โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ยังพิจารณาอยู่ อัยการเลื่อน 'ทนายจูน' ฟังคำสั่งครั้งที่ 8 คดีซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ยูน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เมื่อระบบ 'รีพอร์ต' ของเฟซบุ๊กถูกกล่าวหาปล่อยปละละเลยรูปอนาจารเด็ก

Posted: 10 Mar 2017 11:10 AM PST

สะเทือนความน่าเชื่อถือ 'ระบบรีพอร์ต' ของเฟซบุ๊ก เมื่อบีบีซีรายงานว่าในเฟซบุ๊กมีการปล่อยปละละเลยการรายงานเรื่องรูปภาพของเด็กที่ส่อไปในทางเพศและส่งตัวอย่างรูปที่ถูกรีพอร์ตแล้วยังไม่ถูกนำออกให้เฟซบุ๊กดู แต่กลับถูกตัวแทนเฟซบุ๊กนำเรื่องนี้ไปฟ้องตำรวจต่ออ้างว่าบีบีซีส่งต่อภาพอนาจารเด็ก ทั้งที่ตัวแทนเฟซบุ๊กเป็นผู้ขอตัวอย่างเอง

ที่มาของภาพประกอบ: Jason Howie/Flickr

10 มี.ค. 2560 สื่อบีบีซีรายงานว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่เฟซบุ๊กปล่อยปละละเลยการรายงานเกี่ยวกับภาพของเด็กที่ถูกสื่อออกมาในเชิงกระตุ้นเร้าทางเพศ โดยปล่อยให้เนื้อหาเหล่านี้ยังคงมีอยู่ต่อไป

ดาเมียนส์ คอลลินส์ ประธานคณะกรรมการด้านวัฒนธรรม สื่อ และการกีฬา ของสหราชอาณาจักรกล่าวว่าเขามีความสงสัยอย่างมากเกี่ยวกับความมีประสิทธิภาพของระบบพิจารณาเนื้อหาของเฟซบุ๊ก จากที่มีกรณีการรายงานรูปล่วงละเมิดเด็กแต่จำนวนร้อยละ 80 ของที่ถูกรายงานไม่มีการนำรูปออก โดยมีการเผยแพร่รูปล่วงละเมิดเด็กดังกล่าวผ่านทางกลุ่มในเฟซบุ๊ก 

นอกจากนี้หลังจากที่ทางสื่อบีบีซีส่งภาพตัวอย่างการล่วงละเมิดเด็กไปให้แต่ทางเฟซบุ๊กกลับไปแจ้งตำรวจให้เอาผิดนักข่าวบีบีซีรวมถึงยกเลิกการให้สัมภาษณ์โดยอ้างว่า "มันเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่ใครก็ตามจะส่งต่อรูปภาพการล่วงละเมิดเด็ก" โดยที่คอลลินส์แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่ามันเป็นเรื่องพิศดารที่มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการเอาผิดบีบีซีในเรื่องนี้

เฟซบุ๊กมีนโยบายนำเนื้อหาที่มีลักษณะอนาจารออกจากเว็บไซต์ของตัวเองโดยระบุว่าพวกเขาไม่อนุญาต "เนื้อหาโป๊เปลือยหรือเนื้อหาที่มีนัยยะส่อไปในทางเพศ" และสนับสนุนให้ผู้ใช้งานรายงานเนื้อหาเหล่านี้ให้เว็บไซต์ทราบได้

หลังจากที่มีการสืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้จากบีบีซีเมื่อปีที่แล้วบริษัทเฟซบุ๊กยืนยันว่าพวกเขาพัฒนาระบบการรายงานเรื่องเหล่านี้แล้ว ในการสืบสวนสอบสวนปีที่แล้วบีบีซีพบว่ามีกลุ่มลับของคนผู้มีความใคร่ต่อเด็ก (paedophiles) แลกเปลี่ยนรูปแบบนี้กัน โดยที่ข้อมูลของบีบีซีทำให้ตำรวจสามารถจับกุมตัวชายผู้หนึ่งในกรณีนี้ได้

อย่างไรก้ตามบีบีซีพยายามพิสูจน์ข้ออ้างเรื่องระบบรีพอร์ตหรือระบบรายงานของเฟซบุ๊กโดยการรายงานภาพ 100 ภาพที่ผิดหลักแนวทางเฟซบุ๊กอย่างรูปในเชิงโป๊เปลือยของเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี แต่มีเพียง 18 รูป จาก 100 รูป ที่ถูกนำออก ระบบโต้ตอบอัตโนมัติของเฟซบุ๊กตอบกลับว่ารูปอีก 82 รูปที่เหลือไม่ได้ละเมิดมาตรฐานชุมชนเฟซบุ๊ก

นอกจากนี้บีบีซียังตรวจพบว่ามีบัญชีผู้ใช้งานที่เป็นคนที่เคยถูกตัดสินในข้อหาเกี่ยวกับคดีทางเพศต่อเด็กมาก่อนทั้งๆ ที่เฟซบุ๊กมีกฎห้ามไม่ให้ผู้ที่ถูกตัดสินเกี่ยวกับคดีล่วงละเมิดทางเพศมีบัญชีรายชื่อเฟซบุ๊ก และแม้ว่าจะมีการรายงานผ่านระบบรีพอร์ตไปแล้วแต่เฟซบุ๊กก็ยังคงไม่นำบัญชีรายชื่อเหล่านี้ออกไป

คอลลินส์กล่าวว่าเรื่องเหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กจะสามารถร้องเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาได้โดยได้รับการตอบรับที่มีประสิทธิภาพหรือไม่

ทางด้านแอนน ลองฟิลด์ กรรมาธิการด้านเด็กของอังกฤษกล่าวว่าเธอรู้สสึกผิดหวังมากที่ยังคงมีเนื้อหาในเชิงกระทำทางเพศกับเด็กคงอยู่ในเฟซบุ๊ก และระบบการตรวจสอบพิจารณาของเฟซบุ๊กไร้ประสิทธิภาพ ชวนให้ตั้งคำถามว่ามนุษย์เป็นผู้ตรวจสอบเรื่องนี้หรือไม่ นอกจากนี้ยังเป็นไปได้ว่าระบบตรวจสอบของเฟซบุ๊กไม่ได้นำบริบทของเนื้อหาเข้าไปพิจารณาด้วย

สมาคมป้องกันการกระทำทารุณในเด็กของอังกฤษ (NSPCC) แสดงความกังวลในเรื่องนี้เช่นกันโดยระบุว่าการที่เฟซบุ๊กล้มเหลวในการนำเนื้อหาล่วงละเมิดเด็กออกจากเว็บไซต์ซึ่งขัดข้อตกลงเรื่องการคุ้มครองเด็ก นอกจากนี้ยังชวนให้ตั้งคำถามว่าพวกเขามองงว่าเนื้อหาแบบไหนกันแน่ที่ไม่เหมาะสมหรืออันตราย

เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ในเวลาต่อมาระบุว่าพวกเขาได้ตรวจสอบเนื้อหาที่ถูกอ้างว่าเกี่ยวข้องกับพวกเขาแล้วและในตอนนี้ได้นำเนื้อหาเหล่านั้นออกไป แต่ในแถลงการณ์ของพวกเขาก็อ้างว่าที่นำบีบีซีไปแจ้งความต่อหลังจากที่บีบีซีส่งรูปภาพที่เป็นปัญหาให้เฟซบุ๊กดูนั้นเป็นการ "ทำตามมาตรฐานอุตสาหกรรม" ของพวกเขาเท่านั้น

จากที่ก่อนหน้านี้ไซมอน มิลเนอร์ ผู้อำนวยการของเฟซบุ๊กเป็นผู้ยื่นข้อเสนอยอมตกลงให้สัมภาษณ์กับบีบีซีโดยมีเงื่อนไขว่าบีบีซีจะต้องยกตัวอย่างโดยนำเนื้อหาที่บอกว่าเป็นปัญหานำเสนอให้พวกเขาดูด้วย แต่เมื่อบีบีซีทำตามเงื่อนไขแล้วกลับถูกแจ้งดำเนินการทางกฎหมาย

เดวิด จอร์แดน พูดถึงการที่เฟซบุ๊กนำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อตำรวจว่าเป็นสิ่งที่พิลึกพิลั่นเพราะนั่นหมายความว่าเนื้อหาที่ถูกมองว่าผิดเหล่านี้เป็นเนื้อหาที่ถูกส่งเข้าเฟซบุ๊กก่อน ปรากฎในเฟซบุ๊ก และถูกแจ้งเพื่อให้จัดการกับรูปภาพที่ไม่เหมาะสม มาก่อนแล้วจอร์แดนคาดเดาว่าอาจจะเป็นเพราะฝ่ายบริหารของเฟซบุ๊กลังเลหรือไม่อยากให้สัมภาษณ์รวมถึงถกเถียงในเรื่องที่ว่าทำไมถึงปล่อยให้รูปเช่นนี้ยังคงอยู่ในเฟซบุ๊ก

ทางด้านหน่วยงานอาชญากรรมของอังกฤษก็ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนว่ากำลังมีการสืบสวนกรณีที่บีบีซีถูกฟ้องในเรื่องนี้หรือไม่

 

เรียบเรียงจาก

Facebook failed to remove sexualised images of children, BBC, 07-03-2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลปกครองสูงสุด รับฟ้อง 6 บริษัทร่วมค้าสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน

Posted: 10 Mar 2017 06:34 AM PST

10 มี.ค.2560 รายงานข่าวระบุว่า ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองกลางให้รับคำฟ้องที่บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด และพวกรวม 6 ราย  ซึ่งเป็นคู่สัญญากับกรมควบคุมมลพิษในโครงการก่อสร้างระบบบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน สุมทรปราการ  ยื่นฟ้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.)   เลขาธิการ ป.ป.ง. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 กรณีขอให้เพิกถอนคำสั่งของ ป.ป.ง ที่ให้ธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ ที่บริษัทวิจิตรภัณฑ์และพวกติดต่อใช้บริการทางการเงิน  ตรวจสอบในทางลับและรายงานการทำธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทในฐานะผู้กระทำความผิดฐานฟอกเงินแก่คณะกรรมการ ป.ป.ง.ไว้พิจารณา

ศาลปกครองสูงสุดให้เหตุผลว่า การที่เลขาธิการ ป.ป.ง.มีคำสั่งดังกล่าวไปถึงสถาบันการเงิน  มีผลเป็นการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง และพวก ดังนั้น บริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง กับพวก จึงเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวโดยตรง อีกทั้งไม่ปรากฎว่า ได้มีการส่งคดีให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน อันเป็นขั้นตอนที่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบของศาลยุติธรรมแต่อย่างใด  คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาททางปกครองเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองตามกฎหมาย การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความและไม่พิจารณาคำขอเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้างและพวกนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วยจึงมีคำสั่งกลับคำสั่งไม่รับคำฟ้องเป็นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาและให้พิจารณาคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดี

ที่มา สำนักข่าวไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประยุทธ์ ชู SME ตามกรอบไทยแลนด์ 4.0 สู่ปฏิวัติอุตสาหกรรม

Posted: 10 Mar 2017 05:45 AM PST

ประยุทธ์ เปิดงาน SME Revolution : เส้นทางสายโอกาส SME 4.0 พร้อมปาฐกถาพิเศษยืนยันรัฐบาลพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ SME โดยขอผู้ให้ประกอบการปรับตัว พัฒนาออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด

10 มี.ค.2560 รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ ที่ ห้องเพลนนารี่ ฮอลล์ 2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานเปิดงาน SME Revolution : เส้นทางสายโอกาส SME 4.0 พร้อมปาฐกถาพิเศษ "เปิดวิสัยทัศน์และมาตรการพลิกโฉม SME ตามแนวประชารัฐสู่ Thailand 4.0" จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลกำลังเดินหน้าประเทศไทยด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน ตั้งแต่ปี 2557 ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาภายใต้ความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสิ่งที่จะทำให้เราไปได้เร็วขึ้นกว่าเดิมให้ทันต่อสถานการณ์ของโลก ปัจจัยภายในและภายนอก คือเราจะต้องปรับตัวเอง ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ทำทุกอย่างโดยใช้หลักการ เหตุผล ยุทธศาสตร์ชาติมาดำเนินการ โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารจัดการระบบบริหารราชการแผ่นดินทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ  ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากทุกภาคส่วน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า SME มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ การพัฒนาส่งเสริม SME ของไทยในวันนี้ถือเป็นความสำคัญ เพราะเราต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ถ้าไม่มีการพัฒนา ประชาชนในทุกระดับ ทุกอาชีพ ทุกรายได้ ก็จะไปด้วยกันไม่ได้ จึงได้เกิดกลไกประชารัฐขึ้นในทุกระดับ ซึ่ง SME ก็มีกลไกเช่นนี้ โดยมีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของประเทศให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น  เพื่อให้มีรายได้ นำมาลดความเหลื่อมล้ำของภาคประชาชนในด้านเศรษฐกิจและสังคม  พร้อมกับต้องยกระดับรายได้ประชาชนให้พ้นจากการติดกับดักรายได้ปานกลาง ด้วยการคิดใหม่ เดินใหม่ มีวิธีบริหารจัดการใหม่ ที่อยู่ในยุทธศาสตร์การบริหารจัดการของรัฐบาล ที่จะต้องขับเคลื่อนให้ได้ในทุกมิติ ทั้งนี้ เรามีโอกาส มีความได้เปรียบจากการเป็นศูนย์กลางภูมิศาสตร์ของอาเซียน รวมทั้งมีความหลากหลายทางชีวภาพ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดังนั้น ในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย จะต้องเอาโอกาสมาเป็นโอกาส อย่าเอาโอกาสมาเป็นวิกฤต หรือเอาวิกฤตมาทำให้วิกฤตมากกว่าเดิม ต้องทำเศรษฐกิจไทยไปสู่เศรษฐกิจที่เน้นคุณค่ามากกว่าเน้นปริมาณเพื่อให้สามารถแข่งขันได้  อีกทั้งจะต้องเป็นเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างเต็มรูปแบบ จึงอยากให้ SME พัฒนาปรับปรุงตัวเอง นำนวัตกรรมรูปแบบใหม่คิดออกมา เพื่อให้แข่งขันได้ โดยในส่วนของการผลิตสินค้าโอทอป ก็ควรมีการออกแบบโดยนำอัตลักษณ์ วัฒนธรรมมาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มประเทศประชาคมโลกแต่ละภูมิภาคที่เป็นตลาดของไทย เพื่อให้ขายสินค้าได้ 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงนโยบายด้านการพัฒนาว่า ได้เน้นนโยบายการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายพื้นที่ เพราะไม่สามารถรวมศูนย์เป็นจุดเดียวได้อีก ต้องพัฒนาประเทศในลักษณะภูมิภาคโดยเพิ่มจาก 4 ภูมิภาคเป็น 6 ภูมิภาค โดยในการบริหาร ผู้ว่าราชการจังหวัดจะนำไปสู่กลุ่มจังหวัด จังหวัด ชุมชน และท้องถิ่นในทุกกิจการที่รัฐบาลดำเนินการทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งในวันนี้รัฐบาลได้ดำเนินการหลายอย่าง เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค CLMV และมีการติดตามเร่งรัดการดำเนินการ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจเป็นสำคัญ รวมทั้งนโยบายการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก หรือ EEC ก็เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่จะเชื่อมโยงมาขนาดกลาง ขนาดเล็ก ซึ่ง SME ก็อยู่ในห่วงโซ่นี้ทั้งสิ้น โดยจะมีการเสริมเพิ่มเติมด้วยนโยบายพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษดิจิทัล สมาร์ทซิตี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และสามารถเติบโตไปสู่ภูมิภาคอาเซียนและสู่โลกได้ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีสินค้าที่ส่งออกด้วย SME ประมาณ 80-90% จึงต้องส่งเสริม SME ให้ดี ให้มีการพัฒนาตัวเองในกรอบที่รัฐบาลกำหนดออกมา โดยในปี 2560 รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน 6 มาตรการ รวมทั้งมีสิทธิประโยชน์ตามประเภทกิจการให้กับผู้ประกอบการ มีกองทุนดูแล SME และมีการปรับโครงสร้างการทำงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว. ใหม่ทั้งหมด ซึ่งมาตรการส่งเสริมการลงทุนดังกล่าวจะต้องรองรับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจทั้งหมด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงปัญหาของ SME ไทยว่ายังไม่เข้มแข็งมากพอ โดยเฉพาะ SMEระดับฐานรากวิสาหกิจชุมชน ที่จะต้องพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็ง อยู่รอดให้ได้ท่ามกลางแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ของไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ SME ของไทยโดยเฉพาะภาคการเกษตร ยังขาดจิตวิญญาณในการประกอบธุรกิจ เพราะยังไปติดอยู่กับการรับจ้าง ติดกับการผลิตพื้นฐาน เมื่อผลิตเสร็จก็ขายหมด ไม่มีการนำไปคิดทำประโยชน์ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการปรับตัวตรงนี้ด้วย เพราะกิจการผลิตภาคการเกษตรมีความสำคัญที่สุด รัฐบาลจึงได้ส่งเสริมการเกษตรตามแนวทางประชารัฐ ให้มีการผลิตเอง แปรรูปเอง ขายเอง เพื่อเป็นทางเลือก นอกจากนี้ SME ยังประสบข้อจำกัดเรื่องการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขยายกิจการ ไม่สามารถขยายตัวได้ ซึ่งรัฐบาลก็ได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น รวมทั้งได้ออกมาตรการอีกหลายมาตรการเพื่อให้ SME ได้พัฒนาตัวเอง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้ง SME ขนาดเล็ก ขนาดกลาง SME ที่ล้มละลาย หรือ SME ที่มีศักยภาพพร้อมจะขยายตัว โดยจะจัดแบ่งการช่วยเหลือเป็นกลุ่มเป้าหมายและกองทุน  ซึ่งการทำงานวันนี้เป็นการดำเนินงานตามกรอบนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม พร้อมจะทำทุกอย่างที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนทุกภาคส่วน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทหาร ตำรวจ กันกลุ่มค้านโรงงานน้ำตาล-โรงไฟฟ้าชีวมวล ร่วมเวทีรับฟังความเห็น อ้างที่ไม่พอ

Posted: 10 Mar 2017 05:24 AM PST

เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำลำเซบายจังหวัดยโสธร อำนาจเจริญ พร้อมเครือข่ายนักศึกษาอีสาน-เหนือ เจรจาเข้ายื่นหนังสือรองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญและตัวแทนบริษัทมิตรผล กรณีการทำ EIA ไม่เป็นธรรม หลังถูกเจ้าหน้าที่กันไม่ให้เข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชน ทหาร ตำรวจ ป้องกันจังหวัด กว่า 800 คน เฝ้าระวัง

10 มี.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำลำเซบาย จังหวัดยโสธรและอำนาจเจริญ กว่า 500 คนพร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษา 2 ภาค เดินทางเข้าร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2และเวทีทบทวนร่างรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่จัดโดยบริษัทมิตรผลอำนาจเจริญ บริเวณสนามฟุตบอลโรงเรียนบ้านดงบังพัฒนา ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ แต่ได้มีการสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนประมาณสองร้อยคน ไม่ให้กลุ่มดังกล่าว เข้าร่วมในเวทีกลาง โดยตัวแทนจากป้องกันจังหวัดได้ชี้แจงว่า ได้จัดพื้นที่สำหรับกลุ่มผู้คัดค้านอยู่ห่างจากเวทีกลาง พื้นที่เวทีกลางมีจำกัด ทำให้กลุ่มประชาชนไม่พอใจ เพราะเสียงที่ดังไม่ชัดเจน ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้ โดยทางกลุ่มยืนยันว่า เครือข่ายประชาชนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร ต้องมีสิทธิ์เข้าร่วมรับฟังในเวทีกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า หลังจากการเจรจากับทางเจ้าหน้าที่ และบริษัทเกือบหนึ่งชั่วโมง ทางเจ้าหน้าที่กล่าวกับทางกลุ่มว่า ให้ส่งตัวแทนชาวบ้านเข้าร่วมรับฟังที่เวทีกลางได้เพียง 10 คน แต่ทางกลุ่มยืนยันว่าทุกคนที่มาวันนี้ไม่ว่ากลุ่มผู้สนับสนุน ผู้คัดค้าน ควรมีสิทธิ์ได้เข้าทุกคน

ต่อมาได้มีการเจรจาขอเข้าพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่บอกว่า สามารถเข้าไปส่วนของเวทีกลางได้เพียง หนึ่งร้อยคนเพราะมีพื้นที่นั่งไม่เพียงพอและขอตรวจบัตรประชาชนทุกคน ซึ่งทางกลุ่มชาวบ้านกล่าวว่า ขนาดคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในการตั้งโรงงาน ก็ถูกเกณฑ์จากต่างจังหวัดเพื่อมางานนี้ ยังเข้าไปได้ และทางกลุ่มยังขอตรวจสอบดูรายชื่อผู้ที่มาร่วมรับฟังว่ามาจากพื้นที่ในรัศมี 5 กิโลเมตรจริงหรือไม่ แต่ทางเจ้าหน้าที่และโรงงานไม่ยินยอม พร้อมเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญและตัวแทนบริษัทออกมารับหนังสือด้วยตัวเอง หากไม่ออกมาทางกลุ่มจะปักหลักรอจนกว่า ผู้ว่าฯ จะออกมาพบ

ทั้งนี้ทางกลุ่มชาวบ้านได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยการชูกระดาษที่เขียนว่า EIA ไม่ชอบธรรมและฉีกกระดาษ เพื่อเป็นการแสดงออกว่าการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ไม่มีความชอบธรรม เพราะมีเพียงกลุ่มผู้สนับสนุน แต่ไม่มีกลุ่มของผู้คัดค้านร่วมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้กล่าวกับชาวบ้านว่า เป็นตัวแทนของผู้ว่าราชการจังหวัดมารับหนังสือกับทางกลุ่มชาวบ้าน เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดติดราชการ มาเพียงเปิดงานและกลับไปแล้ว หากจะยื่นหนังสือสามารถยื่นกับตนได้เลยและรับปากว่าจะส่งหนังสือถึงมือผู้ว่า

ทางกลุ่มจึงยื่นหนังสือกับรองผู้ว่าราชการจังหวัดและมีการเซ็นในหนังสือที่ยื่น พร้อมอ่านแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำลำเซบายและเครือข่ายนักศึกษาสองภาค ก่อนเดินทางกลับ

จิราพร แก้วดี ตัวแทนเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำลำเซบาย กล่าวว่า ขนาดคนมารับจดหมาย เราคาดหวังว่าโรงงานจะมีส่งผู้รับผิดชอบร่างEIA มาโดยตรง แต่เขาส่งใครมาก็ไม่รู้ เราอยากให้เขารู้ว่ามันไม่ชอบธรรมทั้งกระบวนการ ส่วนทางราชการเอง เราก็รอนานเกือบชั่วโมง พอออกมาพบ ชาวบ้านตั้งคำถามเขาก็ตอบไม่ได้ บอกเพียงเขายังไม่ตั้งโรงงานหรอก อ้างอยู่ในกรอบกฎหมาย เรื่องแบบนี้ชาวบ้านก็รู้ดี แต่มันเป็นการละเมิดสิทธิชาวบ้าน สิทธิชุนชน ซึ่งมันอยู่นอกกรอบ ชาวบ้านหวังเพียงว่า ทำยังไงให้มีสิทธิ์ มีเสียงมากขึ้น ทำยังไงเขาถึงจะรับฟังเรา พวกเราไม่ได้มาคัดค้านแต่พวกเราคือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในรัศมี 5 กิโลเมตร อย่างน้อยก็ให้พวกเรามีพื้นที่ในเวทีบ้าง

"คนเขาก็เกณฑ์มาตั้งเยอะหลายพันคน พื้นที่หนึ่งสนามฟุตบอล ทำไมจะไม่พอ ทางกลุ่มเครือข่ายมาเพียงห้าร้อยคน และเรามาแบบสันติวิธี ทำไมเราไม่สามารถเข้าไปได้ เราก็ประชาชนเหมือนกัน"จิราพร กล่าว

ด้าน ไพฑูรย์ ประภาถะโร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานอ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ2 เผยว่า ในฐานะของบริษัทน้ำตาลมิตรผลกาฬสินธุ์ จังหวัดอำนาจเจริญต้องใช้เวลาไปอีกนานในการประสานพื้นที่ ต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับชุมชนในสิ่งที่ ชุมชนยังมีข้อกังวล เราต้องเข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจ บรรยากาศวันนี้ก็เป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่งเพราะเวทีเรียบร้อยสงบดี ส่วนกลุ่มคัดค้านด้านนอกมีประมาณร้อยถึงร้อยห้าสิบคน ซึ่งผมคิดว่าความเห็นต่าง การแสดงออก เป็นเรื่องที่สามารถ ทำได้ ในส่วนราชการก็ดูแลความเรียบร้อยได้เป็นอย่างดีไม่เกิดความรุนแรง

00000

หนังสือคัดค้านกระบวนการจัดทำรายงานการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 และเวทีการทบทวนร่างรายงานกระบวนการจัดทำรายงานการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 และเวทีการทบทวนร่างรายงานไบโอเพาเวอร์ อำนาจเจริญ จำกัด และโครงการโรงงานน้ำตาล บริษัทน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด

เรียน     ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ

ด้วยกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำลำเซบาย ต.น้ำปลีก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ   ต.เชียงเพ็ง  อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร และเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ติดตามกระบวนการชี้แจงการดำเนินโครงการในเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการเข้าร่วมเวทีของกลุ่มผู้มีส่วนที่กังวลต่อผลกระทบได้ถูกกำหนดจำนวนคนในการเข้าร่วม  ตลอดจนเวทีในวันที่ 10 มีนาคม 2560 ยังมีรูปแบบและวิถีการดำเนินการของบริษัทเหมือนเดิม จากข้อกังวลต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมลำน้ำเซบายและวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำเซบาย ที่จะมีการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงาน ไฟฟ้าชีวมวล (บริษัทมิตรผลไบโอเพาเวอร์ อำนาจเจริญ จำกัด) จากเดิม 38 เมกะวัตต์ ปัจจุบันเพิ่มเป็น     61 เมกะวัตต์ และโรงงานน้ำตาล(บริษัทมิตรกาฬสินธุ์ จำกัด) ขนาด 20,000 ตันอ้อย/วัน  ซึ่งพื้นที่ตั้งโครงการอยู่ที่ ต.น้ำปลีก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ผ่านการดำเนินกระบวนการศึกษาของบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ที่เป็นหลักในการศึกษาผลกระทบ พบว่า

            1.ปกปิดข้อมูลข่าวสารในการดำเนินการศึกษาผลกระทบ ซึ่งก่อนที่จะดำเนินการจัดประชุมการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ครั้งที่ 1 ชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ใกล้ที่ตั้งโครงการ ไม่รู้ว่าจะมีโครงการก่อสร้างโรงงานดังกล่าวมาก่อนล่วงหน้า ในกระบวนการเกี่ยวกับการจัดทำ EIA หรือ EHIA แต่อย่างใด

            2.กระบวนการในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ ทางบริษัทจะอธิบายแต่ข้อดีของการดำเนินโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งทางกลุ่มผู้ติดตามกระบวนการมองว่า บริษัทจะต้องอธิบายข้อมูลความเป็นจริงในด้านของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตด้วย

            3. ในการจัดประชุมกำหนดขอบเขตทางการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ        ครั้งที่ 1 ในวันที่ 24 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา และในวันที่ 10 มีนาคม 2560 ที่จะจัดขึ้น จะต้องให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่จะได้รับผลกระทบในรัศมี 5 กิโลเมตร ตามพื้นที่กำหนดการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจริงๆ แต่ทางบริษัทกลับน้ำมวลชนสนับสนุนที่ไม่อยู่ในรัศมี 5 กิโลเมตร มาเข้าร่วมเวทีรับฟังดังกล่าว

            จากที่กล่าวมาข้างต้น บ่งชี้ให้เห็นถึงกระบวนการดำเนินการประชุมกำหนดขอบเขตการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2  ทางคณะผู้ติดตามกระบวนการจัดเวทีทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไม่มีความชอบธรรมตามกระบวนการทางกฎหมาย และการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่

            ดังนั้น ทางคณะผู้ติดตามผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) ที่มาจากกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) ทั้งครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 จึงมีข้อเสนอต่อกระบวนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ดังนี้

            1.ให้บริษัท คอลซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจ้างศึกษาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นใหม่ เริ่มตั้งแต่เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 เนื่องจากกระบวนการในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา ขาดความชอบธรรม

            2.ให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับข้อมูลการดำเนินโครงการโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล  

            3.รัฐจะต้องให้ชาวบ้านที่มีข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการดำเนินโครงการน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล ในรัศมี 5 กิโลเมตร เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มต้นในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน

            ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริหารบริษัท คอนซัลแทนท์ ออฟ เทคโนโลยี จำกัด แจ้งความคืบหน้าหลังได้รับเอกสารคัดค้านและข้อเสนอแนะฉบับนี้ พร้อมตอบกลับเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 10 วัน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลเว้นค่าธรรมเนียม แม่สิบโทกิตติกร ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทบ. เหตุลูกถูกซ้อมจนตายในค่าย

Posted: 10 Mar 2017 05:18 AM PST

ศาลแพ่ง มีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลและรับฟ้องกรณีมารดาสิบโทกิตติกร สุทธีรพันธุ์ ยื่นฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์บุตรชายถูกซ้อมจนเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน

10 มี.ค. 2560 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ที่ ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก บุญเรือง สุธีรพันธุ์ มารดาสิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ซึ่งได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องกองทัพบกเรียกค่าเสียหายจำนวน 18,072,067 บาท ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จากเหตุการณ์บุตรชายของตนถูกซ้อมจนเสียชีวิตระหว่างการสอบสวนคดี ในขณะที่ถูกควบคุมตัวภายในเรือนจำค่ายวีรวัฒน์โยธิน จ.สุรินทร์

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุด้วยว่า ในคราวเดียวกันนี้  บุญเรือง ได้ยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลไว้ด้วย เนื่องจากตนมีฐานะยากจน ไม่มีทรัพย์สินที่พอจะนำมาชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ และคดีมีเหตุสมควรฟ้องร้อง หากต้องชำระค่าธรรมเนียมศาลจะทำให้ต้องเดือดร้อนเกินควร โดยศาลได้ออกไต่สวนคำร้อง ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในคดีหมายเลขดำที่ พ. 1131/2560  ระหว่าง บุญเรือง โจทก์ กับ กองทัพบก จำเลย ณ ห้องพิจารณาที่ 803 ผู้พิพากษาได้ออกนั่งพิจารณา ไต่สวนคำร้อง เห็นถึงฐานะความเป็นอยู่ รายได้ ทรัพย์สิน หนี้สิน และความเดือดร้อนของผู้ร้อง ตามคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว  มีคำสั่งว่า "พิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์แล้ว  เชื่อว่า มูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดจากการที่บุตรชายของโจทก์ถูกกระทำละเมิดโดยเจ้าหน้าที่ในสังกัดของจำเลย ประกอบกับโจทก์ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเสียค่าธรรมเนียมศาลได้  ศาลจึงอนุญาตให้โจทก์ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในการฟ้องคดี

ดังนั้น จึงถือว่าศาลมีคำสั่งรับฟ้องคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ และศาลได้กำหนดวันนัดชี้สองสถานกำหนดแนวทางการดำเนินคดี หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 26 เม.ย. 2560 เวลา 09.00 น.

สำหรับความคืบหน้าคดีดังกล่าวในทางอาญา มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า หลังศาลจังหวัดสุรินทร์ได้อ่านคำสั่งไต่สวนการตายระบุว่า "ผู้ตายคือ สิบโทกิตติกร สุธีรพันธุ์ ตายที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 25 เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2559 เหตุและพฤติการณ์ที่ตายคือ มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงร่วมกับกระเพาะอาหารแตก เนื่องจากถูกทำร้ายร่างกาย โดยพลทหารและพลอาสาสมัครจำนวน 4 นาย ร่วมกันทำร้ายจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย" พนักงานสอบสวนได้ส่งเรื่องของสิบโทกิตติกร ซึ่งถูกทำร้ายร่างจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คดี อนัน ตายระหว่าง ตร.คุมตัว หมอชันสูตร เบิกความเสียชีวิตเหตุสมองบาดเจ็บรุนแรง

Posted: 10 Mar 2017 04:00 AM PST

แพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพ เบิกความคดีไต่สวนการตาย อนัน เกิดแก้ว ที่เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นครราชสีมา แจงสาเหตุการเสียชีวิต เนื่องจากสมองบาดเจ็บรุนแรงจากการเหวี่ยงกระแทกของศีรษะ

10 มี.ค.2560 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่าเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดนครราชสีมาออกนั่งพิจารณาไต่สวนพยานผู้ร้อง คดี หมายเลขดำที่ ช.3/2559 หรือกรณี อนัน เกิดแก้ว เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนชุดปราบปรามยาเสพติด ตำรวจภูธรนครราชสีมา โดยพนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา ผู้ร้องในคดีดังกล่าวได้นำพยานจำนวน 3 ปากเข้าเบิกความต่อศาล ได้แก่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลจอหอ ใกล้ที่เกิดเหตุ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครราชสีมา เจ้าของสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ และแพทย์ผู้ทำการชันสูตรพลิกศพและทำการผ่าศพ นายอนัน เกิดแก้ว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงซึ่งเป็นพยานผู้เห็นเหตุการณ์ เบิกความต่อศาล ถึงวันเกิดเหตุและบรรยายถึงสถานที่เกิดเหตุ โดยกล่าวว่าเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2558 มีเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจไล่จับผู้ร้ายบริเวณสะพานข้ามคลอง ถนนสุรนารายณ์ ต.จอหอ อ.เมือง จ.นครราชสีมา ทางไปตลาดแม่สมบูรณ์ ซึ่งใกล้กับสถานที่ทำงานของตน ตนได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีผู้ร้ายวิ่งหนีกระโดดลงไปในคลองใต้สะพาน ประกอบกับตนเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ไฟฉายส่องบริเวณใต้สะพานจุดเกิดเหตุ โดยในวันเกิดเหตุเป็นช่วงที่มีน้ำขึ้นสูงและมืด ซึ่งตนมองด้วยตาเปล่าก็ไม่เห็นตัวคนร้ายหรือทราบได้ว่ามีผู้ใดกระโดดลงไปบริเวณใต้สะพานจริงหรือไม่ และใต้สะพานดังกล่าวมีน้ำที่ขึ้นสูงทำให้ตนก็ไม่เห็นเช่นกันว่าใต้น้ำนั้นมีวัตถุอะไรอยู่บ้าง ในวันเกิดเหตุ

พนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพ เบิกความต่อศาลว่า ตนได้เข้าร่วมชันสูตรพลิกศพผู้ตายร่วมกับแพทย์ พนักงานอัยการ และพนักงานฝ่ายปกครอง โดยเบิกความถึงสภาพศพผู้ตายในครั้งแรกที่พบที่โรงพยาบาลมหาราช พร้อมทั้งได้สอบสวนพยานที่เกี่ยวข้อง พร้อมนำภาพถ่ายขณะชันสูตรพลิกศพของ อนัน ที่โรงพยาบาลมหาราชมาเสนอต่อศาลและยืนยันผลการชันสูตรพลิกศพตามที่แพทย์ทำรายงานไว้

พยานปากสุดท้ายคือ แพทย์ผู้ทำการชันสูตรและผ่าศพของอนัน เกิดแก้ว ได้เบิกความต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2558 โรงพยาบาลมหาราชได้รับตัวผู้ตายจากหน่วยกู้ภัยในพื้นที่แล้วพบว่าผู้ตายไม่รู้สึกตัว ปรากฏบาดแผลตามร่างกาย ตนเป็นหนึ่งในคณะแพทย์ผู้ตรวจรักษาของอนันด้วย ได้วินิจฉัยและมีความเห็นว่าผู้ตายอาจไม่มีทางรอดหรือถ้ารอดมีชีวิตอยู่นายอนันก็จะไม่รู้สึกตัว ไม่สามารถทำอะไรด้วยตนเองได้ ซึ่งอนันเข้ารับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลได้ประมาณสองวัน ต่อมาอนันได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 ตนเป็นแพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพและเป็นผู้ทำการผ่าศพผู้ตาย พบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตเนื่องจากสมองบาดเจ็บรุนแรงจากการเหวี่ยงกระแทกของศีรษะกับของแข็งชนิดที่ไม่มีคมหรือผิวขรุขระเนื่องจากมีรอยช้ำที่ศีรษะ ไม่มีบาดแผลภายนอก แต่กระทบกระเทือนถึงเนื้อสมองและเลือดออกในสมองที่เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา แพทย์สันนิษฐานว่าผู้ตายได้รับบาดเจ็บมาก่อนที่จะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้ว 3-5 วัน แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าบาดแผลที่เป็นสาเหตุแห่งการตาย เกิดจากการถูกทำร้ายหรือไม่

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุด้วยว่า ยังมีพยานฝ่ายมารดาผู้ตายซึ่งเป็นผู้ร้องคัดค้านอีกจำนวน 4 ปาก ได้แก่ มารดาผู้ตาย น้องสาวผู้ตาย 2 คน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการผ่าพิสูจน์ศพจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งศาลได้กำหนดนัดไต่สวนพยานทั้งสี่ปากดังกล่าว ในวันที่ 24 มี.ค. 2560 เวลา 09.00-16.00 น. ณ ศาลจังหวัดนครราชสีมา

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คดีเรียกค่าเสียหายปุโละปุโย แพทย์ยัน 5 ปชช. เป็นโรคเครียด หลังทหารพรานยิงใส่รถชาวบ้าน

Posted: 09 Mar 2017 11:59 PM PST

คดีปุโละปุโย ฟ้องเรียกค่าเสียหาย ทบ.-สำนักนายก แพทย์เบิกความยืนยันโจทก์มีอาการป่วยเป็นโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนขวัญ จากเหตุการณ์ทหารพรานยิงปืนใส่รถชาวบ้านที่กำลังจะไปละหมาดศพ เมื่อปี 2555 

10 มี.ค. 2560 รายงานข่าวจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 7 และ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ออกนั่งพิจารณานัดสืบพยานโจทก์และจำเลยคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ พ.519/2558 ระหว่าง ยา ดือราแม กับพวกรวม 5 คน โจทก์ กับ กองทัพบก ที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 2 จำเลย เพื่อฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางละเมิด ค่าเสียหาย ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  ซึ่งโจทก์ทั้ง 5 เป็นชาวบ้านผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารพรานยิงรถยนต์ชาวบ้านขณะเดินทางจะไปละหมาดศพ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2555 ที่ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย และโจทก์ทั้ง 5 ได้รับบาดเจ็บ บางคนบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นพิการ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 มี.ค. ที่ผ่านมา ทนายโจทก์ทั้งห้านำแพทย์ผู้รักษาอาการทางจิตใจแก่โจทก์ทั้งห้า ขึ้นเบิกความต่อศาล แพทย์ได้ยืนยันว่าโจทก์ทั้งห้ามีอาการป่วยเป็นโรคเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนขวัญ หรือ PTSD (Post-traumatic Stress Disorder) กรณีโจทก์ทั้งห้าเกิดจากประสบเหตุการณ์ทหารพรานยิงปืนใส่รถชาวบ้านที่กำลังจะไปละหมาดศพ เมื่อปี 2555 แพทย์ได้ให้การรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ยารับประทาน มีการรักษาต่อเนื่องในช่วงปี 2555 - 2557 หลังจากนั้น มีบางช่วงที่ผู้ป่วยขาดการพบแพทย์ ส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น บางรายยังมีอาการไม่ดีขึ้นแต่ก็ไม่ได้มาพบแพทย์อีก และโจทก์ทั้งห้ามาพบแพทย์ครั้งสุดท้ายในช่วงต้นปี 2559

โจทก์ทั้งห้า ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเป็นโรคเครียดหลังประสบเหตุการณ์ร้ายแรง (Post Traumatic Stress Disorder / PTSD) ถือว่าเป็นโรคทางจิตเวช ในทางการแพทย์โจทก์ทั้งห้าต้องได้รับการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง การพยากรณ์โรค (Prognosis) สำหรับผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกันไป ผู้ป่วยบางรายอาจจะยังไม่อาการโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญ (PTSD) แต่เวลาผ่านหลายปีอาจเกิดอาการดังกล่าวได้ บางกรณีมีอาการ PTSD ทันทีหลังประสบเหตุการณ์ เรื่องระยะเวลาในการรักษาไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าจะหายเป็นปกติเมื่อไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยก่อนเกิดเหตุการณ์ ขณะเกิดเหตุการณ์ หลังเกิดเหตุการณ์ และสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยประสบด้วย เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน การรับรู้หรือเห็นเหตุการณ์คล้าย ๆ กัน กับเหตุการณ์ที่ตนเองเคยประสบมา มีผลต่อสภาวะทางจิตใจที่อาจทำให้ระยะเวลาในการรักษายาวนานขึ้น ซึ่งถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาเยียวยาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายจะมีรายละเอียดมากน้อยแตกต่างกัน อาจมีทั้งการรับประทานยา การบำบัดทางพฤติกรรมและความคิด การรักษาด้วยการให้ผู้ป่วยเข้าหาและเผชิญหน้ากับเหตุร้ายและสิ่งกระตุ้นนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก (Exposure Therapy) และอื่น ๆ โดยโจทก์ทั้งห้า มีอาการนอนไม่หลับ เบื่อหน่าย ใจสั่น หวาดกลัว หวาดผวา ไม่กล้าเข้าสังคม มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงไม่กล้าเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับที่ตนเคยประสบมา ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้โจทก์ทั้งห้ามีความทุกข์ และเกิดผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก

ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2560 ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานจำเลย พนักงานอัยการซึ่งเป็นทนายจำเลยได้แถลงต่อศาลว่าพยานฝ่ายจำเลย เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร 5 คน ที่ได้ขอให้ศาลออกหมายเรียกไปแล้วนั้น ไม่สามารถมาศาลได้เนื่องจากติดภารกิจ จึงขอให้ศาลเลื่อนนัดสืบพยานออกไปอีกสักหนึ่งนัด ทนายโจทก์ทั้งห้าแถลงไม่คัดค้านประการใด ผู้พิพากษาพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุสมควรจึงได้เลื่อนนัดสืบพยานจำเลยออกไปอีก โดยนัดสืบพยานจำเลย ในวันที่ 22 พ.ค. 2560 พร้อมทั้งกำชับทนายจำเลยให้เตรียมพยานมาให้พร้อมสืบตามวันนัดดังกล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประยุทธ์ ยี้สื่อพาดหัวปมเตรียมขึ้น VAT ยันแค่อธิบาย

Posted: 09 Mar 2017 11:23 PM PST

โฆษกฯสำนักนายกฯ ยันไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษี ระบุไม่มีรัฐบาลไหนที่จะออกนโยบายซ้ำเติมประชาชนในขณะที่ทุกคนเดือดร้อนเนื่องจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ขอสื่อมวลชนสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม 

 

10 มี.ค. 2560 จากกรณีวานนี้ (9 มี.ค.60) สื่อหลายสำนักรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวตอนหนึ่งขณะลงพื้นที่พบประชาชนและข้าราชการ จ.ปราจีนบุรี โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  ประเทศไทยอยู่ด้วยระบบทุนนิยมเสรี เงินภาษีเป็นรายได้ของประเทศ ซึ่งมีการเรียกเก็บจากหลายส่วน โดยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ผู้ที่มีรายได้เป็นเงินเดือนอย่างข้าราชการต้องเสียภาษีเต็มจำนวนทั้งหมด ในขณะที่ประชาชนจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ในอัตรานี้มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ดังนั้นหากเก็บเพิ่มอีกเพียง 1% ก็จะทำให้รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นกว่าแสนล้านบาท

"VAT เราก็จมอยู่ที่ 7% มาตลอดหลายปี มาแล้ว ขึ้นแค่เปอร์เซนต์เดียวนะ รายได้ประเทศขึ้นมาแสนกว่าล้าน แต่ก็ยังมีปัญหาอยู่อะนะ คราวนี้ก็อยากจะขอร้องว่า เออมันได้ไหม เสียสละได้ไหม ถ้าขึ้นเปอร์เซนหนึ่งนี่ รายได้รัฐมันก็จะมากขึ้น มันก็กลับมาสู่ไง ที่ทุกคนเรียกร้อง คราวนี้ไอ้การขึ้น 1 % นี่ มันจะมากน้อยแค่ไหน ราคาสินค้ามันไม่ควรจะเพิ่มมากนักหรอก แต่ประเด็นของเราคือทุกคน พอเอาอย่างนี้เอากันใหญ่ หมดเลยทุกอย่างมันก็ทำไม่ได้หมดล่ะ เข้าใจไหม และผมย้ำอีกทีรัฐบาลตูดไม่ขาด เพราะเดินด้วยความระมัดระวังมีภูมิคุ้มกันตลอด" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว (ดูนาทีที่ 11 จากวิดีโอคลิปด้านบน)

ล่าสุดวันนี้ (10 มี.ค.60) พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ติงสื่อ พาดหัวข่าวขึ้นภาษี VAT 1% ว่าหวังแค่ต้องการขายข่าว ทั้งที่ตนเองพียงแค่อธิบายเรื่องระบบภาษีเท่านั้น

"เมื่อวานผมพูดอธิบายเรื่องระบบภาษี อธิบายเรื่องอะไรต่างๆ ก็ตาม เพราะประชาชนเรียกร้องขอโน้นขอนี่ ผมอยากจะให้  แต่ผมอธิบายประชาชน อ้าวกลับไปว่าผมต้องการขึ้นภาษี มันไม่เข้าใจหรือไง คืออะไรก็ได้ที่มีความขัดแย้ง อะไรก็ได้ที่ที่มันจะเป็นปัญหา พูด เขียน กันเข้าไป เขียนพาดหัวข่าวหน้า 1 เข้าไป ข้างในไม่มีอะไรหรอก ข้างใน เหมือนที่ผมพูดอะ แต่ข้างหน้าขอให้ได้เขียนเถอะ ให้คนซื้อหนังสือพิมพ์ น่ารังเกียจนะผมบอกให้ ไม่ใช่ทุกคนอะ ไอ้พวกดีๆ กับผมก็มี ผมรู้ว่าทุกคนรักผมรักผม อยากช่วยผม ไอ้นี่ช่วยอะไรนี่ ช่วยอะไร นี้ช่วยหรอ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

โฆษกสำนักนายกฯ ยันไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษี

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปจากเจตนาที่แท้จริงของนายกรัฐมนตรี จึงมีการนำเสนอข่าวที่ไม่ถูกต้อง เพราะนายกฯ เพียงต้องการชี้ให้เห็นว่า เมื่อประชาชนเสนอข้อเรียกร้องขอความช่วยเหลือมายังรัฐบาลหลายเรื่อง แต่รายได้หลักของรัฐบาลมาจากการเก็บภาษีแต่เพียงอย่างเดียว แล้วจะนำเงินที่ไหนไปจ่าย ฉะนั้น หากประชาชนต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ หรือได้รับเงินจากภาครัฐ ประชาชนก็ต้องรู้จักเสียสละด้วย โดยได้ยกตัวอย่างว่า หากประชาชนจ่ายภาษี VAT เพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1 ก็จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 100,000 ล้านบาท

พล.ท.สรรเสริญ ยืนยันว่านายกฯ ไม่มีนโยบายปรับขึ้นภาษีดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะไม่มีรัฐบาลไหนที่จะออกนโยบายซ้ำเติมประชาชนในขณะที่ทุกคนเดือดร้อนเนื่องจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ดังนั้น จึงอยากให้พี่น้องสื่อมวลชนสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคม และหวังว่าคงไม่มีผู้ใดหยิบฉวยโอกาสนี้ กระพือข่าวโจมตีว่ารัฐบาลถังแตก เพื่อลดความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สิ้น 'เจ๊ยุ' อดีตนักข่าวอาวุโสทำเนียบ

Posted: 09 Mar 2017 09:23 PM PST


10 มี.ค. 2560 ยุวดี ธัญญสิริ หรือ "เจ๊ยุ" อดีตผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำทำเนียบรัฐบาล ถึงแก่กรรมอย่างสงบ เมื่อเวลา 3.30 น. ด้วยวัย 71 ปี หลังเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า จากอาการถ่ายเป็นเลือดจนช็อคหมดสติ และมีภาวะหัวใจหยุดเต้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มี.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับพิธีรดน้ำศพ จะมีขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. ที่วัดโสมนัส เวลา 16.00 น. ศาลา 10 กำหนดสวดพระอภิธรรมศพเป็นเวลา 7 วัน และมีพระราชทานเพลิงศพ ในวันอาทิตย์ที่ 19 มี.ค. เวลา 14.00 น.

ยุวดี ธัญญสิริ เกิดเมื่อปี 2489 จบการศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 1  คู่สมรสคือ พล.อ.สิริชัย ธัญญสิริ หรือ บิ๊กยักษ์ อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ยุวดีเป็นนักข่าวอาวุโสที่ทำงานในสายการเมืองมานานกว่า 40 ปี โดยเริ่มต้นการทำงานในปลายรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะนักข่าวของหนังสือพิมพ์บางกอกเวิลด์ ก่อนที่เครือบางกอกโพสต์จะเข้าซื้อกิจการ ทำให้เธอย้ายมาทำงานที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จนเกษียณอายุเมื่อปี 2550 และยังเป็นฟรีแลนซ์ให้กับบางกอกโพสต์ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

ยุวดีเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการตั้งคำถามต่อรัฐบาลทุกสมัย เคยมีการตั้งคำถามกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. จนมีการปะทะคารมกัน ก่อน พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาขอโทษ และกล่าวว่ายังให้ความเคารพต่อยุวดีในฐานะสื่ออาวุโส 

ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ปีที่ผ่านมา หลังมีการออกมาตรการทำบัตรประจำตัวผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาลใหม่ โดยผู้ที่ไม่มีใบรับรองจากต้นสังกัดจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำเนียบ ยุวดีซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สื่อข่าวนอกประจำการของหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ จึงถูกเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ภายในทำเนียบ ด้วยเหตุผลเรื่องบัตรหมดอายุและไม่มีต้นสังกัดประจำ รวมถึงต้นสังกัดไม่ได้ส่งชื่อเข้ามาเหมือนสื่อปกติ หากจะเข้าทำเนียบ ต้องแลกบัตร เธอจึงเดินทางกลับและไม่ได้เข้าไปภายในทำเนียบฯ อีก โดยไปทำงานที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

 

ข้อความรำลึกถึงยุวดี จากสเตตัสของผู้สื่อข่าว รวบรวมโดยเพจ จุลสารราชดำเนิน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น