพาย ถ้าจะพาย ก็พาย ถ้าไม่พายก็ขึ้นไปจากเรือเสียอย่าเถียงนายท้าย ถ้าเราต้องการของหนักสำหรักถ่วงเรือก็เอาก้อนหินดีกว่า เพราะมันไม่มีเสียง

สาม จิตใจเป็นเจ้าของชาติ "ผมคิดว่ามีความรู้สึกใหม่หลังการเปลี่ยนแปลง 2475 คือจิตใจเป็นเจ้าของชาติ คือชาตินิยมแบบพลเรือน คือรักชาติเพราะชาตเป็นของเรา รักชาติเพราะชาติเป็นประชาธิปไตย คือบางทีชาติไม่ค่อยน่ารัก ถ้าโดนดุ แต่ถ้าชาติเป็นประชาธิปไตยมันเลยน่ารัก"

บันทึกเนติบัณฑิตหญิงคนแรกของไทย คุณหญิงแร่ม พรมหมโมบล บันทึกว่า เป็นเรื่องที่ประหลาดจริงๆ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองการปกครองแล้ว ไม่ทราบว่าอะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บัณฑิตเนติบัณฑิตรุ่นเดียวกันคือ 2473 และรุ่นถัดไปรวมใจและคบกันได้อย่างสนิทสนมและมีความคิดเป็นอย่างเดียวกันว่าจะช่วยประเทศชาติทุกวิถีทาง “ถามว่าเราเดือดร้อนอะไรในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เราจะตอบทันทีว่าเรารักในหลวง เราไม่เดือนร้อนอะไรเลย แต่การให้ราษฎร มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยนั้น ทำให้เรากระหยิ่มยิ้มย่อง....”

แปลว่า เส้นแบ่งระหว่างระบอบเก่าก่อน 2475 กับหลัง หาใช่ความรู้สึกต่อสถาบันกษัตริย์ แต่ความแตกต่างที่แท้ระหว่างก่อนและหลัง คือ ราษฎรมีสิทธิออกสัยง มีส่วนรับผิดชอบในชาติ หรือนัยหนึ่งราษฎรได้มีจิตใจเป็นเจ้าของชาติ ขณะที่ก่อนหน้านั้นชาติไม่ใช่ของเรา อำนาจอธิปไตยไม่ใช่เป็นของประชาชนหากเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน

แต่ความหัศจรรย์ของระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันคือผู้คนจำนวนมากในสังคมกลับมีความคิดความเข้าใจเสมอเหมือนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้เกิดความสับสนปนเประหว่างพื้นที่การเมือง พื้นที่สาธารณะ กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

“อาจารย์อเนก เหล่าธรรมทัศน์ใช้คำว่าสองนคราประชาธิปไตย ผมใช้คำว่า สองนคราประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สำหรับผม ผู้คนจำนวนไม่น้อยมีความคิดหรือความเข้าใจราวกับว่าอยูในระบอบสมบูรณราญาสิทธิราชย์ ทำให้คนพยายามดึงสถาบันอันเหมือนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิมาเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้าไปอยู่ในวังวนของความขัดแย้ง"

“พูดง่ายๆ คือคิดว่าพูดถึงสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ เพราะยังคิดกับสถาบันกษัตริย์ราวกับอยู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำให้กฎหมายมาตราสามเลขนั้นมีปัญหามาก ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินคนใช้สิทธิตามโครงสร้างระบอบประชาธิปไตยเขาโกรธทันที

“เมื่อเกิดความเดือนร้อนหรือความขัดแย้ง ก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง ผมเองก็ไม่ปลื้มคุณทักษิณ ผมว่าแกตลกๆ แต่เมื่อมีความขัดแย้งกับคุณทักษิณ คุณก็เอาพระบารมีเป็นที่พึ่ง เอาสถาบันกษัตริย์มาเกลือกกลั้วกับการเมือง และอันตรายต่อสถาบันกษัตริย์เอง มันไม่ยากนะครับ มันน่าจะเข้าใจได้ แต่ผมงงมากว่าคนจำนวนมากไม่เข้าใจ กลายเป็นว่าคนที่พูดเรื่องนี้กลายป็นคนที่จะล้มเจ้าไปหมด ท่านคิดได้อย่างไรครับเนี่ย แสดงว่าท่านยังไม่ออกไปจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และทำให้เกิดปัญหากับระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหาษัตริย์เป็นประมุข”

เกษียรกล่าว พร้อมอ่านบทกวีของเฉินซันเปนการส่งท้ายการอภิปรายว่า

พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี แต่คนดีเมืองไทยไม่ต้องการ

 

“ทำไมเมืองไทยไม่ต้องการอาจารย์ปรีดี จนท่านต้องลี้ภัยการเมืองไปพำนักอยู่ต่างแดนจนสิ้นชีวิต เพราะเมืองไทยถูกหลอกให้หลงเชื่อคำโจมตีใส่ร้ายป้ายสีว่าปรีดี ฆ่าในหลวงจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ประศาสน์การ หรืออดีตอธิการบดีป๋วย อึ๊งภากรณ์ ล้วนเคยตกเป็นเหยื่อข้อกล่าวหาเลื่อนลอย มีการไปตะโกนในโรงหนัง โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคฝ่ายค้านปัจจุบัน

“กรณีอาจารย์ป๋วย ก็มีคนมาพูดในวิทยุยานเกราะว่าในบรรดามหาวิทยาลัยในเมืองไทย,มีแห่งหนึ่งรับแผนโซเวียตมา หรือตอนหกตุลาก็เริมต้นด้วยละครหมิ่นรัชทายาท จนผู้ประศาสน์การและอาจารย์ป๋วยอยู่เมืองไทยไม่ได้ จนมหาวิทยาลัยถูกล้อม เผา ถูกนักเรียนอาชีวะบุก ผมยกเรื่องพวกนี้มาทำไม นี่เป็นพันธะและความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่ชาวธรรมศาสตร์ทั้งมวลพึงมีเพื่อป้องกันใม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ในแผ่นดินไทยอีก น่าเสียใจที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบันลืมและละทิ้งความรับผิดชอบทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ ลืมได้ยังไง ทั้งหมดมันเกิดมาด้วยวิธีการเดียวกัน

“ไม่ต้องกลัวธรรมศาสตร์ เท่าที่ผมทราบไม่มีใครในธรรมศาสตร์ ไม่มีใครในธรรมศาสตร์คิดล้มเจ้า ไม่แม้แต่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แต่สิ่งที่คนในธรรมศาสตร์ควรมีสำนึกทางศีลธรรมและประวัติศาสตร์ที่จะล้ม คือล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือไล่ล้างทำลายคนดีไปจากแผ่นดินไทย “

เกษียร ยังกล่าวถึงปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อความแตกต่างทางความคิดด้วยความเกลียดชังด้วยว่า “ถ้าจะโกรธกรุณาอย่าใช้ Hate Speech และอย่าใช้ภาษาสงครามเช่น สงครามครั้งสุดท้าย และผมไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารมากๆ เลยที่ว่าปัจจุบัน ไม่เหมือน 6 ตุลาคม เพราะเราโดดเดี่ยวสจากชาติมหาอำนาจอื่นๆ

สองคือ เอาเข้าจริง รัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ แม้จะมีเสียงเยอะในรัฐบาล ความชอบธรรมก็บกพร่องเพราะพี่ใหญ่แทรกแซงไม่หยุดเลย เดี๋ยวก็มีคำชี้แนะ เดี๋ยวก็มีคนบินไปหา ประสิทธิภาพตอนน้ำท่วมที่ผ่านมา ก็เป็นรัฐบาลที่คลอนแคลน ฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องใช้เวลาตัดสินใจมากเรื่อง ม.112 และสุดท้ายตัดสินใจไม่ทำอะไร และเมื่อไม่ทำอะไรผลคือมีกระแสมวลชนขึ้นมา รัฐบาลทีต้องอ่อนแอแบบนี้ โดยตัวเองก็ต้องใช้กำลัง และเรื่องใหญ่ที่สุดของชนชั้นนำไทยปัจจุบัน คือแก้น้ำท่วม สำหรับความรุนแรงถ้าจะเกิดขึ้นนั้นปกติจะเป็นความรุนแรงจากการจัดตั้ง แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือความรุนแรงที่ไม่ได้จัดตั้งเพราะจุดความโกรธเกลียดกันมากเกินไป

เกษียรกล่าวด้วยว่าข้อขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความกลัวว่าจะล้มเจ้า แต่กลัวว่าจะไม่ได้ใช้เจ้าต่อไป และแพร่เชื้อความเกลียดนี่ออกไป ซึ่งนี่ต่างหากที่น่ากลัว

นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยด้วยว่า หากกลัวความขัดแย้งจะบานปลาย มหาวิทยาลัยก็ควรทำหน้าที่เปิดพื้นที่สำหรัยบการถกเถียง

“ถ้าผู้บริหารใจใหญ่ จัดสิ แล้วจะทำให้บ้านเมืองเย็นลง แล้วจะมีการพูดกันเรื่องนี้โดยไม่ต้องตราหน้าด่ากัน”

 

ธำรงศักดิ์ เพ็ชรเลิศอนันต์: ธรรมศาสตร์กับการเมือง
การก่อตั้งธรรมศาสตร์ที่แยกไม่ขาดกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ธำรงศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อเข้ามาสู่ธรรมศาสตร์ เขาพบป้ายที่เขียนว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน”

“ผมก็คิดว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ต้องบ๊องๆ บ้าๆ แน่ๆ เลย และวันแรกที่เข้าธรรมศาสตร์ก็ถูกยื้อแย้งให้เป็นมวลชนสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือสิงห์แดงแข็งขัน คือความพยายามเมาตอนเย็นทุกเย็น การอบรมบ่มเพาะคือการทำให้หน้ามันแดงขึ้นๆ อีกส่วนหนึ่งก็แย่งตัวไปเป็นมวลชนฝ่ายประท้วงรัฐบาล งานประท้วงชิ้นแรกที่ผมทำคือการประท้วงการสร้างเขื่อยน้ำโจน เพื่อนบอกว่าประท้วงเสร็จก็จะได้กินข้าวห้องแอร์ที่ฝั่งศิริราช ผมก็ว้าวุ่นใจมาก เพราะขณะหนึ่งก็บอกว่ารักประชาชน ผมก็ถูกยื้อแย้งโดยมวลชนสองฝ่าย นี่คือชีวิตของความเป็นสิงห์แดง”

ธำรงศักดิ์กล่าวถึงประวัติของ ม.ธรรมศาสตร์ เมื่อเริ่มก่อตั้ง เป็นการเรียนการสอนแบบสุโขทัยบวกรามคำแหง เมื่อสอบก็มีการจัดสอบในจังหวัดต่างๆ เก็บค่าเล่าเรียนเพียงปีละ 20 บาท

เขากล่าวว่า โดยประวัติศาสตร์การก่อตั้งตามเจตนารมณ์ของผู้ประศาสน์การภารกิจของผู้สำเร็จการศึกษาต้องสนับสุนและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตยไปยังหมู่ประชาชน และสิ่งที่ปรีดี พนมยงค์ปรารถนาคือสิ่งที่เรียกว่าการปฏิวัติ 24 มิ.ย. 2475 ระบอบประชาธิปไตยคือคนทุกคนอยูใต้กฎหมายเดียวกัน รวมถึงผู้นำของระบอบนี้นด้วย ปรีดดี พนมยงค์ไม่เคยถกเถียงเรื่องประชาธิปไตยแต่ถกเถียงเรื่องคำสามคำ คือสิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค

“สิทธิ เสรีภาพเราพูดได้ แต่เสมอภาคเราพูดไม่ได้ เราก็ข้ามมันไป วันนี้ถ้าปรีดีกลับมาได้ ปรีดีก็คงตะลึงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น”

ธำรงศักดิ์กล่าวต่อไปว่า คำถามที่พบบ่อยจากนักศึกษาคือ ทำไมต้องเกิดคณะราษฎรขึ้น ถ้าไม่เกิดเราจะเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบเหมือนภูฏาน “ซึ่งผมคิดว่า องค์ประมุขของภูฏานนนั้นเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ไทยมากเลยเพราะท่านบอกว่าประชาธิปไตยต้องค่อยๆ เรียนรู้ ผมก็ไม่รู้ว่าภูฏานเลียนแบบไทย หรือไทยเลียนแบบภูฏาน นี่คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ๆ มักพูดกัน คือทำไมต้องมีการปฏิวัติ 2475 ผมก็บอกว่าเพื่อรวบรัดที่สุดว่าทำไมต้องมี 2475 ผมว่าเผลอๆ ตอนนี้เหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้อาหารเป็นพิษในสังคมไทยพอๆ กับ 112”

ธำรงศักดิ์กล่าวว่า การเกิดขึ้นของการปฏิวัติ 2475 นั้นไม่สามารถที่จะแยกออกจากกระแสโลกได้เลย โลกเดิมนั้นปกครองโดย Monarchy ไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าอะไรเราเรียก Monarchy ไปก่อน แล้ววันหนึ่งมีการล้ม Monarchy โดยฝรั่งเศส และอเมริกาประกาศเอกราชจากอังกฤษ และโลกตะวันตกก็มากับอาณานิคม และ Democracy เกาะหลังอาณานิคมมาด้วย เหมือนกับ Communism ซึ่งหวังทำลาย Colonialism กับ Democracy

หลังจากรัชกาลที่ 5 สวรรคต รัชกาลที่ 6 เพียงปีแรกที่ขึ้นครองราชย์ ก็ถูกนักศึกษานายร้อยทหารบกได้เตรียมการและพร้อมจะยึดอำนาจจากรัชกาลที่ 6 เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย นี่คือ กบฏ ร.ศ.130 ปี พ.ศ.2454 ปีเดียวกับที่จีนมีกบฏเช่นกัน คือให้หลังเพียงสิบกว่าปีที่ ร. 5 สถาปนาการปกครองแบบรวมศูนย์

“แสดงว่ากลุ่มทหารที่เป็นกำลังสำคัญรุ่นนั้นอายุ 19-23 คือคนที่จบจากโรงเรียนนายร้อย คนอายุเจเนอเรชั่นนี้ควบคุมลำบากมากเพราะเขามีวิธีคิดอีกแบหนึ่ง นี่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพลังของ Democracy เป็นพลังที่เข้ามามีผลเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยแน่นอน แต่หลังจากนั้นอีก 20 ปีต่อมา ก็สามารถบรรลุความสำเร็จในการเปลี่ยนระบอบการเมือง”

“เมื่อคณะราษฎรเริ่มต้นคิดเปลี่ยนระบอบนี้ ก่อนหน้านั้น 6 ปี เขารวมตัวกัน 7 คน รวมตัวกันที่ฝรั่งเศส และคนเจ็ดคนอายุสูงสุด 29 ปี ต่ำสุด 26 ปี คนที่อายุ 29 คือ ร้อยโทแปลก ทีระสังขะ ทีตอมาเรารู้จักในนาม ป. พิบูลสงคราม อีกคนคือปรีดี อายุ 26 ปี คน 7 คน คุยกันว่าบ้านเมืองเราไม่ศิวิไลซ์ เมื่อเราเทียบเคียงกันกับทหารหนุ่มที่เรียกว่ากบฏหมอเหล็ง กับคณะราษฎร มีความคิดเหมือนกันเลย คือ ความคิดที่บอกว่าราฎรเป็นเจ้าของประเทศชาติร่วมกัน ระบอบ Monarchy กับ Democracy เขาเถียงกันประเด็นเดียวแล้วฆ่ากัน คือ “แผ่นดินนี้เป็นของใคร” และประการต่อมาคือ “เราต้องทำให้แผ่นดินนี้ศิวิไลซ์” คือการมองไปยังตะวันตก แล้วผู้ปกครองสมัยรัชกาลที่ 5-6 ไม่ศิวิไลซ์หรือ นั่นคือความศิวิไลซ์ทางชนชั้น แล้วอะไรคือตัวแทนความศิวิไลซ์ ก็คือรัฐธรรมนูญ เจ้าของประเทศคือราษฎร และผู้ปกครองอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หลัก 6 ประการของปรีดี มีเพื่อประกันความศิวิไลซ์เหล่านี้”

ธำรงศักดิ์ กล่าวว่าสำหรับหลักเอกราชของปรีดี นั้นอาจจะมีคนโต้แย้งว่าไทยไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร แต่ไทยขณะนั้นเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตในทางศาล เมื่อแก้ไขได้ จึงสถาปนาอนุสาวรีย์อันหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการมีเอกราชอันสมบูรณ์ นั่นคืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนินกลาง และในปีที่เขาลงหลักปักหมุดกันเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นั้น ประกาศว่าวันนี่คือวันชาติ เป็นวันชาติและเฉลิมฉลองเอกราชอันสมบูรณ์ 3 วัน 3 คืน แต่ประเทศนี้ไม่มีอะไรแน่นอน วันชาติก็ตายได้

สอง หลักความปลอดภัย สาม หลักเศรษฐกิจ อันนำไปสูเค้าโครงเศรษฐกิจที่ปรีดี ถูก ‘เล่น’ เป็นคนแรก เขาถูกเล่นโดยพระยามโนปกรณ์นิติธาดา คนทั่วไปมักเข้าใจว่า การรัฐประหารครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2476 แต่ขอให้ทุกท่านเชื่อผม ผลงานทีผมทำมื่อ 20 ปีที่แล้ว ไม่มีใครอ่านเลย คือ คนที่ทำรัฐประหารครั้งแรกคือนักกฎหม่ายที่จบจากอังกฤษ คือพระยามโนปกรณ์นิติธาดา โดยพระราชกฤษฎีกาวันที่ 1 เม.ย. 2476 “เรามักจะพูดว่า 2475 เป็นการปฏิวัติที่ไม่นองเลือด แต่มันนองเลือดกันมาหลังจากนั้น สังคมไทยเป็นสังคมที่น่ากลัว เขาสามารถฆ่าคนกลางถนนได้ มือถือคัมภีร์ แล้วก็ถือเอ็ม 16 ต้องระวัง”

ประเด็นต่อมาคือ สิทธิเสรีภาพเสมอภาคนั้นคือหลักการที่ปรีดี พนมยงค์พยายามบ่มเพาะนักศึกษาธรรมศาสตร์เมื่อแรกตั้งคือการผลิตมนุษย์ยุคใหม่เพื่อเข้าสู่ระบอบการเมืองใหม่ ผลิตคนเข้าสู่ระบอบการเมืองและนักการเมือง จึงมีคนที่เข้าไปอยู่ในท้องถิ่น องค์ความรู้ใหม่ๆ จะไปพร้อมกับคนรุ่นใหม่ ปรีดี จึงสถาปนาชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้อย่างท้าทายมากว่านี่คือมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตณ์และการเมือง เพื่อบอกว่านักศึกษาทุกคนต้องยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ ที่ตราธรรมจักรนั้นปรีดีใส่พานรัฐธรรมนูญเอาไว้ ดังนั้นนักศึกษาธรรมศาสตร์จึงต้องยืนยันหลักการทางการเมืองต่อไป

 

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องตีสองหน้า แต่ถ้าเล่นบทถูกกดดันแล้วมากดดัน นั่นแปลว่าท่านสวามิภักดิ์แล้ว

ธำรงศักดิ์กล่าวเสริมประเด็นสิ่งที่ตกค้างอยูในความเชื่อและความกลัว จากกรณี 2475 โดยเขาเคยถามนักศึกษาว่า อะไรคือมรดกตกทอดจาก 2475 สิ่งที่นักศึกษาตอบคือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งน่าสนใจมากว่ารัฐธรรมนุญไทยมี 18 ฉบับ แต่คนเริ่มต้นคือคณะราษฎร “ผมก็ถามนักศึกษาต่อ ว่า 10 ธ.ค.คือวันอะไร นักศึกษาตอบว่าวันรัฐธรรมนูญ แต่ปฏิทินรุ่นใหม่ เขียนว่า “วันพระราชทานรัฐธรรมนูญ” แต่ปฏิทินแบบฉีกเป็นใบๆ อย่างที่ออกมาจากเยาวราชยังไม่เปลี่ยน เพราะว่าไม่ได้เปลี่ยนบล็อกพิมพ์”

“ผมถามต่อว่า วันรัฐธรรมนูญนั้นมีครูพาไปดูพลุไหม มีผู้นำของประเทศสปีชให้ฟังไหม นักศึกษาตอบว่าหยุดซักผ้า กลายเป็นวันหยุดที่ต่างคนต่างอยู่เงียบๆ แต่ผมถามว่าทำไมไม่เลิก ก็จะถูกชี้หน้าว่าอ๋ออยากเป็นเผด็จการใช่ไหม ฉะนั้นเราก็อยู่กันแบบนี้แหละ”

อีกสิ่งหนึ่งที่นักศึกษาตอบรองลงมา มรดกของคณะราษฎร คือ ทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่จนถึงวันนี้

นี่คือมรดกสองอย่าง แต่อีกอย่างที่ตามมา คือ การอภิวัฒน์ 2475 นั้นทำให้เกิดการรัฐประหารตามมามากมาย

“แล้วความรุนแรงล่ะ ความรุนแรงที่ผ่านมาถูกยุติโดยพระมหากรุณาธิคุณ การที่สังคมไทยจะก้าวข้ามความรุนแรง โดยเฉพาะตัวเลขสามตัว (มาตรา 112) ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคมไทยจะต้องมองให้มาก คือปัจจัยใดจะยุติความรุนแรง

“หากมีกรณีนิติราษฎร์แล ะม. 112 เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยแห่งอื่นจะเกิดเหตุการณ์แบบวันนี้แบบที่นี่หรือไม่ คำตอบของผมก็คือไม่ เพราะมันเกิดไม่ได้ตั้งแต่นิติราษฎร์ เพราะสปีชีของที่นี่แบบที่นี่เป็นสปีชีแบบพิเศษของสังคมจริงๆ พวกนิติราษฎร์ไม่สามารถจุติได้ที่ไหนเลย คือเป็นคนๆ แต่รวมตัวกันเป็นก๊กเป็นเหล่าขนาดนี้มันสั่นสะเทือนมหาวิทยาลัยอย่างมาก มันก็ต้องเกิดที่นี่แหละ คือทุกรุ่นต้องเผชิญหน้า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เกือบ 80 ปี มีเส้นทางชีวิตโคตรทรหดคือ มีชีวิตรุ่งโรจน์อยู่ประมาณ 15 ปีแรก หลังจากนั้นเริมรุ่งริ่ง ต่อมา อีก 65 ปี ไอ้ที่รุ่งโรจน์เพราะปรีดีขึ้นสู่อำนาจ ลองคิดดูเด็กธรรมศาสตร์จะคิดอย่างไร เขาก็เห็นปรีดีเป็นแบบอย่าง แต่พอมันเริ่มรุ่งริ่ง หลัง 2490 การคัมแบ็กของหลายสิ่งหลายอย่างเด็กธรรมศาสตร์ก็เริ่มถอย เส้นทางหลัง 2490 เป็นเส้นทางที่ธรรมศาสตร์ต้อบงต่อสู้เพื่อรักษาความอยู่รอด เช่น เกือบถูกย้ายไปอยู่ทุ่งบางกะปิกับไอ้ขวัญและอีเรียม คือเรื่องเริ่มจากบฏแมนฮัตตัน รบกันไปมาสุดท้ายยึดธรรมศาสตร์ หรือการเป็นการ์ดรักษามหาวิทยาลัยพร้อมไม้หนึ่งด้าม

“แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทย ที่มีการกำจัดกันระหว่างทหารแต่ละกลุ่ม ธรรมศาสตร์ยุคนี้ เป็นยุคของการค่อยๆ เป็นฐานกำลังในการกำจัดอำนาจของทหาร พื้นที้ของธรรมศาสตรฺเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมอภิปรายทางวิชาการเพื่อวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร เปิดเวทีให้นายควง และ ม.ร.ว.เสนีย์มาพูด เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ เผด็จการทหาร เพราะฉะนั้นเวทีธรรมศาสตร์คือเวทีที่ทำให้เกิดสิ่งใหม่ในสังคมไทยตลอดมา และเมื่อจะเกิดสิ่งใหม่คุณต้องเจ็บปวด คนที่เคลื่อนไปเพื่อพิทักษ์ให้มหาวิทยาลัยอยู่รอด เรากลับเห็นส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาไม่ใช่อาจารย์ อาจารย์ส่วนใหญ่อยู่ในห้องแล้วลุ้นให้ลูกศิษย์ไปสิๆ แต่ตอนนี้อาจารย์ออกหน้า มันแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างหรือเป็นเพราะนักศึกษาส่วนใหญ๋ใช้เวลาในการปลูกข้าวที่ทุ่งรังสิต”

ธำรงศักดิ์กล่าวว่า หลังรัฐประหาร 2519 ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สองคน คนหนึ่งคือพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กับนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นเหมือนเกราะบางประการ หากมีอำนาจของข้างนอกกดดันมา ผู้นำหรือผู้บริหารธรรมศาสตร์จะบอกว่านี่เป็นสถาบันการศึกษา นักศึกษาก็ต้องเถียงกัน บทบาทผู้บริหาร มธ. เล่นบทนี้มาตลอด

“คือท่านต้องได้รับการกดดันแน่ๆ ผมอยากจะบอกว่าท่านต้องเล่นสองหน้า เพราะท่านต้องถูกกดันแน่ๆ แต่ถ้าเล่นบทเดียวคือถูกกดดันแล้วมากดดันต่อนั่นแสดงว่าท่านสวามิภักดิ์เสียแล้ว”

ท้ายที่สุดธำรงศักดิ์กล่าวถึงความรุนแรงทางการเมืองที่หลายฝ่ายแสดงความวิตกกังวลว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนในสังคมร่วมกันผลิต

 “ความรุนแรงนั้นเราร่วมผลิตด้วยกัน แล้วก็ต้องโดนตีกบาลกันทุกคน หากเราไปถึงจุดนั้น เรามีปัญหาทีเดียว คือเราตีกบาลกันในประเด็นที่ไม่ใช่ที่สาระสำคัญอะไรทั้งสิ้น แต่ตีกบาลกันเพราะตัวเลขสามตัว แต่มีปรากฏการณ์หนึ่งคือเมื่อสอนนักศึกษาหลายคณะ พบว่ามีนักศึกษาจำนวนมากไม่ได้รู้เรื่อง 112 จริงๆ คือสังคมไทย “เสพ” ประเด็นนี้กันสักเท่าไหร่ เสพกันในเฟซบุ๊ก ในโทรทัศน์ ในสื่อสิ่งพิมพ์ เราจะประมาณกันอย่างไร เราจะประมาณว่าคนในสังคมจะลุกขึ้นตีกันทั้งหมดหรือไม่ แต่ผมคิดว่างานนี้เป็นการฆ่ากันระหว่างคนชั้นกลางกับคนชั้นสูง

 

พนัส ทัศนียานนท์ : ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความท้าทายของธรรมศาสตร์
หากแต่เป็นความท้าทายของสังคม

ในฐานะนักกฎหมายขอตอบคำถามแรกก่อนว่า สถานที่ราชการ เป็นของใคร ซึ่งถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดินคือสถานที่ซึ่งเป็นของราชการ รัฐบาลเป็นเจ้าของ เพราะฉะนั้นก็คงต้องพิจารณาว่าธรรมศาสตร์นีเป็นส่วนหนึ่งของราชการหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าใช่ แต่ขณะเดียวกัน ในสถานาที่ราชการก็เป็นพื้นที่สาธารณะและแตกต่างจากสาถนที่ราชการอื่นๆ เช่นกระทรวงกลาโหม แต่ไม่มีพื้นที่สาธารณะ ใครจะเข้าไปเฉยๆ คงไม่ได้ ที่เป็นประเด็นคือ เสรีดภาพทางวิชาการ สมัยท่านอาจารย์ปรีดี ในคำกล่าวรายงานเปิดมหาวิทยาลัย อาจารย์ปรีดีใช้คำว่าเสรีภาพทางการศึกษา แต่คำว่าเสรีภาพทางวิชาการ นั้นได้มีการรับรองอย่างเป็นทางการในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในฉบับปัจจุบัน ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่จะต้องคิดว่าความหมายของมันแค่ไหน เหตุที่พูดเช่นนี้เพราะในยุคปัจจุบันนี้อาจจะเป็นวิกฤตธรรมศาสตร์ ก็จะมีคนใช้เดียวกันแต่ความหมายที่แต่ละคนใช้มีความหมายแตกต่างโดยสิ้นเชิง

เช่น คำว่าประชาธิปไตย เดี๋ยวนี้ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นวาทกรรมเมื่อปี 2475 คือคณะราษฎรชิงสุกก่อนห่าม คือประเทศไทยเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชน ราษฎรชาวไทยยังไม่มีความพร้อม ไม่มีความเข้าใจการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ไปเอามาจากฝรั่ง รัฐธรรมนูญคืออะไร ชาวบ้านไม่รู้จัก แต่อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่า ความจริง ณ เวลานั้นสภาวะทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีการศึกษาค่อนข้างสูง ผมรู้สึกว่าในยุคนั้นน่าจะมีเสรีภาพทางความคิดและมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่าในยุคปัจจุบันด้วยซ้ำ

ผมมีโอกาสอ่านเอกสารการประชุมสภาฯ นั้นสมัยนั้น ผมยังทึ่งว่า ถ้าพูดกันแบบนั้นในสมัยนี้คงติดคุกกันระนาว ส.ส. ทีอภิปรายในสภาใช้คำที่รุนแรงมาก และคนหนึ่งที่เป็นดาวสภาและผมประทับใจจริงๆ เป็นบิดาของเพื่อนคนหนึ่งของผม ท่านนายก พล.อ.สุรยุทธ์ เช่นเดียวกับอาจารย์ชาญวิทย์ที่ไม่มา เราเรียนสวนกุหลาบรุ่นเดียวกัน คุณพ่อของ พล.อ.สุรยุทธ์คือคุณโพยม จุลานนท์ เป็นดาวสภาในยุคนั้นและการอภิปรายนั้นดุเดือดรุนแรงมาก

“ผมเข้ามาเมื่อปี 2502 ตอนนั้นธรรมศาสตร์เขาเป็นยุคสายลมแสงแดด เป็นยุคที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ถ้าไม่คิดอะไรเลยจะมีความสุขมากๆ คนทีตระหนักในกีฬาก็ซ้อมกีฬากันทั้งวัน ยกน้ำหนัก รักบี้ เพาะกล้าม ผมไม่ตระหนักกีฬาพวกนี้ ไปเล่นกีฬาในร่ม คือมีโต๊ะบิลเลียด ตกเย็นก็ตั้งวง และมีการจัดไปเที่ยว แต่เมื่อกลับมาพวกหัวหน้านักศึกษาลบชื่อหมดเลย โทษฐานฝ่าฝืนคำสั่ง เท่าที่เอามาเล่าซุบซิบกันคือบรรดาผู้นำนักศึกษามีกิจกรรมใต้ดินทางการเมือง เพราะยุคผมไม่มีการอ้างว่าธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว และสิ่งที่ใฝ่ฝันคือกิจกรรมฟุตบอลประเพณี เพื่อไปประกาศศักดา ขับรถตระเวนรอบเมืองตำรวจก็ไม่ทำอะไร เราถือว่ามีเสรีภาพมาก แต่จริงๆ แล้วคือเอกสิทธิ์ และอีกอย่างคือ บอลล์ คือ งานราตรีสโมสร สมัยนั้นต้องมีการเต้นรำ การจัดงานใหญ่ต้องไปสวนลุมพินี วงดนตรีสุนทราภรณ์ และวันสำคัญมากๆ คือวันรับปริญญา เราไปแสดงความยินดี รืนเริง ได้เป็นบัณฑิตแล้ว อย่างน้อยเราก็มีฐานะไม่เหมือนคนอื่นเพราะเรามีปริญญา เพราะในยุคผมนั้นคนมีใบปริญญาน้อยมาก เราเหมือนเป็นอภิสิทธิ์ชน มันเกิดขึ้นโดยเราไม่รู้สึกตัวหรอก แต่เราก็เป็นอภิสิทธิ์ชนแบบ 2nd Class เพราะมหาวทิยาลัยอีกแห่งเขาเป็ฯ 1st Class ฉะนั้นการเรียนมหาวิทยาลัยอีกนัยยะหนึ่งก็คือความเป็นอภิสิทธิ์ชน”

สำหรับเสรีภาพทางวิชาการยุคนั้นไม่มีเลยโดยเด็ดขาด แสดงออกได้บ้างสำหรับการล้อเลียนในวันฟุตบอลประเพณี แต่ในยุค 2502 ผู้ที่เป็นอธิการบดี คือจอมพลถนอม กิตติขจร มีความพยายามแปลงสภาพธรรมศาสตร์ดั้งเดิม อันดับแรกคือยึดทรัพย์สินของธนาคารที่อาจารย์ปรีดีตั้งขึ้นมาเพื่อให้เป็นแหล่งสนับสนุนด้านการเงินให้กับมหาวิทยาลัย ชื่อว่าธนาคารเอเชีย ต่อมามีการออกกฎหมาย อันที่จริงธรรมศาสตร์ตอนเปิดมาครั้งแรกไม่ใชข่มหาวิทยาลัยของรัฐ มีเงินจากธนาคารเอเชียและเงินค่าเล่าเรียน แต่มาเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเมื่อมีการออกกฎหมาย และให้ไปขึ้นกับสำนักนายกฯ แต่ช่วง 2490-2500 ที่จอมพลสฤษดิ์เข้ามาปฏิวัติยึดอำนาจ

“มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์มากจริงๆ และเกิดการต่อสู้ของนักศึกษาในรุ่นก่อนหน้า ส่วนยุคของผมนั้นไม่มีเสรีภาพแม้แต่กระผีกเดียว”

อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ เล่าว่าในยุคนั้นมีกิจกรรมของนักศึกษา แต่ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และประเด็นก็เป็นประเด็นเดิมๆ ฝ่ายที่เป็นอนุรักษ์นิยมและยังโลดแล่นถึงยุคนี้ และยังไม่จากไปไหน เช่น ดร. อุกฤษ มงคลนาวิน รหัส 2501 กล่าวหาว่านักกิจกรรมนักศึกษาหัวรุนแรง มักพูดเรื่องสันติวิธี ต่อต้านสหรัฐ และทำให้เกิดเงื่อนไขทางการเมืองถึงขนาดที่ในที่สุดจอมพลสฤษดิ์ เข้ามายึดอำนาจจากจอมพล ป. ทำให้ธรรมศาสตร์ถูกกวาดล้างอย่างที่สุด ความเป็นธรรมศาสตร์ที่สืบทอดกับอาจารย์ปรีดี ถูกล้างออกไปหมด

ผมบอกตรงๆ เลยว่าสมัยผมนั้นผมเรียนจบไปก็มุ่งมั่นจะมาสอนที่คณะ คณะผมนั้นคณบดีเป็นพระยา ซึ่งไม่เคยเห็นหน้าเลย และมีอาจารย์ประจำท่านเดียว นอกนั้นมาจากกระทรวงยุติธรรม ผู้พิพากษา อธิบดีอัยการ หรือกระทรวงการต่างประเทศและกฤษฎีกา ผมจบไปก็มุ่งมั่นจะสอบเนติบัณฑิต ผมสอบเนติ์ได้พร้อมกับคุณชวน หลีกภัย ผมอายุไม่ถึง ก็ไปสอบเป็นอัยการ เข้าสู่โลกของพวกอำมาตย์โดยแท้จริง การหล่อหลอมการปลูกฝังต่างๆ คือการเป็นขุนนางระดับสูง มีสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่นๆ เรพาะข้าราชการอัยการ-ตุลาการ สูงกว่าราชการพลเรือนทั่วไป

จากนั้นคุณชวนหลีกภัย ก็มาชักชวนไปเลือกตั้ง แต่ผมก็เป็นอัยการเรื่อยมา ไม่ได้คิดเรื่องการบ้านการเมือง 14 ตุลาผมอยู่ที่กรมอัยการ เราก็ไม่รู้เรื่องอะไรมาก เป็นเรื่องของรุ่นน้องๆ ผมก็มีกำลังบำรุงบ้างตามสมควร ผมยังเชื่ออยู่ว่าบ้านเมืองมันแย่เพราะมันคอร์รัปชั่น ที่เห็นตำตาในสมัยที่ผมทำงานคือในกระบวนการยุติธรรม ถามว่าคอร์รัปชั่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่รู้ แต่มันคอร์รัปชั่นกันน่าดูเลย มีมานานแล้ว

และสิ่งที่ผมเป็นอัยการและมีความอยากรู้เรื่องหนึ่งที่ตอนนี้กลัมาเป็นประเด็นมากขึ้นเรื่อยๆ คือ อัยการคนไหนที่เป็นคนทำคดีสวรรคต อธิบดีกรมอัยการคนหนึ่งลาออกเพราะไม่ยอมทำคดีสวรรคต ผมเข้าไปเป็นเสมียนที่กรมอัยการ คุณเล็กเป็นอธิบดี ผลจากที่ท่านเป็นคนทำคดีนีก็ทำให้ท่านก้าวหน้าข้ามาเป็นรัฐมนตรี แต่เพื่อนที่สนิทกับท่าน ดร.หยุด แสงอุทัย เป็นเพื่อนซี้กันมาก และดร.หยุด คือมือกฎหมายของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม

“ผมคิดว่าในประเด็นปัญหาที่กำลังเกิดในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายธรรมศาสตร์มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคิดแบบนักกฎหมายก็คงต้องมากำหนดว่าเสรีภาพในทางวิชาการต้องมีขอบเขต ประชาธิปไตย ต้องเป็นเสรีภาพที่มีขอบเขคในทางวิชาการ เสรีภาพที่ไม่มีขอบเขตคืออนาธิปไตย แต่คำถามคือ ขอบเขตเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรจะมีมากน้อยแค่ไหรน อย่างน้อยที่มีการประกาศว่าธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว คือเสรีภาพมีทุกเรื่องยกเว้นเรื่องเดียวคือ ตัวเลขสามตัว”

“แล้วเรื่องนี้จะสามารรถนำมาพูดกันได้แค่ไหนอย่างไร ผมคิดว่านี่ไม่ใช่ประเด็นที่ท้าทายเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรทศาสตร์แต่ท้าทายสังคมไทย แต่อย่างน้อยที่สุดจุดเริมต้นก็เกิดขึ้นที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งอาจารย์กลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจุดประกายขึ้นมา ผมเรียนว่าผมก็ภูมิใจว่าอย่างน้อย คณะนิติศาสตร์ไม่เคยสูญสิ้นความเป็นธรรมศาสตร์ที่อาจารย์ปรีดีได้มอบไว้แกพวกเรา”

 

ความขัดแย้งเกิดจากอิทธิพลของสื่อโดยแท้

พนัส ทัศนียานนท์ กล่าวว่า ในยุคสายลมแสงแดดนั้นต่างจากปัจจุบัน คือยุคของเขาเป็นเผด็จการทหารเต็มรูปแบบ ไม่มีความเป็นประชาธิปไตยเลย เป็นเผด็จการทหารเตมรูปแบบ แต่ยุคนี้เป็นประชาธิปไตยแต่มีสำนึกเผด็จการ

“ปัญหาคือสื่อ เป็นอิทธิพลของสื่อโดยแท้ ไม่ว่าข้อเสนอจะเป็นอย่างไรก็ตามแต่ ฝ่ายที่เขาคิดว่าพวกนี้คือพวกที่ล้มเจ้า เขาบอกว่าเขาไม่สนมราจะไปทำความเข้าใจ นี่เป็น Mentality ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิธีการหลีกเลี่ยงความรุนแรง ไม่ใชเรื่องของผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรทมศาสตร์เท่านั้น และโยเฮพาะอย่างยิ่งกับสื่อผมว่ารัฐบาลต้องทำความเข้าใจ ในเมื่อประเด็นมันแหลมคมมากๆ จะไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ จะไปกลัวว่าสื่อเขาจะบอกว่าริดรอนเสรีภาพของสื่อ เพราะการนำเสนอของสื่อต้องระมัดระวังในเรื่องนี้ ไม่ใช่เหมือนกับว่าเอาน้ำมันไปราดลงบนรกองไฟ เท่าที่ผมพยายามดูสื่อบางสื่อที่ผมไม่อยากดูอยู่แล้ว มันเท่ากับช่วยกัน ทุกคนก็รู้ดี โดยผู้เสนอเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร ปัญหาคือถ้าจะจัดการกันในวงกว้างให้เกิดความเข้าใจกันโดยทั่วหน้า จะมีวิธีการอย่างไรที่ดีที่สุดที่จะสื่อไปถึงประชาชน ผมเองคนขับรถก็ยังถามอยู่เรื่อยๆ เพราะเขาฟังสื่อก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างกับเขา เขาก็ย่อมเข้าใจง่ายๆ ตาม Mentality ที่ตกค้างอยู่ ก็ย่อมคิดว่า คนพวกนี้เป็นปัญหาแน่ ๆ”

อนึ่ง เวทีเสวนาได้รับการรายงานโดยสื่อในเครือผู้จัดการด้วย โดยกลับอ้างว่าเวทีเสวนาดังกล่าวจัดโดยกลุ่ม “นิติราษฎร์” โดยพาดหัวว่า “นิติราษฎร์” ไม่จำนน โบ้ยมติ มธ.แค่ร่างทรง “สมบูรณาญาสิทธิราชย์” 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ดูหนัง “The Lady” แล้วย้อนมองอีกหลายชีวิตในพม่า

Posted: 03 Feb 2012 04:45 AM PST

 เสวนา “อองซาน ซูจี...เรื่องเล่า นอกเรื่อง The Lady” ที่จุฬาฯ “จีระนันท์ พิตรปรีชา” ชี้ยังมี “กำแพง” ที่กั้นให้คนไทยไม่เห็นชีวิตประชาชนพม่า ขณะที่ “จ๋ามตอง” ชี้ยังมีอีกหลายครอบครัวในพม่าที่ต้องพลัดพรากเหมือนฉากในหนัง ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ชนกลุ่มน้อยที่แม้จะหยุดยิงแล้ว แต่ทหารพม่ายังไม่ถอนกลับ ด้าน “สุเนตร ชุตินทรานนท์” อธิบายแนวทางสันติวิธีกับเงือนไขที่ไม่มีทางเลือกของออง ซาน ซูจี

ในวันแรกของการฉายภาพยนตร์ “The Lady” หรือ “ออง ซาน ซูจี: ผู้หญิงท้าอำนาจ” ผลงานกำกับของลุค เบซง (Luc Besson) ในประเทศไทยนั้น เมื่อวานนี้ (2 ก.พ.) มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.) ร่วมกับหลักสูตรการพัฒนาระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา “อองซาน ซูจี...เรื่องเล่า นอกเรื่อง The Lady” ที่เรือนจุฬานฤมิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในงานนอกจากมีวงเสวนาแล้ว ยังมีการสาธิตการฝนแป้งทะนาคา ซุ้มอาหารพม่า พร้อมฉายตัวอย่างของภาพยนตร์ The Lady และภาพยนตร์ “Bringing Justice to Women” ด้วย

ในช่วงเสวนาซึ่งมี ดร.นฤมล ทับจุมพลผู้อำนวยการหลักสูตรการพัฒนาระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ และมีวิทยากรประกอบด้วย ดร.สุเนตร ชุตินทรานนท์ นักประวัติศาสตร์ด้านพม่าศึกษาและผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จ๋ามตอง ผู้แทนจากเครือข่ายปฏิบัติงานสตรีไทยใหญ่ (Shan Women’s Action Network: SWAN) และจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรท์ผู้เคยพบสนทนากับออง ซาน ซูจี

 

 

การพลัดพรากจากครอบครัวของออง ซาน ซูจีสะท้อนหลายชีวิตในพม่า

โดยจ๋ามตอง กล่าวถึงฉากในภาพยนตร์ The Lady ที่ออง ซาน ซูจี ต้องพลัดพรากจากสามีและลูกว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแค่ครอบครัวของออง ซาน ซูจีเท่านั้น แต่ได้เกิดกับอีกหลายๆ ครอบครัวในพม่า ซึ่งบางครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน 30 ปี หรือ 40 ปี ถึงจะได้มีโอกาสกลับมาเจอกันอีก นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่า ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะนำเสนอในเรื่องออง ซาน ซูจี แต่หลายแง่มุมได้สะท้อนชีวิตความเป็นจริงของคนในพม่า

จ๋ามตองกล่าวด้วยว่า หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลพม่าที่นำโดยเต็งเส่งกำลังจะเป็นประชาธิปไตย แม้จะมีการเจรจาหยุดยิงกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ต้องไม่ลืมว่ากองทัพพม่ายังไม่ได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งยังมีกรณีที่เมื่อปี 2554 กองทัพพม่ากำลังทำสงครามกับกองทัพรัฐฉานเหนือ ทั้งที่ทำสัญญาหยุดยิงกันมา 23 ปี มีการทำสงครามกับกองทัพคะฉิ่น ซึ่งทำให้มีผู้อพยพจำนวนมาก และเมื่อปีที่แล้วในรอบ 8 เดือน มีการเปิดเผยรายงานที่ระบุว่าผู้หญิงถูกทหารพม่าข่มขืน 81 คน ในพื้นที่รัฐคะฉิ่น รัฐฉาน รัฐกะเหรี่ยง และในจำนวนนี้ 35 คนถูกฆ่า และกองทัพพม่าไม่เคยนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ขณะที่สถานการณ์การเมืองในพม่าแม้จะมีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองออกมา แต่ก็ยังมีนักโทษการเมืองกว่า 1,000 คนที่ยังถูกจองจำ

ตัวแทนจากเครือข่าย SWAN ยังกล่าวถึงโครงการพัฒนาและโครงการลงทุนในพม่าว่า ที่ผ่านมาชาวพม่าต้องอพยพเพราะโครงการที่รัฐบาลพม่าบอกว่าเป็นโครงการพัฒนา เช่น โครงการสร้างเขื่อน การทำเหมืองแร่ ซึ่งมีการเวนคืนบ้านเรือน ไร่นาของชาวบ้าน ทำให้ประชาชนนับหมิ่นนับแสนต้องหลบหนีออกมาอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย หรือออกมาหางานทำในเมืองใหญ่ ขณะที่การค้าและการลงทุนที่กำลังจะเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่มีโอกาส ไม่มีสิทธิ์มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ รัฐบาลก็ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสังคม และผลกระทบต่อชีวิตประชาชน บริษัทหรือว่านานาชาติอาจจะคุยกับเต็ง เส่ง อาจจะคุยกันเนปิดอว์ หรือย่่างกุ้ง แต่ประชาชนในพื้นที่ต้องคุยกับกระบอกปืน กับกองทัพพม่าที่ยังไม่ได้หายไปไหนในความเป็นจริง

 

“จิระนันท์” ชี้ “กำแพง” ที่กั้นอยู่ ทำให้คนไทยไม่เห็นชีวิตประชาชนพม่า

จิระนันท์ พิตรปรีชา ซึ่งมีโอกาสได้พบออง ซาน ซูจี กล่าวว่า เรื่องประวัติศาสตร์ไทย-พม่า เป็นส่วนหนึ่งที่กลบปิดบังสายตาที่จะมองประชาชน ชีวิตในประเทศพม่า ซึ่งแท้จริงพวกเขาคือเพื่อนร่วมโลก ร่วมสาขาวัฒนธรรมกัน ภาษาอาจไม่เหมือน แต่กินหมากเหมือนกัน นับถือพุทธศาสตร์ เราจะมีกำแพงอะไรกั้นอยู่จนมองไม่เห็นว่าสิ่งที่เรามีร่วมกันนั้นมีมากมายเหลือเกิน

จิระนันท์ กล่าวว่า ออง ซาน ซูจี ไม่ได้เกิดมาจากเอาอุดมการณ์เข้าว่า แต่เกิดจากการปรับตัวเรียนรู้ตามสถานการณ์และคิดว่าอะไรคือทางออกที่ดีที่สุด จีระนันท์กล่าวถึงโอกาสที่เข้าไปพบกับออง ซาน ซูจีว่า ในราวปี 1995 (2538) จะมีการประชุมสตรี (APC Conference) ที่ปักกิ่ง ตัวแทนฝ่ายไทยคือคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ต้องการให้ปาฐกถาเปิดงานเป็นการกล่าวของออง ซาน ซูจี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่ยืนหยัดเพื่อความเป็นธรรม ประชาธิปไตย และเพื่อนพี่น้องด้วยกัน จึงติดตามคุณหญิงสุพัตราเข้าประเทศเพื่อไปเป็นช่างภาพ โดยเข้าประเทศพม่าด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว และมีรถจากสถานทูตไทยมารับ ฝ่ายท่านทูตบอกว่าเคยแอบไปพบออง ซาน ซูจีมาแล้ว โดยขณะที่ไปในย่างกุ้งก็จะมีสันติบาลพม่าคอยติดตาม และบันทึกชื่อและถ่ายรูปว่ามีใครบ้างที่มาพบออง ซาน ซูจี

จิระนันท์ เปิดเผยว่าตัวเองเข้าไปในฐานะช่างภาพ แต่ไม่ได้พูดอะไรกับออง ซาน ซูจี มีเพียงคุณหญิงสุภัตราที่เป็นคู่สนทนา โดยความประทับใจที่มีต่อออง ซาน ซูจีคือ ผู้หญิงคนนี้มีความฉลาดมาก บางเรื่องที่พูดอยู่ก็เกินเลยความสามารถที่จะรับรู้ หรือบางเรื่องเป็นอนาคตอันไกลโพ้นไม่ใช่สถานการณ์ปัจจุบัน และเวลาตอบคำถามที่ตอบไม่ได้จะไม่เลี่ยงตอบ แต่ตอบให้เป็นนามธรรม ตอบให้ถูกใจไว้ก่อน ซึ่งเก่งมาก แสดงระดับสติปัญญาและเสน่ห์ พอคุยไปคุยมาก็จะออกเรื่องผู้หญิง เช่นถามเรื่องเสื้อผ้าว่าซื้อมาจากไหน ถือเป็นเสน่ห์บุคลิกส่วนตัว ที่ทำให้เราเห็นว่าออง ซาน ซูจีมีความแข็งแกร่งแต่ไม่บึกบึน ในความนุ่มนวล พอถามเรืองส่วนตัว ซึ่งครอบครัวของออง ซาน ซูจีมาเยี่ยมไม่ได้ เธอก็ไม่ฟูมฟายเลย ก็ได้ตอบว่าก็แล้วแต่อนาคต ซึ่งที่เราเห็นภาพในภาพยนตร์ก็เป็นห้วงที่ออง ซาน ซูจีอยู่กับตัวเอง ในห้วงที่เป็นห่วงสามีเป็นห่วงลูก ซึ่งภาพยนตร์มีข้อดีที่ทำให้เห็นตรงนี้

“คือภาพวีรสตรีที่ทุกคนยุให้สู้ ก็อาจร้องไห้อยู่ที่บ้าน จะร้องไห้ให้คนอื่นเห็นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกประณามอีก” นักเขียนรางวัลซีไรต์กล่าว อย่างไรก็ตามในครั้งที่จีระนันท์ไปพบออง ซาน ซูจี ไม่ได้มีการบันทึกเทปปาฐกถาสำหรับใช้ในการประชุม เนื่องจากคณะที่ไปพบออง ซาน ซูจีมีเวลาจำกัดและใกล้เวลาจะกลับประเทศไทยแล้ว จึงใช้วิธีถ่ายทำภายหลัง แล้วนัดหมายให้มีคนในพม่านำเทปส่งออกมาให้ โดยต่อมาก็ได้นำเทปนั้นไปเปิดในการประชุมด้วย

 

“สุเนตร” ชี้แนวทางสันติวิธีในพม่า เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีทางเลือกสำหรับซูจี

ด้านสุเนตร ชุตินทรานนท์ ตอบคำถามที่มีผู้ถามเรื่องการใช้แนวทางสันติวิธีในพม่าว่า การต่อสู้กับอำนาจรัฐพม่ามีอยู่หลายรูปแบบ หลายสถานการณ์ และหลายเงื่อนไข ในบางรูปแบบ บางสถานการณ์ และบางเงื่อนไข คู่ต่อสู้ไม่ได้ใช้วิธีการสันติวิธี เช่น การต่อสู้ของชนกลุ่มน้อยที่ต้องสู้อย่างยาวนาน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้สันติวิธีเป็นตัวตั้ง

แต่พอมาในเงื่อนไขของออง ซาน ซูจี เป็นการต่อสู้ของคนพม่า ที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจรัฐของพม่า เป็นคนที่มีบ้าน ครอบครัว วงศ์ตระกูล เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะถามว่า เมื่อออง ซาน ซูจีถูกกักขังแล้วเขาต่อสู้ด้วยสันติวิธีมันเวิร์คไหม ต้องถามใหม่ว่าเขามีวิธีอื่นที่ดีกว่าไหมที่จะต่อสู้ในเงื่อนไขของเขา เพราะฉะนั้น ในเงื่อนไขของเขา เขาทำในสิ่งที่ชนกลุ่มน้อยทำไม่ได้ ซึ่งเขาไม่มีเงื่อนไขนั้น

เพราะฉะนั้นเงื่อนไขของซูจีต้องเป็นเงื่อนไขเดียว เขาไม่มีทางโดยเด็ดขาด ถ้าคุณรู้จักทหารพม่า รู้จักอำนาจรัฐพม่า ไม่มีทางโดยเด็ดขาดที่จะใช้อาวุธต่อสู้เพราะมันไม่เกิดผลอะไร ในทางที่จะเอื้ออำนวยให้ได้มาซึ่งชัยชนะ ในเงื่อนไขของออง ซาน ซูจี เป็นเงื่อนไขที่ไม่มีทางเลือก ต้องใช้การต่อสู้ด้วยวิธีนี้

และการต่อสู้ด้วยวิธีนี้ ที่ผ่านมาระยะหนึ่ง นักศึกษา การปฏิวัติชายจีวรก็ดีก็ใช้วิธีการทำนองนี้ ก็มีนักศึกษาที่หนีเข้าป่าและไปจับอาวุธด้วยเหมือนกัน แต่ว่าถ้าเป็นการขับเคลื่อนการต่อสู้ในเมืองหลวง มันไม่มีวิธีอื่นนอกจากวิธีที่เป็นสันติวิธี

แล้วการตอบโต้ของรัฐบาล ก็ต้องดูว่าเป็นใครที่ออกมาต่อสู้ ใครตั้งเงื่อนไข สถานการณ์ประมาณไหน อย่างสังคมเราก็คงไม่คิดว่าจะมีการทำอะไรกับพระ แต่สังคมพม่าในช่วงปฏิวัติชายจีวร มีพระถูกจับกุมสังหารจำนวนมาก ตั้งคำถามกับความเข้าใจกันลำบากเหมือนกัน แต่ผมอยากจะกลับมาว่า เขาไม่มีทางเลือกอื่นนะ เขาต้องต่อสู้ด้วยวิธี เป็นวิธีการที่ผมคิดว่าเขาสามารถทำได้ในบนเงื่อนไขของเขา

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เปิดข้อเสนอ“คณิต ณ นคร”(ฉบับเต็ม) หนุนแก้ไข มาตรา112 ส่งตรงถึง “ยิ่งลักษณ์”

Posted: 03 Feb 2012 04:39 AM PST

3 ก.พ. 55 - เว็บไซต์ประสงค์ดอทคอม (http://www.prasong.com) เผยแพร่ ข้อเสนอ คอป. ของ 'คณิต ณ นคร' หนุนแก้ไข มาตรา112 ส่งให้นายกเมื่อ 30 ธ.ค. 54 ที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ...

หมายเหตุ-เป็นข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)ซึ่งมี ศ.ดร.คณิต ณ นคร เป็นประธาน ที่เสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 เกี่ยวกับความผิดที่ต้องให้อำนาจซึ่งมีเนื้อหาเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในรื่องระวางโทษให้ลดลงเหลือไม่เกิน 7 ปี และให้มีหน่วยงานกลางในการกลั่นกรองการดำเนินคดีเพื่อมิให้มีการนำบทบัญญัติในเรื่องนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การอ่านข้อเสนอดังกล่าวง่ายขึ้น  จึงมีการเรียบเรียงเนื้อหาใหม่ในบางส่วน

@@@@@@@@@@@@@

นับตั้งแต่ได้เกิดความขัดแย้งในทางการเมืองของคนในชาติ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น

หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ซึ่งมี คุณธรรมทางกฎหมาย (Rechtsgut / legal interest) ที่คุ้มครอง คือ ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร (ดู คณิต  ณ นครกฎหมายอาญาภาคความผิด พิมพ์ครั้งที่ ๑๐ สำนักพิมพ์วิญญูชน มิถุนายน ๒๕๕๓ หน้า ๖๗๒) เป็นที่กล่าวถึงกันมาก

โดยฝ่ายหนึ่งได้ใช้ความผิดฐานดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการเมืองของตน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์โดยได้เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องของการใช้เสรีภาพในทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญที่ชอบที่จะกระทำได้ ซึ่งหากการกระทำทุกอย่างเป็นความผิดอาญาฐานดังกล่าวไปเสียสิ้นก็ย่อมจะขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ จึงเห็นสมควรจักได้ยกเลิกความผิดฐานนี้เสีย และ คอป. ได้เสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ปัญหาดังกล่าวตามระบบกฎหมายที่เป็นอยู่ไปแล้วตามหนังสือที่อ้างถึงว่า ในการดำเนินคดีในความผิดฐานดังกล่าวกระบวนการยุติธรรมของประเทศชอบที่จะกระทำโดยรอบคอบกว่าที่เป็นอยู่ นั้น

คอป. ขอกราบเรียนว่า คอป. ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดยฝ่ายการเมืองและดำรงอยู่โดยฝ่ายการเมือง กล่าวคือ ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลก่อนและดำรงอยู่เพราะได้รับการยอมรับจากรัฐบาลปัจจุบัน  และ คอป. ขอกราบเรียนต่อไปว่า การทำงานของ คอป. ตลอดเวลาที่ผ่านมา คอป. ได้ทำงานนอกจากบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อรัฐแล้ว คอป. ยังทำงานบนพื้นฐานของ “ความรับผิดชอบต่อประชาชน” (Public Accountability) ด้วย ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ของ คอป. ที่ผ่านมาและที่จะมีต่อไปจึงเป็นข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่าย ต่อทุกภาคส่วนในสังคมและต่อประชาชนด้วย

อีกประการหนึ่งการทำงานของ คอป. ตลอดเวลาที่ผ่านมาเป็นการทำงานบนพื้นฐานของวิชาการและบนพื้นฐานของความเป็นอิสระ

ยิ่งกว่านั้น คอป. ตระหนักดีว่าในสังคมปัจจุบันไม่ว่าความไม่สงบจะเกิดขึ้นในที่ใดในประเทศใดย่อมกระทบต่อสังคมนานาประเทศด้วย รายงานและข้อเสนอแนะของ คอป. จึงได้จัดทำเป็นสองภาษา คือ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาคมระหว่างประเทศได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและโดยตรงจาก คอป.

คอป. ขอกราบเรียนว่าในส่วนของความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น คอป. ได้ทำการศึกษาในแง่มุมของการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าวควบคู่กันไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเพื่อให้ปัญหาดังกล่าวมีผลเป็นที่ประจักษ์ยิ่งขึ้นและเพื่อให้เกิดความปรองดองของคนในชาติด้วย

การแก้ปัญหาของประเทศชาติโดยเฉพาะการสร้างความปรองดองของคนในชาติอันเป็นภารกิจของ คอป. ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐและประชาชนนั้น คอป. เห็นว่านอกจากฝ่ายกระบวนการยุติธรรมแล้วแม้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติก็ชอบที่จะต้องพิจารณาร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่ง คอป. ได้พิจารณาแล้วจึงขอเสนอแนะดังต่อไปนี้

1)ควรตรากฎหมายกำหนดให้ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็น ความผิดที่ต้องให้อำนาจ” โดยถือว่าการตรากฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญและเร่งด่วน

2) โดยที่ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นความผิดที่คุ้มครอง “ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร” อันเป็น “คุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นส่วนรวม” (Universalrechtsgut / Legal interest for public own) อันเป็นเรื่องของ “สถาบัน” หาใช่เรื่องส่วนพระองค์ไม่

ดังนั้น การที่จะให้องค์พระมหากษัตริย์เป็นผู้มอบอำนาจให้ดำเนินคดีด้วยพระองค์เองย่อมไม่เป็นการเหมาะสมและสมควรและเป็นการขัดต่อจารีตประเพณีของบ้านเมืองที่ต้องเทิดทูนสถาบันอีกด้วย โดยที่เลขาธิการพระราชวังเป็นข้าราชการพลเรือนในพระองค์ที่ได้รับการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย จึงอาจจะกำหนดให้เลขาธิการพระราชวังเป็นผู้ให้อำนาจให้ดำเนินคดี

3)ในส่วนของระวางโทษของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น ชอบที่จะมีความเป็นเสรีนิยมมากกว่าในปัจจุบัน กล่าวคือ ชอบที่จะให้เบาลง ซึ่งอย่างน้อยชอบที่จะกลับไปถือเอาระวางโทษจำคุกเดิมของประมวลกฎหมายอาญาเมื่อประกาศใช้บังคับใหม่ ๆ คือระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปีโดยไม่มีโทษจำคุกขั้นต่ำ และให้มีระวางโทษปรับด้วย ตามเหตุผลที่ปรากฏในบทความเรื่อง “การให้อำนาจในการดำเนินคดีอาญา” ในหนังสือที่รวมบทความ “การก่อการร้ายกับการมอบอำนาจให้ดำเนินคดี” ที่แนบมาในสิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) หน้า ๓๑ ถึงหน้า ๕๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้า ๔๙ – ๕๐ และหน้า ๕๔ – ๕๕

4) จากข้อเสนอแนะดังกล่าวมา ร่างมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาจึงเป็นดังต่อไปนี้

มาตรา ๑๑๒ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดที่ต้องให้อำนาจ

การสอบสวนดำเนินคดีในความผิดตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอำนาจจากเลขาธิการพระราชวัง

อนึ่ง แม้บทบัญญัติตามวรรคสามของร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นบทบัญญัติที่โดยเนื้อแท้เป็นบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (เทียบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๒๑) แต่ก็ชอบที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาเสียเลยทีเดียว

5) ความผิดตามมาตรา ๑๑๒ และความผิดตามมาตรา ๑๓๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นเรื่องที่ยึดโยงกัน เมื่อได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๒ แล้วก็ต้องแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๓๓ ในคราวเดียวกัน โดยให้มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตามเหตุผลโดยละเอียดที่ปรากฏในบทความเรื่อง “การมอบอำนาจให้ดำเนินคดีอาญา” ในหนังสือรวมบทความ“การก่อการร้ายกับการมอบอำนาจให้ดำเนินคดี” ที่แนบมาเพื่อพิจารณาในสิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) พร้อมหนังสือฉบับนี้ และร่างมาตรา ๑๓๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญาจะมีข้อความดังต่อไปนี้

มาตรา ๑๓๓ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

คอป. ขอกราบเรียนในที่นี้ด้วยว่า โดยที่การทำงานของ คอป. เป็นการทำงานที่ตั้งอยู่บน “ควารับผิดชอบต่อประชาชน” (public accountability) ข้อเสนอแนะของ คอป. ดังกล่าวมานี้ คอป. ถือว่าเป็ข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่ายในรัฐสภาและต่อประชาชนด้วย และในส่วนของรัฐสภานั้น คอป. เห็นว่าชอบที่ผลักดันกฎหมายดังกล่าว และประชาชนเองก็ชอบที่จะผลักดันให้กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นด้วย เพื่อจักได้ช่วยกันสร้างสันติและความปรองดองของคนในชาติ

@@@@@@

เกรินนำก่อนเสนอแก้ไข ประมาวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ก่อนที่ คอป. จะได้กล่าวถึงการแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดังกล่าว คอป. เห็นสมควรกล่าวถึงพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างสังคมประชาธิปไตยในต่างประเทศกับสังคมไทยเราดังต่อไปนี้

(๑) ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายนั้น คนในกระบวนการยุติธรรมจะมีความเป็นเสรีนิยมสูง แต่คนในกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยเรามีความเป็นอำนาจนิยมสูง ดังจะเห็นได้จากการเอาตัวบุคคลไว้ในอำนาจรัฐโดยไม่พิจารณาถึงความจำเป็น การออกหมายจับ การจับ การควบคุม การขังและการปล่อยชั่วคราวตลอดจนการเรียกหลักประกันในการปล่อยชั่วคราวจึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย จน คอป. ต้องมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลดังรายละเอียดปรากฏในข้อเสนอแนะของ คอป. ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ คอป. ๑/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ถึงนายกรัฐมนตรี แม้กระนั้นก็ตามกรณีดังกล่าวก็ยังมีปัญหาอยู่จนบัดนี้ จึงชอบที่รัฐบาลนี้จักได้ดำเนินการต่อไป เพราะความถูกต้องและเป็นธรรมเป็นพื้นฐานสำคัญของความปรองดองของคนในชาติ

(๒) ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายนั้น พรรคการเมืองต่าง ๆ จะมี หน่วยที่ปรึกษา ของพรรคการเมือง เช่น หน่วยที่ปรึกษาด้านกฎหมาย หน่วยที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น ซึ่งหน่วยที่ปรึกษาดังกล่าวจะทำงานกันอย่างต่อเนื่องจนเป็น “สถาบัน” ควบคู่กับพรรคการเมือง สำหรับ “หน่วยที่ปรึกษาด้านกฎหมาย” ของพรรคการเมืองนั้น จะเป็นผู้ศึกษาวิเคราะห์กฎหมายที่เป็นอยู่โดยทำงานร่วมกับนักวิชาการด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนากฎหมาย เพื่อการแก้ไขกฎหมายและเพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติโดยใช้กฎหมาย แต่ในประเทศไทยเรานั้น เนื่องจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ยังพัฒนาไปไม่ถึงการเป็น “สถาบันทางการเมือง” พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงยังมีลักษณะเป็นพรรคเฉพาะกิจ “หน่วยที่ปรึกษากฎหมาย” ของพรรคการเมืองจึงยังคงเป็น “หน่วยที่ปรึกษากฎหมาย” เป็นการเฉพาะกิจที่ยังไม่เป็น “สถาบัน” ไปด้วย

ความแตกต่างอันเป็นพื้นฐานสองประการดังกล่าวย่อมส่งผลถึงการแก้ปัญหาของประเทศชาติด้วยกฎหมายที่แตกต่างกันไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐประสบปัญหาทางการเมืองที่จะต้องแก้ปัญหาความรุนแรงในทางการเมือง

คอป. ขอกราบเรียนด้วยว่า จากการศึกษาของ คอป. นั้น ในอดีตอย่างน้อยเคยเกิด “กองทัพแดง” (Red Army) ขึ้นในสองประเทศ กลุ่มกองทัพแดงเป็นกลุ่มที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์และได้มีการใช้ความรุนแรงเพื่อล้มล้างรัฐบาลและสถาบันการเมือง ซึ่งในสองประเทศที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มีการจัดการกับกลุ่มกองทัพแดงที่ต่างกัน ดังต่อไปนี้

(๑) ในประเทศญี่ปุ่นได้เกิด กองทัพแดงญี่ปุ่น” (Japanese Red Army) ซึ่งเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า “Nihon Sekigun” กองทัพแดงญี่ปุ่นไม่ได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศญี่ปุ่น แต่ได้ก่อตั้งขึ้นในประเทศเลบานอนเมื่อปี ค.ศ. ๑๙๗๑ โดยมีเป้าหมายเพื่อล้มล้างรัฐบาลญี่ปุ่นและพระเจ้าจักรพรรดิ์แห่งญี่ปุ่น โดยมีหัวหน้าคนเก่าชื่อ Haruo Wako ซึ่งถูกจับกุมได้เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๗ และถูกศาลแห่งประเทศญี่ปุ่นพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต และเขาได้ตายในเรือนจำเมื่อวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ค.ศ. ๒๐๑๑ นี้เอง ในระหว่างที่หัวหน้ากลุ่มถูกจำคุกอยู่นั้น ก็ได้มีหัวหน้ากลุ่มคนใหม่ชื่อ Fusako Shigenobu และหัวหน้ากลุ่มคนใหม่เพิ่งถูกจับกุมได้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๐๐ และเขาถูกศาลแห่งประเทศญี่ปุ่นพิพากษาจำคุก ๒๐ ปี เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. ๒๐๐๖ กรณีจึงกล่าวได้ว่าการจัดการกับกลุ่มกองทัพแดงญี่ปุ่นซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์นั้น ประเทศญี่ปุ่นได้ใช้กระบวนการยุติธรรมในการปราบปราม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมของประเทศญี่ปุ่นนั้น ได้ชื่อว่ามีประสิทธิภาพสูงมาก และประเทศญี่ปุ่นก็ได้ใช้กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแต่อย่างใด

(๒) ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีระหว่างปลายปี ค.ศ. ๑๙๖๐ ถึงปลายปี ค.ศ. ๑๙๗๐ ก็ได้เกิด “กลุ่มกองทัพแดง” (Red Army Faction) ซึ่งเรียกในภาษาเยอรมันว่า “Rote Armee Fraktion” กลุ่มกองทัพแดงเยอรมันเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้ายหรือเป็นกลุ่มการเมืองที่นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์เช่นกัน กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ดำเนินการในทางการเมืองเพื่อล้มล้างรัฐบาลเยอรมันโดยใช้ความรุนแรงต่างๆ การดำเนินการในทางการเมืองของกลุ่มการเมืองกลุ่มนี้จึงมีลักษณะเป็นกลุ่มอาชญากรก่อการร้าย ซึ่งการต่อสู้กับกลุ่มนี้ได้นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายในเวลาต่อมา โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

(๒.๑) กลุ่มอาชญากรก่อการร้ายกลุ่มนี้มีหัวหน้าเป็นผู้หญิงชื่อ Ulrike Meinhof และมีผู้ร่วมคิดคนสำคัญเป็นผู้ชายชื่อ Andreas Baarder กลุ่มอาชญากรก่อการร้ายกลุ่มนี้จึงรู้จักกันทั่วไปว่า “Barrder – Meinhof Group” ซึ่งหากจะกล่าวเฉพาะการรวมตัวของบุคคลโดยไม่คำนึงถึงอาชญากรรมที่บุคคลในกลุ่มไปก่อกับความผิดทางอาญาตามกฎหมายของไทยเราแล้วความผิดของบุคคลที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มก็คือความผิดฐานเป็นอั้งยี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๐๙ ของไทยเรานั่นเอง

(๒.๒) อั้งยี่กลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงประเภทต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง เป็นต้นว่า การวางระเบิดสถานที่ต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า สำนักพิมพ์ของเอกชน การปล้นสดมภ์ การจับตัวบุคคลเรียกค่าไถ่ การสังหารบุคคลต่าง ๆ เช่น วางระเบิดสังหารผู้พิพากษาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐ วางระเบิดสังหาร “อัยการสูงสุดแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐ” (Bundesstaatsanwalt/Federal Prosecutor General) เป็นต้น

(๒.๓) การก่ออาชญากรรมของอั้งยี่กลุ่มนี้ทางกลุ่มอ้างว่าเป็นเรื่องการดำเนินการในทางการเมืองของกลุ่ม และเมื่อบุคคลในกลุ่มถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีก็จะมี “กลุ่มทนายความ” ที่เรียกกันว่า “ทนายความฝ่ายซ้าย” (Linksanwalt / Leftish Attorney at Law) คอยให้ความช่วยเหลือในทางคดี

(๒.๔) ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเยอรมันในขณะนั้น จำเลยแต่ละคนสามารถมีทนายความแก้ต่างคดีให้ตนได้โดยไม่จำกัดจำนวนทนายความ และทนายความทุกคนจะดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลให้แก่ลูกความของตนได้โดยการทำงานร่วมกันหรือทนายความแต่ละคนจะดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแยกกันอย่างเป็นอิสระแยกจากกันและกัน อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำได้

(๒.๕) เมื่อกลุ่ม “ทนายความฝ่ายซ้าย” เห็นว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลโดยการทำงานโดยอิสระแยกกันสามารถใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานการเมืองของกลุ่มตนได้ กลุ่มทนายความดังกล่าวจึงใช้ช่องทางของกฎหมายดำเนินการกระบวนพิจารณาในศาลโดยแยกกันเพื่อเป็นการประวิงคดีจนทำให้การพิจารณาคดีของศาลติดขัด การที่ “ทนายความฝ่ายซ้าย” ต่างคนต่างดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลโดยแยกกันนี้จึงมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เป็นการกระทำเพื่อให้กลไกส่วนหนึ่งของรัฐล้มเหลวแล้วรัฐก็จะกลายเป็นรัฐล้มเหลว

(๒.๖) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็ไม่ยอมปล่อยให้พฤติกรรมของ “ทนายความฝ่ายซ้าย” สามารถใช้กฎหมายดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลจนกระทบต่อประสิทธิภาพโดยไม่มีการแก้ไขปัญหา ในที่สุดรัฐบาลจึงได้เสนอแก้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้จำเลยแต่ละคนสามารถมีทนายความได้ไม่เกิน ๓ คน

(๒.๗) กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ดีต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ต้องมี “ความเป็นเสรีนิยม” (ดู คณิต ณ นคร กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิมพ์ครั้งที่ ๗ สำนักพิมพ์วิญญูชน กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ หน้า ๔๗ – ๔๘)  กล่าวคือ ต้องคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคล การเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในครั้งนี้ที่จำกัดการมีทนายความไว้ไม่เกิน ๓ คนนั้น ก็เป็นการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามสมควร เหตุนี้รัฐสภาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีจึงให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าว กรณีจึงทำให้การประวิงคดีโดยการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือหรือเป็นอุบายเพื่อการดำเนินการทางการเมืองของทนายความฝ่ายซ้ายได้รับการแก้ไขเป็นผลสำเร็จ ข้อนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือในทางการเมืองของนักการเมืองของประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ เมื่อเกิดปัญหาที่สั่นคลอนต่อระบอบการเมืองของประเทศแล้วฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติก็ได้ผนึกกำลังกันเพื่อแก้ปัญหาของประเทศชาติอย่างมีหลักมีเกณฑ์

การที่ คอป. ได้หยิบยกเอาเหตุการณ์อันแสดงถึงบทบาทของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีในการแก้ปัญหาของประเทศชาติขึ้นมากล่าวนั้น ก็โดยประสงค์ที่จะชี้ให้เห็นว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ย่อมมีทางแก้ปัญหา ในระบบ ในทางการเมืองอย่างมีหลักมีเกณฑ์ได้เสมอ เพียงแต่นักการเมืองของประเทศต้องมี เจตจำนงในทางการเมือง (political will) ที่ถูกต้องและจริงจังเท่านั้น

ในประเทศไทยเรานั้น คอป. เห็นว่าทุกฝ่ายต่างกล่าวถึงและเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยกันมาโดยตลอด และดูเหมือนประชาชนทั้งหลายก็เบื่อหน่ายต่อการยึดอำนาจการปกครองประเทศของฝ่ายทหาร เพราะการยึดอำนาจการปกครองประเทศของฝ่ายทหารเป็นการทำให้ประเทศชาติมีแต่ถอยหลังและห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตยออกไป จนเกี่ยวกับการยึดอำนาจการปกครองประเทศครั้งหลังสุดเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ได้มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า “กลุ่มนิติราษฎร์” ได้เสนอให้มีการประกาศให้การกระทำบางอย่างอันเกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจครั้งหลังนี้เสียเปล่าหรือตกเป็นโมฆะ อันแสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับการแก้ปัญหาของประเทศโดยการยึดอำนาจรัฐของฝ่ายทหาร

คอป. ใคร่ขอเรียนย้ำต่อรัฐบาล ฝ่ายค้านและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ทั้งในสภาฯ และนอกสภาฯในที่นี้ด้วยว่า บัดนี้ สังคมไทยเราได้มีการตื่นตัวมากขึ้นซึ่งล้วนแล้วเป็นนิมิตหมายที่ดีทั้งสิ้น เช่น

(ก) ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด คือเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ได้มีกลุ่มนักธุรกิจร่วมกับกลุ่มสื่อสารมวลชนได้ออกมาเรียกร้องให้การเลือกตั้งได้เป็นไปโดยเรียบร้อยโดยปราศจากความรุนแรงและให้ทุกฝ่ายยอมรับผลของการเลือกตั้ง การกระทำดังกล่าวนอกจากจะเพื่อป้องกันความรุนแรงในการเลือกตั้งแล้ว คอป. ยังเห็นว่าเป็นการป้องกันการยึดอำนาจโดยฝ่ายทหารด้วย และการกระทำของกลุ่มดังกล่าวนับว่าได้ผลทีเดียว

(ข) ในการยึดอำนาจรัฐทุกครั้งได้มีการอ้างการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นเหตุผลหนึ่งประกอบด้วยเสมอ บัดนี้ได้มีการตื่นตัวของกลุ่มบุคคลในสังคมต่อไปอีก กล่าวคือ ได้มีกลุ่มนักธุรกิจรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มต่อต้านการคอร์รัปชั่น แม้ถึงว่านายดุสิต นนทะนาคร ผู้เป็นหัวหน้าของกลุ่มนักธุรกิจต่อต้านการคอร์รัปชั่นจะเสียชีวิตไปอย่างกะทันหันอย่างน่าเสียดายเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่ คอป. ก็ทราบว่าโครงการต่อต้านการคอร์รัปชั่นที่นายดุสิต นนทะนาคร และคณะได้ก่อตั้งไว้นั้น ได้มีผู้สืบแทนแล้วและทำงานกันต่อไป

บัดนี้ การเลือกตั้งได้ผ่านพ้นไปแล้วและประชาชนทั่วไปก็ยอมรับผลของการเลือกตั้ง ทั้งงานเกี่ยวกับความปรองดองของคนในชาติที่ คอป. ได้ดำเนินการอย่างมี “ความรับชอบต่อประชาชน” (public accountability) มาโดยตลอดนั้น ก็เป็นที่ยอมรับจากประชาคมนา ๆ ประเทศด้วย

การแก้ปัญหาและการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยเรานั้น คอป. เห็นว่าไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จทำนองการดำเนินการของ “กลุ่มกองทัพแดง” ของประเทศญี่ปุ่นหรือของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี หากแต่จะต้องพัฒนาและเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครองบนพื้นฐานของสังคมของไทยเรา ดังจะเห็นได้จากการที่ “คณะราษฎร” ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ศาสตราจารย์ ดร. ปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่าเป็นเรื่องของ “การอภิวัฒน์”

เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังเป็นที่โต้เถียงและขัดแย้งกันดังกล่าวมาแล้วนั้น คอป. เห็นว่าการที่จะยกเลิกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เสียเลยตามที่บางคนหรือบางฝ่ายเรียกร้องนั้น น่าจะยังไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย แต่การที่จะคงสภาพความเป็นความผิดอาญาในลักษณะปัจจุบันโดยไม่มีทางออกใด ๆ ในการดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดที่เหมาะสมนั้น ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะจะยังคงมีการใช้หรือพยายามใช้ความผิดฐานนี้เป็นเครื่องมือในทาง

การเมืองทั้งเพื่อปกป้องสถาบันและเพื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองกันต่อไปอันจะเป็นอุปสรรคในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ

เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยใช้หลักวิชาการเป็นปัจจัยขับเคลื่อนอันเป็นแนวทางที่ คอป. ดำเนินการมาโดยตลอดนั้น คอป. จึงได้ศึกษานโยบายทางอาญาของประเทศต่าง ๆ ทั้งของประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและบุคคลธรรมดาเป็นประมุข คอป. จึงขอกราบเรียนเพื่อทราบดังต่อไปนี้

(๑) จากการศึกษานโยบายทางอาญาของประเทศต่าง ๆ นั้น คอป. พบว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญของบุคคลกับการเอาผิดทางอาญากับความผิดอาญาบางประเภท ซึ่งรวมทั้งความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยนั้น มีช่องทางในทางกฎหมายที่จะสร้างความสมดุลย์ได้ เช่น ในสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีได้มีการบัญญัติให้ความผิดอาญาบางฐานที่ไม่ร้ายแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความผิดที่ผู้เสียหายหรือผู้ถูกประทุษร้ายเป็น บุคคลสาธารณะ (public figure) เป็นความผิดอาญาชนิดหนึ่งที่เรียกในภาษาเยอรมันว่า Ermächtigungsdelikt ซึ่งอาจถ่ายทอดเป็นภาษาไทยได้ว่า “ความผิดที่ต้องให้อำนาจ”

(๒) ความผิดที่ต้องให้อำนาจ คือพื้นฐานของความสมดุลย์ระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญของบุคคลกับการดำเนินคดีอาญาทีเดียว กล่าวคือ แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นความผิดอาญา แต่รัฐก็ชอบที่จะให้การดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหาขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้เสียหายเป็นสำคัญ

กล่าวคือ รัฐต้องให้ผู้เสียหายมีอำนาจที่จะพิจารณาก่อนว่าการดำเนินคดีกับบุคคลที่ได้กระทำความผิดอาญาต่อตนจะมีผลดีต่อตนในทางการเมืองหรือไม่ โดยรัฐจะไม่ให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศตัดสินใจในการดำเนินคดีด้วยตัวเองโดยลำพัง เช่น การหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีนั้น การสอบสวนจะเริ่มได้ก็ต่อเมื่อประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีได้ให้อำนาจให้ดำเนินการเท่านั้น เหตุผลและรายละเอียดปรากฏในบทความเรื่อง “การให้อำนาจในการดำเนินคดีอาญา” ในหนังสือรวมบทความ “การก่อการร้ายกับการมอบอำนาจให้ดำเนินคดี” ที่แนบมาในสิ่งที่ส่งมาด้วย (๑) หน้า ๓๑ ถึงหน้า ๕๖ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้า ๓๖

(๓) นโยบายทางอาญาในระบบกฎหมายอาญาเยอรมันดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้น แม้นโยบายทางอาญาก็จักต้องเป็นนโยบายที่ส่งเสริมการฝึกคนและการพัฒนาคน กล่าวเฉพาะนักการเมืองก็คือการฝึกนักการเมืองของประเทศและการพัฒนานักการเมืองของประเทศในด้านจิตสำนึกของความเป็นประชาธิปไตยทีเดียว

(๔) พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ นิติศาสตร์แนวพุทธ” ที่แนบมาในสิ่งที่ส่งมาด้วย (๒) โดยท่านกล่าวว่าพระพุทธศาสนามองมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ที่ต้องฝึกและเป็นสัตว์ที่ฝึกได้ (ดู หน้า ๔๑) และว่า กฎหมายเป็นเครื่องมือฝึกมนุษย์หรือเป็นเครื่องมือพัฒนาชีวิตมนุษย์ (ดู หน้า ๕๗) และว่า กฎหมายมี ๒ แบบ ถ้าเน้นอำนาจก็จะเป็นกฎหมายที่เด่นในด้านกำจัดคนชั่วโดยการห้ามและบังคับมาก แต่ถ้าเป็นกฎหมายที่เน้นการศึกษา ซึ่งมุ่งสร้างคนดี ก็จะมีลักษณะในทางจัดสรรโอกาสและการส่งเสริมมาก แต่ในความเป็นจริงซึ่งสังคมในขณะหนึ่ง ๆ มีคนที่อยู่ในระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันหลากหลาย การปกครองและกฎหมายจะต้องทำหน้าที่ทั้งสองด้าน คือทั้งส่งเสริมคนดี และกำราบคนร้าย ทั้งนี้โดยมีจุดเน้นที่การสร้างและส่งเสริมคนดี” (ดู หน้า ๑๒๙)

(๕) คอป. เห็นว่ากฎหมายของประเทศไทยเราดูจะมีเพียงการเน้นที่การบังคับด้านเดียว ดังจะเห็นได้จากพระราชบัญญัติต่าง ๆ ส่วนมากจะจบลงด้วยส่วนหรือหมวดอันว่าด้วย “บทกำหนดโทษ” นโยบายทางอาญาของไทยเราจึงทำให้เกิดสภาพกฎหมายอาญาเฟ้อและส่งผลต่อการบังคับใช้กฎหมายในที่สุดด้วย ซึ่งข้อนี้รัฐควรจักต้องวางเป็นนโยบายเป็นการทั่วไปไว้ เพื่อให้กฎหมายและระบบกฎหมายของประเทศได้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องเหมาะสมและดียิ่งขึ้น

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ความเป็นไทยในรามเกียรติ์ฉบับไทย: การสร้างขึ้นมาใหม่

Posted: 03 Feb 2012 04:13 AM PST

หากมิใช่การเขียนอย่างแฝงนัยแห่งความหมายเอาไว้ให้ผู้อ่านได้ขุดคิดแล้ว คงต้องกล่าวว่าบทความเรื่อง"สร้างแล้วจึงรื้อ : รามเกียรติ์ไทยในมหกรรมรามายณะนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ์ ฯ" ของ อ.เจตนา นาควัชระ (กรุงเทพธุรกิจ section จุดประกาย, พฤ 2 กภพ.2555 น.08) ตีความปัจฉิมราชวินิจฉัย พระราชนิพนธ์รามเกียรติ์ฉบับ ร.1 ที่ว่า "ทรงเพียรตามเรื่องนิยายไสย ใช่จะเป็นแก่นสารสิ่งใด ดั่งพระทัยสมโภชบูชา ใครฟังอย่าได้ใหลหลงจงปลงอนิจจังสังขาร์" ตรงตามตัวอักษรจนเกินไป
 
เหตุเพราะวัฒนธรรมไทย เมื่่อจะเล่านิทานให้ฟัง หรือเมื่อจะเล่นละครให้ดูแล้ว  หากมีผู้วิจารณ์ว่า น้ำเน่านี่หว่ามุขหนึ่งที่จะตอบแก้ก็ต้องว่า  เล่าให้ฟัง เล่นให้ดูพอเพลิน ๆ นะ เรื่องเล่าเล่น ๆ นะ ไม่มีอะไรหรอก  ฟังแล้วดูแล้วก็ปลงเข้าสู่พระธรรมเสีย  เหมือนอย่างเมื่อมีคนดูละครบางเรื่องแล้วรู้สึกเน่าเหลือเกิน คณะู้ผู้จัดก็นิมนต์พระมาเทศน์สอนแง่คิดทางธรรรมให้ฟังท้ายละคร ก็เป็นอันจบละครเรื่องนั้น ๆ ได้อย่างสมบูรณ์
 
รามเกียรติ์ฉบับไทยเป็นภาพสะท้อนการดำเนินไปตามขนบความเป็นไทยฉบับหลวง และสะท้อนความคิดอ่านของผู้แต่งอย่างชัดแจ้ง  นั่นคือสถานะของพระรามในรามเกียรติ์ฉบับไทยมิใช่พระเจ้า  หากแต่เป็น "เจ้า" องค์หนึ่ง "พระราม" ของไทยมิใช่ "ราม" อย่างฮินดู  สีดาจึงมิใช่คู่ของพระเจ้า หากแต่เธอคือนางสีดา ซึ่งเป็นของเจ้า .โครงเรื่องมิใช่การภักดีต่อสัจจะ  แต่คือการภักดีต่อเจ้า
 
เรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้า ๆ อย่างพระรามย่อมเป็นที่เสพย์ในหมู่ประชาชน  หากเป็นผู้ดีเป็นอำมาตย์ ซึ่งมีจำนวนน้อยก็ต้องเสพย์เสวยเรื่องพระราม  ส่วนชาวบ้านหรือไพร่ทั่วไปก็เสพย์เรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ ไป  กล่าวอย่างภาษาการตลาดก็ว่า ละครจักร ๆ วงศ์ ๆ เป็น fighting brand เจาะตลาดล่างของเรื่องเล่าแบบรามเกียรติ์ฉบับภาษาไทย-ซึ่งเป็นสินค้าเกรด A  หากแต่ชาวบ้านหรือไพร่ทั่ว ๆ ไปก็สามารถสนุกกับเรื่องพระรามได้จากตัวละครที่เป็นอุดมคติ  หรือมีลักษณะเป็นที่นิยมของไพร่  ซึ่งการคล้อยตามหรือสนุกตามเรื่องเล่า ก็สามารถทำให้ผู้เสพย์คล้อยตามอุดมคติของผู้แต่งได้โดยไม่รู้ตัว หรือโดยไม่ทันสังเกตตัวเอง
 
ตัวละครในอุดมคติ หรือพระเอกสำหรับไพร่ หรือพระเอกสำหรับชาวบ้านชาวบ้าน มิใช่พระราม พระลักษณ์ หรือทศกัณฐ์  หากแต่คือหนุมาน ไม่หล่อ แต่เท่ มี "วิชา"  และ โคตรเจ้าชู้  สำหรับไพร่ ๆ ในสังคมของลูกพี่ หรือในสังคมที่มีพี่ใหญ่  หากลูกพี่หรือพี่ใหญ่มีปัญหาอะไร ขอเพียงให้เชื่อไ้ด้สนิทใจว่า พี่ใหญ่ทำถูกต้องแล้ว เหล่าลูกน้องทั้งหลายย่อมยินดีช่วยเหลือเต็มที่   หนุมานก็เช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป คือรักลูกพี่ ทำได้เพื่อพี่ใหญ่  หนุมานจึงมีคุณสมบัติสอดคล้องกับค่าความนิยมหรืออุดมคติแบบไพร่ ๆ  หนุมานจึงเป็นพระเอกของไพร่ หรือชาวบ้าน ในวัฒนธรรมไทย  และเรื่องรามเกียรติ์ฉบับไทยจึงเป็นที่นิยมในหมู่ไทย
 
การทำความเข้าใจรามเกียรติ์ฉบับภาษาไทย จึงไม่ควรเพียงพิจารณาจากขนบเถรวาท  หากแต่ควรพิจารณาจากสภาพไทย ๆ ที่พระเจ้ากลายสภาพเป็นเจ้า  และไพร่พลอย่างหนุมานกลายเป็นพระเอกในดวงใจของผู้เสพย์ผู้ชม.สังคมไทยไม่ได้รื้อสร้าง  ไม่ได้deconstruct  ไม่ได้สร้างแล้วจึงรื้อ แล้วสร้างใหม่ อย่างที่อาจารย์เจตนากล่าว เพราะเราเพียงแต่สร้างรามเกียรติ์ขึ้นมาใหม่ reconstructขึ้นมาใหม่จากรามเกียรติ์เรื่องเดิม ให้เป็นรามเกียรติฺิ์แบบไทย ๆ
 
จากแง่มุมการกลายเป็นไทยของรามเกียรติ์ เราจึงไม่อาจพิจารณาโดยเทียบเคียงกับศิลปะรามายณะของชาติอื่น ๆว่าเราหยุดอยู่กับที่ หรือกลายเป็นมาอยู่ท้ายแถวแล้วละหรืออย่างที่อาจารย์เจตนาตั้งคำถาม  เหตุเพราะรามเกียรติ์ไทยได้บ่ายหน้าไปในทิศทางของตนเอง  ธรรมะหรือสัจจะของพระเจ้า จงหลีกทางไปให้แก่สิทธิอันชอบธรรมของเจ้า  รามเกียรติ์ฉบับราชการไทยเป็นบท เป็นการแสดงที่เป็นพิธีกรรมบูชาเจ้า มิใช่มุ่งสร้างความหฤหรรษ์บันเทิงเป็นหลัก  เพราะเหตุดังนั้นจึงต้องการความศักดิ์สิทธิ์ถูกต้องตามแบบอย่างดั้งเดิม เหมือนอย่างที่เมื่อจะไหว้เจ้าไหว้เทวดา เราก็มักต้องบูชาด้วยเครื่องเซ่นไหว้ตามอย่างที่ผู้รู้กำหนดมา  ยิ่งถูกต้องตามแบบอย่างดั้งเดิมยิ่งศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งดีต่อเจ้าที่เซ่นไหว้ และดีต่อผู้เซ่นไหว้เอง  ประเด็นสำคัญมิใช่การค้นหาสิ่งใหม่ ๆ หรือหาแรงบันดาลใจจากวิถีชาวบ้าน หากคือการทำให้ถูกต้องตามแบบอย่างดั้งเดิม (แต่ถ้าจะทำให้อลังการบิ่งๆขึ้นก็ไม่มีปัญหา)  เหตุดังนั้นจึงไม่ต้องคาดหวังถึงการประดิษฐ์ท่ารำหรือการแต่งเพลงใหม่ ๆ มาใช้ในรามเกียรติ์ฉบับราชการไทย
 
จากมุมมองของผู้ผลิตซ้ำรามเกียรติ์ไทย  รามเกียรติ์ไทยจึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์  หากประสงค์จะสร้างใหม่ ก็จงไปสร้างในพื้นที่อื่น ๆ  หรือในพื้้นที่ประกอบของเรื่อง เช่น ให้ความใหม่สดแก่พิเภก แก่หนุมาน  หรือจะแปลงความคิดสร้างสรรค์หรือความเป็นบ้าน ๆ ใส่ลงในเพลงสุนทราภรณ์ ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ หรือในละครน้ำเน่า ก็ล้วนไม่มีปัญหาแต่อย่ามายุ่งกับโครงหลักของรามเกียรติ์  การกลายเป็นไทยของรามเกียรติ์จึงเป็นข้อจำกัดในต้วเอง !
 
สำหรับชาวบ้าน ชาวบ้าน  หรือสำหรับไพร่ ๆ  เราอาจไม่ได้มีโอกาสดูการแสดงชั้นเลิศของต่างชาติแล้วย้อนกลับมาดูตัวเราเอง  หากแต่เราสามารถดูรามเกียรติ์ไทยแล้วย้อนกลับมาเข้าใจความเป็นไทยที่สร้างขึ้นมาจำกัดความสร้างสรรค์ของเราเอง
 
ผู้เขียนไม่มีความรู้เรื่องดนตรีไทย  แต่อาจารย์เจตนาอาจจะคิดซับซ้อนเกินไปเกี่ยวกับรามเกียรติ์และนาฎศิลป์ไทย จึงยังคงให้ความสำคัญกับความมหัศจรรย์/บทสนทนาของระนาดเอกระนาดทุ้ม  หรือการให้โอกาสแก่การรังสรรค์เพลงใหม่ ๆ   หากสิ่งสำคัญหรือเป็นพื้นฐานที่สุดของนาฎศิลป์ นาฎยสังคีต หรือนาฎดุริยางค์ไทยคือ จังหวะ  แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในวัฒนธรรมดนตรีไทยก็คือ ฉิ่ง !   หรือก็คือในวัฒนธรรมไทย  สิ่งสำคัญย่อมมิใช่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆท่วงทำนองใหม่ ๆ  หากแต่ที่สำคัญที่สุด คือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ท่วงทำนองใหม่ ๆ เพื่ออวยประโยชน์สุขแก่นาฎยสังคม หรือสังคมโดยรวมนั้น จะต้องคำนึงถึงจังหวะที่พอเหมาะพอดีลงตัวกับเครื่องดนตรีอื่น ๆ   นาฎยสังคมไทยไม่มีปัญหาเรื่องแนวทางใหม่ ๆ เท่าการมีปัญหาเรื่องการตระหนักรู้จังหวะ  และเราอาจกล่าวได้ว่า  ผู้ใดเข้าใจจังหวะ ผู้นั้นเข้าใจสังคมไทย  ผู้ใดสามารถกำหนดจังหวะ  ผู้นั้นสามารถกำหนดสังคมไทย
 
ปัญหาคงอยู่ว่า จังหวะฉิ่งของพี่ไทย หรือก็คือจังหวะแบบไทย ๆ เป็นตัวกำหนดจนถึงกับจำกัดการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เช่นเดียวกับที่ความเป็นไทยในรามเกียรติ์กลายเป็นข้อจำกัดในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ หรือไม่  และเราจะออกจากข้อจำกัดนี้ไปได้อย่างไร ?
 
                                                                                        

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: ร้องขอออกรายการ ‘สรยุทธ์’ แฉปัญหา ‘ครูจ้างสอน’

Posted: 03 Feb 2012 03:09 AM PST

ครูจ้างสอนสุราษฎร์ฯ ทำจดหมายเปิดผนึกขอความอนุเคราะห์ให้ออกรายการเจาะข่าวเด่น แฉปัญหาความเดือดร้อนของครูจ้างสอนที่มีสวัสดิการต่ำ จี้ ก.ศึกษา ตั้งกรรมการศึกษารวบรวมข้อมูลและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาของครูจ้างสอน

3 ก.พ. 55 - ครูจ้างสอนโดยงบประมาณโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำจดหมายเปิดผนึกถึง “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” และ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” ว่าด้วยเรื่องขอความอนุเคราะห์ให้ออกรายการเจาะข่าวเด่น เพื่อตีแผ่ปัญหาของครูจ้างสอน รวมถึงขอให้ตั้งกรรมการศึกษารวบรวมข้อมูลและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาของครูจ้างสอนโดยงบประมาณโรงเรียน

 

โรงเรียนสหกรณ์นิคม
219 หมู่ 4 ตำบลตะกุกเหนือ
อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
 
3 กุมภาพันธ์ 2555
 
เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ให้ออกรายการเจาะข่าวเด่น
เรียน คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา
 
เนื่องด้วยข้าพเจ้า นางจริยา กิจวิถี และ นางวนิดา น้ำทอง ครูจ้างสอนโดยงบประมาณโรงเรียน ปฏิบัติการสอนในระดับชั้นปฐมวัย อยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ข้าวของมีราคาแพงมาก แต่ค่าตอบแทนที่ครูจ้างสอนได้รับต่ำมาก เพียงเดือนละ 4,000 - 6,000 บาท เหตุเพราะโรงเรียนไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องเงินค่าตอบแทนครูจ้างสอน แต่ด้วยความจำเป็นในภาวะที่โรงเรียนขาดแคลนครู โรงเรียนจึงต้องแก้ไขปัญหา ด้วยการจ้างคนในท้องถิ่น ที่มีประสบการณ์การสอนในโรงเรียนเอกชนมาก่อน หรือผู้ที่มีความรู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการศึกษา มาสอบเป็นลูกจ้างของโรงเรียน ทำสัญญาจ้างปีต่อปี โดยมีกระบวนการประเมินผลการสอนทุกปี มีการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ด้านการสอนทุกปี ปีละไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง และต้องรับผิดชอบ จัดการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ (สมศ.)
 
แต่ครูจ้างสอน ได้รับค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 4,000 - 6,000 บาท ไม่มีการขึ้นค่าตอบแทน ไม่มีเงินสะสม ไม่มีค่ารักษาพยาบาล ไม่มีบัตรประกันสังคม ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ เป็นเพียงลูกจ้างของโรงเรียน ที่ไม่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองทางกฎหมายใดๆ แม้ว่าจะได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่น้อยนิดไม่เพียงพอต่อการครองชีพ แต่สิ่งหนึ่งที่ครูจ้างสอนมีอยู่เต็มเปี่ยมหัวใจ คือ จิตวิญญาณของความเป็นครู สอนเด็กด้วยความมุ่งมั่น มีความรับผิดชอบ มีจิตอาสาในการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม ครูจ้างสอนบางท่านสอนหนังสือมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี จนถึงปัจจุบันก็ยังสอนอยู่โดยไม่รับค่าตอบแทนเลยก็มี
 
จนกระทั่งรัฐบาล ฯพณฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีนโยบายเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่ข้าราชการ และลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท นั้น ครูจ้างสอน ซึ่งคาดว่ามีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 คน ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว เพราะครูจ้างสอนไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ เป็นเพียงลูกจ้างของโรงเรียน จึงต้องรับค่าตอบแทนจากโรงเรียนในอัตราเดิม เดือนละ 4,000 - 6,000 บาท ครูจ้างสอนจึงเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง เป็นครูผู้ด้อยโอกาส ในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นครูผู้ด้อยโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะค่าตอบแทนที่ได้รับน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำของลูกจ้างเอกชน หรือกรรมกรก่อสร้าง ซึ่งครูจ้างสอนก็เปรียบเสมือนกรรมกรก่อสร้างรากฐานของสังคม คือสร้างเด็กและเยาวชน ให้มีความพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นสมาชิกที่ เก่ง ดี และมีความสุขของสังคมไทยต่อไป
 
ข้าพเจ้า ไม่มีช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนครูจ้างสอน ครูผู้ด้อยโอกาสที่กระจายกันอยู่ในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ ไม่มีช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับผู้มีอำนาจในรัฐบาล หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่มีช่องทางในการสื่อสารกับสังคม เพื่อให้รับรู้ถึงตัวตน และการมีอยู่จริงของครูจ้างสอน ครูผู้ด้อยโอกาส
 
ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ให้ท่านกรุณาเปิดช่องทางในการสื่อสารกับสังคมด้วยการอนุญาต ให้ออกรายการเจาะข่าวเด่น ซึ่งข้าพเจ้าคาดหวังว่าจะเป็นการกระตุ้น ให้เพื่อนครูจ้างสอนที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ ได้ติดต่อเข้ามารวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อนำเสนอปัญหาของครูจ้างสอนต่อรัฐบาล หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีการสำรวจปริมาณครูจ้างสอนโดยงบประมาณโรงเรียนทั้งประเทศ และให้ครูจ้างสอนเป็นลูกจ้างของกระทรวงศึกษา ครูจ้างสอนจึงจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล
 
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
 
ขอแสดงความนับถือ
 
ลงชื่อ......................................                   ลงชื่อ...................................... 
 (นางจริยา กิจวิถี)                                         ( นางวนิดา น้ำทอง )
 ครูจ้างสอนโรงเรียนสหกรณ์นิคม                 ครูจ้างสอนโรงเรียนบ้านเชี่ยวมะปราง
 โทรศัพท์ 089-8750909                                โทรศัพท์ 087-2749049
 

 

 

โรงเรียนสหกรณ์นิคม

219 ม. 4 ตำบลตะกุกเหนือ
อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
 
3 กุมภาพันธ์ 2555
 
เรื่อง ขอให้ตั้งกรรมการศึกษารวบรวมข้อมูลและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาของครูจ้างสอน โดยงบประมาณโรงเรียน
 
เรียน ฯ พณ ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
 
เนื่องด้วยข้าพเจ้า นางจริยา กิจวิถี และ นางวนิดา น้ำทอง ครูจ้างสอนโดยงบประมาณโรงเรียน ปฏิบัติการสอนในระดับชั้นปฐมวัย อยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้รับความเดือดร้อนจากภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ข้าวของมีราคาแพงมาก แต่ค่าตอบแทนที่ครูจ้างสอนได้รับต่ำมาก เพียงเดือนละ 4,000 - 6,000 บาท เหตุเพราะโรงเรียนไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงศึกษาธิการ ในเรื่องเงินค่าตอบแทนครูจ้างสอน แต่ด้วยความจำเป็นในภาวะที่โรงเรียนขาดแคลนครู โรงเรียนจึงต้องแก้ไขปัญหา ด้วยการจ้างคนในท้องถิ่น ที่มีประสบการณ์การสอนในโรงเรียนเอกชนมาก่อน หรือผู้ที่มีความรู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการศึกษา มาสอบเป็นลูกจ้างของโรงเรียน ทำสัญญาจ้างปีต่อปี โดยมีกระบวนการประเมินผลการสอนทุกปี มีการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ด้านการสอนทุกปี ปีละไม่ต่ำกว่า 30 ชั่วโมง และต้องรับผิดชอบ จัดการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ (สมศ.)
 
แต่ครูจ้างสอน ได้รับค่าตอบแทนเพียงเดือนละ 4,000 - 6,000 บาท ไม่มีการขึ้นค่าตอบแทน ไม่มีเงินสะสม ไม่มีค่ารักษาพยาบาล ไม่มีบัตรประกันสังคม ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ เป็นเพียงลูกจ้างของโรงเรียน ที่ไม่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองทางกฎหมายใดๆ แม้ว่าจะได้รับค่าตอบแทนในอัตราที่น้อยนิดไม่เพียงพอต่อการครองชีพ แต่สิ่งหนึ่งที่ครูจ้างสอนมีอยู่เต็มเปี่ยมหัวใจ คือ จิตวิญญาณของความเป็นครู สอนเด็กด้วยความมุ่งมั่น มีความรับผิดชอบ มีจิตอาสาในการทำงานพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนที่มีคุณภาพของสังคม ครูจ้างสอนบางท่านสอนหนังสือมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี จนถึงปัจจุบันก็ยังสอนอยู่โดยไม่รับค่าตอบแทนเลยก็มี
 
จนกระทั่งรัฐบาล ฯพณฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีนโยบายเพิ่มค่าตอบแทนให้แก่ข้าราชการ และลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท นั้น ครูจ้างสอน ซึ่งคาดว่ามีอยู่จำนวนมากทั่วประเทศ อย่างน้อยโรงเรียนละ 1 คน ไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายดังกล่าว เพราะครูจ้างสอนไม่มีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ เป็นเพียงลูกจ้างของโรงเรียน จึงต้องรับค่าตอบแทนจากโรงเรียนในอัตราเดิม เดือนละ 4,000 - 6,000 บาท ครูจ้างสอนจึงเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง เป็นครูผู้ด้อยโอกาส ในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ เป็นครูผู้ด้อยโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะค่าตอบแทนที่ได้รับน้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำของลูกจ้างเอกชน หรือกรรมกรก่อสร้าง ซึ่งครูจ้างสอนก็เปรียบเสมือนกรรมกรก่อสร้างรากฐานของสังคม คือสร้างเด็กและเยาวชน ให้มีความพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นสมาชิกที่ เก่ง ดี และมีความสุขของสังคมไทยต่อไป
 
จึงเรียนมาเพื่อขอให้ ฯ พณ ฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งกรรมการศึกษาปัญหา รวบรวมข้อมูล และกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา ให้ครูจ้างสอนได้มีสถานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานรัฐ ครูจ้างสอนจะได้ มีโอกาสในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามนโยบายของรัฐบาล
 
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
 
ขอแสดงความนับถือ
 
ลงชื่อ......................................                     ลงชื่อ...................................... 
 (นางจริยา กิจวิถี)                                          ( นางวนิดา น้ำทอง )
 ครูจ้างสอนโรงเรียนสหกรณ์นิคม                 ครูจ้างสอนโรงเรียนบ้านเชี่ยวมะปราง
             โทรศัพท์ 089-8750909                       โทรศัพท์ 087-2749049


 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ราคาที่ดินในเมืองทวายแพงขึ้นสูงถึงร้อยล้านจั๊ต

Posted: 03 Feb 2012 02:06 AM PST

มีรายงานว่า ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในเมืองทวาย ทางภาคใต้ของประเทศพม่ากำลังพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะที่ดินในตัวเมืองทวายบางแห่งนั้นมีราคาสูงถึงหลายร้อยล้านจั๊ต หลังโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายจะก่อสร้างในพื้นที่

ขณะที่พบว่า ที่ดินที่มีราคาแพงที่สุดตั้งอยู่บนถนนอาซาร์นี ในตัวเมืองทวาย เนื่องจากมีหลายธนาคารเอกชนได้เปิดสาขาย่อยบนถนนสายนี้ โดยนักธุรกิจในพื้นที่ยังเผยว่า เหตุที่ราคาที่ดินในเมืองทวายนั้นราคาแพงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เพราะยังมีหลายบริษัทนักลงทุนเตรียมเข้ามาสร้างโรงแรมและสำงานย่อยในเมืองทวาย

ขณะที่ชาวบ้านเปิดเผยว่า แม้ที่ดินบางแห่งนั้นจะมีราคาสูงถึงหลายร้อยล้านจั๊ต แต่ก็ยังมีนักธุรกิจที่ต้องการครอบครองที่ดินผืนดังกล่าว เหมือนเช่นบริษัทแม็กซ์ เมียนมาร์ (Max Myanmar Company) ที่เพิ่งยอมควักเงินหลายร้อยล้านจั๊ตซื้อที่ดินในตัวเมืองทวายเมื่อเร็วๆนี้

ทั้งนี้ ชาวบ้านเปิดเผยว่า ราคาที่ดินในเมืองเริ่มขยับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมีการคาดการณ์กันว่า จะมีการก่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย หลายคนจึงรีบซื้อที่ดินหวังเกรงกำไร แต่ในเวลาต่อมาราคาที่ดินกลับมีราคาต่ำลงและคงที่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด หลังการเยือนของนายติ่น อ่อง มิ้น อู รองประธานาธิบดี ทำให้ราคาที่ดินกลับขยับสูงขึ้นอีกครั้ง

ด้านนายติ่น อ่อง มิ้น อู ระหว่างเยือนเมืองทวาย ได้ขอให้ทุกฝ่ายให้ความช่วยเหลือแก่ชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งโครงการนี้มีบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน)ของไทยได้รับสัมปทานและเข้าไปก่อสร้าง โดยโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายประกอบด้วยการสร้างท่าเรือน้ำลึกทวาย โรงงานอุตสาหกรรมหนักและการก่อสร้างถนนจากทวายเชื่อมจังหวัดกาญจนบุรีของไทย ซึ่งคาดว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษทวายนั้นจะใหญ่กว่านิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถึง 8 เท่า

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ชาวบ้านในพื้นที่เมืองทวายบางส่วนเริ่มได้รับผลกระทบจากโครงการนี้แล้ว โดยเฉพาะการถูกยึดที่ดิน ไร่นาไปทำโครงการนี้ ขณะที่เชื่อว่า การเข้าไปลงทุนของบริษัทไทยและนักลงทุนในโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายนี้ จะทำให้ชาวบ้านในเมืองทวายราว 23,120 คน จาก 18 หมู่บ้านต้องถูกโยกย้ายไปอยู่ที่อื่น และไร้ที่ทำกิน

 

อหิวาตกโรคระบาดในค่ายผู้ลี้ภัยรัฐคะฉิ่น

หน่วยงานบรรเทาทุกข์ชาวคะฉิ่นเปิดเผยว่า ขณะนี้มีเด็กและคนชราในค่ายผู้ลี้ภัยชาวคะฉิ่นตามชายแดนรัฐคะฉิ่น – จีน กำลังเผชิญกับอหิวาตกโรคระบาด สาเหตมาจากดื่มกินน้ำที่ไม่สะอาด ล่าสุดพบมีเด็กกว่า 30 รายกำลังป่วยเป็นโรคนี้ และมีเด็ก 1 รายที่เสียชีวิต

ทั้งนี้มีรายงานว่า ผู้ลี้ภัยในค่ายผู้ลี้ภัยคะฉิ่นอีก 3 แห่ง ทั้งในเมืองมังซี เมืองปาเจาและเมืองไวหม่อก็กำลังประสบกับปัญหาเดียวกัน สาเหตุคือไม่มีน้ำดื่มสะอาด และเข้าถึงแหล่งน้ำดื่มสะอาดยาก เนื่องจากค่ายผูู้ลี้ภัยตั้งอยู่บนภูเขา รวมทั้งไม่มีห้องสุขาที่ถูกสุขอนามัยเพียงพอ แม้แต่ผู้ลี้ภัยชาวคะฉิ่นในเมืองรุ่นลี่ ฝั่งจีนก็ประสบกับปัญหาอหิวาตกโรคเช่นเดียวกัน

ตามรายงานของคณะกรรมการบรรเทาทุกข์ผู้ลี้ภัยคะฉิ่น(the Kachin refugees’ relief committee) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีค่ายผู้ลี้ภัยคะฉิ่นในประเทศจียมีอยู่จำนวน 19 แห่ง และในรัฐคะฉิ่นอีก 40 แห่ง ซึ่งตัวเลขผู้ลี้ภัยจากสงครามในรัฐคะฉิ่นพุ่งเป็น 44,000 คนแล้ว โดยค่ายผู็ลี้ภัยเหล่านี้ได้รับการประสานงานและความช่วยเหลือด้านอาหารและยาจากกองทัพเอกราชคะฉิ่น (Kachin Independence Organization – KIO) จากชาวพม่าทั้งในและนอกประเทศ รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นด้านศาสนาและด้านสังคม

อย่างไรก็ตาม กลับมีรายงานว่า จนถึงขณะนี้รัฐบาลพม่ายังไม่อนุญาตให้หน่วยงานสากลใหญ่ๆเข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยคะฉิ่น ขณะที่มีรายงานว่า ผู้ลี้ภัยกำลังขาดแคลนอาหาร ที่พัก เสื้อผ้า เต้นท์ และยารักษาโรค ส่วนความเคลื่อนไหวทางการเมืองในรัฐคะฉิ่นล่าสุด ก็ยังไม่มีสัญญาณว่า รัฐบาลพม่าและกองทัพคะฉิ่นจะสามารถตกลงและยุติสงครามได้ในเร็ววันนี้ ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวไทใหญ่ได้ออกมารายงานว่า ทางกองทัพพม่าเริ่มถอนกำลังออกจากเขตควบคุมของทหารคะฉิ่นที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของรัฐฉานแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ ชาวบ้านก็ยังไม่กล่้าเดินทางกลับบ้าน เพราะยังไม่แน่ใจสถานการณ์

 

แปลและเรียบเรียงจาก Mizzima 2 กุมภาพันธ์ 55

แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ "สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน"อ่านข่าวและบท ความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊คhttp://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์ http://twitter.com/salweenpost 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

แอมเนสตี้จี้เกาหลีใต้ปล่อยนักเคลื่อนไหวทวีต "คิม จอง อิล จงเจริญ"

Posted: 03 Feb 2012 01:55 AM PST

แอมเนสตี้ เรียกร้องให้ปล่อยตัว ปาร์ก จูงยืน ชาวเกาหลีใต้อายุ 24 ปี ที่ถูกทางการเกาหลีใต้จับกุมในข้อหาผิดกฎหมายความมั่นคงในประเทศ หลังจากที่เขาได้ส่งต่อข้อความทางทวิตเตอร์ซึ่งแชร์มาจากทวิตเตอร์ของทางการเกาหลีเหนือว่า “คิมจองอิลจงเจริญ”

เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 55 ที่ผ่านมาแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลได้ออกแถลงการเรื่อง "เกาหลีใต้ต้องปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวที่ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการส่งข้อความทางทวิตเตอร์เรื่องคิมจองอิล" โดยมีรายละเอียดดังนี้

..............................

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

แถลงการณ์

1 กุมภาพันธ์ 2555

 

เกาหลีใต้ต้องปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวที่ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการส่งข้อความทางทวิตเตอร์เรื่องคิมจองอิล

 

ทางการเกาหลีใต้ควรปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวสื่อสังคมออนไลน์ที่ถูกกล่าวหาว่าสนับสนุน “ปรปักษ์” ทันที หลังจากที่เขาได้ส่งต่อข้อความทางทวิตเตอร์ที่ได้รับจากบัญชีทวิตเตอร์ของรัฐบาลเกาหลีเหนือ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวในวันนี้

ปาร์ก จูงยืน (Park Jeonggeun) อายุ 24 ปี นักเคลื่อนไหวของพรรคสังคมนิยม ได้ถูกทางการเกาหลีใต้ตั้งข้อกล่าวหาเมื่อวานนี้ ฐานละเมิดกฎหมายความมั่นคงในประเทศ หลังจากที่เขาได้ส่งต่อข้อความทางทวิตเตอร์ที่ระบุว่า “คิมจองอิลจงเจริญ” ซึ่งเขาได้รับมาจากบัญชีทวิตเตอร์ของทางการเกาหลีเหนือ

ปาร์กบอกว่า เขาส่งต่อข้อความทวิตเตอร์ฉบับนั้นเพื่อล้อเลียนผู้นำเกาหลีเหนือ และไม่ได้เป็นการสนับสนุนพวกเขาเลย แต่ต่อมาปาร์กก็ถูกควบคุมตัวที่ศูนย์กักตัวกรุงโซลตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม และอาจต้องติดคุกเป็นเวลาถึงเจ็ดปี

“กรณีนี้ไม่ใช่คดีความมั่นคงในประเทศเลย แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ทางการเกาหลีใต้ไม่เข้าใจเอาเลยถึงความรู้สึกที่ต้องการเสียดสี” แซม ซาริฟี (Sam Zarifi) ผู้อำนวยการแผนกเอเชีย-แปซิฟิก แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลกล่าว

“การคุมขังบุคคลเพียงเพราะการแสดงความเห็นอย่างสงบ ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ในกรณีนี้ ข้อกล่าวหาที่มีต่อปาร์ก จูงยืนเป็นเรื่องที่น่าตลก และทางการควรถอนข้อกล่าวหานี้โดยทันที” เขากล่าว

ปาร์ก จูงยืนเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยมของเกาหลีใต้ที่มักวิจารณ์เกาหลีเหนือ สำหรับการกดขี่ด้านแรงงาน การห้ามตั้งสหภาพแรงงาน และการบังคับให้ประชาชนต้องทำงานในสภาพที่เลวร้าย

“ปาร์กเป็นสมาชิกพรรคที่วิพากษ์วิจารณ์เกาหลีเหนืออย่างเปิดเผย แต่คดีที่เหลวไหลเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับเขาเพียงคนเดียว เป็นเวลานานมาแล้วที่ทางการเกาหลีใต้ใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงในประเทศ (National Security Law - NSL) เพื่อจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐานและปิดกั้นการแสดงออกของภาคประชาสังคมโดยอ้างความมั่นคงในประเทศ” เขากล่าว

ตำรวจกล่าวหาว่าปาร์ก จูงยืนเผยแพร่ข้อความโฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือ

“ความจริงผมเพียงแต่ต้องการล้อเลียนผู้นำเกาหลีเหนือเท่านั้นเอง ผมทำไปเพราะสนุก” ปาร์ก จูงยืนกล่าวกับแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนล

“นอกจากนั้นผมยังอัพโหลดและแก้ไขภาพโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อของเกาหลีเหนือส่งผ่านทวิตเตอร์ มีการเปลี่ยนรูปทหารเกาหลีเหนือที่กำลังยิ้มอยู่เป็นภาพที่ดูขึงขังของหน้าผมเอง และเปลี่ยนจากอาวุธที่ทหารถือเป็นขวดเหล้า”

“แม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับลัทธิคอมมิวนิสต์ของเกาหลีเหนือ แต่ผมก็สนใจในวัฒนธรรมเกาหลีเหนือและมีสิทธิที่จะได้เรียนรู้ถึงเรื่องนั้น” เขากล่าวเสริม

“พระราชบัญญัติความมั่นคงในประเทศมีผลกระทบลึกซึ้งต่อเสรีภาพในการแสดงออกในเกาหลีใต้ แทนที่ทางการจะนำกฎหมายฉบับนี้มาแก้ไขปัญหาที่คุกคามความมั่นคงแห่งชาติ กลับนำมาคุกคามประชาชนและจำกัดสิทธิที่จะแสดงออกได้อย่างเสรี ควรมีการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้ให้สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชน และถ้ารัฐบาลแก้ไขกฎหมายไม่ได้ ก็ควรยกเลิกไปเสีย” แซม ซาริฟี

ในช่วงที่เกาหลีใต้อยู่ใต้การปกครองของทหารระหว่างทศวรรษ 1970 และ 1980 ทางการมักใช้กฎหมายความมั่นคงฉบับนี้เพื่อจับกุมคุมขังประชาชน และมักมีการทรมาน บังคับให้สารภาพ และการไต่สวนอย่างไม่เป็นธรรมในระบบยุติธรรมทางอาญา

แม้ว่าระบอบทหารในเกาหลีใต้จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ทางการก็ยังคงใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงในประเทศเพิ่มมากขึ้นเพื่อคุกคามต่อผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลเกาหลีเหนือนับแต่ปี 2551 เป็นต้นมา

ทางการเกาหลีใต้โดยเฉพาะตำรวจ อัยการ และสำนักข่าวกรองแห่งชาติยังคงใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงในประเทศเป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่าง โดยเฉพาะผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลต่อเกาหลีเหนือ

ในช่วงที่ผ่านมามีการจับกุมบุคคลจำนวนมากโดยใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงในประเทศ ในข้อหา “โฆษณาชวนเชื่อหรือยุยงให้เกิดการล้มล้างระบอบปกครอง” ซึ่งในกรณีที่บุคคลใดถูกไต่สวนพบว่ามีความผิดในข้อหาสรรเสริญ ยุยง หรือโฆษณาชวนเชื่อกิจกรรมของ “หน่วยงานต่อต้านรัฐบาล” ก็อาจต้องได้รับโทษจำคุกมากถึงเจ็ดปี

หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการนิยามคำว่า “สรรเสริญ” “ยุยง” หรือ “โฆษณาชวนเชื่อ” เป็นการตีความตามดุลพินิจของผู้ใช้กฎหมายเอง

ปัจจุบันมีการสืบสวนสอบสวนหลายคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ซึ่งเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับเกาหลีเหนือทางอินเตอร์เน็ต โดยทางการเกาหลีใต้เห็นว่าเป็นข้อความที่ “เป็นประโยชน์ต่อปรปักษ์”

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น