โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ชาวตาคลีร้องทบทวนแผนสร้างรถไฟรางคู่ ปมจุดข้าม-กลับรถ ห่าง 6.5 กม. แบ่งแยกชุมชน เปอร์โตริโก: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

กรมชลฯ แจงอ่างเก็บน้ำสกลนครไม่แตก ศรีสุวรรณอัดหยุดบิดเบือน จี้ประยุทธ์ปลดผู้เกี่ยวข้อง

Posted: 28 Jul 2017 11:49 AM PDT

กรมชลฯ แจง 'กัดเซาะสันเขื่อน' 20 เมตร ยันอ่างเก็บน้ำสกลนครไม่ได้แตก ด้าน ศรีสุวรรณ จรรยา ร้องกรมชลประทาน : หยุดบิดเบือน จี้ประยุทธ์ปลดอธิบดีกรมชลฯ และ รมว.เกษตรฯ ออกไปเสีย

29 ก.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ว่า ทางสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องกรมชลประทาน : หยุดบิดเบือนข้อมูลข่าวสารกรณีเขื่อนห้วยทรายขมิ้น จ.สกลนครแตกพัง และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติควรปลดอธิบดีกรมชลประทาน และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกไปเสีย

แถลงการณ์ ระบุว่า กรณีที่มีพายุ "เซินกา(Sonca)" พาดผ่านพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือในหลายๆ จังหวัดเป็นเหตุให้เกิดพายุและฝนตกหนักน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ในขณะนี้นั้น แต่ปรากฏว่าในพื้นที่จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่เขื่อนห้วยทราย มีการปล่อยปละละเลยให้มีการกักเก็บและสะสมปริมาณน้ำในเขื่อนไว้เป็นปริมาณมากกว่า 3.05 ล้านลูกบาศ์กเมตร เกินกว่าปริมาตรความจุของเขื่อนจะรองรับได้เพียง 2.66 ล้านลูกบาศ์กเมตร ทำให้เกินน้ำล้นคันเขื่อนจนเป็นเหตุให้สันเขื่อนแตกยาวมากกว่า 20 เมตร ทำให้เกิดน้ำทะลักกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลลงสู้ด้านท้ายของเขื่อนไปท่วมพื้นที่ ต.ขมิ้น ต.พังขว้าง ซึ่งมีบ้านเรือน เทือกสวน ไร่นา รถยนต์ของชาวบ้านและพื้นที่ทางการเกษตรจมอยู่ในน้ำ ก่อให้เกิดความเสียหายหลายร้อยหลายพันล้านบาทจนยากที่จะประเมินได้ในปัจจุบัน

แต่ทว่ากรณีที่เกิดขึ้นกรมชลประทานกลับออกมาชี้แจงบิดเบือนข้อมูลข่าวสารผ่านเอกสารเผยแพร่ของกรมฯว่ากรณีที่เกิดขึ้นเป็นเพียง "การกัดเซาะสันเขื่อนลึกประมาณ 4 เมตรยาว 20 เมตร" เท่านั้นและยังอ้างอีกว่า "ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำใดใดที่แตกร้าวทุกอ่างยังมีความมั่นคงแข็งแรงดี" การให้ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณชนดังกล่าวเป็นกลวิธีสร้างการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของกรมชลประทานที่ควรชี้แจงแถลงไขข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ประชาชนทราบตามที่กฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 59 ประกอบมาตรา 76 ให้การคุ้มครองไว้ ซึ่งยังผลให้เกิดความเสียหายเพิ่มมากขึ้น เพราะประชาชนเกิดการชล่าใจจนไม่สามารถป้องกันแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมอย่างฉับพลันได้

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน  ขอเรียกร้องมายัง ฯพณฯนายกรัฐมนตรีและหรือหัวหน้า คสช. ได้โปรดระงับปัญหาเสียแต่ต้นโดยการสั่งปลด "อธิบดีกรมชลประทาน" และ "รมว.กระทรวงเกษตรฯ" ในฐานะผู้บังคับบัญชาให้ออกไปเสียจากตำแหน่งเพื่อให้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และแต่งตั้งบุคคลที่มีความพร้อมมีความสามารถและไม่มีพฤติการณ์หลอกลวงประชาชนมาทำหน้าที่แทนเสียโดยพลัน จึงจะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาสู่รัฐบาลได้ ทั้งนี้ขอเสนอให้เขื่อนทุกเขื่อน(อ่างเก็บน้ำ)ของกรมชลประทานทุกแห่ง จะต้องมีการประเมินความเสี่ยง ละจัดทำแผนรองรับความเสี่ยง และมีการวางระบบการแจ้งข้อมูลสถานการณ์ของน้ำหรืออุทกวิทยาให้ประชาชนท้ายเขื่อนทราบในทุกช่องทาง เพื่อที่ประชาชนจะได้เตรียมการรับมือได้อย่างทันท่วงที และอย่างได้ใช้อำนาจรัฐและเครื่องมือสื่อสารของรัฐบิดเบือนข้อมูลข่าวสารต่อประชาชนอีกต่อไปเลยด้วย

กรมชลฯ แจง 'กัดเซาะสันเขื่อน' 20 เมตร ยันอ่างเก็บน้ำสกลนครไม่ได้แตก

ขณะที่ข่าวจากกรมชลฯ วานี้ (28 ก.ค.60) ระบุว่า ทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงว่า ฝนที่ตกหนักจากอิทธิพลของพายุโซนร้อนเซินกา ในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ตั้งแต่วานนี้ (27 ก.ค.) วัดปริมาณฝนสูงสุดในเขต อ.เมืองสกลนคร ได้มากถึง 130 มิลลิเมตร ต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ (28 ก.ค. 60) รวมปริมาณฝนตกสะสมมากถึง 245 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก 4 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำบ่อ อ่างเก็บน้ำห้วยเดียก อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น และอ่างเก็บน้ำภูเพ็ก สรุปได้ดังนี้

       
อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำบ่อ ความจุเก็บกักสูงสุด 2.43 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีความจุมากกว่าระดับเก็บกัก ร้อยละ 107 ระดับน้ำสูงกว่าระดับเก็บกัก 0.20 เมตร เหลืออีก 0.10 เมตร น้ำจะไหลข้ามทำนบดิน เร่งระบายน้ำออกจากอ่างฯอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มระดับน้ำลดลง ยังไม่มีส่งผลกระทบต่อตัวทำนบดินของอ่างฯ แต่อย่างใด
       
อ่างเก็บน้ำห้วยเดียก ความจุเก็บกักสูงสุด 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 4.53 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 108 ของความจุเก็บกัก ระดับน้ำสูงกว่าระดับเก็บกัก 1 เมตร เหลืออีกประมาณ 0.50 เมตร น้ำจะต่ำกว่าระดับสันเขื่อน ได้เร่งระบายน้ำออกจากอ่างฯอย่างต่อเนื่อง ตัวทำนบดินยังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
 
อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ความจุเก็บกักสูงสุด 2.66 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างฯลดลงเหลือ 1.33 ล้านลูกบาศก์เมตร เนื่องจากก่อนหน้านี้มีน้ำล้นทำนบดิน และกัดเซาะสันเขื่อนลึกประมาณ 4 เมตร ยาว 20 เมตร ทำให้มีน้ำไหลออกจากอ่างฯลงสู่ด้านท้าย ไปรวมกับปริมาณน้ำในลำนำธรรมชาติที่มีปริมาณมากอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ด้านท้ายอ่างฯและถนนบางส่วน กรมชลประทาน ได้เร่งตรวจสอบความเสียหาย พร้อมหาแนวทางซ่อมแซมและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนแล้ว
 
อ่างเก็บน้ำภูเพ็ก ความจุเก็บกักสูงสุด 3.0 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯมากถึง 2.91 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้เร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง และทำนบดินยังไม่ได้รับผลกระทบในขณะนี้
       
อนึ่ง เส้นทางการไหลของน้ำในเขตเมืองสกลนคร เกือบทั้งหมดจะไหลไปรวมลงสู่หนองหาร และระบายออกทางลำน้ำก่ำเพียงลำน้ำเดียว ก่อนจะไหลไปลงแม่น้ำโขง แต่เนื่องจากลำน้ำก่ำมีปริมาณน้ำเต็มความจุของลำน้ำแล้ว ทำให้การระบายน้ำจากหนองหาร ไม่สามารถระบายได้อย่างสะดวก จึงทำให้เกิดการท่วมขัง ในเบื้องต้น กรมชลประทาน ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 จุด ที่บ่อบำบัดน้ำเสีย จ.สกลนครและหนองสนม เพื่อเร่งระบายน้ำ หากไม่มีปริมาณน้ำมาเพิ่มเติมคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้
       
กรณีที่มีข่าวลือเรื่องของอ่างเก็บน้ำห้วยทราย ที่อยู่ใกล้กับพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์แตกแล้ว นั้น กรมชลประทานขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า อ่างเก็บน้ำทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ที่มีเต็มอ่างฯนั้น ยังไม่มีอ่างเก็บน้ำใดที่แตกร้าว ทุกอ่างฯยังมีควมมั่นคงแข็งแรงดี
       
สำหรับการแก้ปัญหาในเบื้องต้น กรมชลประทาน ได้ระดมเจ้าหน้าที่และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าพื้นที่ เพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่อย่างเร่งด่วนแล้ว ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้สั่งการให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งระดมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ พร้อมกับประสานกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในครั้งนี้
       
อนึ่ง นิพนธ์ มังกรแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสกลนคร สำนักชลประทานที่ 5 เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร ซึ่งเป็นอ่างเก็บนำขนาดกลาง ความจุอ่างที่ 2.4 ล้านลูกบาศก์เมตร แบกรับน้ำเกินขนาด ส่งผลให้มีน้ำล้นทำนบดิน และพังทลายกินลึกประมาณ 4 เมตร ยาว 20 เมตร มีน้ำไหลออกทันทีกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร เข้าสู่พื้นที่ใกล้เคียงคือ ต.ขมิ้น ต.พังขว้าง โดยพื้นที่ดังกล่าว เป็นบ้านเรือนประชาชน และพื้นที่ทางการเกษตร
       
นอกจากนี้ กระแสน้ำได้กัดคอสะพานบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 22 (สกลนคร-อุดรธานี) ขาดไป 1 สะพาน เบื้องต้น เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน กำลังเร่งเข้าไปในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน แต่จะต้องประเมินจากสถานการณ์อีกครั้ง ว่าจะใช้วิธีนำถุงทรายมาวาแทนทำนบดินชั่วคราว หรือนำรถแบคโฮเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาต่อไป 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อิสราเอลยังคงปิดกั้นมัสยิดอัลอักซอ-ขณะที่มีชาวปาเลสไตน์ถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย

Posted: 28 Jul 2017 09:33 AM PDT

หลังจากทางการอิสราเอลยอมถอนมาตรการจำกัดคนเข้ามัสยิดอัลอักซอได้เพียง 1 วัน ล่าสุดในวันศุกร์ทางการอิสราเอลกลับมาใช้มาตรการปิดกั้นมัสยิดอัลอักซอต่อเนื่อง โดยในวันศุกร์นี้มีรายงานว่าผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์ได้รับบาดเจ็บถึง 52 ราย และมีชาวปาเลสไตน์ถูกยิงเสียชีวิตที่เมืองเฮบรอน 1 ราย

มัสยิดอัลอักซอ ในนครเยรูซาเลม อิสราเอล
ที่มาของภาพประกอบ: Andrew Shiva/
Wikipedia /CC BY-SA 4.0

หลังจากชาวปาเลสไตน์ประท้วงหนักขึ้นเรื่อยๆ ในประเด็นเรื่องที่อิสราเอลจำกัดคนเข้ามัสยิดอัลอักซอและเพิ่มระบบตรวจสอบความปลอดภัย ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา ทางการอิสราเอลก็ยอมยกเลิกมาตรการจำกัดคนเข้ามัสยิดแล้ว พร้อมถอนเครื่องตรวจจับโลหะออกจากมัสยิด เดอะการ์เดียนรายงานว่ามาตรการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ของอิสราเอลถูกนำไปแล้ว เนื่องจากทางการอิสราเอลกลัวว่าจะเกิดการประท้วงใหญ่หนักขึ้นจนเกิดความโกลาหลในช่วงที่มีการละหมาดในวันศุกร์ (28 ก.ค.)

โฆษกตำรวจอิสราเอล ลูบา ซัมรี แถลงว่า "ทางตำรวจได้คืนมาตรการรักษาความปลอดภัยกลับไปเป็นแบบเดิมก่อนหน้าที่จะมีการโจมตีฮาราม อัลชารีฟโดยกลุ่มก่อการร้ายวันที่ 14 ก.ค."

แม้อิสราเอลจะเลิกจำกัดอายุและนำเครื่องตรวจโลหะออกแต่พวกเขาบอกว่าจะมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีความซับซ้อนแทน

ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมของอิสราเอลไม่เห็นด้วยกับมาตรการดังกล่าว อย่างนาฟทาลี เบนเนตต์ รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการกล่าวให้สัมภาษณ์ต่อวิทยุกองทัพอิสราเอลว่าการตัดสินใจยกเลิกการจำกัดการเข้ามัสยิดอัลอักซอจะทำให้อิสราเอล "อ่อนแอลง" และกังวลว่าอาจจะเกิดความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต ส่วนสื่ออิสราเอลฮะยอม ที่ให้การสนับสนุนเนทันยาฮูมาโดยตลอดก็วิจารณ์การตัดสินใจในครั้งนี้ว่า "อ่อนแอและหวาดกลัว"

อย่างไรก็ตามในวันศุกร์ (28 ก.ค.) ทางการอิสราเอลได้นำมาตรการปิดกั้นการเข้ามัสยิดอัลอักซอกลับมาใช้อีกครั้ง โดยห้ามชายที่มีอายุต่ำกว่า 50 ปีเข้าไปในมัสยิด รวมทั้งปิดประตูทางเข้าหลายจุดที่จะเข้าไปในบริเวณดังกล่าว

วันนี้ยังมีรายงานด้วยว่าชายหนุ่มชาวปาเลสไตน์วัย 24 ปี ถูกทหารอิสราเอลยิงเสียชีวิต 1 รายที่เมืองเฮบรอน โดยถูกกล่าวหาว่าจะใช้อาวุธแทงเจ้าหน้าที่อิสราเอล แต่พยานที่เห็นเหตุการณ์ระบุว่าชายคนดังกล่าวอยู่ห่างจากเจ้าหน้าที่ 20 เมตร และไม่ได้พกอาวุธ

นอกจากนี้ยังมีเหตุปะทะกันหลายครั้งในเขตเวสแบงก์และเมืองอื่นๆ หลังการละหมาดวันศุกร์สิ้นสุด ด้านองค์กรเสี้ยววงเดือนแดงของปาเลสไตน์ระบุว่าได้รับรายงานผู้บาดเจ็บ 52 รายในเขตเวสแบงก์ และเยรูซาเลม หลังเหตุประท้วงต่อต้านการควบคุมมัสยิดอัลอักซอในวันศุกร์นี้ (28 ก.ค.)

มาตรการจำกัดการเข้ามัสยิดอัลอักซอมีขึ้นหลังเกิดเหตุมีผู้ใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายจากในมัสยิด ทำให้ทางการอิสราเอลออกมาตรการจำกัดไม่ให้คนอายุน้อยกว่า 50 ปี เข้าไปสู่มัสยิดรวมถึงมีการติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะเพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์โจมตีอีก แต่ชาวปาเลสไตน์ก็กล่าวหาว่าอิสราเอลพยายามขยายการควบคุมมัสยิดนี้

โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีการสลายการชุมนุมชาวปาเลสไตน์ด้วยความรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตทำให้สหประชาชาติประณามทางการอิสราเอล (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

เดอะการ์เดียนระบุว่าความขัดแย้งเกี่ยวกับมัสยิดแห่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อใจกันระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ อัลอักซอร์เป็นสภานที่ศักดิ์สิทธิเป็นอันดับที่ 3 ของอิสลาม ขณะเดียวกันพื้นที่ดังกล่าวชาวยิวเรียกว่าเป็น "เนินวิหาร" (Temple Mount) ก็นับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิสำหรับพวกเขาด้วย การพยายามบรรยายเรื่องราวในแบบของตัวเองในแต่ละฝ่ายสร้างความขัดแย้งและการเผชิญหน้ามแล้วตั้งแต่ในอดีต

อนึ่งในช่วงกลางคืนของวันที่ 27 ก.ค. ถึงเช้ามืดวันที่ 28 ก.ค. หลังจากที่ผู้คนพยายามกลับเข้าสู่มัสยิดอัลอักซอ กองกำลังอิสราเอลได้ยิงแก๊สน้ำตา รวมถึงใช้ระเบิดเสียง กับระเบิดแสง เข้าใส่ผู้คนที่ตั้งใจมาละหมาดวันศุกร์ จนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 ราย

เรียบเรียงจาก

Israel U-turns on al-Aqsa mosque security after Palestinian street protests, The Guardian, 27-07-2017

Palestinians met with tear gas upon return to al-Aqsa, Aljazeera, 28-07-2017

Palestinian killed after alleged stabbing attempt, Aljazeera, 28-07-2017

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยอดรับแจ้งแรงงานข้ามชาติ 4 วัน ทะลุ 1.5 แสน - ยันไปตรวจสัญชาติไม่ถูกดำเนินคดีคนเข้าเมือง

Posted: 28 Jul 2017 04:45 AM PDT

ก.แรงงาน เผยยอดรับแจ้งแรงงานข้ามชาติ 4 วัน ทะลุ 1.5 แสนราย ย้ำ เปิดบริการไม่เว้นวันหยุด ยันแรงงานฯไปตรวจสัญชาติทั้งในและนอกประเทศได้รับยกเว้น จะไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

แฟ้มภาพ

28 ก.ค. 2560 รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงาน แจ้งว่า อนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เผยว่า ศูนย์เฉพาะกิจเพื่ออำนวยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ศฉต.) กระทรวงแรงงาน ได้รายงานผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ 4 ของการเปิดศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวทั่วประเทศ 100 ศูนย์ โดยเป็นศูนย์รับแจ้งใน กทม. 11 ศูนย์ และส่วนภูมิภาค 89 ศูนย์ พบว่า ตัวเลขสะสมตั้งแต่วันที่ 24 – 27 ก.ค.60 (ข้อมูลวันที่ 27 ก.ค. ณ เวลา 16.30 น.) มีนายจ้างมาแจ้งการใช้แรงงานต่างด้าวแล้ว 47,511 ราย ลูกจ้างต่างด้าว 152,718 คน เฉพาะวันที่ 27 ก.ค.วันเดียว มีนายจ้างมายื่น 10,360 ราย ลูกจ้าง 31,409 คน และมีนายจ้างลงทะเบียนออนไลน์ 532 ราย ลูกจ้าง 1,186 คน ได้รับแจ้งการจ้างแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมามากที่สุด รองลงมากัมพูชา และลาวตามลำดับ เมื่อจำแนกตามประเภทกิจการ 3 อันดับแรก ได้แก่ เกษตรและปศุสัตว์ รองลงมากิจการก่อสร้าง และจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ตามลำดับ

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อว่า จังหวัดที่มีการยื่นขอจ้างคนต่างด้าวมากที่สุด 5 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ระยอง ปทุมธานี และเชียงใหม่ ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน ยืนยันว่า ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวทั้ง 100 ศูนย์ทั่วประเทศจะเปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. – 7 ส.ค.60 ไม่เว้นวันหยุด  โดยเจ้าหน้าที่จะคอยอำนวยความสะดวกตั้งแต่เวลา 08.30 – 16.30 น.และสามารถแจ้งออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน ที่ https://wpfast.doe.go.th/fast11/user/ จึงขอเชิญชวนนายจ้างที่มีการใช้แรงงานต่างด้าวเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเอกสารการจ้างงาน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ให้รีบมาดำเนินการเพื่อเข้าสู่ระบบการจ้างแรงงานที่ถูกกฎหมาย เป็นไปตามขั้นตอนและทันตามเวลาที่กำหนด สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694

ยันแรงงานฯไปตรวจสัญชาติ ไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

นอกจากนี้ วรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ชี้แจงถึงกรณีที่มีนายจ้างและแรงงานต่างด้าวเข้าใจผิดว่าหากเดินทางมาที่ศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวและไปตรวจสัญชาติแล้วจะถูกจับกุมดำเนินคดีนั้นว่า กระทรวงแรงงานได้มีมาตรการชั่วคราวเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว โดยได้ออกประกาศกระทรวงแรงงานเรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตทำงานและการอนุญาตให้ทำงาน ตาม พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 โดยกลุ่มที่ไม่มีเอกสารใดๆ แสดงตน เช่น หนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน หรือเคยมีเอกสารแต่เอกสารหมดอายุ แต่ปัจจุบันยังคงทำงานอยู่กับนายจ้างในประเทศไทยให้สามารถทำงานได้ต่อไป ด้วยการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งการทำงานของคนต่างด้าวขึ้นเพื่อให้นายจ้างยื่นแบบคำขอจ้างคนต่างด้าวได้ที่ศูนย์รับแจ้งฯ ซึ่งได้อำนวยความสะดวกให้กับนายจ้างในการดำเนินการหลายช่องทางคือ  นายจ้างยื่นเอง ให้ผู้อื่นยื่นแทน หรือยื่นทางอินเทอร์เน็ตได้ โดยไม่ต้องพาแรงงานต่างด้าวมาด้วย ในส่วนของเอกสารก็ไม่ยุ่งยาก มีเพียงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของนายจ้าง สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล เฉพาะหน้าแรก
 
กรณีนายจ้างเป็นนิติบุคคล รูปถ่ายแรงงานต่างด้าว และแบบคำขอจ้างคนต่างด้าวซึ่งสามารถโหลดเอกสารได้ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน และหลังจากนายจ้างยื่นแบบคำขอจ้างคนต่างด้าวแล้วเจ้าหน้าที่จะนัดให้นายจ้างพาลูกจ้างมาสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง หากพบเป็นนายจ้าง-ลูกจ้างจริง เจ้าหน้าที่จะออกเอกสารรับรองการเดินทางเพื่อไปตรวจสัญชาติกับประเทศต้นทาง ซึ่งเมียนมา และกัมพูชา ได้อำนวยความสะดวก โดยเข้ามาตรวจสัญชาติแรงงานของตนในประเทศไทย ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์ OSS ขึ้น ณ จุดตรวจสัญชาติ โดยในระหว่างที่คนต่างด้าวเดินทางไปตรวจสัญชาติหรือจัดทำ PP TP TD CI หรือเอกสารที่ประเทศ ต้นทางออกให้ ทั้งในราชอาณาจักรและนอกราชอาณาจักรเพื่อดำเนินการตรวจสัญชาติดังกล่าว ให้ได้รับการยกเว้นเกี่ยวกับการเดินทางเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง   
 
วรานนท์ กล่าวย้ำว่า ขอให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวสบายใจได้ว่าจะไม่ถูกจับกุมและดำเนินคดีแต่อย่างใด เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของการชะลอบทลงโทษในมาตรา 101 102 119 และ 122 ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 33/2560 จำนวน 180 วัน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ดังนั้น นายจ้างและแรงงาน ต่างด้าวจึงยังไม่ต้องรับโทษ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เลขาฯ ป.ป.ช. ไม่ทราบคดีประกันราคาข้าวของอภิสิทธิ์ ไต่สวนถึงขั้นไหนแล้ว

Posted: 28 Jul 2017 04:34 AM PDT

เลขาฯ ป.ป.ช. เผยการชี้มูลความผิด กรณีกล่าวหา ยิ่งลักษณ์ และครม. อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ใกล้เสร็จสิ้น ระบุไม่ทราบคดีประกันราคาข้าวของอภิสิทธิ์ ดำเนินการไต่สวนถึงขั้นไหนแล้ว อัยการชี้ยึด รธน.ให้สิทธิอุทธรณ์คดีจำนำข้าว

แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา เนชั่นรายงานว่า สรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยถึงกรณีเตรียมชี้มูลความผิด กรณีกล่าวหา ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รวม 34 ราย กรณีอนุมัติการจ่ายเงินเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองปี 2548-2553 โดยไม่มีกฎหมายรองรับ ภายในเดือน ก.ย.นี้ว่า ปัจจุบันคดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการไต่สวน ใกล้เสร็จสิ้นแล้วตามที่ สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. ระบุ และวันนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้หารือกันถึงประเด็นที่ วิญญัติ ชาติมนตรี กลุ่มนักกฎหมายอาสาเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อติง สุภา ว่า การกระทำดังกล่าวอาจสร้างกระแสสอดรับช่วงเวลาที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะพิพากษาคดีจำนำข้าวที่มี "ยิ่งลักษณ์ เป็นจำเลย ทั้งนี้ ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่เกี่ยวกัน การไต่สวนของ ป.ป.ช. ดำเนินการไปตามกฎหมาย

 

สรรเสริญ กล่าวว่า ตนไม่ขอพูดถึงคดีเกี่ยวกับข้าวในช่วงนี้ คงต้องรอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำตัดสินออกมาก่อน ส่วนคดีประกันราคาข้าวของ อภิสิทธิ์ ไม่ทราบว่าดำเนินการไต่สวนถึงขั้นไหนแล้ว ทราบแค่ว่า อยู่ในชั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนฯ ดำเนินการอยู่ 

ต่อกรณีคำถามถึงความคืบหน้าคดีอื่นๆ ของ ยิ่งลักษณ์ ที่ ป.ป.ช. ไต่สวน 13 คดี  เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.  กล่าวว่า ที่พ้นจาก ป.ป.ช. ไปแล้ว 2 คดี ได้แก่ คดีโครงการรับจำนำข้าวที่ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดไปแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอฟังคำตัดสินของศาลฯ และคดีขอให้ถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่กำหนดให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งต้องจัดทำข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง และประกาศราคากลางในระบบข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องไปแล้ว ส่วนอีก 11 คดีที่เหลืออยู่ระหว่างการไต่สวนต่อไป
 

อัยการชี้ยึด รธน.ให้สิทธิอุทธรณ์คดีจำนำข้าว

วานนี้ (28 ก.ค.60) Voice TV รายงานว่า ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงสิทธิในการยื่นอุทธรณ์คดี ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีโครงการรับจำนำข้าว ที่ศาลจะพิพากษาในวันที่ 25 ส.ค.นี้ว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 วรรค 4 บัญญัติให้คู่ความสามารถอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา โดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานใหม่ 

แม้ว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการประกาศใช้  แต่การพิจารณาจะต้องยึดถือรัฐธรรมนูญปี 2560 ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเป็นหลัก จะไปตีความกฎหมายตัดสิทธิคู่ความในคดีว่าไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ อันเป็นการใช้สิทธิโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลไม่ได้ 

คู่ความในคดีจึงมีสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ ตามที่รัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 195 วรรค 4 บัญญัติไว้

 วิษณุ เตือนให้กำลังใจระวังละเมิดอำนาจศาล

ขณะที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงคนที่จะมาให้กำลังใจ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันตัดสินคดีจำนำข้าว 25 ส.ค.นี้ ระวังละเมิดอำนาจศาล

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ส่วนวันพรุ่งนี้ วัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะชี้แจงผ่านเฟซบุ๊ก หลังมีรายงานว่าตำรวจเตรียมแจ้งความดำเนินคดี  ฐานความผิดยุยงปลุกปั่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 จากกรณีโพสต์ให้กำลังใจยิ่งลักษณ์
 

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ตร.เตรียมใช้กำลังเต็มอัตราศึก รับมือวันตัดสินคดีจำนำข้าว จ่อออกหมายจับ 3 คนยุยงปลุกปั่น

Posted: 28 Jul 2017 12:40 AM PDT

รอง ผบ.ตร.เผยเตรียมแผน 'กรกฏ52' ใช้กำลังเต็มอัตราศึก รับมือวันตัดสินคดีจำนำข้าว พร้อมเตรียมขอศาลออกหมายจับ 3 คนข้อหายุยงปลุกปั่น 'ประวิตร' เชื่อไม่ถูกนำไปขยายผลจนเกิดความรุนแรง ด้าน ผบ.ตร.พร้อมรัษาความปลอดภัยเต็มที่

แฟ้มภาพ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา รายงานข่าวระบุว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยการเตรียมรักษาความปลอดภัยในวันแถลงปิดคดีและตัดสินคดีโครงการจำนำข้าวในเดือนสิงหาคมนี้ว่า ตำรวจได้เตรียมใช้แผน "กรกฏ52" ในการดูแลความปลอดภัยบริเวณศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยืนยันพร้อมใช้กำลังเต็มอัตราศึก ทั้งนี้ต้องรอคำสั่งของศาลฎีกาฯว่า จะต้องประเมินและปรับแผนดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างไรบ้าง 

พล.ต.อ.ศรีวราห์ ระบุอีกว่า ขณะนี้พบมีกลุ่มมือที่ 3 คอยยุยงปลุกปั่นประชาชนในวันตัดสินคดี และรู้ตัวบุคคลแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าเป็นกลุ่มหรือบุคคลใด โดยภายในสัปดาห์หน้าเตรียมขอศาลออกหมายจับ 3 คนข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่ยวายในบ้านเมือง ส่วนกลุ่มประชาชนที่จะมาให้กำลังใจนั้นไม่ได้ห้าม ถือว่าเป็นสิทธิ์ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย หากเป็นการชุมนุมทางการเมืองก็จะเข้าข่ายความผิดทั้งกฎหมายอาญา, พ.ร.บ.ชุมนุม และขัดคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันว่า ไม่กังวลเหตุรุนแรงช่วงตัดสินคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เนื่องจากมีการพูดคุยทำความเข้าใจกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงไปแล้วหลายครั้ง จึงเชื่อว่า การตัดสินคดีครั้งนี้จะไม่ถูกนำไปขยายผลทางการเมืองจนเกิดความรุนแรง การพิจารณาคดีเป็นเรื่องของศาลไม่ใช่การสั่งการจากรัฐบาล ยืนยันว่า ไม่มีการสกัดกั้นมวลชน แต่ขอฝ่ายสนับสนุน อย่าเดินทางมาให้กำลังใจ เพราะอาจมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์ จนเกิดความวุ่นวายได้

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงมีการเตรียมพร้อมรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ รวมทั้งเฝ้าระวังด้านการข่าว โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองอย่างใกล้ชิด หากมีการทำผิดกฎหมาย ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ส่วนการอายัดบัญชีทรัพย์สินของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีนี้นั้น เป็นอำนาจของหน่วยที่เกี่ยวข้อง ยืนยันไม่กังวลว่าจะถูกนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชน เพราะตำรวจเฝ้าระวังทุกประเด็น โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดีย

ที่มา สำนักข่าวไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ความหลากหลาย และคณะรัฐศาสตร์

Posted: 27 Jul 2017 09:01 PM PDT

 

หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ตามอ่านบทความ "ความเฉื่อยชา" "ความใจแคบ" และบทความล่าสุด "ข้อสังเกต" ข้าพเจ้าก็ได้เกิดความคิดหลายๆอย่างเช่นกัน จึงขอร่วมวงสนทนาด้วยสักเล็กน้อย และต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าความคิดของข้าพเจ้าค่อนข้างเห็นตรงกับผู้เขียนบทความ "ความใจแคบ" บทสนทนาของข้าพเจ้านี้ ก็คงมีรูปออกมาสนับสนุนความคิดของเขา และตอบโต้ความคิดของ "ความเฉื่อยชา" และ "ข้อสังเกต" ในระดับหนึ่ง (หลังจากเขียนบทความนี้จบ ข้าพเจ้าได้อ่านบทความ "เพื่อนต่างคณะ" และ "ก้าวแรก" จึงก่อกล่าวถึงบทความเหล่านั้นเพิ่มเติมด้วย)

ประเด็นหลักของบทความนี้มีอยู่ว่า มนุษย์ สังคม และศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเหล่านี้ที่เรียกว่าสังคมศาสตร์ มีความหลากหลายอันนำไปสู่ปฏิสัมพันธ์อันหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ศาสตร์นี้ไม่สามารถมีความตายตัวได้ เราควรมองสังคม และการเปลี่ยนแปลงสังคมว่าต้องจัดการกับความหลากหลายที่เราอาจมองไม่เห็นเสียด้วยซ้ำ เราสามารถกำหนดจุดยืนของตนเองที่ชัดเจนแน่วแน่ได้ ดังที่ผู้เขียน "ข้อสังเกต" ได้กล่าว แต่นั่นมิได้เป็นเหตุผลในการกำหนดว่า "เพราะฉันมีความชัดเจนแบบนี้ได้ คนอื่นก็ต้องมีความชัดเจนในรูปแบบที่ฉันจะพอใจได้เหมือนกัน" แต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น ความหลากหลายดังกล่าวมิใช่สิ่งที่ "คณะรัฐศาสตร์" ผูกขาดได้ด้วยซ้ำ ในเมื่อสังคมเป็นสิ่งที่คนทุกคนเป็นส่วนร่วม การถกประเด็นโดยการตั้งสมมติฐานว่า "เพราะเรียนรัฐศาสตร์ เราจึง..." เป็นสิ่งที่ดูถูกผู้อื่นเป็นอย่างมาก ซึ่งคงเป็นเหตุผลหลักที่บทความ "เพื่อนต่างคณะ" ถูกเขียนขึ้นมา ซึ่งข้าพเจ้าชอบสิ่งที่บทความนั้นกล่าวถึงแทบทุกประเด็น โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า "คณะรัฐศาสตร์ ทำอะไรได้ในแง่ของสายงาน (career path)" ซึ่งจะเป็นสิ่งตัดสินศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสังคมในลำดับต่อไป ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่าจะสามารถหาคำตอบในประเด็นนี้ได้บ้างในบทความนี้เช่นกัน

แต่ก่อนอื่น ข้าพเจ้ารู้สึกว่าผู้เขียน "ข้อสังเกต" นั้นเข้าใจผิดในประเด็นของอัตวิสัย (Subjectivity) และภววิสัย (Objectivity) ไป ประเด็นมิได้อยู่ที่ว่าภววิสัยมีอยู่จริงหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าการเชื่อว่าตนเองมิได้ทำในสิ่งที่เป็นอัตวิสัย หรือถ้าใช้คำพูดของผู้เขียน "ความใจแคบ" คือ การมองแบบมีอคติ แล้วจะนำไปสู่ผลเช่นใด ความมั่นใจที่ว่าตนเองได้เข้าไปสู่ความจริงที่ปราศจากอคติ ความรู้สึกส่วนตัว อาจเป็นสิ่งที่นำไปสู่การประเมินสถานการณ์ผิดพลาด และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ ดังเช่นที่ฮิลลารี่ คลินตันพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯต่อโดนัลด์ ทรัมพ์ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่าเกิดจากการที่ทีมเลือกตั้งพรรค Democrat มีความมั่นใจเกินไป และมิได้พัฒนาโมเดลการพยากรณ์ผลไปมองฐานเสียงในแถบ Rust Belt ที่โดนัลด์ ทรัมพ์มุ่งหาเสียงอยู่

นอกจากนั้น ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าการที่ชีเชควิเคราะห์ความรุนแรงเป็น Subjective Violence, Objective Violence และ Symbolic Violence นั้นเป็นการพิสูจน์ได้อย่างไรว่าโลกนี้อาจมีสิ่งที่เป็น "ภววิสัย" อยู่ เพราะสิ่งที่ชีเชควิเคราะห์เป็นการแยกธรรมชาติของความรุนแรงที่เกิดจากปัจเจกออกจากความรุนแรงที่เกิดจากเป้าหมายของระบบ เช่นระบบทุนนิยม อาจมีนายทุนที่เป็นคนที่ "ดี" ในแง่ของปัจเจก แต่ยังเป็นผู้ก่อความรุนแรงในเชิงระบบ ซึ่งแตกต่างจากการมองเรื่องของ "อคติ" ในฐานะตัวแปรของความจริงไปมาก หรือถึงแม้ว่าชีเชคจะมองเรื่องของความรุนแรงแบบที่มีอคติมาเป็นตัวแปร ข้าพเจ้าก็ไม่คิดว่าการที่สิ่งที่เป็น "อัตวิสัย" และ "ภววิสัย" อย่างแน่แท้ในบริบทของการวิเคราะห์ความรุนแรง จะสามารถพิสูจน์ได้ว่าความเป็นภววิสัย "อาจมีอยู่จริง" ได้

ที่ข้าพเจ้าพูดเรื่องนี้เป็นเพราะว่า ในบทความ "ความเฉื่อยชา" และ "ข้อสังเกต" นั้น ข้าพเจ้าสัมผัสได้ว่าผู้เขียนต่างรู้สึกว่า "ความเฉื่อยชา" ที่ตนเองสังเกตเห็นในหมู่คนรอบข้าง "ประสิทธิผล" ที่เป็นผลลัพธ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง และ "ความกล้าหาญทางศีลธรรม (Moral Courage)" ที่ตนเองปกป้อง เป็นสิ่งที่เป็นจริงแน่แท้ และนักรัฐศาสตร์ทุกหมู่เหล่าพึงมี ผู้ที่ไม่เข้าถึง มิได้เป็นนักรัฐศาสตร์ตัวจริง

ซึ่งนำข้าพเจ้าเข้าสู่เรื่องที่สองที่ข้าพเจ้าต้องการสนทนาในบทความนี้ ได้แก่ประเด็นด้านการนิยาม "ความเฉื่อยชา" และ "ประสิทธิผล" ผู้เขียนทั้งสองกล่าวถึงบ่อยครั้ง

ในด้านของ "ความเฉื่อยชา" นั้น ข้าพเจ้าเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาเช่นกัน เพื่อนร่วมคณะหลายคนมิได้ "สนใจเรื่องการเมือง" เท่าข้าพเจ้า มิได้มีความกระตือรือร้นที่จะวางแผนชีวิตอนาคตให้มีความเกี่ยวข้องกับสายวิชา และมิได้แสดงความ "อิน" กับประเด็นการเมืองเท่าใดนัก

แต่การที่คนรอบข้างของข้าพเจ้ามีพฤติกรรมเช่นนั้น หมายความว่าพวกเขา "เฉื่อยชา" กว่าข้าพเจ้าจริงหรือ? แน่นอนข้าพเจ้าอาจประเมินพวกเขาผิดไปได้ เพราะข้าพเจ้าก็ไม่สามารถอ่านใจคนอื่นได้อยู่แล้ว หรือในบางแง่ ข้าพเจ้าอาจมีความ "เฉื่อยชา" กว่าพวกเขาด้วยซ้ำ เพราะหลายคนก็ไปรับราชการไม่ว่าจะเป็นปลัด หรือจะเป็นทูต ซึ่งเป็นการเปิดประเด็นที่น่าสนใจว่า การเรียนรัฐศาสตร์ต้องนำไปสู่การมี "อาชีพ" ที่ตรงกับสิ่งที่เรียนมา (ทั้งๆที่การเข้ากระทรวงต่างประเทศ ก็มิได้ "ตรงสาย" ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศขนาดนั้น) หรือไม่ จึงจะถือว่ามีความกระตือรือร้นจริง หรือแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผู้เขียนทั้งสองกล่าวเป็นนัยนั้น เพื่อนข้าพเจ้าบางคนก็ไปร่วมเดินขบวนกับกปปส. ซึ่งแน่นอนว่าข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย แต่หากวัดความ "ไม่เฉื่อยชา" นั้น พวกเขาต้องเป็นคนที่มีความ "อิน" และกระตือรือร้นกว่าข้าพเจ้าเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงประสบการณ์ข้าพเจ้า ซึ่งอาจไม่ตรงกับสิ่งที่ผู้เขียนทั้งสองรู้สึก สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการถามมิใช่ว่า "อะไรคือความเฉื่อยชา" แต่คือคำถามที่ว่า "ต้องทำอย่างไรให้ไม่เฉื่อยชา" เสียมากกว่า สมมุติว่ามีเพื่อนร่วมคณะของผู้เขียนเดินมาถามในวันพรุ่งนี้ว่า "เราไม่อยากเฉื่อยชาแล้ว เราต้องทำตัวยังไงให้เป็นคนที่มีความตื่นตัวทางสังคม" นั้น ท่านผู้เขียนทั้งสอง จะสามารถให้คำตอบได้หรือไม่ ว่าการ "พยายามเปลี่ยนสังคมโดยมีความกล้าหาญทางศีลธรรม" นั้น ต้องทำอย่างไรในชีวิตจริง หากข้าพเจ้าเป็นคนที่ครุ่นคิดเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองแทบทุกวัน พยายามตามอ่านข่าวเพื่อให้ทันสถานการณ์ แต่มิได้ "ทำ" อะไรเป็นรูปธรรมในแง่ของการเคลื่อนไหว มิได้ไปร่วมเดินขบวน มิได้ไปร่วมเสวนา ฯลฯ ท่านจะมองว่าข้าพเจ้าเป็นคนที่เฉื่อยชาหรือไม่? คำถามนี้พ่วงอยู่กับความเข้าใจของข้าพเจ้าที่มีต่อคำว่า "วิธีการ" ของผู้เขียนทั้งสองเช่นกัน เพราะหลังจากที่ข้าพเจ้าได้อ่านงานที่ดูเหมือนจะมีจุดยืนใกล้เคียงกันสามบทความ ข้าพเจ้าก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดีว่า "ฝ่ายซ้ายใหม่" ที่มี "Moral Courage" นั้นจะทำตัวอย่างไร มีกลยุทธ์เช่นใดที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีต่อสังคม และสามารถชักจูงคนอื่นๆมาร่วมขบวนการได้

ซึ่งนำเราเข้าสู่คีย์เวิร์ดคำที่สอง นั่นคือ "ประสิทธิผล" ซึ่งผู้เขียน "ข้อสังเกต" ได้กล่าวถึงสองประเด็นหลัก นั่นคือ "เราไม่ควรให้ข้อจำกัด (เช่นเศรษฐกิจ) มากำหนดวิธีการของเรา เพราะมันอาจเป็นวิธีการที่จะไม่นำไปสู่ความสำเร็จ/ประสิทธิผลได้" และ "การยอมรับความแตกต่างอาจเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงประสิทธิผลได้" ซึ่งข้าพเจ้าขอถกเถียงดังต่อไปนี้

ในเรื่องของข้อจำกัดนั้น ถ้าคนเราทุกคนสามารถมองข้ามมันได้ สิ่งเหล่านั้นคงไม่ถูกมองว่าเป็น "ข้อจำกัด" ไปแล้ว แน่นอนว่าระบบทุนนิยม ระบบการทำงานเป็นเวลา โครงสร้างบริษัท วัฒนธรรมองค์กร สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อบดบังวิธีการที่จะนำไปสู่การปลดปล่อย (ซึ่งเป็นแบบไหน ข้าพเจ้าไม่แน่ใจ เพราะข้าพเจ้ามองไม่เห็นถึง "ประสิทธิผล" ที่ผู้เขียนกล่าวอ้างถึง) โดยการลดเวลา ลดพลังงาน ลดความสมานฉันท์ในหมู่แรงงานและชนชั้นกลางจริง แต่ข้าพเจ้าไม่คิดว่าคนทุกคนจะ มี Moral Courage ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามแต่ หรือ "มีต้นทุนทางชีวิต" พอที่จะตัดสินใจออกมาจัดตั้งเครือข่ายแรงงาน หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ผู้เขียนบทความ "ข้อสังเกต" มองว่าเป็นเรื่อง "อย่างน้อยๆ" (ในชีวิตจริง เรื่องพวกนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ไม่ใช่อะไรที่เป็น "อย่างน้อยๆ")

ในทางประวัติศาสตร์ อาจมีช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยมีความมั่นคง โดยมีกลุ่มเคลื่อนไหวจำนวนมากออกมาเคลื่อนไหว และปัจจุบันอาจเป็นช่วงเวลาที่เผด็จการเข้มแข็ง โดยมีกลุ่มคน "เฉื่อยชา" จำนวนมาก แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการเกิดขึ้นพร้อมกัน (correlation) และมิได้เป็นเหตุเป็นผล (causality) แต่อย่างใด หากผู้เขียนต้องการพิสูจน์ว่าวิธีการเคลื่อนไหวทางสังคมจะนำไปสู่ประสิทธิผลที่ดีได้ ก็ต้องแสดงให้ผู้อ่านอย่างข้าพเจ้าเห็นถึงกระบวนการที่เป็นเหตุและผลที่ชัดเจนได้

ซึ่งนำมาสู่ประเด็นสุดท้าย คือเรื่องของ "ประสิทธิผลและความหลากหลาย" ที่ผู้เขียนทั้งสองมองว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ ในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กลับกัน การมองเห็นคุณค่าในความหลากหลายนี้นี่แหละ อาจเป็นสิ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมในภายภาคหน้าได้

เพื่อนร่วมคณะของท่านอาจไม่มีความ "เข้มข้น" เท่าพวกท่านก็จริง แต่นั่นมิได้หมายความว่าพวกเขามิได้ซึมซับอะไรไปเลยจากการเรียนวิชาต่างๆที่พูดถึงเรื่องของอำนาจ อยุติธรรม การกดขี่ ปัญหาสงคราม หรืออะไรต่อมิอะไรที่นิสิตสิงห์ดำทุกคนจะต้องเจอในช่วงชีวิตภายในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่ว่าพวกเขาจะมีจุดยืนทางการเมืองเช่นใด บุคลากรที่คณะรัฐศาสตร์บ่มเพาะขึ้นมาคือประชาชนที่พร้อมรับฟังความเห็นต่างโดยที่ไม่ต้องถึงขั้นเกลียดกัน บางคนอาจแสดงออกมากกว่า บางคนอาจนิ่งเฉย แต่การเปลี่ยนแปลงในทัศนคติที่เกิดขึ้น จะเป็นสิ่งกำหนดความคิดที่มีต่อสถานการณ์รอบข้าง ข่าวที่ได้อ่าน ความพร้อมในการตั้งคำถาม ปฏิสัมพันธ์ที่พวกเขาจะมีต่อไปในอนาคต ในที่ทำงาน ในวงเพื่อนเก่า หรือในวงใดๆก็ตาม

ตรงนี้อาจเป็น "จุดเด่น" ของคณะรัฐศาสตร์ก็เป็นได้ ในแง่ที่ว่า คณะนี้สามารถผลิตบุคคลที่มีความเปิดกว้าง และความสนใจ/เข้าใจในปัญหาสังคมบางชุดมากกว่าคณะอื่นๆ ซึ่งมิใช่เพราะเหตุผลทางความ "กล้าหาญ" ที่วิเศษวิโสอะไร แต่เป็นเพราะคณะนี้ใช้เวลา 4 ปีคลุกคลีกับสิ่งเหล่านี้อยู่ ก็ย่อมต้องมีความพร้อม ความรู้ และวัฒนธรรมในการสนทนาอย่างเปิดเผย มากกว่าคณะอื่นที่ใช้เวลา 4 ปี (หรือมากกว่านั้น แล้วแต่คณะ) เรียนในเรื่องอื่นๆที่เฉพาะเจาะจงอย่างแตกต่างกันไป และสิ่งที่ได้ไปนี้มิใช่สิ่งที่กำหนดสายงานว่า "คุณจะเป็นผู้ก้าวไปเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยวิธีการ A, B, C…" แต่เป็นเสมือนชุดอุปกรณ์ที่คุณพกพาติดตัวอยู่ และอาจหยิบมาใช้งานทั้งโดยตั้งใจและมิได้ตั้งใจ ข้าพเจ้าในฐานะเด็กรัฐศาสตร์ สามารถเรียนรู้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพจากเพื่อนคณะแพทย์ ความรู้เกี่ยวกับระบบ deep learning ของ Google AI จากเพื่อนคณะวิศวะ และอีกหลายๆอย่าง ในขณะเดียวกัน คนรอบข้างข้าพเจ้าก็สามารถคุ้นเคยกับเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง หรือเข้าใจวัฒนธรรมในการพูดคุยเรื่องเหล่านี้ได้จากข้าพเจ้าเช่นกัน นี่อาจเป็นคำตอบกับผู้เขียน "เพื่อนต่างคณะ" ได้ว่า ทำไมเราถึงต้องสนใจเพื่อนร่วมคณะรัฐศาสตร์ และทำความเข้าใจกับสิ่งที่คณะนี้มอบให้กับนิสิตผู้เรียนจบคณะนี้ไป ทำไมความหลากหลายใน "สไตล์" เป็นสิ่งที่ดี และจะนำไปสู่คุณประโยชน์บางอย่างได้

ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมิได้เกิดจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องบางสิ่ง การปฏิรูปกองทัพ การเปลี่ยนนโยบายกระจายรายได้ การเปลี่ยนระบบการศึกษา การเปลี่ยนจุดยืนในเวทีโลก หรืออะไรก็แล้วแต่เพียงอย่างเดียว แต่การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดจากการที่ส่วนต่างๆของสังคมสามารถเปลี่ยนไปพร้อมๆกัน ไม่ว่าจะเป็นโดยการออกแบบ (by design) หรือโดยความบังเอิญ (by coincidence) ก็ตาม การเคลื่อนไหวทางสังคมเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่นั่นมิได้เป็น "ประสิทธิผล" ที่สูงสุดแต่อย่างใด เพราะการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเชิงนโยบาย เชิงสถาบันสังคมการเมือง หรือเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่เกิดจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องจะไม่ยั่งยืนเป็นแน่แท้ หากไม่มี "สังคม" ที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงนั้น เราไม่สามารถมองได้หรือ ว่าความ "เฉื่อยชา" ในวันนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในมิติอื่นๆในวันหน้า ที่เราอาจยังมองไม่เห็นในตอนนี้

ข้าพเจ้าขอทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้สึกเมื่อข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษา เมื่อเข้ามาเรียนในคณะนี้แล้ว ข้าพเจ้าจำได้ว่าอาจารย์ได้ยิงคำถามมาว่า "รัฐศาสตร์คืออะไร" ซึ่งถึงตอนนี้ ข้าพเจ้าก็ตอบไม่ได้อยู่ดี และความตอบไม่ได้นี่แหละ ที่อาจเป็น "แก่น" ของรัฐศาสตร์สำหรับข้าพเจ้า

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้อดทนอ่านบทความนี้จนจบ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะได้สนทนากันแบบเห็นหน้ากันในโอกาสหน้า

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวีประชาไท: อย่าสับสน!

Posted: 27 Jul 2017 08:49 PM PDT

ลุงเด่น คำแหล้ ตายหายสาบสูญ
ค่าเป็นศูนย์ในสายตาพวกบ้าใบ้
คนจนต้องจมทุกข์ติดคุกไป
ประเทศไทยประเทศบ้าเมืองคนดี

คนจนจับให้หมดอย่าให้หนี
คุกไม่มีที่จะขังแล้วนะพี่
คนชั่วช้าพ่อมีเงินเป็นคนดี
ปล่อยให้หนีไม่เคยมีมาตรฐาน

คนบุกรุกป่าหรือป่าบุกรุกคน
ป่ากับคนสุดสับสนป่าทับบ้าน
คนอยู่ก่อนมีป่าตั้งนมนาน
ป่ารุกรานทำลายบ้านของคนจน

หกเดือนสั่งจำคุกเมียลุงเด่น
มิใช่เล่นเป็นเรื่องจริงเบื้อเหลือทน
คนละเรื่องลุงเด่นหายอย่าสับสน
ชะตาคนคนยากจนประเทศไทย.

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไหนล่ะปฏิรูปผังเมือง?

Posted: 27 Jul 2017 08:40 PM PDT



 

ขึ้นต้นเป็นลำไม่ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา เนื้อเพลงบ้องกัญชาของครูไวพจน์แว่บขึ้นมาได้เมื่อนึกถึงงานปฏิรูปผังเมืองของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งโหมโรงซะใหญ่โต แต่งตั้งกูรูผู้รู้นักวิชาการนั่งใน สปช. สปท. คิดกันหัวแทบแตก เสนอ สนช.รับทราบ ส่งไปยังรัฐบาลแล้วก็หายต๋อมในม่านหมอกควัน

งานใหญ่งานช้างมุ่งล้างระบบไร้ประสิทธิภาพเดิม ดันส่งไปให้ข้าราชการประจำพิจารณา ซึ่งก็ปกติคิดอะไรเป็นครับ นอกจากการปฏิรูปคือการเพิ่มงบประมาณ เพิ่มอัตรากำลัง จากนั้น กพร. และสำนักงบประมาณ ก็จะรำออกหน้าม่านส่งสาส์นอย่างโกรธาว่าสิ้นเปลือง เพราะเพิ่มคนเพิ่มค่าใช้จ่าย สุดท้ายหยักตื้นติดกึกหยักลึกติดกัก

ตัวเนื้อสาระการปฏิรูปยังไม่กระจายอำนาจการจัดการผังเมือง คงกระจุกตัวที่ส่วนกลางทั้งหมด ทั้งๆ ที่ศึกษาเปรียบเทียบมามากมาย ดูงานต่างประเทศก็หลายหน ยังไม่รู้อีกว่างานผังเมืองแท้จริงแล้วเป็นภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเทศที่เจริญรุ่งเรืองบ้านเมืองสวยงาม นั่นแหล่ะผังเมืองในมือของท้องถิ่นทั้งนั้น

เมื่อคิดอยู่ได้ว่าต้องสร้างซุปเปอร์องค์กรทำงานผังเมืองทั้งระบบ เลยเป็นตรรกะที่ต้องเพิ่มคนเพิ่มเงินให้กับหน่วยงานที่จะสร้างใหม่นี้มหาศาล คนคุมเรื่องคนเรื่องงบก็ต้องรีบกระตุกเพราะมันไปเพิ่มโหลดตัวเลขรายงานต่อหน่วยเหนือ สวนทางนโยบายการลดกำลังคนและงบประมาณอีก

งานผังเมืองรวมและผังเมืองเฉพาะจึงควรจัดการเชิงนโยบายให้เป็นภารกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกแบบใหม่ให้กระบวนการและขั้นตอนออกฎหมายจากท้องถิ่นโดยท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจเลือกวิถีทางเดินพัฒนาบ้านเมืองของตนเอง แล้วเสร็จทุกขั้นตอนในระดับจังหวัด ไม่ควรให้กรรมการจากกรุงเทพเป็นคุณพ่อรู้ดีกำหนดชะตาชีวิตในพื้นที่อื่นๆ ซึ่งทำให้ผังเมืองออกมาได้อย่างรวดเร็วรับกับการเติบโตของเมือง

เมื่อยืนบนหลักการกระจายอำนาจแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องให้มีหน่วยงานผังเมืองอ้วนเทอะทะ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มคนอีกเลย ใช้คนที่มีอยู่นี่แหล่ะเท่านั้นพอ ปัจจุบันมีข้าราชการนักผังเมือง 86 คน และนักวิเคราะห์ผังเมือง 86คน หากรวมพนักงานราชการผังเมืองอีก จำนวน 79 คน พนักงานวางผังเมือง 52 คน และพนักงานวิเคราะห์ผังเมือง 183 คน รวมคนทำงานโดยตรงด้านผังเมือง (ไม่รวมสายสนับสนุน) 486 คน เหลือเฟือครับ

อย่าลืมเรากำลังทำงานบนพื้นฐานการกระจายอำนาจ และการใช้เครือข่ายการผังเมืองซึ่งสถาบันการศึกษารวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชนพร้อมที่เข้ามาช่วยทันทีถ้าหน่วยงานจะคิดใหม่ลดการสั่งการตามลำดับชั้นแต่แสวงหาพันธมิตรการทำงาน การปฏิรูปจริงๆ แล้ว ต้องเริ่มจากวิธีคิดไม่ใช่หรือ

ทีนี้ 486 คน พอเหรอ ตอบเลยพอครับ ผังเมืองไม่จำเป็นต้องมีส่วนภูมิภาค เพราะส่วนภูมิภาคเอาเข้าจริงควรยุบออกไปจากสังคมไทยด้วยซ้ำ จำนวนสี่ร้อยกว่าชีวิตให้กระจายตามศูนย์ระดับภาค เลือกพื้นที่เป็นสำนักงานภาคในเขตตรวจราชการ 18 เขตเพียงพอแล้ว การประชุมผังเมืองของจังหวัดต่างๆ ไม่ได้มีทุกวัน การจัดการแบ่งงานทำได้อยู่แล้ว

ไม่เห็นต้องใช้คนใช้เงินมากมายเป็นพันๆ ล้าน อย่างที่ข้าราชการประจำเสนอขึ้นไปให้ฝ่ายนโยบายตกอกตกใจเดินไม่ได้ไปไม่เป็น วันนี้ฝ่ายนโยบายต้องเคาะให้การปฏิรูปผังเมืองเป็นรูปร่างทั้งระบบ อย่าปล่อยให้ข้าราชการทำตามลำพัง ไม่สำเร็จหรอกเพราะจะพลัดตกคลองหลอด ติดเชื้อตายแน่นอนครับ

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เอกสิทธิ์ หนุนภักดี: ว่าด้วยฝ่ายขวาไทย

Posted: 27 Jul 2017 08:30 PM PDT



เมื่อมองย้อนดูรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ที่ถูกประเมินว่าขาดความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจตามครรลองประชาธิปไตยและไร้ทักษะด้านการบริหารประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ กระทั่งถูกทำให้เป็นตัวตลกจากพฤติกรรมและวาจาของหัวหน้ารัฐบาลอยู่เนือง ๆ แต่สามารถกุมอำนาจบริหารประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเป็นเวลาย่างเข้าปีที่ 4 สามารถผลักดันนโยบายและออกกฎหมายค้านสายตามหาชนจำนวนมากได้ น่าคิดว่าทำไมรัฐบาลที่ถูกประเมินศักยภาพต่ำเช่นนี้สามารถมาอยู่ ณ จุดนี้ได้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการประเมินรัฐบาลนี้ด้วยท่าทีดังกล่าวอาจมีมุมอับบางประการที่นำไปสู่ผลการประเมินที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

หากพิจารณาว่าการแก้ไขดัดแปลงรัฐเป็นไปเพื่อตอบสนองประโยชน์ของชนชั้นแล้วกระบวนการกำหนดนโยบายและตรากฏหมายก็ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลดำเนินการตามลำพัง สิ่งที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์กระทำอยู่จึงเป็นเรื่องที่พ้นไปจากคณะรัฐมนตรี และ คสช. รัฐบาลนี้มิได้อยู่อย่างโดดเดี่ยวและดำเนินการเป็นเอกเทศ หากแต่มีกระบวนการผลิตข้อเสนอ ขานรับ สนับสนุนและปกป้องทั้งทางตรงและทางอ้อมจากภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายวิชาการ ตุลาการ ธุรกิจ NGOs และประชาชนจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นกลางในเมืองที่มีความเห็นว่าการรักษาโครงสร้างอำนาจแบบดั้งเดิมโดยเฉพาะก่อนการขยายตัวของประชาธิปไตยไปถึงคนรากหญ้าในปี 2544 นั้นเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดในสายตาพวกเขา พูดสั้น ๆ คือฝ่ายขวาของไทยคือที่ตั้ง รากฐาน กำลังและเป้าหมายของรัฐบาลชุดนี้

คำถามคือฝ่ายขวาของไทยมีพลังเพียงใด?

หากนับฝ่ายขวาเป็นกลุ่มต้านการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจใหม่เพื่อคงความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบเดิมที่ไม่เท่าเทียมเอาไว้ การที่ประชาธิปไตยในไทยใช้เวลาเกือบศตวรรษนับจากก่อกำเนิดแต่ไม่สามารถลงหลักเติบโตได้ในประเทศไทยย่อมเป็นดัชนีบ่งชี้พลังของฝ่ายขวาไทยประการหนึ่ง

พลังของฝ่ายขวาไทยส่งผลอย่างมากต่อพัฒนาการประชาธิปไตยในไทย ทำให้กระบวนการประชาธิปไตยของไทยเป็นไปอย่างช้า ๆ แม้บางช่วงมีความก้าวหน้าก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ตามหลังการลุกฮือของมวลชนสู้เผด็จการ-รัฐบาลทหารเช่นในปี 2516 ที่จบลงด้วยการกลับมากุมอำนาจของฝ่ายขวาผ่านการรัฐประหารและรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มิต้องพูดถึงการกวาดล้างกลุ่มนักศึกษา-ประชาชนหัวก้าวหน้าผู้เรียกร้องสังคมที่เท่าเทียมกันมากขึ้นอันเป็นอุดมการณ์พื้นฐานของประชาธิปไตยทั่วประเทศในพุทธทศวรรษที่ 2510

แม้ในขณะกระแสประชาธิปไตยขึ้นสูงภายหลังปี 2535 ที่ทหารกลับเข้ากรมกองและประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ "ฉบับประชาชน" ในปี 2540 จนมีการประเมินว่าประเทศไทยน่าจะมีประชาธิปไตยตั้งมั่นและปลอดการรัฐประหารได้อย่างถาวร ทว่าเพียงรอบเวลาไม่ถึงทศวรรษกลับมีรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง ในปี 2549 และ 2557

เป็นข้อเท็จจริงว่าปัญหาของประชาธิปไตยนั้นมีอยู่และเมื่อประชาธิปไตยเปิดช่องโหว่ฝ่ายขวามักฉวยจังหวะเวลานั้นต้านรั้งหน่วงดึงโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างชนชั้นให้ถอยกลับไปยังจุดที่ตนเองยึดกุมความได้เปรียบเพื่อคุมทิศทางกำหนดชะตากรรมประเทศ

หากเชื่อว่าโลกหมุนไปในทิศทางที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ และระบอบประชาธิปไตยนั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงของโลก สิ่งที่น่าสงสัยคือทำไมฝ่ายขวาจึงดูคล้ายกับไม่อ่อนแรงลงโดยง่าย

จะตอบข้อสังสัยดังกล่าวคงต้องย้อนคิดถึงการกำเนิดของฝ่ายขวา ความเป็นฝ่ายขวานั้นก็เช่นเดียวกับความเป็นฝ่ายประชาธิปไตยคือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมือง ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยเกิดตามธรรมชาติของของทุนนิยมจะไล่รุกปลุกสังคมให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ทางอำนาจให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นจากความจำเป็นที่จะต้องปลดปล่อยพลังการผลิตและพลังการบริโภคเพื่อเป้าหมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของทุนคือการเคลื่อนที่ขยายตัวของมันเอง ฝ่ายขวาเองก็มีธรรมชาติของกลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องเรียกร้อง ต่อสู้และรักษาตำแหน่งในสังคมที่ได้เปรียบของตนเอาไว้

ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีรักษาสถานะทางอำนาจเดิมของฝ่ายขวาในรัฐทุนนิยมมีทั้งการยอมรับการขยายวงเปิดรับกลุ่มผลประโยชน์ใหม่จากชนชั้นอื่นหรือประจันหน้าท้าทายต่อสู้กับชนชั้นใหม่จนแตกหัก และไม่ว่าจะเลือกวิธีการใดและผลของการต่อสู้ต่อรองจะเป็นเช่นใด ผลลัพธ์สุดท้ายคือมักมีการเปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนอำนาจระหว่างชนชั้นต่าง ๆ

วัฏจักรเช่นนี้ดำเนินเรื่อยไปจนกระทั่งถึงจุดที่ "ประชาธิปไตย" ได้ขยายตัวครอบคลุมไปถึงคนหมู่มากในสังคม-คนชั้นกลาง ที่เปลี่ยนจากผู้ท้าทายโครงสร้างอำนาจเดิมไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างอำนาจใหม่และรับภาระกิจปกป้องโครงสร้างดังกล่าวมาเป็นของตนด้วย กล่าวคือเมื่อประชาธิปไตยขยายตัวมาถึงจุดจุดหนึ่งฝ่ายขวาจะเปลี่ยนจากพลังเชิงคุณภาพไปสู่พลังเชิงประมาณด้วย

ลองคิดถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เรียกร้องปักปันเส้นเขตแดนอำนาจใหม่ของไทยก็จะเห็นภาพดังกล่าว จากทหารข้าราชการหัวก้าวหน้าผู้ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจ ไปสู่ทหารข้าราชการอนุรักษ์นิยมที่เพียรพยายามรักษาโครงสร้างอำนาจ จากประชาชนผู้เรียกร้องการเปิดกว้างทางการเมืองไปสู่ประชาชนผู้ผลักดันการจำกัดขอบเขตการมีส่วนร่วมทางการเมือง

ผู้ท้าทายหัวก้าวหน้าได้สมทบส่วนเป็นพันธมิตรกับฝ่ายตรงข้าม

กระบวนการกลายเป็นประชาธิปไตยโดยตัวมันเองจึงเป็นปัจจัยที่ท้าทายฝ่ายขวาพร้อมกันกับเป็นปัจจัยสร้างขบวนการฝ่ายขวามวลชน (ในอนาคต) ขึ้นมาสมทบกับชนชั้นนำเดิมเป็นรุ่น ๆ ไป

ดังนั้นในระบอบประชาธิปไตยที่ง่อนแง่นจากการที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรมตกอยู่ภายใต้อำนาจนำของฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย รัฐบาลสมรรถนะต่ำหรือ "รัฐราชการ" ที่ด้อยประสิทธิภาพจึงมิใช่ปัจจัยชี้ขาดการอยู่ในอำนาจของรัฐบาลหนึ่ง ๆ ปัจจัยชี้ขาดที่แท้จริงคือตัวเครือข่ายฝ่ายขวาที่สนับสนุนรัฐบาลนั้นต่างหาก

เมื่อสมรรถนะและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลมิใช่ฐานหลักในการครองอำนาจบริหารของรัฐบาล เป้าหมายนโยบายของรัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์โดยตรงกับวัตถุประสงค์ของนโยบายหนึ่ง ๆ แต่เป็นเป้าหมายร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับเหล่าเครือข่ายผู้สนับสนุน

การประเมินสมรรถนะและประสิทธิภาพของรัฐบาลที่มุ่งดูความเป็นไปได้ ความคุ้มค่าและความสำเร็จของนโยบายต่าง ๆ จึงเป็นการประเมินผิดประเด็น ด้วยเหตุที่ว่าโดยเนื้อแท้แล้วรัฐบาลตัวแทนฝ่ายขวามิได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนามากเท่ากับการรักษาอำนาจ เพราะนี่เป็นทั้งเหตุและผลของการเข้าสู่อำนาจของรัฐบาลตัวแทนฝ่ายขวา นโยบายการพัฒนาต่าง ๆ ที่ผลิตออกมานั้นจะมีประสิทธิภาพหรือประสิทธิผลในเชิงการพัฒนาหรือไม่เป็นเรื่องรองจากผลของนโยบายเหล่านั้นในด้านการรักษาโครงสร้างอำนาจแบบเดิม

ไม่ต้องพูดถึงว่าหากการพัฒนาในวงกว้างจะนำมาซึ่งเงื่อนไขที่ต้องปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมให้เท่าเทียมกันมากขึ้นและต้องเปิดกว้างทางการเมืองให้ชนชั้นต่าง ๆ มากขึ้นแล้ว (aka ประชาธิปไตย) สิ่งนั้นย่อมผิดไปจากวัตถุประสงค์ของฝ่ายขวาในระดับประสานงา

นี่เป็นเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้ว่าทำไมรัฐบาลจึงขยันผลิตและดำเนินนโยบายที่ถูกประเมินว่าน่าขันสวนกระแสโลกและดูท่าว่าจะไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ว่าจะถูกทักท้วงจากสังคมเช่นไรเพราะรัฐบาลจำเป็นต้องประนีประนอมกับกลุ่มอำนาจใกล้ชิดและมีอิทธิพลต่อการอยู่ในอำนาจของรัฐบาล ผลที่ได้จึงเป็นแนวนโยบายและการปฏิบัติงานที่ลักลั่นผิดฝาผิดตัวชวนหัวร่อเย้ยหยัน แต่ให้ผลสัมฤทธิ์สมประสงค์ของฝ่ายขวาคือทำให้รัฐบาลอยู่ได้นานพอที่จะสานโครงการรักษาโครงสร้างอำนาจจนเสร็จสิ้น

ทั้งหมดนี้มิได้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลทหารเท่านั้น แต่เป็นจริงได้เพราะเครือข่ายโยงใยอย่างกว้างขวาง การเจรจาต่อรองหรือต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการจึงมิใช่ปฏิบัติการต่อรัฐบาลเพียงลำพังแต่เป็นการท้าทายต่อเครือข่ายพลังฝ่ายขวาของไทยที่มีทั้งพลัง กำลัง อำนาจนำ จำนวนและทำงานสอดประสานเป็นปึกแผ่นต่อเนื่องมาอย่างน้อย 85 ปี

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น