โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

รอบโลกแรงงานพฤศจิกายน 2013

Posted: 07 Dec 2013 05:53 AM PST

กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำร้อยละ 11 ต่ำกว่าที่แรงงานผละงาน 2 วัน เรียกร้องให้ปรับขึ้นอีกร้อยละ 50

1 พ.ย. 2013 - นายโจโก วิโดโด หรือ โจโกวี ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากเดือนละ 1.9 ล้านรูเปียห์ (ราว 5,180 บาท) เป็น 2.4 ล้านรูเปียห์ (ราว 6,540 บาท) มีผลตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า เศรษฐกรของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่า นายโจโกวีซึ่งมีผลสำรวจว่ามีสิทธิได้เป็นประธานาธิบดีหากลงเลือกตั้งในปีหน้า ไม่ได้มีนโยบายประชานิยมมากอย่างที่นักธุรกิจบางคนวิตก

ตำรวจประเมินว่า การผละงานในกรุงจาการ์ตาและย่านอุตสาหกรรมใกล้เคียงในวันนี้ มีผู้เข้าร่วมหลักพันเท่านั้น ไม่ถึงหลักล้านตามที่สหภาพแรงงานตั้งเป้าไว้  เนื่องจากสหภาพใหญ่ 2 ใน 3 แห่งไม่เข้าร่วม เพราะเกรงว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกหลังจากที่ขึ้นไปแล้วร้อยละ 44 เมื่อปีก่อนจะกระทบต่อการจ้างงานในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังชะลอการขยายตัว

เศรษฐกิจอินโดนีเซียเติบโตเพียงร้อยละ 6 ในช่วงหลายปีมานี้และลดลงอีกในปีนี้ เพราะความต้องการของตลาดโลกและตลาดในประเทศชะลอตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าร้อยละ 8 หลังจากราคาเชื้อเพลิงปรับเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนเพราะทางการลดการอุดหนุน

เวียดนามส่งแรงงานไปต่างประเทศ 70,200 คนภายใน 10 เดือน

1 พ.ย. 2013 - สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานอ้างกระทรวงแรงงาน ทหารผ่านศึกและสวัสดิการสังคมเวียดนาม (โมลิซา) ว่า เวียดนามได้ส่งแรงงานกว่า 70,200 คนไปต่างประเทศในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2556 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการบรรลุเป้าหมายที่เวียดนามตั้งไว้ว่าจะส่งแรงงาน 80,000 คนไปต่างประเทศในปีนี้

รายงานของกรมแรงงานระหว่างประเทศของกระทรวงแรงงานเวียดนามระบุว่า เฉพาะในเดือนตุลาคมมีการส่งแรงงานชาวเวียดนามไปต่างประเทศเกือบ 7,500 คน ซึ่งรวมถึงแรงงานหญิง 2,900 คน โดยสถิติของกรมแรงงานฯระบุว่า ไต้วันยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของแรงงานชาวเวียดนามในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีแรงงานชาวเวียดนามเดินทางไปทำงานในไต้หวันกว่า 4,300 คน ตามด้วยญี่ปุ่น มาเลเซีย ลาวและกัมพูชาตามลำดับ

ในปี 2555 เวียดนามส่งแรงงานไปต่างประเทศ 80,000 คน ซึ่งน้อยกว่าที่กำหนดไว้ร้อยละ 10 โดยในจำนวนดังกล่าวร้อยละ 70 เดินทางไปญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวันและมาเลเซีย เกาหลีใต้ซึ่งเป็นตลาดใหญ่เป็นอันดับ 3 มีการจ้างงานแรงงานชาวเวียดนามกว่า 10,000 คน แต่นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2555 เกาหลีใต้ได้เข้มงวดการสรรหาแรงงานชาวเวียดนาม เนื่องจากมีแรงงานจำนวนมากที่ลักลอบพำนักอยู่ในประเทศเกินกำหนด

คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อชาวเวียดนามในต่างประเทศภายใต้การดูแลของกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามระบุว่า ปัจจุบันมีชาวเวียดนามราว 4.5 ล้านคนที่อาศัย เรียนหนังสือหรือทำงานอยู่ใน 100 ประเทศและภูมิภาค โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นแรงงานที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศราว 500,000 คน

ธนาคารโลกระบุว่า ชาวเวียดนามในต่างประเทศส่งเงินกลับประเทศในปี 2555 สูงถึงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 310,000 ล้านบาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยร้อยละ 10-15 ในปีก่อนหน้านั้น  ทั้งนี้คาดว่าจำนวนเงินที่ส่งกลับประเทศจะสูงถึง 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 341,000 ล้านบาท) ในปี 2556  ซึ่งจะทำให้เวียดนามครองอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากฟิลิปปินส์ และเป็นประเทศที่ได้รับเงินโอนมากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก

คนงานต่างชาติเร่งอพยพหลังหมดเวลานิรโทษกรรมในซาอุดีอาระเบีย

2 พ.ย. 2013 - คนงานชาวต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เร่งอพยพออกจากซาอุดีอาระเบียก่อนที่ช่วงนิรโทษกรรมล่าสุดจะสิ้นสุดในวันที่ 3 พ.ย. นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2013 ที่ผ่านมาคนงานชาวต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ฝีมือเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจากเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เร่งอพยพออกจากซาอุดีอาระเบียก่อนที่ช่วงนิรโทษกรรมล่าสุดจะสิ้นสุดในวันที่ 3 พ.ย. นี้ โดยพวกเขาเหล่านี้ต่างมีเสี่ยงที่จะถูกปรับหรือถูกจำคุก หากยังคงลักลอบทำงานในซาอุดีอาระเบียต่อไป

คนงานชาวต่างชาติเกือบล้านคน ส่วนใหญ่มาจากบังกลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินเดีย เนปาล ปากีสถาน และเยเมน เป็นส่วนหนึ่งของคนงานต่างชาติในซาอุดีอาระเบีย ได้ทยอยเดินทางออกจากซาอุดีอาระเบียไปแล้ว หลังจากช่วงนิรโทษกรรมเป็นเวลา 3 เดือนที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา และขยายเวลาต่อมาอีก 4 เดือนใกล้จะหมดลง โดยกระทรวงมหาดไทยซาอุดีอาระเบียได้ออกประกาศว่าจะไม่มีการขยายเวลาในการนิรโทษกรรมออกไปอีก ทั้งๆ ที่รัฐบาลเอเชียบางประเทศ รวมถึงปากีสถานได้ทำการร้องขอไป

ทั้งนี้ยังมีคนงานอีกราว 4 ล้านคนได้รับสถานะการทำงานอย่างถูกกฎหมาย โดยพวกเขาต้องหานายจ้างรับรองในการทำงานในซาอุดีอาระเบียต่อไป

อนึ่งซาอุดีอาระเบียมีนโยบาย SAUDIZATION ซึ่งเป็นนโยบายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอัตราการจ้างงานหรือการบรรจุแรงงานต่างชาติในประเทศ โดยกำหนดให้ภาครัฐและเอกชนต้องจ้างคนซาอุดี เข้าทำงานร้อยละ 20 ของคนงานทั้งหมด และให้เพิ่มขึ้นทุกปีในอัตราเดียวกันเพื่อแก้ปัญหาที่ประชาชกรของซาอุดีประสบปัญหาการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร  เนื่องจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือคนซาอุดียังไม่พร้อมในการทำงานที่ต้องใช้แรงงานมาก และมีความต้องการค่าจ้างแรงงานสูงกว่าแรงงานต่างชาติ

สหภาพรถไฟซานฟรานฯ ให้สัตยาบันสัญญาจ้างงานใหม่

2 พ.ย. 2013 - เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า สหภาพระบบขนส่งมวลชนบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก หรือสหภาพรถไฟบาร์ท ให้สัตยาบันอย่างท่วมท้นต่อสัญญาจ้างงานใหม่ เมื่อวานนี้ หลังจากเกิดความขัดแย้งในประเด็นดังกล่าวที่ทำให้พนักงานระบบขนส่งมวลชน 2 แห่งในซานฟรานซิสโกหยุดงานประท้วง

สหภาพพนักงานบริการท้องถิ่นระหว่างประเทศ 1021 (เอสอีไอยู) ประกาศเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า สมาชิกสหภาพฯ ได้อนุมัติสัญญาจ้างงานใหม่ 4 ปี กับทางระบบขนส่งมวลชนบริเวณอ่าวซานฟรานซิสโก (บาร์ท) ซึ่งครอบคลุมความรับผิดชอบในการทำงานทางด้านการซ่อมแซม บำรุงรักษา และการรักษาความสะอาดระบบบาร์ท เอสอีไอยูระบุว่า ร้อยละ 88 ของมติต่างเห็นชอบสัญญาฉบับดังกล่าว ซึ่งให้ขึ้นค่าแรงในอัตราสมเหตุผลที่ร้อยละ 15 รวมทั้งมีการประนีประนอมเกี่ยวกับบำนาญและค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ในสัญญายังระบุถึงการปรับปรุงระบบความปลอดภัยของบาร์ทอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านสมาชิกสหภาพขนส่งร่วมท้องถิ่น 1555 ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานแห่งที่ 2 ของบาร์ท ก็ได้ออกเสียงลงมติเมื่อวานนี้เช่นเดียวกัน แต่ยังไม่มีการรายงานผลการลงมติ

การออกเสียงลงมติของสหภาพฯ ดังกล่าวมีขึ้นเกือบ 2 สัปดาห์ หลังจากสหภาพฯ บรรลุข้อตกลงกับฝ่ายบริหารของบาร์ท ซึ่งส่งผลให้มีการยุติการเจรจาที่มีความขัดแย้งกันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเงินเดือน ผลประโยชน์ และสภาพความปลอดภัยในการทำงาน ซึ่งทำให้สหภาพฯ หยุดงานประท้วง 2 ครั้ง ในเดือน ก.ค. และ ต.ค.ที่ผ่านมา

ฝรั่งเศส "เรือนหมื่น" ประท้วงเลิกจ้างงาน - ภาษีสิ่งแวดล้อม บานปลายรุนแรง

2 พ.ย. 2013 - มีผู้ชุมนุมถูกรวบตัว 3 คน ขณะที่มีผู้ประท้วง 4 คนและตำรวจอีกหนึ่งคนได้รับบาดเจ็บ ภายหลังเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายในการประท้วงช่วงบ่ายวันเสาร์ โดยผู้จัดการประท้วงกล่าวว่า มีประชาชน 30,000 คนจากอาชีพต่างๆ เป็นต้นว่า คนขับรถขนส่งสินค้า ชาวประมง และคนงานของโรงงานผลิตอาหาร มาชุมนุมกันที่เขตแก็งเปร์ ของแคว้นบริตานี (เบรอตาญ) เพื่อประท้วงการจัดเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อมกับคนขับรถบรรทุก และต่อต้านการลอยแพเลิกจ้างคนงานทีละมากๆ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นระลอกในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะพวกกิจการสัตว์ปีก, โรงฆ่าหมู และโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของแคว้นนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้ รัฐบาลฝรั่งเศสได้ออกมาประกาศเลื่อนการเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อมในสัปดาห์นี้แล้วก็ตาม
       
ทางด้านเจ้าหน้าที่ประมาณการว่ามีผู้มาเข้าร่วมการประท้วงครั้งนี้ 15,000 คน
       
ผู้ประท้วงบางคนขว้างปาก้อนหิน ท่อนเหล็ก และกระทั่งกระถางดอกเบญจมาศ (ดอกไม้งานศพ) ใส่ตำรวจ ขณะที่คนอื่นๆ จุดไฟเผาแท่นรองรับสินค้าทำด้วยไม้ (พาเลต) ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมฉีดน้ำความแรงสูงและแก๊สน้ำตาเป็นการตอบโต้

ฝ่าย ฌ็อง-ลุก วิดแลน ผู้ว่าราชการจังหวัดฟีนีส์แตร์ กล่าวว่าเหตุรุนแรงครั้งนี้เป็นฝีมือของ "เสียงข้างน้อย" ที่เป็นกลุ่มหัวรุนแรงขวาจัด ซึ่งเชื่อว่าอยู่ท่ามกลางกลุ่มผู้ประท้วงเหล่านี้
       
ก่อนช่วงสุดสัปดาห์นี้ นายกรัฐมนตรีฌ็อง-มาร์ก เอย์โรต์ ของฝรั่งเศสออกมาเตือนว่าจะเกิด "เหตุรุนแรงบานปลาย" ในแคว้นบริตานี หลังจากที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีการปะทะกันในการชุมนุมคล้ายๆ กันนี้
       
ทั้งนี้ ภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมุ่งส่งเสริมการขนส่งเชิงพาณิชย์อย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้น จะเรียกเก็บจากยานพาหนะทั้งของฝรั่งเศสเอง และของต่างประเทศ ที่ขนส่งสินค้าพาณิชย์หนัก 3.5 ตันขึ้นไป ด้วยเหตุนี้ บรรดาเกษตรกรและแรงงานของอุตสาหกรรมการผลิตอาหารจึงพากันโกรธเคืองไปทั่วประเทศ แต่พื้นที่ซึ่งเกิดปฏิกิริยาตอบโต้รุนแรงที่สุดก็คือ แคว้นบริตานี ซึ่งเศรษฐกิจในพื้นที่ต้องพึ่งพาการเกษตรอย่างจริงจัง
       
แม้ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสออกมาแถลงว่า จะยังไม่เริ่มเก็บภาษีในวันที่ 1 มกราคม ตามที่วางแผนไว้ก่อนหน้านี้ แต่เหล่าผู้จัดการประท้วงก็กล่าวว่าเท่านี้ยังไม่พอ โดยเรียกร้องให้ระงับการจัดเก็บภาษีเป็นการถาวรแทน
       
รัฐบาลแนวกลาง-ขวา พรรคยูเอ็มพีของ นิโกลา ซาร์โกซี เป็นผู้ออกนโยบายเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2009 แต่ต้องเลื่อนการประกาศใช้ออกไปเรื่อยๆ
       
ทางการฝรั่งเศสระบุว่า จะเลื่อนการจัดเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินเข้ารัฐถึง 1 พันล้านยูโรต่อปี ออกไปอย่างน้อยอีกหลายเดือน
       
ทางด้านบรรดานักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมออกมาประณามรัฐบาล ที่เลื่อนเวลาจัดเก็บภาษีออกไป โดยโจเซ โบเว เรียกการกระทำเช่นนี้ของรัฐบาลว่า "น่าสมเพช" และ "ถอยหลังเสียจนเสื่อมความน่าเชื่อถือ"

ไฟไหม้โรงงานในอินเดีย มีผู้เสียชีวิต 6 ราย

3 พ.ย. 2013 - เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที๋โรงงานแห่งหนึ่งในกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของอินเดีย ส่งผลให้มีคนงานเสียชีวิตทั้งหมด 6 คน บางคนติดอยู่ภายในอาคารและสภาพศพไหม้เกรียมจนไม่สามารถระบุได้

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกรุงนิวเดลีเปิดเผยว่าเพลิงไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นที่โรงงานผลิตกระเป๋าหนังสูง 3 ชั้นเมื่อคืนวันเสาร์ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำตัวคนงานราว 20 คนส่งโรงพยาบาลหลังจากที่สามารถพาออกจากอาคารโรงงาน และปล่อยตัวคนงาน 7 คนให้กลับบ้านแล้วหลังได้รับการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น ขณะที่คนงานอีก 7 คนยังคงต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล และยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุไฟไหมครั้งนี้มีทั้งสิ้น 6 ราย  

สื่อท้องถิ่นรายงานอ้างคำกล่าวผู้เห็นเหตุการณ์ที่ระบุว่าพวกเขาเห็นเปลวไฟลามออกมาจากหน้าต่างโรงงาน ขณะที่คนงานซึ่งติดอยู่ภายในตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ด้านหนังสือพิมพ์ไทม์สออฟอินเดียรายงานว่าหน้าต่างบางบานติดลูกกรง ส่งผลให้พนักงานดับเพลิงจำต้องทำทางเข้าสู่อาคารเพื่อให้ความช่วยเหลือคนงาน ตำรวจควบคุมตัวเจ้าของโรงงานเพื่อสอบปากคำแล้ว รวมถึงดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุของการเกิดเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ โดยเบื้องต้นคาดการณ์ว่า สาเหตุไฟไหม้น่าจะมาจากความละเลยไม่ใส่ใจของเจ้าของโรงงาน

กลุ่มนายจ้างหนุนอังกฤษเป็นสมาชิกอียูต่อ

4 พ.ย. 2013 - สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สมาพันธ์อุตสาหกรรมอังกฤษ (ซีบีไอ) กลุ่มนายจ้างที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ได้ออกมาประกาศสนับสนุนให้ประเทศอังกฤษยังคงสถานะสมาชิกอยู่ในสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไป โดยนายจอห์น คริดแลนด์ ผู้อำนวยการทั่วไปของซีบีไอ กล่าวต่อที่ประชุมที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษว่า ซีบีไอไม่ได้นำเรื่องการเมืองมาเปรียบเทียบกับข้อดีข้อเสียของการเป็นสมาชิกอียู และเห็นว่าการเป็นตลาดหนึ่งเดียวจะเป็นรากฐานของอนาคต อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างมหาศาล โดยซีบีไอระบุว่า 78 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทที่ทำการสำรวจ สนับสนุนให้อังกฤษเป็นสมาชิกอียูต่อไป ขณะที่มีเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นว่าควรออกจากอียู

ทั้งนี้ นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศจะต้องได้อำนาจบางส่วนคืนมาจากอียู ก่อนที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะอยู่เป็นสมาชิกอียูต่อหรือไม่ ด้วยการลงประชามติในปลายปี 2560

"คนงานฟิลิปปินส์" ครวญถูก "ตำรวจซาอุฯ" กักขังเยี่ยงสัตว์ก่อนส่งตัวกลับประเทศ

4 พ.ย. 2013 - คนงานฟิลิปปินส์จำนวน 30 คนจากจำนวนคนงานฟิลิปปินส์ทั้งหมดที่คาดว่ายังติดอยู่ในทางตอนเหนือของซาอุดีอาระเบียอยู่ราว 6,700 คน ซึ่งการผ่อนผันสำหรับคนงานผิดกฎหมายในซาอุดีอาระเบียได้สิ้นสุดลงในช่วงสุดสัปดาห์ล่าสุด
       
"ทางการซาอุฯทำกับพวกเราเยี่ยงสัตว์" อามอร์ โรซาส วัย 46 ปี คนทำงานบ้าน กล่าวด้วยน้ำตาระหว่างเล่าเรื่อง โดย โรซาส อ้างว่าทางตำรวจซาอุฯ ต้อนคนงานผิดกฎหมายและขังไว้ในห้องขังที่แออัดในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นเวลา 4 วันก่อนส่งตัวขึ้นเครื่องบินกลับฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ อีวอน มอนเตเฟโอ วัย 32 ปี กล่าวระหว่างสะอื้นว่า "เท้าของพวกเราโดนล่ามไว้ด้วย"
       
ในขณะที่สถานทูตซาอุดีอาระเบียประจำกรุงมะนิลา ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม กลุ่ม Migrate International ที่ให้ความช่วยเหลือคนงานฟิลิปปินส์ในต่างแดนกล่าวว่า มีคนงานฟิลิปปินส์อีก 1,700 คนติดอยู่ที่เจดดาห์รอให้เอกสารการเดินทางของพวกเขาสมบูรณ์ก่อนถูกส่งตัวกลับฟิลิปปินส์ ในขณะที่คนงานฟิลิปปินส์อีกกว่า 5,000 คน อยู่อย่างกระจัดกระจายในกรุงริยาดห์ รวมไปถึงอัล โคบาห์ และดามมานน์ นั้นต้องการความช่วยเหลือทางการทูต
       
โดยทางกลุ่มได้เตือนว่า คนงานชาวฟิลิปปินส์นั้น "ตกอยู่ในอันตรายจากการถูกตำรวจบุกทลายเข้าจับกุม และกักขังโดยทางการซาอุดีอาระเบีย" ซึ่งคนงานฟิลิปปินส์ถูกส่งตัวกลับนั้นถือเป็นหนึ่งในแรงงานไร้ฝีมือที่ทำงานอย่างผิดกฎหมายในซาอุดีอาระเบียที่มีจำนวนหลายหมื่นคน โดยมากแรงงานไร้ฝีมือพวกนี้จะมาจากเอเชีย
       
รองประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เจโจมาร์ ไบเนย์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิจการแรงงานได้กล่าวว่า ในส้ปดาห์ที่ผ่านมาได้ร้องขอรัฐบาลซาอุฯเพื่อจะผ่อนผันเส้นตาย "มีแรงงานฟิลิปินส์หลายพันคนกำลังรอขึ้นทะเบียนเพื่อให้สถานะการทำงานในซาอุดิอาระเบียถูกต้องตามกฎหมาย"

อกจากนี้ไบเนย์ยังกล่าวต่อว่า "เป็นเพราะมีแรงงานฟิลิปปินส์ที่ยังไม่มีเอกสารการจ้างงานอย่างถุกต้องในซาอุดีอาระเบียเป็นจำนวนมาก ดังนั้นมีหลายคนที่ไม่สามารถทำให้เสร็จก่อนวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นเส้นตาย" ไบเนย์ กล่าวในจดหมายที่ส่งถึงกษัตริย์อับดุลลอห์ บิน อับดิลอะซิซ อาล สะอูด ในสัปดาห์ที่ผ่านมา
       
การกวาดล้างคนงานผิดกฎหมายในซาอุดีอาระเบียเกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ แต่ทางการซาอุฯได้อนุญาตให้แรงงานผิดกฎหมายเหล่านี้มีเวลาเพื่อจะทำให้สถานะการจ้างงานถูกต้อง
       
นอกจากนี้ ไบเนย์ยังเผยต่อว่า มีคนงานฟิลิปปินส์มากกว่า 4,000 คนที่ได้ถูกส่งตัวกลับหลังการกวาดล้างครั้งใหญ่ ในขณะที่มีแรงงานฟิลิปปินส์อีกจำนวน 1,716 คนกำลังรอเอกสารของพวกเขาถึงแม้กำหนดเส้นตายนั้นได้ผ่านไปแล้วในวันอาทิตย์ (3 พ.ย.)

บังกลาเทศ-เสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้พนักงานโรงงานเสื้อผ้า

5 พ.ย. 2013 - คณะกรรมการค่าจ้างแรงงานบังกลาเทศเสนอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับพนักงานโรงงานเสื้อผ้าร้อยละ 77 ซึ่งบังคลาเทศประเทศผู้ส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่อันดับสองของโลก

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่สภาพการทำงานที่โรงงานในบังกลาเทศถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จากเหตุอาคารโรงงานเสื้อผ้าพังถล่มเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่คร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 1,100 คน อุบัติเหตุดังกล่าวเป็นที่จับตามองจากหลายฝ่ายและทั่วโลกต่างก็แสดงความวิตกกังวลและออกมาเรียกร้องให้บรรดาเจ้าของโรงงานเสื้อผ้าปรับปรุงสภาพการทำงานและเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้กับพนักงาน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่คณะกรรมการค่าจ้างแรงงานเสนอคือ 77 เปอร์เซ็นต์ก็ยังน้อยกว่าที่สหภาพแรงงานเรียกร้อง โดยสหภาพแรงงานเรียกร้องให้เงินเดือนขั้นต่ำของบรรดาแรงงานผลิตเสื้อผ้าตกเดือนละกว่า 8,000 ทากา ขณะที่ตัวเลขที่คณะกรรมการค่าจ้างแรงงานเสนออยู่ที่เดือนละ 5,300 ทากา หรือ 2,108 บาท

ทั้งนี้ข้อเสนอดังกล่าวจะต้องผ่านการอนุมัติจากกระทรวงแรงงานและการจ้างงานก่อน บังกลาเทศเป็นประเทศผู้ส่งออกเสื้อผ้ารายใหญ่อันดับ 2 ของโลก จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ภาคอุตสาหกรรมเสื้อผ้าในบังคลาเทศมีมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกบังกลาเทศ

ตำรวจซาอุดิอาระเบียปะทะแรงงานต่างชาติหลังสิ้นสุดผ่อนผันวีซ่า

10 พ.ย. 2013 -ตำรวจซาอุดิอาระเบียปะทะกับแรงงานต่างชาติในเขตยากจนของกรุงริยาดห์เมื่อวันเสาร์ จากการปราบปรามแรงงานเถื่อนที่ไม่มีวีซ่า เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปหลายพันคน และมีผู้เสียชีวิต 2 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองกำลังรักษาความมั่นคงยิงปืนขึ้นฟ้าและเข้าสลายฝูงชนที่วิ่งกระจายกันไปตามท้องถนน บางคนขว้างก้อนหินและสิ่งของเข้าใส่รถยนต์และตำรวจ ตำรวจรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 2 คน คนหนึ่งเป็นชาวซาอุดิอาระเบีย และอีกคนยังไม่ได้ระบุ พร้อมกันนี้ยังควบคุมตัวประชาชนได้ 561 คนที่ก่อความวุ่นวายในย่านมันฟูฮาร์ทางใต้ของกรุงริยาดห์ ตำรวจรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บ 68 คน และคาดว่าแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ที่ปะทะกับเจ้าหน้าที่เป็นชาวแอฟริกัน

ทางการซาอุดิอาระเบียประกาศว่า ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปจะไม่ผ่อนผันให้กับแรงงานต่างชาติที่อยู่เกินวีซ่าหรือไม่มีเอกสารรับรองตามกฎหมายอีกต่อไปแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสกัดธุรกิจตลาดมืดที่นำเข้าแรงงานราคาถูก ลดจำนวนแรงงานต่างชาติ และเงินโอนกลับไปประเทศบ้านเกิด รวมทั้งเปิดตลาดแรงงานให้ชาวซาอุดิอาระเบียมากขึ้น

แรงงานกัมพูชาประท้วงขึ้นค่าแรง เสียชีวิต 1 รายจากการปะทะกับตำรวจ

12 พ.ย. 2013 - เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาได้นำกำลังเข้าสลายการชุมนุมของคนงานหลายร้อยคนของโรงงานเอสแอลการ์เม้นท์โปรเซสซิ่ง (SL Garment Processing (Cambodia) Ltd.) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเสื้อผ้าสัญชาติสิงคโปร์ โดยการประท้วงเป็นการเรียกร้องขอเพิ่มค่าแรง และกลุ่มเอ็นจีโอระบุว่ามีผู้หญิงเสียชีวิตหนึ่งราย

Licadho ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่ามีผู้ถูกกระสุนปืนจากเจ้าหน้าที่ไม่ต่ำกว่า 5 คน และมีผู้เสียชีวิต 1 คนเป็นแม่ค้าขายข้าว ทั้งนี้ตำรวจยังใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงและก๊าซน้ำตา กระสุนยางและกระสุนจริงในการสลายฝูงชนที่พยายามเดินขบวนประท้วงไปยังบ้านพักของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน โดยกลุ่มคนงานได้ขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจ และมีการจุดไฟเผารถตำรวจ 1 คัน

อนึ่งโรงงานเอสแอลการ์เม้นท์โปรเซสซิ่ง เป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ดังอย่าง Gap, H&M และแบรนด์อื่นๆ ในระดับโลก

ซาอุฯกวาดล้างแรงงานต่างชาติ ธุรกิจหลายแห่งปิดตัว

14 พ.ย. 2013 - หลังจากซาอุดีอาระเบีย เอาจริงเอาจังกับการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมาย ทำให้บรรยากาศในกรุงริยาร์ด ผิดแผกไปจากเดิม ถังขยะกองสุมอยู่บนถนนหลายสายรอบที่มุ่งสู่มัสยิด ที่เป็นสุสานของพระศาสดามูฮัมหมัด ร้านขายของชำพากันปิดประตู และบริษัทก่อสร้างขนาดย่อมเกือบครึ่งในซาอุดีอาระเบีย ต้องหยุดการทำงานในโครงการที่รับผิดชอบ

ความโกลาหลครั้งนี้ เกิดขึ้นเพราะแรงงานต่างชาติที่บรรดาธุรกิจจำนวนมากต้องพึ่งพา ได้พากันหลบหนีไปซ่อนตัว หรือถูกจับหลังการกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมายภายในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ซึ่งปัจจุบัน มีแรงงานต่างชาติในซาอุดีอาระเบียประมาณ 9 ล้านคนซึ่งในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา การหย่อนยานเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับแรงงานอพยพ ได้ส่งผลให้แรงงานต่างด้าวค่าแรงถูก ทะลักเข้าไปในซาอุดีอาระเบีย เพื่อทำงานที่พลเมืองซาอุดีอาระเบียหลีกเลี่ยง และแสวงหางานที่ค่าแรงดีกว่า และสบายกว่า

ทางการระบุว่า การกวาดล้างแรงงานผิดกฎหมายเป็นการเปิดโอกาสให้มีการจ้างงานพลเมืองซาอุฯเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นช่วงที่อัตราการว่างงานในซาอุดีอาระเบียขึ้นไปอยู่ที่ 12.1 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปีที่แล้ว แต่การกวาดล้างแรงงานต่างด้าวก็เสี่ยงที่จะทำให้พวกเขาเปราะบางต่อการถูกทำร้ายเพราะดูเหมือนชาวซาอุฯ ก็เบื่อหน่ายที่จะเห็นแรงงานต่างชาติอยู่ในประเทศ

"เท็ปโก" จ่อปลดพนักงานอีกกว่า 1,000 ตำแหน่ง

16 พ.ย. 2013 - หนังสือพิมพ์ธุรกิจนิกเกอิ รายงานว่า นโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในแผนปรับโครงสร้างและตัดลดรายจ่ายของเท็ปโก ในขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังพิจารณานำเงินทุนสาธารณะมาใช้ในการกำจัดกัมมันตภาพรังสีรอบๆโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ และบรรดาเจ้าหนี้เองก็เรียกร้องให้เท็ปโกต้องทบทวนแผนฟื้นฟูธุรกิจเสียใหม่
       
ตามแผนปรับโครงสร้างบริษัทซึ่งผ่านการอนุมัติเมื่อกลางปีที่แล้ว เท็ปโกจะลดจำนวนพนักงานลงระหว่าง 3,600-36,000 ตำแหน่งภายในสิ้นเดือนมีนาคมปีหน้า โดยส่วนหนึ่งมาจากการขอความร่วมมือให้พนักงานเกษียณอายุก่อนกำหนด และลดการรับพนักงานใหม่ลง
       
นิกเกอิ รายงานเพิ่มเติมว่า เท็ปโก จะเสนอแผนลดพนักงานอีกกว่า 1,000 ตำแหน่งต่อสหภาพแรงงานของบริษัท ภายในเดือนเมษายน-กันยายน ปี 2014
       
เหตุแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาด 9.0 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ปี 2011 ทำให้โรงไฟฟ้า ฟูกูชิมะ ไดอิจิ ถูกคลื่นสึนามิซัดถล่มจนระบบหล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ขัดข้อง และนำมาสู่วิกฤตนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดของโลก ถัดจากเหตุโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลระเบิดในยูเครนเมื่อปี 1986
       
เท็ปโกได้โอนกิจการเป็นของรัฐอย่างเต็มตัว ภายหลังรับเงินอัดฉีดก้อนโตจากรัฐบาลโตเกียวเพื่อพยุงสถานะของบริษัท ซึ่งต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมหาศาลในการกำจัดรังสีที่รั่วไหลจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ

จีนผ่อนปรนนโยบายลูกคนเดียว หลังเกิดปัญหาแรงงานไม่เพียงพอ

17 พ.ย. 2013 - จีนประกาศผ่อนปรนนโยบายลูกคนเดียวในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ในปี 2523, ประเทศจีนได้ออกนโยบายมีลูกเดียวขึ้น ซึ่งกำหนดให้คู่สามีภรรยาสามารถมีลูกได้เพียงหนึ่งคน ยกเว้นคู่ที่อยู่ชนบทและชนกลุ่มน้อยซึ่งสามารถมีลูกได้มากกว่าหนึ่งคน

นโยบายลูกคนเดียวนี้ถูกสร้างมาเพื่อแก้ไขปัญหาการขยายตัวของประชากรเกินควบคุม และยกมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวจีนให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม นโยบายลูกคนเดียวนี้ได้สร้างปัญหาทางสังคมในหลายๆ ด้าน เช่น การบังคับทำแท้งของราชการเพื่อควบคุมประชากรแต่ละตำบลไม่ให้เกินที่รัฐบาลกลางกำหนด หรือการสร้างภาระให้กับลูก จากการที่ลูกคนเดียวต้องดูแลพ่อแม่ถึงสองคนมากกว่า นอกจากนี้ นโยบายลูกคนเดียวนี้ยังสร้างผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจในอีกหลายๆ มิติ เนื่องจากการที่อัตราการเกิดของประชากรลดลง ทำให้จำนวนแรงงานลดน้อยถอยลงตามไปด้วย ซึ่งส่งผลให้อัตราค่าจ้างงานสูงขึ้นเนื่องจากจำนวนแรงงานไม่เพียงพอ ส่งต่อให้อัตราเงินเฟ้อถีบตัวขึ้นตามไปอีก นอกจากนี้การที่จำนวนแรงงานลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบโครงสร้างเงินบำนาญของชาติที่อาจจะไม่เพียงพอ

โรงงานในประเทศจีนเริ่มเห็นกำไรร่อยหรอจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งแรงงานราคาถูกเป็นหัวใจหลักของจีนที่ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้าประเทศ เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่น ช่วง พ.ศ. 2533 ที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลงหลังจากอัตราการเกิดของประชากรลดลง แต่ญี่ปุ่นในเวลานั้นมั่งคั่งกว่าจีนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นในอดีตและปัจจุบันสามารถรับมือกับภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจชะลอตัวได้ แต่ในกรณีของจีนอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น

ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติ รายงานว่า จำนวนผู้สูงอายุในประเทศจีนจะเพิ่มขึ้นจาก 110 ล้านคนใน พ.ศ. 2554 เป็น 210 ล้านคนในปี พ.ศ. 2574 และ 1 ใน 4 ของจำนวนประชากรทั้งหมดในปี พ.ศ. 2594

อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนเองก็ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงทำให้ในวันศุกร์ที่ผ่านมารัฐบาลกลางของจีนประกาศผ่อนปรนนโยบายลูกคนเดียว โดยอนุญาตให้คู่สามีภรรยาสามารถมีลูกได้ 2 คน ถ้าหนึ่งในคู่สามีภรรยาเป็นลูกคนเดียว แต่รัฐบาลจีนก็ยังไม่กำหนดวันเวลาที่กฎหมายใหม่จะเริ่มใช้ เพียงแค่ประกาศว่าการใช้กฎหมายใหม่จะค่อยๆ ปรับ และปรับปรุงการวางแผนครอบครัวให้ดีขึ้น สนับสนุนการพัฒนาจำนวนประชากรให้เหมาะสมและมั่นคง

ด้านนักวิเคราะห์จากหลายสถาบันให้ความเห็นว่า ถึงแม้กฎหมายจะเปลี่ยนแต่อาจจะไม่ช่วยในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากกฎหมายใหม่จะเพิ่มอัตราการเกิดแค่ประมาณ 1-3 ล้านคนใน 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเริ่มทำงานในอีก 20 ปี มากกว่านั้น จากผลสำรวจในปี พ.ศ.2555 รัฐบาลมณฑลเซี่ยงไฮ้ของจีนพบว่า คู่สามีภรรยาที่เกิดหลังปี พ.ศ. 2523 เฉลี่ยอยากจะมีลูกจำนวน 1.2 คน แต่ปัจจุบันค่าเฉลี่ยการเกิดในเมืองมีแค่ 0.7 คน ต่อคู่สามีภรรยา ซึ่งไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างแน่นอน จึงกลายเป็นคำถามที่รัฐบาลจีนต้องไปคบคิดต่อว่า ถ้าอยากจะก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจอย่างเต็มตัวแบบไม่สะดุด ต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

แฉ "กาตาร์" เจ้าภาพ "ฟุตบอลโลกปี 2022" ใช้แรงงาน "เอเชีย" เยี่ยงทาส ในการก่อสร้าง

18 พ.ย. 2013 - องค์การนิรโทษกรรมสากลเผยแพร่รายงานฉบับหนึ่งเมื่อวันจันทร์ (18 พ.ย.) วิพากษ์วิจารณ์การเอารัดเอาเปรียบแรงงานก่อสร้างอย่างน่า "หวั่นวิตก" ในกาตาร์ โดยเรียกร้องให้ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกรายนี้ใช้โอกาสในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลเวิลด์คัพ 2022 แสดงออกถึงความเคารพในสิทธิมนุษยชน
       
ในรายงานฉบับนี้ องค์การนี้ยังได้เรียกร้องสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ออกมากดดันกาตาร์ให้ปรับปรุงสภาพการใช้แรงงานต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชีย
       
กาตาร์เป็นประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อประชากรแต่ละคนสูงที่สุดในโลก
       
"ข้อมูลของเราชี้ว่า กาตาร์ได้ใช้แรงงานในภาคก่อสร้างอย่างเอารัดเอาเปรียบ ในระดับที่น่าหวั่นวิตก" ซาลีล เช็ตตี เลขาธิการขององค์การนิรโทษกรรมสากลเผย อีกทั้งระบุว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการทารุณกรรม "ที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง" และ "ไม่ได้เป็นเฉพาะกรณี"
       
"ฟีฟ่ามีหน้าที่ที่จะต้องออกมาประกาศด้วยความหนักแน่นว่า จะไม่ยอมปล่อยให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในโครงการก่อสร้างที่เกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลโลก"
       
ทั้งนี้ ภายหลังเข้าพบพระประมุข และนายกรัฐมนตรีของกาตาร์เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ณ กรุงโดฮา เซปป์ แบลตเตอร์ ประธานฟีฟ่า แถลงว่า ปัญหาในเรื่องสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสมนั้นได้รับการแก้ไขแล้ว

 เช็ตตี กล่าวกับพวกนักข่าววานนี้ (17) ว่าองค์การนิรโทษกรรมสากลได้หารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ของทางการกาตาร์ ผู้ "ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเกิดปัญหานี้ขึ้นจริง และจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อหาวิธีแก้ปัญหานี้"
       
ภายหลังที่กาตาร์เริ่มแผนการ เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 โดยทุ่มงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์ ประเทศนี้ก็ถูกจับตามอง ในช่วงเวลาเดียวกับที่มีแรงงานอพยพจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในรัฐอาหรับเล็กๆ ที่ร่ำรวยด้วยก๊าซธรรมชาติแห่งนี้
       
เช็ตตีกล่าวว่า ความสนใจนี้ถือเป็นการเปิดโอกาสพิเศษให้กาตาร์ได้แสดงให้โลกเห็นว่า ตนเป็นชาติที่เคารพในสิทธิมนุษยชน และเป็นโอกาสที่จะได้ทำตัวเป็นแบบอย่างให้ชาติอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน
       
ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องสภาพการทำงานอันเลวร้าย ที่แรงงานอพยพต้องเผชิญนั้นยังคงเป็นปัญหาหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวอาหรับซึ่งร่ำรวยน้ำมันและก๊าซ
       
รายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลที่มีชื่อว่า "ด้านมืดของการอพยพ: ภาคก่อสร้างของกาตาร์ ก่อนจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก" ฉบับนี้ได้นำเสนอข้อมูลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากมาย
       
ตัวอย่างของปัญหาเหล่านี้ มีดังเช่น "การไม่จ่ายค่าแรง สภาพการทำงานที่อันตราย และถูกบีบบังคับด้วยท่าทีก้าวร้าว ตลอดจนมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ต่ำจนน่าหวั่นวิตก"

นอกจากนี้ องค์การเฝ้าระวังด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอนแห่งนี้ เผยอีกว่ามี แรงงานข้ามชาติหลายสิบคนถูกกักตัวอยู่ในกาตาร์ สืบเนื่องมาจากกาตาร์ได้ตั้งเงื่อนไขว่า ชาวต่างชาติจะต้องได้รับใบอนุญาตให้ออกจากประเทศก่อนจึงจะสามารถไปได้"
       
องค์การนิรโทษกรรมสากลระบุว่า แรงงานที่ถูกนายหน้า หรือผู้รับรองยึดหนังสือเดินทางเอาไว้ จะถูกนายจ้างบังคับให้เซ็นรับรองเอกสารต่างๆ ซึ่งระบุข้อความที่เป็นเท็จว่าพวกเขาได้รับค่าแรงแล้ว ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกาตาร์
       
ระบบซึ่งกำหนดว่า บรรดาลูกจ้างต้องได้รับการรับรองจากบุคคล หรือจากบริษัทในกาตาร์ที่รับพวกเขาเข้าทำงาน นั้นทำให้แรงงานอพยพเหล่านี้ต้องตกเป็นลูกไก่ในกำมือของบรรดานายหน้าผู้ให้การรับรอง
       
เช็ตตีกล่าวกับพวกผู้สื่อข่าววานนี้ (18) ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (15) คณะทำงานของเขาในกรุงโดฮา ได้พบ "กลุ่มแรงงาน 70 คน" ซึ่งประกอบด้วยชาวเนปาล ศรีลังกา และชาติอื่นๆ ซึ่งเล่าให้ฟังว่า "พวกเขาไม่ได้รับค่าแรงมา 9 ถึง 10 เดือนแล้ว"
       
เขาประณามว่า "การที่หนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดของโลกใช้แรงงานอย่างเอารัดเอาเปรียบ โกงค่าแรง และปล่อยให้แรงงานอพยพจำนวนมากต้องอยู่อย่างอดๆ อยากๆ โดยไร้ความปรานีเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ให้อภัยไม่ได้จริงๆ"
       
นอกจากนี้ องค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวว่า พวกเขาได้รับรายงานว่า แรงงานจำนวนมากมีสุขภาพอ่อนแอ และต้องทำงานในสภาพความปลอดภัยที่ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน

องค์การนี้ระบุว่า ตัวแทนของโรงพยาบาลโดฮา ที่ไม่ขอเปิดเผยนามคนหนึ่งเผยว่า "ในปี 2012 มีผู้คน (ที่เป็นแรงงาน) มากกว่า 1,000 คนถูกส่งไปห้องฉุกเฉิน (หลังจาก) พลัดตกลงมาขณะทำงานบนที่สูง" โดยราว 10 เปอร์เซ็นต์ของแรงงานเหล่านี้ต้องกลายเป็นผู้พิการ อีกทั้ง "อัตราการตาย (ของแรงงาน) ทะยานสูงขึ้น 'อย่างเห็นได้ชัด'"
       
ทางด้าน หนังสือพิมพ์การ์เดียน ได้เผยแพร่รายงานประจำเดือนกันยายนฉบับหนึ่งซึ่งระบุว่า มีแรงงานชาวเนปาลซึ่งทำงานที่กาตาร์เสียชีวิตไป 44 รายในปีนี้ แต่องค์การนิรโทษกรรมสากลไม่ได้ยืนยันยอดผู้เสียชีวิต
       
องค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าวหาว่า แรงงานบางส่วนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบนั้น ทำงานให้กับบริษัทลูกช่วงที่รับจ้างบริษัทใหญ่ระดับโลกอีกทอดหนึ่ง
       
รายงานฉบับดังกล่าวระบุกรณีหนึ่ง ซึ่งคนงานก่อสร้างของบริษัท "ขนส่งอุปกรณ์ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับโครงการก่อสร้าง ที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสำนักงานใหญ่ของฟีฟ่า ขึ้นที่กาตาร์ในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 2022 นั้นได้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง" โดยพวกเขาต้องทำงานอย่างต่ำวันละ 12 ชั่วโมง และไม่มีวันหยุด
       
"หากไม่มีการใช้มาตรการที่เด็ดขาดจริงจัง และกว้างขวางเพื่อจัดการกับปัญหานี้โดยทันที แรงงานอพยพเป็นแสนๆ คนที่ถูกรับเข้ามาทำงานเพื่อสร้างความเจริญให้กับกาตาร์ในปีต่อมาๆ ก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการถูกลิดรอนสิทธิ" เช็ตตีกล่าวเตือน
       
ทั้งนี้ กาตาร์เป็นประเทศที่มีสัดส่วนผู้อพยพต่อพลเมืองในประเทศสูงที่สุดในโลก คือประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ของประชากรในประเทศเป็นแรงงานต่างชาติ ฟรองซัวส์ เกรโป ผู้เขียนรายงานพิเศษขององค์การสหประชาชาติ ด้านการเฝ้าระวังปัญหาสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติกล่าว

เกิดเหตุหลังคาศูนย์การค้าในแอฟริกาใต้พังถล่ม มีผู้เสียชีวิต 2 คนและคาดว่าอาจมีคนติดอยู่ใต้ซากถึง 40 คน

19 พ.ย. 2013 - ตำรวจแอฟริกาใต้เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 คน และบาดเจ็บอีก 26 คน หลังศูนย์การค้าที่กำลังก่อสร้างในเมืองท็อนกาท ใกล้เมืองท่าเดอร์บัน บนชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ขณะนี้ทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้สุนัขดมกลิ่น และไฟฉายค้นหาผู้รอดชีวิต โดยคาดว่าอาจมีคนงานติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังประมาณ 30-40 คน

นีล พาวเวลล์ ผู้อำนวยการปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉิน ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นจากที่เกิดเหตุว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการถล่ม แต่จุดที่มีการก่อสร้างอยู่ภายในศูนย์การค้า และมีนั่งร้านและแผ่นปูนซีเมนต์ถล่มทับคนงานจำนวนมาก ปฏิบัติการกู้ภัยเป็นไปด้วยความยากลำบากมากเนื่องจากความมืด

ทางการยังได้เรียกร้องให้ประชาชนในพื้นที่อยู่ห่างจากที่เกิดเหตุ เพื่อให้ทีมกู้ภัยทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็วมากขึ้น

ฟีฟ่าจี้กาตาร์ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตแรงงานด่วน

22 พ.ย. 2013 - เซปป์ แบล็ตเตอร์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศหรือฟีฟ่ากล่าวยอมรับว่า สภาพการทำงานบางอย่างในกาตาร์อยู่ในขั้นยอมรับไม่ได้ แต่ยืนยันเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022 กำลังจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

รายงานขององค์การนิรโทษกรรมสากลที่ตีพิมพ์เมื่อสัปดาห์ก่อนระบุว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นหลายกรณีในพื้นที่ก่อสร้าง ซึ่งตรงกับคำกล่าวอ้างของลูกจ้างบางคนที่บอกว่าพวกเขาโดนปฏิบัติเยี่ยงโคกระบือ

"ผู้นำทางเศรษฐกิจและการเมืองจะต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อปรับปรุงสภาพการทำงานที่ยอมรับไม่ได้ในกาตาร์"ประธานฟีฟ่ากล่าว

"นั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมจึงได้รับเชิญจาก เดเอฟเบ และ ไอทีซียู เพราะเราเชื่อว่าเราสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงมันไปด้วยกันได้ และผมจะโน้มน้าวให้กาตาร์จัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง"

มิชาเอล ซอมเมอร์ ประธานสมาพันธ์สหภาพแรงงานสากล(ITCU) กล่าวว่าเขารู้สึกยินดีที่แบล็ตเตอร์เข้ามาให้การสนับสนุน แต่ได้โต้ว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขจนเป็นที่พอใจ ฟีฟ่าต้องย้ายฟุตบอลโลกไปจัดที่อื่นที่ไม่ใช่กาตาร์

"ผมรู้สึกยินดีที่ฟีฟ่าและเดเอฟเบเข้ามาร่วมมือกับเราในการสร้างมนุษยธรรมในสภาพการทำงานที่กาตาร์

"กาตาร์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานแรงงานของ ILO (องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ) และต้องขจัดการเลือกปฏิบัติและการใช้ความรุนแรงต่อแรงงาน ตลอดจนต้องให้เสรีภาพตามข้อบังคับของสมาคมแก่แรงงานข้ามชาติทั้ง 1.3 ล้านคน

"หากกาตาร์ทำไม่ได้ ฟุตบอลโลกก็ควรไปจัดที่อื่น"

ต่างชาติสูบทองจนหมดแล้ว คนงานเหมืองใหญ่ที่สุดของลาวเตรียมตกงาน

22 พ.ย. 2013 - ทองในเหมืองเซโปน แขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นเหมืองใหญ่ที่สุดในลาวได้หมดลงแล้ว หลังจากถูกขุดขึ้นมาสกัด และส่งออกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าการผลิตแร่ทองแดงจะยังดำเนินต่อไป แต่บริษัทผู้ดำเนินการประกาศในวันศุกร์ 22 พ.ย.ว่า กำลังพิจารณาลดกำลังงานลง ซึ่งทำให้คนงานชาวลาวที่ยังไม่ทราบจำนวนเผชิญกับการถูกปลดออกจากงาน หนังสือพิมพ์ของทางการรายงาน
       
การประกาศเรื่องนี้มีขึ้นหลังจากบริษัท มินมีทัลส์คอร์ปอเรชั่น (Minmetals Corp) เจ้าของเหมืองเซโปน ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ประกาศเรื่องนี้วันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า สินแร่ทองออกไซด์ในเหมืองแห่งนี้ได้หมดลง ราคาทองในตลาดโลกตกต่ำ และต้นทุนการผลิตทองต่อออนซ์สูงขึ้นทำให้ประสบกับภาวะขนาดทุนในส่วนนี้อย่างต่อเนื่อง
       
การประกาศลดจำนวนลูกจ้างยังมีขึ้นเพียงข้ามสัปดาห์หลังจากบริษัทเหมืองเอ็มเอ็มจีล้านช้างจำกัด หรือ MMG LXML (MMG Lane Xang Minerals Ltd) ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินกิจการเหมืองที่เมืองวีละบูลี ในแขวงภาคกลางของลาว ได้ฉลองครบรอบ 10 ปี โดยเชิญผู้แทนสื่อ กับภาคส่วนต่างๆ ไปชมกิจการเป็นจำนวนมาก
       
บริษัทเหมืองทองใหญ่ของลาวกล่าวว่า แผนการลดจำนวนคนงานก็เพื่อรักษาสภาพความคล่องตัวของบริษัทหลังจากได้ตัดสินใจยุติการขุดค้น และผลิตทองคำตั้งแต่เดือน ธ.ค.นี้เป็นต้นไป หนังสือพิมพ์เวียงจันทน์ไทมส์รายงาน
       
นายริค วัตส์ฟอร์ด (Rick Watsford) ผู้จัดการใหญ่ LXML กล่าวว่า การปลดคนงานเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่พ้น แต่จะดำเนินการในระดับต่ำที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานชาวลาว และทุกคนที่ถูกปลดออกจากงานจะได้รับการจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย
       
ผู้บริหารคนเดียวกันนี้กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทจะสามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต เพื่อคืนผลประโยชน์แก่ผู้ถือหุ้นได้อย่างเต็มกำลังซึ่งรวมทั้งรัฐบาลลาวด้วย
       
บริษัท MMG Corp โดยนายแอนดรู ไมเคิลมอร์ (Andrew Michelmore) ซีอีโอประกาศในฮ่องกงก่อนหน้านี้ว่า สินแร่โกลด์ออกไซด์ หรือทองคำได้หมดลงแล้ว ซึ่งประมาณการก่อนหน้านี้คาดว่าจะหมดลงตั้งแต่ปี 2554 นอกจากนั้น การผลิตทองมีต้นทุนที่สูงขึ้นถึงเท่าตัวในขณะนี้ ขณะที่ราคาทองในตลาดโลกตกลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทตัดสินใจหยุดผลิตทองในเหมืองเซโปนลงเดือน ธ.ค.2556 นี้ และหันไปโฟกัสที่การผลิตทองแดง

ต้นทุนการผลิตทองคำได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวตั้งแต่ปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้นเป็น 1,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในครึ่งแรกของปี 2556 นี้ ในขณะที่ราคาทองคำเมื่อสิ้นสุดครึ่งแรกของปีตกอยู่ที่ประมาณ 1,198 ดอลลาร์ต่อออนซ์เท่านั้น ทำให้การปรับโครงสร้างทั้งหมดไม่อาจเลี่ยงได้ในช่วงเดือนที่จะถึงนี้ นายไมเคิลมอร์ ระบุในคำแถลงฉบับหนึ่ง
       
"เอ็มเอ็มจีตระหนักดีว่า นี่เป็นข่าวที่ทำให้ผิดหวังสำหรับกำลังงานของเรา เรามุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับคนของพวกเรา กับชุมชน ซัปพลายเออร์ และรัฐบาลลาว เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" ซีอีโอของ MMG Minmetals กล่าว
       
ปัจจุบัน เหมืองเซโปน จ้างคนงานราว 4,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในส่วนการผลิตทองแดง ผู้จัดการใหญ่ของ MMG LXML กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า ยังไม่ทราบจำนวนคนงานที่จะต้องปลดออกจากงานในขณะนี้ โดยจะขึ้นอยู่กับการศึกษาทบทวนความต้องการใหม่ทั้งหมด
       
ในปี 2556 LXML ตั้งเป้าผลิตทองคำระหว่าง 40,000-50,000 ออนซ์ ราคาทองคำแท่งเมื่อวันศุกร์ยืนที่ 1,289 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเมื่อปีที่แล้ว ผลิตทองคำได้ทั้งหมด 70,000 ออนซ์
       
ในช่วงเวลา 12 เดือนระหว่างเดือน ต.ค.2555-สิ้นเดือน ก.ย.2556 เหมืองแห่งนี้ผลิตทองแดงได้ตามเป้าหมาย 90,000 ตัน ปัจจุบัน ทองแดงสร้างรายได้ราว 92% ของบริษัท และการผลิตทองแดงจะดำเนินต่อไป นายวัตส์ฟอร์ดกล่าว.

"บีบีซี" ส่งสายแฝงตัวเข้า "อเมซอน"ในอังกฤษ พบใช้พนักงานหนัก "เดิน 11ไมล์ต่อกะ-เข้าห้องน้ำยังจับเวลา"

25 พ.ย. 2013 - บีบีซีสื่อในอังกฤษได้ส่ง อดัม ลิตเติลเลอร์ 23ปี เป็นสายเข้าไปทำงานในโกดังกระจายสินค้าย่านสวอนซีของอเมซอนอังกฤษ พบว่าพนักงานของอเมซอนต้องทำงานหนักมาก และอาจประสบปัญหาป่วยทางสุขภาพทางกายและจิต ด้านสหภาพคนงานอเมซอนในเยอรมันได้รวมตัวประท้วงผละงานเกือบพันคนในวันจันทร์(25)ที่ผ่านมา เรียกร้องเงินค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่ม
       
เป็นเพราะใกล้ถึงเทศกาลคริสมาสต์ทำให้ทางบริษัทอเมซอน อังกฤษได้ว่าจ้างพนักงานเพิ่มอีกกว่า 15,000 ตำแหน่งเพื่อรับมือกับการสั่งซื้อในช่วงเทศกาล และทางอเมซอนได้กล่าวว่า "ความปลอดภัยของพนักงานเป็นความสำคัญอันดับหนึ่ง" แต่ทว่า อดัม ลิตเติลเลอร์ ซึ่งวัย 23ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่เป็นสายของบีบีซีได้ซ่อนกล้องขนาดจิ๋วเพื่อรายการ BBC Panorama และได้บันทึกช่วงเวลางานของเขาและพบสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น
       
โดยลิตเติลเลอร์ที่ถูกจ้างในตำแหน่ง "พนักงานหยิบสินค้า" ที่โกดังกระจายสินค้าของย่านสวอนซี เป็นเวลา 7 สัปดาห์โดยใน 4 สัปดาห์แรกเขาทำงานในกะกลางวัน และได้รับค่าตอบแทนราว 6.50 ปอนด์ต่อชั่วโมง ก่อนที่จะย้ายไปยังกะกลางคืนที่ได้ค่าตอบแทนเพิ่มเป็น 8.50 ปอนด์ต่อชั่วโมง รวมถึงได้ค่าตอบแทนในพักครึ่งชั่วโมง และช่วงพัก 15 นาที 2 ครั้งที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน
       
ซึ่งในกะกลางคืน ลิตเติลเลอร์ต้องต้องเดินถึง 11 ไมล์ ราว 10 ชมครึ่ง เพื่อรวบรวมสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นสินค้าที่หนักและชิ้นใหญ่ที่อยู่ในโกดังกระจายสินค้าพื้นที่ราว 800,000 ตารางฟุต โดยหูฟังที่ลิตเติลเลอร์สวมอยู่จะสั่งให้เขารู้ว่าต้องหยิบสินค้าอะไรและวางบนรถเข็น และยังจำกัดเวลาเป็นวินาทีเพื่อให้พนักงานหาสินค้าและเริ่มนับ หากลิตเติลเลอร์ทำความไวเกินกว่า 33 วินาทีจะมีเสียงดังเตือนขึ้นจากเครื่องสแกนเนอร์ ซึ่งเครื่องสแกนเนอร์นี้จะส่งรารยงานอัตราความเร็วในการหาสินค้าให้กับผู้จัดการ และถ้าหากเขาทำงานช้าไปมากๆ ลิตเติลเลอร์อาจต้องได้รับโทษทางวินัย
       
"พนักงานอเมซอนในโกดังเป็นเหมือนกับหุ่นยนต์ เราดึงเอาเครื่องสแกนเนอร์และเสียบให้ทำงาน และเราก็ถือมัน แต่บางทีเราควรจะเสียบสแกนเนอร์เข้ากับตัวเองให้รู้แล้วรู้รอดไป เราไม่ได้คิดด้วยตัวเอง บางทีอเมซอนไม่ไว้ใจพวกพนักงานมากพอที่จะให้พวกเราคิดเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป ผมเองไม่รู้เหมือนกัน" ลิตเติลเลอร์กล่าว
       
และนอกจากนี้ สื่อเมลอนไลน์ของอังกฤษยังพบว่า อดีตพนักงานของอเมซอนยังได้เปิดเผยถึง การที่พนักงานของอเมซอนในโกดังกระจายสินค้า 8 แห่งทั่วอังกฤษได้ถูกตรวจจับหาตำแหน่งด้วยระบบGPS ภายในโรงงาน และในการเบรคเข้าห้องน้ำของพนักงานยังต้องถูกจับเวลาอีกด้วย แต่ข้ออ้างเหล่านี้ได้ถูกปฎิเสธจากทางอเมซอน อังกฤษ
       
ทางด้านศาสตราจารย์ มิเชล มาร์มอต หนึ่งในผู้เชียวชาญทางด้านความเครียดในที่ทำงานของอังกฤษ ได้ให้ความเห็นว่า "สภาพการทำงานในโกดังกระจายสินค้าของอเมซอนนั้นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิต"
       
และที่ผ่านมาอเมซอน อังกฤษ ได้ประสบปัญหา "สัญญาจ้างงาน 0 ชั่วโมง" (การจ้างงานที่ไม่ระบุระยะเวลา หรือชั่วโมงการทำงานให้แน่นอน โดยลูกจ้างจะได้ทำงานและได้รับค่าจ้างก็ต่อเมื่อได้รับการติดต่อจากนายจ้างให้ไปทำงานเท่านั้น ซึ่งเป็นปัญหามากในอังกฤษ) รวมไปถึงการขายสินค้าโดยเลี่ยงภาษี แต่ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฏหมายอังกฤษ อย่างไรก็ตามคู่แข่งทางการค้าอเมซอนในอังกฤษได้ประท้วงว่า ไม่เป็นการชอบธรรมที่อเมซอนจะสามารถเสนอราคาสินค้าได้ถูกกว่า
       
ทางด้านบริษัทอเมซอน อังกฤษ ได้กล่าวผ่านแถลงการณ์ว่า ผู้ตรวจสอบด้านความปลอดภัยอย่างเป็นทางการของบริษัทไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงเรื่องนี้ และผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ทางอเมซอนได้จ้างเพื่อตรวจสอบได้ให้ความเห็นว่า "ตำแหน่งพนักงานหยิบสินค้า" ที่คล้ายกับงานลักษณะใกล้เคียงกันในภาคธุรกิจอื่นๆนั้นไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตแต่อย่างใด"
       
นอกจากนี้แถลงการณ์ยังกล่าวว่า ทางอเมซอนได้เตือนล่วงหน้าในการสมัครงานแล้วว่า บางตำแหน่งที่จะเข้าบรรจุอาจต้องใช้พละกำลังมาก และพนักงานหลายคนสนุกกับลักษณะการทำงานประเภทนี้
       
ในขณะที่ในวันจันทร์(25)ที่ผ่านมา พนักงานอเมซอนเกือบพันคนในเยอรมันได้รวมตัวประท้วงเพื่อต่อรองค่าจ้างและสวัสดิการ และเผยว่าจะมีผู้ร่วมประท้วงมากกว่านี้ในช่วงก่อนเทศกาลคริสมาสต์หากทางบริษัทอเมซอน เยอรมัน ไม่ตกลงเพิ่มค่าแรงให้
       
โดยการประท้วงผละงานเกิดขึ้นที่โกดังจ่ายสินค้าในBad Hersfeld และ Leipzig ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการผลักดันของสหภาพแรงงาน ver.di ที่ได้ทำเพื่อหาข้อตกลงครั้งนี้ ซึ่งถึงแม้บริษัทอเมซอน เยอรมันได้สัญญาที่จะมีโบนัสให้กับพนักงาน แต่ทางสหภาพver.di ถือว่าไม่เพียงพอ และขึ้นอยู่กับอเมซอนที่จะต้องการเห็นการผละงานมากขึ้นหรือไม่
       
อย่างไรก็ตามอเมซอน เยอรมันได้กล่าวว่า พนักงานของอเมซอนได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าพนักงานที่อื่นเมื่อเทียบกับงานในลักษณะเดียวกัน

มาเลย์กวาดจับแรงงานเถื่อน

26 พ.ย. 2013 - ตำรวจมาเลเซียกวาดจับผู้เดินทางเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายหรือแรงงานเถื่อนในรัฐปีนังได้ 30 คน โดยผู้ที่ถูกจับกุมเป็นอินโดนีเซีย 14 คน ชาวกัมพูชา 7 คนพม่า 6 คน และชาวบังกลาเทศ 3 คน การจับกุมเกิดขึ้นในสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ส่วนที่รัฐสลังงอร์ ผู้เดินทางเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายอีก 100 คนก็ถูกควบคุมตัวเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ทั้งหมดมาจากเวียดนามและบังกลาเทศ กลุ่มหลังนี้ถูกดำเนินคดีเพราะอยู่เกินเวลาที่ได้รับอนุญาตและใช้ใบอนุญาตทำงานผิดประเภท

แรงงานผิดกฎหมายชาวเอธิโอเปีย 50,000 คนถูกส่งกลับจากซาอุฯ

27 พ.ย. 2013 - กระทรวงต่างประเทศเอธิโอเปีย แถลงว่า แรงงานชาวเอธิโอเปียกว่า 50,000 คนเดินทางกลับมาถึงซาอุดิอาระเบียแล้ว หลังนโยบายปราบปรามแรงงานผิดกฎหมายในซาอุดีอาระเบีย  

โฆษกต่างประเทศเอธิโอเปีย แถลงว่า ก่อนนี้คาดว่า ตัวเลขแรงงานมีเพียง 10,00 คนแต่กลับเพิ่มขึ้น และคาดว่า ยอดรวมแรงงานที่ถูกส่งตัวกลับจะมีจำนวนราว 80,000 คน ทางการเอธิโอเปียต้องรับพลเมืองที่ถูกส่งกลับมาจากซาอุดิอาระเบียหลังสิ้นสุดกำหนดผ่อนผัน 7 เดือนสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักโดยผิดกฎหมายเมื่อ 4 พฤศจิกายน ทั้งยังมีเหตุประท้วงรุนแรงระหว่างตำรวจซาอุดีอาระเบียกับผู้อพยพชาวเอธิโอเปียที่จะต้องเดินทางออกนอกประเทศ โดยมีชาวเอธิโอเปียเสียชีวิต 3 คนจากการปะทะกัน อย่างไรก็ตาม ทางการเอธิโอเปีย แถลงว่า ความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียยังคงความเป็นพี่น้องกันและสิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องนำพลเมืองเดินทางกลับประเทศ

เครนสร้างสนามบอลโลกบราซิลพังถล่ม-คนงานเสียชีวิต 2 ราย

27 พ.ย. 2013 - สำนักข่าวบีบีซี ของอังกฤษรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้นที่สนามเซาเปาโล ซึ่งใช้เป็นสังเวียนเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของบราซิลเปิดเผยว่า อุบัติเหตุดังกล่าวเกิดจากเครนที่ใช้สำหรับการก่อสร้างสนามอารีน่า โครินเธียนส์ ในบราซิลพังลงมา ทำให้อัฒจันทร์บางส่วนหนึ่งพังลงมาด้วย สำหรับสนามแห่งนี้มีกำหนดจะต้องสร้างเสร็จในช่วงปลายเดือนธ.ค. ตามเส้นตายของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่า


ที่มาเรียบเรียงจาก: ประชาไท, สำนักข่าวไทย, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, ไทยรัฐออนไลน์, มติชน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ท่ามกลางความขัดแย้ง' นักศึกษา คณาจารย์และมหาวิทยาลัย ต้องมีบทบาทอย่างไร?

Posted: 07 Dec 2013 04:13 AM PST

การประกาศหยุดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการ นัดหยุดงานของแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" หรือ กปปส. ที่มีสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นเลขาธิการ ส่งผลให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางของบทบาทของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะต่อการแสดงท่าทีทางการเมืองท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขณะนี้

จริงๆ แล้วในท่ามกลางความขัดแย้งนั้น ในแวดวงอุดมศึกษา ทั้งตัวมหาวิทยาลัยเอง คณาจารย์และนักศึกษาควรจะมีบทบาทอย่างไร เพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ ซึ่งต่อไปนี้เป็นมุมมองของนักวิชาการและนักศึกษาส่วนหนึ่ง ต่อบทบาทของมหาวิทยาลัย คณาจารย์และนักศึกษาท่ามกลางความขัดแย้ง

"มหาวิทยาลัยต้องสร้างพื้นที่กลางแก้ไขความขัดแย้ง"

อาจารย์วศิน สุวรรณรัตน์

คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (ม.อ.หาดใหญ่)

บทบาทของมหาวิทยาลัยท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองนั้น ทั้งคณะอาจารย์หรือมหาวิทยาลัยเอง ควรสร้างพื้นที่กลางเพื่อให้ทุกคนทุกฝ่ายร่วมแสดงความคิดเห็น พื้นที่นี้ไม่ควรจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง คนที่อยู่ในพื้นที่กลางก็ต้องมีความเป็นกลางด้วย

อย่างล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา คณะนิติศาสตร์ได้ จัดงาน นิติศาสตร์เสวนาเห็นต่างร่วมทางได้ ในหัวข้อประเทศไทยไปทางไหนดี ซึ่งได้เชิญนักวิชาการหลายคนมาร่วมเสนา รวมทั้งนักศึกษาที่สนับสนุนฝ่ายต่างๆมาร่วมเสวนาด้วย โดยเปิดโอกาสให้ร่วมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดกันอย่างเสรี

สำหรับผมเอง ในท่ามกลางความขัดแย้งนั้น ก็มีส่วนร่วมในการเสนอแนะวิธีคิด ให้ความรู้ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนของการเมืองที่ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ แต่เป็นการให้ความคิด ซึ่งต้องอยู่ในกรอบของนักวิชาการ ส่วนใครจะฟังหรือไม่นั้น ก็ไม่สามารถบังคับใครได้

ส่วน บทบาทของนักศึกษานั้น มหาวิทยาลัยไม่ได้บังคับว่า นักศึกษาจะต้องเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง มหาวิทยาลัยให้เสรีภาพทางความคิดแก่นักศึกษา

"ต้องให้เสรีภาพแก่ทุกฝ่าย"

เอกรินทร์ ต่วนศิริ คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี

"บทบาท ของมหาวิทยาลัยท่ามกลางความขัดแย้ง ควรเป็นพื้นที่กลางหรือเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมหาวิทยาลัยไม่ควรมีท่าทีเลือกข้างและไม่ควรนำมหาวิทยาลัยนำไปสู่ความขัด แย้งเสียเอง

ด้วยปณิธานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แห่งนี้ด้วยประโยคที่ว่า "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" การ ตื่นตัวทางการเมืองของมหาวิทยาลัยถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีไม่น้อยสำหรับ สังคมการเมืองที่อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องการการมีส่วนร่วมทางการเมืองจากทุกภาคส่วนของสังคม

ต้อง ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ตามหลักประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือ มหาวิทยาลัยต้องไม่ต้องเป็นกองเชียร์ของฝ่ายการเมือง แต่ต้องทำหน้าที่ให้เสรีภาพทางความคิดแก่ทุกหมู่เหล่า ทุกเชื้อชาติ ศาสนา และความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ควรมีพื้นที่มากเพียงพอให้แก่คนที่เห็นต่าง ตราบเท่าที่เราใช้สติปัญญามาเป็นเครื่องมือในการถกเถียง โดยไม่ใช้ความรุนแรง

สำหรับ การคัดค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยครั้งนี้ มหาวิทยาลัยได้มีบทบาทเป็นแนวหน้าออกมาต่อต้านการกระทำของฝ่ายการเมืองที่ ไม่ได้ให้เกียรติแก่เจ้าของอำนาจก็คือประชาชน

 การ ลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียงให้แก่สังคมครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นและ มีความกล้าหาญยิ่ง แต่ประเด็นการคัดค้านยังวนกับวาทกรรมทางการเมือง ที่มหาวิทยาลัยติดกับและใช้ตรรกะเดียวกันของฝ่ายการเมืองฝ่ายค้าน เช่น ต่อต้านคนโกง ต่อต้านคอรัปชั่น ซึ่งก็นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ถึงขั้นผู้คนยอมไม่ได้ ดังที่เราได้เห็นผู้คนจำนวนมากออกมาคัดค้านและต่อต้าน

แต่ อีกด้านหนึ่งของกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่ค่อยได้กล่าวถึงก็คือ กลุ่มประชาชนที่ตกอยู่ในคดีนักโทษการเมือง ดูเหมือนว่าพวกเขาถูกลืมไปจากการต่อต้านครั้งนี้ของมหาวิทยาลัย ประเด็นคนเล็กคนน้อยที่ต้องตกอยู่ในคุก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มเสื้อเหลือง ที่ต้องการกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างเร่งด่วน  มากกว่านักการเมืองที่เล่นเกมการเมืองจนทำลายความชอบธรรมของตนเอง

ขณะเดียวกัน การกระทำในนามของม.อ. ก็ถูกตั้งคำถามมากขึ้น จากนิสิตนักศึกษาของเราเอง แต่ก็ไม่มีคำตอบอะไรจากมหาวิทยาลัย"

 

 

"ให้ความรู้แล้วนักศึกษาตัดสินใจเอง"

อับดุลการีม อัสมะแอ

คณะอิสลามศึกษาและนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี (ชื่อใหม่ของมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา)

มหา วิทยาลัยฟาฏอนีไม่ได้รับผลกระทบโดยจากการชุมชนทางการเมืองของคณะกรรมการ ประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์อันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.)

คิด ว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นสถาบันให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องวิชาการแก่นักศึกษา เช่น เรื่องการเมืองการปกครอง ซึ่งเมื่อนักศึกษามีความรู้และเข้าใจเรื่องนี้แล้วจะมีความคิดเห็นอย่างไรก็ เป็นเรื่องของนักศึกษา

ส่วน นักวิชาการควรแสดงความคิดเห็นควรบนหลักฐานของความบริสุทธิ์ทางวิชาการและ ความคิดอิสระ เพราะองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองกว้างมาก ส่วนใครจะสนับสนุนฝ่ายใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

คิด ว่าการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยต้องมาจากประชาชนที่มีความรู้ในเรื่องการเมือง การปกครองในระดับหนึ่ง และเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นกลุ่มประชาชนที่มีส่วนสำคัญที่ให้พรรคการเมือง พรรคใดพรรคหนึ่ง ได้รับชัยชนะจากการเลือกทุกครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากถูกใจเรื่องของนโยบายของพรรคการเมืองนั้น

ที่ผ่านมาการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยตั้งแต่ปี 2479 เป็น ต้นมา เป็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจระหว่างชั้นชนนำของประเทศเท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมามีการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเฉพาะชนชั้นนำของประเทศเท่านั้น โดยไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งหลายประเทศมีการเปลี่ยนแปลงที่มาจากประชาชน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น ไม่ได้มาจากชนชั้นของประเทศ

ส่วนข้อเสนอของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.ที่ เสนอให้ตั้งสภาประชาชน คิดว่าไม่ได้แตกต่างกับสภาผู้แทนราษฎรเพราะผู้แทนราษฎรก็มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชน แต่เห็นด้วยกับนักวิชาการหลายคนที่เสนอให้ตั้งสภาประชาชน แต่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเสียก่อน

 

เสียงจากนักศึกษา ม.อ.ปัตตานี

ส่วนในมุมมองของนักศึกษา ม.อ.วิทยาเขตปัตตานี ก็มีความเห็นที่หลากหลายเช่นกัน ดังนี้

 

 

"9ปีไฟใต้ มหาวิทยาลัยไม่เคยแสดงท่าทีใดๆ"

อาร์ฟาน วัฒนะ คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี

ไม่ เห็นด้วยที่ผู้มีอำนาจของมหาวิทยาลัยใช้ชื่อมหาวิทยาลัยไปแสดงจุดยืนฝักฝ่าย ทางการเมือง เพราะเท่ากับเป็นการใช้อำนาจครอบงำทุกคนในมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ทุกคนไม่ได้มีความเห็นแบบเดียวกันทั้งหมด ย่อมมีคนที่คิดต่างออกไปบ้าง ผู้อำนาจสูงสุดของมหาวิทยาลัยควรมีความเป็นกลางในการแสดงออกทางการเมือง และควรเปิดพื้นที่ให้กับคนที่คิดต่างด้วย ไม่ใช่การปฏิบัติแบบเหมารวมเช่นนี้

ตลอดระยะเวลา 9 ปี ของความรุนแรงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ ม.อ.ปัตตานี ไม่เคยแสดงท่าทีแบบนี้ แม้บางเหตุการณ์เกี่ยวข้องกับนักศึกษาของม.อ.ปัตตานีด้วยก็ตาม ตัวอย่างเช่น เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา มีนักศึกษาชั้นปี 1 คนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไปแทนพี่ชายของตัวเองที่หายตัวไปจากบ้าน ทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ดำเนินการอะไรต่อกรณีนี้

เพราะ ฉะนั้นเห็นได้ชัดว่า การงดการเรียนการสอนครั้งนี้ไม่เพียงแค่ต้องการแสดงท่าทีต่อสถานการณ์ทางการ เมืองแล้ว แต่มีนัยยะการเมืองส่วนตัวแอบแฝงด้วย ส่วนอาจารย์บางคนก็ยังสอนตามปกติ เป็นการทวนคำสั่งของมหาวิทยาลัยซึ่งแสดงว่าภายในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีเอกภาพ ทางความคิด

 

"ต้องให้สิทธิเสรีภาพทางความคิด ไม่บังคับ"

อิบรอฮิม กีละ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี

"บทบาท ที่ผมควรทำ คือแสดงความคิดเห็นด้วยตรรกะของตัวเอง การไปร่วมประท้วงเพราะถูกอาจารย์บังคับนั้น ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นบทบาทอาจารย์ก็ควรเป็นผู้ให้ความรู้แก่นักศึกษา การบังคับนักศึกษาให้ไปร่วมประท้วง เป็นบทบาทที่ผิด

ส่วน บทบาทของมหาวิทยาลัยนั้น ควรให้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา ไม่ใช่จะปิดการเรียนการสอนก็ปิดเลยโดยที่นักศึกษาไม่ทันตั้งตัว และไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นว่าควรจะปิดดีหรือไม่ดี

ส่วน ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาความขัดแย้งนั้น มหาวิทยาลัยควรเปิดพื้นที่กว้างในการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา โดยไม่มีภาวะกดดัน อย่างตัวเช่น มีอาจารย์ท่านหนึ่งบังคับนักศึกษาพร้อมทั้งเช็คชื่อให้คะแนนคนที่ไปร่วม ประท้วงด้วยซึ่ง การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการบังคับและกดดันนักศึกษา ทำให้นักศึกษาไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นที่แท้จริงของตัวเองได้ แต่ที่ไปร่วมประท้วงเพราะถูกอาจารย์บังคับ

 

"ต้องเข้าใจสถานการณ์และเป็นกลาง"

นัสรี จะมะจี คณะรัฐศาสตร์ สมาชิกสภาแตออ ม.อ.ปัตตานี

ท่าม กลางความขัดแย้งนักศึกษาควรมีจุดยืนเป็นของตนเอง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การจัดงานเสวนาต่างๆ ก็เพื่อให้นักศึกษาคิดวิเคราะห์ได้ก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรลงไปกับการมีส่วน ร่วมทางการเมือง เช่นปัจจุบันที่มีนักศึกษา ม.อ.หลากหลายกลุ่มเข้าร่วมต่อต้านพ.ร.บ.นิโทษกรรม แต่เมื่อถามถึงที่มาที่ไปและเหตุผลของการเข้าร่วมชุมนุมประท้วง กลับตอบตัวเองและคนอื่นไม่ได้เท่าที่ควร ดังนั้นก่อนที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองหรืออะไรก็แล้วควรศึกษาและทำความเข้า ใจก่อนตัดสินใจ

ใน ส่วนของคณาจารย์ควรที่ยืนในที่ๆเป็นกลาง ไม่ควรเอนเอียงไปในด้านใดด้านหนึ่ง เพราะอาจเป็นการชักนำนักศึกษาให้เข้าข้างฝ่ายที่คณาจารย์เห็นด้วย ความคิดทางการเมืองควรเป็นความคิดของคนแต่ละคนที่จะต้องคิดได้เองว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ไม่ใช่มาจากบุคคลที่ 2 หรือ 3

ไม่เห็นด้วยกับการงดการเรียนการสอนของ ม.อ.ทั้ง 5 วิทยาเขต แต่ควรงดสอนเฉพาะบางวิทยาเขตที่เกิดการเรียกร้องของคนในมหาวิทยาลัย เช่นที่วิทยาเขตหาดใหญ่ เพราะนักศึกษาส่วนใหญ่ต้องการให้งดการเรียนการสอนเพื่อเข้าร่วมประท้วงหรือ มีส่วนร่วมทางการเมือง

 

 

"ต้องให้นักศึกษามีส่วนร่วมตัดสินใจ"

ญาดา ช่วยชำแนก นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์

เมื่อ เกิดความขัดแย้งใดๆ มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันการศึกษาต้องมีความเป็นกลางทางวิชาการ ควรให้ความรู้ต่างๆ ให้นักศึกษาสามารถคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคืออะไร

มหาวิทยาลัย ควรทำประชามติเพื่อรู้เสียงส่วนใหญ่ก่อนตัดสินใจแสดงจุดยืนทางการเมืองใน ชื่อมหาวิทยาลัย ที่จริงมีองค์การนักศึกษา มีสภานักศึกษา น่าจะเป็นช่องทางเพื่อถามถึงความคิดเห็นของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยได้ แต่มหาวิทยาลัยไม่ได้ถามนักศึกษาเลย เป็นมติของคณะผู้บริหารเท่านั้น ไม่ใช่มติของนักศึกษาด้วย

อาจารย์ ผู้สอนไม่ควรใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจะมีความคิดเห็นทางการเมืองอย่างไรก็ไม่ควรให้นักศึกษาต้องเกี่ยวข้อง ด้วย ควรเปิดใจกว้างให้นักศึกษาสามารถแสดงความเห็นต่างได้

 

"ระวัง นักศึกษาอาจขยายความขัดแย้งเสียเอง"

ดันย้าล อับดุลเลาะ ตะวันออกกลางศึกษา ม.อ.ปัตตานี

มหาวิทยาลัย ไม่ควรงดการเรียนการสอนเพื่อแสดงท่าทีต่อความขัดแย้งทางการเมือง เพราะเป็นสถาบันการศึกษาไม่ใช่สถาบันการเมือง หากต้องการแสดงออกทางการเมืองก็ควรสู้ด้วยความรู้หลักวิชาการ เพื่อหาทางออกร่วมกันหรือมีการจัดกิจกรรมแทรกระหว่างการเรียน

หาก อาจารย์ท่านใดต้องการแสดงออกทางการเมืองแบบฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ควรแสดงออกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ ไม่ควรใช้พื้นที่วิชาเรียนของนักศึกษา

การปฏิบัติครั้งนี้ของคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเท่ากับเป็นการพยายามควบคุมนักศึกษาให้เห็นกับการฝักฝ่ายทางการเมืองของตน

นัก ศึกษาเองก็ควรเสพข่าวสารอย่างหลากหลายเพื่อให้รู้เท่าทัน และขอให้มีสติในการโพสต์ แชร์ และกดไลค์ข้อมูลในโซเชียลมีเดียด้วย เพื่อลดความขัดแย้งที่อาจขยายวงเพิ่มขึ้นได้



ที่มา: http://www.deepsouthwatch.org/dsj/5026

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ตั้งข้อหา 'ข่มขืนใจ' ส่งหมายเรียก 22 ชาวบ้าน เหตุปกป้องชุมชนจากเหมืองแร่

Posted: 07 Dec 2013 03:59 AM PST

7 ธ.ค. 2556 - นักข่าวพลเมือง จ.เลย รายงานว่าเมื่อเวลา 13.00 น. ของวันที่ 6 ธันวาคม 2556 นายสมัย ภักดิ์มี ได้รับจดหมายจดหมายลงทะเบียนที่ RG 4703 6746 9 TH จาก สภ.วังสะพุง จ.เลย

ภายในซองจดหมายเป็นกระดาษ A4 บนหัวกระดาษเป็นตราครุฑสีดำ และมีคำเตือนสีแดงกำกับอยู่ด้านขวามือว่า "คำเตือนไม่มาตามหมายเรียกเป็นเหตุให้ออกหมายจับ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๖๖"

ด้านซ้ายเขียนว่า "หมายเรียกผู้ต้องหา" ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สถานที่ออกหมายคือ สถานีตำรวจภูธรวังสะพุง จังหวัดเลย ออกหมายวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 ผู้กล่าวหาคือ บ.ทุ่งคำ จำกัด และ อบต. เขาหลวง ผู้ต้องหาคือ นายสมัย ภักดิ์มี ด้วยเหตุ "ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายฯกระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือนำสิ่งใดมาขวางฯร่วมกันบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ฯ" โดยให้นายสมัย ภักดิ์มี ไปที่ สภ.วังสะพุง พบ พ.ต.อ.สมพงษ์ หงษ์ไพลิน ในวันที่ 6 เดือน ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา 09.00 น.

นายสมัย ภักดี ประธาน อบต.เขาหลวงซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ในฐานะผู้ถูกกล่าวหากล่าวว่า ตามหมายเรียกให้ไปหาเจ้าพนักงานวันนี้นั้น คงไปไม่ทัน เพราะเพิ่งได้หมายเรียกตอนบ่ายโมงวันนี้ และมีชาวบ้านอีก 21 คนที่ได้รับหมายเรียกเช่นกัน

"บางคนก็ไปทำงานในไร่นายังไงก็ไปไม่ได้เพราะเขาไม่รู้ ทางเราก็เลยปรึกษากันว่าจะขอเลื่อน ก็เลยโทรไปสอบถามพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเลื่อน ทางพนักงานฯ ก็ตกลงให้เลื่อนไปวันที่ 20 ธันวาคม นี้ โดยให้ชาวบ้านมาให้ปากคำที่วัดป่านาหนองบง"

ตามข้อกล่าวหาที่ว่า ข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายฯ นั้น นายสมัยกล่าวว่า ตนเองไม่ได้ไปข่มขืนน้ำใจใคร เพียงแต่ชาวบ้านได้ร่วมกันทำกำแพงเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ (ซึ่งเป็นบริเวณสี่แยกที่ตัดกันเคยเกิดอุบัติเหตุรถชนกันมาแล้วสามครั้งที่รถยนต์ของเหมืองชนมอเตอร์ไซด์ชาวบ้าน) การขนสารเคมีอันตรายเข้ามาและก็ขนสินแร่จากพื้นที่อื่นๆ เข้ามาถลุงในพื้นที่ตรงนี้ ข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ชาวบ้านขอ 5-6 ปีที่ผ่านมา และไม่เคยเห็นหน่วยงานรัฐใดเข้ามาสนใจแก้ไขปัญหา แต่พอบริษัททุ่งคำเข้าไปขอแจ้งความจับชาวบ้านก็ทำให้เลย อย่างนี้มันใช่ไม่ได้

"ส่วน อบต.มีหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎรไม่สมควรที่จะทำแบบนี้ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ทั้งที่ภารกิจถ่ายโอนของ กพร. มาให้ อบต. ยกตัวอย่างบ่อสันเขื่อนไซยาไนด์แตกก็ไม่รับผิดชอบเลย แต่พอชาวบ้านลุกขึ้นป้องกันต้นเองก็เดือดร้อนเป็นปี่เป็นขลุ่ย มาฟ้องร้องชาวบ้านอย่างนี้ไม่ถูกต้อง"

"ผมอยากจะถามนายกว่า คุณมาจากประชาชนเลือกคุณมาไหม? หรือเหมืองทองเลือกคุณมา?"

นายสม้ยกล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นธรรมกับชุมชนเลย คือชาวบ้านไม่ได้ข่มขืนใจใคร ไม่ได้ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายใคร เราสร้างกำแพงขึ้นมาเป็นมติของ 6 หมู่บ้าน ไม่ใช่ว่าตนเป็นผู้นำหมู่บ้านแล้วจะบอกชาวบ้านให้สร้างกำแพง ปัญหาทุกอย่างถูกโยนเข้าไปในที่ประชุมของชุมชนและวิเคราะห์และตัดสินใจร่วมกัน

"การขู่ทำร้ายพนักงานของบริษัททุ่งคำนั้น ยืนยันว่า ไม่มี ไม่ใช่นิสัยของคนในชุมชน แต่ที่เราทำกำแพงก็เพื่อป้องกันความปลอดภัยให้กับชุมชนมากกว่า ในเมื่อ อบต. เปิดหน้าชกชุมชน เราก็ต้องเดินต่อในสิ่งที่ถูกต้อง เราใช้สิทธิชุมชนของเราสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชุมชนของเรา ผมมองว่านายก อบต.เขาหลวง ชาวบ้านเลือกมาเพื่อจะมาพัฒนา และแก้ไขปัญหาของชุมชนแต่คุณกลับมาฟ้องเขาอย่างนี้มันใช่ไม่ได้"

นางสาวบุษยา แจ่มฟ้า เจ้าหน้าศูนย์กฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคมกล่าว ถึงข้อกล่าวหาที่ชาวบ้านได้รับว่า ที่ว่าร่วมกันข่มขืนใจนั้น ข่มขืนใจเรื่องอะไร? ถ้าเป็นเรื่องบุกรุกหรือขัดขวางทางหลวงนั้นก็มีคดีฟ้องร้องกันอยู่แล้ว

คดีแบบนี้มันเป็นคดีหาเรื่อง ทำให้ชาวบ้านยุ่งยากและวุ่นวายมากขึ้น และที่น่าเป็นห่วงคือหน่วยงานรัฐร่วมกันกับเหมืองกล่าวหาชาวบ้าน แล้วแบบนี้ชาวบ้านจะไปพึ่งใคร? เหตุการเดิมๆซ้ำๆจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่หน่วยงานรัฐไม่เหลียวมองชาวบ้านผู้เดือดร้อน

สำหรับรายชื่อชาวบ้านที่ได้รับหมายเรียกทั้งสิ้นจำนวน 22 คน (โดยแยกเรียกเป็นรายบุคคล) ได้แก่

    นางอังศณา พวงไพวัน
    นายเภ่า พรหมหาราช
    นายบุบผา นาวงศรี
    นางระนอง กองแสน
    นางอาพร นินทรีย์
    นางสาวภัทราภรณ์ แก่งจำปา
    นายสุรพันธุ์ รุจิไชยวัฒน์
    นางวรรณิศา สุทธิ
    นายเสถียน สนม
    นายชุน ภักมี
    นายแสงชน วรีฤทธิ์
    นายธานิล ภักมี
    นางพัชรินทร์ บับพาน
    นายสมัย ภักมี
    นางวิรอน รุจิไชยวัฒน์
    นายวัลลภ พวงไพวัน
    นางธุลิดา คุณนา
    นางมล คุณนา
    นางสุ่ม ศรีทอง
    นายเวิน เบ้าหล่อทอง
    นายพักโฮม พรมภักดี
    นางบุญฮอง ต้นพนม

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไทม์ไลน์ และความเข้าใจเรื่องการประท้วง Euromaidan ในยูเครน

Posted: 07 Dec 2013 01:44 AM PST

ช่วงเดียวกันนี้ เกิดการประท้วงในยูเครน โดยมีการเรียกร้องเกี่ยวกับข้อตกลงการเข้าร่วมสหภาพยุโรป ขณะที่พี่ใหญ่รัสเซียยังคงส่งอิทธิพลกดดัน การประท้วงบนท้องถนนก็เสี่ยงต่อความวุ่นวายและยังไม่หมดไปง่ายๆ

6 ธ.ค. 2556 ตั้งแต่ช่วงปลายเดือน พ.ย. มาจนถึงในตอนนี้ ที่ประเทศยูเครนมีกระแสการประท้วงอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการของประชาชนบางส่วนที่เรียกร้องให้ผู้นำประเทศเซ็นสัญญาความร่วมมือกับสหภาพยุโรป รวมถึงเรียกร้องให้มีการถอดถอนประธานาธิบดี วิกเตอร์ ยานูโควิช หลังจากที่รัฐบาลยูเครนยกเลิกการเตรียมการเซ็นสัญญาดังกล่าวรวมถึงข้อตกลงการค้าเสรีอย่างลึกซึ้งและครอบคลุม (Deep and Comprehensive Free Trade Agreement)

โดยในวันที่ 21 พ.ย. 2556 รัฐบาลยูเครนมีมติไม่ผ่านร่างกฎหมายที่จะให้มีการปล่อยตัวอดีตนายกรัฐมนตรียูเลีย ทิโมเชนโก ผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกจำคุกอยู่ในขณะนี้ ทำให้ไม่ผ่านเงื่อนไขของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาพของสหภาพยุโรปหรืออียู โดยฝ่ายรัฐบาลยูเครนให้เหตุผลว่าการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวจะกระทบผลผลิตอุตสาหกรรมภายในประเทศและกระทบต่อความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตรวมถึงรัสเซีย

การประท้วงในยูเครนเริ่มต้นขึ้นในช่วงวันที่ 21-22 พ.ย. ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่าเป็นขบวนการ ยูโรไมดาน (Euromaidan) เริ่มจากมีผู้ประท้วงราว 2,000 คนในกรุงเคียฟรวมตัวกันที่จัตุรัสไมดาน เนซาเลซนอสติ (Maidan Nezalezhnosti) หรือที่แปลว่า "จัตุรัสแห่งเอกราช" โดยชื่อจัตุรัสนี้ถูกเปลี่ยนอยู่หลายครั้งจนกระทั่งมีการเปลี่ยนเป็นชื่อดังกล่าวหลังได้รับเอกราชจากสหภาพโซเวียต

ต่อมาการประท้วงมีการนำโดยฝ่ายค้านและพรรคการเมืองที่สนับสนุนสหภาพยุโรป จนต่อมาในวันที่ 24 พ.ย. ก็มีคนเข้าร่วมการชุมนุมราว 100,000 ถึง 200,000 คน

ดูเหมือนว่าความขัดแย้งทางการเมืองในครั้งนี้ของยูเครนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงรัสเซีย โดยช่วงต้นๆ ของการประท้วง อาเซนีย์ ยัตเซนยุค หัวหน้าพรรคฟาร์เธอร์แลนด์ในสังกัดกลุ่มการเมืองของยูเลีย ทิโมเชนโก (Yulia Timoshenko Bloc) กล่าวหาว่าประธานาธิบดียานูโควิช ได้รับเงิน 'ค่าต่อรอง' จากรัสเซียเพื่อไม่ให้ยูเครนทำข้อตกลงเข้าร่วมกับอียู

ทางด้านนายกรัฐมนตรีมิโคล่า อาซารอฟ ของยูเครนได้แถลงเกี่ยวกับเรื่องข้อตกลงกับอียูเมื่อวันที่ 26 พ.ย. โดยยืนยันว่าจะยังคงมีการเจรจาหารือด้านสัญญาความร่วมมือต่อไปและพยายามผลักดันให้ประเทศมีมาตรฐานใกล้เคียงกับคุณสมบัติที่อียูกำหนดไว้ สำนักข่าวเคียฟโพสต์มองว่านี่เป็นความพยายามของทางการยูเครนในการแสดงตนว่าอยู่ข้างเดียวกับผู้ชุมนุม

การชุมนุมดำเนินมาจนถึงวันที่ 30 พ.ย. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตาและมีการใช้กระบองทุบตี ซึ่งต่อมาทางการแถลงว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ 79 ราย ในจำนวนนี้มีทั้งนักศึกษา นักข่าว ตำรวจ และชาวต่างชาติรวมอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีผู้ชุมนุมบางส่วนถูกจับกุมตัว และทางอียูก็ออกมาเรียกร้องให้เลิกใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม


ยกระดับการชุมนุม
ต่อมาศาลปกครองกรุงเคียฟได้ประกาศห้ามไม่ให้ผู้ประท้วงใช้พื้นที่ทั้งจัตุรัสไมดาน เนซาเลซนอสติ จัตุรัสยุโรป หน้าทำเนียบประธานาธิบดี และหน้ากระทรวงกิจการภายในเป็นแหล่งชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมหันไปรวมตัวกันที่จัตุรัสเซนต์ไมเคิลในวันที่ 1 ธ.ค. และพากันเดินขบวนมายึดพื้นที่จัตุรัสไมดาน เนซาเลซนอสติคืน จนทำให้เกิดเหตุการณ์จลาจล โดยมีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ทำลายกระจกหน้าต่างของอาคารสภาเทศบาล แต่ทางผู้ชุมนุมกลุ่มหลักๆ และแกนนำก็อ้างว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันมีผู้ชุมนุมบางคนนำรถเกลี่ยดินมาที่หน้าทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อพยายามพังแผงกั้นโดยรอบ รวมถึงมีปะทะกับเจ้าหน้าที่โดยฝ่ายผู้ชุมนุมได้ขว้างปาก้อนอิฐและระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้แก๊สน้ำตาและระเบิดแสงเพื่อพยายามสลายการชุมนุม ในวันนั้นมีผู้ชุมนุมราว 100,000 ถึง 350,000 คน

ในช่วงกลางคืนของวันที่ 1 ธ.ค. มีกลุ่มก่อความวุ่นวายส่วนหนึ่งได้บุกเข้าจู่โจมเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลที่เฝ้ารูปปั้นของวลาดิเมียร์ เลนิน รวมถึงประชาชนที่เดินผ่านในละแวกนั้นรวมถึงมีการยึดรถประจำทาง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา แต่ไม่นานนักก็ต้องล่าถอยออกจากพื้นที่ จากการโจมตีครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่รายหนึ่งบาดเจ็บสาหัส โดยที่กระทรวงกิจการภายในของยูเครนได้ประณามการสร้างความวุ่นวายจากกลุ่มหัวรุนแรงที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มภราดรภาพ ซึ่งมีสมาชิก 300 คน

การประท้วงยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ (6 ธ.ค.) โดยหลักๆ แล้วกลุ่มผู้ประท้วงในยูเครนมีข้อเรียกร้องต้องการให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อหารือกับประชาคมยุโรป มีการเรียกร้องให้ผู้นำยาคูโนวิชลงจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่สามารถดำเนินแผนการยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศไว้ได้


ไม่เหมือนครั้ง 'การปฏิวัติสีส้ม'
ในประเด็นเกี่ยวกับการเข้าร่วมอียู ฝ่ายอียูเป็นผู้ยื่นมือเข้าหายูเครนโดยมีการเซ็นสัญญาความร่วมมือด้านการค้าเสรีและความร่วมมือทางการเมืองในปี 2555 ที่ผ่านมา แต่ข้อตกลงจะส่งผลก็ต่อเมื่อทางยูเครนยอมปรับปรุงในเรื่องประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ซึ่งกล่าวรวมถึงการกุมขังนักการเมืองของทิโมเชนโกด้วย

มีการพยายามเปรียบเทียบการประท้วงในครั้งนี้กับการปฏิวัติสีส้ม (Orange Revolution) เมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นการประท้วงต่อต้านผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยที่ วิกเตอร์ ยานูโควิช ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง การประท้วงในครั้งนั้นนำโดยวิกเตอร์ ยุชเชนโก คู่แข่งการเลือกตั้งที่มีคะแนนสูสีกับยานูโควิช และยูเลีย ทิโมเชนโก ต่อมาการเรียกร้องเป็นผลสำเร็จทำให้มีการเลือกตั้งใหม่และยุชเชนโกได้รับชัยชนะในสมัยนั้น ส่วนทิโมเชนโกก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี (ในยูเครน ประธานาธิบดีจะเป็นผู้แต่งตั้งนายกฯ)

ปัจจัยที่ทำให้การปฏิวัติสีส้มประสบความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการที่ประชาชนชาวยูเครนต้องการความเปลี่ยนแปลงด้านเศรฐกิจและการเมือง รวมถึงคนรุ่นใหม่ชื่นชอบแนวคิดของยุชเชนโกที่พยายามผลักดันให้ยูเครนออกห่างจากรัสเซีย

แต่นักวิเคราะห์มองว่าการประท้วงครั้งล่าสุดในยูเครนต่างจากการปฏิวัติสีส้มเนื่องจากไม่มีผู้นำทางการเมืองคนใดที่สามารถสร้างอิทธิพลแก่ผู้ประท้วงได้มากเท่ายุคนั้น โดยผู้ประท้วงปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่ที่ได้รับอิทธิพลจากขบวนการอ็อกคิวพาย (Occupy Movement) กับกลุ่มที่สองคือพรรคการเมืองซึ่งทำให้ดูเหมือนเป็นการประท้วงของฝ่ายค้านมากกว่าการประท้วงของสังคมโดยรวม


ผู้นำยูเครนถูกบีบคั้น
เหตุขัดแย้งทางการเมืองในยูเครนตอนนี้สะท้อนภาพของอิทธิพลระหว่างประเทศสหภาพยุโรปกับรัสเซียซึ่งมียูเครนเป็นเมืองหน้าด่าน ประธานาธิบดี ยานูโควิช กล่าวในช่วงที่มีการประท้วงว่า ยูเครนมีความประสงค์จะเซ็นสัญญากับอียู แต่ต้องมีมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการเงินเนื่องจากทางยูเครนถูกกดดันโดยฝ่ายรัสเซียว่าจะมีมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจหากมีการจับมือกับอียู

ขณะเดียวกันผู้นำยูเครนก็ต้องรับมือกับการประท้วงยืดเยื้อที่ยิ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงินและเกิดความกังวลต่อนักลงทุน ซึ่งเสี่ยงต่อการที่รัฐบาลยูเครนจะประสบปัญหาการนำเข้าและไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ทัน ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงินเดือน เงินบำนาญ และสวัสดิการสังคมอื่นๆ เป็นการกดดันให้ผู้นำยูเครนต้องหาความช่วยเหลือด้านการเงินจากภายนอก และผู้ที่พึ่งพาได้ก็ยังคงเหลือแต่รัสเซีย ผู้เดียวกับที่กดดันไม่ให้พวกเขาเซ็นสัญญากับอียู

ทิม แอช ผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารสแตนดาร์ดในกรุงลอนดอนกล่าวว่า รัสเซียให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ยูเครนมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว โดยหวังว่าจะได้ทรัพยากรในเชิงยุทธศาสตร์อย่างการต่อท่อก๊าซ แต่ยูเครนก็ทำให้ไม่ได้มาก ทำให้รัสเซียหันมาตั้งเงื่อนไขในเรื่องการเข้าร่วมกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS) แทน ซึ่งจุดนี้การประท้วงบนท้องถนนก็ยิ่งบีบให้ผู้นำยูเครนอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

เรียบเรียงจาก

Ukraine drops EU plans and looks to Russia, Aljazeera, 21-11-2013
http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/11/ukraine-drops-eu-plans-looks-russia-20131121145417227621.html

Ukraine Opposition Protests Europe U-Turn, Moscow Times, 22-11-2013
http://www.themoscowtimes.com/business/article/ukraine-opposition-protests-europe-u-turn/490110.html
Ukrainian police violently eject pro-EU protesters from Kiev square, RT, 30-11-2013
http://rt.com/news/ukraine-police-disperse-protest-509/
Clashes amid huge Ukraine protest against U-turn on EU, BBC, 01-12-2013
http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-25176191
Radical protesters clash with special police unit at Lenin monument, Kyiv Post, 01-12-2013
http://www.kyivpost.com/content/kyiv/radical-protesters-clash-with-special-police-unit-at-lenin-monument-332772.html
Is New Orange Revolution Brewing In Ukraine?, Radio Free Europe, 25-11-2013
http://www.rferl.org/content/ukraine-new-orange-revolution/25179851.html
Crisis Piles Pressure On Ukraine's Fragile Economy, Radio Free Europe, 06-12-2013
http://www.rferl.org/content/ukraine-crisis-economic-fallout/25190127.html
Ukraine 'still wants to sign EU deal', Aljazeera, 29-11-2013
http://www.aljazeera.com/news/europe/2013/11/ukraine-still-wants-sign-eu-deal-20131129111345619208.html


ข้อมูลเพิ่มเติม (ทั้งหมดเข้าดูเมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2556)

http://en.wikipedia.org/wiki/Euromaidan
http://en.wikipedia.org/wiki/Arseniy_Yatsenyuk
http://en.wikipedia.org/wiki/Ukraine-European_Union_relations
http://en.wikipedia.org/wiki/Orange_revolution

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของ “นกหวีด”: จากแดนไกลสู่ไทยแลนด์

Posted: 07 Dec 2013 12:35 AM PST

 

เรามักพบนกหวีดถูกใช้อยู่ในชีวิตประจำวันมากมายหลายโอกาส เช่น ใช้โดยกรรมการเพื่อส่งสัญญาณเตือนหรือตัดสินในการแข่งขันกีฬาต่าง ๆ ใช้โดยตำรวจจราจรในการให้สัญญาณแทนการพูด หรือเรียกให้หยุดรถเมื่อกระทำความผิดบนท้องถนน ใช้ในกองทัพเพื่อให้สัญญาณ ใช้ในการส่งสัญญาณแก่พาหนะที่ขนส่งทั้งทางบกและทางน้ำ เป็นต้น

หากแต่ตลอดเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา "นกหวีด" ถูกใช้เป็นอุปกรณ์การขับไล่ "ระบอบทักษิณ" ซึ่งแพร่หลายในการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) อีกทั้งอุปกรณ์ดังกล่าวยังสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองจนมีผลทำให้กลุ่ม กปปส. ถูกเรียกได้ว่าเป็น "ม็อบนกหวีด" ในบางโอกาสเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม การใช้นกหวีดเพื่อประกอบการชุมนุมทางการเมืองนั้นมิได้มีเฉพาะเพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น และนกหวีดยังถูกใช้เพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ นอกเหนือไปจากการให้สัญญาณดังที่เราพบเห็นในชีวิตประจำวัน หากแต่นกหวีดในบางวัฒนธรรมยังถูกใช้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในชีวิตประจำวันของบางสังคมอีกด้วย ฉะนั้นบทความชิ้นนี้จึงต้องการสำรวจความหมายของนกหวีดในหลาย ๆ สังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้นกหวีดในสังคมชนเผ่า อีกทั้งยังศึกษาพัฒนาการและที่มาของการใช้นกหวีดจากพื้นที่ทางสังคมสู่พื้นที่ทางการเมือง เพื่อที่ว่า ในท้ายที่สุด เราอาจเข้าใจได้ว่าความหมายของนกหวีดของกลุ่มกปปส. เหมือนหรือแตกต่างจากความหมายในสังคมอื่น ๆ หรือไม่ อย่างไร

 

พัฒนาการทางความหมายอันหลากหลายของนกหวีด

ความเป็นมาของนกหวีดนั้น คาดการณ์กันว่ามีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่สมัยจีนโบราณ หรือแม้กระทั่งถูกใช้ในอารยธรรมอียิปต์โบราณ

ในอดีต ยามรักษาการณ์ดินแดนในจีนมักเป่าที่ยอดลูกโอ๊คเพื่อส่งสัญญาณเตือนการบุกรุกจากศัตรู ทั้งนี้ คาดกันว่านกหวีดโบราณของจีนมีที่มาจากเครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งของจีนที่มีชื่อว่า "ซุน" (Xun) ที่มีลักษณะเหมือนลูกน้ำเต้ามีรูอยู่ด้านบนสำหรับเป่าให้เกิดเสียง (บ้างก็มีรูอยู่ทั่วลูกน้ำเต้าสำหรับใช้นิ้วกดปิดเพื่อทำให้เกิดระดับเสียงต่าง ๆ)

"ซุน" เครื่องดนตรีจีนโบราณ (Photo from chinaculture.org/)

 

ในขณะเดียวกัน "นกหวีด" ในฐานะอุปกรณ์ส่งสัญญาณของชาวอียิปต์นั้นก็คือ การนำเอาใบของต้นปาปิรุสมาใส่ไว้ในอุ้งมือหรือลูกปาล์มแล้วเป่าให้เกิดเสียง

นอกจากจะใช้ในการส่งสัญญาณแล้ว นกหวีดถูกจัดอยู่ในเครื่องดนตรีประเภทหนึ่งด้วย โดยอยู่ในประเภทเครื่องเป่าลมไม้เช่นเดียวกับขลุ่ย ทั้งนี้ ในหลาย ๆ สังคม นกหวีดถูกใช้ประกอบการสังสรรค์และพิธีกรรมของชนเผ่า เช่น ชาวไมดุ (Maidu Indian) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในทางตอนเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนียใช้นกหวีดที่จากกระดูกส่วนปีกของนกกระเรียนในฐานะเครื่องดนตรีประกอบการเต้นระบำในพิธีกรรมต่าง ๆ ทั้งนี้ นักร้อง/นักดนตรีจะใช้นกหวีด 2 อันที่มีความสั้นยาวแตกต่างกัน เป่าสลับกันไปมาเพื่อสร้างระดับเสียงที่แตกต่างกันจนกลายเป็นท่วงทำนองประกอบการเต้นระบำ ในบางโอกาสหากมีนักร้อง/นักดนตรีเป็นจำนวนมาก็จะทำให้เกิดเป็นทำนองเพลงขึ้นมา  [1]

ในขณะเดียวกัน ชาวอัสมัท (Asmat) ชนพื้นเมืองในอิเรียน จายา (Irian Jaya) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณปาปัวตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย ใช้ขลุ่ยอัสมัท (Asmat Fue) ที่ทำจากไม้ไผ่แกะสลักด้วยฟันหนู ในการส่งสัญญาณระหว่างการทำศึก นอกจากนี้ ขลุ่ยอัสมัทยังถูกใช้หนุนหัวแทนหมอนอีกด้วยเพื่อส่งสัญญาณได้ทันท่วงทีหากเกิดเหตุอันตราย อีกทั้งยังใช้เป่าบนเรือแคนูระหว่างเดินทางกลับหมู่บ้าน และใช้ในการเฉลิมฉลองทั่วไป

เช่นเดียวกับชนเผ่าเมารี (Maori) แห่งนิวซีแลนด์ที่ใช้หอยสังข์ที่เรียกว่า "ปูตาตารา" (Putatara) เป็นเครื่องเป่าเพื่อส่งสัญญาณและประกอบการเฉลิมฉลองทั่วไป ในขณะที่ ชาวแอสเท็ค (Aztec) ที่อาศัยอยู่ในบริเวณตอนกลางของเม็กซิโกก็ใช้หอยสังข์ในพิธีกรรมขอฝนด้วย

"ดิดเจริดู" (Didgeridoo) ขลุ่ยไม้ขนาดใหญ่ที่ทำจากโพรงไม้ขนาดยาวของต้นยูคาลิปตัสหรือต้นบลัดวู้ดที่ถูกปลวกขาว เจาะเป็นโพรง ใช้ในพิธีกรรมขับกล่อมของชาวอะบอริจิน (Aborigine) และใช้เรียกชาวบ้านในชุมชนมารวมตัวกัน

"ดิดเจริดู" ขลุ่ยไม้ขนาดใหญ่ของชาวอะบอริจิน (Photo from telegraph.co.uk)

 

การใช้นกหวีด (และขลุ่ยบางชนิดที่ถูกจัดให้อยู่ในหมวดเครื่องดนตรีชนิดเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน) เพื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ ถือได้ว่าเป็นที่แพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนเผ่าที่อาศัยในบริเวณต่าง ๆ อาทิ หมู่เกาะมาเลย์, อนุภูมิภาคไมโครนีเซีย (บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก), อนุภูมิภาคโพลีนีเซีย (บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้), และในหมู่ชนเผ่าอินเดียนในอเมริกาเหนือ เป็นต้น

ไม่เฉพาะเพียงแต่การใช้เป็นเครื่องดนตรีประกอบการเฉลิมฉลองและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา นกหวีดยังถูกใช้โดยหมอผีในหมู่บ้านเพื่อการรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยและขับไล่ภูติผีปิศาจ รวมทั้งเตือนเหตุอันตรายภัยพิบัติต่าง ๆ เช่น การใช้นกหวีดกระดูกอินทรีที่เป็นที่แพร่หลายในหมู่หมอผีในเอเชียและชนพื้นเมืองในอเมริกาทางตอนเหนือ นกหวีดชนิดนี้ใช้เพื่อเรียกภูติผีวิญญาณและเทพเจ้า อีกทั้งยังสามารถขับไล่ผีร้ายที่เป็นสาเหตุของโรคร้ายต่าง ๆ ได้ด้วย

โชฟาร์ (Shofar) หรือแตรที่ทำจากเขาแกะตัวผู้ ใช้ในพิธีระลึกถึงความเสียสละของแกะที่ยอมถูกบูชายัญแทนไอแซ็ก บุตรแห่งอัมบราฮัม ในทางความเชื่อของฮีบรู (Hebrew) [2] การเป่าโชฟาร์นั้นแต่เดิมถือเป็นพิธีกรรมทางศาสนาในอารามทั่วไป บ้างก็ใช้ป่าวประกาศเรียกรวมพล และใช้เป็นเครื่องดนตรี หากแต่ในเวลาต่อมาก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในโบสถ์ของชาวยิวในโอกาสสำคัญ เช่น ขึ้นปีใหม่ หรือวันถือศีลอด เป็นต้น

"โชฟาร์" แตรเขาแกะของชาวฮีบรู (Photo from theguardian.com)

 

นอกการจะใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว โชฟาร์ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องเวทมนตร์ด้วย เช่น ใช้ในการขอฝน ใช้ในการขับไล่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หากแต่ในปัจจุบัน การใช้โชฟาร์เป็นเรื่องเคร่งครัดและจำกัดอยู่แต่ในเพียงพื้นที่ทางศาสนาโดยผู้นำทางศาสนาเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีนกหวีดดินเผา [3] ซึ่งมีลักษณะคล้ายตุ๊กตาขนาดเล็ก มักปรากฏเป็นสร้อยคอติดตัวหมอผีชาวอินคาจำนวนมาก ใช้ในโอกาสที่หมอผีต้องการเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับโลกวิญญาณ หรือเป่าเพื่อเตือนเหตุอันตรายที่หมอผีเห็นในภาพนิมิต

อย่างไรก็ตาม เสียงที่เกิดจากนกหวีดในบางวัฒนธรรม อาจไม่ได้หมายถึงเสียงที่ดีเสมอไป หากแต่ในสังคมชาวนาวาโฮ (Navaho) ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา และชาวซาร์ซี (Sarsi) ชนพื้นเมืองกลุ่มแรกในประเทศแคนาดา เสียงนกหวีดในเวลากลางคืนคือเสียงเรียกของวิญญาณหรือสิ่งชั่วร้าย ซึ่งแตกต่างไปจากความเชื่อของหลาย ๆ ชนเผ่า

 

การใช้นกหวีดจากพื้นที่ทางสังคมสู่พื้นที่ทางการเมือง

ความหมายของการใช้นกหวีดในอารยธรรมต่าง ๆ และในสังคมชนเผ่านั้นถือได้ว่าผูกติดกับพิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อของกลุ่มเป็นอย่างยิ่ง หากแต่ความหมายในแง่นี้กลับค่อย ๆ ก้าวข้ามพรมแดนจากพื้นที่ทางวัฒนธรรมของสังคมชนเผ่าในชนบท ผ่านพื้นที่ของการแข่งขันกีฬาชนิดต่าง ๆ มาสู่พื้นที่ทางการเมือง เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันหมายถึงตำรวจในทุก ๆ ประเทศ ต่างก็ใช้นกหวีดเป็นเครื่องมือที่แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจรัฐผ่านตัวบุคคล ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจของรัฐผ่านเครื่องแบบที่สวมใส่ จึงทำให้ตำรวจในฐานะ "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์" นั้นมีอำนาจมากพอที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ของการกระทำแบบหนึ่งแบบใดขึ้นแก่ประชาชน ทันทีที่มีการเป่านกหวีด เช่น สั่งให้หยุดรถ อนุญาตให้ผ่านทาง ส่งสัญญาณให้ไปต่อ เป็นต้น ถ้าหากชุดเครื่องแบบเป็นสัญญะทางอำนาจที่บ่งบอกความเป็นตำรวจหรือผู้ใช้อำนาจรัฐอันชอบธรรม นกหวีด (เช่นเดียวกับกุญแจมือและปืน) ก็ถือเป็นเครื่องมือสื่อสารส่งผ่านอำนาจรัฐที่เป็นนามธรรมมาสู่รูปธรรมหรือในทางปฏิบัตินั่นเอง 

ทั้งนี้ นอกเหนือไปจากการเป่านกหวีดโดยตำรวจจราจรในชีวิตประจำวันแล้ว การเป่านกหวีดในพื้นที่ทางการเมืองในประวัติศาสตร์นั้นนำมาซึ่งการนิยามความหมายของนกหวีดใหม่ เมื่อคำว่า "Whistle-blowing" ในภาษาอังกฤษ แปลว่า "ผู้เป่านกหวีด" อีกทั้งยังสามารถแปลได้ว่า "การกระทำที่กระทำโดยชายหรือหญิงผู้เชื่อว่าผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อยู่เหนือผลประโยชน์ขององค์กรที่เขารับใช้ การเป่านกหวีดจึงเป็นการบ่งบอกว่าองค์กรกำลังดำเนินกิจกรรมที่ทุจริต ผิดกฎหมาย ฉ้อฉล และอันตราย" [4] คำกล่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 1971 เมื่อนายราล์ฟ แนเดอร์ (Ralph Nader) นักกฎหมาย นักเขียน และนักต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภคชาวอเมริกัน เป่านกหวีดในสภาเพื่อเป็นสัญญาณเตือนรัฐบาลที่เริ่มมีพฤติกรรมคอรัปชั่น จนทำให้วีรกรรมของเขาเป็นที่เลื่องลือและสืบต่อกันมา

นอกจากนี้ยังมีหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์โลกที่เกี่ยวข้องกับการเป่านกหวีด เช่น การก่อตั้งองค์กรที่มีชื่อว่า "ฟอลลิ่ง วิสเซิ่ลส์" (Falling Whistles) ในปี 2008 ซึ่งทำหน้าที่รณรงค์สร้างสันติภาพในประเทศคองโก โดยการขายนกหวีดเพื่อเป็นทุนด้านการศึกษา การต่อสู้เพื่อสิทธิและการบำบัดเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม และการเป่านกหวีดประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ยุติสงครามและตระหนักถึงผลกระทบของสงคราม

องค์กร Falling Whistles ต่อสู้รณรงค์สร้างสันติภาพในประเทศคองโก (photo from fallingwhistles.com)

 

ในปี 2009 มีการเป่านกหวีดที่ใจกลางกรุงบูคาเรสต์ ประเทศโรมาเนีย โดยประชาชนจำนวนประมาณ 15,000 คน รวมตัวกันเป่านกหวีดเพื่อประท้วงรัฐบาลกรณีค่าจ้างแรงงานต่ำ และในปี 2012 ชาวอเมริกันจำนวนมากพร้อมใจกันพกพานกหวีดเพื่อใช้เป่าใส่ตำรวจในกรณีที่ถูกตำรวจเรียกค้นตัวอันเป็นการประท้วงนโยบาย "หยุดและค้น" (Stop-and-Frisk Policy) ของตำรวจนิวยอร์ก ซึ่งอนุญาตให้ตำรวจสามารถเข้าตรวจค้นประชาชนบนท้องถนนได้อย่างอิสระ  [5]

 

นกหวีดในการเมืองไทยกับการขับไล่ระบอบทักษิณ(?)

กรณีที่เด่นชัดมากที่สุดเกี่ยวกับการใช้นกหวีดประกอบการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี 2013  คงหนีไม่พ้นการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) หรือ "ม็อบนกหวีด" ที่เริ่มต้นขึ้นจากต่อต้านคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ "เหมาเข่ง" ที่รัฐบาลเสนอ จึงทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนไหวโดยการเคลื่อนขบวนจากเวทีสามเสนมารวมตัวกันที่ลานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พ.ย. จากนั้นก็เริ่มต้นการเป่านกหวีด 1 นาที เมื่อเวลา 12.34 น.

ในขณะเดียวกัน ก็มีการชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ถนนสีลม บริเวณหน้าสีลมคอมเพล็กซ์ โดยผู้ชุมนุมพร้อมใจกันเป่านกหวีด 1 นาที เมื่อเวลา 12.45 น. เช่นกัน โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมการชุมนุมพร้อมกับ นายประสาร มฤคพิทักษ์ แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี

การเป่านกหวีดยังคงเป็นภาพที่สามารถพบเห็นได้ตลอดการชุมนุมของกลุ่มกปปส. ตลอดเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ทั้งนี้อนุมานได้ว่าการใช้นกหวีดของกลุ่ม กปปส. ก็ยึดถือหลักการแบบเดียวกันกับการใช้นกหวีดของ นายราล์ฟ แนเดอร์ (Ralph Nader) เมื่อปี 1971 กล่าวคือ เป็นการเป่านกหวีดเพื่อต่อต้านคอรัปชั่น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณใช้เป็นสารัตถะในการนิยามคำว่า "ระบอบทักษิณ" (แม้ว่าในความเป็นจริง นายสุเทพยังไม่เคยอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมเลยว่าแท้จริงแล้ว "ระบอบทักษิณ" คืออะไร?)

อีกทั้ง การเป่านกหวีด อันเป็นอุปกรณ์ที่เข้าใจกันได้ว่าเป็นของตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น อาจสามารถสะท้อนในมุมกลับได้ว่า เป็นการหยิบเอา "อาวุธ" ที่เป็นของตำรวจหรือผู้ใช้อำนาจรัฐ มาโต้ตอบผู้ใช้อำนาจรัฐนั้นเสียเอง ในอีกมิติหนึ่ง การเป่านกหวีดจึงสามารถตีความได้ว่าเป็นการท้าทายไปที่โครงสร้างอำนาจของรัฐสมัยใหม่เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการใช้นกหวีดของกลุ่ม กปปส. จะมีความคล้ายคลึงกันกับความหมายของการใช้นกหวีดในปี 1971 ซึ่งถือเป็นปีที่นกหวีดเข้ามาสู่พื้นที่ทางการเมืองอย่างเป็นทางการ หากแต่ เมื่อมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นแล้ว การใช้นกหวีดของกลุ่ม กปปส. อาจหมายความได้ว่า เป็นทั้งการเป่าเพื่อ "หยุด!" อันหมายถึงการต่อต้านคอรัปชั่น และเป่าเพื่อเรียกร้องให้ "ประชาชน" (ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ)  "จงฟัง!" และหันมามองเห็น "มวลมหาประชาชน" (ซึ่งเป็นเสียงส่วนน้อยของประเทศ) ในเวลาเดียวกัน เสียงก้องกังวาลของนกหวีดจากกลุ่ม กปปส. จึงเป็นเสียงที่มาจากเสียงส่วนน้อยที่ผิดหวังจากระบบการเลือกตั้งในประเทศแต่ในขณะเดียวกันเสียงส่วนน้อยกลุ่มนี้ก็ไม่ต้องการที่จะสูญเสียสถานะหรือตำแหน่งเหนือกว่าของตน (อันหมายถึงการหลุดพ้นจากวงจร "โง่ จน เจ็บ" และรู้เท่าทันคนโกง จึงทำให้พวกตนเป็นคนดี ที่มีฐานะสูงส่งกว่าประชาชนทั่วไป เช่น กลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย หรือแม้กระทั่งกลุ่ม "ไทยเฉย" เป็นต้น [6])

การเป่านกหวีดของกลุ่ม กปปส. จึงเป็นการตอกย้ำสมาชิกภาพหรือการเป็นส่วนหนึ่งของ "มวลมหาประชาชน" ที่หมายความได้ว่า เป็นประชาที่ไม่ธรรมดา เนื่องด้วยนัยของคำว่า "มวล" และคำว่า "มหา" ซึ่งตีความได้ว่าเป็นประชาชนที่รวมตัวกันเป็นเนื้อเดียวกันและยึดแน่นเป็นมวลเดียวกันอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่สูงส่ง เหนือกว่า และยิ่งใหญ่ มิใช่ประชาชนธรรมดา ๆ แต่อย่างใด จึงทำให้ "เสียงนกหวีด" ของ กลุ่มกปปส. มีความหมายที่แตกต่างไปจากความหมายดั้งเดิมในปี 1971 หรือความหมายดั้งเดิมที่ใช้ในอารยธรรมโบราณ และวัฒนธรรมชนเผ่า

แม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 1 เดือนแล้ว  การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ก็ยังไม่มีทีท่าจะสิ้นเสียงนกหวีด การต่อสู้เพื่อล้มล้าง "ระบอบทักษิณ" ยังคงดำเนินต่อไปและยากที่จะคาดเดาถึงจุดสิ้นสุดได้ ผู้เขียนก็ได้แต่หวังว่า กว่าจะถึงวันนั้น "วันแห่งชัยชนะ" กลุ่มผู้ชุมนุมจะยังคงเป่านกหวีดสุดเสียงโดยไม่เจ็บไข้ได้ป่วยทางกายด้วยเสียงของนกหวีดที่ตนเป่า (เช่น หูอักเสบ) และจะไม่เจ็บไข้ได้ป่วยทางใจจากการเป่านกหวีดที่ยังไม่มีทางรู้ถึงจุดสิ้นสุดของเสียงที่เป่าออกไป... ปรี๊ดดดดดด...

 

เชิญอรรถ:

  1. จึงมิใช่เรื่องแปลกอันใดหากมีการค้นพบนกหวีดสามส่วน (Triple Whistles) ในรัฐแคลิฟอร์เนียและในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งชนพื้นเมืองใช้ประกอบการเต้นระบำเฉลิมฉลองหรือการร่ายมนต์
  2. เขาของวัวถือว่าเป็นสิ่งต้องห้ามเพราะวัวเป็นสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับรูปเคารพที่ชาวอิสราเอลบูชากันก่อนที่โมเสสจะปรากฏตัวและตำหนิว่าเป็นความผิดบาปอย่างร้ายแรง
  3. เรียกว่า "วาสคอส" (huascos) ในภาษาถิ่น หรือเรียกว่า "วาก้าซิลบาดอร์" (huaca silbador) ในภาษาสเปน
  4. Whistle-blowing is "an act of a man or woman who, believing that the public interest overrides the interest of the organization he serves, blows the whistle that the organization is in corrupt, illegal, fraudulent or harmful activity." ใน Ralph Nader, Peter J. Petkas, Kate Blackwell, Whistleblowing (New York: Grossman Publishers, 1972), p. vii.
  5. นโยบายดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอีกทั้งยังมีการค้นพบว่า 0.3% ของ ประชาชนที่ถูกจับค้นตัวจำนวนทั้งสิ้น 2.4 ล้านคน นำไปสู่การจำคุกมากกว่า 30 วัน และ 0.1% นำไปสู่การตัดสินพิพากษาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรงอีกด้วย ใน Adam Gabbatt, "Stop-and-frisk: only 3% of 2.4m stops result in conviction, report finds," The Guardian, 14 November 2013, http://www.theguardian.com/world/2013/nov/14/stop-and-frisk-new-york-conviction-rate (accessed 5 December 2013).
  6. อาจกล่าวได้ว่า ในขณะเดียวกัน อาจมีประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าเสียงนกหวีดที่กำลังดังกึกก้องอยู่ในหลายแห่งทั่วกรุงเทพฯ นั้นเป็นสิ่งชั่วร้ายเฉกเช่นเดียวกันกับความเชื่อของชาวนาวาโฮ (Navaho) และชาวซาร์ซี (Sarsi) เพราะเสียงอันชั่วร้ายนี้กำลังคุกคามระบบการเลือกตั้งและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ญาติชายสติไม่ดีแจ้งกองปราบหลัง ‘สุเทพ’ กักตัวกล่าวหาเป็นเขมรเผาม็อบ

Posted: 07 Dec 2013 12:29 AM PST

หลัง'สุเทพ'โพสต์จับกุม 5 ชาวกัมพูชาเตรียมเผาม็อบ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุดญาติชายในรูปเข้าแจ้งกองปราบ เลขากปปส.กักขังหน่วงเหนี่ยว ยืนยันเป็นคนไทย แต่สติไม่ดีชอบเร่ร่อน หาของกินฟรีตามงานและที่ชุมนุม

ภาพญาตินายสมภพเข้าแจ้งความต่อกองปราบ (ภาพโดย สุดชาย บุญไชย )

7 ธ.ค.2556 หลังจากที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ) เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมาว่า "เวทีที่ราชดำเนินจับชาวกัมพูชาได้ 5 คน พร้อมแผนที่ชี้จุดตำแหน่งตรงราชดำเนินที่จะให้ก่อเหตุเผาก่อความวุ่นวายในงานวันที่ 5 ธันวาคม 2556 โดยทั้ง 5 คน บอกว่ามีผู้ใหญ่บ้าน ที่จังหวัดปทุมธานีจ้างให้มาเผาและก่อกวนเวทีที่ราชดำเนิน"

ในแฟนเพจของนายสุเทพยังโพสต์ภาพผู้ถูกจับกุม 1 ใน 5 คน และมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก(เมื่อเวลา 14.00 น. 7 ธ.ค.56) กดไลค์กว่า 80,000 ไลค์ และแชร์ไปกว่า 18,000 ครั้ง นอกจากนี้สื่อหลักอย่าง ไทยรัฐออนไลน์, ASTVผู้จัดการออนไลน์, โพสต์ทูเดย์ดอทคอม, แนวหน้า, Voice TV, Tnews, กระปุกดอทคอม และสนุกออนไลน์ ยังได้นำข้อควมดังกล่าวของนายสุเทพไปรายงานต่อด้วย สร้างกระแสชาตินิยมและวิพากษ์วิจารณ์ชาวเขมรผู้ถูกจับกุมอย่างรุนแรง 

ภาพที่นายสุเทพอ้างเป็นชาวกัมพูชา 5 คนเตรียมเผาที่ชุมนุมแต่ถูกการ์ด กปปส.จับได้ที่ราชดำเนิน โพสต์เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.ที่ผ่านมา เพียงคนเดียวจากจำนวนที่อ้างทั้งหมด 5 คน (ที่มาเฟซบุ๊กแฟนเพจ Suthep Thaugsuban )

 

ล่าสุด ผู้สื่อข่าวประชาไทตรวจสอบพบผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ "สุดชาย บุญไชย" โพสต์ภาพและข้อความโต้แย้งสิ่งที่นายสุเทพและสื่อนำเสนอว่า ชายคนที่ปรากฏการณ์ในรูปนั้นไม่ใช่คนกัมพูชา แต่เป็นคนไทยชื่อ "สมภพ ขันทอง" มีหลักฐานทะเบียนบ้านชัดเจน เพียงแต่สติไม่สมประกอบ มีแหล่งพักพิงแถวท่าเรือบางกะเจ้า กับท่าเรือวัดคลองเตย

นายสุดชาย ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเขาพานางระพิน ขันทอง น้าสาวและผู้ปกครองนายสมภพ ขันทอง เข้าแจ้งความกับกองปรากล่าวหานายสุเทพ เลขา กปปส. ในข้อหากังขังหน่วงเหนี่ยว พร้อมระบุด้วยว่ากองปราบรับปากจะประสานกับศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เพื่อดำเนินการนำตัวนายสมภพออกมาจากที่ชุมนุมของ กปปส.

นายสุดชาย กล่าวว่า ทราบข่าวดังกว่าจากไทยรัฐออนไลน์และเฟซบุ๊กแฟนเพจของนายสุเทพ จึงตรวจสอบกับเพื่อนที่เป็นคนดูแลท่าเรือบางกระเจ้าซึ่งเคยพบเห็นชายที่ถูกระบุว่าเป็นชาวกัมพูชาในรูปจึงได้ทราบว่าเป็นคนไทย มีที่อยู่ที่ ต.บางกระเจ้า อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นท่าเรือข้ามฟากระหว่างบางกระเจ้ากับคลองเตย เมื่อทราบข้อมูลแล้วเขาจึงไปตรวจสอบกับครอบครัวของนายสมภพ หรือ "แอน" ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เนื่องจากนางระพิน น้าสาวผู้ปกครองนายสมภพไม่อยู่ จึงได้นัดกันในวันนี้เพื่อไปแจ้งความกับกองปราบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

นายสุดชาย กล่าวว่า การที่หน่วยรักษาความปลอดภัยของนายสุเทพจับนายสมภพไปแล้วอ้างว่าถูกว่าจ้างมาเพื่อวางเพลิง นั้นเป็นความเท็จ เพราะว่านายสมภพใช้เงินไม่เป็น ดังนั้นการอ้างว่าถูกว่างจ้างเพื่อไปวางเพลิงนั้นน่าจะเป็นการแต่งเรื่อง นายสุดชายยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการนำประเด็นความเป็นคนกัมพูชามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เป็นไปเพื่อสร้างกระแสชาตินิยมให้กับฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลหรือไม่ เพราะประชาชนทั่วไปทราบว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลกัมพูชา

นางระพิน น้าสาวของนายสมภพ ให้สัมภาษณ์ว่า บิดาและมารดานายสมภพเสียชีวิตมา 20 กว่าปีแล้ว และนายนายสมภพเป็นคนสติไม่ดี เป็นมาตั้งแต่กำเนิด พูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง ส่วนมากจะใช้การพยักหน้าแทน เออๆ ออๆ ไปกับทุกคน และมักชอบเร่ร่อนไปตามสถานที่ต่างๆ รวมทั้งที่ชุมนุมต่างๆ เพื่อไปรับประทานอาหารฟรี และคาดว่าวันดังกล่าวมีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระชนพรรษาที่สนามหลวงนายสมภพก็อาจไปที่นั่นและมาที่ราชดำเนินจนถูกจับกุม

"เพื่อนบ้านเห็นในโทรทัศน์แล้ววิ่งมาเรียกว่านั่นไอ้แอนนี่หว่า ถึงตอนนี้ยังไม่ได้ตัวกลับมาเลย ไม่รู้ว่าจะมีคนให้ข้าวให้น้ำหรือเปล่า จะโดนอีกแค่ไหนไม่รู้ เพราะวันที่ออกข่าวทีวีก็เห็นหน้าบวม มันสติไม่สมประกอบ ถ้าถามมันว่าจะมาทำโน่นทำนี่ไหมมันก็พยักหน้าหมดแหละ" นางระพินกล่าว 

 

หมายเหตุ ประชาไทเพิ่มเติมเนื้อหาเวลา 18.20 น.

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ใจ อึ๊งภากรณ์: ไว้อาลัย เนลสัน แมนเดลา

Posted: 06 Dec 2013 10:57 PM PST


เนลสัน แมนเดลา คือบิดาแห่งการต่อสู้เพื่อล้มล้างระบบ "apartheid" ซึ่งเป็นระบบเหยียดสีผิวในประเทศแอฟริกาใต้ ที่กีดกันคนผิวดำคนส่วนใหญ่ของประเทศ ออกจากสิทธิเสรีภาพพื้นฐาน

แมนเดลา นำการจับอาวุธต่อสู้กับรัฐเผด็จการของคนผิวขาว และต้องทนทุกข์ทรมานในคุกเป็นเวลา 27 ปี ก่อนที่จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนแรกของแอฟริกาใต้ที่มาจากการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตย โดยที่คนผิวดำทุกคนได้สิทธิ์เลือกผู้นำของตนเองเป็นครั้งแรกในปี 1994

แมนเดลา เป็นหัวหน้าพรรค African National Congress (ANC) หรือ "พรรคสภาแห่งชาติอัฟริกา" และในปี 1955 พรรค ANC ได้ประกาศ "ธรรมนูญแห่งเสรีภาพ" (Freedom Charter) เพื่อเป็นแนวทางในการต่อสู้ นอกจากธรรมนูญนี้จะระบุว่าพลเมืองทุกคนทุกสีผิวจะต้องมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันแล้ว ยังระบุว่าพลเมืองทุกคนมีสิทธิ์ในการได้รับการศึกษาฟรีถึงขั้นมัธยม มีสิทธิ์ที่จะมีงานทำและได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เกษตรกรต้องมีที่ดินทำกินโดยจะมีการแบ่งที่ดินใหม่อย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้คนรวยผูกขาดที่ดินของประเทศ มีการระบุว่าทรัพยากรต่างๆ และบริษัทใหญ่จะต้องนำมาเป็นของส่วนรวม และทุกคนจะต้องมีสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ

แต่เกือบ 60 ปีหลังจากการประกาศ "ธรรมนูญแห่งเสรีภาพ" และ 20 ปีหลังจากที่ แมนเดลา ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ได้ตรงกับความหวังที่เคยมีในธรรมนูญดังกล่าว องค์กรสหประชาชาติรายงานว่าเด็ก 1.4 ล้านคนอาศัยในกระท่อมที่ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม และ 1.7 เด็กล้านคนต้องอาศัยในบ้านที่ต่ำกว่าคุณภาพเพราะไม่มีที่นอน อุปกรณ์อาบน้ำ หรือเครื่องมือทำอาหาร

นอกจากนี้ธนาคารโลกคาดว่าดัชนีจินี (Gini Coefficient) ของแอฟริกาใต้สูงถึง 0.7 ดัชชนีนี้วัดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนภายในประเทศ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในโลกจะเห็นว่าแอฟริกาใต้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก (เปรียบเทียบกับไทย 0.4, อินเดีย 0.37, สหรัฐ 0.47, ญี่ปุ่นและอังกฤษ 0.32 และฟินแลนด์ 0.27)

ในปี 2009 เมื่อผมมีโอกาสไปเมืองโจฮันเนสเบอร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเหมืองทองคำ ผมเห็นบ้านหรูของคนผิวขาวและคนรวยผิวดำที่ล้อมรอบด้วยลวดหนาม ตามรั้วมีป้ายเตือนขโมยว่ามียามติดอาวุธ ในขณะเดียวกันผมเห็นบ้านเล็กๆ จำนวนมาก เสมือนกล่องปูนซิเมน ของคนผิวดำ และที่แย่กว่าคือสลัมที่ไม่มีน้ำสะอาดหรือห้องน้ำ

แอฟริกาใต้ถูกคนผิวขาวจากยุโรปบุกรุกและยึดครองมาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม แต่พอถึงยุค 1880 มีการค้นพบเพชรกับทองคำ บริษัทใหญ่จึงต้องการแรงงานผิวดำราคาถูกเป็นจำนวนมาก สภาพการทำงานของคนงานเหล่านี้ในเหมือนแร่ป่าเถื่อนที่สุด พร้อมกันนั้นมีการใช้ความรุนแรงเพื่อขับไล่คนผิวดำในหมู่บ้านชนบทออกจากที่ดิน และนี่คือที่มาของการก่อตั้งขบวนการแรงงานคนผิวดำในแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นขบวนการทางสังคมที่มีพลัง ต่อมาในปี 1948 มีการออกกฏหมายเพื่อสร้างระบบ "apartheid" เป็นทางการ คนผิวดำถูกบังคับให้อาศัยในสลัมเพื่อมาทำงานให้คนผิวขาวและบริษัทยักษ์ใหญ่ และห้ามใช้บริการต่างๆ ที่คนผิวขาวใช้ สรุปแล้วระบบ "apartheid" ที่แบ่งแยกและกดขี่คนตามสีผิว เป็นส่วนหนึ่งและแยกไม่ออกจากระบบทุนนิยมของแอฟริกาใต้ บริษัทเพชร De Beers บริษัทเหมืองทองคำใหญ่ๆ เช่น Anglo-American รวมถึงบริษัทข้ามชาติอื่นๆ ของประเทศตะวันตก เช่น ICI, GEC, Shell, Pilkington, British Petroleum, Blue Circle and Cadbury Schweppes สามารถกอบโกยกำไรมหาศาลจากระบบนี้

ในขณะที่ผู้นำระดับโลกทุกวันนี้แห่กันไปชมและไว้อาลัย แมนเดลา เราไม่ควรลืมว่าตลอดเวลาที่ แมนเดลา ติดคุก ผู้นำประเทศตะวันตกเกลียดชังและด่าเขาว่าเป็นพวก "ก่อการร้าย"

ในปี 1990 แมนเดลา ถูกปล่อยตัว และระบบ "apartheid" เริ่มล่มสลาย เหตุผลหลักมาจากการต่อสู้และการนัดหยุดงานเป็นระยะๆ ของขบวนการแรงงานตั้งแต่ปี 1974 และการต่อสู้ของชุมชนผิวดำ โดยเฉพาะเด็กนักเรียน เช่นในเมือง Soweto ในปี 1976 เพราะการลุกฮือเป็นประจำแบบนี้ทำให้นายทุนใหญ่และชนชั้นปกครองมองว่าต้องรื้อถอนระบบแบ่งแยกด้วยสีผิว เพื่อปกป้องฐานะและกำไรของเขาในระบบทุนนิยม

ปัญหาของแนวทางในการต่อสู้ของพรรค ANC และพรรคแนวร่วมหลักคือ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งแอฟริกาใต้" (SACP) คือมีการเน้นการต่อสู้เพื่อปลดชาติจากการผูกขาดของคนผิวขาว ที่เรียกกันว่าการต่อสู้เพื่อ "ประชาชาติประชาธิปไตย" แทนที่จะมองว่าต้องต่อสู้กับระบบการกดขี่สีผิวพร้อมๆกับสู้กับระบบทุนนิยม (ที่ชาวมาร์คซิสต์เรียกว่า "แนวปฏิวัติถาวร") พูดง่ายๆ ANC  และ SACP มองว่าการมีรัฐบาลของ แมนเดลา จะทำให้ทุนนิยมแอฟริกาใต้ "น่ารักมากขึ้น" รัฐบาล ANC สัญญามาตั้งแต่แรกว่าจะไม่แตะระบบทุนนิยมและกำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่ และบทบาทสำคัญของ SACP คือการคุมขบวนการแรงงานเพื่อไม่ให้ออกมาต่อสู้และ "เรียกร้องอะไรมากเกินไป" จากรัฐบาล ANC มองดูแล้วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงรัฐบาลเพื่อไทยและบทบาทแกนนำ นปช.

อย่างไรก็ตามตรรกะของการยอมรับระบบทุนนิยม โดยไม่พยายามปะทะ หรือเปลี่ยนระบบ คือการหันไปยอมรับกลไกตลาดเสรี ในปีที่พรรค ANC ขึ้นมาเป็นรัฐบาลมีการตกลงกับองค์กร IMF เพื่อรับแนวทางตัดสวัสดิการและตัดงบประมาณรัฐ และต่อมามีการลดภาษีให้บริษัทใหญ่ และทั้งๆ ที่รัฐบาลตั้งใจจะสร้างบ้านใหม่ให้คนผิวดำจำนวนมาก ในความเป็นจริงโครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร และผลของนโยบายเสรีนิยม คือการที่มีการเพิ่มกำไรและรายได้ให้กับกลุ่มทุนและคนรวยในขณะที่คนส่วนใหญ่ยากจนเหมือนเดิม เพียงแต่ข้อแตกต่างจากยุค "apartheid" คือในหมู่นักธุรกิจและคนรวย มีคนผิวดำที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลเข้าไปร่วมกินด้วย หนึ่งในนั้นที่เป็นเศรษฐีใหญ่คืออดีตผู้นำสหภาพแรงงานเหมืองแร่ Cyril Ramaphosa

Ronnie Kasrils เพื่อนร่วมสมัยแมนเดลา และสมาชิกระดับสูงของพรรค ANC และพรรค SACP เขียนบทความใน นสพ The Guardian เมื่อปลายเดือนมิถุนายนปีนี้ โดยสารภาพว่าพรรคผิดพลาดมหาศาลที่ยอมถูกกดดันจากกลุ่มทุนใหญ่ จนทิ้งอุดมการณ์เดิมไปหมด เขามองว่ารัฐบาลในสมัยนั้นรวมถึงตัวเขาเอง กลัวคำขู่ของนายทุนมากเกินไป
ดูได้ที่ www.guardian.co.uk

ท่ามกลางสภาพสังคมที่แย่ๆ แบบนี้ ขบวนการชุมชนที่ต่อต้านการแปรรูปสาธารณูปโภคให้เป็นเอกชน และสหภาพแรงงานต่างๆ ก็ไม่ได้นิ่งเฉย มีการต่อสู้กับรัฐบาลและนายทุนอย่างดุเดือด และมีความพยายามของฝ่ายซ้ายบางกลุ่มที่จะตั้งองค์กรที่อิสระจากพรรค ANC และพรรคคอมมิวนิสต์ ล่าสุดการลุกฮือของคนงานเหมืองแร่ที่ Marikana ซึ่งถูกตำรวจปราบแบบนองเลือด แสดงให้เห็นว่าคนงานพยายามจัดตั้งสหภาพแรงงานใหม่ที่ไม่ได้ถูกครอบงำโดยรัฐบาล นอกจากนี้ภาพตำรวจกราดยิงคนงานที่ไร้อาวุธ อย่างที่รัฐบาลเผด็จการของคนผิวขาวเคยทำ กระตุ้นให้คนจำนวนมากเริ่มมองว่าการล้ม "apartheid" ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปมากนัก และมวลชนยังมีภาระที่จะต่อสู้ต่อไป

ผมจะไว้อาลัย เนลสัน แมนเดลา ทั้งๆ ที่แนวการต่อสู้ของเขาทำให้ความหวังของ "ธรรมนูญแห่งเสรีภาพ" ยังไม่เกิด เพราะอย่างน้อยเขาเป็นผู้นำที่เสียสละอดทนเพื่อสู้กับระบบ "apartheid" และเขาเป็นผู้นำที่ดุจเสมือน "พ่อ" ที่น่าเคารพจริงคนหนึ่งของโลกสำหรับฝ่ายซ้ายรุ่นผม พวกเราเคยร่วมรณรงค์ต่อต้าน"apartheid" ในระดับสากลมาหลายปี และตอนเด็กๆ ผมจำได้ว่าคุณแม่ก็ไม่ยอมซื้อสินค้าจากแอฟริกาใต้ แต่ผมจะไม่ลืมว่าการล้ม "apartheid" อาศัยการต่อสู้เสียสละของมวลชนคนงานและเด็กนักศึกษาจำนวนมาก และภาระในการต่อสู้ยังไม่จบ
 

 



หมายเหตุ: apartheid อ่านว่า อะพาร์ท'เธด แปลว่า การแบ่งแยกสีผิว เป็นคำที่มีความหายเฉพาะกับแอฟริกาใต้
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมคิด เลิศไพฑูรย์

Posted: 06 Dec 2013 10:35 PM PST

"ปรับตัวกันหน่อยครับ คงไม่มีใครอยากให้เกิด"

6 ธ.ค.56, อธิการฯมธ.กล่าวถึงกรณีมีนักศึกษาแจ้งผลกระทบจากปิดการเรียนการสอนจนต้องเลื่อนสอบ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น