โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info 'ยิ่งลักษณ์' สวน 'ประยุทธ์' ยันไม่ใช่แค่เตรียมการ แต่ยึด-ถอนเงินในบัญชีตนไปแล้ว...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เผยมีคำสั่งไล่ 'ธาริต' ออกจากราชการตั้งแต่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา

Posted: 24 Apr 2017 08:19 AM PDT

24 เม.ย. 2560 เว็บไซต์โลกวันนี้ รายงานว่าจากการเปิดเผยของ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งชี้แจงกรณีคำสั่งลงโทษไล่ออก นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งถูกย้ายมาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นเอกสารทางการว่า เป็นการดำเนินการตามที่ประธานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) แจ้งมา หลัง ป.ป.ช. มีมติ ชี้มูลความผิด นายธาริต ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ และหนี้สินลดลงผิดปกติ รวมมูลค่ากว่า 346,652,588 บาท
 
โดยเมื่อสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับเรื่อง จาก ป.ป.ช.และได้ตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้อง และหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ป.ป.ช.,สำนักงาน ก.พ. และ สำนักงานกฤษฏีกา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อกฏหมาย และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา พร้อมระบุว่า นายธาริต เมื่อถูกย้ายมา และได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี จึงเป็นอำนาจของเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในการออกคำสั่ง
 
ทั้งนี้หน่วยงานข้างต้น ได้ให้ความเห็นสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันว่า กรณีนี้เป็นอำนาจของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาลงโทษตามที่กำหนดในมาตรา 80(4)แห่ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542 โดยไม่ต้องดำเนินการตามกฏหมายอื่น ประกอบกับที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีกำหนดไว้ว่าการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ เป็นความผิดร้ายแรง ควรลงโทษไล่ออกจากราชการ จึงได้มีคำสั่งลงโทษ ไล่ออกจากราชการเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ตร.ปรามถึงบ้าน 'เอกชัย' ยันจะยื่นหนังสือนายกฯ ถอนหมุดใหม่

Posted: 24 Apr 2017 06:48 AM PDT

ตำรวจบุกบ้าน 'เอกชัย หงส์กังวาน' นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง ขอให้หยุดยื่นหนังสือนายกฯ เรื่องหมุดใหม่พรุ่งนี้ เจ้าตัวยืนยัน ไม่หวั่นโดนรวบ

 
 
24 เม.ย.2560 เอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมทางการเมืองและอดีตผู้ต้องขังคดีการเมือง โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า วันนี้ เวลาประมาณ 16.30 น.มีชาย 8 คนมายืนที่หน้าบ้านของเขา โดย 2 คนในจำนวนนั้นแต่งเครื่องแบบตำรวจ ตัวแทนของกลุ่มที่มาแจ้งกับเขาว่า มาจาก สน.ลาดพร้าวและต้องการพูดคุยด้วย แต่เขาปฏิเสธที่จะออกไปคุยนอกบ้านและสนทนาผ่านกระจกหน้าบ้านแทน เจ้าหน้าที่ถามถึงการเตรียมจะไปยื่นคำร้องเกี่ยวกับหมุดคณะราษฎร เขาปฏิเสธว่าจะไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาลเกี่ยวกับหมุดใหม่ ไม่ใช่หมุดคณะราษฎรแต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ร้องขอไม่ให้เขาเดินทางไปทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ แต่เขายังคงยืนยันที่จะไป
 
เอกชัยกล่าวว่า เขามีความกังวลเล็กน้อยที่จะถูกรวบตัว แต่เชื่อมั่นว่าการยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในประเด็นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย ดูได้จากกรณีที่ผ่านมารัฐใช้มาตรการปรับทัศนคติเท่านั้น
 
ก่อนหน้านี้เขาโพสต์เฟซบุ๊กว่า เขาไม่เห็นด้วยที่ประชาชนจะตกอยู่ในความหวาดกลัวมาตรการนอกกฎหมายอย่างการปรับทัศนคติ และยอมหยุดเคลื่อนไหวทุกอย่างโดยง่าย
 
"เอาเป็นว่า ถ้า 10 โมง ผมยังไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล แสดงว่าผมน่าจะโดนรวบไปแล้ว เพราะผมยืนยันว่ายังไงก็จะไป" เอกชัยกล่าว
 
สำหรับข้อเรียกร้องของเขาคือ ขอให้รัฐบาลประกาศเจ้าของหมุดใหม่ทางสื่อสารมวลชนทุกช่องทางเป็นเวลา 7 วัน หากยังไม่มีผู้แสดงตัวเป็นเจ้าของ ขอให้รัฐบาลขุดหมุดใหม่ออกไปเก็บไว้ยังที่เหมาะสมก่อนเพื่อรอเจ้าของมารับคืนภายหลัง
 
"การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามกฎหมายเพื่อการรักษาซึ่งนิติรัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการสร้างความปรองดองในหมู่ประชาชน" หนังสือระบุ โดยเอกชัยโพสต์หนังสือดังกล่าวไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น.
 
ทั้งนี้ เอกชัย วัย 41 ปี เดิมมีอาชีพขายหวยบนดิน หลังการรัฐประหารในปี 2549 เอกชัยเริ่มสนใจการเมือง และชื่นชอบแนวทางของสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ เมื่อไปชุมนุมในเดือนมีนาคม 2554 เขาได้นำซีดีสารคดีการเมืองไทยของสำนักข่าว ABC ประเทศออสเตรเลีย และเอกสารวิกิลีกส์แปลไทยทำสำเนาไปขายชุดละ 20 บาทในที่ชุมนุม จนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบล่อซื้อและจับกุม จากนั้นราว 2 เดือนถัดมา คดีก็เข้าสู่การพิจารณาของศาล โดยเอกชัยเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาไม่กี่คนที่สามารถประกันตัวได้ตั้งแต่ชั้นสอบสวน โดยถูกคุมขังอยู่เพียงสัปดาห์กว่าๆ
 
ภายหลังการจับกุมเขาเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงมูลเหตุจูงใจในการขายซีดีและเอกสารดังกล่าวว่าต้องการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมุมมองจากสื่อต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งน่าสนใจและอาจดีกว่าสื่อไทยซึ่งต่างเลือกข้างกันหมด
 
ในระหว่างต่อสู้คดี ทนายจำเลยได้ร้องขอให้ศาลออกหมายเรียกพยานสำคัญ 2 ปากคือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และพล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา แต่หลังจากผู้พิพากษาหารือกับทนายจำเลยก็ยอมที่จะไม่เรียกพยานทั้ง 2 ปากดังกล่าว (อ่านรายละเอียด) จากนั้นวันที่ 28 มี.ค.2556 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 5 ปีแต่ลดโทษให้เหลือ 3 ปี 4 เดือนเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี (อ่านรายละเอียด) ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่วนศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นจำคุก 2 ปี 8 เดือน เขาถูกคุมขังในเรือนจำจนครบโทษและได้ออกจากเรือนจำเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลเลื่อนพิจารณาคดี 7 นศ.ละเมิดอำนาจศาล ไปวันที่ 31 พ.ค.

Posted: 24 Apr 2017 04:55 AM PDT

ศาลเลื่อนพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาลของ 7 นักศึกษา/นักกิจกรรม ไปวันที่ 31 พ.ค. 2560 เนื่องจาก 'จ่านิว' ไม่ได้มาตามศาลนัด ส่วน 6 คนที่มาในวันนี้ได้ให้การปฎิเสธและขอสู้คดีโดยไม่ขอใช้ทนาย

 
24 เม.ย. 2560 เพจดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชน เปิดเผยว่าที่ห้องพิจารณาคดี ศาลจังหวัดขอนแก่น ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาคดีละเมิดอำนาจศาลของ 7 นักศึกษา/นักกิจกรรม ให้กับทั้ง 6 คนที่เดินทางมายังศาลจังหวัดขอนแก่นวันนี้ ได้แก่ นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นายพายุ บุญโสภณ นายอาคม ศรีบุตตะ นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ นายอภิวัฒน์ สุนทรารักษ์ และ นางสาวจุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ โดยในวันนี้นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ไม่ได้เดินทางมาแต่อย่างใด 
 
การพิจารณาดำเนินไปจนกระทั่งเวลา ประมาณ 12:50 น. ศาลได้อ่านคำสั่งเลื่อนพิจารณาคดีละเมิดอำนาจศาลของ 7 นักศึกษา/นักกิจกรรม ไปวันที่ 31 พ.ค. 2560 เนื่องจากนายสิริวิชญ์ ไม่ได้มาตามศาลนัด ส่วน 6 คนที่มาในวันนี้ได้ให้การปฎิเสธและขอสู้คดีโดยไม่ขอใช้ทนาย และศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว วงเงิน 50,000 บาท/คน โดยใช้ตำแหน่งอาจารย์ประกันตัวทั้ง 6 คน และศาลให้ยื่น คำให้การเป็นเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วัน 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยอมรับ ครม.อนุมัติซื้อเรือดำน้ำจีนแล้ว

Posted: 24 Apr 2017 04:24 AM PDT

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียอมรับ ครม.อนุมัติซื้อเรือดำน้ำจีนแล้วจริง เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ระบุที่ไม่แถลงเพราะเป็นเอกสารลับ ด้าน 'ประวิตร' กำชับหน่วยขึ้นตรงและเหล่าทัพให้ทำความเข้าใจและศึกษาติดตามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการ 

24 เม.ย. 2560 มติชนออนไลน์ รายงานว่า พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ตามที่กองทัพเรือเสนอ ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน ว่า ครม.มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าวจริง โดยจัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส เอส 26 ที (Yuan Class S26T) จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท ยืนยันว่าไม่มีอะไรเป็นลับลมคมใน ซึ่งการจัดซื้อเป็นงบผูกพัน ไม่ได้จ่ายเงินครั้งเดียว แต่จะทยอยจ่าย ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมผู้ที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงกลาโหม ชี้แจงในที่ประชุมว่า มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะเป็นการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ ไม่ใช่อยากได้ตามประเทศอื่น แต่กองทัพเรือประเมินจากภัยคุกคามของประเทศที่มีอาณาเขตติดกับไทย ประเมินจากความมั่นคงทางท้องทะเล จึงต้องมีการศึกษาแนวทางการป้องกันทางทะเล เพื่อการป้องกันภัยคุกคามที่มีศักยภาพเหนือกว่า
 
"ประเทศเราอยู่ติดทะเล วันหน้าไม่มีสิ่งที่แน่นอน เราจึงต้องมีศักยภาพเพื่อป้องกันภัย และการสั่งซื้อไม่ใช่ว่าอนุมัติไปแล้วจะได้ใน 3- 5 วัน แต่ต้องรอหลายปี ทั้งนี้ เป็นการซื้อลำเดียวก่อน ส่วนลำต่อไปอยู่ที่กองทัพเรือ อย่างไรก็ตามที่โฆษกฯไม่ได้แถลงข่าว เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเอกสารลับที่สุดหรือมุมแดง และเป็นโหมดงานด้านความมั่นคง จึงไม่จำเป็นต้องแถลง แต่ยืนยันว่าไม่มีลับลมคมใน" พล.ท.สรรเสริญ กล่าว
 
'ประวิตร' กำชับหน่วยขึ้นตรงและเหล่าทัพให้ทำความเข้าใจและศึกษาติดตามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในรัฐธรรมนูญ
 
ด้าน สำนักข่าวไทย รายงานว่า พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหมที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน ว่า พล.อ.ประวิตรสรุปสถานการณ์ความมั่นคงกับสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ  โดยภาพรวมความมั่นคงในปัจจุบันเชื่อมกับทุกมิติในสังคม รวมถึงสถานการณ์โลกที่ขณะนี้มีความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 
 
"ส่วนในประเทศต้องร่วมกันสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจให้มากขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ให้เกิดความสงบเรียบร้อย รัฐบาลพยายามวางรากฐานประเทศเพื่อให้ประชาชนเกิดสงบสุข ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลจึงต้องวางรากฐานประเทศ โดยการเร่งสร้างความสามัคคีปรองดอง ขณะนี้ได้รับการตอบรับจากภาคส่วนต่าง ๆ ดีมากขึ้น ยึดประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นหลัก รัฐบาลกำลังสร้างความปรองดองโดยเดินตามยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้ ซึ่งขณะนี้คืบหน้ามาก โดยเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นและยึดประโยชน์ส่วนรวม มีประชาชนเป็นที่ตั้งในการดำเนินการตามกรอบที่วางไว้" โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว
 
สำหรับการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า รัฐบาล ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นของประเทศใด แต่จะคำนึงความเหมาะสม ให้ครอบคลุมด้านความมั่นคงในอนาคต การใช้ในระยะยาว เพิ่มอำนาจต่อรองของประเทศ นอกจากนี้ยังให้หน่วยขึ้นตรงกระทรวงกลาโหมน้อมนำพระบรมราโชวาท รัชกาลที่ 10 พระราชทานไว้ในวันข้าราชการพลเรือน 1 กุมภาพันธ์ 2560 ถ่ายทอดให้กำลังพลยึดเป็นหลักปฎิบัติงานในกระทรวงกลาโหมด้วย
 
"พล.อ.ประวิตรกำชับหน่วยขึ้นตรงและเหล่าทัพให้ทำความเข้าใจและศึกษาติดตามเกี่ยวกับความเชื่อมโยงในรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการขับเคลื่อนการบริหารราชการ  การปฎิบัติงานให้สอดคล้องเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ให้กองทัพสนับสนุนงานวิจัยอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเกิดการใช้งานได้จริงของแต่ละกองทัพ ส่วนโรงซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์ ขณะนี้กำลังหารือกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอื่น ๆ โดยคาดว่าจะได้กรอบการก่อสร้างที่ชัดเจนประมาณเดือนกรกฎาคมนี้" โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว
 
พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำชับเหล่าทัพดูแลการฝึกทหารเกณฑ์ที่เข้ามาใหม่วันที่ 1 พฤษภาคมนี้อย่างใกล้ชิด ให้เป็นไปตามธรรมเนียมวินัยทหาร ตามระเบียบที่กำหนดไว้ให้เกิดความเรียบร้อย ให้ระวังการฝึกขณะอากาศร้อนจัดและอุบัติเหตุ การลงโทษต้องเป็นไปตามวินัยที่กำหนดทางราชการ ไม่ทำร้ายหรือกดขี่เด็ดขาด
 
ส่วนความคืบหน้าการสร้างความสามัคคีปรองดอง โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า เตรียมหารือกับพรรคการเมือง นักวิชาการและภาคประชาสังคมเป็นกลุ่มย่อยตามแนวทางที่เสนอมา โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนนี้ เพื่อตรวจสอบข้อมูลที่เสนอมาแล้วว่าเป็นไปตามที่เคยหารือกันหรือไม่ ส่วนในภูมิภาคจะเปิดเวทีพูดคุยกับกลุ่มต่าง ๆ และรับฟังความเห็นอีกครั้ง โดยจะแบ่งเป็นกลุ่มแต่ละภาค ซึ่งจะสร็จสิ้นในต้นเดือนพฤษภาคม
 
"รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมได้ขอบคุณกำลังพล และให้กำลังใจเหล่าทัพที่ทุ่มเทดูแลความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา" โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สปท. ลงมติว่ากล่าวตักเตือน 'อนุสร' ทำร้ายร่างกายพนักงานร้านอาหาร

Posted: 24 Apr 2017 03:28 AM PDT

สปท. ลงมติว่ากล่าวตักเตือน อนุสร จิรพงศ์ ทำร้ายร่างกายพนักงานร้านอาหาร หลังประชุมลับกว่า 3 ชั่วโมง  แต่ไม่เปิดคะแนน  และยังบอกรูปแบบการตักเตือนไม่ได้ อ้างเป็นครั้งแรก

 
 
ายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มาภาพ: parliament.go.th
 
24 เม.ย. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่าที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ประชุมลับของ สปท. กว่า 3 ชั่วโมง วันนี้ (24 เม.ย.)  พิจารณารายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เรื่องนายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิก สปท. อาจมีพฤติกรรมฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและกรรมาธิการ พ.ศ. 2558 ประกอบข้อบังคับ สปท. พ.ศ.2558 กรณีมีการนำเสนอข่าวนายอนุสร ทำร้ายร่างกายนายชาตอลงกรณ์ นิลยาน บริกรร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับนายอนุสร และนายอนุสรรับสารภาพในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ รวมทั้ง ยินยอมให้ปรับ 10,000 บาท 
 
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แถลงภายหลังการประชุมลับว่าที่ประชุม สปท. มีติว่าการกระทำของนายอนุสร ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมฯ ประกอบข้อบังคับ สปท. ข้อ 102 โดยเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างไม่ร้ายแรง และมีมติให้ว่ากล่าวตักเตือน โดยไม่ต้องส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเพราะไม่ใช่การฝ่ายฝืนความผิดจริยธรรมขั้นร้ายแรง
 
"กรณีนี้เป็นครั้งแรกของสภาไทย จึงไม่มีรูปแบบปฏิบัติการกล่าวตักเตือน มาก่อน ประธาน สปท.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม  ยืนยัน สปท. ดำเนินการพิจารณาทุกอย่างเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยผลคะแนนได้ และไม่ใช่ว่า สปท.จะไปดำเนินการในลักษณะเช่นนี้กับใครก็ได้" นายคำนูณ กล่าว 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ 33 ววรค 1 ระบุว่าในกรณีที่สภาเห็นว่ามีหลักฐานและข้อเท็จจริงอันควรเชื่อได้ว่า สมาชิกหรือกรรมาธิการ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ให้สภามีมติว่ากล่าวตักเตือน หรือ ตําหนิ หรือประณามให้เป็นที่ประจักษ์  
 
ส่วนในวรรค 2 ระบุว่า ในกรณีที่สภามีมติว่าเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับอันเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้สภาดําเนินการตามวรรคหนึ่ง และให้ประธานสภาส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป และแจ้งให้ที่ประชุมสภาทราบ
 
ขณะที่ วรรค 3 ระบุว่า มติของสภาตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เว้นแต่มติของสภาตามวรรคสอง ให้ถือเอาคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 5  ของจํานวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เครือข่ายติดตามคดีวิสามัญฆาตกรรม 'ชัยภูมิ ป่าแส' แถลงขอให้เปิดภาพจาก CCTV

Posted: 24 Apr 2017 03:09 AM PDT

เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส แถลง "38 วัน หลังวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส : ความ (ไม่) คืบหน้าในการแสวงหาความจริง"  เรียกร้องให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) โดยขอให้หน่วยงานทหารส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนโดยเร็ว-ให้หน่วยงานทหารยุติบทบาทในการปฏิบัติการทางจิตวิทยา

 
 
 
24 เม.ย. 2560 ศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยเนื้อหาการแถลงข่าว "38 วัน หลังวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส : ความ (ไม่) คืบหน้าในการแสวงหาความจริง" โดย เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ระบุว่าสืบเนื่องจากกรณีเจ้าหน้าที่ทหารประจำด่านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ได้วิสามัญฆาตกรรมเยาวชนนักกิจกรรมชาติพันธุ์ลาหู่ ชัยภูมิ ป่าแส เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 จนถึงปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนนั้น เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส (ปรากฏรายนามด้านล่าง) พบว่ามีข้อสังเกตที่สำคัญ ดังนี้
 
1. นับจากวันเกิดเหตุ ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่เริ่มต้นหรือแม้เริ่มต้นในเวลาต่อมา แต่ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหาร อาทิ รองโฆษกกองทัพบก โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง ผู้บัญชาการทหารบก รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ อาทิ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ฯลฯ ซึ่งมิใช่ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างชี้แจงให้ข้อมูล รวมถึงแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนไปในทิศทางเดียวกัน คือ ยืนยันว่าชัยภูมิ เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยง ขัดขืนการตรวจค้นรถ รวมถึงมีความพยายามจะปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหาร อันเป็นเหตุให้ต้องวิสามัญฯ พร้อมกับอ้างถึงภาพจากกล้องวงจรปิด รวมถึงกรณีที่แม่ทัพภาคที่ 3 ออกมาปกป้องการวิสามัญฯ โดยกล่าวว่า "ถ้าเป็นผม ณ เวลานั้น อาจกดออโตได้"
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องภาพจากกล้องวงจรปิด ในช่วงแรกเจ้าหน้าที่รัฐต่างยืนยันว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่สามารถยืนยันการกระทำความผิดของชัยภูมิ แต่ต่อมาภายหลังกลับมีความเห็นว่า ไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเฉพาะการให้เหตุผลของผู้บัญชาการทหารบกที่กล่าวว่า "ได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้ว เห็นว่าตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งหมด หากเปิดให้ดูเกรงว่าจะเกิดปัญหา เพราะต่างคนต่างมองประเด็นที่แตกต่างกันออกไป.." และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการส่งมอบภาพจากกล้องวงจรปิดให้แก่พนักงานสอบสวนแต่อย่างใด
 
เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส มีข้อกังวลว่า การปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนในการการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐาน ท่ามกลางข้อมูลและความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของหน่วยงานต่างๆ อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระในการทำงานของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง
 
2. จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเครือข่ายฯ พบว่า หลังเหตุการณ์วิสามัญชัยภูมิ ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปในชุมชนกองผักปิ้งซึ่งเป็นภูมิลำเนาของชัยภูมิเกือบทุกวัน บุคคลที่เกี่ยวข้องกับชัยภูมิ หรือแม้แต่ผู้นำชุมชน ถูกเจ้าหน้าที่รัฐเชิญตัวไปพบ พบลูกกระสุนปืนถูกนำไปวางในบริเวณบ้านของคนใกล้ชิดกับชัยภูมิโดยไม่สามารถสืบทราบได้ว่าใครเป็นผู้กระทำ ซึ่งถือว่าเป็นการข่มขู่คุกคาม รวมถึงกรณีชายแปลกหน้าไปถ่ายรูปบ้านคนใกล้ชิดของชัยภูมิ ล่าสุด มีเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งเข้าไปก่อสร้างห้องน้ำให้กับบ้านของชัยภูมิ โดยอ้างว่าเป็นการเยียวยาให้กับครอบครัวของชัยภูมิ ฯลฯ ซึ่งส่งผลให้เกิดความสับสน ความรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่และหน่วยงานรัฐมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม เพราะเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า เคยเกิดความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับคนในชุมชนบ้านกองผักปิ้งมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ทหารนายหนึ่งตบตีทำร้ายชาวบ้านในงานฉลองวันปีใหม่ จนนำไปสู่การฟ้องร้องชาวบ้านคนหนึ่งที่โพสต์เฟสบุ๊คเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาศาลยกฟ้องคดีดังกล่าว
 
เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส มีข้อสังเกตว่า การเข้าไปในชุมชนของเจ้าหน้าที่ทหารที่เดินผ่านแต่ละบ้านในแต่ละวัน ไม่แตกต่างไปจากปฏิบัติการทางจิตวิทยาลักษณะหนึ่งที่สร้างความตึงเครียดให้กับชุมชน โดยเฉพาะบุคคลที่ใกล้ชิดกับชัยภูมิ
 
ข้อเรียกร้อง
 
1. เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส เห็นด้วยและสนับสนุนเสียงเรียกร้องของภาคประชาสังคมและประชาชนที่เรียกร้องให้มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิด โดยขอให้หน่วยงานทหารส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนโดยเร็ว ทั้งนี้ เพื่อให้สาธารณชนคลายข้อกังวลต่อประเด็นการใช้ความรุนแรงในการจับกุมผู้ต้องสงสัยว่ากระทำความผิด และขอเรียกร้องให้บุคคลในหน่วยงานรัฐที่ไม่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล กองทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุติการให้ความเห็นที่มีลักษณะชี้นำรูปคดี หรือแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา
 
2. ขอเรียกร้องให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ เร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดกระบวนการไต่สวนการตายตามกฎหมาย เพื่อให้ความจริงและความเป็นธรรมปรากฏโดยเร็ว และแจ้งความคืบหน้าต่อครอบครัวของชัยภูมิและสาธารณชนเป็นระยะๆ
 
3. ขอเรียกร้องให้หน่วยงานทหารยุติบทบาทในการปฏิบัติการทางจิตวิทยาโดยสิ้นเชิง เพราะการกระทำดังกล่าว แทนที่จะเป็นการสร้างความเข้าใจระหว่างประชาชนกับรัฐ แต่กลับจะสร้างความหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจมากยิ่งขึ้น
 
เครือข่ายติดตามความคืบหน้าคดีวิสามัญฆาตกรรม ชัยภูมิ ป่าแส ประกอบไปด้วย
 
นักวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย
เครือข่ายเยาวชนต้นกล้าชนเผ่าพื้นเมือง
เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย
เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
เครือข่ายการศึกษาชนเผ่าพื้นเมือง
เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี
เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมือง
ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ
มูลนิธิรักษ์เด็ก
สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
สมาพันธ์เพื่อช่วยเหลือชาวมอญผู้ประสบภัยตามแนวชายแดน
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สื่อมวลชนในรัฐธรรมนูญ 2560

Posted: 24 Apr 2017 02:50 AM PDT

ภายหลังเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 แล้ว ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของประเทศไทย ตามรัฐธรรมนูญ 2560  มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับสื่อมวลชน นั้นทำให้เห็นว่า ในภาพรวมของรัฐธรรมนูญ 2560 เน้นความสำคัญในเรื่องของวิชาชีพสื่อมวลชนเพิ่มมากขึ้น หน่วยงานของรัฐสามารถอุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน แต่ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบ (มาตรา 35) สิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยของรัฐเปลี่ยนไปเป็นสภาพบังคับที่รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานของรัฐต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก (มาตรา 59)

แต่สื่อมวลชนไม่ได้ถูกปกป้องจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นนอกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (มาตรา 98) รวมไปถึงสื่อมวลชนไม่ได้ถูกปกป้องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ และหลังจากการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถเป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชน (มาตรา 184) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย (มาตรา    49) ในส่วนของประเด็นเรื่อง เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย และการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ ยังคงอยู่เพื่อปกป้องสื่อมวลชนจากทุนของต่างชาติและการห้ามสั่งปิดกิจการสื่อมวลชน (มาตรา 35)

ในส่วนของการควบรวมการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ในส่วนนี้กลับหายไป รวมไปถึงการที่ให้ความสำคัญกับสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียม ที่ว่ารัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และในส่วนของสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็น สมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน และมีการป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจำเป็น (มาตรา 60)

จุดที่น่าสนใจคือมาตรา 35 ของรัฐธรรมนูญ 2560 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ในส่วนนี้น่าสนใจเพราะมีการให้ความสำคัญกับวิชาชีพสื่อมวลชน และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งสอดรับกับร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งอยู่ในกระบวนการของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จะเดินต่อไปอย่างไร

รัฐธรรมนูญ 2550

รัฐธรรมนูญ 2560

มาตรา 45 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพหรือสุขภาพของประชาชน

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ การห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดนอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

การให้นำข่าวสารหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้ จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทำมิได้

 

 

มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํากัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทํามิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอํานาจ ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของ บุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของ ประชาชน

เสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของ ปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น

มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ

การสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้

การให้นําข่าวสารหรือข้อความใดๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทําขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจ ก่อนนําไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใดๆ จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศ อยู่ในภาวะสงคราม

เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย

การให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชน รัฐจะกระทํามิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทํานองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กําหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วย

เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คํานึงถึงวัตถุประสงค์ และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย

 

มาตรา 46 พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวและแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจำกัด ตามรัฐธรรมนูน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรมแห่งการประกอบอาชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององค์กรวิชาชีพ

ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนตามวรรคหนึ่ง

การกระทำใดๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการ อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลบังคับใช้ เว้นแต่เป็นการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายหรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ

 

มาตรา 184 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้อง

(4) ไม่กระทําการใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม อันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซง การใช้สิทธิหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนโดยมิชอบ

 

 

มาตรา 47 คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม รวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ

การกำกับการประกอบกิจการตามวรรคสองต้องมีมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการควบรวมการครองสิทธิข้ามสื่อ หรือการครอบงำ ระหว่างสื่อมวลชนด้วยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเป็นการขวางเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารหรือปิดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน

 

 

มาตรา 60 รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็น สมบัติของชาติ เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน

การจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประโยชน์จาก คลื่นความถี่ด้วย ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกํากับ การดําเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง ในการนี้ องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการ ป้องกันมิให้มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรมหรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกินความจําเป็น ป้องกันมิให้คลื่นความถี่รบกวนกัน รวมตลอดทั้งป้องกันการกระทําที่มีผลเป็นการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ หรือปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลหรือข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของประชาชน และป้องกันมิให้บุคคล หรือกลุ่มบุคคลใดใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่โดยไม่คํานึงถึงสิทธิของประชาชนทั่วไป รวมตลอดทั้ง การกําหนดสัดส่วนขั้นต่ำที่ผู้ใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่จะต้องดําเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

 

มาตรา 56 บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะ ในครอบครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้นจะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้ส่วนเสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น หรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

 

มาตรา 59 รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐหรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องจัดให้ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารดังกล่าวได้โดยสะดวก

 

 

มาตรา 48 ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว

 

มาตรา 98 บุคคลผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(3) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใด ๆ

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวกะเหรี่ยงแม่ปอคีจัดพิธีบวชป่า ยืนยันกับการอยู่ร่วมกันของคนกับป่า

Posted: 24 Apr 2017 02:39 AM PDT

ชาวกะเหรี่ยงบ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) จัดพิธีบวชป่า เป็นชุมชนตัวอย่างที่อยู่กับป่ามากว่า 200 ปี โดยชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมตามหลักการอยู่ร่วมกันของคนกับป่าได้อย่างเกื้อกูลกันและกัน

 
 
 
แม้ระยะทางจากตัวอำเภอท่าสองยาง ถึงบ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) แค่ไม่เกิน 60 กิโลเมตร แต่กลับต้องใช้เวลาเดินทาง ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง โดยเฉพาะระยะทาง เข้า หมู่บ้าน ช่วง 16 กิโลเมตร สุดท้าย ใช้เวลาเดินทางมากว่า 2 ขั่วโมง ผ่านหมู่บ้านถึง 4 หมู่บ้าน ลัดเลาะตามแนวเขากว่า 5 ลูก จึงจะถึงที่หมาย บ้านขุนแม่เหว่ย (แม่ปอคี) ซึ่งเป็นชุมชนกะเหรี่ยงอาศัยมาเนิ่นนานกว่า 200 ปี โดยชาวบ้านยังมีวิถีชีวิตดั้งเดิมทำไร่หมุนเวียน ไม่มีการผลิตพืชเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า อาทิ ข้าวโพด กระหล่ำปลี ไม่มีการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ขณะที่ทุนนิยมและความเจริญภายนอกคืบคลานเข้าหาหมู่บ้าน  ชาวกะเหรี่ยงจะตั้งรับอย่างไร
 
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2560 ชาวบ้านจากหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย (บ้านแม่ปอคี) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก องค์การบริหารส่วนตำบลท่าสองยาง และเครือข่ายร่วมกันจัดพิธีบวชป่า ที่บริเวณโดยรอบน้ำตกขุนแม่เหว่ย ซึ่งเป็นต้นน้ำขุนแม่เหว่ย เพื่อเป็นการนำพิธีกรรมตามภูมิปัญญาวัฒนธรรมของคนปากเกอะญอมาประยุกต์ใช้ในการปกป้องและพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ให้คงอยู่กับชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แก่เยาวชนในหมู่บ้านให้เห็นคุณค่าการดูแลรักษาป่า และเป็นการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับป่า โดยใช้วิถีภูมิปัญญาของคนในชุมชน ที่สำคัญเป็นการจุดประกายประเด็นความสนใจของชุมชนที่ต้องการหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยชุมชนได้มีส่วนร่วม เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้  
 
 
พาเหาะ ลำเนาไพร อายุ 65 ปี  ผู้นำทางจิตวิญญาณ แห่งหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย (บ้านแม่ปอคี)
 
นายพาเหาะ ลำเนาไพร อายุ 65 ปี  ผู้นำทางจิตวิญญาณ แห่งหมู่บ้านขุนแม่เหว่ย (บ้านแม่ปอคี) ตำบลท่าสองยาง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นความต้องการของชุมชนที่จะปลุกจิตสำนึกเพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับเขตป่า ซึ่งชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยนั้นมีประวัติศาสตร์การตั้งชุมชนมากว่า 150 ปี  เป็นชุมชนชาวปกาเกอะญอที่ยังมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์  ทั้ง น้ำตก ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยเฉพาะในชุมชนมีภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ คือ มีป่าเดป่อทู่ หรือ ป่าสะดือ ที่ดูแลจัดการโดยวิถีชุมชน ที่มีความผูกพันธ์กับป่ามาตั้งแต่เกิด โดยจะมีการนำสายสะดือของเด็กแรกเกิดไปแขวนไว้กับต้นไม้เป็นการผูกสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับต้นไม้ให้เจริญเติบโตไปพร้อมกัน โดยห้ามใครตัดต้นไม้ต้นนั้น รวมถึงมีระบบการเกษตรแบบผสมผสาน คือการทำไร่หมุนเวียน เพราะเป็นระบบการเกษตรที่สร้างสมดุลให้ระบบนิเวศน์ และถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางภูมิปัญญา  ซึ่งการทำไร่หมุนเวียนนั้น จะมีพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมการบอกกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา เพื่อขอทำไร่ข้าว เมื่อทำเสร็จก็จะมีพิธีส่งคืนให้กับเจ้าป่าเจ้าเขา โดยมีความเชื่อว่าพื้นที่ทั้งหมดนั้นเป็นของเจ้าป่า เจ้าเขา อีกทั้งในพื้นที่ต้นน้ำ ยังมีการทำบุญเลี้ยงเจ้าป่า เจ้าเขาในเขตป่า ซึ่งเป็นความเชื่อ ความศรัทธา ต่อจิตใจของชาวปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง
 
 
ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณบดีฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย
 
ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ รองคณบดีฝ่ายเครือข่ายชุมชน วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย กล่าวว่าการจัดพิธีบวชป่า ของชุมชนบ้านขุนแม่เหว่ยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าชุมชนมีความตั้งใจที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ของชุมชนเอง โดยเฉพาะป่าต้นน้ำ ซึ่งป่าต้นน้ำขุนแม่เหว่ย แห่งนี้มีความสำคัญต่อคนในชุมชนและละแวกใกล้เคียงเป็นแหล่งน้ำสำหรับใช้ในการอุปโภค  บริโภค แหล่งอาหาร และที่ทำกิน การบวชป่านั้นเป็นการแสดงออกถึงจิตสำนึกของชุมชนในการพิทักษ์ผืนป่าให้คงอยู่ และถือว่าเป็นการเสริมสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชน ซึ่งีความคิดร่วมกัน คือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในชุมชน โดยให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรภายในชุมชน อีกทั้งอนาคตต้องมีการร่วมกันคิดว่าจะทำอย่างไรให้ชุมชนสามารถอยู่กับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้ออาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ คนในชุมชน และส่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านนำร่อง ชุมชนสีเขียว โดยมีการประยุกต์ใช้ทั้งภูมิปัญญาชาวปาเกอะญอและองค์ความรู้ใหม่ๆเข้ามาปรับใช้ ซึ่งทางวิทยาลัยโพธิวิชชาลัยเองก็ได้มีการจัดการร่วมกันกับชุมชน ในการจัดทำแหล่งเรียนรู้ สร้างงานวิจัย เพื่อให้ชุมชนเกิดประโยชน์ พร้อมทั้งเสริมสร้างพลังให้ชุมชนมั่นใจในการจัดการชุมชน  
 
 
สุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา
 
ด้านนายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา กล่าวว่า ได้เห็นความตั้งใจของชุมชน บ้านขุนแม่เหว่ย ในการที่จะอยู่ร่วมกับป่า โดยชุมชนเองพยายามที่จะหาแนวทางในการบริหารจัดการพื้นที่โดยที่ชุมชนต้องมีส่วนร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกในการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับพื้นที่เขตป่า โดยที่เขตป่าไม่รุกรานชุมชน และชุมชนไม่บุกรุกเขตป่า เป็นชุมชนที่อยู่กับป่าอย่างยั่งยืนได้ ซึ่งที่ผ่านมา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที 3 สิงหาคม 2553 เรื่องนโยบายในการการฟื้นฟูวิถีชาวกะเหรี่ยง โดยมีประเด็นหลักๆ 5 ด้าน ด้วยกัน ได้แก่  1 อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์และวัฒนธรรม 2 การจัดการทรัพยากร 3 สิทธิในสัญชาติ 4 การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และ5 การศึกษา 
 
 โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการทรัพยากร นั้น มีมาตรการคือ ยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีกรณีพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม และให้จัดตั้งคณะกรรมการ หรือกลไกในการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน การอยู่อาศัย และการดำเนินชีวิตตามวิถีวัฒนธรรม  ใคร่เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเข้าใจวิถีวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยง  เข้ามาเรียนรู้และส่งเสริมให้คนที่อยู่รักษาป่า ได้มีวิถีวัฒนธรรมอันดีงามเหล่านี้ต่อไป
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แถลงการณ์ นศ. 10 กลุ่ม ยืนยันกรณี 7 นศ. ไม่ได้รบกวนการพิจารณาคดีของศาล

Posted: 24 Apr 2017 12:27 AM PDT

แถลงการณ์ร่วม 10 กลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ กรณี 7 นักศึกษา-นักกิจกรรม ถูกฟ้องละเมิดอำนาจศาล ระบุจากข้อเท็จจริงการจัดกิจกรรมอยู่ภายนอกรั้วของศาล ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบกวนการพิจารณาคดีของศาลได้เลย

 
24 เม.ย. 2560 กลุ่มนักศึกษา 10 กลุ่ม ประกอบไปด้วย สมัชชาแม่โจ้เสรีเพื่อประชาธิปไตย FMFD, กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน CCP, ธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย LLTD, กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์, กลุ่มเสียงของคนหนุ่มสาว รามคำแหง, ดาวดิน สังกัดพรรคสามัญชน, The Federation of Patani Students and Youth - PerMAS, สมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อประชาธิปไตย, PPDD ธรรมศาสตร์ และผู้เคลื่อนไหวอิสระในขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ออกแถลงการณ์ร่วม 10 กลุ่มนักศึกษาทั่วประเทศ กรณี 7 นักศึกษา นักกิจกรรม ถูกฟ้องละเมิดอำนาจศาล
 
โดยในแถลงการณ์ระบุว่าเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 นักศึกษา นักกิจกรรม ได้รับหมายจากศาลจังหวัดขอนแก่นในคดีละเมิดอำนาจศาล ได้แก่ นักศึกษาทั้งหมด 6 คน และ นักกิจกรรมจากกรุงเทพฯ 1 คน ต่อเนื่องจากเหตุการณ์วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560 โดยได้จัดกิจกรรมในนามของเครือข่ายนักศึกษาสี่ภาคเพื่อให้กำลังใจ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน และมีการแสดงเชิงสัญลักษณ์ในการประท้วงกระบวนการยุติธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษาการละเมิดอำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้นมีเจตนารมณ์เพื่อให้การดำเนินพิจารณาคดีของศาลเป็นไปโดยเรียบร้อย แม้จะเป็นดุลพินิจของศาลก็ตาม แต่การบังคับใช้ควรอยู่ในบริเวณศาลที่อาจรบกวนการพิจารณาของศาลได้ จากข้อเท็จจริงนั้นการจัดกิจกรรมเล็ก ๆ ภายนอกรั้วของศาล ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการรบกวนการพิจารณาคดีของศาลได้เลย
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลเชียงใหม่ยกฟ้องลุงติดป้าย 'เผด็จการจงพินาศ'

Posted: 23 Apr 2017 11:25 PM PDT

ศาลเชียงใหม่ยกฟ้อง 'สามารถ ขวัญชัย' จำเลยในข้อหาประชามติ ชี้ข้อความ 'เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค. Vote No' ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดพ.ร.บ.ประชามติฯ

นายสามารถ ขวัญชัย ที่มาภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

<--break- />24 เม.ย. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าเวลา 9.00น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพากษาในคดีของนายสามารถ ขวัญชัย ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแจ้งความดำเนินคดี ในข้อหาตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) และวรรค 2 จากกรณีการนำใบปลิวที่มีข้อความว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค. Vote No" พร้อมรูปสัญลักษณ์ชูสามนิ้วไปเสียบบริเวณที่ปัดน้ำฝนหน้ารถราว 10 คัน ในลานจอดรถของห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ในช่วงก่อนหน้าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (อ่านรายละเอียดคดี และ ประมวลสรุปการสืบพยานในศาล)

ศาลได้อ่านคำพิพากษาโดยสรุปเห็นว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61(1) และ วรรค 2 ต้องมีองค์ประกอบด้วยกัน 4 ประการ คือ 1. เป็นการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 2. มีการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด 3. มีลักษณะที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ และ 4. จะต้องมีเจตนาพิเศษ คือเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง การกระทำจะเป็นความผิดได้ ต้องเข้าองค์ประกอบความผิดทั้งสี่ประการ

ศาลวินิจฉัยว่าเมื่อพิจารณาข้อความจากใบปลิวที่ว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ"แล้ว ตามพจนานุกรม คำว่า "เผด็จการ" หมายถึงการใช้อำนาจบริหารการปกครองประเทศอย่างเด็ดขาด และคำว่า "พินาศ" หมายถึง ทำให้หมดสิ้นไป สูญสลายไป เมื่อนำมารวมกันแล้ว มีลักษณะเป็นความหมายเชิงนามธรรมทั่วๆ ไป ไม่ได้มีความหมายถึงร่างรัฐธรรมนูญ และแม้จะตีความหมายว่าถ้อยคำดังกล่าวหมายถึงรัฐบาลที่บริหารประเทศในขณะนั้นได้ แต่ก็ไม่อาจตีความให้เกี่ยวข้องไปถึงการออกเสียงประชามติในร่างรัฐธรรมนูญได้ เพราะรัฐบาลไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ  ประกอบกับผู้มีสิทธิที่จะไปลงประชามตินั้นมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ย่อมมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจเองได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดความเห็นคล้อยตาม ข้อความในใบปลิวจึงไม่อาจจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือไปใช้สิทธิออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง คำว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" ยังเป็นคำที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และใช้กันทั่วไปในหมู่ผู้รักประชาธิปไตย ก่อนที่จำเลยจะนำมาใช้ในใบปลิว

อีกทั้ง เจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ประชามติ ยังมิใช่มีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ของทั้งฝ่ายที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ดังในมาตรา 7 ของพ.ร.บ.ประชามติ ที่ระบุไว้ว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเผยแพร่ความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย" โดยเฉพาะมาตรา 61 ในพ.ร.บ.ประชามติที่มีโทษทางอาญานั้น ต้องตีความกฎหมายโดยเคร่งครัด ไม่อาจตีความให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนเกินความจำเป็น

แม้โจทก์จะมีพยานเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เบิกความยืนยันว่าข้อความดังกล่าว มีลักษณะรุนแรงเป็นการปลุกระดมทางการเมืองก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคล โดยที่ไม่มีการนำพยานผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา, กรรมการการเลือกตั้ง หรือกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาเบิกความยืนยันในประเด็นนี้ จึงฟังไม่ได้น้ำหนัก  การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติ ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย และใบปลิวในคดีนี้ จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เป็นความผิด เห็นสมควรให้คืนแก่จำเลย

หลังฟังคำพิพากษา นายสามารถ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือตน หากไม่ได้ทุกคนมาช่วยเหลือ ตนก็มืดแปดด้านจริงๆ เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว รู้สึกว่าความเป็นธรรมยังพอหาได้ในประเทศนี้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่จะหยิบขึ้นมาใช้อีก หากผู้ใช้ดีก็ดี หากผู้ใช้ไม่ดี ผลก็คงไม่ดี อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เกิดบรรทัดฐานหรือประกายไฟเล็กๆ ให้สังคม ให้ผู้คนได้เห็นความเป็นประชาธิปไตย ชัยชนะครั้งนี้เป็นอีกขึ้นหนึ่งของฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้กันต่อไป

สำหรับนายสามารถ ขวัญชัย ปัจจุบันอายุ 63 ปี  ประกอบอาชีพช่วยครอบครัวขายภาพโมเสคที่ร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ นายสามารถเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงในฐานะมวลชนอิสระ เคยร่วมเป็นพยาบาลอาสาในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เมื่อปี 2553  อีกทั้ง นายสามารถยังมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและความดัน โดยหลังถูกจับกุมในคดีนี้ นายสามารถถูกฝากขังและถูกคุมตัวในเรือนจำเป็นเวลา 9 วัน ก่อนได้รับการประกันตัว โดยหลักทรัพย์ 1 แสนบาท

ทั้งนี้ จากการติดตามคดีในช่วงการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน คดีนี้เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาในข้อหาพ.ร.บ.ประชามติคดีแรก ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมา (อ่านรายงานสรุปคดีประชามติทั้งหมด)

 

หมายเหตุ: แก้ไขเนื้อหาข่าวเมื่อเวลา 13.49 น.

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'เยาวชนปาตานี' แถลงยืนยันเคียงข้าง 7 นศ. ถูกคดีละเมิดอำนาจศาล

Posted: 23 Apr 2017 11:07 PM PDT

สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ออกแถลงการณ์กรณี 7 นศ. ถูกคดีละเมิดอำนาจศาล ขอให้รัฐไทยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนสากลและคืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด ยืนยันการแสดงออกทางการเมืองใด ๆ เป็นสิ่งที่พลเมืองทุกคนพึงกระทำได้ ยืนยันอยู่เคียงข้าง 7 นศ.

 
เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2560 สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) ออกแถลงการณ์สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี เรื่อง กรณี 7 นักศึกษาในเครือข่ายนักศึกษา 4 ภาคถูกดำเนินคดีละเมิดอำนาจศาล ระบุว่าจากกรณี 7 นักศึกษาในเครือข่ายนักศึกษา 4 ภาคได้รับหมายศาลในคดีละเมิดอำนาจศาล "จากการที่พวกเขาออกมาแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสะท้อนถึงปัญหาของกระบวนการยุติธรรม กรณีคดีแชร์ข่าว BBC ของไผ่ ดาวดิน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2560" และจะมีการนัดหมายพิจารณาคดีในวันจันทร์ ที่ 24 เมษายน 2560 ซึ่งภายใต้สถานการณ์ทีน่าเป็นห่วงของประชาธิปไตยไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและสถานการณ์ทางการเมืองที่เปราะบาง จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าอาจจะเกิดการแทรกแซงอำนาจของศาลเพื่อหวังผลทางการเมือง
 
สหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี หรือ PerMAS เป็นองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อสันติภาพปาตานี ซึ่งยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนสากล ขอแสดงจุดยืนและข้อเสนอดั่งนี้ 1.ขอให้รัฐไทยเคารพหลักการสิทธิมนุษยชนสากลและคืนอำนาจอธิปไตยแก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด และ 2.เราขอยืนยันว่าการแสดงออกทางการเมืองใด ๆ เป็นสิ่งที่พลเมืองทุกคนพึงกระทำได้ และเราจะอยู่เคียงข้างนักศึกษาทั้ง 7 ท่าน
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ร้อง กทค. ผู้บริโภคคงสิทธิเลขหมายตัวเองไม่ได้

Posted: 23 Apr 2017 10:35 PM PDT

กทค. เตรียมถกเรื่องร้องเรียนกรณีผู้บริโภคไม่สามารถใช้บริการคงสิทธิเลขหมายหรือโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ได้ และกรณีที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายการส่งเสริมการขายได้ โดยทั้งสองกรณีมีลักษณะปัญหาคล้ายคลึงกัน

 
24 เม.ย. 2560 ในการประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ครั้งที่ 11/2560 วันอังคารที่ 25 เม.ย. 2560 มีวาระที่น่าสนใจคือการพิจารณาแก้ไขเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภค กรณีที่ไม่สามารถใช้บริการคงสิทธิเลขหมายหรือโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังผู้ให้บริการรายใหม่ได้ และกรณีที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงรายการส่งเสริมการขายได้ โดยทั้งสองกรณีมีลักษณะปัญหาคล้ายคลึงกัน
                        
สำหรับกรณีแรกเป็นเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภครายหนึ่งสมัครใช้โปรโมชั่น Platinum Number "เบอร์สวยคัดพิเศษ" ของ บจ. ดีแทค ไตรเน็ต เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2559 โปรโมชั่นโทรฟรี 1900 นาที ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ 20 GB ค่าบริการเดือนละ 1500 บาท และรับสิทธิซื้อเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อ SAMSUNG รุ่น Note 7 ลด 50 เปอร์เซ็นต์ ชำระค่าบริการล่วงหน้า 6 เดือน จำนวน 9,624 บาท แต่ปรากฏว่าโทรศัพท์รุ่นดังกล่าวไม่สามารถนำมาจำหน่ายในประเทศไทยได้ บริษัทฯ จึงมอบสิทธิ์ในการซื้อเครื่องโทรศัพท์ IPhone 6 Plus ในราคาลด 50 เปอร์เซ็นต์แทน แต่ในเวลานั้นยังไม่มีเครื่องและยังไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะสามารถซื้อเครื่องได้วันไหน โดยเจ้าหน้าที่บริษัทฯ แจ้งว่าจะติดต่อกลับ อย่างไรก็ดี ผู้บริโภครายดังกล่าวไม่ได้รับการติดต่อกลับแต่อย่างใด ผู้บริโภคเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการใช้บริการ จึงติดต่อผู้ให้บริการรายอื่นเพื่อขอโอนย้ายเลขหมาย แต่ไม่สามารถโอนย้าย เนื่องจากบริษัทฯ อ้างติดสัญญารับสิทธิ์ซื้อเครื่องโทรศัพท์ในราคาพิเศษ ผู้บริโภคจึงร้องเรียนมายังสำนักงาน กสทช. โดยในเวลาต่อมา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 ผู้บริโภคตัดสินใจลดความเสียหายจากการที่ไม่มีเครื่องโทรศัพท์ใช้ด้วยการตัดสินใจซื้อเครื่อง SAMSUNG รุ่น S7 Edge แต่ยังคงมีความประสงค์โอนย้ายเลขหมายไปยังเครือข่ายอื่น พร้อมทั้งขอคืนเงินค่าบริการที่ได้ชำระไปแล้วล่วงหน้า จำนวน 9,624 บาท
                        
ภายหลังจากที่สำนักงาน กสทช. นำเสนอเรื่องร้องเรียนดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมพิจารณา คณะอนุกรรมการฯ มีความเห็นว่า "ผู้ร้องเรียนมีสิทธิยกเลิกบริการหรือโอนย้ายเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปใช้บริการกับผู้ให้บริการรายอื่นได้ ส่วนสัญญาและเงื่อนไขการรับสิทธิ์ซื้อเครื่องราคาพิเศษมิใช่สัญญาใช้บริการโทรคมนาคม จึงไม่อยู่ในอำนาจของ กสทช. หากบริษัทฯ ประสงค์จะเรียกเก็บเงินดังกล่าว ก็สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่งกับผู้ใช้บริการได้ ส่วนกรณีที่ผู้ร้องเรียนขอคืนค่าบริการที่ได้ชำระไว้จำนวน 9,624 บาทนั้น เมื่อพิจารณาโดยข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าในระหว่างนั้นมีรายการการใช้งาน จึงถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการใช้งานของผู้ร้องเรียน"
                        
ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นเรื่องร้องเรียนของผู้บริโภคที่สมัครใช้โปรโมชั่น 4G iSmart 899 ของ บจ. เรียล มูฟ ค่าบริการรายเดือน 899 บาท สัญญา 12 เดือน ใช้สิทธิแลกซื้อเครื่อง Samsung Galaxy 5 Duos 2 ราคา 490 บาท ต่อมาผู้บริโภครายนี้ต้องการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นให้เหลือแพ็กเกจต่ำกว่า 500 บาทต่อเดือน เนื่องจากต้องเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งไม่สะดวกนำเลขหมายดังกล่าวไปใช้งาน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นได้
                        
หลังจากที่สำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่า ผู้ร้องเรียนได้ทำสัญญารับสิทธิ์แพ็กเกจพร้อมเบอร์สวยสำหรับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่ โดยมีเงื่อนไขการรับสิทธิ์ว่า หากประสงค์จะเปลี่ยนแปลงผู้รับ-ถือสิทธิ์ หรือยกเลิกบริการในโปรโมชั่นที่ใช้ร่วมกับเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผู้รับสิทธิ์ยินดีชำระค่าปรับเป็นเงิน 10,000 บาท และจำเป็นต้องคืนเบอร์สวยนี้ให้กับบริษัทฯ
                        
อย่างไรก็ดี ในกรณีนี้คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาแล้วมีมติว่า "ข้อตกลงและเงื่อนไขการรับสิทธิ์แพ็กเกจพร้อมเบอร์สวยของบริษัทฯ นั้น เกี่ยวข้องกับเลขหมายโทรคมนาคม สิทธิในการเลือกใช้รายการส่งเสริมการขาย และการยกเลิกบริการ จึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งตามมาตรา 51 ของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดให้สัญญาและเงื่อนไขใดๆ เกี่ยวกับการให้บริการโทรคมนาคมที่ผู้รับใบอนุญาตจะกำหนดขึ้น ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ และข้อ 4 ของประกาศ กทช. เรื่องมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 กำหนดว่า สัญญาจะมีผลผูกพันและบังคับใช้ได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ซึ่งในกรณีนี้สัญญาดังกล่าวยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จึงไม่มีผลบังคับใช้ ดังนั้นผู้ร้องเรียนจึงมีสิทธิเปลี่ยนรายการส่งเสริมการขายเช่นเดียวกับผู้ใช้บริการรายอื่นๆ ที่ใช้หมายเลขทั่วไปได้"
                        
เรื่องร้องเรียนทั้งสองกรณีนี้นับเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งไม่สามารถโอนย้ายเลขหมายหรือขอเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นได้ อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามผลการวินิจฉัยชี้ขาดของ กทค. ว่า จะมีมติสอดคล้องกับคณะอนุกรรมการฯ หรือไม่ อย่างไร
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น