โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี อดีต ผอ.ไทยพีบีเอสและพวกขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ก.แรงงาน แจงรับข้อเสน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

พบประเทศตะวันออกกลางซื้อขายแม่บ้านผ่านทางออนไลน์

Posted: 04 Apr 2017 11:55 AM PDT

พบประเทศแถบตะวันออกกลางซื้อขายแม่บ้านผ่านเว็บตลาดออนไลน์-ไม่สนเรื่องค้ามนุษย์ เหตุที่คนทำงานถูกขายต่อเหมือนสินค้าได้เพราะรัฐบาลแต่ละประเทศไม่ยอมแก้กฎหมายผู้อุปถัมภ์แรงงาน ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์และกดขี่ข่มเหงคนทำงาน

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2560 ที่ผ่านเว็บไซต์ StepFeed รายงานว่ามีกรณีประกาศขายคนทำงานแม่บ้านในประเทศเลบานอนในเว็บไซต์ตลาดออนไลน์อย่าง OLX โดยมีการโพสต์และวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ โพสต์ในเว็บไซต์ OLX ที่ประกาศขายแม่บ้านคนนี้ระบุคุณสมบัติของว่า "แม่บ้านสาวอายุ 20 ปีชาวเอธิโอเปีย มีประสบการณ์การทำงาน สามารถพูดภาษาอาหรับได้ดี และยังเหลือสัญญาอีกหนึ่งปีครึ่ง"

ต่อมาไม่นานนักโพสต์ถูกนำออกจากเว็บไซต์ OLX บลอกเกอร์รายหนึ่งได้วิจารณว่าการกระทำเช่นนี้เกิดจากการที่รัฐบาลในภูมิภาคตะวันออกกลางปฏิเสธที่จะยกเลิก 'ระบบคาฟาลา' (Kafala) ซึ่งเป็นกฎหมายโบราณที่สนับสนุนการค้าแรงงานทาสและถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์และกดขี่ข่มเหงคนทำงาน

การประกาศขายแม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ผ่านเว็บไซต์ OLX ที่ประเทศโอมาน (ที่มาภาพ: StepFeed)

จากการรายงานของ StepFeed ยังระบุว่าเลบานอนไม่ใช่ประเทศที่มีการประกาศขายคนทำงานแม่บ้านประเทศเดียวในแถบตะวันออกกลาง กรณีเช่นเดียวกันนี้ยังพบที่ประเทศโอมานที่มีการประกาศขายแม่บ้านชาวฟิลิปปินส์และแม่บ้านชาวอูกานดา ผ่านเว็บไซต์ OLX ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ระบบคาฟาลาที่บังคับใช้กับแรงงานต่างชาติที่มาขายแรงงานในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางนั้น เป็นระบบค้ำประกันโดยผู้อุปถัมป์ (ส่วนใหญ่คือนายจ้าง) ซึ่งแรงงานต่างชาติที่อยู่อาศัยและทำงานจะต้องได้รับใบอนุญาตให้อยู่อาศัย (residence permit) และใบอนุญาตให้ทำงาน (work permit) โดยใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาตินั้นจะต้องมีนายจ้างเป็นผู้อุปถัมภ์ท้องถิ่น (หรือ sponsor) เป็นผู้ดำเนินการขอให้ การเปลี่ยนงานจะต้องได้รับการอนุญาตจากนายจ้างเก่าซึ่งเป็นการเปิดช่องให้เกิดการค้ามนุษย์ รวมทั้งนายจ้างยังมีสิทธิยกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผลได้อีกด้วย ระบบการจ้างงานแบบนี้เองที่ทำให้แรงงานต่างชาติในตะวันออกกลางแทบที่จะไม่มีอำนาจต่อรองกับนายจ้างเลย

 

กาตาร์ยกเลิก 'ระบบคาฟาลา' ได้เพราะนานาชาติกดดันหลังได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

แต่ที่กาตาร์ เมื่อเดือน ธ.ค. 2559 ที่ผ่านมารัฐมนตรีกระทรวงแรงงานได้แถลงยกเลิกระบบคาฟาลา ที่บังคับให้แรงงานต่างชาติทุกคนจะต้องมีผู้อุปถัมภ์ที่เป็นบุคคลหรือในรูปของบริษัท และทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยนงานหรือเดินทางออกนอกประเทศ จะต้องขออนุญาตจากผู้อุปถัมภ์ของตนก่อน โดยกาตาร์ได้เปลี่ยนมาใช้กฎหมายแรงงานฉบับใหม่ที่ทันสมัย การจ้างงานต้องเป็นไปตามสัญญาจ้างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง มีการปกป้องสิทธิ์ของคนงานและเพิ่มความยืดหยุ่นเมื่อลูกจ้างต้องการเปลี่ยนงาน ทั้งนี้เป็นเพราะกลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างประเทศได้วิจารณ์ระบุว่าระบบคาฟาลาดังกล่าวไม่ต่างจากระบบทาสสมัยใหม่ ซึ่งกาตาร์จำเป็นต้องจ้างแรงงานต่างชาติหลายแสนคนเพื่อมาสร้างสนามฟุตบอลและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สำหรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2565


ประเทศในแถบตะวันออกกลางพึ่งมีเรื่องอื้อฉาวไปทั่วโลกเมื่อต้นเดือน เม.ย. 2560 ที่ผ่านมาหลังจากนายจ้างชาวคูเวตรายหนึ่งผู้หนึ่งซึ่งเห็นแม่บ้านของตนเองกำลังจะตกจากอาคารสูง ซึ่งแทนที่เธอจะให้การช่วยเหลือ แต่เธอกลับไปคว้ามือถือมาถ่ายคลิปวีดีโอแทน โชคดีที่แม่บ้านชาวเอธิโอเปียในคลิปวีดีโอนั้นรอดตาย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โฆษกประจำสำนักนายกฯ เผย อนุโลมเล่นน้ำท้ายกระบะได้ในถนนสายรอง

Posted: 04 Apr 2017 11:39 AM PDT

คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน วางหลัก '4 ห้าม 2 ต้อง' ผู้ช่วยผบ.ตร. ระบุ 5 เม.ย.นี้ เป็นวันแรกคุมตามประกาศของคสช. แจงห้ามรถกระบะมีแคปบรรทุกคนโดยเด็ดขาด ส่วนรถยนต์กระบะ 4 ประตู สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ตามปกติ แต่จะต้องรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง

4 เม.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้แสดงความเป็นห่วงการเล่นน้ำของประชาชนในข่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยขอให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงแม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงชี้แจงกับประชาชน โดยเฉพาะการรณรงค์เล่นน้ำให้มีความปลอดภัย 

"เล่นน้ำบนท้ายรถกระบะได้ แต่ต้องจอดรถ แต่หากจะเล่นสาดน้ำบนรถขณะรถวิ่ง ให้เล่นในพื้นที่ชุมชนหรือถนนสายรอง อย่าเล่นในถนนสายหลัก ส่วนจังหวัดเชียงใหม่ หรือจังหวัดอื่น ๆ ที่จัดงานสงกรานต์บนถนนสายหลัก ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่ปฎิบัติมาแต่เดิมแล้ว นายกเทศมนตรีสามารถคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อผ่อนปรนให้เล่นสาดน้ำบนท้ายรถกระบะได้" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว 

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ในส่วนของการนั่งท้ายรถกระบะเดินทางกลับภูมิลำเนาไม่สามารถทำได้ เพราะบังคับใช้มาตรา 44 คุมเข้มเรื่องความปลอดภัย เนื่องจากรัฐบาลไม่อยากให้เกิดการสูญเสียในช่วงเทศกาลแห่งความสุข ส่วนจะลดความสูญเสียได้หรือไม่  ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชนในการใช้รถใช้ถนนและเคารพกฏหมาย

วางหลัก '4 ห้าม 2 ต้อง'

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานคณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงที่มีสถิติอุบัติเหตุทางถนนสูงกว่าปกติ รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ศปถ.ได้ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2560 ภายใต้แนวคิด "ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร" โดยมุ่งรณรงค์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด และมีน้ำใจแก่ผู้ร่วมใช้เส้นทาง ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์  ได้ฝากถึงผู้ใช้รถใช้ถนนให้ปฏิบัติตามหลัก "4 ห้าม 2 ต้อง" ได้แก่ 4 ห้าม คือ ห้ามขับรถเร็ว ห้ามดื่มแล้วขับ ห้ามโทรแล้วขับ ง่วงห้ามขับ และ 2 ต้อง คือ ต้องสวมหมวกกันน็อก และต้องคาดเข็มนิรภัยทุกครั้งที่เดินทาง เพื่อสร้างความตระหนักและปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนน ควบคู่กับการรณรงค์การเล่นน้ำสงกรานต์ตามวิถีไทย เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามให้อยู่คู่สังคมไทย 

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดกิจกรรมรณรงค์ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมของรัฐบาลในการบูรณาการทุกภาคส่วนดูแลความปลอดภัยในการเดินทางแก่ประชาชนในทุกเส้นทาง รวมถึงเป็นการสร้างกระแสให้ประชาชนมีความตื่นตัวในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย มีจิตสำนึก และมีส่วนร่วมในการสร้างความปลอดภัยทางถนน เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2560 เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสังคมไทย

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวด้วยว่า มาตรการลดอุบัติเหตุทางถนน ทั้งการบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด การออกคำสั่งตามมาตรา 44 ที่บังคับให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง การกวดขันอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ และการคุมเข้มผู้ขับขี่ที่ดื่มแล้วขับ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี และผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถ รวมถึงการจัดตั้งจุดตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์และตรวจจับความเร็ว จะบรรลุเป้าหมายในการลดอุบัติเหตุทางถนนได้

ห้ามรถกระบะมีแคปบรรทุกคนโดยเด็ดขาด

พล.ต.ท.วิทยา ประยงค์พันธ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. กล่าวว่า จากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่ใช้รถ โดยกำหนดให้ผู้โดยสาร คนขับรถจะต้องรัดเข็มขัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัยทุกที่นั่ง ซึ่งในวันที่ 5 เม.ย. เป็นวันแรกที่จะเริ่มควบคุมบังคับใช้กฎหมายตามประกาศของคสช. ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ได้มอบแนวทางการปฏิบัติแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ โดยให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งกับรถขนส่งสาธารณะ รถโดยสารและรถยนต์ทุกประเภทที่ฝ่าฝืนไม่รัดเข็มขัดนิรภัย หากพบว่าที่นั่งภายในรถจัดให้มีเข็มขัดแต่ประชาชนไม่รัดเข็มเข็ดนิรภัยก็จะต้องถูกปรับ 500 บาท ทันที
 
ส่วนกรณีรถกระบะมีแคป ขณะนี้พบว่าประชาชนเกิดความสับสนว่า สามารถนั่งได้หรือไม่ พล.ต.ท.วิทยา ชี้แจงว่า ทางบช.น.ได้ถือปฏิบัติตามคำสั่งของสตช.คือ ห้ามรถกระบะมีแคปบรรทุกคนโดยเด็ดขาด หากพบเห็นจะดำเนินการปรับทันที เพราะในการจดทะเบียนของรถกระบะนั้น จะจดทะเบียนเป็นรถกระบะบรรทุกส่วนบุคคลไม่เกิน 7 นั่ง จะมีป้ายทะเบียนกำกับประเภทรถ เป็นป้ายสีขาวตัวอักษรสีเขียว
 
ผู้ช่วยผบ.ตร. อธิบายว่า วัตถุประสงค์ของแคปคือ มีไว้เพื่อตั้งวางสิ่งของเท่านั้น ที่ผ่านมากลับมีการใช้บรรทุกคนจนเคยชิน ซึ่งแคปนั้นไม่มีอุปกรณ์สำหรับความปลอดภัยของผู้ที่นั่งอยู่ในแคป และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้คนนั่ง ทั้งนี้ ในการจับปรับรถกระบะที่บรรทุกคนโดยสารในแคปนั้น เจ้าหน้าที่ไม่ได้จับปรับในข้อหาไม่รัดเข็มขัดนิรภัย แต่จะปรับในข้อหา ใช้รถยนต์ผิดประเภท ซึ่งถือว่าผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ 2522 มาตรา 21 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท นอกจากนี้กรณีที่ให้ผู้โดยสารนั่งข้างหลังกระบะก็ถือว่ามีความผิดเช่นกัน
 
พล.ต.ท.วิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประชาชนที่มีรถกระบะและต้องการบรรทุกคนโดยสาร จะต้องนำรถไปต่อเติมหลังคาและติดตั้งที่นั่ง 2 แถว และนำรถยนต์ไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เป็นรถโดยสารสาธารณะ 7 ที่นั่งขึ้นไป แต่ไม่เกิน 12 ที่นั่งจึงจะถือว่าไม่ผิดกฎหมาย  สำหรับรถยนต์กระบะ 4 ประตู สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ตามปกติ แต่จะต้องรัดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่งเพราะรถกระบะ 4 ประตูจดทะเบียนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง ที่ผ่านมาประชาชนใชรถผิดประเภทมาโดยตลอด ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดว่าแคปมีไว้สำหรับนั่ง
 

ที่มา : สำนักข่าวไทย และ Nation TV 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ครม.ไฟเขียวร่างกม.การกลับเป็นผู้ประกันตน-เมย์เดย์จ่อเพิ่มเงินชดเชยขาดรายได้คนงานนอกระบบ

Posted: 04 Apr 2017 09:57 AM PDT

ครม. เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน แม้ขาดส่งประกันสังคมเกิน 20 ปี สามารถกลับมาเป็นผู้ประกันตนได้อีกครั้ง กระทรวงแรงงาน เผยเมย์เดย์ปีนี้ เตรียมปรับอัตราการชดเชยการขาดรายได้ของแรงงานนอกระบบจาก 200 บาท เป็น 300 บาท 

แฟ้มภาพ ประชาไท

4 เม.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

สำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า 1.  กำหนดให้ผู้ประกันตนซึ่งความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 41 (4) หรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2537 ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากมีความประสงค์จะกลับเป็นผู้ประกันตน ให้ยื่นคำขอต่อสำนักงานประกันสังคมตามแบบที่เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมกำหนดภายใน 1 ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และ 2. กำหนดให้การกลับเป็นผู้ประกันตนให้มีผลตั้งแต่เดือนที่ยื่นคำขอและให้ผู้ประกันตนมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

โดย ณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ถึงร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ด้วยว่า โดยให้ผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เพราะไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินประกันสังคมมีโอกาสกลับเป็นผู้ประกันตนอีกได้ เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนผู้เป็นหลักประกันตน 

สำหรับ ที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม เมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หากมีความประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อ ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการเป็นผู้ประกัน ทั้งนี้หากผู้ประกันตนที่ขอต่ออายุขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกัน หรือ ภายในระยะเวลา 12 เดือน จะสิ้นสภาพทันที ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีผู้สิ้นสภาพสูงถึง 950,000 ราย ทำให้กระทรวงแรงงานเสนอกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสามารถกลับมาเป็นผู้ประกันตนได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังแม้ขาดส่งเป็นระยะเวลา 20 ปี 

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีทุพลภาพ กรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ

เมย์เดย์ เตรียมเพิ่มเงินชดเชยการขาดรายได้ คนทำงานนอกระบบ

วันเดียวกัน ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2560-2564 ว่า ปัจจุบันแรงงานนอกระบบในประเทศไทยประมาณ 21 ล้านคน และเป็นผู้ที่มีรายได้น้อย ขาดความมั่นคง แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบฯ จึงมีแนวคิดผลักดัน 3 เรื่อง คือ

1.รายได้ จะมีการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้ ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ โดยส่วนหนึ่งจะนำเอาการขึ้นทะเบียนคนจนมาพิจารณาเพิ่มทักษะด้วย ซึ่งเชื่อว่าในจำนวนผู้ขึ้นทะเบียนทั้งหมด 12.5 ล้านคน จะมีคนที่น่าจะเพิ่มทักษะอาชีพได้ถึง 9 ล้านคน

2.ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานนอกระบบ ให้แล้วเสร็จในปี 2560 ขณะนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น คาดว่าจะยกร่างได้ในเร็วๆ นี้

3.บริหารจัดการระบบการดูแลแรงงานนอกระบบแบบบูรณาการ สร้างเครือข่ายระดับพื้นที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม เพื่อใช้เป็นกลไกการเป็นตัวแทน การจัดการสวัสดิการ ทั้งมาตรา 40 เรื่องความปลอดภัย โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างตัวแรงงานนอกระบบและกระทรวงแรงงาน

"แผนระยะสั้นที่จะมีการผลักดันให้เป็นของขวัญสำหรับแรงงานนอกระบบให้ทันวันแรงงานแห่งชาติ (เมย์เดย์) 1 พฤษภาคม จะมีการปรับสวัสดิการตามมาตรา 40 ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงานนอกระบบ อาทิ ปรับอัตราการชดเชยการขาดรายได้ของแรงงานนอกระบบจาก 200 บาท เป็น 300 บาท ปรับอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจาก 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท เป็นต้น" ม.ล.ปุณฑริก กล่าว

ด้าน สุจิน รุ่งสว่าง แกนนำแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบเข้าสู่มาตรา 40 หรือการประกันตนเองของสำนักงานประกันสังคมประมาณ 2 ล้านคน ถือว่ายังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานนอกระบบทั้งหมด ส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นเพราะเรื่องความสะดวก เพราะส่วนใหญ่แรงงานนอกระบบจะอยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร อาจจะไม่ค่อยสะดวกเกินทางมาส่งเงินสมทบ ดังนั้นอยากขอให้สำนักงานประกันสังคมพิจารณาการจัดตั้งหน่วยบริการระดับชุมชนด้วยโดยให้ภาคประชาชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม 

เรียบเรียงจาก : เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ โลกวันนี้ Voice TV และผู้จัดการออนไลน์

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'วิษณุ-สรรเสริญ' แจงแม้รธน.ฉบับใหม่ ประกาศใช้ ‘ม.44’ ยังอยู่ จนกว่า คสช.จะสิ้นสุดปฏิบัติหน้าที่

Posted: 04 Apr 2017 09:34 AM PDT

'วิษณุ' เรียกประชุมปลัดทุกกระทรวง พรุ่งนี้ ถกแนวทางการทำงาน หลัง รธน.ใหม่ ประกาศใช้ ย้ำ ม.44 ยังมีผลจนกว่าคสช. จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยออกเป็นพ.ร.บ.ยกเลิก ระบุกรอบเวลาการทำกฎหมายลูก 240 วัน หากทำเสร็จเร็ว การเลือกตั้งจะมาเร็ว
แฟ้มภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล
 
4 เม.ย.2560 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงพระราชพิธีประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เมื่อโอกาสอำนวยและมีเหตุสมควรก็จะจัดเป็นพระราชพิธีเช่นนี้ เหมือนเมื่อปี 2475 และปี 2511 ซึ่งเป็นที่มาของการจัดเป็นพระราชพิธีใหญ่เต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม การที่รัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้บางฉบับไม่ได้จัดเป็นพระราชพิธีเช่นนี้ เพราะมีเหตุผลบางประการ แต่มีการจัดคล้ายๆกัน ตนเคยร่วมเมื่อครั้งจัดที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน แต่ไม่ถึงขั้นเป็นมหาสมาคมอย่างวันที่ 6 เม.ย.นี้ ที่มีการเชิญทูตานุทูตและกงสุลทุกประเทศเข้าร่วม ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์
 
ต่อกรณีคำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ม.44 จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่นั้น วิษณุ ตอบว่า คำสั่งที่มีมาแล้วยังคงใช้ต่อไป คำสั่งที่จะออกใหม่ก็ยังออกได้ ส่วนการทบทวนคำสั่งต่างๆ จะเริ่มดำเนินการ ส่วนที่มีข้อกังวลว่าจะมีการโจมตีหากใช้ ม.44 อีกนั้น เขาโจมตีนานแล้วเมื่อไม่ชอบเขาก็โจมตี เมื่อชอบเขาก็ไม่โจมตี เสียงเรียกร้องให้ใช้ ม.44 อย่างสร้างสรรค์ก็ยังมีเช่นกัน
 
ซึ่งประเด็น ม.44 นี้ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในส่วน ม.44 ที่ออกไปก่อนหน้านี้ รวมถึงที่จะออกใหม่ในวันข้างหน้า แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะประกาศใช้แล้ว ก็ยังสามารถประกาศใช้ได้ เพราะว่ามีกำหนดไว้ในมาตรา 265 ว่าตามอำนาจของ คสช.เดิม เมื่อมีประกาศใช้ รธน.แล้ว ยังคงมีอำนาจต่อไป จนกว่า คสช.จะสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคำสั่งตามมาตรา 44 ทั้งหลายที่เคยออกไปแล้ว การจะยกเลิกก็ต้องออกมาเป็น พ.ร.บ. ในการยกเลิก ซึ่งโดยปกติแล้วนายกฯ คสช.และคณะรัฐมนตรีเสนอมาตลอดว่า ถ้าไม่จำเป็นก็จะพยายามใช้กฎหมายปกติ จะใช้ต่อเมื่อมีเรื่องของเวลามาเกี่ยวข้องเท่านั้น
 
วิษณุ กล่าวว่า หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ถ้ามีการออกกฎหมายต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ยุ่งยากอะไรมีการเตรียมการและลองดำเนินการมา 6 เดือนแล้ว ส่วนร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช. เมื่อเดินหน้าไปแล้วก็ดำเนินการไป 
 
วิษณุ กล่าวถึง โรดแมปต่างๆ หลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศใช้ ว่า รัฐบาลจะค่อยๆ แถลงออกมา โดยในช่วงบ่ายของวันที่ 5 เม.ย. จะเรียกปลัดทุกกระทรวงมาหารือวิธีการปฏิบัติ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะจะมีวิธีการที่แตกต่างไปจากการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ เช่น การเสนอกฎหมาย ต้องมีวิธีการอะไรเพิ่มขึ้น ข้อระมัดระวังในการปฏิบัติราชการที่มากขึ้น และคณะรัฐมนตรีจะมีวิธีการทำงาน ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร  
 
วิษณุ กล่าวว่า นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องเร่งเสนอร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ  ซึ่งคาดว่าจะเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ทันที หลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ เพราะจำเป็นต้องออกกฎหมายดังกล่าวภายใน 120 วัน ขณะที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะต้องเร่งทำ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ภายใน 240 วัน  ขณะนี้เข้าใจว่าเสร็จไปแล้ว 2 ฉบับ เพื่อจะได้รีบส่งให้ สนช. ต่อไป
 
ต่อกรณีคาดการณ์วันเลือกตั้งหรือไม่ว่าจะเกิดขึ้นช่วงใดของปี 2561 นั้น วิษณุ กล่าวว่า ไม่คาด  และว่า ถ้าไปอ่านดูตารางเวลาจะรู้ได้เอง แต่ถึงอย่างไรก็ยังไม่ใช่ข้อยุติ เพราะกรอบเวลาการทำกฎหมายลูก 240 วัน หากทำเสร็จเร็ว การเลือกตั้งจะมาเร็ว
 
 
http://www.komchadluek.net/news/politic/269648
http://www.tnamcot.com/view/58e3743de3f8e4343cf39de1 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ย้อนพินิจการต่อสู้ของเสื้อแดง 2552

Posted: 04 Apr 2017 08:51 AM PDT


 

เมื่อวันที่ 21 มีนาคม ที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์ จังหวัดพัทยา ได้อ่านคำพิพากษา"คดีอริสมันต์" นั่นคือ กรณีประท้วงปิดโรงแรมรอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2552 ตัดสินให้จำคุก 4 ปีโดยไม่รอลงอาญา และปรับ 200 บาท สำหรับจำเลย 13 คน อันได้แก่ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายนิสิต สินธุไพร นายพายัพ ปั้นเกตุ นายวรชัย เหมะ นายวันชนะ เกิดดี นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง นายศักดา นพสิทธิ์ พันตำรวจโทไวพจน์ อาภารัตน์ นายนพพร นามเชียงใต้ นายสำเริง ประจำเรือ นายสมยศ พรหมมา นายแพทย์วัลลภ ยังตรง และนายสิงห์ทอง บัวชุม และให้ยกฟ้อง นายธงชัย ศักดิ์มังกร และ พันตำรวจเอกสมพล รัฐบาล ซึ่งเป็นการพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น และทำให้จำเลยทั้ง 13 คนจะต้องรับโทษติดคุกทันที เพราะโอกาสในการยื่นฎีกาคดีนี้มีน้อยมาก

แน่นอนคำตัดสินของศาลครั้งนี้ จะถูกวิจารณ์ในเรื่องสองมาตรฐานที่ดำเนินตลอดมา เพราะขณะที่ฝ่ายพันธมิตรเสื้อเหลือง มีคดียึดทำเนียบ ปิดสนามบิน ซึ่งเกิดขึ้นก่อนคดีอริสมันต์ ก็ยังมิได้มีการนำมาพิจารณาคดีในศาลเลย แต่ที่นี่จะเล่าถึงอีกเรื่องหนึ่ง คือ บริบทของเหตุการณ์ เพราะคนจำนวนมากอาจนึกไม่ออกแล้วว่า กรณีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่ของขบวนการคนเสื้อแดง เมื่อ พ.ศ.2552

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยอาศัยการรวมรวมเสียงสนับสนุนในสภาจากพรรคขนาดเล็ก และการเปลี่ยนข้างสนับสนุนของกลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ จากพรรคพลังประชาชน การตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธ์ กลุ่มคนเสื้อแดงที่นำโดย นปช.(แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) เห็นว่ากระบวนการทั้งหมดไม่มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตย แต่กลับได้รับการสนับสนุนจากกองทัพและองคมนตรี จึงได้เคลื่อนไหวคัดค้าน

การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2552 ผู้นำการชุมนุมก็เช่น วีระ มุสิกพงษ์ ในฐานะประธาน นปช. นอกจากนี้ก็คือ จตุพร พรหมพันธ์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ จักรภพ เพ็ญแข และ นพ.เหวง โตจิระการ เป็นต้น ในวันต่อมา นปช.ก็เคลื่อนพลมาตั้งเวทีประท้วงยืดเยื้อที่ข้างทำเนียบรัฐบาล ทางแกนนำเสนอหลักการที่จะให้มีการปฏิวัติประชาธิปไตยโดยประชาชนด้วยสันติวิธี ปรากฏว่ามีประชาชนคนเสื้อแดงมาเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก โดยเฉพาะจุดสูงสุดของการชุมนุมคือ วันที่ 8 เมษายน ประมาณกันว่ามีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากถึง 3 แสนคน ซึ่งในขณะนั้น ถือเป็นการชุมนุมที่มีคนเข้าร่วมมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

ในวันนั้น ขบวนการ นปช.ได้ตั้งข้อเรียกร้อง คือ 1. พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี  2. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3. การบริหารราชการแผ่นดินต้องดำเนินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยตามหลักสากล โดยยื่นคำขาดให้รัฐบาลตอบภายใน 24 ชั่วโมง

เมื่อครบกำหนดเวลา 24 ชั่วโมง สถานการณ์การชุมนุมก็ยกระดับ โดยกลุ่มแท็กซี่คนเสื้อแดงได้เคลื่อนขบวนไปปิดถนนประท้วงรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ รัฐบาลถือโอกาสประกาศให้วันที่ 10 เมษายนเป็นวันเริ่มต้นหยุดยาวช่วงสงกรานต์ กลุ่มคนเสื้อแดงจึงถูกโจมตีอย่างหนักจากสื่อกระแสหลัก และกลุ่มเสื้อเหลืองว่าเป็นตัวการทำให้การจราจรติดขัด ขณะที่ประชาชนกำลังกลับบ้านสงกรานต์ และถูกใส่ร้ายว่า ปิดทางเข้าโรงพยาบาลราชวิถี ต่อมา ทางฝ่ายคนเสื้อแดงก็ตัดสินใจถอนการปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิในคืนวันนั้น

วันที่ 10 เมษายน กลุ่มคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งได้เดินทางไปยังโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ในขณะที่กำลังมีการจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศอาเซียน ในวันรุ่งขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ นำมวลชนไปถึงที่โรงแรมเพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อตัวแทนเลขาธิการสมาคมอาเซียน คัดค้านความชอบธรรมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่เกิดการปะทะกับกองกำลังจัดตั้งเสื้อน้ำเงินของฝ่ายคุณเนวิน ชิดชอบ นายอริสมันต์จึงนำคนเสื้อแดงบุกเข้าไปในโรงแรม โดยอธิบายว่า สาเหตุที่ต้องเข้ามาภายในโรงแรม เพราะมีคนเสื้อแดงถูกคนเสื้อน้ำเงินยิงได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ ดำเนินการหาตัวผู้กระทำผิด ภายใน 1 ชั่วโมง

ผลจากการเคลื่อนไหวของฝ่ายคนเสื้อแดง ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจประกาศยกเลิกการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และถือโอกาสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันร้ายแรงในเขตพัทยาและชลบุรี เหตุการณ์นี้จึงนำมาสู่การที่ฝ่ายสื่อมวลชนกระแสหลักและกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลือง สร้างกระแสโจมตีทำลายความชอบธรรมการเคลื่อนไหวของฝ่ายคนเสื้อแดงว่า ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในสายตานานาขาติ และโจมตีนายอริสมันต์เป็นเป้าหมายหลัก

เหตุการณ์เผชิญหน้ายังดำเนินต่อไป ในวันที่ 12 เมษายน เพราะกลุ่มคนเสื้อแดงได้ข่าวว่า นายอภิสิทธิ์จะไปออกรายการโทรทัศน์เพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพระนคร จึงพากันไปขัดขวาง และพยายามปิดกั้นรถยนต์ของที่นายอภิสิทธิ์โดยสาร ทำให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ ในที่สุด รัฐบาลก็ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอันร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและเมืองโดยรอบเพื่อควบคุมสถานการณ์

เวลาเช้าวันที่ 13 เมษายน เกิดความรุนแรงที่บริเวณแยกดินแดง เมื่อกำลังทหารและตำรวจบุกเข้ามาสลายการชุมนุมประชาชนคนเสื้อแดง ฝ่ายคนเสื้อแดงรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ แต่กองทัพได้แถลงว่า มีการยิงกระสุนจริงขึ้นฟ้า แต่ฝ่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนยืนยันว่า กองทัพยิงกระสุนจริงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ถึงกระนั้น กรณีนี้ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตชัดเจน มีผู้นำรถแก๊สไปจอดที่แฟลตดินแดน โดยโจมตีว่า คนเสื้อแดงเตรียมการก่อการร้าย แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจนเช่นนั้น กลุ่มคนเสื้อแดงตอบโต้การประกาศภาวะฉุกเฉินโดยยึดรถโดยสารประจำทางมาจอดขวางตามถนนหลายสาย จนถึงเวลากลางคืน เกิดเหตุปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม กับชาวบ้านบริเวณตลาดนางเลิ้ง มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

วันที่ 14 เมษายน เวลา 10.00 น. ฝ่ายแกนนำ นปช.โดย นายวีระ มุสิกพงศ์ จึงประกาศยุติการชุมนุม เพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น โดยแกนนำการชุมนุมได้เข้ามอบตัวต่อฝ่ายรัฐบาล ในกระแสฝ่ายคนเสื้อแดงในระยะต่อมา มีการโจมตีว่า นายวีระผู้นำการชุมนุม"หักดิบ" โดยประกาศยุติการชุมนุมโดยพลการ ทำให้เกิดความไม่พอใจแก่ผู้นำ นปช.ฝ่ายอื่น สำหรับ ผู้นำฝ่าย นปช.คนสำคัญ คือ นายจักรภพ เพ็ญแข ได้ลี้ภัยทางการเมืองไปต่างประเทศหลังการชุมนุมครั้งนี้ และหลังจากนั้น ทางการตำรวจได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีความวุ่นวายที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท และนำมาสู่การดำเนินคดี

ในวันนี้ กรณีการเคลื่อนไหว พ.ศ.2552 ซึ่งจะถูกเรียกว่า "สงกรานต์เลือด" แทบจะถูกลืมเลือนไปแล้ว เพราะในปี พ.ศ.2553 จะเกิดเหตุการณ์เคลื่อนไหวใหญ่ที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ถือกันว่าการเคลื่อนไหว พ.ศ.2552 เป็นการเคลื่อนไหว"ซ้อม"ของกลุ่มคนเสื้อแดง และมีบทเรียนหลายเรื่องที่เห็นได้แล้วจากเคลื่อนไหวครั้งนี้ เช่น ความพร้อมในด้านจิตใจของประชาชนคนเสื้อแดงในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่วิธีการต่อสู้ดูรุนแรง ไม่มีระบบ ไม่มียุทธศาสตร์ที่ขัดเจน

ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการชี้ว่า ชนชั้นปกครองไม่ได้สนใจเสียงของประชาชน พร้อมจะใช้ทุกเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์มาใส่ร้ายป้ายสี และยังพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อปราบปราม สำหรับชนชั้นกลางจำนวนมากและสื่อกระแสหลักก็แสดงท่าทีต่อต้านประชาธิปไตยตามหลักสากล โดยการสนับสนุนให้รัฐบาลอภิสิทธิ์และให้ความร่วมมือสร้างกระแสบิดเบือนภาพลักษณ์ของประชาชนคนเสื้อแดง นี่เป็นจุดสำคัญที่จะนำมาสู่การสนับสนุนความชอบธรรมของการรัฐประหารในระยะต่อมา

 

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 610 วันที่ 1 เมษายน 2560

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศพสุดท้ายอีกกี่ครั้ง?: รวมกรณีซ้อมทรมาน-ตายแปลกในค่าย คุก บ้านพักนายทหาร

Posted: 04 Apr 2017 07:11 AM PDT

รวมการตายจากการซ้อมทรมาน ตายแปลก ตายระหว่างฝึก ตายเพราะถูกทำโทษ ของเหล่าทหารเกณฑ์และทหารในระดับอื่นๆ พบ 8 ปีที่ผ่านมาตาย(และเป็นข่าว)อย่างน้อย 8 ศพ ถูกซ้อมทรมานอย่างชัดเจน 4 ตายระหว่างฝึก 1 ตายเพราะถูกทำโทษ 1 และตายโดยยังมีปริศนาคาใจ 2

วันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมานอกจากจะเป็นวันตรวจคัดเลือกทหารการประจำการ (ทหารเกณฑ์) เป็นวันแรกแล้ว ยังเป็นวันเดียวกันกับวันที่มีข่าวการเสียชีวิตของพลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม ทหารเกณฑ์ค่ายวิภาวดีรังสิต มณฑลทหารบกที่ 45 จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งถูกสั่งขังคุกทหารเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากไม่เป็นเข้าเวรตามที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นวันที่ 31 มี.ค. เขาได้ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ก่อนจะเสียชีวิตในเวลา 05.00 น. ของวันที่ 1 เม.ย.

ดูจะเป็นเรื่องราวที่ไม่ส่งผลดีต่อการเกณฑ์ทหารสักเท่าไหร่นัก มิหนำซ้ำเรื่องราวความสูญเสียยังมาเกิดขึ้นในวันเปิดฉากการตรวจคัดเลือกด้วย อย่างไรก็ตามความคืบหน้าของกรณีดังกล่าว ทางด้าน พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งกำชับให้ พล.ต.วิชัย ทัศนมณเฑียร ผบ.มทบ. ที่ 45 ดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตอย่างใกล้ชิด ทั้งยังระบุในลักษณะที่ว่า จะไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

ด้าน พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวถึงกรณีนี้ด้วยว่า ได้มอบหมายให้พล.ต.วิชัย สอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นการกระทำระหว่างนักโทษทหารด้วยกัน หรือมีผู้คุมเรือนจำร่วมด้วย ซึ่งจะได้ความกระจ่างภายใน 2 วันนี้

โดยล่าสุด เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 เม.ย. พล.ต.วิชัย ได้แถลงถึงความคาบหน้าของกรณีดังกล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการสอบปากคำพยานผู้รู้เห็นเหตุการณ์พบว่า เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างพลทหารยุทธกินันท์ กับทหารยศนายสิบ ซึ่งผู้สั่งการให้ทำร้ายร่างกาย ความสูญเสียที่เกิดขึ้นเกิดจากปัญหาส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับการฝึกทหาร

แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมที่กำลังจะเดินหน้าไปนั้นจะส่งผลที่ดีต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตเพราะไม่ต้องออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมเหมือนในกรณีที่ผ่าน แต่ที่ผ่านมาบ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวเรื่องราวความสูญเสียของพลทหารหรือทหารชั้นสัญญาบัตรภายในค่ายทหาร แม้กระบวนการยุติธรรมจะทำงานแต่มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี เพราะสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น คือ การถูกทำร้ายร่างกาย และความตายที่ไร้เหตุผล

หากว่าการสั่ง "ห้าม" ทำร้ายร่างกายพลทหารหรือนายทหารชั้นอื่นๆ เป็นนโยบายสำคัญของ ผบ.ทบ. คนปัจจุบัน สิ่งหนึ่งน่าจะต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งคือ เราเดินผ่านเหตุการณ์ความสูญเสียและได้ยินคำพูดว่า "จะไม่ให้กรณีนี้เกิดขึ้นอีก" มาแล้วกี่ครั้ง

ประชาไทรวบรวมกรณีการซ้อมทรมาน การหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และความตายที่แปลกประหลาดในค่ายทหาร เพื่อเป็นบทเรียนและเพื่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นของทหารเกณฑ์ทุกกรมกองที่ยังไม่ปลดประจำการ และว่าที่ทหารเกณฑ์อีก 103,097 นายที่จะกำลังจะเข้าประจำการในปีนี้ รวมไปทั้งนายทหารผู้ใต้บังคับบัญชาในส่วนอื่นๆ ทั้งนี้เคสที่หยิบมานำเสนออีกครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และปรากฏอยู่บนหน้าข่าวเท่านั้น

000000

ตารางการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ และนายทหารในระดับอื่นๆ เรียงตามปี พ.ศ.

วันเดือนปีที่เสียชีวิต

ผู้เสียชีวิต

สาเหตุการเสียชีวิต

14-15 เม.ย. 2552

พลทหารอภินพ เครือสุข

ที่บ้านพักแม่ทัพภาค 1 ผลชันสูตรระบุเสียชีวิตเพราะ "กะโหลกแตก" ผลการสอบสวนระบุตายเพราะอุบัติเหตุ

5 มิ.ย. 2554

พลทหารวิเชียร เผือกสม

ถูกซ้อมทรมาน โดยนายทหารยศร้อยโท พร้อมพวกรวม 10 คน

29 ม.ค. 2557

พลทหารสมชาย ศรีเอื้องดอย

ผลการชันสูตรระบุ เสียชีวิตเพราะติดเชื้อไข้หวัดนก ญาติคาใจเพราะก่อนตาย ผู้ตายระบุว่าถูกทหาร 3 นาย ลงโทษด้วยการใช้ปี๊บคลุมศีรษะ ใช้อาวุธตีที่ศีรษะ แผ่นหลัง หน้าอก จำนวน 20 ครั้ง

6 มิ.ย. 2558

ร.ต.สนาน ทองดีนอก

เสียชีวิตระหว่างฝึก โดยถูกบังคับให้ว่ายน้ำเกินกำลังความสามารถที่ร่างกายจะทนได้ โดยให้ฝึกว่ายน้ำไป-กลับภายในสระว่ายน้ำโดยไม่มีการหยุดพักหลายสิบรอบและเป็นเวลานาน จนเป็นเหตุให้จมลงไปในก้นสระเป็นเวลานานจนขาดอากาศหายใจ

21 ก.พ. 2559

สิบโทกิตติกร สุธีพันธุ์

ผลการการชันสูตร และการไต่สวนการตายระบุ เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือมีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายขณะถูกคุมขัง โดยพลทหาร 4 นาย

4 เม.ย. 2559

พลทหารทรงธรรม หมุดหมัด

ตายเพราะถูกซ้อมทรมานโดยนายทหารยศร้อยตรี พร้อมกับพวกรวม 5 คน

22 มิ.ย. 2559

สิบโทปัญญา เงินเหรียญ

ถูกร้อยเอกสั่งทำโทษให้วิ่งรอบสนามกลางแดด เสียชีวิตเพราะเป็นลมแดด

1 เม.ย. 2560

พลทหารยุทธกินันท์ บุญเนียม

คาดว่าถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต ภายหลังจากถูกสั่งขังคุกทหาร

 

 

เสียชีวิตเพราะถูกซ้อมทรมาน

 

น้าชายถูกซ้อมทรมานจนตาย หลานสาวออกมาเรียกร้อง ล่าสุดอาจถูกฟ้องผิด พ.ร.บ.คอมฯ

หากพูดถึงกรณีความสูญเสียของทหารเกณฑ์ซึ่งถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต หนึ่งในหลายชื่อที่ผู้คนอาจดจำได้ คือ พลทหารวิเชียร เผือกสม เขาเสียชีวิตเมื่อ 5 มิ.ย. 2554 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 2 เดือนหลังเข้ารับการฝึกในค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ หรือค่ายปิเหล็ง จังหวัดนราธิวาส สาเหตุการเสียชีวิตมาจากการถูกทำร้ายร่างกายด้วยของแข็ง กล้ามเนื้อฉีกขาดรุนแรงจนทำให้ไตวายเฉียบพลัน ต้นเหตุของความสูญเสียเกิดจากการสั่งทำโทษของร้อยโท 1 นายร่วมกับพวกรวม 10 คน โดยบรรดาครูฝึกทหารใหม่อ้างว่าพลทหารวิเชียรถูกลงโทษเพราะหลบหนีการฝึกถึง 2 ครั้ง แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลที่ใครจะมีอำนาจพิพากษา และหยิบยื่นความตายให้เขา

ภายหลังจากเกิดเหตุดังกล่าว แทนที่จะมีการเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ กลับกลายเป็นว่ามีนายทหารเข้ามาเสนอขอคลุมธงชาติให้ศพพลทหารวิเชียรและพระราชทานเพลิงศพ พร้อมทั้งเสนอเงินเยียวยา เพื่อที่จะยุติเรื่องราวทั้งหมดไว้ใต้พรมลายพราง

เรื่องราวของพลทหารวิเชียร กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อ เมย์ นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ ผู้เป็นหลานสาวได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่างๆ พร้อมทั้งเรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในกับน้าชาย แต่กว่าความเป็นธรรมจะเดินทางมาถึงครอบครัวเธอก็ใช้เวลายาวนานถึง 5 ปี เธอเริ่มเรียกร้องตั้งแต่ยังเรียนปริญญาตรี จนกระทั่งเรียนจบและเริ่มต้นชีวิตการทำงาน

นอกจากจะมีคดีความที่เธอและครอบครัวเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายแล้ว เธอยังมีโอกาสได้รับคดีความในฐานะที่ตัวเองเป็นจำเลยอีกด้วย วันที่ 26 ก.ค. 2559 เธอถูกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวในที่ทำงาน โดยแสดงหมายจับข้อหาหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่ทหารและความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เนื่องจากได้แชร์โพสต์ในเฟซบุ๊กซึ่งมีการเปิดเผยใบหน้าร้อยโทผู้สั่งทำโทษพลทหารวิเชียร

เธอเปิดเผยว่าในช่วงแรกแรกที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับน้าชาย มีคนส่งกระสุนปืนบรรจุอยู่ในซองธูปมาให้ที่หน้าบ้าน เคยมีคนเข้ามาในหมู่บ้านแล้วถามว่าบ้านของพลทหารวิเชียรอยู่ตรงไหน และยังเคยมีรถที่ทหารเคยขับมาที่งานศพของน้าชายเธอขับตามรถของเธอด้วย

(อ่านเรื่องราวของพลทหารวิเชียร และการต่อสู้เรียกร้องของนริศราวัลถ์ได้ที่นี่)

พลทหารจับได้ว่า นายสิบขโมยเงิน 5 พันบาท แทนที่จะได้เงินคืนกลับถูกซ้อมข้ามคืนจนตาย

เรื่องนี้เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่ทั่วทั้งประเทศไทยกำลังมีการตรวจคัดเลือกทหารกองประจำการ

วันที่ 4 เม.ย. 2559 มีรายงานข่าวว่า พลทหารทรงธรรม หมุดหมัด พลทหารสังกัด ร.152 พัน 1 ค่ายพยัคฆ์ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เสียชีวิตหลังจากถูกทำโทษเนื่องจากกระทำความผิดทางวินัยจนทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกส่งตัวมายัง รพ.ยะลา เมื่อ 2 วันก่อนเสียชีวิต ต่อมาอีก 1 วันญาติของพลทหารทรงธรรมเปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่ผู้ตายจะถูกสั่งทำโทษด้วยการซ้อมทรมาน ผู้ตายได้มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับนายสิบคนหนึ่ง เนื่องจากผู้ตายจับได้ว่านายทหารคนดังกล่าวเป็นผู้ขโมยเงินจำนวน 5,000 บาทไปจึงขอค้นตัวนายสิบแต่ไม่ยอมให้ค้นตัวจนมีการชกต่อยกัน มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง หลังจากนั้นต่างแยกย้ายกลับไปที่กองร้อย

ต่อมาหลังจากาลับมาที่กองร้อย ร.ต.ภัฏณัท เลิศชัยกุล ซึ่งเป็นทหารเวรอยู่ในขณะนั้น เป็นผู้ออกคำสั่งให้นายทหารเวรที่อยู่ในขณะนั้น รวมทั้ง 5 คน ได้แก่ สิบโทภษิติ ชาลก สิบโทภัทร เพชรรัตน์ สิบโทอัศนัย ไซยปาญยุทธ สิบตรีณัฐวุฒิ เชิคแสง และสิบตรีจักพงษ์ สังข์มูล ให้ลงโทษปรับปรุงวินัยพลทหารทรงธรรม โดยใช้เท้าเตะที่บริเวณใบหน้า ลำตัวและใช้ไม้ตีตามร่างกาย การทำโทษเริ่มต้นในเวลา 21.00 น ของวันที่ 1 เม.ย. จนถึง 04.00 น. ของวันที่ 2 เม.ย. 2559 พลทหารทรงธรรมอ่อนเพลียจากการถูกปรับปรุงวินัยอย่างหนักจนล้มลงศีรษะฟาดลงกับพื้นไม่รู้สึกตัว หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยเสนารักษ์ ได้นำส่งโรงพยาบาลธารโต และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลา จากการตรวจสอบปรากฏว่า พลทหารทรงธรรมมีเลือดออกในสมอง ไม่รู้สึกตัว (อ่านข่าวที่นี่)

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ ในวันที่ 4 เม.ย. 2559 พ.อ. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า สาเหตุที่พลทหารทรงธรรมถูกลงโทษนั้น เกิดจากการกระทำความผิดอันเกี่ยวข้องกับยาเสพติด (อ่านข่าวที่นี่) (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีของพลทหารทรงธรรมที่นี่)

สิบโทถูกซ้อมตายในคุกทหาร แต่เจ้าหน้าที่ทหารบอก "นอนหนาวตาย"

นอกจากข่าวคราวการเสียชีวิตของทหารเกณฑ์ที่เป็นข้อกังขาในสังคมไทยแล้ว ยังมีเรื่องราวความสูญเสียของนายทหารชั้นสัญญาบัตรด้วย อย่างในกรณีของสิบโทกิตติกร สุธีพันธุ์ ทหารสังกัด กรมทหารที่ 23 กองพันทหารราบที่ 3 ค่ายวีรวัฒน์โยธิน มณฑลทหารบกที่ 25 จังหวัดสุรินทร์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2559 ระหว่างถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำมณฑลทหารบก 25

ข้อมูลจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า ก่อนหน้านั้น สิบโทกิตติกร ถูกจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดทหารบกสุรินทร์ ที่ 14/2558 ข้อหาให้ที่พำนัก ซ่อนเร้นหรือช่วยด้วยประการใดให้ผู้ที่หลบหนีจากการคุมขังตามอำนาจของศาลเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมโดยตัวเขาเองถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2559 โดยเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์ และเมื่อทำการบันทึกการจับกุมเรียบร้อยก็ถูกส่งตัวไปไปควบคุมที่ เรือนจำมณฑลทหารบก 25 ค่ายวีรวัฒน์โยธินตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2559 ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 21 ก.พ. ปีเดียวกัน

ภายหลังจากสิบโทกิตติกรเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ทหารได้โทรแจ้งให้บุญเรือง สุธีรพันธ์ แม่ของผู้ตายทราบว่าลูกชายเสียชีวิตเพราะทนความหนาวไม่ไหว อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ญาติของผู้ตายได้พยายามขอประกันตัว และขอเข้าเยี่ยมลูกที่คุกทหาร แต่กลับถูกปฏิเสธ โดยบอกเห็นเหตุผลว่าผู้ใหญ่สั่งไม่ให้ประกัน และห้ามเข้าเยี่ยม

เมื่อแม่ผู้ตายได้เดินทางไปรับศพกลับพบว่ามีร่องรอยถูกทำร้ายตามรางกาย มีรอยฟกช้ำที่คอ ใบหน้าบวมอย่างเห็นได้ชัด และยังพบว่าเสื้อที่ใส่ในครั้งแรกของผู้เสียชีวิตจะมีชื่อและต้นสังกัด ร.23 แต่หลังเสียชีวิตกลับใส่เสื้ออีกตัวซึ่งมีชื่อของทหารอีกคนและสังกัดกองทัพบก เรื่องนี้ทางญาติมองว่าน่าจะเป็นการจัดฉาก เพราะเสื้อที่ใส่อยู่ก่อนตายคงมีคราบเลือดของผู้เสียชีวิตอยู่ ซึ่งขัดแย้งกับที่เจ้าหน้าที่ทหารที่โทรไปบอกว่านอนหนาวตาย

กรณีดังกล่าวถูกนำมาเปิดเผยโดย คราศรี ลอยทอง ที่นำเสนอข่าวทางวิทยุในรายการ "ทันสถานการณ์ข่าว" ทางวิทยุวีอาร์กู้ชีพ 104 MHz หลังจากมีการนำเสนอข่าวไป เขาได้รับโทรศัพท์ลึกลับข่มขู่โดยอ้างว่าเป็นนายทหารยศพันโทและเป็นญาติกับผู้เสียชีวิต การนำเสนอข่าวแบบนี้ทำให้เกิดความเสียหาย อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบก็พบว่าทางทหารผู้เสียชีวิตไม่มีญาติเป็นนายทหาร

กรณีดังกล่าวมีการชันสูจตรพลิกศพ และไต่สวนการตายตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งพบว่าเหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ มีการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลอาสาสมัครชูเกียรติ นันทะพันธ์ พลทหารนลทวัช ใจมนต์ พลทหารยุทธพิชัย เสนพาท พลทหารจีระศักดิ์ สิทธิษร ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2560 แม่ของผู้ตายและทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมได้เดินทางไปยื่นฟ้องคดีละเมิดที่ศาลแพ่งรัชดา โดยแม่ของผู้ตายเป็นโจทก์ยื่นฟ้องแพ่งกองทัพบกเป็นจำเลยในข้อหาละเมิด เพื่อเรียกค่าเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากเหตุการณ์บุตรชายของตนเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำ

โดยโจทก์เห็นว่า กองทัพบกเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารที่กระทำละเมิดต่อร่างกายและชีวิตสิบโทกิตติกรในระหว่างการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ทหารผู้เกี่ยวข้องได้จงใจร่วมกันทำร้ายร่างกายสิบโทกิตติกรจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ทั้งยังละเลยไม่นำตัวสิบโทกิตติกรเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับกรณีสิบโทกิตติกรที่นี่)

 

กรณีการเสียชีวิตที่ยังมีข้อคาใจ (ตายแปลก)

ตายคาบ้านพักของแม่ทัพภาค 1 ช่วง "สงกรานต์เลือดปี 2552" ผลชันสูตรระบุ "กะโหลกแตก" ไม่ฟันธงแตกเพราะอะไร

อีกหนึ่งกรณีความสูญเสียที่ยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจพิสูจน์ความจริงได้ คือความตายของพลทหารอภินพ เครือสุข ชาวจังหวัดเลย ทหารรับใช้ประจำบ้านพักของพล.ท.คณิต สาพิทักษ์ (ยศในปัจจุบัน พล.อ) อดีตแม่ทัพภาคที่ 1 ซึ่งเสียชีวิตที่บ้านพักแม่ทัพภาค 1 ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ โดยเสียชีวิตในช่วงระหว่างวันที่ 14-15 เม.ย. 2552 หลังจากที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงได้เข้าไปพักเมื่อวันที่ 12-13 เม.ย.ปีเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าวมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.อยู่บริเวณทำเนียบรัฐบาล

พล.ท.คณิต ปฎิเสธว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพลทหารอภินพ ในวันที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าพักค้างคืนหลังจากเดินทางกลับจากพัทยา ทั้งนี้ พลหทารคนดังกล่าวเสียชีวิตในช่วงเช้าวันที่ 15 เม.ย. ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า จากการส่งศพชันสูตรพลิกศพที่โรงพยาบาลรามาธิบดีพบว่า  สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแรง เพราะลื่นล้มในห้องน้ำในคืนวันที่ 14 เม.ย.

อย่างไรก็ตาม ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีต ส.ส.เลย พรรคเพื่อไทย เคยให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน(พรรคเพื่อไทย) หยิบยกการเสียชีวิตของพลทหารเกณฑ์อภินพ เครือสุก ขึ้นมาอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 25 เม.ย. ว่า หลังการอภิปรายดังกล่าว ญาติของพลทหารผู้เสียชีวิตได้แจ้งให้ทราบว่า ถูกคนใช้เบอร์โทรศัพท์ลึกลับโทรมาข่มขู่ว่าไปให้ข้อมูลฝ่ายค้านได้อย่างไร และขอให้รีบฌาปนกิจ ทั้งที่ญาติยังติดใจถึงปริศนาการเสียชีวิตว่าเกิดจากอะไรกันแน่ จึงทำการเผาหลอก และนำศพขึ้นมาแจ้งให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบเมื่อช่วงเช้าวันที่ 25 เม.ย. ถึงสาเหตุการณ์การเสียชีวิตที่แท้จริง

ปรีชากล่าวด้วยว่า ก่อนเสียชีวิตพลทหารได้เข้าเวรอยู่บ้านพักแม่ทัพภาคที่ 1 ในคืนที่อภิสิทธิ์ และสุเทพ ได้เข้าไป โดยในคืนดังกล่าวพลทหารอภินพได้ส่งเอสเอ็มเอสถึงแฟนสาวและแม่ของตัวเองมีข้อความว่า อยู่บ้านแม่ทัพภาค 1 และมีนายกฯมานอนที่บ้านแม่ทัพภาค 1 หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อกันได้ จนทราบล่าสุดว่าเสียชีวิตและมีร่องรอยคล้ายการถูกตีที่ท้ายทอย (อ่านข่าวที่นี่)

ด้านดีเอสไอระบุหลังจากที่ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้วว่า ดีเอสไอไม่มีหน้าที่ชันสูตรศพจึงมอบให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์เป็นผู้ดำเนินการ ผลการชันสูตรศพถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 27 เม.ย.2552 โดย รศ.นพ.วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการตรวจศพ ระบุว่า มีรอยซ้ำที่ด้านหลังของต้นคอ มีการแตกของกะโหลกศีรษะ โดยเนื้อส่วนฐานของศีรษะด้านซ้ายมีรอยร้าวต่อเนื่องจากด้านซ้ายไปถึงบริเวณกึ่งกลางกะโหลกศีรษะยาว 5-7 ซ.ม. นอกจากนี้ยังพบเลือดออกเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังบริเวณต้นคอชัดเจน และยังพบว่าเนื้อสมองส่วนหลังด้านซ้ายมีรอยกดบุ๋มลงไปชัดเจน ซึ่งสัมพันธ์กับเลือดที่ออกบริเวณส่วนกะโหลกที่แตก

ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต คือ กะโหลกศีรษะส่วนหลังแตก ทำให้เลือดออกเหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นหนาที่กดเนื้อสมองซึ่งมีลักษณะเป็นรอยกดที่เกิดจากเลือดยุบลงไปทับเนื้อสมองความลึกประมาณ 0.5 ซ.ม. เป็นบริเวณกว้าง ดูจากเนื้อสมองที่เหลืออยู่จากการผ่าศพครั้งแรก เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่กะโหลกแตกมาจากการมีของแข็งมากระทบใช่หรือไม่ นพ.วิสูตร ตอบว่า ต้องมีของแข็งมากระทบ หรือผู้ตายไปกระทบของแข็ง แต่ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดในขณะนี้ ซึ่งกะโหลกบริเวณดังกล่าวเป็นการแตกร้าวเป็นรอยยาวแบบครั้งเดียว การกระทบที่ทำให้กะโหลกแตกได้นั้นถือเป็นการกระทบที่ค่อนข้างรุนแรงพอสมควร เพราะหากไม่รุนแรงก็จะไม่ทำให้กะโหลกศีรษะแตกได้ขนาดนี้ แต่ต้องดูในข้อเท็จจริงด้วยว่าตำแหน่งและสภาพของการถูกกระทบกระแทกเป็นอย่างไร ซึ่งแพทย์ตอบไม่ได้ อาจจะต้องอาศัยพนักงานสอบสวนไปดูในที่เกิดเหตุว่าที่เกิดเหตุมีลักษณะเป็นอย่างไร เบื้องต้นแพทย์รู้เพียงว่าศีรษะบริเวณนั้นมีการกระทบกระแทกกับของแข็งเท่านั้น (อ่านข่าวที่นี่)

ต่อมาวันที่ 20 พ.ค. 2552 พล.ต.ต .พงษ์สันต์ เจียมอ่อน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ตำแหน่งในเวลานั้น) กล่าวถึงการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของพลทหารอภินพโดยสันนิษฐานว่า ผู้ตายเสียชีวิตโดยผิดธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุ เนื่องจากยังไม่พบว่ามีใครทำให้ตายหรือทำให้เสียชีวิต สำนวนการสอบสวนทั้งหมดจะได้ส่งให้พนักงานอัยการต่อไป ยกเว้นมีผู้ใดร้องว่ามีคนทำให้ตายจึงจะสั่งการให้มีการสอบสวนเพิ่มเติม(อ่านข่าวที่นี่)

ลูกชายตายระหว่างเป็นทหารเกณฑ์ แม่เชื่อถูกซ้อมทรมาน แต่ผลชันสูตรระบุตายเพราะติดเชื้อไข้หวัดนก

เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ชุดความจริงสองชุดวิ่งเข้าปะทะกัน สำหรับความตายของพลทหารสมชาย ศรีเอื้องดอย ทหารกองประจำการที่ค่าย กาวิละ จังหวัดเชียงใหม่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2557 ที่โรงพยาบาลเทพปัญญา จังหวัดเชียงใหม่ หลังแพทย์จากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ทำการชันสูตรพลิกศพ ผลลัพธ์ระบุว่า ร่างกายไม่มีบาดแผล สาเหตุการตายคือ ติดเชื้อไข้หวัดนก ปอดอักเสบ ในระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลเทพปัญญา

อย่างไรก็ตาม สายสุดา ศรีเอื้องดอย แม่ของผู้ตายเปิดเผยว่า พลทหารสมชายบอกให้ทราบก่อนเสียชีวิตว่าเขาถูกซ้อมทรมานในช่วงวันที่ 21-23 ม.ค. 2557 โดยเจ้าหน้าที่ทหาร 3 นายลงโทษด้วยการใช้ปี๊บคลุมศีรษะ ใช้อาวุธตีที่ศีรษะ แผ่นหลัง หน้าอก จำนวน 20 ครั้ง ต่อมาวันที่ 28 ม.ค. 2557 พลทหารสมชายถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลค่ายกาวิละ ด้วยอาการไอ เจ็บคอ มีอาการเหนื่อย หอบ และเหงื่อแตก เจ้าหน้าที่พยาบาลโรงพยาบาลกาวิละ ตรวจสอบอาการแล้วเห็นว่ามีอาการหนัก เข้าใจมีอาการติดเชื้อ จึงส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเทพปัญญาก่อนจะเสียชีวิตในวันถัดมา

อย่างไรก็ตามระหว่างรักษาตัวที่โรงพยาบาลเทพปัญญา พบว่า มีคนไข้ติดเชื้อไข้หวัด จำนวน 20 ราย แต่มีพลทหารสมชาย ฯ เสียชีวิตเพียงผู้เดียว โดยก่อนหน้าที่พลทหารสมชายฯ มีสุขภาพร่างกาย แข็งแรง

ต่อมาวันที่ 23 พ.ค.2558 นางสายสุดา มารดา ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ทหารผู้กระทำละเมิดต่อศาลแพ่ง โดยเรียกค่าเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกายหรือจิตใจ

วันที่ 31 พ.ค. 2559 ศาลแพ่งรัชดาพิพากษายกฟ้อง โดยชี้ว่าการตายเป็นผลโดยตรงจากอาการปอดอักเสบจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ พยานฝ่ายจำเลยเป็นแพทย์ผู้ให้การรักษาจึงมีน้ำหนักที่น่ารับฟัง ขณะที่พยานฝ่ายโจทก์เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพลทหารสมชายเสียชีวิตจากอาการปอดอักเสบจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ ไม่ได้เกิดจากการถูกทำร้ายอันเป็นการละเมิดแต่อย่างใด พร้อมทั้งพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ทหารได้แสดงให้เห็นว่าได้ใช้ความระมัดระวังต่อพลทหารสมชายซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเพียงพอแล้วจึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยละเว้นอันเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

 

กรณีการเสียชีวิตเพราะถูกสั่งทำโทษ และเสียชีวิตระหว่างฝึก

นายทหารเสียชีวิตระหว่างฝึก ถูกสั่งลงโทษเกินขีดความสามารถของร่างกาย

ยังมีข้อมูลการตายของนายทหารชั้นสัญญาบัตรซึ่งเสียชีวิตระหว่างฝึกอีก 2 ราย รายแรกคือ สิบโทปัญญา เงินเหรียญ นักเรียนนายสิบฝ่ายการเงิน รุ่น 16 สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรททหารราบที่ 19 (ร.19 พัน 3) กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ หมู่ 1 ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ซึ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2559

โดยสาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากการถูกสั่งทำโทษทางวินัย โดยนายทหารยศร้อยเอกเป็นผู้สั่งให้วิ่งรอบสนามหลายรอบ เนื่องจากสิบโทปัญญาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เจ้าหน้าที่ทหารแจ้งสาเหตุของการทำโทษว่าสิบโทปัญญาอยู่หน่วยการเงิน มีนายร้อยอีกนายหนึ่งทำงานกันอยู่ 2 คน เมื่อผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่ามอบงานให้ทำ เขาก็ไม่ทำ ไปเตือนอีกครั้งหนึ่งก็ไม่ทำ เตือนครั้งที่ 3 ก็ไม่ทำจึงมีการสั่งลงโทษ แต่เนื่องจากสภาพร่างกายของผู้เสียชีวิตไม่พร้อมจึงการอาการฮีทสโตรก (โรคลมแดด) และเสียชีวิตในที่สุด

มีผู้ให้ข้อมูลว่าสาเหตุที่สิบโทปัญญาปฏิเสธคำสั่งผู้บังคับบัญชา อาจเกิดจากการที่ต้องเตรียมสอบในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เนื่องจากกำลังเรียนต่อในระดับปริญญาตรี อย่างไรก็ตาม นายทหารยศร้อยเอกผู้สั่งทำโทษได้เดินทางไปขอขมาพ่อและแม่ขอผู้ตายในงานศพด้วย โดยพ่อของผู้ตายได้พูดกับร้อยเอกคนดังกล่าวสั้นๆ ว่า "อย่าใช้แต่ อำนาจ" (อ่านข่าวที่นี่)

ต่อมาคือกรณีของ ร.ต.สนาน ทองดีนอก เข้ารับการฝึกในหลักสูตรมหาดเล็กรักษาพระองค์(UKBT) รุ่นที่ 11 ในหน่วยฝึกกรมทหารราบที่ 1 กองพันทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ หลักสูตรดังกล่าวกำหนดเวลาการฝึกระหว่างวันที่ 17 พ.ค. - 27 ก.ค. 2558 และจัดให้มีช่วงที่ผู้เข้ารับการฝึกต้องผ่านการทดสอบความสามารถในการว่ายน้ำ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ในสังกัดของกองทัพบกเป็นครูฝึกและมีหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลการฝึก

วันเกิดเหตุ 6 มิ.ย. 2558 ในระหว่างการฝึกว่ายน้ำตามหลักสูตร ร.ต.สนาน ได้ถูกบังคับให้ว่ายน้ำเกินกำลังความสามารถที่ร่างกายจะทนได้ โดยว่ายน้ำไป-กลับภายในสระว่ายน้ำโดยไม่มีการหยุดพักหลายสิบรอบและเป็นเวลานาน  จนเป็นเหตุให้ ร.ต.สนานจมลงไปในก้นสระเป็นเวลานานจนขาดอากาศหายใจ โดยที่ครูฝึกไม่ดำเนินการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ในคำฟ้องคดีแพ่งดังกล่าวระบุว่า การเสียชีวิตของร้อยตรีสนานเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของครูฝึก ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ (อ่านเรื่องราวคดีความต่อได้ที่นี่1,2)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประยุทธ์ ยัน มีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ 6 เม.ย.นี้

Posted: 04 Apr 2017 06:32 AM PDT

พล.อ.ประยุทธ์ ระบุไม่ห้ามไม่โกรธ หาก สนช.-สปท. จะลาออกเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง ปมเลือกตั้งท้องถิ่นกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา แจ้งซื้อรถถังอยู่ในแผนพัฒนากองทัพ ชี้แท็กซี่ต้องพัฒนา-อบรมด้านวิชาชีพให้ทันสมัย ขออย่าตื่นตระหนก สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเอาเปรียบทางการค้า  

4 เม.ย. 2560 รายงานข่าวว่า วันนี้ (4 เม.ย.60) เมื่อเวลา 14.30 น. ณ บริเวณห้องโถงชั้นล่าง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประเด็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีหมายกำหนดการ รับสนองพระบรมราชโองการ เพื่อรับพระราชทานรัฐธรรมนูญใหม่ ว่า จะมีพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ เวลา 15.00 น. วันที่ 6 เม.ย. ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม รัฐบาลได้เตรียมการตามหมายกำหนดการจากสำนักพระราชวังไว้เรียบร้อยแล้ว 

"จะเริ่มนับ 1 ไปสู่กระบวนการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย.  ยืนยันว่า ทุกอย่างยังคงเป็นไปตามโรดแมปไม่เปลี่ยนแปลง และจะเข้าสู่ขั้นตอนการออกกฎหมายลูกตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ผมไม่ได้สั่งอะไรเป็นพิเศษ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ส่วนที่มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) บางส่วน จะลาออก เพื่อเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคล หากใครคิดว่าจะไปทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติในฐานะ ส.ส. ก็ไม่ห้าม และไม่โกรธ  พร้อมกล่าวย้ำด้วยว่า รัฐบาลไม่ได้ควบคุมใคร แต่นำข้อกฏหมายมาบังคับใช้เพื่อให้บ้านเมืองไปสู่ความสงบเรียบร้อย และเพื่อดำเนินการปฏิรูปหรือแก้ปัญหาประเทศชาติได้ตามลำดับ ทั้งนี้ทุกคนต้องควบคุมตัวเองอย่าสร้างความวุ่นวาย ความเดือดร้อน อย่าทำให้ประชาชนเกิดความสับสน  ส่วนการเผยแพร่รัฐธรรมนูญ ซึ่งเกิดจากประชามติ 16 ล้านเสียง และได้ดำเนินการไปแล้วนั้น โดยจะประกาศในวันที่ 6 เม.ย. 2560  หลังจากนั้นก็มาว่ากันอีกที ซึ่งบางคนก็ยังไม่ได้อ่าน พร้อมกล่าวเชิญชวนให้สื่อมวลชนอ่านรัฐธรรมนูญดังกล่าวอีกด้วย จะได้รู้ว่ารัฐธรรมนูญคืออะไร เขียนไว้กว้างๆอย่างไร โดยมีกฎหมายลูก กฎกระทรวงตามมาอีก ซึ่งจะทำงานไม่ได้ถ้าไม่มีกฎหมายลูกรองรับ เดิมทีกฎหมายลูกมีอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับแก้ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

สำหรับเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งเป็นขั้นตอนของการนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตย และอยู่ในห้วงเวลาที่กำหนดไว้ทั้งหมด เพียงแต่ว่าระบอบต้องรักษาความสงบเรียบร้อยไว้ให้ได้  ก่อนการจะมีการเลือกตั้งท้องถิ่น หรือ สส.ตามรัฐธรรมนูญเพื่อก้าวไปสู่ความเป็นระบอบประชาธิปไตยตามที่คนไทยทุกคนต้องการทั้งนี้ทั้งนั้นทุกคนต้องให้ความร่วมมือและนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่าอย่าให้ต้องควบคุมใครเลย ขอให้ใช้อำนาจทางกฏหมายในการดำเนินการต่อผู้กระทำความผิดหรือผู้ที่มีปัญหาตามกระบวนการของกฏหมายเพราะบ้านเมืองยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องแก้ไขอีกมาก

แจ้งซื้อรถถังอยู่ในแผนพัฒนากองทัพ

พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงเรื่องการซื้อรถถัง ว่า ต้องถามสื่อมวลชนก่อนว่าจำเป็นไหม หากจำเป็นต้องซื้อก็ให้เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อ ไม่ใช่จะสามารถสั่งซื้อได้ทันทีทันใด ซึ่งต้องอยู่ในแผนพัฒนากองทัพระยะ 10-20 ปี เพราะรถถังใช้มาแล้วยาวนาน 20-30 ปี ที่ผ่านมามี M41 จำนวนมากและปลดประจำการมากว่า 10 ปีแล้ว จึงต้องมีการหารถถังใหม่มาทดแทนตามห้วงระยะเวลาที่ต้องเปลี่ยน ซึ่งหลักการปรับเปลี่ยนยุทโธปกรณ์ ยึดตามแนวทางอเมริกา โดยกองทัพบกได้นำแนวทางมาจัดทำโครงสร้างรวมถึงการกำหนดหน่วยต่างๆ  ซึ่งมีการกำหนดตามสัดส่วนยุทโธปกรณ์เมื่อเปรียบเทียบกับกำลังทหาร  1 : 3 ปืนใหญ่มี 1 ส่วน  ทหารราบมี  3  ส่วน  หรือปืนใหญ่  1 ส่วนต่อ 1 กรม  , รถถัง 1 กองพันต่อ 1 กรม ในการโจมตี ซึ่งมันเป็นยุทธวิธีดำเนินการต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

ชี้แท็กซี่ต้องพัฒนา-อบรมด้านวิชาชีพให้ทันสมัย

พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนถึงประเด็นการให้บริการของรถแท็กซี่ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาและฝึกอบรมด้านวิชาชีพให้ทันสมัยเพราะมีอยู่หลายแสนคัน เป็นอาชีพที่มีมาอย่างยาวนานต้องมีการพัฒนาแท็กซี่รุ่นเก่าโดยผ่านทางสมาคมรถแท็กซี่ซึ่งสามารถมีวิทยุเรียก มีการใช้อินเตอร์เน็ตภายในรถได้  ซึ่งบางบริษัทได้ดำเนินการติดตั้งแล้ว แต่มีอีกหลายบริษัทที่ยังไม่พัฒนาตัวเอง แต่ต้องสอดคล้องกับรายได้ด้วยเพราะมีการลงทุนที่สูงซึ่งอยู่ในระหว่างการหารือ ส่วนแท็กซี่เก่า ต้องใช้กฎหมายเข้ามาดำเนินการ  แต่เชื่อว่าทุกคนต้องการพัฒนาแต่อาจยังขาดงบประมาณซึ่งกำลังหาวิธีในการช่วยเหลืออยู่ในขณะนี้  ในส่วนนิสัยของคนขับต้องว่ากันในเรื่องของกฎหมาย  เพราะอาจเกิดจากอุปนิสัยส่วนตัวแต่ไม่ใช่เหมารวมทั้งหมด  เพราะทุกคนต้องหาเลี้ยงชีพ  คนที่ผิดก็ว่ากันไปตามกฎหมายส่วนอูเบอร์ Uber ต้องมีข้อกฎหมายมารองรับ ซึ่งกำลังหาแนวทางในอยู่ในขณะนี้ ข้อกฎหมายถ้ารับจ้าง ก็มีระเบียบการชัดเจน แต่ทาง อูเบอร์ Uber ไม่แสดงตนว่าเป็นรถรับจ้าง ไม่มีสัญลักษณ์ไฟหรือสัญลักษณ์อื่นใด แสดงให้ทราบว่าเป็นรถรับจ้าง  ณ วันนี้ยังจดทะเบียนรับจ้างไม่ได้เพราะเขาไม่ยินยอมให้จดทะเบียน  และไม่มีกฏหมายรับรอง

ส่วนประเด็นข้อกฏหมายการประมงพื้นบ้าน พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลคำนึงถึงการทำการประมงพื้นบ้านเป็นหลัก โดยกำหนดเขตแดนมีการกำหนดตีเส้นว่าระยะทางเท่าไหร่ ไม่ให้เรือภายนอกเข้ามาภายใน  รวมถึงไม่ให้เรือภายในออกไปทำประมงภายนอก เพื่อจะได้เป็นข้อกำหนดที่ชัดเจน ก่อนหน้านี้กฏหมายดังกล่าวไม่มี  จึงต้องมีกฏหมายมารองรับที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อรักษาแนวอาณาเขตประมงพื้นบ้านให้ได้ ซึ่งเป็นอาชีพสุจริต ค้าขายนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว ไม่ได้ทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ข้อกฎหมายที่ต้องนำไปควบคุมแน่ ๆ คือนอกน่านน้ำ ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากที่สุด จากที่ผ่านมามีปัญหาทุกประเทศ  เพราะรัฐบาลสนใจและใส่ใจกับเรื่องนี้มาก  เพราะต้องรักษาทรัพยากรประมงไว้ให้ลูกหลานคนไทย ไม่ว่าจะเป็นฝั่งอ่าวไทย หรือฝั่งทะเลอันดามันไว้ให้ได้นานที่สุดขณะเดียวกันต่างประเทศได้ให้ความสนใจกันแนวทางการดำเนินการของรัฐบาลในเรื่องนี้ และได้นำไปเป็นแบบอย่างอีกด้วย 

ขออย่าตื่นตระหนก สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีเอาเปรียบทางการค้า  

กรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ระบุรายชื่อประเทศที่เอาเปรียบการค้ากับสหรัฐฯ จนทำให้ขาดทุนเกือบ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อจะแก้ไขสภาวะขาดดุลทางค้าของสหรัฐ โดยไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่อยู่ในรายชื่อนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งตื่นตระหนก  รอให้สหรัฐฯ มีประกาศอย่างเป็นทางการออกมาก่อน อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมรับมือไว้แล้ว 

"ถ้าคิดในแง่ดี ถ้ามีประกาศใดออกมา อย่างน้อยประเทศไทยก็มีเพื่อนอีกตั้ง 15 ประเทศ เราไม่ได้นิ่งนอนใจ เตรียมการไว้แล้ว เวลานี้คณะกรรมการชุดต่างๆ ก็พิจารณาอยู่  นอกจากนี้ ไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว  

 

ที่มา เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล และสำนักข่าวไทย 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ความไม่เป็นธรรม ไม่เคยเปลี่ยน: ครอบครัว ‘แวมะนอ’ สะท้อนกรณีข่าวผู้นำบีอาร์เอ็นคนใหม่

Posted: 04 Apr 2017 06:25 AM PDT

"รัฐเชื่อว่าพ่อเป็นแกนนำผู้ก่อความไม่สงบมาตลอด ไม่แปลกที่จะจัดวางรายชื่อพ่อตามโครงสร้างต่างๆ ที่รัฐอยากให้เป็น ทุกอย่างที่เกิดเป็นระยะเหมือนเพียงเพื่อจะโดดเดี่ยวครอบครัวเรา" ลูกชายดุลเลาะ แวมะนอ อดีตผู้บริหารปอเนาะญิฮาดกล่าว หลังมีข่าวพ่อได้รับตำแหน่งประธานบีอาร์เอ็น แทนสะแปอิง บาซอ



ภาพจากศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยา

เดือนมีนาคมปีนี้ ครบรอบ 1 ปีงานระดมทุนช่วยซื้อที่ดินให้ ครอบครัวแวมะนอ และเพื่อจัดสร้างโรงเรียนปอเนาะแห่งใหม่ขึ้นโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยาปิดร้างมานานตั้งแต่ปี 2548 ที่มีการปิดล้อมตรวจค้นอย่างหนักหลังเหตุการณ์การปล้นปืนที่ค่ายปีเหล็งตอนต้นปี 2547 และถูกสั่งปิดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548  ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ก็คอยจับตาดูปอเนาะแห่งนี้อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบุคคลที่ยังเดินเข้า-ออกโรงเรียน การจับตาดังกล่าวสะท้อนชัดว่าเจ้าหน้าที่ปักใจเชื่อว่าเปาะสูเลาะ มีอิทธิพลขับเคลื่อนความขัดแย้งในปาตานี อ่านต่อ

ต่อมา 15 ธันวาคม 2558 ศาลแพ่งมีคำพิพากษายึดที่ดินอันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนญิฮาดวิทยา หรือ "ปอเนาะญิฮาด" ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542  เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่สนับสนุนการก่อการร้าย   อ่านต่อ  ทางครอบครัวและศูนย์ประสานงานให้ความช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนปอเนาะญิฮาดวิทยาได้มีการจัดงานกินข้าวยำสมทบทุนช่วยเหลือครอบครัวในวันที่ 19 มีนาคม 2559 ซึ่งผลปรากฏว่าได้รับความร่วมมือจากประชาชน ประชาสังคม นักการเมือง ผู้นำศาสนาในพื้นที่เป็นอย่างดี รวมยอดการบริจาคเป็นเงินสี่ล้านกว่าบาท  ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคารและต่อเติมมัสยิด อ่านต่อ   

ด้วยความเป็นปอเนาะที่เป็นเสมือนหัวใจการเรียนรู้วิถีอิสลาม อันเป็นคุณค่าร่วมของสังคมปาตานีชายแดนใต้มายาวนาน  อีกทั้งความรู้สึกร่วมว่าเป็นผู้ถูกกระทำจากส่วนกลาง ก่อให้เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อการตัดสินคดีความที่คนทั่วไปในพื้นที่ต่างก็รู้สึกว่าอยุติธรรม ผลของคำพิพากษาได้สร้างความไม่เข้าใจให้กับฝ่ายครอบครัวแวมะนอ โดยนางยาวาฮี และนายบัลยาน แวมะนอ ภรรยาและลูกชายของนายดูนเลาะ   รวมทั้งศิษย์เก่าของโรงเรียน และประชาชนในพื้นที่ เพราะเห็นว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งของปอเนาะญิฮาด ซึ่งมีเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 นั้น เป็นมรดกที่ตกทอดถึงยาวาฮีซึ่งเป็นภรรยาของดุลเลาะ และพี่น้องรวม 5 คน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของนายดูนเลาะ ซึ่งนางยาวาฮีกับพี่น้องคนอื่นๆ ที่มีชื่ออยู่ในเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ไม่ได้ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยไปกับสามีของเธอด้วย อ่านต่อ           


บรรยากาศความคึกคักของงานกินข้าวยำระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวโรงเรียนญิฮาดวิทยา หลังศาลสั่งยึดที่ดิน



ภาพการก่อสร้างอาคารบ้านใหม่และอาคารสถานศึกษาชุมชนหลังจาก ศาลสั่งยึดที่ดิน

ดุลเลาะ เป็นลูกชายของโต๊ะอิหม่ามในหมู่บ้านท่าด่านที่ชาวบ้านยอมรับและให้ความไว้วางใจ เป็นศิษย์เอกบาบอเฮงโต๊ะครูปอเนาะญิฮาดและยังเป็นเขยของท่านด้วย หลังจากบาบอเฮงถูกยิงเสียชีวิตในปี 2520 ด้วยความสามารถทางวิชาการอิสลามนายดุลเลาะจึงได้รับเลือกให้เป็นครูใหญ่ปอเนาะญิฮาดในเวลาต่อมา มีการบูรณาการระบบการศึกษาจากระบบปอเนาะแบบดั้งเดิม และนำเอาหลักสูตรการศึกษานอกโรงเรียนหรือ (กศน.)มาใช้ จากปอเนาะญิฮาดถูกเปลี่ยนเป็น "โรงเรียนญิฮาดวิทยา" อ่านต่อ  หลังเหตุการณ์ปล้นปืนค่ายปิเหล็งในวันที่ 4 มกราคม 2547 สถาบันปอเนาะหลายแห่ง โต๊ะครูหลายคนตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกออกหมายจับ ในปี 2548 มีการออกหมายจับหลายราย หนึ่งในนั้นมีนายดุลเลาะ ครูใหญ่โรงเรียนญิฮาดวิทยาด้วย  ปัจจุบันหน่วยงานความมั่นคงคาดว่า เขาหลบหนีไปอาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซีย

เรื่องราวเหมือนจะจบลงไปแล้ว กระทั่งวันที่ 20 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา Benarnews ได้นำเสนอข่าวการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบีอาร์เอ็น หรือขบวนการกู้ชาติปาตานีที่เชื่อกันว่ามีบทบาทมากที่สุดในปัจจุบัน โดยมีการแต่งตั้งให้นายดุลเลาะ แวมะนอ อดีตครูใหญ่โรงเรียนปอเนาะญีฮาดขึ้นมาเป็นประธานสภาองค์กรนำ แทนสะแปอิง บาซอ ผู้ต้องหาคดีแบ่งแยกดินแดน ค่าหัว 10 ล้านบาท แกนนำระดับสูงสุดของบีอาร์เอ็นที่เสียชีวิตขณะหลบหนีอยู่ในมาเลเซียในวัย 81 ปี (อ่านที่นี่)

ข่าวนี้จะส่งผลอย่างไรต่อครอบครัวแวมะนอที่อยู่ในห้วงเวลาของการฟื้นฟูครอบครัวและสถานศึกษาของชุมชน   

นายบัลยาน แวมะนอ บุตรชายนายดูลเลาะห์แวมะนอ กล่าวว่า เขารู้สึกไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เนื่องจากทางครอบครัวได้ตั้งข้อสังเกตกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ประสบพบเจอทั้งก่อนที่จะถูกศาลสั่งยึดที่ดิน และการมาเยือนของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถี่มากขึ้นหลังจากที่ชาวบ้านพี่น้องประชาชน ประชาสังคมทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูครอบครัวและสถานศึกษาชุมชนท่าด่าน   

"รัฐเชื่อว่าพ่อเป็นแกนนำผู้ก่อความไม่สงบมาโดยตลอด จึงไม่แปลกที่จะมีการจัดวางรายชื่อของพ่อตามโครงสร้างต่างๆที่รัฐอยากให้เป็น" บัลยานกล่าว  


เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพบปะนายบัลยาน แวมะนอ

เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเผยแพร่ภาพ "หมายจับตาย" แกนนำบีอาร์เอ็นในโลกออนไลน์ เป็นภาพที่อ้างถึงสำนักการข่าว กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า  หนึ่งในนั้นมีภาพดุลเลาะ แวมะนอ โดยมีรางวัลนำจับ 1 ล้านบาท แม้ว่าทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้ออกมาปฏิเสธว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าไม่มีประกาศจับตายกลุ่มก่อความไม่สงบ และยืนยันเจ้าหน้าที่ยึดหลักสันติวิธี อ่านต่อ   แต่ทางครอบครัวยังคงกังวลถึงเจตนาของการเผยแพร่ภาพดังกล่าวนั้นว่าต้องการอะไร   

"อยากถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐสามารถตัดสินชีวิตคน ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ยุติธรรมได้หรือไม่ เมื่อ กอ.รมน. ปฏิเสธว่าภาพดังกล่าวนั้นไม่ใช่ความจริง ทำไมไม่สามารถนำตัวผู้ที่เผยแพร่ภาพดังกล่าวมารับผิดชอบต่อการกระทำของเขา" บัลยานกล่าว  

"มันรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ คือความพยายามเพียงเพื่อจะโดดเดี่ยวครอบครัวเรา" ลูกชายดุลเลาะกล่าว

ส่วนข่าวที่ว่าบิดาของเขาขึ้นเป็นผู้นำบีอาร์เอ็นนั้น บัลยานกล่าวว่า ไม่รู้เรื่องนี้ เพราะบีอาร์เอ็นเป็นองค์กรลับ คนที่ศึกษาเกี่ยวกับความขัดแย้งที่ปาตานีต่างก็รู้ดีว่าบีอาร์เอ็นให้ความสำคัญกับการเป็นองค์กรลับ จึงไม่รู้ว่าโครงสร้างบีอาร์เอ็นเป็นแบบไหน อย่างไร

ด้านพันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า ยังไม่ทราบข่าวการเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ได้ยินมาบ้างอย่างคร่าวๆ ก่อนหน้านี้ก็มีกระแสเรื่องนี้มาเรื่อยๆ ...ถือเป็นเรื่องใหญ่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด อ่านต่อ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รมว.ยุติธรรม เผย ดีเอสไอ ชงเลิก ม.44 คุม 'ธรรมกาย' ให้ ‘วิษณุ’ พิจารณาแล้ว

Posted: 04 Apr 2017 06:10 AM PDT

ทนายความผู้ดูแลพระสงฆ์วัดพระธรรมกาย เผย อัยการยังไม่สั่งฟ้อง 'พระวัดธรรมกาย' เพิ่ม ศูนย์ปฏิบัติการร่วมรักษาความสงบบริเวณวัดพระธรรมกาย เบรกการจัดงานวันเกิดพระธัมมชโย

แฟ้มภาพ วัดพระธรรมกาย

4 เม.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า ที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้ เมื่อเวลา 14.10 น. สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมเสนอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกเลิกมาตรา 44 ควบคุมวัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่พิเศษว่า ทางกระทรวงยุติธรรมโดยดีเอสไอได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาแล้ว ต้องรอดูต่อไป 

อัยการยังไม่สั่งฟ้อง 'พระวัดธรรมกาย' เพิ่ม

วันเดียวกัน ปัญญา ถาวรอัครนิล ทนายความผู้ดูแลพระสงฆ์วัดพระธรรมกาย ได้นำพา 1.พระเผด็จ ทัตตชีโว 2.พระสนิทวงศ์ วุฑฒิวังโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย 3.พระมหาดร.สมชาย ฐานวุฑโฒ และพระลูกวัดพระธรรมกายอีก 5 รูปได้เดินทางมาที่สำนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรี อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อรับฟังคำสั่งของพนักงานอัยการจังหวัดธัญบุรีว่า จะมีคำสั่งฟ้องข้อกล่าวหาขัดขืนคำสั่ง คสช. พร้อมทั้งรอขอความเป็นธรรมกับพนักงานอัยการว่าให้มีการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนที่จะสั่งฟ้องได้หรือไม่

ปัญญา ระบุว่า วันนี้พระภิกษุสงฆ์ทั้ง 8 รูปมาร้องขอความเป็นธรรมในหลายหลายประเด็นซึ่งทางอัยการก็มีความสนใจและต้องสอบให้เรา ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและในวันนี้ถามพนักงานอัยการยังไม่มีการสั่งฟ้องพระวัดพระธรรมกายเพิ่มเติมเพียงแต่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด 8 รูปมาเซ็นตามหมายนัดของอัยการและให้อัยการสอบเพิ่มเป็นบางประเด็นพร้อมมีสาระสำคัญของคดีซึ่งทางอัยการก็ยินดีให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เบรกการจัดงานวันเกิดพระธัมมชโย

ขณะที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการกับพระธัมมชโย และวัดพระธรรมกาย ว่า สมเกียรติ ธงศรี ผู้ตรวจราชการพศ. ได้รายงานผลการประชุมร่วมกันระหว่างพระเทพรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี คณะผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ดีเอสไอ พศ. และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี (พศจ.ปทุมธานี) เมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานีว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงการจัดงานวันสงกรานต์ ซึ่งจะเป็นช่วงก่อนการจัดงานวันคล้ายวันเกิดของพระธัมมชโย ที่ตรงกับวันที่ 22 เม.ย. ของทุกปี ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าให้ทางวัดจัดงานวันดังกล่าวได้แต่ให้จัดแบบวันต่อวัน ไม่ให้มีการค้างคืน อย่างไรก็ตามทางศูนย์ปฏิบัติการร่วมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณวัดพระธรรมกายและพื้นที่โดยรอบวัดพระธรรมกาย ได้มีการพิจารณาแล้ว เห็นว่าขอให้งดจัดงานดังกล่าว เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการรวบรวมคนจำนวนมาก อีกทั้งขณะนี้พื้นที่ของวัดพระธรรมกายยังเป็นพื้นที่ควบคุมอยู่ตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่5/2560 ลงวันที่ 15 ก.พ.2560 จึงให้ทางวัดพระธรรมกายงดจัดงานวันคล้ายวันเกิดของพระธัมมชโย นอกจากนี้ในการประชุมเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ทางวัดพระธรรมกาย ยังได้รายงานบัญชีรายรับ รายจ่าย ของทางวัดในช่วงที่ผ่านมาด้วย แต่จะมีมากขึ้นหรือน้อยลงนั้น ตนไม่สามารถเปิดเผยได้ 

ที่มา เดลินิวส์, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และผู้จัดการออนไลน์

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'เนติวิทย์' ผ่อนผัน-ชูป้ายต้านบังคับเกณฑ์ทหาร ชี้ทำอย่างอื่นก็รับใช้ชาติได้

Posted: 04 Apr 2017 03:43 AM PDT

ชูวิทย์ โต้ 'เนติวิทย์' เรียนหนังสือไม่ใช่รับใช้ชาติ แต่รับใช้ตัวเอง อัดหากจะไม่รับใช้ชาติ ก็อย่าไปชักชวนคนอื่นเลย มันเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ด้าน 'ปวิน' ผิดหวังชูวิทย์ ชี้ทุกอาชีพก็รับใช้ชาติ ยันไม่เป็นทหารก็ฝึกวินัยตัวเองได้

ที่มาภาพ Voice TV 

4 เม.ย.2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (4 เม.ย.60) เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล อายุ 21 ปี นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตเลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไทและเป็นหนึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านการเกณฑ์ทหาร ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ได้เดินทางมาพร้อมเอกสารในการขอผ่อนผันในการคัดเลือกการเกณฑ์ทหาร ที่ศาลาอเนกประสงค์ สนามกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ ซอยวัดราษฎร์โพธิ์ทอง ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ โดยได้นำเอกสารหนังสือรับรองจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมายื่นขอผ่อนผัน ซึ่งครั้งนี้ขอผ่อนผันเป็นครั้งแรก

เนติวิทย์ ได้เปิดเผยว่า วันนี้ได้นำเอกสารมาขอผ่อนผัน โดยสาเหตุที่ต้องมาผ่อนผันนั้นเนื่องจากว่าตนกำลังรับใช้ชาติด้วยการทำหน้าที่เรียนหนังสือ และยังเห็นว่าในการเข้ามารับการเกณฑ์ทหารมันไม่มีประโยชน์สำหรับตน เพราะคนอย่างตนควรไปรับใช้ชาติอย่างอื่นและไม่เคยเห็นด้วยกับการเกณฑ์ทหารตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้ว และยังเสียใจว่าตนเองไม่ยอมเรียนหลักสูตรวิชาทหาร หรือ รด. แต่การเข้าเรียน รด.เองก็พบว่ายังมีการรับเงินเมื่อมีการสอบไม่ผ่านและคิดว่ามันเป็นระบบคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ ส่วนที่ตนเองใช้สิทธิการผ่อนผันหมดก็จะคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไร

"ตอนนี้ผมกำลังรับใช้ชาติอยู่ก็เลยต้องผ่อนผัน เพราะว่าผมมีหน้าทีที่จะต้องเรียกหนังสือตอนนี้ และผมก็ยังเห็นว่าการที่ผมมาเกณฑ์ทหารนี่มันไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับผมอยู่แล้ว คนสำหรับผมควรจะไปรับใช้ชาติในสิ่งที่มันเหมาะสม เหมือนกับคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งมีความสามารถหลากหลายแตกต่างกันไป" เนติวิทย์ กล่าว
 
"ถึงเวลาแล้วที่ประเทศจะเดินหน้าต่อไปได้ การที่นำคนหลายแสนคนมาเกณฑ์ทหาร ตนว่าหมดยุคหมดสมัยไปนานแล้ว ซึ่งมันเป็นระบบที่เกิดขึ้นเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้ว และในยุคนี้ยังมีอะไรที่ต้องท้าทายโลกมากกว่านี้ที่จะต้องส่งคนไปเข้าใจโลกมากกว่านี้ การเกณฑ์ทหารเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์" เนติวิทย์ กล่าว พร้อมระบุด้วยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือทบทวนว่า เอาคนแสนคนไปทำอะไร ตอนนี้สิ่งที่เราต้องการคือคนสร้างสันติภาพ เราลงทุนทางการศึกษา แต่กลับให้ลูกหลานของเรามาเป็นเกณฑ์ทหารอยู่ 2 ปี หรือ 6 เดือน
 
เนติวิทย์ กล่าวอีกว่า คิดว่าหากยกเลิกการเกณฑ์ทหารต้องศึกษาวิจัยมีและผลักดันให้มีการแก้กฎหมายแต่ต้องรอรัฐธรรมนูญประกาศใช้ก่อนถึงจะรู้ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร เรื่องเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องที่ใหญ่มากเพราะมันเกี่ยวพันกับผลประโยชน์และชีวิตคนจำนวนมาก และคนเป็นแสนคนเราจะควบคุมยังไงที่จะไม่ให้ความรุนแรงมันเกิดขึ้น ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ และถ้าจะต่อสู้เรื่องนี้ เราต้องรณรงค์ให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารและทำให้กองทัพเราดีขึ้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น หันมาใช้ระบบอาสาสมัครและจัดให้มีสวัสดิการคนที่เป็นทหารอย่างดี
 
ส่วนกรณีที่ที่พลทหารถูกซ้อมจนเสียชีวิตนั้น เนติวิทย์ กล่าว ตนขอขอบคุณที่ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาขอโทษ ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงความจริงใจอย่างมาก แต่ว่าการขอโทษก็ยังไม่พอ ลูกหลานคนอื่นที่เข้าไปอาจจะโดนอีก ระบบต้องตรวจสอบได้และเข้าถึงได้ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องทบทวนเลยว่าเอาคนแสนคนไปทำอะไร

ชูวิทย์ โต้รียนหนังสือไม่ใช่รับใช้ชาติ แต่รับใช้ตัวเอง 

ด้าน ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรครักประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'ชูวิทย์ I'm Back' ว่า อย่าเข้าใจผิดไอ้หนู หากตัวเองไม่อยากรับใช้ชาติก็อย่าไปชวนคนอื่นเลย

ชูวิทย์ ระบุว่า การเกณฑ์ทหารเป็นวิถีชีวิตของลูกผู้ชาย ได้ฝึกวินัยและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ส่วนการเรียนหนังสือไม่ใช่การรับใช้ชาติ แต่เป็นการรับใช้ตัวเองและครอบครัว ประเทศที่ประสบความสำเร็จล้วนต้องมีวินัย ทั้งในครอบครัว การทำงาน สังคม และประเทศชาติ หากปราศจากวินัยแล้ว ไม่มีใครทำอะไรสำเร็จสักอย่าง

"อีกทั้งการเกณฑ์ทหารเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ถ้าสมัครก็เพียง 6 เดือน ถือว่าน้อยมากสำหรับวัยหนุ่มที่ต้องค้นหาตัวเอง หากจะไม่รับใช้ชาติ ก็อย่าไปชักชวนคนอื่นเลย มันเสียศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย" ชูวิทย์ ระบุ

ปวิน ผิดหวังชูวิทย์ ชี้ทุอาชีพก็รับใช้ชาติ

ขณะที่ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ได้แสดงความเห็นโต้ชูวิทย์ด้วยว่า การเกณฑ์ทหารเป็นวิถีลูกผู้ชาย ยังไงไม่ทราบ ฝึกวินัยและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชาหรือ ไม่เป็นทหารก็ฝึกวินัยตัวเองได้ อย่างลุงติดคุก ยังไปฝึกวินัยในคุกได้ ไปเกณฑ์ทหาร สุดท้ายก็ลงเอยที่ต้องไปเป็นคนรับใช้นายพล นี่หรือคือวิถีลูกผู้ชาย ส่วนการเรียนหนังสือทำไมถึงไม่ใช่การรับใช้ชาติ เพราะจบออกมาก็ต้องมาประกอบอาชีพ ทำความเจริญรุ่งเรืองให้ชาติ ลุง(ชูวิทย์)เคยเปิดอาบอบนวด แม้ลุงไม่ได้จบปริญญาอาบอบนวด แต่ธุรกิจลุงมันก็ช่วยการไหลเวียนของเศรษฐกิจท้องถิ่นหรือเปล่า อาชีพอะไรก็ช่วยชาติได้ ส่วนเรื่องหากไม่รับใช้ชาติ ก็อย่าไปชวนคนอื่น มันเสียศักดิ์ศรี แค่นี้ลุงยังไม่เข้าใจว่าเนติวิทย์ต้องการอะไร ลุงไม่เข้าใจจริงๆ แล้วอะไรคือศักดิ์ศรี ถูกกระทืบตายในค่ายเป็นการรักษาศักดิ์ศรีด้วยไหม ผิดหวังในตัวลุงมาก
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องคดีระเบิดเวที กปปส.ตราด เหตุพยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก

Posted: 04 Apr 2017 03:27 AM PDT

ศาลอุทธรณ์มีพิพากษาคดีเหตุกราดยิงเวที กปปส.จังหวัดตราดเมื่อก.พ.57 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เหตุพยานโจทก์ให้การขัดแย้งกันจึงรับฟังไม่ได้ ส่วนจำเลยที่ 2และ 3 ศาลอุทธรณ์ยกฟ้องตามศาลชั้นต้น ภายหลังอ่านคำพิพากษาศาลมีคำสั่งไม่ให้ขังจำเลยทั้งสามระหว่างฎีกา

4 เม.ย.2560 เว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลจังหวัดตราดมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดียิงและปาระเบิดเวทีการชุมนุมของ กปปส. ที่จังหวัดตราดเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2557 จำเลยในคดีนี้ได้แก่ นายวัชระ กระจ่างกลาง จำเลยที่ 1 นายสมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ จำเลยที่ 2 และนายสมศักดิ์ สุนันท์ จำเลยที่ 3 อัยการฟ้องทั้งสามคนในข้อหา ร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้, พาอาวุธไปในที่สาธารณะ, ร่วมกันใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ในการทำความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นและร่วมกันยิงปืนในที่สาธารณะ

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ในส่วนของนายวัชระ จำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 5 ปี ในข้อหาครอบครองอาวุธที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ เนื่องจากศาลเห็นว่าคำให้การของพยานโจทก์ขัดแย้งกันจึงไม่สามารถรับฟังได้และการที่โจทก์นำสืบว่าอาวุธที่ตรวจยึดมาได้จากห้องพักของ น.ส.จันทนา วรากรณ์สกุลกิจน์ (อ่านเพิ่มเติม ที่นี่) เป็นอาวุธที่ใช้ในการก่อเหตุ แต่ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าจำเลยทั้ง 3 คน ได้ครอบครองอาวุธเหล่านี้มาก่อน

ในส่วนข้อหาร่วมกันฆ่าและพยายามฆ่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามคนตามศาลชั้นต้น โดยศาลได้พิจารณาจากการที่จำเลยได้ต่อสู้ว่าคำรับสารภาพของจำเลยไม่ได้มาโดยสมัครใจอีกทั้ง พยานคนหนึ่งก็ได้ให้การมีพิรุธจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวงหรือโดยมิชอบประการอื่น ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 อีกทั้งพยานหลักฐานแวดล้อมที่มีการตรวจพิสูจน์ DNA ก็ไม่ได้ถูกตรวจยึดจากที่เกิดเหตุและโจทก์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพยานหลักฐานเหล่านี้เกี่ยวกับการก่อเหตุอย่างไร

ตามเหตุผลข้างต้นศาลอุทธรณ์จึงได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 ในทุกข้อหา ภายหลังอ่านคำพิพากษาศาลได้มีคำสั่งไม่ให้ขังจำเลยทั้ง 3 คนระหว่างรอการฎีกาคดี

คดีนี้อัยการได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้ง 3 คนได้แก่ นายวัชระ นายสมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ และนายสมศักดิ์ สุนันท์ ได้ร่วมกันพาอาวุธไปบริเวณจัดชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จังหวัดตราด และใช้อาวุธปืนยิงใส่เป็นจำนวนหลายนัดและขว้างระเบิด 2ลูกใส่พื้นที่การชุมนุมดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายได้แก่ ด.ญ.ฬิฬาวัลย์ พรหมชัย นางพิศตะวัน อุ่นใจ และด.ญ.ณัฏฐ์ชยา รอสูงเนิน และผู้บาดเจ็บสาหัสอีกรวม 9ราย

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26ม.ค.2559 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษา ตัดสินจำคุก 5 ปี นายวัชระ กระจ่างกลาง จำเลยที่ 1 ในข้อหาครอบครองอาวุธที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ ส่วนจำเลยที่ 2 สมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ และจำเลยที่ 3 สมศักดิ์ สุนันท์ ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่ศาลได้มีคำสั่งให้ควบคุมตัวในเรือนจำระหว่างรออัยการพิจารณายื่นหรือไม่ยื่นอุทธรณ์ ส่วนอาวุธของกลางให้ยึดไว้ และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายทั้ง 7 คนที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาล

นอกจากคดีนี้แล้วนายสมศักดิ์ พูลสวัสดิ์ จำเลยที่ 2 ในคดียังถูกดำเนินคดีข้อหาครอบครองอาวุธสงครามอีกหนึ่งคดี เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีการครอบครองและเคลื่อนย้ายอาวุธที่เป็นของ น.ส.มนัญชยา เกตุแก้วและ น.ส.กริชสุดา คุนะแสน ไปส่งต่อให้ น.ส.จันทนา วรากรสกุลกิจ อีกทั้งคำฟ้องยังระบุอีกว่าอาวุธปืนของกลางในคดีได้ถูกนำไปใช้ในเหตุการณ์ของคดีร่วมกันก่อเหตุยิงเวที กปปส. จังหวัดตราดเมื่อกุมภาพันธ์ ปี 2557 ซึ่งเป็นคดีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในครั้งนี้ ทั้งนี้ศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่สองของนายสมศักดิ์ไปเมื่อ 27ธ.ค.2559 เนื่องจากศาลเห็นว่าฝ่ายโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานและหลักฐานยืนยันว่าสมศักดิ์เกี่ยวข้องกับของอาวุธกลางในคดี และคำให้การในชั้นสอบสวนมีการตกลงกับทหารมาก่อนถือเป็นการจูงใจโดยมีผลตอบแทน (อ่านเพิ่มเติม ที่นี่)

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

250 ปีปัจฉิมกาลอยุธยา: มิกกี้ ฮาร์ท สำรวจหลักฐานชุมชนชาวสยามและพระเจ้าอุทุมพรที่พม่า

Posted: 04 Apr 2017 02:41 AM PDT

นักวิชาการอิสระชาวพม่านำเสนอร่องรอย หลักฐาน รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรมจากชุมชนชาวสยามที่ไปอยู่อังวะ-อมรปุระ ภายหลังสงครามเสียกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2310 พร้อมหลักฐานทางโบราณคดีในบริเวณที่สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่จำพรรษา และสถูปบรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์ของอยุธยา

ในงานเสวนา "250 ปี ปัจฉิมกาลกรุงศรีอยุธยา: ปริวรรตบทเรียน เพื่อสร้างสรรค์อนาคต" จัดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่หอประชุม มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา นั้น ในช่วงเช้ามีการเสวนาทางวิชาการหัวข้อ "250 ปี ปัจฉิมกาลกรุงศรีอยุธยา reset to mindset" วิทยากรโดยมิกกี้ ฮาร์ท นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ชาวพม่า ผู้ศึกษาแหล่งโบราณคดีที่สันนิษฐานว่าเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระเจ้าอุทุมพร ที่อมรปุระ สมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรรายการโทรทัศน์และผู้เชี่ยวชาญวัฒนธรรมอุษาคเนย์ และ ดุลยภาค ปรีชารัชช ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

มิกกี้ ฮาร์ท นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ชาวพม่า

โดย มิกกี้ ฮาร์ท เริ่มต้นเล่าว่า เรามักได้ยินเรื่องราวของคนสยามสมัยเสียกรุงเสียอยุธยา ว่าถูกพม่ากวาดต้อนไป ปีนี้อยุธยาเสียกรุง 250 ปี เช่นเดียวกับชาวสยามที่ไปอยู่พม่าครบ 250 ปีเช่นกัน แต่มีนักวิชาการหรือนักประวัติศาสตร์น้อยมากที่ไปค้นหาชีวิตของชาวสยามในประเทศพม่าว่าอยู่อย่างไร ชีวิตเขาเป็นอย่างไรบ้าง เชลยศึกไปเป็นทาสของพม่าจริงหรือเปล่า และบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็มีน้อยมากเพราะว่าไม่ใช่ราชวงศ์ ทั้งนี้ชาวสยามที่ไปส่วนใหญ่เป็นคนธรรมดา นักวิชาการค้นหาข้อมูลไม่ค่อยได้

มิกกี้ ฮาร์ท กล่าวว่า เรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี้ส่วนใหญ่ไม่มีในพงศาวดาร แต่ว่าใช้วิธีการค้นพบด้วยตัวเองทางโบราณคดี มากกว่าศึกษาผ่านบันทึกประวัติศาสตร์หรือพงศาวดาร

นักวิชาการอิสระผู้นี้ยังตั้งคำถามชวนคิดว่าคนสยามในประเทศพม่า ลำบากจริงหรือเปล่า หรือ พอตั้งกรุงธนบุรี ทำไมชาวสยามทั้งหลายไม่กลับมาประเทศไทยบ้าง และเสนอด้วยว่าในประเทศพม่าเรื่องนาฏศิลป์ดนตรี ตอนนี้มหาวิทยาลัยศิลปากรกำลังศึกษาแม่แบบนาฏศิลป์โยเดีย เพลงโยเดีย และจิตรกรรมโยเดีย รวมทั้งเรื่องการกิน ขนมต่างๆ ของโยเดีย ก็ยังคงอยู่ หมายความว่า คนสยามในพม่าอยู่เป็นอิสระ จึงเริ่มศึกษาเรื่องนี้

โดยมิกกี้ ฮาร์ท นำเสนอหลักฐานทางโบราณคดีที่พบรอบเมืองอังวะ โดยเฉพาะที่อมรปุระ ซึ่งพบศิลปะที่มีลักษณะผสมผสานกับทั้งศิลปะพม่าและอยุธยา เจดีย์ที่มีลักษณะเฉพาะ ชุมชนชาวสยามที่มีการขุดคลองที่ชื่อ "นายกุศล" โดยคำว่า "กุศล" ทั้งไทยและพม่ามีคำนี้ใช้เหมือนกัน แต่คำว่า "นาย" เป็นคำนำหน้าชื่อคนไทย ไม่ใช่คนพม่า ทั้งนี้ในอดีตที่ดินตลอดแนวคลอง 20 กม. เป็นคนสยามอาศัยทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่สภาพคลองไม่สะอาดเหมือนอย่างอดีตแล้ว

ในบริเวณดังกล่าวยังพบองค์พระพุทธรูปที่มีข้อความจารึกภาษาไทย นอกจากนี้ยังพบว่ายังมีพระพุทธรูปสมัยอยุธยาจำนวนหนึ่ง ที่หลังกรุงศรีอยุธยาแตก ทหารพม่านำกลับไปบูชาต่อด้วย โดยยังพบพระพุทธรูปที่ตัวองค์พระเป็นศิลปะอยุธยา แต่พระเศียรเป็นแบบพม่า สันนิษฐานว่าเนื่องจากพระเศียรหัก และเป็นธรรมเนียมพม่าที่ต้องซ่อมพระพุทธรูป ส่วนของพระเศียรเลยเป็นศิลปะพม่า

นักวิชาการชาวพม่ายังนำเสนอเรื่องวัดที่จำพรรษา ของภิกษุพระเจ้าอุทุมพรที่เสด็จไปอยู่พม่าด้วย โดยมีการพบพระโกศอัฐิที่วัดโยเดีย หรือวัดอยุธยา โดยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นของพระเจ้าอุทุมพร ในเจดีย์ยังพบบาตรแก้ววางอยู่บนฝาพาน ซึ่งในธรรมเนียมพม่าผู้ที่จะมีสิทธิใช้จะมีเพียงกษัตริย์หรือพระมเหสีเท่านั้น หรือในกรณีนี้คือกษัตริย์พม่าอนุญาตให้ภิกษุผู้นี้ใช้

นอกจากนี้ยังมีการค้นพบบาตรและเครื่องใช้ของพระสงฆ์ในบริเวณดังกล่าว พบเหรียญที่จารึกว่า จ.ศ. 1143 หรือ พ.ศ. 2324 ซึ่งตรงกับช่วงที่สร้างกรุงอมรปุระ มีการบันทึกวันที่มีการบูรณะวัด การสร้างวัด หรือการสร้างเมืองอมรปุระ

ในสมัยพระเจ้ามินดง ที่ไปสร้างเมืองหลวงใหม่ที่มัณฑะเลย์ มีบันทึกถึงภิกษุพระเจ้าอุทุมพรด้วยว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยา ทรงมามรณภาพที่อมรปุระ โดยยังครองสมณเพศ กษัตริย์พม่าคือพระเจ้าปดุงจัดงานให้ยิ่งใหญ่ที่สุสานล้านช้าง

มิกกี้ ฮาร์ท ยังนำเสนอการขุดค้นทางโบราณคดี บริเวณที่เชื่อว่าเป็นวัดที่พระเจ้าอุทุมพรผนวชอยู่ นอกจากนี้ยังพบหม้อบรรจุอัฐิซึ่งไม่มีธรรมเนียมแบบนี้ในพม่า นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปทำด้วยทอง เงิน มรกต 11 องค์ บางองค์มีข้อความจารึกเป็นภาษาไทย อ่านข้อความได้ว่า "เจ้าฟ้าเดื่อ" และยังพบกระดูกส่วนพระทนต์บรรจุในพระเจดีย์ด้วย ซึ่งในธรรมเนียมพม่ามีแต่พระธาตุของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์เท่านั้น คนธรรมดานำอัฐิไปบรรจุในพระเจดีย์ไม่ได้ การพบพระทนต์ในเจดีย์สันนิษฐานว่าเป็นของพระสงฆ์ผู้เป็นบุคคลสำคัญมากๆ

ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ในเจดีย์ยังพบส่วนที่เป็นเถ้า และกระดูกที่ไฟไหม้ไม่หมด พบผ้ารัดประคด สันนิษฐานว่าเจ้าของอัฐิเป็นพระ และพระมหากษัตริย์พม่าคงจัดงานศพให้ นอกจากนี้ยังพบกระดูกส่วนกราม โดยนักวิชาการชาวพม่าสันนิษฐานว่าหลังงานศพของพระภิกษุรูปนี้ มีกระดูกส่วนพระทนต์ที่ไฟไหม้ไม่หมด ลูกศิษย์จึงนำไปบรรจุในเจดีย์ ถ้าเป็นไปได้น่าจะมีการพิสูจน์ว่ากระดูกส่วนกรามที่พบกับพระทนต์ เข้ากันหรือไม่

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ครม.ไฟเขียว ช็อปรถถังจีน อีก 10 คัน กว่า 2 พันล้าน

Posted: 04 Apr 2017 02:08 AM PDT

พล.อ.ประวิตร เผย ครม.อนุมัติจัดซื้อรถถัง VT-4 จากจีน ระยะ 2 อีก 10 คัน หลังซื้อไปแล้ว 28 คัน

4 เม.ย.2560 จากรที่มีกระแสข่าวว่าการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (4 เม.ย.60)  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังไม่นำโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำYuan Class S26T จากจีน ของกองทัพเรือจำนวน 3 ลำ วงเงิน 36,000 ล้านบาท เข้า ครม.แต่จะมีการนำโครงการจัดซื้อรถถัง VT4 จากจีนของกองทัพบก ในระยะที่ 2 จำนวนเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เข้า ครม.แทน นั้น

ล่าสุด Voice TV และโพสต์ทูเดย์ รายงาน่า  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า วันนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติจัดซื้อรถถัง VT-4 จากจีน ในระยะที่ 2 อีก 10 คัน  รวมเป็นเงินกว่า 2 พันล้านบาท   เพื่อเข้าประจำการของกองทัพบก (ทบ.) หลังจัดซื้อไปก่อนหน้านี้สมัย

รายงานข่าวระบุอีกว่า ส่วนที่เหลืออีก 11 คัน จะแยกไปเป็นอีกกองพัน จะจัดซื้อในระยะที่ 3 รวมทั้งสิ้นที่สั่งซื้อจากจีน 49 คัน ผูกพันธ์งบประมาณ 3 ปีเพื่อทดแทนรถถังขนาดเบา M-41 ของสหรัฐฯ ที่ใช้งานมากว่า 40 ปี

สำหรับโครงการจัดซื้อรถถัง VT4 ของกองทัพบก นั้น เพื่อทดแทนรถถังเบา M41 ของสหรัฐอเมริกา โดยก่อนหน้านี้กองทัพบกได้ลงนามซื้อรถถัง VT- 4 จากประเทศจีน ไปแล้ว 28 คัน ในสมัย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช องคมนตรี เป็นผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ได้พิจารณาจัดหาต่อในระยะ 2 เพื่อให้ครบ 1 กองพัน ในปีงบประมาณ 2560 โดยผูกพันงบประมาณ 3 ปี ซึ่งคาดว่า รถถัง VT- 4 จะกระจายไปอยู่ใน 3 กองพัน ประกอบด้วย กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์(ม.พัน 4 รอ.)กองพันทหารม้าที่ 9 รักษาพระองค์(ม.พัน 9 รอ.)กองพันทหารม้าที่ 8 รักษาพระองค์(ม.พัน 8 รอ.) 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นโยบายต้านผู้อพยพของ 'ทรัมป์' ล่าสุดมุ่งเป้ากำราบ 'เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ'

Posted: 04 Apr 2017 02:08 AM PDT

ขณะที่มีเรื่องอื้อฉาวหลายเรื่องเกี่ยวกับรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ แต่เรื่องที่ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นในสหรัฐฯ และนักวิชาการพากันออกมาต่อต้านจริงจังอีกเรื่องหนึ่งคือ การจ้องใช้คำสั่งตัดงบประมาณท้องถิ่นถ้าหากท้องถิ่นนั้นๆ เป็นเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ แต่ท้องถิ่นหลายแห่งฟ้องร้องว่าคำสั่งนี้ขัดหลักการรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

แฟ้มภาพโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแถลงที่กระทรวงป้องกันมาตุภูมิ เมื่อ 25 มกราคม 2017 (ที่มา: U.S. Department of Homeland Security (DHS)/Wikipedia)

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2560 สื่อซาลอนรายงานเรื่องที่รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังคงหาวิธีการเข้มงวดปราบปรามผู้อพยพต่อไปถึงแม้ว่าจะถูกศาลสกัดกั้นแผนการห้ามเดินทางมาแล้ว 2 ครั้ง โดยเมื่อไม่นานมานี้เจฟฟ์ เซสชันส์ รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมคนล่าสุดของสหรัฐฯ ประกาศว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังออกแผนการจัดการงบประมาณรัฐบาลกลางเพื่อเป็นวิธีในการปราบปราม "เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพ" (sanctuary cities) และรัฐที่พวกเขาอ้างว่าไม่ได้ทำตามกฎหมายคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง

กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ระบุว่าเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ ต้องเป็นผู้ตัดสินเรื่องสถานะผู้ลี้ภัยว่าจะควบคุมตัวหรือปฏิบัติต่ออย่างไร โดยถ้าหากบุคคลหนึ่งๆ ไม่สามารถนำเสนอหลักฐานความเป็นพลเมืองได้ พวกเขาก็ควรจะถูกส่งตัวให้กับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ โดยแผนการของรัฐบาลทรัมป์จะอาศัยวิธีการตัดงบประมาณบางด้านกับภาคส่วนท้องถิ่น 200 แห่งที่จัดให้ตัวเองเป็นเมืองคุ้มครองผู้อพยพ

รายงานในซาลอนที่เขียนโดยฮีทเธอร์ ดิกบี พาร์ตัน ระบุว่าทั้งทรัมป์และเซสชันมักจะเป็นคนที่ชอบใช้โวหารปลุกปั่นทางการเมืองทำให้คนหวาดระแวงผู้อพยพที่ไม่มีใบอนุญาตอ้างว่าพวกเขาเป็นคนอันตรายหรือเป็นอาชญากรทั้งๆ ที่มีหลักฐานระบุออกมาในทางตรงกันข้าม อีกทั้งโวหารแบบของรัฐบาลทรัมป์ยังทำให้เจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทำงานยากลำบากขึ้นและทำให้ชุมชนปลอดภัยน้อยลงเพราะผู้คนจะไม่กล้ารายงานเวลาเกิดอาชญากรรมเพราะกลัวถูกส่งตัวให้ทางการกลาง

กฎที่เซสชันประกาศมีที่มาจากคำสั่งพิเศษของทรัมป์ที่ใช้ชื่อว่า "การเสริมสร้างความปลอดภัยสาธารณะจากภาคส่วนภายในของสหรัฐอเมริกา" ที่มีการลงนามเมื่อไม่กี่วันหลังจากทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่ง ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ถูกต่อต้านโดยรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งรวมถึงบิล เดอ บลาซิโอ นายกเทศมนตรีนิวยอร์กซิตี

เรื่องนี้ยังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ทางการบางส่วนด้วย มีเจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐฯ 2 รายเปิดเผยว่ามีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในหมู่เจ้าหน้าที่ มีบางคนที่แสดงท่าทีสนับสนุนทรัมป์จะรู้สึกได้รับการสนับสนุนมากขึ้น และพูดหยอกกันว่างานของพวกเขา "สนุก" ขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ที่ไม่อยากใช้ไม้แข็งกับกรณีผู้อพยพที่ไม่มีใบอนุญาตจะรู้สึกว่าพวกเขาถูกทำให้เงียบเสียง

ไม่เพียงแค่เรื่องเกี่ยวกับผู้อพยพภายในประเทศอย่างเดียวเท่านั้นเรื่องนี้ยังถูกมองว่าเป็นการปราบปรามผู้ลี้ภัยหรือแม้กระทั่งนักท่องเที่ยวจากประเทศมุสลิมบางประเทศที่รัฐบาลทรัมป์มองว่าเป็นภัยด้วย หนึ่งในกรณีที่กลายเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้คือ เอมอส ยี ผู้ลี้ภัยทางการเมืองจากสิงคโปร์ที่ถูกดำเนินคดีหลังวิจารณ์อดีตผู้นำลีกวนยูและโยงถึงศาสนาคริสต์ เขาเพิ่งได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศอย่างเป็นทางการในฐานะผู้ลี้ภัยได้เมื่อไม่นานมานี้ แต่ก่อนหน้านี้เขาถูกกักตัวและคุมขังไว้โดยทางการสหรัฐฯ เป็นเวลาสามเดือน

เรื่องของสิงคโปร์ทำให้พาร์ตันเขียนถึงทรัมป์ว่ามีความเป็นไปได้ที่เขาจะหยิบยืมแนวคิดใกล้เคียงกับผู้นำสิงคโปร์ที่มีลักษณะสังคมแบบอำนาจนิยมที่เอาเรื่องธุรกิจนำมาก่อนแล้วไม่ยอมให้มีการต่อต้านใดๆ แต่ในภาพรวมใหญ่ๆ แล้วรัฐบาลทรัมป์เองก็มีปัญหาและมีภาพลักษณ์เสื่อมเสียจากเรื่องอื้อฉาวใหญ่ๆ อีกทั้งยังเป็นประธานาธิบดีที่มีคะแนนนิยมต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทรัมป์จะเป็น "เสือกระดาษ" ที่ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรเลย เพราะทรัมป์เองก็ก่อให้เกิดความเสียหายไปแล้ว

คำสั่งพิเศษของทรัมป์ยังไม่พ้นถูกต่อต้านจาก มีรัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งที่ฟ้องร้องดำเนินคดีกับทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นซานฟรานซิสโก แมสซาชูเซตต์ ริชมอนด์ ซีแอตเทิล พวกเขาบอกว่าคำสั่งของทรัมป์ล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ หลายข้อ ทนายความของเทศมณฑลซานตา คลารา กล่าวว่าการขู่ตัดงบด้วยเหตุผลเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อโครงการที่ดูแลสร้างตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมให้กับผู้คนที่ขาดโอกาส นอกจากนี้ยังผิดหลักการรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ในบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมมาตราที่ 10 ในแง่ที่ว่าเป็นการบีบเค้นให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องใช้ทรัพยากรตัวเองในการทำงานให้กับรัฐบาลกลาง ซึ่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก็เคยถูกตัดสินละเมิดมาตราเดียวกันในสมัย บิล คลินตัน หลังจากออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่ส่งผลกระทบทำให้รัฐบาลกลางเป็นฝ่ายควบคุมรัฐบาลท้องถิ่น

นอกจากนี้แล้วคำสั่งพิเศษของทรัมป์ยังถูกซีแอตเทิลร้องเรียนว่ามีปัญหาเรื่องการละเมิดรัฐธรรมนูญในแง่การใช้งบประมาณด้วยการอาศัยคำที่คลุมเครือและไม่มีการนิยาม เลนา กราเบอร์ ทีมกฎหมายของศูนย์ทรัพยากรกฎหมายผู้อพยพกล่าวว่าคำสั่งพิเศษของทรัมป์คลุมเครือตีความได้หลายแบบ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งเรียกร้องให้ทรัมป์นิยามเจาะจงมากกว่านี้ กราเบอร์บอกว่าการฟ้องร้องของรัฐบาลท้องถิ่นมีโอกาสชนะสูงเพราะ "เมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่คำสั่งพิเศษของทรัมป์ไม่ถูกกฎหมาย"

นอกจากภาครัฐส่วนภูมิภาคแล้ว ยังมีนักวิชาการด้านกฎหมายเกือบ 300 รายลงนามในจดหมายส่งถึงทรัมป์เพื่อแสดงการต่อต้านคำสั่งพิเศษของเขา หนึ่งในนักวิชาการที่ลงนามคือบิลล์ อง ฮิง เห็นต่างออกไปจาก กราเบอร์ว่า คดีนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะชนะง่ายๆ แบบคดีสั่งห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพราะคดีเกี่ยวกับคำสั่งพิเศษห้ามเดินทางเข้าสหรัฐฯ เป็นคดีฟ้องร้องแบบกลุ่ม (Class action) แต่กรณีเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพเป็นคดีแบบฟ้องเดี่ยวซึ่งอาจจะส่งผลตัดสินต่างกันไปในแต่ละรัฐ มีแต่ต้องใช้คำสั่งศาลสูงสุดเท่านั้นถึงจะทำให้คำสั่งพิเศษของทรัมป์ถูกยกเลิกได้ โดยฮิงมองว่า ไม่ใช่แค่ทรัมป์เท่านั้นตัวพรรครีพับลิกันเองก็มองเรื่องการพยายามตัดงบประมาณเมืองที่ให้การคุ้มครองผู้อพยพมานานแล้ว

 

เรียบเรียงจาก

Immigration crackdown: Despite defeats in court and deepening scandal, Trump's crusade ramps up on many fronts, Heather Digby Parton, Salon, 30-03-2017

http://www.salon.com/2017/03/30/immigration-crackdown-despite-defeats-in-court-and-deepening-scandal-trumps-crusade-ramps-up-on-many-fronts/

Seattle Is Sixth Local Government to Sue Trump Over Threats to Sanctuary Cities, Yes! Magazine, 31-03-2017

http://www.yesmagazine.org/peace-justice/cities-suing-trump-for-executive-order-punishing-sanctuary-cities

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อ่าน 'ความเปลี่ยวดายอันกึกก้องเกินต้าน' ในวันที่ 'ไผ่ ดาวดิน' ถูกจองจำมาแล้ว 104 วัน!!

Posted: 04 Apr 2017 01:10 AM PDT



ไม่นานมานี้ "หมายเหตุประเพทไทย" ชวน ดร.วริตตา ศรีรัตนา แห่งคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มานั่งคุยกันเรื่องงานแปลเล่มล่าสุดของเธอ โดยเป็นงานแปลจากภาษาเช็ก ในชื่อ "พรชีลิช ฮลุชนา ซาโมตา" หรือ "ความเปลี่ยนดายอันกึกก้องเกินต้าน" โดย "โบฮุมิล ฮราบัล"

การได้อ่านงานแปลของ ดร.วริตตา ในวันอันมืดหมองเศร้า และไร้อนาคตของสังคมไทย ภายใต้รัฐเผด็จการทหาร ชวนให้เห็นภาพสังคมไทย ลอยขึ้นอยู่เป็นระยะในแทบทุกย่อหน้า เพราะบริบทของงานเขียนชิ้นนี้ คือเรื่องราวของ "คนงานบดอัดกระดาษขยะรีไซเคิลคนหนึ่งนามฮัญจาที่ต้องอยู่ในสภาวะอันย้อนแย้ง คือรักหนังสือและการอ่านหนังสือเป็นชีวิตจิตใจ แต่ต้องประกอบอาชีพทำลายหนังสือในสมัยที่รัฐสังคมนิยมเชโกสโลวะเกีย (ค.ศ.1948-1990) เซ็นเซอร์งานเขียนและงานศิลปะต่างๆ ที่ขัดต่อวาทกรรมการเมืองเผด็จการและอุดมการณ์ความเชื่อของผู้มีอำนาจ"


หน้า 84 – ครูคนหนึ่งหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ชูให้นักเรียนทุกคนเห็นก่อนแล้วจึงสาธิตวิธีฉีกทึ้งหน้าปกออกจากตัวเล่ม หลังจากนั้นนักเรียนทุกคนก็หยิบหนังสือขึ้นมาฉีกตาม โยนปกที่กระชากออกจากเล่มหนังสือทิ้งไปและแม้นิ้วมือของเด็กๆ จะเล็ก แม้หนังสือพยายามสู้พยายามยื้อชีวิตตัวเอง แต่นิ้วมือเล็กๆ เหล่านี้ได้รับชัยชนะในที่สุด หลังจากนั้นคิ้วที่ขมวดของนักเรียนก็คลาย กิจการทำลายหนังสือท่ามกลางเสียงให้กำลังใจและเชิญชวนของเหล่ากองทัพยุวชนคนใช้แรงงานก็ดำเนินต่อไปไม่มีอะไรติดขัด ....

เด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่งถึงกับนิ้วเคล็ดหลังจากที่พยายามโรมรันฟันตูกับปกหนังสือหัวแข็งจอมขบถจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ จนคนงานต้องวิ่งเข้ามาช่วยเหลือและจัดการปัดหนังสือหัวดื้อพวกนั้นลงแท่นอัดไปจนหมดด้วยการเคลื่อนไหวข้อมือเพียงครั้งเดียว ครูก็วิ่งเข้ามาพร้อมผ้าพันแผลเพื่อปฐมพยาบาลพันนิ้วเล็กๆของนักเรียนสองคนนั้น 


โบฮุมิล ฮราบัล

4 เมษายน 2560 – วันนี้ "ไผ่ ดาวดิน" ถูกจองจำมาแล้ว 104 วัน

เฉพาะตัวบทในหน้าที่ 84-85 ที่ยกมาในข้อเขียนนี้ บอกกับเราว่า

ไผ่นั่นเองที่ไม่ยอมฉีกทึ้งหนังสือ อย่างที่สังคมนี้ปรารถนา เขาจึงถูกลงโทษทัณฑ์ด้วยการถูกจองจำยาวนานเช่นนี้ อย่างไร้ตรรกะในแบบที่กระบวนการยุติธรรมที่ดีควรจะดำเนินไป

ไผ่นั่นเองที่ไม่ยอมฉีกทึ้งหนังสือ อย่างเชื่องๆตามที่ผู้มีอำนาจในสังคมนี้อยากจะเห็น ถ้าไผ่ว่านอนสอนง่ายแบบนั้น ป่านนี้เขาคงได้รับการตอบแทนอย่างดี คงเรียนจบ ได้งานทำ มีรายได้ดี มีชีวิตที่ดี ได้รางวัลด้านความยุติธรรมสักรางวัลเป็นการตอบแทน พ่อแม่ก็คงได้รับการชื่นชม ได้ดอกไม้ว่าลูกชายเป็นประชาชนที่ดีในนิยามของชาติอันล้าหลัง แต่ก็เพราะเขาตั้งคำถามต่อรัฐและผู้มีอำนาจในประเทศนี้ ชะตากรรมของเขาจึงเป็นเช่นนี้

มีเหตุการณ์หนึ่งฝังในใจผู้เขียนมาถึงทุกวันนี้ "ทันทีที่รับฟังคำสั่งศาลจังหวัดขอนแก่นเสร็จสิ้น นางพริ้มได้เอาหัวโขกที่บริเวณผนังคอนกรีตในห้องพิจารณาคดีต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษา" แม่ของไผ่ตัดสินใจทำเช่นนั้น ก็เพราะเธอเอาตัวเอง แลกกับกระบวนการยุติธรรมที่ดีให้ลูก มันคือสัญญาณบอกว่า กระบวนการยุติธรรมในประเทศนี้ตกต่ำจนผู้หญิงคนหนึ่งต้องใช้วิธีการแบบนี้เพรียกหาแสงสว่างให้ลูก

ฉับพลันที่ข่าวดังกล่าวโพสต์ในแฟนเพจของสำนักข่าวชื่อดังแห่งหนึ่ง มีเพื่อนคนไทยคนหนึ่ง โพสต์คอมเม้นต์ทันทีว่า "แม่ของไผ่ควรเอาเวลาที่เอาหัวไปโขกผนังคอนกรีต ไปสั่งสอนไผ่ ดาวดินจะดีกว่า"

เพื่อนร่วมชาติและสภาพแวดล้อมในชาติ เป็นไปอย่างที่งานแปลของวริตตาบอกว่า "กิจการทำลายหนังสือท่ามกลางเสียงให้กำลังใจและเชิญชวนของเหล่ากองทัพยุวชนคนใช้แรงงานก็ดำเนินต่อไปไม่มีอะไรติดขัด"

ใช่แล้ว กิจการตั้งคำถามต่อรัฐแบบไผ่, กิจการตั้งคำถามต่อกระบวนการยุติธรรมแบบที่พ่อและแม่ของไผ่ทำ ไม่เคยได้รับเสียงให้กำลังใจในประเทศนี้ โหดเหี้ยมไปกว่านั้น ยังเป็นกิจกรรมที่รัฐ และเพื่อนร่วมชาติในรัฐพร้อมใจโยนก้อนหินให้ทุกข์ระทม สมน้ำหน้า และไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะเปลี่ยนความคิดนี้

ไผ่เลือกแล้ว...เลือกที่จะปฏิเสธการฉีกทึ้งหนังสือ เลือกที่จะไม่เชื่อง เลือกที่จะไม่เชื่อ เลือกที่จะไม่ยอมจำนน ในทางกลับกัน "ไผ่ ดาวดิน" นั่นเองที่เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ แต่ใจใหญ่ ที่ "พยายามสู้พยายามยื้อชีวิตตัวเอง" หรือในทางหนึ่ง "พยายามสู้พยายามยื้อชีวิตของประชาธิปไตย" ในสังคมไทย

ไผ่คือ "ปกหนังสือหัวแข็งจอมขบถจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้" ที่แม้จะถูก "แท่นอัดหนังสือ" บดอัดขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่เขาก็ยังสู้ต่อไป ลองคิดภาพถ้าเราๆ ติดคุกวันนี้ แล้วพยายามขอประกันตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่ได้ประกันตัวกันบ้างจะเป็นอย่างไร ลองคิดภาพถ้าเราๆ ติดคุกวันนี้ มาแล้ว 104 วัน ที่แคบๆ แห่งนั้นจะเปลี่ยนเราไปขนาดไหน

ทนายอานนท์ บอกเล่าความทรงจำ หลังจากเข้าเยี่ยมไผ่เมื่อปลายเดือนมีนาคมว่า "กลับจากขอนแก่นคราวนี้ สังเกตได้ว่าแววตาไผ่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เต็มไปด้วยความหวัง วันนี้ดูอ่อนล้าและไร้แววหวัง คุกมันกร่อนความหวังของคนเรา และคงเป็นแบบนี้อีกหลายปีเดือน โปรดขังมันไว้และเรียกมันว่านี่คือความดีงาม  โปรดขังมันไว้และเรียกมันว่านี่คือความยุติธรรม"

ในรัฐเผด็จการ ผู้ที่ไม่ตั้งคำถามต่อรัฐก็มักได้รางวัลอยู่เสมอ เหมือนที่เมื่อเด็กชายและเด็กหญิงบาดเจ็บจากการฉีกทึ้งหนังสือ "ครูก็วิ่งเข้าพร้อมผ้าพันแผลเพื่อปฐมพยาบาลพันนิ้วเล็กๆของนักเรียนสองคนนั้น"

หวังว่าวันเวลาที่สังคมไทยจะให้รางวัลกับไผ่ และคนแบบ "ไผ่" จะไม่เกินเลย 104 วันไปมากกว่านี้มากนัก หรือตลกร้ายกว่านั้นคือไม่เกินชั่วอายุคนๆหนึ่ง

เขียนวันที่ 4 เมษายน – อีก 2 วัน ประเทศที่อาศัยอยู่จะเริ่มใช้ "รัฐธรรมนูญ" ฉบับใหม่

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น