โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com ประกาศ 5 ลักษณะสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ สุรพศ ทวีศักดิ์: แยกศาสนาจากรัฐเพื่อเสรีภาพและป...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com

Link to ประชาไท

ประกาศ 5 ลักษณะสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์

Posted: 16 Jul 2018 09:01 AM PDT

กก.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ออกประกาศ 5 ลักษณะสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ ตั้งแต่ขัดต่อศีลธรรม ยุยงปลุกปั่น ส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขัดต่อกฎหมาย รวมทั้งขัดต่อหลักจรรยาบรรณสื่อด้วย
 
 
16 ก.ค.2561 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เรื่อง กําหนดลักษณะของสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ พ.ศ.2561 ระบุว่า ประกาศ ณ วันที่ 10 ก.ค.2561 โดย วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์
 
รายละเอียดประกาศระบุว่า โดยที่ พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พ.ศ.2558 กําหนดให้คณะกรรมการประกาศกําหนดลักษณะของสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแล กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้ดําเนินกิจการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม และสนับสนุนให้ประชาชนโดยเฉพาะเด็ก เยาวชนและครอบครัวมีทักษะในการรู้เท่าทันสื่อเฝ้าระวังสื่อ ที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ และสามารถใช้สื่อในการพัฒนาตนเอง ชุมชนและสังคม อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 21 (2) แห่ง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ พ.ศ.2558 ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัย และสร้างสรรค์ ในการประชุมครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2561 คณะกรรมการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จึงกําหนดลักษณะของสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ไว้ ดังต่อไปนี้
 
1. สื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมอันดีของสังคม หรือส่งผลกระทางลบต่อจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน ครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างร้ายแรง
 
2. สื่อที่มีเนื้อหาก่อให้เกิดความแตกแยก ยั่วยุ และสร้างความเกลียดชังต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลจนอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ
 
3. สื่อที่มีเนื้อหาส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 
4. สื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อกฎหมาย
 
5. สื่อที่มีเนื้อหาขัดต่อหลักจรรยาบรรณสื่อ หรือแนวปฏิบัติของวิชาชีพสื่อนั้นๆ
 
 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุรพศ ทวีศักดิ์: แยกศาสนาจากรัฐเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย

Posted: 16 Jul 2018 08:54 AM PDT


การตายของโสเครตีส โดยจาค์หลุยส์ ดาวิด พ.ศ. 2330
ที่มา https://www.metmuseum.org/art/collection/search/436105

ถ้าถามว่าทำไมต้อง "เสรีภาพและประชาธิปไตย" ก็เพราะว่าเดิมทีสองสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ไม่ได้พูดถึงเสรีภาพในความหมายแบบที่รับรู้กันในโลกสมัยใหม่ แต่ประชาธิปไตยสมัยใหม่หรือเสรีประชาธิปไตยจำเป็นต้องมีเสรีภาพเป็นกรอบจำกัดอำนาจรัฐ หรืออำนาจของเสียงข้างมาก

เมื่อเปิดอ่าน "On Liberty" (ว่าด้วยเสรีภาพ) ของจอห์น สจ๊วต มิลล์ จะพบการให้เหตุผลที่รัดกุมมากว่า หากไม่ใช้หลักเสรีภาพเป็น "กรอบจำกัดอำนาจรัฐ" ย่อมเป็นไปได้เสมอที่จะเกิดทรราชโดยบุคคล, กลุ่มบุคคล หรือทรราชเสียงส่วนใหญ่

ตัวอย่างในประวัติศาสตร์มีให้เห็นมามาก เช่นโสเครตีสผู้ทำให้สิ่งที่เรียกว่า "ปรัชญา" เริ่มขึ้นจริงๆ ด้วยการสร้างวิธีสนทนา ตั้งคำถาม และโต้แย้ง ซักไซ้ไล่เรียงเกี่ยวกับปัญหาพื้นฐานต่างๆ เพื่อนำไปสู่ความชัดเจนว่า จริงๆ แล้วเรารู้หรือไม่รู้อะไร อย่างไรแน่ เช่นที่เขาถามยูธีเดมุส (Euthydemus) ว่า "การเป็นคนไม่ซื่อถือว่าผิดศีลธรรมหรือไม่" ยูธีเดมุสตอบอย่างมั่นใจว่า "ผิดแน่นอน" แต่โสเครตีสถามแย้งว่า "ถ้าเพื่อนของคุณกำลังรู้สึกท้อมากและอาจฆ่าตัวตาย แต่คุณต้องการป้องกันไม่ให้เขาฆ่าตัวตาย จึงขโมยมีดเขามา นี่เป็นการกระทำที่ไม่ซื่อ แต่ไม่ผิดศีลธรรมมิใช่หรือ" ยูธีเดมุสงวยงง แต่ก็ต้องตอบว่าใช่

วิธีการแบบโสเครตีสทำให้หลายคนหมั่นไส้ เพราะขณะที่พวกเขาแสดงบทของ "ผู้รู้" ในเรื่องต่างๆ นั้น (เหมือนพระสมัยนี้เลย) เมื่อถูกโสเครตีสตั้งคำถามและโต้แย้ง ในที่สุดก็มักจะเปิดเผยให้เห็น "ความไม่รู้" ของบรรดาผู้รู้เหล่านั้นเสมอ แต่นี่ยังไม่เป็นปัญหาเท่ากับการที่โสเครตีสตั้งคำถาม วิพากษ์เกี่ยวกับเรื่องศาสนา ศีลธรรม ที่เผยให้เห็นว่าศาสนากับศีลธรรมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน หรือแยกจากกันไม่ได้ดังที่คนส่วนใหญ่เชื่อ เพราะเขาชี้ให้เห็นว่า หลายๆ ครั้งคนทำผิดศีลธรรมได้ด้วยความเคร่งศาสนา และปรัชญาศีลธรรมเกิดขึ้นได้จริงเมื่อคนเราไม่ถูกครอบงำด้วยความเชื่อที่ไร้เหตุผลทางศาสนาและจารีตประเพณี ยิ่งกว่านั้นเขายังสอนให้เยาวชนมีความคิดอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ให้เชื่อถือคำสอนใครเพียงเพราะเขาเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ หรือมีอำนาจเหนือหัว แต่ควรเชื่อถือเพราะเขามีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันโสเครตีสก็กระแนะกระแหนประชาธิปไตยของชาวเอเธนส์อีกด้วย จึงนับเป็น "เหลือบตัวพ่อ" โดยแท้

ในที่สุดโสเครตีสก็ถูกกล่าวหาว่า ไม่เคารพต่อเทพเจ้าของรัฐ นำเสนอเทพเจ้าของตนเอง และสั่งสอนเด็กหนุ่มในกรุงเอเธนส์ให้ประพฤติผิด เสียงข้างมาก (เกินครึ่งเพียงเล็กน้อยจากทั้งหมด 501 เสียง) ของคณะลูกขุนตัดสินประหารชีวิตโสเครตีส ขณะที่โสเครตีสยังได้รับโอกาสต่อรองที่จะไม่รับโทษประหารก็ได้ แต่เขาก็ยังกวนประสาทชาวเอเธนส์ด้วยการกล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด สิ่งที่ข้าพเจ้ากระทำไปคือความถูกต้อง สมควรที่จะได้รับรางวัลตอบแทนเป็นอาหารฟรีทุกมื้อจากชาวเอเธนส์ไปตลอดชีวิต แทนการถูกลงโทษเสียด้วยซ้ำ" นี่ก็ยิ่งเป็นการประชดว่า "พวกคุณช่างทำอะไรโง่ๆ เสียนี่กระไร" จึงทำให้บรรดาคนที่ชิงชังวิธีการแบบโสเครตีสอยู่แล้วยิ่งเห็นว่าเขาสมควรตาย

แต่ถ้ามองตามทัศนะของมิลล์ที่ถือว่า "เสรีภาพคือกรอบจำกัดอำนาจรัฐ" เสียงข้างมากของประชาธิปไตยแบบเอเธนส์ก็ย่อมไม่อาจประหารโสเครตีสได้ เพราะภายใต้หลักเสรีภาพถือว่า ถ้ามีคนเพียง 1 คน คิดต่างจากคนทั้งหมดในสังคม เขาย่อมมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ คนทั้งหมดไม่อาจใช้อำนาจปิดปากเขาได้ และถ้าหากคน 1 คนนั้นเกิดมีอำนาจขึ้นมา เขาก็ไม่อาจใช้อำนาจปิดปากคนทั้งหมดที่คิดต่างจากเขาได้เช่นกัน การแสดงความคิดเห็นใดๆ ของบุคคลจะถูกยับยั้งก็ต่อเมื่อมันก่ออันตรายทางกายภาพ (เช่นอันตรายต่อร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สิน เสรีภาพ) แก่บุคคลอื่นเท่านั้น จะอ้างอะไรที่มีความหมายคลุมเครือ เช่นอ้างเรื่องกระทบกระเทือนความรู้สึก กระทบต่อศีลธรรมอันดี ศาสนา ประเพณีใดๆ มาเป็นเหตุผลยับยั้งเสรีภาพในการแสดงออกไม่ได้

จะเห็นได้ว่า แม้เอเธนส์จะไม่ใช่รัฐศาสนาแบบรัฐโบราณอื่นๆ แต่การที่เอเธนส์ยังยอมรับการใช้ความเชื่อทางศาสนามีอำนาจบังคับคน เช่นการหมิ่นเทพเจ้าของรัฐเป็นความผิดถึงตาย นี่จึงเป็นเหตุให้เสียงข้างมากผิดพลาดกรณีประหารชีวิตโสเครตีส

เมื่อไม่ใช้หลักเสรีภาพเป็นกรอบจำกัดอำนาจรัฐ แม้ผู้ปกครองที่เป็นคนดีมีคุณธรรมสูงก็อาจกระทำชั่วร้ายอย่างทรราชได้ เช่นจักรพรรดิมาร์คัส ออเรเลียส แอนโตนินัส (Marcus Aurelius Antoninus) ที่มีคุณธรรมความเมตตาและถ่อมตนแบบสโตอิก แต่เพราะเห็นว่าบรรดาผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์เป็นภัยคุกคามสังคมศาสนาที่นับถือเทพหลายองค์ของชาวโรมัน จึงต้องปราบรามชาวคริสต์อย่างโหดร้าย เช่นเดียวกัน (หากเรื่องเล่าใน "อโศกาวทาน" เป็นจริง) ธรรมชาราอย่างอโศกมหาราชก็ทำสิ่งชั่วร้ายด้วยการสั่งฆ่าชาวอาชีวกร่วม 80,000 คน พร้อมกับเผาหมู่บ้านพวกเขาทั้งหมด ด้วยความผิดฐาน "หมิ่นศาสนา" เพียงเพราะมีอาชีวกแค่คนเดียววาดภาพพุทธะก้มกราบศาสดาของพวกเขา

มิลล์จึงเห็นว่า ศาสนา ศีลธรรม ประเพณีเป็นเรื่องของความเชื่อ ความพึงพอใจหรือความชอบใจของบุคคลหรือกลุ่มคนในสังคมต่างๆ มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของความมีเหตุผลที่อธิบายได้ว่ามันยุติธรรมสำหรับทุกคนในฐานะคนเท่ากัน ศาสนา ศีลธรรม ประเพณีจึงใช้เป็น "กฎทั่วไป" ในการบังคับคนไม่ได้ อำนาจรัฐในอดีตที่ตั้งอยู่บนฐานของศาสนา ศีลธรรม ประเพณีตามความเชื่อของคนส่วนใหญ่มักเป็นอำนาจที่ขัดแย้งกับเสรีภาพ และจึงเป็นอำนาจที่หลีกเลี่ยงความเป็นทรราชไม่ได้

ต่อเมื่อใช้เสรีภาพเป็นกฎทั่วไปหรือเป็นกรอบจำกัดอำนาจรัฐ คือรัฐจะใช้อำนาจแทรกแซงขัดขวางเสรีภาพในการกระทำหรือการใช้ชีวิตส่วนตัวของปัจเจกบุคคลไม่ได้ และจะขัดขวางเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การแสดงออกในทางสังคมและการเมืองไม่ได้เท่านั้น การใช้อำนาจรัฐจึงจะไม่กลายเป็นทรราช

ดังนั้นเวลาเราพูดว่า "เสรีภาพและประชาธิปไตย" จึงหมายความว่า อำนาจของเสียงข้างมากต้องถูกจำกัดด้วยหลักเสรีภาพเสมอ คืออำนาจเสียงข้างมากจะละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยไม่ได้ หรือกล่าวรวมๆ คือละเมิดเสรีภาพในการใช้ชีวิตส่วนตัวของปัจเจกบุคคลและเสรีภาพทางสังคมและการเมืองไม่ได้

หากเสียงข้างมากละเมิดหลักเสรีภาพ เสียงข้างมากย่อมกลายเป็นทรราชได้ และทรราชเสียงข้างมากอาจใช้อำนาจผ่านกฎหมายก็ได้ เช่นเอาหลักศาสนาของคนส่วนใหญ่ในรัฐมาออกกฎหมายบังคับคนทุกคน หรือใช้อำนาจผ่านกระแสสังคมที่อ้างศาสนา ศีลธรรม ประเพณีละเมิดเสรีภาพของปัจเจกบุคคลก็ได้ เช่นอินเดียมีกฎหมายรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของพลเมือง แต่ความเชื่อเรื่องวรรณะตามหลักศาสนาฮินดูยังถูกใช้เป็นข้ออ้างทางสังคมและวัฒนธรรมในการกีดกันสิทธิของคนจัณฑาล ดังที่ปรากฏเป็นข่าวบ่อยๆ

ด้วยเหตุนี้ เมื่อใช้หลักเสรีภาพมาเป็นกรอบจำกัดอำนาจรัฐ จึงจำเป็นต้องแยกศาสนาจากรัฐ เพื่อตัดปัญหาการเอาหลักศาสนามาเป็นหลักการปกครองหรือออกฎหมายบังคับคน ขณะเดียวกันรัฐก็ต้องคุ้มครองปัจเจกบุคคลจากการถูกกระแสสังคมอ้างศาสนา ศีลธรรม ประเพณีละเมิดเสรีภาพของเขาด้วย จะเป็นเช่นนี้ได้รัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา ไม่อุปถัมภ์ส่งเสริมศาสนาใดๆ รัฐเพียงรักษาเสรีภาพและความเสมอภาคทางศาสนาและการไม่นับถือศาสนาเท่านั้น

ส่วน "เสรีภาพทางศาสนา" ไม่ได้กินความเพียงว่า แต่ละคนเลือกนับถือศาสนาใดๆ ก็ได้ เปลี่ยนศาสนาได้ ไม่นับถือศาสนาก็ได้เท่านั้น แต่ยังกินความครอบคลุมถึง "สิทธิในการปกครองตนเองทางศีลธรรม" ของปัจเจกบุคคลด้วย ซึ่งหมายถึงสิทธิในการเลือกศีลธรรมและการมีชีวิตที่ดีตามที่ตนเองพึงพอใจของแต่ละคน รัฐจึงบังคับเรียนศาสนาในโรงเรียนไม่ได้ และเสรีภาพทางศาสนายังคาบเกี่ยวกับ เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออกด้วย เสรีภาพทางศาสนาจึงหมายถึงเสรีภาพในการวิจารณ์ศาสนาด้วย จึงมีกฎหมายหมิ่นศาสนาไม่ได้ หรือรัฐจะอ้างศีลธรรมอันดีทางศาสนาเป็นเหตุผลจำกัดเสรีภาพไม่ได้ หากการใช้เสรีภาพนั้นไม่เป็นการทำอันตรายแก่ผู้อื่น

สังคมไทยไม่ได้แยกศาสนาจากรัฐ และรัฐก็อุปถัมภ์ศาสนาพร้อมกับบังคับเรียนปลูกฝังศีลธรรมศาสนาในโรงเรียน สังคมไทยจึงไม่มีเสรีภาพทางศาสนาอย่างแท้จริง เพราะการบังคับเรียนศาสนาในโรงเรียนของรัฐก็คือการทำให้ศาสนามีอำนาจบังคับคน อันเป็นการไม่เคารพสิทธิปกครองตนเองทางศีลธรรมของปัจเจกบุคคล

แน่นอนว่า การบังคับเรียนศาสนาในโรงเรียนต่างจากการทำให้ศาสนามีอำนาจบังคับคนอย่างกฎหมายชารีอะฮ์ที่อ้างการผิดหลักศาสนาในการลงโทษคนรักร่วมเพศ และคนไทยส่วนใหญ่ที่เป็นชาวพุทธอาจไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับ หรือแม้จะเห็นว่าเป็นการบังคับเรียนก็เชื่อว่าเป็นการบังคับเรียนสิ่งที่ดีงาม มีประโยชน์ต่อผู้เรียน เพราะถ้าผู้เรียนนำหลักคำสอนศาสนาไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันก็จะเกิดประโยชน์ต่อตัวเขาเอง และเขาก็ย่อมเป็นคนดีของสังคม

แต่ความเป็นจริงคือ ภายใต้สภาวะที่มีการบังคับเรียนปลูกฝังศีลธรรมศาสนาในโรงเรียนดังกล่าว ส่งผลให้คนไทยยึดติดกับศีลธรรมระบบเดียว คือศีลธรรมแบบพุทธศาสนาซึ่งเป็นศีลธรรมส่วนบุคคลที่เน้นการเป็นคนดี และเชื่อว่าเมื่อเป็นคนดีมีศีลธรรมแล้วจะกระทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ แต่ศีลธรรมบนกรอบคิด "คนดี" เช่นนี้กลายเป็น "ระบบศีลธรรมหลัก" ของรัฐไทยที่มีโครงสร้างชนชั้นชัดเจน

กล่าวคือ ระบบศีลธรรมดังกล่าวถือว่า ผู้ปกครองที่ทรงคุณธรรมย่อมทำการปกครองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และเป็นแบบอย่างทางศีลธรรมแก่ประชาชน โดยไม่จำเป็นว่าประชาชนต้องมีเสรีภาพตรวจสอบผู้ปกครอง และประชาชนที่เป็นคนดีมีคุณธรรมจะต้องจงรักภักดีเชื่อฟังผู้ปกครอง เพราะผู้ปกครองที่ทรงคุณธรรมไม่เพียงแต่เป็นผู้ปกครองธรรมดา หากเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติด้วย

ภายใต้ระบบศีลธรรมดังกล่าวถือว่า "เสรีภาพต้องมีศีลธรรมกำกับ" เพราะถ้าปล่อยให้มีเสรีภาพตามกิเลส ตามอำเภอใจ ปัจเจกบุคคลก็จะเสียคน และสังคมก็จะวุ่นวาย แต่ศีลธรรมที่ใช้กำกับเสรีภาพคือศีลธรรมบนดุลพินิจของชนชั้นปกครอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ชนชั้นปกครองที่เป็นหลักของระบบศีลธรรมของสังคมจะกำหนดว่าสังคมไทยควรมีเสรีภาพทางการเมือง ทางศาสนาได้แค่ไหน อย่างไร ตราบที่ไม่กระทบต่อความมั่นคงแห่งสถานะและอำนาจของชนชั้นปกครองเอง

ถ้ามองแบบมิลล์ ก็หมายความว่า "ศีลธรรมที่ถูกกำหนดให้มาโดยชนชั้นไหน ก็เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น" เหมือนกับกฎหมายหรือกติกาการปกครองที่บัญญัติโดยชนชั้นไหนก็เพื่อประโยชน์ของชนชั้นนั้น

เมื่อไม่แยกศาสนาจากรัฐก็ไม่มีเสรีภาพและประชาธิปไตย และทำให้ศีลธรรมผิดเพี้ยน เพราะศีลธรรมส่วนบุคคลแบบพุทธแทนที่จะเป็นเรื่องที่แต่ละคนจะเลือกเรียนรู้เอง กลับถูกทำให้เป็น "กฎทั่วไป" ที่มีอำนาจบังคับคน คือบังคับปลูกฝัง และยังใช้เป็นกฎทั่วไปสำหรับกำกับเสรีภาพและประชาธิปไตยอีกที

ดังนั้น เมื่อชนชั้นที่มีอำนาจกำหนดหลักศีลธรรมและบรรดาผู้อ้างศีลธรรมทั้งหลายเห็นว่า ในสถานการณ์แบบนั้นแบบนี้ควรยุติการมีเสรีภาพและประชาธิปไตยไว้ก่อน ให้คนดีมีคุณธรรมมาปกครองแก้ปัญหาของชาติก่อน ก็ทำการยุติเสรีภาพและประชาธิปไตยในนามศีลธรรม ความดี คนดีได้เสมอ


 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ใจ อึ๊งภากรณ์: รัฐไทยให้ความสำคัญกับพลเมืองน้อยเกินไป

Posted: 16 Jul 2018 08:46 AM PDT



จากการพูดคุยกับมิตรสหายและการอ่านความเห็นของเพื่อนในโซเชียลมีเดีย ผมได้เรียนรู้และมีข้อสรุปบางอย่างจากกรณีที่ทีมหมูป่าติดอยู่ในถ้ำ และกรณีนักท่องเที่ยวจีนที่เสียชีวิตจากเรือล่มที่ภูเก็ต มันมีหลายประเด็นซ้อนกัน

ผมจะไม่ลงรายละเอียดอะไรเกี่ยวกับน้ำใจของอาสาสมัครนับร้อย ทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ร่วมมือกันเพื่อนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ เพราะเป็นเรื่องที่ชัดเจนและใครๆ ก็ทราบกันทั่วโลก แต่จะขอสำรวจประเด็นปัญหาที่มาจากรัฐไทย

ในประการแรกเราจะเห็นว่าเรื่อง "ความปลอดภัยของพลเมือง" เป็นเรื่องรอง (มากๆ) ในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยเด็กๆ หรือความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ผมจะไม่โทษโคชของทีมหมูป่า เพราะจะเป็นเพียงการซ้ำเติมความเจ็บปวดของคนนี้ ซึ่งแน่นอนเขาสรุปทบทวนอะไรจากเหตุการณ์ได้เอง และมันไม่ใช่เรื่องความรับผิดชอบปัจเจกด้วย มันเป็นเรื่องความรับผิดชอบของสังคมและรัฐ แต่ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าในประเทศตะวันตกคนที่ทำงานกับเด็กๆ ในกิจกรรมต่างๆ ต้องผ่านการฝึกฝนในเรื่องความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด กฏระเบียบต่างๆ เรื่องความปลอดภัยมีมากมาย และนอกจากนี้ถ้ามีแหล่งเที่ยวที่อาจเป็นภัยเมื่อฝนตกหนัก มันจะมีประตูกั้นไม่ให้คนเข้าไปในยามที่ไม่ปลอดภัย

สำหรับความปลอดภัยในการเดินเรือ หรือความปลอดภัยบนท้องถนน สังคมไทยมีมาตรฐานต่ำมาก เพราะไม่มีกฏระเบียบที่เคร่งครัด ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบเพียงพอ มีแต่ตำรวจที่คอยดักเก็บส่วย ไม่มีระบบคมนาคมมวลชนที่ปลอดภัย ไม่มีวันหยุดเพียงพอสำหรับคนทำงาน คนเลยเดินทางหนาแน่นในวันสงกรานต์ฯ ลฯ

การที่เรือล่มที่ภูเก็ต ก็เป็นเพราะไม่มีการประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และไม่มีการคุมลักษณะของเรือท่องเที่ยวและทดสอบระบบความปลอดภัยอย่างดี จึงปล่อยให้บริษัทท่องเที่ยวหากำไรผ่านพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย

ปัญหามาจากการที่รัฐไทยไม่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนธรรมดาเลย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักท่องเที่ยว คนงานก่อสร้าง คนงานในโรงงานต่างๆ หรือพลเมืองทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพราะรัฐไทยเน้นความสำคัญของคนชั้นสูงเป็นหลักเท่านั้น

การที่รัฐไทยจะให้ความสำคัญกับพลเมืองธรรมดา ย่อมมาจากพลังประชาชน เราหวังพึ่งผู้นำใจดีไม่ได้

ในประการที่สองรัฐไทยไม่มีการพัฒนาโครงสร้างและหน่วยงานต่างๆ ของสังคมเพื่อปกป้องพลเมือง ไม่มีองค์กรกู้ภัยที่นำโดยทีมคนในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ทุกอย่างมักกระจุกที่ส่วนกลาง เราขาดอุปกรณ์ต่างๆ และเราไม่ควรต้องอาศัยทหารในเรื่องนี้ เพราะทหารธรรมดาไม่ได้ถูกฝึกในเรื่องการกู้ภัย และนายพลระดับสูงที่คุมกองทัพก็ไม่สนใจผลประโยชน์ของพลเมืองธรรมดาเลย หน่วยกู้ภัยควรจะเป็นหน่วยพลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญเสมอ

เราไม่มีระบบรถพยาบาลสาธารณะในทุกท้องถิ่นที่สามารถวิ่งไปมาทุกวันในขณะที่รถคันอื่นต้องหยุดและหลีกทางให้ เรามีแต่ตำรวจที่คอยบังคับให้รถธรรมดาหลีกทางหรือหยุดจอดเพื่อให้คนชั้นสูงเดินทางไปมาเท่านั้น

ลักษณะความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ ฐานะในสังคม และทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่รัฐไทยส่งเสริมมานาน และการทำรัฐประหาร การดูถูกคนจนและคนส่วนใหญ่โดยผู้นำรัฐกับคนชั้นกลาง แปลว่าไม่มีการให้ความสำคัญกับสิทธิพลเมืองธรรมดาที่จะได้รับการบริการอย่างดีจากรัฐและสังคม ไทยเลยไม่มีระบบรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและครบวงจร ซึ่งอาศัยงบจากการเก็บภาษีคนรวยและกลุ่มทุนในอัตราก้าวหน้า

หลายคนได้ชมบทบาทของผู้ว่าฯ จังหวัดในการประสานงานการนำเด็กหมูป่าออกจากถ้ำ และก็มีเหตุผลในการชม แต่ถ้าฟังการแถลงข่าวจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้รับอิทธิพลจากสังคมที่เหลื่อมล้ำ คือพูดขอบคุณ "ความห่วงใย" ของคนชั้นสูง ในขณะที่คนธรรมดาในไทยและทั่วโลกเป็นล้านๆ คนก็ห่วงใยติดตามสถานการณ์มาตลอด และอาสาสมัครคนธรรมดาที่มาช่วยงาน ก็ลงมือทำจริง เช่นชาวบ้านที่ซักผ้าให้นักดำน้ำเป็นต้น แต่สังคมไทยบังคับให้ต้องเริ่มต้นพูดถึงคนชั้นสูงและละเลยพลเมืองธรรมดา

ในประการที่สาม แนวคิดชาตินิยมในไทย สร้างอคติกับคน "ต่าง" ไม่ว่าจะเป็นอคติกับนักท่องเที่ยวจีนหรือเจ้าของกิจกรรมที่เป็นคนจีน หรือเรื่องการที่ไม่ยอมให้สัญชาติกับคนเป็นล้านๆ ที่อาศัยอยู่ในไทย รวมถึงเด็กบางคนและโคชในทีมหมูป่าอีกด้วย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเรียกร้องให้รัฐบาลมอบสัญชาติให้ทุกคนที่ไร้สัญชาติแต่พักอยู่ในไทย

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้คนในสังคมไทยเลิกการเหยียดสีผิวหรือเชื้อชาติของคนอื่น และเลิกใช้คำที่ไม่เคารพคนต่าง

แนวคิดชาตินิยม ที่เน้น "ชาติ ศาสนา กษัตริย์" เป็นการกล่อมเกลาพลเมืองโดยทหารเผด็จการ นักการเมือง นายทุน สื่อกระแสหลัก และระบบการศึกษา เพื่อให้พลเมืองธรรมดาเคารพคนชั้นสูง แต่ละเลยเพื่อนมนุษย์คนส่วนใหญ่ มันนำไปสู่การใช้งบประมาณสำหรับกองทัพ กับคนชั้นสูงในขณะที่ละเลยคนส่วนใหญ่ มันนำไปสู่การมองว่าชาติไทยเป็นของ "ผู้ใหญ่ที่ปกครองเรา" และมันนำไปสู่การกราบไหว้คนข้างบน ในกรณีทีมหมูป่า ยังนำไปสู่การเห่อเศรษฐีต่างประเทศที่อยากดังเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวอีกด้วย เหมือนกับที่คนจำนวนมากเคารพอำนาจเงินของเศรษฐีไทย

ถ้าเราจะค่อยๆ แก้ปัญหาดังกล่าว เราจะต้องร่วมกันสร้างทั้งประชาธิปไตยและระบบสังคมนิยม เพื่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และเพื่อให้สังคมเราเน้นความสำคัญของชีวิตพลเมือง ผ่านการทำงานเพื่อส่วนรวม

บางคนเสนอว่าน้ำใจ ความสามัคคี และมิตรภาพของคนที่เกี่ยวข้องกับการนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ แสดงว่าคนไทยสามัคคีกันได้เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง แต่นั้นเป็นข้อเสนอของคนที่อยากให้เรายอมจำนนต่อเผด็จการและการทำลายประชาธิปไตย แท้จริงแล้วน้ำใจ ความสามัคคี และมิตรภาพของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการนำเด็กๆ ออกจากถ้ำ แสดงให้เห็นว่าเราสามารถสร้างสังคมใหม่ได้ภายใต้ประชาธิปไตยและความเท่าเทียม

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: https://turnleftthai.wordpress.com/2018/07/15

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ใบตองแห้ง: ขึ้นเงินศาลทำไม

Posted: 16 Jul 2018 08:39 AM PDT



รัฐบาลเสนอร่าง พ.ร.บ. 5 ฉบับ ขึ้นเงินเดือนศาล องค์กรอิสระ โดยอ้างเหตุผล "เพื่อให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ" ชาวบ้านได้ฟังก็เกิดดราม่า ศรีสุวรรณ จรรยา โวยว่ารัฐบาลไม่แยแสความทุกข์ยากประชาชน ที่ต้องระทมทุกข์เศรษฐกิจซบเซา

อันที่จริง ก็เป็นแค่เหตุผลแปะตัวร่าง เพราะตามมติ ครม.วันที่ 14 ก.พ.2561 ที่ขึ้นเงินเดือนให้ศาล องค์กรอิสระ 10% โฆษกไก่อูพูดชัดเจนว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากตอน คสช.เข้ามาใหม่ๆ ได้ขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการประจำไปแล้ว เหลือแต่ศาล องค์กรอิสระ "เป็นพวกตกสำรวจ" จึงขึ้นให้ย้อนหลัง เช่น ศาลยุติธรรม มีผลตั้งแต่ 1 ธ.ค.2557

เม็ดเงินที่ขึ้นให้ศาล ความจริงก็ไม่เยอะ เพราะคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ออกระเบียบจ่ายเงินเพิ่มค่า ครองชีพชั่วคราว ให้ผู้พิพากษาอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งก็จะไม่จ่ายอีก เอามารวมไว้ในการขึ้นเงินเดือนครั้งนี้ โดยระเบียบฉบับนี้เพิ่มเงินให้ผู้พิพากษาชั้น 5 เดือนละ 12,000 บาท ชั้น 4 เดือนละ 7,300 บาท ชั้น 3 เดือนละ 6,800 บาท

ฟังไปฟังมา เหตุที่เกิดดราม่า น่าจะเพราะคนส่วนใหญ่ ไม่เข้าใจระบบเงินเดือนศาล ซึ่งต้องย้อนที่มาว่า ตั้งแต่อดีต ผู้พิพากษาก็เงินเดือนสูงกว่าข้าราชการอื่น เพราะจริยธรรมศาลเคร่งครัด ต้องสันโดษ สมถะ ห้ามมีรายได้เสริมเว้นแต่สอนหนังสือหรือเขียนตำรา

แต่เงินเดือนผู้พิพากษามาปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ เมื่อแยกศาลจากกระทรวงยุติธรรม แล้วมี พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ซึ่งกำหนดให้เงินเดือนผู้พิพากษามี 5 ชั้น ชั้น 5 มีคนเดียว คือประธานศาลฎีกา ได้รับเงินเดือนเงินประจำตำแหน่งเท่านายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภา ตามหลักอำนาจ 3 ฝ่าย

ที่แตกต่างจากข้าราชการอื่น คือแต่ละชั้นเงินเดือนต่างกันไม่มาก ตามบัญชีปัจจุบัน ประธานศาลฎีกาเงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท ชั้น 4 เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท เทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการ โดยผู้ได้เงินเดือนชั้น 4 ตามที่กฎหมายบัญญัติ ได้แก่ รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ผู้พิพากษาศาลฎีกา ประธานศาลอุทธรณ์ ประธานศาลอุทธรณ์ภาค ขณะที่รองประธานศาลอุทธรณ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีศาลชั้นต้น มีทั้งเงินเดือนชั้น 3 ชั้น 4

ไม่ทราบเหมือนกันว่าผู้พิพากษาที่ได้เงินเดือนชั้น 4 เทียบเท่ารัฐมนตรีนี้มีกี่ท่าน แต่เฉพาะที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ตอนเลือก กกต.ก็มี 176 ท่าน

สรุปคร่าวๆ คือศาลฎีกาทั้งหมดได้เงินเดือนชั้น 4 ผู้บริหารศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นส่วนใหญ่เป็นชั้น 4 ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์มีทั้งชั้น 3 ชั้น 4 ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีทั้งชั้น 2 ชั้น 3 ผู้พิพากษาประจำศาลได้เงินเดือนชั้น 1 โดยชั้น 3 ก็ต่างจากชั้น 4 ไม่มาก มี 2 ขั้น ขั้นสูงได้เงินเดือน 69,810 บาท เงินประจำตำแหน่ง 41,500 บาท

นอกจากนี้ ยังมีค่าตอบแทนเหมาจ่ายการจัดหารถประจำตำแหน่ง ซึ่งชั้น 4 จะได้เท่าปลัดกระทรวง 41,000 บาท ชั้น 3 ได้เท่าอธิบดี 31,800 บาท

หลักการสำคัญของการกำหนดอัตราเงินเดือนที่ดูเหมือนสูงปรี๊ด แต่เท่าเป๊ะ คือหลัก "ความเป็นอิสระของผู้พิพากษา" ซึ่งมาตรา 20 ยังล็อกการเลื่อนชั้นไว้ เช่นเมื่อเป็นชั้น 3 ขั้นสูงครบเจ็ดปีให้เลื่อนเป็นชั้น 4

เจตนารมณ์ของกฎหมายคือไม่ให้มีใครสั่งใครได้ ให้ ผู้พิพากษามีอิสระในการวินิจฉัยคดี ไม่ต้องกลัวถูกย้าย ไม่ต้องกลัวไม่ได้ขึ้นเงินเดือน เพราะถ้าเป็นชั้น 4 ก็เท่ากันหมด ตั้งแต่รองประธานศาลฎีกาคนที่หนึ่งไปถึงผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือเป็นชั้น 3 ยังไงก็ได้ขึ้นชั้น 4 แหงๆ แถมประเพณีศาลยังเลื่อนตำแหน่งตามอาวุโส ใครสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ที่ 1 เมื่ออายุ 25 ก็จะได้เป็นประธานศาลฎีกาเมื่ออายุ 63 เพราะบรรจุเข้ารับราชการคนแรกในรุ่น

นั่นคือโครงสร้างเงินเดือนศาล ซึ่งวางไว้ตั้งแต่ปี 2543 ปรับอัตรา 2 ครั้งในปี 2550, 2554 แต่ที่งอกเงยตาม คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอิงโครงสร้างศาลยุติธรรม โดยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ได้เท่าประธานศาลฎีกา ประธานองค์กรอิสระและอัยการสูงสุดได้เท่ารองประธานศาลฎีกา ที่เหลือก็ลดหลั่นกันไป

ปัญหาคือองค์กรงอกเงย ยิ่งมายิ่งเยอะและยิ่งใหญ่โต เงินเดือน สิทธิประโยชน์ อำนาจ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็สูงกว่าข้าราชการทั่วไป ทั้งที่ไม่ต้องอยู่ในหลักความเป็นอิสระหรือจริยธรรมแบบผู้พิพากษา นี่ยังไม่นับองค์กรพิเศษ เช่น กสทช. คปภ. กกพ. ซึ่งเงินเดือนสูงยิ่งกว่าองค์กรอิสระ ทำให้ข้าราชการธรรมดากลายเป็นข้าราชการชั้นสอง ชั้นสาม ชั้นสี่ โดยปริยาย

ฝากข้อสังเกตไว้ว่า เมื่อขึ้นเงินเดือนประธานศาลฎีกา 10% เงินเดือนนายกฯ ประธานรัฐสภา ก็ต้องขึ้นด้วยใช่ไหม เพียงแต่จะขึ้นเมื่อไหร่เท่านั้นเอง


 

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_1337583

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ใบตองแห้ง: สื่อไทยมุงสังคมดราม่า

Posted: 16 Jul 2018 08:32 AM PDT

 

ไชโย 13 ชีวิตทีมหมูป่า ออกจากถ้ำมาได้แล้ว ต้องชื่นชมความสำเร็จคนไทย รักกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว จนทำได้เป็น ครั้งแรกของโลก แม้ต้องพึ่งพาอาศัยนักดำน้ำนานาชาติ 13 คน

สื่อไทยที่เกาะติดปฏิบัติการ 18 วัน ได้ภาพได้ข่าวล้นหลาม ทั้งลุ้นระทึก ตื้นตัน อิทธิปาฏิหาริย์ นิยาย วีรกรรม ดีใจ เศร้าใจ พระเอก ผู้ร้าย

พียงแต่รายสุดท้าย ผู้ร้ายในสายตาสังคม กลับกลายเป็น สื่อนั่นเอง ที่โดนรุมกระหน่ำ ว่าแข่งขันกันทำข่าวขายข่าวจนล้ำเส้น เช่น แอบคุ้ยชื่อเด็ก ส่งโดรนขึ้นบิน และใช้ข่าวจาก ว.แดงกู้ภัย

ว่าตามเนื้อผ้า สรรพสิ่งมีสองด้าน ผู้สื่อข่าวภาคสนาม มีจำนวนตั้งมากมาย ที่ไปทำข่าวอย่างอุตสาหะ สนองความอยากรู้อยากเห็นของสังคม โดยไม่เคยล้ำเส้นละเมิดสิทธิ แต่ถูกเหมาด่าไปหมด ก็ไม่เป็นธรรมเท่าไหร่

หรือว่าตามหลักวิชาข่าว จะให้สื่อนั่งเอี้ยมเฟี้ยม รอฟังคำแถลงจากผู้มีอำนาจหน้าที่ มันก็คงไม่ใช่ สื่อมีหน้าที่หาข้อมูล ตรวจสอบไปในตัว เพียงแต่กรณีนี้เป็นปฏิบัติการช่วยชีวิต ก็ต้องขีดเส้นไม่ให้กระทบการกู้ภัย และไม่ละเมิดสิทธิ

ยกตัวอย่างเทียบกัน ครั้งม็อบอยากเลือกตั้ง ตำรวจห้าม นักข่าวไปยืนฝั่งม็อบ ก็เชื่อฟังไม่ได้ ครั้งนี้ก็มีข้อมูลหลายอย่างที่สื่อต้องแสวงหาเอง เช่น ใช้วิธีอะไรนำทีมหมูป่าออกจากถ้ำ ซึ่ง ศอร.ไม่ยักแถลง ทั้งที่ไม่ใช่ความลับต้องปิดบัง ดังนั้นบางเรื่อง เช่นสื่อหาข้อมูลจาก ว.แดง ก็ไม่ผิด แต่ตอนนำเสนอต้องใช้ วิจารณญาณ

กระนั้นในภาพรวม ก็ต้องยอมรับกันว่า "สื่อเสื่อม" ไม่ใช่เฉพาะพฤติกรรมล้ำเส้นช่วงช่วยชีวิต และไม่ใช่เฉพาะ Media Crisis ครั้งนี้ ที่มีสื่อไทยสื่อเทศไปลงทะเบียนพันกว่าคน จนเกิด การเปรียบเทียบอย่างช่วยไม่ได้ เช่น ทำไมสื่อญี่ปุ่นทำโมเดลทำหนังสั้นจำลองสถานการณ์ถ้ำหลวงอย่างที่คนดูยกนิ้วให้ ขณะที่สื่อไทยมัวแต่เร้าอารมณ์ เวิ่นเว้อ ฟูมฟาย "รู้สึกอย่างไรคะ"

อ.พิจิตรา สึคาโมโต้ นิเทศจุฬาฯ พูดไว้ตั้งแต่ก่อนปฏิบัติการช่วยชีวิตแล้วว่า สื่อไทยยังเน้นเนื้อหาลักษณะ "ไทยมุง" ซึ่งไม่ได้สร้างความรู้ให้คน ไม่ได้เป็นประโยชน์สาธารณะ มิหนำซ้ำยังละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เพราะเน้นเรื่องส่วนตัว ผู้ประสบภัย สื่อไทยทำตัวเหมือนคนธรรมดาที่ใช้อินเตอร์เน็ตเป็น ทั้งที่ควรมีชั้นเชิงที่ลึกซึ้งกว่า มีความเป็นมืออาชีพ มีความน่าเชื่อถือ

อ.พิจิตรายังทำสถิติให้ดูว่า ข่าวที่มียอดไลก์ยอดแชร์สูง ได้แก่ข่าวความเสียสละหรือการแสวงหาฮีโร่ ข่าวหาแพะ หาคนผิด ข่าวไสยศาสตร์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และข่าวเรานับถือน้ำใจคนไทย (ตื้นตัลล์น้ำตาไหลล์ล์ล์)

เดี๋ยวๆ อันนี้ไม่ได้ผิดที่สื่อนะ เธอบอกว่าเป็นภาพสะท้อนวัฒนธรรมและสังคมไทย คือข่าวเนื้อหาสาระก็มีอยู่ แต่ไม่กดไลก์กดแชร์

ฉะนั้นตอนที่มีสื่อนิรนามเกรียนอิสระออกมาโต้ (แล้วถูกด่าอื้ออึง) ว่านักข่าวไทยมุงก็เสือกแทนสังคมดราม่าละวะ ก็พูดถูกด้านหนึ่ง แต่อีกด้านคืองั้นทำไมสื่อต้องยกตนเป็นตะเกียง เป็นฐานันดรที่ห้า ถ้าไม่มีความเป็นมืออาชีพและวุฒิภาวะ

ในภาพรวมจึงเห็นได้ว่า "สื่อเสื่อม" มานานแล้ว ตั้งแต่มีทีวีดิจิตอลดาวเทียมไลฟ์สดนับร้อยช่อง แข่งกันขายข่าวดารา ข่าวดราม่า มีพิธีกรข่าวปากกว้างๆ นับสิบคนแข่งกันเป็นสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา แต่มีประสบการณ์ข่าวน้อยกว่า วุฒิภาวะน้อยกว่า ต้องแข่งกันปลุกเร้า บิลด์อารมณ์ แข่งฟันธง หาฮีโร่หาคนผิด

ในภาพรวมยังเห็นได้ว่า สื่อไม่ใช่กระจกตั้งนานแล้ว ตั้งแต่สื่อกระแสหลักเลือกข้าง ทำลายล้างเสรีภาพประชาธิปไตย อ้างความดีปลุกความเกลียดชัง ไม่เอาเลือกตั้ง ไม่เว้นแม้พวกอวดตัวว่ามีจรรยาบรรณ ตามองค์กรวิชาชีพทั้งหลาย

เมื่อสังคมเปลี่ยน สู่ยุคโซเชี่ยลออนไลน์ ประชาชนทุกคนเป็นสื่อได้ ก็เกิดเพจดังหลากหลายตั้งตัวเป็น Influencer ปลุกอารมณ์สังคมแข่งกับสื่อ โดยไม่ต้องมีข้อจำกัด ไม่ต้องคาบจรรยาบรรณ หรือความรับผิดชอบเชิงองค์กรสถาบัน ดราม่าสนุกสนาน มีคนติดตามมากกว่าสื่อด้วยซ้ำไป

ความเสื่อมของสื่อ ยังอยู่ในกระแส antie-establishment เหมือนกระแสต่อต้านระบบที่เกิดขึ้นทั่วโลกทั่วทุกปริมณฑล สื่อเป็นฐานันดรที่ห้า มีความเป็นอภิสิทธิ์ชน เราได้อภิสิทธิ์นั้นเพื่อเป็นปากเสียงทวงสิทธิเสรีทวงความเป็นธรรมให้สังคม เมื่อใด ที่สังคมเห็นว่าสื่อไม่ทำหน้าที่ เมื่อนั้นก็ไม่ควรมีฐานันดร

เพียงแต่กระแสวิพากษ์สื่อก็มีด้านกลับ ภายใต้สังคมดราม่าที่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ค่อนไปทางนิยมอำนาจ อาจเข้าทางอำนาจที่อยากกำกับควบคุมสื่อ ซึ่งมุ่งปิดปากสื่อ ที่มีเหตุผล ที่เหลือก็ปล่อยให้สาละวนทำข่าวผัวเมียดาราไป

 

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/hot-topics/news_1333134

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จาตุรนต์ ฉายแสง: เรือล่มที่ภูเก็ต มนุษยธรรม ความรับผิดชอบและการรู้จักขอโทษ

Posted: 16 Jul 2018 08:26 AM PDT




กรณีนักท่องเที่ยวชาวจีนหลายสิบคนประสบอุบัติเหตุเรือล่มเสียชีวิตที่ภูเก็ตกำลังเป็นเรื่องบานปลายและเสียหายใหญ่หลวง มีข่าวต่อเนื่องกันว่าชาวจีนหลายล้านคนแสดงความไม่พอใจต่อท่าทีของทางการไทยและล่าสุดธุรกิจท่องเที่ยวก็เปิดเผยว่าชาวจีนจำนวนมากยกเลิกการเดินทางมาเที่ยวในไทยทำให้รายได้อาจหายไปหลายหมื่นล้านบาท

ดูเหมือนหลายๆ ฝ่ายจะมีความเห็นต่อเรื่องนี้ต่างๆ กันไปและยังไม่มีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด

ก่อนหน้านี้ผมไม่ได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้เพราะไม่อยากทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมือง แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขั้นนี้ ดูเหมือนเรื่องนี้จะเป็นทั้งปัญหาทางการเมืองและก็เป็นปัญหาของบ้านเมืองที่หลายฝ่ายน่าจะช่วยกันคิดแก้ปัญหา จึงขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยคน

ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เพราะมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตจำนวนมาก คนย่อมนึกถึงความเศร้าโศกเสียใจของครอบครัวและญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิตเป็นอันดับแรก ถัดมาก็เป็นเรื่องของมาตรการดูแลความปลอดภัยและอีกเรื่องก็คือท่าทีของทางการหรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่แสดงออกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การที่นักท่องเที่ยวเสียชีวิตจากเรือล่มในวันที่ฝนตกมีพายุ ต้องตั้งคำถามว่ามีการเตือนภัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่าจะเป็นอันตรายมีการห้ามหรือไม่ ห้ามโดยใคร จะว่ามีคนบอกแล้วแต่คนจัดทัวร์ไม่เชื่อคงไม่ได้เพราะมาตรการดูแลความปลอดภัยเป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องมีความเด็ดขาด ตามที่ทางรัฐบาลชี้แจงยังพูดถึงเรือมีปัญหาซึ่งก็มีปัญหาจริงทั้งอุปกรณ์ชูชีพและระบบความปลอดภัย แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่อยู่ดี นอกจากนั้นก็ต้องดูประสิทธิภาพในการกู้ภัยและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยและการเยียวยาว่ามีปัญหาอย่างไรหรือไม่ โดยรวมจึงเป็นปัญหาของระบบดูแลความปลอดภัยในการเดินทางด้วยเรือซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ถ้าทางรัฐบาลแสดงความเสียใจและบอกว่าจะตรวจสอบว่าเป็นความบกพร่องของใครและจะหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นอีก รวมทั้งจะหาทางช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตให้ดีที่สุด ทุกฝ่ายก็คงพอรับได้

แต่อากัปกิริยาและคำพูดของรองนายกฯ เพียงประโยคเดียวที่ว่า "เรื่องนี้เป็นเรื่องของคนจีนที่ทำกับนักท่องเที่ยวจีนเอง" ทำให้ทุกอย่างพังหมด ครอบครัวผู้เสียชีวิตผิดหวังและโกรธอย่างรุนแรงเช่นเดียวกับประชาชนจีนอีกหลายล้านคน

ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะเป็นคนชาติใด ก็ต้องได้รับการดูแลจากทางราชการไทยเหมือนๆ กันและไม่ว่าเจ้าของเรือหรือบริษัททัวร์จะเป็นของชาติใดก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยทั้งนั้น เรื่องนี้จึงไม่เกี่ยวกับใครเป็นคนชาติไหน หรือคนชาติไหนทำอะไรกับคนชาติไหน แต่เป็นความรับผิดชอบของรัฐไทยที่ต้องดูคนที่เดินทางอยู่ในประเทศไทยอย่างเท่าเทียมกัน

มาถึงวันนี้ เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างมากและอาจจะมากขึ้นไปอีกหากไม่มีการแก้ปัญหา การปรับปรุงมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างจริงจัง ไม่ใช่แบบวัวหายล้อมคอก ซึ่งหากพยายามกันจริงก็คงไม่เกินความสามารถ แต่ถ้าไม่แก้ที่ต้นตอของปัญหาคือการทำร้ายจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิตและประชาชนจีนอีกหลายล้านคน เรื่องนี้คงจะเสียหายมากยิ่งขึ้นไปอีก

การจะแก้ปัญหานี้ไม่ควรเริ่มจากมิติความสูญเสียรายได้ของการท่องเที่ยว แต่ต้องมองจากความมีมนุษยธรรมและความรับผิดชอบต่อหน้าที่เสียก่อน การทำร้ายจิตใจอย่างรุนแรงนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะลบออกง่ายๆ คงไม่ได้ จะหวังให้รองนายกฯ ผู้เป็นต้นเหตุสำคัญไปแก้ปัญหาก็คงยาก เพราะถ้าท่านคิดอะไรเป็นก็คงไม่พูดอย่างนั้นออกมาและป่านนี้ก็คงหาทางแก้ปัญหาไปแล้ว

ทางออกในเรื่องนี้จึงมีอยู่ทางเดียวคือนายกรัฐมนตรีควรจะประกาศขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้งหลายที่คนในรัฐบาลไปทำร้ายจิตใจของเขา ประกาศแสดงความรับผิดชอบว่าระบบการดูแลความปลอดภัยผู้เดินทางและนักท่องเที่ยวยังบกพร่องและจะปรับปรุงอย่างจริงจังกับจะดูแลเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่

นี่ไม่ใช่การจะไปเอาอกเอาใจคนชาติใดชาติหนึ่งจนเกินไป ไม่ว่าเรื่องนี้เกิดกับใคร เป็นคนไทยหรือคนจากประเทศใด ก็ควรได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมเช่นเดียวกันทั้งนั้น

 


เผยแพร่ครั้งแรกใน: Facebook Chaturon Chaisang

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อเมริกาโนที่กรุงเทพ กับเรื่องราวการเมืองที่มาเลเซีย

Posted: 16 Jul 2018 08:03 AM PDT

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561 เวลา 20.00 น. ที่โรงแรมสุโกศล ถนนศรีอยุธยา ผมได้มีโอกาสพบปะกับ Chua Tian Chang, เป็นรองหัวหน้าพรรคยุติธรรมประชาชนแห่งมาเลเซีย ( People's Justice Party of Malaysia. )โดยพรรคนี้เกิดจากระแสเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเมื่อครั้งมีการปลดนายอันวาร์ อิบราฮิม ( Anwar Ibrahim) ออกจากพรรคอัมโน ในเดือนกันยายน 1998 ต่อมานายอันวา ถูกจำคุกเนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก แต่พรรคยังคงดำเนินการต่อเนื่องจนได้ที่นั่งในสภาจำนวน 31 ที่นั่ง และยังมีบทบาทร่วมกับองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆในการเคลื่อนไหวขบวนการปฏิรูปในมาเลเซีย จนกระทั่งการเลือกตั้งล่าสุดจับมือกับมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียผู้ดุดัน วัย 92 ปี หวนกลับมาคลุกฝุ่นการเมือง ได้รับชัยชนะเป็นนายกรัฐมนตรีที่แก่ที่สุดในเอเชีย โดยโค่นล้มนายนาจิบ ราซัค ซึ่งถูกกล่าวหาว่า มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมโหฬารในกองทุนเพื่อการลงทุนแห่งชาติ "วันเอ็มดีบี" (1MDB)

เราสองคนออกจากโรงแรมสุโกศล เดินไปบนถนนพญาไท เข้าร้านกาแฟ Bean Around Cafe ใกล้กับเซ็นจูรีพลาซ่า นอกจากเรื่องราวส่วนตัวกับอดีตที่เคยคบหาสมาคมกันมายาวนานแล้ว ยังได้สนทนาเรื่องการเมืองได้รสชาติเข้มข้นไปกับ กาแฟดำอเมริกาโน่ ซึ่งก็คือเอสเปรสโสเจือจาง ราคาใกล้เคียงกับมาเลเซียมาก ละเลียดลิ้นได้รสชาดกลมกล่อม กลิ่นหอมละมุน 

เทียนชัว กล่าวว่า พรรคยุติธรรมประชาชน จับมือกับมหาเธร์ ก็เพราะว่า เป็นโอกาสสำคัญนำการเปลี่ยนแปลงในมาเลเซียได้ ถึงแม้ว่าในอดีต พรรคของตนถูกนายมหาเธร์ เล่นงานจนติดคุกติดตะราง แต่ในวันนี้เพื่อจะโค่นรัฐบาลที่พรรคอัมโนที่ใหญ่ที่สุดและอยู่ในอำนาจครอบงำการเมืองมาเลเซียตั้งแต่ได้รับเอกราชมายาว นานกว่า 61ปีด้วยกัน จำเป็นที่พรรคจะต้องร่วมมือกับมหาเธร์ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า เมื่อมหาเธร์ได้รับชัยชนะแล้วจะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงสองปีจะลาออกเปิดทางให้กับอันวาร์ อิบราฮิม ลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแล้ว นายอันวาร์จึงได้รับการปล่อยตัวทันที(16พค.61) เขาได้รับพระราชทานอภัยโทษจากสมเด็จพระราชาธิบดีมูฮัมหมัดที่ 5 แห่งรัฐกลันตัน ยังดีเปอร์ตวนอากง..พระองค์ปัจจุบันแห่งมาเลเซีย จากการที่ดร. มหาเธร์ โมฮัมหมัด ร้องขอให้มีการพระราชทานอภัยโทษนายอันวาร์ หลังจากชนะการเลือกตั้งของมาเลเซีย

ความหอมกรุ่นของกาแฟอุ่น ยังกระตุ้นให้การสนทนาของเราไหลเวียนไปตามเส้นเลือดสู่สมองยังแจ่มใสให้รับรู้เรื่องราวจากการสนทนาได้เป็นอย่างดี เทียนชัว ยังคงพูดถึงเรื่องการเมืองต่อไปอีกว่า 

ขณะที่นายมหาเธร์ ได้เป็นรัฐบาลแล้วจะได้เร่งรัดการปฏิรูปในมาเลเซียทุกด้านตามที่ได้ประกาศเป็นนโยบายระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง โดยจะดำเนินการทันทีในการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เรียกกันว่าภาษีขายและบริการ (Sales and service tax) ซึ่งเคยเก็บในอัตรา 6 เปอร์เซ็นต์ แล้วเปลี่ยนมาเก็บภาษีสินค้าและบริการ(goods and service tax) และเน้นการเก็บภาษีรายได้ลดหลั่นตามรายได้กันไป เป็นการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชน ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น คือ ลดรายจ่ายจากการจับจ่ายใช้สอยบริโภคของประชาชนในมาเลเซีย ซึ่งแน่นอนว่ารัฐจะสูญเงินรายได้มหาศาล แต่ได้เตรียมการไว้แล้วว่า จะต้องทำการลดค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองทุกส่วนของรัฐ เป็นการลดทอนการคอรัปชั่นลงไปด้วย เพราะเงินจำกัดมาก และจะทบทวนสัมปทานของรัฐและโครงการขนาดใหญ่ด้วยการลดงบประมาณผู้รับเหมาและผู้ได้รับสัมปทานลงไปอีก 20 เปอร์เซ็นต์ 

การสนับสนุนมหาเธร์ ขึ้นสู่อำนาจนั้นเชื่อว่า จะจัดการกวาดล้างฐานกำลังเก่าของพรรคอัมโนให้ลดน้อยลงไปได้ อีกทั้งมหาเธร์ ในอดีตแม้จะเคยเล่นงานฝ่ายค้านอย่างหนัก แต่ก็ได้จัดการลดบทบาทของกษัตริย์ในมาเลเซียลงไปอย่างมาก ปัจจุบันมียังดีเปอร์ตวนอากง เป็นกษัตริย์ มาจากเจ้าผู้ครองรัฐทั้ง 9 รัฐ ในมาเลเซียตะวันตกจากทั้งหมด 13 รัฐของมาเลเซีย ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี และหมุนเวียนกันไปตามลำดับหากดำรงตำแหน่งถึงสองครั้งแล้วจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งอีกต่อไป

ส่วนประเด็นบทบาทกองทัพในมาเลเซียนั้น เทียนชัวกล่าวว่ามาเลย์ปกครองแบบสหพันธรัฐ เป็นรัฐรวม ไม่ได้เป็นรัฐเดี่ยวแบบผูกขาด ทหารกระจายกันไปตามแต่ละรัฐ กองทัพขึ้นตรงกับรัฐบาล การเมืองมีศูนย์กลางที่รัฐสภาและรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจนอกระบบแทรกแซงหลังจากได้เอกราชแล้ว ไม่เคยมีการรัฐประหารเกิดขึ้นเลย เมื่อถามว่า ที่มาเลเซียมีเรื่องเกี่ยวกับ จ๊อกกี้กับ เจ้าของคอกม้า แบบประเทศไทยหรือเปล่า เทียนชัวหัวเราะระริก พร้อมกับตอบด้วยความงุนงง ว่าไม่มี แบบในประเทศไทยแน่นอน 

แผนการบริหารช่วง 100 วันของมหาเธร์ อีกด้านหนึ่งคือ การจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลและปราบปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ในการพิจารณาบทบาทของนักการเมือง-ข้าราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกองทุนภาครัฐต่างๆ เช่นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งจะทำให้มาเลเซียโปร่งใส เทียบชั้นกับสิงคโปร์ สหรัฐฯ และสวิตเซอร์แลนด์เลยทีเดียว ในด้านเศรษฐกิจจะยกระดับนวัตกรรมในการผลิตและกระจายรายได้ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงานในการเจรจาต่อรองกับนายจ้าง ใช้ระบบภาษีดึงรายได้จากคนรวยมาจัดสวัสดิการคนจน

พรรคยุติธรรมประชาชนได้เข้าร่วมกับรัฐบาลมหาเธร์ โดยดูแลในส่วนการคมนาคมและพลังงาน ในเรื่องราคาน้ำมันที่มาเลเซียถูกกว่าประเทศไทย ก็เพราะมาเลเซียนำรายได้จากการส่งออกน้ำมันมาอุดหนุนราคาน้ำมันในประเทศ เพื่อสร้างเสถียรภาพในกระบวนการผลิต การขนส่ง ให้มีความมั่นใจกันว่า ประชาชนจะได้ใช้พลังงานในราคาที่ไม่แพงนัก ควบคู่ไปกับเชื่อมโยงระบบรางกับรถเมล์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวป้อนขนส่งอย่างเป็นระบบ รวมไปถึงการขยายเมือง สร้างเมืองใหม่ตามแนวทางรถไฟความเร็วสูง ขณะนี้มาเลเซียมีอัตราการเจริญเติบโตอยู่ที่ 6-7 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

กาแฟหมดถ้วย คาเฟอีนกระตุ้นให้การสนทนาของเราสองคน ดำเนินต่อไป แม้ว่ายังคงติดใจกับรสหอมกรุ่นของกาแฟอเมริกาโน่ อยากจะลองสั่งอย่างอื่นมาละเลงลิ้น แต่ทว่าราคากาแฟแพงเกินกำลังเงินในกระเป๋า สำหรับผม ในฐานะเจ้าภาพต้องเลี้ยงกาแฟ ต้องรู้จักประมาณตน ตามทฤษฎีพอเพียง จึงต้องขอรีบจบการสนทนาลงเสียก่อน

เราสองคนเดินไปด้วยกันและยังคงสนทนากันต่อไป ท่ามกลางละอองเม็ดฝนโปรยปรายบนถนนพญาไทมุ่งสู่ที่พักถนนศรีอยุธยาในเวลา5 ทุ่มตรง ผมกลับมาถึงบ้านบันทึกเรื่องราวการสนทนาเพียงบางส่วน เล่าสู่กันฟัง


 

ที่มา: https://prakaifai.com/2018/07/16/325/

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รัฐบาลใหม่มาเลเซียเดินหน้ารถไฟฟ้าสายใหม่ หลังหั่นงบได้ 47% จากแผนรัฐบาลเดิม

Posted: 16 Jul 2018 08:00 AM PDT

หลิมกวนอิง รมว.คลังของพรรครัฐบาลชุดใหม่มาเลเซีย "แนวร่วมแห่งความหวัง" ปัดฝุ่นโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า LRT3 จากรัฐบาลชุดเก่าโดยตั้งงบก่อสร้างราว 1.36 แสนล้านบาท ลดได้ 1.23 แสนล้านบาท หรือ 47% จากงบที่รัฐบาลชุดก่อนเคยเสนอไว้สูงถึง 2.59 แสนล้านบาท โดยการหั่นงบรอบนี้ เป็นการทำตามสัญญาช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่าจะลดงบประมาณของโครงการที่มีการใช้จ่ายสูงเกินจริง

หน้าแรกของแผ่นพับแสดงข้อมูลโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า LRT3 โดยล่าสุด รมว.คลังมาเลเซียคนใหม่ สั่งหั่นงบประมาณลง 47%

แผนที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า LRT3 จากสถานี Bandar Utama ไปยัง Johan Setia ระยะทาง 37 กม.

มาเลเซียกินีรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียชุดใหม่รื้อฟื้นโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าแบบรางเบา LRT3 อีกครั้งหนึ่ง สามารถปรับลดการใช้งบประมาณโครงการนี้ไปได้จำนวนมากโดยคงประสิทธิภาพเดิมไว้ จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีการระงับโครงการไปในสมัยรัฐบาลของนาจิป ราซัค ทั้งนี้มีการอนุมัติงบประมาณก่อสร้างรถไฟฟ้า LRT3 เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยปรับงบประมาณเหลือ 16,630 ล้านริงกิต หรือ 136,000 ล้านบาท หรือลดลงจากเริ่มร้อยละ 47 ขณะที่รัฐบาลเดิมเสนอใช้ประมาณ 31,650 ล้านริงกิต หรือ 258,900 ล้านบาท

โดย รมว.คลังของรัฐบาลปัจจุบัน หลิมกวนอิง ระบุว่าการตั้งงบประมาณใหม่สำหรับโครงการถไฟฟ้า LRT3 ความยาว 37 กม. รอบนี้ช่วยประหยัดเงินของประเทศได้ 15,020 ล้านริงกิต หรือราว 122,800 ล้านบาท โดยการงบประมาณในครั้งนี้จะเป็นเรื่องที่ทำตามที่สัญญาเอาไว้ช่วงเลือกตั้งว่าจะลดการใช้งบประมาณโครงการสูงเกินจริงจากรัฐบาลก่อน

สำหรับรายละเอียดของการหั่นโครงการ ได้แก่ 1. มีการลดการสั่งซื้อขบวนรถไฟฟ้าแบบ 6 ตู้โดยสาร 42 ขบวน เหลือสั่งซื้อแบบ 3 ตู้โดยสาร 22 ขบวน โดยผลการศึกษาใหม่ระบุว่าขบวนรถไฟจำนวน 22 ขบวน เพียงพอกับความต้องการของผู้โดยสารไปจนถึงปี พ.ศ. 2578

2. ลดขนาดก่อสร้างโรงเก็บและซ่อมบำรุงขบวนรถไฟฟ้า 3. ออกแบบสถานีรถไฟฟ้าใหม่ โดยยึดรูปแบบสถานีที่มีอยู่เดิมคือ Kelana Jaya LRT แทนการออกแบบเป็นสถานีขนาดใหญ่

3. ยกเลิกการก่อสร้าง 5 สถานีรถไฟฟ้า LRT เนื่องจากผลการศึกษาพบว่ายังมีผู้โดยสารน้อย

4. ยกเลิกอุโมงค์และทางยกระดับความยาว 2 กม. ที่ยังไม่จำเป็น ที่สถานี Persiaran Hishamuddin และ Shah Alam

5. ขยายเวลาก่อสร้างจนแล้วเสร็จไปอีก 4 ปี จากเดิมปี 2563 ไปเป็นปี 2567 โดยโครงการจะสร้างเสร็จช้าไป 4 ปี เนื่องจากมีการตัดงบประมาณที่เรียกว่า "ค่าเร่งก่อสร้าง" ออกไปด้วย

หลิมกวนอิง ยังแถลงถึงรายละเอียดการปรับลดงบประมาณในครั้งนี้ต่อไปว่า ถึงแม้งบ 16,630 ริงกิต จะถือเป็นงบประมาณครอบคลุมรายจ่ายโครงการทั้งหมด รวมไปถึงค่าสัญญารับเหมา, ค่าจัดซื้อที่ดิน, ค่าบริหารโครงการ, ค่าธรรมเนียมที่ปรึกษา, ค่าปฏิบัติการ และค่าต้นทุน อีกทั้งยังคัดรวมกับภาวะเงินเฟ้อช่วงที่มีการก่อสร้างไว้แล้ว การประเมินงบประมาณโครงการใหม่ยังช่วยลดค่าดอกเบี้ยได้อีกถึง 14,000 ล้านริงกิต หรือราว 115,000 ล้านบาท ด้วย

นอกจากแถลงประกาศเรื่องนี้แล้ว ในวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมารัฐบาลชุดใหม่ของมาเลเซียยังปฏิเสธคำขอของบริษัท Prasarana Malaysia ที่ของบประมาณโครงการเพิ่ม 22,000 ล้านริงกิต หรือ 180,000 ล้านบาท ด้วย โดยทางรัฐมนตรีกระทรวงการคลังระบุว่าพวกเขาจะไม่ให้งบประมาณเพิ่มเติมจนกว่าจะมีการทยทวนปรับงบประมาณใหม่ในทางที่จะทำให้ใช้งบประมาณน้อยลงขณะที่ยังคงคุณภาพ ความสมบูรณ์ และความปลอดภัย ของระบบรางและบริการเอาไว้ได้

ทางการมาเลเซียแถลงอีกว่ารถไฟฟ้า LRT3 เป็นโครงการที่สำคัญซึ่งจะสามารถขนส่งผู้โดยสารได้มากถึง 36,700 ราย ต่อชั่วโมงในทุกเส้นทาง ช่วยแก้ปัญหารถติดได้สำหรับถนนในเขตกลังถึงเปตาลิงจายา โดยที่พวกเขาใช้วิธีการที่เรียกว่าหุ้นส่วนส่งมอบโครงการ (project delivery partner หรือ PDP) ซึ่งเป็นการหารือและปรับการจัดหาวัตถุดิบระหว่างหุ้นส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท Prasarana Malaysia, บรรษัทร่วมทุนการก่อสร้างของมาเลเซียเอ็มอาร์ซีบี จอร์จ เคนต์ และคณะกรรมการการขนส่งทางบก

เรียบเรียงจาก

Putrajaya greenlights LRT3 after halving cost​​​​​​​, Malaysiakini, 12-07-2018

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมาชิก Pussy Riot ถูกดำเนินคดีหลังป่วนเกมนัดชิงบอลโลก

Posted: 16 Jul 2018 06:19 AM PDT

4 นักกิจกรรมรัสเซียจากกลุ่ม Pussy Riot ถูกดำเนินคดีหลังวิ่งลงกล่าวสนามในเกมนักชิงบอลโลก เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐยุติการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่างทางการเมือง

 
 
 
จากเพจ PussyRiot
 
16 ก.ค. 2561 สำนักข่าว BBC รายงานว่า เจ้าหน้าตำรวจที่รัสเซียได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ประท้วง 4 รายของกลุ่ม Pussy Riot ที่วิ่งเข้าไปป่วนการแข่งขันระหว่างฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศระหว่างทีมชาติฝรั่งเศส และทีมชาติโครเอเชียเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งสี่ถูกตั้งข้อหา 2 คดี ได้แก่ ฝ่าฝืนกฎการชมกีฬา และแต่งตัวเลียนแบบเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 รูเบิ้ล (ประมาน 5,300 บาท) และ 1,500 รูเบิ้ล (ประมาน 800 บาท)
 
นักกิจกรรมทั้งสี่ ซึ่งเป็นผู้ชาย 1 คน และผู้หญิงอีก 3 คน ได้กระโดดลงไปในสนามในช่วงครึ่งหลังของการแข่งขัน ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลากตัวออกจากสนาม หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่ม Pussy Riot ได้ทวีตข้อความระบุว่า นักกิจกรรมทั้งสี่คนถูกกักตัวข้ามคืนที่สถานีตำรวจก่อนจะถูกนำตัวไปศาลในวันต่อมา 
 
ทางกลุ่มยังได้ระบุข้อเรียก 6 ข้อของการประท้วงดังกล่าวได้แก่ 1. ปล่อยนักโทษทางการเมืองทั้งหมด 2. หยุดการจำคุกคนที่กด "ไลค์" 3. หยุดการจับกุมผู้ประท้วงอย่างผิดกฎหมาย 4. เปิดให้มีการแข่งขันทางการเมือง และ 5. ยุติการการดำเนินคดีและจับคนเข้าคุกอย่างไม่มีเหตุผล และ 6. คือ เปลี่ยนตำรวจที่ทำตัวเหมือนมนุษย์โลกให้เป็นตำรวจที่ดีงามแบบเทวดา โดยข้อเรียกร้องข้อสุดท้ายนี่เป็นเหตุผลที่ผู้ประท้วงทั้ง 4 คนแต่งตัวเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจรัสเซีย
 
ก่อนหน้านี้ สมาชิกกลุ่ม Pussy Riot 3 คน เคยถูกตัดสินจำคุกหลังแสดงดนตรีพังค์ที่มีเนื้อหาโจมตีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ในช่วงการเลือกตั้งเมื่อปี 2012 โดย BBC ระบุว่าผู้ชายที่กระโดดลงไปในสนามคือ ปีเตอร์ เวอร์ซิลอฟ สามีของ นาเดซด้า โตโลคอนนิโคว่า หนึ่งในสามสมาชิก Pussy Riot ที่ถูกจำคุกเมื่อปี 2012 นั่นเอง
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'สมัชชาคนจน' จ่อร้อง รบ.แก้ปัญหา 'ยาฆ่าหญ้า-ค่าครองชีพ-บัตรทอง-สิทธิแรงงาน' พรุ่งนี้

Posted: 16 Jul 2018 01:17 AM PDT

สมัชชาคนจนเตรียมเข้ายื่นหนังสือที่ทำเนียบฯ พรุ่งนี้ ร้องแก้ปัญหานำเข้าสารเคมีอันตราย ราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้น กระทบค่าครองชีพ ปัญหาสวัสดิการรักษาพยาบาลจากระบบบัตรทอง และปัญหาด้านแรงงาน ที่คนงานที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมากขึ้น

16 ก.ค.2561 เฟสบุ๊กแฟนเพจ 'สมัชชาคนจน' แจ้งว่า พรุ่งนี้ (17 ก.ค.61)  เวลา 10.30 น. ตัวแทนสมัชชาคนจน จะเดินทางยื่นหนังสือเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐบาล คสช. ผ่านนโยบาย และออกประกาศคำสั่งต่างๆ ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ. เดิม) บริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

สำหรับปัญหาดังกล่าวประกอบด้วย 4 ประเด็นคือ 

1. การนำเข้าสารเคมีอันตราย โดยเฉพาะ พาราควอต (ยาฆ่าหญ้า)เพื่อใช้ในภาคการเกษตร ที่ผ่านการเห็นชอบจากคณะกรรมการวัตถุอันตราย ให้ยังสามารถใช้ได้ในประเทศไทย ทั้งที่เกิดผลกระทบขึ้นมากมายต่อชีวิตเกษตรกร และผู้บริโภคประชาชนทั่วไป ทั้งเสียชีวิต และสะสมปนเปื้อนตกค้าง ในสภาพแวดล้อม และอาหารที่ทุกคนบริโภค จึงขอให้พิจารณาการจำกัดหรือยกเลิกการใช้วัตถุอันตรายทั้ง 3 รายการ คือ พาราควอต คลอไพริฟอส และไกลโฟเซต

2. ราคาน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าครองชีพของประชาชนแพงขึ้นทุกวัน ในขณะที่รายได้ของประชากร กลับไม่ได้มากตาม ทำให้คนไทยต้องจนลง จากเงินในกระเป๋าที่ต้องจ่ายไปเป็นค่าเชื้อเพลิงพลังงาน และจากปัญหาความไม่โปร่งใสในแวดวงธุรกิจพลังงาน

3. ปัญหาสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล จากระบบบัตรทอง ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่มีความพยายามจะปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว โดยผิดไปจากเจตนารมณ์เบื้องต้นที่ต้องการให้เกิดระบบสวัสดิการและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ในด้านการดูแลรักษาพยาบาล เพื่อให้เกิดเป็นระบบหลักประกันสุขภาพของคนไทยทุกคน โดยจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคนที่ใช้ระบบบัตรทอง โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนคนยากจน ที่จะถูกเลือกปฏิบัติสงเคราะห์อย่างไม่เป็นธรรม เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำในด้านการดูแลสุขภาพและรักษาพยาบาล

4. ปัญหาด้านแรงงาน ที่ปัจจุบันมีจำนวนคนงานที่ถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรมมากขึ้น โดยที่หน่วยงานของรัฐไม่สามารถเข้าไปดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที กลับปล่อยให้บรรดาคนงานที่ถูกปิดงานเลิกจ้างไม่เป็นธรรมต้องเผชิญชะตากรรมโดยลำพัง โดยรัฐได้กำหนดนโยบายต่างๆ ที่ให้สิทธินักลงทุนมากขึ้นแทบทุกด้าน แต่สิทธิด้านแรงงานกลับไม่ได้รับการเหลียวแล แก้ไข

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

‘ผู้เสพคือผู้ป่วย’(จบ): ระบบบังคับบำบัด เมื่อยังไปไม่ถึงจึงเป็นได้แค่อาชญากร

Posted: 16 Jul 2018 12:43 AM PDT

ระบบบำบัดผู้เสพยาเป็นแนวคิดใหม่ในการจัดการปัญหายาเสพติด เราจะพาไปดูภาพรวมของระบบ ค่ายทหารกลายเป็นกำลังหลักในการบำบัด ตามมาด้วยเรือนจำซึ่งไม่มีความพร้อมใดๆ และสถาบันธัญญารักษ์ที่พบว่าการบังคับบำบัดตามกฎหมาย ผู้เสพไม่ค่อยให้ความร่วมมือนัก ฯลฯ

รายงานตอนแรก ชวนดูนโยบายรัฐไทยที่มีความพยายามจะแก้ปัญหายาเสพติดในทิศทางใหม่ เช่นเดียวกับเทรนด์โลกที่แยกแยะผู้เสพออกจากผู้ค้า แล้วเน้นการฟื้นฟูเยียวยาให้ผู้เสพเลิกเสพกลับมามีที่ยืนในสังคม พร้อมกับชวนดูช่องว่างของระบบมีอะไรบ้าง การสร้างตัวชี้วัดเป็น "ยอดจำนวน" ของผู้ได้รับการบำบัด ทำให้เกิดการหว่านแหจับกุม ซึ่งอาจเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคล ยังไม่ต้องพูดถึงแนวคิดล้ำๆ อย่างสิทธิของผู้ใช้ยา นอกจากนี้ระบบ(บังคับ)บำบัดยังผ่อนผันเพียง 1 ครั้งที่ผู้เสพสามารถเลือกเข้าสู่การบำบัดแทนการถูกลงโทษทางอาญา แต่หากถูกจับกุมอีกครั้งก็จะถูกดำเนินคดีในท้ายที่สุด

ตอนสุดท้ายนี้ เราจะดูว่าเส้นทางการเข้าสู่ระบบบำบัดมีกี่สาย และการบำบัดในปลายทางขั้นสุดท้ายคือ เรือนจำ ซึ่งกรมราชทัณฑ์กำลังแบกรับภารกิจการบำบัดฟื้นฟูที่หนักเกินศักยภาพ

หลังจากถูกจับกุมและได้รับการตรวจสารเสพติดในร่างกายกับทางโรงพยาบาลแล้ว คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในเขตพื้นที่ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรมภายในพื้นที่ จะทำหน้าที่จำแนกว่าผู้ป่วยควรได้รับการบำบัดแบบใด ภายใต้สังกัดหน่วยงานใด จำเป็นต้องควบคุมตัวหรือไม่

รูปแบบการบำบัดในระบบบำบัดแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ คือ

1) แบบควบคุมตัว ผู้รับการบำบัดจะถูกควบคุมตัวอยู่ในศูนย์ฟื้นฟูสมรรภาพผู้ติดยาเสพติด ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ รวม 90 แห่ง และเข้าโปรแกรมบำบัดเป็นระยะเวลา 4-6 เดือน เป้าหมายของการควบคุมตัวก็เพื่อกันผู้ป่วยออกจากยาเสพติดให้ได้มากที่สุด

2) ระบบไม่ควบคุมตัว ผู้รับการบำบัดจะต้องเข้าโปรแกรมเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามศูนย์ฟื้นฟูฯ เป็นเวลา 12 วัน หลังจากเสร็จโปรแกรมแล้วต้องเข้ารายงานตัวทุกเดือนและรับการสุ่มตรวจปัสสาวะเป็นเวลา 1 ปี หากหลบหนี หรือพบสารเสพติดระหว่างกระบวนการดังกล่าว ผู้ป่วยจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ปัญหาใหญ่ของระบบบังคับบำบัดก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลโดยแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข หากแต่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง โดยในบรรดาศูนย์ฟื้นฟูฯ 90 แห่งทั่วประเทศนี้ เป็นค่ายทหาร หรืออยู่ในการดูแลของทหารและตำรวจ มากถึง 57 แห่ง ศูนย์ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุขมีเพียง 20 แห่งเท่านั้น อีก 11 แห่งเป็นของกระทรวงมหาดไทย มี 2 แห่งเป็นของกระทรวงยุติธรรม


ดูภาพใหญ่ที่นี่

นายแพทย์ล่ำซำ ลักขณาภิชนชัช รองผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจด้านวิชาการและการแพทย์ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี โรงพยาบาลธัญญารักษ์ กล่าวว่า แม้กระทรวงสาธารณสุขจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางโปรแกรมบำบัดฯ และอบรมวิทยากร ท้ายที่สุดแล้ว แต่ละค่ายก็จะมีวิธีปฏิบัติตามศักยภาพและความถนัดของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งค่ายทหารก็จะเน้นการฝึกวินัยเสียเป็นส่วนใหญ่

"การบำบัดยาเสพติดมันไม่ใช่แค่กระทรวงสาธารณสุข ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายด้วย ภาคราชการด้วยกันเองก็ทำหลายหน่วยงาน เช่นกลาโหมก็จะมีค่ายวิวัฒน์พลเมือง ค่ายขวัญแผ่นดินของมหาดไทย แม้กระทั่งกระทรวงยุติธรรมคุมประพฤติเองก็เปิดลักษณะการบำบัดแบบนี้ซึ่งอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ในหน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุขเขาก็มีความเชี่ยวชาญในการฝึกระเบียบฝึกวินัย แต่ในส่วนของความรู้ในด้านการบำบัดยาเสพติดนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องระเบียบวินัยอย่างเดียวที่จะทำให้เลิกยาได้ ทางเราจึงต้องเข้าไปช่วยดูแลว่าจะเสริมความรู้ยังไงบ้าง"

นอกจากจะได้รับการบำบัดโดยผู้ไม่มีความรู้ทางการแพทย์แล้ว ระบบบังคับบำบัดยังสร้างปัญหาในขั้นตอนการรักษาโดยแพทย์อีกด้วย ล่ำซำให้ความเห็นว่าระบบในปัจจุบันที่ตั้งต้นจากการตรวจปัสสาวะเพื่อสกัดจับผู้ติดยาเสพติดนั้นสร้างปัญหาในขั้นตอนการบำบัดอยู่พอสมควร เพราะผู้ที่เข้าสู่กระบวนการผ่านช่องทางนี้มักจะให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงการบำบัดที่พวกเขาไม่ต้องการ

"การตรวจปัสสาวะมันบ่งบอกได้แค่ว่า ณ ตอนนั้นเขามีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย แต่ถึงขั้นจะระบุว่าเป็นผู้ใช้ ผู้เสพหรือผู้ติด อันนี้มันต้องคุยรายละเอียด และผู้เสพก็ต้องให้รายละเอียดข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเรื่องที่เขามีส่วนได้ส่วนเสีย เขาเลยไม่ให้ข้อเท็จจริงอยู่แล้ว เขาก็พูดในสิ่งที่ทำให้เขาดูดี"

ในส่วนที่สถาบันธัญญารักษ์ดูแลนั้น นพ.ล่ำซำระบุว่า โดยปกติแล้วหากผู้ป่วยไม่ได้มีอาการติดรุนแรง แพทย์จะไม่ค่อยให้แอดมิดในโรงพยาบาลแต่ใช้วิธีการเรียกมาให้คำปรึกษาเป็นครั้งคราว แต่ในเคสที่มีอาการติดหนักในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิต หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการกลับเสพซ้ำ หรือครอบครัวไม่พร้อมที่จะดูแล ก็จะต้องแอดมิดภายในโรงพยาบาล กระบวนการรักษาจะเริ่มจากการถอนพิษยาเสพติดในร่างกายด้วยการใช้ยา ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาน 2-4 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความรุนแรง หลังจากถอนพิษแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูทางด้านจิตใจ ในบางกรณีก็จะมีการฝึกอาชีพให้กลับเข้าสู่สังคมได้โดยไม่ต้องกลับไปยุ่งเกี่ยวกับวงจรยาเสพติดอีก กระบวนการตรงนี้ใช้เวลาราว 4 เดือน หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการติดตามผล เป็นช่วงที่ปล่อยให้ผู้ป่วยกลับออกไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ แต่จะมีการเรียกมาพูดคุยต่อเนื่อง 12 เดือน

นพ.ล่ำซำระบุว่าในแต่ละปีทางสถาบันฯ มีผู้ป่วยยาเสพติดในการดูแลประมาณ 100,000 - 300,000 คนต่อปี ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ถูกบังคับบำบัดเพื่อแลกกับการไม่ต้องรับโทษอาญา ประมาณร้อยละ 43 หรือมากกว่า 40,000 คน ในขณะที่ผู้ที่สมัครใจเข้ามารับการบำบัดจริงๆ มีอยู่ราวร้อยละ 41 ส่วนที่เหลือประมาณร้อยละ 15 เป็นระบบต้องโทษ เป็นผู้ที่ต้องได้รับการบำบัดภายในเรือนจำ

นั่นหมายความว่าในแต่ละปีจะมีผู้ใช้ยามากกว่า 40,000 คนถูกบังคับให้เข้ารับการบำบัดที่พวกเขาไม่ได้ต้องการตั้งแต่ต้น คนกลุ่มนี้จึงไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการรักษา อย่างไรก็ตามล่ำซำก็ยังคงมองว่า มาตรการกึ่งบังคับในส่วนนี้ยังควรมีอยู่ เพราะอาการติดยาเสพติดก็เหมือนกับมะเร็ง ที่ยิ่งเจอเร็วโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดก็ยิ่งมากขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับการให้ความร่วมมือของผู้รับการบำบัดด้วยเช่นกัน

"ถ้าถูกบังคับมาเราต้องทำความเข้าใจกับผู้ป่วยก่อนว่า จริงๆ แล้วการมาบำบัดแบบนี้เป็นข้อเสียที่เขาจะไม่มีอิสระ เสรีภาพเท่าที่ควร แต่ว่าก็ถือเป็นข้อดีอีกแบบหนึ่งในแง่ที่กฎหมายเปิดช่องให้เรามาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถ้าผ่านมาทางช่อง คำสั่ง คสช.ที่108 เมื่อบำบัดเสร็จแล้วก็จะไม่มีประวัติข้อมูลคดี อีกเรื่องหนึ่งถ้าเกิดมีโรคอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้น อาจจะเป็นโรคทางสมองหรืออื่นๆ ก็จะได้ดูแลช่วยเหลือกันไป ส่วนถ้ามีความจำเป็นถ้าเขาไม่หนักมากเราก็นัดมาถี่ตามความรุนแรงของผู้ป่วยแล้วก็จะมีการติดตามเป็นระยะไป รายที่หนักมากก็ค่อยให้ทำการรักษาบำบัดที่โรงพยาบาลเลย" นพ.ล่ำซำกล่าว

แล้วเหตุใดผู้ใช้ยาจึงไม่ค่อยสมัครใจเข้ารับการบำบัด?

ล่ำซำกล่าวว่าทัศนคติของสังคมไทยยังคงมองผู้ใช้ยาเป็นอาชญากรที่ต้องได้รับการกำจัด แนวคิด "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ที่รัฐบาลพยายามผลักดันยังคงเป็นแค่คำขวัญที่สวยหรู แต่ไม่ได้สะท้อนออกมาเป็นนโยบายที่ชัดเจน ยกตัวอย่างคือสิทธิในการรักษา แม้สวัสดิการ 30 บาทรักษาทุกโรคจะครอบคลุมค่ารักษาอาการป่วยจากสารเสพติด แต่ผู้ประกันตนผ่านระบบประกันสังคมกลับไม่ได้สิทธิดังกล่าว และถึงแม้สวัสดิการข้าราชการจะครอบคลุมค่ารักษาในส่วนนี้ แต่ข้าราชการเองกลับไม่ค่อยใช้กัน เนื่องจากกลัวว่าจะมีผลกระทบต่อประวัติการรับราชการ

"คนทั่วไปก็ยังมองคนติดยาเป็นคนที่ทำความผิด ในประเทศตะวันตก เขามองว่าเรื่องคนติดยาไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร สามารถแก้ไขได้ เขามองคนที่ใช้ยาเสพติดว่าเหมือนคนกินเหล้า คนดูดบุหรี่ มองว่าเป็นปัญหาเฉพาะตัว ไม่ใช่เป็นปัญหาอาชญากร แต่ในสังคมไทยเราไม่ใช่ ฉะนั้นถ้าเราค่อยๆ แก้ทัศนคติตัวนี้ได้ เวลาเขาบำบัดเสร็จก็สามารถไปทำงานประกอบอาชีพได้ตามปกติ แต่ในปัจจุบันไม่ใช่ พอรู้ว่ามีประวัติยาเสพติดคือไม่ได้งาน" ล่ำซำกล่าว

ข้อจำกัดของการบำบัดภายในเรือนจำ

ในบรรดาผู้รับการบำบัดยาเสพติดทั้ง 3 ประเภทคือ ระบบสมัครใจ, ระบบบังคับบำบัดตามพ.ร.บ.ฟื้นฟูฯ หรือ คำสั่งหัวหน้าคสช.108/2557, ระบบต้องโทษ  

กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือ ระบบต้องโทษ

ผู้ต้องขังคดียาเสพติดกว่า 200,000 คน ต้องผ่านกระบวนการบำบัดโดยผู้ที่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่เคยได้รับการบำบัดเลย

นายบัส (นามสมมติ) วัย 39 ปี เล่าว่า ตัวเขาเคยเข้าเรือนจำ 2 ครั้งในข้อหาครอบครอบครองไอซ์และเมทแอมเฟตตามีนเพื่อจำหน่าย อันที่จริงตัวเขาไม่ได้เป็นผู้ขาย เพียงแต่ซื้อของมาจำนวนมากเพื่อเก็บไว้ใช้กับเพื่อน แต่ด้วยกฎหมายยาเสพติดที่จำแนกผู้เสพกับผู้ขายจากจำนวนสารเสพติดที่ครอบครอง บัสจึงต้องรับโทษจำคุกในฐานะผู้จำหน่ายเป็นระยะเวลา 5 ปี 12 เดือนในปี 2539 และต้องจำคุกอีก 3 ปี 6 เดือนในปี 2554

เขากล่าวว่า ในช่วงที่เขาถูกคุมขัง เขาไม่เคยได้รับการบำบัดอะไร ภาพที่เขาเห็นคือนักโทษกว่า 700 ชีวิตที่เบียดเสียดกันอยู่ภายในทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ซึ่งเป็นที่คุมขังผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่ครอบครองสารปริมาณมาก กล่าวอย่างง่ายก็คือพวก "เอเย่น" ซึ่งมีทั้งคนไทยและคนต่างชาติปะปนกันไป

"ไม่เห็นจะมีอะไรบำบัดเลย ผมไปอยู่ก็เหมือนกับไปรอการตัดสิน รอย้ายเรือนจำ ไม่เคยเห็นใครไปบำบัดอะไรเลย บำบัดคือการฟื้นฟูร่างกายใช่ไหม แต่นี่มีแค่ออกกำลังกายตอนเช้าแล้วก็หมดไป แล้วมันเรียกว่าการบำบัดได้ยังไง"

บัสเปิดเผยว่ามีเพื่อนผู้ต้องหาจำนวนมากในแดนเดียวกับเขาที่เข้ามาในฐานะผู้เสพที่ซื้อของตุนไว้เยอะไปหน่อย แต่กลับออกไปประกอบอาชีพผู้ขาย เนื่องจากการได้เข้ามาพบกับเอเย่นรายใหญ่ภายในคุก ประกอบกับทัศนคติในสังคมที่ยังคงมองผู้ใช้ยาเป็นอาชญากร ยังทำให้ผู้ที่มีประวัติยาเสพติดไม่สามารถหางานสุจริตทำได้หลังพ้นโทษ ทั้งหมดนี้จึงเป็นการบีบให้คนเหล่านี้ต้องกลับเข้าสู่วงจรยาเสพติดและพัฒนาจากผู้เสพมาเป็นผู้ขายหลังพ้นโทษ

นั่นหมายความว่าไม่มีกระบวนการบำบัดภายในเรือนจำเลยหรือ? คำตอบคือยังมีอยู่ แต่ยังไม่ได้มาตรฐานและไม่เพียงพอ

พรพรรณ ศิลปวัฒนาพร นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการ ของกรมราชทัณฑ์เปิดเผยว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ต้องขังที่มีประวัติใช้สารเสพติดอยู่ประมานหนึ่งแสนต้นๆ แต่ศักยภาพในการบำบัดฟื้นฟูของกรมราชทัณฑ์สามารถรองรับได้เพียงประมาน 20,000 คนต่อปีเท่านั้น โดยกระบวนการบำบัดส่วนใหญ่จะเป็นการเข้าค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแนวคิดของผู้ใช้ยา ผ่านการฝึกสมาธิ ฝึกควบคุมอารมณ์ และเรียนรู้โทษของยาเสพติด การฝึกมองโลกในแง่ดี และก่อนที่จะพ้นโทษก็จะมีกระบวนการบำบัดอีกครั้งเป็นหลักสูตรระยะเวลา 3 วันเพื่อเตรียมความพร้อมผู้ต้องหาก่อนจะออกไปสู่โลกภายนอก

หากย้อนกลับไปที่เป้าหมายการบำบัดในระบบต้องโทษ ที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้าไว้ที่ 20,700 ราย แต่ทำได้จริง 15,314 ราย ในกรณีของกรมราชทัณฑ์กลับทำได้ทะลุเป้ามาโดยตลอด โดยในปี 2559 มีการตั้งเป้าผู้ต้องขังที่ผ่านการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดไว้ที่ 17,700 ราย แต่มีผู้ผ่านการบำบัดถึง 19,449 ราย ส่วนเป้าในปี 2560 ตั้งไว้ที่ 17,700 ราย แต่ทำได้จริง 21,668 ราย

เหตุผลที่ยอดของสองหน่วยงานต่างกันก็เพราะว่าผู้ต้องขังจะได้รับการบำบัดกับกระทรวงสาธารณสุขได้ก็ต้องเมื่อมีคำสั่งศาลเท่านั้น ส่วนรายอื่นที่ศาลไม่ได้มีคำสั่ง แต่ผ่านกระบวนการคัดกรองภายในเรือนจำก็จะต้องผ่านระบบบังคับบำบัดผ่านในเรือนจำ

ตัวเลขดังกล่าวนอกจะสะท้อนว่ากรมราชทัณฑ์กำลังแบกรับภารกิจการบำบัดฟื้นฟูที่หนักเกินศักยภาพแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่แต่ละหน่วยงานจะมีเป้าหมายและเป้าหมายยอดผู้รับการบำบัดเป็นของตัวเอง จนยากที่คำนวนหาจำนวนผู้ป่วยยาเสพติดที่อยู่ในประเทศไทยในทุกระบบ เพราะนอกจากกระทรวงสาธารณสุขกับกรมการแพทย์แล้ว กรมคุมประพฤติ กระทรวงมหาดไทย ต่างก็มีภารกิจในการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดของตัวเองแยกย่อยลงไปอีก

นอกจากกรมราชทัณฑ์จะไม่สามารถรองรับการบำบัดได้อย่างครบถ้วนแล้ว ปัญหาด้านทรัพยากรบุคคลก็เป็นปัจจัยสำคัญ หากตั้งหลักว่า "ผู้เสพคือผู้ป่วย" ผู้ทำหน้าที่ให้การบำบัดภายในเรือนจำก็ควรจะเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพกับนักจิตวิทยาเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงกรมราชทัณฑ์มีนักจิตวิทยาเพียง 29 คน จากเรือนจำ 142 แห่งทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มีเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอยู่ในเรือนจำจริงๆ เพียง 22 คนเท่านั้น ส่วนอีก 7 คนจะประจำอยู่ที่กองบริการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์

พรพรรณกล่าวว่าบุคลากรที่ขาดแคลนที่สุดในกระบวนการบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดในเรือนจำคือนักจิตเวช เนื่องจากผู้ที่ใช้ยาเสพติดมาเป็นเวลานาน แล้วต้องหยุดยาในทันที มักจะเกิดอาการทางจิตแทรกซ้อนเช่นหูแว่วหรือเห็นภาพหลอน ซึ่งควรได้รับการดูแลเหมือนกับผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล ในปัจจุบันมีผู้ต้องขังที่มีอาการทางจิตที่อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์ประมาน 3,000 คน และประมานร้อยละ 10 เป็นอาการทางจิตที่มีผลมาจากการใช้สารเสพติด

นอกจากนี้ลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ภายในเรือนจำที่มีลักษณะหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ ทุกปี เช่นคนที่รับผิดชอบฝ่ายการศึกษาในปีที่แล้ว อาจจะถูกย้ายมาทำฝ่ายฟื้นฟูผู้ต้องขังในปีต่อมา จึงทำให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยภายในเรือนจำไม่มีความต่อเนื่อง และเป็นเหตุให้ต้องมีการอบรมเจ้าหน้าที่กันใหม่ทุกปีประมาน 300 - 360 คน

อย่างไรก็ดีกรมราชทัณฑ์มีความพยายามที่จะพัฒนาเรือนจำให้สามารถรองรับผู้ป่วยยาเสพติดได้อย่างมีมาตรฐาน โดยจัดให้มีการประเมินร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขเพื่อรับรองคุณภาพสถานพยาบาลยาเสพติด (ประเภทฟื้นฟูสภาพ) ระบบต้องโทษ ซึ่งจะประเมินโดยเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขผ่านมิติต่างๆ เช่น ความแออัด สภาพแวดล้อม หรือจำนวนแพทย์ที่สามารถดูแลผู้ป่วยได้ แต่ก็มีเรือนจำที่ผ่านมาตรฐานดังกล่าวเพียง 31 แห่งเท่านั้น

พรพรรณกล่าวว่าปัญหาหลักๆ ที่มีเรือนจำผ่านเกณฑ์การประเมินน้อยเป็นเพราะปัญหาด้านบุคลกรขาดแคลน ในบางแห่งมีเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการอบรมด้านการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยยาเสพติดเพียง 1 คนเท่านั้น อีกทั้งยังไม่ใช่บุคลกรทางการแพทย์อีกด้วย

นอกจากนี้นายแพทย์ล่ำซำของสถาบันธัญญารักษ์ยังกล่าวว่า การประเมินดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทางเรือนจำสมัครใจที่จะขอรับการประเมินเท่านั้น ทางสาธารณสุขไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตรวจสอบเรือนจำที่ไม่ได้ขอรับการประเมิน ซึ่งส่วนเรือนจำส่วนใหญ่ที่ขอเข้ารับการประเมินก็มักจะมีความพร้อมอยู่แล้ว จึงผ่านการประเมินเสียเป็นส่วนใหญ่

ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อมของรัฐไทยในการทำให้ "ผู้เสพคือผู้ป่วย" อย่างแท้จริง ตราบใดที่การตั้งด่านตรวจปัสสาวะเพื่อหาผู้ป่วยยังคงมีอยู่ ตราบใดที่สวัสดิการทางสังคมยังไม่ยอมรับผู้ใช้ยาเสพติดเฉกเช่นประชาชนทั่วไป ตราบใดที่คุกไทยยังไม่เอื้อให้ผู้พึ่งพิงยาหลุดออกจากวงจรยาเสพติดได้จริงๆ และสถานที่ทำงานต่างๆ ยังรังเกียจผู้มีประวัติใช้ยา ตราบนั้นผู้ป่วยก็ยังคงเป็นอาชญากร

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กอ.รมน.แจงกรณีศาลจังหวัดปัตตานี สั่งประหารชีวิตจำเลยคดี ลอบยิงทหารพรานเสียชีวิต

Posted: 16 Jul 2018 12:07 AM PDT

กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจงกรณีศาลจังหวัดปัตตานีพิพากษาประหารชีวิต 'อิบรอเฮม' จำเลยคดีลอบยิงทหารพรานเสียชีวิต ย้ำยังมีสิทธิในการยื่นขออุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดไว้

 
16 ก.ค. 2561 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) รายงานว่า เมื่อเวลา 9.00 น. พ.อ.ธนาวีร์  สุวรรณรัตน์ รองโฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงกรณีศาลจังหวัดปัตตานี มีคำพิพากษาตัดสินประหารชีวิต อิบรอเฮม สุไหงบารู ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง โดยมีรายละเอียดดังนี้
 
1. ตามที่พนักงานอัยการ เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง อิบรอเฮม สุไหงบารู ในความผิดคดี ลอบยิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพราน 2208 เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2556 พื้นที่ บ้านกอตอรานอ หมู่ที่ 1 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี  ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารพรานเสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 1 นาย และคดีอื่นๆ ตามหมาย  ป.วิอาญา จำนวน  3 หมายนั้น เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 ศาลชั้นต้นจังหวัดปัตตานี ได้มีคำพิพากษาตัดสิน ประหารชีวิต อิบรอเฮม สุไหงบารู
 
2. พฤติกรรม อิบรอเฮม สุไหงบารู ได้เคยก่อคดี มีหมายจับ ป.วิอาญา จำนวน 3 หมาย คือ กรณียิงพระสงฆ์และราษฎร เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บ 7 ราย ในพื้นที่ ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน 
จังหวัดปัตตานี เมื่อ 13 ก.พ. 2557 กรณีปล้นชิงทรัพย์รถยนต์ ในพื้นที่ หมู่ที่ 6 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก เมื่อ 1 ส.ค. 2556 และกรณียิงเจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 2208 เสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 1 นาย ในพื้นที่ ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เมื่อ 12 ก.ย. 2556 
 
3. จากพฤติกรรมที่ปรากฏของจำเลยที่ได้ก่อเหตุถึง 3 คดี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับความเสียหาย โดยในห้วงที่ผ่านมาส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องได้ให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ครอบครัวของผู้สูญเสียดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับผู้กระทำความผิด  ก็จะต้องถูกลงโทษ ซึ่งผลคำพิพากษาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ ของศาล ซึ่งได้พิจารณาตามพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคล  พยานวัตถุ และพยานแวดล้อม ที่ทำให้ศาลเชื่อว่า จำเลยกระทำความผิดจริง จึงมีคำสั่งพิพากษาลงโทษดังกล่าว
 
อย่างไรก็ตาม จำเลยยังมีสิทธิในการยื่นขออุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายได้กำหนดไว้
 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com

Link to ประชาไท

ฝรั่งเศสแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 กรมสุขภาพจิตระบุยอดโทรปรึกษาเรื่องพนันพุ่ง

Posted: 15 Jul 2018 09:55 AM PDT

'ฝรั่งเศส' แชมป์ฟุตบอลโลก 2018 หลังเอาชนะโครเอเชีย 4-2 ด้านกรมสุขภาพจิตเผยสถิติสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เลิกพนัน ช่วงฟุตบอลโลกยอดคนโทรปรึกษาพุ่งขึ้นสูงกว่าช่วงปกติ 2 เท่าตัว 30% ติดพนันบอล ตำรวจแถลงก่อนนัดชิงจับกุมเว็บพนัน 26 เว็บไซต์ ดำเนินคดี ผู้ต้องหา 65 ราย ปิดกั้นเว็บพนันที่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ 400 เว็บ อายัดทรัพย์กว่า 70 ล้าน

 
 
15 ก.ค. 2561 ผลการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 (2018 FIFA World Cup) นัดชิงชนะเลิศ ระหว่างทีมชาติฝรั่งเศสกับทีมชาติโครเอเชีย ที่สนามกีฬาลุจนีกี กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย ท่ามกลางผู้เข้าชมการแข่งขัน 78,011 คน ปรากฎว่าทีมชาติฝรั่งเศสเอาชนะไปได้ด้วยประตู 4-2
 
โดยทีมชาติฝรั่งเศสได้ประตูจากการทำเข้าประตูตัวเองของทีมชาติโครเอเชียโดยนายมาริโอ แมนซูคิซ ผู้เล่นตำแหน่งกองหน้าอายุ 32 ปี ในนาทีที่ 18, การยิงลูกที่จุดโทษของนายอองตวน กรีซมันน์ ผู้เล่นตำแหน่งกองหน้าอายุ 27 ปี ในนาทีที่ 38, นายปอล ป๊อกบา ผู้เล่นตำแหน่งกองกลางอายุ 25 ปี ในนาทีที่ 59 และนายคีเลียน เอ็มบัปเป้ ผู้เล่นตำแหน่งกองหน้า ในนาทีที่ 65
 
ส่วนทีมชาติโครเอเชียได้ประตูจากนายอิวาน เปริซิช ผู้เล่นตำแหน่งกองกลางอายุ 29 ปี ในนาทีที่ 28 และนายแมนซูคิซ แก้ตัวได้หนึ่งลูกหลังทำเข้าประตูตัวเอง ในนาทีที่ 69
 
สายด่วนสุขภาพจิต 1323 เลิกพนัน ช่วงฟุตบอลโลกยอดคนโทรปรึกษาพุ่งขึ้นสูงกว่าช่วงปกติ 2 เท่าตัว
 
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่านาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตให้สัมภาษณ์ว่าช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 เป็นช่วงที่มีความเสี่ยงพนันบอลได้สูง คอบอลจะมีการเชียร์ทีมที่ตัวเอง ชื่นชอบและลุ้นผลการแข่งขันกันอย่างสนุกตื่นเต้นและเร้าใจจึงมีแนวโน้มที่จะถูกชักจูงเข้าสู่วงจรการพนันได้ง่าย 
 
ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตได้เปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้บริการปรึกษาผู้ที่อยากเลิกเล่นการพนัน ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถปรึกษาทางระบบออนไลน์ได้ด้วย ที่เฟสบุ๊คสายด่วนสุขภาพจิต 1323-เลิกพนัน ในช่วงเวลา 14.30 – 22.30 น. รวมทั้งเปิดให้บริการปรึกษาเลิกพนันที่โรงพยาบาลจิตเวชทั้งเด็กและผู้ใหญ่ 19 แห่งทั่วประเทศทั้งนี้ สถิติสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เลิกพนันในเดือน มิ.ย. 2561 ตั้งแต่ช่วงที่เริ่มแข่งฟุตบอลโลกวันที่ 15 - 30 มิ.ย. 2561  มีผู้มาขอรับการปรึกษาอยากเลิกพนันโดยตรงรวม 24 ครั้ง มากกว่าช่วงปกติ 2 เท่าตัว โดยพบว่าร้อยละ 30 เป็นปัญหาติดพนันบอลทั้งโต๊ะบอลและออนไลน์ ส่วนที่เหลือติดเล่นพนันออนไลน์ทั่วไป
 
ตำรวจแถลงกวาดล้างพนันบอลออนไลน์
 
สำนักข่าวไทย รายงานก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศว่า พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว แถลงผลกวาดล้างปราบปรามลักลอบเล่นการพนันออนไลน์และทายผลฟุตบอลโลก ซึ่งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธรภาค 7, 8 และ 9 เปิดยุทธการโค่นล้มโครงข่ายพนันออนไลน์ จับกุมเว็บพนัน 26 เว็บไซต์ ดำเนินคดีผู้ต้องหา 65 ราย ในข้อหาจัดให้มีการเล่นโฆษณาหรือชักชวนให้ผู้อื่นเข้าเล่นพนันออนไลน์ นอกจากนี้ยังปิดกั้นเว็บพนันที่มีเซิร์ฟเวอร์อยู่ต่างประเทศ 400 เว็บ อายัดทรัพย์กว่า 70 ล้าน โดยที่เชียงรายมีเงินหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท และยึดจานส่งสัญญาณ 184 จาน เสาติดตั้ง 32 เสา ใน อ.แม่สาย ที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โวยใช้งบไทยนิยมยั่งยืน "ปลูกป่าไผ่" ทับที่ทำกินชาวกะเหรี่ยงท่าสองยาง

Posted: 15 Jul 2018 06:07 AM PDT

ชาวบ้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ร้องเรียนถูกอำเภอสั่ง "ปลูกป่าไผ่" ตามโครงการไทยนิยมยั่งยืน แต่หลายบ้านกลับ "ปลูกป่าไผ่" ทับไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านปลูกข้าวไร่ต้นกล้าสูงเป็นคืบ ทั้งนี้เริ่มต้นเป็นโครงการเสริมอาชีพของอำเภอ ใช้ "งบไทยนิยม" หมู่บ้านละ 2 แสนบาท ตั้งเป้าปลูกป่าไผ่ 3,000 ต้นต่อ 1 หมู่บ้าน ครอบคลุมทั้งอำเภอรวม 67 หมู่บ้าน แต่ปลูกแล้วลูกบ้าน-ผู้ใหญ่บ้านเกิดขัดแย้งกันหลายหมู่บ้านเพราะกลายเป็นการทวงคืนผืนป่า-ไล่ที่ทำกิน

15 ก.ค. 2561 กรณีราชการใช้งบจากโครงการไทยนิยมยั่งยืนปลูกป่าไผ่ ทับไร่หมุนเวียนชาวกะเหรี่ยง ถูกเปิดเผยโดยนายชาลี ตรีสุรผลกุล ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ จ.ตาก (สกน.จังหวัดตาก) เปิดเผยว่า ช่วงสายวันที่ 9 กรกฎาคม 2561 ผู้ใหญ่บ้านแม่วะหลวง ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก นำชาวบ้านจำนวนหนึ่ง เข้าไปปลูกป่าทับพื้นที่ไร่หมุนเวียน ที่มีต้นข้าวขึ้นสูงกว่าคืบหนึ่งแล้ว โดยบริเวณพื้นที่ดังกล่าวมีชาวบ้านทำกินอย่างน้อย 7 ครอบครัว และเป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว นอกจากนี้ยังทราบว่า ก่อนหน้านี้มีพื้นที่ไร่หมุนเวียนหลายหมู่บ้านในตำบลเดียวกัน ได้ถูกปลูกป่าทับที่ไปแล้วเช่นเดียวกัน

ภาพกล้าไผ่ "โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" ที่ปลูกลงไปในที่ทำกินของชาวบ้านที่ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก จะเห็นว่าข้าวไร่ที่ชาวบ้านปลูกเริ่มโตแล้ว

ภาพกล้าไผ่ที่ปลูกทับลงไปในไร่ข้าวของชาวบ้านใน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

จากการสอบถามชาวบ้านบ้านแม่วะหลวงต่างบอกว่า "ผู้นำชุมชนแจ้งแก่ชาวบ้านเพียงว่าเป็นโครงการปลูกป่าของ อ.ท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งนายอำเภอได้มีคำสั่งให้ผู้ใหญ่บ้านต้องดำเนินการ แต่ไม่ทราบว่าปลูกเพื่ออะไร และพื้นที่ดังกล่าวจะถูกยึดไปด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ก่อนดำเนินการปลูกยังไม่มีการสอบถามหรือขอความยินยอมแต่อย่างใด" สำหรับชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ที่ถูกปลูกป่าทับนั้นกล่าวว่า "รู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะพื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่ทำกินดั้งเดิมและล้วนอยู่ภายในเขตพื้นที่โฉนดชุมชน ที่ได้รับการคุ้มครองตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับแก้ไข) พ.ศ. 2555 นอกจากนี้เมื่อชาวบ้านทราบว่าเป็นโครงการที่สั่งการโดยนายอำเภอ ต่างก็เกิดความกลัวและไม่กล้าออกมาโต้แย้งคัดค้าน"

มีผู้นำชุมชนหลายคน ให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้ช่วงปลายเดือนมิถุนายน นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอท่าสองยาง ได้นำเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองไปปลูกป่าที่หมู่บ้านปอเคลอะเด หมู่ 5 ซึ่งอยู่ในเขต ต.แม่วะหลวงเช่นเดียวกัน เป็นพื้นที่ไร่หมุนเวียนเก่า ไม่ใช่พื้นที่บุกรุกใหม่ ที่ชาวบ้านปลูกข้าวจนขึ้นสูงกว่าคืบหนึ่งแล้ว ซึ่งนับแต่ปลูกเสร็จจนถึงขณะนี้ ในหมู่บ้านปอเคลอะเด เกิดความขัดแย้งกันอย่างมาก

ส่วนหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลแม่วะหลวงนั้น นายอำเภอได้สั่งให้ผู้ใหญ่บ้านไปดำเนินการปลูกกันเอง โดยกำหนดว่าต้องเป็นพื้นที่ทำกินปัจจุบันเท่านั้น และนายอำเภอจะลงพื้นที่ไปตรวจสอบในเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้านต้องเร่งดำเนินการ

ตัวอย่างแปลงปลูกไผ่ "โครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำปีงบประมาณ 2561" ระบุว่าปลูกเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2561 ใน "พื้นที่่ป่าเสื่อมโทรม" หมู่ที่ 5 ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก โดย อบต.แม่วงหลวง โดยมีกล้าไผ่ที่ล้อมรั้ว และระบุชื่อผู้ปลูกคือ ประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอท่าสองยาง

 

แปลงปลูกไผ่ "โครงการณรงค์การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" พื้นที่หมู่ที่ 2 บ้านแม่สลิดหลวง ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ระบุว่าเป็นการปลูกโดย "ร่วมกับหน่วยงานราชการ ประชาชนและจิตอาสาตำบลแม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก"

นอกจากนี้ยังมีแหล่งข่าวที่ให้ข้อมูลเพิ่มว่า เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะ ต.แม่วะหลวงเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ครอบคลุมทั้งอำเภอ เป็นโครงการที่นายอำเภอต้องการทวงพื้นที่ แต่การปลูกในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่โล่ง ในป่าเขาก็ไม่ปลูก ดังนั้นเราจะเห็นว่าเป็นการปลูกในพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน โดยให้แต่ละหมู่บ้านไปหาพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่ใกล้ถนน มองเห็นได้ชัด เขาเรียกว่า สวมรองเท้าให้ดอย สวมหมวกให้ภูเขา โดยใช้งบโครงการไทยนิยมยั่งยืน 200,000 บาทที่รัฐบาลให้มา"

จากการสอบถามผู้ใหญ่บ้านใน อ.ท่าสองยาง รายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า นายอำเภอได้ชี้แจงในที่ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านว่า จะให้ทุกหมู่บ้านในพื้นที่ อ.ท่าสองยาง ปลูกต้นไม้ไผ่เพื่อเป็นการส่งเสริมอาชีพ โดยอำเภอได้จัดต้นกล้าให้หมู่บ้านละ 3,000 ต้น กำหนดพื้นที่ปลูกอย่างน้อยหมู่บ้านละ 50 ไร่ ขึ้นไป โดยให้เหตุผลว่า ในระยะยาวชาวบ้านจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งในวันดังกล่าวยังได้นำวิทยากรจากที่อื่นมาพูดถึงประโยชน์ของไม้ไผ่อีกด้วย แต่มีเงื่อนไขว่าพื้นที่ที่ปลูกไปแล้วนั้นให้เป็นของชุมชน โดยให้เจ้าของที่ดูแลรักษาไว้และสามารถตัดไปใช้ประโยชน์ได้ แต่ห้ามไม่ให้แผ้วถางทำประโยชน์อย่างอื่น พอตอนจะลงมือปลูกจริงๆ ชาวบ้านก็กล่าวหาว่าผู้ใหญ่บ้านไปยึดที่ทำกินของเขาไปให้อำเภอปลูกป่า ตอนนี้ปลูกเสร็จไปหลายหมู่บ้านแล้ว และเกิดความขัดแย้งในหมู่บ้านกันอย่างรุนแรง     

ผู้ใหญ่บ้านอีกคนหนึ่ง บอกว่า จุดที่ปลูกนั้นนายอำเภอเป็นผู้ลงพื้นที่ไปชี้ให้ปลูก โดยได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ไปจับพิกัด GPS ไว้ ซึ่งก่อนหน้าที่จะลงมือปลูกนั้น ตนได้ทักท้วงนายอำเภอแล้ว ว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านได้ทำมาแต่เดิม หากปลูกชาวบ้านจะได้รับความเดือดร้อน พร้อมทั้งตนได้เสนอให้ไปปลูกในจุดอื่นที่ตนเองได้ขอเจ้าของที่ดินและเขาก็ยินยอมให้ปลูกแล้ว แต่นายอำเภอก็ยืนยันว่าให้ปลูกที่เดิม โดยบอกเพียงว่า "เพราะเป็นเขาหัวโล้น" นอกจากนี้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งยังได้บอกว่า "ตอนนี้รู้สึกกังวลมาก เนื่องจากเจ้าของที่ไม่ยินยอมให้ปลูก และเมื่อดูเงื่อนไขของทางอำเภอแล้วก็เหมือนเป็นการยึดที่ดินทำกินของเขาไปเลย"

เมื่อถามว่าเป็นโครงการอะไร ผู้ใหญ่บ้านหลายหมู่บ้านบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ใช้งบประมาณจาก "โครงการไทยนิยมยั่งยืน" ซึ่งรัฐบาลจัดสรรให้หมู่บ้านละ 200,000 บาท โดยในรายละเอียดอย่างอื่นนั้นผู้นำชุมชนไม่ทราบ เมื่อถึงเวลาทางอำเภอก็นำกล้าต้นไผ่และปุ๋ยมากระจายให้แต่ละหมู่ที่

โครงการนี้มีผลกระทบต่อชาวบ้านกระจายไปทั้งอำเภอ ซึ่งมีทั้งหมด 6 ตำบล 67 หมู่บ้าน ชาวบ้านในท้องที่ ต.แม่วะหลวง จึงได้เริ่มปรึกษาหารือกันแก้ไขปัญหาและขอความชัดเจนจากทางอำเภอ หากการปลูกป่าทับที่ครั้งนี้เป็นการยึดที่ดินทำกิน ก็จำเป็นต้องดำเนินการร้องเรียนไปยังรัฐบาลต่อไป เนื่องจากรัฐบาลนี้ได้ประกาศนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน

สำหรับข้อมูลทางการปกครอง อ.ท่าสองยาง เป็นอำเภอตอนเหนือสุดของ จ.ตาก ประกอบดว้ย 6 ตำบล 67 หมู่บ้าน เดิมมีฐานะเป็นกิ่งอำเภออยู่ในเขตการปกครองของ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ต่อมาโอนมาขึ้นกับ อ.แม่สอด จ.ตาก เมื่อ พ.ศ. 2497 และยกฐานะเป็นอำเภอตั้งแต่ พ.ศ. 2501

ทั้งนี้ สกน.จังหวัดตาก ยังได้ทำหนังสือร้องเรียนลงวันที่ 11 ก.ค. 61 เรื่อง ขอให้ตรวจสอบโครงการปลูกป่าอำเภอท่าสองยาง โดยเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ทำสำเนาถึง ผอ.กอ.รมน. จังหวัดตาก, สหพันธุ์เกษตรกรภาคเหนือ รวมทั้งร้องเรียนผ่านสำนักนายกรัฐมนตรีด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หมายเหตุประเพทไทย #218 สำรวจชีวิตไพร่ผ่านขุนศึก-ข้าบดินทร์

Posted: 15 Jul 2018 05:17 AM PDT

สำรวจภาพความเป็นไพร่ และระบบไพร่ ที่นำเสนอผ่านนวนิยาย "ขุนศึก" และ "ข้าบดินทร์" ที่ถูกนำมาสร้างทั้งละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ โดยนอกจากจะนำเสนอชีวิตของไพร่ช่วงอยุธยาสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (ขุนศึก) และรัตนโกสินทร์ช่วงรัชกาลที่ 3 (ข้าบดินทร์) แล้ว ผู้ประพันธ์ยังพยายามสอดแทรกสำนึกความเป็นชาติด้วย

โดยชีวิตของทั้ง "เสมา" ในขุนศึก และ "เหม" ในข้าบดินทร์ ต่างผ่านช่วงอุปสรรค กรณีของข้าบดินทร์ ครอบครัวของ "เหม" ถูกลงโทษจนต้องลงไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง แต่ตัวเอกของทั้ง 2 เรื่องก็ต่อสู้จนได้ความดีความชอบและได้เลื่อนยศเลื่อนบรรดาศักดิ์ในที่สุด อย่างไรก็ตามนวนิยายยังคงเน้นการนำเสนอ "ไพร่หลวง" ที่ขึ้นตรงกับรัฐ มากกว่าจะพูดถึงชีวิต "ไพร่สม" ที่สังกัดมูลนาย ซึ่งต้องแบ่งเวลาให้การรับใช้มูลนายกับทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ทั้งหมดนี้ติดตามได้ในหมายเหตุประเพทไทย พบกับประภาภูมิ เอี่ยมสม และศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

ติดตามรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลังที่
เฟสบุ๊ค
https://www.facebook.com/maihetpraphetthai
หรือลงทะเบียนรับชมที่ https://youtube.com/prachatai

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ชอว์น จาง' นักศึกษาชาวจีนผู้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียม เปิดโปง 'ค่ายกักกันฯ' รัฐบาลจีน

Posted: 15 Jul 2018 04:05 AM PDT

สื่อโกลบแอนด์เมลนำเสนอเรื่องของชอว์น จาง นักศึกษาด้านนิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งบริติชโคลัมเบีย ผู้ที่สนใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในจีนโดยเฉพาะพื้นที่ทิเบตและซินเจียง เขาเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องการสืบสวนเกี่ยวกับ "ค่ายกักกันปลูกฝังความเชื่อใหม่" ในซินเจียงโดยใช้ภาพถ่ายผ่านดาวเทียม อะไรทำให้เขาสนใจเรื่องค่ายกักกันนี้

 

 
15 ก.ค. 2561 "ค่ายกักกันปลูกฝังความเชื่อใหม่" เป็นค่ายที่ทางการจีนจับประชาชนในซินเจียงโดยเฉพาะชาวมุสลิมรวมนับแสนคนเข้าปลูกฝังความเชื่อทางการเมืองใหม่ โดยถึงแม้ทางการจีนจะอ้างว่าระบบดังกล่าวนี้เป็น "การฝึกอบรมทักษะวิชาชีพ" แต่นักวิจารณ์ก็มองว่ามันเหมือนกับ "เรือนจำทหาร" มากกว่า และหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบันทึกข้อมูลการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนี้คือนักศึกษาอายุ 28 ปี ชื่อ ชอว์น จาง เขาเกิดในประเทศจีนและปัจจุบันศึกษาอยู่คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียจากโครงการให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมาย (legal-aid)
 
จากภาพถ่ายดาวเทียมที่จางศึกษาแสดงให้เห็นว่าสภาพของค่ายกักกันฯ มีการวางรั้วลวดหนามและมีหอคอยเฝ้ายามตั้งอยู่รอบๆ การค้นหาสถานกักกันเหล่านี้กลายเป็นโครงการส่วนตัวของจาง มันทำให้เขาสามารถค้นพบแหล่งที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นค่ายกักกันได้แล้ว 21 แหล่ง แค่ในเดือน ก.ค. เดือนเดียวก็พบแหล่งต้องสงสัยถึง 6 แหล่ง โดยที่จางมองว่าแหล่งกักกันเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงประเด็นสิทธิมนุษยชนที่น่าเป็นห่วงในจีน
 
ในจีนมีความไม่ลงรอยกันระหว่างชาวจีนเชื้อสายฮั่นซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศกับชนกลุ่มน้อยมุสลิมชาวอุยกูร์มานานแล้ว ความไม่ลงรอยนี้แตกหักในเหตุการณ์จลาจลปี 2552 หลังจากนั้นทางการจีนก็มักจะโทษเหตุก่อการร้ายในประเทศว่าเป็นฝีมือชาวอุยกูร์ ขณะเดียวกันก็มีชาวอุยกูร์หลายร้อยคนที่ไปเข้าร่วมกลุ่มไอซิส
 
อย่างไรก็ตามจางมองว่าค่ายกักกันปลูกฝังความเชื่อของจีนเป็นความพยายามควบคุมพื้นที่ซินเจียงให้ได้เต็มรูปแบบ โดยอาศัยการลบล้างวัฒนธรรม ลบล้างอัตลักษณ์ และดูดกลืนชาวอุยกูร์
 
ดาร์เรน บายเลอร์ นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันที่ศึกษาเรื่องของมณฑลซินเจียงกล่าวถึงโครงการของจางว่าเป็นข้อมูลอ้างอิงที่น่าเชื่อถือมากและช่วยให้เห็นแผนการสร้างค่ายกักกันของรัฐบาลจีนในมุมกว้างได้ และจากที่บายเลอร์มองเห็นการสร้างค่ายกักกันจำนวนมากนี้เองทำให้เขาวิเคราะห์ได้ว่าโครงการปรับทัศนคติชาวอุยกูร์นี้เป็นสิ่งที่มีการวางแผนและจัดการมาเป็นระบบมาก บายเลอร์ตั้งข้อสังเกตว่าแต่ละค่ายกักกันมีการออกแบบตำแหน่งที่ตั้งสิ่งก่อสร้างต่างๆ คล้ายคลึงกันแบบที่ดูเหมือนวางแผนมาแล้วจากส่วนกลาง นอกจากนี้ยังเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีประชากรชาวอุยกูร์ราวร้อยละ 10 ที่ถูกจับเข้าค่ายกักกัน
 
ก่อนหน้าที่จะทำโครงการนี้จางเคยเป็นนักศึกษาวิชาวรรณกรรมจีนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมีดีกรีปริญญาโทจากสาขาวิชาเอเชียตะวันออกศึกษาของมหาวิทยาลัยวอชิงตัสในเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี เขาวางเส้นทางอาชีพของตัวเองเอาไว้ว่าอยากเป็นนักวิชาการ การถกเถียงอภิปรายกับเพื่อนร่วมห้องและการได้ชมสารคดีการปราบปรามผู้ชุมนุมที่จัตุรัสเทียนอันเหมินทำให้เขามีแนวคิดการเมืองที่แหลมคมมากขึ้น นอกจากนี้จางยังสนใจแถลงการณ์กฎบัตร 08 ของนักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชนในจีนที่เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแบบอำนาจนิยมของรัฐบาลจีน รวมถึงสนใจกรณีนักกิจกรรมรางวัลโนเบลหลิวเสี่ยวโปด้วย
 
จางบอกว่าเขาหวังว่าการเรียนด้านกฎหมายจะทำให้เขามีเครื่องมือในการไขว่คว้าความสนใจเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชน ตัวเขาเองไม่เรียกตัวเองว่าเป็นนักกิจกรรมแต่ข้อเขียนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของเขาในโลกออนไลน์ก็ทำให้ทางการจีนเข้ามาสอบสวนเขา เช่นในปี 2555 ตำรวจลับของจีนสอบสวนจางเกี่ยวกับทวิตเตอร์ที่เขาโพสต์เกี่ยวกับการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในจีนช่วงปี 2554
 
นอกจากตำรวจจีนยังเคยติดต่อหาพ่อแม่ของจางในช่วงต้นปีที่ผ่านมาหลังจากที่จางโพสต์ภาพธงทิเบตในทวิตเตอร์และโซเชียลมีเดียจีนเว่ยป๋อ โดยตำรวจจีนเรียกร้องให้เขาลบเนื้อหารูปภาพดังกล่าวทิ้ง หลังจากที่เขาไม่ยอมทางการจีนก็โน้มน้าวให้เพื่อนพ่อของจางซึ่งเป็นพนักงานรัฐฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อพูดกับพ่อของจางแทน พ่อของจางถูกถ่ายภาพเก็บไว้ในการพบปะครั้งนั้นและถูกขอให้ลงนามในเอกสารเกี่ยวกับเรื่องที่พูดคุยกัน ตำรวจยังเคยติดต่อกับพ่อแม่ของจางอีกครั้งหลังจากที่เขาโพสต์ภาพของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงในแบบที่ดูไม่สง่า รวมถึงมีการระงับบัญชีผู้ใช้เว่ยป๋อของเขาสองบัญชีในปีนี้
 
ถึงแม้ว่าจางจะไม่ได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาลจีนในช่วงที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบียในแคนาดา แต่เขาก็เข้าใจว่าโครงการสืบค้นเรื่องค่ายกักกันของจีนทำให้เขามีความเสี่ยง และนั่นทำให้จางบอกว่าเขาไม่อยากกลับไปจีนถ้าไม่ได้เดินทางไปด้วยหนังสือเดินทางของแคนาดา และเขาต้องการลงทะเบียนเป็นผู้อาศัยถาวรของแคนาดาในอีกไม่นานนี้
 
ขณะที่ทางการจีนปฏิเสธการมีอยู่ของของค่ายกักกันฯ สื่อของรัฐบาลก็เขียนถึงเรื่องการแพร่กระจายโฆษณาชวนเชื่อของอุดมการณ์พรรคคอมมิวนิสต์และความสำเร็จในโครงการของพวกเขาอย่างจริงจัง
 
สาเหตุที่จางต้องการสืบค้นเรื่องค่ายกักกันเหล่านี้มีแรงจูงใจมาจากการที่เขาต้องการหาหลักฐานที่เป็นรูปธรรมจากคำบอกเล่าของผู้ถูกจับกุมเข้าสถานกักกันเหล่านี้หรือจากปากคำญาติของพวกเขา จางยังหวังว่าประชาคมโลกจะกดดันจีนให้หยุดค่ายกักกันเหล่านี้ โดยทูตแคนาดามีการพูดถึงประเด็นนี้ต่อจีนและในที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติแล้ว
 
 
เรียบเรียงจาก
 
UBC student uses satellite images to track suspected Chinese re-education centres where Uyghurs imprisoned, The Globe and Mail, 09-07-2018
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จ่อฟันโทษวินัยนายทหารใช้พลทหารเลี้ยงไก่-ทุบตี พบมีมูล

Posted: 15 Jul 2018 03:50 AM PDT

โฆษก ทบ. ระบุผลสอบนายทหารใช้พลทหารเลี้ยงไก่-ทุบตี พบมีมูล ใช้งานกำลังพลอย่างไม่เหมาะสม ทางหน่วยดำเนินการด้านวินัยกับนายทหารคนดังกล่าวแล้ว ส่วนพลทหารที่เลี้ยงไก่ปัจจุบันได้ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่กองร้อยโดยไม่มีการลงโทษแต่อย่างใด

 
15 ก.ค. 2561 สืบเนื่องจากกรณีที่พลทหารรายหนึ่ง อัดคลิปความยาว 11 นาที เปิดเผยชีวิตความเป็นอยู่ หลังต้องการมารับใช้ชาติ ที่กองพันทหารราบที่ 2 ศูนย์การทหารราบ (ค่ายธนะรัชต์) อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ แต่ถูกส่งมาให้เลี้ยงไก่นับร้อย ถูกตบหน้า ตี ด่าพ่อล่อแม่สารพัด หากดูแลไก่ไม่ดี (อ่านเพิ่มเติม: โฆษก ทบ.แจง 'คลิปพลทหารเลี้ยงไก่' เป็นลักษณะการไหว้วานให้ทำ)
 
ล่าสุดมีความคืบหน้า เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานเมื่อเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2561 พันเอกวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงกรณีนี้อีกครั้งว่าจากการตรวจสอบพบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูล ทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของหน่วย และได้มีการสอบสวนโดยละเอียดแล้ว พบว่ามีการใช้งานกำลังพลอย่างไม่เหมาะสม ทางหน่วยจึงพิจารณาดำเนินการทางด้านวินัยกับกำลังพลนายทหารคนดังกล่าว สำหรับพลทหารคนดังกล่าวปัจจุบันได้ให้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่กองร้อยแล้วโดยไม่มีการลงโทษแต่อย่างใด
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'เอฟทีเอ ว็อทช์' ปฏิเสธคำเชิญประชุมทรัพย์สินทางปัญญาตามความตกลง CPTPP

Posted: 15 Jul 2018 03:30 AM PDT

กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ปฏิเสธคำเชิญประชุมกลุ่มย่อยเพื่อพิจารณาข้อบทด้านทรัพย์สินทางปัญญาตามความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) เกรงเข้าไปร่วมประชุมแม้เพียงครั้งเดียวก็อาจถูกเหมารวมว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ แล้ว 

 
 
15 ก.ค. 2561 กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ได้ทำหนังสือถึงอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่าตามที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้จัดการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อพิจารณาข้อบทด้านทรัพย์สินทางปัญญาตามความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) กับหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ 16 ก.ค. 2561 นี้
       
ทางกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ในฐานะภาคประชาสังคมที่ติดตามการเจรจาการค้าเสรีที่จะมีผลกระทบต่อสังคมไทยในด้านต่างๆ ขอแสดงความขอบคุณที่ได้เชิญให้เรามีส่วนร่วมในการพิจารณาครั้งนี้ 
      
อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์พิจารณาแล้วว่าเรายังไม่เห็นความตั้งใจและจริงใจของรัฐบาล คสช.ในการที่จะใช้ข้อมูลความรู้และความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆประกอบการพิจารณาเข้าร่วมความตกลง CPTPP มากพอ มีเพียงให้ทุกหน่วยงานรัฐเดินหน้าเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นเข้าสู่ความตกลงฯ ที่เจรจาเสร็จสิ้นแล้ว ตามคำสั่งของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์รองนายกรัฐมนตรีที่ระบุให้เข้าร่วมให้ได้ในสิ้นปีนี้ และท่าทีของผู้บริหากระทรวงพาณิชย์ทั้งรัฐมนตรีว่าการ รัฐมนตรีช่วย และปลัดกระทรวงที่ได้กล่าวต่อหน้าการประชุมหน่วยงานรัฐที่ให้เดินหน้าตามนโยบายดังกล่าว ทำให้ทางกลุ่มเอฟทีเอ ว็อทช์เกรงว่า การเข้าไปร่วมประชุมแม้เพียงครั้งเดียวก็อาจถูกเหมารวมว่า เป็นการรับฟังความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ แล้ว ซึ่งนั่นไม่อาจยอมรับได้
      
สำหรับข้อบททรัพย์สินทางปัญญาในความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (CPTPP) นั้น แม้จะมีการละไว้หลายประเด็นอ่อนไหว เมื่อสหรัฐฯถอนตัวออกไปจากความตกลงฯ แต่ยังคงมีประเด็นที่จะกระทบต่อการเข้าถึงยาของประชาชน และส่งผลกระทบต่อหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องความเชื่อมโยงของระบบทรัพย์สินทางปัญญากับการขึ้นทะเบียนยาหรือที่เรียกว่า Patent Linkage, การบังคับใช้กฎหมาย หรือ Enforcement  ซึ่งเกินไปกว่าความตกลงทริปส์ในองค์การการค้าโลก นอกจากนี้ยังมีบทที่นอกเหนือจากบททรัพย์สินทางปัญญาแต่มีความเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ใช้ชื่ออย่างดูดีว่า บทว่าด้วยความโปร่งใส (Transparency) ความสอดคล้องกันของระเบียบ (Regulatory Coherence) บทว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement) บทว่าด้วยรัฐวิสาหกิจ (State Owned Enterprises) และบทที่ว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุน (Investment and ISDS)  ล้วนแล้วแต่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบการจัดซื้อและคัดเลือกยา รวมทั้งต่อรองราคายา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดมากพอ ซึ่งในที่สุดอาจจะพบว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในด้านต่างๆในระยะยาวจะมีผลเสียหายรุนแรงมากกว่าผลประโยชน์ที่กลุ่มทุนไทยจะได้รับในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ก็เป็นได้
      
ดังนั้นแม้ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาจะมีความตั้งใจและจริงใจในการจัดการประชุมเพื่อพิจารณาข้อบทและการเตรียมพร้อม ก็ยังไม่อาจทำให้ภาคประชาสังคมมั่นใจได้ในภาวะอำนาจที่นิยมเช่นนี้ว่า ข้อห่วงใยที่มีหลักฐานของภาคสังคมจะถูกรับฟังและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เมื่อผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาล คสช. ต้องการเร่งให้เห็นผลทางเศรษฐกิจระยะสั้นๆ และเพื่อเอาใจกลุ่มทุนไทยและต่างชาติดังที่ปรากฏในการออกนโยบายตลอด 4 ปีนี้
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฟ้องเรียกค่าเสียหาย 3.1 แสนบาทชาวกะเหรี่ยงทำโลกร้อน สุดท้ายศาลฎีกาสั่งยก

Posted: 15 Jul 2018 02:37 AM PDT

กรมอุทยานแห่งชาติฯ ฟ้องชาวกะเหรี่ยงปลูกข้าว 3 ไร่ 2 งาน เรียกค่าเสียหาย 3.1 แสนบาท สุดท้ายศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมสั่งยกค่าเสียหาย ชี้ผู้ฟ้องใช้งานวิจัยเก่า ไม่ได้เก็บข้อมูลจากพื้นที่เกิดเหตุจริง และเชื่อว่าป่าสามารถกลับมาฟื้นฟูด้วยตนเองได้ ผอ.ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาชี้ชุมชนบ้านป่าผากตั้งมาหลายร้อยปี พื้นที่พิพาทกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นไร่หมุนเวียนดั้งเดิมของชุมชน ผ่านมา 11 ปีฟื้นตัวกลายเป็นป่าแล้ว

ชาวบ้านกะเหรี่ยงจำเลยทั้ง 3 คน

ป่าฟื้นตามธรรมชาติเป็นป่าสมบูรณ์เมื่อ 12 ส.ค. 2559

หนึ่งในจำเลยถ่ายรูปคู่กับพื้นที่ทำข้าวไร่ในปี 2548 ปัจจุบันฟื้นฟูกลายเป็นป่าไม้แล้ว

กรณีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอมรเทพ ศุภกรสกุล นางมะลิ งามยิ่ง และนางมะและหยิ่ง งามยิ่ง ชาวกะเหรี่ยงบ้านป่าผาก ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ที่เข้าไปหยอดปลูกข้าวไร่เป็นเนื้อที่ 3 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา ซึ่งเป็นพื้นที่ป่า อันเป็นการทำลายป่า ทำให้เสื่อมสภาพทรัพยากรธรรมชาติ ล่าสุดคดีดังกล่าวซึ่งฟ้องมาตั้งแต่ปี 2548 มาถึงศาลฎีกาแล้ว

โดยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อม คดีที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ เรียกร้องต่อศาลฎีกาซึ่งเรียกกันว่าคดีโลกร้อนได้แก่  มูลค่าเนื้อไม้และความเพิ่มพูนไร่ละ 60,024 บาทต่อปี  มูลค่าของป่าไร่ละ 232.25 บาทต่อปี  มูลค่าของธาตุอาหารในดินไร่ละ 767.97 บาทต่อปี  การปลูกป่าและทำนุบำรุงป่าไร่ละ 7,220 บาทต่อปี  และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 18 พฤษภาคม 2548  รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 310,474.12 บาท

ศาลฎีกาแผนกสิ่งแวดล้อมเห็นว่า เป็นหน้าที่ของโจทก์ (กรมอุทยานแห่งชาติฯ) ต้องนำสืบถึงความเสียหายตามจำนวนเงินที่ฟ้อง โดยสำรวจและเก็บข้อมูลทั้งไม้และดินจากป่าที่เกิดเหตุ การใช้แบบจำลองค่าเสียหายที่ไม่ตรงกับสภาพป่า การไม่เก็บข้อมูลทั้งไม้และดิน และการอ้างงานวิจัยตั้งแต่ปี 2519 และ 2535 เป็นงานวิจัยเก่า เนื่องจากคดีเกิดปี 2548 ซึ่งหลังจากงานวิจัยหลายปี ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์ (กรมอุทยานแห่งชาติฯ) จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ป่าที่เกิดเหตุเสียหายตามฟ้อง ประกอบกับนายสุรพงษ์ กองจันทึก จากศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้าสำรวจที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2559 พบว่า ขณะที่เข้าไปสำรวจป่ามีสภาพสมบูรณ์แล้ว

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา และให้ยกฎีกาของโจทก์ (กรมอุทยานแห่งชาติฯ) เนื่องจากฟังไม่ขึ้น  ซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 มีว่า "อุปกรณ์ในการกระทำผิดที่ยึดได้มีเพียง มีด 2 เล่ม ไม้สำหรับหยอดข้าว 1 อัน  แสดงว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มิได้ร้ายแรงมากนัก  และพื้นที่ซึ่งถูกบุกรุกก็มีเพียง 3 ไร่ 2 งาน 80 ตารางวา  การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลยพินิจกำหนดค่าเสียหายให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมชดใช้แก่โจทก์เป็นเงิน 37,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดนั้น  นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว"

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนาเปิดเผยว่า หมู่บ้านป่าผากที่ชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามคนอาศัยอยู่ เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ตั้งมาหลายร้อยปีแล้ว  จำเลยทั้งสามก็เกิดและอาศัยทำกินในพื้นที่นี้ตลอดมา พื้นที่พิพาทเป็นไร่หมุนเวียนดั้งเดิมของชุมชน  ชาวบ้านทั้งสามเข้าไปปลูกข้าวไร่ไว้รับประทานเองตามวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นไร่หมุนเวียนใช้พื้นที่เพียง 3 ไร่ ตนเข้าไปดูพื้นที่เกิดเหตุในปี 2559 ซึ่งหลังจากเหตุเกิด 11 ปี  พบว่าป่าได้ฟื้นสภาพตามธรรมชาติเป็นป่าสมบูรณ์  ไม่พบร่องรอยความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด เป็นการยืนยันว่าไร่หมุนเวียนเป็นการรักษาป่าและสภาพแวดล้อม ซึ่งมีการศึกษาวิจัยรองรับจำนวนมาก  จนกระทรวงวัฒนธรรมประกาศให้ไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติในปี 2546

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จับต่างชาติงมหอยเขตอภัยทานคูเมืองเชียงใหม่

Posted: 15 Jul 2018 02:22 AM PDT

เทศกิจ-ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ จับบุคคลต่างชาติลักลอบจับสัตว์น้ำในเขตอภัยทานรอบคูเมือง เข้มตรวจสอบการทำงานของคนต่างชาติและสถานประกอบการ ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

 
 
15 ก.ค. 2561 เพจสำนักงานเทศกิจ เทศบาลนครเชียงใหม่ รายงานว่าเมื่อเวลา 15.10 น. ของวันที่ 12 ก.ค. 2561 เจ้าหน้าที่เทศกิจแขวงศรีวิชัยพร้อมรถสายตรวจ 701 และนิติกร ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ กรณีบุคคลต่างชาติลักลอบจับสัตว์น้ำในเขตอภัยทานรอบคูเมือง บริเวณคูเมืองด้านในหน้าร้านณรงค์หีบศพ ถนนอารักษ์ โดยผู้กระทำความผิดถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ทำการจับกุมและแจ้งให้ทางเทศกิจเข้าร่วมลงบันทึกประจำวัน ที่ สภ. เมืองเชียงใหม่ ส่วนเรื่องคดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองจะเป็นคนดำเนินการเอง
 
เข้มตรวจสอบการทำงานของคนต่างชาติและสถานประกอบการ ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
 
 
 
 
 
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 12 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่านายธรรศณัฏฐ์ นุชแสงพลี สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ มอบหมายให้นางสาวบุญญาพร ไชยพรหม นักวิชาการแรงงานชำนาญการ ตรวจบูรณาการร่วมกับ กอ.รมน. ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 33 กองร้อยรักษาดินแดน จ.เชียงใหม่ และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เพื่อปราบปรามแรงงานต่างชาติที่ลักลอบทำงานผิดกฎหมายและนายจ้างที่รับคนต่างชาติไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ โดยยึดแนวปฏิบัติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 101/2557 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2557 โดยได้ตรวจสถานประกอบกิจการจำนวน 3 แห่ง จากการตรวจสอบและคัดกรองเบื้องต้น ไม่พบการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างชาติ และไม่พบพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการค้ามนุษย์ ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานได้ชี้แจงเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของนายจ้าง ลูกจ้าง ตาม พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้ว
 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สธ. เตรียมความพร้อมร่างกายและจิตใจทีมหมูป่าให้พร้อมกลับบ้าน

Posted: 15 Jul 2018 01:17 AM PDT

เผยทีมแพทย์จิตแพทย์สหวิชาชีพโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ดูแลรักษาทีมนักฟุตบอลเยาวชนและโค้ชให้พร้อมกลับบ้าน วันนี้สภาพร่างกายดีขึ้นตามลำดับ เตรียมความพร้อมด้านจิตใจให้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนร้องไห้เขียนแสดงความรู้สึกขอบคุณบนภาพวาดของนาวาตรีสมานและสัญญาว่าจะเป็นคนดี

 
 
15 ก.ค. 2561 เพจโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ รายงานว่า นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่าได้รับรายงานจากนายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ภายหลังจากที่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มาเยี่ยมให้กำลังใจนักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช ซึ่งพบว่าทุกคนมีสภาพร่างกายดีขึ้นตามลำดับ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่พบเชื้อโรคติดต่ออุบัติใหม่ ทีมแพทย์ได้มีการปรับห้องให้มีความเหมาะสม พร้อมให้ญาติเข้าเยี่ยมดูแลใกล้ชิด
 
อาการล่าสุดเช้าวันนี้ กลุ่มที่ 1 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2561 อาการทั่วไปปกติ ไม่มีไข้ รับประทานอาหารได้ปกติ สำหรับ 2 รายที่มีปัญหาปอดติดเชื้ออาการดีขึ้น ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว กลุ่มที่ 2 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. 2561 อาการโดยรวมดี สัญญาณชีพปกติ ไม่มีไข้ รับประทานอาหารได้ปกติ รอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน และกลุ่มที่ 3 จำนวน 5 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 2561 อาการทั่วไปปกติ ไม่มีไข้แล้ว รายที่มีอาการหูอื้อดีขึ้น รอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน
 
นพ.เจษฎา กล่าวต่อว่าสำหรับการดูแลด้านจิตใจ เมื่อวานนี้ (14 ก.ค. 2561) แพทย์พิจารณาแล้วว่าสภาพร่างกายของน้อง ๆ นักฟุตบอลและโค้ชแข็งแรงขึ้น สภาพจิตใจดีขึ้น จึงได้ตัดสินใจให้ญาติแจ้งข่าวการเสียชีวิตของนาวาตรีสมาน กุนัน ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ซึ่งทุกคนร้องไห้และแสดงความเสียใจ โดยเขียนความรู้สึกลงบนภาพวาดของนาวาตรีสมาน ร่วมกันยืนไว้อาลัย กล่าวขอบคุณและสัญญาว่าจะเป็นคนดี ซึ่ง พล.ต.วุฒิไชย อิศระ แพทย์ใหญ่กองทัพภาค 3 ได้กล่าวกับผู้ประสบภัยในฐานะตัวแทนทหารว่าถือเป็นภารกิจเป็นเกียรติยศศักดิ์ศรี
 
นอกจากนี้ทีมจิตแพทย์นักจิตวิทยาสหวิชาชีพของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ได้วางแผนการดูแลต่อเนื่อง เช่น การสื่อสารในครอบครัว การทำกลุ่มเตรียมความพร้อมก่อนกลับบ้าน การประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อติดตามผลในระบบโรงเรียน เพื่อให้ทุกคนมีสภาพจิตใจพร้อมที่จะกลับไปดำเนินชีวิตที่บ้าน โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้มีข้อเสนอแนะสิ่งที่ควรและไม่ควรทำสำหรับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งสื่อมวลชน ตัวน้อง ๆ และโค้ชทีมหมูป่า ครอบครัว โรงเรียนชุมชน และสังคม
 
"เข้าใจว่าทุกคนมีความเป็นห่วงและหวังดี ไม่อยากให้มีการตำหนิหรือกล่าวโทษใคร ขอให้ใช้ช่วงเวลานี้ในการช่วยเหลือหรือให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อให้เป็นช่วงเวลาที่ดีงามของคนทั้งประเทศ" นพ.เจษฎา กล่าว 
 
ททท.ออกคลิป 30 วินาที ขอบคุณประชาคมโลกแทนคนไทยทั้งประเทศ ช่วย 13 ชีวิตหมูป่าติดถ้ำหลวง
 
 
สำนักข่าวไทย รายงานว่านายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ ททท.ได้ทำการผลิตคลิปวีดิโอความยาว 30 วินาที เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในการช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่าอะคาเดมี ที่ถ้ำหลวง จ.เชียงราย เพื่อขอบคุณประชาคมโลกที่แสดงน้ำใจในการช่วยเหลือเด็กๆและโค้ช จนออกมาจากถ้ำได้อย่างปลอดภัย โดยจะนำเสนอผ่านเครือข่ายทั่วโลกของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น ในช่วงระหว่างเดือน ก.ค. นี้ไปจนถึงเดือน ส.ค.

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักเศรษฐศาสตร์แนะเก็บภาษีลาภลอยต้องสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

Posted: 15 Jul 2018 12:58 AM PDT

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเตรียมเก็บภาษีลาภลอย ต้องมุ่งเป้าหมายไปที่การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม การขยายฐานรายได้ภาษี

 
ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
 
15 ก.ค. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลเตรียมเก็บภาษีลาภลอยว่าการเก็บภาษีลาภลอยต้องมุ่งเป้าหมายไปที่การสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม การขยายฐานรายได้ภาษี มีการจัดเก็บภาษีตามประโยชน์จากการลงทุนของรัฐที่ได้รับอย่างเป็นธรรม ในเบื้องตันจะมีการจัดเก็บภาษีลาภลอยจากบุคคลหรือนิติบุคคล ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือครอบครองที่ดิน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของห้องชุดที่ใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูงกว่า 50 ล้านบาท และ พื้นที่จัดเก็บภาษีกำหนดขอบเขตไว้ไม่เกินรัศมีสูงสุดไม่เกิน 5 กิโลเมตรรอบโครงการ 
 
สัดส่วนภาษีต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ประมาณ 17-18% เศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ มีฐานภาษีแคบ ผู้ที่อยู่ในระบบภาษีมีจำนวนน้อยกว่าที่ควรจะเป็นก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในระบบภาษี ผู้ที่เสียภาษีอยู่ต้องแบกรับภาระมากเกินไป การเก็บภาษีลาภลอยจะช่วยสร้างความเป็นธรรมทางสังคมและเศรษฐกิจเพราะเป็นการจัดเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากโครงการลงทุนต่างๆของรัฐ สังคมไทยนั้นอาจจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อภาครัฐในการนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ไม่สูงนัก จึงไม่เอื้อให้ประชาชนยินดีจ่ายภาษีมากนัก ทั้งที่การเสียภาษีเป็นหน้าที่และผู้จ่ายภาษีมีส่วนสำคัญในการร่วมพัฒนาประเทศ
 
ดร.อนุสรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรทำประมาณการรายได้จากภาษีลาภลอยเพื่อสามารถวางแผนงบประมาณในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานได้ดีขึ้น โดยสามารถลดการกู้เงินในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็น โครงการระบบราง ท่าเรือ สนามบิน โครงการทางด่วนพิเศษ เป็นต้น หน่วยงานจัดเก็บภาษีควรดำเนินการร่วมกันระหว่างรัฐบาลกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รายได้จากภาษีลาภลอยควรแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่ง มอบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อใช้บำรุงรักษาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในพื้นที่ อีกส่วนหนึ่ง เก็บรายได้เข้ารัฐบาลกลางเพื่อนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจในพื้นที่ซึ่งยังไม่มีการพัฒนา เพื่อให้ความความเจริญทางเศรษฐกิจและการพัฒนากระจายตัวไปยังพื้นที่ชนบท ไม่กระจุกตัวเฉพาะในกรุงเทพฯและปริมณฑล 
 
ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่าภายใต้โลกาภิวัตน์ไร้พรมแดน การใช้มาตรการภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำมีข้อจำกัดมากขึ้น การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจจึงต้องมุ่งไปที่การใช้มาตรการใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการ การผ่านกฎหมายภาษีมรดก รัฐบาลก็แทบจะเก็บภาษีไม่ค่อยได้เพราะมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินไปต่างประเทศ อย่างล่าสุด รัฐบาลก็ต้องอนุมัติในหลักการร่างกฎหมายทรัสต์เพื่อจัดการทรัพย์สินเพื่อช่วยลดการนำทรัพย์สินออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ รัฐบาลควรให้ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องยื่นภาษีเพื่อทำให้ทุกคนเข้ามาอยู่ในระบบ หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องเสียภาษี หากมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน รัฐสามารถดูแลสวัสดิการกลุ่มคนที่มีรายได้น้อยนี้โดยนำเอามาตรการรายจ่ายด้านสวัสดิการมาผูกกับระบบภาษีได้ด้วย เมื่อมีฐานข้อมูลตรงนี้ก็จะสามารถใช้มาตรการเงินโอนเพื่อผู้มีรายได้น้อย (Negative Income Tax) ได้ มาตรการนี้จะสร้างแรงจูงใจให้คนเข้ามาอยู่ในระบบภาษี ในเวลาที่มีรายได้น้อยยากจน ไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสียภาษีจะได้รับเงินโอนช่วยเหลือ ในอนาคตเมื่อมีรายได้เพิ่มขึ้นเข้าเกณฑ์การเสียภาษีก็จะเข้าสู่ระบบเสียภาษีโดยอัตโนมัติ การมีรายได้ของคนไทยอย่างชัดเจนทำให้การจัดสวัสดิการและการใช้งบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
 
นอกจากนี้รัฐควรไปศึกษาการปฏิรูปภาษีให้สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย เนื่องจากธุรกรรมการซื้อขายสินค้าและบริการ ระบบการชำระเงินเกิดขึ้นในโลกออนไลน์และเว็บไซต์ซึ่งก่อให้เกิดความไม่ชัดเจนในการจัดเก็บภาษีและบางครั้งก็ไม่สามารถเก็บภาษีได้จากความซับซ้อนของธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัลเหล่านี้ และ การจะแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือในระดับโลกที่ต้องมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนี้ รัฐควรศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการลดความเป็นระบบราชการของกรมจัดเก็บภาษี โดยปรับเปลี่ยนสู่การเป็น องค์กรจัดเก็บภาษีกึ่งอิสระ (Semi-Autonomous Revenue Agency) 
 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เตรียมคลอดต้นแบบการเรียนการสอนเอาตัวรอดจากสถานการณ์ฉุกเฉิน

Posted: 14 Jul 2018 11:24 PM PDT

สพฉ.ผนึกภาคประชาสังคม หน่วยงานรัฐและเอกชนหลากหลายองค์กรเตรียมคลอดต้นแบบการเรียนการสอนเด็กๆ ให้เรียนรู้เรื่องการเอาตัวรอดจากจากเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินและสถานการณ์ฉุกเฉิน 7 เรื่อง อาทิ การเอาตัวรอดจากการจมน้ำ ไฟไหม้ การเรียนรู้การทำ CPR การใช้งานเครื่อง AED และการสังเกตอาการหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หัวใจขาดเลือดรวมถึงการฝึกการขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1669 เชื่อจะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้เด็กจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้

 
 
15 ก.ค. 2561 เหตุการณ์ที่นักฟุตบอลเเละโค้ช ทีมหมูป่าอะคาเดมีเเม่สาย กว่า 13 ชีวิตที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอนจังหวัดเชียงรายทำให้เรื่องการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติสำหรับเด็กๆ และเยาวชนได้กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการพูดถึงกันในสังคมตอนนี้ ล่าสุด นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ออกมากล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เรื่องการสอนให้เด็กๆ ของเราเตรียมการรับมือกับการเจ็บป่วยฉุกเฉินต่าง ๆ รวมถึงการสอนให้เขารู้ถึงวิธีในการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นที่เราควรมีการบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนที่ชัดเจนเพราะเราไม่สามารถรู้เลยว่าเด็กๆ ของเราจะพบเจอกับเหตุการณ์เจ็บป่วยฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ทางภัยพิบัติที่ไหนเมื่อไหร่อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้เคยจัดเวทีระดมความคิดเห็นจากหลากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิต่างๆ รวมถึงหน่วยงานของรัฐบาลหลากหลายองค์กรรวมถึงกระทรวงศึกษาธิการเพื่อช่วยกันสร้างร่างหลักสูตรการการเรียนการสอนเด็กๆ ให้รู้จักการเอาตัวรอดจากเหตุเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือเหตุการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งหลังจากที่เราระดมความคิดเห็นผ่านการทำ work shop กับหลากหลายหน่วยงานพวกเราก็ได้คลอดร่างคู่มือต้นแบบออกมา 7 เรื่องเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาและวิธีปฏิบัติจากการเจ็บป่วยฉุกเฉินและภัยพิบัติต่างๆ
 
รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติกล่าวว่า ซึ่งเจ็ดหลักสูตร 7 เรื่องประกอบด้วย 1. การเรียนรู้การเอาตัวรอดจากจากการเดินเท้าทั้งบนฟุตบาธ ทางเดิน หรือแม้กระทั่งการข้ามถนน ซึ่งเด็ก ๆจะต้องเรียนรู้เรื่องราวของการเดินเท้าหรือข้ามถนนอย่างปลอดภัยเพื่อให้ตนเองปลอดภัยจากอุบัติเหตุ ซึ่งรูปแบบการเรียนการสอนนั้นจะเหมาะสมหรับเด็กประถมศึกษาปีที่ 1 ขึ้นไป นอกจากนี้ยังจะมีแนวทางในการขับขี่รถอย่างปลอดภัยที่จะใช้สอนเด็กในวัยมัธยมอีกด้วย ส่วนเรื่องที่ 2. คือหลักสูตรที่จะให้เด็กๆ ได้เรียนรู้และรับมือกับโรคจิตเวชซึ่งก็คือการเตรียมการรับมือกับเรื่องของภาวะซึมเศร้าและภาวะเครียดที่เราจะพบเห็นเด็กๆ เครียดซึมเศร้าและฆ่าตัวตายเยอะ ดังนั้นเด็กๆ ควรได้เรียนรู้วิธีในการสังเกตตนเองเฝ้าระวังตนเองและหากทางออกให้กับตนเองในอาการเหล่านี้ได้ ถ้าเข้าได้เรียนรู้ผ่านหลักสูตรของเรา
 
3.หลักสูตรเรื่องการเตรียมพร้อมในการรับมือกับภาวะโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ซึ่งเด็กๆ ของเราจะต้องเรียนรู้อาการเบื้องต้นของโรคว่าโรคหลอดเลือดสมองอาการที่ทำให้เกิดภาวะฉุกเฉินเช่นปากเบี้ยวแขนขาอ่อนแรงเขาจะต้องช่วยเหลือตนเองอย่างไร หรือช่วยเหลือคนที่มีอาการเหล่านี้ได้อย่างไรและเขาควรได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์กี่ชั่วโมงเด็กๆ ต้องรู้ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ในบทเรียนนี้ บทเรียนที่ 4.คือการเรียนรู้อาการของโรคภาวะหัวใจขาดเลือดซึ่งในบทเรียนก็สอนให้เด็กๆ สังเกตอาการของผู้ที่เป็นโรคนี้เช่นหากเด็กๆเจ็บหน้าอกใจสั่นเหมือนจะเป็นลมเขาจะต้องรู้ว่าอาการเหล่านี้เข้าข่ายโรคหัวใจขาดเลือดหรือโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ก็เขาจะเรียกคนให้มาช่วยได้อย่างไร และเด็กเขาจะได้เรียนรู้เรื่องการแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1669 ด้วย
 
หลักสูตรที่ 5.เด็กจะได้เรียนรู้เรื่องการเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินจากเหตุอัคคีภัยและเหตุอุทกภัยในทุกๆ กรณีด้วยเหตุอัคคีภัยก็คือเด็กๆ สามารถที่จะเรียนรู้การเอาตัวรอดจากการเหตุการณ์ไฟไหม้ต่างๆ ได้ และในส่วนของอุทกภัยก็คือเด็กๆ จะต้องเอาตัวรอดจากการจมน้ำในทุกๆ กรณีให้ได้ เขาจะต้องเรียนรู้หลักการในการช่วยเหลือคนที่ถูกต้องเช่นการตะโกนโยนยื่น และเขาจะต้องฝึกลอยตัวในน้ำเพื่อรอความช่วยเหลือได้หากเขาตกน้ำหรือจมน้ำ โดยหลักสูตรที่เรารวมกันออกแบบทุกอันจะสอนให้เด็กๆ เอาตัวรอดจากเหตุการณ์เหล่านี้และแจ้งขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1669 เป็นได้ 6.หลักสูตรเรื่องการเรียนการสอบเกี่ยวกับการทำ CPR หรือการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นต้น เด็กๆจะต้องเรียนรู้วิธีในการทำ CPR ให้เป็นทุกคน และเขาสามารถที่จะช่วยผู้อื่นด้วยการทำ CPR ได้ และ 7.หลักสูตรเรื่องการเรียนรู้การใช้งานเครื่อง AED เบื้องต้น ซึ่งเด็กๆ ทุกคนจะต้องเรียนรู้เรื่องการใช้งานเครื่อง AED ให้เป็น นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามผลักดันกับหลายหน่วยงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้เนื้อหาทั้งหมดเราทำเกือบเสร็จแล้วเหลือแค่การออกแบบสื่อการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับเด็กๆ ในแต่ละวัยและแต่ละชั้นเรียนเท่านั้นเอง 
 
นพ.ไพโรจน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนเรื่องของการท่องเที่ยวในแถบภูเขา ทะเล หรือป่าอุทยานจะต้องจัดให้มีองค์ความรู้เช่นกัน เพราะโดยส่วนตัวของนักเรียนเองหรือประชาชนที่จะเข้าไปในพื้นที่ก็ไม่สามารถคาดคิดได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ ดังนั้นการสอนให้เขามีเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นสิ่งจำเป็นในแต่ละสถานการณ์ต่างๆ การเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์เหล่านี้ต้องเรียนรู้และปฏิบัติตัวทั้งการป้องกันและแก้ไขเมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ตั้งแต่ในโอกาสแรก เช่นหากเด็กๆ ไปท่องเที่ยวทางน้ำเด็กๆ ก็ต้องรู้วิธีสวมเสื้อชูชีพ ต้องรู้คุณสมบัติของชุดชูชีพว่ามันช่วยเขาได้อย่างไร และในส่วนของการปีนเขาหรือการไปเที่ยวถ้ำ เด็กๆ จะต้องรู้ว่าสามสิ่งที่จำเป็นมากคือ เรื่องของไฟฉายที่ให้แสง นกหวีดที่ทำให้เกิดเสียงได้ และอีกอย่างหนึ่งก็คือเชือกและการใช้เชือกก็จะมีความสำคัญที่จะช่วยเหลือเขาได้ในหลายลักษณะ
 
"เมื่อเด็กๆ ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ในบทเรียน เด็กๆ ก็จะมีความรู้และจะสามารถเตรียมวางแผนการเดินทางของเขาเอง และจะเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจนสามารถช่วยเหลือตนเองและคนอื่นได้ที่สำคัญที่สุดคือเด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องการขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1669 ได้อีกด้วยนั่นเอง" รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินกล่าว
 
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บอร์ด สปสช.อนุมัติสิทธิประโยชน์ยา-วัคซีน 3 รายการ เริ่มปี 2562

Posted: 14 Jul 2018 10:39 PM PDT

บอร์ด สปสช.อนุมัติปี 2562 เพิ่มวัคซีน-ยา 3 รายการ บรรจุสิทธิประโยชน์ใหม่บัตรทอง ทั้งวัคซีนรวมป้องกัน 5 โรค กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี, ยาป้องกันการถ่ายทอด HIV แม่สู่ลูกในกลุ่มหญิงอายุครรภ์มาก และยารักษาโรคหลอดเลือดดำในจอตาอุดตัน ผลประเมินคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ไม่เป็นภาระงบประมาณ ขยายครอบคลุมการรักษาและบริการสุขภาพที่จำเป็น

 
 
15 ก.ค. 2561 นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่าในการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2561 โดยมี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ได้เห็นชอบเพิ่มสิทธิประโยชน์ยาและวัคซีน บรรจุเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวน 3 รายการ ในปีงบประมาณ 2562 ตามข้อเสนอคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ คือ 1.วัคซีนรวม คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี และโรคจากเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ่ ชนิดบี (Haemophilus influenzae type b) 2.ยาราลทิกราเวียร์ (Raltegravir) เพื่อขยายการป้องกันการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก และ 3.ยาบีวาซิซูแมบ (Bevacizumab) เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดดำในจอตาอุดตัน
 
ทั้งนี้ในส่วนวัคซีนรวม คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี และโรคจากเชื้อฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ่ ชนิดบี (DTP-HB-Hib) เพื่อป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, ติดเชื้อในกระแสเลือด, ปอดอักเสบ ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบและฝีในสมองที่เกิดจากเชื้อไวรัสฮีโมฟิลุส อินฟลูเอนเซ่ ชนิดบี ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โดยจากการศึกษาพบว่ามีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เพราะทำให้มีคุณภาพชีวิตเพิ่มขึ้น เมื่อคำนวณค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อให้จำนวนปีที่มีสุขภาวะเพิ่มขึ้น (Incremental Cost Effectiveness Ratio: ICER) ที่ราคา 148.51 บาท/โดส และจากการต่อรองราคาวัคซีนโดยคณะทำงานต่อรองราคาวัคซีน DTP-HB-Hib ได้ราคาลดลงอยู่ที่ 47 บาท/โดส หรือคิดเป็น 141 บาท/คอร์ส คิดเป็นงบประมาณรวม 3 กองทุนหลักประกันสุขภาพ ทั้งสวัสดิการข้าราชการ, ประกันสังคม และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นจำนวน 15.98 ล้านบาท แต่สามารถลดจำนวนผู้ป่วย และช่วยประหยัดงบค่ารักษาพยาบาลได้เฉพาะในส่วนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่สูงถึง 73.27 ล้านบาท/ปี จึงมีความคุ้มค่า
 
นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่าส่วนการขยายสิทธิประโยชน์ยาราลทิกราเวียร์นั้น เนื่องจากในหญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์มาก การใช้ยาเดิมเพื่อลดอัตราการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกจะมีประสิทธิผลต่ำ แต่หากใช้ยาราลเท็คกราเวียร์ทดแทนจะทำให้การป้องกันการถ่ายทอดเชื้อมีประสิทธิผลเพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้จากการคาดการณ์หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องรับยาราลทิกราเวียร์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีจำนวน 693 ราย อัตราการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกจะลดลงอยู่ที่ 27 ราย หรือร้อยละ 3.9 ซึ่งในกรณีที่ใช้ยาเดิมป้องกัน อัตราการถ่ายทอดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกจะอยู่ที่ 53 ราย หรือร้อยละ 7.6 หรือ โดยมีค่าใช้จ่ายยาอยู่ที่ 6,792.80-10,189.20 บาท/คน/คอร์ส เมื่อคำนวณงบประมาณโดยรวมทั้งหมด เป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจำนวน 5.12-7.47 ล้านบาท โดยเรื่องผลการศึกษาความคุ้มค่านั้นมีอยู่แล้ว เพราะเป็นยาที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ 
 
สำหรับยาบีวาซิซูแมบ เป็นการเพิ่มข้อบ่งชี้เพื่อรักษาโรคหลอดเลือดดำในจอตาอุดตันในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจากข้อมูลความชุกของโรคตามอุบัติการณ์ที่แท้จริง แต่ละปีมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาและได้รับยาบีวาซิซูแมบอยู่ที่ 10,800 ราย ได้รับการฉีดยาบีวาซิซูแมบยาเฉลี่ย 4 ครั้ง/คน/ปี ค่าใช้จ่ายยาอยู่ที่ 606.33 บาท/โดส หรือ 2,425.32 บาท/คอร์ส คิดเป็นค่าใช้จ่ายโดยรวม 26.19 ล้านบาท อย่างไรก็ตามเมื่อวิเคราะห์โดยดูข้อมูลการเบิกจ่ายจริงในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ งบประมาณที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมจะอยู่ที่ 4.49 ล้านบาท (จากข้อมูลบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) - 20.17 ล้านบาท (จากข้อมูลความชุกของโรค) เป็นค่าใช้จ่ายที่รับได้เมื่อเปรียบเทียบการเข้าถึงการรักษาที่ครอบคลุมเพิ่มขึ้นให้กับผู้ป่วย
 
"ยาและวัคซีนทั้ง 3 รายการที่เพิ่มใหม่นี้ เริ่มในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ยาและวัคซีนภายใต้ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจะต้องผ่านความเห็นชอบ ทั้งจากคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ และอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตในการให้บริการสาธารณสุขฯ และอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารจัดการกองทุนฯ ของ สปสช. ก่อนนำเสนอต่อบอร์ด สปสช.เพื่อพิจารณาอนุมัติ ทำให้มีการวิเคราะห์ข้อมูลและผลกระทบอย่างรอบด้าน ทั้งอุบัติการณ์และภาระโรค ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของยาและวัคซีน ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ภาระงบประมาณ รวมถึงความพร้อมหน่วยบริการ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทำให้กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน" เลขาธิการ สปสช. กล่าว
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โฆษก ทบ.แจง 'คลิปพลทหารเลี้ยงไก่' เป็นลักษณะการไหว้วานให้ทำ

Posted: 14 Jul 2018 06:02 PM PDT

โฆษกกองทัพบก (ทบ.) แจงกรณีคลิปพลทหารตัดพ้อเรื่องการเลี้ยงไก่ ระบุเบื้องต้นพบเป็นการดำเนินการส่วนบุคคลในบ้านพักราชการที่ด้านหลังเลี้ยงไก่เป็นงานอดิเรก ช่วยดูแลไปด้วยในลักษณะไหว้วาน ต้นสังกัดกำลังตรวจสอบ

 
เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมา เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (ทบ.) ชี้แจงกรณีทหารกองประจำการเผยเเพร่คลิปตัดพ้อเรื่องการเลี้ยงไก่ (อ่านเพิ่มเติม: พลทหารแฉ! มารับใช้ชาติ แต่ถูกให้เลี้ยงไก่นาย โดนตบตี ด่าพ่อ-แม่ ถ้าไก่เป็นแผล, ข่าวสด, 14/7/2561) โดยระบุว่าจากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเป็นการดำเนินการส่วนบุคคลในบ้านพักราชการของหน่วยที่ผู้เข้าพักใช้พื้นที่ด้านหลังเลี้ยงไก่เป็นงานอดิเรก ซึ่งคงได้มีการมอบหมายให้ทหารที่ดูแลบ้านพักของหน่วยช่วยดูแลไปด้วยในลักษณะไหว้วาน
 
สำหรับกรณีนี้ทางหน่วยคงหารายละเอียดหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ถ้าพบมีการปฏิบัติต่อกันไม่ค่อยเหมาะสมจริงโดยเฉพาะเรื่องการใช้วาจาต่อกัน ทางหน่วยก็คงต้องมีว่ากล่าวตักเตือนกัน
 
"โดยทั่วไปการจะมอบหมายไหว้วานให้ทหารที่ดูแลบ้านพักช่วยทำสำหรับงานบางลักษณะบางประเภท นอกเหนือจากงานหน้าที่หลักที่จะต้องดูแลบ้านพักราชการแล้ว กรณีมีงานเพิ่มเติมอื่นๆ หรืออาจเป็นงานนอกหน้าที่หลักเสริมมา อาจต้องพิจารณาคำนึงถึงเรื่องของน้ำใจและความสมัครใจเป็นสำคัญ เชื่อว่าทางหน่วยคงจะได้ทำความเข้าใจกับกำลังพลทุกระดับ" พ.อ.วินธัยกล่าว
 
โฆษกกระทรวงกลาโหมยังไม่เห็นคลิปพลทหารโอดนายใช้เลี้ยงไก่
 
ด้าน สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2561 ว่าพล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์  โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่เว็บไซต์ Youtube เผยแพร่คลิปที่มีคนอ้างว่าเป็นพลทหารที่ศูนย์การทหารราบที่ 2 ค่ายธนะรัชต์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ออกมาเปิดเผยว่า สมัครมาเป็นทหาร แต่สุดท้ายต้องมาเลี้ยงไก่ให้นาย และยังโดนต่อว่า และ ตบหน้า เพียงเพราะไก่ป่วย ว่า ตนยังไม่ทราบรายละเอียดและยังไม่ได้เห็นคลิปดังกล่าว แต่เรื่องใดที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องหยุดการกระทำดังกล่าว ซึ่งหากตนได้เห็นคลิปแล้ว จะดำเนินการส่งให้ทางกองทัพบกตรวจสอบอีกครั้ง
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กรมการปกครองแจงขอสัญชาติ 4 คนทีมหมูป่าอะคาเดมี ใช้หลักเกณฑ์ปกติ

Posted: 14 Jul 2018 05:49 PM PDT

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียดกรณี 4 หมู่ป่าอะคาเดมี "ด.ช.มงคล-ด.ช.อดุลย์-นายพรชัย-โค้ชเอก" ขอสัญชาติไทย ระบุกระบวนการทุกขั้นตอนเป็นไปตามหลักเกณฑ์และใช้ปฎิบัติเหมือนกันทุกคนที่ขอสัญชาติไทย 

 
สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2561 ร.ต.ท.อาทิตย์ บุญญะโสภัต อธิบดีกรมการปกครอง กล่าวว่ากรมการปกครองเป็นหน่ายงานรัฐที่รับผิดชอบในเรื่องการพิจารณาให้สัญชาติไทยกับบุตรของชนกลุ่มน้อยหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยกระบวนการ และการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องเป็นไปตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 7 ธ.ค. 2559 
 
ทั้งนี้จากรายงานล่าสุดกรณีทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี จำนวน 13 คน พบว่าไม่มีสัญชาติไทย 4 คน โดยเป็นเด็ก 3 คน และผู้ฝึกสอน 1 คน ประกอบด้วย ด.ช.มงคล บุญเปี่ยม เกิดวันที่ 10 เม.ย. 2548 อายุ 13 ปี ด.ช.อดุลย์ สามอ่อน เกิดวันที่ 21 มิ.ย. 2547 อายุ 14 ปี นายพรชัย คำหลวง เกิดวันที่ 3 ก.ย. 2545 อายุ 16 ปี และนายเอกพล จันทะวงศ์ หรือโค้ชเอก อายุ 25 ปี สาเหตุที่บุคคลทั้ง 4 คนไม่ได้สัญชาติไทยเนื่องจากมีบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว ซึ่งข้อมูลที่ตรวจพบปรากฏว่าทั้ง 4 คนไม่ได้แจ้งการเกิดไม่มีสูติบัตร 
 
ในส่วนของเด็ก 3 คนได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนราษฎรในกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามมติ ครม. วันที่ 18 ม.ค. 2548 โดยมีเลขประจำตัว 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 0 ขณะที่โค้ชเอก มีหนังสือรับรองการเกิดของโรงพยาบาลแม่สาย แต่ไม่ได้แจ้งเกิดและไม่ได้จัดทำทะเบียนราษฎรจึงไม่มีเลขประจำตัว 13 หลัก 
 
อย่างไรก็ตามการขอสัญชาติไทยของทั้ง 4 คน จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 โดยจากข้อมูลที่ได้รับ แม้บิดามารดาของทั้ง 4 คนไม่ใช่คนสัญชาติไทย แต่ทั้ง 4 คนเกิดในดินแดนประเทศไทย ดังนั้นหลักฐานที่แสดงว่าเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทย ได้แก่ สูติบัตรหรือใบเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิดที่ นายทะเบียนออกให้ เรียกว่า ท.ร.20/1 จึงเป็นสิ่งสำคัญ 
 
ขณะนี้ประเด็นการขอสัญชาติไทยของทั้ง 4 คน จึงต้องเริ่มต้นด้วยการพิสูจน์ว่าพวกเขาเกิดในประเทศไทย และเมื่อได้รับสูติบัตรหรือหนังสือรับรองการเกิดจากนายทะเบียนแล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนการยื่นขอมีสัญชาติไทยต่อไป
 
จากข้อมูลในแบบสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนราษฎรของ ด.ช.มงคล  ด.ช.อดุลย์ และนายพรชัย ระบุว่าทั้งสามคนเกิดที่ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ดังนั้น บิดา มารดา หรือผู้ปกครอง ต้องยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนอำเภอ (นายอำเภอ) หรือนายทะเบียนท้องถิ่นเทศบาล (ปลัดเทศบาล) แห่งท้องที่ที่เด็กเกิด เพื่อขอให้นายทะเบียนออกหนังสือรับรองการเกิดตามแบบ ท.ร.20/1 ให้ โดยพยานหลักฐานสำคัญที่จะต้องใช้ได้แก่ บุคคลที่รู้เห็นการเกิด อาจเป็นหมอตำแย ญาติ เพื่อนบ้านใกล้เคียง หรือผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น
 
อธิบดีกรมการปกครองกล่าวว่าเมื่อพิจารณาจากอายุของเด็กแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องพยานรับรอง ส่วนกรณีของโค้ชเอกเนื่องจากมีหนังสือรับรองจากโรงพยาบาลแม่สาย จึงสามารถยื่นเรื่องขอแจ้งการเกิดได้ที่เทศบาลตำบลแม่สาย เมื่อนายทะเบียนออกสูติบัตรให้แล้ว ก็จะกำหนดให้เลขประจำตัว 13 หลักและเพิ่มชื่อเข้าในเอกสารทะเบียนราษฎร 
 
สำหรับขั้นตอนต่อไป หลัง ทั้ง 4 คนมีสูติบัตรหรือใบเกิด หรือหนังสือรับรองการเกิด แล้ว ก็คือการยื่นคำขอมีสัญชาติไทย โดยกรณีของเด็กชายมงคล  เด็กชายอดุลย์ และนายพรชัย ถ้าเกิดในประเทศไทยจะเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ฯลฯ ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งให้สัญชาติไทยได้ตามหลักเกณฑ์ ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7 ธ.ค. 2559   
 
กรณีของ ด.ช.มงคล และนายพรชัย จะเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 1) ถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยมีบิดาหรือมารดาเป็นชนกลุ่มน้อยที่ทางราชการได้สำรวจจัดทำทะเบียนประวัติไว้ และมีเลขประจำตัว 13 หลัก เช่น ชาวเขา ชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อ เป็นต้น บิดาหรือมารดาต้องเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปีนับถึงวันที่บุตรยื่นคำขอมีสัญชาติไทย เด็กจะได้รับสัญชาติไทย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามารดาของเด็กชายมงคล และนายพรชัย เป็นชาวไทยลื้อหรือชาวไทยใหญ่ที่มีทะเบียนประวัติไว้แล้ว
 
ขณะที่ข้อมูลของ ด.ช.อดุลย์ ไม่ปรากฏทะเบียนของบิดามารดา และทราบเบื้องต้นว่า ด.ช.อดุลย์ อยู่ในการอุปการะเลี้ยงดูของคริสตจักร บิดามารดาทอดทิ้งไปตั้งแต่เล็ก จึงจะเข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 2) ถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยแต่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง หรือไม่ปรากฏบิดามารดา เด็กต้องอาศัยอยู่ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 10 ปี และจะต้องมีหนังสือรับรองว่าเป็นคนที่ถูกบิดามารดาทอดทิ้ง ซึ่งจะขอเอกสารดังกล่าวได้ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด เด็กก็จะสามารถขอมีสัญชาติไทยได้
 
ขณะที่โค้ชเอกก็จะเข้าตามหลักเกณฑ์ในกรณีที่ 3) ที่ระบุว่าถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยมีบิดามารดาเป็นคนต่างด้าวที่มิใช่ชนกลุ่มน้อย เด็กจะต้องเรียนหนังสือในประเทศไทยจนจบปริญญาตรี แล้วเอาหลักฐานปริญญาบัตรและผลการเรียนไปยื่นขอสัญชาติไทย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบอำนาจให้นายอำเภอเป็นผู้อนุมัติ กรณีผู้ขอสัญชาติมีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุมัติ กรณีผู้ขอมีสัญชาติมีอายุเกินกว่า 18 ปี 
 
นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมถ้าเด็กเกิดในประเทศไทยโดยบิดาหรือมารดาเป็นคนต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยด้วยก่อนวันที่ 26 ก.พ. 2535 การขอสัญชาติไทยสามารถดำเนินการได้อีกช่องทางหนึ่ง ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติว่าผู้ขอจะต้องมีหลักฐานการเกิด มีเลขประจำตัว 13 หลัก มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม และอาศัยอยู่ติดต่อกันในประเทศไทย โดยกฎหมายให้อำนาจนายอำเภอเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาของโค้ชเอกเป็นชาวไทยลื้อที่เกิดในประเทศไทยจริงตามที่เป็นข่าวถึงแม้จะเสียชีวิตแล้วก็ตามโค้ชเอกก็สามารถขอมีสัญชาติไทยตามช่องทางนี้ได้ 
 
สำหรับระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ขั้นตอนการรับคำขอมีสัญชาติไทยพร้อมพยานหลักฐานครบถ้วน จนถึงการพิจารณาอนุมัติของนายอำเภอ จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่ว่าด้วยเหตุใด สามารถขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 30 วัน เมื่อรวมแล้วจะต้องไม่เกิน 120 วัน 
 
ทั้งนี้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยยืนยัน หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการใช้ปฏิบัติกับทุกคนที่มีปัญหาและข้อเท็จจริงในลักษณะเดียวกันมิได้กำหนดขึ้นเพื่อให้ประโยชน์กับเด็กทีมหมูป่าอะคาเดมี หรือบุคคลอื่นใดหรือกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ
ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมาคมโรงแรมภาคใต้ระบุมีการยกเลิกจองห้องพักแล้ว 7,300 กว่าห้อง

Posted: 14 Jul 2018 05:07 PM PDT

นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ระบุท่องเที่ยวภูเก็ตได้รับผลกระทบหนักจากเหตุเรือล่ม ทำให้นักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตกว่า 47 ราย พบมีการทยอยยกเลิกจองห้องพักแล้ว 7,300 กว่าห้อง หนักกว่าที่ผู้ประกอบการคาดไว้ จี้หน่วยงานรัฐเร่งเรียกความเชื่อมั่นกลับโดยด่วน

 
MGR Online รายงานเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมาว่าจากกรณีเกิดเหตุเรือฟีนิกซ์ล่ม ที่เกาะเฮ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 47 ราย ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตแล้ว เนื่องจากการนักท่องเที่ยวจีนขาดความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะมาตรการบังคับใช้กฎหมายในการอนุญาตเรือออกจากท่าเรือ
 
นายก้องศักดิ์ คู่พงศกร นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ เปิดเผยถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ว่า ในส่วนของผู้ประกอบการโรงแรมจังหวัดภูเก็ตได้เฝ้าติดตามผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้มีการสำรวจการยกเลิกการจองห้องพักล่วงหน้าของนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งขณะนี้มีโรงแรมที่ได้รับผลกระทบตอบกลับมาแล้ว 19 แห่ง มีการยกเลิกการจองห้องพักในเดือน ก.ค.ถึง ส.ค. นี้แล้ว 7,300 กว่าห้อง ซึ่งโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตมีมากกว่า 2,000 แห่ง ห้องพักกว่า 100,000 ห้อง ส่วนโรงแรมที่เหลือกำลังทยอยส่งข้อมูลเข้ามา
 
"ผลกระทบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้มากกว่าที่ทางผู้ประกอบการโรงแรมคาดไว้ในตอนแรก ที่คิดว่าน่าจะอยู่ที่ 10-15% เท่านั้น เพราะนักท่องเที่ยวจีนจะจองห้องพักในระยะสั้นๆ ทั้งนี้นอกจากนักท่องเที่ยวจีนไม่มั่นใจในมาตรการด้านความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางทะเลของไทย และยังอยู่ในอารมณ์โกรธเคืองกับคำพูดบางคำพูด ที่มีการแชร์ข้อมูลกันในโซเชียลของจีน จึงยังไม่อยากเดินทางมาท่องเที่ยวที่ภูเก็ต ทำให้มีการยกเลิกการจองห้องพัก" นายกสมาคมโรงแรมไทยภาคใต้ กล่าวและว่า
 
ในเรื่องนี้เราจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องของมาตรการความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางทะเล และร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวรวมถึงญาติของผู้เสียชีวิตให้ดีที่สุด ซึ่งทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวทุกภาคส่วนได้ร่วมกันดูแลนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี ทั้งในส่วนของการดูแลห้องพัก รถรับส่ง ไกด์ อย่างดีที่สุด 
 
นายกสมาคมโงแรมไทยภาคใต้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการท่องเที่ยวของภูเก็ตในครั้งนี้น่าจะยาวไปจนถึงเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นช่วงโลว์ซีชั่นของภูเก็ต จะได้นักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก เมื่อจีนหายไปจำนวนมาก เกรงกันว่าจะมีการแข่งกันลดราคาค่าห้องพักและค่าทัวร์ต่างๆ ไม่ยากจะให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น
 
เพื่อไทยแนะรัฐบาลระวังประเด็นอ่อนไหว
 
เว็บไซต์บ้านเมือง รายงานว่านายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วสังคมออนไลน์ประเทศจีน จากคำให้สัมภาษณ์ของรองนายกรัฐมนตรีไทย ที่ตอบคำถามสื่อในกรณีเหตุเรือนักท่องเที่ยวจีนล่มใน จ.ภูเก็ต มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 ราย ว่า การให้สัมภาษณ์ในประเด็นที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ผู้แทนรัฐบาลต้องระมัดระวัง การไปพูดในลักษณะที่ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าใจได้ว่า เป็นคำพูดที่ดูไม่ใส่ใจและไม่รับผิดชอบของรัฐบาล อาจทำให้นักท่องเที่ยวและประชาชนชาวจีนไม่พอใจได้ และขณะนี้ได้เกิดเป็นกระแสต่อต้านในโลกโซเชียลจีน ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นถล่มประเทศไทยอย่างหนัก จนมีการยกเลิกการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยแล้วกว่า 15% สูญเสียรายได้ไปกว่า 42,000 ล้านบาท 
 
การให้สัมภาษณ์ของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถือเป็นความเห็นของผู้แทนรัฐบาลไทยโดยชอบธรรมหรือไม่ คนไทยถือว่าพี่น้องประชาชนชาวจีนและประชาชนทุกชาติทุกภาษา เมื่อมาท่องเที่ยวประเทศไทย รัฐบาลและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องดูแลความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน หากเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุไม่พึงประสงค์ต้องดูแลเยียวยาภายใต้กรอบกฎหมายโดยเสมอภาคและทันท่วงที พรรคเพื่อไทยรู้สึกเสียใจกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น และต้องไปตรวจสอบว่าเป็นความบกพร่องของการควบคุมความปลอดภัยที่ยังไม่รัดกุมพอหรือไม่ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของทางการไทย ที่จะต้องมีการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน 
 
การที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.สั่งการให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนชาวจีน หลังแห่ยกเลิกทัวร์ หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนั้น ประชาชนไม่มั่นใจว่าเป็นการแก้ปัญหาที่อาจล่าช้าหรือตรงจุดหรือไม่ และบุคคลที่ควรสั่งการให้แก้ไขในสถานการณ์นี้ควบคู่ไปพร้อมกันควรจะเป็นพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่เป็นที่พูดจนทำให้สถานการณ์บานปลายเสียหายหรือไม่
 
รวบแล้วเจ้าของเรือฟินิกซ์ ฝากขังจันทร์นี้
 
15 ก.ค. 2561 เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่ากรณีเรือฟินิกซ์ล่มที่จังหวัดภูเก็ต จนมีมีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 48 รายนั้น ล่าสุด พล.ต.ต.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ได้จับกุมตัว น.ส.วรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการเรือฟินิกซ์เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ตได้แล้ว โดยแจ้งข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นการทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้ควบคุมตัวไว้ที่ สภ.ฉลอง และในวันวันที่ 16 ก.ค.จะฝากขังต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ  ส่วนช่างเครื่องเรือฟินิกซ์ ได้จับกุมเมื่อวันที่ 13 ก.ค.2561 ให้การปฏิเสธ 
 
"ส่วนที่จะสอบสวนหาความเกี่ยวโยงถึงบุคคลอื่นที่กระทำผิดต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้มากกว่านี้  ขอเวลาในการทำงาน รวบรวมพยานหลักฐานเมื่อไปถึงใคร ดำเนินคดีทุกคนทั้งหมดไม่ละเว้น  โดยตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตทำงานร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวและทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง" พล.ต.ต.ธีระพล กล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหว ประชาไท แอด LINE ไอดี @prachatai (มีแอทนำหน้า) และเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai