โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดี อดีต ผอ.ไทยพีบีเอสและพวกขอเพิกถอนคำสั่งเลิกจ้าง ก.แรงงาน แจงรับข้อเสน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

กสทช.เสนอคุมการออกอากาศภาพและเสียงในระบบออนไลน์

Posted: 25 Apr 2017 11:08 AM PDT

มติ กสทช. เสนอให้การแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่นให้อยู่ภายใต้กิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยเตรียมตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อหาแนวทางกำกับ พร้อมยกเหตุการแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่น ทำให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ดิจิทัลร้องเรียนว่าเกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรมและกระทบลิขสิทธิ์

ที่มาของภาพประกอบ: วิกิพีเดีย

รายงานใน TPBS ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 เม.ย. พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช.วาระพิเศษ เมื่อวานนี้ว่า ที่ประชุม กสทช.มีมติเห็นควรให้บริการธุรกิจโอเวอร์ เดอะ ท็อป ( OTT) หรือ กิจการแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่นให้เป็นกิจการที่อยู่ภายใต้ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์

นอกจากนี้ ที่ประชุม กสทช.ยังมีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหาแนวทางกำกับกิจการแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่น 1 คณะ โดยแต่งตั้ง พ.อ.นที ศุกลรัตน์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการ และมีคณะอนุกรรมการอีก 10 คน ระยะเวลาการทำงานเป็นเวลา 1 ปี คาดว่าจะได้รายชื่อในวันศุกร์นี้

กสทช. ระบุว่าในการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มีความพยายามที่จะควบคุมเนื้อหาการออกอากาศ OTT แต่การแพร่ภาพและเสียงบนโครงข่ายอื่น ทำให้ผู้ประกอบการโทรทัศน์ภาคพื้นดินบนระบบดิจิทัลร้องเรียนมาหลายรายว่าทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรมกระทบต่อลิขสิทธิ์

การตั้งคณะอนุกรรมการเข้ามาดูแลก็เพื่อประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากประชาชนมีสิทธิและเสรีภาพในการสามารถรับข้อมูลข่าวสาร แต่การประกอบกิจการก็ควรต้องมีความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

มีรายงานว่าผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงตัวอย่างของ OTT ว่า เป็นในลักษณะการออกอากาศทาง Facebook Live Youtube / You Tube live หรือ Line TV ใช่หรือไม่ แต่ซึ่ง พ.อ.นที ยังไม่ขอยกตัวอย่างว่าเป็นกิจการใดที่เข้าข่าย OTT จนกว่าที่ประชุมจะมีมติในคำจำกัดความออกมาอย่างเป็นทางการเสียก่อน

ก่อนหน้านี้ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เข้าร่วมการประชุมร่วมกับองค์กรกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมในอาเซียน ที่ประเทศมาเลเซีย และได้มีประเด็นหารือ เกี่ยวกับธุรกิจโอเวอร์ เดอะ ท็อป (OTT) หรือธุรกิจที่ใช้ความสามารถของแอพพลิชั่น ผนวกเข้ากับช่องทางการสื่อสารในธุรกิจโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมกระจายเสียงแพร่ภาพ อาทิ ไลน์ เฟซบุ๊ก อะโกด้า แอร์เอ็นบีเอ็นบี ที่มีผลกระทบกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ได้เป็นเจ้าของโครงข่ายสื่อสาร แต่ใช้แอร์ไทม์ของผู้ให้บริการในการทำธุรกิจ โดยไม่ได้มีการแบ่งส่วนแบ่งรายได้หรือหักภาษี ซึ่งที่ประชุมได้แสดงความเป็นห่วงถึงผลกระทบของธุรกิจต่ออุตสาหกรรม และเห็นว่าควรวางแนวในการกำกับดูแลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช.-กระทรวงดิจิทัลจะใช้แนวทางให้ผู้บริการอินเตอร์เน็ตลบเนื้อหาหมิ่นฯ ทันที

Posted: 25 Apr 2017 10:14 AM PDT

กสทช. หารือกับกระทรวงดิจิทัล สำนักงานข่าวกรอง สำนักงานตำรวจ ผู้ให้บริหารอินเทอร์เน็ตในประเทศ และโครงข่ายต่างประเทศ โดยย้ำให้ลบเนื้อหาที่หมิ่นฯ ออกจากเว็บทันที หากเป็นเนื้อหาเข้ารหัส ให้แจ้ง กสทช.-กระทรวงดิจิทัล เพื่อประสานงานให้ผู้ให้บริการตัวจริงลบออก

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ระหว่างแถลงข่าว (ที่มาของภาพ: ThaiPBS)

ในเฟซบุ๊คไลฟ์ของ TPBS เผยแพร่คำแถลงของ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 เม.ย. ได้ร่วมประชุมหารือกับ น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี พร้อมด้วยสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมถึงผู้ประกอบที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายย่อยในประเทศไทย หรือไอเอสพี และผู้ให้บริการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตต่างประเทศ หรือไอไอจี เพื่อหาแนวทางในการกำกับดูแลเนื้อหาหรือคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อมาตรา 112 ที่เป็นกรณีหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

หลังจากหารือแล้ว กรณีของการกำกับดูแลไอเอสพีและไอไอจียังคงยึดหลักการเดิม คือการออกคำสั่งและหนังสือแจ้งเตือนให้ทำการลบคอนเทนต์ที่ผิดกฎหมายออกจากเว็บไซต์ทันที โดยให้พิจารณาจากวิจารณญาณของผู้ประกอบการเอง โดยฐานกรระบุว่าเนื้อหาที่หมิ่นสถาบันฯ นั้นเห็นความผิดได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ต้องรอหน่วยงานอื่นมาสั่ง ส่วนกรณีที่คอนเทนต์เข้ารหัสเอาไว้ ไม่สามารถลบออกได้เอง ให้รายงานรายละเอียดมาที่ กสทช.และกระทรวงดีอีเพื่อประสานงานไปยังผู้ให้บริการตัวจริงลบออก

โดยตอนนี้ไอเอสพีได้ทำตามคำสั่งศาลและคำสั่งของทั้ง กสทช.และกระทรวงดีอีในการลบคอนเทนต์ หรือเว็บไซต์ที่ตรวจพบว่าผิดกฎหมายนั้นออกไปหมดแล้ว แต่ที่ยังเห็นและตรวจพบเจออยู่นั้น เป็นส่วนที่เนื้อหาเหล่านั้นค้างอยู่ในระบบของซีดีเอ็น (CDN : content delivery network) หรือที่เรียกอีกอย่างกันว่า แคชเซิร์ฟเวอร์ (Cache server) ซึ่งเป็นตัวเก็บข้อมูลที่มีการเรียกข้อมูลหรือคอนเทนต์ซ้ำของระบบบนอินเทอร์เน็ต เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดระยะทางการส่งข้อมูลจากต้นทางมายังคนเรียกดู อาทิ ถ้าอ่านบทความของเว็บไซต์แคนาดา ข้อมูลถูกเรียกดูบ่อยครั้ง ตัวแคชเซิร์ฟเวอร์ก็จะทำการเก็บไว้ เพื่อให้การเรียกครั้งต่อไปรวดเร็วขึ้น ไม่ต้องส่งข้อมูลมาจากแคนาดา แต่เก็บข้อมูลนั้นไว้ที่แคช เซิร์ฟเวอร์ในไทย ซึ่งไอเอสพีทุกรายมีเซิร์ฟเวอร์ตัวนี้อยู่

แต่ด้วยอำนาจของกฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่า คำสั่งของ กสทช.ที่มีต่อไอเอสพีหมายรวมไปถึงการเข้าถึงแคช เซิร์ฟเวอร์นั้นได้ด้วยหรือไม่ หากเข้าถึงได้ ก็สามารถลบคอนเทนต์ผิดกฎหมายที่ค้างอยู่ในระบบได้ทันที โดยในวันที่ 27 เม.ย.2560 ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จะประชุมหารือในเรื่องดังกล่าวว่าหน้าที่ในการกำกับดูแลส่วนที่เป็นซีดีเอ็นอยู่ในอำนาจใคร ของ กสทช. หรือของกระทรวงดีอี หรือให้เป็นอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติดูแล

ทั้งนี้ฐากรย้ำว่ามาตรการดังกล่าวจะต้องเห็นผลภายในสิ้นเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'สหพันธ์เกษตรกรกรใต้' ร้อง ‘กสม.’ ลงพื้นที่ด่วน สอบปมเกษตรโดนคดีซ่องโจร

Posted: 25 Apr 2017 10:10 AM PDT

สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรกรภาคใต้ ร้องกรรมการสิทธิฯ ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน กรณีชาวชุมชน ถูกตำรวจจับกุมข้อหาบุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ทำให้เสียทรัพย์ และความผิดฐานเป็นซ่องโจร 

ภาพจาก เว็บไซต์ กสม.

25 เม.ย. 2560 ความคืบหน้าสถานการณ์ชุมชนน้ำแดงพัฒนา หมู่ที่ 9 ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2560 จนถึงวันที่ 22 เม.ย. 2560 สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรกรภาคใต้ (สกต.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ในพื้นที่ชุมชนน้ำแดง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไปแล้ว 8 คน ด้วย 3 ข้อหา คือ บุกรุกเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น ทำให้เสียทรัพย์ และความผิดฐานเป็นซ่องโจร นั้น

ล่าสุดวันนี้(25 เม.ย.60) นักข่าวพลเมือง (ThaiPBS) รายงานว่า ขณะนี้ได้รับการประกันตัวไปแล้ว 4 คน ประกอบด้วย 1.นายอดิศร ศิริวัฒน์ วงประกัน 270,000 บาท ได้รับการประกันตัวเมื่อ 21 เม.ย. 2560 2.นายวิจิตร กลดนวล วงประกัน 270,000 บาท ได้รับการประกันตัวเมื่อ 21 เม.ย. 2560 3.นายสมจิตร โอรส วงประกัน 600,000 บาท ได้รับการประกันตัวเมื่อ 24 เม.ย. 2560 และ 4.นายประกอบ อนุภัค วงประกัน 600,000 บาท ได้รับการประกันตัวเมื่อ 24 เม.ย. 2560

ขณะที่ยังมีชาวบ้านถูกศาลฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากญาติไม่สามารถหาหลักทรัพย์มาประกันตัวได้ อีก 4 คน คือ 1.นางวิไลวรรณ กลับนุ้ย 2.นายไพโรจน์กลับนุ้ย 3.นายณรงค์ สิทธิกูล และ 4.นางนงเยาว์ กลับนุ้ย
 
โดยในวันนี้ เวลา 11.00 น. สมาชิก สกต. เข้ายื่นหนังสือต่อ วัส ติงสมิตร ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และประธานคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และ อังคณา นีละไพจิตร ประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หลังชาวบ้านชุมชนน้ำแดงพัฒนา จ.สุราษฎร์ธานี สมาชิก สกต.ถูกจับกุมข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ และซ่องโจร โดยศาลเรียกวงเงินประกันตัวถึงคนละ 600,000 บาท 

สมาชิก สกต.เป็นตัวแทนยื่นหนังสือของผู้ร้องเรียนคือสมาชิกชุมชนน้ำแดงพัฒนาผู้ได้รับผลกระทบจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยหนังสือดังกล่าวระบุข้อเรียกร้องต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ กสม. ดังต่อไปนี้

1. ลงพื้นที่เพื่อสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงโดยทันที เพราะการละเมิดสิทธิและความขัดแย้งในที่ดินในพื้นที่ที่ สกต. พยายามจัดทำโฉนดชุมชนมีความซับซ้อน และการตรวจสอบการละเมิดสิทธิจะทำได้จริงก็ต่อเมื่อมีการลงพื้นที่ไปหาข้อเท็จจริงและสอบถามจากสมาชิกของ สกต. ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ขอให้ท่านตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อสมาชิกของ สกต. ทั้งที่ถูกดำเนินคดีและสมาชิกในชุมชนที่ขณะนี้อยู่อย่างหวาดผวาและหวาดกลัว รวมถึงจัดทำรายงานข้อเสนอแนะทางนโยบาย

2. ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการคุ้มครองสมาชิกของ สกต.

สมาชิก สกต.ยังได้ร้องขอให้มีการลงพื้นที่โดยด่วนเพื่อตรวจสอบ ด้านนายวัส กล่าวในที่ประชุมว่า น่าจะมีการลงพื้นที่เพื่อสอบข้อเท็จจริงและทางคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในที่ดินและการจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้จัดทำรายงานข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในหัวข้อที่เกี่ยวกับข้องกับเรื่องที่ดินป่าไม้ โดยมีการเก็บรวบรวมคำร้องจากผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนพื้นป่ากว่า 40 คำร้องเพื่อที่จะนำมาประมวลผล จัดทำเป็นรายงาน

นอกจากนี้ สมาชิก สกต.และตัวแทนผู้เสียหายยังได้ยื่นหนังสือต่อนางอังคณา ในฐานะประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยขอให้ลงพื้นที่เพื่อสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริง ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการข่มขู่คุกคามที่ยังคงมีต่อเนื่อง โดยเฉพาะคดีล่าสุดที่มีการตั้งข้อกล่าวหาว่าสมาชิกในความผิดฐานเป็นซ่องโจร ซึ่งเป็นการตั้งข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงและจะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านที่ยังอาศัยอยู่ในชุมชนน้ำแดงพัฒนา อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้ผู้มีอิทธิพลมาคุกคามและข่มขู่สมาชิกในชุมชนที่ขณะนี้อยู่อย่างหวาดผวา

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ครม.กำหนด 26 ต.ค.นี้ เป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ ปชช.ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงฯ

Posted: 25 Apr 2017 09:49 AM PDT

ครม. มีมติ กำหนดให้วันที่ 26 ต.ค. 2560 เป็นวันหยุดราชการ  เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

25 เม.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ เมื่อเวลา 12.40 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน โดย พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้เปิดเผยว่า ครม. มีมติเห็นชอบกำหนดให้วันพฤหัสบดีที่ 26 ต.ค. 2560 เป็นวันหยุดราชการ  ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เสนอ  เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในงานพระราชพิธี ฯ

สาระสำคัญของเรื่อง สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันพุธที่ 1 มี.ค. 2560 ได้พิจารณาร่างหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช   ตั้งแต่การพระราชกุศลออกพระเมรุมาศเชิญพระบรมศพไปพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพระบรมศพ  เก็บพระบรมอัฐิ  พระราชกุศลพระบรมอัฐิเลี้ยงพระ  เชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมาน และบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร  โดยกำหนดวันที่ตามหมายกำหนดการพระราชพิธีฯ จำนวน 5 วัน ระหว่างวันที่ 25-29 ต.ค. 2560 รวมทั้งพิจารณาการจัดสร้างซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ของประชาชนเพื่อให้ประชาชนทั้งที่อยู่ในส่วนกลาง ในส่วนภูมิภาค  และในต่างประเทศได้มีส่วนร่วมในการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ซึ่งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์ให้จัดทำภาพประดับโดยเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพร้อมภาพพระบรมโกศ  และขอพระราชทานพระราชานุญาตการบันทึกภาพพระบรมโกศบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเพื่อนำภาพมาประกอบร่วมกับภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งกรมศิลปากรรับผิดชอบการออกแบบให้สง่างามและสมพระเกียรติ ตลอดจนพิจารณาให้มีการจัดนิทรรศการภายหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศด้านช่างสิบหมู่และชมความงดงามของสิ่งปลูกสร้างและส่วนประกอบทั้งหลายที่ใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช      

โดยกำหนดจัดนิทรรศการ จำนวน 30 วัน ระหว่างวันที่ 1-30 พ.ย. 2560  ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงาน ได้รับแจ้งจากสำนักราชเลขาธิการว่าได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นไปตามมติที่ประชุมฯ และพระราชทานตามที่ขอรับพระมหากรุณา 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประวิตร แจงที่ไม่แถลงซื้อเรือดำน้ำ เหตุเป็นเอกสารลับ ย้ำดำเนินการโปร่งใส

Posted: 25 Apr 2017 06:30 AM PDT

พล.อ.ประวิตร แจงที่ไม่แถลงซื้อเรือดำน้ำ เหตุเป็นเอกสารลับ ย้ำดำเนินการอย่างโปร่งใส จัดซื้อแบบ G TO Gเหตุที่เลือกเรือดำน้ำจากจีนเพราะว่าราคาถูกมาก ขณะที่สรรเสริญ แจงไม่แถลง เพราะเป็นชั้นความลับ ด้าน อดีต รองเลขาธิการ สมช. ชี้ยามปรกติเรือยามฝั่งก็พอ

25 เม.ย. 2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ (25 เม.ย.60) เมื่อเวลา 9.00 น. ณ บริเวณด้านหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรณีผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในการจัดซื้อเรือดำน้ำซึ่งเป็นเอกสารลับว่า ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำมานานแล้ว  ซึ่งไม่ได้เป็นการอนุมัติเงียบอย่างที่กล่าวอ้างกันแต่อย่างใด โดยการจัดซื้อเรือดำน้ำนั้นมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะทางกองทัพเรือมีความต้องการมานานแล้ว เพื่อจะได้ใช้เป็นยุทธศาสตร์ 200 ไมล์ทะเลทางทะเลฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย เพื่อปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนิเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศติดกับทะเลต่าง ๆ ก็ต้องจัดหาเรือดำน้ำไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศ เช่นกัน

พล.อ.ประวิตร กล่าวด้วยว่า ในส่วนการจัดชื้อเรือดำน้ำนั้นดำเนินการอย่างโปร่งใส โดยจัดซื้อแบบ G TO G สาเหตุที่เลือกเรือดำน้ำจากสาธารณรัฐประชาชนจีนเพราะว่าราคาถูกมาก รวมถึงฟังค์ชั่นพิเศษที่ทางการจีนมอบให้ก็มากกว่าประเทศอื่น ๆ  ซึ่งมีราคาแพงกว่าและไม่มีฟั่งคชั่นเสริมให้เรือดำน้ำเลย ซึ่งเรือดำน้ำนั้นจำเป็นต้องมี ยุทโธปรณ์ เครื่องมือที่ใช้โดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรือดำน้ำลำหนึ่งจะใช้เวลาส่งมอบโดยประมาณ 5-6 ปีต่อ 1 ลำและกว่าจะได้รับมอบรวม 3 ลำ ก็ใช่เวลาประมาณ 11 ปี โดยงบประมาณการจัดชื้อเป็นงบผูกพันต่อเนื่องของกองทัพเรืออยู่แล้วที่ใช้ในแผนการพัฒนาของกองทัพเรือไม่ใช่งบประมาณพิเศษแต่อย่างใด

ต่อกรณีคำถามว่าหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวเมื่อผ่านการเห็นชอบ ครม. แล้วไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ นั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "เพราะว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารลับ เขาไม่เปิดเผยกัน ทุกเรื่องที่เป็นเอกสารลับ ไม่ว่าจะเป็น ครม.ไหนก็เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเป็นเอกสารทางด้านยุทธศาสตร์ เรื่องยุทธวิธีเป็นเอกสารลับทั้งหมดอยู่แล้ว ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีเอกสารลับทั้งหมด"

เมื่อถามว่า สรุป ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 18 เม.ย. หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมจำไม่ได้ ผ่านไปนานแล้ว เอาเป็นว่าผมอยู่ในที่ประชุมแล้วกัน พวกสื่อจะรู้ไปทำไม หรือจะต้องถามด้วยว่าจะหายใจอย่างไร จะต้องถามกันอย่างไร จะเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศบ้าง ในเมื่ออนุมัติแล้ว แล้วเป็นอย่างไร ก็ให้รู้ว่าอนุมัติแล้วก็จบ ไม่ต้องไปลงว่าอนุมัติวันที่เท่าไร ในเมื่อเป็นเอกสารลับก็ต้องลับอย่างนี้ ดีก็แล้วกันไม่เห็นเป็นอะไรเลย และยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการอนุมัติเงียบ ครม.ทั้งคณะรู้ทั้งหมด ที่ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมไม่ชี้แจงให้ประชาชนทราบนั้น เดี๋ยวมันก็ทราบกันเอง ถึงเวลามันก็ทราบ อย่างเรื่องรถถังก็อนุมัติมา 1-2 เดือนแล้ว ก็เพิ่งทราบแล้วก็มาเขียน โครงการจัดซื้อเรือดำน้ำใช้เวลาศึกษามา 9 ปีกว่าจะสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน กว่าจะมีการอนุมัติ ไม่ใช่คิดเพียงวันสองวัน ถือเป็นยุทธศาสตร์เก่า ซึ่งกองทัพเรือต้องการมานานแล้ว จึงได้วางยุทธศาสตร์และแผนพัฒนากองทัพไว้ มีการตั้งกองเรือดำน้ำมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ยังไม่มีเรือ มีแต่คน"

เมื่อถามว่า พูดได้หรือไม่ว่า พล.อ.ประวิตรเป็นผู้ให้กำเนิดเรือดำน้ำ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่ พูดเช่นนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นของเก่าที่กองทัพเรือเป็นผู้ริเริ่ม ตนไม่ใช่ผู้เริ่ม ถ้าบอกว่าตนเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดเรื่องนี้ ก็ต้องบอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้สนับสนุนเหมือนกัน ครม.ทุกคนก็สนับสนุนทั้งหมด

สรรเสริญ แจงไม่แถลง เพราะเป็นชั้นความลับ

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class S26T จากจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ไม่มีการแถลงข่าว ว่า การที่ไม่ได้มีการแถลงข่าวในเรื่องนี้ เนื่องจากในการประชุมคณะรัฐมนตรีแต่ละสัปดาห์ มีเรื่องในการพิจารณาจำนวนมาก และจะแถลงเฉพาะเรื่องสำคัญ และในสัปดาห์นั้นไม่มีข้อซักถามถึงเรื่องของเรือดำน้ำ ประกอบกับหน่วยงานที่เป็นต้นเรื่องในการเสนอเข้ามา คือกองทัพเรือและกระทรวงกลาโหม ได้กำหนดเป็นชั้นความลับ หรือที่เป็นเอกสารมุมแดง ซึ่งหมายความว่า เมื่อแจกให้กับคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ก็จากขอเก็บเอกสารคืน จึงไม่ได้นำเรื่องดังกล่าวมาแถลง 

"แต่ขอยืนยันว่า ไม่มีการปกปิดหรือซ่อนเร้นแต่อย่างใด เพราะเอกสารมุมแดงก็มีหลายเรื่อง และเมื่อเป็นความลับ ก็ไม่ได้ลับตลอดไป จะลับในช่วงเวลาหนึ่ง และเมื่อผ่านไปก็จะไม่ลับ เพราะเรื่องก็ต้องดำเนินการไปตามกระบวนการและขั้นตอน  และในการจัดซื้อจัดจ้าง ก็ดำเนินการอย่างโปร่งใส แบบรัฐต่อรัฐ เป็นการใช้งบประมาณแบบผูกพันของกองทัพเรือ"  พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

อดีต รองเลขาธิการ สมช. ชี้ยามปรกติเรือยามฝั่งก็พอ

การวางแผนสั่งซื้อเรือดำน้ำจากประเทศจีนโดยกองทัพเรือ พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.และอดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ให้สัมภาษณ์ Thaivoice ตั้งแต่ ปลายมี.ค.ที่ผ่านมา ว่า กองทัพเรือมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจในอนาคต เพราะธุรกิจของไทยไปไกลถึงแอฟริกาแล้ว

"จำเป็นต้องมีเรือที่แข็งแรง แต่เรือดำน้ำเนี่ยใช้กันตอนใกล้จะรบกัน ซึ่งไม่จำเป็น ปรกติเรือยามฝั่ง เรือลาดตระเวนระยะไกลใช้ประโยชน์ได้เยอะ น่าจะใช้ตรงนั้นก่อน เรือดำน้ำค่อยว่ากันทีหลังก็ได้ แล้วก็ต้องถามต่อไปว่า ทำไมไม่สร้างเอง เรามีกรมอู่ทหารเรือ มีการดูแลเรือของเราดีพอสมควร เราต้องทุ่มทุนในการดูแลตรงนี้ ให้งบประมาณในการสร้างเอง ไม่งั้นเราจะซื้อไม่จบ" อดีตรองเลขาธิการ สมช. กล่าว

 

ที่มา : เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล, มติชนออนไลน์สำนักข่าวไทย และ Thaivoice 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พยาน 'จิตรา' หอบวิดีโอโชว์ศาลทหาร ยันรายงานตัวกับสถานทูตจริง ไร้เจตนาฝืนคำสั่ง คสช.

Posted: 25 Apr 2017 05:41 AM PDT

ศาลทหารนัดสืบพยานจำเลยปากสุดท้ายคดี 'จิตรา คชเดช' ฝืน คำสั่ง คสช. กรณีไม่มารายงานตัว พยานงัดภาพถ่ายและวิดีโอ เบิกความ ยันเดินทางไปสถานทูตไทยในสวีเดนจริงจริง ไม่มีเจตนาฝ่าฝืนคำสั่ง นัดฟังคำพิพากษาวันที่ 6 ก.ค.นี้

จิตรา คชเดช (แฟ้มภาพ ประชาไท)

25 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 เม.ย.60) เมื่อเวลา 9.00 น. ศาลทหารนัดสืบพยานจำเลยปากสุดท้าย ในคดีที่ จิตรา คชเดช นักสหภาพแรงงาน ซึ่งตกเป็นจำเลยในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยโจทก์ฟ้อง ว่า จิตรา ฝ่าฝืนคำสั่งคสช. แม้รู้คำสั่งแล้วแต่ไม่กลับมารายงานตัวภายในวันที่ 3 มิ.ย. 57 ในคำสั่งบอกว่าต้องไปรายงานตัวที่สโมสรกองทัพบก เทเวศน์เท่านั้น

ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความของจิตรา เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จิตรา ให้การในศาลว่า ขณะนั้นอยู่ต่างประเทศ กลับมาไม่ทัน เปลี่ยนตั๋วเครื่องบินต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และเคยเลื่อนตั๋วมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงไปรายงานตัวที่สถานทูตไทยในกรุงสตอกโฮล์มแทนในวันที่ 3 มิ.ย. 57 เพราะเห็นว่าสถานทูตน่าจะเป็นตัวแทนของประเทศไทยได้ แต่สถานทูตไม่รับรายงานตัว เพราะเห็นว่าไม่เคยมีกรณีเช่นนี้มาก่อน และไม่มีกรอบอำนาจระบุหน้าที่ไว้

ขณะที่พยานจำเลยปากสุดท้ายคือเพื่อนชาวสวีเดนที่เดินทางไปสถานทูตพร้อมกับจิตราในวันที่ 3 มิ.ย. ยืนยันว่าจิตราได้เดินทางไปสถานทูตจริง พร้อมมีหลักฐานคือภาพถ่ายและวิดีโอ

นอกจากนี้พยานฝ่ายจำเลยที่ผ่านมามี เกศริน เตียวสกุล เจ้าหน้าที่สำนักงานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจิตราได้ร้องต่อกรรมการสิทธิฯ ให้ช่วยดูแลตรวจสอบเคสของเธอ และยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในฐานะผู้ยื่นหนังสือที่จิตราเขียนถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมีใจความแสดงเจตนาว่าไม่ได้ต้องการฝ่าฝืนคำสั่งแต่มีกำหนดกลับไทยวันที่ 12 มิ.ย. 57

หลังสืบพยานจำเลยปากสุดท้าย ศาลทหารนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 6 ก.ค. 60 เวลา 8.00 น.

ภาวิณี กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่า ข้อเท็จจริงชัดเจน ไม่ได้มีเจตนาฝ่าฝืนแต่มีเหตุจำเป็นจริงๆ และเลือกที่จะไปรายงานตัวที่สถานทูต เห็นชัดเจนว่าไม่ต้องการขัดคำสั่ง มีหลักฐานชัดเจน มีการถ่ายภาพถ่ายวิดีโอ นอกจากนี้มีเคสที่คล้ายกันอยู่บ้างคือถูกเรียกรายงานตัวแต่อยู่ต่างประเทศและกลับมารายงานตัวทีหลัง แต่ไม่มีการดำเนินคดีอะไร เช่น เคสของสาวตรี สุขศรี ซึ่งไปดูงานที่อเมริกาในขณะนั้น และกลับมาจึงโดนควบคุมตัว 2 วัน แต่ได้รับการปล่อยตัวโดยไม่ถูกดำเนินคดี

จิตรา เล่าให้ฟังถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากถูกดำเนินคดีกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า สภาพจิตใจแย่ เพราะถูกควบคุมตัว มีความรู้สึกกังวลว่าจะถูกคุมขังอีก เวลาออกนอกประเทศต้องขออนุญาตออกนอกประเทศ ซึ่งเพิ่งยกเลิกคำสั่งนี้เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเพราะต้องใช้เวลาในการมาศาล ต้องหยุดงาน มีค่าใช้จ่าย

มีความกังวลเรื่องของทหารไปที่บ้านพ่อและพี่สาว เพราะถูกสังคมและคนในหมู่บ้านตั้งคำถาม ทำไมต้องมาบ้านนี้ ลูกสาวไปทำอะไรมา โดยทหารไปที่บ้านเพื่อถ่ายรูปพ่อ ถ่ายรูปบ้าน แต่ก็พูดจาดี

"และที่สำคัญที่สุดคือคำสั่งประกันตัว ห้ามกระทำการใดๆ ที่ข้องเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งเป็นคำสั่งที่ห้ามแสดงออก มนุษย์เราต้องมีสิทธิเสรีภาพ ห้ามการแสดงออกเท่ากับขาดความเป็นคน คิดว่าเป็นผลกระทบที่ร้ายแรงมาก" จิตรา กล่าว

ทั้งนี้ จิตรา นักสหภาพแรงงาน ถูก คสช. เรียกเข้ารายงานตัวตามคำสั่งที่ 44/2557 เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.57 แต่ไม่สามารถเดินทางมารายงานตัวได้เนื่องจากติดภารกิจดูงานกิจกรรมสหภาพแรงงานที่สวีเดน อย่างไรก็ตามเธอได้แจ้งกับสถานทูตไทยในสวีเดนแล้ว แต่ก็ยังถูกออกหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งดังกล่าว เมื่อจิตราเดินทางกลับจากสวีเดนถึงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อ 13 มิ.ย.57 ก็ถูกควบคุมตัวไว้ที่กองปราบ 1 คืนก่อนจะได้รับการประกันตัวและถูกดำเนินคดีดังกล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คุมตัว เครือข่าย 'สมาน ศรีงาม' อ้างตัวเป็นคนถอนหมุดคณะราษฎร ส่ง สน.ดุสิต

Posted: 25 Apr 2017 04:55 AM PDT

ตร.คุมตัว วิชาญ ภูวิหาร รองประธานสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ เครือข่าย 'สมาน ศรีงาม' อ้างตัวเป็นคนถอนหมุดคณะราษฎร ส่ง สน.ดุสิต รวมทั้งจะพาไปตรวจสอบร่างกายว่าสภาพจิตปกติหรือไม่ โดยยังไม่การแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

25 เม.ย. 2560 จากกรณีหมุดคณะราษฎร หรือ 'หมุดก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ' ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ที่ระบุถึงเหตุการณ์สำคัญและหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย.2475 หายไป แต่ถูกแทนด้วยหมุดใหม่ที่มีข้อความและความหมายใหม่แทนในจุดเดิม ซึ่งขณะนี้ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ปฏิบัติการดังกล่าวนั้น

วิชาญ ภูวิหาร  พยายามขัดขืนด้วยการนั่งสมาธิ (ที่มา : เฟซบุ๊ก Chanikant Kengnok)

ล่าสุดวันนี้ (25 เม.ย.60) เว็บไซต์ จส.100 และมติชนอออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 14.30 น. วันนี้ ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิชาญ ภูวิหาร รองประธานสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ เดินทางมาเพื่ออ้างตัวว่าเป็นผู้ถอนหมุดคณะราษฎร พร้อมทั้งอ่านแถลงการณ์แสดงความรับผิดชอบ ความหนา 27 หน้า ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่านำหมุดดังกล่าวไว้ที่ใด 

รายงานข่าวระบุด้วยว่า วิชาญ อ้างว่าเมื่อถอนหมุดแล้วก็วางไว้ที่บริเวณดังกล่าว ขณะนี้อยู่ที่ใดตนไม่ทราบ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวไปพูดคุย

นอกจากนี้ รายงานข่าวยังระบุอีกว่า วิชาญ พยายามขัดขืนด้วยการนั่งสมาธิ จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องหิ้วปีก พอเจ้าหน้าที่จะนำตัวไปยัง สน.ดุสิต วิชาญ จึงขอยื่นเอกสารแถลงการณ์ดังกล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงนำตัววิชาญไปยัง สน.ดุสิต

พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รอง ผบก.น.1 ระบุว่า เมื่อมีผู้มาอ้างว่ากระทำความผิดก็ต้องนำตัวไปสอบปากคำว่ากระทำจริงหรือไม่ รวมทั้งจะพาไปตรวจสอบร่างกายว่าสภาพจิตปกติหรือไม่ โดยยังไม่การแจ้งข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

กลุ่ม สมาน ศรีงาม วางดอกไม้หมุด (ที่มาภาพ เฟซบุ๊ก 'สมาน ศรีงาม' )

โดยเมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊ก 'สมาน ศรีงาม' ของ สมาน ศรีงาม แกนนำสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า ยี่นหนังสือบิ๊กตู่ ขอแสดงประชามติรับรองการถอนหมุดเผด็จการที่ล้าหลังออกไป และวางหมุดประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าแทนที่ และทำให้มีการโอนอำนาจมาสู่สภาประชาชนฯ แก้ไขปัญหาชาติและประชาชนคนทั้งประเทศ 

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เมื่อต้นปี 2558 สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ได้โพสต์ภาพชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ กำลังทำพิธีกับหมุดคณะราษฎร ที่ปักไว้กับถนนหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม ด้วยเช่นกัน

ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายสภาประชาชนปฎิวัติสันติแห่งชาติ กำลังทำพิธีกับหมุดคณะราษฎร  เมื่อต้นปี 2558

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เลือกตั้งฝรั่งเศส 2017 โวหารและนโยบายของ 2 คู่ชิงรอบสุดท้าย-มาครง VS เลอ แปน

Posted: 25 Apr 2017 12:47 AM PDT

ผู้ชนะการเลือกตั้งรอบแรก 2 คน คือ เอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครสายเสรีนิยมใหม่ 'En Marche!' กับ มารีน เลอ แปน นักโวหารชาตินิยมที่มีมุมทางสังคมแบบก้าวหน้าเป็นบางมุม ทั้งคู่ต้องชิงชัยกันในการเลือกตั้งรอบสอง 7 พ.ค. ที่จะถึงนี้ คำถามคือ ใครจะมีโอกาสชนะมากกว่ากัน นโยบายกับโวหารการหาเสียงของสองคนนี้มาในแนวไหน แต่ที่แน่ๆ คือ 2 พรรคใหญ่แนวทางทางเดิมซื้อใจชาวฝรั่งเศสไม่ได้อีกแล้ว

คู่ชิงการเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบ 2 ระหว่าง มารีน เลอ แปน (ซ้าย) และ เอ็มมานูเอล มาครง (ขวา)

25 เม.ย. 2560 จากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกของฝรั่งเศสผู้ที่มีคะแนนนำสูงสุด 2 อันดับแรกคือ เอ็มมานูเอล มาครง จากพรรค/ขบวนการอองมาร์ช (En Marche!) ที่ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 23.8 หรือ 8.5 ล้านคะแนน และอันดับสอง มารีน เลอ แปน จากพรรคเแนวร่วมแห่งชาติ (FN) ได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 21.4 หรือ 7.6 ล้านคะแนน ทำให้ทั้งสองคนต้องไปตัดสินกันอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ในวันที่ 7 พ.ค. ที่จะถึงนี้

เดอะการ์เดียนทำกราฟประเมินว่าในการเลือกตั้งรอบที่ 2 มาครงมีโอกาสชนะสูงกว่าเลอ แปน โดยระบุว่าในการเลือกตั้งครั้งที่สองที่จะมีการตัดสินกันแค่ระหว่างสองผู้สมัคร โดยมาครงน่าจะได้รับคะแนนเสียงจากผู้ที่เคยลงคะแนนให้ฌอง-ลุค เมลองชอง จากพรรคฝ่ายซ้าย และเบอนัว อามง จากพรรคสังคมนิยม ขณะที่ผู้โหวตให้ฟรองซัวส์ ฟิยง จากพรรครีพับลิกัน มีแนวโน้มที่จะโหวตให้เลอ แปน และมาครงใกล้ๆ กัน แต่มีแนวโน้มโหวตให้มาครงมากกว่าเล็กน้อย

บทบรรณาธิการของเดอะการ์เดียนยังวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งรอบแรกของฝรั่งเศสเอาไว้ว่าเป็นการตัดสินใจในระดับที่ทำให้การเมืองของฝรั่งเศสเปลี่ยนทิศ กลุ่มพรรคเก่าดั้งเดิมทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาต่างก็แพ้อย่างย่อยยับโดยที่ผู้แทนพรรคสังคมนิยมอย่างอามงที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนสืบทอดของอดีตประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ได้คะแนนเสียงเพียงร้อยละ 6.2 ขณะที่ฟิยงที่เป็นสายอนุรักษ์นิยมขวากลางถึงแม้จะทำได้ดีกว่าคือมีคะแนนร้อยละ 19.7 แต่ก็เป็นครั้งแรกที่ตัวแทนสายซ้ายกลางไม่สามารถเข้ารอบสุดท้ายได้นับตั้งในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา จากที่เขามีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการใช้เงินงบประมาณรัฐ ไปจ้างภรรยาเป็นผู้ช่วยส่วนตัว

ถึงแม้ว่าเมลองชองจะไม่ชนะแต่เขาก็ได้รับความนิยมมากกว่าพรรคสังคมนิยมของอามงแสดงให้เห็นว่าผู้เลือกตั้งในฝรั่งเศสเริ่มแสดงความชื่นชอบในตัวซ้ายจัดที่มุ่งปฏิรูปสังคมในหลายๆ ด้านอย่างเมลองชองมากกว่า

อย่างไรก็ตามถึงแม้เลอ แปน จะมีโอกาสแพ้ในรอบที่สองมากกว่าแต่บทบรรณาธิการเดอะการ์เดียนก็ระบุว่ามันไม่ใช่เรื่องที่น่านิ่งนอนใจสำหรับผู้ที่ไม่ชอบฝ่ายขวา เพราะเลอ แปน ก็ถือว่าได้รับคะแนนเสียงสูงเหมือนกันแบบเดียวกับความพ่ายแพ้ของเคียร์ต วิลเดอร์ส ในการเลือกตั้งเนเธอร์แลนด์เมื่อไม่นานมานี้

 

มาครง VS เลอ แปน นโยบายและโวหารของสองผู้เข้ารอบชิง

ในแง่ของคุณสมบัติตัวผู้ชนะผ่านรอบแรกทั้งสองคนนั้น ทางเอ็มมานูเอล มาครง เป็นคนที่มีแนวทางฝ่ายซ้ายในทางสังคมแต่เป็นเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ เขาเคยบอกว่าพรรค "อองมาร์ช" จะเป็น "ขบวนการก้าวหน้า" ที่รวบรวมทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ก่อนหน้านี้มาครงเคยมีประวัติการเมืองเป็นข้าราชการ นายธนาคารการลงทุน และเคยเป็นที่ปรึกษาระดับสูงของรัฐบาลออลลองด์ในปี 2555 เขาได้เป็นรัฐมนตรีการคลังในปี 2557 ก่อนที่จะลาออกในปี 2559 และก่อตั้งอองมาร์ชขึ้น

ถึงแม้ว่า อองมาร์ช จะเคยแสดงตัวเปรียบเทียบตัวเองกับเสรีนิยมก้าวหน้าในประเทศอื่นอย่างสเปนและมาครงจะเคยทำงานกับพรรคสังคมนิยมมาก่อน แต่แนวคิดของมาครงเป็นไปในเชิงเอาใจผู้ชื่นชอบเสรีทางเศรษฐกิจอย่างการผ่อนผันกฎหมายแรงงาน การลดภาษีธุรกิจ การเปลี่ยนระบบผู้ตกงาน ปรับลดงบประมาณรัฐแต่ก็หันมาส่งเสริมการลงทุน ลดขนาดภาครัฐ ลดจำนวน ส.ส. จ้างงานตำรวจและทหารบังคับกฎหมายมากขึ้น ขณะเดียวกันมาครงก็มีท่าทีส่งเสริมการขับเคลื่อนทางสังคม ส่งเสริมการจัดตั้งรัฐบาลภาคพื้นทวีปยุโรป

มาครงยังได้ปราศรัยหาเสียงในทำนองที่ชวนให้ประชาชนรู้สึกว่าพวกเขาจะได้เปลี่ยนแปลงจากระบบแบบเดิมที่มาครงบอกว่า "สร้างปัญหาให้ประเทศมาเป็นเวลา 30 ปี" และพวกเขาต้องการคนใหม่ๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองและความมั่นคงของชาวฝรั่งเศส ในช่วงแรกๆ ที่มาครงลงสมัครในฐานะตัวแทนอิสระเขายังใช้โวหารในเชิงต่อต้านสิ่งที่เป็นฐานแบบเดิมๆ ของฝรั่งเศสจนมีคนหาว่าเขาเป็น "ประชานิยม" แต่มาครงก็ปฏิเสธว่าเขาไม่ใช่นักประชานิยม

หลายคนมองว่ามาครงเป็น "พวกฝักใฝ่สหภาพยุโรป" หรือ "นิยมการปกครองแบบสมาพันธรัฐ" แต่เขาก็ปฏิเสธการแปะป้ายเหล่านี้แล้วบอกว่าเขาเป็นแค่คนที่สนัสนุนยุโรปในแง่พลังทางการเมืองในฝรั่งเศสเท่านั้น

ทางด้านเลอ แปน นำเสนอตัวเองในแบบที่เน้นชาตินิยมฝรั่งเศสมากกว่า เธอเสนอให้เน้นสวัสดิการ การเคหะ และการสร้างงานให้กับชาวฝรั่งเศสก่อน ขณะเดียวกันก็เน้นให้ขึ้นภาษีแรงงานต่างชาติ ปรับลดจำนวนผู้อพยพเหลือ 10,000 คนต่อปี ลดสิทธิในสัญชาติ ในแง่ของสหภาพยุโรปเลอ แปน เสนอการทำประชามติเกี่ยวกับสมาชิกภาพสหภาพยุโรป และจะเจรจาหารือกับอียูให้มี "อธิปไตยอย่างเต็มที่" โดยเฉพาะกับค่าเงินฟรังค์ด้วย ในแง่ความมั่นคงเลอ แปน มีส่วนที่คล้ายกับมาครงคือการเพิ่มจำนวนตำรวจ นอกจากนี้เลอ แปน ยังเสนอให้สร้างเรือนจำเพิ่มอีก 40,000 แห่ง

วิธีการปราศรัยหาเสียงของเลอ แปนยังคล้ายกับมาครงในแง่ที่เน้นพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลง โดยมีการใช้คำว่า "การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง" และพูดคล้ายมาครงในแง่ที่ว่าผู้โหวตเป็นผู้ที่มีส่วนในการร่วมเปลี่ยนแปลง รวมถึงมีการใช้โวหารชาตินิยมที่ฟังดูการปลดแอกจากอียูอย่างการใช้คำว่า "ปลดปล่อย" ฝรั่งเศสจาก "พวกชนชั้นนำเย่อหยิ่งจองหอง"

อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะถูกกล่าวหาในเรื่องเหยียดเชื้อชาติ แต่เลอ แปน เองก็เคยปฏิรูปพรรคตัวเองโดยการไล่คนที่เหยียดเชื้อชาติออกจากพรรคและยังเคยไล่พ่อของตัวเองออกด้วยในปี 2558 เลอ แปน พูดถึงการปฏิรูปพรรคว่าเธอต้องการทำให้ภาพลักษณ์ของพรรคที่ถูกเป็นปีศาจร้ายดูนุ่มนวลลง อีกทั้งยังมีบางนโยบายของเลอ แปน ที่ค่อนข้างก้าวหน้าต่างจากจุดยืนเดิมของพรรคเนชันแนลฟรอนต์อย่างการสนับสนุนกฎหมายคุ้มครองการอยู่ร่วมแบบคู่ชีวิต (civil unions) ของคนรักเพศเดียวกัน สนับสนุนให้สตรีมีทางเลือกทำแท้งอย่างไม่มีเงื่อนไข และยกเลิกโทษประหารชีวิต

การขับเคี่ยวรอบตัดสินของการเลือกตั้งฝรั่งเศสจึงคล้ายเป็นการต่อสู้กันระหว่างผู้แทน "เสรีนิยมใหม่" กับ "ฝ่ายชาตินิยมต้านอียู"

 

เรียบเรียงจาก

French presidential election: first round results in charts and maps, The Guardian, 24-04-2017

The Guardian view on France's election: a win for Macron and hope, The Guardian, 23-04-2017

Emmanuel Macron v Marine Le Pen: who are they, and who will win?, The Guardian, 23-04-2017

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Emmanuel_Macron

https://en.wikipedia.org/wiki/En_Marche!

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แอมเนสตี้ร้องทางการฟิลิปปินส์ยุติการวิสามัญฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติด

Posted: 25 Apr 2017 12:40 AM PDT

แอมเนสตี้ฯ ไทย ร้อง รมว.ยุติธรรม ฟิลิปปินส์ ขอให้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นข้อห้ามอย่างเคร่งครัดในทุกสถานการณ์ เร่งสอบสวนทันทีโดยไม่ลำเอียง เอาผิดกับผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน ใน "สงครามปราบปรามยาเสพติด"

25 เม.ย. 2560 รายงานข่างแจ้งว่า วันนี้ (25 เม.ย.60) เวลา 10.00 นักกิจกรรมแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยรวมตัวกันหน้าสถานทูตฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทยเพื่อยื่นจดหมายถึงทางการฟิลิปปินส์แสดงความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในระหว่าง "สงครามปราบปรามยาเสพติด" ทำให้มีประชาชนจำนวนมากกว่า 7,000 คนต้องสูญเสียชีวิต โดยนักกิจกรรมสองคนแต่งตัวเป็นนางงามฟิลิปปินส์และนางงามไทย และบางส่วนแต่งกายด้วยชุดประจำชาติฟิลิปปินส์ พร้อมถือป้ายข้อเรียกร้องให้ยุติการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเพราะไม่ใช่แนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติด​ ​

นอกจากนั้นยังมีการแจกจ่ายแจกมะม่วงซึ่งเป็นผลไม้ที่รู้จักกันดีของทั้งสองประเทศ และเป็นของขึ้นชื่อของฟิลิปปินส์ที่ติดสติ๊กเกอร์ข้อความ #StopTheKillings ให้กับสื่อมวลชนเพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งต่อข้อความพร้อมทั้งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย
 
ปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทยให้ข้อความมูลเพิ่มเติมว่าจากรายงาน "ถ้าคุณเป็นคนจน คุณต้องถูกสังหาร" การวิสามัญฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดของฟิลิปปินส์" ("If you are poor, you are killed" Extrajudicial executions in the Philippines "War on Drugs") ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ระบุว่ามีประชาชนจำนวนมากกว่า 7,000 คนต้องสูญเสียชีวิต จากการตรวจสอบพบว่าเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมกล่าวคือเป็นการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจงใจโดยเป็นไปตามคำสั่งการของรัฐบาล หรือด้วยความรู้เห็นเป็นใจและความยินยอมจากรัฐบาล โดยเหยื่อที่ถูกสังหารส่วนใหญ่เป็นชายที่มาจากชุมชนยากจนในเขตเมือง การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อเด็ก ซึ่งบางคนถูกสังหาร ถูกลูกหลงระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หรือได้รับประสบการณ์ที่ปวดร้าวทางจิตใจอันเป็นผลมาจากการสูญเสียพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตนไป หรือจากการเป็นพยานรู้เห็นการสังหารเหล่านั้น
 
"มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างมากและอย่างน่าตกใจ จากการทำ "สงครามปราบปรามยาเสพติด" แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของฟิลิปปินส์ ให้แสดงท่าทีอย่างชัดเจนต่อเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายในฟิลิปปินส์ว่า การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นข้อห้ามอย่างเคร่งครัดในทุกสถานการณ์  และเร่งดำเนินการสอบสวนโดยทันทีโดยไม่ลำเอียงและมีประสิทธิภาพต่อกรณีการสังหารในคดียาเสพติด โดยเฉพาะการสังหารที่เกิดขึ้นโดยเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย พร้อมทั้งตั้งข้อหาอาญาในกรณีที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและศาลรับฟังได้ เพื่อจะเอาผิดกับผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกรณีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ" ปิยนุช กล่าว
 
ทั้งนี้สาธารณรัฐฟิลิปปินส์จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 30 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (30th ASEAN Summit and Related Meetings) ที่เมือง Pasay สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 26 – 29 เมษายน 2560 ซึ่งแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลในแต่ละประเทศจะร่วมกันส่งจดหมายถึงสถานทูตฟิลิปปินส์ในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย 

รายละเอียดจดหมายเปิดผนึก : 

จดหมายเปิดผนึกถึงทางการฟิลิปปินส์เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระหว่าง "สงครามปราบปรามยาเสพติด"

25 เมษายน 2560

เรียน นายวิตาเลียโน อากีร์เร (Vitaliano Aguirre) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

เราเขียนจดหมายนี้ขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ท่านแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ต้องหาในคดียาเสพติดนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง และขอเรียกร้องให้ท่านประกันเพื่อให้มีการสอบสวนทันทีโดยไม่ลำเอียง เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพต่อกรณีการสังหารซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายนับแต่รัฐบาลได้เริ่มต้น "สงครามปราบปรามยาเสพติด"และควรเปิดเผยผลการสอบสวนเหล่านี้ต่อสาธารณะ รวมทั้งกรณีที่มีพยานหลักฐานว่ามีการกระทำความผิดขึ้น ควรมีการฟ้องร้องและดำเนินคดีทางอาญาต่อไป

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกังวลอย่างยิ่งว่า การสังหารผู้ต้องสงสัยในคดียาเสพติดที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องครั้งนี้อาจรุนแรงถึงขั้นเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลและโดยเฉพาะประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ในหลาย ๆ ครั้ง ได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยในการยุยงส่งเสริมให้เจ้าพนักงานตำรวจ รวมทั้งบุคคลทั่วไปสังหารผู้ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการค้ายาแทนที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสอดคล้องตามกฎหมายในประเทศ

ข้อกังวลของเราอ้างอิงจากรายงาน "ถ้าคุณเป็นคนจน คุณต้องถูกสังหาร" การวิสามัญฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดของฟิลิปปินส์" ("If you are poor, you are killed" Extrajudicial executions in the Philippines "War on Drugs") ซึ่งมีการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 จากปากคำของพยานและเอกสารที่รวบรวมได้ รวมทั้งสำนวนการสอบสวนของตำรวจและข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลมีข้อสรุปว่า กรณีการสังหารส่วนใหญ่ที่เราตรวจสอบปรากฏว่าเป็นการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมกล่าวคือเป็นการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและจงใจโดยเป็นไปตามคำสั่งการของรัฐบาล หรือด้วยความรู้เห็นเป็นใจและความยินยอมจากรัฐบาล

จากข้อมูลที่แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลบันทึกได้ส่วนใหญ่มีความเชื่อมโยงระหว่างการสังหารกับเหตุการณ์ที่ผู้ตายมีชื่ออยู่ใน "บัญชีดำ" ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่เป็นผู้จัดทำบัญชีดังกล่าว และให้ข้อมูลเหล่านั้นกับตำรวจ โดยแทบไม่มีการสอบสวนใดๆ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังพบหลักฐานที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานของรัฐและกลุ่มติดอาวุธซึ่งทำการสังหารในกรณีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยกลุ่มบุคคลเหล่านี้ได้รับค่าตอบแทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้กระทำการดังกล่าว รวมทั้งหลักฐานว่ามีการจ่ายเงินอย่างไม่เป็นทางการให้กับตำรวจเพื่อให้ทำการสังหารบุคคลเหล่านั้น

งานวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่า เหยื่อที่ถูกสังหารส่วนใหญ่เป็นชายที่มาจากชุมชนยากจนในเขตเมือง ซึ่งเป็นเหตุทำให้ "สงครามปราบปรามยาเสพติด" ที่รัฐบาลประกาศอย่างเป็นทางการเปรียบเสมือนสงครามที่กระทำต่อคนยากจน นอกจากนั้น การกระทำดังกล่าวส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อเด็ก ซึ่งบางคนถูกสังหาร ถูกลูกหลงระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หรือได้รับประสบการณ์ที่ปวดร้าวทางจิตใจอันเป็นผลมาจากการสูญเสียพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของตนไป หรือจากการเป็นพยานรู้เห็นการสังหารเหล่านั้น

จนถึงปัจจุบันทางการฟิลิปปินส์ยังคงเลือกใช้แนวทางที่รุนแรงและถึงขั้นทำให้ประชาชนเสียชีวิต เพื่อจัดการกับผู้ใช้ยาเสพติดแทนที่จะใช้แนวทางด้านสาธารณสุข ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดนี้ได้ละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิตซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่ไม่อาจลดทอนได้ และยังละเมิดสิทธิของประชาชนที่จะมีความสุขทั้งทางกายและใจอย่างดีสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บีบให้ผู้ใช้ยาเสพติดและผู้ที่ยังไม่ตกเป็นเหยื่อการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมต้องเข้าโครงการการบำบัดโดยไม่สมัครใจและไม่ได้เพียงพอ นอกจากนั้น นี่ยังหมายความว่าผู้ใช้ยาเสพติดส่วนใหญ่จะไม่สามารถเข้าถึงบริการในการตรวจร่างกายและการบำบัดรักษาได้

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจและบุคคลผู้ติดอาวุธที่ไม่ทราบฝ่ายจำนวนเท่าไรที่ถูกสอบสวน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีบุคคลใดถูกตั้งข้อหาเนื่องจากการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมหรือไม่ รวมทั้งการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงอื่นๆ ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดและการบังคับใช้กฎหมายอื่นๆ ที่มีพื้นฐานมาจากการใช้กำลังและแนวทางแบบทหารไม่ใช่ทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมด้านยาเสพติด ในทางตรงข้าม กลับมีหลักฐานว่าแนวทางเหล่านี้นำไปสู่ความรุนแรง การคุกคามและการทุจริตที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยมักมีส่วนเกี่ยวข้องกับตลาดยาเสพติด

จากข้อมูลข้างต้นและการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างมากและอย่างน่าตกใจ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลจึงขอเรียกร้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้

·        แสดงท่าทีอย่างชัดเจนต่อเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมายในฟิลิปปินส์ว่า การสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นข้อห้ามอย่างเคร่งครัดในทุกสถานการณ์

·        ให้เร่งดำเนินการสอบสวนโดยทันทีโดยไม่ลำเอียงและมีประสิทธิภาพต่อกรณีการสังหารในคดียาเสพติด โดยเฉพาะการสังหารที่เกิดขึ้นโดยเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย

·        ให้ตั้งข้อหาอาญาในกรณีที่ผลการสอบสวนมีพยานหลักฐานที่เพียงพอและศาลรับฟังได้ เพื่อจะเอาผิดกับผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งกรณีการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เราหวังอย่างจริงจังว่าท่านจะพิจารณาและให้การสนับสนุนต่อข้อเสนอแนะเหล่านี้

ขอแสดงความนับถือ

นางปิยนุช โคตรสาร

ผู้อำนวยการ

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปล่อย "ฟอร์ด เส้นทางสีแดง" แล้ว ทหารสั่งหยุดวิจารณ์รัฐบาล คสช. ก่อนเพิ่มมาตรการ

Posted: 25 Apr 2017 12:38 AM PDT

ทหารสั่งคนเสื้อแดง นักกิจกรรมการเมือง ห้ามวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ถ้าไม่เชื่อฟังจะเรียกเข้าค่ายปรับทัศนะคติและแจ้งความดำเนินคดี พ.ร.บ.คอมฯ เหตุวิจารณ์การบริหารประเทศด้านเศรษฐกิจของ คสช. ล้มเหลว แถมเอาภาษีประชาชนไปซื้ออาวุธสงคราม 

25 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.45. น. อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง ได้โพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า มีทหาร 5 นาย ขับรถมาหาตนที่บ้าน พร้อมกับเชิญตัวไปพบหัวหน้าหน่วยทหาร ประจำจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งนี้อนุรักษ์ระบุด้วยว่า ยังไม่ทราบว่าเป็นการเชิญไปปรับทัศนคติหรือเรื่องอะไร

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่จะถูกพาตัวไปในเวลาประมาณ 12.30 น.  อนุรักษ์ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เพื่อโฆษณาเชิญชวนซื้อเสื้อยืดซึ่งมีลายหมุดคณะราษฎรด้วย

ล่าสุด เมื่อเวลา 15.30 น.  อนุรักษ์ก็ได้รับการปล่อยตัวจากเจ้าหน้าที่ทหารแล้ว หลังถูกทหาร 5 นายควบคุมตัวไปเมื่อช่วงบ่ายวันนี้

อนุรักษ์กล่าวว่าหลังจากที่ทหารได้คุมตัวเขาไปที่ที่ทำการชั่วคราวของ คสช.บริเวณเทศบาลเมือง สมุทรปราการ และได้มีการนำตัวเขาเข้าไปพูดคุยปรับทัศนคติ โดยแจ้งว่าการควบคุมตัวมาในครั้งนี้ต้องการให้เขายุติการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เนื่องจากในก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์วิจารณ์การบริหารประเทศของ คสช.ในประเด็นความล้มเหลวในด้านเศรษฐกิจ และในประเด็นที่ คสช.ได้นำงบประมาณจากภาษีที่เก็บจากประชาชนไปซื้ออาวุธสงคราม

อนุรักษ์เล่าต่อว่า ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ขู่ว่า หากเขายังไม่ยุติพฤติกรรมดังกล่าว ต่อไปจะมีการเรียกตัวเข้าปรับทัศนคติ นาน 2-3 วัน และหากยังไม่ยุติอีกก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยการพูดคุยกินเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง

ต่อมาเมื่อเวลา 15.30 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตัวนายอนุรักษ์มาส่งที่บ้านพักย่านจังหวัดสมุทรปราการ โดยที่ไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือมีการเซ็น MoU จำกัดการเคลื่อนไหวทางการเมืองแต่อย่างใด

ทั้งนี้อนุรักษ์ได้ทำกิจกรรมทางการเมืองมาอย่างต่อเนืองในช่วงที่ผ่านมา อาทิ การรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 ซึ่่งจากการทำกิจกรรมดังกล่าวเคยถูกเจ้าหน้าที่ทหารเดินทางมาพบอย่างน้อย 5 ครั้ง

และล่าสุดเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2560 เวลา 16.00 น. ที่ บก.ตชด.ภ.1 เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ และเจ้าหน้าที่ทหาร ควบคุมตัว อนุรักษ์ เจนตวนิชย์ หรือฟอร์ด เส้นทางสีแดง สวมเสื้อยืดสีขาว ด้านหน้าสกรีนตัวการ์ตูนรูปพระนั่งสมาธิยิ้มแป้นอยู่ ด้านล่างเขียนคำว่า "อย่ารังแกพระ" มาสอบสวน โดยคุมตัวมาจากหน้าตลาดกลางคลองหลวง ระหว่างเดินเข้าอาคาร รายงานข่าวระบุว่า อนุรักษ์ พูดกับสื่อมวลชนว่ามาถวายข้าวพระ และฟังธรรมที่บริเวณตลาดกลางคลองหลวง อยู่ดีๆ ก็ควบคุมตัวมา ไม่รู้เรื่องอะไร

หลังจากปล่อยตัว เมื่อเวลา 21.34 น. อนุรักษ์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะ  ระบุว่า ทหารนำตัวตนไปส่งที่ค่ายตชด.ในพื้นที่วัดปทุมที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการ DSI และถูกนำตัวไปพบพ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการ DSI ที่รับมอบอำนาจตามมาตรา 44 ของคสช. เขาบอกตนว่าพฤติการณ์การถวายข้าวพระแจกเสื้อกิจกรรมสีขาวนี้เป็นการยุยง ส่งเสริม สนับสนุน ุผู้ชุมนุมที่ตลาดคลองหลวง และออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรห้ามกลับเข้าไปในพื้นที่ควบคุมธรรมกายและขู่ว่าหากตนกลับเข้าไปอีกจะถูกดำเนินคดีในข้อหาขัดคำสั่ง มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และบังคับให้ลงนามรับทราบในคำสั่ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'พลังเนิร์ด!' นักวิทย์ฯ มากกว่า 600 แห่งทั่วโลกร่วมการประท้วงในวัน Earth Day

Posted: 24 Apr 2017 11:37 PM PDT

นักวิทยาศาสตร์มากกว่า 600 แห่งทั่วโลกรวมมากกว่า 310,000 คนร่วมกันชุมนุม "การเดินขบวนเพื่อวิทยาศาสตร์" เรียกร้องให้สังคมกลับมาใส่ใจข้อเท็จจริง รวมถึงเรืองโลกร้อนที่แม้กระทั่งนักวิทย์ฯ ที่ประจำอยู่ขั้วโลกก็ยังเดินขวน แม้ว่าบางพื้นที่จะไม่สามารถจัดชุมนุมได้ก็มีการพยายามรณรงค์ด้วยวิธีการจัดงานแฟร์แทน

ที่มาภาพจากเฟซบุ๊ก March for Science

25 เม.ย. 2560 นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกร่วมชุมนุมใน "การเดินขบวนเพื่อวิทยาศาสตร์" (March for Science) เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันคุ้มครองโลก (Earth day) คอมมอนดรีมส์สื่อนอกกระแสของสหรัฐฯ รายงานว่านอกจากจะเป็นการเดินขบวนเนื่องในวันคุ้มครองโลกแล้ว ยังเป็นการเดินขบวนประท้วงเพื่อปกป้องการทำงานวิทยาศาสตร์ของพวกเขาเองที่กำลังถูกโจมตีในยุคที่ผู้คนไม่สนใจหลักการหรือท้อเท็จจริงด้วย

"ทำให้อเมริกากลับมาใช้ความคิดอีกครั้ง!" "พวกเราต้องการข้อมูล" "พลังเนิร์ด!" "ให้งบวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เอาไปสร้างกำแพง" ล้วนเป็นข้อความบนป้ายของของกลุ่มผู้เข้าร่วมการชุมนุม คอมมอนดรีมส์ระบุว่านอกจากการเดินขบวนใหญ่ในวอชิงตันดีซีแล้วยังมีการชุมนุมอีกมากกว่า 600 แห่งทั่วโลกในวันเดียวกัน โดยที่สำหรับนักวิทยาศาสตร์กลายคนแล้วการเดินขวนในครั้งนี้ถือเป็นปฏิบัติการทางการเมืองร่วมกันเป็นครั้งแรกสำหรับพวกเขา แต่ผู้จัดก็หวังว่าครั้งแรกนี้จะนำมาซึ่งครั้งต่อๆ ไปด้วย

นักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งที่ร่วมเดินขบวนกับผู้คนมากกว่า 310,000 คน ในนิวยอร์กซิตี้บอกว่าการเดินขบวนในครั้งนี้เป็นประสบการณ์เปลี่ยนชีวิตเขาและเข้าใจว่าการเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างที่ยิ่งกว่าตัวเราเอง เขาบอกว่าการอ้าง "ความเป็นกลาง" ในฐานะนักวิทยาศาสตร์แล้วนั่งเงียบต่อไปในขณะที่กลุ่มคนผู้ไม่พอใจและถูกกระทำต้องเจ็บปวด ตัวพวกเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของมนุษยชาติเช่นกัน

ที่มาภาพจากเฟซบุ๊ก Central Pasco Democratic Club

การรณรงค์ครั้งนี้ยังมีการนำเสนอภาพและบรรยากาศผ่านแฮชแท็ก #MarchforScience และ #ScienceMarch โดยที่นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศชื่อปีเตอร์ คาลมุส ระบุว่าพวกเขาต้องการหยุดยั้งกลุ่มคนร่ำรวยและระบบที่บ้าอำนาจไม่ให้มาทำลายโลกที่พวกเขาอยู่

แนวคิดเรื่อง March for Science มาจากการพูดคุยกันในเว็บกระดานข่าว Reddit ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการประท้วงของกลุ่มสตรี "วูแมนมาร์ช" ที่เป็นการประท้วงระดับประวัติศาสตร์

โดยที่แรงจูงใจของพวกเขาไม่ใช่แค่เรื่องโลกร้อน หรืองบประมาณวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นความต้องการสร้างความตระหนักต่อประชาชนและผู้กำหนดนโยบายให้คำนึงถึงหลักการและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ด้วย

วารสารไซเอนซ์แม็กกาซีนของสมาคมเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อเมริกัน (AAAS) ยังรายงานถึงการประท้วงในที่อื่นๆ นอกจากสหรัฐฯ เช่นในเม็กซิโกออกมาประท้วงการตัดงบประมาณวิทยาศาสตร์ และตัดเงินทุนการศึกษา ในนอร์เวย์มีการชุมนุมราว 200 คน เรียกร้องให้ใส่ใจเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกละลาย แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ซึ่งประจำอยู่ที่ขั้วโลกเหนือเองก็ออกมาเดินขบวนด้วย ในแคนาดามีการชุมนุมสนับสนุนประชาธิปไตยและความหลากหลายที่หน้าอนุสรณ์สถาน "ผู้หญิงก็เป็นคน!" (Women Are Persons!) ในเยอรมนีมีการเดินขบวนพร้อมป้ายที่ส่งเสริมความเชื่อความหลักวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องและไม่ให้หลงไปกับแนวคิดหลอกลวง

ในอเมริกาใต้ก็มีการร่วมเดินขบวน 250 คน ในเอกวาดอร์ที่บอกว่าแม้พวกเขาจะเป็นเพียงชุมชนกลุ่มเล็กแต่ก็มีความสำคัญ นอกจากนี้ยังมีการปราศรัยให้เด็กนักเรียนฟัง ส่วนที่บราซิลมีอุปสรรคคือนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถได้รับใบอนุญาตชุมนุมได้จึงหันมาใช้วิธีตั้งเต็นท์จัดงานในเชิงงานแสดงทางวิทยาศาสตร์แทน โดยมีการจัดแสดงกระดองเต่า แมลงและกกะโหลกศรีษะของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ขณะที่ออสเตรเลีบมีผู้เข้าร่วมชุมนุมรวมแล้วราว 10,000 คน ทั่วประเทศ

ประเทศที่ไม่ไกลจากบ้านเราอย่างเวียดนามก็มีกลุ่มยืนถือป้ายจำนวน 6 คน ที่บอกว่าแม้จะมีน้อยแต่ก็น่าตื่นเต้น ในเกาหลีใต้มีการจัดเป็นงานแสดงวิทยาศาสตร์แบบเดียวกับบราซิลที่มีการเรียกเด็กๆ เข้าชมด้วยการสาธิตทางชีววิทยาและการสาธิตหุ่นยนต์ ก่อนที่จะเรียกฝูงชนด้วยการปราศรัยและมีผ้ร่วมเดินขบวนราว 1,000 คน ในนิวซีแลนด์มีนักการเมืองพรรคเขียวขึ้นปราศรัยกับกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย โดยบอกว่า "เมื่อนักการเมืองใช้ระบบความเชื่อมากลบทับข้อเท็จจริง กลบทับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เมื่อนั้นพวกเราทุกคนในโลกนี้ก็เจ็บปวด"

 

เรียบเรียงจาก

March for Science Sweeps Cities Around the World, Common Dreams, 22-04-2017

https://www.commondreams.org/news/2017/04/22/march-science-sweeps-cities-around-world

Tens of Thousands Protest 'Alternative Facts' at March for Science, Live Science, 22-04-2017

http://www.livescience.com/58792-tens-of-thousands-protest-at-march-for-science.html

Live updates from the global March for Science, AAAS, 22-04-2017

http://www.sciencemag.org/news/2017/04/march-science-live-coverage

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มี.ค. 2560 ผู้ประกันตนถูกเลิกจ้าง 25,901 คน 'ภาคผลิต-สื่อ' เลิกจ้างสุงสุด

Posted: 24 Apr 2017 11:19 PM PDT

เดือน มี.ค. 2560 พบผู้ประกันตน ม.33 ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน 145,151 คน ถูกเลิกจ้าง 25,901 คน กิจการเลิกจ้าง 5 อันดับแรก 1) การประเภทการผลิตและจำหน่าย 2) สื่อสาร โทรคมนาคม 3) โรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ 4) กิจการประเภทอื่น ๆ/รักษาความปลอดภัย และ 5) ก่อสร้าง/ขนส่ง

 
25 เม.ย. 2560 สำนักเศรษฐกิจการแรงงาน เปิดเผยตัวเลข เศรษฐกิจแรงงาน ประจำเดือน มีนาคม 2560 ระบุว่าภาวะการจ้างงานในตลาดแรงงาน การจ้างแรงงานในระบบประกันสังคมมีผู้ประกันตน (มาตรา 33) จำนวน 10,542,660 คน มีอัตราการขยายตัว 1.71% (YoY) เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 ซึ่งมีผู้ประกันตน จำนวน 10,365,424 คน แสดงให้เห็นว่ามีผู้ใช้แรงงานเข้าสู่การทำงานเพิ่มขึ้นถึง 177,236 คน สำหรับการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม มีจำนวน 145,151 คน มีอัตราขยายตัวอยู่ที่ 8.93% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) และมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 12.04% (MoM) เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 มีจำนวน 129,558 คนอัตราการว่างงาน อยู่ที่ร้อยละ 1.38 ของผู้ประกันตนมาตรา 33 อัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 25,901 คน คิดเป็นร้อยละ 0.25 ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ร้อยละ 0.26
 
สถานการณ์การจ้างงานจากข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2560 มีลูกจ้างที่มีนายจ้างในระบบประกันสังคม (ม.33) จำนวน 10,542,660 คน มีอัตราการขยายตัว 1.71% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา (เดือนมีนาคม 2559) ซึ่งมีจำนวน 10,365,424 คน หากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลง (YoY) ของเดือนมีนาคม 2560 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2560 พบว่าในเดือนมีนาคม 2560 มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 1.71% ขยายตัวจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 1.56% สถานการณ์การจ้างงานขยายตัวมากกว่า 1% จึงถือว่าสถานการณ์การจ้างงานอยู่ในภาวะปกติ
 
 
เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การว่างงาน (ผู้ว่างงาน หมายถึง ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม : SSO) จากข้อมูล ณ เดือนมีนาคม 2560 มีผู้ว่างงานจำนวน 145,151 คน มีอัตราการขยายตัว (YoY) อยู่ที่ 8.93% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว (เดือนมีนาคม 2559) มีจานวน 133,247 คน ซึ่งตัวเลขลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 (YoY) ซึ่งอยู่ที่ 5.26% แต่เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2560) พบว่า มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 12.04% (MoM) และหากคิดเป็นอัตราการว่างงานจากตัวเลขผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเดือนมีนาคม 2560 อยู่ที่ 1.38% โดยอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งอยู่ที่ 1.3 (มีนาคม 2560)
 
 
ด้านสถานการณ์การเลิกจ้าง พบว่าอัตราการเลิกจ้างลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาตรา 33 คิดจากจานวนผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง ต่อจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33เดือนมีนาคม 2560 ผู้ประกันตนที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้างมีจำนวนทั้งสิ้น 25,901 คน คิดเป็นร้อยละ 0.25 ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ที่ร้อยละ 0.26 และชะลอตัวจากปีที่แล้วที่ร้อยละ 0.28
 
นอกจากนี้ข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน ระบุว่า กสร.ได้ติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างและแนวโน้มการเลิกจ้างอย่างต่อเนื่องตามยุทธศาตร์กระทรวงแรงงานในการส่งเสริม พัฒนาและคุ้มครองสิทธิด้านแรงงาน และจากข้อมูลการเลิกจ้างที่ลูกจ้างได้มายื่นคำร้องกับพนักงานตรวจแรงงานในเดือนมีนาคม 2560 มีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 221 คน ลดลงจากเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งมีลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง จำนวน 1,536 คน ทั้งนี้ กสร.ได้ให้ความช่วยเหลือลูกจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ เป็นเงิน 1,695,437 บาท นอกจากนี้อัตราการเลิกจ้างในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 ลดลงอย่างต่อเนื่อง
 
สำหรับสถานประกอบกิจการที่มีการเลิกจ้างในช่วงเดือนมีนาคม 2560 มีจำนวน 42 แห่ง โดยแบ่งเป็นกิจการที่มีการเลิกจ้าง 5 อันดับแรก ดังนี้ 1) กิจการประเภทการผลิตและจำหน่าย 2) กิจการสื่อสาร โทรคมนาคม 3) กิจการโรงแรม/สถานบันเทิง/งานบริการ 4) กิจการประเภทอื่นๆ (เช่น จัดทำเอกสาร ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ)/รักษาความปลอดภัยและ 5) กิจการก่อสร้าง/ขนส่ง ซึ่งกสร.ได้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้คำแนะนำนายจ้าง ลูกจ้างให้ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดด้วย
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ขสช.ภาคเหนือค้านแก้ พ.ร.บ. สสส. ชี้ขัด รธน. แนะจัดประพิจารณ์ทุกภูมิภาค

Posted: 24 Apr 2017 11:02 PM PDT

เครือข่ายขบวนการประชาชนสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ จัดวงประชุม แสดงความเห็นต่อเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. สสส. ที่เพิ่งจัดขึ้น ชี้ขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนตั้งแต่เริ่มกระบวนการ และกระบวนการเป็นไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อวันที่ 22 เมษายา 2559  ที่จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายขบวนการประชาชนสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ (ขสช.ภาคเหนือ)จัดเวทีเปิดพื้นที่ทางความคิดและเชื่อมโยงศักยภาพภาคีระดับภาค (ภาคเหนือ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมพลังเครือข่าย รับทราบสถานการณ์ต่างๆที่แต่ละเครือข่ายกำลังเผชิญ ตลอดจนวางแผนการทำงานร่วมกัน มีประเด็นที่ในเวทีให้ความสำคัญร่วมกันคือ ความเห็นต่อเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. สสส. ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 31 มีนาคม และวันที่ 3 เมษายน ที่ผ่านมา ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งสร้างความกังขาต่อภาคประชาชนทั่วประเทศ เนื่องจากการจัดประชาพิจารณ์ดังกล่าวขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนตั้งแต่เริ่มกระบวนการ เป็นไปอย่างรวบรัดและไม่มีการรับฟังความเห็นอย่างรอบด้าน ทำให้มีผู้เข้าร่วมรับฟังประชาพิจารณ์จำนวนมากแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกระบวนการร่างกฎหมายนี้ด้วยการออกจากการประชุมกลางคัน (walk out)

พันธ์ศักดิ์ คำแก้ว ตัวแทนจากศูนย์ครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดลำปาง สะท้อนถึงประสบการณ์ทำงานกับคนในพื้นที่ว่า ทั้งชาวบ้านและองค์กรเครือข่ายในต่างจังหวัดต่างทำงานอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ ส่วนกลางกำลังแก้กฎหมาย พ.ร.บ. สสส. ที่เป็นเหมือนแกนหลักในการทำงานกับพี่น้องในต่างจังหวัด โดยไม่ได้เสียงพวกเขาแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับ ศรินยา สิงห์ทองวรรณ องค์กรกลุ่มฅนวัยใส จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นอีกองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยงบประมาณของ สสส. เป็นเวลานาน กล่าวว่า การแก้ พ.ร.บ. สสส. ที่ผ่านมา มีเนื้อหาส่วนหนึ่งที่สะท้อนความพยายามในการจำกัดการทำงานขององค์กรภาคประชาชน ทั้งในเชิงการทำงานและงบประมาณ ในขณะที่กระบวนการแก้ไขก็ไม่ได้มีการฟังเสียงสะท้อนของภาคประสังคมที่ทำงานในหลายภูมิภาคแต่อย่างใด

ในขณะที่ผู้เข้าร่วมเวทีในครั้งนี้อีกหลายคน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นตัวแทนจากองค์กรที่รับงบประมาณจาก สสส. ในการขับเคลื่อนประเด็นปัญหาในพื้นที่ที่ต่างมีความเห็นร่วมกันว่า ส่วนกลางควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. สสส. ในหลายภูมิภาค ไม่ใช่จัดเพียงการรับฟังเฉพาะในกรุงเทพฯเพียงแห่งอย่างเดียวโดยไม่สนใจความเห็นจากคนเล็กคนน้อยในต่างภูมิภาค

สำหรับในช่วงท้าย เวทีเครือข่ายขบวนการประชาชนสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ มีข้อเสนอร่วมกัน คือ ขอรักษาเจตนารมรณ์ในการมี สสส. และไม่เห็นด้วยกับการแก้ พ.ร.บ. สสส. ถ้ามีความจำเป็นในการแก้ พ.ร.บ. สสส. ต้องทบทวนกระบวนการ การแก้ พ.ร.บ. สสส. ที่ต้องมีภาคีเครือข่ายเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ และเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงทุกภูมิภาค ให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 77

แถลงการณ์คัดค้านการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544

สืบเนื่องจากความพยายามแก้ไข พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544  โดยการริเริ่มของ 3 กระทรวงหลักได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน ภาคเหนือ และองค์กรภาคีเครือข่าย ตามรายชื่อด้านล่างนี้ มีจุดยืนและข้อเสนอ ดังต่อไปนี้

ไม่เห็นด้วยกับการแก้ พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เนื่องจากยังไม่มีเหตุผลเพียงพอ และยังไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายในการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของใคร

หากมีความจำเป็นในการแก้ไข พระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 77 และต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการ การมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งนี้เครือข่ายขอเรียกร้องให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในระดับภูมิภาค ทุกภาค

ขอให้รัฐบาล และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรคำนึงถึง การสร้างเสริมสุขภาพ คือ ปัจจัยพื้นฐานในการสร้างสุขภาพของประชาชน และสุขภาพของสังคม และยังมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นจึงต้องช่วยกันรักษา และสนับสนุนเจตนารมณ์ ของการกำเนิด พระพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยเครือข่ายฯ จะติดตามความพยายามในการแก้ไขพระราชบัญญัติ ฉบับนี้อย่างใกล้ชิด

ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน(ขสช.) ภาคเหนือ

ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบภาคเหนือ

ศูนย์เรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดลำปาง

ศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าภาคเหนือตอนบน

เครือข่ายองค์กรเด็กและเยาวชนภาคเหนือ

เครือข่ายป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

เครือข่ายผู้บริโภคภาคเหนือ

เครือข่ายรณรงค์หยุดพนันภาคเหนือ

สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง จังหวัดพะเยา

 

 

 

 

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น