โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สหภาพยุโรปจะปรับความสัมพันธ์กับไทย-หลัง คสช.ประกาศเลือกตั้ง พ.ย. ปีหน้า กวีประชาไท: ลูกหลานเ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

องค์กรชุมชนไทใหญ่ค้านการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปยังพื้นที่สงคราม

Posted: 27 Aug 2012 02:39 PM PDT

โดยออกแถลงการณ์เรียกร้องไม่ให้มีการผลักดันชุมชนผู้ลี้ภัยที่ชายแดนไทย-พม่าด้าน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กลับไปยังเมืองทา ในรัฐฉาน ชี้ในพื้นที่ยังมีการสู้รบ และเต็มไปด้วยกับระเบิด และผู้อพยพส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากเมืองทา แต่อพยพมาจากพื้นที่ต่างๆ ในภาคกลางของรัฐฉาน

แผนที่ซึ่งแนบมากับแถลงการณ์ของชุมชนไทใหญ่ แสดงให้เห็นพื้นที่บ้านเมืองทา ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่รองรับการผลักดันผู้อพยพชาวไทใหญ่บริเวณชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ โดยพบว่าในพื้นที่ยังคงเป็นที่ตั้งทางทหารของทั้งกองทัพพม่า กองทัพสหรัฐว้า และกองทัพรัฐฉาน

 

เมื่อวานนี้ (27 ส.ค.) องค์กรชุมชนไทใหญ่ ประกอบด้วย มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ องค์กรสภาวะสิ่งแวดล้อมแห่งฉาน องค์กรเครือข่ายปฏิบัติงานสตรีฉาน องค์กรพลังเยาวชน และ กลุ่มประสานงานเยาวชน ได้เผยแพร่แถลงการณ์เรียกร้องไม่ให้ผลักดันผู้ลี้ภัยกลับในพื้นที่ที่ยังมีการสู้รบ

สำหรับเนื้อหาระบุว่า "ชุมชนไทยใหญ่มีความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับกรณี มีการเตรียมการผลักดันให้ผู้อพยพ มากกว่า 500 คน ที่อาศัยอยู่ในค่ายอพยพ ชายแดนไทยภาคเหนือ ให้กลับไปในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้ง"

โดยในวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา สภาผู้อพยพนอร์เวย์ (Norwegian Refugee Council) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับสัญญาภายใต้โครงการการสนับสนุนให้เกิดสันติภาพในพม่า นำโดยประเทศนอร์เวย์ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นผู้อพยพในค่ายกุงจ่อ บริเวณชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ โดยขึ้นสำรวจทุกบ้าน เกี่ยวกับการยินดีกลับไปยังหมู่บ้านเมืองทา ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 20 กม. โดยสมัครใจ

อย่างไรก็ตาม องค์กรชุมชนไทใหญ่เปิดเผยว่า สภาพหมู่บ้านที่จะผลักดันกลับนั้น แทบจะเป็นหมู่บ้านร้าง โดยจัดเตรียมพื้นที่ให้เป็นแปลงพื้นที่อยู่อาศัยผู้อพยพ ระหว่างการเจรจาหยุดยิงระหว่างกองกำลังกู้ชาติรัฐฉาน ตอนใต้ กับรัฐบาลพม่า

ในแถลงการณ์ขององค์กรชุมชนไทใหญ่ระบุด้วยว่า ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2554 กองทัพรัฐฉาน ได้ลงนามหยุดยิง และรัฐมนตรีว่าการกิจการรถไฟพม่าได้ให้สัญญาว่าจะยกพื้นที่หัวเมือง และเมืองทา ซึ่งอยู่ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.เชียงใหม่ให้กองทัพรัฐฉาน อย่างไรก็ตามยังมีการสู้รบระหว่างทหารไทใหญ่กับพม่าในหลายพื้นที่ และยังมีการสู้รบในพื้นที่เมืองทาด้วย

ทั้งนี้ ผู้อพยพในค่ายกุงจ่อได้บอกกับผู้แทนชาวนอร์เวย์ในเดือนกรกฎาคมปี 2554 ว่า พวกเขายังไม่อยากกลับไปในพื้นที่เมืองทา เนื่องจากยังไม่ปลอดภัยจากทหารพม่า และกลุ่มอาสาสมัครที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล และเป็นพื้นที่ที่ยังเต็มไปด้วยกับระเบิด และผู้อพยพส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่เมืองทา แต่ได้หนีอพยพมาจากอำเภอต่างๆ ในภาค กลางของรัฐฉาน

โดยแถลงการณ์ขององค์กรชุมชนไทใหญ่ระบุว่า "การสำรวจวันนี้ ได้สร้างความแตกตื่นให้กับผู้อพยพในค่ายเป็นอย่างมากและกลัวจะถูกผลักดันกลับในเวลาอันสั้น ถึงแม้สภาผู้อพยพนอร์เวย์ มีโครงการพัฒนาและช่วยเหลือในพม่า แต่พวกเขายังไม่มีประสบการณ์การทำงาน กับผู้อพยพไทยใหญ่"

จายเครือแสง จากองค์กรสภาวะเพื่อสิ่งแวดล้อมไทใหญ่กล่าวว่า “ชาวอพยพไม่ได้เป็นหนูทดลองของกระบวนการสร้างสันติภาพ” เขากล่าวด้วยว่า “แทนที่จะผลักดันผู้อพยพกลับ กองทุนนานาชาติที่สนับสนุนสันติภาพ ควรผลักดันให้รัฐบาลพม่า เจรจาให้เกิด สันติภาพที่ยั่งยืน”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา องค์กรชุมชนรัฐฉาน ได้เรียกร้อง ให้รัฐบาลและกลุ่มสนับสนุนต่างๆ ที่สนับสนุนสันติภาพในพม่า ควรวางตัวเป็นกลางและไม่ควรผลักดันกลุ่มชาติพันธุ์ ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 2008 ของทหารพม่า

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โรเบิร์ท ฟิสก์ : ความจริงสีเลือดของสงครามกลางเมืองซีเรีย

Posted: 27 Aug 2012 02:04 PM PDT

ผู้สื่อข่าวสายตะวันออกกลางเขียนบทความลง The Independent แสดงความเห็นเรื่องสงครามซีเรียและเหตุสังหารหมู่ในดารายา ขณะที่รัฐบาลพยายามสร้างภาพต่อชาวโลกโดยตีตัวออกห่างกลุ่มทหารรับจ้างชาบิยา และให้ตัวเองเป็นผู้พิทักษ์ ฝ่ายกบฏก็กลายเป็นผู้เผยแพร่ความรุนแรงที่ตนก่อเสียเอง

โรเบิร์ท ฟิสก์ ผู้สื่อข่าวสายตะวันออกกลางเขียนบทความลงในเว็บไซต์ The Independent ของอังกฤษ แสดงความเห็นต่อกรณีสงครามกลางเมืองในซีเรีย รวมถึงการสังหารหมู่ที่เมืองดารายาครั้งล่าสุด โดยที่เรียบเรียงมานี้เป็นบทความในวันที่ 26-27 ส.ค.

โรเบิร์ทกล่าวในบทความว่า มีรายงานการสังหารหมู่ครั้งใหม่ในซีเรียอยู่ทุกวัน และเมื่อวันที่ 26 ส.ค. เป็นการรายงานเหตุที่เมืองดารายา ซึ่งทางฝ่ายต่อต้านประธานาธิบดีอัสซาดบอกว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล ขณะที่ฝ่ายกองทัพรัฐบาลบอกว่าเป็นฝีมือของผู้ก่อการร้ายที่ต่อต้านรัฐบาล โดยอ้างว่ามีภรรยาของทหารรายหนึ่งถูกยิงและทิ้งไว้ให้เสียชีวิตในดารายา

"แน่นอนว่ากองทัพทั้งหลายต้องการให้ตัวเองดูใสสะอาด ดิ้นทองพวกนั้น, ตราเกียรติยศพวกนั้น, คติทหารจากการสวนสนาม... แต่ปัญหาคือเมื่อพวกเขาไปทำสงคราม กองทัพมีพันธมิตรเป็นกลุ่มทหารรับจ้าง, มือปืน, กองหนุน,ฆาตกร,นักสังหารหมู่ผู้น่ารังเกียจ บางครั้งก็เป็นกลุ่มศาลเตี้ยในประเทศที่ทำแปดเปื้อนความเป็นคนของตัวเองด้วยเครื่องแบบและประเพณีที่เย่อหยิ่ง จนกระทั่งพวกนายพลทั้งหลายจะเปลี่ยนภาพลักษณ์พวกเขาใหม่ตอนเขียนประวัติศาสตร์" โรเบิร์ท ฟิสก์กล่าว

"แต่มันเป็นไปไม่ได้สำหรับกองทัพซีเรียที่จะลบชาบิยาออกจากหน้าประวัติศาสตร์สงครามต่อ 'ผู้ก่อการร้าย' หรือ 'กลุ่มติดอาวุธ' ที่ชื่อกลุ่มปลดปล่อยซีเรีย และอัล-เคด้า" ฟิสก์กล่าว เขาบอกอีกว่ากองทัพซีเรียเริ่มพยายามตีตัวออกห่างชาบิยา และทำเป็นว่ากองทหารของรัฐบาลกำลังต่อสู้ตามคำร้องขอของประชาชนให้ปกป้องประเทศ

ฟิสก์เขียนในบทความว่า สิ่งที่รัฐบาลซีเรียพยายามกระทำก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่หลายประเทศเคยทำไว้ในสงคราม คือการพยายามฟอกตัวเองให้บริสุทธิ์แล้วโยนว่าเหตุรุนแรงต่างๆ เป็นฝีมือของอีกกลุ่มหนึ่ง เช่นกรณีของสงครามโลกครั้งที่สอง

"กลุ่มสหพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สองก็มีการสังหารผู้คนอย่างผิดกฏหมายเช่นเดียวกัน แม่ว่าจะไม่อยู่ในระดับเดียวกับศัตรู" ฟิสก์กล่าว "และต้องขอบคุณยูทูบด้วย ที่กลุ่มปลดปล่อยซีเรียอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา ก็ได้โฆษณาฝีมือการฆาตกรรมของตัวเองในซีเรีย อย่างการผลักตำรวจตกจากดาดฟ้า และการยิงสมาชิกกลุ่มชาบิยาจนตายหลังจากที่ทรมานพวกเขาแล้ว สิ่งพวกนี้ไม่ได้ช่วยทำให้คุณนายคลินตัน หรือมองซิเออร์ฟาเบียส หรือศาลโลกดูดีขึ้นเลย" 

"การเก็บกวาดให้สะอาดกลายเป็นงานที่สกปรก" ฟิสก์กล่าว

บทความของฟิสก์เปิดเผยว่า ฝ่ายรัฐบาลที่ร่วมสู้รบในดามาสกัสเป็นหน่วยทหารกองพลที่ 4 อันโหดเหี้ยมของมาเฮอร์ อัล-อัสซาด น้องชายของบาชาร์ ผู้มีความรู้ด้านการทหารบอกว่ามันเป็นการสังหารหมู่ และซากศพที่กองอยู่นั้นมีบางส่วนไม่ใช่ชาวซีเรีย แต่เป็นชาวอียิปต์, จอร์แดน, ปาเลสไตน์, ชาวเติร์กหนึ่งคน และซูดาน โดยเขานับจากซากศพ 70 ศพในที่แห่งหนึ่ง มีอยู่ 42 รายที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ

FSA บอกว่าพวกเขาสูญเสียคนไปแค่ 20 คน ขณะที่ทหารซีเรียเน้นว่าคนที่เสียชีวิตเป็นนักรบจากต่างชาติ ชายหนุ่มคนหนึ่งให้ความเห็นว่าทหารซีเรียไม่อยากคิดว่าตนยิงใส่ชาวซีเรียด้วยกันเอง พวกเขาจะรู้สึกดีกว่าหากได้เชื่อว่าพวกเขายิงใส่คนต่างชาติ

"สถิติของสงครามในซีเรียจะยังเป็นที่ถกเถียงต่อไป ทั้งสองฝ่ายต่างก็จะบอกว่าตนสูญเสียน้อยที่สุด และเมื่อสงครามจบแล้วก็จะโก่งตัวเลขผู้สละชีพฝ่ายตนให้ดูมาก พวกเราคงไม่มีทางรู้ตัวเลขที่แท้จริงของจำนวนประชาชนที่เสียชีวิต หรือรู้ตัวคนสังหารที่แท้จริงได้" โรเบิร์ท ฟิสก์กล่าว 

แต่ฟิสก์ก็บอกว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลคนหนึ่งยอมรับในการมีตัวตนอยู่ของทหารรับจ้างชาบิยา เพียงแต่อ้างว่าพวกเขาเป็น 'ผู้ปกป้องหมู่บ้าน' ที่คอยคุ้มครองประชาชนจากศัตรูของรัฐบาล

ฟิสก์กล่าวถึงกรณีนี้โดยโยงกับเหตุการณ์ในอัลจีเรียที่มีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มกบฏกับเผด็จการ ก็มีกลุ่มชาบิยาซึ่งคอยกระทำสิ่งโหดเหี้ยมต่อเมืองและหมู่บ้านที่เชื่อว่าเป็นผู้เห็นใจหรือถูกใช้โดย 'ผู้ก่อการร้าย' และในอัลจีเรีย และรัฐบาลอัลจีเรียในยุคนั้นก็เรียกศัตรูของตนว่าเป็นนักรบจากต่างชาติ

"ที่อัลจีเรียก็เรียกศัตรูของตนว่าเป็นนักรบจากต่างชาติเช่นกัน เป้นกลุ่มเดียวกับที่ต่อสู้ในสงครามอัฟกันเพื่อต่อต้านรัสเซีย และกลับมาทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ต่ออดีตเจ้าอาณานิคมอย่างฝรั่งเศส แล้วในตอนนี้ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสซึ่งเป็นรัฐฆราวาส แต่มีนิกายอลาไวท์เป็นผู้ปกครอง ผู้ปกครองเหล่านี้บอกว่ามีนักรบจากอัฟกานิสถาน ไม่ต้องแยกชื่อเลยว่าพวกเขาเป็น กลุ่มกองพลน้อยสามัคคี (Unity Brigades) กลุ่มภราดรภาพมุสลิม หรือ ซาลาฟิสท์ หรือชื่อดาดๆ อย่างกลุ่มปลดปล่อยซีเรีย (Free Syria Army) ไม่มีใครแปลกใจเลยหากพวกเขารู้ว่าอัลจีเรียกับซีเรียมีความใกล้ชิดกันมาด้านข่าวกรองการทหาร" ฟิสก์กล่าวในบทความ

แต่การพยายามสร้างภาพให้ชาวโลกได้เห็นของรัฐบาลซีเรียก็ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นนัก แม้จะมีภาพข่าวแสดงให้เห็นว่ามีกลุ่มคนติดอาวุธปืนคาลาชนิคอฟอยู่ใกล้กับกลุ่มผู้ประท้วงและช่างภาพก้สามารถจับภาพมือปืนที่โจมตีใส่ทหารในหมู่บ้าน วาดี คาลัค ได้เมื่อเดือน พ.ค. 2011 

ฟิสก์เปิดเผยในบทความอีกว่ากลุ่มกบฏในซีเรียมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีรายงานว่าฝ่ายกบฏได้จับตัวประชาชนจากรถบัสและบังคับให้บริจาคเงินจำนวนมากให้ FSA หรือไม่ก็ให้คนหนุ่มในครอบครัวเขาเข้าร่วมกลุ่มกบฏ ในหมู่บ้านราบเลย์ก็ใคนถูกฝ่ายกบฏใช้เป็นโล่มนุษย์

"รัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาด ต้องเผชิญกับศัตรูที่มีทรัพยากรมาก มีอาวุธอย่างดี และมีความโหดเหี้ยม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก เช่นเดียวกับที่กลุ่มมูจาฮิดินได้รับการสนับสนุนเงินทุนและอาวุธจากตะวันตกในการต่อสู้กับสหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถานช่วงปี 1980s" ฟิสก์กล่าว "ด้วยความที่มีกำลังคนอยู่ 50,000 นาย รถถังอีกราวๆ 4,000 คัน กองทัพซีเรียไม่สามารถพ่ายแพ้ แต่พวกเขาจะเอาชนะได้หรือ?"

 

ที่มา

Robert Fisk: The Syrian army would like to appear squeaky clean. It isn't, The Independent, 27-08-2012 http://www.independent.co.uk/opinion/commentators/fisk/robert-fisk-the-syrian-army-would-like-to-appear-squeaky-clean-it-isnt-8082070.html

Robert Fisk: The bloody truth about Syria's uncivil war, The Independent, 26-08-201 http://www.independent.co.uk/opinion/commentators/fisk/robert-fisk-the-bloody-truth-about-syrias-uncivil-war-8081386.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวซาอุดิอาระเบียถูกตัดสินจำคุก 2 ปี ฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

Posted: 27 Aug 2012 01:49 PM PDT

ศาลไทยตัดสินจำคุกชาวซาอุดิอาระเบีย ฐานปล่อยข่าวลือในอินเทอร์เน็ต โดยสถานทูตเตรียมให้ทนายอุทธรณ์คำตัดสิน พร้อมเตือนพลเมืองซาอุดิอาระเบียให้ระวังการทำผิดกฎหมายไทยแล้ว

เว็บไซต์ Emirates 247 รายงานว่า หนังสือพิมพ์ Alriyadh ตีพิมพ์เป็นภาษาอารบิกของซาอุดิอาระเบีย รายงานเมื่อวันจันทร์นี้ (27 ส.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่ไทยตัดสินจำคุกชายชาวซาอุดิอาระเบีย ซึ่งพำนักอาศัยในกรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปี ในข้อหาปล่อยข่าวลือทางอินเทอร์เน็ตพาดพิงถึงบุคคลสำคัญ

หนังสือพิมพ์ซาอุดิอาระเบีย ระบุว่า สถานทูตซาอุดิอาระเบียในกรุงเทพ ได้ตั้งทนายเพื่ออุทธรณ์คำพิพากษาของชายซาอุดิอาระเบียคนดังกล่าว โดยเขาได้แต่งงานกับชาวไทยและมีลูก 3 คน 

หนังสือพิมพ์ดังกล่าวยังรายงานด้วยว่า สถานทูตซาอุดิอาระเบีย ยังถือโอกาสเตือนพลเมืองชาวซาอุดิอาระเบียในประเทศไทยให้ระวังการละเมิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการถูกดำเนินคดีอีก

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มีผู้นำระเบิดไปแขวนข้างรถยนต์ นพ.ตุลย์

Posted: 27 Aug 2012 01:44 PM PDT

มีผู้นำระเบิดชนิดขว้างไปแขวนที่รถยนต์ของ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ด้านเจ้าตัวเข้าแจ้งความแล้ว พร้อมยืนยันว่าจะต่อต้านการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อไป โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวานนี้ (27 ส.ค.) ว่า นายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนําเสื้อหลากสี เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจปทุมวัน หลังถูกคนร้ายไม่ทราบกลุ่ม นําระเบิด mk 2 ชนิดขว้าง มาแขวนไว้ที่กระจกรถยนต์ ขณะจอดไว้บนอาคารจอดรถชั้น 4 ของโรงพยาบาลจุฬา

พร้อมเปิดเผยว่า หลังเลิกงานได้เตรียมตัวจะไปรับลูกที่โรงเรียน เมื่อมาถึงรถพบถุงกระดาษแขวนอยู่ที่กระจกมองข้างฝั่งคนขับ เปิดออกดูพบเป็นกระบอกทรงกลม ภายในมีระเบิด และสายไฟต่อวงจรแต่ดูแล้วไม่สมบูรณ์จึงโยนทิ้งเพราะคิดว่าเป็นของปลอม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบจึงพบว่าเป็นระเบิดจริงจึงเข้าแจ้งความ เบื้องต้นเชื่อคนร้ายเพียงต้องการข่มขู่ ซึ่งส่วนตัวก็ไม่ได้กังวลอะไร และยังยืนยันจะต่อต้านการกระทําที่ไม่เหมาะสมต่อไป โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ร้อง ‘สาทิตย์’ สอบอุทยานฯ บุกเขาบรรทัด-วอนตั้งกระทู้จี้ ‘ยิ่งลักษณ์’ เดินตามนโยบาย

Posted: 27 Aug 2012 12:44 PM PDT

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ยื่นหนังสือร้องสาทิตย์ เลขาฯ กมธ.ที่ดินฯ สอบอุทยานบุกเขาบรรทัด วอนตั้งกระทู้ยิ่งลักษณ์จี้เดินตามคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เผยข่าวแว่วชุดปฏิบัติการขีดเส้นตายฟันยางตรัง-พัทลุงเรียบสิงหานี้

 
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ยื่นหนังสือกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เลขานุการกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร สอบอุทยานฯ ปราบชาวบ้านเทือกเขาบรรทัด
ภาพโดย: บัณฑิตา อย่างดี
 
 
27 สิงหาคม 2555 - นายสมนึก พุฒนวล กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2555 เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ประมาณ 40 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่บ้านของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะเลขานุการกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนจากปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เข้าสู่กรรมาธิการฯ และลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเร่งด่วน
 
นายสมนึก เปิดเผยอีกว่า นอกจากนี้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ได้ขอให้นายสาทิตย์ ในฐานะฝ่ายค้านช่วยตั้งกระทู้ถามรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินการตามคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2554 ข้อ 5 นโยบายที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และปัญหาการละเมิดสิทธิชุมชนจากปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าขัดกับนโยบายที่แถลงไว้หรือไม่
 
เผยข่าวแว่วชุดปฏิบัติการขีดเส้นตายฟันยางตรัง-พัทลุงเรียบเดือนสิงหา
 
ด้านนายอานนท์ สีเพ็ญ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเขาบรรทัด สมาชิกสมัชชาคนจน เปิดเผยว่า ตนได้ข่าวซึ่งยังไม่ได้กรองว่าเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะบุกฟันยางพาราชาวบ้านในแนวเทือกเขาบรรทัด ทั้งจังหวัดพัทลุง และตรัง ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2555 ดังนั้นในวันนี้ (27 สิงหาคม 2555) เครือข่ายองค์กรชุมชนรักเขาบรรทัดจึงเปิดแถลงข่าวถึงสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ฟันยางพาราของชาวบ้านแนวเทือกเขาบรรทัด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนดั้งเดิมที่ถูกอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัดประกาศทับที่
 
“ส่วนหนังสือที่จะยื่นถึงนายดำรงค์ พิเดช อธิบดีกรมอุทยานฯ ในฐานะกรรมการของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชาคนจน ให้หยุด หรือชะลอการตัดฟันยางพาราของชาวบ้านเขาบรรทัด ผ่านนายธีระยุทธ เอี่ยมตระกูล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังนั้น ต้องหารือกับสมาชิกเครือข่ายก่อนว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ถ้ายื่นจะยื่นวันไหน อย่างไร ต้องประเมินก่อนว่ายื่นไปแล้วหวังผลได้หรือไม่” นายอานนท์ กล่าว
 
ร้องกองทัพภาค 4 คุ้มกัน ‘โฉนดชุมชนเขาบรรทัด’ หวั่นชาวบ้านปะทะอุทยานฯ
 
เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.วันที่ 27 ส.ค.55 ที่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 4 ค่ายวชิราวุธ ต.ปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ประมาณ 20 คน ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ขอให้ชะลอการรื้อถอนพืชผลเกษตร สิ่งปลูกสร้าง และคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน จากนโยบายปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่าในภาคใต้ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
 
หนังสือดังกล่าวมีเนื้อหาว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ 20 พ.ค.55 กรณีมีการอนุมัติงบประมาณจำนวน 50 ล้านบาทเพื่อปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่าในภาคใต้ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช นำมาซึ่งการตัดฟันทำลายพืชผลอาสิน และสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่มีการแยกแยะระหว่างผู้บุกรุกทำลายป่าไม้กับพื้นที่ทำกินของเกษตรกรซึ่งถูกประกาศเขตป่าอนุรักษ์ทับซ้อน และอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาภายใต้นโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา
 
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 23 ส.ค.55 ได้มีปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งสนธิกำลังกว่า 1,500 นาย พร้อมอาวุธปืน มีดพร้า และเครื่องเลื่อยยนต์ เข้าไปตัดฟันทำลายต้นยางพารา และพืชผลเกษตรที่ ต.บ้านนา อ.ศรีนครินทร์ ต.ตะแพน อ.ศรีบรรพต และ อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง ประมาณ 20 แปลง เนื้อที่ประมาณ 200 ไร่
 
จากปฏิบัติการดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านที่ทำกินและอยู่อาศัยบริเวณเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง จ.พัทลุง จ.นครศรีธรรมราช จ.สตูล และ จ.สงขลา เกิดความเจ็บแค้นไปกับชาวบ้านที่ถูกตัดฟันต้นยางพารา เนื่องจากผู้เสียหายเป็นเกษตรกรรายย่อย ซึ่งทำกินและอยู่อาศัยในชุมชนดั้งเดิม และมีที่ดินรายละไม่มาก ประกอบกับได้มีการปล่อยข่าวว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะสนธิกำลังเข้าตัดฟันต้นยางพาราในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ชาวบ้านเกิดความหวาดผวาว่ากองกำลังดังกล่าวจะเข้ามาตัดฟันต้นยางพารา ชาวบ้านในหลายชุมชนเริ่มใช้ภูมิปัญญาดั้งเดิมในการปกป้องพื้นที่ จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่าจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรง และเป็นเงื่อนไขก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงตามมาในอนาคตอันใกล้
 
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย มีสมาชิกใน จ.ตรัง จ.พัทลุง และจ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้รับผลกระทบเช่นกัน แม้รัฐบาลมีนโยบายโฉนดชุมชน มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 มารองรับการจัดทำโฉนดชุมชน แต่ไม่มีการคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน
 
โดยเมื่อวันที่ 30 มี.ค.55 หัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า นำกำลังเข้าตัดฟันต้นยางพารา และพืชผลเกษตรในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู รอยต่อ อ.นาโยง จ.ตรัง กับ อ.ศรีนครินทร์ จ.ดพัทลุง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) เห็นชอบให้ดำเนินการโฉนดชุมชนแล้ว
 
วันที่ 6 เม.ย.55 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า นำกำลังเข้าทำการรื้อถอนทำลายสะพานไม้ ซึ่งใช้เป็นเส้นทางคมนาคม รวมทั้งข่มขู่ คุกคามชาวบ้านในพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชนบ้านหาดสูง รอยต่อ ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด กับ ต.น้ำผุด อ.เมือง จ.ตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สำนักงานโฉนดชุมชนมีหนังสือชะลอการรื้อถอนสะพาน
 
อีกทั้งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด เข้าจับกุมและแจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านตระ ต.ปะเหลียน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ขณะนำหมากแห้งจากสวนออกไปขายหลายครั้ง
 
“เจ้าหน้าที่อุทยานฯ มีการเตรียมการรื้อถอนพืชผลเกษตรและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่สมาชิกเครือข่ายฯ หลายชุมชน เครือข่ายฯ จึงข้อให้กองทัพภาคที่ 4 ตรวจสอบข้อเท็จจริง และผลักดันให้มีการชะลอการรื้อถอนพืชผลเกษตร และสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชน และขอคุ้มครองชั่วคราวในพื้นที่ของสมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จนกว่ารัฐบาลจะมีมติคณะรัฐมนตรีคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน” หนังสือดังกล่าว ระบุ
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ม็อบที่ดินเทือกเขาบรรทัดเดือด! ระดมปิดถนนเพชรเกษม

Posted: 27 Aug 2012 12:28 PM PDT

ม็อบที่ดินเทือกเขาบรรทัดเดือดนัดระดมปิดถนนเพชรเกษมวันนี้ เปิดยุทธการรักษาแผ่นดิน เพื่อเจรจาหน่วยงานรัฐ หักดิบอุทยานฯ หยุดฟันยาง หลังบุกที่ว่าการอำเภอนาโยง-ศาลากลางฯ ตรัง ประกาศจะแก้ปัญหาด้วยอุปกรณ์ทำกินที่มีอยู่

 
 
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2555 ที่สนามหญ้าข้างศูนย์ประสานงานเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเขาบรรทัด ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง แนวร่วมปกป้องสิทธิที่ดินทำกินดั้งเดิมริมเทือกเขาบรรทัด จัดเวทีสาธารณะพูดคุยถึงนโยบายปราบปรามผู้บุกรุกทำลายป่าในภาคใต้ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับการที่ถูกประกาศทับชุมชนดั้งเดิม โดยมีชาวบ้านจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง กระบี่ และสตูล ร่วมประมาณ 300 คน
 
เวลา 10.00 น. นายเกียรติก้อง เส็นฤทธิ์ ตัวแทนแนวร่วมปกป้องสิทธิที่ดินทำกินดั้งเดิมริมเทือกเขาบรรทัด เปิดแถลงข่าวโดยมีใจความว่า นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2555 เป็นต้นมา ชาวบ้านไม่น้อยกว่า 40 – 50 ราย ได้รับความเดือดร้อน ถูกรื้อถอน 200 – 300 ไร่ ค่าเสียหายกว่า 20 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่บริเวณริมเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และสตูล แถมยังมีพื้นที่เป้าหมายอีกไม่ต่ำกว่า 100 แปลง ซึ่งต้องรื้อถอนตามแผนงานโครงการฯ ภายในวันที่ 30 สิงหาคม 2555 หรือ อย่างช้าไม่เกินเดือนกันยายน 2555
 
นายเกียรติก้อง กล่าวด้วยว่า กลุ่มผู้เดือดร้อนในหลายพื้นที่มีการประสานพลังเพื่อทวงสิทธิและปกป้องพื้นแผ่นดิน โดยจัดตั้งทีมเฉพาะกิจพร้อมร่วมกันกำหนดแผนงาน ภายใต้ชื่อว่า “แนวร่วมปกป้องสิทธิที่ดินทำกินดั้งเดิมริมเทือกเขาบรรทัด” เพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม โดยขอยืนยันว่า ที่ดินเป็นของชาวบ้านที่บรรพบุรุษได้ทำการบุกร้างถางพง มาก่อนการประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ และมีสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ 2550 ที่ยอมรับสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร
 
“พวกเราขอให้ทางกรมอุทยานฯ ได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยทันทีและขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 20 พฤษภาคม 25555 นโยบายการรื้อถอนต้นยางพาราในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ภาคใต้ และขอให้เรียกประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน เพื่อพิจารณาหาทางออกในเรื่องนี้โดยเร่งด่วน” นายเกียรติก้อง ระบุ
 
ต่อมาเวลา 10.20 น. ชาวบ้านจังหวัดตรังที่ได้รับความเดือดร้อน จากนโยบายการรื้อถอนต้นยางพาราในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ภาคใต้ ของกรมอุทยานฯ ประมาณ 100 คน ได้เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอนาโยง และที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดตรัง เพื่อยื่นแถลงการณ์หยุดประพฤติตัวเยี่ยงโจร โค่นต้นยางคนจนของกรมอุทยานฯกับนายอำเภอนาโยง และนายอำเภอเมือง จังหวัดตรัง
 
แถลงการณ์ดังกล่าวมีเนื้อหาว่า จากการที่เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้เข้าไปโค่นล้มต้นยางพาราของพี่น้องชาวบ้านใน อำเภอป่าพะยอม อำเภอศรีบรรพต และอำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง จำนวน 20 แปลง เนื้อที่ประมาณ 130 ไร่เศษ โดยการดำเนินการของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นการเข้าไปดำเนินการในช่วงเช้ามืด ใช้กำลังนับพันคนพร้อมอาวุธครบมือ โดยไม่ได้มีการบอกกล่าวให้ชาวบ้านได้รับรู้แต่ประการณ์ใด ทำให้เกิดความความวิตกกังวลต่อพวกเราชาวบ้านในจังหวัดตรัง ผู้ทำมาหากินโดยสุจริตและมีการปกป้องเรียกร้องสิทธิของเรามาโดยตลอด
 
จนกระทั่งล่าสุด ได้มีการเจรจากับทางจังหวัดจนมีบันทึกข้อตกลงร่วมกันเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555 และต่อมาได้มีคำสั่งจังหวัดตรัง ที่ 308/2555 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบดำเนินการพื้นที่สมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัดในเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่ – เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ท้องที่จังหวัดตรัง เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงพื้นที่ที่ดินทำกินของสมาชิกเครือข่ายองค์กรชุมชนรักเทือกเขาบรรทัด หรือตามความเข้าใจของชาวบ้าน คือ เป็นคณะทำงานที่ไปตรวจสอบร่วมกันว่า เป็นที่ทำกินเดิมหรือเป็นการบุกรุกป่าใหม่ หากมีการบุกรุกใหม่ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากเป็นที่ทำกินเดิมก็ให้ทำกินตามปกติต่อไปจนกว่าคณะกรรมการระดับชาติจะได้มีแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน
 
แต่ทางกรมอุทยานฯ ไม่ได้เคารพข้อตกลงและคำสั่งโดยมีการติดป้ายดำเนินคดี และป้ายสีทำแนวเขตที่จะเข้าไปตัดโค่น หลังจากมีบันทึกข้อตกลงและคำสั่ง พวกเราเห็นว่าการกระทำเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ เป็นการกระทำที่มีพฤติการณ์เยี่ยงโจร มาปล้นคน โดยอ้างเพียงกฎหมายของตน ไม่สนใจชีวิตความเป็นอยู่ของคนจน ไม่ต่างอะไรกับประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการ
 
“วันนี้พวกเราชาวบ้านผู้ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา รวมตัวกันพร้อมมีดตัดยาง มีดพร้า ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ เพื่อร้องเรียนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะอนุกรรมการป้องกันปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าจังหวัดตรัง ประสานงานกับกรมอุทยานแห่งชาติฯ เพื่อยุติการตัดฟัน รื้อถอน ทำลาย โค่นต้นยางพารา ของชาวบ้านในท้องที่จังหวัดตรังทันที หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เราจะร่วมชุมชนกับชาวบ้านอีก 4 จังหวัดเพื่อกำหนดมาตรการที่เข้มข้นกว่าเดิม” แถลงการณ์ ระบุ
 
ต่อมาเมื่อเวลา 11.20 น. ชาวบ้านได้เดินทางไปยังศาลากลางจังหวัดตรัง เพื่อยื่นแถลงการณ์ดังกล่าวกับผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง แต่ปรากฏว่าผู้ว่าฯ ไม่อยู่ และไม่มีใครลงมารับแถงการณ์ ชาวบ้านจึงส่งตัวแทนขึ้นไปยื่นแถลงการณ์กับนายสาธร นราวิสุทธิ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง
 
นายสาธร บอกกับตัวแทนชาวบ้านว่า จังหวัดไม่มีอำนาจไปก้าวก่ายกรมอุทยานฯ แต่จะทำหนังสือไปยังปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อรายงานความเดือดร้อนของชาวบ้าน เพื่อประสานงานกับอธิบดีกรมอุทยานฯ ให้ชะลอการตัดฟันยางพาราของชาวบ้าน
 
ด้านชาวบ้านอยากให้นายสาธร ลงไปพูดคุยกับชาวบ้านที่รวมตัวกันอยู่หน้าศาลากลาง แต่นายสาธร ปฏิเสธ ชาวบ้านจึงปักหลักหน้าศาลากลางบีบให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ลงมาพูดคุยกับชาวบ้านให้ได้ กระทั่งเวลา 12.41 น. นายไชยยศ ธงไชย รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ได้ลงมาพบกับชาวบ้าน พร้อมรับปากว่าจะนำปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านประชุมในระดับจังหวัดตรังและประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหา แต่ชาวบ้านไม่พอใจกับคำตอบที่ได้รับ
 
จากนั้นชาวบ้านสลายตัวในเวลา 13.00 น.แล้วกลับมารวมตัวกันที่เวที ซึ่งมีการปราศรัยจากชาวบ้านที่ประสบปัญหาที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ฟันยางพารา จากจังหวัดพัทลุง ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช และสตูล จากนโยบายรื้อถอนยางพาราในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ภาคใต้ ของกรมอุทยานฯ โดยจี้ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 28 สิงหาคม 2555 ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี นโยบายรื้อถอนยางพาราในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ภาคใต้
 
ทั้งนี้ แนวร่วมปกป้องสิทธิที่ดินทำกินดั้งเดิมริมเทือกเขาบรรทัดมีการหารือและมีข้อตกลงร่วมกันว่า วันที่ 28 สิงหาคม 2555 นี้จะเปิดยุทธการรักษาแผ่นดินร่วมกันเคลื่อนพลใหญ่โดยให้ชาวบ้านในจังหวัดต่างๆ กลับไปรวบรวมกำลังคนให้มากที่สุด เตรียมจะปฏิบัติการณ์ปิดถนนเพชรเกษม เพื่อเจรจาต่อรองหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ให้อุทยานฯ หยุดฟันยาง
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กรมเจ้าท่ารุดเคลียร์พื้นที่ ‘ขุดลำพะเนียง’ ชาวบ้านยันต้องศึกษาข้อมูลก่อน

Posted: 27 Aug 2012 11:08 AM PDT

‘กรมเจ้าท่า’ ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลและข้อร้องเรียน หลังชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง ยื่นหนังสือให้มีการชะลอการขุดลอกลำน้ำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู

 
 
วานนี้ (27 ส.ค. 55) เวลาประมาณ 15.00 น. ที่ศาลาประชาคม บ.ธาตุหาญเทา ต.บ้านขาม อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู กรมขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี หรือ กรมเจ้าท่า และ ศูนย์พัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 8 จังหวัดขอนแก่น กระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลและข้อร้องเรียนของกลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู ที่ยื่นหนังสือถึงนายจำรูญ ตั้งไพศาลกิจ อธิบดีกรมเจ้าท่า เพื่อให้มีการชะลอการขุดลอกลำน้ำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู และให้กรมเจ้าท่าส่งเอกสารชี้แจงข้อมูลโครงการขุดลอกลำน้ำพะเนียง โดยมีชาวบ้านประมาณ 20 คน เข้าร่วมซักถาม และชี้แจงให้ข้อมูล  
 
สืบเนื่องจาก การที่กรมเจ้าท่ามีโครงการที่จะดำเนินการขุดลอกลำน้ำพะเนียง จ.หนองบัวลำภู โดยส่งเจ้าหน้าที่มาประสานงานกับผู้นำชุมชนว่าจะเข้ามาดำเนินการขุดลอกและขอประชุมประชาคมชาวบ้าน ขณะเดียวกันก็ได้นำรถแบ็คโฮเข้ามาเพื่อเตรียมพร้อมดำเนินการในพื้นที่
 
 
ด้านผู้นำชุมชนและกลุ่มชาวบ้านได้หารือกันว่าไม่ควรมีการการขุดลอกลำน้ำพะเนียงในช่วงเวลานี้ เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูการผลิตทำนาข้าว เกรงว่าหากมีการดำเนินการขุดลอกโดยเครื่องจักรขนาดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อนาข้าวที่อยู่ข้างเคียง จึงได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังกรมเจ้าท่าเพื่อขอให้ชะลอการขุดลอกออกไปก่อน พร้อมทั้งต้องการรับทราบการชี้แจงและเอกสารข้อมูลโครงการอย่างละเอียดก่อนที่จะเข้ามาดำเนินการขุดลอก
 
นายสะพรั่ง ขุริมนต์ แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ลำพะเนียงฯ บ้านธาตุหาญเทา ต.บ้านขาม อ.เมืองหนองบัวลำภู กล่าวว่า ชาวบ้านได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่าจะยังไม่ให้มีการดำเนินการขุดลอกในช่วงนี้ เนื่องจากเกรงว่ารถแบ็คโฮจะเหยียบย่ำนาข้าวที่พึ่งดำเสร็จ รวมทั้งชาวบ้านเองยังไม่รู้ข้อมูลใดๆ เลย อาทิเช่น แบบแปลนการขุดลอก ขุดกว้างเท่าไหร่ อย่างไร ต้องให้ชาวบ้านรู้ข้อมูลให้ละเอียดก่อน ไม่ใช่อยากจะมาประชุมแล้วขอลงประชามติขุดเลยไม่ได้ ชาวบ้านไม่ยอมแน่นอน
 
“ช่วงนี้ขุดไม่ได้แน่นอนข้าวยังเขียวอยู่เลย โครงการคือโครงการอะไรเรายังไม่รู้เลย จะขุดกินที่นาหรือล้มต้นไม้ใหญ่กี่ต้นชาวบ้านยังไม่รู้เลย อยู่ดีดีจะเข้ามาขอประชามติแล้วลงขุดเลย ชาวบ้านไม่ยอมแน่นอน ต้องให้ชาวบ้านศึกษาข้อมูลก่อน แล้วจะตัดสินใจเอง” นายสะพรั่งกล่าว
 
 
ด้านนายสมควร ปณะราช นายช่างและหัวหน้าผู้ควบคุมโครงการ กล่าวว่า ที่ลงมาพื้นที่ในวันนี้เนื่องจากที่มีข้อร้องเรียนของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ลำพะเนียงฯ ให้ชะลอการขุดลอกออกไปก่อนพร้อมให้ชี้แจงข้อมูลโครงการโดยละเอียดก่อนการขุดลอก เนื่องจากเกรงผลกระทบที่จะเกิดจากการขุดลอก จึงต้องการมาสอบถามข้อเท็จจริงว่าเป็นเช่นไร ในส่วนโครงการเองตอนนี้ยังไม่มีแบบแปลนที่แน่นอน
 
“เมื่อชาวบ้านคัดค้านการขุดลอกเราก็ต้องมาสอบถามข้อมูลก่อน ตอนนี้ยังไม่ได้ดำเนินการขุดลอก ซึ่งรถแบ็คโฮที่จอดในพื้นที่ทั้ง 4 คัน เราเตรียมไว้เพื่อเคลียร์พื้นที่สำรวจเท่านั้นเอง ส่วนข้อมูลที่ชาวบ้านขอเราก็จะไปจัดทำแล้วส่งให้ศึกษาต่อไป” นายสมควรกล่าว
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

Blognone: ไฟล์ล็อกหลักฐานคดีนายอำพล (อากง SMS)

Posted: 27 Aug 2012 10:38 AM PDT

บล็อกนัน เว็บไซต์ด้านไอทีชื่อดังเปิดเอกสารข้อมูลการโทรของเบอร์มือถือที่เกี่ยวข้องกับคดีพร้อมตั้งข้อสังเกตมีการส่งข้อความจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่นาที ขณะที่มีผู้อ่านแสดงความคิดเห็นโต้แย้งในท้ายบทความนี้หลายประเด็น จากการอ่านข้อมูลชุดเดียวกัน

นับตั้งแต่รายงานรายละเอียดเกี่ยวกับคดีของนายอำพล (อากง SMS) มาตั้งแต่ต้น ประเด็นหนึ่งที่หลายคนใน Blognone ตั้งคำถามกันคือสุดท้ายแล้วไฟล์ล็อกที่ใช้เป็นหลักฐานนั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ผมเองเคยเห็นไฟล์ล็อกนี้หลังจากเขียนบทความครั้งแรกๆ และสามารถติดต่อทีมทนายของนายอำพลได้ แต่เนื่องจากคดีในตอนนั้นยังไม่สิ้นสุด โดยยังคงอยู่ระหว่างการเตรียมการยื่นอุทธรณ์ผมเองจึงยังไม่ได้ขอให้ทีมทนาย เปิดเผยสู่สาธารณะ (เช่นเดียวกับเอกสารความเห็นจาก SR Labs ที่ผมเองก็เคยเห็นก่อนหน้านี้)

มาถึงตอนนี้หลังจากทีมทนายเปิดเผยเอกสารจาก SR Labs ผมจึงอีเมลไปขอเอกสารไฟล์ล็อกที่ใช้เป็นหลักฐานในคดีนี้มาลงในเว็บ เพื่อให้ผู้ที่ติดตามได้เห็นว่าหลักฐานที่ใช้ฟ้องร้องในคดีนี้ จริงๆ มีหน้าตาเป็นอย่างไร

เนื่องจากไฟล์ล็อกเป็นล็อกของการใช้งานของหมายเลข -3615 ที่ใช้ส่ง SMS และหมายเลข -4627 ของนายอำพล ทำให้มีหมายเลขอื่นๆ เข้ามาในไฟล์ด้วยจำนวนมาก ผมเลือกที่จะเซ็นเซอร์หมายเลขอื่นๆ ออกทั้งหมด เพิ่มเติมอีกหมายเลขเดียวคือ -5599 ของนายสมเกียรตื ครองวัฒนสุข ผู้ได้รับ SMS ที่ใช้ฟ้องร้องในคดีนี้ โดยมีบางส่วนของเอกสารที่ถูกปากกาเน้นคำป้ายแต่ทำให้กลายเป็นสีดำเมื่อถ่ายเอกสาร จะเซ็นเซอร์เลขทิ้งอีกครั้งโดยไม่สนใจว่าเลขภายในเป็นอะไรป้องกันการกู้คืนหมายเลขจากภาพ อีกส่วนหนึ่งที่เซ็นเซอร์ออกไปคือลายเซ็นของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ป้องกันการเอาภาพเหล่านี้ไปปลอมแปลงลายเซ็น

ไฟล์ล็อกแบ่งออกเป็นสามชุด ชุดแรกคือล็อกของหมายเลข -3615 ที่ไม่มีเลข IMEI กำกับ ชุดที่สองคือหมายเลข -3615 ที่มีหมายเลข IMEI กำกับ และชุดที่สามคือไฟล์ล็อกของหมายเลข -4627 จากทรู

บรรทัดที่เน้นในล็อกของหมายเลข -3615 คือล็อกที่ส่งไปยังหมายเลข -5599 ของนายสมเกียรติ ส่วนบรรทัดที่เน้นในล็อกของหมายเลข -4627 คือช่วงเวลาก่อนและหลังที่หมายเลข -3615 จะเปิดใช้งาน

เรื่องที่น่าสังเกตจากล็อก คือ ข้อความนั้นถูกส่งด้วยความเร็วสูง เช่นวันที่ 22 นั้นมีข้อความถูกส่งออกไป 8 ข้อความในสองนาทีกว่าๆ อีกส่วนคือในล็อกของหมายเลข -4627 ของนายอำพลนั้นมีล็อกการรับ SMS จำนวนมาก แต่ไม่มีล็อกการส่ง SMS ออกไปแต่อย่างใด

เอกสารชุดสุดท้ายคือเอกสารส่งหลักฐานไปตรวจพิสูจน์ ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์คือเครื่องเสียหายไม่สามารถตรวจสอบการใช้งานใดๆ ได้ รวมถึงไม่สามารถตรวจสอบหมายเลข IMEI ว่าได้ว่าถูกแก้ไขไปหรือไม่

สำหรับบทความทั้งหมดเกี่ยวกับคุณอำพลบน Blognone ผมรวบรวมไว้เป็นสรุปนะครับ เพราะคาดว่าจะไม่มีประเด็นอื่นแล้ว หลังจากคุณอำพลเสียชีวิตและได้เปิดเผยหลักฐานออกมาแล้วเช่นนี้

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

1 ปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ “สอบตก” แก้ปัญหาที่ดิน-โครงสร้างภาคเกษตร

Posted: 27 Aug 2012 08:59 AM PDT

ชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินจวกข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาไม่คืบ แถมในพื้นที่ปัญหาขัดแย้งระอุ เกษตรกรย้ำ “รับจำนำข้าว-พักชำระหนี้-บัตรเครดิตเกษตรกร” ไม่ตรงเป้าการแก้ปัญหา นักวิชาการเผยตัวเลขความเหลื่อมล้ำ คน 10 % ครอบครองพื้นที่มีโฉนด 80 % 

 
 
วันนี้ (27 ส.ค.55) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย นำโดย นางอำนวย สังข์ช่วย ชาวบ้านหาดสูง สมาชิกเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ซึ่งประสบปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนเขตป่า ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า แถลงข่าวครบรอบ 1 ปี การทำงานของรัฐบาลกับนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินและคนจน ที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ระบุว่า นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค.54 ที่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงนโยบายที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติต่อสภาว่าจะปฏิรูปการจัดการที่ดิน โดยให้มีการกระจายสิทธิที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน รวมถึงจะผลักดันกฎหมายในการรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และทะเล
 
อย่างไรก็ตาม ระยะเวลา 1 ปีผ่านไป การบริหารงานของรัฐบาลในเรื่องดังกล่าวกลับไม่มีความคืบหน้า ส่งผลให้เกษตรกรเกือบ 800,000 ครอบครัวยังอยู่ในภาวะไร้ที่ดินทำกิน เกษตรกรเกือบ 2 ล้านครองครัวอยู่ในภาวะมีที่ดินไม่เพียงพอ ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ถูกปล่อยท้องร้างถึง 48 ล้านไร่ ในขณะที่เกษตรกรกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ประสบปัญหาหนี้สิน และที่ดินของเกษตรกรกว่า 38 ล้านไร่ อยู่ในสภาพหนี้ NPL และกำลังจะถูกขายทอดตลาด ประกอบกับปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและต้นทุนการผลิตสูงในปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรทั่วประเทศกว่า 4 ล้านครอบครัว อยู่ในภาวะไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้
 
ผลงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร การแทรกแซงราคายางพารา โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง และโครงการรับจำนำข้าว กำลังตกเป็นข่าวและถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้กับคนเพียงบางกลุ่ม ในขณะที่เกษตรกรอาจจะได้รับผลประโยชน์ในระยะสั้น ซึ่งไม่สามารถยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกรได้จริงสมกับเม็ดเงินที่รัฐบาลกำลังทุ่มลงไป ขณะที่ข้อเสนอของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยให้รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างที่ดินและโครงสร้างภาคเกษตร ด้วยแนวทางโฉนดชุมชน การใช้กลไกภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า และการแก้ไขปัญหาเกษตรกรไร้ที่ดินด้วยแนวทางธนาคารที่ดิน กลับไม่ได้รับการตอบรับจากรัฐบาลแต่อย่างใด
 
“สะท้อนให้เห็นว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายสร้างความนิยม ซึ่งให้ผลตอบแทนกับเกษตรกรเพียงในระยะสั้น แต่ละเลยการปฏิรูปโครงสร้างภาคเกษตร การลดความเหลื่อมล้ำด้านที่ดิน และการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นางอำนวย กล่าว
 
สำหรับข้อเสนอของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย นางอำนวยกล่าวว่า รัฐบาลควรปรับปรุงนโยบาย และการดำเนินงานของรัฐบาลในปีที่ 2 ด้วยการตระหนักในความเดือดร้อนของเกษตรกร และดำเนินนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ตามนโยบายที่ได้เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาอย่างเร่งด่วน เพื่อยืนยันและเป็นหลักประกันกับเกษตรกรทั่วประเทศว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งชุดนี้มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาทางโครงสร้างที่ถูกสั่งสมมาอย่างยาวนาน ให้สมกับคำแถลงนโยบายอันเป็นความหวังของเกษตรกร
 
 
ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาวิชาการ “1 ปี รัฐบาลกับการแก้ไขปัญหาที่ดินและโครงสร้างภาคเกษตร คืบหน้าหรือถอยหลัง” จัดโดยเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย และกลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน โดยมีนักวิชาการและตัวแทนชาวบ้านร่วมนำเสนอข้อมูลและประเมินการทำงานของรัฐบาลในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีความเห็นให้รัฐบาลสอบตกในการแก้ปัญหา
 
น.ส.พงษ์ทิพย์ สำราญจิตต์ กลุ่มปฏิบัติงานท้องถิ่นไร้พรมแดน กล่าวว่า รัฐบาลสอบตกในประเด็นการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน  เนื่องจากช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เขียนไว้อย่างสวยหรูในถ้อยแถลงต่อรัฐสภาเลยแม้แต่ข้อเดียว โดยเฉพาะการปฏิรูปและการกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญในการแก้ปัญหาปากท้อง รวมทั้งการแก้ปัญหาโครงสร้างภาคการเกษตรด้วย
 
 
ชาวบ้านร้องข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาไม่คืบ ขณะในพื้นที่สวนยางใต้ถูกปราบปรามหนัก
 
 
นางกันยา ปันกิติ กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย กล่าวในเวทีเสวนาวิชาการให้ข้อมูลว่าว่า จากปัญหาที่ดินกระจุกตัว ชาวบ้านไร้ที่ดินทำกินจึงมีการผลักดันนโยบายโฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน และภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง และในรัฐบาลที่แล้วก็มีการดำเนินการไปแต่ยังไม่มาก เมื่อมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้มีการนำไปแถลงเป็นนโยบายต่อสภา แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งในเรื่องการจัดทำโฉนดชุมชน หรือการแก้ปัญหาคดีโลกร้อน ในขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ต้องประสบปัญหาถูกข่มขู่คุกคาม ทำลายทรัพย์สิน ดังตัวอย่างชาวบ้านเทือกเขาบรรทัดที่ถูกตัดฟันต้นยางเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่ทำกินอยู่ในพื้นที่ของปู่ย่า-ตายาย
 
นางกันยา กล่าวด้วยว่า งบประมาณ 50 ล้านบาท ที่รัฐบาลมอบให้กรมอุทยานฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเพื่อใช้ปราบปราบนายทุน เจ้าของรีสอร์ทที่บุกรุกป่า กลับถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามชาวบ้านเกษตรกรรายย่อย ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่สร้างปัญหาความขัดแย้งให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ในวันนี้ชาวบ้านต้องลุกขึ้นมาปกป้องที่ดินของตนเอง โดยต้องทำหลุมพรางเป็นกับดัก และจับมีดพร้าเข้าไปเฝ้าระวังในสวนยางเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่เข้ามาตัดฟัน ซึ่งอาจนำไปสู่ความสูญเสียหากมีการเผชิญหน้ากัน
 
ส่วนการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน นางกันยา ให้ข้อมูลว่า วันนี้ชาวบ้านจากเทือกเขาบรรทัดส่วนหนึ่งได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อแม่ทัพภาค 4 เพื่อขอกำลังทหารเข้าคุ้มครองพื้นที่ชั่วคราว ระหว่างรอ มติ ครม.เพื่อแก้ปัญหาที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง เข้าไปตัดฟันต้นยางของชาวบ้านในพื้นที่
 
 
เกษตรกรชี้ “รับจำนำข้าว-พักชำระหนี้-บัตรเครดิตเกษตรกร” ไม่ตรงเป้าการแก้ปัญหา  
 
                                             
นางกิมอัง พงษ์นารายณ์ ผู้ประสานงานสภาเครือข่ายองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย กล่าวถึงนโยบายของรัฐบาลว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แต่กลับทำให้ปัญหาหนี้สินหนักขึ้น ชาวนาถูกยึดทรัพย์ขาดทอดตลาด ทุกวันนี้ปัญหาการสูญเสียที่ทำกินลุกลามมาถึงที่อยู่อาศัย ทำให้อาชีพเกษตรกรไม่ใช่อาชีพที่เป็นทางเลือกของลูกหลานอีกต่อไป
 
สำหรับนโยบายรับจำนำข้าว จากราคาประเมิน 15,000 บาท ปัจจุบันเกษตรกรได้รับ 13,000 บาท แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องเวลาที่จะได้รับเงิน และรายจ่ายที่สูงขึ้น ของแพง แม้ชาวนาจะรู้สึกดีที่ได้เงินก้อนใหญ่แต่สุดท้ายต้องถูกใช้จ่ายไปกับหนี้สินและต้นทุนการผลิตอื่นๆ อื่นสูงขึ้นตามมา จึงเท่ากับว่าประชาชนไม่ได้ประโยชน์ ในส่วนการพักชำระหนี้ก็ให้เฉพาะกับลูกหนี้ชั้นดี ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาของเกษตรกรที่กำลังจะถูกยึดที่ดิน และกรณีบัตรเครดิตเกษตรกรนั้นเมื่อรูดเงินมาแล้วหากผลผลิตไม่ได้ตามเป้า ก็เท่ากับเกษตรกรต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่ขึ้นเท่านั้น
 
“เอาเงินก้อนใหญ่ใส่ในมือชาวนา ทำให้ต้องเลือกเพื่อจะได้เงิน แต่ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุด” นางกิมอังกล่าวถึงวิธการแก้ปัญหาของเกษตรกรที่รัฐบาลชุดปัจจุบันทำอยู่
 
นางกิมอัง กล่าวด้วยว่า กฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เป็นกฎหมายที่เขียนไว้ดี แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาล เกษตรกรต้องรวมตัวกันชุมนุมถึง 4 รอบ กว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ แต่เมื่อตั้งคณะกรรมการแล้วกลับไม่มีการประชุมเดินหน้าทำงานเพื่อแก้ปัญหา จนทำให้เกษตรกรต้องรวมตัวกันอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเตือน จึงจะได้เริ่มนัดประชุม
 
“รัฐบาลควรแก้ปัญหาที่ปัจจัยการผลิตก่อน อย่าเอาหนี้มาเพิ่มให้กับเราเรื่อยๆ” นางกิมอังกล่าว โดยให้ข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาว่า ควรมีการจัดสรรที่ดินให้เกษตรกรเพื่อทำการเกษตร และทำให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตแล้วอยู่ได้อย่างยั่งยืน
 
 
เผยตัวเลขความเหลื่อมล้ำ คน 10 % ครอบครองที่ดิน 80 % ของพื้นที่มีโฉนด
 
 
ผศ.ดร.ดวงมณี เลาวกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในเวทีเสวนาถึง งานวิจัยการกระจุกตัวความมั่งคั่งในสังคมไทย นำเสนอข้อมูลการถือครองที่ดินในรูปแบบโฉนดทั้งของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลในประเทศไทยว่า ค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาค (Gini Coefficient) หรือค่าจีนี เพื่อแสดงค่าความเหลื่อมล้ำการกระจายการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งจะมีค่าระหว่าง 0 ถึง 1 โดยหากตัวเลขเข้าใกล้ 0 หมายถึงสังคมมีความเหลื่อมล้ำที่ต่ำ แต่เข้าใกล้ 1 หมายถึงการมีความเหลื่อมล้ำในสังคมมาก พบว่าในปี 2555 ภาพรวมทั้งประเทศมีค่าจีนีสูงถึง 0.941 แสดงว่ามีการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินสูงมาก ขณะที่รายจังหวัดมีค่าจีนีอยู่ในช่วง 0.7 – 0.9 ขณะที่การกระจายรายได้จากการเก็บข้อมูลปี 2552 มีค่าจีนี 0.485 ซึ่งน้อยกว่า แต่ก็แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยมีการกระจุกตัวของความมั่งคั่งอยู่
 
ผศ.ดร.ดวงมณี ให้ข้อมูลต่อมาว่า ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยของการถือครองที่ดินอยู่ที่ 13.97 ไร่ โดยบุคคลที่ถือครองที่ดินมากที่สุดในประเทศเป็นนิติบุคคล ถือครองที่ดินจำนวน 2,853,859 ไร่ และเมื่อแบ่งผู้ถือครองที่ดินทั้งประเทศออกเป็น 5 กลุ่ม พบว่ากลุ่มคนที่ถือครองพื้นที่น้อยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรก ถือครองที่ดินเฉลี่ย 0.086 ไร่ ขณะที่กลุ่มคนที่ถือครองพื้นที่มากที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ท้าย ถือครองที่ดินเฉลี่ย 6.3 แสนไร่ ซึ่งมีความต่างกันประมาณ 729 เท่า
 
อีกทั้งยังพบว่า ผู้ถือครองที่ดินทั้งแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล มีคน 10 เปอร์เซ็นต์ ครอบครองที่ดินเป็นจำนวน 80 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่มีโฉนด และคนที่เหลืออีก 90 เปอร์เซ็นต์ครอบครองที่ดินเป็นสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่มีโฉนดที่เหลือ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของการถือครองที่ดินเป็นอย่างมาก โดยตัวเลขดังกล่าวหากรวมผู้ที่ไม่มีที่ดินถือครองจะเห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นไปอีก
 
นักวิชาการด้านคณะเศรษฐศาสตร์ กล่าวการแก้ปัญหาของรัฐบาลว่า ที่ผ่านมามีการพูดถึงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และธนาคารที่ดิน แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า ทั้งที่มาตรการทางภาษีจะช่วยเพิ่มต้นทุนในการถือครองที่ดิน เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน และช่วยให้มีการนำที่ดินมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ส่วนธนาคารที่ดินจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงที่ดินได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินไม่สามารถแก่ไขได้โดยใช้มาตรการในมาตรการหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว
 
 
ชี้ 4 ประเด็นปัญหา ที่รัฐบาลนี้ (และที่ผ่านมา) แก้ไม่สำเร็จ
 
 
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า นโยบายการจัดการที่ดินถูกละเลยอย่างต่อเนื่องในแทบทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องเผชิญปัญหามายาวนาน โดยไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย พร้อมอธิบาย 4 ประเด็นปัญหานโยบายรัฐว่า ประกอบด้วย 1.ปัญหาพื้นฐานในการเข้าไม่ถึงสิทธิถือครองที่ดินโดยถูกกฎหมาย ยกตัวอย่าง ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งมีประชาชนอาศัยอยู่ถึง 1.5 ล้านครอบครัว โดยไม่มีนโยบายแก้ปัญหาเรื่องนี้ที่ชัดเจน ส่วนนโยบายโฉนดชุมชน กองทุนธนาคารที่ดิน ซึ่งต้องมีความเกี่ยวเนื่องกันก็ยังไม่เดินหน้า ทำให้ไม่เห็นความชัดเจนในการปฏิรูปเพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงที่ดิน
 
ทั้งนี้ การปฏิรูปที่ดิน จาก สปก.ที่มีอยู่เดิมก็เป็นเพียงการนำที่ดินของรัฐซึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมมาแจก ไม่ได้มุ่งปรับโครงสร้างการถือครองที่ดิน หรือทำให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างแท้จริง
 
2.ความไม่มั่นคงในการถือครองที่ดิน เนื่องจากไม่มีการกำหนดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อป้องกันการเก็งกำไร ทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดิน ซึ่งรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้  
 
3.ความไม่มั่นคงในชีวิตของภาคเกษตร ซึ่งคนส่วนใหญ่ในสังคมคือผู้ใช้แรงงานและการมีชีวิตอยู่ในภาคเกษตรเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนอยู่ได้ ทิศทางในการพัฒนาเกษตรจึงเป็นสำคัญ ดังนั้นการแจกที่ดินเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้เกษตรกรมีความมั่นคงได้ ต้องมีนโยบายอื่นๆ ประกอบ ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายในส่วนนี้ที่ชัดเจน
 
4.ความขัดแย้งเฉพาะหน้า ซึ่งมีทั้งกรณีที่เกิดความรุนแรง และกรณีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยข้อเสนอคือหากยังไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รัฐบาลควรชะลอการดำเนินการใดที่กระทบต่อชีวิต แล้วควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านพิสูจน์สิทธิการถือครองที่ดิน ส่วนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ควรใช้เงินกองทุนยุติธรรมเข้าให้ความช่วยเหลือในการประกันตัวและต่อสู้คดี ทั้งนี้
 
ในตอนท้าย รศ.สมชาย แสดงความเห็นว่า การดำเนินการบางส่วนของรัฐบาลอยู่ที่ความเข้มแข็งของแต่ละพื้นที่ และผลประโยชน์ทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องคิดแก้ปัญหาให้ชาวบ้านอย่างสันติ นอกจากนี้ตัวเลขจากงานวิจัยการถือครองที่ดินน่าจะช่วยทำให้สังคมมองเห็นความไม่เป็นธรรมได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการให้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง
 
 
“คดีโลกร้อนกับคนจน” ชาวบ้านดันเต็มที่ แต่ผู้มีอำนาจไม่รับลูกต่อ
 
 
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตน์ สถาบันธรรมรัฐเพื่อพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรณีชาวบ้านถูกกรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้ ฟ้องร้องในคดีโลกร้อน จากตัวเลขเดิมที่มีอยู่คือ 34 ราย 19 คดี ซึ่งอาจมีผู้ต้องคดีได้ต่อไปอีกถึง 2,000 ราย สะท้อนปัญหาโครงสร้างป่าไม้ที่ดินไทยซึ่งอยู่บนความเชื่อผิดๆ ว่าคนที่อยู่กับป่าคือผู้กระทำผิด ทั้งที่ความจริงที่เกิดขึ้นมีกรณีของกฎหมายป่าไม้ที่บุกรุกขับไล่คนออกจากพื้นที่ และกรณีของการส่งเสริมพืชเศรษฐกิจเพื่อส่งออกตามนโยบายของรัฐบาล แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้บุกเบิกที่รัฐเคยส่งเสริมต้องกลายมาเป็นผู้บุกรุกที่รัฐต้องจับกุมในปัจจุบัน
 
ดร.บัณฑูร กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านและได้ร่วมกับนักวิชาการ 16 คนซึ่งตนเองเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ทำข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณีแบบจำลองการคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมซึ่งใช้ในการฟ้องคดีโลกร้อนว่ามีวิธีคิดคำนวณที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อให้กรมอุทยานฯ และกรมป่าไม้แก้ไขแบบจำลองดังกล่าว ทั้งต่อคณะกรรมการสิทธิมนุายชนแห่งชาติ และต่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง ทั้งนี้ ชาวบ้านพยายามอย่างเต็มที่ ทำทุกทางเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาล
 
ในส่วนของข้อเสนอ ดร.บัณฑูร กล่าวว่า ควรยุติการใช้แบบจำลองการคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมด้งกล่าว และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์ อีกทั้งให้มีการพัฒนาแบบจำลองใหม่โดยหน่วยงานทางวิชาการ อาทิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) หรือสภาวิจัยแห่งชาติ ทั้งนี้ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เท่าที่ติดตามยังไม่เคยเห็นการฟ้องคดีโลกร้อนกับนายทุนรายใหญ่ ซึ่งตรงนี้อาจเป็นปัญหาจากกระบวนการตรวจวัดผลงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำให้ชาวบ้านต้องตกเป็นเป้าหมายเพื่อสร้างผลงานเพราะเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจัดการกับนายทุนได้
 
 
รัฐบาลสอบตกแก้ปัญหาเกษตรกร เหตุทุ่มงบอัดประชานิยม
 
 
รศ.สมพร อิศวิลานนท์ สถาบันคลังสมองแห่งชาติ กล่าวถึง การทำงานของรัฐบาลในการแก้ปัญหาที่ดินในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า ไม่มีความก้าวหน้า ทั้งในส่วนของการขยายเขตการจัดรูปที่ดินในพื้นที่ชลประทาน การจัดหาที่ดินทำกินให้แก่ผู้ยากไร้ การปฏิรูปการถือครองที่ดิน การจัดให้มีโฉนดชุมชน การสนับสนุนให้มีการตัดตั้งธนาคารที่ดิน การคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และการฟื้นฟูคุณภาพดิน
 
ส่วนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเกษตรเป็นนโยบายที่รัฐละเลยและให้ความสำคัญในระดับต่ำ และนโยบายทุ่มเทไปกับการยกระดับราคาและแทรกแซงกลไกตลาดของพืชบางชนิดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะการแทรกแซงตลาดข้าวเปลือก ซึ่งนโยบายการแทรกแซงกลไกตลาดของพืชบางชนิดในระดับสูงนี้ได้สร้างผลกระทบต่อโครงสร้างการผลิตพืชของไทย ขณะที่นโยบายด้านการเสริมสร้างและพัฒนากลไกตลาด และโครงสร้างตลาดสินค้าเกษตรและตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าถูกละเลย จะนำมาซึ่งความสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการเกษตรไทย
 
รศ.สมพรกล่าวด้วยว่า นโยบายเกษตรของรัฐมีภาพไม่ชัดเจนที่จะขับเคลื่อนนโยบายการจัดการเพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชน และการก้าวไปสู่การเป็นครัวโลก
 
ทั้งนี้ หากจะให้คะแนนรัฐบาลระยะสั้นเต็มสิบถือว่าสอบผ่าน หรือให้หก แต่ถ้ามองภาพรวมในระยะยาวถือว่าสอบตก การที่รัฐบาลมุ่งทำประชานิยมมากเกินไปจะเกิดผลเสียตามมา เป็นความเสียหายหลายแสนล้าน ขณะที่เงินหลายแสนล้านรัฐสามารถนำมาพัฒนาด้านอื่นๆ ได้
 
นักวิชาการสถาบันคลังสมองแห่งชาติ กล่าวส่งท้ายถึงข้อเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการสูญเสียที่ดินทำกินในภาคเกษตร การคุ้มครองที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม การจัดตั้งกองทุนที่ดินเพื่อการเกษตร การจัดกรรมสิทธิ์การใช้ที่ดินในรูปของโฉนดชุมชน และควรเร่งให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งในการผลิตอาหาร รวมทั้งควรให้ความสำคัญกับนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข
 
อีกทั้งควรมีการกำหนดเขตการใช้ที่ดินและแผนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรใหม่ โดยเฉพาะในส่วนแผนการใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรของชุมชน และสร้างกลไกมาตรการทางภาษีเพื่อการปฏิรูปการถือครองที่ดินจำนวนมาก
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

THAIPUBLICA: กสทช. ส่อล้มประมูลเบอร์สวยพันล้าน บ.มือถือเฮอีก

Posted: 27 Aug 2012 08:13 AM PDT

การจัดสรรหมายเลขโทรศัพท์สวยด้วยวิธีประมูล ถือเป็นกระบวนการที่ กสทช. สามารถทำได้ตามที่กฎหมายระบุไว้ (ประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ. 2551) ในฐานะที่ กสทช. เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการเลขหมาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ

แต่ที่ผ่านมา หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้ว ปรากฏว่า กสทช. ยังคงไม่มีการจัดประมูลเบอร์สวยให้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ประกอบกับการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายถึงความล่าช้า และรูปแบบการจัดสรรเลขหมายแบบเดิมที่คิดค่าธรรมเนียมในการขอเลขหมายทั้งหมด ครั้งละ 5,000 บาท และค่าธรรมเนียมรายเดือน จำนวน 2 บาท/เลขหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐเสียประโยชน์ (อ่านเพิ่มเติม)

และจากข้อเท็จจริงที่พบว่า กสทช. มีการเก็บเลขหมายบางกลุ่มที่เข้าข่ายเป็นเบอร์สวย และมีมูลค่าในท้องตลาดไว้ ไม่นำออกมาจัดสรรตามปกติ จำนวนทั้งสิ้น 1.64 ล้านเลขหมาย และล่าสุดเพิ่มเป็น 1.74 ล้านเลขหมาย ตามข้อมูลเดือนสิงหาคม 2555 ซึ่งมีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายว่า กสทช. เตรียมจะนำเบอร์สวยเหล่านี้ออกมาประมูลในไม่ช้า โดยมูลค่าจริงของเบอร์สวยเหล่านี้น่าจะไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท

ทำให้เกิดคำถามขึ้นว่า ขณะนี้ กสทช. มีนโยบาย หรือมีทีท่าอย่างไร ที่จะจัดการกับเบอร์สวย เนื่องจากเบอร์สวยเป็นทรัพยากรโทรคมนาคมของชาติที่มีมูลค่ามหาศาล การจัดสรรจึงควรทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสาธารณะ

ตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น การจัดให้มีการประมูลเบอร์สวยสามารถกระทำได้ เนื่องจากมีกฎหมายที่ให้อำนาจ กสทช. รองรับอยู่แล้ว เพียงแค่มีการออกประกาศหลักเกณฑ์เพิ่มเติม กสทช. ก็สามารถจัดให้มีการประมูลเบอร์สวยได้ทันที

แต่การประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก็ใช่ว่าจะสามารถทำได้ในข้ามคืน เพราะ พ.ร.บ. กสทช. มาตรา 28 กำหนดให้การจะออกประกาศต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกรณีนี้คือผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ และประชาชนทั่วไป

ขณะนี้ ขั้นตอนของการจัดทำหลักเกณฑ์ประมูลเบอร์สวยจึงยังคงไม่เสร็จสิ้น และยังอยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดหลักของ กสทช. ที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ที่จะต้องจัดทำร่างประกาศ และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไข และประกาศให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

จากคำยืนยันของ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ได้ยืนยันว่า ที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัย กทช. (คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) ก่อนที่จะกลายมาเป็น กสทช. ได้มีการหยิบยกเรื่องการประมูลเบอร์สวยมาเป็นประเด็นในการพิจารณาจริง เนื่องจากเป็นเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ และมีกฎหมายรองรับให้สามารถทำได้ เมื่อเปลี่ยนจาก กทช. กลายมาเป็น กสทช. การดำเนินการที่จะผลักดันให้มีการประมูลเบอร์สวยยังคงมีมาอย่างต่อเนื่อง

“จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2555 ในที่ประชุม กทค. มีการเสนอความคิดเห็นให้มีการทบทวนเรื่องการจัดประมูลเบอร์สวย ซึ่งอาจส่งผลให้มีการยกเลิกการประมูล หรืออาจมีการประมูลต่อไปก็ได้ ซึ่งข้อสรุปในเรื่องนี้ต้องรอให้ กทค. มีมติอย่างเป็นทางการ โดยขณะนี้ในที่ประชุม กทค. กำลังพิจารณาทบทวนเรื่องนี้ไม่เสร็จสิ้น จึงยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะมีการประมูล หรือจะยกเลิกการประมูล” นายประวิทย์กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการประมูล ที่เริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการเสนอให้ยกเลิกประมูลเบอร์สวยโดยให้เหตุผลว่า กสทช. ไม่ควรเป็นองค์กรที่มุ่งแสวงหารายได้ในเชิงธุรกิจ การจัดสรรเลขหมายควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีประกาศของ กสทช. เรื่องการจัดสรรเลขหมายสวยให้มีผลในทางปฏิบัติ ทำให้ต้องมีการออกประกาศใหม่ และต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 4 เดือนในการรับฟังความเห็นสาธารณะ ทำให้เบอร์สวยที่ถูกเก็บไว้ไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ อาจขาดแคลน และเป็นอุปสรรคในการแข่งขันของเอกชน ขณะที่การประมูลเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน กสทช. อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการจัดการเงินในภายหลังได้

เมื่อย้อนกลับไปก็พบว่า ในอดีต ตั้งแต่สมัย กทช. ไปจนถึง กสทช. เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่มีความพยายามผลักดันให้เกิดการประมูลเบอร์สวยมาตลอด มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดประมูลเบอร์สวย และร่างหลักเกณฑ์ในการประมูล และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บเบอร์สวย 1.74 ล้านเลขหมาย ที่เตรียมการไว้สำหรับอนาคต หากประกาศเรื่องการประมูลมีผลบังคับใช้

แต่ปรากฏว่า ในเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ประชุม กทค. กลับมีการเปลี่ยนแปลงแนวทาง จากต้นเดือน ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นเร่งรัดให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ จัดทำหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเบอร์สวยเพื่อเตรียมพิจารณาโดยเร็ว แต่ปรากฏว่าในช่วงปลายเดือน ที่ประชุม กทค. กลับเปลี่ยนแนวทางในการประมูลเบอร์สวย และเสนอให้พิจารณาทบทวน เนื่องจากมองว่าการนำเบอร์สวยออกประมูล อาจก่อให้เกิดภาระในการบริหารจัดการในอนาคตได้ โดยมีความเป็นไปได้ที่ กทค. อาจนำเบอร์สวยที่เคยดึงไว้ 1.74 ล้านเลขหมาย คืนให้แก่ผู้ประกอบการ ที่เคยถูกดึงเบอร์สวยออกมาจากการจัดสรร

เป็นการเตรียมกลับลำ และเปลี่ยนแนวทางจากหน้ามือเป็นหลังมือ ในระยะเวลาไม่ถึง 30 วัน และจากเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ในที่ประชุม กทค ได้มีการนำวาระให้ทบทวนการประมูลเบอร์สวย มาพิจารณาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้จนกระถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 3 เดือนแล้ว

หากมีการยกเลิกไม่ให้มีการประมูลเบอร์สวยจริง คนที่ได้ประโยชน์ทันทีก็คือภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หรือค่ายโทรศัพท์มือถือ ที่จะได้รับเบอร์โทรศัพท์สวย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มขึ้นจากเบอร์โทรศัพท์ธรรมดาทั่วไป และสามารถนำไปขายต่อในท้องตลาดในราคาแพงมหาศาล

ส่วนผู้ที่เสียประโยชน์ ก็คงหนีไม่พ้นประเทศชาติ เพราะเบอร์สวยเป็นทรัพยากรโทรคมนาคมของชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็น และมีมูลค่ามหาศาลในท้องตลาด ถึงแม้ว่า กสทช. จะไม่เป็นผู้จัดประมูลเอง แต่ขณะนี้ก็พบว่ามีภาคเอกชนนำเบอร์สวยที่มีมาจัดการประมูลอยู่แล้ว ซึ่งผลประโยชน์ส่วนเกินที่เกิดขึ้น แทนที่จะตกเป็นของรัฐ ก็กลับเข้าสู่กระเป๋าของภาคเอกชน

ดังนั้น สิ่งที่ กสทช. ต้องตอบคำถามกับประชาชนให้ได้ขณะนี้คือ เพราะเหตุใดการประมูลเบอร์สวยที่มีการเตรียมการมากว่า 3 ปี กลับถูกนำมาพิจารณา และมีการเสนอให้ยกเลิกอย่าเร่งรีบในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน

 



ความไม่ชอบมาพากลของ กสทช. 
เตรียมมา 3 ปี ทำไมจะล้มใน 3 เดือน

ตามประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2551 เป็นต้นมา ทำให้ กทช. (หลังจากนั้นจึงกลายมาเป็น กสทช.) มีอำนาจในการจัดสรรเบอร์สวย ตามประกาศในข้อ 34 ที่ระบุว่า

“การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมมาตรฐาน ให้จัดสรรเป็นไปตามลําดับก่อนหลัง หรือตามความเหมาะสมในการบริหารเลขหมายโทรคมนาคม เว้นแต่ในกรณีที่มีเลขหมายขาดแคลนหรือในกรณีมีกลุ่มเลขหมายโทรคมนาคมที่เป็นเลขหมายสวย กทช. อาจกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการพิเศษเป็นรายกรณีสําหรับการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมดังกล่าวก็ได้ กรณีเลขหมายโทรคมนาคมมาตรฐานขาดแคลนหรือถือเป็นกลุ่มเลขหมายสวย กทช. จะประกาศกําหนดเป็นคราวๆ ตามความเหมาะสม”

สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด และเจตนารมณ์ของผู้ร่างประกาศ ที่เตรียมจะนำเบอร์โทรศัพท์สวยมาจัดสรรด้วยวิธีพิเศษ หรือการประมูล มาใช้ในประเทศไทย หากนับตั้งแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลบังคับใช้ในปี 2551 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ กสทช. เริ่มมีการเปลี่ยนแนวคิดที่จะพิจารณาทบทวน หรืออาจยกเลิกประมูลเบอร์สวย ก็สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ กทช. ในการผลักดันให้มีการประมูลเบอร์สวยเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานกว่า 3 ปี

ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเลขหมายโทรคมนาคมมาจัดสรรเป็นเลขหมายสวยขึ้น เพื่อทำการศึกษาในเรื่องประมูลเบอร์สวย

มีนาคม 2553 ที่ประชุม กทช. มอบหมายให้ นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร กรรมการ กทช. เป็นผู้กลั่นกรองเรื่องนี้ก่อนนำเสนอที่ประชุม

พฤษภาคม 2553 กทช. ได้ยกเลิกคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ฯ หลังจากคณะกรรมการได้รายงานผลการศึกษาต่อที่ประชุม กทช. เรียบร้อยแล้ว โดยให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการต่อ

มิถุนายน 2553 ได้มีการกำหนดนิยาม และตรวจสอบจำนวนเบอร์สวย ตามรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้

สิงหาคม 2553 กทช.สุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร มีความเห็นให้เร่งนำเสนอหลักเกณฑ์เลขหมายสวยให้ กทช. พิจารณาโดยเร็ว

ธันวาคม 2553 ที่ประชุม กทช. เห็นชอบในหลักการของหลักเกณฑ์การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมเป็นกรณีพิเศษ (เลขหมายสวย) ที่สำนักงาน กทช. ได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขแล้วตามความเห็นของคณะกรรมการเลขหมายโทรคมนาคม และความเห็นคณะกรรมการกลั่นกรองตามที่สำนักงาน กทช. เสนอ โดยขอให้ กทช. ไปพิจารณาในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง หากไม่มี กทช. ท่านใดแก้ไข หรือมิใช่การแก้ไขในสาระสำคัญให้สำนักงาน กสทช. นำไปดำเนินการเพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาการจัดสรรเลขหมายฯ เป็นกรณีพิเศษ (เลขหมายสวย) ต่อไป

7 ตุลาคม 2554 มีการแต่งตั้ง กสทช. ตาม พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูและวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 จำนวน 11 คน (กสทช. ปัจจุบัน)

10 พฤศจิกายน 2554 สำนักงาน กสทช. ได้เข้าชี้แจงภารกิจด้านเลขหมายฯ ต่อที่ประชุม กทค. โดยที่ประชุม กทค. มีความเห็นต่อการดำเนินการจัดทำร่างประกาศ กสทช. เรื่อง การจัดสรรเลขหมายฯ เป็นกรณีพิเศษ (เลขหมายสวย) ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลเบอร์โทรศัพท์มือถือ ดังนี้

กรณีเลขหมายฯ เคลื่อนที่ กทค. เห็นด้วยที่จะกำหนดเป็นเลขหมายสวย เพื่อนำออกประมูล และควรให้ประชาชนสามารถประมูลได้ และควรให้สิทธิโอนเปลี่ยนมือได้ ดังนั้น การจัดทำร่างประกาศ กสทช. ดังกล่าว ควรมีเนื้อหาสาระหลัก เช่น กำหนดนิยามเลขหมายสวย รูปแบบวิธีการประมูล ประเภทและจำนวนเลขหมายฯ ที่จะประมูล ทั้งนี้ ควรระบุประเภทเลขหมายสวยและจำนวนเลขหมายแนบไว้ในท้ายประกาศฯ ด้วย

รายได้จากการประมูล เมื่อเป็นรายได้ของสำนักงาน กสทช. แล้ว ควรนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ และขอให้ตรวจสอบว่าแหล่งรายได้ของกองทุนฯ ตาม พ.ร.บ.องค์กรฯ ปี 2553 นั้นได้รับมาจากแหล่งใดบ้าง โดยค่าธรรมเนียมเลขหมายฯ ตามประกาศฯ ปัจจุบัน เช่น ค่าธรรมเนียมเลขหมายฯ รายเดือน ควรต้องชำระต่อไปหรือไม่ ใครเป็นผู้ชำระ หากเรื่องนี้เป็นข้อจำกัดในร่างประกาศฯ ที่จะจัดทำขึ้นควรพิจารณากำหนดให้เหมาะสมต่อไป

2 พฤษภาคม 2555 ที่ประชุม กทค. มีมติมอบหมายให้กลุ่มงานบริหารและจัดการเลขหมายโทรคมนาคม เร่งรัดดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับเลขหมายสวย และให้นำเสนอต่อที่ประชุม กทค. เพื่อพิจารณาโดยเร็ว

แต่แนวทางการทำงานของ กทค. ที่จะผลักดันให้มีการประมูลเบอร์สวยก็เริ่มเปลี่ยนไป จากวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ยังมีมติให้เร่งรัดดำเนินการจัดทำหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อเตรียมพิจารณาโดยเร็ว แต่ในวันที่ 30 พฤษภาคม กทค. ได้มีมติให้นำเรื่องประมูลเบอร์สวยมาพิจารณาใหม่ หลังจากที่ประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านโทรคมนาคม เสนอให้ยกเลิกการประมูล

28 พฤษภาคม 2555 ที่ประชุมคณะอนุกรรมการบูรณาการและปรับปรุงกฎหมายและระเบียบด้านโทรคมนาคม มีมติให้สำนักงาน กสทช. จัดทำวาระเสนอประเด็นที่จะขอแก้ไขปรับปรุงประกาศ กทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดสรรและบริหารเลขหมายโทรคมนาคม พ.ศ. 2551 รวมถึงได้ให้ความเห็นว่า “ไม่ควรนำเลขหมายโทรคมนาคมมาพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์การจัดสรรเป็นเลขหมายสวย”

30 พฤษภาคม 2555 ที่ประชุม กทค. ให้กลุ่มงานบริหารและจัดการเลขหมายโทรคมนาคม นำเสนอเรื่องเกี่ยวข้องกับการพิจารณาจัดสรรเลขหมายสวย ที่ กทช. ได้เคยมีมติไว้เดิม มาให้ที่ประชุม กทค. พิจารณาทบทวนโดยเร็ว เนื่องจากการนำเบอร์สวยออกประมูล อาจก่อให้เกิดภาระในการบริหารจัดการในอนาคตได้

โดย กทค. อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณานำเบอร์สวยที่เคยดึงไว้ 1.74 ล้านเลขหมาย คืนให้แก่ผู้ประกอบการ ที่เคยถูกดึงเบอร์สวยออกมาจากการจัดสรร กลับคืนให้ผู้ประกอบการรายเดิมต่อไป

7 มิถุนายน 2555 สำนักงาน กสทช. ได้จัดทำวาระทบทวนการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมเป็นกรณีพิเศษ ให้คณะกรรมการกลั่นกรองให้ความเห็น

6 กรกฎาคม 2555 สำนักงาน กสทช. มีบันทึกข้อความ เพื่อนำเรื่องทบทวนการจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคมเป็นกรณีพิเศษ เข้าที่ประชุม กทค.

โดยมีผู้ที่นำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับการประมูลใบอนุญาต 3G ที่จะเกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 2555 ว่า การยกเลิกประมูลเบอร์สวย จะทำให้ผู้ประกอบการได้ประโยชน์จากการนำเบอร์สวยไปขายในท้องตลาด เสมือนเป็นการให้ส่วนลดต้นทุนการประมูล 3G ในทางอ้อม

 

 

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กลุ่มสตรีใน 'โตโก' เตรียมประท้วง "งดเซ็กส์" หวังปลุกชายร่วมไล่ปธน.

Posted: 27 Aug 2012 07:44 AM PDT

ปีกสตรีในองค์กรสิทธิพลเมือง หวังไล่ประธานาธิบดีประเทศโตโก เปิดฉากรณรงค์ "เซ็กส์สไตรค์" หวังร่วมให้สามี-คู่ขาร่วมออกมาไล่ปธน. เหตุเปลี่ยนกม. การเลือกตั้งเพื่อหวังชนะการเลือกตั้ง

27 ส.ค. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (25 ส.ค.) กลุ่มนักเรียกร้องทางการเมืองในประเทศโตโก ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา ได้ประกาศชักชวนสตรีทั่วประเทศงดมีเพศสัมพันธ์กับสามี เพื่อให้มาร่วมเรียกร้องให้ผู้นำประเทศลาออก

สมาชิกสตรีในกลุ่มเรียกร้องสิทธิพลเรือนเรียกร้องให้สตรีโตโกงดมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลา 1 สัปดาห์ เป็นการกดดันสามีของตนเองให้เคลื่อนไหวเพื่อโค่นประธานาธิบดีฟอร์ ญาส์แซงเบ ลงจากตำแหน่ง

อิซาเบล อาเมกานวี แกนนำสตรีในกลุ่ม Let’s Save Togo กล่าวว่าผู้หญิงชาวโตโกได้รับการร้องขอให้งดการมีเพศสัมพันธ์หรือคู่นัดเป็นเวลานาน 1 สัปดาห์ เธอกล่าวว่า เพื่อเป็นการเอาอย่างกลุ่มสตรีในไลบีเรียที่เคยใช้วิธีนี้รณรงค์เรียกร้องสันติภาพเมื่อปี 2003

เธอกล่าวว่า สตรีโตโกมีหลายวิธีที่จะทำให้ผู้ชายเข้าใจว่าพวกเธอต้องการสิ่งใด ทางกลุ่มประกาศเรื่องนี้ระหว่างการชุมนุมที่กรุงโลเมเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีคนเข้าร่วมหลายพันคน

ทั้งนี้ การชุมนุมครั้งนี้ เป็นการชุมนุมประท้วงการปฏิรูปการเลือกตั้งเมื่อไม่นานมานี้ที่ทางกลุ่มมองว่า เปิดทางให้พรรคของประธานาธิบดีญาส์แซงเบ ชนะเลือกตั้งอีกสมัยในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเดือนตุลาคมนี้

ประธานาธิบดีฟอร์ ญาส์แซงเบ ขึ้นปกครองโตโก ซึ่งเป็นประเทศในแอฟริกาตะวันตกในปี 2005 ต่อจากนายเอยาเดมา ญาส์แซงเบ บิดาที่ถึงแก่อสัญกรรมหลังจากปกครองประเทศมานาน 38 ปี อย่างไรก็ดี เขาและภรรยาไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อการประกาศครั้งนี้  โดยเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ได้มีการประท้วงต่อต้านผู้นำโตโกถึง 2 ครั้ง ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม และมีผู้ถูกจับกุมมากกว่า 100 คน

 การชุมนุมเมื่อวันเสาร์ซึ่งยุติลงด้วยความสงบ นายฌอง-ปิแอร์ ฟาเบร ผู้นำพรรคพันธมิตรเพื่อการเปลี่ยนแปลงแห่งชาติ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน กล่าวเรียกร้องให้นายญาส์แซงเบลาออก ขณะที่ผู้นำพรรคฝ่ายค้านรายอื่น เรียกร้องให้ทำการอารยะขัดขืน

อย่างไรก็ดี เมื่อถามผู้ร่วมชุมนุมสตรีรายหนึ่ง เธอกล่าวว่า เธอสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้นานถึงหนึ่งสัปดาห์หรือไม่ ขณะที่อีกรายกล่าวว่า สำหรับเธอเป็นเรื่องง่าย แต่กับสามีของเธอ เธอไม่แน่ใจว่าเขาจะยอมรับการประท้วงหรือไม่ แต่เธอก็จะอธิบายให้เข้าใจ

 

ที่มา: มติชนออนไลน์  

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวีประชาไท: อาดูร แด่ อากง

Posted: 27 Aug 2012 07:03 AM PDT

 

อากง โอหนอ อาดูร
ดับสูญ สังเวย อาธรรม
ยุคนี้ ยุคใคร ล่วงล้ำ
ก่อเวร สร้างกรรม ย่ำยีฯ

อากง โอ้หนอ อาดูร
ไทยสูญ หมดสิทธิ์ เสรี
ยุคไหน จัญไร เยี่ยงนี้
สร้างกฎ อัปรีย์ บีฑา

อากง โอ้หนอ อาดูร
เพิ่มพูน ทุกข์ทั่ว พารา
ปากพร่ำ ทำดี หลิ่วตา
สวดมนต์ โฆษณา ฆ่าคนฯ

อากง โอ้หนอ อาดูร
ชีพเซ่น อสูร เกลื่อนก่น
ฆ่าไท คงไว้ ชั้นชน
กดข่ม เช่นคน ใช่คนฯ

อากง โอ้หนอ อาดูร
ดับสูญ แต่เกิด เปิดคน
เปิดโลก เปิดตา สากล
กำเนิด เกิดชน เสรีฯ

 

ที่มา คลิปวีดีโอSPEED HORSE TV

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กองทัพกัมพูชา-ไทย ร่วมฝึกทหารครั้งแรกในประวัติศาสตร์

Posted: 27 Aug 2012 06:35 AM PDT

สำนักข่าว AKP ของกัมพูชารายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพไทยและกัมพูชาได้ร่วมกันฝึกทหารเป็นครั้งแรกในประวัตืศาสตร์ ระหว่างวันที่ 21- 25 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่จังหวัดเพชรบุรี โดยมีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือของสองประเทศด้านความช่วยเหลือทางภัยภิบัติและมนุษยธรรม

มีรายงานว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาราว 40 นายเข้าร่วมการฝึกทางทหารในครั้งนี้  

พลเอกเสา โสขา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นหลังจากกลับถึงกัมพูชาวันนี้ว่า กองทัพไทยแสดงความยินดีและชื่นชมความร่วมมือและความสามารถของกองทัพกัมพูชาอย่างมาก   

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไอซีทีจ่าย 120 ล้าน บล็อคเว็บโป๊ในแท็บเล็ต ป.1

Posted: 27 Aug 2012 06:26 AM PDT

(27 ส.ค.55) น.อ.สุรพล นะวะมวัฒน์ ที่ปรึกษา รมว.การกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และที่ปรึกษาคณะกรรมการตรวจรับโครงการแท็บเล็ตป.1 เปิดเผยว่า ขณะนี้ไอซีทีได้เลือกให้บริษัท เอส เอ พี (SAP Company) ผู้ผลิตโปรแกรมป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์ จัดทำโปรแกรมเพื่อป้องกันการเข้าเว็บไซต์ไม่เหมาะสม หรือ เว็บไซต์ลามกอนาจารผ่านทางแท็บเล็ตป.1 หลังจากพบปัญหาว่าแท็บเล็ตป.1 ที่แจกฟรีนั้นสามารถเข้าเว็บไม่เหมาะสมได้ทันทีที่เชื่อมต่อกับสัญญาณอินเทอร์เน็ต

ทั้งนี้ การว่าจ้างดังกล่าวมีมูลคค่า 120 ล้านบาท ระยะเวลา 1 ปี และจะเซ็นสัญญากับทางเอสเอพีในวันที่ 31 ส.ค.นี้ โดยทางเอสเอพีต้องส่งมอบโปรแกรมหลังเซ็นสัญญา 90 วัน ซึ่งจะเริ่มติดตั้งโปรแกรมดังกล่าวในแท็บเล็ตป.1 จำนวน 1 ล้านเครื่องได้ประมาณวันที่ 1 ธ.ค.

สำหรับโปรแกรมดังกล่าวจะมีคำสั่งควบคุมการใช้งาน 9 คำสั่ง เช่น คำสั่งเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของเด็กป.1 ว่า เข้าเว็บใดบ้าง จำกัดสิทธิ์ในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ โดยโปรแกรมจะระบุไว้ว่าสามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ใดได้และไม่สามารถเข้าใช้งานเว็บไซต์ใดได้ เป็นต้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหกรณีดังกล่าวขึ้นมาอีก

นอกจากนี้ จะขอความร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะที่กำกับดูแลผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ (ไอเอสพี) ให้ช่วยระงับเว็บไซต์ที่เข้าข่ายนำเสนอเนื้อหาไม่เหมาะสม เนื่องจากทางไอเอสพีจะมีทีมงานที่ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว ดังนั้น หากร่วมมือกันทุกทางก็จะช่วยให้การใช้งานแท็บเล็ต ป.1 มีคุณภาพเพื่อการศึกษาตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงมากขึ้น

น.อ.สุรพล กล่าวว่า กรณีที่ไอซีทีถูกมองว่าเหตุใดจึงไม่ติดตั้งโปรแกรมดังกล่าวลงในตัวเครื่องตั้งแต่แรกนั้น เนื่องจากงบประมาณที่ใช้ในการจัดซื้อแท็บเล็ตป.1 เป็นเพียงจัดการซื้อตัวเครื่อง ไม่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์และโปรแกรมต่างๆ และตามวัตถุประสงค์ของการใช้งานแท็บเล็ตป.1 ได้ระบุชัดเจนว่า ใช้แท็บเล็ตป.1 เพื่อเป็นอุปกรณ์เสริมในเรียน และเน้นเข้าใช้งานตำราเรียนแบบออฟไลน์เป็นหลัก

"ทางคณะทำงานมีงบประมาณสำหรับจัดซื้อซอฟต์แวร์ไว้แล้ว ไม่ใช่ทำแบบวัวหายแล้วล้อมคอก แต่ดำเนินการทุกอย่างมีขั้นตอนและระยะเวลา ซึ่งเมื้อเกิดปัญกาก็รีบดำเนินการทันที"น.อ.สุรพลกล่าว

อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่อยู่ในช่วงติดตั้งโปรแกรมบล็อคเว็บไซต์ ซึ่งบางโรงเรียนสามารถเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ ทางครูต้องสอนให้เด็กรู้จักใช้แท็บเล็ตในการค้นหาข้อมูลแบบเหมาะสมด้วย

 

ที่มา: เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เพิ่มข้อหาแท็กซี่ไม่รับผู้โดยสาร จับ-ปรับทันที เริ่ม 1 ก.ย.นี้

Posted: 27 Aug 2012 06:00 AM PDT

พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจจนะพุกกะ ผกก.3 (ศูนย์ข้อมูลใบสั่ง) กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) เปิดเผยว่า กองบังคับการตำรวจจราจรได้เพิ่มข้อหาหลักที่ไม่มีการเตือนและต้องจับกุมเท่านั้นอีก 1 ข้อหาจากเดิม 12 ข้อหารวมเป็น 13 ข้อหา คือแท็กซี่ที่ปฏิเสธรับผู้โดยสาร หากผู้โดยสารเดือดร้อนสามารถโทรศัพท์แจ้งตำรวจได้โดยตรง ไม่ต้องไปร้องเรียนที่ขนส่งทางบกแล้ว โดยจดจำเลขทะเบียนรถเพื่อแจ้งตำรวจ จะได้ตรวจสอบและจับกุมตามความผิดทันที ทั้งนี้ ข้อหาดังกล่าวถือว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วไปที่จำเป็นต้องอาศัยรถแท็กซี่เพื่อโดยสาร ทำให้ไม่สามารถจะออกใบเตือนให้ได้

ส่วนการเตรียมพร้อมออกใบเตือน (บันทึกว่ากล่าวตักเตือนผู้ขับขี่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร) ให้กับผู้ขับขี่บนท้องถนนนั้น จะเริ่มใช้ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันที่ 1 ก.ย.นี้ โดยเป็นการเตือนนอกเหนือ 13 ข้อหาหลักตามนโยบายของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เช่น ขับขี่โดยไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือขับขี่โดยไม่พกใบอนุญาตขับขี่ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อตำรวจออกใบเตือนให้ผู้ขับขี่ที่ทำผิดกฎไปแล้ว หากมีความผิดซ้ำจะมีการบันทึกข้อมูล และให้ตำรวจปรับในอัตราสูงสุด

ทั้งนี้ รูปแบบการทำงานของใบเตือนนั้น จะมีอยู่ 3 ส่วน ส่วนสีเหลืองจะให้กับผู้ขับขี่ที่ทำผิด ส่วนสีชมพูใช้สำหรับบันทึกข้อมูลการเตือน และส่วนสีขาวจะเป็นสำเนาติดอยู่ที่ต้นขั้วของเล่มใบเตือน เพื่อเป็นหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“เมื่อมีการเตือนผู้ขับขี่แล้ว ตำรวจจะบันทึกข้อมูลในส่วนของต้นขั้วส่งมายัง บก.จร. เพื่อรวบรวมข้อมูลความผิดที่เตือนไป จากนั้น บก.จร.จะส่งต่อข้อมูลดังกล่าวไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 1-9 และทุก สน. เพื่อให้ทุกท้องที่รับทราบว่าผู้ขับขี่รายใดบ้างที่ได้ออกใบเตือนไปแล้ว และหากพบว่ามีการเตือนอีก ก็จะเรียกเจ้าของรถตามทะเบียนนั้นมาปรับในอัตราโทษสูงสุด ต่อไปจะไม่มีการปรับ 200-500 บาทแล้ว” พ.ต.อ.วีระวิทย์ กล่าว

13 ข้อหาที่ไม่มีการเตือนและต้องจับกุมเท่านั้น มีดังนี้
1. แข่งรถในทาง (ม.134)
2. ขับรถเร็ว (ม.67)
3. แซงในที่คับขัน (ม.46, 47 และ 48)
4. เมาแล้วขับ (ม.43(2))
5. ขับรถย้อนศร (ม.41)
6. ไม่สวมหมวกนิรภัย (ม.122)
7. จอดรถซ้อนคัน (ม.57(9))
8.ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน (ม.7)
9. มลพิษควันดำ (ม.10 ทวิ)
10. จอดรถในที่ห้ามจอด (ม.57)
11.การจอดรถบนทางเท้า (ม.57(1))
12. การขับรถบนทางเท้า (ม.43(7))
13. แท็กซี่ปฏิเสธไม่รับผู้โดยสาร (ม.93 วรรค 1)

 

ที่มา: โพสต์ทูเดย์ และ เว็บกองบังคับการตำรวจจราจร 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น