โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สิงห์ดำยุคหน้า ก้าวแรกสู่คณะรัฐศาสตร์ ก้าวต่อไปสู่อะไรดี? ตำรวจห้ามเครือข่ายประชาชนฯ ชุมนุมท...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

กรรมการสิทธิเยี่ยมตำรวจที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล

Posted: 13 Dec 2013 01:04 PM PST

นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ นำคณะเยี่ยมตำรวจในทำเนียบรัฐบาล-ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ระบุ กสม. มาเยี่ยมที่ชุมนุมเป็นประจำเพื่อลดความตึงเครียด ลดคู่ขัดแย้งระหว่าง จนท.รัฐ และผู้ชุมนุม ขณะที่แกนนำ คปท. ปฏิเสธไม่ใช่ผู้ตัดน้ำ-ไฟทำเนียบ

14 ธ.ค. 2556 - เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค.) นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้นำคณะเข้าไปภายในทำเนียบรัฐบาลเพื่อเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ดูแลพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ถูกผู้ชุมนุมเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. ตัดน้ำตัดไฟ

โดยวันนี้กรรมการสิทธิฯ มีการประสานกับผู้ชุมนุม คปท. ขอให้กรรมการสิทธิฯ และคณะเข้าไปในทำเนียบ โดยใช้เวลาเจรจาอยู่นานกระทั่งเวลา 09.30 น. แกนนำ คปท. จึงยินยอมให้คณะของกรรมการสิทธิเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้ โดยมีการประสานรถสูบส้วมและรถเก็บขยะของ กทม. เข้ามาทำความสะอาด และมีการนำเอาน้ำและอาหารมามอบให้ผู้ที่อยู่ในทำเนียบด้วย

ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ทหารประจำการภายใน 4 กองร้อย และมีตำรวจอีกประมาณ 120 นาย โดย นิรันดร์ ให้สัมภาษณ์ว่า การเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลครั้งนี้เป็นการทำงานต่อเนื่องของคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในการเฝ้าระวังความรุนแรง ไม่ให้เกิดความตึงเครียด และลดสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยพยายามให้มีการประสานระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ที่มาชุมนุมคือ คปท. ซึ่งกรรมการสิทธิฯ ไม่ต้องการให้เกิดเรื่องที่ตำรวจและผู้ชุมนุมมาเป็นคู่ขัดแย้งกัน วันนี้จึงมีการประสานกับเขตดุสิต กทม. และแกนนำ คปท. ว่าจะเข้ามาดูแลสถานการณ์ที่ทำเนียบที่มีการตัดน้ำ ตัดไฟ และดูแลอาหารและน้ำดื่มสำหรับเจ้าหน้าที่ในทำเนียบหลายร้อยคน และทางเขตดุสิตได้เตรียมเจ้าหน้าที่ฝ่ายโยธาธิการของ กทม. มาแก้ไขเรื่องไฟฟ้า และสูบส้วม เพื่อให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะไม่นำไปสู่ความรุนแรง ทั้งนี้กรรมการสิทธิระบุด้วยว่าเบื้องต้นมีการสอบถามแกนนำ คปท. ซึ่งยังไม่มีท่าทีจะผลักดันเจ้าหน้าที่ตำรวจออกจากทำเนียบรัฐบาล

อนึ่ง เมื่อเวลา 11.30 น. กลุ่ม คปท.ได้นำธงชาติไทย ความยาว 1,400 เมตร มาคลุมโดยรอบรั้วทำเนียบรัฐบาลทั้งหมด 8 ประตูด้วย โดย คปท. ระบุว่า หากเจ้าหน้าที่จะออกมาจากทำเนียบหรือถอนกำลัง จะต้องส่งตัวแทนมาเจรจากับแกนนำกลุ่มฯ เพื่อขอออกในทางที่ คปท.กำหนดเท่านั้น โดยไม่สามารถตัดธงชาติออกได้ โดยนายอุทัย ยอดมณี แกนนำ คปท. ระบุว่า การนำธงชาติมาล้อมทำเนียบเพื่อเป็นสัญลักษณ์ความรักชาติ และความจงรักภักดี ทั้งนี้ในรายงานของเดลินิวส์ อุทัยได้ปฏิเสธเหตุตัดน้ำตัดไฟทำเนียบด้วย และระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มอื่น ซึ่ง คปท. ไม่สามารถระบุได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุรพศ ทวีศักดิ์: ศีลธรรมกับการ ‘ทุจริตระบบ’

Posted: 13 Dec 2013 11:23 AM PST

 

 
น่าสังเกตว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมาเกือบทศวรรษ วาทกรรม "คนดี ความดี ศีลธรรม"ได้ถูกใช้เพื่อประณามฝ่ายตรงข้ามว่าเลวร้ายอย่างไร้ความเป็นคน และใช้เป็นฐานให้ความชอบธรรมอย่างเกินพอเพียงแก่ฝ่ายตนเองเพื่อที่จะทำผิดหลักการและกติกาประชาธิปไตยอย่างไรก็ได้
 
ดังเช่นการประท้วงของ "ม็อบคนดี" ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยการสนับสนุนของพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้ชื่อ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" (กปปส.) ได้ประณามว่า "ระบอบทักษิณ" เลวร้าย ไร้ศีลธรรม พวกคนดีมีศีลธรรมอย่างพวกตนจึงมีความชอบธรรมที่จะขจัดระบอบทักษิณด้วยวิธียึดอำนาจรัฐ เพื่อตั้ง "สภาประชาชน" ปฏิรูปประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าเป็นไปตามหลักการและกติกาประชาธิปไตยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
วิธีคิดเช่นนี้ย่อมแปลกประหลาดในสายตาโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่ ดังผู้สื่อข่าวบีบีซี.ยิงคำถามกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า "ในฐานะที่คุณเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ไม่ละอายใจบ้างหรือที่สนับสนุนแนวทางการต่อสู้(ของ กปปส.)ซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย" จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้น่าจะ "ตั้งชื่อผิด" เพราะชื่อพรรคที่มีความหมายในเชิงยืนยันอำนาจสูงสุดของประชาชน กับแนวทางการต่อสู้ทางการเมืองที่ยังอยู่ในโหมดแบบ "ยุคกลาง (Medieval)" โดยอิงสถาบันกษัตริย์ต่อสู้ทำลายคู่แข่งทางการเมืองย่อมขัดแย้งกันอย่างตลกร้าย
 
แต่คำอธิบายของนายอภิสิทธิ์ที่พยายามเน้นว่า "ระบอบทักษิณและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทุจริตคอร์รัปชันจึงหมดความชอบธรรม" ย่อมฟังไม่ขึ้น หรือไม่ make sense ในสายตาฝรั่ง เพราะตามมาตรฐานของประเทศอารยประชาธิปไตยนั้น ต่อให้รัฐบาลทุจริต หรือขาดความชอบธรรมอย่างไร (ยกเว้นว่าได้ทำสิ่งเลวร้ายสุดๆ เช่นใช้กองทัพไล่สังหารประชาชน หรือทำรัฐประหารตัวเองเป็นรัฐบาลเผด็จการที่วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบตามวิถีทางประชาธิปไตยไม่ได้) ก็ต้องแก้ตามวิถีทางประชาธิปไตยเท่านั้น เช่น โดยการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบของสื่อมวลชน นักวิชาการ ภาคประชาชน อภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ยื่นถอดถอน เอาผิดทางกฎหมาย ประชาชนไม่เลือกเข้ามาอีก ฯลฯ ไม่ใช่ใช้วิธีรัฐประหารโดยกองทัพ หรือใช้ม็อบยึดอำนาจรัฐดังที่นิยมทำกันในบ้านเรา
 
จึงน่าตั้งคำถามว่า การต่อสู้ทางการเมืองในนามคนดีที่อ้างความดี หรือศีลธรรมในบ้านเรา ทำไมจึงกลายเป็นวัฒนธรรมของการยกคนดี ความดี หรือศีลธรรมให้อยู่เหนือหลักการตลอดมา อ้างว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคนเลว ไร้ศีลธรรม ทุจริตคอร์รัปชัน แต่บรรดาคนดีมีศีลธรรมกลับใช้วิธีทุจริตยิ่งกว่าคือ "ทุจริตระบบ"
 
การทุจริตโดยการซื้อเสียง หรือคอร์รัปชันภาษีประชาชนย่อมเป็นความเลวร้ายที่ต้องจัดการตามกฎหมาย แต่ความเลวร้ายนั้นไม่ได้ล้มระบบประชาธิปไตย เพราะหลักการ กติกาประชาธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญยังอยู่ ยังสามารถใช้เป็นกลไกในการแก้ปัญหาความเลวร้ายนั้นๆ ให้ลดลงหรือหมดไปได้ แต่อาจต้องค่อยๆ แก้จุดอ่อนของระบบ โดยสร้างความเข้มแข็งของการเมืองในสภาและภาคประชาชนควบคู่กันไป ซึ่งจำเป็นต้องให้เวลาแก่กระบวนการประชาธิปไตยได้พัฒนาตัวมันเองให้ก้าวหน้าไปอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนประเทศอารยประชาธิปไตยอื่นๆ
 
แต่การ "ทุจริตระบบ" คือการอ้างการทุจริตและความไม่ชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้ความชอบธรรมแก่ฝ่ายตนเองได้มีอภิสิทธิ์ใช้อำนาจนอกระบบ หรือใช้วิธีการนอกรัฐธรรมนูญยึดอำนาจรัฐโดยกองทัพ หรือโดย "มวลมหาประชาชน" ซึ่งหมายถึงประชาชนฝ่ายตนเท่านั้น ฝ่ายอื่นซึ่งเป็นเสียงข้างมากที่สนับสนุนรัฐบาลไม่ถูกนับว่าเป็น "ประชาชน" ฉะนั้น การทุจริตระบบจึงอยู่บนฐานของการบิดเบือนตั้งแต่ความหมายของประชาชน ความหมายของคนดี ความดี ศีลธรรม จนนำไปสู่การบิดเบือนระบบและการล้มระบบด้วยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในที่สุด
 
อันที่จริง สังคมประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าไม่ใช่ว่าไม่ต้องการศีลธรรม แต่เป็นสังคมที่ตั้งมั่นอยู่บนศีลธรรมบางอย่าง ในปรัชญาการเมืองฝรั่งเวลาพูดถึงการมี "ศีลธรรม  (Morality)" ในทางการเมือง ความหมายของศีลธรรมดังกล่าวนี้กว้างกว่าศีลธรรมทางศาสนาแบบบ้านเรา ที่เน้นเรื่อง "คนดี" หรือผู้ปกครองที่เป็นคนดีเท่านั้น แต่ศีลธรรมของเขาหมายถึง "หลักการสากล" ที่ทุกคนพึงยึดถือปฏิบัติร่วมกันเช่นหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม
 
หมายความว่าการกระทำที่จะถือว่ามีศีลธรรม เป็นความดี หรือความถูกต้องนั้น ต้องปฏิบัติต่อทุกคนในมาตรฐานเดียวกัน คือเคารพสิทธิเสรีภาพของทุกคนในฐานะเป็นคนเหมือนกัน แม้ว่าแต่ละคนจะโง่ ฉลาด มีบทบาทหน้าที่หรือฐานะทางสังคม (เป็นต้น) ต่างกัน แต่ต้องถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อหน้ากฎหมาย ศีลธรรมจึงมีอยู่ทั้งในกฎหมาย ในวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลที่เคารพสิทธิกันและกัน และในวัฒนธรรมทางการเมือง ใครที่ทำผิดกฎหมายก็ต้องจัดการตามกฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน การปฏิบัติอย่างสองมาตรฐานย่อมผิดศีลธรรม เพราะขัดต่อหลักความยุติธรรมที่ถือว่าทุกคนมีสิทธิ เสรีภาพเท่าเทียมกัน
 
ศีลธรรมเช่นนี้จึงเป็นอุดมคติของประชาธิปไตย หรือเป็น "ศีลธรรมประชาธิปไตย" สังคมที่ประชาธิปไตยก้าวหน้า ระบบการศึกษาต้องปลูกฝังค่านิยมให้ประชาชนรักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยุติธรรม ไม่ใช่ปลูกฝังให้รักตัวบุคคล จนเลยเถิดไปยกตัวบุคคลให้อยู่เหนือหลักการ เช่น ถ้าเชื่อกันว่าคนนี้เป็นคนดีมีศีลธรรมก็ไม่ต้องวิจารณ์ตรวจสอบ เป็นต้น
 
แต่ศีลธรรมของสังคมไทยที่ปลูกฝังผ่านสถาบันการศึกษา ศาสนา สื่อมวลชน ฯลฯ เป็นศีลธรรมที่เน้นการเชิดชูยึดติดตัวบุคคล ในทางศาสนาเราถูกปลูกฝังให้เชื่อฟังพระสงฆ์มากกว่าเชื่อสติปัญญาของตนเอง ในทางโลกศีลธรรมยึดโยงอยู่กับความกตัญญูและจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ โดยปราศจากการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ ฉะนั้น ค่านิยมทางศีลธรรมของสังคมไทยจึงตั้งอยู่อยู่บนพื้นฐานของ "ความเป็นคนไม่เท่ากัน" ยอมรับลำดับสูงต่ำในความเป็นคนตามลำดับชนชั้น หรือสถานะที่แตกต่างกัน การอ้าง "ศีลธรรมแบบลำดับชนชั้น" จึงขัดแย้งกับ "ศีลธรรมแบบเท่าเทียม" ในสังคมประชาธิปไตยในระดับรากฐาน
 
ฉะนั้น ทั้งพระสงฆ์และแกนนำมวลชนที่อ้างศีลธรรมต่อสู้ทางการเมือง จึงเป็นการอ้างเพื่อให้ความชอบธรรมแก่การ "ทุจริตระบบ" ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างหัวชนฝาว่า การทำอะไรในนามของคนดี ความดี หรือศีลธรรมบนฐานความจงรักภักดี จะทำอะไรก็ไมผิด แม้ว่าด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมหรือล้มระบบประชาธิปไตยก็ตาม
 
 
 
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกในโลกวันนี้วันสุข (14 – 20 ธันวาคม 2556)
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยแนะปฏิรูปการศึกษาหาทางออกประเทศ

Posted: 13 Dec 2013 11:02 AM PST

สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยแนะปฏิรูปการศึกษาหาทางออกประเทศ ระบุต้องให้ระบบการศึกษาปลอดจากการครอบงำทางการเมือง/พรรคการเมือง

13 ธ.ค. 2556 - สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย (สกล.) ออกแถลงการณ์เรื่อง  ปฏิรูปการศึกษา...ปฏิรูปประเทศไทยและทางออกจากวิกฤติการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

จากสถานการณ์วิกฤติการเมืองในปัจจุบันที่เกิดจากปัญหาความขัดแย้งในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิด เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ.2556 จนเป็นที่มาให้ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมเรียกร้องยับยั้งร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว  และต่อมาได้ยกระดับการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจแก่ประชาชน ซึ่งภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้ หลายภาคส่วนในสังคมต่างได้เสนอแนวทางอันเป็นทางออกจากปัญหา ที่พบว่า "การปฏิรูปประเทศไทย" เป็นทิศทางที่ทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องว่าเป็นกระบวนการสำคัญที่จะนำพาประเทศก้าวพ้นจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลายาวนาน

โดยการปฏิรูปประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นนั้น จะเป็นการปฏิรูปที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม ระดมความคิดเห็น ออกแบบเครื่องมือและกระบวนการอย่างจริงจังในทุกด้าน ทั้งการปฏิรูปการปกครอง ที่มีข้อเสนอเรื่องการจัดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกระจายอำนาจการปกครองและงบประมาณให้ท้องถิ่นจังหวัดจัดการตนเอง การปฏิรูปที่ดินและการจัดการที่ดินให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม การปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของประเทศใหม่ที่เสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษา ที่มีข้อเสนอในการคืนสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาแก่ชุมชน เด็กและผู้เรียนอย่างแท้จริงที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นต้น   

 สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย ที่ก่อเกิดจากการรวมตัวของเครือข่ายผู้จัดการศึกษาจำนวนกว่า 600 องค์กรทั่วประเทศที่บุกเบิกนำร่องด้านการปฏิรูปการจัดการศึกษาที่เป็นไปตามหลักการและแนวทางของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติปีพ.ศ.2542 โดยเน้นการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความแตกต่างหลากหลายของผู้เรียน และบริบทสังคมและภูมินิเวศ เราได้ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด  มีความเห็นว่า สาเหตุสำคัญของวิกฤติการณ์มาจากความล้มเหลวของระบบบริหารราชการแผ่นดินที่มีการรวมศูนย์อำนาจการบริหารจัดการไว้ที่ส่วนกลางเป็นหลัก ไม่ได้ให้ความสำคัญและปฏิบัติอย่างจริงจังกับการกระจายอำนาจให้กับประชาชนตามที่มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

สำหรับสถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยนั้น มีสาเหตุสำคัญในระดับโครงสร้างมาจากการผูกขาดการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งไม่มีประสิทธิภาพและนำการศึกษาของชาติไปสู่ความล้มเหลวอย่างทั่วถึง
ด้วยเหตุนี้ พวกเราฯ จึงเห็นว่า การศึกษาไทยถึงเวลาต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ในทุกระดับอย่างจริงจัง เนื่องจากการศึกษาเป็นทางเลือกและสิทธิประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและตามหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติที่ประชาชนมีสิทธิที่จะดำรงชีพและเด็ก/ผู้เรียนมีสิทธิที่จะเลือกเรียนในสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง รัฐฯ มีหน้าที่ให้การรับรองและสนับสนุนอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง  


ดังนั้น สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทยจึงขอเชิญชวนประชาชนชาวไทยผู้เป็นเจ้าของอธิปไตยโดยตรง มาร่วมกันปฏิรูปการศึกษา ปฎิรูปประเทศไทยภายใต้อำนาจและสิทธิอันพึงมีตามรัฐธรรมนูญ โดยพวกเรามีข้อเรียกร้อง/ ข้อเสนอในการปฏิรูปการศึกษาไทยดังนี้

1. ปฏิรูปการศึกษาจากการบังคับเรียนในลักษณะเผด็จการทางการศึกษาให้เป็นประชาธิปไตยโดยให้เด็กทุกคนมีสิทธิในการเลือกการศึกษาที่สอดคล้อง เหมาะสมกับตนเอง

2. คืนสิทธิ กระจายอำนาจ หน้าที่ และงบประมาณอย่างเหมาะสม เพียงพอ ในการจัดการศึกษาให้กับชุมชน/ท้องถิ่น /และองค์กรที่จัดการศึกษาโดยตรงอย่างต่อเนื่อง

3. ให้ระบบการศึกษาปลอดจากการครอบงำทางการเมือง/พรรคการเมือง โดยให้จัดตั้ง"องค์กรอิสระจัดการศึกษา"โดยองค์กรอิสระมีองค์ประกอบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการศึกษา เช่น ตัวแทนจากองค์กรชุมชน องค์กรท้องถิ่น เด็ก/เยาวชน โรงเรียน ครู /อาจารย์ นักวิชาการ ฯลฯ  และองค์กรอิสระนี้ ต้องตอบสนองต่อกฎหมายทางการศึกษาและนโยบายการศึกษาของชาติอย่างมีความรับผิดชอบ

4. ให้ตรากฎหมายที่รับรองสิทธิและสนับสนุนการศึกษาทางเลือกของประชาชนอย่างมีคุณภาพตลอดชีวิตตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงอุดมศึกษา  โดยออกพระราชบัญญัติการศึกษาทางเลือก พ.ศ..... ซึ่งมีเนื้อหาส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทางเลือกตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

5. ปฏิรูปหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การวัดผลและการประเมินผลที่เหมาะสมกับผู้เรียน โดยต้องมีความยืดหยุ่นให้กับความหลากหลายของชุมชน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

6. จัดตั้ง "สำนักการบริหารจัดการศึกษาตามมาตรา 12 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และมาตรา 49 ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550"

อย่างไรก็ตามท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งของประเทศในขณะนี้ พวกเราฯ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้วิกฤติอย่างมีสติ และไม่ใช้ความรุนแรงในทุกกรณี และทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตยในการหาทางออกโดยการปฏิรูปประเทศไทยร่วมกัน
ทั้งนี้ สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย เชื่อมั่นว่าการปฏิรูปประเทศไทย ต้องตั้งต้นแก้ไขจัดการจากรากเหง้าของปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการศึกษาไทยที่วิกฤติสะสมมาอย่างยาวนานและเป็นรากเน่าที่ส่งผลก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ นั้น พวกเราขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่จะขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยได้ให้การรับรองและมีพันธะสัญญาร่วมกันในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างจริงจังต่อไป

                
สมาคมสภาการศึกษาทางเลือกไทย(สกล.)
13 ธันวาคม 2556
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยูเอ็นพบมีการใช้อาวุธเคมีในซีเรียอีก 4 แห่ง เมื่อกลางปีนี้

Posted: 13 Dec 2013 10:39 AM PST

13 ธ.ค. 2556 รายงานขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่านอกจากกรณีการโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่ย่านกูตาในวันที่ 21 ส.ค. ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่ออย่างมากแล้ว ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธเคมีในพื้นที่อื่นๆ อีก 4 แห่งในซีเรีย ช่วงเดือน มี.ค. ถึง ส.ค. ที่ผ่านมา

องค์การสหประชาชาติ หรือยูเอ็นได้เปิดเผยรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยมีการตรวจสอบความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธเคมีเกิดขึ้นอีก 7 กรณีในซีเรีย โอเก เซลสตรอม หัวหน้าคณะผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติกล่าวในรายงานว่า "ทีมของสหประชาชาติได้ข้อสรุปว่ามีการใช้อาวุธเคมีจากหลายฝ่ายในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย"

รายงานระบุว่าพวกเขามีหลักฐานที่เชื่อถือได้และมีความสอดคล้องกับสมมติฐานเรื่องการใช้อาวุธเคมีในพื้นที่กูตา, ข่าน อัล-อัสซัล, โจบาร์, ซาราเกบ และอชราฟะห์ ซาฮ์นายา แต่มีอีกสองแห่งที่ยังไม่สามารถยืนยันตามข้อกล่าวหาได้คือที่ บาห์ฮาริเยห์ และชีต มักซูด

ในรายงานเฉพาะกาลฉบับก่อนหน้านี้ของยูเอ็นเคยกล่าวถึงกรณีการโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่บ่านกูตา ซึ่งคณะตรวจสอบกล่าวว่ามีหลักฐานชี้วัดได้ชัดเจนถึงการใช้แก๊สพิษทางประสาทที่เรียกว่าแก๊สซารินในการโจมตีเป็นวงกว้างทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต

ในรายงานฉบับปัจจุบันก็ระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้แก๊สซารินในปริมาณที่น้อยกว่าในการโจมตีย่านโจบาร์, ซาราเกบ และ อชราฟะห์ ซาฮ์นายา นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถเก็บข้อมูลหลักฐานที่เชื่อถือได้ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธเคมีใน ข่าน อัล-อัสซัล เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2556 และมีความเป็นไปได้ที่จะมีการใช้อาวุธเคมีโจมตีใส่ทหารในโจบาร์เมื่อวันที่ 24 ส.ค.

อย่างไรก็ตาม ทีมสืบสวนของยูเอ็นไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เกือบทั้งหมดที่ได้รับรายงานว่ามีการใช้อาวุธเคมีเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในสภาพไม่ปลอดภัย โดยทางยูเอ็นยังไม่ระบุชัดเจนว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบกับการโจมตีในหลายกรณีนี้

บันคีมูน เลขาธิการยูเอ็นกล่าวหลังได้รับรายงานฉบับล่าสุดจากเซลสตรอมว่า เขาจะแถลงเรื่องนี้ต่อที่สมัชชาใหญ่และคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติภายในวันจันทร์นี้

สงครามกลางเมืองในซีเรียดำเนินมาเป็นระยะเวลามากกว่าสองปีแล้วและส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน โดยเหตุการณ์โจมตีด้วยอาวุธเคมีในย่านกูตาเมื่อวันที่ 21 ส.ค. กลายเป็นกรณีฮือฮาได้รับการนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ทั่วโลก และทางยูเอ็นเคยเผยแพร่รายงานการสืบสวนกรณีของกูตาเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา

เหตุการณ์ในกูตายังกลายเป็นชนวนให้ทางการสหรัฐฯ ขู่จะปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อซีเรีย แต่ก็ถูกคัดค้านมติเห็นชอบจากรัสเซียจนกระทั่งมีการเจรจาหารือกับผู้นำซีเรียให้มีการทำลายอาวุธเคมีภายในประเทศซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการ

 


เรียบเรียงจาก

UN: Multiple chemical attacks likely in Syria, Aljazeera, 13-12-2013
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2013/12/un-chemical-weapons-syria-attacks-20131212224042210713.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล: ข้อเสนอทางเลือกในการแก้ความขัดแย้งและปฏิรูปประเทศไทยภายใต้กรอบของการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557

Posted: 13 Dec 2013 10:31 AM PST

การหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองให้ทุกฝ่ายยอมรับในขณะนี้ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย เพราะฝ่ายผู้ชุมนุมต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศไทย "ก่อน" แล้วจึงค่อยมีการเลือกตั้ง จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรักษาการลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่ทางฝ่ายรัฐบาลก็ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปแล้วไม่สามารถลาออกได้ ทำให้ติดขัดกันอยู่ในขณะนี้ แต่ทั้งนี้เนื่องจากได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรและกำหนดวันเลือกตั้งใหม่แล้ว การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและข้อเรียกร้องเพื่อให้มีการปฏิรูปประเทศไทยจึงไม่อาจจะหนีไปจากข้อเท็จจริงที่ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557
 
เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายผู้ชุมนุมต้องการให้มีการปฏิรูปประเทศไทย "ก่อน" การเลือกตั้ง คงจะด้วยเกรงว่าเลือกตั้งเสร็จแล้วก็ทุกอย่างอาจจะกลับไปเป็น "เหมือนเดิม" รัฐบาลเดิม พรรคการเมืองเดิม นักการเมืองเดิม แต่จริงๆ แล้วการเมืองไทยนับจากนี้จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะเสียงข้างมากไม่อาจจะทำอะไรตามอำเภอใจได้อีก เนื่องจากประชาชนสามารถถ่วงดุลรัฐบาลและเสียงข้างมากในสภาได้แล้วไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นพรรคไหนหรือเสียงข้างมากจะเป็นพรรคใด ดังนั้น ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้รัฐบาลหลังเลือกตั้ง จะต้องดำเนินการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งผมขอเสนอทางเลือกที่จะทำได้ "ก่อน" เลือกตั้ง เพื่อให้เกิด "ผล" หลังเลือกตั้ง 2 - 3 ทางเลือก ดังนี้
 
ทางเลือกที่หนึ่ง การทำสัญญาประชาคมหรือสัตยาบันพรรคการเมือง : ให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคใหญ่ที่สุดสองพรรคคือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ลงนามทำสัญญาประชาคมหรือสัตยาบันพรรคการเมืองที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยหลังเลือกตั้ง โดยให้มีรูปธรรมที่ชัดเจนที่จะดำเนินการได้ สำหรับข้อสัญญาประชาคมพรรคการเมืองจะมีอะไรบ้าง ก็ให้นำมาจากข้อสรุปของเวทีประชาคมหรือเวทีสาธารณะ ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการอยู่แล้วในขณะนี้ ทำเป็นข้อสัญญาประชาคมให้พรรคการเมืองรับที่จะดำเนินการเมื่อได้รับเลือกตั้งหรือได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่ถ้าเห็นว่าทางนี้ไม่หนักแน่นพอ ก็อาจใช้ทางเลือกที่สอง หรือทางเลือกที่สาม ดังจะได้กล่าวต่อไป
 
ทางเลือกที่สอง การทำประชามติในวันเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 : ในต่างประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา มักจะใช้วันเลือกตั้งในการทำประชามติในเรื่องหนึ่งเรื่องใดควบคู่ไปกับการเลือกตั้ง เนื่องจากประชาชนมาใช้สิทธิเลือกตั้งกันอยู่แล้ว และมีหน่วยเลือกตั้งอยู่แล้วในวันนั้น ในเมื่อเราจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เราจึงน่าจะใช้โอกาสนี้ทำประชามติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165 ในเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย เรื่องสภาประชาชน หรือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สุดแท้แต่ว่าเราจะให้ประชาชนตัดสินในเรื่องใด ซึ่งจะมีผลทำให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องผูกพันให้ดำเนินการตามผลของประชามติ สำหรับประเด็นประชามติจะเป็นเรื่องใดก็อาจจะให้มีเจรจาตกลงกัน หรือมาจากเวทีสาธารณะตามทางเลือกที่หนึ่ง
 
แต่ทางเลือกที่สองนี้ มีปัญหาตรงที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ มาตรา 6 (1) กำหนดให้ต้องมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันนับจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น ถ้าจะใช้ทางเลือกนี้ก็จะต้องมีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยแก้เพียงมาตราเดียวคือ มาตรา 6 (1) ให้การออกเสียงประชามติที่ดำเนินการในวันเลือกตั้งยกเว้นไว้ว่าไม่จำเป็นต้องมีระยะเวลาถึง 90 วัน แต่ปัญหาคือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบไปแล้ว จะแก้ไขกฎหมายได้หรือ? คำตอบคือตามรัฐธรรมนูญมีหนทางที่จะทำได้ ส่วนจะทำอย่างไรเป็นเรื่องรายละเอียดที่ยังไม่ขอกล่าวถึงในชั้นนี้
 
ทางเลือกที่สาม ประชามติแบบไม่เป็นทางการในวันเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 : ถ้าเห็นว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติเป็นเรื่องยุ่งยากเกินไป ก็อาจใช้อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231  (8) ในเรื่อง "การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน" ในการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในวันเลือกตั้ง โดยทำหีบเหมือนกับทำประชามติ ถึงแม้จะไม่ใช่ประชามติในทางกฎหมาย แต่สามารถมีผลได้เท่ากันถ้าพรรคการเมืองให้สัตยาบันที่จะยอมรับผลของการออกเสียงของประชาชน
 
รัฐบาลรักษาการมีเวลาก่อนเลือกตั้งไม่ถึง 2 เดือน เราจึงไม่ควรไปมุ่งเน้นแต่เพียงเรื่องรัฐบาลรักษาการ แต่ควรมุ่งเน้นไปที่รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ส่วนใครจะเป็นรัฐบาลก็เป็นไปตามการตัดสินของประชาชนเจ้าของประเทศ และถ้าหากรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไม่ดำเนินการปฏิรูปประเทศไทย ประชาชนไม่ว่าข้างไหนหรือฝ่ายใดก็จะมาช่วยกันทวงถาม นี่แหละคือ "ประชาธิปไตย" และประเทศไทยก็จะก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งอย่างแน่นอน.
 
ปริญญา เทวานฤมิตรกุล
13 ธันวาคม 2556

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "ระบอบเทือกตั้งเท่านั้น"

Posted: 13 Dec 2013 10:23 AM PST

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "ระบอบเทือกตั้งเท่านั้น"

องค์กรต้านคอร์รัปชั่นเสนอปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง สื่อเตือนสื่อระวัง hate speech

Posted: 13 Dec 2013 10:17 AM PST

12 ธ.ค. 2556  สถาบันออกแบบประเทศไทย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย  ร่วมจัดงานเสวนา "พลังภาคประชาชน-ทางออกประเทศไทย-ประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม" ณ หอประชุมพุทธคยา ชั้น 22 อาคารอัมรินทร์ พลาซ่า

มานะ นิมิตรมงคล ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ที่ผ่านมา การบังคับใช้มาตรการกฎหมายในการสู้กับคอร์รัปชั่นนั้นมีปัญหา เวลามีคนโกงกว่าจะเอาคนผิดมาลงโทษได้นั้นยากเย็นแสนเข็ญ มาตรา 61 ของรัฐธรรมนูญบัญญัติเรื่องการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อแก้ปัญหาการโกงในระดับรากหญ้า ก็ถูกมองข้าม

ผอ.องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ เสนอว่า ไม่ว่าจะจัดการปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยวิธีไหนก็ขอให้ตกลงปฏิรูปกันก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้น หลังเลือกตั้ง นักการเมืองก็จะมองข้ามเรื่องนี้ไป และหลายครั้งมักมีการอ้างการมีส่วนร่วมจากองค์กรเอกชน ยกตัวอย่างเช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม 2 ล้านล้านบาท  อ้างว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นฯ ได้มีส่วนร่วมตรวจสอบแล้ว ทั้งที่จริงๆ ไม่เคยได้เข้าร่วมเลย

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ย้ำว่า ยังต้องมีประชาธิปไตยแบบตัวแทน แต่ต้องไม่มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยเสนอว่า ต้องกระจายอำนาจกลับไปที่ชุมชนท้องถิ่นให้จัดการกันเอง รวมถึงเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การร่างนโยบายพัฒนาประเทศ ตรวจสอบกลไกอำนาจรัฐ ไปจนถึงลงมือด้วยถ้าทำได้ พร้อมย้ำว่า พลังพลเมืองที่จะเฝ้าระวังตรวจสอบเป็นธุระในงานเพื่อสาธารณะ เป็นเรื่องสำคัญ

นพ.อำพล เสนอด้วยว่า ในการปฏิรูปการเมืองนั้น ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องต่างได้ประโยชน์ โดยต่างต้องยอมเสียกันบางส่วน เพราะหากไม่มีฝ่ายไหนยอมเลย ก็จะไปต่อไม่ได้

ด้านจักร์กฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สภาการฯ ถูกเรียกร้องเสมอว่าทำไมไม่แสดงจุดยืน ซึ่งเขาเห็นว่าสื่อแสดงจุดยืนไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้ อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า มีเรื่องที่ต้องอธิบายคือ เรื่องภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนไป โดยขณะที่มีสื่อหลากหลายขึ้นกว่าแต่ก่อน ไม่ได้มีเฉพาะฟรีทีวี 6 ช่องแล้ว โดยยกตัวอย่างในต่างจังหวัดที่คนไม่ดูฟรีทีวี ดูแต่บลูสกาย กับเอเชียอัพเดท ซึ่งมีอิทธิพลมาก และสร้างความรู้สึกสั่งสมในใจ มีการใช้ถ้อยคำซ้ำๆ ทำให้คนรู้สึกว่าต้องแสดงออกทางกายภาพ ซึ่งไม่รู้จะเกิดวันไหน

จักร์กฤษ เสนอว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ อยากให้ประชาชนแยกแยะ ในการเลือกรับสื่อ และเข้าใจธรรมชาติของสื่อด้วย ขณะที่สื่อเองต้องระวังการใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง (hate speech) ที่แม้อาจไม่ส่งผลทันที แต่สามารถสะสมจนเกิดการฆ่ากันเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 6 ต.ค.2519 ด้วย

ประธานสภาการ นสพ. ฝากถึงสื่ออีกว่า สื่อต้องตระหนักว่าสื่อเป็นกลไกสื่อสารสู่ประชาชน จะต้องสร้างสมดุลระหว่างทุกฝ่ายให้เท่าเทียมกัน ให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลครบและรอบด้าน และให้การตัดสินใจเป็นของประชาชนเอง นอกจากนี้ สื่อยังมีบทบาทให้สติกับสังคมด้วยว่าไม่ต้องรีบร้อน เพราะถึงอย่างไรก็คนไทยด้วยกัน เรามีบทเรียนในอดีตที่ไม่มีใครชนะ ยกตัวอย่างอดีตอันใกล้เช่น ปี 2553 ซึ่งเชื่อว่าผู้นำการชุมนุมและผู้ชุมนุมไม่อยากไปถึงจุดนั้น สติจะทำให้บ้านเมืองผ่านเรื่องนี้ไปได้ 

ประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตวันนี้ ไม่มีใครหรือองค์กรใดองค์กรเดียวสามารถกำหนดข้อบังคับได้เลย เพราะวิกฤตนี้ซับซ้อนมากเกินไป และเต็มไปด้วยตัวแปรหรือสิ่งที่คาดเดาด้วยคนหรือกลุ่มเดียวไม่ได้ แม้ว่าจะมีชุดความคิดมากแค่ไหนก็ตาม สิ่งที่จะทำได้มีแต่ต้องหาทางสร้างความร่วมมือกับตัวแปรต่างๆ ในการไปสู่การปฏิรูปประเทศ

ทั้งนี้ นายกสมาคมนักข่าวฯ ย้ำว่า เชื่อมั่นในการเลือกตั้งและพยายามให้มีการเจรจาของแต่ละฝ่ายเพื่อกำหนดเงื่อนไขก่อนยุบสภา เช่น แก้รัฐธรรมนูญให้มีสภาปฏิรูปประเทศก่อน แล้วค่อยยุบสภา แต่กระบวนการดังกล่าวนั้นทำไม่ได้เพราะขณะนั้นต่างฝ่ายต่างก็คิดว่าจะชนะ พอนายกฯยุบสภาแล้ว จึงไม่มีเงื่อนไขเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ยังเรียกร้องว่าควรปฏิรูปประเทศก่อน

สำหรับการมีส่วนร่วมของสื่อนั้นมองว่า พื้นที่สื่อที่ทำหน้าที่เพื่อสาธารณะลดลง โดยหลังปี 40 ธุรกิจสื่อเข้าครอบงำกองบรรณาธิการมากขึ้น จนเรื่องสาธารณะหายไปจากสื่อ อยากส่งเสียงไปยัง กสทช.และผู้ประกอบการธุรกิจสื่อให้วางบทบาทของตัวเองให้ดี ขณะที่ฝากถึงพลเมืองว่าต้องลุกมาเป่านกหวีดต่อไป และเข้าไปมีส่วนร่วมกับกระบวนการปฏิรูปอย่างจริงจังรวมถึงอย่ายอมรับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

กรณีการบุกรุกสื่อโทรทัศน์นั้น องค์กรวิชาชีพไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะที่ไปบุกสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่เป็นสื่อสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ได้ออกแถลงการณ์ท้วงติงเพื่อนร่วมวิชาชีพเช่นกันที่ในสถานการณ์ประเทศวิกฤตแต่ยังกลับใช้ผังรายการปกติ และขอให้เพิ่มพื้นที่รับข้อมูลข่าวสารให้ประชาชน นอกจากนี้ วันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อ 4 องค์กรจะประชุมกัน โดยจะขอความร่วมมือจากสื่อในการเพิ่มพื้นที่ให้กับการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การต่อสู้ทางการเมืองเชิงสร้างสรรค์

Posted: 13 Dec 2013 10:08 AM PST

การต่อสู้ทางการเมืองเชิงสร้างสรรค์ คือ สิ่งที่เราอาจจะหลงลืมกันไปนาน

ขอแนะนำวิธีการต่อสู้ทางการเมืองเชิงสร้างสรรค์ของชาวคาตาลันในเขตปกครองตนเองของสเปนให้ลองไปคิดเล่นๆ ดู เพราะเป้าหมายของที่นี่โหดมากสำหรับคนไทย คือ

"แบ่งแยกดินแดน" และ "ตั้งประเทศใหม่" แล้วเข้าไปเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

แม้เป้าหมายจะดูรุนแรง แต่ "วิธีการ" ต่อสู้นั้นกลับสวนทางเป็นอย่างมาก

ยุทธศาสตร์ คือ แยกดินแดนและทำให้คนทั่วโลกรู้ว่าเขามี "ตัวตน" และ "มีความเป็นตัวเอง" นั่นคือ ยึดพื้นที่สื่อก่อนแล้วค่อยนำไปสู่การยึดพื้นที่จริงที่เป็นดินแดน

ยุทธวิธีจึงอยู่ในการแข่งขันกับสเปนในทุกรูปแบบที่ไม่เน้นความรุนแรง ดังนั้นการ "สร้างสรรค์" จึงเป็นแนวทางหลัก

หากพูดถึงชื่อ บาร์เซโลน่า คนทั่วโลกคงทราบดีว่านี่คือชื่อ สโมสรกีฬาที่ยิ่งใหญ่ข่มอีกสโมสรของสเปนอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่ผลการแข่งแต่ด้วย "ลีลา" และ "ความสร้างสรรค์" ที่นำเสนอต่อชาวโลก

เพื่อสะท้อนความเป็นศิลปินที่ "ชนะไม่พอต้องสวยงามด้วย" และทุกครั้งที่ชนะทีมจากเมืองหลวงได้ กระแสแคว้นนิยมจะพุ่งสูงมาก (ฟุตบอล คือ สงครามศาสนาและชนชั้นในสังคมทุนนิยมโลกาภิวัฒน์)

 

 

งานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เรียงรายให้เห็นแทบทุกมุมถนนก็เป็นอีกตัวอย่างสำคัญ วิหารเกาดี้ ที่มีโครงการสร้างต่อเนื่องกว่าจะเสร็จก็ปี 2025 ก็พอเข้าใจว่าเป็นการ "สร้างศูนย์รวมจิตใจ" ด้านวัฒนธรรมขั้นสุด

นี่ยังไม่รวมร้านรวงที่ตกแต่งอย่างพิถีพิถัน อาหารปรุงแต่งอย่างสวยงาม (ขนาดร้านอาหารไทย Bangkok Cafe ก็ยังได้รับอิทธิพลทางความงดงาม จนผมจัดให้เป็นร้านอาหารไทยที่ชิคที่สุดในต่างแดนที่เคยไปเยี่ยมเยียนมา)

"ความงาม" มีความสำคัญมากในระบบทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ เนื่องจากนำไป "ขาย" กลายเป็นความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงทางการเมืองได้อีกด้วย

การเล่นการเมืองแบบทำลายล้างนั้นใช้แนวทางแบบการโต้คารม คือ ก่อปราสาททรายแข่งกัน ถ้าจะชนะ ต้องคอยเอาเท้าไปเตะปราสาทอีกฝ่ายด้วย ไม่งั้นเราก่อสู้ไม่ได้ แต่ถ้าเอามาใช้ในสังคมจริง คงเห็นกันอยู่ว่า "เละ" ขนาดไหน

ข้อสรุป คือ การเมืองจะ "สร้างสรรค์" หรือ "ทำลายล้าง" ก็อยู่ที่ผู้ซื้ออย่างเราๆ ท่านๆ ที่มีกัน 1 คะแนน/เสียง เท่าๆกันนี่ล่ะครับ

ข้อเสนอ คือ หากเราต้องการ "การเมืองสร้างสรรค์" ต้องสนับสนุนขบวนการทางการเมือง หรือ พรรคการเมือง ที่เสนอนโยบายมาแข่งกันครับ แต่ถ้ายังชอบการเชือดเฉือนคารมแบบโต้คารมมัธยมศึกษา ก็ว่ากันไปครับ



ป.ล.หวังว่าวันที่ 17 ธันวาคม พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอ นวัตกรรมทางการเมืองเชิงสร้างสรรค์ ดังที่คุณอลงกรณ์ พลบุตร ประกาศไว้ เพราะถ้าพรรคต่างๆ เริ่มแข่งขัน อีกฟากก็ต้องพัฒนา รวมไปถึงพรรคกลางพรรคเล็กก็ต้องปรับตัวแน่ๆ แต่ขอล่ะ แทงให้ทะลุ "ประชานิยม" ที่ด่าอีกพรรคไว้ด้วยนะครับ
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักวิชาการ สปป. จะไม่เข้าร่วมเวทีปฏิรูปที่กองทัพจัด พร้อมแนะให้ยุติบทบาทการเมือง

Posted: 13 Dec 2013 09:40 AM PST

"สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย" ยืนยันไม่ส่งตัวแทนร่วมเวทีปฏิรูปที่กองทัพจัด ย้ำไม่ใช่งานของกองทัพ พร้อมแนะภารกิจเร่งด่วนที่ผู้นำกองทัพต้องทำคือยุติบทบาทการเมือง ไม่แทรกแซงการเมือง ไม่ทำรัฐประหาร

14 ธ.ค. 2556  ตามที่ในวันที่ 14 ธ.ค. นี้กองทัพไทยจะจัดเวทีสาธารณะที่ห้องประชุม ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อสันติภาพ กองบัญชาการกองทัพไทย ถนนแจ้งวัฒนะ โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 14.15 น. ถึง 17.00 น. น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน หารือ ข้อคิดเห็น เพื่อนำมาสู่ความสงบสุขและผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยมีการเชิญสุเทพ เทือกสุบรรณ และแกนนำ กปปส. รวมทั้งหน่วยงาน องค์กรต่างๆ มาร่วมหารือนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ล่าสุดเพจ "สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย" หรือ สปป. ได้โพสต์สเตตัสเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. ระบุว่า "สปป.และนิติราษฎร์ไม่ร่วมงานเสวนาของกองทัพ" โดยมีรายละเอียดดังนี้

"จากกรณีที่มีรายงานข่าวว่า นักวิชาการจากสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) และคณะนิติราษฎร์ จะเข้าร่วมการเสวนาระหว่างฝ่ายต่างๆ ที่จัดขึ้นโดยกองทัพ ในวันเสาร์ที่ 14 ธ.ค.นี้ สปป.และคณะนิติราษฎร์ขอชี้แจงว่า เราจะไม่ส่งตัวแทนเข้าร่วมในการเสวนาดังกล่าว ด้วยเหตุผลว่า นี่ไม่ใช่ภารกิจของกองทัพ กองทัพเป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งในระบบราชการที่ต้องปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาที่ขึ้นตรงกับรัฐมนตรีกลาโหม และนายกรัฐมนตรี จึงไม่สมควรเข้ามามีบทบาททางการเมืองใดๆ

ในทางตรงกันข้าม เราเห็นว่านับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2549 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุกาณ์การสลายการชุมนุมในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 กองทัพคือคู่กรณีในความขัดแย้งมาโดยตลอด และในขณะนี้ ยังมีความพยายามของกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่เรียกร้องให้กองทัพเข้าแทรกแซงทางการเมือง ทั้งในฐานะเจ้าภาพการเจรจาไปจนถึงก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

สปป.และคณะนิติราษฎร์จึงเห็นว่า ภารกิจเร่งด่วนที่ผู้นำกองทัพจักต้องกระทำในขณะนี้คือ ยุติบทบาททางการเมือง และประกาศอย่างหนักแน่นว่ากองทัพจะไม่แทรกแซงทางการเมืองด้วยวิธีการใดๆ อีก รวมทั้งจะไม่ทำรัฐประหารอย่างเด็ดขาด และด้วยจุดยืนดังกล่าวเท่านั้น ที่จะทำให้ประชาธิปไตย สิทธิ และเสรีภาพของประชาชนได้การเคารพ และป้องกันไม่ให้สังคมไทยเดินหน้าไปสู่การนองเลือดดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว จึงเรียนมาให้ทุกท่านได้ทราบโดยถ้วนหน้ากัน"

สำหรับเวทีสาธารณะที่จัดโดยกองทัพดังกล่าว พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม ระบุว่าจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง 5 และ TNN 24 และปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้นำเหล่าทัพจะเป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น จะไม่มีการเสนอแนวคิดใดๆ นั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ขณะที่สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ระบุว่าจะไปเข้าร่วมเวทีดังกล่าว เพื่อชี้แจงจุดมุ่งหมายของ กปปส. และให้ผู้นำเหล่าทัพซักถาม ถือว่าเป็นการสื่อสารสองทาง และจะไม่บังคับการตัดสินใจของผู้นำเหล่าทัพ และเมื่อพูดจบก็จะเดินทางกลับเพราะไม่ต้องการทะเลาะกับคนอื่น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

นอกจากนี้ กปปส. เองจะจัดเวทีปฏิรูปการเมืองที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 14 ธ.ค. เริ่มตั้งแต่เวลา 9.30 น.  - 16.00 น. ขณะที่รัฐบาลจะจัดเวทีปฏิรูปดารเมืองในวันที่ 15 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ลดภาษีเงินได้มีผลบังคับใช้ปีนี้ เผยยุบสภาฯทำ กฏหมายภาษีตก 10 ฉบับ

Posted: 13 Dec 2013 08:19 AM PST

สรรพากรเผย พ.ร.ฎ.ปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีผลบังคับใช้ในปีนี้ ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีได้ในต้นปีหน้า ระบุผลการยุบสภาฯ ทำกฏหมายภาษีของกรมสรรพากรต้องตกไปกว่า 10 ฉบับ

13 ธ.ค.2556 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงานว่า นายสุทธิชัย สังขมณี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฎีกาปรับลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คาดว่าจะสามารถประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาได้ในสัปดาห์หน้า ทำให้มีผลบังคับใช้ในปีภาษี 2556 เพื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีได้ในต้นปี 2557 โดยผู้มีรายได้ไม่เกิน 20,000 บาท/เดือน ไม่ต้องเสียภาษี

สำหรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาใหม่คำนวณเงินได้สุทธิจาก 5 ขั้นอัตรา เป็น 7 ขั้นอัตรา และลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากอัตราสูงสุดร้อยละ 37 เหลือ 35 ทำให้ผู้เสียภาษีเสียภาษีลดลงร้อยละ 5-50 โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีรายได้น้อย มีภาระภาษีลดลงถึงร้อยละ 50

นายสุทธิชัย กล่าวยอมรับว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาฯ ทำให้กฎหมายภาษีของกรมสรรพากรต้องตกไปกว่า 10 ฉบับ เช่น ภาษีเงินได้ของคณะบุคคล ภาษีปรับโครงสร้างหนี้ เมื่อรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารจึงค่อยเสนอเข้ามาอีกครั้ง และจากปัญหาการชุมนุมทางการเมือง ทำให้การบริโภคและการท่องเที่ยวชะลอตัวลงไปมาก ส่งผลต่อยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มลดลงไปมาก แต่เมื่อดูภาพรวมทั้งปีแล้วยังคงเป้าหมายจัดเก็บภาษีไว้ในกรอบ 1.89 ล้านล้านบาท

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กกต. ชุดใหม่ แล้ว

Posted: 13 Dec 2013 08:13 AM PST

13 ธ.ค.2556 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการสำนักงาน กกต. ได้รับการประสานจากเลขาธิการวุฒิสภาถึงกรณีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กกต.ชุดใหม่ แล้ว และวันจันทร์ที่ 16 ธ.ค. สำนักงาน กกต. จะจัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการแก่ กกต.ชุดใหม่ จากนั้น จะเป็นพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน  มีข้าราชการและพนักงาน กกต.ทั้งหมด เข้าร่วมถวายสัตย์ด้วย ที่ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงาน กกต. เวลา 13.00 น. จากนั้น  กกต.ชุดใหม่จะเป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง ที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. 57

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันนี้ (13 ธ.ค.) เมื่อสำนักงาน กกต.ทราบว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กกต.ชุดใหม่ แล้ว บรรดาพนักงาน ข้าราชการก็ได้ทยอยเข้าอำลา กกต.ชุดปัจจุบัน แต่สำนักงาน กกต.ไม่ได้มีการจัดเลี้ยงอำลาแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นความประสงค์ของ กกต. ที่ต้องการพ้นจากวาระตามปกติ

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ญาติเผยชายสติไม่ดีกลับบ้านแล้ว หลังถูกสุเทพกักตัวอ้างเป็นเขมรเตรียมเผาม็อบ

Posted: 13 Dec 2013 07:51 AM PST

13 ธ.ค.2556 หลังจากนายสมภพ ขันทอง อายุ 36 ปีถูกการ์ด กปปส. ที่ราชดำเนินจับกุมตัวและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. โพสต์ลงเฟซบุ๊กแฟนเพจของตนเองว่านายสมภพเป็นชาวกัมพูชาจะเข้ามาก่อเหตุเผาที่ชุมนุมของกลุ่มตนเองในวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมานางระพิน ขันทอง น้าสาวของนายสมภพ เข้าแจ้งความกับกองปราบกล่าวหานายสุเทพ เลขา กปปส. ในข้อหากังขังหน่วงเหนี่ยว และวันที่ 8 ธ.ค. นางระพิน ได้เดินทางยื่นหนังสือกับ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก ศอ.รส. เพื่อขอความช่วยเหลือเพื่อให้เจ้าหน้าที่นำตัวหลานชายตนเองที่มีปัญหาทางด้านสมองออกมาจากที่ชุมนุมของกลุ่ม กปปส.

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังนางระพินเพื่อสอบถามความคืบหน้าในการติดตามตัวนายสมภพ นางระพินกล่าวว่า ญาติๆ ที่บ้านยืนยันว่านายสมภพกลับมาแล้วในขณะที่เธอออกไปทำงาน แต่ก็หายออกจากบ้านไปอีก เพราะปกติเขามักจะหายออกไปจากบ้านบ่อยครั้ง และชอบไปตามงานที่มีการแจกอาหารให้รับประทานฟรี

จากการตรวจสอบเฟซบุ๊กแฟนเพจของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ พบว่ายังไม่มีการลบหรือแก้ไขโพสต์ที่ระบุว่านายสมภพ เป็นชาวกัมพูชาที่เตรียมการก่อเหตุเผาที่ชุมนุมแต่อย่างใด โดยยังคงมีจำนวนยอดกดไลค์กว่า 85,000 ไลค์ และแชร์ไปกว่า 18,000 ครั้ง

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุเทพยืนยัน กปปส. ไม่ร่วมเลือกตั้ง 2 ก.พ. ย้ำต้องปฏิรูปก่อน-เลือกตั้งทีหลัง

Posted: 13 Dec 2013 07:04 AM PST

สุเทพ เทือกสุบรรณ ยันไม่ส่งตัวแทนร่วมเวทีปฏิรูปฝั่งรัฐบาลเพราะมีธงว่าต้องเลือกตั้ง - ส่วนเวทีของกองทัพเมื่อไปพูดจบแล้วจะเดินทางกลับ ย้ำไม่ร่วมกระบวนการเลือกตั้งเด็ดขาด-หากปฏิรูปไม่เรียบร้อย ชี้ประชาธิปไตยบริสุทธิ์-สมบูรณ์ ต้องปฏิรูปการเลือกตั้งและพรรคการเมือง พร้อมชวนทุกฝ่ายและ นปช. ร่วมเวทีปฏิรูป กปปส. ที่ มธ. เสาร์นี้

การปราศรัยของสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2556 (ที่มา: Blue Sky Channel)

 

สุเทพย้ำไม่สนเวทีปฏิรูปรัฐบาล ส่วนเวทีของกองทัพจะไปชี้แจง พูดจบแล้วก็จะเดินทางกลับ

13 ธ.ค. 2556 - เมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. สุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ กปปส. ได้ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยกล่าวว่า ฝ่ายยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ประชาชนสับสนมากขึ้น อ้างว่าต้องการปฏิรูปประเทศเหมือน กปปส. แต่ขอไปเลือกตั้งก่อน แล้วค่อยปฏิรูปทีหลัง แต่เตรียมการจัดประชุมให้ฝ่ายที่เขาเกณฑ์ไว้แล้ว มาแสดงความคิดความเห็นให้สอดคล้องไปในแนวทางที่คุณยิ่งลักษณ์ต้องการ คือทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องเลือกตั้งก่อน แล้วค่อยปฏิรูป

สุเทพกล่าวว่า ได้มีผู้หลักผู้ใหญ่โทรศัพท์มาบอกผมว่า อย่าไปเลย ไปก็ไปรับรองความชอบธรรมของเขาเปล่าๆ ผมเลยตัดสินใจว่าวันที่ 15 ธ.ค. ที่รัฐบาลจะจัดพูดคุยเรื่องปฏิรูปการเมืองในทัศนะรัฐบาลนั้น "กปปส. จะไม่ส่งใครไปร่วมแล้วโดยเด็ดขาด เพราะไม่ต้องการเป็นเครื่องมือตัวประกอบ เพราะรู้แล้วว่าไม่ว่าจะพูดยังไง บทสรุปคือเลือกตั้งก่อน แล้วปฏิรูป เพราะฉะนั้นรู้แบบนี้ไม่ไปดีกว่า เปลืองเวลา"

ส่วนการไปร่วมเวทีเรื่องการปฏิรูปที่กองทัพจะจัดในวันที่ 14 ธ.ค. นั้น สุเทพชี้แจงว่า กปปส. จะไปเพื่อชี้แจงจุดมุ่งหมายของ กปปส. "ให้ผู้นำเหล่าทัพซักถาม ถือว่าเป็นการสื่อสารสองทาง ท่านเข้าใจแล้วจะตัดสินใจอย่างไรจะไม่บีบบังคับอะไร"

อย่างไรก็ตาม สุเทพกล่าวว่า มีข่าวมาว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร. ไม่ไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้บอกว่าจะไป และมีการซ้อมเพื่อชิงตัวแกนนำ ทำให้ผู้ชุมนุมบางส่วนอยากตามไปด้วย สุเทพกล่าวว่า ถ้ามีการบุกจับ ก็ให้จับไป จับไปแล้วก็จะเป็นการเรียกแขก โดยสุเทพได้ขอให้ผู้ชุมนุมรอฟังผลการร่วมประชุมอยู่ในที่ชุมนุม ไม่ต้องตามไปด้วย

ทั้งนี้ในการไปพบกับ ผบ.สส. นั้น สุเทพระบุว่า "จะกราบเรียน ผบ.สส. เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่า ตั้งใจจะไปพบ แล้วได้บอกเล่าให้เข้าใจว่ามวลมหาประชาชนทั่วประเทศที่ลุกฮือครั้งนี้ มีเจตจำนงร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์มีพระมหากษัติรย์เป็นประมุข ต้องการให้มีการปฏิรูปการเมืองก่อนการเลือกตั้งทั่วไป แล้วจะอธิบายเหตุผล หากกองทัพไทยจะจัดเวทีให้มีฝ่ายอื่นด้วยนั้นเป็นส่วนของทางกองทัพไทยจัด ส่วนผมพูดจบก็จะลุกขึ้นกลับ จะไม่โต้ตอบกับคนอื่น เพราะไม่ต้องการไปตอบโต้ ไม่ต้องการไปทะเลาะกับใคร"

 

โต้โฆษกกระทรวงกลาโหม ยืนยัน ปปส. ไม่แอบอ้างสถาบันกษัตริย์

สุเทพกล่าวถึง พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษกกระทรวงกลาโหมว่า ที่ท่านระบุว่ามีกลุ่มบุคคลจะดึงสถาบันมาเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ผมไม่ทราบว่าโฆษกกระทรวงกลาโหมหมายถึงใคร แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคือยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งคงไม่ด่าพวกเดียวกัน ดังนั้นแต่เป้าหมายคงมาที่พวกเรา ถ้าเข้าใจผิดก็ขอโทษด้วย แต่เรียนว่าถ้าโฆษกกระทรวงกลาโหมมาตั้งข้อกล่าวหาว่าพวกเราแอบอ้างสถาบัน หรือดึงเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับการเมือง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ขอเรียนว่าท่านโฆษกเข้าใจผิดแล้ว พวกเราไม่มีพฤติกรรมอย่างนั้น เราเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และจงรักภักดี และไม่ต้องการให้ไอ้อีตนไหนดึงสถาบันลงมาเด็ดขาด นี่คือหัวใจของเรา

สุเทพกล่าวโจมตี นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมด้วยว่า ในทางกลับกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเคารพปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ปฏิบัติตาม

 

โต้นักวิชาการที่ออกช่องไทยบีเอสว่า กปปส. ก็คือประชาชนผู้มีสิทธิชอบธรรมปกป้องบ้านเมือง

สุเทพ กล่าวด้วยว่าวันนี้เปิดช่องไทยพีบีเอส และกล่าวว่า "เปิดไทยพีบีเอสที่เขาบอกว่าเป็นกลาง แต่ผมโชคร้ายเปิดไปเจอช่วงกลางกระบาลพวกเราครับ เขาเชิญคนสองคนมาตีลงกลางกระบาลประชาชนเต็มเหนี่ยว ก็แล้วแต่ไทยพีบีเอส แต่ผมอยากเรียนพี่น้องว่าวันนี้ที่ไปออกรายการนั้น สองคนถล่มเราเต็มที่ คนหนึ่งก็ดุด่าว่ากล่าวทำตัวเป็นครูอาจารย์สอนพวกเรา ว่าพวกเราทำตัวไม่ถูกต้อง รัฐบาลยุบสภาแล้ว ทำไมไม่กลับไปเลือกตั้ง ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย ยังตั้งคำถามว่าอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นใคร มีสิทธิอะไรจะไปเที่ยวพบผู้นำองค์กรเอกชน ผู้นำเหล่าทัพ"

"ผมก็ขออนุญาตตอบตรงนี้เพราะไม่ได้ออกทีวีกับเขา ท่านอาจารย์ที่เคารพที่ท่านถามว่าพวกเราเป็นใคร ผมขออนุญาตตอบว่า พวกเราเป็นประชาชน มวลมหาประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย มีสิทธิโดยชอบธรรม มีหน้าที่โดยชอบธรรมปกปักรักษาบ้านเมือง เมื่อเห็นว่ารัฐบาลทรราชย์ทำผิด บ้านเมืองเสียหาย ประชาชนจึงลุกขึ้นขับไล่รัฐบาลทรราชย์ จำใส่กบาลด้วยครับอาจารย์ อาจารย์ไปเปิดตำราก็ได้ ไม่ว่าจะเรียนจากประเทศไหน รัฐบาลที่เป็นทรราชย์ ประชาชนมีสิทธิลุกขึ้น โค่นล้มรัฐบาล"

และที่ กปปส. ต้องไปพบภาคเอกชน และ ผบ.เหล่าทัพนั้น สุเทพกล่าวว่า ไม่ได้ไปชวนเขาทะเลาะ ไม่ได้คิดไปอวดว่าเก่งกว่าเขา แล้วไปชี้หน้าด่ากราด แต่ตั้งใจไปชี้แจงว่าในหัวใจเรา เราต้องการทำอะไรนี่คือวัตถุประสงค์ที่เราไปพบผู้คนทั้งหลาย

 

ย้ำจะไม่ร่วมกระบวนการเลือกตั้งเด็ดขาด หากปฏิรูปไม่เรียบร้อย

สุเทพกล่าวถึงท่าทีการเลือกตั้งด้วยว่า "ไหนๆ จะพูดเรื่องที่จะไปเลือกตั้ง หรือไม่ไปเลือกตั้ง ขอประกาศชัดเจนว่า เราเหล่ามวลมหาประชาชน ที่ได้ลุกขึ้นต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ไม่ไปร่วมกระบวนการเลือกตั้งกับเขาคราวนี้เด็ดขาด เราต้องการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปประเทศไทย ให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงไปเลือกตั้งกับเขา"

"เพราะประชาชนอย่างเรา เห็นชัดเจนแล้ว ว่าถ้าไปเลือกตั้งกับเขาอีกภายใต้กฎเกณฑ์กติกาเดิม คณะกรรมการการเลือกตั้งเดิม กลไกตำรวจเหมือนเดิม ผลจะเหมือนเดิม คนโกง คนซื้อเสียง จะเข้าไปนั่งในสภา คนชั่วจะสุมหัวโกงชาติ กินเมือง ประเทศจะทรุดโทรมไปอีก และเราต้องเจ็บปวดกันอีก เราไม่ต้องการเข้าไปสู่วัฏจักรนั้นอีกแล้ว เราต้องการแก้ไข ให้มีกฎเกณฑ์ กติกา ที่ป้องกันไม่ให้มีการเลือกตั้ง ไม่ให้สมคบกันหลอกลวงประชาชน และซื้อเสียง ต้องการให้การเลือกตั้ง แข่งขันด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนทั้งประเทศว่าต้องการใครเป็นผู้แทน และต้องการให้ใครเป็นรัฐบาล"

"นี่เป็นเหตุผลว่าเราจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือใครแล้ว ยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ถ้าหลับปลุกขึ้นจะตอบว่า ต้องปฏิรูปประเทศไทย ก่อนจัดเลือกตั้งทั่วไป มิเช่นนั้น ไม่ต้องมาคุยกัน"

 

ต้องปฏิรูปเพื่อให้มีประชาธิปไตยบริสุทธิ์ ต้องแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง และปฏิรูปพรรคการเมือง

สุเทพกล่าวด้วยว่า "มีการกล่าวหาว่าเราไม่เคารพประชาธิปไตย ไม่ปฏิบัติตามหลักประชาธิปไตย ขอยืนยันว่าเราทำแบบนี้เพื่อให้ประชาธิปไตยบริสุทธิ์ ประชาธิปไตยสมบูรณ์ เราทนไม่ไหวกับรัฐบาลประชาธิปไตยจอมปลอม รัฐบาลหุ่น เราทนไม่ไหวแล้ว"

"ถ้าจะให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ แสดงออกถึงความต้องการประชาชน เลือกคนดีไปทำหน้าที่แทนตัวเองจริงๆ มันมีเรื่องต้องแก้ไขหลายเรื่องก่อนจัดเลือกตั้งแบบนั้น ข้อหนึ่งต้องแก้กฎหมายเลือกตั้ง อุดช่องโหว่ให้ได้ ว่าการซื้อสิทธิ ขายเสียง ทั้งคนซื้อ คนขาย ผิดกฎหมายทั้งนั้น โดยเฉพาะนักการเมืองที่ไปซื้อเสียง ต้องเจอบทบัญญัติทางกฎหมายว่านอกจากตัดสิทธิทางการเมืองแล้ว ต้องให้ติดคุกด้วยจึงจะเข็ดหลาบ แต่นี่อะไรครับ หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค ร่วมขบวนการซื้อเสียง พอศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ออกมาโวยวายว่าถูกข่มเหง ก็มึงโกงจริงๆ เมื่อก่อนชื่อไทยรักไทย โกงเลือกตั้ง เอาเลือกตั้งเป็นพิธีกรรมเข้าสู่อำนาจ ไม่คำนึงวิธีการที่ใช้ คดีสู้มา 11 เดือน ผิดจริงเขาเลยยุบพรรคไทยรักไทย ยุบแล้วไม่สำนึก โกงอีก เขาเลยยุบอีก นี่มันไม่เลิก คนพวกนี้อยู่ในสายเลือดแล้ว ไปเลือกตั้งคราวนี้ก็ทุจริตอีก อยู่ในสภาอีก เป็นสภาทาส ขี้ข้าระบอบทักษิณเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นต้องแก้กฎหมาย"

นอกจากนี้สุเทพเสนอด้วยว่า ต้องมีการปฏิรูปพรรคการเมือง โดยกล่าวว่า "พรรคการเมืองก็ต้องปฏิรูป ที่พูดได้แบบนี้เพราะลาออกแล้ว ถ้าเราปฏิรูปได้สำเร็จ ต้องมีกฎหมายพรรคการเมืองที่เข้มแข็งกว่านี้ ไม่ให้คนๆ เดียวอ้างว่าเป็นทุกอย่างของพรรค ชี้คนในพรรคให้ทำการทุกอย่าง ไม่ให้เหมือนที่ทักษิณทำได้กับพรรคการเมืองทุกวันนี้จนกลายเป็นเผด็จการรัฐสภา"

"และต้องมีการหยั่งเสียงจากประชาชน หรือสมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งนั้นๆ เลือกให้มีการแข่งขันกัน เป็นการเลือกตั้งขั้นต้น ไม่ใช่หัวหน้าพรรคชอบไอ้ตู่ ไอ้เต้น ก็เอาลง แบบนี้ก็เสร็จสิครับ ต้องแก้กฎหมายการเงินของพรรค ไม่ให้เศรษฐีซื้อได้ทุกอย่าง"

เราต้องปฏิรูปให้ได้เสียก่อน แต่เขายื้อเวลา ให้เราหมดแรง แต่เขาประเมินเราผิดแล้ว เราเป็นพวกแรงไม่หมด ขนาดอายุ 64 เดินมาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. เดินมา 20 กิโลเมตร สบายไม่มีอะไรเลย นอกจากนี้สุเทพ ชี้แจงด้วยว่าในการพบปะสื่อมวลชนวันนี้ สื่อมวลชนได้เข้าใจการต่อสู้ของ กปปส. แล้ว

 

ชวนทุกฝ่ายรวมทั้งเสื้อแดงร่วมเวทีปฏิรูปของ กปปส. ที่ ม.ธรรมศาสตร์เสาร์นี้

ในช่วงท้าย สุเทพ ชี้แจงกิจกรรมเวทีปฏิรูปการเมืองของ กปปส. ว่าจะจัดที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันที่ 14 ธ.ค. เริ่มตั้งแต่เวลา 9.30 น. สุเทพกล่าวว่า จะมีประชาชนทุกภูมิภาคในประเทศไทยมาฟังเรื่องนี้ "พี่น้องว่างๆ ตื่นเช้าๆ ไปได้ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีเจตนาที่จะปฏิรูปประเทศไทย ทำให้เสร็จก่อนเลือกตั้งทั่วไป หากเขาไม่เข้าใจจะให้เขาซักถาม และรับฟังความเห็นพี่น้องประชาชนสาขาต่างๆ ที่ไปร่วมที่ธรรมศาสตร์ นี่เรียกว่าเราเปิดใจกว้างรับฟังทุกฝ่าย และคาดหวังว่าที่หอประชุมใหญ่จะมีมวลชนคนเสื้อแดงที่เป็นพี่น้องประชาชนรากหญ้าจะมาร่วมกับเราที่ธรรมศาสตร์บ้าง แต่ไม่ต้อนรับ 'ณัฐวุฒิ - จตุพร - วีระ' นี่ประกาศไว้ก่อน"

"เราจะไม่ยอมเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เดินหน้าสุดกำลัง และคณะกรรมการ กปปส. เราจะไปอธิบายคนกลุ่มต่างๆ ให้เขามาเข้าใจกับเรา พี่น้อง 5 ล้านคนที่ลุกขึ้นมาก็เช่นเดียวกัน ที่มาชุมนุมเมื่อ 9 ธ.ค. อย่าท้อนะครับใครจะว่าอย่างไรก็อธิบายชี้แจงว่าเราไม่ยอมแล้ว เราทนมามากแล้วไม่ทนต่อไปแล้ว ที่เขาบอกว่ายิ่งลักษณ์เป็นรัฐบาล ขอให้ชี้แจงว่า คุณยิ่งลักษณ์นี่เป็นผีของรัฐบาล เพราะรัฐบาลตายไปแล้ว เพราะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และตายซ้ำเมื่อประชาชนเขาลุกขึ้นมา ที่เห็นนั้นเป็นผี ผี ผี และเราจะหาหมอผีเรียกลงหม้อ เอาไปลอยแม่น้ำเจ้าพระยาออกทะเลไป จะดื้อด้านขนาดไหนให้รู้ไป"

"พี่น้องเราต้องขยันสักหน่อย เชิญชวนประชาชนคนไทยอื่นๆ ให้ตื่นรู้ ให้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับเรา เพราะการต่อสู้ของพลเมืองดีไม่มีอาวุธต้องการการสนับสนุนของประชาชนมากมายมหาศาล และเราจะไม่ลดละความพยายาม เดิมที่เรากังวลว่าสื่อไม่เข้าใจ ไม่เสนออย่างตรงไปตรงมา ขอเรียนว่าสื่อเข้าใจดีแล้ว เหลือว่าจะเสนอข่าวอย่างไรเท่านั้น ในส่วนของข้าราชการ ผมเรียนพี่น้องว่า ข้าราชการส่วนใหญ่วันนี้ใจอยู่กับประชาชน เหลือแต่คนใหญ่ๆ โตๆ ที่ได้รับการเลื่อนยศเพราะรัฐบาลนี้ เพราะทักษิณเป่ากระหม่อมมา นั่นยังหนาอยู่ ซึ่งเราจะพยายามขูดกันต่อไป"

สุเทพเตือนเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ถ้าอยากจับเขาไม่ต้องไปซ้อมแผนจับกุม หรือซ้อมโรยตัวจากเฮลิคอปเตอร์ แต่ให้มาจับ ณ ที่ชุมนุมได้เลย "ไม่ต้องลำบาก เดินมาเลย มาจับตรงนี้ ผมบอกคุณอดุลย์ แสงสิงห์แก้ว เป็นตำรวจที่ดี ผมโทรศัพท์ไปก็บอกว่าอยากพบกับผมที่ ผบ.เหล่าทัพ มาวันนี้คุณบอกไปพบไม่ได้เพราะมีหมายจับ อะไรกันนักกันหนา ทีไปพบกับทักษิณ นั่นยิ่งกว่าหมายจับ เป็นนักโทษหนีคุก เอาเถอะจะแก้ตัวอย่างไรก็เรื่องของคุณ ผมขอบอกว่าผมประกาศแล้วว่าไม่หนี อยู่ที่นี่ อยู่ประเทศไทย ออกมาเถอะกี่ใบ ผมมอบตัวแน่นอนให้ผมเสร็จธุระขจัดระบอบทักษิณเสียก่อน แล้วจะไปมอบตัว"

เลขาธิการ กปปส. ทิ้งท้ายด้วยว่า เมื่อการต่อสู้ยืดเยื้อ กปปส. จึงจำเป็นต้องจัดองค์กรต่อสู้ของเราให้กระชับขึ้น ขอกราบเรียนว่าทุกเครือข่ายในแต่ละจังหวัด ให้รวมกันเป็น กปปส. จังหวัดนั้นๆ จะได้นัดหมาย ประสานงาน ในการรวมพลังต่อสู้กับระบอบทักษิณให้เข้มข้นแข็งแรงขึ้น ได้รับแจ้งจากนครราชสีมา ว่าเขาตั้ง กปปส. นครราชสีมาแล้ว โดยมีคณะกรรมการ 5 คน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ออกหมายจับ 112 หนุ่มในคลิปปราศรัย ตร.เตือนห้ามแชร์ต่อ

Posted: 13 Dec 2013 04:52 AM PST

โฆษกสตช.โพสต์หมายจับหนุ่ม 22 ปีปราศรัยเข้าข่ายหมิ่น แชร์ต่อว่อนเฟซบุ๊กเกือบแสน ก่อนหน้านี้โดนล่าแม่มด ขู่ "เตรียมย้ายบ้านหนีได้เลย"

13 ธ.ค.2556 เมื่อเวลา 18.55 น. เฟซบุ๊กแฟนเพจทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเผยแพร่หมายจับชายอายุ 22 ปี ด้วยข้อหาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยระบุว่า "ตามที่มีบุคคลหมิ่นสถาบันเบื้องสูงที่กำลังเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้น ในวันนี้ 13 ธันวาคม 2556 ศาลอาญาได้อนุมัติออกหมายจับบุคคลดังกล่าวแล้วตามหมายจับที่ 2429/2556 ลง 13 ธ.ค.56 ในข้อหา "หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ฯลฯ"

ทีมโฆษก สตช. ยังเตือนด้วยว่าขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชน หากพบเห็นคลิปวีดีโอดังกล่าว อย่าได้เผยแพร่ แชร์หรือส่งต่อ เนื่องจากจะเป็นการกระทำความผิดเช่นเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บุคคลดังกล่าวถูกนำภาพใบหน้า ชื่อจริง ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ นำมาเผยแพร่พร้อมกล่าวหาว่าเป็นผู้หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พร้อมกับมีการแสดงความเห็นในเชิงขู่ทำร้ายร่างกายจนถึงเอาชีวิต และจากการตรวจสอบพบคลิปดังกล่าวในเฟซบุ๊กซึ่งมียอดแชร์ต่อกว่า 80,000 ครั้ง (เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.) และแสดงความเห็นท้ายคลิปกว่า 13,000 ความเห็น ขณะนี้คลิปดังกล่าวยังเผยแพร่อยู่ในเฟซบุ๊ก

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุเทพขอสื่อมวลชนต่างชาติอย่าใช้ความรู้สึกแบบตะวันตกมาตัดสินการเมืองไทย

Posted: 13 Dec 2013 04:30 AM PST

แกนนำ กปปส. แถลงข่าวตอบคำถามสื่อมวลชน สุเทพชี้แจงว่าไม่ใช่รัฐประหาร แต่เป็นการขอคืนอำนาจโดยประชาชน สาทิตย์ ระบุสื่อต่างประเทศมักสัมภาษณ์นักวิชาการที่อ้างว่าเป็นกลาง แต่จริงๆ แล้วรับใช้ระบอบทักษิณ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซ้ำยังเป็นนักวิชาการหน้าเดิมๆ ที่คิดแบบเดิมๆ มา 10 ปีแล้ว

แกนนำ กปปส. จัดพบปะสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 56 (จากซ้ายไปขวา) สาทิตย์ วงศ์หนองเตย, สุริยะใส กตะศิลา, สุเทพ เทือกสุบรรณ และแซมดิน เลิศบุศย์ (ที่มา: เพจเอกนัฏ พร้อมพันธุ์)

 

13 ธ.ค. 2556 - ช่วงเช้าวันนี้  รายงานว่าวันนี้ (13 ธ.ค.) แกนนำของ "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ กปปส. ได้จัดพบปะสื่อมวลชนเพื่อตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทาง "การเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปประเทศไทย" ของ กปปส. ขึ้นที่อาคารภายในสนามราชตฤณมัยสมาคม โดย เพจ "เวทีราชดำเนิน" ซึ่งเป็นเพจอย่างเป็นทางการของทีมโฆษก กปปส. ตอนหนึ่งระบุว่า มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศจากสเปน ถามว่า การตั้งสภาประชาชนนั้นขัดกับหลักการประชาธิปไตยที่เป็นสากลหรือไม่ เพราะตามหลักการประชาธิปไตยนั้นให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง โดยมีผู้ตอบคำถามคือ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

 

สุเทพยืนยันไม่ใช่รัฐประหาร ขอให้สื่อต่างชาติอย่าใช้ความรู้สึกแบบตะวันตกมาตัดสินการเมืองไทย

โดยการตอบคำถามของแกนนำ กปปส. ตามที่เผยแพร่ในเพจเวทีราชดำเนินนั้น สุเทพ กล่าวว่า "เป็นเรื่องน่าเห็นใจมากสำหรับชาวตะวันตก บรรดาคนในโลกตะวันตกก็มีทฤษฎีของตัวเองว่าการเลือกตั้งคือคำตอบทุกอย่างของระบอบประชาธิปไตย อาจจะโชคดีที่ประเทศสเปนของคุณไม่มีการซื้อคะแนนเสียง ไม่มีการโกงคะแนนเลือกตั้ง แต่บังเอิญที่เป็นความโชคร้ายของประเทศไทย ที่มีการซื้อคะแนนเสียง มีการโกงการเลือกตั้ง ฉะนั้นคนที่ชนะการเลือกตั้งได้ไปเป็นผู้แทนสภาราษฎรเนี่ย ไม่ใช่คนที่มาด้วยความบริสุทธิ์ และสามารถสะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนได้ว่า ต้องการให้คน ๆ นั้นเป็นตัวแทนจริง ๆ

"ตรงนี้เป็นเรื่องที่คนตะวันตกเข้าใจยาก แต่ผมก็ขอวิงวอนว่าโปรดอย่าใช้ความรู้สึกที่มีอยู่ในประเทศตะวันตก มาตัดสินการเมืองในประเทศไทย"

"พวกผมยืนยันว่านี่ไม่การปฏิวัติยึดอำนาจโดยทหาร แต่นี่คือกระบวนการของประชาชน เราเอาอำนาจของเราคืนจากรัฐบาลทรราช ถ้าคุณไปอ่านในประวัติศาสตร์ของประเทศคุณ จะพบว่ามีหลายครั้งที่ประชาชนต้องลุกฮือขึ้นทำหน้าที่อย่างนี้ เมื่อรัฐบาลของคุณเป็นทรราช ขอได้โปรดให้พิจารณาโดยละเอียด" สุเทพกล่าวในที่สุด

 

สาทิตย์ระบุสื่อมวลชนต่างชาติถูกทำให้เข้าใจผิดจากนักวิชาการที่เป็นกลาง แต่จริงๆ แล้วเข้าข้างทักษิณ

ส่วนสาทิตย์ ได้อธิบายต่อ และกล่าวหาอาจารย์มหาวิทยาลัยกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับ กปปส. ว่า "ขณะนี้รัฐบาล รวมถึงนักวิชาการที่สนับสนุนฝั่งของระบอบทักษิณ พยายามที่จะกล่าวหา กปปส. ว่าขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง ไม่ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย และพยายามที่จะทำให้กระบวนการเลือกตั้งไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จและก็ผิดพลาดโดยสิ้นเชิง"

"ความจริงแล้วสิ่งที่ กปปส และมวลมหาประชาชนต้องการนั้น คือกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ซึ่งกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่ด้วยการจัดการเลือกตั้งให้เกิดขึ้นโดยทันที ในตอนที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังอ้างตัวว่ารักษาการ และระบบตำรวจภายใต้การควบคุมของระบอบทักษิณ รวมถึงระบบราชการภายใต้กระทรวงมหาดไทย ยังมีอำนาจในการที่จะกำกับชี้เป็นชี้ตายให้กับกระบวนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปประเทศไทยก่อน"

"คำตอบของ กปปส. ก็คือว่า ปัญหาของวงจรอุบาทว์ในประเทศไทยตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ เกิดขึ้นเพราะกระบวนการเลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม มีการใช้อำนาจรัฐ อำนาจอิทธิพลเถื่อน แม้แต่กระทั่งกลุ่มอำนาจอิทธิพลของรัฐ และการทุจริตซื้อเสียง จึงเป็นที่มาของทุจริตคอร์รัปชั่นในรัฐบาลอย่างมโหฬาร แบบที่ระบอบทักษิณต้องการ"

"ดังนั้นสิ่งที่ กปปส. ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศไทย เพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น มีความสุจริต เที่ยงธรรม และป้องกันการใช้อิทธิพลอำนาจรัฐ ในการข่มขู่ บังคับ ซื้อเสียง ที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการเลือกตั้งได้"

"ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ระยะเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทย มวลมหาประชาชน และ กปปส. เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งนั้นจะเป็นการเลือกตั้งที่มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม และจะได้รัฐบาลที่ซื่อสัตย์สุจริต ดังนั้นจึงไม่ใช่ข้อสรุปว่าเราขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง แต่เราต้องการกระบวนการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม"

"ข้อสองที่ต้องชี้แจงคือ กระบวนการที่ กปปส. ดำเนินการมาทั้งหมด รวมถึงเรื่องของการที่จะให้มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศไทยนั้น ยังอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญทุกประการ ไม่มีสิ่งใดที่นอกเหนือจากกรอบของรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่ข้อเดียว นี่เป็นสองหลักที่สำคัญที่อยากชี้แจง"

"โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อต่างประเทศ ท่านจะถูกทำให้เข้าใจผิดโดยนักวิชาการที่อ้างตัวว่าเป็นกลาง แต่แท้จริงรับใช้ระบอบทักษิณมาโดยตลอด เราติดตามการเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างประเทศ แล้วเราเข้าใจความจำกัดของท่าน นักวิชาการที่ท่านไปสัมภาษณ์จะซ้ำหน้าเดิม และมีความคิดแบบเดิมตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว และยังพูดเรื่องเดิมเหมือนในปัจจุบัน พูดตั้งแต่ไม่มีคนกล้าต่อสู้กับระบอบทักษิณ จนคนออกมา 5 – 6 ล้านคน"

"เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศน่าจะเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และทำความเข้าใจกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงโดยประชาชนในประเทศนี้เสียใหม่ นี่คือประเทศไทยใหม่ ทัศนคติใหม่ ประชาชนก้าวข้ามเส้นความกลัว ลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ อิทธิพลอำนาจมืดในระบอบทักษิณ และการครอบงำสื่อมวลชนของระบอบทักษิณแล้ว ท่านต้องเปลี่ยนทัศนคติใหม่"

"วันนี้ต้องอธิบายด้วยแนวความคิดของมวลมหาประชาชนที่เขาเดินหน้ามา 40 กว่าวัน ผมคิดว่าหลักนี้สำคัญ อย่าบอกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ เพราะนั่นเป็นวิธีการที่เสื้อแดง พรรคเพื่อไทย และระบอบทักษิณอธิบายและยัดเยียดข้อหาให้คนอื่นตลอดเวลา สิ่งที่เราทำอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ สันติ อหิงสา สงบ เปิดเผย ปราศจากอาวุธ นี่คือทิศทางที่เราดำเนินการมาตลอด 40 กว่าวันที่ผ่านมา นี่เป็นหลักสำคัญที่อยากชี้แจง" สาทิตย์ระบุในช่วงหนึ่งของการชี้แจง

อนึ่ง ในวันที่ 14 ธ.ค.นี้ ระหว่างเวลา 09.00 - 16.00 น. กปปส. จะจัดเวทีเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสอบถามข้อสงสัยและจุดยืนของ กปปส. ส่วนเวทีเสวนาที่รัฐบาลจัดขึ้น ในวันที่ 15 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. ยืนยันว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาส่งตัวแทนแกนนำ กปปส. ไปชี้แจงกับรัฐบาล

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น