โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ยูเอ็นประณามอิสราเอล-ปราบผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์กรณีมัสยิดอัลอักซอ สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 2-8 เม.ย. 2560

Posted: 08 Apr 2017 01:15 AM PDT

 
กระทรวงแรงงานเผยสร้างอาชีพคนพิการไปแล้วกว่า 17,000 คน
 
กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ขานรับนโยบายนายกรัฐมนตรี สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้คนพิการ ช่วยหางานให้คนพิการทำงานในสถานประกอบการ ตามมาตรา 33 พร้อมเปิดโอกาสให้คนพิการขอใช้สิทธิตามมาตรา 35 เช่น ให้สัมปทาน จัดจ้างเหมาช่วงงานเพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีอาชีพ มีรายได้หากไม่ประสงค์จะทำงานในสถานประกอบการ เผยสร้างอาชีพไปแล้วกว่า 17,000 ราย พร้อมเน้นย้ำการให้บริการที่เท่าเทียมและเข้าถึงสิทธิด้านการจัดหางานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
 
กระทรวงแรงงาน โดยนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้กรมการจัดหางานเร่งดูแลคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยจ้างงานให้คนพิการได้มีอาชีพ มีรายได้ที่เหมาะสมและได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยกรมการจัดหางานได้ส่งเสริมให้คนพิการมีงานทำตามมาตรา 33 และ 35 แห่ง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 โดยมาตรา 33 หน่วยงานของรัฐหรือนายจ้าง/สถานประกอบการรับคนพิการที่สามารถทำงานได้ในสัดส่วนลูกจ้างคนพิการ 1 คน ต่อลูกจ้าง 100 คน ซึ่งกรมการจัดหางานได้ส่งเสริมให้นายจ้าง/สถานประกอบการและคนพิการสามารถเข้าถึงข่าวสาร สร้างโอกาสให้คนพิการ มีงานทำ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งยังกระตุ้นให้คนพิการเห็นถึงความสำคัญของการมีงานทำ โดยรับลงทะเบียนสมัครงานสำหรับคนพิการที่สนใจทำงาน ติดต่อประสานนายจ้าง/สถานประกอบการเพื่อรับแจ้งตำแหน่งงานว่าง จัดส่งคนพิการที่ลงทะเบียนสมัครงานไปพบนายจ้างเพื่อพิจารณาบรรจุงาน จัดงานนัดพบแรงงานคนพิการ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ มีคนพิการขึ้นทะเบียนหางานกับกรมการจัดหางาน จำนวน ๓,๙๕๓ คน และบรรจุงาน จำนวน ๒,๐๘๔ คน และในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ (ตุลาคม ๒๕๕๙ – มีนาคม ๒๕๖๐) มีคนพิการขึ้นทะเบียนหางาน จำนวน ๑,๘๔๐ คน และบรรจุงาน จำนวน ๑,๐๑๗ คน ขณะเดียวกันกรมการจัดหางานยังได้จัดโครงการส่งเสริมคนพิการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ได้จ้างงานคนพิการไปแล้ว จำนวน 87 คน ทำงานในสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศและในกรุงเทพมหานคร
 
สำหรับคนพิการที่ไม่สามารถทำงานหรือไม่ประสงค์จะทำงานในสถานประกอบการ สามารถดำเนินการตามมาตรา ๓๕ ทดแทนได้ กล่าวคือหน่วยงานของรัฐหรือนายจ้าง/สถานประกอบการให้สัมปทาน จัดสถานที่จำหน่ายสินค้าหรือบริการ จัดจ้างเหมาช่วงงาน หรือช่วยเหลืออื่นใดเพื่อให้คนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการมีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ โดยกรมการจัดหางานจะรับขึ้นทะเบียนคนพิการ/ผู้ดูแลคนพิการที่ประสงค์จะขอใช้สิทธิตามมาตรา ๓๕ และรับแจ้งการขอใช้สิทธิตามมาตรา ๓๕ จากนายจ้าง/สถานประกอบการและคนพิการ ตรวจสอบมูลค่า รวมถึงการให้คำปรึกษาการดำเนินการตามมาตรา ๓๕ ในประเภทต่างๆ ซึ่งในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการขึ้นทะเบียนขอใช้สิทธิตามมาตรา ๓๕ จำนวน ๖,๓๕๖ คน และได้รับสิทธิตามมาตรา ๓๕ จำนวน ๖,๓๑๙ คน และในปีงบประมาณ ๒๕๖๐ (ตุลาคม ๒๕๕๙ – มีนาคม ๒๕๖๐) มีคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการขึ้นทะเบียนขอใช้สิทธิตามมาตรา ๓๕ จำนวน ๘,๑๗๘ คน และได้รับสิทธิ จำนวน ๗,๙๕๔ คน
 
กรมการจัดหางานยังเน้นย้ำเรื่องการให้บริการที่เท่าเทียมและเข้าถึงสิทธิด้านการจัดหางานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยจัดทำคู่มือสำหรับเจ้าหน้าที่ ยึดหลักเกณฑ์การดำเนินงานเพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศในการดำเนินการตามมาตรา 35 เช่น มูลค่าต้องไม่น้อยกว่าค่าแรงขั้นต่ำตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด คือ ๑๐๙,๕๐๐ บาท/ปี การจัดทำสัญญาขอใช้สิทธิของทั้งสองฝ่ายเป็นไปโดยสมัครใจ รายชื่อคนพิการที่ขอใช้สิทธิต้องไม่ซ้ำซ้อนกันโดยเจ้าหน้าที่จะต้องลงพื้นที่พบคนพิการหรือผู้ดูแลคนพิการว่าได้รับสิทธิเป็นไปตามคำขอใช้สิทธิหรือไม่ เป็นต้น สอบถามรายละเอียดหรือติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) อาคาร 3 ชั้น ภายในกระทรวงแรงงาน เขตดินแดง กรุงเทพฯ หรือโทร.สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 นายวรานนท์ กล่าว
 
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 2/4/2560
 
กระทรวงแรงงาน ชี้แจงการช่วยเหลือลูกจ้างสหรัตนนครที่ถูกเลิกจ้าง
 
กระทรวงแรงงาน ชี้แจงการช่วยเหลือลูกจ้างสหรัตนนครที่ถูกเลิกจ้าง โดยประสานให้ลูกจ้างยื่นฟ้องต่อศาลแรงงานภาค ๑ ให้นายจ้างปฎิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน นัดพิจารณาไกล่เกลี่ย ๒๒ พฤษภาคมนี้
 
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกจ้าง ๓๗ คน ของบริษัท สหรัตนนคร จำกัด ที่ถูกเลิกจ้างว่ากรณีสืบเนื่องมาจากบริษัท สหรัตนนคร จำกัด ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินและบริการสาธารณูปโภคสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่เลขที่ ๖๑๑/๔๐ ถนนเจริญกรุง บางคอแหลม กทม. และมีสาขาอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายจ้างขาดสภาพคล่องทางการเงินและศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ประกาศให้นายจ้างหยุดประกอบกิจการและให้เลิกจ้างพนักงานของบริษัทฯโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นมา พนักงานตรวจแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้รับคำร้องของลูกจ้างทั้ง ๓๗ คน และได้มีคำสั่งให้บริษัท สหรัตนนคร จำกัดโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท สหรัตนนคร จำกัด นายจ้าง จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับลูกจ้าง ซึ่งทางนายจ้างได้รับคำสั่งแล้วและไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุด นอกจากนี้กสร.ได้ให้ลูกจ้างมาใช้สิทธิขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้เรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกองทุนฯ ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐ พนักงานตรวจแรงงานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประสานให้ลูกจ้างยื่นคำฟ้องต่อศาลแรงงานภาค ๑ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อบังคับให้บริษัท สหรัตนนคร จำกัด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัท สหรัตนนคร จำกัด นายจ้างปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งศาลแรงงานภาค ๑ นัดพิจารณาและไกล่เกลี่ยในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ต่อไป
 
 
เตรียมจัดสอบบรรจุข้าราชการ อปท. 14,000 อัตรา เดือน พ.ค. 2560 นี้
 
นายปรีชา สุขรอด ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แพร่ ในฐานะ คณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.) และคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ ก.กลาง มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันบุคคลภายนอกเข้ารับราชการ พ.ศ.2560 ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 8/2560 แล้ว โดยแบ่งสนามสอบเป็น 10 เขต มีการขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อบรรจุแต่งตั้งใน อบจ. อบต. และเทศบาล ตามเขตที่สอบจำนวน 84 ตำแหน่ง 14,653 อัตรา แบ่งเป็นประเภทวิชาการ 58 ตำแหน่ง 6,350 อัตรา และประเภททั่วไป 27 ตำแหน่ง 8,303 อัตรา โดยบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้เรียงตามลำดับที่สอบได้ตามเขตนั้นๆ เมื่อบัญชีสอบเขตใดหมดสามารถขอใช้บัญชีข้ามเขตได้ คาดว่าจะมีผู้สมัครสอบกว่า 6 แสนคนจากทั่วประเทศ
 
"สำหรับการสอบภาค ก. ความรู้ความสามารถทั่วไป กสถ.จะไม่ใช้ผลสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. แต่จะให้สอบใหม่ทั้งหมด และตำแหน่งที่ใช้ วุฒิปริญญาตรีขึ้นไปจะมีการสอบภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ การสอบภาค ก. จะมีการออกข้อสอบจากการใช้กฎหมายกลาง ที่ทุกตำแหน่งต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนการคัดเลือก มหาวิทยาลัยผู้จัดสอบจะดำเนินการโดยกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น คาดว่าจะสามารถประกาศรับสมัครสอบทางอินเตอร์เน็ตประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ ส่วนปัญหาที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าสถาบันการศึกษาที่มีปัญหาในการออกข้อสอบขอชี้แจงการออกข้อสอบครั้งนี้ กสถ.จะกำหนดขอบเขตให้รัดกุมขึ้น เพื่อไม่ให้มีปัญหาเหมือนการสอบเมื่อปี 2556" นายปรีชากล่าว
 
 
เครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่รับคัดกรองคนยังหละหลวม เสนอรัฐวางมาตรการเพิ่ม
 
นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร ยอมรับถึง ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับการให้บริการแท็กซี่ที่ออกมาบ่อยครั้งจนกระทบต่อภาพลักษณ์ของผู้ให้บริการแท็กซี่ส่วนใหญ่ โดยเปิดเผยว่า จากนโยบายการเปิดเสรีรถแท็กซี่ในอดีต ทำให้ปัจจุบันรถแท็กซี่ที่จดทะเบียนมีจำนวนมากถึง 170,000 คัน ในจำนวนนี้ มีแท็กซี่ปลดระวาง ราว 60,000 คัน แต่มีรถที่มีคนขับวิ่งให้บริการจริงอยู่ราว 100,000 คัน โดยแต่ละวันประเมินว่ามีการวิ่งให้บริการคันละ 15 เที่ยว เที่ยวละ 2 คน ก็จะมีผู้โดยสารรถแท็กซี่รวมอยู่กว่า 3 ล้านคน ซึ่งหากมีแท็กซี่ที่กระทำผิด 10 เปอร์เซ็นต์ ก็จะมีผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก
 
นายวิฑูรย์ ยอมรับว่า ปัจจัยเบื้องต้นคือ ผู้ขับขี่รถแท็กซี่ มีอิสระในการเลือกสหกรณ์ หรือ ขับขี่รถแท็กซี่ส่วนบุคคล การเปิดเสรีฯ ทำให้การควบคุมคุณภาพทำได้ยาก เนื่องจากปัจจัยปัญหาต่างจากในอดีต รวมถึง การเปิดเสรีฯ ทำให้จำนวนแท็กซี่ในตลาดมีจำนวนมาก แต่คนขับมีน้อย จึงเกิดการแย่งตัวคนขับ โดยไม่พิจารณาคุณสมบัติให้รอบคอบ และแต่ละสหกรณ์ก็มีนโยบายการอบรมพนักงานที่แตกต่างกัน
 
ขณะที่กรมการขนส่งทางบก ทำได้เพียงการ จับ และปรับ ตามกฎหมาย แต่ก็ไม่สามารถครอบคลุมได้ทั้งหมดเนื่องจากเจ้าหน้าที่มีจำกัด ส่วนการคัดกรองผู้ขับขี่ ก็ทำได้เพียง การสอบประวัติอาชญากรรม และ สอบความสามารถในการขับขี่ แต่ยังขาดเรื่องการอบรมด้านการบริการ
 
ดังนั้น จึงเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหา สะท้อนจากมุมของผู้ประกอบการรถแท็กซี่ คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรยกระดับการกลั่นกรองผู้ขับขี่ให้เข้มงวดมากขึ้น กำหนดระเบียบให้ ผู้ประกอบการ หรือ สหกรณ์ ต้องมีการอบรมพนักงานด้านบริการ เพิ่มเติม ที่สำคัญ เสนอให้ กรมการขนส่งทางบก พัฒนาด้านเทคโนโลยี เช่น การติดตั้งระบบจีพีเอส และติดตั้งกล้องในรถแท็กซี่ รวมถึง ติดตั้งเครื่องอ่านบัตรประชาชนของผู้ขับแท็กซี่ ก่อนออกรถ (เช่นเดียวกับมาตรการที่ใช้ในรถตู้โดยสารสาธารณะ) ซึ่งจะส่งข้อมูลการขับขี่ไปยังศูนย์ควบคุมรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งจะช่วยควบคุมพฤติกรรมการขับขี่ของรถแท็กซี่ นอกจากนี้ยังเสนอให้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ฯ เพิ่มการอบรมพัฒนาบุคลากร และผู้ขับขี่รถแท็กซี่ให้มีใจรักด้านบริการ โดยเห็นว่า เมื่อพัฒนาทั้งเทคโนโลยีและพัฒนาคนแล้ว ก็จะช่วยให้ปัญหาแท็กซี่ลดลงได้
 
นายวิฑูรย์ ยังแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดของนักวิชาการด้านโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ ที่เสนอให้มีการปรับโครงสร้างระบบรถแท็กซี่ใหม่ ให้อยู่ในรูปของบริษัท เพื่อให้ง่ายต่อการกำกับดูแลคุณภาพ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐบาลว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร และอยากให้พิจารณาเรื่องการปรับราคาเพื่อให้จูงใจคนขับไม่ให้ปฏิเสธผู้โดยสาร ยกระดับคุณภาพของแท็กซี่ และสอดรับกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
 
 
ครม.ไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน
 
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ว่า ครม.มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน โดยให้ผู้ที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตน เพราะไม่นำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนเงินประกันสังคมมีโอกาสกลับเป็นผู้ประกันตนอีกได้ เพื่อสร้างหลักประกันและความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้แก่ประชาชนผู้เป็นหลักประกันตน
 
สำหรับที่ผ่านมากำหนดให้ผู้ที่อยู่ในประกันสังคม เมื่อสิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง หากมีความประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อ ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคมภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่วันสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันทั้งนี้หากผู้ประกันตนที่ขอต่ออายุขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันหรือภายในระยะเวลา 12 เดือน จะสิ้นสภาพทันที ซึ่งที่ผ่านมาพบว่า มีผู้สิ้นสภาพสูงถึง 950,000 ราย ทำให้กระทรวงแรงงานเสนอกฎหมายดังกล่าวเพื่อให้กลุ่มดังกล่าวสามารถกลับมาเป็นผู้ประกันตนได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินสมทบย้อนหลังแม้ขาดส่งเป็นระยะเวลา 20 ปี ทั้งนี้ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับที่ผ่านมา กรณีเจ็บป่วยหรือประสบอันตราย กรณีทุพลภาพ กรณีตายอันมิใช่เนื่องจากการทำงาน กรณีคลอดบุตร กรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ
 
 
ขยายสิทธิประโยชน์ประกันสังคม ม. 40 เพิ่มเงินชดเชยการขาดรายได้จากวันละ 200 บาทเป็น 300 บาท และปรับเพิ่มเงินชดเชยการเสียชีวิตจาก 20,000 บาท
 
ม.ล.ปุณฑริก กล่าวว่า จะมีการผลักดันให้เป็นของขวัญสำหรับแรงงานนอกระบบให้ทันวันเมเดย์ 1 พ.ค.หรือวันแรงงานแห่งชาติ นั้นจะมีการปรับสวัสดิการตามมาตรา 40 ของกฎหมายประกันสังคม โดยการเพิ่มสิทธิประโยชน์ เช่น การปรับอัตราการการทดแทนรายได้จากการว่างงานของแรงงานนอกระบบจาก 200 บาท เป็น 300 บาท นอกจากนี้จะพิจารณาขยายสิทธิ์ประโยชน์เงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจาก 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงานนอกระบบ
 
"ระยะสั้นถือเป็นของขวัญให้กับแรงงานนอกระบบคือการปรับสิทธิประโยชน์ในเรื่องอะตราการทดแทนรายได้จากการว่างงานและสิทธิ์ประโยชน์ กรณีการเสียชีวิต ซึ่งคิดในวันเมเดย์นี้น่าจะทำได้" ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว
 
ในการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับแรงงานนอกระบบที่มีการส่งเงินประกันตนเองตามมาตรา 40 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณานั้น จะมี 3 ทางเลือกในการจ่ายเงินสมทบ คือทางเลือก ที่ 1 จ่ายเงินสมทบ 100 บาทต่อเดือน โดยเป็นการเก็บจากผู้ประกันตน 70 บาทต่อเดือน รัฐบาลร่วมสมทบ 30 บาทต่อเดือน เดิมได้รับการคุ้มครอง 3 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีตาย ส่วนทางเลือกที่ 2 จ่ายเงินสมทบ 150 บาทต่อเดือน โดยเก็บจากผู้ประกันตน 100 บาทต่อเดือนและรัฐบาลร่วมสมทบ 50 บาทต่อเดือน ได้รับความคุ้มครอง 4 กรณี คือ กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย และกรณีบำเหน็จชราภาพ
 
ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ทีการขยายเพิ่มมี 4 กรณี คือกรณีที่ 1 เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วยถ้านอนรพ.ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป ในอัตราวันละ 300 บาท ไม่เกิน 30 วันต่อปี 2.เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยที่ไม่ได้นอนรพ. แต่แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ในอัตราวันละ 200 บาท ไม่เกิน 30 วันต่อปี ทั้งนี้ผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิเงินทดแทนตามข้อ 1 และข้อ 2 เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 30 วันต่อปี 3. เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยพบแพทย์แต่ไม่ได้นอนรพ. จะต้องมีใบรับรองแพทย์เพื่อให้ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ อัตราครั้งละ 50 บาท แต่ไม่เกินคนละ 3 ครั้งต่อปี
 
กรณีที่ 2 เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพเดิมชดเชยให้ 500 – 1,000 บาทต่อเดือน นาน 15 ปี ถ้าเสียชีวิตก่อนครบ 15 ปี ก็มีสิทธิได้รับเงินค่าทำศพ 20,000 บาท กรณีที่ 3 เงินค่าทำศพ 20,000 บาท สิทธิที่ปรับปรุงใหม่ก็ยังให้ค่าทำศพ 20,000 บาท แต่ถ้าส่งเงินสบทบมาแล้ว 60 เดือน ก็จะจ่ายเพิ่มอีก 3,000 บาท และ กรณีที่ 4 เงินบำเหน็จกรณีชราภาพ เงินสมทบบำเหน็จ ชราภาพเดือนละ 50 บาท และสามารถออมเงินสมทบเพิ่มได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน
 
ส่วนทางเลือกที่ 3 จัดเก็บอัตราเงินสมทบ 450 บาทต่อเดือน โดยผู้ประกันตนจ่าย 300 บาทต่อเดือน รัฐบาลสมทบ 150 บาทต่อเดือน ได้รับสิทธิดังนี้
 
1. เงินทดแทนการขาดรายได้จากการเจ็บป่วย โดย เมื่อนอนรพ.ตั้งแต่ 1 วันขึ้นไป หรือแพทย์ระบุให้หยุดงานตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ในอัตราวันละ 300 บาท ไม่เกิน 90 วันต่อปี ส่วนกรณีไม่ได้นอนพักรักษาตัวในรพ.แต่แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป ในอัตราวันละ 200 บาท ไม่เกิน 90 วันต่อปี เงื่อนไขการเกิดสิทธิยังคงเดิม ทั้งนี้ผู้ประกันตนที่ได้รับสิทธิเงินทดแทนการขาดรายได้ตามข้อ 1 และข้อ 2 เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 90 วันต่อปี
2. เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพอัตราเดือนละ 500 – 1,000 บาทตลอดชีวิต เงื่อนไขการเกิดสิทธิยังคงเดิม
3.เงินค่าทำศพ อัตรา 40,000 บาท เงื่อนไขการเกิดสิทธิยังคงเดิม
4. เงินสงเคราะห์บุตร อัตราคนละ 200 บาทต่อเดือน คราวละ 2 คน โดยอุดหนุนตั้งแต่อายุแรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี เงื่อนไขการเกิดสิทธิภายใน 36 เดือน ผู้ประกันตนได้ส่งเงินสมทบมาแล้ว 24 เดือน และในระหว่างที่ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรหากเดือนใดผู้ประกันตนไม่ได้นำส่งเงินสมทบก็ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์บุตรในเดือนนั้น
5. เงินสมทบกรณีบำเหน็จชราภาพ ในอัตราเดือนละ 150 บาท ทั้งนี้หากส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนจะได้รับเงินเพิ่มอีก จำนวน 10,000 บาท
 
 
ไทยอนุญาตแรงงานต่างด้าวกลับบ้านฉลองสงกรานต์ได้ถึงสิ้นเดือน
 
พ.ต.อ.พัลลภ สุริยกุล ณ อยุธยา ผกก.ตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย กล่าวว่า จากประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สามารถเดินทางออกนอกราชอาณาจักร กลับประเทศต้นทางเพื่อไปร่วมงานประเพณีสงกรานต์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 5-30 เม.ย.2560 เจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย – ลาว ทั้งตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย และศุลกากรหนองคาย ต่างเตรียมความพร้อมให้บริการ แรงงานต่างด้าวเหล่านี้เดินทางกลับประเทศ
 
ทางการไทยได้ผ่อนผันให้คนต่างด้าวทั้งสามสัญชาติ ซึ่งเข้ามาทำงานในประเทศไทย ตามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน หรือได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ สามารถเดินทางกลับไปบ้านเกิ ดในช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้วกลับเข้ามาทำงานได้อีก ซึ่งแรงงานต่างด้าวจะมีบัตรสีชมพูเป็นเอกสารแสดงตัวกับเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งนายจ้างหรือแรงงานต่างด้าว ที่มีนายจ้างคนเดียวกันรวบรวมรายชื่อ พร้อมสำเนาบัตรประจำตัว คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยของคนต่างด้าว ไปยื่นขอหนังสือรับรองจากกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานหรือหน่วยงานในสังกัด สำหรับใช้เป็นเอกสารหลักฐานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเพื่อประทับตรา ในการเดินทางออกนอกราชอาณาจักร หรือเข้ามาในราชอาณาจักร และได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมในการดำเนินการ หากคนต่างด้าวเดินทางออกนอกประเทศ ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองใดก็ต้องเดินทางกลับด่านเดิม และหากแรงงานต่างด้าวไม่เดินทางกลับเข้ามาภายในวันที่ 30 เมษายน 2560 ถือว่าการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรไทยสิ้นสุด
 
 
สำนักงานประกันสังคม เผยผู้ประกันตนตอบรับใช้บริการส่งเสริมสุขภาพดี เร่งเพิ่ม รพ.ต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคทั่วประเทศอีก 40 แห่ง
 
นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวว่ารัฐบาล และกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญในการดูแลคุ้มครองให้สิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วยของผู้ประกันตน รวมถึงส่งเสริมคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานประกันสังคม ได้ดำเนินงานเพื่อสอดรับนโยบายดังกล่าว โดยได้ดำเนินการเพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตนกรณีส่งเสริมสุขภาพ ให้ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการตรวจสุขภาพทั่วไป เพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยงภาวะผิดปกติหรือโรคซึ่งนำไปสู่การป้องกันหรือรักษา อาทิ
 
การตรวจเต้านมเพื่อคัดกรองมะเร็งเต้านม การตรวจความเข้มข้นของโลหิต เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง การตรวจน้ำตาลในเลือด การตรวจการทำงานของไต การตรวจไขมันในเส้นเลือด เพื่อหาความเสี่ยงโรคเรื้อรัง โดยการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพตามข้างต้นจะไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงยื่นบัตรประจำตัวประชาชนและบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล ณ สถานพยาบาลตามที่ผู้ประกันตนเลือกไว้
 
โดยผลดำเนินงานการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนสามารถตรวจสุขภาพได้ดังกล่าว ข้อมูลจากสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม ณ วันที่ 1 มกราคม ถึง 16 มีนาคม 2560 พบว่ามีโรงพยาบาลที่ให้บริการตรวจสุขภาพแก่ผู้ประกันตนทั้งหมด 176 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 73.64) แยกเป็น โรงพยาบาลรัฐบาล 105 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 66) โรงพยาบาลเอกชน 71 แห่ง (คิดเป็นร้อยละ 88.75) และผู้ประกันตนเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ จำนวน 73,943 ครั้ง โดยสำนักงานประกันสังคมจะต้องจ่ายเงินให้แก่สถานพยาบาลเป็นเงินทั้งสิ้น 41.24 ล้านบาท ผ่านระบบ e – claim ของสำนักงานประกันสังคม
 
นายสุรเดช กล่าวในตอนท้ายว่า การเพิ่มสิทธิให้ผู้ประกันตน สามารถตรวจสุขภาพได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและความร่วมมืออย่างดียิ่งของสถานพยาบาลในโครงการประกันสังคม และเพื่อขยายผลโครงการดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมได้จัดทำโครงการสถานพยาบาลต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคทั่วประเทศ จำนวน 40 แห่ง เพื่อให้ผู้ประกันตนเข้าถึงการบริการตรวจสุขภาพและสร้างทัศนคติที่ดีต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึงเพื่อให้โรงพยาบาลได้ติดตามดูแลการรักษาผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่องหากพบความผิดปกติ
 
นอกจากนี้สำนักงานประกันสังคมยังสำรวจความร่วมมือของสถานพยาบาลในการบริการและความพึงพอใจของผู้ประกันตน เพื่อนำมาพัฒนาสิทธิประโยชน์การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
 
 
แรงงานพม่าแห่กลับฉลองสงกรานต์บ้านเกิดแน่นด่านฯ แม่สอด
 
(5 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน้าด่านพรมแดนแม่สอด สะพานมิตรภาพไทย-พม่าข้ามแม่น้ำเมยคึกคัก เต็มไปด้วยแรงงานต่างด้าวชาวพม่าที่มายืนรอเวลาทำเอกสารเพื่อเดินทางกลับประเทศพม่า เนื่องจากวันนี้เป็นวันแรกที่ ครม.มีมติอนุมัติผ่อนผันแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว พม่า เดินทางกลับประเทศเพื่อร่วมงานประเพณีสงกรานต์ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 5-30 เม.ย.นี้ จำนวน 26 วัน โดยยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการเดินทางออกนอกประเทศ และกลับเข้าประเทศ ทั้งแรงงานที่ถือทั้งบัตรสีชมพู และพาสปอร์ต
 
โดย พ.ต.อ.สมชาย เดชแพ ผกก.ด่าน ตม.แม่สอด จ.ตาก พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้เปิดช่องทางเพื่อบริการเต็มอัตราจำนวน 16 ช่องทาง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้แรงงานชาวพม่าโดยเฉพาะ อีกทั้งเพื่อแก้ปัญหาไม่ให้แออัดบริเวณด่าน ผู้ใช้บริการจะได้ทยอยเข้าคิวทำเอกสารเพื่อเดินทางข้ามฝั่งกลับบ้านเกิดโดยเร็ว ขณะเดียวกัน รถบริการรับผู้โดยสารจากฝั่งต่างพม่าขาเข้าก็แน่นด่านล้นจนถึงบนสะพาน เพื่อมารอรับคนพม่าที่จะเดินทางกลับบ้าน
 
นายหม่องโม อายุ 28 ปี ชาวผาอัน พม่า กล่าวว่า ตนไปทำงานที่โรงงานไวไว จ.นครปฐม รู้สึกดีใจที่รัฐบาลไทยได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งขาเข้า-ขาออก ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับบ้านไปได้ส่วนหนึ่ง หลังจากเสร็จการฉลองงานสงกรานต์จะเดินทางกลับไปทำงานที่เดิมอีก
 
 
แรงงานลาวเริ่มทยอยกลับ หลังครม.งดเว้นค่าธรรมเนียมผ่านแดนช่วงสงกรานต์ เริ่มวันนี้วันแรก
 
เมื่อเวลา 9.00 น. วันที่ 5 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้เป็นวันแรกหลังคณะรัฐมนตรีมีมติผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่ถือบัตร สีชมพูให้สามารถกลับภูมิลำเนาได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และต้องกลับเข้าประเทศไทยภายในวันที่ 30 เมษายนนี้เท่านั้น โดยบรรยากาศเช้าวันนี้ที่บริเวณด่านศุลกากรบึงกาฬเจ้าหน้าที่ที่อยู่ประจำด่าน ทั้งตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่ศุลกากร เตรียมความพร้อมให้บริการแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาในช่วงวันเวลาดังกล่าว ซึ่งก็มีแรงงานชาวลาวเริ่มทยอยกลับบ้านไปบ้างแล้วเป็นบางส่วน
 
สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติผ่อนผันให้แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ เมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่ถือบัตรสีชมพูให้สามารถกลับภูมิลำเนาได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และต้องกลับเข้าประเทศไทยภายในวันที่ 30 เมษายนนี้เท่านั้น ซึ่งนายจ้างและแรงงานต่างด้าวจะต้องไปขอหนังสือรับรองการออกนอกประเทศจากกรมการจัดหางาน หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดในพื้นที่ที่ทำงานอยู่ เพื่อนำไปเป็นหลักฐานคู่กับบัตรสีชมพูประกอบการยื่นที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ตามแนวชายแดนที่แรงงานต่างด้าวจะเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อตรวจลงตราประทับวีซ่า โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และต้องเดินทางกลับมาตามระยะเวลาที่กำหนด ในจุดผ่านแดนเดิมที่เดินทางออกไป ส่วนแรงงาน ที่ถือหนังสือเดินทางออกนอกประเทศในช่วงเวลาดังกล่าว และกลับมาไม่ทันจะต้องไปดำเนินการขอกลับเข้าประเทศไทยในรูปแบบ Re-Entry ซึ่งจะไม่ได้รับการงดเว้นค่าธรรมเนียมในการเดินทางเข้าออกประเทศไทย
 
คาดการณ์ว่าจะมีแรงงานเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ทั้งนี้ก่อนถึงเทศกาลสงกรานต์กระทรวงมหาดไทยจะต้องออกประกาศรองรับการผ่อนผันให้แรงงานกลับภูมิลำเนาได้ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ควบคู่กับการแก้กฎหมายรองรับการงดเว้นค่าทำเนียมการผ่านแดน
 
 
เปิด 3 สาเหตุทำพยาบาลขาดแคลน คนรุ่นใหม่ออกจากวิชาชีพเร็วขึ้น
 
ปิด 3 สาเหตุทำพยาบาลขาดแคลน 1.รักษาในระบบไว้ไม่ได้ รุ่นใหม่ออกจากวิชาชีพเร็วขึ้น 2.กระจายบุคลากรไม่ดี 3.ใช้ประโยชน์จากพยาบาลไม่เต็มประสิทธิภาพ เหตุให้ทำงานอื่นจนกระทบงานหลัก ระบุอนาคตต้องการพยาบาลมากขึ้นตามสถานการณ์สังคมที่มีผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้
 
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 ดร.กฤษดา แสวงดี นักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายกำลังคน และอุปนายกสภาการพยาบาล กล่าวในเวที สช.เจาะประเด็นหัวข้อ "ล้นตลาดหรือขาดแคลน! ถึงเวลา 'สแกน' กำลังคนด้านสุขภาพ"ว่า นโยบายการกระจายบริการสุขภาพ ในรูปแบบ 'คลินิกหมอครอบครัว' ใกล้บ้าน เริ่มเกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพพื้นฐานที่จำเป็น รวมทั้งการรักษาพยาบาลและดูแลต่อเนื่องในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง มีแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสุขภาพประจำครอบครัวคอยให้คำปรึกษา บุคลากรต่างๆ ทำงานร่วมกันเป็นทีม ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมทั้งรักษาพยาบาล ส่งเสริม ป้องกันโรค และการฟื้นฟู โดยกำหนดให้แพทย์ 1 คน รับผิดชอบประชาชน 10,000 คน และมีพยาบาล 1 คนต่อประชาชน 2,500 คน
 
"การแบ่งความรับผิดชอบเป็นทีมเช่นนี้ เสมือนว่าประชาชนทุกครัวเรือนมีญาติเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล เป็นบุคลากรสุขภาพที่พึ่งพาได้ ทำให้ประชาชนได้รับการบริการดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วยังลดความแออัดของโรงพยาบาลอีกด้วย โครงการในลักษณะนี้อาจมีชื่อเรียกต่างๆ กัน เช่น คลินิกใกล้บ้านใกล้ใจ คลินิกชุมชนอบอุ่น ทีมหมอครอบครัว หรือคลินิกหมอครอบครัว"
 
สำหรับรูปแบบการทำงานของระบบสุขภาพในอนาคต ควรเป็นแบบ ทีมทักษะผสม (Skill Mixed) เช่น การตรวจรักษาโรคง่ายๆ พยาบาลเวชปฏิบัติทำได้เอง ช่วยลดจำนวนแพทย์ที่ต้องทำงานนี้ลง หรือในการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นทักษะที่นักสาธารณสุขทำได้ดี ก็จะช่วยลดในส่วนนี้ของพยาบาลได้
 
ในส่วนของวิชาชีพพยาบาล ดร.กฤษดา ในฐานะอุปนายกสภาการพยาบาล มองว่า ปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนพยาบาลเป็นผลจาก 3 สาเหตุ คือ
1.ไม่สามารถรักษาพยาบาลไว้ในระบบบริการสุขภาพได้ พยาบาลรุ่นใหม่ออกจากวิชาชีพเร็วขึ้น
2.การกระจายพยาบาลในแต่ละหน่วยบริการยังไม่ดีพอ มีการกระจุกตัว บางพื้นที่ขาดอัตรากำลังอย่างรุนแรง บางพื้นที่มีกำลังคนเหลือ
3.การใช้ประโยชน์จากพยาบาลไม่เต็มศักยภาพ มอบหมายงานอย่างอื่นให้พยาบาลทำ จนกระทบหน้าที่หลัก
 
"ความต้องการอัตรากำลังพยาบาลในอนาคตจะมากขึ้นตามสภาพสังคมที่มีผู้ป่วยเรื้อรังและผู้สูงอายุมากขึ้น ต้องการการดูแล (Care) และการดูแลระยะยาว ดูแลที่บ้าน มากกว่าการรักษา (Cure) ดังนั้น นอกจากเพิ่มการผลิตให้เพียงพอแล้ว ที่สำคัญคือต้องธำรงรักษาพยาบาลไว้ในระบบให้ได้ และต้องหามาตรการสนับสนุนให้พยาบาลที่ออกจากวิชาชีพไปแล้วหรือเกษียณอายุมีโอกาสเข้ามาเป็น พยาบาลประจำครอบครัว หรือดำเนินกิจการดูแลผู้สูงอายุ หรือ long term care ก็จะช่วยเพิ่มกำลังคนได้อีกส่วนหนึ่ง"
 
ดร.กฤษดา กล่าวว่า สำหรับการผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุขนั้นจะต้องเป็นการผลิตเพื่อบทบาทใหม่รองรับแนวทางการส่งเสริมป้องกันโรค จากผู้รักษาเป็นผู้ให้ความรู้ที่ถูกต้องกับประชาชน เพื่อให้ปฏิบัติสุขภาพของตนเองได้ถูกต้อง
 
 
กระทรวงแรงงานร่วมมือ สสส.และภาคี MOU แผนบริหารแรงงานนอกระบบ หวังยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน 21 ล้านคน
 
วันที่ 5 เม.ย. ที่โรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค กรุงเทพฯ กระทรวงแรงงาน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2560-2564 สู่การปฏิบัติ เพื่อทำแผนกลยุทธการขับเคลื่อนงานในจังหวัดต้นแบบ 16 พื้นที่ ร่วมกับภาคีเครือข่าย และได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) เพื่อการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับที่ 2 สู่การปฏิบัติอย่างมีพลัง สร้างสรรค์ และสานพลังประชารัฐร่วมกัน โดยมีตัวแทนแรงงานนอกระบบจากกรุงเทพมหานครและอีก 15 จังหวัด สถาบันวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบหลายภาคส่วน
 
นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ตัวแทนกระทรวงแรงงานกล่าวว่า เป้าหมายหลักของความร่วมมือครั้งนี้ คือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยที่ทำงานนอกระบบ ซึ่งมีสิทธิต่างๆที่ไม่เท่าเทียมกับอาชีพในระบบทั่วไป จึงจำเป็นต้องศึกษาแนวทางจาก15 จังหวัดที่มีเครือข่ายแรงงานนอกระบบมาถอดบทเรียน ประสบการณ์และเดินหน้าทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดศักยภาพที่เหมาะสมและขยายแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตนี้สู่จังหวัดต่างๆในประเทศไทย มีแนวคิดผลักดัน 3 เรื่อง คือ 1.รายได้ จะมีการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้ ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ โดยส่วนหนึ่งจะนำเอาการขึ้นทะเบียนคนจนมาพิจารณาเพิ่มทักษะด้วย 2.ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานนอกระบบ ให้แล้วเสร็จในปี 2560 ขณะนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น และ 3.บริหารจัดการระบบการดูแลแรงงานนอกระบบแบบบูรณาการ สร้างเครือข่ายระดับพื้นที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม
 
"อาชีพนอกระบบมีหลายอาชีพ ทั้งคนสวน คนไร่ คนขับรถรับจ้าง แม่ค้า พ่อค้า คนงานก่อสร้าง เราจึงต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกันแต่ที่เราเน้นให้ความสำคัญ อันดับต้นๆ คือ การใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามหลักประกันสังคม และเรื่องความปลอดภัยในระหว่างเวลางาน ตามมาตรา40 ซึ่งหากทำได้จะช่วยให้คนไทยที่ทำงานนอกระบบเข้าถึงสิทธิด้านดังกล่าวอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนตัวเชื่อว่าจะช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน" นายอนุรักษ์ กล่าว
 
นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการร่วมลงนามความร่วมมือครั้งนี้ เนื่องจากสสส. ได้ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงระบบสวัสดิการของกลุ่มแรงงานนอกระบบ จึงสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ และประสานความร่วมมือกับ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สมาคมวิถีทางเลือกเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธินิคม จันทรวิทุร เครือข่ายนักวิชาการจากสถาบันการศึกษาที่ให้ความสนในด้านแรงงานนอกระบบ และกลไกภาคประชาชนที่เป็นแรงงานนอกระบบในพื้นที่เป้าหมาย ภายใต้การสนับสนุนการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้อง 4 โครงการได้แก่ 1. โครงการการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2556-2559 สู่การปฏิบัติ ที่ 2. โครงการพัฒนานโยบายและกลไกการเข้าถึง ระบบการสร้างเสริมสุขภาพ ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสำหรับกลุ่มแรงงาน 3. โครงการจัดการความรู้เพื่อการขยายผลและพัฒนากระบวนการเชิงนโยบายการสร้างเสริมสุขภาวะแรงงานนอกระบบ และ 4. โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ นำและกลไกการนำนโยบายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาวะกลุ่มแรงงานนอกระบบสู่การปฏิบัติระดับจังหวัด สสส. และภาคีดำเนินงานจึงได้ร่วมกันพัฒนาจังหวัดต้นแบบ 16 พื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยอาศัยกระบวนการพัฒนาเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะแรงงานนอกระบบ รวมถึงการศักยภาพบุคคล ผู้นำแรงงาน องค์กร กลไกการจัดการ และรวบรวมองค์ความรู้ที่ใช้สนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อบูรณาการทรัพยากรการทำงานในระดับจังหวัดให้เกิดการปฏิบัติอย่างแท้จริง ส่งผลให้แรงงานนอกระบบมีงานทำ มีรายได้ที่ดี เข้าถึงบริการของรัฐได้อย่างสะดวก ทั่วถึง จนเกิดเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ นำไปสู่การขยายผลความสำเร็จต่อไป
 
ด้านนายอ๊อค สำเภาแก้ว อายุ 55 ปี อาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง สมาชิกเครือข่ายแรงงานนอกระบบ สมุทรปราการ กล่าวว่า ตนทำอาชีพรับจ้างขับรถมอเตอร์ไซต์ อำเภอพระประแดงมานานกว่า 15 ปี อยากให้ภาครัฐส่งเสริมสวัสดิการแก่แรงงานนอกระบบในฐานะผู้เสียภาษีประเทศคนหนึ่ง โดยเฉพาะการเจ็บป่วยแล้วต้องหยุดงานหลายวันนั้น บางครั้งสูญเสียรายได้หลายบาท จึงอยากให้มีการปรับปรุงระบบจ่ายเงินชดเชยคืนบ้าง
 
"ขณะนี้ผมใช้สิทธิรักษาพยาบาลยามป่วยด้วยบัตรทอง ใช้ยื่นคู่กับบัตรประกันสังคมในมาตรา 40 ซึ่งรัฐร่วมจ่ายบ้างผมจ่ายเองบ้าง แต่ผมคิดว่ายังได้รับสิทธิไม่เต็มที่ ผมคิดว่าถ้าให้เราจ่ายเพิ่มกว่านี้ก็ยอม แต่ถามกลับว่าแล้วเราจะได้อะไรกลับมาบ้างถ้าเราจะจ่ายเพิ่ม ผมไม่ได้อยากอยู่เฉยๆ แล้วได้เงินฟรีแต่อยากร่วมจ่าย ร่วมรับผิดชอบ อะไรก็ตามที่มีหลักประกันว่าวันหนึ่งผมขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะตาย จะพิการผมได้เงินบ้าง เพราะไม่มีเงินซื้อประกันเอกชนรายปี เนื่องจากรายได้เราไม่แน่นอน" นายอ๊อดกล่าว
 
นายอ๊อด กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้นอกจากสิทธิการรักษาพยาบาล ความมั่นคง ความปลอดภัยแล้วอยากให้ทุกอาชีพของแรงงานนอกระบบมีขอบเขตการทำงานที่ปลอดภัย ส่วนด้านอื่นๆที่อยากให้มี คือ ช่องทางพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น กรณีขับรถรับจ้างน่าจะมีบริการอบรมภาษาอังกฤษ ภาษาจีนบ้างให้คนขับรถทั่วไปได้บริการลูกค้าต่างชาติโดยไม่ผ่านนายหน้ากินหัวคิว
 
อนึ่งข้อมูลจากกระทรวงแรงงานปัจจุบันแรงงานนอกระบบในประเทศไทยมีประมาณ 21 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มแรงงานนอกระบบได้พยามยามผลักดัน ให้มีการปรับสวัสดิการตามมาตรา 40 ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงานนอกระบบ อาทิ ปรับอัตราการชดเชยการขาดรายได้ของแรงงานนอกระบบจาก 200 บาท เป็น 300 บาท ปรับอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจาก 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท และขยายสิทธิรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกลุ่มโรคเจ็บป่วยจากการทำงาน
 
 
รถขนคนงานเข้าตัวเมืองพิษณุโลกกระทบหนักห้ามนั่ง "แคป-กระบะ"
 
พิษณุโลก - บรรดาคนงานก่อสร้างอำเภอต่าง ๆ และจังหวัดใกล้เคียงพิษณุโลกที่นั่งรถยนต์กระบะเข้ามาทำงานในตัวเมืองพิษณุโลกทุกวัน ต่างโอดครวญคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ห้ามนั่งแค็ปและกระบะ เผยเพิ่งได้รับข่าวแต่ไม่แน่ใจว่าจะบังคับใช้จริงจังเมื่อไหร่ หากบังคับจริง คงต้องไปเสียเงินเพิ่มต่อหลังคา
 
วันที่ 5 เมษายน หลังจากรัฐบาลเริ่มบังคับใช้กฎหมายจราจรใหม่ตาม ม.44 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการใช้รถใช้ถนนของรถยนต์กระบะ ที่วิ่งในเขตตัวเมืองพิษณุโลก หลายคน ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจะบังคับใช้กฎหมายห้ามนั่งภายในแค็ป และด้านหลังรถกระบะอย่างจริงจังเมื่อไหร่ และการใช้รถยนต์กระบะวันนี้ ก็ยังคงใช้กันตามปกติ ทั้งนั่งในแค็ปและกระบะ ขณะที่การเข้มงวดบังคับใช้อย่างจริงจังนั้น ตำรวจจราจรสภ.เมืองพิษณุโลกที่ตั้งด่านตรวจในวันนี้ ก็เน้นเฉพาะการทำผิดกม.จราจรทั่วไป อาทิ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ภาษีขาด ขณะที่การห้ามนั่งในแค็ปและกระบะนั้น เจ้าหน้าที่ได้ตักเตือน และ ประชาสัมพันธ์เป็นหลัก ยังไม่เน้นจับกุมและกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มคนงานก่อสร้าง ตามอำเภอรอบนอกของตัวเมืองพิษณุโลก ทั้ง อ.บางระกำ อ.พรหมพิราม อ.บางกระทุ่ม รวมถึง อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย แรงงานก่อสร้างเหล่านี้ ใช้รถยนต์กระบะประเภทแค็ป และส่วนมากจะต่อคอกด้านข้าง มีที่นั่งพาดขวาง ให้คนงานได้นั่งกระบะจากหมู่บ้านเข้ามาทำงานก่อสร้างทั่วไปในเขตอ.เมืองพิษณุโลก
 
นายนภดล มั่งระวัง อายุ 50 ปี เจ้าของรถยนต์กระบะแค็ป และเป็นหัวหน้าคนงาน ที่รับคนงานในหมู่บ้าน จากต.ป่าแฝก อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย มาทำงานรับเหมาตกแต่งภายในที่บริษัทแห่งหนึ่งในอ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า เพิ่งขาบข่าวเมื่อเช้า เมื่อเลี้ยวรถเข้ามาถึงที่ทำงาน คนที่ทำงานบอกว่า ต่อไป ถ้านั่งในแค็ป หรือ กระบะ จะผิดกฎหมาย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ติดตามข่าวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่เพิ่งทราบว่าจะมีผลบังคับใช้ ส่วนตัวคิดว่า คงลำบากมาก เพราะพวกตนทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และ ต้องใช้รถยนต์รับส่งคนงานจากหมู่บ้าน มาทำงานในเมืองพิษณุโลกที่เป็นแหล่งงานใหญ่ ทุกเช้าประมาณ07.00น.ก็จะตระเวนรับคนงานในหมู่บ้าน ขึ้นรถกระบะของตนมาที่พิษณุโลก เย็นก็รับกลับไปส่ง ถ้าบังคับใช้อย่างจริงจัง ก็คงต้องไปต่อเติมเป็นหลังคา และแจ้งขนส่งให้ถูกกฎหมาย เพราะรถตน ต้องวิ่งรับส่งคนงานทุกวัน
นายนิภพ พุ่มอ่วม อายุ 39 ปี หัวหน้าคนงานชาวอ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เจ้าของรถยนต์กระบะแค็ป ที่ต้องรับส่งคนงานมาที่แคมป์งานในตัวเมืองพิษณุโลกวันละ10กว่าคน เปิดเผยว่า ทราบข่าวการบังคับใช้กฎหมายเมื่อวานนี้ แต่ก็ยังไม่เข้าใจทั้งหมด ถ้าห้ามนั่งแค็ป นั่งกระบะ ก็จะเดือดร้อนมาก ทั้งคนงาน และตัวของตนเอง อาจจะต้องหยุดงาน ตกงาน พวกตนเป็นเกษตรกร ที่ว่างเว้นจากอาชีพทำนา ทำการเกษตร ก็มาขายแรงงานในตัวเมืองพิษณุโลก คิดว่า คงเดือดร้อนกันทั่วประเทศ ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คิดว่าจะทำอย่างไร เมื่อก่อน ที่ต่อคอก ก็ได้นำรถไปแจ้งขนส่ง ไม่เช่นนั้นก็จะโดนปรับ อนาคต ถ้าบังคับใช้จริงจัง ก็คงต้องไปดัดแปลงรถ ใช้เงินเพิ่มอีก จะไปขายรถก็ไม่ได้ ใครจะมาซื้อ
 
นางสำเนียง อิมพิทักษ์ อายุ 38 ปี เปิดเผยว่า ตนกรรมกรทั่วไปที่ได้ค่าแรงวันละ 300 บาท คงได้รับกระทบหนัก หากมีกฎหมายออกมาใช้จริง ก็อาจจะมาทำงานไม่ได้ จะให้เอารถจักรยานยนต์มาเองก็ลำบาก เพราะมันไกลด้วย ขี่ไม่ไหว ทุกวันนี้ มากับผู้รับเหมา นั่งรถกระมาทำงานในตัวเมืองพิษณุโลก ก็เสียค่ารถวันละ 50 บาท เหลือกลับไปบ้านวันละ 250 บาท ไม่แน่ใจว่าถ้าดัดแปลงรถเพิ่ม จะเสียค่ารถเพิ่มหรือไม่
 
 
ดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานนอกระบบให้เสร็จปีนี้ มอเตอร์ไซรับจ้างวอนขอหลักประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น-จี้รัฐปราบมาเฟีย
 
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่โรงแรมเซนจูรี่ปาร์ค กรุงเทพฯ กระทรวงแรงงาน ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานนอกระบบ พ.ศ.2560-2564 สู่การปฏิบัติ เพื่อทำแผนกลยุทธการขับเคลื่อนงานในจังหวัดต้นแบบร่วมกับภาคีเครือข่าย และลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วม (MOU) เพื่อการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ฯ ฉบับที่ 2 สู่การปฏิบัติอย่างมีพลัง สร้างสรรค์ และสานพลังประชารัฐร่วมกัน โดยมีตัวแทนแรงงานนอกระบบจากกรุงเทพมหานครและอีก 15 จังหวัด และเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานเกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบหลายภาคส่วน นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เป้าหมายหลักของความร่วมมือครั้งนี้คือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยที่ทำงานนอกระบบ ซึ่งมีสิทธิต่าง ๆ ที่ไม่เท่าเทียมกับอาชีพในระบบทั่วไป จึงจำเป็นต้องศึกษาแนวทางจาก 15 จังหวัดที่มีเครือข่ายแรงงานนอกระบบมาถอดบทเรียน ประสบการณ์และเดินหน้าทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดศักยภาพที่เหมาะสม และขยายแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตนี้สู่จังหวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย มีแนวคิดผลักดัน 3 เรื่อง คือ 1.รายได้ จะมีการพัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้ ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพ โดยส่วนหนึ่งจะนำเอาการขึ้นทะเบียนคนจนมาพิจารณาเพิ่มทักษะด้วย 2.ผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานนอกระบบ ให้แล้วเสร็จในปี 2560 ขณะนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น และ 3.บริหารจัดการระบบการดูแลแรงงานนอกระบบแบบบูรณาการ สร้างเครือข่ายระดับพื้นที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบทุกกลุ่ม
 
"อาชีพนอกระบบมีหลายอาชีพ ทั้งคนสวน คนไร่ คนขับรถรับจ้าง แม่ค้า พ่อค้า คนงานก่อสร้าง เราจึงต้องเอาเรื่องนี้มาคุยกัน แต่ที่เราเน้นให้ความสำคัญ อันดับต้น ๆ คือ การใช้สิทธิรักษาพยาบาลตามหลักประกันสังคม และเรื่องความปลอดภัยในระหว่างเวลางาน ตามมาตรา 40 ซึ่งหากทำได้จะช่วยให้คนไทยที่ทำงานนอกระบบเข้าถึงสิทธิด้านดังกล่าวอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนตัวเชื่อว่าจะช่วยให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้าน" นายอนุรักษ์ กล่าว
 
ด้านนายอ๊อค สำเภาแก้ว อายุ 55 ปี อาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง สมาชิกเครือข่ายแรงงานนอกระบบ สมุทรปราการ กล่าวว่า ตนทำอาชีพรับจ้างขับรถมอเตอร์ไซต์ อำเภอพระประแดงมานานกว่า 15 ปี อยากให้ภาครัฐส่งเสริมสวัสดิการแก่แรงงานนอกระบบในฐานะผู้เสียภาษีประเทศคนหนึ่ง โดยเฉพาะการเจ็บป่วยแล้วต้องหยุดงานหลายวันนั้น บางครั้งสูญเสียรายได้หลายบาท จึงอยากให้มีการปรับปรุงระบบจ่ายเงินชดเชยคืนบ้าง
 
"ขณะนี้ผมใช้สิทธิรักษาพยาบาลยามป่วยด้วยบัตรทอง ใช้ยื่นคู่กับบัตรประกันสังคมในมาตรา 40 ซึ่งรัฐร่วมจ่ายบ้างผมจ่ายเองบ้าง แต่ผมคิดว่ายังได้รับสิทธิไม่เต็มที่ ผมคิดว่าถ้าให้เราจ่ายเพิ่มกว่านี้ก็ยอม แต่ถามกลับว่าแล้วเราจะได้อะไรกลับมาบ้างถ้าเราจะจ่ายเพิ่ม ผมไม่ได้อยากอยู่เฉย ๆ แล้วได้เงินฟรี แต่อยากร่วมจ่าย ร่วมรับผิดชอบ อะไรก็ตามที่มีหลักประกันว่าวันหนึ่งผมขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา จะตาย จะพิการผมได้เงินบ้าง เพราะไม่มีเงินซื้อประกันเอกชนรายปี เนื่องจากรายได้เราไม่แน่นอน" นายอ๊อดกล่าว
 
นายอ๊อด กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้นอกจากสิทธิการรักษาพยาบาล ความมั่นคง ความปลอดภัยแล้ว อยากให้ทุกอาชีพของแรงงานนอกระบบมีขอบเขตการทำงานที่ปลอดภัยและอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเรื่องมาเฟีย หรือผู้มีอิทธิพลเป็นเจ้าของพื้นที่ขับรถจักรยานยนต์ด้วย ส่วนตัวอยากให้รถจักรยานยนต์วิ่งได้อย่างเสรีเหมือนแทกซี่ และผู้โดยสารมีสิทธิเลือกใช้บริการใครก็ได้ตามใจชอบ ส่วนด้านอื่น ๆ ที่อยากให้มี คือ ช่องทางพัฒนาทักษะเพิ่มเติม เช่น กรณีขับรถรับจ้างน่าจะมีบริการอบรมภาษาอังกฤษ ภาษาจีนบ้าง ให้คนขับรถทั่วไปได้บริการลูกค้าต่างชาติโดยไม่ผ่านนายหน้ากินหัวคิว
 
อนึ่งข้อมูลจากกระทรวงแรงงานปัจจุบันแรงงานนอกระบบในประเทศไทยมีประมาณ 21 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มแรงงานนอกระบบได้พยามยามผลักดันให้มีการปรับสวัสดิการตามมาตรา 40 ตามข้อเรียกร้องของกลุ่มแรงงานนอกระบบ อาทิ ปรับอัตราการชดเชยการขาดรายได้ของแรงงานนอกระบบจาก 200 บาท เป็น 300 บาท ปรับอัตราเงินชดเชยกรณีเสียชีวิตจาก 20,000 บาท เป็น 40,000 บาท และขยายสิทธิรักษาพยาบาลให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกลุ่มโรคเจ็บป่วยจากการทำงาน
 
 
สนช.รับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน กำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ "นร.-นศ.-คนแก่-คนพิการ"
 
พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติรับหลักการวาระแรกร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ส่วนสาเหตุที่ต้องแก้ไขร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ เนื่องจาก พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน และมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น จึงต้องเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับกับการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภท เช่น นักเรียน นักศึกษา คนพิการ และผู้สูงอายุ เพื่อให้มีการส่งเสริมการจ้างงานและคุ้มครองแรงงานสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภทดังกล่าว ซึ่งอาจมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากลูกจ้างทั่วไป รวมถึงต้องปรับปรุงบทบัญญัติเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเพื่อลดภาระของนายจ้างในการส่งสำเนาข้อบังคับดังกล่าว ปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้สอดคล้องกันและเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการลดระยะเวลาในกระบวนการเริ่มต้นธุรกิจให้มีความสะดวก รวดเร็ว เป็นกลไกดึงดูดนักลงทุน และเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการเกษียณอายุและการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างกรณีเกษียณอายุ เพื่อคุ้มครองลูกจ้างกรณีเกษียณอายุ สร้างความมั่นคงให้แก่ลูกจ้างหลังเกษียณอายุและเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งเพิ่มบทกำหนดโทษกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างกรณีเกษียณอายุ
 
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ร่างกฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิให้กับลูกจ้างกลุ่มพิเศษดังกล่าว ขณะที่การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างกลุ่มพิเศษไว้ชั่วโมงละ 40 บาท ไม่ขัดกับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เมื่อคำนวณตามชั่วโมง และยังช่วยให้เกิดการทำงานภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดของบุคคลเหล่านี้อย่างเหมาะสม และเป็นการช่วยโน้มน้าวให้เกิดการจ้างงานผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น ซึ่งขอย้ำว่า คณะกรรมการกำหนดอัตราค่าจ้างฯ จะไม่กำหนดสิทธิของลูกจ้างกลุ่มพิเศษต่ำกว่าสิทธิโดยปกติอย่างแน่นอน พร้อมระบุว่า ข้อกำหนดในกฎหมายนี้ต่างกับข้อกำหนดในกฎหมายประกันสังคม เพราะในร่างกฎหมายนี้ กำหนดให้นายจ้างเป็นผู้รับผิดชอบการจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้เกษียณอายุ โดยลูกจ้างอายุ 60 ปี จะทำงานต่อไปก็ได้ หรือสามารถแจ้งขอเกษียณตามกฎหมายนี้เพื่อขอรับสิทธิค่าชดเชยได้ ซึ่งนายจ้างจะต้องดำเนินการจ่าย ภายใน 30 วัน เมื่อลูกจ้างใช้สิทธิ และยืนยันว่าลูกจ้างสามารถรับสิทธิประโยชน์ได้ทั้งตามกฎหมายประกันสังคมและกฎหมายฉบับนี้
 
 
เล็งร้องนายกฯกระทบสิทธิ์แรงงานคำสั่ง คสช.ที่ 21 เอื้อนายจ้าง
 
เมื่อวันที่ 5 เม.ย.60 นายบรรจง บุญรัตน์ ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 21/2560 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่ออํานวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ จำนวน 18 ข้อ ว่า ในใจความข้อ 8 กรณีแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้นายจ้างประกาศข้อบังคับที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นภายใน 7 วัน นับตั้งแต่ที่มีการประกาศใช้ข้อบังคับที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้น คำสั่งดังกล่าวกระทบสิทธิ์ของลูกจ้างแรงงานทั้งระบบ และก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ เนื่องจากการประกาศของนายจ้างต่อไปนี้จะไม่ต้องผ่านอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ดังนั้นทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับนายจ้าง ที่จะกำหนดข้อบังคับใดขึ้นมาก็ได้ เช่น การเลิกจ้าง หรือไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้
 
นายบรรจงกล่าวอีกว่า ในส่วนข้อที่ 11 ที่กำหนดว่าในกรณีสุดวิสัย หรือมีเหตุจำเป็นอย่างอื่น ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของครม.มีอำนาจขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลาตามมาตรา39หรือมาตรา47 ในพ.ร.บ.ประกันสังคมพ.ศ.2533ได้ ทั้งที่ปกติแล้วต้องเป็นคณะกรรมการประกันสังคม ที่ต้องเสนอยื่นครม.เอง ซึ่งมองว่าเป็นการให้อำนาจกับคนคนเดียว ที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าคนคนนั้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมย์ของกฎหมาย
 
อย่างไรก็ตาม นายบรรจง ระบุด้วยว่า ได้พูดคุยกับนายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแล้ว ได้ให้เหตุผลว่า คำสั่งดังกล่าวว่าเป็นไปเพื่อส่งเสริมการลงทุน ซึ่งตนมองว่าเป็นการส่งเสริมเฉพาะในส่วนของนายจ้างมากกว่า โดยไม่ได้ฟังความเห็นลูกจ้างแรงงาน ดังนั้นตนและคณะจะเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. และกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว หรือขอให้เพิ่มเติมข้อความแบบเดิม ในวันที่ 10 เม.ย. เวลา 12.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานกพ. โดยหากไม่มีการดำเนินการใดๆ จะยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ
 
 
ครม.อนุมัติกำลัง 1,000 อัตรารอตรวจแรงงานยกไอแอลโอ
 
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติเพิ่มกรอบอัตรา กำลังข้าราชการให้แก่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจำนวน 1,049 อัตรา ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการตรวจและดูแลแรงงานในระบบ ให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) และมีส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาการค้า มนุษย์ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญ ที่ไอแอลโอมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญทำ ให้ไทยไม่สามารถแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ได้ คือ ความเพียงพอของเจ้าหน้าที่
 
สำหรับแผนการเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการ ที่กระทรวงแรงงานเสนอนั้น จาก1,049 อัตราที่ ครม.ให้การอนุมัติ จะแบ่งการเพิ่มเป็น 5 ระยะ ในปีแรก คือ 2561 จะเพิ่ม 186 อัตราเพื่อปฏิบัติภารกิจเร่งด่วนเน้นตรวจแรงงานในกลุ่มเสี่ยง คือประมงทะเลและที่เกี่ยวเนื่องในกิจการสินค้ากุ้ง เครื่องนุ่งห่ม อ้อยและปลาและห่วงโซ่การผลิต กิจการก่อสร้าง ผลิตภัณฑ์สับปะรด แปรรูปไก่ และโรงแรม รวมสถานประกอบการ 51,902 แห่ง แรงงาน 1,539,363 คน เพื่อลดแรงกดดันของไอแอลโอ ส่วนระยะที่ 2-3 คือปี 2562-2563 จะเพิ่มอัตรากำลังปีละ 21% และระยะที่ 4-5 คือปี 2564-2565 เพิ่มปีละ 20%
 
 
กระทรวงแรงงานแจงนายจ้างทำข้อบังคับฯขัดกับกฎหมายใช้บังคับไม่ได้ ฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษอาญา
 
กระทรวงแรงงาน แจงแก้กฎหมายแรงงานเพื่อประโยชน์นายจ้าง ลูกจ้าง สร้างความคล่องตัวในการประกอบการ พร้อมเพิ่มโอกาสในการทำงาน ย้ำนายจ้างจัดทำข้อบังคับต้องไม่ขัดกับกฎหมาย หากฝ่าฝืนใช้บังคับกับลูกจ้างไม่ได้ และมีความผิดตามกฎหมายด้วย
 
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงแรงงาน โดย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้มีการแก้ไข ปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับสภาพการณ์ด้านแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งขณะนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้มีมติรับหลักการในร่างกฎหมายแล้ว สำหรับประเด็นสำคัญที่มีการปรับปรุงแก้ไขในร่างพ.ร.บ. ดังกล่าว 3 ประเด็นด้วยกัน คือ 1. เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภท เช่น กำหนดค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับนักเรียน นักศึกษา คนพิการและผู้สูงอายุ 2. เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการเกษียณอายุและการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างกรณีเกษียณอายุ และ 3.ปรับปรุงบทบัญญัติเรื่องข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเพื่อลดภาระของนายจ้างในการส่งสำเนาข้อบังคับฯให้กับเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายแรงงานจะเป็นประโยชน์แก่นายจ้างและลูกจ้าง ทั้งในเรื่องของความคล่องตัวในการประกอบการลดระยะเวลาในกระบวนการเริ่มต้นธุรกิจให้มีความสะดวก รวดเร็ว เป็นกลไกดึงดูดนักลงทุน เพิ่มโอกาสในการมีงานทำ และก่อให้เกิดการจ้างงานแก่แรงงานเฉพาะกลุ่ม เช่น นักเรียน นักศึกษา และผู้สูงอายุ มากยิ่งขึ้น รวมทั้งก่อให้เกิด ความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายและสร้างความมั่นคงให้แก่ลูกจ้างหลังเกษียณอายุ
 
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อห่วงใยกรณีที่นายจ้างไม่ต้องส่งสำเนาข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่ จะทำให้นายจ้างจัดทำข้อบังคับฯโดยมีการเอารัดเอาเปรียบลูกจ้าง นั้น นายจ้างไม่สามารถทำได้เพราะข้อบังคับฯที่ขัดกับพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ไม่สามารถใช้บังคับได้ ขณะเดียวกันการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของนายจ้างก็เป็นความผิดทางอาญาโดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายจ้าง ลูกจ้างมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546
 
ที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, 7/4/2560
 
กระทรวงแรงงานฝึกเด็กไทยทำงานช่วงปิดภาคเรียน เตรียมพร้อมสู่โลกอาชีพจริง
 
กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เตรียมตำแหน่งงานว่างรองรับนักเรียน นักศึกษาทำงานช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียน กว่า 1,700 อัตรา จากสถานประกอบการทั่วประเทศกว่า 240 แห่ง เพื่อฝึกเด็กรู้จักรับผิดชอบ ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า เตรียมพร้อมสู่โลกอาชีพจริง
 
กระทรวงแรงงาน โดยนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ในทุกๆ ปีจะมีนักเรียน นักศึกษาหางานทำในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียนกันเป็นจำนวนมาก และในปีนี้กรมการจัดหางานก็ได้ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเตรียมตำแหน่งงานว่างสำหรับนักเรียน นักศึกษา ซึ่งขณะนี้มีสถานประกอบการแจ้งความประสงค์รับสมัครนักเรียน นักศึกษาทำงาน จำนวนทั้งสิ้น 243 แห่ง อาทิ บจก.เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม (ห้างสรรพสินค้าโลตัส) ,บจก.ยัมเรสเทอรองต์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (ร้านเคเอฟซี) ,บจก.นพรส (ซานตาเฟ่สเต็ก) ,บจก.ฮอต พอท ,บจก.เอ็ม ที ทองพันชั่ง กรุ๊ป (ร้านสเวนเซ่นส์) ,บมจ.เอ็มเค เรสโตรองค์ (ร้านเอ็มเค) ,บมจ.ซี พี ออลล์ (ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น),บจก.เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ,บจก.บอสตัน ปาร์ค (โรงแรม รีสอร์ท) และหน่วยงานราชการ เช่นกรมการจัดหางาน เป็นต้น ตำแหน่งงานว่าง จำนวน 1,760 อัตรา เช่น ตำแหน่งพนักงานธุรการ/ประจำสำนักงาน พนักงานขายสินค้า พนักงานทั่วไป พนักงานบริการลูกค้า พนักงานจัดเรียงสินค้า พนักงานบรรจุ พนักงานแคชเชียร์ พนักงานเสริ์ฟ ช่างเทคนิค/ช่างไฟฟ้า/ช่างยนต์ เป็นต้น ในส่วนของกรมการจัดหางานก็ได้จัดจ้างนักเรียน นักศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 60 คน เป็นระยะเวลา 19 วัน วันละ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึง 11 พฤษภาคม 2560
 
การทำงานในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงว่างจากการเรียนของนักเรียน นักศึกษา จะเป็นการฝึกความอดทน ความรับผิดชอบ รู้จักใช้เวลาว่างอย่างมีคุณค่า ทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ซึ่งเด็กก็จะเกิดความภาคภูมิใจ และยังได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง รู้ว่าตนเองถนัดงานด้านใด เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานจริงเมื่อจบการศึกษาต่อไป โดยคุณสมบัติจะต้องมีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นขึ้นไป มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ขยัน อดทน ได้รับค่าตอบแทนในการทำงานภาครัฐวันละ 300 บาท โดยปฏิบัติงานเต็มวันไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาหยุดพัก หากปฏิบัติงานครึ่งวันไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง ได้รับค่าตอบแทน 150 บาท สำหรับภาคเอกชนจะได้รับค่าจ้างเป็นชั่วโมงๆละ 40 บาท โดยช่วงเปิดภาคเรียนปกติ ทำงานได้ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง และในช่วงปิดภาคเรียน ทำงานได้ไม่เกินวันละ 7 ชั่วโมง ซึ่งลักษณะงานที่ทำจะเป็นงานที่ไม่อันตรายต่อสุขภาพ ไม่ขัดประเพณีและวัฒนธรรมที่ดี หากนักเรียน นักศึกษาสนใจจะสมัครงาน สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพ มหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่ ศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทย (Smart Job Center) บริเวณด้านหน้ากระทรวงแรงงาน เขตดินแดง กรุงเทพฯ หรือสอบถามได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 นายวรานนท์ กล่าว
 
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 8/4/2560
 
แรงงาน ย้ำนายจ้างมีลูกจ้างครบสิบ ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
 
กระทรวงแรงงาน ย้ำนายจ้างมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และต้องเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หากฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญา
 
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างซึ่งมีลูกจ้างรวมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปต้องจัดทำข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน และเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการพร้อมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับ วัน เวลาทำงาน การจ่ายค่าจ้าง การลงโทษทางวินัย เป็นต้น ทั้งนี้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานถือเป็นกฎ กติกา ในการทำงานร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งจะช่วยให้การบริหารจัดการด้านแรงงานเป็นไปด้วยความราบรื่น เกิดความร่วมมือร่วมใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้างในสถานประกอบกิจการ เพราะทั้งสองฝ่ายได้ทราบและเข้าใจข้อกฎหมายและกติกาในการทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ข้อบังคับฯที่ขัดต่อกฎหมายจะไม่สามารถใช้บังคับกับลูกจ้างได้ และนายจ้างมีความผิดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 2 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 800,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่มีการแก้ไข ปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน(ฉบับที่..) พ.ศ..... ซึ่งมีข้อกำหนดให้นายจ้างไม่ต้องส่งสำเนาข้อบังคับฯให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อลดภาระของนายจ้าง เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทยในการลดขั้นตอนการประกอบธุรกิจ ซึ่งส่งผลดีต่อการจูงใจในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล และเมื่อมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้นก็จะก่อให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตามการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ทำให้สิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมาย เช่น สิทธิเกี่ยวกับการลา วันหยุด ค่าจ้าง ของลูกจ้างลดลง เพราะนายจ้างยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้าง ลูกจ้างมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่โทรศัพท์สายด่วน 1546
 
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 8/4/2560
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

‘คสช.’ ระบุยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง

Posted: 08 Apr 2017 12:21 AM PDT

โฆษก คสช. ระบุกรณีพรรคการเมืองอยากให้ผ่อนปรนให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้นั้นยังทำไม่ได้ ต้องรอการร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับก่อน

 
8 เม.ย. 2560 มติชนออนไลน์ รายงานว่า พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีคำสั่งมาตรา 44 ของ คสช. ภายหลังมีรัฐธรรมนูญบังคับใช้ ว่าขอย้ำว่าคสช.จำเป็นต้องรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองก่อน จะเห็นได้ว่าสถานกานณ์ปัจจุบันยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มฝ่ายต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้มีความเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีลักษณะทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยในชาติบ้านเมือง ขอให้ทุกภาคส่วนใจเย็น ๆ อยากให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์อันดีของรัฐบาล และ คสช.ที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยแบบนี้ต่อไประยะหนึ่งก่อน ยืนยันว่ารัฐบาลและ คสช.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง เป็นธรรม เหมาะสม โดยมุ่งหวังถึงผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก
 
พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับข้อเรียกร้องของพรรคการเมืองที่อยากให้ คสช.ผ่อนปรนให้พรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้นั้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวต้องเข้าใจว่าขั้นตอนการร่างกฎหมายลูกที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งต้องเป็นไปตามกรอบระยะเวลา 8 เดือนที่กำหนดไว้ โดยการเตรียมการเลือกตั้งในอนาคตไม่ไกลนี้ ก็ไม่เกินกรอบโรดแมป และไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ตนขอให้พรรคการเมืองใจเย็น ๆ และอดทน
 
"ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมือง แม้ว่าในภาพรวมมีความเรียบร้อย การบริหารราชการแผ่นดินก็ดำเนินไปได้ แต่ว่ายังมีคนที่ไม่หวังดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองยังมีอยู่ เราพยายามระงับ ยับยั้งไม่ให้พวกคนเหล่านี้ก่อเหตุ จนทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศรู้สึกว่ามีความวุ่นวายมีความเดือดร้อน ดังนั้นการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และขอความร่วมมือไม่ให้เคลื่อนไหวจะทำให้บรรยากาศจากนี้ไปมีความสงบเรียบร้อย จากนั้นเมื่อถึงเวลาเหมาะสมแล้ว สถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลายไปในทิศทางดีขึ้น และเหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมทางการเมือง ทางรัฐบาล และคสช.คงจะพิจารณาให้" ทีมโฆษก คสช. กล่าว
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยืนยันสภาพคล่อง รพ.ดีขึ้น ‘สธ.-สปสช.’ ร่วมมือแก้ปัญหา จี้หยุดบิดเบือนข้อมูล

Posted: 08 Apr 2017 12:04 AM PDT

สปสช.เขต 7 ขอนแก่น เผยสภาพคล่อง รพ.ในพื้นที่ดีขึ้น ไม่มี รพ.ใดมีวิกฤติระดับ 7 สธ.และ สปสช.ร่วมมือแก้ไขปัญหา ชี้รายรับ รพ.ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณจาก สปสช.อย่างเดียว จี้หยุดบิดเบือนข้อมูล

 
เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา นพ.ปรีดา แต้อารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 7 ขอนแก่น กล่าวถึงสถานการณ์การเงินของโรงพยาบาลในพื้นที่เขต 7 ขอนแก่น โดยเฉพาะโรงพยาบาลขอนแก่นที่มีข่าวแชร์กันใน facebook ว่าเป็นหนี้ล้นพ้นตัวกว่า 200 ล้านบาท ว่า สถานการณ์การจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวภาพรวมในพื้นที่ 4 จังหวัด "ร้อยแก่นสารสินธุ์" คือ ร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม และกาฬสินธุ์ ในช่วงปีงบประมาณ 2560 พบว่า 91% ของโรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับจัดสรรงบประมาณมากกว่า 70% ของประมาณการรายรับทั้งปี ทำให้ในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 ไม่มีโรงพยาบาลใดที่มีภาวะวิกฤติทางการเงินระดับ 7 (รุนแรงที่สุด) เพราะมีกลไกการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่มีปัญหาทางการเงินโดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับ สปสช.ที่ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559
 
ทั้งนี้ใน ปี 2559 มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศติดลบทางการเงินเกือบ 200 แห่ง แต่เมื่อจัดการแก้ไขปัญหาด้วยความร่วมมือของ สธ.และ สปสช. ทำให้ปี 2560 มีโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งที่มีปัญหา และทั้ง 2 หน่วยงานก็ช่วยกันแก้ไขอยู่แล้ว
 
นพ.ปรีดา กล่าวต่อว่า สำหรับโรงพยาบาลขอนแก่น หากนับเฉพาะรายรับที่ได้จากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ในปี 2558 ได้รับงบประมาณ 1,658.78 ล้านบาท แบ่งเป็นงบเงินเดือน 350.73 ล้านบาท งบเหมาจ่ายจากบัตรทอง 1,308.05 ล้านบาท ส่วนปี 2559 ได้รับงบประมาณรวม 1,596.03 ล้านบาท เป็นเงินเดือน 408.09 ล้านบาท งบเหมาจ่ายจากบัตรทอง 1,187.94 ล้านบาท ปี 2560 ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณได้รับเงินไป 1,139.69 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินเดือน 396.62 ล้านบาท งบเหมาจ่ายรายหัว 743.07 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้โรงพยาบาลขอนแก่นจะได้รับงบประมาณทั้งหมด 1,711.88 ล้านบาท
 
ผอ.สปสช.เขต 7 ขอนแก่น กล่าวว่า ปัญหาการขาดสภาพคล่องของโรงพยาบาลนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับงบประมาณจาก สปสช.เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ขณะเดียวกันที่มาของข้อมูลที่มีการกล่าวอ้างในเฟสบุ๊คนั้นไม่ใช่รายรับทั้งหมดของโรงพยาบาล เพราะโรงพยาบาลมีรายได้จากงบสวัสดิการรักษาพยาบาลของรัฐ ทั้ง สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม ประกันสุขภาพเอกชน กองทุนสวัสดิการพนักงานส่วนท้องถิ่น และอื่นๆ การเบิกจ่ายงบประมาณตามหลักการเรียกเก็บเงิน (Claim & Payment Method) รวมทั้งความเที่ยงตรงและความเข้าใจตรงกันในระบบบัญชี นักวิชาการที่ออกมาวิเคราะห์ก็รู้ข้อมูลไม่จริง ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ กระทรวงสาธารณสุขโดยท่านรัฐมนตรีและท่านปลัดก็แถลงข่าวความจริงให้ทราบกันแล้ว แต่ก็ยังบิดเบือนข้อมูลกันไม่หยุด
 
นพ.ปรีดา กล่าวว่า ที่ผ่านมา 15 ปีของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวที่รัฐบาลให้กับ สปสช. เพื่อนำมาจัดสรรให้กับโรงพยาบาลนั้น มักจะได้รับน้อยกว่าที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเสนอขอไปเสมอ ทั้งที่งบประมาณที่เสนอขอไปนั้นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันจัดทำขึ้น ซึ่งก็ต้องเข้าใจว่ารัฐบาลมีปัญหาหลายภาคส่วนที่ต้องแก้ไข
 
ผอ.สปสช.เขต 7 ขอนแก่น กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตามโรงพยาบาลทุกแห่งก็ได้ใช้งบประมาณที่ได้รับมาอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดแล้ว แต่หากรัฐบาลให้งบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในแต่ละปีตามที่เสนอขอไปจะช่วยให้โรงพยาบาลหายใจคล่องขึ้น ไม่ตึงตัวอย่างที่เป็นอยู่
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สวนดุสิตโพลล์ชี้คนอยากรู้สิทธิเสรีภาพของตนใน รธน. ฉบับใหม่มากที่สุด

Posted: 07 Apr 2017 11:36 PM PDT

สวนดุสิตโพลล์สำรวจพบเรื่องที่ประชาชนอยากรู้มากที่สุดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 74.28% คืออยากรู้เรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการของประชาชน อีก 69.77% อยากรู้เรื่องการใช้อำนาจ หน้าที่ และการบริหารงานของรัฐบาล

 
 
8 เม.ย. 2560 สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,108 คน กับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 ในวันที่ 6 เมษายน 72.83% เป็นกฎหมายสูงสุดที่คนไทยทุกคนควรเคารพและยอมรับ 63.27% เป็นการก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตย เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น 60.38% เป็นไปตามโรดแมปที่กำหนดไว้ บ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไป 49.46% ต่างชาติให้ความเชื่อมั่น ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น และ 47.92% คงต้องรอดูท่าทีของพรรคการเมืองและนักการเมือง 
 
เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนอยากรู้มากที่สุดเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ 2560 คือ 74.28% สิทธิเสรีภาพ สิทธิขั้นพื้นฐานและสวัสดิการของประชาชน 69.77% การใช้อำนาจ หน้าที่ และการบริหารงานของรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ 61.46% เรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 58.39% เนื้อหาสาระที่สำคัญ จุดแข็ง-จุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ และ 52.26% ข้อบังคับ กฎหมายและบทลงโทษผู้กระทำผิดที่เหมาะสม ชัดเจน
       
เมื่อถามถึงความคาดหวังหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 คือ 77.26% บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชน 73.01% เป็นรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ เหมาะสมกับประเทศ ทุกคนเคารพกฎหมาย 66.79% มีนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง การเมืองมีเสถียรภาพ 65.43% รัฐบาลบริหารบ้านเมืองได้เต็มที่ ปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ ให้ดีขึ้น และ 62.45% เน้นปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ภาครัฐมีความโปร่งใส
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ประวิตร' สั่งส่งหนังสือถามทางการลาวติดตามตัว 'โกตี๋'

Posted: 07 Apr 2017 11:13 PM PDT

เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติระบุ พล.อ.ประวิตรสั่งส่งหนังสือถึงสันติบาลฯ สปป.ลาว ทวงถามความคืบหน้าการติดตามตัว 'โกตี๋' ย้ำเป็นบุคคลอันตรายต่อสถาบันฯ

 
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานเมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมาว่าพล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัวนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีอาญามาตรา 112 ที่หลบหนีอยู่ใน สปป.ลาว ว่าพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม สั่งการให้ทำหนังสือไปถึงหัวหน้ากรมใหญ่สันติบาลของ สปป.ลาว และคาดว่าจะออกได้ในวันนี้ (7 เม.ย.) โดยส่งผ่านสถานเอกอัครราชทูตลาว ประจำประเทศไทย และสถานเอกอัครทูตไทย ณ เวียงจันทร์ สปป.ลาว เพื่อสอบถามในสิ่งที่เคยพูดคุยกันว่ามีความคืบหน้าอย่างไร เพราะฝ่ายไทยเห็นว่าโกตี๋ ยังเคลื่อนไหวอยู่เหมือนเดิม และทางการไทยยืนยันมาตลอดว่าโกตี๋เป็นบุคคลอันตราย มีความคิดต่อต้านสถาบัน ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองถือเป็นความผิดทางอาญาที่รุนแรง มีหมายจับ 21 หมาย จึงต้องการให้ทางการลาวจับกุมตัวส่งมาให้ ส่วนที่โกตี๋ ระบุเดินทางออกจาก สปป.ลาวไปที่เวียดนามแล้วนั้น เชื่อว่ายังอยู่ที่เดิม เพราะต้องมีอุปกรณ์และเครื่องมือ การออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางยูทูป ถ้าหลบหนีไปเวียดนาม คงไม่สามารถเคลื่อนไหวเช่นนั้นได้ เพราะการยกเครื่องมือไปชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย  
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลไทยได้ติดตามตัวนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตรมว.หมาดไทย ที่ถูกระบุว่าอยู่เบื้องหลังโกตี๋ ด้วยหรือไม่ เลขาฯ สมช.กล่าวว่า เราติดตามทุกคนที่มีหมายจับคดีอาญาอยู่แล้ว และติดตามว่ามีกิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง แต่นายจารุพงศ์ ไม่ได้อยู่ที่ สปป.ลาว ขณะนี้มุ่งติดตามตัวคนที่หลบหนีหมายจับและไม่มารายงานตัวจำนวน 6 คนที่อยู่ใน สปป.ลาวก่อน และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางการลาวว่าจะร่วมมือมากแค่ไหน
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ส่องโครงการที่พักแรงงานต่างด้าวในต่างประเทศ หลังไทยถอยเพราะโดนกระแสต้าน

Posted: 07 Apr 2017 10:32 PM PDT

หลังรัฐโยนหินถามทางเสนอโครงการที่อยู่อาศัยแรงงานต่างด้าว 11 จังหวัดที่แรงงานต่างด้าวหนาแน่นเกิน 50,000 คน เตรียมนำพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมสร้างโครงการต้นแบบ คนไทยหวั่นสร้าง 'วิลลา' ให้แรงงานต่างด้าวอยู่ ล่าสุดรัฐถอย หงายการ์ด 'ยังเป็นแค่ไอเดีย' พบในต่างประเทศที่เห็นความสำคัญของแรงงานต่างด้าวก็มีโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้แรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ

เสนอสร้างที่พักแรงานต่างด้าวในพื้นที่ 11 จังหวัด ที่แรงงานต่างด้าวหนาแน่นเกิน 50,000 คน

สืบเนื่องจากเมื่อเดือน ม.ค. 2560 ที่ผ่านมา จากผลร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) ที่ประชุมได้มอบหมายให้ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ไปศึกษาเรื่องการดูแลที่อยู่อาศัยของแรงงานต่างด้าวในลักษณะการจัดโซนนิ่งให้ถูกสุขลักษณะและได้มาตรฐาน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการศึกษาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ม.ค. ทั้งในเรื่องกฎหมาย การลงทุน และความร่วมมือการก่อสร้างโดยพื้นที่เป้าหมายในพื้นที่ที่มีแรงงานต่างด้าวหนาแน่นเกินกว่า 50,000 คน ใน 11 จังหวัดนำร่อง คือ จ.ชลบุรี จ.นครราชสีมา จ.สมุทรสงคราม จ.ปทุมธานี จ.สุราษฎร์ธานี จ.เชียงใหม่ จ.สงขลา จ.สมุทรปราการ จ.นนทบุรี จ.ระยอง และ จ.ตาก ทั้งนี้อาจจะต้องมีการศึกษารูปแบบของการเคหะแห่งชาติด้วยเนื่องจากที่ผ่านมามีการดำเนินการไปแล้วใน จ.สมุทรสาคร และ จ.ระนอง

นำพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรม ที่ จ.ระนอง มาทำเป็นที่อยู่อาศัยให้แรงงานต่างด้าว

ต่อมาในปลายเดือน ก.พ. 2560 นายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชน[1] ถึงการจัดระเบียบที่พักแรงงานต่างด้าวว่า เป็นนโยบายของรัฐบาล โดยมอบให้กระทรวงแรงงานเป็นเจ้าภาพในการจัดระเบียบที่พักแรงงานต่างด้าว ในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น จ.สมุทรสาคร จ.ระนอง ซึ่งปกติสภาพที่อยู่จะไม่ค่อยดี มีผลทางสุขลักษณะ และก่อให้เกิดปัญหาโรคภัยไข้เจ็บจึงให้จังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่จำนวนมากได้จัดระเบียบ โดยมี จ.สมุทรสาคร และ จ.ระนอง นำร่องในการจัดระเบียบที่พัก โดย จ.สมุทรสาครนำบ้านเคหะมาใช้จัดระเบียบเพราะยังมีจำนวนมากที่จำหน่ายไม่ออก ซึ่งการเคหะจะให้เอกชนเข้าไปบริหาร และนำแรงงานต่างด้าวจากโรงงานเข้ามาอยู่ จะเป็นแนวทางที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่อาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับแรงงานต่างด้าวที่มีจำนวนมาก จ.สมุทรสาคร จึงให้พื้นที่ชุมชนที่แรงงานต่างด้าวอาศัยอยู่ ได้จัดระเบียบให้ถูกสุขลักษณะโดยร่วมมือกับโรงงานที่เป็นนายจ้างมาช่วยกับคนในพื้นที่ เป็นต้น ขณะที่ จ.ระนอง จะนำพื้นที่ป่าชายเลนเสื่อมโทรมมาทำเป็นที่อยู่อาศัยให้แรงงานต่างด้าว ซึ่งจะต้องขออนุญาตจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ก่อนจะให้เอกชนมาร่วมดำเนินการโดยที่รัฐไม่ต้องลงทุน แต่บางแห่งเอกชนได้สร้างที่อยู่อาศัยให้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้การจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ไม่ได้มีปัญหาด้านความมั่นคงเพราะทุกอย่างมีการลงทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนกระทรวงมหาดไทยได้ดูแลแรงงานต่างด้าวในเชิงพื้นที่โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดคอยตรวจตรา และทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ มีระบบทะเบียนของกรมการปกครองบันทึกข้อมูลไว้ อย่างไรก็ตามยังเชื่อมั่นว่าแรงงานต่างด้าวจะไม่กระทบกับแรงงานไทยเพราะเรามีการจำกัดการทำอาชีพของแรงงานต่างด้าวไว้อยู่ ส่วนแรงงานไทยจะหายไปหรือไม่นั้น มองว่าไม่เป็นปัญหาเพราะแรงงานไทย ส่วนใหญ่จะไม่นิยมทำงานทางด้านประมง แต่แรงงานไทยมักจะทำอาชีพด้านบริการมากกว่า จึงไม่น่ามีปัญหา

ด้านนายจตุพจน์ ปิยัมปุตระ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยต่อสื่อมวลชน[2] ว่าเรื่องนี้เป็นนโยบายของการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ไม่ให้มีการความกระจัดกระจาย เพราะที่ผ่านมามีความยากลำบากและเกิดปัญหาในหลายด้าน อาทิ เรื่องสุขอนามัยการสาธารณสุข การดูแลควบคุมและป้องกันโรค เรื่องความมั่นคง การต่อหนังสือเดินทางซึ่งจะทำให้สะดวกและดูแล เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งสิ่งที่ตามมาที่จะเกิดผลดีต่อประเทศคือการเป็นอยู่ที่ได้มาตรฐานซึ่งเป็นไปตามหลักการระหว่างประเทศ หรือ ILO แล้วตลาดการส่งออกของประเทศก็จะกว้างมากขึ้น โดยนโยบายที่ได้มอบลงมานั้นในขณะนี้ทางจังหวัดได้มีคณะกรรมการในการทำงานและมองไปที่พื้นที่ป่าชายเลนที่เสื่อมสภาพอย่างถาวร ซึ่งไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้แล้ว 2 พื้นที่ เพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่ในการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว ขณะนี้ทางจังหวัดรอส่วนกลางพิจารณาในเรื่องนี้ ซึ่งการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าวจะช่วยจัดการ และแก้ปัญหาเรื่องสาธารณสุขเรื่องความมั่นคง และในทุกด้านที่ประชาชนได้รับผลกระทบโดยทางจังหวัดมีความพร้อมในการทำงาน ซึ่งขณะนี้ได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อรองรับในเรื่องนี้ไว้แล้วโดยมองว่าประเทศไม่ได้เสียหายอะไร      

กระแสสังคมต้านกลัวแรงงานต่างด้าวได้อยู่ดีเหมือนอยู่ 'วิลลา' รัฐบาลถอยระบุยังเป็นแค่ไอเดีย

หลังจากที่มีข่าวนี้เผยแพร่ไปได้มีเสียงต้านจากภาคส่วน โดยหนึ่งในความกังวลนั้นก็คือการนำงบประมาณของประเทศไปสร้าง 'วิลลา' ให้แรงงานต่างด้าวอยู่อาศัยนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2560 พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าว[3] ว่ารัฐจะจัดหาที่ดินติดทะเลเพื่อเป็นที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวว่าเรื่องดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิด ไม่ใช่ข้อยุติเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมที่ดิน จะต้องหารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นายจ้าง ลูกจ้าง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่สมเหตุสมผล

"ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมากในประเทศไทย รัฐบาลจึงต้องจัดระเบียบให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงผลประโยชน์หรือผลที่จะกระทบต่อคนไทยก่อนเป็นลำดับแรก ไม่อยากให้มองว่าเป็นการดูแลคนอื่นมากกว่าคนไทย แต่ควรมองอย่างเป็นระบบและเปิดใจกว้าง เพราะอาชีพบางอย่างไม่มีคนไทยอยากทำแล้วจึงต้องอาศัยแรงงานต่างด้าว โดยรัฐต้องทำงานหลายมิติและจัดสวัสดิการดูแลแรงงานกลุ่มนี้ตามหลักสิทธิมนุษยชนด้วย"

ทั้งนี้ที่ผ่านมาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ คือ ลาว พม่า กัมพูชา อยู่อาศัยเป็นชุมชนกระจัดกระจายไปในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.ระนอง และ จ.สมุทรสาคร อันเป็นความสุ่มเสี่ยงต่อปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด โรคติดต่อ ขยะ ที่พักอาศัยไม่ได้มาตรฐาน ฯลฯ จึงเป็นที่มาของแนวคิดสร้างความเป็นระเบียบและป้องกันปัญหาทุกเรื่องในกลุ่มแรงงานต่างด้าวซึ่งมีจำนวนกว่า 50,000 คน ใน 13 จังหวัด โดยให้แต่ละจังหวัดไปพิจารณาจัดเขตพื้นที่ส่งเสริมที่พักอาศัยแรงงานต่างด้าว (Zoning) เพื่อให้สถานประกอบการและนายจ้าง นำแรงงานต่างด้าวเข้าพักอาศัย ควบคุมดูแล และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"ท่านนายกฯ เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับปัญหาอื่น ๆ เช่น การค้ามนุษย์ การทำประมงผิดกฎหมาย และปัญหาสังคม ซึ่งจำเป็นต้องทำอย่างครบวงจร ทั้งการปราบปรามผู้กระทำผิด และการสงเคราะห์ตามหลักสากลหรือพันธะสัญญาระหว่างประเทศ โดยอยากให้พี่น้องประชาชนหรือผู้ที่เห็นต่างเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐบาล วิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานของเหตุผล เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ใช้ความรู้สึกตัดสินเพียงอย่างเดียว"

ตัวอย่างโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยแรงงานต่างด้าวในต่างประเทศ

แบบจำลอง 'เมืองแรงงาน' ของกาตาร์ ที่ในเมืองแห่งนี้นอกจากจะมีที่พักอาศัยแล้วยังจะมีร้านค้า โรงภาพยนตร์ และสนามกีฬาอีกด้วย กาตาร์มีแผนการสร้างเมืองแรงงาน 7 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับแรงงานเกือบ 260,000 คน ที่มาภาพ: Omar Chatriwala (CC2.0)

ตัวอย่างสาธารณูปโภคและห้องพักในเมืองแรงงานของกาตาร์ ที่มาภาพ: dohanews.co [1] [2] [3]

การพัฒนาสิทธิมนุษยชนรวมทั้งความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตให้กับแรงงานต่างด้าวถือว่าเป็นวาระสำคัญของประเทศต่าง ๆ ในโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าแรงงานต่างด้าวถือเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศปลายทางที่พวกเขาทำงานอยู่ อย่างในกาตาร์ ประเทศที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากต่อการปฏิบัติต่อแรงงานต่างด้าวในประเทศในเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ ในการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2565 ที่จะต้องใช้แรงงานข้ามชาติจำนวนมหาศาลในการก่อสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในประเทศ

ก่อนจะมีการพัฒนาโครงการเมืองแรงงาน ที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวในกาตาร์ก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน ที่มาภาพ: dohanews.co Al Jazeera transcend.org

ทั้งนี้ในปี 2556 องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้ออกมาระบุว่าแรงงานต่างชาติในกาตาร์อยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัยทั้งการทำงานและสภาพความเป็นอยู่ และในปี 2557 สื่อมวลชนต่างประเทศก็ได้นำเสนอข่าวเรื่องอัตราค่าเช่าที่พักอาศัยที่เพิ่มขึ้นในกาตาร์ รวมทั้งปฏิบัติการณ์ 'ไล่ที่' บังคับให้คนยากจนและแรงงานต่างชาติให้ย้ายที่พักอาศัย เพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้สร้างความยากลำบากในการดำรงชีวิตของแรงงานข้ามชาติจาก เนปาล, บังกลาเทศ, อินเดีย, ศรีลังกาและปากีสถาน หลายคนต้องอาศัยอยู่ตามข้างถนน รัฐบาลกาตาร์เองก็พยายามแก้ไขข้อวิจารณ์วิจารณ์เหล่านั้น เมื่อปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ได้เปิดตัว 'เมืองแรงงาน' ที่ใช้งบประมาณในการสร้างถึง 825 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเมืองแรงงานแห่งนี้มีบ้านพักของแรงงานเกือบ 70,000 คน โดยห้องพักแต่ละห้องในเมืองแรงงานใหม่จะมีแรงงานพักอาศัยไม่เกิน 4 คน และจะมีการตรวจเช็ครายวัน เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการละเมิดกฎจำนวนผู้เข้าพัก รวมทั้งยังมีร้านค้า โรงภาพยนตร์ และสนามกีฬาอีกด้วย โดยเมืองแรงงานแห่งนี้ เป็น 1 ใน 7 ของแผนการสร้างเมืองแรงงานทั่วประเทศกาตาร์ เพื่อรองรับแรงงานเกือบ 260,000 คน

นอกจากนี้หลายประเทศในตะวันออกกลางยังมีโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งแบบคุณภาพดีและแบบด้อยคุณภาพปะปนกันไป

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ราชทัณฑ์สั่งสอบเหตุนักโทษเสียชีวิตในคุกตะกั่วป่า ญาติเตรียมแห่ศพประท้วง

Posted: 07 Apr 2017 06:02 PM PDT

อธิบดีราชทัณฑ์ สั่งสอบเหตุนักโทษเสียชีวิตในคุกตะกั่วป่า เบื้องต้นประธานเขต 8 รายงานคู่กรณีก่อเหตุทะเลาะวิวาท ถูกสั่งฝึกวินัยจนเกิดฮีทสโตรก ด้านญาตินักโทษเรียกร้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์สั่งย้ายผู้คุมออกจากเรือนจำตะกั่วป่า เผยหากไม่มีความคืบหน้าจะแห่ศพขอความเป็นธรรม

 
เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา คมชัดลึก รายงานว่านายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงกรณีนายสุริยา ศุภรักษ์ อายุ 47 ปี นักโทษในคดียาเสพติด เรือนจำตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา เสียชีวิตในเรือนจำอำเภอตะกั่วป่า เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2560 ที่ผ่านมา โดยสภาพภายนอกมีบาดแผลถลอกทั่วร่างกายว่า หลังเกิดเหตุตนได้สั่งการให้ผู้บัญชาการเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ในฐานะประธานเรือนจำเขต 8 เข้าไปตรวจสอบ โดยเบื้องต้นได้รับรายงานข้อเท็จจริงว่านายสุริยา และนักโทษอีก 1 คนก่อเหตุวิวาทกันในเรือนนอนเวลา 04.00 น. เมื่อถึงเวลา 06.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเปิดเรือนนอนเพื่อปล่อยนักโทษออกมาทำกิจกรรมประจำวันภายในแดนคุมขัง ผู้คุมจึงสั่งให้คู่กรณีทั้ง 2 ราย ลงมาฝึกวินัย ซึ่งการฝึกวินัยจะใช้กับนักโทษที่มีพฤติกรรมเกะกะเกเรเท่านั้น สำหรับคู่กรณีถูกสั่งให้นอนตากแดดและกลิ้งไปกลิ้งมาเป็นเหตุให้ร่างกายมีรอยไหม้ และวันเกิดเหตุมีแดดแรงจึงทำให้นักโทษเกิดอาการฮีทสโตรกหรือโรคลมแดดเสียชีวิต ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ยังไม่ได้ปักใจเชื่อรายงานข้อเท็จจริงดังกล่าว โดยจะรอฟังรายงานผลชันสูตรอย่างเป็นทางการว่า สภาพศพนายสุริยามีสภาพตับแตก ซี่โครงหักตามที่ญาติระบุอย่างไร หากพบว่ามีร่องรอยการถูกทำร้ายรุนแรงก็จะสอบสวนขยายผลให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะพยานในที่เกิดเหตุที่ต้องเข้าให้ข้อมูลว่าคู่กรณีวิวาทกันอย่างไร ใช้เวลาวิวาทนานเท่าไหร่ และลักษณะการแตกหักของซี่โครงเป็นอย่างไร ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะให้คำตอบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิต                  
 
นายกอบเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับช่วงวันหยุดในเทศกาลสงกรานต์ได้กำชับให้วางมาตรการป้องกันรักษาความปลอดภัยในเรือนจำอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะช่วง 2-3 เดือนก่อนเทศกาลวันหยุดยาว ซึ่งทุกเรือนจำจะต้องงดสั่งผลไม้และน้ำผลไม้ เข้ามาเป็นอาหารเลี้ยงผู้ต้องขัง และกำชับให้ตรวจค้นอย่าให้ผู้ต้องขังลักลอบนำผลไม้  ข้าว ขนมปัง หรือวัตถุดิบที่มีเชื้อเป็นส่าเหล้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังนำไปหมักเหล้าดื่มฉลองในเทศกาลสงกรานต์ ทั้งนี้ การที่เรือนจำเข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ต้องขังดื่มสุราจนมึนเมาและลุกลามเป็นเหตุวิวาทในเรือนจำ สำหรับเรือนจำที่มีโรงงาน โรงไม้ ให้ตรวจสอบไม่ให้ผู้ต้องขโมยแลคเกอร์ ทินเนอร์ออกมา เนื่องจากหลายปีก่อนเคยเกิดเหตุผู้ต้องขังไม่มีความรู้ได้นำเมทิลแอลกอฮอล์ในทินเนอร์มาผสมเป็นสุราดื่มจนตาบอด
 
ญาติเตรียมแห่ศพประท้วง
 
ด้าน TNN รายงานวันเดียว (7 เม.ย.) กันว่าหลังจากการเสียชีวิตของนายสุริยา ที่โรงพยาบาลตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยทางเจ้าหน้าที่เรือนจำอำเภอตะกั่วป่าโทรศัพท์แจ้งกับทางญาติว่านักโทษสุริยาถูกทำโทษให้ยืนตากแดดจนเป็นลมเสียชีวิต แต่จากสภาพที่เห็นพบว่าตามร่างกายมีบาดแผลฉกรรจ์เกือบ 30 แผล ซึ่งญาติมั่นใจว่าต้องถูกทำร้ายจนเสียชีวิตภายในเรือนจำ
 
เบื้องต้น นายวีระยุทธ ศุภรักษ์ ผู้เป็นพี่ชาย เรียกร้องให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบแดนต้องขังในวันเกิดเหตุออกจากพื้นที่ไว้ก่อนเพื่อไม่ให้ข่มขู่พยาน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ตั้งกรรมการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วเรือนจำอำเภอตะกั่วป่ากลับนิ่งเฉยไม่มีการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น และหากยังไม่ดำเนินการจะเคลื่อนศพไปหน้าเรือนจำเพื่อขอความเป็นธรรม
 
ขณะที่พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตะกั่วป่าเปิดเผยว่า หลังได้รับแจ้งว่ามีผู้เสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติถูกส่งมาที่โรงพยาบาลตะกั่วจึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่าผู้ตายมีบาดแผลตามร่างกายจึงส่งไปผ่านพิสูจน์ที่แผนกนิติเวช โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการชันสูตรอย่างเป็นทางการ และรอให้ญาติเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามขั้นตอน
 
ทั้งนี้ ญาติเชื่อว่าผู้ลงมือก่อเหตุน่าจะเป็นอดีตทหารที่โอนย้ายราชการมาประจำอยู่ในเรือนจำอำเภอตะกั่วป่า ซึ่งก่อนเกิดเหตุผู้ตายเคยเล่าให้ครอบครัวฟังระหว่างที่เข้าไปเยี่ยมในเรือนจำว่ามักจะถูกผู้คุมคนนี้ทำร้ายร่างกายอยู่เป็นประจำ และหลังเกิดเหตุมีการพยายามติดต่อกับทางญาติผู้ตายเพื่อเจรจาไกล่เกลี่ยแต่ตกลงกันไม่ได้ ญาติจึงเตรียมแจ้งความดำเนินคดี
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น