โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ความเจ็บปวดของการ (บังคับ) รับสารภาพ : มอง ‘ไผ่’ ผ่านหนัง Fire Under the Snow เนติวิทย์-สุเน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินฯ ร้อง ผวจ.ตรัง เร่งประชุมแก้ปัญหาการตัดฟันสวนยาง

Posted: 01 Aug 2012 12:35 PM PDT

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ยื่นหนังสือจี้ผู้ว่าฯ ตรัง จัดประชุมร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถกแก้ปัญหาที่ดินเขตอุทยานฯ-เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ กลาง ส.ค.นี้ ด้านป้องกันจังหวัดรับหน้าที่ประสานผู้ว่าฯ ต่อไป

 
 
วันนี้ (1 ส.ค.55) ตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เข้าพบ นายอิศราพันธ์ บุญมาศ ป้องกันจังหวัดตรัง เพื่อเร่งรัดให้มีการจัดประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด พร้อมกับยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ผ่านป้องกันจังหวัดตรัง ด้วย
 
สำหรับประเด็นในการหารือ ทางเครือข่ายฯ ได้เรียกร้องให้มีการประชุมภายในกลางเดือน ส.ค.นี้ โดยมีองค์ประกอบ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กองทัพภาคที่ 4 ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดตรัง หัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด หัวหน้าสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง อัยการจังหวัดตรัง และนายอำเภอ 6 อำเภอ โดยป้องกันจังหวัดตรังจะนำเรียน ผวจ.ตรัง ต่อไป
 
 
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด ได้มายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาของสมาชิกเครือข่ายฯ เมื่อวันที่ 17 ก.ค.55 โดยได้เข้าพบ นายอมรเศรษฐ์ สุวรรณมาศ ปลัดจังหวัดตรัง เพื่อรายงานสภาพปัญหา และหารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมหารือด้วย ได้แก่ ป้องกันจังหวัดตรัง ตัวแทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดตรัง และหัวหน้าเขตอุทยานแห่งชาติเขาปู่-เขาย่า
 
ในการประชุมดังกล่าว หัวหน้าอุทยานฯ ยืนยันว่าจะรื้อถอนสวนยางพาราในพื้นที่โฉนดชุมชนของสมาชิกเครือข่ายฯ ที่มีการพ่นสีไว้ ทั้ง 5 แปลง ได้แก่ นายคล้าว-นางเดียม อยู่ทอง, นายประพันธ์ จันทร์ขาว, นายสุทัศน์ ศรีดี, นางอุทัย ชูทิ่ง และนายชิต มีสุข นอกจากนี้ จะรื้อถอนสวนยางพาราในพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน และพื้นที่ดำเนินการโฉนดชุมชนแปลงอื่นด้วย โดยเฉพาะพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านทับเขือ-ปลักหมู พื้นที่นำร่องโฉนดชุมชนบ้านตระ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) เห็นชอบให้ดำเนินการโฉนดชุมชน รวมทั้งพื้นที่ดำเนินงานโฉนดชุมชนบ้านหาดสูง
 
ดังนั้น ทางเครือข่ายฯ จึงมาพบป้องกันจังหวัดตรัง และยื่นหนังสือถึง ผวจ.ตรัง เพื่อเร่งรัดให้จังหวัดตรัง จัดการประชุมเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เดือนรอมฎอนและละหมาดตาราเวียะห์ที่มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี

Posted: 01 Aug 2012 11:04 AM PDT

ที่มาของคลิป: เอื้อเฟื้อโดย INSouthmedia  (รับชมแบบ HD คลิกที่นี่)

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. ที่ผ่านมา INSouthmedia เผยแพร่คลิปบรรยากาศเดือนรอมฎอนและการละหมาดตาราเวียะห์ที่มัสยิดกลาง จ.ปัตตานี โดยการละหมาดตาราเวียะห์ เป็นการละหมาดของชาวมุสลิมในช่วงกลางคืนของเดือนรอมฎอน

ผู้บันทึกภาพเผยแรงบันดาลใจในการถ่ายทำว่า "คล้ายกับว่าเป็นความทรงจำในเดือนรอมฎอน ผมจะเก็บภาพเรื่อยๆ ในวันที่ผ่านๆ มา งานชิ้นนี้พยามที่จะนำเสนอเหรียญอีกด้านของที่นี่ ความสวยงามที่ถูกกลบจากความรุนแรงของพื้นที่"

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวฟูกุชิมาบอก 'ไม่เอา' นิวเคลียร์ หลังรบ. ทำเวทีประชาพิจารณ์

Posted: 01 Aug 2012 07:05 AM PDT

ประชาชนชาวฟูกุชิมากว่า 90% คัดค้านการเปิดใช้โรงงานนิวเคลียร์อีกครั้ง เหตุยังเกรงภัยซ้ำซ้อนจากวิกฤติการณ์โรงงานนิวเคลียร์ระเบิดเมื่อปีที่แล้ว โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาประชาชนหลายหมื่นคนได้เดินขบวนคัดค้านหน้ารัฐสภาเพื่อคัดค้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์ด้วย  

 1 ส.ค. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่ทางการญี่ปุ่นได้จัดทำเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่องนโยบายพลังงานที่เมืองฟูกุชิมาในวันนี้ ประชาชนฟูกุชิมาต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์ และต้องการให้ยุติการใช้โรงงานนิวเคลียร์ เหตุยังกลัวซ้ำรอยการระเบิดของโรงงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมาหลังเกิดคลื่นสึนามิในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว

"ฉันต้องการให้โรงงานนิวเคลียร์ทุกแห่งในญี่ปุ่นปิดลงและยุติการทำงานโดยทันที" ผู้หญิงผมสีเทาคนหนึ่งกล่าวในเวทีประชาพิจารณ์ เธอแนะนำตนเองว่าเป็นชาวนาที่อยู่ห่างไปจากโรงงานฟูกุชิมาไป 65 กิโลเมตร

"ตอนนี้คนหลายคนได้รู้แล้วว่า คำที่รัฐบาลบอกว่า 'ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพในทันที' ที่จริงแล้วมันหมายถึง 'ความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว' ต่างหาก" เธอพูด ตามด้วยเสียงปรบมือของคนอีก 200 คนในเวทีประชาพิจารณ์ในฟูกุชิมา 

ทั้งนี้ ทางการญี่ปุ่นได้จัดทำเวทีประชาพิจารณ์ทั้งหมด 11 แห่งทั่วประเทศ โดยจัดที่เมืองฟูกุชิมาเป็นครั้งที่ 9 เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าด้วยเรื่องนโยบายพลังงานของประเทศ โดยมีสามตัวเลือกเป็นข้อเสนอแก่ประชาชน ได้แก่ 1) เริ่มการใช้พลังงานนิวเคลียร์ต่อเนื่องเลยทันที 2) ให้ใช้พลังงานนิวเคลียร์คิดเป็นร้อยละ 15 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030 หรือ 3) ให้ใช้พลังงานนิวเคลียร์คิดเป็นร้อยละ 20-25 ของพลังงานทั้งหมดภายในปี 2030 

โดยผลที่ออกมาพบว่า ประชาชนชาวฟูกุชิมาได้เลือกตัวเลือกแรกกันอย่างถล่มทลาย ในขณะที่ หนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่นรายงานว่า ร้อยละ 70 ของประชาชนชาวญี่ปุ่นที่ได้เข้าร่วมในเวทีความคิดเห็นในที่อื่นๆ เลือกที่จะไม่ให้มีการใช้พลังงานนิวเคลียร์เลย แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ผลการประชาพิจารณ์ที่ออกมาจะมีผลอย่างไรต่อการกำหนดนโยบายพลังงานที่อาจจะออกมาภายในเดือนนี้  

มีรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ประชาชนชาวญี่ปุ่นหลายหมื่นคนได้ออกมาเดินขบวนประท้วงคัดค้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์บริเวณหน้ารัฐสภา และตะโกนคำขวัญว่า "ไม่เอาการเปิดโรงงาน" หลังจากที่เท็ตสึนาริ ลิดะ ผู้สมัครในการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดยามากูจิ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียน พ่ายแพ้ให้การเลือกตั้งให้กับ ชิเกทาโร่ ยามาโมโต จากพรรค Liberal Democratic Party ซึ่งมีจุดยืนสนับสนุนการใช้พลังงานนิวเคลียร์

ผู้สังเกตการณ์บางส่วนมองว่า การประท้วงดังกล่าว เป็นการประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์จำนวนผู้เข้าร่วมจากผู้จัดงานตั้งแต่ 200,000 คน ไปจนถึง 14,000 คนจากการประมาณการณ์จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

"คนพวกนี้ได้รวมกันและต้องการที่จะมีเสียงของตนเอง" โชจิ กิตาโน ชายวัย 64 ซึ่งเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ที่เกษียณแล้ว กล่าว เขาระบุว่า ตนไม่เคยเห็นการประท้วงที่ใหญ่ขนาดนี้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 และย้ำว่า คนญี่ปุ่นทั่วไปไม่ได้นิยมการออกมาประท้วง แต่สำหรับการเปิดโรงงานนิวเคลียร์แล้ว พวกเขารู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก 

หลายเดือนที่ผ่านมา ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้พลังงานนิวเคลียร์ ได้จัดการชุมนุมบริเวณหน้าสำนักงานของนายกรัฐมนตรีโนดะในทุกๆ วันศุกร์ โดยมีจำนวนผู้ชุมนุมคัดค้านมากขึ้นเรื่อยๆ จากพันคนเป็นจำนวนหลายหมื่นคน โดยมีผู้สูงอายุวัยเกษียนอายุ คนทำงานออฟฟิศ และครอบครัวซึ่งนำพาเด็กๆ มาด้วย

โดยเมื่อเดือนที่แล้ว นายกฯ โนดะ ได้อนุมัติให้โรงงานนิวเคลียร์สองแห่งที่ผ่านการตรวจสอบแล้วเปิดดำเนินการอีกครั้ง เนื่องจากอ้างว่าจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของระบบเศรษฐกิจ

 
ที่มาของคลิป: ถ่ายทำและตัดต่อโดย Hikaru Fujii via EngageMedia
 

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

Fukushima residents say resounding 'no' to nuclear energy
http://www.timeslive.co.za/scitech/2012/08/01/fukushima-residents-say-resounding-no-to-nuclear-energy

Japan anti-nuclear groups protest at parliament
http://www.reuters.com/article/2012/07/29/japan-nuclear-demo-idUSL6E8IT2D320120729

Japan anti-nuclear candidate loses state governor election as thousands protest nuclear power
http://www.washingtonpost.com/world/asia_pacific/japan-anti-nuclear-candidate-loses-state-governor-election-as-thousands-protest-nuclear-power/2012/07/29/gJQAjbBNJX_story.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประธานอิสลามปัตตานีเสียใจ คาร์บอมบ์ซีเอส ยันผิดหลักศาสนา

Posted: 01 Aug 2012 06:27 AM PDT

ประธานกรรมการอิสลามปัตตานียันระเบิดคาร์บอมบ์ที่ รร.ซีเอสปัตตานี ผิดหลักศาสนาอิสลาม แม่ทัพย้ำผู้ก่อเหตุเป็นพวก “สุดโต่ง” วอนพี่น้องมุสลิมปฏิเสธ เลขาฯ ศอ.บต. แจงเร่งฟื้นฟูซีเอส สร้างความเชื่อมั่น

เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 1 สิงหาคม 2555 พล.ท. อุดมชัย  ธรรมสาโรรัชต์  แม่ทัพภาค 4 และผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาคสี่ส่วนหน้า พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และนายแวดือราแม  มะมิงจิ  ประธานคณะกรรมการอิสลามจังหวัดปัตตานีได้เข้าเยี่ยมดูสถานที่เกิดเหตุระเบิดด้านหลังโรงแรมซีเอส ปัตตานี  โดยมีนายอนุศาสน์ สุวรรณมงคล เจ้าของโรงแรมซีเอส.ปัตตานีและสมาชิกวุฒิสภาให้การต้อนรับ

นายแวดือราแมกล่าวว่า “ผมในฐานะเป็นตัวแทนของผู้นำศาสนาและบ้านเกิดอยู่ที่นี่ อันดับแรกก็ต้องแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในความคิดของผมเองก็ไม่อยากให้เกิด เพราะว่าเรื่องนี้ผิดกับหลักศาสนาเป็นความคิดนอกกรอบนอกระบบ โดยเฉพาะในเดือนรอมฎอนเป็นเดือนมหาประเสริฐยิ่ง ให้ทุกคนเป็นบ่าวอัลลอฮ์  ทุกคนอยู่ในเดือนนี้ก็ต้องสนับสนุนส่งเสริมให้ทำความดี” 

“ต้องอย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อนในเดือนรอมฎอน  ต้องทำบุญและศาสนกิจที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนอื่นเดือดร้อน  ทุกคนก็เดือดร้อน มันก็กระทบกับหลายๆ เรื่อง หลายๆ ด้าน ซึ่งก็ผิดกับหลักศาสนาตามที่ท่านศาสดาได้กำหนด” นายแวดือราแมกล่าว

นายแวดือราแมระบุว่าในการแก้ไขปัญหาเรื่องความรุนแรงนั้นจะต้องส่งเสริมให้ชาวมุสลิมและชาวพุทธอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความรักและสามัคคี

เหตุคาร์บอมบ์เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 19.00 น. ของวันที่ 31 กรกฎาคม 2555 ที่ถนนเทศบาล 5 บริเวณด้านหลังโรงแรมซีเอสปัตตานี  แรงระเบิดทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าของโรงแรมเสียหาย ผนังอาคารที่อยู่ใกล้ๆ มีรอยร้าว ไฟไหม้ในบริเวณโรงครัวด้านข้างและในห้องพักชั้น 7 ของโรงแรม  กระจกห้องพักด้านหลังแตกเกือบทั้งหมด   โดยมีผู้บาดเจ็บจากการถูกกระจกบาด 5 คน

แม่ทัพภาคสี่ยันใช้กม. จัดการ “ผู้สุดโต่งทางความคิด”
พล.ท. อุดมชัย กล่าวว่าเจ้าหน้าที่ต้องพร้อมในการทำเกิดสันติสุขภายใต้หลักกฎหมาย แต่เราก็จะใช้การปฏิบัติอย่างเข้มข้นต่อ “ผู้ที่สุดโต่งทางความคิด” ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อพี่น้องมุสลิม

“ถ้าพี่น้องไม่เห็นด้วย ครั้งนี้ครับ เราต้องออกมาปฏิเสธการก่อเหตุของพวกเขา ถ้าเราอยู่เฉยอยู่ เขาก็จะได้ใจและทำให้พี่น้องมุสลิมเสียหาย”  พล.ท. อุดมชัยกล่าว “เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการทำความดี  คนที่ฆ่ามนุษย์ คนที่ทำลายหรือทำให้คนอื่นไม่มีความสุขไม่ใช่มุสลิม”

แม่ทัพภาค 4 ได้เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบมีอยู่ไม่มากแล้ว แต่ว่าในสงครามลักษณะนี้ “กำลังน้อยก็จะต้องทำให้เป็นกำลังมาก”  เป็นยุทธศาสตร์ป้องกันมวลชนของเขา เพราะเขาไม่ต้องการให้พี่น้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่

“ภายในเขาก็รู้ดีว่า สิ่งที่เขาทำนั้นไม่ถูกต้องคือความรุนแรง  ผมยืนยันว่าผมสนับสนุนการต่อสู้ของพี่น้องจังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกเรื่อง  ยกเว้นการต่อสู้ด้วยอาวุธ” พล.ท. อุดมชัยกล่าว

พล.ท.อุดมชัยชี้แจงว่าพลเรือน ตำรวจ ทหารพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่  แต่ว่าต้องขอร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการช่วยกันให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่  หากมีอะไรผิดสังเกตขอให้แจ้งที่เบอร์ 1341 เจ้าหน้าที่ก็พร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบ

เลขาฯ ศอ.บต. ยันเร่งฟื้นฟูซีเอส เรียกคืนความเชื่อมั่น
ด้านพ.ต.อ. ทวีระบุว่าได้นำเจ้าหน้าที่ของกรมโยธาธิการและผังเมืองทั้งจากส่วนกลางและในท้องที่มาประเมินความเสียหาย  แต่ว่าในเบื้องต้นก็จะต้องทำให้มีไฟฟ้าใช้ภายในโรงแรมก่อน

“นี่เป็นวิธีการทำลายความเชื่อมั่น  โรงแรมแห่งนี้เป็นเหมือนสถาบัน เราเองก็ต้องเร่งฟื้นฟู เยียวยา  ...อันนี้เป็นการทำลายอนาคตของพี่น้องประชาชน” พ.ต.อ. ทวีกล่าว

เลขาฯ ศอ.บต. ได้ชี้แจงว่าจะต้องส่งเสริมให้ท้องถิ่นเข้ามามีส่วนในการร่วมเป็นอาสาสมัครพิทักษ์เมืองมากขึ้น  เพราะว่าบางครั้งเจ้าหน้าที่รัฐเป็นคนนอกพื้นที่ ความสามารถในการสังเกตอาจจะสู้คนในพื้นที่ไม่ได้

“เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง  ผมคิดว่าชัยชนะหรือสันติสุขต้องให้ประชาชนมาช่วย” พ.ต.อ. ทวีกล่าว  

รองโฆษก กอ.รมน. แจงเพิ่มการรักษาความปลอดภัย 7 อำเภอเศรษฐกิจ
พ.อ. ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองโฆษกกอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้ากล่าวว่าทางหน่วยงานได้เตรียมแผนปฏิบัติการในการขับเคลื่อนตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย ด้วยการบูรณาการปฏิบัติร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กอ.รมน. ,ศอ.บต. และ 17 กระทรวงหลัก 66 หน่วยงานให้มีเอกภาพ โดยการจัดทำแผนปฏิบัติให้สอดคล้องกับ 29 เป้าหมายร่วมของสภาความมั่นคงแห่งชาติ

โดยในระยะเร่งด่วน จะให้มีการรักษาความปลอดภัยในเขตพื้นที่ 7 หัวเมืองเศรษฐกิจซึ่งประกอบด้วยอำเภอเมืองในจ. ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส พร้อมทั้งเขตเศรษฐกิจอีกสี่อำเภอได้แก่ อ.เบตง จ.ยะลา, อ.ตากใบ, อ.สุไหงโก-ลก ใน จ.นราธิวาส และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยจะมีการรักษาความปลอดภัยสูงสุดด้วยวิธีการเสริมยุทโธปกรณ์พิเศษ เช่น CCTV, เสริมกำลังทหารดูแลในเขตเมืองให้มากขึ้น รวมทั้งการทบทวนการกำหนดพื้นที่ปลอดภัย (safety zone ) ให้มีความเหมาะสม

พ.อ. ปราโมทย์ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบของหน่วยในพื้นที่และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดพบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊สน้ำหนักประมาณ 50 กก. บรรทุกในรถยนต์ปิ๊กอัพอีซูซุแบบตอนเดียวสีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน บฉ 8515 ปัตตานซึ่งตรวจสอบแล้วเป็นรถยนต์ซึ่งถูกปล้นในวันที่ 25 มิถุนายน 2555 ในพื้นที่ ต.ปล่องหอย อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี โดยในเหตุการณ์ดังกล่าวคนร้ายซึ่งแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ได้ปล้นชิงทรัพย์และฆ่าราษฎรชาวมุสลิมเสียชีวิต 3 คน สำหรับทะเบียนรถดังกล่าวพบว่าเป็นทะเบียนป้ายปลอม โดยป้ายทะเบียนจริงคือ ถล  8099 กทม.  

เจ้าของ รร. ซีเอสปัตตานีครวญเสียหายหนัก
นายอนุศาสน์กล่าวว่าเหตุระเบิดในครั้งนี้แม้ไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต  แต่โรงแรมได้รับความเสียหายมากกว่าเหตุระเบิดในปี 2551

โรงแรมซีเอส ปัตตานีเคยถูกลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ในวันที่ 13 มีนาคม 2551 ที่บริเวณด้านหน้าโรงแรม ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คนและบาดเจ็บ 13 คน   

“ห้องพักน่าจะปรับปรุงได้เร็ว เพื่อให้สามารถรับแขกที่มาพักได้ แต่การกู้ภาพลักษณ์เรื่องความปลอดภัย รวมทั้งขวัญกำลังใจของพนักงาน คงเป็นเรื่องยาก” นายอนุศาสน์กล่าว

นายอนุศาสน์ชี้แจงว่าก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์แล้วว่าอาจมีการลอบวางระเบิดในจ.ปัตตานีในช่วงเดือนรอมฎอนนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุคาร์บอมบ์ขึ้นแล้วที่จ. ยะลาและนราธิวาส  แต่ตนคาดว่าการวางระเบิดในจ.ปัตตานีน่าจะเกิดในเขตเทศบาลหรือย่านเศรษฐกิจมากกว่า

นายอนุศาสน์เปิดเผยด้วยว่าทางโรงแรมไม่ได้ทำประกันที่คุ้มครองการก่อวินาศกรรมไว้  เพราะว่าหาบริษัทที่รับประกันยากหรือไม่ก็ต้องวางเงินประกันสูงมาก  ซึ่งเรื่องนี้ตนเคยนำไปคุยในวุฒิสภาแล้ว แต่เมื่อผ่านไป เรื่องก็เงียบ  ที่เคยเสนอไว้ก็คือจะขอให้รัฐบาลเข้ามาดูแลส่วนหนึ่งและบริษัทประกันเข้ามาดูแลด้วยส่วนหนึ่ง

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ค้านร่าง พ.ร.บ.แร่ ยื่น คปก.ดันกฎหมายภาคประชาชน

Posted: 01 Aug 2012 06:22 AM PDT

 

สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย –เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพิทักษ์สิทธิชุมชนเขาคูหา จังหวัดสงขลา กลุ่มป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เครือข่ายอนุรักษ์หินเหล็กไฟ จังหวัดเลย กลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแม่ถอด จังหวัดลำปาง กลุ่มรักษ์บ้านเกิด อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ฯลฯ เข้ายื่นหนังสือ ขอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.... ต่อคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีนายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นางสุนี ไชยรส รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมายและนายสุขุมพงศ์ โง่นคำ กรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นผู้แทนรับเรื่องดังกล่าวและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการผลักดันดันกฎหมายภาคประชาชน

นายไพโรจน์  พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย  เปิดเผยว่า การจัดสรรทรัพยากรเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปกฎหมายทั้งระบบ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงให้ผลประโยชน์แก่คนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทั้งนี้หากพิจารณาในแง่อำนาจหน้าที่หนึ่งของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย(คปก.)คือการให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างกฎหมายเสนอต่อคณะรัฐมนตรี จึงเห็นว่าการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวภาคประชาชนควรจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าวอีกครั้ง ขณะเดียวกันคปก.พร้อมจะให้คำปรึกษาและสนับสนุนการยกร่างกฎหมายฉบับภาคประชาชน ทั้งนี้เครือข่ายประชาชนควรเตรียมการเรื่องการรวบรวมรายชื่อภาคประชาชนเสนอร่างกฎหมายแร่ไว้ด้วย เนื่องจากกระบวนการพิจารณากฎหมายอาจจะช้าหรือเร็วก็ได้ 

นายสาวแววรินทร์ บัวเงิน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย กล่าวว่า เครือข่ายภาคประชาชนเห็นว่าควรยกเลิกการนำร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ...นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เนื่องจากอำนาจทั้งหมดยังคงอยู่กับข้าราชการ คือรัฐมนตรีและอธิบดีเป็นหลัก โดยอำนาจส่วนใหญ่อยู่ที่รัฐมนตรีแม้ว่าคณะกรรมการแร่ซึ่งส่วนหนึ่งจะมีตัวแทนประชาชนเข้าไปเป็นกรรมการ แต่พบว่ามีอำนาจเพียงแค่เสนอแนะ ให้คำปรึกษาแก่รัฐมนตรีเท่านั้น อีกทั้งกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดข้อยกเว้นจำนวนมากโดยไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนเป็นเพียงเรื่องของการใช้ดุลพินิจ นอกจากนี้มาตรการลงโทษทางอาญาพบว่ามีบทลงโทษที่น้อยเกินไป ซึ่งเห็นว่าการกระทำผิดที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชนในวงกว้างควรมีบทลงโทษที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของผลที่จะเกิดขึ้นมากกว่านี้ และผลกระทบที่เกิดจากการทำเหมืองซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว ผู้ประกอบการในฐานที่เป็นนิติบุคคลมักจะเพิกถอนไปแล้ว ควรกำหนดความรับผิดเป็นการเฉพาะแก่ผู้ประกอบการด้วย

“ควรหยุดสนับสนุนส่งเสริมการทำเหมืองแร่ เนื่องจากปัญหาการทำเหมืองแร่ที่ผ่านมาเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งปัญหามลพิษ ดินทรุด ปัญหาที่ดิน ปัญหาโรคที่เกิดจากการทำเหมืองแร่ แต่ปัญหาดังกล่าวยังไม่ได้รับการแก้ไขจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงไม่มีหลักประกันใดๆต่อประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ ดังนั้นการออกกฎหมายจึงควรคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงออกแบบโครงสร้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ควรบัญญัติกฎหมายโดยนำปัญหาที่เกิดขึ้นและบทเรียนที่ผ่านมาพิจารณาประกอบเป็นสำคัญ” นายสาวแววรินทร์ กล่าว

นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ ประเทศไทย กล่าวว่า  อยากให้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมีความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.... โดยเร็ว และ เห็นด้วยกับการเสนอร่างกฎหมายฉบับประชาชนโดยขอให้คปก.ช่วยสนับสนุนในการยกร่างกฎหมายดังกล่าวด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสม. ชี้โปสเตอร์คนดื่มสุรากลายร่างเป็นสุนัขไม่ลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

Posted: 01 Aug 2012 06:07 AM PDT

โปสเตอร์ชนะเลิศในการประกวด "หยุดหาข้ออ้างเข้าข้างเหล้า ไม่ดื่มไม่เมาเราทำได้"

สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ประกาศเมื่อ 30 ก.ค. เรื่อง "ชี้แจงการประกาศผลการประกวดโปสเตอร์" หัวข้อ “หยุดหาข้ออ้างเข้าข้างเหล้า ไม่ดื่มไม่เมาเราทำได้” มีข้อความว่า "ตามที่หลายท่านได้แสดงความห่วงใย และไม่เห็นด้วยต่อภาพจากการประกวดในโครงการหยุดหาข้ออ้างเข้าข้างเหล้า ไม่ดื่มไม่เมาเราทำได้ ดังกล่าว ทางสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ขอน้อมรับความคิดเห็น และโดยเฉพาะเหตุผลของผู้ไม่เห็นด้วยที่ว่าจะเป็นการสร้างความเห็นแตกต่าง ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันมากยิ่งขึ้นนั้น สำนักงานฯ ขอน้อมรับในความผิดพลาด และได้ยกเลิกการเผยแพร่ภาพดังกล่าวแล้ว"

ด้านสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้สัมภาษณ์ นางวิสา เบ็ญจะมโน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยให้ความเห็นว่า โปสเตอร์ภาพดังกล่าว เป็นการผสานระหว่างจินตนาการ และงานศิลปะเข้าด้วยกัน ไม่ได้มองว่าเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลใด ดังนั้นจึงอยากให้มองที่เจตนา หรือ แนวคิดของเจ้าของผลงาน ที่ต้องการสื่อสารออกมามากกว่า

กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยังเสนอว่า จากนี้ไปหากหน่วยงานใด จะมีการจัดประกวดเหมือนเช่นลักษณะนี้ ผู้จัดประกวดก็ควรระมัดระวัง และตรวจสอบให้รอบคอบ ก่อนมีการเผยแพร่สู่สังคม โดยเฉพาะการสื่อสารผ่านภาพ ที่สุ่มเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นได้ โดยที่เจ้าของผลงานนั้นอาจไม่ได้ตั้งใจ

สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส บรรยายว่าโปสเตอร์ "อย่าเสียความเป็นคน ด้วยน้ำเมา" ที่ถูกวิจารณ์ดังกล่าวเป็นการเปรียบเทียบพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของมนุษย์ ที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เหมือนดังสุภาษิต "เมาเหมือนหมา" โดยโปสเตอร์ดังกล่าวได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดโปสเตอร์ภาพของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า และเตรียมจะตีพิมพ์เผยแพร่ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ แต่ต้องหยุดชะงักลง หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กองทัพสหรัฐว้าขนกำลังเผชิญหน้ากองทัพรัฐฉานตรงข้ามชายแดน อ.ฝาง

Posted: 01 Aug 2012 04:09 AM PDT

กองกำลังว้า UWSA ขนกำลังทหารกว่า 20 คันรถเผชิญหน้าไทใหญ่ SSA อีกด้านตรงข้ามจังหวัดเชียงใหม่ เหตุไม่พอใจ SSA รุกล้ำพื้นที่ ล่าสุดสองฝ่ายกำลังเจรจากัน

แหล่งข่าวชายแดนรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา กองกำลังว้า UWSA (United Wa State Army) สังกัดหน่วย 171 เมืองยอน หรือ ว้าใต้ ขนกำลังทหารเดินทางด้วยรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อจำนวนกว่า 20 คัน เข้าประชิดฐานกองกำลังไทใหญ่ SSA ดอยสามสิบ หรือ ดอยสันจุ๊ ใกล้ชายแดนไทยด้านตรงข้ามอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทหารว้าที่ถูกส่งมาเผชิญหน้ากองกำลังไทใหญ่ SSA ทราบว่าอยู่ในสังกัดกองพลน้อย 248 ฐานบัญชาการบ้านหัวป่าง-หัวยอด

สาเหตุกองกำลังว้า UWSA ส่งทหารเผชิญหน้ากองกำลังไทใหญ่ SSA ครั้งนี้ เกิดจากความไม่พอใจที่กองกำลังไทใหญ่ SSA กองพลน้อย 727 ฐานบัญชาการดอยสามสิบ (ดอยสันจุ๊) เข้าไปสร้างฐานประจำการบริเวณบ้านปุ่งผาปุ่งตอง ใกล้เมืองขีด ซึ่งเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของกองกำลังว้า ฐานบัญชาการบ้านหัวป่าง – หัวยอด

ด้านพ.ต.ตืนเครือ ผบ.กองพลน้อย 727 ของ SSA ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ทหาร SSA ได้เข้าไปสร้างฐานประจำการใกล้บ้านผาปุ่งผาตอง ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านหัวป่าง – หัวยอด เพื่อดูแลผู้อพยพที่เข้าไปทำไร่เกษตร ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของกองกำลังว้า และกองกำลังไทใหญ่ด้วย แต่ว้าเข้าใจว่า SSA เข้าไปรุกล้ำพื้นที่จึงส่งกำลังทหารราว 20 คันรถมาล้อมฐาน SSA อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุทาง SSA ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาทำความเข้าใจกับกองกำลังว้า และเมื่อวานนี้ (31 ก.ค.) ว้าได้ถอนกำลังกลับไปบางส่วน และขณะนี้ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างเจรจากันอยู่

เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทหารกองกำลังว้า UWSA กว่า 500 นาย สนธิกำลังจากสองกองพล คือกองพล 518 (เมืองยอน) และกองพล 775 (บ้านห้วยอ้อ) เข้าประชิดฐานกองบัญชาการ SSA หน่วยภาคพื้นเชียงตุง บนดอยก่อวัน ตรงข้ามต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย แล้วครั้งหนึ่ง เหตุไม่พอใจที่มีผู้อพยพในเขตพื้นที่กองกำลังไทใหญ่ SSA เข้าไปทำไร่ทำสวนในพื้นที่เคลื่อนไหวของว้า ส่งผลให้เกิดการเผชิญหน้าของทหารทั้งสองฝ่าย และสร้างความกังวลให้หลายฝ่ายเนื่องจากหวั่นจะเกิดการสู้รบกัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ.อ.เจ้ากอนจื้น ผบ.หน่วยภาคพื้นเชียงตุง กองกำลังไทใหญ่ SSA ได้ต่อสายตรงทางโทรศัพท์พูดคุยกับ หยางก่อโจง ผบ.กองพล 775 กองกำลังว้าUWSA ทั้งสองฝ่ายสามารถทำความเข้าใจและได้ข้อตกลงร่วมกัน ทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง 

ทั้งนี้ เมื่อปี 2548 กองกำลังว้า UWSA หน่วย 171 ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเหว่ยเซียะกัง ได้โจมตีฐานดอยไตแลง ของ SSA แล้วครั้งหนึ่ง สองฝ่ายรบกันดุเดือดนานกว่า 1 เดือน ฝ่ายกองกำลังว้าได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนับร้อยนาย โดยการโจมตีครั้งนั้นฝ่ายกองกำลังว้าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพม่า ส่วนสาเหตุเกิดจากว้าไม่พอใจที่ในช่วงนั้น SSA บุกยึดทำลายโรงงานยาเสพติดตามแนวชายแดนหลายแห่งซึ่งกล่าวกันว่าเป็นของเครือข่ายกองกำลังว้า

 
ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) ซึ่งเป็นสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลปกครองกลางไม่รับฟ้องเลิก “คดีโลกร้อน”-ชาวบ้านเตรียมถกเดินหน้าต่อ

Posted: 01 Aug 2012 04:07 AM PDT

ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องยกเลิกแบบจำลองค่าเสียหายคดีโลกร้อน แจงไม่ใช่คำสั่งทางปกครองต่อชาวบ้านโดยตรง แต่เป็นการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประเมิน-คำนวณค่าเสียหายสำหรับการฟ้องแพ่ง ชาวบ้านเตรียมประชุมเดินหน้าต่อ ชี้ปัญหาแบบจำลองฯ

วันนี้ (1 ส.ค.55) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีตัวแทนเครือข่ายชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการนำแบบจำลองการคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม (คดีโลกร้อน) มาใช้บังคับในคดีแพ่ง เข้ายื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ต่อศาลปกครองกลาง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 พ.ค.55 เพื่อขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาเพิกถอนคำสั่งให้บังคับใช้แบบจำลองค่าเสียหายโลกร้อนและให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการปรับปรุงแก้ไขแบบจำลองดังกล่าวให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ อีกทั้งจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนนำแบบจำลองใหม่มาบังคับใช้

หลังจากรอฟังคำตอบมานานร่วม 2 เดือน เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งลงวันที่ 23 ก.ค.55 ไม่รับคำฟ้องคดีโลกร้อนไว้พิจารณา โดยให้เหตุผลว่า รายละเอียดหนังสือสั่งการของกรมอุทยานแห่งชาติฯ รวมทั้งแบบจำลองฯ เป็นเพียงการวางหลักเกณฑ์ภายในฝ่ายปกครอง มิใช่เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายกระทำการหรือสั่งการต่อผู้บุกรุกแผ้วถางหรือทำลายป่าไม้โดยตรง โดยเป็นการสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ในสังกัดของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองประเมินและคำนวณค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติที่เสียเพื่อทราบจำนวนที่ชัดเจนสำหรับการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อศาลต่อไป

ส่วนศาลจะพิจารณากำหนดให้ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเท่าใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับการนำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงของคู่กรณีต่อศาล

หนังสือสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมิใช่คำสั่งที่มีสภาพบังคับโดยตรงต่อผู้ฟ้องคดีทั้ง 23 คน ผู้ฟ้องคดีทั้ง 23 คนจึงมิใช่ผู้เดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากหนังสือสั่งการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง

ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีทั้ง 23 คน ประกอบด้วยเครือข่ายชาวบ้าน 4 เครือข่าย ประกอบด้วย 1.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด จ.ตรัง พัทลุง และประจวบคีรีขันธ์ 2.เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน จ.ชัยภูมิ 3.เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูผาแดง จ.เพชรบูรณ์ 4.องค์กรชุมชนบ้านพรสวรรค์ จ.เชียงใหม่ และ 1 องค์กรพัฒนาเอกชน คือ มูลนิธิอันดามัน ร่วมกับผู้ฟ้องร้องในนามบุคคลอีก 18 ราย

ด้านนายสมนึก พุฒนวล กรรมการเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่ได้เห็นคำสั่งศาลปกครอง แต่ได้รับทราบแล้วว่าศาลไม่รับคำฟ้อง ตอนนี้ทางเครือข่ายฯ ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร แต่คาดว่าจะมีการคุยกันในเร็วๆ นี้ในประเด็นการฟ้องร้องชาวบ้านในคดีโลกร้อน และอาจมีการอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลปกครองสูงสุดต่อไป

นายบุญ แซ่จุง ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด กล่าวว่าแสดงความเห็นว่า กรณีที่ศาลไม่รับฟ้องพูดตามภาษาชาวบ้านคือศาลให้เหตุผลว่า กรณีการฟ้องร้องชาวบ้านดังกล่าวไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองแต่เป็นเรื่องทางเทคนิคในการคิดค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากการคิดค่าเสียหายไม่ถูกต้องก็สามารถต่อสู่คดีในทางแพ่งได้ แต่สำหรับชาวบ้านนั้นมองว่าแบบจำลองการคิดค่าเสียหายฯ นั้นมีเนื้อหาที่ไม่เป็นความจริง โดยกล่าวหาว่าชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรเป็นผู้ทำให้อากาศร้อนขึ้น ฝนตกน้อยลง ฯลฯ จึงต้องการให้ส่วนราชการยกเลิกการใช้แบบจำลองฯ ที่ไม่ถูกต้องนี้เสีย 

ผู้ประสานงานเครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัดกล่าวด้วยว่า กรณีคำสั่งศาลดังกล่าวเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ แต่ที่ชาวบ้านต้องออกมาเดินหน้าฟ้องศาลเพราะต้องการให้สังคมได้รับรู้ถึงปัญหาของแบบจำลองฯ ที่ไม่มีมาตรฐานในเชิงวิชาการ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านที่พร้อมจะมาร่วมให้ข้อมูล และการเคลื่อนไหวครั้งนี้มีชาวบ้านที่ถูกฟ้องคดีโลกร้อนรวมอยู่ด้วย ซึ่งเราไม่ต้องการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านเป็นรายกรณี แต่ต้องการให้ยกเลิกแบบจำลองฯ ดังกล่าว เพื่อที่จะได้ไม่มีการนำไปใช้กับใครอีก

ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าค่าเสียหายของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันรับผิดชอบ ทั้งคนใช้รถ อุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ฯลฯ ต้องคิดคำนวณให้ตรงตามความเป็นจริง

นายบุญ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านพยายามผลักดันให้ยกเลิกการคิดค่าเสียหายคดีโลกร้อนต่อรัฐบาล เพราะเชื่อว่าในทางนโยบายจะสามารถแก้ปัญหาได้ และทางรัฐบาลก็รับลูกให้มีการยกเลิกคดีโลกร้อนกับคนจนแต่ถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ชาวบ้านจึงหวังพึ่งกระบวนการตุลาการแต่ผลก็ออกมาดังที่เห็น อย่างไรก็ตามคิดว่าต่อไปจะต้องมีการใช้กระบวนการตุลาการมากขึ้นเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้ได้

สำหรับการฟ้องดำเนินคดีแพ่งโดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้ ใช้มาตรา 97 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เป็นฐานในการฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ และนำหนังสือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ที่ ทส.0911.2/2181 ลงวันที่ 6 ก.พ.47 ที่กำหนดแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับประเมินค่าเสียหายทางสิ่งแวดล้อมมาเป็นหลักเกณฑ์ในการขอให้ศาลฯ สั่งเรียกค่าเสียหาย

ในส่วนรายละเอียดการคิดค่าเสียหายแบ่งเป็น 7 กรณี คือ 1.ค่าการสูญหายของธาตุอาหาร 2.ค่าทำให้ดินไม่ซับน้ำฝน 3.ค่าทำให้น้ำสูญเสียออกไปจากพื้นที่โดยการแผดเผาของรังสีดวงอาทิตย์ 4.ค่าทำให้ดินสูญหาย 5.ค่าทำให้อากาศร้อนมากขึ้น 6.ค่าทำให้ฝนตกน้อยลง 7.มูลค่าความเสียหายโดยตรงจากป่า 3 ชนิด คือ การทำลายป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และป่าเต็งรัง รวมเป็นเงินที่ชาวบ้านต้องจ่ายประมาณ 150,000 บาทต่อไร่ต่อปี

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รอบโลกแรงงานกรกฎาคม 2555

Posted: 01 Aug 2012 03:58 AM PDT

"โอบามา" เรียกร้องทุกฝ่ายดำเนินการมากกว่านี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิสหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานทรงตัวที่ระดับ 8.2%

 7 ก.ค. 55 - นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาต้องทำมากกว่าการกระตุ้นการจ้างงานเพื่อชดเชยตำแหน่งงานที่หดหายไปในช่วงเศรษฐกิจถดถอย โดยทุกฝ่ายต้องดำเนินการมากกว่านี้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ

"ภารกิจของเราไม่ใช่แค่การทำให้คนมีงานทำอีกครั้ง แต่เราต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อให้ทำงานแล้วได้เงิน เพื่อให้ทุกคนที่ทำงานหนักมีโอกาสเจริญก้าวหน้า" นายโอบามา กล่าวปราศรัย

นายโอบามา ออกมาแสดงความคิดเห็นหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรประจำเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 80,000 ตำแหน่ง ซึ่งน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 90,000-100,000 ตำแหน่งโดยประมาณ ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ระดับ 8.2% ซึ่งทำให้ตลาดเกิดความกังวลระลอกใหม่เรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ข้อมูลการจ้างงานที่น่าผิดหวังทำให้แนวโน้มที่นายโอบามา จะได้รับการเลือกตั้งอีกครั้งมืดมนกว่าเดิม เนื่องจากเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงตั้งแต่เริ่มต้น ขณะที่นายมิทท์ รอมนีย์ ผู้ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ก็อาศัยโอกาสนี้ในการโจมตีนายโอบามาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าอัตราว่างงาน 8.2% ถือว่า "สูงเกินจะรับไหว" และรัฐบาลจำเป็นต้องผ่อนปรนข้อบังคับต่างๆและลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

สหภาพแรงงานเซ็กส์เวิร์คเกอร์ฝรั่งเศสประท้วงแนวคิดลงโทษผู้ซื้อบริการทางเพศ

7 ก.ค. 55 - ที่ผ่านมากลุ่มชนชาวฝรั่งเศสรวมทั้งผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศรวมตัวกันประท้วงแนวคิดของ Najat Vallaud-Belkacem รัฐมนตรีสิทธิสตรีของฝรั่งเศสหลังจากเสนอนโยบายสะกัดการเติมโตของอุตสาหกรรมค้าเซ็กส์ ด้วยแนวคิดลงโทษผู้ที่จ่ายเงินซื้อบริการทางเพศ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

Morgane Merteiul เลขาธิการทั่วไปของสหภาพแรงงานเซ็กส์เวิร์คเกอร์ ระบุว่า Vallaud-Belkacem ควรไปทำการบ้านศึกษาดูก่อนว่าอาชีพขายบริการนั้นเป็นอย่างไรและการต่อต้านการบังคับใช้แรงงานก็ถือเป็นหลักการเดียวกับการให้สิทธิเสรีภาพแก่ผู้ที่เต็มใจจะทำงานแบบนี้

มูลนิธิ Scelles ประมาณการว่าในฝรั่งเศสมีผู้ประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ 18,000-20,000 คนในปี ค.ศ. 2012 ถึงแม้ว่าอาชีพนี้จะไม่ผิดกฎหมาย แต่ก็มีการห้ามให้มีลักษณะตัวกลางในการจัดหาหญิงค้าบริการให้ผู้ซื้อ มีการห้ามการบังคับให้ค้าประเวณี และการเชื้อเชิญให้ซื้อบริการทางเพศในที่สาธารณะ

แต่ปัจจุบันเริ่มมีผู้สนับสนุนให้มีกฎหมายจำกัดการค้าบริการทางเพศ เนื่องจากปัจจุบันมีคนขายบริการเดินหาลูกค้าตามที่สาธารณะ และเกิดกลุ่มมาเฟียที่ลักลอบนำหญิงขายบริการจากเอเชีย, แอฟริกา และประเทศยุโรปอื่นๆ เข้ามาในฝรั่งเศส

แต่ทั้งนี้กลุ่มผู้ขายบริการทางเพศกลับมองว่าหากมีกฎหมายจำกัดการค้าบริการทางเพศขึ้นมาจริง ยิ่งจะทำให้กลุ่มมาเฟียก่ออาชญากรรมแบบนี้เพิ่มมากขึ้น

ขุนคลังกรีซเสนอแผนแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ

7 ก.ค. 55 - ยานนิส สตูร์นาราส รัฐมนตรีคลังคนใหม่ของกรีซ เสนอแผนของรัฐบาลชุดผสมในการแปรรูปกิจการรัฐเป็นเอกชน ซึ่งเป็นโครงการเก่า ที่มีการนำเสนอตั้งแต่ปี 2553 แต่ต้องหยุดชะงักลงท่ามกลางปัญหาทางตันทางการเมือง และการประท้วงของสหภาพแรงงานภายในประเทศ โดยหวังส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจ และฟื้นปัญหาภาวะเศรษฐกิจถดถอยติดต่อกันเป็นปีที่ 5 แล้ว

สตูร์นาราส บอกในวันที่ 2 ระหว่างการอภิปรายนนาน 3 วันว่า โครงการการแปรรูปรัฐวิสาหกิจถึง 28 โครงการ จะเป็นการสร้างงาน เพิ่มการแข่งขันและการพัฒนาของประเทศ ซึ่งแผนนี้จะเปลี่ยนมุมมองกรีซ ในช่วงทื่ประเทศต้องเผชิญกับการแข่งขันของนานาชาติ และทำให้กรีซมีเสถียรภาพและเรียกความมั่นใจกลับคืนมา

เป้าหมายของรัฐบาลคือ ลดตัวเลขขาดดุลให้ได้ตามเป้า ต่อการขยายตัวของจีดีพี รัฐบาลมีแผนที่จะให้ความสำคัญกับทั้ง 28 โครงการ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซธรรมชาติ น้ำ บริษัทเพื่อการพนัน  เรือยอร์ช การรถไฟ และการขายและให้เช่าของอสังหาริมทรัพย์

ด้านพรรคฝ่ายค้าน ออกมาบอกว่า รัฐบาลผสมจากทั้ง 3 พรรค ต้องการที่จะขายทรัพยากรและบริษัทของภาครัฐ โดย นายอเล็กซิส ซิปรัส หัวหน้าพรรคซิริซา ออกมาค้าน และบอกว่า กิจการของรัฐอาจจะล้มละลายหรือถูกดำเนินคดี

รัฐบาลชุดใหม่ จะต้องผ่านการลงมติไว้วางใจจากสภานิติบัญญัติ ในเวลาเที่ยงคืนของวันนี้ ซึ่งก็คาดว่ารัฐบาลผสมจะได้รับการไว้วางใจจากสภานิติบัญญัติ

บรรดาเจ้าหนี้ต่างชาติ มองว่า กรีซยังคงขาดวิธีการปฏิรูปที่ชัดเจนในการดำเนินมาตรการของเงื่อนไขเงินกู้   เจ้าหนี้กรีซย้ำชัดว่าต้องการเห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนในการปฏิรูป โดยมองว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา โครงการและมาตรการปฏิรูปต่างๆ ต้องหยุดชะงักลง  หลังประเทศเผชิญปัญหาทางตันทางการเมือง และการเลือกตั้งถึงสองครั้ง ทำให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนหน้านี้

ILO เตือนวิกฤตยูโรโซนกระทบแรงงาน 4.5 ล้านคนเสี่ยงตกงาน

10 ก.ค. 55 - องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เตือนว่า เศรษฐกิจยูโรโซนซึ่งตกอยู่ในวิกฤตทางการเงิน อาจมีจำนวนแรงงานที่ตกงานกว่า 4.5 ล้านคนภายในสี่ปีข้างหน้า หากไม่มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนนโยบายเศรษฐกิจขนานใหญ่อย่างรวดเร็ว

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า รายงาน "วิกฤตการจ้างงานยูโรโซน: แนวโน้มและการสนองตอบด้านนโยบาย" ระบุว่า มาตรการรัดเข็มขัดที่ประเทศยุโรปใช้เพื่อจัดการกับวิกฤตอยู่ในปัจจุบันจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและเสี่ยงที่จะ "ทำให้เกิดความวุ่นวายทางสังคมและบั่นทอนความมั่นใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลของประเทศต่างๆ ระบบการเงิน และสถาบันต่างๆของยุโรป"

ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในแถบยูโรโซนแตะ 11% เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หรือมีคนว่างงานกว่า 17.4 ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้น 3.5 ล้านจากระดับก่อนวิกฤตการเงินโลกในปี 2551

รายงานชี้ว่า การยับยั้งวิกฤตโดยคงเอกภาพของเงินสกุลเดียวเอาไว้นั้นเป็นไปได้ "โดยรวมกลยุทธ์การเติบโตของยูโรโซนพร้อมกับการจ้างงานไว้เป็นส่วนสำคัญ" แต่เวลากำลังจะหมดลง

นายฮวน โซมาเวีย ผู้อำนวยการ ILO กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า "โอกาสกำลังจะหมดไป ทุกคนจำเป็นต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วน"

เปอโยต์ลดคนงาน 8,000 คน

13 ก.ค. 55 - บริษัทผลิตรถยนต์ PSA เปอโยต์-ซีตรองที่มีปัญหาของฝรั่งเศส กำลังเผชิญกับปัญหายอดขายที่ลดต่ำลงอย่างมากในทวีปยุโรปใต้ ประกาศแผนลดค่าใช้จ่ายกะทันหันและร้ายแรง ด้วยการปรับลดตำแหน่งงานลงถึง 8,000 ตำแหน่งในฝรั่งเศส และปิดโรงงานผลิตสำคัญโรงหนึ่งทางตอนเหนือของกรุงปารีส

พนักงานที่โรงงานผลิตในเมืองโอลแน-ซู-บัวส์ พร้อมใจกันผละงาน และจัดการประท้วงขึ้นที่หน้าโรงงานซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของฝรั่งเศส และเป็นป้อมปราการของการผลิตรถยนต์และสหภาพแรงงานของพนักงานผลิตรถยนต์

ฝ่ายบริหารของบริษัทประกาศปรับลดตำแหน่งงานและปิดโรงงานนี้ระหว่างการประชุมร่วมกับตัวแทนของพนักงานเมื่อวานนี้

บริษัท PSA เปอโยต์-ซีตรอง ซึ่งอาจเผชิญกับการขาดทุนถึง 700 ล้านยูโร หรือประมาณ 27,100 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ กำลังพยายามประหยัดเงิน 1,000 ล้านยูโร ขณะที่บริษัทกำลังต่อสู้เพื่อแข่งขันในตลาดรถยนต์ยุโรป ที่มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด บริษัทได้รับผลกระทบหนักจากยอดขายที่ดิ่งลงเหวในยุโรปใต้ที่กำลังเผชิญกับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ บริษัทได้เห็นยอดขายตกลง 20 % ในยุโรปในช่วงไตรมาสแรก

แผนปรับปรุงโครงสร้างยังรวมถึงการปรับลดตำแหน่งงาน 1,400 ตำแหน่งที่โรงงานผลิตรถยนต์ในเมืองแรน และปรับลดตำแหน่งงานอีก 3,600 ตำแหน่ง ตามโรงงานผลิตอื่นๆ ทั่วฝรั่งเศส ปัจจุบันบริษัทว่าจ้างพนักงานประมาณ 100,000 คนในฝรั่งเศส และอีกประมาณ 209,000 คนทั่วโลก

การประกาศปรับปรุงโครงสร้างมีขึ้นหลังบริษัทประกาศแผนเมื่อปีที่แล้วว่าจะลดตำแหน่งงานลง 6,000 ตำแหน่ง

นายฟิลิป วาแร็ง ประธานคณะกรรมการบริหารของบริษัทแถลงต่อสื่อมวลชนในกรุงปารีสว่า ขณะนี้บริษัทกำลังขาดทุนเดือนละประมาณ 100 ล้านยูโร แต่เขาให้คำมั่นว่า บริษัทจะไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างทางเด็ดขาด

บริษัทยังหวังว่าการร่วมเป็นพันธมิตรใหม่กับบริษัทเจเนอรัลมอเตอร์สของสหรัฐฯ จะช่วยให้บริษัทกลับมามีกำไรในระยะยาว พนักงานที่นัดหยุดงานประมาณ 250 คน มาชุมนุมหน้าโรงงานโอลไน-ซู-บัว หลังมีคำประกาศ

หุ้นของบริษัท PSA เปอโยต์-ซีตรอง เพิ่มขึ้น 0.45 % ไปอยู่ที่ 7.17 ยูโร ในการซื้อขายภาคบ่าย

หนุ่มอิสราเอลเผาตัวประท้วงวิกฤตค่าครองชีพแพง โวยรัฐ"ปล้นคนจน-ช่วยคนรวย"

15 ก.ค. 55 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 15 ก.ค.ว่า เกิดเหตุระทึก หนุ่มอิสราเอลรายหนึ่งได้ก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเอง ระหว่างการชุมนุมรำลึกเหตุการณ์ 1 ปีผู้คนประท้วงรัฐบาลอิสราเอลต่อปัญหาค่าครองชีพและปัญหาสังคมต่าง ๆ ในกรุงเทล อาวีฟ เมืองหลวง โดยหนุ่มรายนี้มีอาการสาหัสก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่สื่อมวลชนอิสราเอลรายงานว่า หนุ่มรายนี้ได้ทิ้งจดหมายในที่เกิดเหตุ มีข้อความว่า"รัฐอิสราเอลได้ขโมยตัวตนของผมและปล้นผม พวกเขาทำให้ผมไร้ความช่วยเหลือ พร้อมทั้งตำหนิรัฐบาลว่า กระทำย่ำยีปชช.และนำผลประโยชน์ของคนจนไปให้กลุ่มคนรวย

รายงานระบุว่า การชุมนุมเมื่อวันเสาร์เป็นความพยายามที่จะกระตุ้นให้ประชาชนอิสราเอลจดจำเหตุการณ์ประท้วงเมื่อเดือนก.ค.ปีที่แล้ว ต่อปัญหาราคาบ้านแพง ก่อนลุกลามไปสู่การประท้วงค่าครองชีพแพง ค่าแรงต่ำ และการขาดการศึกษาที่ดีให้แก่เยาวชน และการประท้วงมีขึ้นหลังจากรัฐบาลอิสราเอลได้คณะกรรมการเพื่อศึกษาว่าจะสามารถหาทางออกในการแก้ปัญหาสังคมเหล่านี้ได้อย่างไร โดยผู้นำกลุ่มประท้วงบอกว่า คณะกรรมการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น

ไม่ยอมให้ลูกจ้างหญิงลาก่อนคลอดโทษปรับสูงสุด3แสนเหรียญไต้หวัน

17 ก.ค. 55 - คณะกรรมการการแรงงานไต้หวัน (CLA) ได้เปิดเผยว่า ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิที่จะขอลาคลอดก่อนการคลอดเพื่อดูแลครรภ์ได้ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายมาตราที่ 4 ของกฎหมายการขอลาหยุดของแรงงาน และมาตราที่ 15 ของกฎหมายความเท่าเทียมกันทางเพศในการทำงาน ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพ.ค.2553 และ เดือนมกราคม 2554 ตามลำดับโดยหากนายจ้างไม่ยินยอมปฏิบัติตามกฎหมายมีโทษปรับสูงสุด 300,000 เหรียญไต้หวัน

สำนักงานมาตรฐานแรงงาน คณะกรรมการการแรงงานชี้ว่า ขอเพียงลูกจ้างหญิงได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีความจำเป็นต้องลาหยุดเพื่อดูแลครรภ์ ซึ่งการลาหยุดนี้สามารถนับรวมกับการลาหยุดกรณีป่วยหนัก

และต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลได้ (สูงสุดไม่เกิน 1 ปี) โดยหากนายจ้างไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับดังกล่าวมีโทษปรับตามกฎหมายตั้งแต่ 20,000-300,000 เหรียญไต้หวันนอกจากนี้ ตามกฎหมายความเท่าเทียมกันทางเพศในการทำงาน ได้มีการระบุเกี่ยวกับการขอลาก่อนคลอดเพื่อดูแลครรภ์ของลูกจ้างหญิงไว้อย่างชัดเจนเช่นกันว่า นายจ้างห้ามปฏิเสธ และนายจ้างไม่สามารถอ้างการลาหยุดนี้เพื่อนำมาหักเงินโบนัสประจำปี หรือนำมาประเมินการทำงานที่ไม่เป็นผลดีต่อลูกจ้างได้

ลอนดอน จนท.ตม.โหวตสไตร์คงาน หลังโดนลอยแพ-ลดค่าจ้าง

19 ก.ค. 55 -  ลอนดอน เกมส์ ยังต้องรับมือกับปัญหาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด รายงานข่าวเผยว่า สหภาพผู้จ้างงานตรวจพาสปอร์ต ผ่านเข้าเมืองในกรุงลอนดอน ลงคะแนนโหวตหนุนหลังสไตร์คงาน เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา จากความไม่พอใจที่โดนตัดเงินค่าจ้างและมีการลดการจ้างงานด้วย ซึ่งอาจส่งผลก่อให้เกิดปัญหาการบริหารจัดการ ทำให้ผู้เดินทางต้องรอคิวตรวจเอกสารผ่านเข้าเมืองยาวเหยียด

สำนักข่าวรอยเตอร์เผยว่า เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในกรุงลอนดอนมีจำนวนไม่เพียงพอส่งผลทำให้ผู้เดินทางเข้าเมืองในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกบางกลุ่มต้องเข้าแถวรอตรวจเอกสารเข้าเมืองกันนานนับชั่วโมง ล่าสุด สหภาพการบริการการค้า และบริการสาธารณะ (พีซีเอส) เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า สมาชิกของสหภาพที่ทำหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จำนวน 57 เปอร์เซ็นต์ลงคะแนนเสียงหนุนการสไตร์คงานสืบเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งกับกระทรวงมหาดไทยเรื่องการจ้างงานและการลดเงินค่าจ้างอันส่งผลให้มีจำนวนแรงงานน้อยลงจนเกิดความล่าช้า และทางสหภาพจะทำการประกาศรูปแบบการเคลื่อนไหวสไตร์คงาน และวันที่จะดำเนินการอีกครั้งในวันนี้ (19 กรกฎาคม)

อย่างไรก็ดี รายงานข่าวจากรอยเตอร์ระบุว่า สมาชิกจำนวน 20 เปอร์เซ็นต์ของสหภาพเข้าร่วมการโหวตครั้งนี้ โดย 75 เปอร์เซ็นต์ ของผู้เข้าโหวตหนุนหลังการดำเนินการรูปแบบอื่น

ขณะที่ทางฝ่ายรัฐบาล ซึ่งได้คัดเลือกสต๊าฟฟ์พิเศษเพื่อช่วยงานในช่วงโอลิมปิกแล้ว อ้างว่า จำนวนผู้เข้าโหวตมีน้อยเกินกว่าที่จะทำให้สหภาพมีสิทธิ์ชอบธรรมในการสไตร์คงาน

ที่ผ่านมา การบริหารจัดการระหว่างที่นักกีฬาเริ่มทยอยเดินทางเข้ามาในกรุงลอนดอนแสดงให้เห็นช่องโหว่ และเริ่มเห็นปัญหาบ้าง เมื่อมีรายงานข่าวว่า ผู้เดินทางบางคนอาจต้องรอคิวตรวจเข้าเมืองนานหลายชั่วโมง

การแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ที่ลอนดอน เริ่มต้นวันที่ 27 กรกฎาคม โดยคาดการณ์ว่าจะมีผู้เดินทางเข้าลอนดอนจำนวนแตะหลักหมื่นต่อวัน และเชื่อว่าช่วงปิดการแข่งขันโดยเฉพาะวันที่ 13 สิงหาคมจะเป็นวันที่สนามบินฮีทโธรว์ ในลอนดอนต้องรับมือกับผู้โดยสารมากที่สุดวันหนึ่ง

จลาจลโรงงาน'ซูซูกิ'อินเดีย คนงานรุมทำร้ายผู้จัดการบาดเจ็บนับร้อย

19 ก.ค. 55 - มารูติ ซูซูกิ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของอินเดีย ต้องระงับการผลิต ณ โรงงานแห่งหนึ่งใกล้นิวเดลีเมื่อวันพฤหัสบดี(19) หลังผู้จัดการรายหนึ่งถูกไฟครอกจนเสียชีวิตและอีกจำนวนมากได้รับบาดเจ็บในเหตุจลาจลโดยฝีมือของเหล่าพนักงานผู้โกรธกริ้ว

บริษัทมารุติ ระบุว่าผู้เสียชีวิตคือนายอัฟนิช คูมาร์ เดฟ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของโรงงาน โดยซากไหม้เกรียมของเขาถูกพบหลังเกิดเหตุจลาจลเมื่อช่วงค่ำวันพุธ(18) ซึ่งระหว่างนั้นหัวหน้าแผนกหลายคนก็ถูกเล่นงานและอาคารสำนักงานโดนวางเพลิง

"เราตกอยู่ในความสับสนอลหม่านจากความรุนแรงฝีมือม็อบ" มารุติระบุในถ้อยแถลง พร้อมยกย่อง เฟด สำหรับความทุ่มเททำงานด้านอุตสาหกรรมสัมพันธ์ด้วยความรัก" ณ โรงงานมณีสาร์ ห่างจากเมืองหลวงราว 50 กิโลเมตร

หุ้นของมารุติ ดิ่งลงเกือบร้อยละ 9 เหตุนักลงทุนกังวลว่าบริษัทแห่งนี้อาจต้องปิดโรงงานเป็นเวลานาน หลังจากเมื่อปีที่แล้ว ปฏิบัติการของ มารุติ ก็เผชิญความยุ่งเหยิงนานหลายเดือนจากปัญหาเกี่ยวกับค่าจ้างและรับรองสหภาพ

บริษัทซึ่งมี ซูซูกิ มอเตอร์ ของญี่ปุ่นเป็นเจ้าของ เปิดเผยว่าอาคารสำนักงานต่างๆของโรงงานถูกไฟเผาผลาญเสียหายร้ายแรงเกินกว่าที่จะซ่อมแซม ขณะที่เหล่าผู้จัดการเกือบ 100 คน ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ในนั้นบางรายอาการสาหัส

พวกคนงาน บางส่วนใช้แท่งเหล็กรุมทำร้ายเหล่าผู้จัดการฝ่าย ทั้งทุบตีบริเวณศีรษะ ขาและหลัง เป็นผลให้เหยื่อเลือดอาบ กระดูกหักและบางรายก็ถึงขั้นหมดสติ นอกจากนี้บริหารระดับสูงชาวญี่ปุ่น 2 คน ในนั้นคือผู้จัดการโรงงานมณีสาร์ ก็ถูกนำส่งโรงพยาบาลเช่นกัน แต่ไม่มีการเปิดเผยถึงอาการบาดเจ็บของพวกเขา

มารูติ ใช้โรงงานแห่งนี้เป็นฐานการผลิตรถยนต์ราว 550,000 คันต่อปี คิดเป็น 1 ใน 3 ของการผลิตทั้งหมดของบริษัท และพวกเขาแถลงว่าจะตัดสินใจเร็วๆนี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเรื่องของการกลับคืนสู่ปฏิบัติการ

"นี่คือเหตุความไม่สงบของคนงานครั้งเลวร้ายที่สุดที่ผมเคยเห็นมาในรอบหลายปีนี้" ตรีเพส ราธอร์ กรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษา ไอเอชเอส ออโตโมทีฟ อินเดีย บอกกับเอเอฟพี "สถานการณ์เลวร้ายมาก พวกผู้จัดการระดับอาวุโสอาจไม่อยากทำงานให้มารูติ ณ โรงงานดังกล่าวอีกแล้วในอนาคต เนื่องจากหวั่นกลัวด้านความปลอดภัย"

ด้าน มเหสวรา ดายัล รองผู้บัญชาการตำรวจเปิดเผยว่ามีคนงานอย่างน้อย 88 คนถูกจับกุมและมีความเป็นไปได้ที่เหล่านั้นจะถูกตั้งข้อกาฆาตกรรมด้วยการก่อจลาจลและวางเพลิง

มารูติ เปิดเผยว่าเหตุวุ่นวายเริ่มขึ้นในตอนเช้าวันพุธ(18) เมื่อพนักงานฝ่ายผลิตรายหนึ่งทำร้ายผู้จัดการฝ่าย และกล่าวหาว่าสหภาพคนงานพยายามขัดขวางการลงโทษทางวินัยต่อพนักงานรายนี้ จากนั้นก็ปิดกั้นห้ามเหล่าผู้จัดการออกจากโรงงาน

"ไม่ว่าเหตุผลใดๆ นี่ไม่ใช่ปัญหาความสัมพันธ์อุตสาหกรรม ในธรรมชาติความเห็นต่างระหว่างผู้จัดการและคนงานเกี่ยวกับประเด็นค่าจ้างหรือเงื่อนไขการทำงาน แต่มันคือความรุนแรงที่ไม่ได้เกิดจากแรงยั่วยุและน่าขยะแขยงสิ้นดี"

แต่ทางสหภาพแรงงานอ้างเหตุผลที่ต่างกัน โดยบอกว่าผู้จัดการคนดังกล่าวข่มเหงคนงานรายนี้ที่เป็นวรรณะต่ำที่สุดของอินเดีย แถมเขายังถูกพักงานหลังจากยื่นร้องเรียนอีกด้วย

โรงงานมณีสาร์ มีพนักงานราว 2,000 คน และทำหน้าที่ผลิตรถยนต์ "สวิฟท์" ที่มียอดขายสูงสุดของบริษัท รวมถึง A-star และ SX4 ซีดาน

คนงานชาวกรีกเดินขบวนประท้วงมาตรการรัดเข็มขัด

27 ก.ค. 55 - คนงานจากภาคต่าง ๆ ในกรีซรวมตัวประท้วงในกรุงเอเธนส์ เพื่อต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการตามพันธกรณีกับสหภาพยุโรป หรือ อียู และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ประธานสหภาพคนงานต่อเรือแห่งหนึ่ง ระบุว่า พวกเขาจะเดินหน้าต่อสู้ไปจนกว่าจะได้รับความยุติธรรม โดยรัฐบาลและบริษัทจะต้องคำนึงว่าพวกเขาคือคนงานไม่ใช่ทาส

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้บริษัทหลายแห่งต้องปลดคนงาน ลดชั่วโมงการทำงาน และลดเงินเดือนลูกจ้าง การประท้วงดังกล่าวมีขึ้นในช่วงที่คณะผู้ตรวจสอบจากอียูและไอเอ็มเอฟ อยู่ระหว่างการเยือนกรีซเพื่อประเมินความคืบหน้าว่ากรีซได้ดำเนินการตามพันธกรณีในการขอรับเงินช่วยเหลือหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลกรีซได้ยื่นเสนอมาตรการลดรายจ่ายเป็นเงินถึง 12,000 ล้านยูโร ในระยะ 2 ปีต่อคณะผู้ตรวจสอบ

หมู่เกาะเคย์แมนเสนอ "เก็บภาษีแรงงานต่างชาติ" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์

30 ก.ค. 55 - หมู่เกาะเคย์แมนซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งฟอกเงินของมหาเศรษฐีทั่วโลก เสนอแผนเก็บภาษีโดยตรงจากแรงงานต่างชาติเพื่อบรรเทาปัญหาขาดดุลงบประมาณข้อเสนอเก็บ ค่าธรรมเนียมทำนุบำรุงชุมชนดังกล่าวนับเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของหมู่เกาะแห่งนี้ และหมายความว่า แรงงานต่างชาติที่มีรายได้เกิน 24,000 ดอลลาร์สหรัฐจะถูกหักภาษีโดยตรงร้อยละ 10

มณฑลกว่างตงกวาดล้างเอ็นจีโอครั้งใหญ่

31 ก.ค. 55 - เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ -องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ ซึ่งทุ่มเททำงานในการพิทักษ์สิทธิของแรงงานอพยพถูกทางการมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) สั่งปิดไปแล้วอย่างน้อย 7 แห่ง สวนทางกับที่เคยประกาศว่า จะผ่อนคลายข้อกำหนด ที่เข้มงวดในการอนุญาตให้เอ็นจีโอจดทะเบียน

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงานระบุว่า การสั่งกวาดล้าง ที่ดำเนินมานาน 5 เดือนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งที่ทางการเคยประกาศว่า กว่างตงจะเป็นมณฑลแห่งแรกบนแผ่นดินใหญ่ ที่มีการผ่อนคลายข้อกำหนด ในการจดทะเบียนสำหรับเอ็นจีโอตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. เป็นต้นไป

นักเคลื่อนไหวหลายรายกล่าวว่า พวกตนถูกขับไล่ออกจากสำนักงาน หลังจากเจ้าของอาคารถูกเจ้าหน้าที่รัฐกดดัน โดยเจ้าหน้าที่เหล่านี้มักมาตรวจสอบอาคารสำนักงานอยู่บ่อย ๆ

เอ็นจีโอด้านสิทธิแรงงานบนแผ่นดินใหญ่มักรายงานเรื่อง ที่ถูกทางการคุกคามรังควาน เนื่องจากทางการหวาดกลัวว่า กลุ่มเอ็นจีโอ ซึ่งได้รับเงินทุนจากต่างชาติและคอยเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลอาจเป็นแกนนำจัดการผละงานประท้วงครั้งใหญ่ ปลุกปั่นให้มีการเดินขบวนประท้วง หรือการสร้างความวุ่นวายในสังคม

นายจาง จื่อหรู ผู้อำนวยการของศูนย์ให้บริการด้านข้อพิพาทแรงงานเซินเจิ้น สปริง บรีซ ( Shenzhen Spring Breeze Labour Disputes Service Centre) ซึ่งให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายแก่แรงงานกล่าวว่า เขาเช่าอาคารสำนักงาน 7 แห่ง ซึ่งถูกสั่งปิดหมด และสำนักงานของนายจางเป็นเอ็นจีโอรายแรก ที่ถูกสั่งปิดเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา โดยเจ้าของอาคารได้รื้อป้าย และตัดน้ำตัดไฟ แม้มีการทำสัญญานาน 3 ปี โดยจ่ายค่าเช่าครบทุกงวดก็ตาม

ด้านนายเฉิน เหมา เจ้าหน้าที่เอ็นจีโอ ซึ่งทำงานกับศูนย์แรงงานผู้อพยพเซินเจิ้น (Shenzhen Migrant Worker Centre) มานาน 13 ปี รู้สึกตกใจกับการกวาดล้างขนานใหญ่ของทางการ ซึ่งเขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน โดยสำนักของเขาถูกสั่งปิดเมื่อเดือนพ.ค ที่ผ่าน

อย่างไรก็ตาม นายเฉินได้ยื่นคำร้องต่อทางการนครเซินเจิ้นเมื่อเดือนที่แล้ว เพื่อขอทราบเหตุผลของการสั่งปิด โดยนายเฉินยังระบุว่า เจ้าของอาคาร ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานของเขาถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคุกคามข่มขู่มาตั้งแต่เมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว แต่นายเฉินมองว่า ไม่น่าจะมีสาเหตุมาจากที่ทางการกลัวว่า แรงงานอพยพจะก่อความวุ่นวายทางสังคม ก่อนหน้าการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะมีขึ้นในปีนี้แต่อย่างใด

ที่มาเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, ประชาไท, สำนักข่าวไทย, สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, กรุงเทพธุรกิจ, โพสต์ทูเดย์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พบนักกีฬาชาวเอริเทรียมักขอลี้ภัยระหว่างการแข่งขันนอกประเทศ

Posted: 01 Aug 2012 03:19 AM PDT

ผู้ชมชาวแอฟริกาจับตามองนักกีฬาชาวเอริเทรียจากทวีปแอฟริกาในการแข่งขันโอลิมปิก เพราะพวกเขามักถือโอกาสขอลี้ภัยขณะออกไปแข่งขันกีฬาในต่างแดน เหตุถูกกดขี่จากระบอบการปกครองในประเทศ 

เว็บไซต์ วอยซ์ ออฟ อเมริกา ภาคภาษาไทย รายงานเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีนักกีฬาจากประเทศเอริเทรีย จากทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา หลายสิบคนที่หลบหนีและขอลี้ภัยในประเทศอื่น นักวิจารณ์กล่าวว่านักกีฬาเหล่านี้หลบหนีการปกครองของคณะรัฐบาลที่ไม่ยอมมอบอำนาจคืนแก่ประชาชนตามสัญญา

ไมเคิล เทสฟาอี เจ้าหน้าที่ประจำสถานทูตเอริเทรียในกรุงลอนดอนกล่าวว่า เอริเทรียส่งนักกีฬาลงแข่งขันที่กรุงลอนดอนทั้งหมด 12 คน ลงแข่งในกีฬาหลายประเภท รวมทั้งวิ่งและปั่นจักรยาน เขายืนยันว่า นักกีฬาชาวเอริเทรียทั้งหมดจะเดินทางกลับบ้านหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน

เจ้าหน้าที่สถานทูตเอริเทรียในลอนดอนกล่าวว่า เพราะพวกเขาเป็นคนเอริเทรียที่รักบ้านเกิด พวกเขาจะต้องกลับไปเอริเทรียอย่างที่ทุกคนคาดหวัง

ทีมนักกีฬาโอลิมปิกเอริเทรียรวมทั้ง นายเซอเสนเน่ แทดเดส นักวิ่งฮาฟมาราธอนเหรียญเงิน ที่ประกาศว่าตนประสบความสำเร็จเพราะการสนับสนุนของประเทศบ้านเกิด

แต่ความรักชาติแบบนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนทุกคน ทีมฟุตบอลแห่งชาติเอริเทรีย กลายเป็นข่าวพาดหัวเมื่อหกปีที่แล้ว เมื่อสมาชิกทีมนักเตะสี่คนขอลี้ภัยระหว่างการแข่งขันในประเทศเคนยา

เมื่อสามปีที่แล้ว สมาชิกทีมฟุตบอลของเอริเทรียหายไปทั้งทีมหลังการแข่งขันในเคนยา แล้วไปโผล่ที่ออสเตรเลีย และเมื่อปีที่แล้ว นักเตะของทีมเอริเทรีย 13 คน หายตัวไปในแทนซาเนีย มีหลายคนเดินทางมาถึงเมืองฮูสตั้น สหรัฐอเมริกาภายใต้โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่แก่ผู้อพยพ

นายดารีโอ้ ลิโพเว็ค ผู้ประสานงานโครงการตั้งถิ่นฐานผู้อพยพกล่าว่า นักกีฬาเหล่านี้มีความกล้าหาญที่ยอมสละตำแหน่งในระดับทีมชาติเอริเทรีย มาเป็นผู้อพยพ

เขาบอกว่า นักฟุตบอลทีมชาติเอริเทรีย 7 คนที่อยู่ที่ศูนย์ขณะนี้มีความสุขดีและซาบซึ้งที่ได้รับความช่วยเหลือ แต่พวกเขาคิดถึงบ้านและครอบครัวที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

อย่างไรก็ดี ไม่แค่นักกีฬาชาวเอริเทรียเท่านั้นที่ต้องการลี้ภัย สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงแห่งชาติคิวบาสองคนได้ขอลี้ภัยในแคนาดาเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และ นักกีฬาบาสเก็ตบอลอีก 5 คนของคิวบาได้หายตัวไประหว่างการแข่งขันในประเทศเปอร์โตริโก้ และเมื่อหลายสิบปีก่อน นักกีฬาจากสหภาพโซเวียตก็ตกเป็นข่าวในเรื่องนี้

นายเดเนี่ยล เบ็คเคลลี่ ผู้อำนวยการประจำแอฟริกาของ Human Rights Watch กล่าวว่า ปัญหาการเมืองและสิทธิมนุษยชนในเอริเทรียเป็นตัวผลักดันให้นักกีฬาขอลี้ภัย ประเทศในทะเลแดงนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของคนๆ เดียวคือ ประธานาธิบดี อิเซเอียซ อัฟเวอร์กี้ มีการคุมขังผู้คัดค้านทางการเมืองจำนวนมากและริดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน นอกจากนี้ ยังเลื่อนการเลือกตั้งออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า

ผู้อำนวยการ Human Rights Watch ในแอฟริกากล่าวว่าการขอลี้ภัยของนักกีฬาแสดงถึงความเลวร้ายของปัญหาในเอริเทรีย โดยรวมแล้ว จำนวนคนที่หลบหนีจากประเทศเล็กๆ นี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่าสองแสนคน หรือ ประมาณร้อยละ 5 ของประชากรทั้งหมดของประเทศ ถือเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ

 

ที่มา: นักกีฬาชาวเอริเทรียมักขอลี้ภัยระหว่างการแข่งขันนอกประเทศ, วอยซ์ ออฟ อเมริกา, 1 ส.ค. 55  
http://www.voathai.com/content/eritrea-olympics-defectors-/1452171.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เครือข่ายลุ่มน้ำปิง ชง 9 แนวทางการจัดการน้ำ

Posted: 01 Aug 2012 02:30 AM PDT

ภาคประชาชนลุ่มน้ำปิง เสนอการจัดการน้ำภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ต้องถอดบทเรียนการจัดการลุ่มน้ำที่ผ่านมา เพื่อไม่ให้นำงบประมาณไปแก้ไขปัญหาจากโครงการเดิมที่ผิดพลาด

 
ภาพ: ลุ่มน้ำปิงตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศไทย พื้นที่ส่วนใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่  ลำพูน  ตาก  กำแพงเพชร และนครสวรรค์  ลักษณะลุ่มน้ำเรียวยาว วางตัวในแนวเหนือ-ใต้  พื้นที่ลุ่มน้ำทั้งสิ้น 33,896 ตารางกิโลเมตร (ที่มา: http://kromchol.rid.go.th/lproject/2010/index.php/-25-/105-06-)
 
เวทีสัมมนาการจัดการลุ่มน้ำปิงอย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 30 ก.ค.55 ณ โรงแรมนวรัตน์ จ.กำแพงเพชร มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ และเครือข่ายลุ่มน้ำปิง โดยการสนับสนุนจาก Oxfam (ประเทศไทย) ได้มีการวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาในลุ่มน้ำปิงตั้งแต่ต้นน้ำในอำเภอเชียงดาว ถึงปลายน้ำในจังหวัดนครสวรรค์
 
 
นายสุนทร เทียนแก้ว ลุ่มน้ำปิงตอนบน ได้กล่าวว่าพื้นที่ป่าในลุ่มน้ำปิงตอนบนถูกคุกคามด้วยข้าวโพด ยางพารา ไม้เศรษฐกิจต่างๆ อีกทั้งมีโครงการพัฒนาที่จะเข้ามาในลุ่มน้ำปิงตอนบหลายโครงการ เช่น กระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยหลวง อ่างเก็บน้ำปิงตอนบน โครงการผันน้ำกก-ปิง จากความไม่เปิดเผยข้อมูลของโครงการที่ชัดเจน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนา ซึ่งเกิดจากความรู้สึกมากกว่าความรู้
  
ส่วนในพื้นที่ตอนล่างตั้งแต่จังหวัดตากถึงจังหวัดนครสวรรค์ สภาพปัญหาที่พบคือ น้ำหลาก น้ำแล้ง อุทกภัย และภัยแล้งในชุมชนบริเวณเขื่อนภูมิพล ดินโคลนถล่มจากน้ำป่าไหลหลาก พื้นที่ป่าลดลง กลายเป็นพื้นที่ทำกินถึงร้อยละ 90 (ไร่ข้าวโพด กะหล่ำปลี) ทำให้ไม่มีต้นไม้ดูดซับน้ำ มีโครงการก่อสร้างเขื่อน มีการบุกรุก สร้างสิ่งกีดขวางทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นถนน โรงงานอุตสาหกรรม การสร้างฝายกั้นน้ำปิง เป็นเขื่อนหิน ทำให้เกิดปัญหาการใช้น้ำของชาวบ้าน ซึ่งไม่สอดคล้องกับลักษณะภูมินิเวศของแม่น้ำ
 
 
ด้านนายตะวันฉาย หงษ์วิลัย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่าโครงการสร้างเขื่อนแม่วงก์ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ไม่ตอบปัญหาการแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม แต่จะทำลายระบบนิเวศ ที่อยู่ของสัตว์ป่า และแหล่งอาหาร ถ้าเขื่อนแม่วงก์สร้างได้ จะมีการสร้างเขื่อนในป่า ในเขตอุทยานฯ ทั่วประเทศ
 
ดร.วสันต์ จอมภักดี อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรรมการลุ่มน้ำปิง ได้ตั้งคำถามว่า งบสามแสนห้าหมื่นล้านจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน และมีประสิทธิภาพอย่างไร พร้อมเสนอว่า นโยบายการจัดการน้ำผ่านมาถึงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 จะต้องมีการถอดบทเรียน ในกรณีของการสร้างเขื่อนแม่กวงน้ำไม่เคยเต็มเขื่อนและไม่เพียงพอในการใช้ จึงมีการผันน้ำข้ามลุ่มมาแม่แตงลงแม่งัด ต่อมาลงมาแม่กวง ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาของการสร้างเขื่อนแม่กวงที่ผ่านมา
 
ส่วนในกรณีของการขุดลอกแม่น้ำปิงในจังหวัดเชียงใหม่ จะทำให้น้ำไหลแรง หนองน้ำถูกทำลาย ถนนสะพานทรุด และไหลท่วมลำพูนในที่สุด การใช้เงินสามแสนห้าหมื่นล้าน จะเป็นใช้เงินที่สนองนโยบายที่ผิดพลาดของโครงการที่รัฐบาลทำมาก่อน
 
อ.อนุชา เกตุเจริญ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร และกรรมการลุ่มน้ำปิง กล่าวถึงปัญหาการจัดการลุ่มน้ำปิงที่ผ่านมาว่า ความรู้ของหน่วยงานราชการ /แม้แต่กรรมการลุ่มน้ำในเรื่องการจัดการลุ่มน้ำยังไม่มี การทำงานของหน่วยงานราชการที่มีหลายฝ่าย หลายองค์กรขาดการบูรณาการกัน
 
 
นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ กล่าวถึงปัญหาการจัดการลุ่มน้ำในภาคเหนือที่ผ่านมาว่า ลำห้วย แม่น้ำทุกสายที่ผ่านมา ถูกขุดลอกโดยอปท. และหน่วยงานราชการ และกำลังจะถูกเปลี่ยนแปลงโดยงบสามแสนห้าหมื่นล้าน ทำให้แม่น้ำแบนราบ ไม่มีสูง ต่ำ มีแต่ความลึก เป็นเหมือนคลองชลประทาน ทำให้ความหลากหลายของระบบนิเวศถูกทำลายหมดสิ้น
 
ขณะที่กำนันบุญจันทร์ วินไธสงค์ กรรมการลุ่มน้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่าการทำงานของภาครัฐที่ผ่านมา ภาคประชาชนจะไม่ทราบข้อมูล แต่ทราบเมื่อมีแผนงาน โครงการออกมาแล้ว ทำให้เกิดความขัดแย้ง ไม่มีความยั่งยืน ภาคประชาชนเอง มีแผนงานตำบลหรือแผนจังหวัด ซึ่งคิดมาจากชุมชนมากมาย แต่ไม่ถูกนำไปปฏิบัติที่แท้จริง ดังนั้นแผนงานที่ออกมาของภาครัฐ จึงไม่ตอบรับกับสภาพปัญหาของท้องถิ่น
 
ทั้งนี้ ในเวทีมีข้อเสนอในการจัดการลุ่มน้ำปิง ภายใต้งบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ดังนี้
1. สร้างป่าให้ซับน้ำ เป็นเขื่อนที่มีชีวิต เพื่อดำรงวิถีชีวิตของผู้คน และการพัฒนาที่ยั่งยืน
2. การแก้ไขปัญหาในลุ่มน้ำปิง ควรมีความสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความหลากหลายทางชีวภาพในลุ่มน้ำ
3. ให้มีกรรมการลุ่มน้ำสาขา และลุ่มน้ำย่อยที่มาจากภาคประชาชน โดยราชการเป็นฝ่ายหนุนเสริม
4. ให้หน่วยงานราชการ เรียนรู้ระบบลุ่มน้ำ วิถีชีวิต การประกอบอาชีพ การใช้น้ำ ฯลฯ เพื่อให้มีการจัดการน้ำที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในแต่ละลุ่มน้ำ
5. ลดพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ และทบทวนนโยบายการปลูกพืชเศรษฐกิจ
6. สนับสนุนชุมชนในการมีส่วนร่วมในการจัดการป่า และการจัดตั้งกองทุนจัดการป่า
7. อนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำที่ถูกทำลาย เพื่อให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ และแหล่งอาหารของชุมชน
8. ประยุกต์รูปแบบการจัดการน้ำแบบเหมืองฝาย กับการจัดการน้ำแบบสมัยใหม่ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
9. รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชน ทบทวนบทเรียนการจัดการน้ำที่ผ่านมา ไม่ทำลายระบบนิเวศตามธรรมชาติ วิถีชีวิตผู้คน และไม่เดินซ้ำทางเดิม
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สังคมวิทยาภัยพิบัติ: ว่าด้วยการก่อเหตุที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี

Posted: 01 Aug 2012 01:39 AM PDT

การก่อเหตุภัยพิบัติที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ ในฐานทฤษฎีเดิม ว่ากันไว้ว่า “การก่อเหตุมีแรงจูงใจมาจากการต้องการ ผู้ฟัง ไม่ได้ต้องการจำนวนของผู้เสียชีวิต” (Waugh, 1990)

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เหตุผลของการวางระเบิดหรือการก่อเหตุอื่นๆ ที่ไม่ได้หวังผลการตาย เกิดขึ้นเพราะกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการแสดงให้เห็นถึงพลังและอำนาจ ทำให้เป้าหมายหรือเหยื่อดูน่าสงสาร น่าเห็นอกเห็นใจ และต้องการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจ และถึงมีก็ไม่มีประสิทธิภาพ 

การสร้างความเสียหายโดยไม่หวังผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้นเนื่องจากว่า จะทำให้จำนวนการตายของคน นำไปสู่การขาดสนับสนุนด้านการเมือง ดังนั้นการวางระเบิดในโรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี จึงเป็นการก่อเหตุที่สัญลักษณ์มากกว่า เพราะที่ผ่านมาโรงแรมแห่งนี้ถูกใช้เป็นพื้นที่กลางในการประชุมด้านสันติภาพจากทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ครู สภาภาคประชาสังคมชายแดนใต้ หน่วยงานด้านการศึกษาและวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้น

ทุกวันนี้เรากำลังสู้กับภัยพิบัติที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ เพราะเป้าหมายของผู้สร้างภัยพิบัติตั้งใจจะใช้เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ทั้งโทรทัศน์และอินเตอร์เนท ช่วยกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวและขยายผลงานของตัวเองในวงกว้าง

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ทฤษฎีที่วิเคราะห์ภัยพิบัติที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ กล่าวว่า ภัยพิบัติที่มาจากน้ำมือของมนุษย์เกิดขึ้น เพราะบุคคลหรือกลุ่มองค์กรต้องการแสดงแสนยานุภาพโดยการฆ่าคนจำนวนมาก  และส่วนใหญ่คือผู้บริสุทธิ์ โดยไม่หวังว่าจะได้รับผลกระทบจากสังคมสาธารณะและการสนับสนุนด้านการเมืองหรือไม่ เช่น การระเบิดเครื่องบิน ตลาด โรงเรียน จนกระทั่งถึงในช่วงทศวรรษที่ 1990 พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับรัฐหรือพื้นที่เศรษฐศาสตร์สังคมของกลุ่มชนชั้นนำ ภายหลังถูกนำมาใช้เป็นเป้าหมายในการก่อเหตุเพิ่มขึ้น 

บุคคลหรือกลุ่มองค์กรที่ขยันสร้างภัยพิบัติบางองค์กร ได้ก้าวข้ามการนับจำนวนคนที่เสียชีวิตและการทำให้เกิดความเสียหาย  มาเป็นการสร้างภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบทางจิตวิทยาและผลกระทบทางสังคมมากกว่า ถ้ายังจำกันได้ เหตุการณ์ระเบิดห้างในตัวเมืองหาดใหญ่ กับโรงแรม ซี.เอส.ปัตตานี ล้วนแล้วแต่เป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ทางเศรษฐกิจและกลุ่มของชนชั้นนำด้วยกันทั้งคู่ 

เหตุของการก่อความรุนแรงจนกระทั่งมีผู้ตายหรือเสียชีวิตมีล้านแปด ประการแรก ส่วนมากงบประมาณสนับสนุนและอุปกรณ์ที่หามาได้ ไม่ได้มาจากการสนับสนุนจากองค์กรหรือหน่วยงานภายนอก แต่มาจาก “rouge” หรือ เงินที่มาจากการก่ออาชญากรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลักขโมย เรียกค่าไถ่ หรือแม้แต่ค้ายาเสพติด ซึ่งถ้าใครบอกว่า สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหาหลักมาจากยาเสพติด อันนี้ก็ไม่แปลก เพราะเงินที่ได้จากการค้ายาก็สามารถนำมาสนับสนุนการก่อเหตุได้เช่นกัน ประการที่สอง กลุ่มที่มีแรงจูงใจมาจากศาสนาหรือพวกการเมืองสุดขั้ว หรือกลุ่มที่มีเป้าหมายในระดับนานาชาติ พวกนี้ไม่ค่อยเป็นประเด็นสำคัญเท่ากับว่า การก่อเหตุเป็นความพยายามค้นหา “สิทธิในการปกครองตนเอง” (autonomy) จากอำนาจส่วนกลางหรือจากรัฐเจ้าอาณานิคม ประการที่สาม การสร้างอาวุธจะมาจากอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายแบบบ้านๆ (low-tech weapons) เช่น ปุ๋ย หรือน้ำมัน ก็สามารถสร้างอำนาจของกลุ่มก่อการได้ด้วยเช่นกัน แต่ทั้งผลของภัยพิบัติที่มาจากธรรมชาติและมาจากน้ำมือของมนุษย์นั้นเหมือนกัน คือต้องมีการฟื้นฟูอย่างยาวนาน (long-term recovery)

เมื่อเกิดเหตุแต่ละครั้ง จึงไม่มีผู้นำคนไหนอยากให้เกิดในขณะที่ตนยังดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ผู้นำเหล่านี้ โดยเฉพาะรัฐบาล ยังต้องมีหน้าที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงปลอดภัย รวมทั้งดูแลมูลค่าด้านความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ถ้าทำไม่ได้จะส่งผลให้เกิดความล้มเหลวด้านการเมืองที่มีมูลค่าสูงมากตามมาในภายหลัง 

ในอดีต ความรุนแรงเป็นเรื่องของการข่มขู่คุกคามเพื่อทำให้เกิดความหวาดกลัวโดยเน้นด้านการเมืองเป็นหลัก แต่ปัจจุบันการก่อเหตุอาจต้องการผลด้าน เศรษฐกิจ สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ผสมเข้าไปด้วย โดยกลุ่มผู้กระทำการอาจมีจำนวนน้อยมากและอาจมีไม่ถึงพันคน แต่การเน้นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับคน และสาธารณูปโภค ซึ่งอาจส่งผลในวงกว้างมากโดยสร้างความเสียหายจำนวนที่น้อยกว่าได้ เช่น การโจมตีบุคคลที่เป็นสัญลักษณ์ ได้แก่ ผู้พิพากษา ผู้นำจากการเลือกตั้ง นักธุรกิจ และคนที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูง เพราะจะได้รับความสนใจจากสาธารณชน หรือสถานที่สาธารณะที่เป็นที่รู้จักกัน

ลองวิเคราะห์ดูเหตุการณ์ระเบิดที่โรงแรมซี.เอส.ปัตตานี ตัวโรงแรมเองก็ได้ชื่อว่าเป็นโรงแรมของคนชั้นสูง (elite) ในจังหวัด ตัวเจ้าของโรงแรมเองคือ คุณอนุศาสน์ สุวรรณมงคล เป็นสัญลักษณ์ทั้งด้านธุรกิจและการเมือง คือ ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี ตัวโรงแรมเองยังเป็นพื้นที่ทางสังคมที่มีหน่วยงานราชการต่างๆ ชาวบ้านธรรมดาหรือทั้งที่เป็นกลุ่มเคลื่อนไหว นักสร้างสันติภาพจากกรุงเทพหรือต่างจังหวัด นักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ เคยใช้เป็นพื้นที่ในการพบปะด้วยกันทั้งสิ้น นั่นหมายถึงว่า การก่อเหตุ ณ โรงแรมแห่งนี้ จะทำให้ความหวาดกลัวขยายวงกว้างได้ง่ายเพราะเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วในแวดวงสาธารณะชน 

จะว่าไปการก่อเหตุความไม่สงบกับความรุนแรงในเชิงอาชญากรรมมีความคล้ายคลึงกัน 4 อย่าง คือ 1) ทั้งคู่ถูกใช้เพื่อสร้างให้เกิดความรุนแรงเกินจากความเป็นธรรมดา 2) เพื่อนำเสนอเป้าหมายอะไรบางอย่าง 3) การเลือกเป้าหมายเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ และ 4) ต้องการสร้างให้เกิดผู้ฟังและติดตามในวงกว้างมากกว่าทำให้เกิดเหยื่อจากสถานการณ์ 

ในการจัดการกับภัยพิบัติที่มาจากน้ำมือของมนุษย์นั้น จริงๆแล้วหน่วยงานในพื้นที่และในระดับนโยบายก็มีการดำเนินการอยู่แล้ว คือการสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงปลอดภัยร่วมกับภาคประชาสังคม (civil security) ในหลายประเทศที่มีเหตุการณ์เช่นนี้ อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาเองหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ก็สนใจและให้ความสำคัญกับวิธีการเช่นนี้มากขึ้น ควบคู่กับการทำงานด้านความมั่นคงและการป้องกันภัยพิบัติที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ โดยได้สร้างแผนการป้องกันไว้ทั้งหมด 15 แผน โดย 12 แผนจะเน้นการรับมือกับเหตุที่อาจเกิดขึ้นในหลายมิติ ได้แก่ การรับมือกับการบาดเจ็บและเสียชีวิต ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐาน ผลกระทบทางเศรษฐกิจ และช่วงเวลาของการฟื้นฟู โดยแผนดังกล่าวจะเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นสำหรับเหตุร้ายที่ไม่อาจจะจินตนาการได้ด้วย 

สำหรับนักสังคมวิทยาภัยพิบัติที่สนใจเรื่อง ภัยที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ ยังมีคำถามอีกมากที่ต้องการคำตอบ ประการแรก ทำไมบุคคลหรือกลุ่มเลือกใช้ความรุนแรงเพื่อให้บรรลุผลด้านการเมือง ถ้าการสร้างความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นตัวยาวนาน อะไรจะเป็นทางเลือกที่ไม่ให้คนกลุ่มนี้ก่อความรุนแรง เช่น การวิเคราะห์ที่ต้นเหตุว่า มาจากความยากจน หรือความไม่อดทนอดกลั้นทางความแตกต่างด้านศาสนาและวัฒนธรรม ประการที่สอง เราจะสามารถสร้างองค์กรที่มีประสิทธิภาพในการรับมือกับเหตุการณ์ความไม่สงบได้อย่างไร โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างรัฐบาลทั้งภายในและต่างประเทศ ซึ่งมีฐานทรัพยากรที่จะนำมาใช้ในการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีปัญหาร่วมกันคือ การไม่สามารถดึงทรัพยากรดังกล่าวมาใช้ร่วมกันได้อย่างจริงจัง เช่น หน่วยงานในพื้นที่ทั้งที่เป็นรัฐและหน่วยงานอิสระ อาจมีประสบการณ์เป็นอย่างดีในการรับมือกับปัญหา แต่ขาดทรัพยากรอันเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ 

ประการที่สาม ในอุดมคติ การทำงานร่วมมือกันจากหลายภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญและต้องการเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงต้องการระบบในการบริหารจัดการ (Incident Command System-ICS) เพื่อร้อยทักษะต่างๆ เข้าด้วยกัน เพราะการจะให้ทุกองค์กรทุกฝ่ายทำงานด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นอาจไม่เป็นผลในทางปฏิบัติจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ซับซ้อนและฉุกเฉิน เพื่อให้ได้ผลในทางปฏิบัติ การใช้กระบวนการในการตัดสินใจร่วมกันโดยพื้นฐาน (consensus-based decision process) น่าจะเป็นทางหนึ่งที่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งเหล่านี้จะเกิดได้หรือไม่ อย่างไร

จริงๆ แล้วยังมีคำถามอีกมากที่ต้องการโจทย์วิจัยและต้องการคำตอบ ยิ่งถ้าทำให้มีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานที่จัดการด้านเหตุฉุกเฉินและการก่อเหตุ นักวิจัยที่ทำงานด้านสันติภาพ และนักวิจัยที่สนใจงานด้านภัยพิบัติ ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยให้ระบุโจทย์ เกิดการพัฒนาด้านนโยบาย และโปรแกรมที่จะสามารถรับมือกับเหตุการณ์ภัยพิบัติที่มาจากน้ำมือของมนุษย์ได้ในอนาคต

 

บรรณานุกรม
Waugh, W. L. Jr., (2007), ‘Terrorism as Disaster’, in Rodríguez, H., E. L. Quarantelli, et al. (eds) Handbook of Disaster Research. New York, Springer. pp. 388-404.

 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นศ.ค้าน มข.ออกนอกระบบ ทวงถามข้อเสนอขอมีส่วนร่วมกำหนดทิศทาง มหา’ลัย

Posted: 01 Aug 2012 01:33 AM PDT

หน้าห้องอธิการฯ รับเรื่อง แจงนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยวันนี้ ด้านเครือข่ายนักศึกษายื่นหนังสือต่อ จี้แจงข้อมูลผลการรับฟังความคิดเห็น ทั้งการสนทนากลุ่ม-สัมภาษณ์เจาะลึก-เว็บไซต์ ที่ผู้บริหารอ้างกระบวนการมีส่วนร่วม

 
 
วันนี้ (1 ส.ค.55) เวลา 10.00 น. นักศึกษาตัวแทนเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบเดินทางไปติดตามความคืบหน้า หลังจากการยื่นข้อเสนอให้อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “มหาวิทยาลัยนอกระบบ” เมื่อวันที่ 24 ก.ค.55 ที่ผ่านมา แต่ผ่านมากว่าสัปดาห์ยังไม่ได้รับการติดต่อกลับ
 
การติดตามเรื่องครั้งนี้นักศึกษาตัวแทนเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับ นางสาวบุษรา สุขวิเศษ เลขานุการปฏิบัติงานหน้าห้องอธิการบดี ได้รับข้อมูลว่า เรื่องดังกล่าวจะถูกนำเข้าที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยวันนี้ โดยจะจัดประชุมที่ชั้นสองตึกอธิการ
 
จากนั้นนักศึกษาตัวแทนเครือข่ายฯ จึงยื่นอีก 1 ฉบับ เรื่อง ขอเอกสารบันทึกเกี่ยวกับประเด็นการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ ระบุว่า ตามที่อธิการบดีได้ชี้แจงว่าได้มีกระบวนการการมีส่วนร่วมแล้ว ทางเครือข่ายฯ พิจารณาแล้วว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น จึงใคร่ขอเอกสารบันทึกสรุปการดำเดินการ ดังนี้1.ผลการรับฟังความคิดเห็นโดยการสนทนาเป็นกลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยการวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพมีการสุ่มตัวอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกหน่วยงานตามที่ได้กล่าวอ้าง
 
2.ผลการรับฟังความคิดเห็นโดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-Depth Interview) ที่อ้างว่าผู้ให้ข้อมูลคือ นักศึกษา ผู้บริหาร บุคลากรสายผู้สอน บุคลากรสายสนับสนุน ลูกจ้าง พนักงานมหาวิทยาลัย ผู้มีส่วนได้เสีย ผู้แทนองค์กรส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาคราชการ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และนักวิชาการ 3.ผลการรับฟังความคิดเห็นจากช่องทางอื่นๆ ประกอบไปด้วย เว็บไซต์ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ กล่องรับฟังความคิดเห็น โทรศัพท์ โทรสาร
 
ทั้งนี้ การยื่นหนังสือดังกล่าวนางสาวปริยา โทณะพงษ์ เลขานุการปฏิบัติงานหน้าห้องอธิการบดีอีกคนหนึ่งรับจะประสานและดูแลเรื่องให้
“ทางเครือข่ายเองจะไม่นิ่งนอนใจ หากยังไม่รับการติดต่อกลับหรือถูกเพิกเฉยอีก จะไปติดตามเรื่องเรื่อยๆ จนกว่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจน” ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุ
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผู้บริโภคฟ้อง AIS และ Dtac เหตุกำหนดวันหมดอายุไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง กสทช.

Posted: 01 Aug 2012 01:26 AM PDT

ผู้บริโภคยื่นฟ้อง AIS และ Dtac ข้อหาผิดประกาศ กสทช. ข้อ 11 ละเมิดผู้บริโภคด้วยการกำหนดอายุการใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนแบบชำระค่าบริการล่วงหน้า หรือ ระบบเติมเงินเพื่อให้เกิดการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นการทั่วไป

วันนี้ (1 ส.ค.) ในเวลา 11.00 น.  นายเฉลิมพงษ์  กลับดี เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์ของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ยื่นเรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 411, 000 บาท ศาลแพ่ง (รัชดา) และ นางสาวจุฑา สังขชาติ ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น423,000 บาท ต่อที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในเวลา 13.30 น. ทั้งนี้ผู้เสียหายทั้ง ๒ ราย ได้มอบอำนาจให้นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศและนายพรชัย จันทร์มี เป็นผู้ฟ้องและดำเนินคดีแทน 

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม มีคำสั่งทางการปกครองต่อผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทั้ง 5 บริษัท ที่ไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตาม ข้อ 11 ของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่25 กันยายน 2549  โดยสำนักงาน ฯ ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 กำหนดค่าปรับทางปกครองในอัตราวันละ 100,000 บาทโดยเริ่มปรับตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคม 2555 เป็นต้นไป

เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้มีการติดตามการดำเนินการของผู้ให้บริการทั้ง 5 บริษัท พบว่ายังมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค เช่น เมื่อผู้บริโภคยังมิได้มีการเติมเงินเข้าสู่ระบบก็จะมีการแจ้งสิทธิต่อผู้บริโภคผ่าน SMS ด้วยข้อความว่า “เพื่อรักษาเงิน 64.18 บาท ให้ใช้ได้ต่อเนื่อง กรุณาเติมเงินก่อน 08/06/2555” จากข้อความดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีเจตนาบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งขัดต่อประกาศเรื่องมาตรฐานสัญญา ข้อที่ 11 อย่างชัดเจน

ข้อมูลการตลาดการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย ณ สิ้นไตรมาสที่สองของปี 2554 มีผู้ใช้บริการทั้งหมด 75,535,338 ราย โดยแยกออกเป็น 2 แบบ คือ แบบชำระค่าบริการรายเดือน มีจำนวน 7,469,164 ราย และแบบชำระค่าบริการล่วงหน้า (เติมเงิน) มีจำนวนผู้ใช้อยู่ที่ 68,066,175 ราย ซึ่งเห็นได้ว่าระบบเติมเงินมีผู้ใช้บริการมากถึงกว่าร้อยละ 90 % ทั้งนี้ จากการศึกษาของสำนักงาน กสทช. พบว่ารายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงินอยู่ที่เดือนละ 156 บาท (ข้อมูลอ้างอิงจากรายงานสภาพตลาดโทรคมนาคม ฯ และ ข้อมูลกลุ่มงานวิชาการและจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม ฯ ของสำนักงาน กสทช.)

การที่ผู้ให้บริการบังคับให้ผู้บริโภคต้องเติมเงินถึง 300 บาท เพื่อจะได้จำนวนวันใช้งาน 30 วัน ถือเป็นการบังคับให้ผู้บริโภคทั้งประเทศต้องเติมเงินเกินกว่าที่จะใช้จริงถึงเดือนละ 144   บาทต่อหนึ่งเลขหมาย ซึ่งผู้ใช้บริการแบบชำระค่าบริการมีจำนวน 68,066,175  เลขหมาย  จึงคิดเป็นมูลค่าที่ผู้ให้บริการจะได้รับเงินส่วนเกินจากการบังคับให้ผู้บริโภคต้องเติมเงินถึงเดือนละ  9,801,529,200  บาท (เก้าพันแปดร้อยหนึ่งล้านห้าแสนสองหมื่นเก้าพันสองร้อยบาท)

การยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอความเป็นธรรมในครั้งนี้ เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการกระทำการละเมิดต่อผู้บริโภคอีกแม้แต่รายเดียว และผู้ให้บริการควรคำนึงถึงการประกอบธุรกิจที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ดูแลผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ผู้บริโภครายใดที่ประสบปัญหาดังกล่าว เราอยากให้ลุกขึ้นมาพิทักษ์สิทธิของตนเองเพื่อต่อสู้กับผู้ที่เอาเปรียบผู้บริโภคและร่วมกันยื่นฟ้องคดี

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปรากฏการณ์บท (ไม่) วิจารณ์เครื่องดนตรีบน YouTube: เมื่อสื่อประชาชนรับใช้ทุนนิยม (อีกครั้ง)

Posted: 01 Aug 2012 01:25 AM PDT

น่าจะเป็นที่ยอมรับกันในยุคปัจจุบันว่า ในยุคนี้พื้นที่ “สื่อใหม่” ต่างๆ เปิดกว้างให้เสียงของ “ประชาชน” เป็นที่ได้ยินเซ็งแซ่มากขึ้นไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมืองหรือเรื่องใดก็ตาม นี่ทำให้มีความเป็นไปได้ของการเกิดคำวิพากษ์วิจารณ์สารพัดอันสิ่งไม่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อกระแสหลักไปจนถึงกระแสรองอื่นๆ มากขึ้น อย่างไรก็ดีการเปิดกว้างนี้ไม่ได้ทำให้เกิดการวิพากษ์โดยอัตโนมัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้นการเกิดขึ้นของ “สื่อใหม่” ก็ไม่ได้เป็นพื้นที่ในการบ่อนเซาะความศักดิ์สิทธิ์ของบรรดาสิ่งที่เคยมีมาได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่มันก็อาจเป็นอุปกรณ์เสริมความศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ของ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน ทั้งนี้ ความศักด์สิทธิ์มันก็ดูจะพุ่งขึ้นสูงสุดจริงๆ ถ้าประชาชนมีสิทธิในการแสดงความเห็นโดยอิสระไม่ผ่านการขู่เข็นเซ็นเซอร์ไม่ว่าจะโดยฝ่ายไหนหรือวิธีการใดก็ตามแต่

“คลิปรีวิวเครื่องดนตรี” เป็นสิ่งที่ปรากฏมากมายใน YouTube ซึ่งปรากฏมาจากหลายฝ่ายและหลายรูปแบบมากๆ ตั้งแต่คลิปรีวิวจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องดนตรีเอง คลิปรีวิวจากนิตยสารเกี่ยวกับเครื่องดนตรี คลิปรีวิวจากแชนแนลรีวิวดนตรีชื่อดังใน YouTube ต่างๆ ไปจนถึงคลิปรีวิวจากบรรดานักดนตรีมือสมัครเล่นหน้าใหม่ทั่วๆ ไป

จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่คุ้นเคยกับเครื่องดนตรีจำพวกกีต้าร์ ผู้เขียนพบว่าคลิปรีวิวเหล่านี้มีการรีวิวอุปกรณ์ที่หลากหลายพอสมควรไม่ว่าจะเป็นตัวกีต้าร์เองตั้งแต่กีต้าร์ไฟฟ้ายันกีต้าร์คลาสสิค ตัวปิ๊คอัพ (pickup) (หรือตัวรับสัญญาณการสั่นของกีต้าร์ไฟฟ้า) ตัวเอฟเฟคกีต้าร์สารพัดรูปแบบ ตัวแอมปลิฟายเออร์กีต้าร์สารพัดรูปแบบ ไปจนถึงไมโครโฟนที่ใช้ขยายเสียงกีต้าร์

คลิปพวกนี้โดยส่วนใหญ่จะเป็นการนำอุปกรณ์ดนตรีชนิดหนึ่งๆ มาโชว์คุณภาพเสียงและความหลากหลายของการใช้งานที่เป็นไปได้ มันมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องดนตรีต่างๆ ที่มีในท้องตลาดในท้องถิ่นและในโลก ดังนั้นคุณภาพเสียงที่ออกมาในแต่ละคลิปก็มีความเกี่ยวพันกันกับการตัดสินใจซื้อสินค้าของผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายสำหรับคนเล่นดนตรีจำนวนมากไม่ว่าจะกี่ปากว่า กี่ตาเห็น ก็ไม่เท่ากับที่สองหูตัวเองจะได้ยิน และพวกเขาก็ได้ยินเสียงเครื่องดนตรีที่พวกเขาจะตัดสินใจซื้อจากคลิปเหล่านั้นนั่นเอง

แน่นอนว่าการไปลองเครื่องดนตรีแบบสดๆ ที่ร้านค้าต่างๆ ที่มีเครื่องดนตรีจำหน่ายย่อมดีที่สุด อย่างไรก็ดีสิ่งที่การทดลองเครื่องดนตรีแบบนี้ก็มีก็มีข้อจำกัดอยู่มาก ทั้งในแง่ของการเปรียบเทียบ เช่นการทดลองกีต้าร์ไฟฟ้ากับตู้แอมป์ที่ต่างกันก็ให้เสียงที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญแน่ๆ หรือการลองเครื่องดนตรีไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีแบบใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นแบบไฟฟ้าหรืออคูสติค สภาพของห้องที่ลองเครื่องดนตรีที่ต่างกันก็ให้เสียงสะท้อน (reverb) ที่ต่างกันซึ่งก็นำมาสู่เสียงเครื่องดนตรีดีที่ต่างกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการทดสอบเครื่องดนตรีในพื้นที่ต่างกันเหล่านี้ และที่ว่ามานี้ก็เป็นแค่เรื่องของเครื่องดนตรีที่ทดลองได้ก่อนซื้อเท่านั้น ยังไม่รวมถึงอุปกรณ์ที่ไม่อาจลองได้ก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น เอฟเฟคกีต้าร์ต่างๆ ที่ไม่มีขายในท้องถิ่นต้องจ่ายเงินสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ หรือปิ๊คอัพกีต้าร์ที่ไม่อาจลองเสียงได้ก่อนที่มันจะได้รับการติดตั้งบนกีต้าร์ (เพราะไม่มีร้านใดที่จะรับคืนปิ๊คอัพที่ได้รับการติดตั้งไปแล้วแต่ลูกค้าไม่ชอบ)

ในแง่นี้คลิปการทดสอบเครื่องดนตรีต่างๆ จึงมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจซื้อเครื่องดนตรีของเหล่านักดนตรีในยุคดิจิตัลทั้งหลาย คงจะไม่ต้องสงสัยว่าทางผู้ผลิตทั้งหลายจะพยายามสร้างคลิปแสดงเครื่องดนตรีที่เป็นสินค้าของพวกเขาให้ออกมาเสียงดีที่สุด หากเราดูคลิปการทดลองอุปกรณ์หนึ่งๆ จากบรรดาบรรษัทขายเครื่องดนตรีแล้วเสียงดี เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าอุปกรณ์ทั้งระบบที่ส่งผลต่อเสียงเป็นอุปกรณ์ชั้นเลิศที่สุด ตัวอย่างเช่น ในคลิปเอฟเฟคกีต้าร์เสียงแตกก้อนหนึ่งที่ราคาไม่กี่พันบาทซึ่งไม่บอกกล่าวชัดเจนว่าใช้อุปกรณ์อะไรในการทดสอบบ้าง เราก็น่าจะอนุมานได้ว่ากีต้าร์ที่ใช้เป็นกีต้าร์ชั้นดีราคาไม่ต่ำกว่าครึ่งแสน ที่ติดปิคอัพที่เสียงดีเยี่ยมราคาไม่ต่ำกว่าสามสี่พันบาท สายแจ็คหรือหลายเคเบิลที่ใช้ก็น่าจะเป็นสายที่ส่งสัญญาณเสียงได้ดีที่สุด ตู้แอมป์ที่ใช้ขยายเสียงก็น่าจะเป็นตู้แอมป์ชั้นเลิศราคาหลายหมื่นบาท ไมค์ที่ใช้รับเสียงจากตู้แอมป์ก็น่าจะเป็นไมค์ที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมบันทึกเสียงราคาหลายพันบาท และสัญญาณจากไมค์ก็ผ่านตัวแปลงสัญญาณเสียงแบบอนาล็อกให้เป็นดิจิตัล (audio interface) ชั้นดีราคาหลักหมื่นแล้วจึงค่อยมาเป็นไฟล์เสียงที่อยู่ในคลิป ซึ่งก็แน่ใจไม่ได้อีกว่าจะมีการปรับแต่งเสียงในขั้นสุดท้ายอีกหรือไม่เพื่อให้เสียงออกมาดีที่สุด ดังนั้นคลิปทดลองเครื่องดนตรีจากบริษัทเครื่องดนตรีเองจึงได้รับการปรุงแต่งไม่ต่างจากนางแบบตามหน้าปกนิตยสารชื่อดังที่ทั้งผ่านการแต่งหน้าโดยช่างแต่งหน้าชั้นเลิศ ใส่ชุดของดีไซเนอร์ชั้นนำ จัดแสงและถ่ายภาพโดยตากล้องชั้นนำ และผ่านการรีทัชโดยกราฟฟิคดีไซเนอร์ชั้นนำก่อนจะไปขึ้นปกนิตยสารในชั้นสุดท้าย ในแง่นี้การเชื่อว่าเสียงเครื่องดนตรีในคลิปจะยอดเยี่ยมแบบในคลิปจริงๆ จึงไม่ต่างจากการเชื่อว่านางแบบตามหน้าปกนิตยสารตัวจริงๆ จะมีหน้าตา ทรวดทรงและผิวพรรณที่งดงามเทียบเท่าที่ปรากฏบนปกนิตยสาร

การสร้างภาพตัวแทนของเสียงอันสมบูรณ์พร้อมดังที่กล่าวมากดูจะไม่ให้ภาพ (หรือเสียง) ที่แท้จริงของเสียงของอุปกรณ์ดนตรีที่เราสนใจเท่าใดนักโดยเฉพาะถ้าเครื่องดนตรีอื่นๆ ของเราไม่ได้เลอเลิศเหมือนอุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบ ในแง่นี้คลิปการทดลองของบรรดาบุคคลทั่วๆ ไปที่ไม่ได้ใช้เครื่องดนตรีต่างๆ ที่ “เทพ” แบบบรรดาคลิปทดสอบอุปกรณ์โดยบริษัทเครื่องดนตรีก็น่าจะให้เราพบกับเสียงที่ใกล้เคียงกับที่เราจะสามารถสร้างออกมาได้จริงด้วยเครื่องดนตรีทั่วๆ ไปที่ที่เรามีมากกว่า ทั้งนี้เราก็ต้องพิจารณาคุณภาพในการบันทึกเสียงของคลิปทดสองเครื่องดนตรีโดยเหล่านักทดสอบจากทางบ้านเหล่านี้ด้วย เพราะก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาเหล่านั้นจะบันทึกเสียงออกมาได้แย่เกินจริงเช่นกัน ทั้งนี้ความผิดพลาดของการบันทึกเสียงส่วนใหญ่ก็มักจะเกิดจากการวางไมโครโฟนที่ใช้รับเสียง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรเพราะการวางไมโครโฟนในการบันทึกเสียงก็เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอันยาวนาน การวางไมค์เพื่อบันทึกเสียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเรื่องเสียงสะท้อนในห้องที่ให้บันทึกเสียงและคาแรคเตอร์เสียงของไมโครโฟนแต่ละตัว ไปพร้อมๆ กับทักษะการหาจุดแหละองศาในการวางแหล่งกำเนิดเสียงดนตรีและไมโครโฟนอย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งนี่ก็ไม่ใช่ความรู้และทักษะที่นักดนตรีทั่วไปจะมีแม้ว่าเขาจะเล่นดนตรีได้อย่างเป็นเลิศก็ตาม

ดังนั้นการดูคลิปทดลองอุปกรณ์ชิ้นเดียวกันหลายคลิปเปรียบเทียบกันจึงเป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้ภาพของเสียงที่ใกล้เคียงกับเสียงจริงๆ ที่เราจะสร้างมันออกมาได้ อย่างไรก็ดีก็ยังมีผู้ทดลองบางส่วนมาทดลองแบบเปรียบเทียบกันอยู่บ้างด้วยการทดลองอุปกรณ์ต่างๆ เปรียบเทียบกันในคลิปเดียวกัน ซึ่งการทดลองที่น่าสนใจก็ปรากฏอยู่บ้างเช่นการทดสอบอุปกรณ์ที่ใกล้เคียงเปรียบเทียบกันแบบไม่ให้รู้ว่าเป็นอุปกรณ์ชิ้นไหน (blind test) แล้วจึงมาเฉลยตอนท้ายคลิปว่าเสียงไหนเกิดจากอุปกรณ์ชิ้นไหน [1] หรือการทดลองเนื้อเสียงอุปกรณ์ประเภทเดียวกันต่อๆ กันที่ละอันโดยที่อุปกรณ์อื่นๆ คงที่ [2] อย่างไรก็ดีการทดสอบแบบนี้จะเหมาะกับอุปกรณ์ที่ให้เสียงใกล้เคียงกันมากเท่านั้น และความต่างที่การทดสอบแสดงก็วางอยู่บนฐานของความ “ไพเราะ” ในการให้เสียงแบบเดียวกัน ไม่ได้แสดงให้เห็นความแตกต่างแบบอื่นๆ ที่เป็นข้อดีข้อเสียหรือจุดเด่นจุดด้วยของอุปกรณ์นั้นๆ แต่อย่างได กล่าวคือการทดสอบแบบนี้มักจะมีการปรับเอฟเฟคทุกตัวให้เสียงใกล้เคียงกันที่สุดและทดสอบเพียงเสียงเดียว และให้คนฟังฟังว่าเอฟเฟคตัวไหนทำเสียงดังกล่าวได้ “ไพเราะ” ที่สุด ซึ่งนั่นทำให้จุดเด่นและความต่างของเอฟเฟคแต่ละตัวในแง่ของการปรับเสียงต่างๆ ได้ยาก

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคลิปทดลองเครื่องดนตรีแทบทั้งหมดบน YouTube ก็คือแทบจะไม่มีคลิปใดเลยที่จะทำการวิจารณ์เครื่องดนตรีที่ทดลองในทางลบ ปรากฏการณ์แบบนี้เข้าใจได้ไม่ยากหากต้นตอของคลิปทดสอบเครื่องดนตรีเป็นทางบริษัทเครื่องดนตรีเอง อย่างไรก็ดีในกรณีของคลิปทดลองเครื่องดนตรีของฝ่ายอื่นๆ เราดูจะต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมอยู่บ้าง เราต้องเข้าใจก่อนว่าบรรดาพวกนิตยสารดนตรีทั้งหลายแหล่ก็ไม่ใช่สื่อที่จะทำงานได้อย่างมีอิสระไปเสียหมด เพราะผู้สนับสนุนรายใหญ่ที่ให้เงินหล่อเลี้ยงนิตยสารดนตรีเหล่านี้ก็คือบริษัทเครื่องดนตรีนั่นเอง จึงไม่แปลกที่การทดสอบเครื่องดนตรีของเหล่าผู้สนับสนุนของนิตยสารดนตรีจะหลีกเลี่ยงการวิจารณ์และพูดถึงข้อดีเป็นหลัก [3] เหล่าช่องอิสระต่างๆ ใน YouTube ที่เป็นช่องทดสอบเครื่องดนตรีชื่อดังอย่าง ProGuitarShop [4] นั้นก็มีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการแสดงแต่ข้อดีของอุปกรณ์ในการทดสอบเนื่องจากอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ทำการทดสอบล้วนเป็นสินค้าที่ทาง ProGuitarShop ขายทั้งสิ้น ซึ่งนี่เป็นแรงจูงใจที่จะสร้างคลิปทดสอบเครื่องดนตรีที่ไม่วิพากษ์เช่นเดียวกับบรรดาผู้ผลิตเครื่องดนตรี และช่องอิสระอีกส่วนที่ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทเครื่องดนตรีไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนทางตรงหรือทางอ้อมก็ดูจะสร้างคลิปทดลองที่ละม้ายคล้ายคลึงกับที่บรรดานิตยสารเครื่องดนตรีสร้างขึ้นมาที่ล้วนหลีกเลี่ยงการวิจารณ์และพูดถึงข้อดีของทางผู้สนับสนุนนเป็นหลัก สุดท้ายทางฝั่งนักทดสอบเครื่องดนตรีอิสระทั้งหลาย การทดสอบเครื่องดนตรีก็ดูจะเป็นการอวดโชว์เครื่องดนตรีของตนที่ซื้อมาด้วยความภาคภูมิใจมากกว่าที่จะมานั่งหาที่ติของอุปกรณ์นั้นๆ และทั้งหมดนี้ก็ทำให้ความเห็นเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับเครื่องดนตรีในบรรดาคลิปทดสอบเครื่องดนตรีที่ปรากฏใน YouTube นั้นแทบจะไม่ปรากฎเลย

อันที่จริงแล้วลักษณะการไม่วิพากษ์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือธรรมชาติของคลิปจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้กล่าวถึงข้อดีโดยตรง แต่มีลักษณะ “ให้เครื่องดนตรีพูดออกมาเอง” ในทำนองเดียวกับการ “ให้หลักฐานพูดออกมาเอง” (Let the evidence speak for itself) กล่าวคือมันเป็นการทดสอบที่ผู้ทดสอบไม่ได้พูดจาอะไรมากนอกจากบอกว่าทดสอบอุปกรณ์อะไรอยู่ แล้วก็ทำการทดสอบไปให้ผู้ฟังตัดสินเสียงที่ออกมาเอง อย่างไรก็ดีตราบที่หลักฐานไม่เคยพูดอะไรออกมาเองอย่างตรงไปตรงมาในงานประวัติศาสตร์ เครื่องดนตรีก็ไม่เคยพูดออกมาเองอย่างตรงไปตรงมาในคลิปทดสอบเครื่องดนตรี เพราะอย่างน้อยที่สุดการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ในการบันทึกเสียงมันก็เกิดขึ้นตลอดเวลาดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งในหลายๆ ครั้งเสียงที่ออกมาดีเลิศเราก็บอกได้ยากว่ามันเกิดจากส่วนไหนของระบบทั้งหมดที่ทำให้เกิดเสียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่ผู้ทดสอบไม่เปิดเผยอุปกรณ์อื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในการทดสอบ นอกจากอุปกรณ์ที่ทดสอบ เช่น การทดสอบเอฟเฟคกีต้าร์ ก็อาจไม่เปิดเผยรุ่นและยี่ห้อของกีต้าร์ที่ใช้ แอมป์ที่ใช้และวิธีการปรับเสียงแอมป์ที่ใช้ ไปจนถึงรุ่นและยี่ห้อไมโครโฟนที่ใช้อัดเสียง เป็นต้น [5]

ผู้อ่านอาจสงสัยว่ามันไม่มีอุปกรณ์ “กลาง” ที่เอาไว้ใช้ทดสอบเครื่องดนตรีให้มันพูดออกมาเองอย่างเป็นกลางที่สุดหรือ คำตอบคือไม่มีแน่ชัด และถึงมีจริง อุปกรณ์ที่ได้ชื่อว่า “กลาง” ก็ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ราคากลางๆ แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นกีต้าร์แบบ Fender Standard Stratocaster หรือ Gibson Les Paul Standard ตู้แอมป์คอมโบ Deluxe Reverb ของ Fender หรือตู้แอมป์ในซีรี่ JCM 800 ของ Marshall ไปจนถึงไมค์รุ่น SM57 ของ Shure เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ก็ล้วนจัดเป็นอุปกรณ์ชั้นเลิศที่สามารถใช้ในห้องอัดได้อย่างสบายๆ ที่ไม่ได้มีราคาแบบสบายๆ สำหรับผู้เล่นดนตรีทั่วๆ ไปแน่ๆ [6]

ปัญหาที่มากกว่านั้นในการ “ให้เครื่องดนตรีพูดออกมาเอง” ก็คือเครื่องดนตรีมันไม่เคยได้รับอนุญาตให้พูดถึงข้อเสียของมันเลย โดยทั่วไปไม่มีเครื่องดนตรีอะไรที่เลอเลิศไร้ที่ติไปเสียหมดอยู่แล้ว โดยเฉพาะเครื่องดนตรีต่างๆ ที่ใช้กับการเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าที่ต้องใช้กันอย่างสัมพันธ์เป็นระบบ ซึ่งถ้าระบบไม่มีความสมดุลเสียงอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้จากเครื่องดนตรีที่สภาพดีเต็ม 100 เช่น กีต้าร์ที่มีเสี่ยงจี่ (hum) เยอะตามธรรมชาติของวงจรไฟฟ้าของมัน ก็ไม่ควรจะใช้คู่กับเอฟเฟคที่มีเสียงจี่เด็ดขาดถ้าไม่ต้องการให้เสียงจี่ในระบบมีมากเกินไปจนเป็นเสียงรบกวนที่น่ารำคาญ ส่วนผสมของกีต้าร์และปิคอัฟที่ให้ย่านเสียงกลางเป็นพิเศษก็ไม่ควรจะเอาไปเล่นกับเอฟเฟคหรือแอมป์ที่เด่นย่านเสียงกลางถ้าผู้เล่นไม่ต้องการให้เสียงกลางมันบวมล้นจนสดับรับฟังเสียงกีต้าร์ได้ไม่คมชัด เป็นต้น และแน่นอนว่าโดยทั่วไปคลิปทดสอบอุปกรณ์ดนตรีจะตระหนักถึงการจำเป็นต้องรักษาสมดุลของเสียงเหล่านั้นเป็นอย่างดี และทำการจัดวางและผสมอุปกรณ์ให้เสียงออกมาสมดุลที่สุด [7] นี่เป็นปัจจัยที่ผู้บริโภคจำนวนมากอาจมองไม่เห็นและกังขาว่าทำไมเครื่องดนตรีที่ซื้อมาของตนมีเสียงที่ไม่อาจเทียบเทียมกับที่เขาเคยได้เห็นเครื่องดนตรีของเขาเฉิดฉายเลิศเลอในการทดสอบ

ทั้งหมดนี้ผู้เขียนไม่ต้องการจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดทั้งสิ้นในปัญหาของการปราศจากการวิพากษ์เครื่องดนตรีที่ดำรงอยู่ เราคงไม่ควรจะคาดหวังว่าทางบริษัทเครื่องดนตรีจะทดสอบเครื่องดนตรีให้เสียงออกมาสมจริงกับการใช้ของผู้ใช้ทั่วๆ ไปแทนที่จะทำเสียงออกมาให้ฟังดูดีที่สุด เราคงไม่ควรจะคาดหวังได้ว่าบรรดาผู้ได้รับการสนับสนุนของบริษัทเครื่องดนตรีจะวิจารณ์เครื่องดนตรีของบรรดาบริษัทผู้สนับสนุนอย่างสาดเสียเทเสีย หรือเรากระทั่งไม่ควรจะคาดหวังว่าบุคคลทั่วๆ ไปจะทำการทดสอบเครื่องดนตรีโดยไม่พยายามทำเสียงดนตรีออกมาให้ดีที่สุด เพราะนั่นจะทำให้เขาโดนเหล่านักวิจารณ์ใน YouTube รุมทึ้งวิจารณ์แบบเสียๆ หายๆ อย่างไรก็ดี สิ่งที่เราน่าจะต้องการคือการทดสอบเครื่องดนตรีที่ไม่ได้ใช้อุปกรณ์เลอเลิศพร้อมแจงอุปกรณ์ทุกๆ ชิ้นที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทดสอบ และมีการพูดถึงทั้งข้อดีและข้อเสียของเครื่องดนตรีอย่างเหมาะสม ซึ่งนั่นดูจะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับผู้บริโภคเครื่องดนตรีที่สุดแต่ขาดแคลนเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

 

อ้างอิง:

  1. ตัวอย่างเช่นคลิปที่ทาง www.thetoneking.com ทำการทดสอบระหว่างเอฟเฟค Metal Zone ของยี่ห้อ Boss ที่เป็นเอฟเฟคกีต้าร์ที่ขายดีที่สุดอันหนึ่งของโลกกับ Ultra Metal ของยี่ห้อ Behringer ซึ่งเป็นของเลียนแบบซึ่งมีราคาขายในท้องตลาดเพียงราว 30% ของ Metal Zone โดยให้ผู้ชมฟังเสียงเอฟเฟคสองก้อนเทียบกันแต่ไม่ให้เห็นเอฟเฟคที่กำลังใช้ http://youtu.be/5fD34Yy1wqw
  2. ตัวอย่างเช่น http://youtu.be/gA4pHeMvhBw
  3. ซึ่งนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกนิตยสารดนตรีจะไม่มีมุมมองเชิงวิพากษ์เอาเลย เพราะมุมมองแบบนี้มักจะปรากฏมากกว่าในนิตยสารเหล่านี้ในฉบับพิมพ์เป็นเล่ม การทดสอบเครื่องดนตรีต่างๆ ที่เผยแพร่เป็นคลิปโดยทั่วไปจะมีลักษณะ “ให้เครื่องดนตรีพูดออกมาเอง” มากกว่า (จะกล่าวต่อไป)
  4. โดยทั่วไป หากทำการสืบค้นชื่อเครื่องดนตรีสักชิ้นใน Youtube คลิปของทาง ProGuitarShop ก็มักจะปรากฏมาเป็นคลิปแรกๆ ซึ่งก็เกิดจากการรีวิวเครื่องดนตรีที่หลากหลายและจำนวนคนที่เข้าชมการรีวิวของทาง ProGuitarShop อย่างไรก็ดีดูช่องนี้ได้ที่ http://www.youtube.com/user/proguitarshopdemos?feature=results_main
  5. ในแง่นี้คลิปทดสอบเครื่องดนตรีที่ตรงไปตรงมากับผู้ฟังที่สุดคือคลิปที่บอกอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ในการทดสอบอย่างละเอียด อย่างไรก็ดีคลิปเหล่านี้ก็ปรากฎไม่มากนัก
  6. ผู้เขียนมาพบที่หลังว่าการเคลมแบบนี้เป็นการคิดในบริบทของไทยที่อุปกรณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาล้วนเป็นสินค้านำเข้าราคาแพงจากอเมริกาที่นักดนตรีทั่วๆ ไปไม่มีงบประมาณให้การซื้อหามาแน่ๆ เพราะราคาอุปกรณ์ทั้งหมดที่กล่าวมาในท้องตลาดไทยก็น่าจะรวมกันเกือบ 1 แสนบาทเลยทีเดียว อย่างไรก็ดีผู้เขียนไม่แน่ใจเท่าไรว่าบรรดาอุปกรณ์ที่กล่าวมานั้นจัดเป็นอุปกรณ์ที่ราคาแพงแค่ไหนในบริบทค่าครองชีพของอเมริกา
  7. สิ่งนี้ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีเพราะต่อให้ใช้อุปกรณ์ดีเลิศหมด แต่ขาดทักษะการผสมเสียงและการบันทึกเสียงที่เหมาะสม การบันทึกเสียงที่ออกมาก็อาจจะฟังดูไม่เข้าท่าเลยก็ได้ในมาตรฐานผู้ฟังทั่วไป
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น