โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ทนาย 'สมยศ' เตรียมยื่นศาลรธน.ตีความโทษม.112-สืบพยานลูกน้องเก่า กรมสรรพากร

Posted: 21 Apr 2012 10:46 AM PDT

ทนายสมยศเตรียมยื่นศาลรธน.ตีความโทษมาตรา 112 สูงเกิน เอาไปโยงความมั่นคงชาติ ในวันที่ 24 เม.ย.นี้ ส่วนการสืบพยานโจทก์ สรรพากรเบิกความเรื่องการเสียภาษีของสำนักทรัพย์สินฯ ชี้ส่วนพระองค์ต้องเสียภาษี ด้านลูกน้องเก่าสมยศชี้ดีเอสไอขู่ไม่เป็นพยานโดนแจ้งความกลับ จนท.ไม่เชื่อพยานอ่านบทความแล้วไม่รู้เรื่อง ขณะที่ตัวแทนอียูสังเกตการณ์ใกล้ชิด ติดตามสมยศเบิกความวันที่ 1 พ.ค.

22 เม.ย.55  นางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดีหมิ่นฯ ที่กำลังมีการสืยพยานอยู่ขณะนี้แจ้งว่า ในวันที่ 24 เม.ย. เวลา 8.30 น. ทนายของนายสมยศจะยื่นคำร้องใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องบทลงโทษผู้ระทำผิด ม.112 ว่่ามีโทษสูงเกินไปหรือไม่ อีกทั้งยังถูกนำไปเชื่อมโยงกับความมั่นคงของชาติซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ส่วนการสืบพยานครั้งล่าสุดนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 เม.ย.55 ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตบรรณาธิการนิตยสารรายปักษ์ "Voice of Taksin" จำเลยในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ถูกนำตัวมาเข้าฟังการสืบพยานโจทก์เป็นวันที่ 3 ของการสืบพยานในกรุงเทพฯ โดยช่วงเช้ามีการสืบพยานโจทก์จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นายหริรักษ์ สุขสาธุ ตัวแทนจำหน่ายนิตยสาร "Voice of Taksin" และนายกฤษฎา ใจสุวรรณ ฝ่ายศิลปกรรมนิตยสาร "Voice of Taksin" มีผู้ร่วมฟังราว 15 คน รวมทั้งนาง Yamina GUERFI ตัวแทนทูตฝ่าย Political, Press and Information Section สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมาร่วมสังเกตการณ์  ส่วนในช่วงบ่ายนางสุกัญญา พฤกษาเกษมสุข ภรรยานายสมยศเข้าร่วมฟังการสืบพยานด้วย

การสืบพยานในครั้งนี้มี 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ บทความ “แผนนองเลือด” ในคอลัมน์ คมความคิด ที่เขียนโดยผู้ใช้นามแฝง “จิตร พลจันทร์” นิตยสาร Voice of Taksin ฉบับที่ 15 นั้นมีเนื้อหาที่พาดพิงถึงเบื้องสูงหรือไม่ โดยพยานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายศิลปกรรมนิตยสาร "Voice of Taksin" และทำงานกับนายสมยศมาเป็นเวลา 4 เดือน ทำหน้าที่เป็นผู้พิสูจน์อักษรและเลือกรูปมาประกอบบทความ ได้ให้การต่อศาลว่า ตนได้อ่านบทความ “แผนนองเลือด” แล้วไม่มีข้อความที่กล่าวถึงกษัตริย์โดยตรง แต่รู้สึกว่าผู้เขียนมีทัศนคติไม่ดีต่อสถาบันกษัตริย์ เข้าใจว่าเนื้อหาส่วนที่พาดพิงถึงกษัตริย์มีสองตอน คือ ข้อความตอนหนึ่งที่เทียบเคียงเหตุการณ์พระเจ้าตากสินถูกปลงพระชนม์เมื่อกว่า 200 ปีที่แล้วกับการที่อดีตนายกฯ ทักษิณถูกปองร้าย และข้อความอีกตอนที่กล่าวถึงแผนการที่เคาะลงมาจากตึกสูงโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เท่าที่อ่านเพื่อตรวจข้อหาคำผิดในช่วงแรกยังไม่รู้ว่าเนื้อหาเป็นการหมิ่นฯ กระทั่งถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตั้งข้อหา ทนายจำเลยได้โต้แย้งว่าข้อความดังกล่าวไม่ใช่การหมิ่นฯ โดยชี้ว่าพระราชประวัติของพระเจ้าตากสินเป็นประวัติศาสตร์ที่มีการเผยแพร่โดยทั่วไป และส่วนที่กล่าวถึงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งนั้น ทนายได้ชี้ให้เห็นว่าผู้เขียนไม่ได้กล่าวถึงกษัตริย์แต่กล่าวถึงองคมนตรี

นอกจากนี้ฝ่ายศิลปกรรมนิตยสาร Voice of Taksin ได้ระบุถึงบทบาทของนายสมยศว่า ปกติทุกบทความจะถูกส่งให้นายสมยศตรวจสอบ โดยนายสมยศตรวจคำหาผิดรอบหนึ่ง ตนตรวจรอบหนึ่ง ส่วนนิตยสารเล่มที่ถูกกล่าวฟ้องนั้นช่วงที่ผลิตต้องรีบปิดเล่ม จึงไม่ทราบว่าจำเลยได้ตรวจหรือไม่

ส่วนประเด็นที่สองในการสืบพยานคือ นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ต้องรับผิดชอบต่อบทความของ “จิตร พลจันทร์” หรือไม่ในฐานะบรรณาธิการ โดยอัยการได้นำพยานมาเบิกความคือนายหริรักษ์ สุขสาธุ ตัวแทนจำหน่ายนิตยสาร "Voice of Taksin" รวมทั้ง สยามปริทัศน์ และ Red Power ซึ่งเป็นนิตยสารที่นายสมยศเป็นผู้จัดทำ โดยได้รับนิตยสาร "Voice of Taksin" จากนายสมยศมาจำหน่ายเป็นเวลา 6-7 เดือน ก่อนที่ DSI จะเข้าตรวจค้นนิตยสาร นายหริรักษ์ให้การว่า ไม่ทราบว่าจำเลยเป็นผู้จดทะเบียนในการขออนุญาตในการตีพิมพ์นิตยสารหรือไม่ ทราบเพียงว่าจำเลยเป็นผู้สื่อข่าวและนักเขียน นายสมยศเป็นผู้โทรมาติดต่อให้จำหน่าย ขณะที่ทนายจำเลยได้ถามค้านโดยชี้ว่าผู้มีบทบาทในการดูแลนิตยสารมีหลายคน จำเลยเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น

ส่วนการสืบพยานช่วงบ่ายเริ่มต้นในเวลาประมาณ 13.30 น. พยานฝ่ายโจทย์เบิกความในศาล 2 ปาก คือเจ้าหน้ากฎหมายที่ระดับผู้อำนวยการจากกรมสรรมพากร และอดีตลูกจ้างของนายสมยศเอง       

นายสมชาย แสงรัตนมณีเดช ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายกรมสรรมพากร เบิกความถึงข้อกฎหมายการเสียภาษีของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ว่าในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือราชวงศ์ก็ไม่ได้รับการยกเว้นเก็บภาษี ดังนั้นทรัพย์สินซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์จึงต้องเสียภาษีด้วย แต่ทรัพย์สินซึ่งอยู่ในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษี แม้ว่าจะมีรายได้จากการนำไปลงทุนก็ตาม

พยานปากที่สอง นางสาวชรินรัตร์ อิงพษ์พันธ์ เบิกความว่าเคยทำงานร่วมกับจำเลยคือนายสมยศ ก่อนจะลาออกและได้รับหมายเรียกจากดีเอสไอให้มาเป็นพยาน พยานกล่าวว่า ปลายปี 2552 พยานทำหน้าที่ขายนิตยาสาร Voice of Taksin โดยไม่ได้รับเงินเดือน แต่ได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการขายร้อยละ 40 และเคยนำนิตยสารนี้ไปขายในงานชุมนุมเสื้อแดงด้วย ทำงานได้ 4-5 เดือนจึงออกจากงานเพราะมีปัญหาสุขภาพและกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยจากเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง

ทนายจำเลยถามพยานว่าดีเอสไอเรียกตัวพยานไปสอบสวนอย่างไร พยานกล่าวว่าได้รับหมายเรียกถึงสองครั้ง แต่ในครั้งแรกนั้นไม่ทราบในทันที เมื่อปรึกษากับทนาย(สุวิทย์)ซึ่งรู้จักกันมาก่อน ได้รับคำแนะนำว่ายังไม่ต้องไปพบ พยานจึงไม่ไป ในครั้งที่ดีเอสไอระบุในจดหมายว่าหากพยานไม่ไปจะถูกดำเนินคดี พยานจึงตัดสินใจไปตามหมาย

นอกจากนี้พยานยังยอมรับว่า ดีเอสไอให้พยานอ่านบทความ พยานอ่านหนึ่งรอบแล้วไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนจึงโยนหนังสือลงบนโต๊ะพร้อมกับบอกว่า “คุณลองดูใหม่ จบปริญญาโท เรื่องแค่นี้ไม่รู้หรือ” เจ้าหน้าที่ยังบอกอีกว่าถ้าพยานไม่พูดความจริง เรื่องก็จะเข้าตัว และหากไม่ยอมเป็นพยานก็จะถูกดำเนินคดีฐานจัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ผิดกฎหมาย พยานจึงอ่านบทความอีกรอบทั้งสองฉบับ ฉบับหนึ่งพยานให้ความเห็นว่ามีเนื้อหาหมิ่นเบื้องบน แต่อีกฉบับ พยานไม่ทราบว่ามีความหมายอย่างไร

หลังการสืบพยานเสร็จสิ้นลง นายสมยศได้พูดคุยกับสื่อมวลชนและผู้มาให้กำลังใจไม่กี่นาที ก็ถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวออกไ

อย่างไรก็ตามการสืบพยานฝ่ายโจทย์ในคดีนี้จะมีต่อไปอีกในวันที่24-26 เม.ย. 55 ส่วนการสืบพยานฝ่ายจำเลยจะทำในวันที่1-4 พ.ค. 55 ที่ศาลอาญารัชดา ตั้งแต่ 9.00น. เป็นต้นไปโดยนายสมยศจะเบิกความต่อศาลด้วยตนเองในวันที่ 1 พ.ค.

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เพลงรอรักวันแรงงาน

Posted: 21 Apr 2012 07:16 AM PDT

วันแรงงานแห่งชาติหมุนเวียนมาครบรอบอีกครั้ง และผู้เขียนสนใจทบทวนเนื้อเพลงคนใช้แรงงาน ซึ่งแง่มุมของการวิจัยเนื้อร้องของเพลง และอุดมการณ์ของการเมืองยังปรากฏไม่มากนัก ในแง่น่าสนใจวรรณกรรมแรงงาน รสนิยมเพลง และเพลงเกี่ยวกับวันแรงงานอย่างเพลงลูกจ้างอย่างเรา ที่ ดุสิต ดุริยศักดิ์ ขับร้อง ท่อนจบที่ว่า “...ชาตินี้มีแต่เพื่อนแท้ก็คือกำลัง หากสิ้นสิ่งนี้มีหวัง คงสิ้นคนจ้าง มีหวังตกงาน” ที่ฟังดูหดหู่ และน่าสงสารเนื่องจากยุคนั้นยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างจริงจัง ถ้าเป็นเพลงของผู้ใช้แรงงานผู้หญิง ก็จะนึกถึงเพลง “ฉันทนาที่รัก” ที่ รักชาติ ศิริชัย ร้อง โดยครูสุชาติ เทียนทอง เป็นผู้แต่ง ทั้งนี้คำว่า “ฉันทนา” ได้กลายมาเป็นคำเรียกที่หมายถึงสาวโรงงานในกาลต่อมา  

การเปรียบเทียบเพลงของลูกทุ่งย่อมแตกต่างจากเพลงเพื่อชีวิต หรือเพลงรำวงวันเมย์เดย์ ที่แต่งเนื้อร้อง/ทำนองโดยจิตร ภูมิศักดิ์ ภายใต้อิทธิพลพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่เพลงลูกทุ่ง ก็มีการสร้างภาพแทนความจริงต่อสังคม ให้เกิดจินตนาการร่วมในแง่การจัดตั้งตนเองถึงองค์กรกรณีสหภาพแรงงานต่างๆ แต่มนต์เสน่ห์มายาเพลงลูกทุ่งก็มีปรากฏของ แมน เนรมิต ชื่อ “ลูกจ้าง” แต่เพลงนี้ออกเป็นแนวกุ๊กกิ๊กประเภทหลงรักลูกสาวนายจ้าง “ขอรับใช้ใกล้เจ้านายไม่ห่าง ขอเคียงข้างกับนายจ้างจริงใจ ฝากชีวิตให้เป็นสิทธิ์ของนาย...” เรียกว่าทำทุกอย่างเพื่อความรักนั่นเอง  

บทเพลงสะท้อนเกี่ยวกับกรรมกรนั้นยังมีอีกหลายเพลงที่เป็นที่จดจำเช่น "กรรมกรวอนแฟน” ยอดรัก สลักใจ “อกหนุ่มกรรมกร” สุนารี ราชสีมา “กรรมกรสอนลูก” ร้องโดยนักร้องเสียงดีชื่อ นัดดา จันทร์ฉาย อยู่ในชุด “ชิมรัก ชิมรส” หรือมีเพลงชื่อ “จากแม่มูลสู่เจ้าพระยา” ที่ เสรี รุ่งสว่าง กับ สิทธิพร สุนทรพจน์ เคยร้องไว้ แต่งโดย ธีระพันธ์ ชูพินิจ เป็นเพลงเกี่ยวกับคนใช้แรงงาน  

แต่ถ้าเป็นยุคหลังๆ เพลงแนวนี้เราก็นึกถึงเพลง “ลูกสาวนายจ้าง” ที่ไมค์ ภิรมย์พร นักร้องขวัญใจคนใช้แรงงานขับร้อง ซึ่งไมค์ได้ร้องเพลงเกี่ยวกับชีวิตผู้ใช้แรงงานมากมายจนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว และไม่ใช่มีเพลงประเภทรักๆ ใคร่ๆ ระหว่างคนชั้นแรงงานเท่านั้นโดยเพลง “ผู้อยู่เบื้องหลัง” ในชุดแรกๆ ของเขาที่ขึ้นต้นมาก็ถามสะกิดใจกันเลยว่า “ตึกนี้สูงใหญ่ มือไผเล่าสร้าง...” ถือเป็นเพลงดีเด่นอีกเพลงหนึ่ง ที่สัก ลานไทร เป็นคนแต่ง แต่อาจจะไม่โด่งดังเท่ากับเพลง “ละครชีวิต” ที่ว่า “จากแดนอีสานบ้านเกิดเมืองนอน...” ที่วิเชษฐ ห่อกาญจนา แต่งไว้ [1] เป็นต้น  

ดังนั้น ประเด็นที่น่าสนใจ เนื่องจากวันแรงงานแห่งชาติ ช่วยให้แรงงานหลุดพ้นจากความทุกข์ยากจน เป็นคำถามต่อผู้อยู่เบื้องหลัง เป็นมือของผู้สร้างตึก และโอกาสของแรงงานสร้างสรรค์สังคม    

ประเด็นของอุดมการณ์ในเพลงรอรักวันแรงงาน  

เนื้อเพลง รอรักวันแรงงาน  

..คำวอนจากใจลูกผู้ชายที่ขายแรงงาน ส่งไปถึงเธอผู้นั้นได้พบกันที่หน้าโรงทอ ได้คุยแรกเห็นรู้ว่าเป็นคน ต.จ.ว. เหมือนกันกับพี่เลยหนอ คุยถูกคอเฝ้ารออยากเจอ จ.ม.ส่งไปถักหัวใจนำพา บางวันแอบโทรไปหาอยากจะมาพบหน้าเสมอ ลูกจ้างงานหลายเจ้านายไม่ได้มาเจอ อย่าลืมที่พี่เสนอนัดเจอที่วันแรงงาน พี่จะไปตามนัดด้วยใจจดจ่อ วันที่หนึ่งพอคอให้ไปรอตรงที่นัดกัน จะพาไปเที่ยวขันเกลียวน็อตใจผูกพัน มอบใจให้เป็นของขวัญวันแรงงานเพื่อสานใจต่อ ขอให้จริงจังที่พี่เฝ้าคอยจริงใจ ไม่มีโบนัสจากนายพี่ขอใจพบเธอก็พอ อย่าลืมคนดีให้ โอ.ทีสัมพันธ์เราต่อ จดจำวันที่หนึ่งพอ.คอ. พี่จะรอแก้มแดงแรงงาน..[2]  

การต่อสู้ของแรงงานหายไปจากเนื้อเพลงของไมค์ ภิรมย์พร โดยผูกพันเพลงขายแรงแต่งนาง……ความรู้ต่ำ แรงงานก็ราคาถูก อดทนปนทุกข์ เดินบุกเดินลุยทุกวัน เปลี่ยนแรงเป็นเงิน เผชิญกับความร้าวรานจะไปให้ถึงความฝัน ฝันถึงงานวันแต่ง ขอแรงคนดีให้คอยพี่บ้าง ได้โปรดถนอมใจนาง อย่าจืดจางระวังแก้มแดง รักจริง อย่าให้ใครชิงตำแหน่งเก็บรักษาแก้มแดง รอคนขายแรงจะไปแต่งนาง…. และเพลงเดินตามพ่อ…พ่อ เป็นมากกว่าพ่อคนไหน พ่อยิ่งใหญ่ เป็นหนึ่งในใจเรื่อยมาเป็นภาพจำ งดงามอยู่ในสายตา เป็นแรงศรัทธา แรงกล้าอยู่ในหัวใจ ถึงแม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้านลูกขอตั้งปณิธาน สานสิ่งที่พ่อสร้างไว้จะเดินตาม รอยเท้าของพ่อต่อไป เหนื่อยยากเพียงไหนจะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง..  

จะเห็นได้ว่านี่ประเด็นสะท้อนภาพของชาตินิยม ในฐานะลักษณะเชิงซ้อนของจินตนาการของภาพพ่อ ในฐานะของวันพ่อแห่งชาติ เป็นวันชาติไปด้วย นี่เป็นจุดเกี่ยวพันเชิงประวัติศาสตร์ของบริบทแรงงาน ในแง่ความนิยมของเพลงลูกทุ่งไทย (Thailand) ซึ่งสะท้อนจินตภาพของการเมืองเชิงซ้อนของเนื้อเพลงคล้ายการสร้างอุดมการณ์ของเพลงชาติไทย แต่ผ่านทางอารมณ์ความรู้สึกของประชานิยม (popular culture) ในภาวะแบบไทยๆ เป็นรูปธรรม เพราะการเมืองถูกผลึกหลอมรวมผ่านวันชาติ วันพ่อ วันแรงงาน ขายแรงแต่งนางเป็นการแต่งงานรวมชาตินิยม และเพลงในอัลบั้มนี้ กลายเป็นสิ่งปลูกสร้างอุดมการณ์ของครอบครัวแห่งชาติ  

จากหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ในด้านหนึ่งของความตื่นตัวต้องการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ก็คาดหวังต่อรัฐบาลพลเรือน จนกระทั่งถูกพิสูจน์ว่าล้มเหลว ทำให้เกิดความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง จึงเป็นความรู้สึกร่วมไม่น้อย และประชาธิปไตยแบบตัวแทนเป็นเป้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนประชาธิปไตยทางตรง ก็เป็นข้อเรียกร้องมากขึ้นเรื่อยๆ มีคำศัพท์ถึงประชาสังคม,ประชาพิจารณ์,ประชาคมชุมชน,ประชามติ,เวทีประชาพิจารณ์ ฯลฯ ต่างจากคำศัพท์ เช่น สามัคคีทุน-ตีทหาร หรือการวิเคราะห์แนวทุน-วัง-ปืน ซึ่งด้านดีเป็นทางเลือกของสังคมไทย โดยความเป็นจริงเกิดการประท้วงของแรงงานไทย ต่อโรงงานในบริบทปี 2542-43 เป็นช่วงเวลาบริบทของเพลงรอรักวันแรงงานด้วย  

เมื่อกรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องเจ้าของโรงงาน ทำให้สหภาพแรงงานถูกบอกไม่มีความจำเป็นกับโรงงานด้วย [3] โดยผลกระทบของยุควิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 และรัฐธรรมนูญ2540 ในกระแสสื่อสารมวลชนเป็นต้นมา สะท้อนภาพของการเมือง เศรษฐกิจ สังคมของไทย กำลังปรับตัวสภาพการจ้างงาน และค่าจ้าง รวมทั้งคนตกงาน ในยุคโลกาภิวัตน์ของทุนนิยม ภายใต้กระแสการสร้างประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และบริบทของเพลงเผยแพร่ 2542 ก็มีเพลงรอรักวันแรงงาน [4] และเพลงเดินตามพ่อ ในอัลบั้มขายแรงแต่งนาง และการสร้างรางวัลมาลัยทอง ปี 2543 จากคลื่นวิทยุลูกทุ่งเอฟเอ็ม ซึ่งเป็นปีแรกของการจัดการประกาศรางวัลมาลัยทองสำหรับคนลูกทุ่ง ในแง่รางวัลเพลงสร้างสรรค์  

แต่เพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็มีการกล่าวถึงชีวิตหนุ่มสาวโรงงาน และคนทำงานระดับกรรมกรมากมาย โดยเฉพาะเพลงในค่ายแกรมมี่โกลด์ นักร้องเกือบทุกคนจะมีเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนใช้แรงงานทั้งสิ้นและเนื้อหาของเพลงลูกทุ่งรุ่นใหม่ๆ ก็สะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวเหล่านี้ ที่มีโทรศัพท์มือถือและไม่ได้ฟังวิทยุทรานซิสเตอร์แบบดั้งเดิมเสียแล้ว เมื่อสาวโรงงาน และผู้ใช้แรงงานรุ่นใหม่นี้ มีความสามารถในการดาวน์โหลดเพลงและส่งข้อความเอสเอ็มเอสไปในรายการวิทยุ ค่ายเพลงก็มักมีการจัดกิจกรรมคอนเสิร์ตเพื่อกลุ่มคนใช้แรงงานกันบ่อยๆ และกลุ่มคนเหล่านี้ได้กลายเป็นกลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญของคนทำคลื่นวิทยุลูกทุ่งเวลานี้อีกด้วย[5]  

โดยประเด็นที่สำคัญที่พูดถึงงานเพลงจากบริษัทแกรมมี่โกลด์  คือ ความเกี่ยวพันของความสัมพันธ์ในอำนาจของเพลง ธุรกิจ การเมือง และสิ่งแวดล้อม สะท้อนความจริงทางสังคมผ่านศิลปะ ดนตรีเพลงพ่อของแผ่นดิน สะท้อนพ่อแห่งไทย [6] หรือ เพลงข้าวของพ่อโดยไมค์ ภิรมย์พร [7] และกรณีไหมไทย ใจตะวัน ก็ออกอัลบั้ม ที่มีชื่ออัลบั้ม  บ่มีสิทธิ์เหนื่อย 2553 เพลงที่ 1.บ่มีสิทธิ์เหนื่อย เป็นภาพสะท้อนมิวสิควิดิโอ และเนื้อเพลงเกี่ยวกับแรงงานก่อสร้าง ในบริบทช่วงหลังเหตุการณ์ทางการเมือง และอัลบั้มต่อมา คือ อัลบั้มชื่อสังกัดพรรคเพื่อเธอ 2555  ซึ่งเพลงสนุกๆ คือ เพลงที่ 1.สังกัดพรรคเพื่อเธอ ส่วนประเด็นสำคัญต้องการสะท้อนต่อเนื่องในเพลงที่ 2. ของอัลบั้ม คือ เพลงคนอ่อนไหว..กำลังใจสำคัญที่สุด  

ในที่สุด ท่อนเพลงสำคัญสอดคล้องกับภาพมิวสิควิดิโอ ที่แรงงานปกขาว คือ แรงงานแต่งตัวเป็นชายหนุ่มออฟฟิศแต่งตัวเสื้อเชิตทำงานหนักโดนเจ้านายด่า ท่ามกลางน้ำท่วม ซึ่งต่อมาเขาไปช่วยคนน้ำท่วมแถวโรงงาน และเขาก็ช่วยเด็กไว้ ทำให้เขาโดนไฟช็อตล้มลง ขณะนั้นโทรศัพท์มือถือจากแฟนโทรมาหาเขาช่วยเขาฟื้นคืนชีพได้ พร้อมเพลงประกอบมิวสิควิดิโอว่า ….ฉุดคนใกล้ตายมีแรงลุกขึ้น มาหายใจต่อ…  

แต่ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงที่เกี่ยวกับคนงานดังที่ได้กล่าวไปในปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้เชื่อมโยงถึงปัญหาของแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นข้อเรียกร้องในวันแรงงาน หรือประเด็นผลกระทบน้ำท่วม ที่สร้างความยากลำบากให้คนงาน อาทิ การย้ายคนงาน ปรับลดคนงาน ฯลฯ ที่เป็นปัญหาแก่นแท้ของผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ในประเทศไทย        

 

เชิงอรรถ  

[1] ผู้เขียนปรับปรุงเพิ่มเติมข้อมูลจากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงานhttp://www.komchadluek.net/detail/20110502/96364/%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.html   [2] รอรักวันแรงงานhttp://radio.sanook.com/music/player/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/81675/   [3] ผู้เขียนเรียบเรียงเพิ่มเติมจากศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ “สิทธิดื้อแพ่ง, ความเป็นสาธารณะ และประชาธิปไตยของความเป็นศัตรู”รัฐศาสตร์สาร 22, 3 (2543): 284-306   [4] ชุดที่ 6 ขายแรงแต่งนาง (พ.ศ. 2542) http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3   [5] จากคมเคียวคมปากกา-เพลงคนใช้แรงงาน,เพิ่งอ้าง   [6] พ่อแห่งแผ่นดินhttp://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99   [7]ข้าวของพ่อ (2555) http://www.thai-farmer.com/thaifarmer/?p=281      

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เลือกตั้งซ่อมเขต 5 ปทุมฯประชาธิปัตย์ชนะเพื่อไทย

Posted: 21 Apr 2012 06:03 AM PDT

 ผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมเขต5 ปทุมธานีอย่างไม่เป็นทางการผู้สมัครจากประชาธิปัตย์เฉือนชนะผู้สมัครจากเพื่อไทย
 
21 เม.ย. 55 - เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานว่าผลการเลือกตั้งซ่อม สส.ปทุมธานี เขต 5 อย่างไม่เป็นทางการ จาก ศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง ซ่อม สส.ปทุมธานี เขต 5 ที่ ห้องประชุมเทศบาลเมืองลาดสวาย อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวน  140,351  โดยมีการรายงานผลคะแนนจาก ต.ลาดสวาย , ต.บึงคำพร้อย , ต.คูคต  ซึ่งมีจำนวน 183 หน่วยเลือกตั้ง ได้มีผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งกว่า 30%
 
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการพบว่า ดร.กิตติศักดิ์ ส่องแสง พรรคประชาธิปัตย์ เบอร์ 2 ได้คะแนน 27,981 คะแนน ขณะที่ นายสมชาย รังสิวัฒนศักดิ์ จากพรรคเพื่อไทย หมายเลข 1 ได้ 24,119 คะแนน ส่วนนายณรงค์ชัย ปัญญานนทชัย พรรคไทยมหารัฐพัฒนา หมายเลข 3 ได้ 347 คะแนน
 
อย่างไรก็ตามบรรยากาศการเลือกตั้งตลอดทั้งวันยังไม่มีการร้องเรียนเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงแต่อย่างใด
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ใจ อึ๊งภากรณ์: จอห์งลุก มะลอนเชนอง “คนอันตราย” ที่เรารักของฝ่ายซ้ายฝรั่งเศส

Posted: 21 Apr 2012 05:08 AM PDT

จอห์งลุก มะลอนเชนอง (Jean-Luc Mélenchon) ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสของ “แนวร่วมซ้าย” เป็นนักการเมืองฝรั่งเศสที่น่าสนใจที่สุดในยุคนี้ มะลอนเชนองผสมความก้าวร้าวทางการเมืองจากความโกรธแค้นของกรรมาชีพและเยาวชนในวิกฤตเศรษฐกิจ กับความสามารถในการพูดตลก และเป็นนักการเมืองที่มีนโยบายก้าวหน้าและสร้างสรรค์ที่สุดในบรรดาผู้ลงสมัครทุกคนในฝรั่งเศส เขาไม่มีวันชนะการเลือกตั้ง แต่ถ้าเขาติดอันดับสามด้วยเปอร์เซ็นต์พอใช้ได้ และตีผู้สมัครพรรคฟาสซิสต์ ลาเพน ให้ลงสู่อันดับที่สี่ได้ ก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์สำคัญและน่าทึ่งในปัจจุบัน

นโยบายสำคัญของ มะลอนเชนอง คือการเสนอให้เก็บภาษี 100% จากรายได้เกิน 360,000 ยูโรของคนรวย เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ 20% และปฏิรูประบบบำเหน็จบำนาญให้ดีขึ้นและให้คนสามารถเลิกงานเมื่ออายุ 60 ได้ นอกจากนี้มีการเสนอให้นำบริษัทพลังงานกลับมาเป็นของรัฐให้หมด

“ผมอันตราย!!” เขาชอบประกาศในการชุมนุมหาเสียง “อันตรายกับพวกเศรษฐี นายทุน และชนชั้นปกครอง” เมื่อคนวิจารณ์ว่านโยบายเขาตั้งอยู่บนรากฐานลัทธิการเมืองเขาตอบว่า “ใช่แน่นอน” เมื่อนายทุนด่าเขาว่าเหมือนพวกเล่นกีโยตินในการปฏิวัติฝรั่งเศส เขาตอบว่า “การปฏิวัติฝรั่งเศสยังไม่จบ!” คะแนนนิยมของ มะลอนเชนอง มาจากคนที่เบื่อหน่ายในนโยบายเสรีนิยมกลไกตลาดของรัฐบาล นิโคลัส ซาโคซิ และของพรรคสังคมนิยมของ ฟรานซวา ฮอลแลนด์ ที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน นโยบายดังกล่าวได้แต่ตัดสวัสดิการ ตัดงาน และตัดฐานะเศรษฐกิจของคนส่วนใหญ่ เพื่อเพิ่มกำไรให้นายทุนและนายธนาคาร

มะลอนเชนอง เคยเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม แต่ปลีกตัวออกเพื่อตั้งแนวร่วมซ้ายกับพรรคคอมมิวนิสต์และกลุ่มฝ่ายซ้ายอื่น เขาได้แรงบันดาลใจจากพรรคซ้าย “ไดลิงเกอร์” ในเยอรมัน ที่แยกตัวออกจากพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในประเทศนั้น แต่เราไม่ควรมองข้ามข้อเสียของ มะลอนเชนอง เพราะเขาอาจทำข้อตกลงกับพรรคสังคมนิยมในอนาคต และนโยบายเศรษฐกิจบางส่วนของเขาเน้นแนวชาตินิยม นอกจากนี้พรรคคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศสเป็นพรรคที่มีประวัติในการฉวยโอกาสทางการเมือง เช่นการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคสังคมนิยมด้วยการทิ้งอุดมการณ์ทั้งหมด นโยบายดังกล่าวทำให้พรรคเล็กลงเรื่อยๆ จากสมัยก่อน

ในขณะเดียวกันพรรคแนวตรอทสกี โดยเฉพาะ “พรรคใหม่ต้านทุนนิยม” อยู่ในสภาพวิกฤตเพราะซีกหนึ่งเน้นแต่การเมืองของระบบเลือกตั้งและละเลยการจัดตั้งในขบวนการต่างๆ และอีกซีกไม่ยอมทำแนวร่วมกับฝ่ายซ้ายอื่นๆ เพื่อปกป้อง “ความบริสุทธิ์” ของตนเอง

คนก้าวหน้าในฝรั่งเศสจะต้องอาศัยกระแสสนับสนุน มะลอนเชนอง เพื่อสร้างกระแสต่อสู้กับความพยายามในการทำลายชีวิตประชาชนในวิกฤตเศรษฐกิจ กระแสนี้ต้องนำเข้าสู่สหภาพแรงงานและขบวนการเยาวชนกับนักศึกษา และในขณะเดียวกันต้องมีการรื้อฟื้นการจัดตั้งทางการเมืองที่สอดคล้องกับโลกจริงโดยไม่อ่อนน้อมต่อลัทธิทุนนิยม

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 15 - 21 เม.ย. 2555

Posted: 21 Apr 2012 05:07 AM PDT

พท.ท้า ปชป.เลิกค่าแรง300 หากเป็นรัฐบาล

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยหวังว่าหลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะ เปลี่ยนพฤติกรรมทางการเมืองและทำตัวเสียใหม่ โดยหันมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์ และตรวจสอบนโยบายแบบเน้นที่เนื้อหาสาระ ไม่ใช่เอาแต่ประดิษฐ์วาทกรรมโจมตีพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลอย่างไร้สาระ ไม่มีมูลความจริง ไม่เกี่ยวข้องกับนโยบาย และมุ่งเสียดสีตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว

"พรรคเพื่อไทยอยากเชื้อเชิญให้พรรคประชาธิปัตย์มาร่วมแข่งขันนำเสนอ นโยบายที่ดีให้ประชาชนได้เลือก และหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความกล้าหาญทางการเมืองมากพอก็ขอให้แสดงจุดยืนและประกาศเป็นนโยบายว่า ในการเลือกตั้งครั้งหน้า หากประชาชนเลือกพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล พวกท่านจะล้มเลิกนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทและจะยกเลิกการขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท รวมทั้งจะยกเลิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งหากนายอภิสิทธิ์ไม่กล้าก็กรุณาสงบปากสงบคำ เลิกพูดจาตอดเล็กตอดน้อย ทำให้ประชาชนสับสนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลเสียที" ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าว

ร.ท.หญิง สุณิสา โดยเฉพาะการที่ นายอภิสิทธิ์และลูกพรรคประชาธิปัตย์มักพูดบิดเบือนว่า รัฐบาลผิดสัญญากับประชาชน เพราะเลื่อนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการไปเป็นปี 2557 ซึ่งเป็นการพูดจากำกวม และอาจทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดว่า รัฐบาลยังไม่ดำเนินการใดๆ เลย ในการปรับเงินข้าราชการ และ อาจทำให้สังคมสับสนว่า ต้องรอไปอีก 2 ปีข้าราชการจึงจะได้เงินครบ 15,000 บาท ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริง ข้าราชการที่เพิ่งบรรจุใหม่ในปี 2555 ได้เงินเดือน 15,000 บาท ตามฐานเงินเดือนใหม่แล้วทุกคน ส่วนข้าราชการเก่า ก็มีเม็ดเงินอยู่ในมือ 15,000 บาท แล้ว ในรูปของเงินเดือนบวกกับเงินค่าครองชีพพิเศษ ไม่ใช่ว่าต้องรออีก 2 ปี จึงจะได้เงิน อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามบิดเบือน

ส่วนเรื่องการทยอยปรับฐานเงินเดือนภายใน 2 ปี นั้น ก็เป็นเรื่องการใช้ภาษาของนักบัญชี ที่จะต้องปรับปรุงระบบบัญชี ให้สอดคล้องกับงบประมาณแผ่นดินต่อไป แต่ประเด็นสำคัญ อยู่ที่ว่า ขณะนี้ ข้าราชการมีเงินในมือขั้นต่ำ 15,000 บาท แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ควรเลิกบิดเบือนข้อเท็จจริงเสียที

(กรุงเทพธุรกิจ, 15-4-2555)

ปชป.เล็งบี้ "ยิ่งลักษณ์" ลาออก ฐานขึ้นค่าแรงไม่ได้จริง

นายนคร มาฉิม ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า เร็วๆ นี้จะตั้งกระทู้สดในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อทวงคำมั่นสัญญาจากรัฐบาล ที่หาเสียงไว้ว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาททั่วประเทศ รวมถึงให้เงินเดือนขั้นต่ำของคนที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท แต่ปรากฏว่ามาถึงปัจจุบัน รัฐบาลสามารถขึ้นค่าแรงขั้นต่ำได้เพียงแค่ 7 จังหวัดเท่านั้น ขณะที่เกิดผลกระทบต่อคนหลายกลุ่มไปแล้ว

"การขึ้นค่าแรง 7 จังหวัดนั้น ส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขณะที่ผู้ใช้แรงงานในจังหวัดอื่นๆ ต้องผิดหวังที่ยังไม่ได้รับการปรับขึ้นค่าแรง ทั้งที่ตั้งใจเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาเพราะนโยบายดังกล่าว แต่พอบริหารประเทศจริงแล้วกลับไม่สามารถทำได้ แล้วกลายเป็นว่าผู้ใช้แรงงานก็ตกงานมากขึ้น"

นายนคร กล่าวอีกว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถปฏิบัตินโยบายดังกล่าวดังที่เคยหาเสียงไว้ได้ ก็อยากให้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ดี มีหลักฐานทั้งคลิป สถิติ เตรียมพร้อมสำหรับทวงหาความรับผิดชอบจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์

(กรุงเทพธุรกิจ, 16-4-2555)

ผลสำรวจพบผู้สูงอายุในไทยยังทำงานกว่า 3.2 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ

กรุงเทพฯ 16 เม.ย.-รายงานข่าวจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยภาวะการทำงานของผู้สูงอายุ ของไทย ปี 2554 พบว่า ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีของประเทศไทย ที่มีอยู่ทั้งหมด 8.3 ล้านคน เป็นผู้ที่ทำงานกว่า 3.2 ล้านคน ส่วนใหญ่ทำงานในฐานะแรงงานนอกระบบถึง 2.9 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ซึ่งหมายถึงเป็นผู้ทำงานที่ไม่ได้รับสวัสดิการและความคุ้มครองจากการทำงาน จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นแรงงานในระบบ ที่มีจำนวนเล็กน้อยเพียง 310,000 คน คิดเป็นร้อยละ 9.7

ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานในระบบส่วนใหญ่ประกอบอาชีพขั้นพื้นฐานต่างๆ คือ ด้านการขายร้อยละ 25.4 รองลงมาเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านความสามารถทางฝีมือและธุรกิจการค้าร้อยละ 16.7 พนักงานบริการและพนักงานขายในร้านค้าร้อยละ 16.4 ผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือในด้านการเกษตรและประมงร้อยละ 11.8 และผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการระดับอาวุโส และผู้จัดการร้อยละ 10.6

ส่วนผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ผู้ปฏิบัติงานที่มีฝีมือในด้านการเกษตรและประมงร้อยละ 67 รองลงมาเป็นพนักงานบริการและพนักงานขายในร้านค้าร้อยละ 19.9 และผู้ปฏิบัติงานด้านความสามารถทางฝีมือและธุรกิจการค้าร้อยละ 6.8

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงค่าจ้างและเงินเดือนของผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานในระบบพบว่า โดยภาพรวมมีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 12,609 บาท ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาคการค้าและบริการได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนมากที่ สุดประมาณ 18,417 บาท รองลงมาภาคการผลิต 7,381 บาท และภาคเกษตรกรรม 4,427 บาท ส่วนผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบมีค่าจ้างเฉลี่ย 3,833 บาทเท่านั้น โดยในภาคการผลิตได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุดประมาณ 4,754 บาท รองลงมาเป็นภาคการค้าและการบริการประมาณ 3,898 บาท ขณะที่ผู้สูงอายุที่อยู่ในแรงงานนอกระบบ ภาคเกษตรกรรมได้รับค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่สุดประมาณ 3,464 บาท

(สำนักข่าวไทย, 16-4-2555)

เตือนแรงงานระวังอันตรายจากการพาบุตรหลานไปที่ทำงานด้วยในช่วงปิดภาคเรียน

นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นช่วงปิดภาคเรียนของนักเรียน นักศึกษา ซึ่งผู้ปกครองที่เป็นแรงงานอาจนำบุตรหลานไปยังสถานที่ทำงานด้วย ทางกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะสถานที่ทำงานบางแห่งมีเครื่องมือเครื่องจักร ที่เป็นอันตรายต่อเด็ก ดังนั้น จึงขอเตือนพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมทั้งนายจ้างดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มงวดและไม่ควรให้เด็กเข้าไปในบริเวณ สถานที่ทำงานอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้นอกจากเรื่องของความปลอดภัยแล้ว อาจถูกมองเรื่องการใช้แรงงานเด็กด้วย ซึ่งเรื่องนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้มีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติในการแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็ก เพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับโดยที่ผ่านมาทางผู้แทนองค์กรแรงงานระหว่าง ประเทศไทย (ไอแอลโอ) และผู้แทนจากประเทศสหรัฐอเมริกา เข้ามาตรวจสอบและลงพื้นที่ดูข้อเท็จจริง ปรากฏว่าไม่พบปัญหาดังกล่าวแต่อย่างใด พร้อมยืนยันไม่มีการปกปิดข้อมูลและไม่มีการใช้แรงงานเด็กอย่างแน่นอน

(สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 17-4-2555)

กรมการจัดหางาน เร่งอบรมเจ้าหน้าที่รองรับเว็บไซต์ร้องทุกข์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนหางาน

นายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการจัดหางาน (กกจ.) ได้ดำเนินการตามกรอบขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยการเปิดรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านระบบบริการข้อมูลออนไลน์ ภายใต้โครงการ “ Going back-Moving on” ซึ่งเป็นการเสริมพลังทางเศรษฐกิจและสังคมแก่แรงงานย้ายถิ่นและผู้เสียหายจาก การค้ามนุษย์ที่เดินทางกลับจากประเทศยุโรป ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาการตรวจสอบข้อเท็จจริงใช้ระยะเวลามาก จึงทำให้แรงงานที่ประสบปัญหาเปลี่ยนที่ทำงานหรือย้ายที่อยู่อาศัย ซึ่งทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้ร้องทุกข์เป็นไปด้วยความ ยากลำบาก กรมการจัดหางานจึงได้จัดทำโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่รับ เรื่องร้องทุกข์เพื่อพัฒนาทักษะความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานรับเรื่องร้อง ทุกข์ผ่านระบบข้อมูลออนไลน์ขึ้น จำนวน 2 รุ่น โดยคาดว่า โครงการการดังกล่าวจะช่วยให้การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ของผู้ร้องทุกข์และคนหางาน เป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงการร้องทุกข์และข้อมูลเกี่ยว กับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศได้จากทุกมุมโลก รวมทั้งสามารถทบทวนแนวปฏิบัติจากสถิติรายงานจากระบบข้อมูลได้ ผ่าน www.ipd-doe.com ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในเดือนพฤษภาคมนี้

(สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 17-4-2555)

รฟท.ปรับเพิ่มอัตรากำลัง 2,438 อัตรา

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบยกเว้นในการปฏิบัติตามมติครม. เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2541 เพื่อขอเพิ่มอัตรากำลังพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จำนวน 2,438 อัตรา โดยการรถไฟฯ จะต้องทำแผนฟื้นฟูรายได้มาเสนอให้ที่ประชุมรับทราบอีกครั้ง ทั้งนี้ จากมติเห็นชอบตามมติครม. นั้น จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบุคคลได้ 355.74 ล้านบาท ภายใน 3 ปี ผลิตภาพมีแนวโน้มสูงขึ้นร้อยละ 0.58 ล้านบาทต่อคน ได้สร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้เทคนิครถไฟเฉพาะทาง โดยผ่านทางโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟและสถาบันระบบรางภาคพื้นอาเซียน เพื่อตอบสนองตัวชี้วัดและเป้าหมายตามธุรกิจการรถไฟ ปี 2555-2565 และเพื่อความปลอดภัยในการเดินรถด้วย

(มติชน, 17-4-2555)

กห.ชงครม.อนุมัติปรับฐานเงินเดือนทหาร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติครม.ในกรณีที่กระทรวงกลาโหมเสนอการปรับปรุงอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการ เลื่อนชั้นเงินเดือนเพื่อชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของกระทรวงกลาโหมนั้น รายละเอียดที่สำคัญของมติครม.นี้คือ มติครม.วันที่ 31 ม.ค.2555 เห็นชอบให้ปรับปรุงค่าตอบแทนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยการปรับเงิน เดือนแรกบรรจุและปรับเงินเดือนผู้ได้รับผลกระทบตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2554 ที่ต้องยกระดับรายได้ขั้นต่ำของผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 15,000 บาทต่อเดือน และระดับต่ำกว่าปริญญาตรีให้มีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท โดยให้ดำเนินการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุและการปรับชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ ในวันที่ 1 ม.ค. 2555

คณะกรรมการข้าราชการทหาร กระทรวงกลาโหมได้ดำเนินการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการทหารให้ เท่าเทียมกับข้าราชการพลเรือนสามัญที่เสนอสภากลาโหมไปเมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2554 ดังนี้กรณีที่มีคุณวุฒิต่างกันให้ปรับอัตราเงินเดือนโดยคงค่าความต่างของ อัตราเงินเดือนกับคุณวุฒิหลักที่ใช้อ้างอิงโดยให้ดำเนินการเป็นสองระยะคือ วันที่ 1 ต.ค.2553 ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุของข้าราชการทหารทุกคุณวุฒิตามแนวทางของข้า ราชการพลเรือนสามัญตามมติครม.วันที่ 16 ส.ค.2553 และวันที่ 1 ม.ค.2555 ปรับอัตราเงินเดือนเงินเดือนของข้าราชการทหารทุกคุณวุฒิตามแนวทางของข้า ราชการพลเรือนสามัญตามมติครม.วันที่ 31 ม.ค.2555

ส่วนการชดเชยแก่ข้าราชการทหารที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปรับอัตรา เงินเดือนแรกบรรจุโดยกระทรวงกลาโหมจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีเลื่อนชั้นเงิน เดือนแก่ข้าราชการทหารที่บรรจุเข้ารับราชการมาก่อนตามหลักการเดียวกันกับการ ชดเชยผู้ได้รับผลกระทบของข้าราชการพลเรือนสามัญคือ การเลื่อนชั้นเงินเดือนชดเชยจะต้องไม่ทำให้ผู้เคยได้รับเงินเดือนสูงกว่า กลายเป็นผู้ได้รับเงินเดือนต่ำกว่าของผู้ดำรงตำแหน่งระดับเดียวกันในคุณวุฒิ เดียวกันและไม่ต่ำกว่าผู้ได้รับการบรรจุใหม่ โดยการดำเนินการจะกระทำสองระยะและให้มีผลใช้บังคับพร้อมกันกับวันที่มีการ ปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ โดยใช้งบประมาณที่จะใช้ดำเนินการนั้น 952 ล้านบาทเศษ

(กรุงเทพธุรกิจ, 17-4-2555)

เตือนแรงงานไทยไปมาเลเซียตรวจเข้ม การเข้าเมืองผิดกฎหมาย

นายรัฐ จำเดิมเผด็จศึก หัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางฯ นครราชสีมา แจ้งว่าจากการที่ประเทศมาเลเซีย ดำเนินนโยบายปราบปรามการเข้าเมือง และการทำงานโดยผิดกฎหมายของคนต่างด้าว มีรายงานข่าวการจับกุมคนต่างด้าวอย่างต่อเนื่องและมีคนไทยถูกจับกุมดำเนิน คดีรวมจำนวนนับร้อยรายแล้ว    สถานทูต สถานกงสุลไทย ในประเทศมาเลเซีย ยังคงได้รับแจ้งทั้งจากทางการมาเลเซีย  และคนไทยที่ถูกจับกุม  เพื่อขอรับการให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ

ล่าสุด สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองโกตาบารู ต้องทำงานอย่างหนัก ในการติดต่อกับสถานีตำรวจท้องถิ่นถึง 10 แห่ง รวมทั้งสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในรัฐกลันตัน เพื่อตรวจสอบว่ามีคนไทยถูกจับกุมดำเนินคดีอยู่หรือไม่ เนื่องมาจากคนไทยที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่ไม่เปิดเผยชื่อจริง นามสกุลจริง ไม่ต้องการให้ทางการไทยเข้ามายุ่งเกี่ยว ทำให้การประสานกับหน่วยงานของมาเลเซียเกิดข้อยุ่งยาก

หัวหน้าสำนักงานหนังสือเดินทางฯ นครราชสีมา กล่าวว่าสถิติของสถานกงสุลใหญ่ ฯ นับแต่ปลายปี 2554 จนถึงขณะนี้ คาดว่ามีคนไทยที่ถูกจับกุมในรัฐกลันตัน ด้วยข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมายกว่า 20 คดี ส่วนใหญ่เป็นคนไทยจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เดินทางเข้ามาเลเซียโดยไม่มีเอกสารเดินทาง ซึ่งหากทางการมาเลเซียจับได้ จะส่งตัวขึ้นศาลและถูกปรับในอัตราสูงถึงคนละ 50,000 -100,000 บาท หากไม่มีเงินชำระค่าปรับ ผู้ต้องหาจะถูกจำคุกอย่างต่ำ 3 - 6 เดือน ที่ผ่านมา สถานกงสุลฯ ช่วยเหลือได้เพียงเจรจาขอลดหย่อนโทษและค่าปรับลงได้เล็กน้อยเท่านั้น

ทางสำนักงานฯ จึงขอเตือนคนไทยอย่าเดินทางเข้าหรือทำงานในมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย

(สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 17-4-2555)

สถิติฯ โชว์ค่าแรงผู้สูงอายุ ได้ค่าจ้างแค่ 3 พันกว่าบาท

สำนักงานสถิติแห่งชาติเปิดเผยภาวะการทำงานของผู้สูงอายุไทย ปี 2554 พบว่า ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี มีทั้งหมด 8.3 ล้านคน ยังทำงานอยู่ 3.2 ล้านคน ในจำนวนนี้ 2.9 ล้านคนอยู่ในแรงงานนอกระบบ หมายถึงเป็นผู้ทำงานที่ไม่ได้รับสวัสดิการและความคุ้มครองจากการทำงานจาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับสวัสดิการและความคุ้มครอง

โดยผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในด้านการเกษตรและประมงร้อยละ 67 พนักงานบริการและพนักงานขายในร้านค้าร้อยละ 19.9 และผู้ปฏิบัติงานด้านความสามารถทางฝีมือและธุรกิจการค้าร้อยละ 6.8 ในส่วนของค่าจ้าง ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานในระบบจะได้รับเงินเดือนละประมาณ 12,609 บาท ส่วนผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบได้เดือนละประมาณ 3,833 บาท ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่เป็นแรงงานนอกระบบในภาคการเกษตรจะได้ค่าจ้างต่ำสุดเพียง 3,464 บาท

(อินโฟเควสท์, 18-4-2555)

ค้าปลีกวอนรัฐแก้ปม 300 บ. จ้างพาร์ทไทม์แต่จ่ายเต็มวัน

นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสมาคมฯ ในนามของคณะกรรมการธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ได้ทำหนังสือส่งถึง หอการค้าไทย เพื่อให้นำเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังรัฐบาลต่อไปเพื่อให้พิจารณาเรื่องค่าแรง งานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันกับกลุ่มพนักงานที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง (พาร์ทไทม์)

เนื่องจากกลุ่มนี้จะมีความแตกต่างกับพนักงานที่ทำงานเต็มวัน เพราะผู้ประกอบการกลุ่มค้าปลีกและภาคบริการไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้แก่พนัก งานพาร์ทไทม์ แบบเดิมเป็นเป็นรายชั่วโมงได้ แต่จะต้องจ่ายเป็นรายวัน วันละ 300 บาท เช่น ต้องการจ้างพนักงานวันละ 4 ชั่วโมง แต่ต้องจ่ายค่าจ้างเป็นรายวันทั้งหมด ซึ่งไม่สามารถทำได้ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการค้าปลีกรายเล็ก กลุ่มเอสเอ็มอี และภาคบริการจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะภาคบริการ มีการใช้แรงงานสูงประมาณ 10-12 ล้านคน แต่ประเมินว่า กลุ่มที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจะเป็นภาคธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีพนักงานไม่ เกิน 100 คน มีบริษัทที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ ประมาณ 14,500 กิจการ และมีอีก 2.9 ล้านบริษัทที่ไม่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ แต่คาดว่าคงไม่มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่มากนัก

สำหรับภาพรวมธุรกิจค้าปลีกไทยในปีนี้ นายฉัตรชัยประเมินว่า คงจะเติบโตประมาณ 7-8% ตามทิศทางเศรษฐกิจของประเทศที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังขยายตัวได้ดีอยู่ ประกอบกับไม่มีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น

ส่วนช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ประเมินการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกยากมาก เพราะผู้บริโภคบางส่วนยังมีความกังวลจากปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในปีก่อนอ ยู่ ทำให้ยังใช้จ่ายเงินไม่ปกติ แต่ในขณะนี้กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มกลับสู่ภาวะปกติแล้ว

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 18-4-2555)

กสร.ชี้ปรับค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงผิดกฎหมาย

นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มธุรกิจร้านอาหารเปลี่ยนการจ้างงาน จากรายวันเป็นรายชั่วโมง เพื่อลดต้นทุนจากการปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำอีกร้อยละ 40 ว่า นายจ้างไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบการจ่ายเงินจากรายวันเป็นรายชั่วโมงเพราะถือ ว่าเป็นการเปลี่ยนสภาพการจ้างตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ ซึ่งจะต้องมีการเจรจาตกลงกันระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเท่านั้น อีกทั้งการเปลี่ยนค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงก็ไม่ทำให้ต้นทุนลดลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายเรื่องการจ่ายค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง แต่มีการจ่ายค่าจ้างใน 2 รูปแบบคือ รายวัน ที่คำนวณจากวันทำงานจริง หรือรายเดือน ที่นำค่าจ้างรายวันคูณด้วย 30 วัน หรือคำนวณแบบเหมาจ่าย ส่วนการคำนวณค่าจ้างรายชั่วโมงครอบคลุมเฉพาะการจ่ายค่าโอที และการทำงานพิเศษนอกเวลาเรียนของนักเรียน นักศึกษาเท่านั้น

นายอาทิตย์ กล่าวอีกว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดใน 18 จังหวัด เกี่ยวกับการสอบถามและร้องเรียนจากสถานประกอบการและลูกจ้างในเรื่องการปรับ ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในช่วงตั้งแต่วันที่ 1-12  เม.ย. ซึ่งพบว่ามีการร้องเรียน และสอบถามกรณีนายจ้างขอลดหรือยกเลิกสวัสดิการ โดยนำมารวมคิดเป็นค่าจ้าง การปรับลดโอที ว่าทำได้หรือไม่ ทั้งนี้ ได้ให้เจ้าหน้าที่ กสร.จังหวัดต่างๆ เร่งทำความเข้าใจกับสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในวันที่ 20 เม.ย.นี้ เวลา 14.00 น.

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จะเชิญผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี มาประชุมที่กระทรวงแรงงาน เพื่อหารือถึงผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างและหามาตรการช่วยเหลือต่อไป

(สำนักข่าวไทย, 18-4-2555)

เตือนคนไทยไปทำงานที่รัสเซีย

19 เม.ย. 55 - ด้วยกระทรวงการต่างประเทศได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก เกี่ยวกับคนไทยที่ลักลอบเดินทางไปทำงานที่สหพันธรัฐรัสเซียและปัญหาแรงงาน ไทยที่ถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง ในการนี้  กระทรวงการต่างประเทศจึงขอแจ้งเตือนคนไทยที่ประสงค์จะเดินทางเข้าไปทำงานที่ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยเฉพาะในสาขาสปาและนวดแผนไทย ดังนี้

๑. การเดินทางเข้าสหพันธรัฐรัสเซียเพื่อทำงานต้องได้รับการตรวจลงตราประเภททำ งาน Working Visa รหัส ๐๐๖ จากสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยก่อน ทั้งนี้ หากบุคคลใดที่เดินทางเข้ารัสเซียเพื่อการท่องเที่ยว ก็จะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราเข้าประเทศ หรือหากจะเดินทางไปเพื่อธุรกิจก็จะได้รับการตรวจลงตราประเภทธุรกิจ แต่หากใช้โอกาสและการตรวจลงตราประเภทธุรกิจ หรือ อื่นๆ เพื่อลักลอบทำงานในรัสเซียก็จะถือว่าบุคคลนั้น เดินทางเข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย  ดังนั้น หากเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายต้องขอรับการตรวจลงตราให้ถูกต้อง

นอกจากนี้ การพำนักเกินกำหนดในรัสเซียก็ถือเป็นความผิดและต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายเช่นกัน

๒.  ปัจจุบันมีบริษัทสปาไทยและนวดแผนไทยในรัสเซียและเขตอาณาประมาณ ๗๐ บริษัทและมีคนไทยทำงานอยู่ประมาณ ๗๙๐ คน ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย เมื่อประสบปัญหาหรือประสงค์จะกลับประเทศไทยและขอรับความช่วยเหลือจากสถานเอก อัครราชทูต ณ กรุงมอสโก แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับค่าตอบแทนตามที่คาดหวัง เพราะต้องเสียค่าปรับและรับผิดชอบค่าบัตรโดยสารเครื่องบินกลับประเทศไทยเอง

๓. ในปี ๒๕๕๔ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก ได้ให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ทำงานอย่างผิดกฎหมายกลับประเทศแล้ว ๔๐ คน และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับนายจ้างอีกกว่า ๖๐ คน  ในการนี้ กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยที่สนใจจะไปทำงานในรัสเซีย โปรดอย่าหลงเชื่อคำโฆษณา ขอให้อ่านสัญญาจ้างอย่างรอบคอบ และโปรดรายงานตัวกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโกเมื่อเดินทางถึงประเทศรัสเซีย

ทั้งนี้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทการตรวจลงตรา(วีซ่า) การต่ออายุวีซ่า และการเดินทางกลับประเทศไทยได้ที่เว็ปไซต์สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโกที่ http://th.thaiembassymoscow.com

กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ โทร. 643-5170 โทรสาร. 643-5169 E-mail : div0704@mfa.go.th

(กระทรวงการต่างประเทศ, 19-4-2555)

ส.อ.ท.ถกแรงงานชงเลื่อนค่าจ้าง 300 บ. เป็นปี 58

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า วันที่ 20 เม.ย.นี้ส.อ.ท.จะหารือร่วมกับนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและ นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงานถึงข้อคิดเห็นต่อผลกระทบการปรับเพิ่มขึ้นอัตราค่าจ้างแรง งานขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันนำร่อง 7 จังหวัด โดยจะเสนอให้ภาครัฐได้เลื่อนเวลาการปรับค่าจ้าง 300 บาทต่อวันที่จะมีผลทั่วประเทศ 1 ม.ค. 2556 ออกไปเป็นปี 2558 แทนเพื่อลดผลกระทบโดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)
      
นอกจากนี้ควรจะมีมาตรการลดผลกระทบต่อค่าแรงที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกับเอส เอ็มอีในเรื่องของการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ธุรกิจขนาดใหญ่ได้ลดลงจาก 30% เหลือ 23% หรือลดลงไป 7% แต่เอสเอ็มอีกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยควรจะลดลง 7% เช่นกันจากขณะนี้ธุรกิจมีรายได้ 1 แสน-1 ล้านบาท เสียภาษี 15%, 1-3 ล้านบาท เสียภาษี 25% ซึ่งถ้าปรับลดลงก็จะเป็น 1 แสน-1 ล้านบาท เสียภาษี 8%, 1-3 ล้านบาท เสียภาษี 18%

ขณะเดียวกันยังต้องการให้มีซอฟต์โลนให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อที่จะนำไปซื้อเครื่องจักรวงเงิน 1-2 หมื่นล้านบาท โดยให้ดอกเบี้ยที่ถูกลงประมาณ 3% ในระยะเวลา 5-6 ปี พร้อมให้ช่วยส่งเสริมในเรื่องทักษะของแรงงานให้มีทักษะมากขึ้นและโครงการ อบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อลดต้นทุนในการผลิต เช่นเดียวกับภาษีโรงเรือนที่ขณะนี้เสีย 12.5%ซึ่งเป็นอัตราที่สูงควรจะลดลงมา 40% ให้มีการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติมีความรวดเร็ว ลดขั้นตอนต่างๆ ให้สะดวกขึ้น

รวมไปถึงทบทวนกองทุนผู้พิการแก้กฎหมายให้มีความเป็นธรรมและให้สอดคล้อง กับความเป็นจริง เงินสมทบกองทุนแรงงานต่างด้าวที่มีการนำเงินเข้ากองทุนจำนวน 3.5% นั้น อยากให้มีการตั้งคณะศึกษาว่าในส่วนกองทุนนี้ไม่มีได้หรือไม่รวมถึงการลดการ ส่งค่าประกันสังคมจาก 5% เหลือ 3% เป็นต้น

นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการส.อ.ท.กล่าวว่า เมื่อรัฐเลื่อนการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีเป็น 1.5 หมื่นบาทเป็นปี 2557 ได้ก็อยากให้รัฐเลื่อนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำออกไปเป็นปี 2558 ส่วนที่จะต้องขึ้นทั่วประเทศ 1 ม.ค.นี้ แต่ 7 จังหวัดนั้นมีผลไปแล้วคงไม่มีปัญหาเพราะ 7 จังหวัดนั้นมีค่าครองชีพสูงกว่าอยู่แล้วซึ่งเวลานี้เอสเอ็มอีลำบากมากเชื่อ ว่าถ้าขึ้นทั่วประเทศจะเห็นการปิดกิจการเพิ่มแน่นอนและควรจะหามาตรการเยียว ยาผลกระทบเพราะขณะนี้รัฐไม่มีมาตรการมาดูแลใดๆ ทั้งเอสเอ็มอี 2.9 ล้านรายเหล่านี้เป็นคนไทย

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 19-4-2555)

'เผดิมชัย' หักข้อเสนอเอกชนขอยืดขึ้นค่าแรง 300 บาท

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมาตรการรองรับการ ปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาทว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่จะขยายเวลาไปถึงปี 2558

เพราะได้มีการยืดระยะเวลามาให้แล้ว 1 รอบคือจากวันที่1มค. เป็น1เมย.ที่ผ่านมา ดังนั้น จึงขอยืนยันตามนโยบายเดิมคืออีก70จังหวัดจะขึ้นในวันที่1มค.2556

นอกจากนี้ ช่วยผลักดันให้เกิดการจ้างแรงงานไทยมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวประมาณ 3 ล้านคน ขณะที่ยังมีแรงงานไทยว่างงานถึง 4% ของแรงงานทั้งหมดและเพิ่มมูลค่า ค่าจ้างแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ

พร้อมกันนี้ ในวันจันทร์ที่ 23 เม.ย.นี้ นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินทางมาที่กระทรวงแรงงานซึ่งจะเสนอในส่วนของมาตราการภาษีรายได้ นิติบุคคลของเอสเอ็มอี ลดลง 7% คือกลุ่มธุรกิจที่มีกำไร 1 ล้านบาท - 3 ล้านบาท บากเดิมเสียภาษี 25% เหลือ18% และกลุ่มธุรกิจที่มีกำไร 1 แสนล้าน - 1 ล้านล้านบาท จากเดิมเสียภาษี 15% เหลือ 8%

อย่างไรก็ตาม ในการหารือวันนี้ได้รับฟังและรับรู้ปัญหาต่างๆ ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพื่อเป็นข้อมูล และนำไปสัมมนาอีกครั้งในเดือนพฤษภาคมอีกครั้ง

(กรุงเทพธุรกิจ, 20-4-2555)

ทีดีอาร์ไอเผยเหตุคนไทยว่างงาน มุ่งเรียนสูงหวังเงินเดือนเพิ่ม

20 เม.ย. 55 - นักวิชาการทีดีอาร์ไอ เผยเหตุคนไทยมุ่งเรียนต่อปริญญาตรีและ ปวส. หวังได้ค่าตอบแทนเพิ่ม และอนาคตที่มั่นคงกว่า แต่กลับไม่สนองตลาดแรงงานทำให้เกิดการว่างงาน

นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน (ความต้องการกำลังคน) และนโยบายการศึกษา ระบุว่าผู้จบอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาในอนาคตต้องมีสมรรถนะหรือคุณภาพสูงเท่า นั้นจึงจะเอาตัวรอดได้ โดยการศึกษาพบว่าตลาดแรงงานของไทยโดยเฉพาะด้านอุปสงค์มีความผันผวนเหมือน เศรษฐกิจ ทั้งนี้ หลังจากปี 2533 เป็นต้นมา ภาคอุตสาหกรรมได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นการผลิตแบบกึ่งเทคโนโลยีมากขึ้น เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายขยายโอกาสทางการศึกษาให้เรียนฟรีจาก 9 ปี เป็น 12 ปี ทำให้มีผู้เข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมากขึ้น และกลายเป็นกำลังแรงงานให้ภาคการผลิตและบริการได้ขยายตัวถึงร้อยละ 8 ต่อปี

นายยงยุทธ กล่าวว่า ความจริงควรจะมีผู้จบการศึกษาระดับกลางสายสามัญและสายอาชีพเข้าสู่ตลาดแรง งานมากกว่านี้ แต่ผู้เรียนทั้งสองกลุ่มกลับมุ่งเรียนต่อปริญญาตรีและ ปวส. โดยคิดว่าจะได้ค่าตอบแทนและอนาคตที่สดใส มั่นคงกว่า แต่สภาพเป็นจริงอุปสงค์ของตลาดแรงงานภาคการผลิตและบริการยังไม่สามารถขยาย ตัวได้ทันกับการเพิ่มขึ้นของผู้จบทั้ง 2 กลุ่มนี้ได้ ถึงแม้ในปี 2553 การขยายตัวของภาคการผลิตและบริการสามารถจ้างงาน 2 กลุ่มนี้เพิ่มขึ้นสัดส่วนถึงร้อยละ 9.9 และ 5.7 ตามลำดับ ผลตามมาคือ เกิดการว่างงานทั้งในระดับ ปวส. และปริญญาตรี กระจายอยู่ทั่วประเทศ ปัญหาที่สะสมจากการใช้นโยบายการขยายสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษาทั้งของภาค เอกชนและยกระดับวิทยาลัยครูเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏกระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้มีผู้จบการศึกษาออกมาจำนวนมาก เกิดปัญหาการว่างงานในระดับปริญญาตรีรวมกันมากกว่า 100,000 คน ทำให้ดับฝันของผู้เรียน ปวส. และโดยเฉพาะปริญญาตรีไปจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาตระหนักเรื่องนี้ดี จึงได้พยายามปรับทิศทางนโยบายการศึกษาใหม่ โดยกำหนดให้แผนการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 (2552-61) เน้นพัฒนาสมรรถนะหรือคุณภาพของผู้เรียนอย่างเร่งด่วน โดยเน้นในเรื่องการพัฒนาคุณภาพครู คุณภาพสถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ รวมทั้งการบริหารจัดการทางการศึกษาให้มีความรับผิดชอบกับผู้จบการศึกษามาก ขึ้น โดยหวังว่าทุกฝ่ายจะช่วยกันทำให้ผู้จบสายอาชีพและอุดมศึกษามีงานทำได้มาก ขึ้นจนลดปัญหาการว่างงานในหมู่ผู้มีการศึกษาสูงได้ในช่วงการปฏิรูปการศึกษา รอบสองนี้

(สำนักข่าวไทย, 20-4-2555)

ครม.รับข้อเสนอสภาอุตฯ เลื่อนค่าแรง 300 บ.อีก 2 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักโฆษก ทำเนียบรัฐบาลส่งอีเมลถึงสื่อมวลชนว่า นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์การเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ และการเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำลุ่มแม่น้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 ณ กรุงโตเกียว ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะว่า ภาคธุรกิจจีนและญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเป็นแกนกลางการพัฒนาความ สัมพันธ์ระหว่างไทยและอาเซียน รวมถึงกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง การเดินทางมาครั้งนี้สามารถเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ให้แนบแน่นยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งจีนและญี่ปุ่น ล้วนมีความสัมพันธ์อันดีกับไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการกระชับความร่วมมือระหว่างกันในหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือด้านรถไฟ พลังงาน การสื่อสาร การเกษตร รวมถึงการลาดตระเวนร่วมในแม่น้ำโขง

"โดยเฉพาะไทยกับจีนตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าการลงทุนให้ทะลุแสนล้าน ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.1 ล้านล้านบาท ภายในปี 2558 เพิ่มขึ้นจากมูลค่าการค้าระหว่างกันในปี 2554 ที่ 65,000 ล้านดอลลาร์" นายอนุสรณ์ กล่าว

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า กรณีภาคเอกชนเตรียมยื่นข้อเสนอ 9 ข้อ เพื่อลดผลกระทบปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และขอเลื่อนขึ้นค่าจ้าง 70 จังหวัดไปเป็นปี 2558 พร้อมเสนอตั้งกองทุน 1-2 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เอสเอ็มอี ว่าต้องขอขอบคุณ นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ทำงานใกล้ชิดกับรัฐบาล แล้วก็มีข้อเสนอมา รัฐบาลยินดีรับฟัง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรม มีส่วนผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเดินไปข้างหน้าได้ รัฐบาลพร้อมที่จะรับมาพิจารณา แต่รัฐบาลเห็นว่า การที่รัฐบาลมีนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทนั้น เป็นการเพิ่มศักยภาพของภาคแรงงานของประเทศไทยให้แข่งขันกับต่างประเทศได้ อีกทั้งเป็นการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานได้มากขึ้น รัฐบาลรู้สึกเห็นใจทุกฝ่าย แต่ก็อยากให้ผู้ที่มีอันจะกิน เห็นใจผู้ใช้แรงงานที่หาเช้ากินค่ำบ้าง

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานให้มากขึ้น รวมทั้งขณะนี้รัฐบาลกำลังศึกษาแนวทางที่แน่นอนมารองรับในเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลเดินทางมาเปิดตลาด ขยายโอกาสให้กว้างขึ้น สำหรับภาคเศรษฐกิจการลงทุน ผู้ประกอบการภายในก็ต้องมีความพร้อมก้าวให้ทันกับสากล และทุกฝ่ายต้องพยายามทำให้ภาคการเมืองนิ่งที่สุด โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน ต้องเลิกนิสัยเด็กช่างเอาชนะคะคาน เป็นเด็กๆ อย่างโครงการรถไฟความเร็วสูง ที่พยายามจะบอกว่า ทำก่อน ไปก่อน ตัดหน้าก่อน ต้องเลิกนิสัยนี้ให้ได้ และเราไม่ควรจะมาทุ่มเถียงกันด้วยเรื่องเด็กๆแบบนี้ จริงอยู่แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นผู้นำการขับเคลื่อนนโยบาย แต่เมื่อลงมือดำเนินการแล้ว จะถือเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ควรสร้างการมีส่วนร่วมร่วมกัน เป็นเจ้าของร่วมกัน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ คนละไม้ คนละมือ รับรองประเทศเราดีแน่นอน

(กรุงเทพธุรกิจ, 21-4-2555)

ก.แรงงาน-IM” เปิดทดสอบแรงงานไทยไปญี่ปุ่นที่โคราชเตือนระวังถูกหลอก

21 เม.ย.55 - ที่อาคารโรงอาหาร โรงเรียนโคราชพิทยาคม อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายซึโตมุ โคบายาชิ ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสาธารณประโยชน์องค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ หรือ IM พร้อมด้วย นางยุวลี ญาณเตโช ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และ น.ส.อัญชลี สินธุพันธ์ จัดหางานจังหวัดนครราชสีมา ได้ร่วมกันตรวจสอบและอำนวยความสะดวกการจัดการสอบคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึก อบรม เพื่อจัดส่งไปฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น โดยผ่านองค์กร IM ครั้งที่ 2 ประจำปี 2555 โดยมีผู้สนใจเดินทางมาจากทั่วประเทศเพื่อเข้ารับการทดสอบคัดเลือกจำนวนทั้ง สิ้น 334 คน

นายซึโตมุ โคบายาชิ ผู้ช่วยผู้จัดการมูลนิธิเพื่อสาธารณประโยชน์ องค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติประเทศญี่ปุ่น สำนักงานกรุงเทพฯ หรือ IM เปิดเผยว่า IM ได้ร่วมกับกรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครคัดเลือกผู้รับการฝึกอบรม เพื่อจัดส่งไปฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น ประจำปี 2555 โดยผู้สมัครไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนชาวไทยที่ยังไม่มีงานทำ และต้องการเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกกฎหมาย

โดยที่ผ่านมา ได้มีการเปิดรับสมัครคัดเลือกส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่นแล้วหลาย พันคน และอยากฝากเตือนผู้ที่สนใจต้องการเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยว่า การส่งแรงงานไปทำงานเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐต่อรัฐเท่านั้น จึงยืนยันได้ว่าไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือให้เดินทางไปทำงานที่ประเทศ ญี่ปุ่นได้

นอกจากต้องเข้ารับการทดสอบตามมาตรฐานที่กำหนดผ่านเท่านั้น ซึ่งหากพบผู้ใดมาแอบอ้าง และเรียกรับผลประโยชน์ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการจับกุมได้ทันที หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ และสำนักงานบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ และเว็บไซต์ www.overseas.doe.go.th ได้ในวัน และเวลาราชการ

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21-4-2555)

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"ณัฐวุฒิ" เชื่อการดำหัวเปรม เป็นสัญญาณดีในการปรองดอง

Posted: 21 Apr 2012 04:48 AM PDT

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเผยยังไม่ทราบเรื่อง ยิ่งลักษณ์เตรียมนำคณะเข้ารดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม แต่การที่นายกรัฐมนตรีจะไปคารวะผู้ใหญ่ในบ้านเมืองในบรรยากาศที่ทุกฝ่ายเรียกร้องความปรองดองถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนจุดยืน นปช. ต้องมีการทำความเข้าใจสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับ พล.อ.เปรม แต่ยืนยันว่าจุดยืน นปช. ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานวันนี้ (21 เม.ย.) ว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีรดน้ำดำหัว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ในวันที่ 26 เมษายนนี้ โดยยังไม่มีการแจ้งอย่างเป็นการ

ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีจะนำคณะเข้าไปคารวะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ในบรรยากาศที่ทุกฝ่ายเรียกร้องความปรองดองเป็นเรื่องที่ดี รัฐบาลพยายามสร้างโอกาสที่ดีให้กับประเทศมาโดยตลอด มีสัญญาณแห่งความปรองดองที่เกิดขึ้นในหลายมุม และสิ่งที่รัฐบาลพยายามส่งสัญญาณการปรองดอง และมีการตอบรับจากทุกฝ่าย ก็เป็นเรื่องที่ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศ

ส่วนจุดยืนของกลุ่มชุมนุม นปช.จะต้องมีการทำความเข้าใจสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับ พล.อ.เปรม ในการชุมนุมขับไล่ ยืนยันว่า จุดยืนที่ประกาศต่อสู้ยังคงเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ยิ่งลักษณ์เชิญชวนญี่ปุ่นลงทุนท่าเรือน้ำลึก-นิคมอุตสาหกรรมทวาย

Posted: 21 Apr 2012 04:36 AM PDT

ญี่ปุ่นเตรียมให้ความช่วยเหลือประเทศลุ่มน้ำโขง 6 แสนล้านเยน ใน 3 ปีข้างหน้า ด้านนายกรัฐมนตรีไทยกล่าวในการประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงที่ญี่ปุ่น ระบุไทยยินดีให้ความร่วมมือญี่ปุ่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา: เฟซบุคของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สำนักข่าวแห่งชาติ รายงานวันนี้ (21 เม.ย.) ว่า การประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 ณ กรุงโตเกียว เสร็จสิ้นลงแล้วอย่างเป็นทางการ ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม ผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขง 5 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย สหภาพพม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และผู้นำญี่ปุ่น ได้แถลงร่วมกัน

โดยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ทุกประเทศในอนุภูมิภาคมีความเชื่อมโยง พึ่งพาซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ได้ ไทยจึงมีนโยบายให้ความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับประเทศลุ่มน้ำโขงในกรอบทวิภาคีมานานกว่า 20 ปี ดิฉันขอชื่นชมที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาประเทศลุ่มน้ำโขงจำนวน 6 แสนล้านเยนในช่วง 3 ปีข้างหน้า

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงด้านคมนาคมถือเป็นเสาหลักในการพัฒนาประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยช่วยเชื่อมโยงพื้นที่ที่ห่างไกลความเจริญให้ได้รับการพัฒนา ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน ลดช่องว่างทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ไทยจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า รู้สึกพอใจกับผลการประชุมในครั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีการรับรองยุทธศาสตร์โตเกียว ที่เป็นแผนปฏิบัติการที่ญี่ปุ่น จะทำงานกับประเทศลุ่มน้ำโขงเป็นเวลา 3 ปี โดยแผนยุทธศาสตร์มี 3 เสาหลัก คือ การส่งเสริมความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ซึ่งญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม เสาหลักที่สอง คือการพัฒนาร่วมกัน ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การลงทุน รวมถึงนโยบายที่ส่งเสริมภายในภูมิภาค กับประเทศทั่วโลก เสาหลักที่สาม คือการให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตสตรีและเด็ก รวมถึงปัญหาภัยพิบัติ และความมั่นคงทางอาหาร สำหรับประเทศไทย จะให้การสนับสนุนการพัฒนาร่วมกับญี่ปุ่น ในการพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก และแนวพื้นที่เศรษฐกิจทางใต้ ไม่ให้มีเพียงเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยง รวมทั้งการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติ พร้อมทั้งเชิญชวนญี่ปุ่นสนับสนุนและมีส่วนร่วมโครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมทวายในสหภาพพม่า และเสนอให้ญี่ปุ่นร่วมกันจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม SMEs ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญต่อนโยบายช่วยเหลือประเทศเพื่อนบ้าน โดยปีนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 77 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางด้านเทคนิคร่วมกัน การฝึกอบรมเอสเอ็มอี ของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเอสเอ็มอี มีความพร้อมในการแข่งขัน

อนึ่งก่อนหน้านี้ มีข่าวด้วยว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โยชิฮิโกะ โนดะ จะประกาศแผนยกหนี้มูลค่า 300,000 ล้านเยน หรือราว 114,700 ล้านบาท ให้กับพม่า ในระหว่างที่นายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีพม่าเยือนญี่ปุ่นในช่วงการประชุมผู้นำประเทศลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 4 รวมทั้งแผนรื้อฟื้นความช่วยเหลือด้านเงินกู้แก่พม่าเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี

 

ที่มา: สำนักข่าวแห่งชาติ และ เฟซบุคยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กลุ่ม "เรียกคืนอำนาจจากนักการเมืองเนรคุณแผ่นดิน" ชุมนุมหน้าสโมสร ทบ.

Posted: 21 Apr 2012 03:56 AM PDT

ชี้การปรองดองจะเกิดได้ประชาชนต้องกินดีอยู่ดี น้ำมันลิตรละ 19 บาท แอลพีจีลิตรละ 9 บาท ก๊าซถังละ 150 บาท ก่อนเคลื่อนไปชุมนุมต่อหน้า บก.ทบ. ถ.ราชดำเนิน

มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (21 เม.ย.) กลุ่มเรียกคืนอำนาจจากนักการเมืองเนรคุณแผ่นดิน ซึ่งมี น.ต.ถนิต พรหมสถิต เป็นประธาน พร้อมด้วย นายบวร ยสินธร นายพายัพ ยังปักษี พ.ท.รัฐเขต แจ้งจำรัส นางจินดารัตน์ ลือประสิทธิ์กุล นายเพิก เลิศวังพง และนายสุขุม วงประสิทธิ ได้ตั้งเวทีปราศรัยแบบรถ 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงที่หน้าสโมสรกองทัพบก ถ.วิภาวดีรังสิต โดยเจ้าหน้าที่ทหารได้กั้นรั้วลวดหนามไว้ เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปข้างใน โดยผู้สื่อข่าวมติชนรายงานด้วยว่า มีรถขนส่ง 6 ล้อ ของกองทัพธรรมเดินทางมาส่งเสบียงอาหารด้วย

วอยซ์ทีวี รายงานชื่อกลุ่มที่มาชุมนุมประกอบด้วย สภาการวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สมาพันธ์พลเมืองฐานราก องค์การโอนอำนาจทรัพยากรใต้ดินเพื่อสร้างความปรองดองแห่งชาติ องค์การทรัพยากรทางทะเลเพื่อสร้างสรรค์การปรองดองแห่งชาติ โดยบนเวทีมีการปราศรัยว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้จะต้องให้ประชาชนกินดีอยู่ดี รัฐบาลต้องลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเหลือลิตรละ 19 บาท แอลพีจีเหลือลิตรละ 9 บาท ก๊าซหุงต้ม 15 กิโลกรัมให้ราคาอยู่ที่ 150 บาท

โดยต่อมาเวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปยังกองบัญชาการกองทัพบก ถ.ราชดำเนิน เพื่อปักหลักชุมนุมต่อ โดย นสพ.เดลินิวส์ ระบุว่ามีผู้มาชุมนุมในวันนี้ราว 150 คน

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ปคอป.เดินหน้าหาช่องประกันนักโทษการเมือง รวม ม.112 ด้วย

Posted: 21 Apr 2012 03:39 AM PDT

ปคอป.เดินหน้าหาช่องประกันนักโทษการเมืองที่เหลือ 53 ราย ทั้งคดีเผาทรัพย์สินของทางราชการ และ ม. 112 เห็นว่าควรให้ผู้ถูกคุมขังออกมาสู้คดี ด้านพม. ยัน พ.ค.จ่ายชดเชยรอบแรก 
 
เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่าเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 55 ที่ผ่านมานายวีระวงศ์ จิตต์มิตรภาพ โฆษกคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ ปคอป. กล่าวว่า ที่ประชุมปคอป. เรียกนายกสมาคมทนายความ เพื่อหารือถึงวิธีการเยียวยาผู้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การชุมนุม โดยพิจารณาถึงวิธีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ที่ถูกคุมขัง และศาลยังไม่ได้ตัดสิน ในคดีการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเป็นวิธีในการเยียวยาในเรื่องของอิสรภาพ และช่วยเหลือติดตามคดีแล้วพบว่า ยังมี 53 รายที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว แม้จะเคยยื่นขอประกันตัวมาแล้วก็ตาม โดยทั้ง 53 ราย มีทั้งคดีเผาทรัพย์สินของทางราชการ และเกี่ยวกับมาตรา 112 ด้วย ซึ่งปคอป.เห็นว่าควรให้ผู้ถูกคุมขังออกมาสู้คดี และออกมาใช้ชีวิตทำมาหากินตามปกติก่อนระหว่างที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ซึ่งสมาคมทนาย ความจะสรุปแนวทางให้ปคอป.รับทราบอีกครั้ง
 
พม. ยัน พ.ค.จ่ายชดเชยรอบแรก 
 
ด้านนายปกรณ์ พันธุ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการ ประสานและติดตามผลการดำเนินการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ว่า ที่ประชุมพิจารณาผลการรับเรื่องราวเกี่ยวกับผู้เสียหายกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นเรื่องการสูญเสียจากร่างกาย ทั้งตาย พิการ บาดเจ็บ และไม่เป็นผู้ที่มีคดีอาญา ใน 5 เหตุการณ์ตั้งแต่ พ.ศ.2548-2553 ว่า ได้พิจารณาตรวจสอบคุณสมบัติผู้ขอรับการเยียวยาแล้วตั้งแต่วันที่ 18 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยจะมีหนังสือไปยังผู้เสียหายทุกราย เพื่อขอให้ยืนยันกลับมาว่าเคยได้รับเงินช่วยเหลือใดๆ หรือไม่ หรือถูกดำเนินคดีทางอาญาหรือไม่ เมื่อส่งเรื่องกลับมาจะใช้เวลาตรวจสอบ 2-3 วัน แล้วถึงจะส่งเรื่องเบิกเงินจากสำนักงบประมาณ ซึ่งตั้งงบไว้ก้อนแรก 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะอยู่ในช่วงเวลา 57 วัน โดยจะจ่ายเงินเยียวยาผู้เสียหายรุ่นแรกได้ไม่เกินกลางเดือนพ.ค. ส่วนที่เหลือจะพิจารณาทีละเหตุการณ์ แล้วทยอยจ่ายชดเชยต่อไป โดยยึดหลักรวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สมาคมฯ ต้านโลกร้อนพร้อมล่าหมื่นรายชื่อเสนอกฎหมายจำกัดการสร้างเขื่อน

Posted: 21 Apr 2012 02:56 AM PDT

ลั่นเดินหน้าล่ารายชื่อ 10,000 รายชื่อเสนอกฎหมายจำกัดเขื่อน พร้อมตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชนในเวทีสัมมนาทั่วประเทศให้ได้ 13,820 คนเพื่อฟ้องเพิกถอนโครงการเขื่อนแม่วงก์

21 เม.ย. 55 - นายศรีสุวรรณ  จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่า ในโอกาสที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จะได้นำทีมทนายความด้านสิ่งแวดล้อมออกไปจัดเวทีสัมมนาเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายป่าไม้ กฎหมายอุทยาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกฎหมายที่ดินกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ และจะมีการตั้งโต๊ะรับมอบอำนาจจากประชาชนทั่วประเทศ ให้ได้ 13,280 ใบมอบอำนาจเพื่อร่วมฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีและโครงการเขื่อนแม่วงก์ของกรมชลประทานด้วย ตามที่แถลงการณ์ไปแล้วนั้น

ในโอกาสการจัดสัมมนาแต่ละเวทีดังกล่าว สมาคมฯจักได้เสนอ “(ร่าง) พระราชบัญญัติจำกัดการสร้างเขื่อน พ.ศ...”  ให้ประชาชนร่วมลงชื่อด้วย ตามสิทธิในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 163 ซึ่งกำหนดในเรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมายไว้โดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นคนร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ การให้ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อเสนอกฎหมายดังกล่าว เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมของประชาชนที่ไม่ต้องการให้มีการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ได้อีกต่อไป

ทั้งนี้ในร่างกฎหมายดังกล่าว ได้บัญญัติความหมายของคำว่า “เขื่อน” ไว้คือ โครงการหรือกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายกันที่กรมชลประทานและหรือหน่วยงานอื่นในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกันหรือที่เกี่ยวข้องจัดทำขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำ หรือใช้กักเก็บ รักษา ควบคุม ระบายหรือแบ่งน้ำ เพื่อเกษตรกรรม การพลังงาน หรือสาธารณูปโภค และหมายความรวมถึงการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ กับรวมถึงการคมนาคมทางน้ำซึ่งอยู่ในโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว

โดยในเนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว กำหนดห้ามหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่นใดของรัฐและหรือเอกชน เสนอหรือดำเนินโครงการหรือกิจกรรมการก่อสร้างเขื่อนที่มีขนาดความจุของน้ำเกินกว่า 50 ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ห้ามก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ หรือพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่อนุรักษ์ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าตามกฎหมายเพื่อการนั้น และการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมการสร้างเขื่อนทุกประเภทจะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก่อนดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ  และต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจโครงการหรือกิจกรรมทุกขั้นตอน และให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นก่อนดำเนินการด้วย  นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

 

 



 

 

โดย สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน

(ร่าง)

พระราชบัญญัติจำกัดการสร้างเขื่อน พ.ศ...

..............................

ภูมิพลอดุลยเดช ป..

ให้ไว้ ณ วันที่       เดือน               พ.. ๒๕....

เป็นปีที่ ....... ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรบัญญัติกฎหมายว่าด้วยการจำกัดการสร้างเขื่อน

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และเป็นการคุ้มครองสิทธิของชุมชนและบุคคลตามมาตรา ๖๖ มาตรา ๖๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติจำกัดการสร้างเขื่อน พ.…..”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้

เขื่อน หมายความว่า โครงการหรือกิจกรรมที่มีลักษณะคล้ายกันที่กรมชลประทานและหรือหน่วยงานอื่นในลักษณะเดียวกันหรือคล้ายกันหรือที่เกี่ยวข้องจัดทำขึ้นเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำ หรือใช้กักเก็บ รักษา ควบคุม ระบายหรือแบ่งน้ำ เพื่อเกษตรกรรม การพลังงาน หรือสาธารณูปโภค และหมายความรวมถึงการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากน้ำ กับรวมถึงการคมนาคมทางน้ำซึ่งอยู่ในโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวด้วย

ผู้มีส่วนได้เสีย หมายความว่า ผู้ที่อาจได้รับประโยชน์หรือผลกระทบหรือเดือดร้อนทั้งทางตรงและทางอ้อมจากโครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับเขื่อน ทั้งโดยรอบพื้นที่และขอกเขตพื้นที่

มาตรา ๔  ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๖  ห้ามหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรอื่นใดของรัฐและหรือเอกชน เสนอหรือดำเนินโครงการหรือกิจกรรมการก่อสร้างเขื่อนที่มีขนาดความจุของน้ำเกินกว่า ๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตรขึ้นไป

มาตรา ๗  ห้ามก่อสร้างเขื่อนในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ หรือพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่อุทยานแห่งชาติ พื้นที่อนุรักษ์ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าตามกฎหมายเพื่อการนั้น

มาตรา ๘ การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมการสร้างเขื่อนทุกประเภทจะต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก่อนดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใด ๆ  และต้องเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจโครงการหรือกิจกรรมทุกขั้นตอน และให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นก่อนดำเนินการด้วย

 

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายกรัฐมนตรี

 

 

 

 

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ คือ โดยที่ปัจจุบันนี้ มีความพยายามใช้ข้ออ้างในการก่อสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เพื่อการชลประทาน การเกษตรกรรม และการป้องกันน้ำท่วมหรืออุทกภัยกันมาก และมีการใช้เงินงบประมาณจำนวนที่สูงมาก ไม่เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ซึ่งนำไปสู่การทำทรายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชนเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม จึงจำเป็นต้องบัญญัติกฎหมายนี้ขึ้นมาเพื่อจำกัดโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับกาลสมัยที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

บทความจากรัฐฉาน: วิเคราะห์ข่าวการเลือกตั้งซ่อมในสหภาพพม่า

Posted: 21 Apr 2012 02:53 AM PDT

การเลือกตั้งซ่อมในเดือนเมษายนที่เพิ่งผ่านไปนั้น เป็นอันว่าพรรคเอ็นแอลดีก็ได้ชัยชนะไปตามความคาดหมาย เหมือนอย่างที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์เอาไว้ อีกด้านหนึ่งก็ตรงกันกับที่ชาวพม่าทั้งในและนอกประเทศได้ตั้งความหวังเอาไว้ ก็เรียกได้ว่ามีความพึงพอใจกันไปในระดับหนึ่ง ในเรื่องการเลือกตั้งกันทางการเมือง ถึงแม้ว่านางออง ซาน ซูจีและพรรคของเธอจะชนะ แต่ก็ยังเป็นแค่ชัยชนะในขั้นแรกเท่านั้น เพราะตั้งแต่นี้ต่อไป การแข่งขันกันทางการเมืองจะยิ่งน่าดูขึ้น นางซูจีและพรรคของเองจะได้พบกับปัญหาใหญ่ถึง 3 ขั้นดังนี้

หนึ่ง จะต้องต่อสู้ทางการเมืองกับกลุ่มทหารที่กุมอำนาจมาเนิ่นนาน กลุ่มทหารนี้ได้เห็นกันชัดเจนแล้วว่าจะไม่ยอมปล่อยมือจากอำนาจไปโดยง่าย จะต้องต่อสู้กันทางการเมืองทั้งในและนอกสภา จะต้องเฝ้าดูว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ นางซูจีและพรรคของเธอจะแก้ไขปัญหาการเมืองภายในอย่างไรนั้นเรื่องนี้จะต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว

สอง สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2008 ที่นักการเมืองฝ่ายทหารเขียนขึ้นเองฝ่ายเดียว และบังคับให้ประชาชนและกลุ่มชาติพันธ์รับรองนั้น เรียกได้ว่าเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อกองทัพเท่านั้น ไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มชาติพันธ์ในสหภาพเลย ในเรื่องนี้ทั้งกองทัพและนางซูจี เอ็นแอลดี ต้องทำใจให้กว้างๆ และยอมรับในข้อวิพากษ์วิจารณ์แต่ถ้าหากว่านางซูจี เต็งเส่ง และกลุ่มกองทัพของ พล.อ.มินอ่องแหล่งปฏิเสธข้อตกลง ที่มีอยู่ในสัญญาปางหลวงปี 1947 และในรัฐธรรมนูญปี 1948 แล้วไซร้ ก็หมายความว่าเส้นทางที่คิดว่าจะนำไปสู่ประชาธิปไตยนั้นยังคงมืดมนอยู่

สิ่งที่ประชาชนทุกชาติพันธ์ในสหภาพตั้งความหวังไว้นั้น ระยะทางมันก็ยังอีกยาวไกล ถ้าเหลียวมาดู ประเทศใกล้เคียงอาเซียน และโลกตะวันตก สิ่งที่เขาเหล่านั้นอยากเห็นคือ การที่สหภาพพม่ามีสันติภาพ แต่นั่นคงเป็นไปไม่ได้โดยง่าย ตามคำหาเสียงของนางซูจีที่กล่าวกับประชาชน เมื่อคราวไปหาเสียงเลือกตั้งซ่อม ที่รัฐไทยใหญ่และรัฐคะฉิ่นนั้น เธอได้หาเสียงไว้ว่า จะแก้ไขปัญหาทางการเมืองในสหภาพ โดยอ้างอิงจากข้อตกลงในสัญญาปางหลวงปี 1947 ตัวเต็งเส่งเองก็เคยได้กล่าวในการประชุมสภาว่า จะจัดการประชุมปางหลวงครั้งที่ 2 เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองในสหภาพ ถึงแม้จะมีการเปิดประเด็นอย่างนี้แล้วก็ตาม พวกเรากลุ่มชาติพันธ์ในสหภาพที่ไม่ใช่พม่า 7 ชาติ 7 รัฐ จะต้องเฝ้าดูว่า นางซูจี และเต็ง เส่ง จะทำตามคำพูดหรือไม่ ถ้าทำจะทำโดยวิธีใด

ซึ่งจริงๆ มีอยู่ 2 วิธีจะเป็นวิธีใหม่หรือเก่า ถ้าเป็นวิธีเก่าเหมือนข้อตกลงเมื่อปี 1947 นั้นแล้วไซร้ เราเชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองอย่างถูกต้อง แต่ถ้าหากจะทำโดยวิธีใหม่แล้วไม่เพียงแต่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ แต่จะยิ่งทำให้ปัญหามีความยุ่งยากมากไปกว่าเดิมไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ดี เราเชื่อมั่นว่านางซูจีผู้จะขึ้นมามีอำนาจในภายหน้ารวมทั้งเต็ง เส่ง จะอิงเอาสัญญาปางหลวงปี1947 เป็นกุญแจ สำหรับแก้ไขปัญหาการเมืองสืบต่อจากแผนการที่พ่อเธอทำไว้แต่ไม่เสร็จสมบูรณ์ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาบ้านเมืองที่ต้องแก้ไข โดยเฉพาะปัญหากลุ่มชาติพันธ์ที่เป็นปัญหาใหญ่ รวมทั้งปัญหาชนกลุ่มน้อยเองที่จะใช้โอกาสนี้ ขอสิทธิการปกครองตนเองต่อรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งปี 2015 เหมือนกัน ซึ่งจริงๆ แล้วชนกลุ่มน้อยดังกล่าวเป็นเพียงกลุ่มคนที่ไร้ดินแดน อพยพย้ายอยู่ปะปนในรัฐต่างๆ อย่างกรณีรัฐไทใหญ่เคยมีชนกลุ่มน้อยหลายๆ กลุ่มที่ปะปนอยู่ เช่น ว้า ปะโอ ปะหล่อง เป็นต้น ซึ่งในที่สุดแต่ละกลุ่มก็จะขอสิทธิ์ดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะมีความเป็นไปได้ยากบนความยินยอมของแต่ละฝ่ายแล้ว ยังจะเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาอีกมากมาย

ผู้เขียนจึงอยากฝากถึงนางซูจี และ พรรคการเมืองหลายๆ พรรค อย่างเช่นเต็ง เส่ง และ มินอ่องแหล่ง ผบ.สส. ว่าถ้าอยากเห็นสหภาพสงบสุขจริงๆ พวกเราทุกฝ่ายทุกชนชาติในสหภาพทั้งหมด สมควรลดอัตตาโทสะ คือความเห็นแก่ตัวแล้วหันหน้าเข้าร่วมมือกัน สร้างความสามัคคีให้เกิดความมั่นคง สร้างเสรีภาพให้กับปวงชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ในด้านการปกครองทุกระดับต้องมีความเสมอภาค ไม่มีใครมากกว่าใครน้อยกว่าใครกำหนดให้มีแปดรัฐแปดชนชาติ พม่าก็เป็นชนชาติหนึ่ง รัฐหนึ่งร่วมกันกับอีกเจ็ดชนชาติเจ็ดรัฐ กลายเป็นแปดรัฐ ร่วมกันตั้งสหภาพให้มั่นคงยืนยาว ชื่อประเทศนั้นเป็นสหภาพ แต่จะใช้ชื่อสหภาพว่าอะไรนั้น เราทุกชนชาติต้องมาร่วมประชุมกัน และยึดเอาเสียงของประชาชนในการตัดสิน จึงค่อยกำหนดกันต่อไป เหมือนกับชื่อประเทศตอนนี้ ที่ชื่อว่าอาณาจักรพม่า ที่พึ่งเปลี่ยนเมื่อปี 1996 ก่อนจะเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน แต่ก่อนจะเปลี่ยนนั้นไม่ได้นำเอาความคิดของทุกชนชาติในสหภาพมาตัดสิน ดังนั้นจึงสมควรเปลี่ยน เพราะในความเป็นสหภาพนั้น ไม่ใช่มีแต่เพียงประเทศพม่าเท่านั้น ประชาชนทุกชนชาติในสหภาพเป็นเจ้าของแผนดิน ดังนั้นพม่าไม่ควรที่จะยึดถือว่าเป็นของตนแต่คนเดียวเมืองเดียว

ที่เรียกว่าเมืองสหภาพพม่าตามรัฐธรรมนูญปี 1958 นั้น ถ้ากลุ่มชาติพันธ์มีเจ็ดรัฐ ชาวพม่าก็จะต้องมีเจ็ดรัฐเหมือนกัน ข้อความที่ว่านี้ไม่ถูกต้อง เพราะชนชาติพม่ามีชนชาติเดียว ไม่ใช่หลายชนชาติ คนละกรณีกับเจ็ดรัฐเจ็ดชนชาติ เรื่องที่กล่าวมานี้สมควรที่จะปรับปรุงแก้ไขเพราะทำให้สิทธิในการปกครองไม่เท่าเทียมกัน ล่วงละเมิดดูถูกกัน ทั้งในหมู่ชนชาติต่อชนชาติ เมืองต่อเมือง เกิดการล่วงละเมิดต่อกัน เพราะผู้ปกคลองเองก็ไม่มีเมตตาธรรมไม่ยุติธรรม งมงายแต่ความมั่นคงในอำนาจแห่งชนชาติของตัวเอง ซึ่งถ้ายังจะใช้วิธีเก่าต่อไปแล้วละก็ ความปรารถนาที่อยากให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นนั้น ก็เป็นเพียงแค่ความฝัน แต่เหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรนั้น ก็เป็นการบ้านของผู้มีอำนาจที่จะต้องสืบทอดตามหน้าที่ของตน

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ถ้าผู้เขียนมีโอกาสพบกับนางซู จี, เต็ง เส็ง, มินอ่องแหล่ง ข้อความเหล่านี้ผู้เขียนอยากถามแทนผู้ที่รักสันติภาพ ซึ่งอยากให้บ้านเมืองรุ่งเรือง อยากทราบว่าพวกเขาจะตอบปัญหาเหล่านี้อย่างไร

3. ปัญหาในพรรคเอ็นแอลดี และนโยบายการเมืองเนื่องจากบ้านเมืองวุ่นวายมายาวนานไม่สงบเสียที ปัญหาบ้านเมืองทุกวันนี้ต้องการคนเก่งมีความรู้เข้ามาแก้ไขโดยเร็ว ที่ยังแก้ไขไม่ได้และขนาดปัญหาก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะว่าที่ผ่านมาใช้วิธีการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองยังไม่ถูกต้องและก็ไม่ได้ตรงตามความต้องการของประชาชน ทำให้ประชาชนและบ้านเมืองตกระกำลำบากอยากจน และปัญหาการเมืองนี้เองที่ลุกลามไปในทุกๆ ด้านของสังคม อย่างปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนาน ไม่เคยแก้ไขได้สักที และยังมากมายกว่าเก่า เป็นปัญหาที่กระทบสังคมมายาวนาน รวมถึงต่างประเทศก็เข้าใจผิดต่อกลุ่มชาติพันธ์ในสหภาพ ซึ่งลุกขึ้นจับอาวุธต่อสู้ปกป้องชนชาติของตนเอง เพราะกองทัพพม่าใช้ปัญหายาเสพติดเป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยยัดเยียดความผิดดังกล่าวให้กลุ่มผู้รักชาติติดอาวุธ ที่สู้เพื่อสิทธิในการปกครองและปกป้องชนชาติของตนเองมาทุกยุคทุกสมัย

ต่อมาคือปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธ์ในสหภาพ ที่ไม่ใช่ชนชาติของตนเอง เรื่องการยึดเอาสมบัติไร่นาของประชาชน เจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่มีอำนาจไม่เพียงแต่ใช้อำนาจเกินไปเท่านั้น ยังมีการคอรัปชั่น ตั้งแต่ชั้นผู้น้อยจนถึงชั้นผู้ใหญ่ ปัญหาเหล่านี้สร้างความกระทบต่อประเทศและประชาชนอย่างหนักจริงๆ ประชาชนทุกชนชาติไม่เคยพบกับความเป็นธรรมจากเผด็จการที่ปกครองประเทศเลย ดังนั้นความหวังที่อยากให้ประเทศเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยซึ่งประชาชนได้มีส่วนร่วมทางอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ก็ยังคงเป็นความหวังที่ริบหรี่ อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง จะต้องมาพร้อมกับบุคคลผู้มีความรู้ มีใจเมตตาธรรม มีความกล้าหาญ ซึ่งเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ค้างคามานานอย่างจริงจังโดยไม่หวังประโยชน์ส่วนตัว

สำหรับนางซูจี และพรรคของเธอที่ประชาชนฝากความหวังไว้นั้น จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นคำถามสำหรับผู้ที่ตกลงใจเลือกพรรคของเธอ ตัวเธอและพรรคจะต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าทำได้หรือไม่ได้ ถ้าได้จะทำอย่างไรเมื่อไหร่ เพราะนั่นคือความหวังของผู้ที่เชื่อมั่นในพรรคของเธอ ถ้าปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไป ผลงานไม่เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนแล้วละก็ ความเชื่อมั่นของที่มีต่อเธอและพรรคก็อาจจะหมดลงไป และยังจะเป็นโอกาสสำหรับพรรครัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลัง เบียดแย่งเอาคะแนนเสียงคืนกลับมารับตำแหน่ง มีโอกาสได้ใช้อำนาจดังเดิมแล้วบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร ด้วยเหตุนี้ข่าวการเมืองโด่งดังที่สร้างความฮือฮา ก็เป็นแค่การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆชั่วคราวเท่านั้น ยังไม่ถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่แน่นอน อันจะนำเอาอนาคตที่ดีมาสู่สหภาพได้ แท้จริงแล้วก็คือการเมืองเป็นเรื่องที่ฝ่ายใดก็ไม่อาจประมาทได้เพราะในหมู่การเมืองไม่มีมิตรแท้ และศัตรูที่ถาวร

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

หมอเปรูประท้วงขึ้นเงินเดือน หลังประธานาธิบดีเบี้ยวนโยบายตอนหาเสียง

Posted: 21 Apr 2012 02:36 AM PDT

หมอลูกจ้างกระทรวงสาธารณสุขเปรู 15,000 คนประท้วงผละงานเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเรียกร้องการขึ้นเงินเดือน 
 
เมื่อวันที่ 21 เม.ย. 55 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าหมอของกระทรวงสาธารณสุขเปรู 15,000 คนประท้วงผละงานเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเรียกร้องการขึ้นเงินเดือน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 เม.ย.)
 
โดยผู้ประท้วงได้เดินขบวนไปยังรัฐสภาเพื่อยื่นจดหมายเรียกร้องให้แก่รัฐบาล โดย Cesar Palomino ประธานสมาพันธ์การแพทย์แห่งเปรู ระบุว่าประธานาธิบดี Ollanta Humala ไม่ได้ทำตามนโยบายเมื่อครั้งการรณรงค์หาเลือกตั้งที่จะขึ้นเงินเดือนให้กับหมอที่เป็นลูกจ้างของกระทรวงสาธารณสุข 
 
ทั้งนี้หมอที่ทำงานให้กระทรวงสาธารณสุขได้รับเงินเดือนเพียง 530 โซล (ประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐ) โดย Palomino เรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้กลุ่มหมอ เหมือนกับที่ขึ้นให้ทหาร ผู้พิพากษาและครู ไปแล้ว
 
ด้าน Manuel Larrea โฆษกกระทรวงสาธารณสุขเปรู ระบุว่ายังมีหมออีก 95% จากทั่วประเทศ ที่ยังไม่ได้ประท้วงผละงาน การประท้วงครั้งนี้เป็นเพียงคนส่วนน้อย และหมอในเปรูยังให้บริการเป็นปกติ
 
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ใจ อึ๊งภากรณ์: ทักษิณจับมือกับทหารบนซากศพวีรชนแล้วเล่นละครค้านพรรคประชาธิปัตย์

Posted: 21 Apr 2012 02:06 AM PDT

ในบทสัมภาษณ์ทักษิณ โดยจอม เพชรประดับ ในวันที่ 17 เมษายนปีนี้ที่เขมร ทักษิณยืนยัน (ในนาทีที่ 7) ว่า “คนที่ฆ่าคน 91 ศพไม่ต้องเข้าคุก” แค่คำพูดสั้นๆ อันนี้เป็นการหักหลังวีรชนเสื้อแดงที่เสียสละเพื่อประชาธิปไตย และเป็นการถุยน้ำลายใส่คนเสื้อแดงที่ติดคุก แต่เสื้อแดงก้าวหน้าคงไม่แปลกใจเพราะเรารู้มานานแล้วว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่มีทักษิณเป็นที่ปรึกษา มีข้อตกลงกับทหารอำมาตย์ตั้งแต่การเลือกตั้งปีที่แล้ว ข้อตกลงนี้เห็นชัดจากการที่รัฐบาลเร่งใช้กฎหมาย 112 เพื่อปิดปากคนก้าวหน้าอย่างบ้าคลั่ง และไม่ดำเนินเรื่องอะไรทั้งสิ้นในการจับฆาตกรจากปี ๒๕๕๓ มาขึ้นศาล ฆาตกรดังกล่าวคือ ประยุทธ์ อนุพงษ์ อภิสิทธิ์ และสุเทพ พร้อมกันนั้นเราเห็นภาพยิ่งลักษณ์กอดคอกับประยุทธ์และอ่อนน้อมต่อเปรม ในกรณีเปรม ซึ่งเคยโดนทักษิณ นักการเมืองเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ด่าแล้วด่าอีก ตอนนี้ทักษิณกลับลำพูดว่า “เปรมไม่เคยยุ่งการเมือง” (ดูประมาณนาทีที่ 11 ในวิดีโอ)

การไม่ยอมนำฆาตกรของรัฐอำมาตย์มาขึ้นศาลในกรณีที่ส่งทหารสไนเปอร์ไปฆ่าคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์และผ่านฟ้า เป็นการผลิตซ้ำวัฒนธรรมเลวทรามของอำมาตย์ไทยที่ฆ่าประชาชนมือเปล่าในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา พฤษภา ๓๕ และตากใบ ๔๗ แล้วลอยนวลเสมอ มันเป็นการผลิตซ้ำ “สิทธิ” อันไร้ความชอบธรรมของทหารที่จะแทรกแซงการเมืองต่อไปอีกนาน มันตรงข้ามกับกระแส “นิติราษฎร์” และกระแสปฏิรูปกฎหมายอำมาตย์ 112 ที่หวังสร้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และเราไม่ควรลืมว่าทักษิณเองน่าจะถูกลงโทษในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีตอนที่ชายมือเปล่าจำนวนมากโดนทหารและตำรวจฆ่าที่ตากใบในภาคใต้

เป้าหมายหลักของทักษิณและเพื่อไทยคือการกลับไปสู่ความ “ปกติ” ของระบบอำมาตย์ที่มีการเลือกตั้งเป็นฉากบังหน้า และมีลัทธิ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไว้ให้ความชอบธรรมกับความโลภและความชั่วทุกอย่างของชนชั้นปกครอง ทักษิณและพรรคพวกเป็นคนจงรักภักดีมาตั้งแต่แรก และไม่มีการเปลี่ยนแปลง เป้าหมายสำคัญอีกอันคือการกลับสู่ประเทศไทยของทักษิณ ทักษิณพูดว่าหวังจะได้กลับในปี “มหามงคล” และทั้งหมดนี้กระทำบนซากศพวีรชนเสื้อแดง พร้อมกับถุยน้ำลายใส่นักโทษการเมือง โดยเฉพาะนักโทษ 112

ในขณะที่ทักษิณและเพื่อไทยกอดคอกับทหาร มีการเล่นละครรัฐสภา เพื่อสร้างภาพความขัดแย้งระหว่างเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยหวังว่าคนเสื้อแดงจะลืมอาชญากรรมของทหาร และทักษิณโกหกสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ของวิกฤตการเมืองไทยว่าเป็นแค่ “ความขัดแย้งระหว่างสองพรรคการเมืองและผู้ที่สนับสนุน” (ดูวิดีโอนาทีที่ 11) แต่วิกฤตไทยนำไปสู่การแบ่งขั้วอย่างรุนแรงระหว่างคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยและอยากเห็นเสรีภาพ กับฝ่ายที่สนับสนุนอำมาตย์และระบบกึ่งเผด็จการกึ่งเลือกตั้ง ทักษิณโกหกอีกว่าชัยชนะของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งที่ผ่านมา “แสดงว่าประชาชนต้องการการปรองดอง” และทักษิณตีความต่อไปอย่างตอแหลว่า ประชาชนต้องการการปรองดองที่ไม่นำทหารและนักการเมืองที่ฆ่าเสื้อแดงเข้าคุก

เราจะสังเกตเห็นว่าคนเสื้อแดงที่ชื่นชมยิ่งลักษณ์เหลือเกิน มักด่าแต่อภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ แต่ไม่ด่าทหาร... ประยุทธ์ อนุพงษ์ หรือแม้แต่เปรม ก็เพราะตอนนี้ทักษิณ และเพื่อไทย จับมือปรองดองกับทหารแล้ว และแกล้งเล่นละครคัดค้านประชาธิปัตย์เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น แต่ที่สำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีอำนาจอะไร เป็นแค่หุ่นหรือของเล่นของทหารอำมาตย์เท่านั้นเอง

การที่ นปช. มัดตัวเข้าไปใกล้ชิดกับรัฐบาลเพื่อไทย จนกลายเป็นแค่กองเชียร์ให้รัฐบาล และเสนอแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในการแก้รัฐธรรมนูญ ในขณะที่มีการมองข้ามประเด็นใหญ่ในสังคม เช่น 112 ทำให้ นปช. หมดสภาพในการเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่อิสระ ดังนั้นบทบาท นปช. ตอนนี้คือการสลายและสกัดกั้นไม่ให้เสื้อแดงเคลื่อนไหวอย่างเดียว

นี่คือสาเหตุที่คนเสื้อแดงก้าวหน้าทุกคนต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งองค์กรที่อิสระจาก นปช. และเพื่อไทย แค่เครือข่ายหลวมๆ จะไม่พอกับภาระอันยิ่งใหญ่ในการปลดแอกประเทศไทยจากอำมาตย์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น