โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ส่องกระแสนักกิจกรรมหญิงคนรุ่นใหม่ในกัมพูชากับภารกิจเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกเพศ โปรดเกล้าฯ ให้...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

วาด รวี แถลงลาออก กก.พานแว่นฟ้า แฉพฤติกรรมแก๊งค์นักเขียน

Posted: 24 Sep 2013 11:23 AM PDT

คำแถลงขอลาออกจากการเป็นกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภาและจะไม่เป็นกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมใด ๆ อีกตลอดชีวิตของวาด รวี  พร้อมคำชี้แจงเรื่องพฤติการณ์ของแก๊งค์สมาคมนักเขียนและผู้ร่วมขบวนการ

 

การเข้าเป็นกรรมการพานแว่นฟ้า ปี 2556

ผมเข้ามาเป็นกรรมการพานแว่นฟ้า ปี 2556 ด้วยการติดต่อจาก อี๊ด อิสระนาวี หรือ ไม้หนึ่ง ก. กุนที ซึ่งเสนอชื่อผมต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรในฐานะนักเขียนผู้ทรงคุณวุฒิด้านวรรณกรรม

 

การร่วมงานกับสมาคมนักเขียนในคณะกรรมการพานแว่นฟ้า ปี 2556

คณะกรรมการพานแว่นฟ้า ปี 2556 ในส่วนที่ไม่ใช่ข้าราชการประกอบด้วย ผู้ที่เสนอชื่อโดยสมาคมนักเขียน สื่อมวลชน และผู้ทรงคุณวุฒิที่สำนักงานเลขาธิการแต่งตั้งเข้ามา ฝ่ายสมาคมนักเขียนและผู้ที่เป็นเครือข่ายใกล้ชิดกับสมาคมนักเขียนประกอบด้วย ตำแหน่งรองประธานคือ นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และนายเจน สงสมพันธุ์  ตำแหน่งกรรมการประกอบด้วย นางชมัยภร แสงกระจ่าง, นายยุทธ โตอติเทพย์, นายบูรพา อารัมภีร, นายเฉลิมศักดิ์ แหงมงาม, นายสาโรจน์ มณีรัตน์, นางกนกวลี กันไทยราษฎร์, นายจิตติ หนูสุข, นายพินิจ นิลรัตน์, นายธาดา เกิดมงคล, นางนรีภพ จิระโพธิ์, นายยูร กมลเสรีรัตน์, นางสาวมณฑา ศิริปุณย์, นายเอกรัตน์ จิตร์มั่นเพียร รวม 15 คน

ขณะที่นักเขียนในปีกแดง ประกอบด้วย ผู้ที่เป็นกรรมการอยู่แต่เดิมแล้ว 2 คน คือ นายวัฒน์ วรรยางกูร และนายอี๊ด อิสรนาวี และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเข้าไปใหม่คือ นายวรพจน์ พันธุ์พงศ์, นายรวี สิริอิสสระนันท์, นายทองธัช เทพารักษ์  รวม 3 คน รวมทั้งหมดเป็น 5 คน

กลุ่มที่เหลือคือฝ่ายกลาง ๆ ซึ่งหมายถึงสื่อมวลชนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสมาคมนักเขียน แต่ก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเขียนปีกแดงไม่ได้แสดงความรังเกียจหรือมีอคติ ประกอบด้วย นายบุญเลิศ คชายุทธเดช, นายนิรันศักดิ์ บุญจันทร์ และนายจักรกฤษณ์ สิริริน รวมทั้งหมด 3 คน

ที่เหลือเป็นข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ตั้งประเด็น ดำเนินการประชุม และธุรการ โดยที่ไม่เข้ามาแสดงความคิดเห็นทางวรรณกรรมใด ๆ

ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับฝ่ายสมาคมนักเขียน นำโดยนายเจน นายพินิจ นายจิตติ และนายเนาวรัตน์ เป็นลักษณะโต้แย้งความคิดกัน โดยประเด็นโต้แย้งแบ่งได้เป็น 3 เรื่องหลัก ๆ คือ

ผมเสนอว่า ในการพิจารณาผลงานที่เข้าประกวด โดยพื้นฐานแล้ว ต้องไม่แย้งกับฐานความชอบธรรมของรัฐสภา เช่น บทกวีที่สนับสนุนการรัฐประหารอย่างชัดเจน ต่อให้เขียนได้อย่างมีทักษะเพียงใด ก็ย่อมจะต้องไม่ใช่บทกวีที่ดีซึ่งสมควรจะได้รับรางวัลจากรัฐสภา เพราะเป็นการทำลายฐานที่มาของความชอบธรรมของตัวเอง ซึ่งฝ่ายสมาคมนักเขียน นำโดยนายเจน สงสมพันธุ์ ไม่เห็นด้วย

ผมเสนอว่า กรรมการที่พิจารณาผลงานจะต้องไม่เป็นกรรมการรางวัลอื่น ๆ ที่ถือเป็นรางวัลใหญ่ เช่น รางวัลซีไรต์ หรือรางวัลเซเว่นเป็นต้น เพราะจะทำให้เกิดการผูกขาดรสนิยมของรางวัลโดยคนกลุ่มเดียว คณะกรรมการฝ่ายสมาคมนักเขียนนำโดยนายเจน นายพินิจ และนายจิตติแสดงความอึดอัดและไม่เห็นด้วย โดยนายเจนและนายพินิจพยายามจะขอให้อนุโลมเพราะตั้งมาแล้วเพื่อจะอ่าน

ผมได้นำเสนอแผนงานเพื่อยกระดับรางวัลพานแว่นฟ้าตามโจทย์ที่ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งความจำนงต่อคณะกรรมการฯ ว่า ปีนี้ครบ 12 ปี และเป็นวาระเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน จึงอยากจะยกระดับรางวัล ฝ่ายสมาคมนักเขียนนำโดยนายเจนมีท่าทีเกี่ยงงอน ไม่ต้องการยกระดับ นายพินิจและนายจิตติไม่เห็นด้วยโดยเฉพาะเรื่องการเพิ่มเงินรางวัล ด้วยเหตุผลว่า จะทำให้นักเขียนทำงานด้วยความโลภ ประเด็นนี้ต่อมาทำให้เกิดการปะทะคารมกันภายหลัง เมื่อเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์เข้าร่วมประชุม (แรก ๆ เนาวรัตน์ขาดประชุม) และแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มเงินรางวัล แต่แสดงความเห็นว่าควรเอาเงินไปให้นักเขียนเกียรติยศมากกว่า พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องกิเลศ ผมโต้แย้งว่า งานวรรณกรรมที่ดีไม่อาจเกิดจากกิเลศได้ ถ้าเขียนด้วยกิเลศก็จะไม่มีทางได้เงิน ให้กรรมการหยุดกิเลศของตัวเองเป็นกรรมการเพียงรางวัลเดียวให้ได้เสียก่อนเถิดจึงจะไปห่วงกิเลศของนักเขียน เข้าใจว่าประเด็นนี้ทำให้ฝ่ายสมาคมโดยนายเจน นายพินิจ นายเนาวรัตน์ เป็นต้น เห็นว่าเป็นท่าทีที่ไม่น่าพึงพอใจ และทำให้เกิดการกล่าวขวัญถึงความก้าวร้าวของผมในภายหลัง

 

เสนอแก้ไขกติกาบทกวีครั้งแรก

การโต้แย้งแลกเปลี่ยนความคิดก็ดำเนินต่อไป โดยที่ผมพยายามจะผลักดันการยกระดับให้ลุล่วง ด้วยการแก้ไขเกณฑ์การประกวดทั้งหมดใหม่ให้มีความเป็นสากลมากกว่าเดิม โดยผมเสนอร่าง "กติกาใหม่" ที่มาจากการนำเกณฑ์การประกวดของรางวัล BBC ของอังกฤษขึ้นมาเทียบเคียง กรรมการที่อยู่ฝ่ายสมาคมนักเขียนมีทั้งส่วนที่คัดค้านและสนับสนุนผม แล้วแต่ประเด็นของการโต้แย้ง เป็นการถกเถียงที่ทุกคนมีความเป็นอิสระทางความคิดพอสมควร หลักเกณฑ์และกติกาในร่างใหม่ที่ผมเสนอ "ผ่าน" เพียงบางข้อ ผมพยายามเสนอให้แก้กติกาบทกวีที่กำหนดไว้ ฉันทลักษณ์ 6 – 12 บท กลอนเปล่า 2 หน้า เปลี่ยนมาเป็น "งานเขียนประเภทบทกวีความยาวไม่เกิน 2 หน้า" โดยไม่แยกฉันทลักษณ์กับกลอนเปล่า แต่กรรมการฝ่ายสมาคมนักเขียนไม่ยินยอม ผมไม่สามารถหาเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะแก้กติกาข้อนี้ได้

 

"วิมล ไทรนิ่มนวล" กับการปั้นน้ำเป็นตัว

รางวัลพานแว่นฟ้าเป็นประเด็นในเฟซบุ๊กครั้งแรก โดยนายวิมลไทรนิ่มนวล เปิดประเด็นกล่าวหาว่า

"โดยนักเขียนซีไรต์ ได้นำเสนอเรื่องของ "นักเขียนแดง" กลุ่มหนึ่งที่กำลังกดดันให้รางวัลพานแว่นฟ้าเพิ่มเงินรางวัลเป็น 1,000,000 บาท เพื่อแจกนักเขียนแดงด้วยกัน เพราะกรรมการรางวัลนี้ก็เป็นคนเสื้อแดงด้วยกันทั้งนั้น และยังตั้งข้อสงสัยอีกว่า วรรณกรรมพานแว่นฟ้าจะกลายเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" หรือไม่"

นายวิมลเปิดประเด็นเรื่องนี้อยู่หลายวัน และต่อมาเว็บไซต์หนังสือพิมพ์แนวหน้า (และอีกหลายเว็บไซต์) เอาไปรายงานต่อตามรูปนี้ เป็นต้น

นายวิมลปั้นเรื่องขึ้นมาว่า เงินรางวัล 1 ล้านบาท ทั้งที่ตอนนั้นได้ประชุมกันไปเสร็จสิ้นและสรุปแล้วว่าเงินรางวัลชนะเลิศคือ 1 แสนบาท และมีการประกาศออกไปแล้ว ดังที่มีผู้เข้ามาทักท้วงนายวิมลพร้อมทั้งแนบลิงก์ประกาศ ตามภาพนี้

"เรียนพี่วิมลคะ เงินรางวัลยอดเยี่ยมหนึ่งแสนบาทนะคะ ไม่ใช่หนึ่งล้านอ่าค่ะ"

 

นายวิมลนอกจากไม่ขอโทษ ไม่แก้ข่าว แล้ว ยังทำการปั้นน้ำเป็นตัวและกล่าวหาในประเด็น "แจกนักเขียนแดงด้วยกัน เพราะกรรมการรางวัลนี้ก็เป็นคนเสื้อแดงด้วยกันทั้งนั้น" ต่อ ทั้งที่ข้อเท็จจริงขณะนั้น คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ปี 2556 ก็คือสมาคมนักเขียนเป็นหลักดังที่ได้กล่าวไปแล้ว และผมได้นำเอกสารคำสั่งแต่งตั้งไปชี้แจงไว้ที่เว็บไทยโพเอ็ท คืออันนี้

มีข้อสังเกตคือนายวิมลเริ่มปั้นข่าวขึ้นในวันเดียวกับที่นักข่าวหญิงคนหนึ่งมาสัมภาษณ์ผมไปลงหนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ ตอนที่สัมภาษณ์นั้นเป็นตอนกลางวัน เมื่อผมกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น เปิดคอมพิวเตอร์จึงเพิ่งเห็นว่านายวิมลกำลังปั้นข่าวเท็จเรื่องเงิน 1 ล้าน และเรื่องคณะกรรมการเป็นนักเขียนแดง ผมโทรไปหานักข่าวหญิงคนนั้น เพราะเพิ่งให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรางวัลทั้งหมดไป เพราะอยากจะทราบความเห็นของเธอต่อประเด็นที่นายวิมลปั้นเรื่องขึ้น เพราะเธอย่อมรู้ว่าเป็นความเท็จ เธอตอบผมกลับมาว่า "เราเอาเนื้อหาสาระดีกว่าไหม หรือว่าพี่จะเพิ่มอะไร" ผมตอบไปในเชิงตั้งคำถามว่า เห็น บก. ของเธอ ชอบเล่นประเด็นเสื้อแดงรับเงิน เธอตอบกลับมาด้วยเสียงซีเรียสว่า "พี่จะตรวจข่าวก่อนไหม" ผมตอบกลับไปว่า "ไม่ละ ก็เอาตามเนื้อหาสาระอย่างที่บอกดีกว่า" ขณะนั้นเป็นต้นอาทิตย์ที่วิมลเพิ่งเริ่มเปิดเรื่องโกหก และปลายอาทิตย์เนชั่นสุดสัปดาห์ที่มีบทสัมภาษณ์ลงก็วางแผง คือฉบับนี้

ในบทสัมภาษณ์นี้มีคำพูดของผมขึ้นหัวตัวใหญ่ว่า "1 ล้าน ก็ให้ได้ ถ้าบทกวีและเรื่องสั้นนั้นดีจริง ๆ" ส่วนตัวผมเองเมื่ออ่านบทสัมภาษณ์แล้ว ไม่ติดใจอะไรทั้งสิ้น ผมเห็นว่านักข่าวหญิงคนนั้นทำหน้าที่ของเธอโดยสุจริตเป็นอย่างดีแล้ว บทสัมภาษณ์ก็ถูกต้องทุกอย่าง ส่วนพาดหัวล้อกระแสเป็นเรื่องธรรมชาติของสื่อที่ต้อง "ขายของ" ซึ่งผมเข้าใจดีอยู่แล้ว ดังนั้น ที่เล่ามานี้ไม่ได้ติดใจอะไรบทสัมภาษณ์นี้หรือเนชั่นสุดสุปดาห์ทั้งสิ้น

เพียงแต่ "บังเอิญ" ว่าวิมล ซึ่งเปิดประเด็นเรื่องเงิน 1 ล้าน ก่อนบทสัมภาษณ์ของผมเผยแพร่ห่างกันเกือบอาทิตย์ คือ วิมลเปิดประเด็นต้นสัปดาห์ บทสัมภาษณ์ผมที่มีคำว่า 1 ล้านลงเนชั่นปลายสัปดาห์ คือวันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม ผมจึงสงสัยว่า วิมลปั้นเรื่อง 1 ล้านนี้ขึ้นมาเองหรือเอามาจากไหน? เนื่องจาก ในที่ประชุมไม่มีการพูดถึงตัวเลขหนึ่งล้านเลย ตัวเลขที่เถียงกันคือ ผมเสนอว่าไม่ควรต่ำกว่า 200,000 นายพินิจยืนยันว่าต้องไม่เกิน 70,000 ไปสรุปได้ที่ 100,000 ซึ่งมาจากการพยายามรอมชอมของฝ่ายข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษา

แต่ประเด็นสำคัญที่สุดในกรณีของวิมล ไทรนิ่มนวลก็คือ ในขณะที่นายวิมลกำลังปั้นเรื่องเท็จนี้ ขณะนั้น กรรมการฝ่ายสมาคมนักเขียนยังคงเป็นกรรมการพานแว่นฟ้าอยู่ และทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างดีว่าสิ่งที่นายวิมลกล่าวเรื่องเงิน 1 ล้าน, เรื่องกรรมการส่วนใหญ่เป็นแดง, และเรื่อง "รับเงิน" ล้วนเป็นเรื่องเท็จ แต่ไม่มีใครออกมายืนยันข้อเท็จจริงแม้แต่คนเดียว นอกจากผมที่นำเอกสารมาชี้แจงไว้ที่เว็บไซต์ไทยโพเอ็ทในกระทู้ http://www.thaipoetsociety.com/index.php?topic=4371.0

 

สาเหตุที่แท้จริงของการถอนตัวของสมาคมนักเขียน: คำสารภาพระหว่างบรรทัดจากปากคำของ จิตติ หนูสุข

การถอนตัวออกของสมาคมนักเขียนเกิดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม วันเดียวกับที่เนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับที่มีบทสัมภาษณ์ผมลงตีพิมพ์ และตลอดเวลาเกือบ 5 วันก่อนหน้านั้นนายวิมลปั้นเรื่องเท็จ เรื่องเงิน และเรื่องกรรมการแดง ไม่ได้หยุด โดยมีสื่ออย่าง "แนวหน้า" และประเภทเดียวกันคอยรับลูก

ดังนั้น ข้อเท็จจริงตามเหตุการณ์ขณะนั้นคือ สมาคมนักเขียนได้ถอนตัวออกจากคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ปี 2556 ในช่วงเวลาที่ คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า ปี 2556 กำลังถูกโจมตีด้วยข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จทั้งสิ้นและสมาคมนักเขียนทราบดีอยู่แก่ใจ

คำถามคือ ทำไมแทนที่กรรมการจากสมาคมนักเขียนจะแก้ความเข้าใจผิด ๆ เรื่องปั้นน้ำของนายวิมล ไทรนิ่มนวล ในฐานะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า กลับทำสิ่งที่ตรงกันข้าม คือ ถอนตัวออกแทน?

บทสัมภาษณ์จิตติ หนูสุขในเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17 พฤษภาคม (หรือสองอาทิตย์หลังการถอนตัว) มีคำตอบ

นี่คือปากคำส่วนแรกของจิตติ

นายจิตติกล่าวว่า "เดิมทีสมาคมตั้งใจจะไปเสนอ "ปรับปรุงแก้ไข" มติที่ไม่เห็นด้วย จะคุยกันอย่างอะลุ้มอะล่วย แต่ก็อาจจะต้องลงมติเอาเสียงข้างมากตัดสินถ้ามันจำเป็น แต่พอถึงเย็นวันที่ 2 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 3 ปรึกษากันเห็นว่าสถานการณ์ชักตึงเครียดมากขึ้น ก็คิดว่า ถึงสมาคมอยู่ต่อไป ก็คงไม่มีราบรื่น ดีไม่ดีอาจถึงขั้นทะเลาะกันรุนแรง"

ประเด็นคือ วันที่ 2 ต่อเนื่องวันที่ 3 นั้น สถานการณ์อะไรที่ตึงเครียด?

ในเมื่อเกณฑ์รางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย ปี 2556 พิจารณาจบสิ้นไปแล้ว ประชุมจบหมดทุกอย่างแล้ว และประกาศออกไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ตามข่าวนี้

ซึ่งข่าวนี้ก็คืออันเดียวกับที่มีคนลิงก์ไปให้วิมลดูตอนที่เขาปั้นเรื่อง 1 ล้าน ตัดรูปมาให้ดูอีกที

และอีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การประชุมของคณะกรรมการพานแว่นฟ้าปี 2556 ผ่อนคลายแล้ว เพราะคุยกันเรื่องเกณฑ์จบแล้ว และประกาศไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน ไม่มีอะไรจะมาเถียงกันแล้ว (เพราะสรุปแล้ว ประชุมเรื่องนี้จบแล้ว เกณฑ์จึงประกาศออกไปได้) ก็คือ บทสัมภาษณ์ผมเมื่อต้นอาทิตย์ (และไปลงเนชั่นสุดในปลายอาทิตย์)

"เวลานี้แบ่งคณะทำงานและเลือกประธานเรียบร้อยแล้ว โดยมีวาด รวีเป็นประธานคณะอนุกรรมการกลั่นกรองบทกวี, เจน สงสมพันธุ์ เป็นอนุกรรมการกรั่นกรองเรื่องสั้น, ทองธัช เทพารักษ์ เป็นประธานอนุกรรมการคัดเลือกบทกวี และวัฒน์ วรรลยางกูร เป็นประธานอนุกรรมการคัดเลือกเรื่องสั้น"

(บทเรียบเรียงนำบทสัมภาษณ์)

 

ตรงนี้มีประเด็นนิดหน่อยว่า ทำไม ปีกแดง ถึงได้ประธานถึงสามคน (ผม, วัฒน์, ทองธัช) สถานการณ์ก็คือ วันที่เลือกประธานแต่ละคณะนั้น เจน, เนาวรัตน์, ชมัยภรณ์ หรือเรียกว่าบรรดา "ผู้ใหญ่" ทั้งหลายของสมาคมนักเขียนไม่ได้มา แต่พินิจ, จิตติ, บูรพา มา และคนของฝ่ายสมาคมฯ ก็ยังเยอะกว่าปีกแดงอยู่มาก ตอนนั้นที่น่าประหลาดก็คือ พอผมเสนอชื่อวัฒน์เป็นประธานคัดเลือกเรื่องสั้น กนกวลีก็เสนอชื่อผมเป็นประธาน (ไม่ได้ระบุชุด) ขณะที่ผมก็กำลังจะเสนอทองธัชเป็นประธานคัดเลือกบทกวี ทางนั้นเงียบ ผมก็งงว่าทำไมเขาไม่เสนอใครมาแข่ง พอผมเสนอทองธัชเขาหันมองหน้ากันแล้วก็เงียบเหมือนไม่รู้จะเอายังไง พินิจเสนอเจน พี่วัฒน์ทักและให้ผมพูด ผมก็ยืนยันหลักการว่าประธานต้องไม่เป็นกรรมการรางวัลซีไรต์หรือเซเว่น พินิจต่อรองขออนุโลมผมก็บอกว่าอนุโลมเป็นกรรมการได้ แต่ก็ไม่ควรเป็นประธานอยู่ดี แต่สุดท้ายก็ยอมให้เจนเป็นประธาน ชื่อประธานก็เลยออกมาแปลก ๆ แบบที่เห็น

ผมมาทราบภายหลังว่า เขาอยากให้บูรพาเป็นประธานบทกวี และไม่เห็นด้วยกับตำแหน่งทองธัช  จริง ๆ ผมเสนอทองธัชไปก็ไม่คิดว่าเขาจะเอา คือคิดว่าเขาคงเสนอใครมาเปรียบ แล้วก็ดูคุณสมบัติกัน ก็ปรากฏเขาไม่เสนอ ชื่อก็เลยออกมาแปลก ๆ อย่างนี้ แต่สาเหตุหลักที่เนารัตน์, ชมัยพร ไม่ได้เป็นประธานก็คือเพราะเป็นกรรมการรางวัลอื่นอยู่ ส่วนเจนก็ยอมให้คนหนึ่งในฐานะนายกสมาคม (จริง ๆ วันนั้นถ้าเขาเสนอบูรพามาแทนทองธัชผมก็อาจจะไม่ค้านอะไร หรือถึงค้านเสียงก็สู้พวกเขาไม่ได้อยู่แล้ว ก็นึกงง ๆ อยู่หลังประชุม)

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศตอนนั้นมันไม่ได้มีการ "โต้เถียง" หรือมีอะไรที่ "ตึงเครียด" แล้ว เพราะกำหนดเกณฑ์เสร็จแล้ว เลือกประธานจบแล้ว ตามบรรยากาศถามตอบในบทสัมภาษณ์ผมในเนชั่นตรงส่วนนี้

"ตอนนี้ก็คลี่คลายขึ้นเยอะ คิดว่าเราเถียงกันหนัก เถียงกันเยอะ แต่ถึงที่สุดแล้วจะเป็นผลดีต่อส่วนรวม"

เพราะฉะนั้น ที่จิตติบอกว่า "เดิมทีสมาคมตั้งใจจะไปเสนอ "ปรับปรุงแก้ไข" มติที่ไม่เห็นด้วย จะคุยกันอย่างอะลุ้มอะล่วย แต่ก็อาจจะต้องลงมติเอาเสียงข้างมากตัดสินถ้ามันจำเป็น แต่พอถึงเย็นวันที่ 2 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 3 ปรึกษากันเห็นว่าสถานการณ์ชักตึงเครียดมากขึ้น ก็คิดว่า ถึงสมาคมอยู่ต่อไป ก็คงไม่มีราบรื่น ดีไม่ดีอาจถึงขั้นทะเลาะกันรุนแรง"

ที่ว่าสถานการณ์ "ตึงเครียด" มีเรื่องเดียวเท่านั้นคือกรณีวิมลที่กำลังปั้นเรื่องเท็จใส่ร้ายคณะกรรมการเรื่อง 1 ล้านและ "แดงรับเงิน" และขอให้สังเกตตรงประโยคก่อนหน้าที่บอกว่า "เดิมทีสมาคมตั้งใจจะไปเสนอ "ปรับปรุงแก้ไข" มติที่ไม่เห็นด้วย" ที่บอกว่า มติที่ไม่เห็นด้วย คืออะไร? ในเมื่อเกณฑ์เสร็จและประกาศไปตั้งแต่ 25 แล้ว ระหว่างวันที่ 25 ถึงวันที่ 3 จะมีมติอะไรที่ไม่เห็นด้วย?

ก็มีอยู่เรื่องเดียวคือเรื่อง "ผลการเลือกประธานอนุฯ แต่ละชุด"

จริง ๆ ก่อนหน้าวันที่ 3 ผมโทรไปคุยกับพินิจ เพราะรู้สึกกิลตี้นิด ๆ ที่ฝ่ายแดงเอาตำแหน่งประธานไปตั้ง 3 คน ก็เลยโทรไปคุยเพราะอยากรู้ว่าจริง ๆ แล้วเขาไม่พอใจไหมหรือเขาอยากให้เป็นอย่างไร ก็คุยกันในลักษณะประนีประนอม และเขาก็สื่อให้ผมเข้าใจว่า "ควรให้บูรพาเป็นประธานคัดเลือกบทกวี" ซึ่งผมเองก็รับทราบ และตั้งใจว่าในการประชุมวันที่ 3 ผมจะสละสิทธิ์ประธาน ให้ทองธัชมาเป็นแทนผม (เพราะจริง ๆ แล้วผมไม่อยากคัดบทกวีด้วยเพราะไม่พอใจเกณฑ์) และให้บูรพามาเป็นแทนทองธัช แต่ก็ปรากฏว่าสมาคมนักเขียนมาถึงก็แถลงแล้วก็วอล์กเอาท์ออกไปเลยแบบสายฟ้าฟาด

สาเหตุหลัก ๆ ที่ผมสรุปว่าทำไมสมาคมนักเขียนจึงลาออกไปก็คือ

ไม่พอใจการเลือกตำแหน่งประธาน

ไม่พอใจที่ผมเสนอว่า ไม่ควรเป็นกรรมการรางวัลซีไรต์และเซเว่นด้วย

หลบกระแส "แดงรับเงิน" ที่วิมลกำลังปลุกระดมในเฟซบุ๊ก (มองในแง่ดี-อย่างเบาที่สุดแล้ว, ถ้ามองในแง่ร้ายก็คือ บงการ-มีส่วน-เล่นการเมือง โดยใช้วิมล)

 

สำหรับผมแล้ว หัวขบวนของแก๊งสมาคมนักเขียนเหล่านี้ ไม่มีค่า ไม่มีเกียรติ และไม่มีศักดิ์ศรีพอที่จะผมจะฟังเสียง เพราะ

ไม่มีความรับผิดชอบ ในเวลาที่มีคนปั้นเรื่องเท็จใส่ร้ายคณะกรรมการฯ ในฐานะกรรมการ ทำไมแทนที่คุณจะชี้แจงข้อเท็จจริงกับนิ่งดูดาย?  และท้ายที่สุดก็ตีตัวออกหาก ทั้ง ๆ ที่ถ้าชี้แจงเรื่องก็น่าจะจบและรางวัลไม่ถูกป้ายสีอย่างเสียหาย?

ใจแคบ มักมาก บ้าตำแหน่ง (กะอีแค่ไม่ได้เป็น "ประธาน" แค่รางวัลเดียว ทำไมยอมไม่ได้ ทั้งที่ตัวเองและพวกพ้องผูกขาดอยู่แทบทุกรางวัล)

ไม่มีศรัทธาในงานวรรณกรรม (กลัวว่าเพิ่มเงินรางวัลไปแล้วจะมอมเมากิเลศนักเขียน ถามง่าย ๆ ว่า วรรณกรรมที่ดีมันเกิดจากกิเลศได้ด้วยเหรอ? เวลาเฮมิงเวย์เขียน Old man and the sea นี่มันเขียนดีเพราะตอนเขียนมันฝันถึงโนเบลอยู่ใช่ไหม? เวลากนกพงศ์เขียนแผ่นดินอื่นนี่ฝันถึงซีไรต์น้ำลายยืดอยู่ก็เลยเขียนออกมาได้ใช่ไหม?)

ไม่มีมรรยาท (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์แรก ๆ แทบไม่เข้าประชุมเลย พอมาถึงจะมารื้อสิ่งที่ที่ประชุมลงมติไปแล้วตรงโน้นตรงนี้ – เขาเถียงกันมาแทบเป็นแทบตาย)

ไม่มีความจริงใจต่อการยกระดับรางวัล

 

ข้อสันนิษฐานเหล่านี้ขอให้ดู "ระหว่างบรรทัด" ในบทสัมภาษณ์จิตติ หนูสุข เช่น

"ผมไม่เคยรู้สึกเลยว่านี่คือการยกระดับ ผมเห็นว่าบางทีคุณอาจจะกำลังทำลายรางวัลที่มันเดินมาดี ๆ อยู่แล้ว ให้มันพินาศอัปปางลงด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างการแปลเผยแพร่ ผมไม่แน่ใจนักว่า มันจะเป็นการประจานความย่ำแย่ไม่น่าดูของเราให้เพื่อนบ้านหรือชาวโลกเขารับรู้หรือไม่..."

"คุณไม่ให้เกียรติเขาเลย คุณดึงดันเอากรรมการผู้ใหญ่ที่สมาคมเชิญท่านมาช่วยอ่าน คิดเองเออเองกับพวกไม่กี่คนอย่างมีอคติ เอาท่านไปแขวนไว้เป็นกรรมการชั้นบน ไม่ต้องมาอ่าน"

 

("ท่าน" ในที่นี้ก็คงหมายถึงบรรดาเนาวรัตน์, ชมัยพร, เจน ที่ผูกขาดเกือบทุกรางวัลอยู่แล้ว และบางคนผูกขาดมาเป็นเวลาหลายสิบปี)

 

บทบาทของศิริวร แก้วกาญจน์ในฐานะผู้พิทักษ์หลักเกณฑ์ความถูกต้อง

จริง ๆ บทบาทของศิริวรที่ผ่านมาเกี่ยวกับพานแว่นฟ้าก็เป็นที่รู้กัน และก็ไม่มีอะไรให้พูดมากนัก แต่บังเอิญช่วงที่วิมลกำลังโกหกปั้นเรื่องเกี่ยวกับพานแว่นฟ้าก็มีผู้มาเท้าความกรณีศิริวรไว้พอสังเขป ดังนี้

"บทกวีสองชิ้นนี้เป็นของศิริวรเพราะเขาใช้นามปากกาต่างกันในการส่งเข้าประกวด การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกติกาของการประกวด เขาจึงไม่แสดงตัวในวันรับรางวัล ความลับดังกล่าวถูกปิดเงียบ จนเมื่อปี พ.ศ.2551 ศิริวรได้พิมพ์บทกวีชุดใหม่ชื่อ "ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง" โดยมีบทกวีที่ได้รับรางวัลทั้งสองชิ้นรวมอยู่ด้วย พร้อมเขียนหมายเหตุพาดพิงถึงรางวัลพานแว่นฟ้าไว้ด้วย ศิริวรจงใจพิสูจน์บางอย่าง และการจงใจนี้นำไปสู่การฝ่าฝืนกฎ แต่น่าแปลกที่กลับไม่เกิดปฏิกิริยาใด ๆ ในแวดวงวรรณกรรมเลย นับเป็นรอยด่างพร้อยอีกครั้งที่กรรมการตัดสินรางวัลถูกท้าทาย"

 

เสนอแก้ไขข้อกำหนดบทกวีครั้งที่สอง

เมื่อแต่งตั้ง คณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา ซึ่งมีภารกิจหลักคือ "ตั้งรางวัลใหม่" และภารกิจเสริมคือ ดำเนินพานแว่นฟ้าต่อให้เสร็จ ในการประชุมครั้งแรก ผมนัดแนะกับซะการีย์ยาเพื่อเสนอให้ที่ประชุมแก้ข้อกำหนดของบทกวี โดยผมเป็นคนพูดเปิดประเด็นขึ้นในที่ประชุมว่า เกณฑ์นี้อาจจะมีปัญหา และผมไม่รับ เพราะแบ่งแยกฉันทลักษณ์ไว้ 6 – 12 บท ในขณะที่กลอนเปล่า 2 หน้าซึ่งผมและซะการีย์ยาเห็นพ้องกันว่าลักลั่นและขัดแย้งกันเอง จึงเสนอให้ที่ประชุมแก้เป็นเกณฑ์เดียวโดยใช้จำนวนหน้ากำหนด แต่ตอนนั้นเกณฑ์เดิมได้ถูกประกาศไปแล้ว (ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน) และคนก็ส่งกันเข้ามาเป็นจำนวนมากแล้ว จำได้ว่าที่ประชุมมีใครสักคนถามผมว่า แก้เกณฑ์ไปแล้วคนที่ส่งมาแล้วจะทำอย่างไร และผมตอบกลับไปว่า ก็ให้สิทธิ์ส่งเข้ามาใหม่ถ้าอยากจะเปลี่ยนชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่ส่ายหน้า และเห็นว่า ขืนทำตามที่ว่ามันจะยุ่งเหยิงพอสมควร โดยเฉพาะงานเอกสาร มันดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเปลี่ยนเกณฑ์ตอนนั้นใหม่ จึงเห็นกันว่าส่วนไหนที่มีปัญหาให้เป็นสิทธิของคณะกรรมการชุดกลั่นกรองในการใช้ดุลยพินิจแล้วกัน (มันมีเกณฑ์อื่นอีกที่มีการพูดถึงด้วย)

 

การตัดสินใจของผมในกรณีเกี่ยวกับบทกวีเรื่องเบี้ย

ผมแทบไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินไปของการพิจารณาบทกวีเลย ผมเป็นกรรมการคณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา และมีหน้าที่ตามตำแหน่ง 2 ตำแหน่งคือ รองประธานอนุกรรมการวางโครงสร้างยกระดับการประกวดวรรณกรรมระดับชาติและระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และรองประธานอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องสั้น ลำพังแค่อ่านเรื่องสั้น ทำหน้าที่ของตนในสองส่วนนี้ก็กินเวลาจนเบียดบังงานและชีวิตส่วนตัวของตนเองไปมากพอแล้ว งานล้นมือจนไม่มีเวลาสนใจเรื่องการพิจารณาของฝ่ายบทกวีแม้แต่น้อย

ผมรับทราบราว 1 หรือสองอาทิตย์ก่อนประชุมครั้งสุดท้ายที่จะประกาศรางวัลชนะเลิศว่าชุดที่พิจารณาบทกวีไม่สามารถตัดสินเองได้

คือโดย "กติกา" แล้ว สิทธิ์ในการตัดสินที่ 1 และที่ 2 เป็นของที่ประชุมใหญ่ แต่โดยประเพณีแล้ว คนตัดสินก็คือกรรมการคัดเลือก เสนอชื่อที่ควรจะได้เข้ามา เพราะที่ประชุมใหญ่นั้นไม่มีเวลาอ่าน และไม่ได้อ่านทั้งหมดจึงไม่มีทางรู้ว่าชิ้นไหนควรได้ แต่บังเอิญบทกวีมีปัญหาตัดสินไม่ลงกัน 3 ชิ้น ซึ่งผมก็ทราบ ๆ มาก่อน ว่าเขาจะให้ที่ประชุมใหญ่ "ช่วย" อ่านด้วยเพื่ออภิปรายให้ "แตก" จริง ๆ ว่าชิ้นไหนดีกว่า ตัวผมแทบไม่มีอารมณ์และเวลาเลย  แต่ก็หาเวลาอ่านจนได้  ซึ่งก็ตัดสินได้ไม่ยากว่าจะตัดเรื่องใดออก เพราะอีกบทอ่อนกว่าค่อนข้างชัด จึงเหลือ 2 เรื่อง (ทุกคนอ่านมาแล้วเห็นตรงกัน) คือเรื่อง เบี้ย กับเรื่อง ความตายของนกฟินิกส์ ซึ่งตัดสินใจยากมาก เพราะชิ้นหนึ่งเป็นกลอนเปล่า อีกชิ้นเป็นกลอนแปด และผมก็ชอบทั้งคู่ คือมันมีดีกันไปคนละแบบ ชิ้นเบี้ยผมชอบความดิบแบบบ้าน ๆ เทิ่ง ๆ ไม่สละสลวยแต่กินใจ ตรงประเด็น และสื่อแทนเสียงของคนจำนวนหนึ่งได้แม่นยำ ส่วนนกฟินิกส์นั้นคมที่ความเปรียบ สุดท้ายก่อนเข้าประชุมผมยังลังเล แต่ค่อนข้างเอียงไปทางเบี้ย

แต่เมื่อเข้าประชุมแล้ว กรรมการท่านต่าง ๆ ก็เริ่มอภิปรายข้อดีข้อเสียของแต่ละบท ซึ่งคู่ชิงก็คือ เบี้ย กับ นกฟินิกส์ ตามคาด ก็อภิปรายกันจนมีผู้อภิปรายข้อด้อยของเบี้ยว่า ผิดฉันทลักษณ์และจำนวนบทเกิน ผมก็เพิ่งรู้ ณ นาทีนั้นว่าเบี้ยมีจำนวนบทเกิน และกรรมการในที่ประชุมใหญ่ก็เช่นกัน เพราะไม่มีใครสนใจข้อกำหนดนี้ เนื่องจากยกให้เป็นดุลยพินิจของชุดกลั่นกรองไปแล้ว ซึ่งทางชุดกลั่นกรองก็แจ้งให้ทราบตอนนั้นว่า ได้เห็นแล้วว่าบทเกินแต่ใช้ดุลพินิจ "อนุโลม" เข้ามาตามที่ประชุมใหญ่ให้สิทธิ์ในตอนแรก และรายงานเพิ่มเติมว่ามีลักษณะเกินหรือขาดอีกกี่ชิ้นและใช้ดุลยพินิจอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม ประเด็นผิดข้อกำหนดเป็นเรื่องใหญ่ จึงถกเถียงกันว่าจะอนุโลมเรื่องเบี้ยหรือไม่เป็นประเด็นหลัก

ผมอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการให้เบี้ยได้รางวัลที่ 1 และที่ 2 และชี้ว่านี่เป็นการผิดเกณฑ์กำหนดที่ประกาศไปแล้ว ไม่สามารถให้ได้ แต่ที่ประชุมอภิปรายกันว่าได้ให้สิทธิ์อนุโลมคณะกลั่นกรองไปแล้ว แล้วคณะกลั่นกรองก็ใช้สิทธิ์พิจารณามาแล้ว เมื่อมาถึงขั้นนี้จะเอาเรื่องผิดเกณฑ์มาพิจารณาอีกไม่ได้ เพราะถือว่าผ่านไปแล้ว ถ้าจะเอาเรื่องผิดเกณฑ์มาพิจารณาก็ต้องพิจารณาให้ตอลด คือให้โมฆะไปเลย คือเอาออกไปให้ตกไปเลย ซึ่งก็เป็นที่ถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียด และในที่สุดต้องออกเสียงด้วยการโหวต

ผมมีเวลานั่งคิดไม่ถึง 30 นาทีนับจากเวลาที่ทราบว่าเบี้ยผิดข้อกำหนดในการตัดสินใจว่าจะโหวตให้โมฆะหรือจะอนุโลม ซึ่งก็มีการอภิปรายเรื่องความลักลั่นของเกณฑ์กันอย่างกว้างขวาง และในที่สุดผมก็ยกมือให้ "อนุโลม" ซึ่งเบี้ยก็ได้รับการอนุโลมจากเสียงส่วนใหญ่

แต่หลังจากโหวตอนุโลมไปแล้ว ผมรู้สึกติดค้างอย่างยิ่ง เพราะทราบดีว่าการละเมิดข้อกำหนดในลักษณะนี้จะกระทบสิทธิ์ของผู้ส่งประกวดคนอื่น ๆ และกระทบความน่าเชื่อถือของกรรมการ เพราะเป็นข้อกำหนดที่ประกาศให้ทราบไปแล้ว ผมติดค้างประเด็นนี้ และตัดสินใจงดออกเสียงเมื่อต้องโหวตว่าเบี้ยหรือนกฟินิกส์ใครจะได้ที่ 1

หลังจากวันนั้นผมนอนไม่หลับไปหลายคืน ผมไม่แน่ใจว่าตนเองทำถูกหรือไม่ แต่หลังจากนอนคิดและถามใจตัวเองมาจนแน่ใจแล้ว ให้ย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้ง ผมก็เลือกที่จะอนุโลมอยู่ดี เพราะการบังคับใช้เกณฑ์นี้เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามันแย่ต่อกวีนิพนธ์โดยภาพรวมมากกว่าการยอมอนุโลมเกณฑ์ แม้จะรู้ดีและยืนยันกับที่ประชุมเองว่า เบี้ยไม่ควรได้รับรางวัลเพราะผิดเกณฑ์ แต่เมื่อต้องยกมือมือผมก็ยกอนุโลมอยู่ดี คือผมไม่สามารถฝืนใจตัวเองบังคับใช้เกณฑ์บังคับฉันทลักษณ์ 6 – 12 บท ในขณะที่กลอนเปล่า 2 หน้าได้ มันไม่เพียงไม่มีเหตุผล แต่มันยังเป็นการทำให้กวีนิพนธ์เป็นเรื่องหลอกลวง การสร้างงานกวีจะต้องถูกกำหนดด้วยแบบแผนแบบเด็กที่ยังไม่โต อีกทั้งยังแบ่งแยกกลอนเปล่ากับฉันทลักษณ์ในลักษณะกีดกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าการกำหนดเกณฑ์แบบนี้มันคือการทำลายสำนึกต่อกวีนิพนธ์ของผมและต่อความเป็นวรรณกรรมทั้งหมดให้สิ้นศักดิ์ศรีหมดความเคารพในตัวเอง กลายเป็นผู้ใช้ทักษะเขียนตามแบบฝึกหัด

ดังนั้นผมจึงยืนยันว่า ให้กลับไปตัดสินอีกร้อยครั้ง พันครั้ง ผมก็ยอมทำ "ผิด" คือ "อนุโลม" ข้อกำหนดนี้ เพื่อจะไม่ทำผิด "ยิ่งกว่า" คือยอมปล่อยให้ข้อกำหนดนี้ข่มขืนจิตสำนึกต่องานวรรณกรรมของตนและต่อเพื่อนร่วมอาชีพด้วยการยอมทำตามมัน

ผมขอแสดงความรับผิดชอบต่อความไม่เป็นธรรมที่เกิดกับผู้ส่งประกวดงานบทกวีทุกคน ไม่ใช่ต่อสมาคมนักเขียนและเหล่าบุ๊กคลปลิ้นปล้อนกลิ้งกลอกหอกหักเหล่านั้น

ผมขอลาออกจากคณะกรรมการวรรณกรรมแห่งรัฐสภา และจะพิจารณาตัวเอง ด้วยการไม่เป็นกรรมการตัดสินวรรณกรรมใด ๆ อีกตลอดชั่วชีวิตนี้ และขอยืนยันว่า ไม่ว่าท่านจะเรียกร้องอย่างไร ก็ไม่มีวันทำให้ผมยอมเปลี่ยนการตัดสินใจให้เบี้ยเป็นโมฆะเพราะเกณฑ์อัปรีย์นี้ได้เป็นอันขาด

วาด รวี / 24-9-2556

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นายกรัฐมนตรีชี้แจงผลการดำเนินงานต่อสภา ระบุเน้นพัฒนาขีดความสามารถให้แข่งขันกับนานาประเทศ

Posted: 24 Sep 2013 09:07 AM PDT

รัฐบาลชี้แจงผลการดำเนินงานของ ครม. ต่อสภาผู้แทนราษฎร นายกรัฐมนตรีระบุเน้นสร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง พัฒนาขีดความสามารถประเทศ สร้างความปรองดอง ด้านผู้นำฝ่ายค้านติงรัฐบาลยังมีจุดอ่อนเรื่องบริหารภาครัฐ และไม่สามารถลดรายจ่ายได้ตามที่เคยแถลงไว้

ที่มาของภาพ: เพจยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ วันนี้ (24 ก.ย.) เริ่มเวลา 14.00 น. เป็นการพิจารณารับทราบรายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปีที่หนึ่ง (23 ส.ค. 54 – 23 ส.ค. 55) ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารงานในช่วงที่ประเทศมีความขัดแย้งทางการเมือง ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่และเศรษฐกิจโลกผันผวน รัฐบาลจึงบริหารประเทศโดยยึด 3 ข้อหลัก คือ สร้างเศรษฐกิจสมดุล สร้างความเสมอภาค และเตรียมพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน มุ่งเน้นเสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้เข้มแข็งและพัฒนาขีดความสามารถให้แข่งขันกับนานาประเทศ สร้างความปรองดอง นอกจากนี้ยังเร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ด้วยการบูรณาการและออกกฏหมายรองรับ เช่น พระราชกำหนดกู้เงิน 350,000 ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการแก้ไขและป้องกันอุทกภัยโดยรวม

ขณะที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศมีภาวะดีขึ้น เปรียบเทียบจาก ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ก่อนหน้านี้มีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ยอมรับว่าไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลตั้งไว้ เพราะเป็นการเติบโตอย่างช้าๆ

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยที่ประเมินโดยสถาบันต่างชาติ พบว่าอันดับการแข่งขันทั้งเรื่องสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานในปี 2554 ต่ำกว่าในปี 2553 สะท้อนว่าการทำงานของรัฐบาลมีจุดอ่อนหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องการบริหารงานของภาครัฐ นอกจากนี้ยังไม่สามารถลดรายจ่ายได้ตามที่รัฐบาลแถลงนโยบายไว้ ตัวเลขเศรษฐกิจยังติดลบ ราคาน้ำมันและแก๊สหุงต้มปรับราคาสูงขึ้น รวมถึงสินค้าอุปโภค-บริโภคมีราคาแพง และหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับกรอบเวลาการพิจารณา นั้น เบื้องต้นกำหนดไว้ 2 วัน คือวันที่ 24 และ 25 กันยายน นี้ แบ่งเวลาอภิปรายเป็นฝ่ายค้าน 10 ชั่วโมง และรัฐบาล 7 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 17 ชั่วโมง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เยี่ยมพื้นที่น้ำท่วมปราจีนบุรี

Posted: 24 Sep 2013 08:28 AM PDT

ที่มาของภาพ: เพจ Abhisit Vejjajiva

เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานว่า วันนี้ (24 ก.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พร้อมด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรค นางสาวเยาวลักษณ์ โตอนันต์ ผู้สมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี พร้อมทีมงานพรรค เดินทางไปเยี่ยมผู้ประสบภัยน้ำท่วม อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี

โดยคณะเดินทางต่อไปยัง ศูนย์อพยพ ต.ท่าตูม ภายใน อ.ศรีมหาโพธิ  พร้อมกล่าวให้กำลังพี่น้องประชาชน และมอบเงินจากมูลนิธิเสนีย์ปราโมทย์ให้ผู้ประสบภัย   ก่อนลุยน้ำเข้าเยี่ยมประชาชนที่ยังอาศัยอยู่ภายในบ้าน ท่ามกลางฝนที่ตกโปรยปราย

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้ลงพื้นที่มาติดตามสถานการน้ำท่วม พบว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะผู้สูงอายุผู้ป่วยเคลื่อนย้ายลำบาก ซึ่งในวันนี้ตนจะนำข้อเดือดร้อนนี้ เข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ และ จะประสานไปยัง สาขาพรรค ให้สำรวจพื้นที่ที่ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วม และเร่งดำเนินการเข้าช่วยเหลือ    

โดยประธานมูลนิธิฯ ได้มอบเงินช่วยเหลือ ให้กับมูลนิธิต่างๆที่อยู่ในพื้นที่คอยช่วยเหลือประชาชน และได้ประสานข้อมูล จำนวนประชาชน ที่ได้รับความเดือนร้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อจะส่งถุงยังชีพมายังพื้นที่โดยด่วน

ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รายงานสถานการณ์น้ำท่วม จ.ปราราจีนบุรี ว่าเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ส่งผลให้มีน้ำหลากเข้าท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ์ เมืองปราจีนบุรี นาดี และประจันตคาม ร่วมพื้นที่ 39 ตำบล 210 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 5,293 ครัวเรือน ถนน 20 สาย สะพาน 1 แห่ง วัด 18 แห่ง โรงเรียน 16 แห่ง นาข้าว 600 ไร่ ได้รับความเสียหาย และมีน้ำไหลเข้าท่วมในเขตตลาดกบินทร์บุรี ปัจจุบันระดับน้ำทรงตัว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

‘เขาชื่ออัสฮารี’ สารคดีจากแดนใต้ เรื่องของศพนิรนาม และการถามหาความยุติธรรมกว่า 5 ปี ของผู้เป็นแม่

Posted: 24 Sep 2013 06:48 AM PDT

เปิดตัวสารคดี "เขาชื่ออัสฮารี" ในปัตตานี ผู้ผลิตชี้ต้องการดึงความสนใจสาธารณะไปสู่ปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ส่วนเจ้าของเรื่อง "แบเดาะ สะมาแอ" ผู้สูญเสียลูกชายระบุ ยอมให้นำเสนอเรื่องราวเป็นสารคดีเพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่าง เพราะในพื้นที่เหยื่อที่พร้อมสู้มีไม่มากยิ่งทำให้ปัญหาสะสม

ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีเมื่อ 23 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา ได้มีการฉายสารคดีสั้นสามสิบนาทีเรื่อง "เขาชื่ออัสฮารี" พร้อมกับชมรายการรอมฎอนไนท์ตอนเสียงผู้หญิงจากชายแดนใต้เพื่อสันติภาพ โดยเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ และเสวนาพูดคุยประเด็นบทบาทผู้หญิง โดยมีทีมงานผู้ผลิตสารคดีและแบเดาะ สะมาแอ ผู้ที่เป็นเจ้าของเรื่องราวในสารคดีสั้นไปร่วมเสวนาด้วย

เขาชื่ออัสฮารี เป็นสารคดีเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของแบเดาะและกลุ่มนักกฎหมายและนักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนกลุ่มหนึ่ง หลังจากที่ลูกชายของนางแบเดาะคืออัสฮารี สะมาแอ เสียชีวิตเมื่อหกปีที่แล้ว หลังจากที่ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จากในสารคดี ฮัสฮารีถูกทำร้ายร่างกายร่วมกับบุคคลที่ถูกจับอีก 9 คนเมื่อ 21 กค.2550 ที่อ.กรงปินัง ยะลา  และเสียชีวิตลงในเวลาหนึ่งวันต่อมาในโรงพยาบาล เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่นำตัวไปส่งโรงพยาบาลไม่ได้แจ้งว่าอัสฮารีถูกจับกุม ทำให้เส้นทางในอันที่จะแสวงหาความยุติธรรมวกวนและซับซ้อน  การต่อสู้ของครอบครัวสะมาแอมีกลุ่มนักกฎหมายและนักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนกลุ่มใหญ่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะนางแบเดาะ มารดาที่ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับอัสฮารีโดยใช้เวลาถึงห้าปีกว่าที่จะได้ผลของการไต่สวนการตายออกมาเมื่อ 28 มิย. 2555 ว่าอัสฮารีตายขณะอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่และถูกทำร้ายร่างกาย ผลของการเคลื่อนไหวต่อเนื่องทำให้นางแบเดาะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่างเช่นหัดขับรถและพูดไทยเป็นต้น

แต่หลังจากผลการไต่สวนออกมาดังกล่าวจนถึงปัจจุบันผ่านไปกว่าปียังมีมีความคืบหน้าในเรื่องคดีอาญา ขณะที่คดีแพ่งที่นางแบเดาะฟ้องสี่หน่วยงานรัฐและศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งให้สำนักนายกรัฐมนตรีจ่ายค่าชดเชยให้ 5 แสนบาทนั้น ทางสำนักนายกรัฐมนตรีอุทธรณ์และคดียังอยู่ในชั้นศาล  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ศาลมีคำสั่งออกผลการไต่สวนว่าตายในขณะถูกควบคุมตัวและถูกทำร้ายด้วย ศอ.บต.มีมติจ่ายเงีนเยียวยาครอบครัวสะมาแอ 7 ล้านบาท

"ที่ลุกขึ้นสู้ไม่ใช่ว่าจะทำให้อัสฮารีฟื้นขึ้นมาได้ หรือว่าต้องการเงินเยียวยา" แบเดาะ สะมาแอเปิดใจผ่านคนแปล "แต่ต้องการให้เรื่องของเราเป็นกรณีตัวอย่าง" แม่ของอัสฮารีบอกว่า ถึงตอนนี้จะผ่านมาหลายปีแล้วแต่ยังเสียใจกับเรื่องนี้โดยที่เงินเยียวยาไม่สามารถจะช่วยอะไรได้ "เราก็ไม่รู้ว่าใครทำ ถ้ารู้ก็อยากจะไปคุยกับเขาว่าทำไม ทำไมถึงทำอย่างนี้ ทำจนลูกก๊ะตาย" แบเดาะเปิดเผยว่า อัสฮารีเป็นลูกโต เป็นเด็กเรียน เรียนหนังสือใกล้จบและเป็นคนที่พ่อแม่หวังพึ่งพาให้ช่วยเลี้ยงส่งเสียน้องๆ การเสียชีวิตของอัสฮารีทำให้ครอบครัวคขาดคนที่จะมาเป็นที่พึ่ง และเล่าว่าหลังจากเกิดเรื่องลูกตาย ตนพบว่าต้องเจอสภาพอึดอัดใจเพราะสายตาของสังคมในชุมชนรอบๆที่มองว่าเป็นครอบครัวคนทำผิด "เวลาคุยกับเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านไม่ตอบสนองอะไรทำก็เชื่อว่าคนมองในแง่ลบให้ยิ่งรู้สึกแย่ลง" เธอบอกว่า คนที่สามารถเข้าใจกันได้กลายเป็นคนจากหมู่บ้านอื่นที่เจอประสบการณ์คล้ายกัน นอกจากนี้การได้เรียนรู้เรื่องราวของคนอื่นๆทำให้พบว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมและหลายคนก็เจอหนักเช่นกันทำให้อย่างน้อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง

ทางด้านนวลน้อย ธรรมเสถียร แห่งกลุ่มเอฟทีมีเดียซี่งเป็นผู้ผลิตสารคดีเรื่องนี้กล่าวถึงเจตนาในการผลิตว่า ส่วนหนึ่งเพื่อต้องการเตือนสติสังคมเพื่อให้เห็นว่ามีปัญหาในกระบวนการยุติธรรมที่ชาวบ้านธรรมดาเข้าถึงได้ยาก กรณีของแบเดาะ สะมาแอที่ต่อสู้ได้เพราะมีองค์ประกอบสองสามประการที่หลายๆกรณีขาด เช่นมีผู้เสียหายอย่างนางแบเดาะที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าที่จะแสวงหาความเป็นธรรม ยินดีจะต่อสู้แม้จะใช้เวลาร่วมห้าปีซึ่งหาได้ยากเพราะคนในพื้นที่มักจะถอยทุกครั้งที่เจอเรื่องเช่นนี้  อีกอย่างกรณีนี้มีกลุ่มนักสิทธิและนักกฎหมายกลุ่มใหญ่ที่เข้าไปช่วยเหลือชนิดที่อีกหลายๆกรณีไม่มี แม้การเดินเรื่องในชั้นศาลจะใช้เวลานาน ทนายก็ผลัดหน้ากันเข้าไปทำคดีจนตลอดรอดฝั่ง ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาก็ต้องการทำคดีตัวอย่าง

นวลน้อยกล่าวว่า มีคดีซ้อมทรมาน หรือกรณีที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นผู้ถูกกระทำจำนวนมาก แต่ไม่มีการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมทำให้เรื่องค้างคาใจและกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสะสมเรื่องของความรู้สึกว่าไม่มีความเป็นธรรมในพื้นที่ ผู้ผลิตสารคดีชี้อีกว่า ปัญหาความไม่เป็นธรรมเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความเป็นพุทธ มุสลิม หรือไทย มลายู แต่เป็นเรื่องของมนุษยธรรมและความถูกต้อง และอยากเห็นสังคมไปไกลมากกว่าการแค่รู้สึกสะเทือนใจกับชะตากรรมของนางแบเดาะ คืออยากเห็นคนที่ประสบปัญหาได้แรงบันดาลใจที่จะต่อสู้เพื่อช่วยพยุงระบบให้ทำงาน ในขณะที่อีกด้านให้สังคมตระหนักถึงปัญหาและร่วมกันตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมไปด้วยกันเพื่อให้ระบบรับใช้ทุกคนได้และจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการคลี่คลายความขัดแย้ง

อีกประการหนึ่งนวลน้อยกล่าวว่า การผลิตสารคดีในเรื่องของเหยื่อจากความรุนแรงกลุ่มต้องใช้ความระมัดระวังมากเพราะไม่ต้องการทำให้เหยื่อตกเป็นเหยื่อซ้ำสองด้วยการถูกแช่ภาพความเป็นเหยื่อตลอดไป การที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนออกมาอาจจะช่วยได้คือทำให้ความรู้สึกของครอบครัวสะมาแอได้รับการเยียวยาทางจิตใจระดับหนึ่งแม้ว่าคดีจะยังไปไม่ถึงที่สุด การที่ผลิตสื่อและนำเสนอต่อสาธารณะ สังคมพูดถึงปัญหานี้ก็น่าจะเป็นการเยียวยาได้อีกส่วนหนึ่งเช่นกัน เพราะเท่ากับว่าสังคมให้ความสนใจในความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กองทัพรัฐฉานเหนือปะทะทหารพม่ารุนแรนที่เมืองเหยน

Posted: 24 Sep 2013 05:37 AM PDT

สำนักข่าวฉาน รายงานว่า ทหารกองทัพรัฐฉานเหนือ SSPP/SSA ปะทะกับกองทัพพม่า กองทัพที่ 68 ที่เมืองเหย๋น หลังทหารไทใหญ่แจ้งทหารพม่าให้หลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ทหารพม่ากลับข้ามแม่น้ำและเข้าโจมตีทหารไทใหญ่ ทำให้เกิดปะทะดังกล่าว

เว็บไซต์คนเครือไท ซึ่งเป็นภาคภาษาไทยของสำนักข่าวฉาน รายงานว่า มีรายงานว่า ช่วงเช้ามืดตั้งแต่เวลา 05 .00 น. – 11 .30 น. ของวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุปะทะกันรุนแรงระหว่างทหารจากทหารไทใหญ่ "เหนือ" SSPP/SSA และทหารพม่าจากกองพันที่ 68 ประจำล่าเสี้ยว กองพันที่ 503 และ 504 ประจำสี่ป้อ กำลังพล 200 นาย ที่เมืองเหยน ในเขตเมืองน้ำตู้ ภาคเหนือของรัฐฉาน ขณะที่ทราบว่า ฝ่ายทหารพม่าเปิดฉากยิงทหารไทใหญ่ก่อน

มีรายงานว่า ทางทหารพม่าได้เคลื่อนไหวตั้งแต่เมื่อเวลาตีสองของวันที่ 23กันยายน เพื่อโจมตีทหารไทใหญ่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทางทหารไทใหญ่ SSPP/SSA ได้แจ้งให้กับทหารพม่าแล้วว่า ได้เคลื่อนไหวอยู่ทางเหนือของแม่น้ำตู้ จึงควรหลีกเลี่ยงการปะทะกัน ทางทหารพม่ายังคงเดินทางข้ามแม่น้ำตู้และเข้าโจมตีทหารไทใหญ่  ซึ่งทำให้ในเวลาต่อมาได้เกิดเหตุปะทะกัน  นอกจากนี้ มีรายงานว่า ทหารพม่าได้ใช้ปืนใหญ่โจมตีทหารไทใหญ่จากวัดเมืองเหยน ส่งผลให้พระสงฆ์ที่จำวัดดังกล่าวจำเป็นต้องหนีภัยสงครามไปอยู่ที่อื่น ขณะที่ทหารไทใหญ่ได้ตอบโต้กลับ

ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายตึงเครียดมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ทางทหารพม่าได้รับรายงานว่า ทางทหารไทใหญ่กลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนไหวในเขตพื้นที่เมืองเหยน ส่งผลให้กองทัพพม่าเพิ่มกำลังทหารเข้าในพื้นที่เพื่อปราบปราบทหารไทใหญ่ เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้ปะทะกันที่กองคา ทางตะวันตกของเมืองเย๋น อยู่ระหว่างเมืองเย๋นและน้ำตู้ ป๋างฮาย

ทั้งนี้ ทางโฆษกของทางทหารไทใหญ่เหนือ SSPP/SSA เปิดเผยว่า ถึงแม้ทางทหาร SSPP/SSA  ได้ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลของเต็งเส่งตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 เดือนมกราคมของปีที่แล้ว และมีความพยายามสร้างสันติภาพมาโดยตลอด แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงปะทะกันไม่ต่ำกว่า 100 ครั้ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กูเกิลหนุนเปิดเว็บรวมรัฐธรรมนูญจากทั่วโลก

Posted: 24 Sep 2013 05:37 AM PDT

<--break->

เว็บไซต์บล็อกนัน รายงานว่า Google Ideas หน่วยย่อยของกูเกิลที่เน้นการนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาในโลกความเป็นจริง จับมือกับโครงการ Comparative Constitutions Project เปิดเว็บไซต์ใหม่ชื่อ Constitute รวบรวมข้อมูลของรัฐธรรมนูญทั่วโลก ทั้งฉบับเก่าและใหม่มาไว้ที่เดียวกัน

เป้าหมายของโครงการนี้เพื่อให้คนที่ศึกษาหรือต้องการเขียนรัฐธรรมนูญ สามารถค้นคว้าข้อมูลเชิงเปรียบเทียบในประเด็นต่างๆ ได้ง่าย จากเดิมที่รัฐธรรมนูญมักเก็บอยู่ในห้องสมุดของประเทศนั้นๆ ในภาษาของตัวเอง โครงการนี้ก็นำมาแปลงเป็นภาษาอังกฤษ-เวอร์ชันดิจิทัล คัดส่วนสำคัญให้เห็นเด่นชัด และแยกเฉพาะประเด็นให้ดูเปรียบเทียบกันได้ เช่น รัฐธรรมนูญ หมวดกฎเกณฑ์การเลือกตั้งของแต่ละประเทศ ต่างกันอย่างไร

โดยขณะนี้ มีรัฐธรรมนูญในเว็บแล้ว 160 ฉบับ สำหรับประเทศไทย ยังมีเพียงฉบับเดียว คือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

 

 


ที่มา: Official Google Blog ผ่าน blognone

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลปกครองสูงสุดไม่รับฟ้องคดีสรรหา ซูเปอร์บอร์ด กสทช.

Posted: 24 Sep 2013 05:21 AM PDT

(24 ก.ย.56) เว็บไซต์เนชั่นแชนแนล รายงานว่า นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวนและองค์คณะ มีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้นไม่รับฟ้อง คดีที่ นายจิระเดช พูลสุข ผู้สมัครรับคัดเลือกเป็นบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อให้วุฒิสภา พิจารณาเลือกเป็นกรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 70 หรือซูเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ยื่นฟ้อง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา และนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะประธานพิจารณาคัดเลือกซูเปอร์บอร์ด กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในการคัดเลือกได้ลงคะแนนให้นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ กสทช. และนายพันธ์ศักดิ์ จันทร์ปัญญา เป็นผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเพื่อคัดเลือกซูเปอร์บอร์ด กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภค โดยผู้ฟ้องเห็นว่าการคัดเลือกดังกล่าวมีรายชื่อที่มีการคาดหมายไว้ก่อนล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการ และเป็นการคัดเลือกที่ไม่สุจริตโปร่งใส จึงขอให้ศาลเพิกถอนการคัดเลือกเมื่อวันที่ 19 พ.ย.55 ดังกล่าว และให้มีการดำเนินการคัดเลือกใหม่

โดยนายจิระเดช ผู้ฟ้อง ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลปกครองสูงสุด สั่งรับฟ้อง ภายหลังจากที่ศาลปกครองชั้นต้น เห็นว่า ผู้ฟ้องยังไม่ใช่ผู้เดือดร้อนเสียหาย เพราะการคัดเลือกในวันที่ 19 พ.ย. ดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งของขั้นตอน การดำเนินการคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเท่านั้น และยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ได้มีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ฯ ที่จะเป็นเหตุให้นำมาคดีมาสู่ศาล ดังนั้นไม่มีสิทธิฟ้อง จึงไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ขณะที่ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า ผู้ฟ้อง สมัครรับเลือกเป็น กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน หรือซูเปอร์บอร์ด กสทช. ซึ่งการคัดเลือกบุคคลนั้น มีขั้นตอนให้เสนอบัญชีรายชื่อผู้ที่สมควรถูกพิจารณาเป็นซูเปอร์บอร์ด กสทช. ด้านต่างๆ 5 ด้าน รวม 10 คนโดยในแต่ละด้านต้องเสนอชื่อ 2 คน เพื่อให้วุฒิสภา พิจารณาคัดเลือกให้เหลือด้านละ 1 คน รวม 5 คน ตามระเบียบวุฒิสภาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการคัดเลือก ฯ พ.ศ.2555 โดยข้อ 13 ระบุว่า เมื่อประธานวุฒิสภา ได้รับรายงานและบัญชีรายชื่อผู้สมัครแล้วให้คัดเลือกบุคคลที่สมควรถูกเสนอชื่อ เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเลือกเป็นกรรมการ ขณะที่การคัดเลือกให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแต่วันที่ประธานวุฒิสภาได้รับบัญชีรายชื่อ โดยให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดแต่ละด้าน ที่ลงคะแนนด้วยวิธีลับ ได้รับเป็นกรรมการ กรณีที่มีเสียงเท่ากันให้นำมาเลือกใหม่

เมื่อปรากกฏว่าในวันที่ 19 พ.ย.55 สมาชิกวุฒิสภา ลงคะแนนเลือกบุคคลจากบัญชีให้เหลือด้านละ 2 คน รวม 10 คนที่เป็นการทำตามระเบียบวุฒิสภาฯ แล้ว จะต้องรอคัดเลือกอีกครั้งหนึ่งให้เหลือ 5 คนเพื่อเป็นกรรมการฯ ดังนั้นการดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว จึงยังเป็นเพียงการเตรียมการเท่านั้น ยังไม่ใช่คำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ของผู้ฟ้อง แม้ผลการคัดเลือกดังกล่าวจะมีผลให้ผู้ฟ้องไม่ได้รับการคัดเลือกเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนเลือกให้เหลือ 5 คนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงขณะยื่นฟ้องยังไม่ปรากฏว่ามีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นกรรมการ ทางนิตินัยยังไม่ถือว่าผู้ฟ้องได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดี ที่ศาลปกครองชั้นต้นไม่รับฟ้องและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุด เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองชั้นต้น

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เกร็ดข่าว: บารัค โอบามาเปิดเผยว่าเลิกสูบบุหรี่มา 6 ปีแล้วเพราะกลัวภรรยา

Posted: 24 Sep 2013 04:28 AM PDT

ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บอกกับทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นว่า เขาไม่ได้สูบบุหรี่มา 6 ปีแล้ว เพราะทั้งกลัวและเกรงใจภรรยา ขณะที่ก่อนหน้านี้ภรรยาของประธานาธิบดีบอกว่าไม่เคยกดดันในเรื่องนี้

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ที่มาของภาพ: เพจ Barack Obama)

สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย รายงานว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ กล่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมกลุ่มย่อยในสมัชชาสหประชาชาติหรือยูเอ็น ที่นครนิวยอร์ก โดยถามนายไมนา คิไอ ทูตพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนของยูเอ็น เรื่องการสูบบุหรี่ ซึ่งได้รับคำตอบว่ายังสูบเป็นบางครั้ง ส่วนผู้นำสหรัฐกล่าวกับนายคิไอว่า เขาไม่ได้สูบมา 6 ปีแล้ว เพราะทั้งกลัวและเกรงใจภรรยา ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐเคยกล่าวว่า เลิกสูบบุหรี่ได้แล้วกว่าร้อยละ 95 ส่วนนางมิเชล ภริยาของเขา ได้กล่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2554 ว่า สามีเลิกสูบบุหรี่มา 1 ปีแล้ว และเธอไม่เคยกดดันเขาในเรื่องนี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนงานสิ่งทอสันกำแพงประท้วง ไม่พอใจถูกเปลี่ยนสภาพการจ้าง

Posted: 24 Sep 2013 04:18 AM PDT

คนงานผลิตและส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป ในบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มากกว่า 300 คน ได้ทำการประท้วงภายในโรงงาน เนื่องจากไม่พอใจที่นายจ้างเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง

 
 
24 ก.ย. 56 - พนักงานในบริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด ตั้งที่ ม.3 ต.แช่ช้าง อ. สันกำแพง จ.เชียงใหม่ มากกว่า 300 คน ได้ทำการประท้วงภายในโรงงาน เนื่องจากไม่พอใจที่นายจ้างเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างของคนงาน
 
โดยคนงานระบุว่าทางบริษัทได้เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง จากพนักงานประจำจ้างรายเดือน (จ่ายเงินรายวัน) มาเป็นรายชิ้น, การปรับลดสวัสดิการและรายได้จากการทำงานอื่นๆ ของพนักงาน ซึ่งได้สร้างความยากลำบากในการทำงานให้กับคนงาน รวมทั้งการที่บริษัทได้ลดขั้นตอนการผลิตให้พนักงานฝ่ายผลิตตรวจสอบผลงานกันเอง หากพบชิ้นงานเสียจะต้องทำการชดใช้เงินเอง ทำให้พนักงานเกิดความกดดัน และขาดความสามัคคีกันขึ้น
 
พนักงานได้ระบุว่าสิ่งเหล่านี้ได้ทำให้พนักงานไม่พอใจและออกมาประท้วงตั้งแต่วันที่ 23 ก.ย. เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ ทั้งนี้คนงานได้เข้าไปแจ้งต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และในวันศุกที่แล้ว (20 ก.ย.) เจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้เดินทางมาไกล่เกลี่ยที่บริษัท แต่ไม่ได้พบกับผู้บริหารระดับสูง โดยคนงานระบุว่าในวันพรุ่งนี้ (25 ก.ย.) เจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ จะเดินทางมาทำการไกล่เกลี่ยอีกครัง
 
อนึ่งจากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บริษัท จอร์จี้ แอนด์ ลู จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2549 ด้วยทุนจดทะเบียน 24 ล้านบาท (ข้อมูลการลงทุนตามสัญชาติเป็นสัญชาติฮ่องกง 100%) หมวดการผลิตเครื่องแต่งกาย วัตถุประสงค์ ผลิตและส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูป ในปี 2554 มีหนี้สินรวมและส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 401,472,876.82 บาท กำไรสุทธิจากการดำเนินกิจการ 2,399,422.37 บาท
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อวัตถุศึกษากับอธิป: Grand Theft Auto เปิดตัวรายได้ทะลุเกม-ดนตรี-ภาพยนตร์ใดๆที่เคยมีมา

Posted: 24 Sep 2013 03:16 AM PDT

ข่าวสารด้านลิขสิทธิ์กับ 'อธิป จิตตฤกษ์' นำเสนอข่าวเกม Grand Theft Auto เปิดตัวรายได้ที่ 800 ล้านดอลลาร์, ศาลสหรัฐคุ้มครองการกดไลค์เป็นสิทธิการแสดงออกที่ถูกปกป้องในรธน., โค้ช NFL ให้นักเล่นไปเคลียร์ลิขสิทธิ์จากรอยสักให้เรียบร้อย

Immaterial Property Research Center ตั้งขึ้นในวันที่ 18 มกราคม หรือ "วันเสรีภาพอินเทอร์เน็ต" เพื่อเป็นศูนย์ข่าว ศูนย์ข้อมูล และศูนย์วิจัยด้านความสัมพันธ์ระหว่างระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุ (หรือที่เป็นที่รู้จักทั่วไปว่าทรัพย์สินทางปัญญา) ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กับระบบกฎหมาย ระบบเศรษฐกิจ และระบบการเมืองในโลก ทางศูนย์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานของศูนย์ฯ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของระบบทรัพย์สินที่ไม่เป็นวัตถุที่เอื้อให้เกิดเสรีภาพในเชิงบวกไปจนถึงความเท่าเทียมกันของผู้คนในโลก
 

 

15-09-2013

ผู้บริหาร Netflix กล่าวว่า Netfilx เลือกซื้อใบอนุญาตรายการโดยดูจากความนิยมในเว็บเถื่อน

ซึ่งความนิยมในการ "โหลด" ของรายการต่างๆ ก็เป็นตัวยืนยันได้ว่า การซื้อใบอนุญาตมาฉายจะคุ้มค่าเงินที่เสียไป
อย่างไรก็ดีนี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำง่ายๆ เพราะ Netflix พยายามซื้อใบอนุญาตของซีรี่ส์ที่คนโหลดเถื่อนกันมากที่สุดอย่าง Game of Thrones จากทาง HBO มานานแล้วและให้ราคาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วย แต่ทาง HBO ก็ยังไม่ยอมขายใบอนุญาตให้ (ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะซีรี่ส์เรื่องนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนยังยอมเสียเงินเพื่อดู HBO กันอยู่)

ทั้งนี้บริการรายการโทรทัศน์ออนไลน์แบบเก็บค่าสมาชิก Netflix ดูจะเป็นความหวังและอนาคตของอุตสาหกรรมที่เคยเป็นอุตสาหกรรมโทรทัศน์ในสายตาของหลายๆ ฝ่าย เพราะอย่างน้อยๆ จำนวน "คนเลิกใช้เคเบิ้ล" (cord cutters) ก็ทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องในยุคนี้

News Source: http://torrentfreak.com/netflix-uses-pirate-sites-to-determine-what-shows-to-buy-130914/

 

16-09-2013

สมาคมนักกีฬา NFL ประกาศให้บรรดานักกีฬาไปเคลียร์เรื่องลิขสิทธิ์รอยสักให้เรียบร้อย ถ้าไม่เคลียร์ทางสมาคมก็จะไม่ขอรับภาระการฟ้องร้องใดๆ จากบรรดาช่างสักทั้งหลาย

ทั้งนี้ ในทางเทคนิคแล้วลิขสิทธิ์รอยสักก็ย่อมเป็นของช่างสักผู้สัก และการที่นักกีฬาทั้งหลายเล่นกีฬาไปจนถึงถ่ายแบบและไปปรากฎในโฆษณาหรือเกมส์ก็น่าจะเป็นการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ไปแสดงต่อสาธารณะเช่นกัน ซึ่งการไม่มีใบอนุญาตชัดเจนก็ดูจะมีช่องให้เกิดการฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์จากทางช่างสักได้และทางสมาคมก็ไม่ต้องการจะรับผิดชอบภาระทางกฎหมายตรงนี้

News Source: http://www.techdirt.com/articles/20130814/10005024174/nfl-players-association-freaks-out-about-tattoo-copyrights.shtml

 

ศาลอุทธรณ์อเมริการะบุว่าการกด "Like" บน Facebook เป็นสิทธิในการแสดงออกที่ได้รับการปกป้องภายใต้บทบัญญัติแก้รัฐธรรมนูญใต้ข้อที่หนึ่ง (First Amendment)

เรื่องของเรื่องคือ นายอำเภอคนหนึ่งไล่รองนายอำเภอออกเนื่องจากรองนายอำเภอไปกด Like เพจคู่อริทางการเมืองของนายอำเภอ

รองนายอำเภอฟ้องศาลชั้นต้น ซึ่งตัดสินว่าการกด Like ยังไม่ถือว่าเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ได้รับการคุ้มครองใต้รัฐธรรมนูญ

แต่พอเรื่องมาถึงศาลอุทธรณ์ ศาลชี้ว่ารัฐธรรมนูญไม่มีการแยกระหว่างการสนับสนุนทางการเมืองผ่านการแสดงออกบนท้องถนนกับการกด Like บน Facebook ดังนั้นการกด Like จึงถือว่าได้รับการคุ้มครองด้วย

ทั้งนี้ ในตอนแรกคดีความมีการฟ้องร้องทั้งหมด 6 คนด้วยกันโดยรองนายอำเภอและพนักงานในสำนักงานนายอำเภอ 5 คนถูกนายอำเภอไล่ออกเพราะไปแสดงการสนับสนุนคู่อริทางการเมืองของนายอำเภอในทำนองเดียวกัน แต่อีก 5 คนตั้งไปแสดงออกในโลกทางกายภาพ มีรองนายอำเภอคนเดียวที่ไปแสดงออกในโลกเสมือนบนอินเทอร์เน็ต

News Source: http://gigaom.com/2013/09/18/a-like-on-facebook-is-speech-protected-by-the-first-amendment-appeals-court/ , http://blogs.wsj.com/law/2013/09/18/court-facebook-like-is-protected-by-the-first-amendment/

 

ศาลชั้นต้นอเมริกาตัดสินว่าใบอนุญาตเผยแพร่งานดนตรีอันมีลิขสิทธิ์ของวิทยุออนไลน์ Pandora ยังใช้ได้ และทางค่ายเพลงไม่มีสิทธิ์ไปเก็บเงิน Pandora เพิ่ม

ก่อนจะเข้าใจกรณีนี้ ต้องเข้าใจระบบการเก็บค่าลิขสิทธิ์ในการแสดงดนตรีต่อสาธารณะในอเมริกาก่อน
ในอเมริกาก็เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศในโลกที่มีองค์กรเก็บค่าลิขสิทธิ์ในการแสดงดนตรีสาธารณะเฉพาะที่จะเก็บเงินไปกระจายให้ "นักแต่งเพลง" (คนละเรื่องกับ "นักดนตรี" ที่บันทึกเสียงดนตรี) ซึ่งเพลงที่เขาแต่งถูกนำไปแสดงต่อสาธารณะ (โดยทั่วไปแล้วประเทศโลกที่หนึ่งจะมีองค์กรนี้เพียงองค์กรเดียวในประเทศ ในกรณีของอเมริกามี 3 องค์กรคือ ASCAP, BMI และ SESAC ซึ่งมีผลในการเพิ่มการแข่งขัน อย่างไรก็ดี องค์กรจำพวกนี้ระดับหลักสิบของประเทศไทยที่มีการเก็บค่าลิขสิทธิ์ซ้ำซ้อนไปมาถือเป็นเรื่องประหลาด)

ดั้งเดิมในอเมริกา องค์กรเหล่านี้จะเก็บค่าลิขสิทธิ์พวกสถานีวิทยุแบบเหมาจ่ายแบบเป็นการซื้อ "ใบอนุญาต" ในการกระจายเสียงดนตรีของเหล่านักแต่งเพลงต่อสาธารณะ และพอเริ่มมีวิทยุออนไลน์รูปแบบวัฒนธรรมทางเศรษฐกิจนี้ก็ยังดำเนินไปแบบเดิม องค์กรเก็บค่าลิขสิทธิ์เหล่านี้ก็ยังขายใบอนุญาตแบบเหมาจ่ายให้วิทยุออนไลน์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากบรรดาค่ายเพลงมองว่าวิทยุออนไลน์เป็นกิจการใหม่รายได้ดีที่กำลังจะโตมากๆ และธุรกิจเก็บค่าลิขสิทธิ์ก็กำลังโตตามด้วย ทางค่ายเพลงที่ถือลิขสิทธิ์บทประพันธ์เพลงอยู่ จึงต้องการจะถอนสิทธิ์ในการเก็บค่าลิขสิทธิ์ออกจากองค์กรเก็บค่าลิขสิทธิ์ แล้วมาเก็บค่าลิขสิทธิ์พวกวิทยุออนไลน์เอง ทางค่ายเพลงจึงพยายามจะเก็บค่าลิขสิทธิ์กับ Pandora ทั้งๆ ที่ Pandora ได้จ่ายเงินให้กับทาง ASCAP ไปแล้ว กว่าใบอนุญาตจะหมดอายุก็ตอนสิ้นปี 2015

เรื่องเลยไปถึงศาลว่า ทางค่ายเพลงมีสิทธิ์ถอนสิทธิ์นี้แล้วเก็บค่าลิขสิทธิ์เองโดยตรงกับ Pandora หรือไม่ และศาลก็ชี้ว่าไม่มีสิทธิ์ อย่างน้อยๆ ก็จนว่าใบอนุญาติที่ Pandora ได้ซื้อมาแล้วจะหมดอายุ

ทั้งนี้ตามขนบลิขสิทธิ์ของอเมริกา "นักแต่งเพลง" จะเป็นผู้ได้ไปโยชน์จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์มาโดยตลอดแต่ "นักดนตรี" ผู้บันทึกเสียงจะไม่ได้ค่าลิขสิทธิ์ใดๆ เมื่อเพลงของเขาได้รับการเปิดทางวิทยุ อย่างไรก็ดีบนวิทยุอินเทอร์เน็ตนั้น "นักดนตรี" จะมีสิทธิ์เก็บค่าลิขสิทธิ์ด้วย ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มมาในระดับโครงสร้างนี้ทำให้วิทยุออนไลน์เสียเปรียบทางธุรกิจต่อวิทยุภาคพื้นดินอย่างมีนัยสำคัญ นี่เป็นเหตุให้ Pandora พยายามจะสนับสนุนร่างกฎหมาย Internet Radio Fairness Act ที่จะให้ความเป็นธรรมในการจ่ายค่าลิขสิทธิ์กับวิทยุออนไลน์มากขึ้น อย่างไรก็ดีกฎหมาย "สร้างความยุติธรรม" นี้ก็สร้างความไม่พอใจให้กับนักดนตรีจำนวนมากที่รายได้ลดลงอย่างมหาศาลหลังการปฏิวัติดิจิทัล และทำให้นักดนตรีพวกนี้โวยวายอย่างหนักโดยเน้นไปชี้ให้เห็นค่าตอบแทนมหาศาลของผู้บริหารระดับสูงของ Pandora โดยไม่ได้กล่าวอย่างใดว่าความไม่คงเส้นคงวาในการเก็บค่าลิขสิทธิ์วิทยุออนไลน์กับไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์วิทยุออฟไลน์นั้นมีความชอบธรรมหรือไม่? อย่างไร?

News Source: http://gigaom.com/2013/09/18/pandora-gets-a-win-as-court-rules-blanket-music-license-applies-through-2015/, http://www.digitalmusicnews.com/permalink/2013/20130918pandora

 

20-09-2013

เกม Grand Theft Auto V เป็นงานทางศิลปวัฒนธรรมที่รายได้เปิดตัววันแรกสูงสุดในประวัติศาสตร์ที่ 800 ล้านดอลลาร์ มากกว่าเกม งานดนตรี และภาพยนตร์ใดๆ ที่เคยทำได้

ขนาดภาพยนตร์ที่ทำรายได้มหาศาลอย่าง The Avengers ยังได้รายได้วันแรกเพียง 80 ล้านดอลลาร์เท่านั้น และรายได้สับดาห์แรกของภาพยนตร์นี้ที่เป็นสถิติสูงสุดของภาพยนตร์ฮอลลีวูดยังอยู่เพียง 270 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

ความสำเร็จ Grand Theft Auto ภาคนี้เป็นภาพสะท้อนของอุตสาหกรรมเกมที่เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตในทางธุรกิจอย่างมหาศาลอย่างโดดเด่นไปกว่าอุตสาหกรรมเก่าอื่นๆ

ทั้งนี้ เกมนี้ยังจัดว่าเป็นเกมที่มีต้นทุนสร้างสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อีกด้วยที่ 115 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนราวครึ่งหนึ่งของเหล่าภาพยนตร์ที่ต้นทุนสูงที่สุดที่เคยมีมา (ซึ่งส่วนมากอยู่ราวๆ 200 ล้านดอลลาร์)

News Source: http://www.popsci.com/gadgets/article/2013-09/pretty-much-entire-human-race-bought-new-grand-theft-auto

 

23-09-2013

Mega เว็บฝากไฟล์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากซากของ Megaupload ขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนตอนนี้มีผู้เข้าใช้มากกว่า Rapidshare ที่กำลังตกต่ำแล้ว

หลังจากที่ Megaupload โดนปิดไปเมื่อ 19 มกราคมปี 2012 ทาง Kim Dotcom เจ้าของเว็บก็ได้เปิดเว็บที่จะมาแทนที่อย่าง Mega ไปพร้อมๆ กับสู้คดีเพื่อไม่ให้โดนส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปอเมริกา

Mega ตั้งมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2013 ซึ่งเป็นเวลาครบรอบ 1 ปีหลังจากที่ Megaupload โดนปิดไปพอดี โดยเว็บมีนโยบายการเข้ารหัสระดับซับซ้อนมากๆ โดยทางเว็บจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ใช้เอาไฟล์อะไรไปฝาก ซึ่งทาง Dotcom ก็บอกว่านี่เป็นบริการที่ให้ความเป็นส่วนตัวระดับสูงที่สุดในหมู่บริการฝากไฟล์ทั้งหลาย

หลังจากเว็บตั้งขึ้นจำนวนผู้ใช้ก็ขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ในที่สุดเว็บก็ติดอันดับ 1 ใน 1,000 เว็บที่คนเข้ามากที่สุดในโลก โดยคนเข้าใช้มากกว่าเว็บ Rapidshare ที่เซไปชัดเจนหลังการปราบปราม Megaupload และลบไฟล์ที่มีแนวโน้มลิขสิทธิ์จำนวนมากบนเว็บไป

ทั้งนี้ขณะนี้ Mega ใช้แบนด์วิธราวๆ 20% ของ Megaupload แล้ว และก็มีจำนวนไฟล์ที่ฝากบนเว็บราวๆ 50% ของ Megaupload แล้ว

News Source: http://torrentfreak.com/mega-relives-megaupload-fame-overtakes-rapidshare-130922/

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

‘พีมูฟ’ ประกาศชุมนุมใหญ่ ‘วันที่อยู่อาศัยโลก’ ร้องรัฐเปิดเจรจาเป็นทางการแก้ปัญหา

Posted: 24 Sep 2013 02:43 AM PDT

เครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมพีมูฟ รวมตัวยื่นหนังสือนายกขอเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการ ตามข้อตกลงในการชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาลเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมประกาศชุมนุมใหญ่7 ต.ค.56 เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก
 
 
วันนี้ 24 ก.ย.56 เวลาประมาณ 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล บริเวณประตู 5 เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ รวมตัวเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ช่วยปลัดสำนัดนายกรัฐมนตรี เพื่อขอเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการ ตามที่ได้ตกลงกับพีมูฟเมื่อการชุมนุมข้างทำเนียบรัฐบาล เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
 
จากนั้น มีการอ่านแถลงการณ์ประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 7 ต.ค.56 เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลก (Word Habitat Day) ที่ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจน และปัญหาที่ดิน ในวันดังกล่าว
 
แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า ตามที่พีมูฟได้ติดตามประสานงานกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดการชุมนุมระหว่างวันที่ 6-23 พ.ย.56 นำมาสู่การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับตัวแทนพีมูฟ เมื่อวันที่ 22 พ.ย.56 นั้น โดยจะใช้กลไกกรรมการชุดต่างๆ ในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ก็มีอุปสรรคข้อติดขัด ในการดำเนินงาน
 
พีมูฟ ระบุข้อเรียกร้องการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และทำให้ปัญหาความเดือดร้อนได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ 1.แนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย (บ้านมั่นคง และคนไร้บ้าน) และแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ทำกิน (โฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน) ตามนโยบาย ที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา
 
2.แนวทางการแก้ไขปัญหาของกลไกการแก้ไขปัญหา ที่ไม่ดำเนินการ (ปากมูน และโฉนดชุมชน) และกลไกที่ดำเนินการล่าช้า (อนุกรรมการทั้ง 9 คณะ) และ 3.ให้นายกรัฐมนตรีแถลงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ข้างทำเนียบรัฐบาล (บริเวณประตูน้ำพุ)
 
 
ทั้งนี้ หนังสือที่ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี มีรายละเอียด ดังนี้
 
 
ที่ ขปส./๑๑๐/๒๕๕๖
๒๔ กันยายน ๒๕๕๖
 
เรื่อง      การเปิดการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
เรียน      ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)
อ้างถึง    หนังสือเครือข่ายสลัม ๔ ภาค ลงวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๕ เรื่องขอเชิญนายกรัฐมนตรีมอบนโยบายการแก้              ปัญหาที่อยู่อาศัยเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล
 
ตามที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ซึ่งเป็นเครือข่ายของเกษตรกรรายย่อยและคนจนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาประเทศที่ผิดพลาดในอดีต ประกอบด้วย เครือข่ายสลัม ๔ ภาค , สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) , เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.) , สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.), เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) ,สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ,เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา ,เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล และกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล อันเป็นปัญหาความเดือดร้อนเรื่อง ที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ปัญหาที่เกิดจากการสร้างเขื่อน ปัญหาการไร้สิทธิสถานะและชาติพันธ์ ปัญหาจากเหมืองและโรงไฟฟ้า ปัญหาการทำเกษตรพันธสัญญา รวมทั้งปัญหาความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ทั้งจากชนบทและคนจนในเมืองได้ร่วมกันเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง
 
เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เปิดโอกาศให้ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เข้าพบที่ทำเนียบรัฐบาล โดยการหารือดังกล่าวเป็นไปในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งไม่สามารถนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนต่อท่านนายกรัฐมนตรีได้ครบถ้วน ท่านนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) จึงได้เสนอให้มีการเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการขึ้นในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕
 
ต่อจากนั้นพวกเรา (ขปส.) ได้พยายามติดต่อเพื่อขอเปิดการเจรจากับรัฐบาล โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการเจรจาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนนำไปสู่การจัดการชุมนุมขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ ๖ – ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา โดยการชุมนุมครั้งดังกล่าว รัฐบาลโดย ท่านนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์) และ รมช.มท.ประชา ประสพดี เป็นตัวแทนในการประสานงานและการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) จนนำไปสู่การทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ระหว่างตัวแทนรัฐบาลกับตัวแทน ขปส. เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๖ นั้น โดยจะใช้กลไก (กรรมการชุดต่าง ๆ)  เป็นกลไกในการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยมีรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์) เป็นผู้ประสานงานในนามของรัฐบาล
การทำงานร่วมกับตัวแทนรัฐบาลเป็นไปด้วยความราบรื่น และพวกเราเห็นความพยายามของตัวแทนรัฐบาลที่กระตือรือร้นตลอดเวลา แต่ก็มีข้อติดขัด ที่สำคัญ ดังนี้
 
๑. รัฐบาลได้แถลงนโยบายเรื่องที่อยู่อาศัย และนโยบายการแก้ไขปัญหาที่ดิน ไว้อย่างชัดเจนต่อรัฐสภา แต่ท่านนายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) ยังไม่ได้มอบแนวทางในการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว จึงทำให้การแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย และปัญหาที่ดินทำกิน ไม่มีความคืบหน้า
 
๒. กลไกการแก้ไขปัญหา มีความล่าช้า และไม่สามารถดำเนินงานได้จริง
 
อนึ่ง เนื่องในช่วงเวลาดังกล่าว องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม ของทุกปี เป็นวันที่อยู่อาศัยสากล เพื่อให้รัฐบาลของประเทศสมาชิกทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญและต้องมีมารตการและนโยบายมาสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัยให้กับคนจน โดยที่ผ่านมารัฐบาลกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้ร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตลอดมา แต่เนื่องจากยังมีอุปสรรคบางประการ
 
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน และทำให้ปัญหาความเดือดร้อนของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้รับการแก้ไขลุล่วง เป็นรูปธรรม ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)   มีข้อเรียก ในการเจรจา ดังนี้
 
ข้อที่ ๑. แนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย (บ้านมั่นคง และคนไร้บ้าน) และแนวทางการดำเนินงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ทำกิน (โฉนดชุมชน และธนาคารที่ดิน) ตามนโยบาย ที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อรัฐสภา (นโยบายข้อ ๔. นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต (ข้อ๔.๕. .....นโยบายความมั่นคงของชีวิตและสังคม ข้อย่อยที่ ๔.๕.๒ การให้โอกาสประชาชนที่มีฐานะยากจนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง.....) ข้อ ๕. นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ข้อ๕.๑ ......สนับสนุนการจัดการอย่างมีส่วนร่วมและให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันในลักษณะที่ทำให้คนมีภารกิจดูแลป่าให้มีความยั่งยืน โดยการปรับปรุงกฎหมายป่าไม้ 5 ฉบับให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ.....  ข้อ ๕.๔ สร้างความเป็นธรรมและลดความเลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากร.....  .....ให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดยใช้มาตรการทางภาษีและจัดตั้งธนาคารที่ดินให้แก่คนจนและเกษตรกรรายย่อย...... .....ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แก้ไขปัญหาการดำเนินคดีโลกร้อนกับคนจน......))
 
ข้อที่ ๒. แนวทางการแก้ไขปัญหาของกลไกการแก้ไขปัญหา ที่ไม่ดำเนินการ (ปากมูน และโฉนดชุมชน) และกลไกที่ดำเนินการล่าช้า (อนุกรรมการทั้ง ๙ คณะ)
 
ข้อที่ ๓. ให้นายกรัฐมนตรีแถลงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ที่ข้างทำเนียบรัฐบาล (บริเวณประตูน้ำพุ)
 
ปัญหาทั้งหมดดังที่กล่าวข้างต้นล้วนเกิดจากความไม่ชัดเจนของรัฐบาล ดังนั้นเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเดินหน้าต่ออย่างเป็นรูปธรรม ขปส.ขอเรียกร้องให้เปิดการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับตัวแทนของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขึ้นในวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) เป็นประธานในการเจรจา
 
โดยในระหว่างนี้พวกเราจะชุมนุมปักหลักรอฟังผลการเจรจาอย่างสงบ บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล (ประตูน้ำพุ) ตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๖ เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำตอบในการดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้ง ๓ ข้อ อย่างชัดเจน
 
พวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)  หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาของคนจน ด้วยการเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการขึ้นตามวันและเวลา ดังกล่าว
 
            จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
 
                     ขอแสดงความนับถือ                                     ขอแสดงความนับถือ
 
 
                  (นางสาวอัมพร   จำปาทอง)                                          (นายประยงค์  ดอกลำใย)
ประธานเครือข่ายสลัม ๔ ภาค                   ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช.เรียงลำดับประมูลช่องทีวีดิจิตอล HD-SD-ข่าว-เด็ก

Posted: 24 Sep 2013 02:20 AM PDT

(23 ก.ย.56) พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (รองประธาน กสทช.) ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (ประธาน กสท.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มี 2 วาระสำคัญ ดังนี้

ที่ประชุม กสท. ได้จัดลำดับการประมูลคลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทบริการทางธุรกิจระดับชาติ โดยทางสำนักงานฯ ได้เสนอแนวทางการพิจารณากำหนดลำดับการประมูล 2 แนวทาง ได้แก่

1.ประมูลหมวดหมู่ที่มีผู้ซื้อเอกสารจำนวนมากกว่าก่อน หากหมวดหมู่ใดมีผู้ซื้อเอกสารเท่ากันให้พิจารณาหมวดหมู่ที่มีราคาเริ่มต้นการประมูลมากกว่าก่อน

2.ประมูลหมวดหมู่ที่มีราคาเริ่มต้นการประมูลมากกว่าก่อน

ที่ประชุม กสท. มีมติเห็นชอบในแนวทางที่ 2 ประมูลหมวดหมู่ที่มีราคาเริ่มต้นการประมูลมากกว่าก่อน โดยประมูลในหมวดทั่วไป ความคมชัดสูง (HD) เป็นลำดับแรก ลำดับที่สองหมวดทั่วไป ความคมชัดปกติ (SD) ลำดับที่สาม หมวดข่าวสารและสาระ และหมวดที่สี่เด็ก เยาวชน และครอบครัว ตามลำดับ

ทั้งนี้ การเรียงลำดับดังกล่าว เนื่องจากประการแรก เพื่อสะท้อนถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้ประมูล ซึ่งผู้ที่ต้องการเข้าร่วมประมูลช่องใด จะได้เข้าประมูลในช่องหมวดหมู่ที่ต้องการนั้นอย่างแท้จริง ไม่เข้าไปประมูลช่องในหมวดอื่นเพียงเพื่อกันความผิดพลาดในช่องที่ต้องการประมูลเท่านั้น สาเหตุอีกประการคือ ต้องการกระจายความเป็นเจ้าของแต่ละช่อง

สำนักงาน กสทช. จะจัดให้มีการประชุมชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 15 ตุลาคม 2556 เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเตรียมแบบคำขอและเอกสารต่างๆ ก่อนวันยื่นคำขอรับใบอนุญาตในวันที่ 28 –29 ตุลาคม 2556 ซึ่งจะกำหนดวันประมูลได้หลังจากพิจารณาคุณสมบัติและเอกสารของผู้เข้าประมูลเสร็จสิ้นแล้ว คาดว่า จะสามารถเริ่มการประมูลได้ภายในกลางเดือนธันวาคมถึงกลางเดือนมกราคม ส่วนสถานที่จะประกาศให้ทราบล่วงหน้า 15 วันก่อนการประมูล

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสท. มีมติเห็นชอบคำขอทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง จำนวน 52 ราย แบ่งเป็นกิจการบริการธุรกิจ 40 ราย กิจการบริการสาธารณะ 4 ราย และกิจการบริการชุมชน 8 ราย รวมทั้งสิ้น 2,795 ราย

 


คลิกที่นี่ เพื่อดูภาพขนาดใหญ่

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การประท้วงโครงการเหมืองทองในโรมาเนีย

Posted: 24 Sep 2013 02:01 AM PDT

 

การประท้วงการทำเหมืองทองครั้งใหญ่ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลโรมาเนียเสนอร่างกฎหมายเมือวันที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา  เพื่อให้อำนาจพิเศษแก่เจ้าของโครงการ คือ บริษัทโกลโรเซีย มอนทานา (ซึ่งกลุ่มกาเบรียลรีสอร์ตเซสของแคนาดาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่) ในการทำเหมืองทองแบบเปิดใหญ่ที่สุดในยุโรป บริเวณเทือกเขาอาปูเซนีที่อุดมสมบูรณ์  เนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้ระบุให้บริษัทสามารถย้ายผู้คนออกจากที่อยู่อาศัยในเขตทำเหมือง นอกจากนี้ยังให้เจ้าหน้าที่รัฐให้ใบอนุญาตที่จำเป็นทั้งหลายแก่บริษัทภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อกำหนดตามกฎหมายของประเทศ การตัดสินของศาลหรือการมีส่วนร่วมของสาธารณชน

กฎหมายฉบับนี้เป็นการเปิดไฟเขียวให้แก่โครงการ หลังจากที่บริษัทไม่ได้รับใบอนุญาตใด ๆ มาเป็นเวลา 14 ปี  ในปี 2547 สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งโรมาเนีย ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ เรียกร้องให้ยุติโครงการนี้เพราะต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมมีมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ และนอกจากโครงการนี้จะมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและการโยกย้ายผู้คนออกจากพื้นที่แล้ว  การทำเหมืองขนาดใหญ่ของบริษัทนี้ยังคุกคามมรดกทางวัฒนธรรมในโรเซีย มอนทานาซึ่งเป็นพื้นที่ทำเหมืองของโรมาเนียมาตั้งแต่ยุคโรมัน 

ในการนำเสนอโครงการต่อกระทรวงสิ่งแวดล้อม  บริษัทแจ้งว่าได้วางแผนจะสร้างเหมืองทองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปที่โรเซีย มอนทานา เพื่อสะกัดทอง 300 ตันและเงิน 1,600 ตันในช่วง 17 ปี  โดยในการดำเนินงานจะทำลายหมู่บ้านสามแห่งและภูเขาสี่ลูก และมีการใช้ไซยาไนด์ 12,000 ตันต่อปีและปล่อยของเสียจากการทำเหมือง 13 ล้านตันต่อปี  

ประเด็นหลักที่หยิบยกมาพูดกันโดยตลอดก็คือเหมืองทองแห่งนี้จะสามารถสร้างงานและทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น  ข้อตกลงล่าสุดระหว่างรัฐบาลโรมาเนียกับบริษัท (อยู่ในภาคผนวกของร่างกฎหมาย) ก็คือ บริษัทจะจ้างคน 2,300 คนในช่วงที่มีการก่อสร้าง 2 ปี และ 900 คนในช่วง 17 ปีของการทำเหมือง  และในช่วงการดำเนินงานของบริษัท   เศรษฐกิจของโรมาเนียจะได้ประโยชน์ประมาณ 2.9 พันล้านดอลลาร์

ชาวบ้านนับร้อย ๆ คนจากหมู่บ้าน 3,000 แห่ง ซึ่งออกมาประท้วงโครงการนี้เป็นเวลาหลายปีได้ก่อตั้งเอ็นจีโอชื่ออัลบูรนัส มาเลอร์ขึ้น และประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับบริษัทและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้สาธารณชนเห็นอกเห็นใจขบวนการนี้

การประท้วงที่เริ่มขึ้นในวันที่ 1 กันยายน มีความเข้มแข็งเป็นพิเศษ  นับตั้งแต่เริ่มมีการประท้วง  ก็มีข้อมูลผิด ๆ ออกมาจำนวนมาก สถานีโทรทัศน์ช่องสำคัญๆ ไม่ได้รายงานข่าวการประท้วงครั้งนี้ แม้ว่าจะมีคนเข้าร่วมจำนวนมาก   วันที่ 10 กันยายน สื่อมวลชนให้ข่าวผิดๆ ว่าวุฒิสภาคัดค้านร่างกฏหมายฉบับนี้  และนายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ปอนทาไม่สามารถสนับสนุนโครงการนี้ได้เพราะขัดเจตนารมย์ของประชาชน แต่ภายหลังก็สนับสนุนโครงการ  นอกจากนี้  สื่อหลัก ๆ ส่วนใหญ่ในประเทศยังได้โฆษณาจากบริษัท และไม่ได้รายงานข้อถกเถียงเกี่ยวกับการกอบโกยทรัพยากรในโครงการนี้

ในวันที่ 15 กันยายน  ไม่เพียงการประท้วงจะเกิดขึ้นใน 33 เมืองของโรมาเนียเท่านั้นแต่ยังเกิดขึ้นใน 41 เมืองในประเทศต่าง ๆ  ด้วย  และก่อผลสะเทือนในระดับสากลขึ้นแล้ว  โดยสโคเทียแคปิตอล ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ ได้ประกาศออกมาแล้วว่าจะไม่จำหน่ายหุ้นให้แก่บริษัทกาเบรียลรีซอร์สเซส เนื่องจากแรงกดดันของสาธารณชนในโรมาเนียและทั่วโลก

กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งรวมตัวกันโดยไม่มีโครงสร้างการสั่งการและผู้นำที่เป็นทางการ มีทักษะในการให้ข้อมูลแก่สาธารณชนโดยตลอดและใช้ช่องทางผ่านเฟสบุ๊ค การเดินขบวนทุกอาทิตย์เป็นเวลาหลายชั่วโมงๆ  ผ่านชุมชนต่าง ๆ มีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประท้วงโครงการนี้และแสดงให้เห็นว่าผู้ประท้วงไม่ใช่อันธพาลตามที่ออกข่าวทางโทรทัศน์  กลยุทธ์นี้ดูจะได้ผลเพราะมีผู้ประท้วงเพิ่มมากขึ้น   ผู้ประท้วงในวันแรก ๆ เป็นเยาวชน แต่หลังจากนั้นมีผู้ใหญ่และพ่อแม่ของเยาวชนมาร่วมเพิ่มขึ้น 

คลอดิว คราซิอัน ผู้เข้าร่วมในการประท้วงอย่างกระตือรือร้นกล่าวว่า "น่าสนใจมากที่การต่อต้านครั้งนี้เริ่มขึ้นจากการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่นี่ไม่ได้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมเท่านั้น  หากยังเป็นเรื่องสิทธิของประชาชนที่จะรักษาทรัพย์สินของตนเอง และเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องปกปักรักษามรดกตกทอดที่ไม่ได้เป็นของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นของโลกและคนรุ่นหลังด้วย"

 

แหล่งอ้างอิง

  1. Claudia Ciobanu, Street Power Takes On Gold, http://www.ipsnews.net/2013/09/street-power-takes-on-gold/, 17 กันยายน 2556
  2. The protesters' demands are not negotiable! Victor Ponta must be the only person still believing in the cyanide-based gold mine!, 16 กันยายน 2556, http://rosiamontana.org/en/stiri/the-protesters-demands-are-not-negotiable-victor-ponta-must-be-the-only-person-still-believing      
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โรเบิร์ต ฟิสก์: ความเป็นไปได้ที่อาวุธเคมีจะมาจากกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาลซีเรีย

Posted: 24 Sep 2013 01:54 AM PDT

ในขณะที่รัฐบาลซีเรียครบกำหนดเส้นตายต้องให้ข้อมูลเรื่องอาวุธเคมีในประเทศต่อองค์การห้ามอาวุธเคมี ตามข้อตกลงของสหรัฐฯ และรัสเซีย ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางก็กล่าวถึง 'หลักฐาน' ที่ฝ่ายรัสเซียอ้างว่าไม่มีการส่งออกอาวุธเคมีให้ทางการซีเรีย แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่อาวุธเคมีจะมาจากเส้นทางอื่นและไปสู่กลุ่มกบฏหรือแม้แต่กลุ่มบุคคลที่สาม

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2013 สื่อต่างประเทศรายงานว่าทางการซีเรียได้ส่งข้อมูลรายการอาวุธเคมีให้กับองค์การห้ามอาวุธเคมี (OPCW) แล้ว เมื่อครบกำหนดเส้นตายที่วางไว้เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

องค์การห้ามอาวุธเคมี เปิดเผยในเว็บไซต์องค์กรยืนยันว่าทางการซีเรียได้เปิดเผยรายละเอียดของอาวุธเคมีในประเทศให้กับทางองค์กรแล้ว ซึ่งตอนนี้ข้อมูลยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

ก่อนหน้านี้รัสเซียและสหรัฐฯ ได้ร่วมกันสร้างข้อตกลงกับทางการซีเรียให้ส่งข้อมูลรายการอาวุธเคมีที่มีอยู่ให้กับองค์การห้ามอาวุธเคมี ซึ่งเบื้องต้นประเมินว่าทางการซีเรียมีอาวุธเคมีอยู่ราว 1,000 ตัน

ข้อมูลรายการอาวุธเคมีประกอบด้วยชนิดของอาวุธ จำนวนอาวุธ แหล่งผลิตและรวบรวมอาวุธ โดยกระบวนการนี้เป็นความพยายามขั้นแรกเท่านั้นในการปลดอาวุธเคมีจากรัฐบาลภายใต้ประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย ซึ่งมีการเสนอให้กำจัดอาวุธเคมีทั้งหมดภายในช่วงกลางปีหน้า

อาห์หมัด จาร์บา ประธานแนวร่วมกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรียกล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า พวกเขาจะยอมเข้าร่วมการประชุมเจรจาสันติภาพในกรุงเจนีวา หากทุกฝ่ายยอมรับให้มีการจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนผ่านในซีเรียที่มีอำนาจบริหารเต็มที่

ก่อนหน้านี้เหตุการณ์โจมตีย่านกูตา กรุงดามาสกัส เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ทางสหรัฐฯ พยายามขอมติจากสหประชาชาติในการใช้กำลังแทรกแซงทางทหาร แต่ถูกฝ่ายรัสเซียซึ่งมีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลซีเรียคัดค้าน


โรเบิร์ต ฟิสก์ พูดถึงความเป็นไปได้ที่อาวุธเคมีจะมาจากกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่รัฐบาล

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. โรเบิร์ต ฟิสก์ นักข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางได้เขียนบทความแสดงความเห็นต่อการที่รัสเซียอ้างว่ามีหลักฐานเกี่ยวกับการโจมตีย่านกูตาเป็นเอกสารการส่งออกอาวุธแต่ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งฟิสก์มองว่า เป็นเอกสารที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีการส่งออกอาวุธให้กับทางการซีเรีย

โดยอาวุธจำพวกขีปนาวุธเคยถูกผลิตในสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1967 และถูกขายให้กับประเทศอาหรับ 3 ประเทศคือ เยเมน อียิปต์ และพันเอกมุมมาร์ กัดดาฟี ในลิเบีย

ฟิสก์กล่าวอีกว่าหลังจากที่กัดดาฟีถูกโค่นล้มในปี 2011 อาวุธก็ตกไปอยู่ในกลุ่มกบฏที่มีส่วนเชื่อมโยงกับกลุ่มกบฏอัลเดค้า และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยก่อนหน้านี้ซีเรียเคยอ้างว่ามีอาวุธที่ผลิตในสหภาพโซเวียตได้ถูกส่งผ่านไปยังกลุ่มกบฏในลิเบียช่วงสงครามกลางเมืองด้วยความช่วยเหลือจากกาตาร์ ซึ่งต่อมาได้มีการส่งอาวุธไปให้กลุ่มกบฏในซีเรียด้วย

ฟิสก์ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีการพิสูจน์แล้วว่าซีเรียมีอาวุธเคมีอยู่จริง แต่ถ้าหากทางการรัสเซียสามารถเปิดเผยข้อมูลเรื่องชนิดขีปนาวุธที่ใช้ในกูตาว่าเป็นประเภทที่ไม่เคยมีการส่งออกไปยังซีเรียได้ ก็จะทำให้รัฐบาลอัสซาดสามารถอ้างว่าตัวเองบริสุทธิ์ได้ และก่อนหน้านี้ในเหตุการณ์โจมตีด้วยแก๊สซารินในย่านข่านอัล-อัสซัล เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ทางการรัสเซียก็ได้นำเสนอหลักฐานต่อยูเอ็นเป็นรายงาน 100 หน้า แต่ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะเช่นเดียวกับหลักฐานที่ปูตินอ้างเกี่ยวกับการโจมตีในวันที่ 21 ส.ค.

บทความของฟิสก์ยังมีการกล่าวอ้างของพยานในเหตุการณ์ที่อยู่กับกองทัพภาคที่ 4 ของซีเรียซึ่งเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยรบพิเศษอ้างว่าเขาไม่เห็นว่ามีการยิงโจมตีจากที่เขาอยู่คือแหล่งชุมชนโมอาดามิยา ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าโจมตี นอกจากนี้ทหารยังได้แสดงความรู้สึกทางสีหน้าเมื่อเห็นวิดีโอในยูทูบ เป็นความรู้สึกกลัวว่าพวกเขาจะต้องต่อสู้อยู่ท่ามกลางหมอกพิษ

มีผู้สื่อข่าวชาวซีเรียรายหนึ่งบอกว่าเรื่องนี้น่าจะไปไกลกว่าแค่เรื่องทฤษฎีสมคบคิดที่ว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ได้เป็นคนกระทำ แต่พวกเขาก็เชื่อว่าฝ่ายกบฏเองก็มีแก๊สซาริน และต้องให้กำลังจากต่างชาติมาสอนวิธีใช้อาวุธหรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะมี 'กลุ่มกองกำลังฝ่ายที่สาม' ที่พวกเขาไม่รู้อยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ฟิสก์เตือนว่าแม้ว่าจะมีโอกาสที่รัฐบาลอัสซาดไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โจมตีเมื่อวันที่ 21 ส.ค. แต่กองทัพรัฐบาลอัสซาดได้ก่ออาชญากรรมสงครามตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทั้งการทรมาน การสังหารหมู่ และการระดมโจมตีใส่เป้าหมายที่เป็นพลเรือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว

 


เรียบเรียงจาก

Syrian regime meets deadline in chemical arms deal, Globalpost, 22-09-2013
http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/middle-east/130922/syrian-regime-meets-deadline-chemical-arms-deal

Gas missiles 'were not sold to Syria', The Independent, 22-09-2013
http://www.independent.co.uk/voices/comment/gas-missiles-were-not-sold-to-syria-8831792.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ค้านเขื่อน แต่อย่าหยุดที่สีเขียว

Posted: 24 Sep 2013 01:17 AM PDT

โหมดหงุดหงิด

ฟังคุณศศิน ในพูดในรายการนี้ คนจะปลื้มก็ปลื้มไป ผมเฉยๆ แต่ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ อยากจะโกรธก็เชิญ

1. คุณศศิน บอกว่าไม่ได้คัดค้านเขื่อนทั้งหมด ที่ค้านเพราะสร้างในป่า...ถ้าสร้างที่อื่นก็ค่อยว่ากันอีกที (หมายความว่า ถ้าไม่สร้างในป่าแต่สร้างทับที่ทำกินชาวบ้าน ต้องอพยพคนออก คุณจะไม่คัดค้านหรือครับ...)

2.ผมฟังน้ำเสียงของคุณศศินพูดถึงคนแถวลาดยาวและพื้นที่สนับสนุนเขื่อนประมาณว่าชาวบ้านอ่านภาษาอังกฤษบนเสื้อรณรงค์ไม่ออกหรอก แม้คุณจะบอกว่าแต่คนที่นั่นก็ต้อนรับคุณดี มีคนเห็นต่างมาคุยด้วยบ้าง...และแม้ว่าคุณจะบอกว่าลูกน้องคุณก็เขียนภาษาอังกฤษผิดอีกต่างหาก (แต่หมายความว่า คุณจะมองว่าชาวบ้านที่นั่นโง่หรือเปล่า หากไม่ใช่ก็รีบเข้าไปรณรงค์สิครับ หากใช่ ผมก็ไม่มีคำพูดอีกต่อไป)

3.หากผมฟังรายการตั้งแต่ต้นจนจบไม่ผิด น้ำเสียงและความหมายที่สื่อออกมานั้นมีลักษณะแยกคนออกจากธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง มันเป็นไปได้หรือครับ ในทางปรัชญาชีวิตทุกชีวิตล้วนสำคัญเท่าๆ กัน แต่สิ่งที่คุณศศินพูดแต่ป่า (มีคำว่าป่าของผม) มันคล้ายกับการไม่พูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผมนั่งฟังแล้วสะท้อนใจ คนที่เกิดและโตในอุทัยธานีอย่างผม ถูกปลูกจิตสำนึกให้รักป่าห้วยขาแข้ง ยอมรับนับถือคนๆ หนึ่งที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องให้คนมาสนใจธรรมชาติ ในวัยเด็กมัธยมผมเคยไปนั่งดูวิดิโอการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่มูลนิธิสืบฯ และค้างคืนที่นั่น เคยใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือไม่ก็ทำงานในมูลนิธิ ทั้งยังเคยช่วยจัดค่ายอนุรักษ์ทั้งที่ห้วยขาแข้งและแม่วงก์ โตขึ้นมาผมจำภาพพวกนั้นได้เพราะเป็นพื้นฐานชีวิตของผม แต่เมื่อเราโตขึ้น มันทำให้ทราบว่าปัญหาพวกนี้ไม่เคยแก้ได้ถ้าจะพูดถึงป่าอย่างเดียว หากต้องหันมาสนใจปัญหาเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นกับผู้คนด้วย

ใช่...เมื่อความคิดผมเปลี่ยนมาถึงจุดนี้ ผมก็ไม่สามารถสื่อสารกับคนที่ผมคุ้นเคยในจังหวัดอุทัยและนครสวรรค์ได้อีกต่อไป เมื่อผมพยายามอธิบาย ก็จะเจอแต่คำตอบเรื่องชาวบ้านโง่ถูกนายทุนและรัฐบาลจูงจมูก ชาวบ้านเห็นแก่ตัวมาทำลายป่า ถูกทุนนิยมเข้าครอบงำ หน้าที่ของนักอนุรักษ์ที่นอกเหนือจากการรักษาป่าคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของชาวบ้าน (?) ผมไม่รู้ว่าบรรดาคนที่ผมเคยคุ้นเคยนั้น เคยมองเข้าไปในชีวิตของคนเหล่านั้นไหม มองผ่านดวงตาของพวกเค้า...

ชีวิตที่ผ่านมาผมเลี่ยงปะทะกับประเด็นนี้มาตลอด เพราะรู้สึกคล้ายเป็นคนชายขอบของโลกสองใบ โลกที่ต้องการรักษาป่าและโลกที่มองผ่านชีวิตคนที่อยู่กับป่าหรือผู้คนธรรมดาทั่วไป แต่ถามว่าโลกใบนี้ต้องการแบ่งออกเป็นสองกระนั้นหรือ ชัยชนะของการเดินทางไกลคืออะไรถ้าไม่ใช่การย้ำมายาคติว่าด้วยป่ากับคนที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ ปัญหาของคนในพื้นที่อาจไม่ได้อยากได้เขื่อน พวกเค้าเพียงอยากรักษาต้นทุนชีวิตไม่ให้อัปปางลงไปมากกว่านี้ เคยรู้กันบ้างไหมว่าชาวนารายย่อยแถบบ้านของผมนั้นฆ่าตัวตายสูงมากเพราะหนี้สินท่วมตัว หนี้เป็นล้านนะครับ การที่พวกเขาจะเข้าใจผิดหรือมองเขื่อนในแง่ดีมันแปลกตรงไหนหากมองจากจุดนี้ มันคือหน้าที่ของผู้ติดตามรณรงค์มิใช่หรือที่ต้องเข้าไปทำงานในพื้นที่เป็นเบื้องต้น ไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่าคนในเมืองคือปัจจัยชี้ขาดทางนโยบาย ส่วนคนชนบทก็คือฐานเสียง ไอ้แนวคิดสองนคราฯ แบบนี้ทิ้งๆไปบ้างก็ดี มันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงแล้ว

ขอโทษนะ ลึกๆ ผมโกรธตอนช่วงบรรทัดที่เขียนถึงชาวบ้านหนี้ท่วมตัวเป็นล้าน ผมดันคิดถึงทางออกบางประการที่จะถูกนำเสนอมาจากเอ็นจีโอบางกลุ่ม เช่น ให้กลับไปพอเพียง (เฮงซวย...เคยเห็นหัวคนกันบ้างไหม เคยเห็นครอบครัวที่กินข้าวกับเกลือกันไหม...แม่ง)

ผมคิดว่ากระแสอนุรักษ์นี้ "เขียวจัด" เกินไป ผมค้านเขื่อนครับแต่ไม่อินกับขบวนการนี้ ผมนึกถึงโจทย์ท้ายๆ ที่ลุงสืบทิ้งไว้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตลง นั่นคือ ประเด็นเรื่องการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า...ไม่ใช่ประเด็นเรื่องการอนุรักษ์ป่าเพียงอย่างเดียว

กระแสที่เขียวจัดเช่นนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับ "ปลอด" เพียงแต่เลือกกันคนละฝ่าย มีโลกกันคนละใบ แม้ว่าปลอดจะทำหน้าที่ "สนอง" อย่างเดียวก็ตามไม่มีอุดมการณ์ประเภทมองชีวิตคนอย่างเท่าเทียมอะไร

ปัญหาเรื่องนี้จึงไม่เคยจบ

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น