โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ยูเอ็นประณามอิสราเอล-ปราบผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์กรณีมัสยิดอัลอักซอ สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เนเธอร์แลนด์ขวาหัน? ลุ้น 'วิลเดอร์ส' จะชนะเลือกตั้ง 15 มี.ค.หรือไม่

Posted: 11 Mar 2017 08:55 AM PST

สื่อตะวันตกวิเคราะห์ เคียร์ต วิลเดอร์ส นักการเมืองขวาชาตินิยม ผู้สร้างโวหารเหยียดมุสลิม หรือที่สื่อเรียก 'ทรัมป์แห่งเนเธอร์แลนด์' จะชนะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้หรือไม่ หรือจริงๆ แล้วเนเธอร์แลนด์อาจมีระบบการเมืองที่แตกต่างออกไป รวมถึงวีลเดอร์สเองก็อาจอยากเป็นแค่ 'ตัวป่วน' ทางการเมือง


มาร์ก รุท (Mark Rutte) (ซ้าย) นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์ ผู้นำพรรค VVD
และเคียร์ต วิลเดอร์ส (Geert Wilders) (ขวา) ผู้นำพรรคขวาจัดแบบประชานิยม PVV
(ที่มา: Rijksvoorlichtingsdienst/Flickr และ Metropolico.org)

ในศึกการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มี.ค.ที่จะถึงนี้ที่เนเธอร์แลนด์ มีการจับตามองว่า เคียร์ต วิลเดอร์ส นักการเมืองฝ่ายขวาผู้ที่สื่อบางแห่งเทียบเขาเป็น "โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งเนเธอร์แลนด์" จะสามารถชนะการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ในยุคสมัยที่ชาติตะวันตกดูเหมือนจะขวาหันจากผลการโหวต 'เบร็กซิต' (Brexit) และการที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ

เคียร์ต วิลเดอร์ส เป็นนักการเมืองจากพรรคปาร์ตีฟอร์ฟรีดอมหรือพีวีวี (PVV) เขาเป็นผู้ที่นิยามตัวเองว่าเป็น "เสรีนิยมฝ่ายขวา" แต่สื่อบางแห่งก็เรียกเขาว่าเป็นพวก "ขวาจัด" ในเนเธอร์แลนด์มีทั้งกลุ่มคนที่สนับสนุนเขาและกลุ่มคนที่ต่อต้านเขา โดยที่วิลเดอร์สเป็นที่รู้จักดีในฐานะคนที่ชอบแสดงความคิดเห็นวิพากษ์อิสลาม เขาเคยถูกฟ้องร้องว่ายุยงให้เกิดความเกลียดชังต่อเชื้อชาติหลังหาเสียงต่อต้านชาวโมร็อกโกในเนเธอร์แลนด์เมื่อปี 2557 

ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเนเธอร์แลนด์วันที่ 15 มี.ค. นี้ ถึงแม้ผลโพลล์จะระบุว่าวีลเดอร์สมีคะแนนนิยมนำนักการเมืองอื่นๆ แต่วอชิงตันโพสต์ก็วิเคราะห์ว่ามีหลายปัจจัยที่นักชาตินิยมผู้นี้อาจจะไม่ชนะการเลือกตั้ง

วอชิงตันโพสต์ระบุถึงสิ่งที่ทำให้วีลเดอร์สถูกเปรียบเทียบกับทรัมป์จากกรณีที่เขาเคยเปรียบเทียบว่ามัสยิดเป็นเสมือน "ศาสนสถานนาซี" รวมถึงมีจุดยืนต่อต้านผู้อพยพจากกลุ่มประเทศอิสลาม วีลเดอร์สยังเคยชื่นชมชัยชนะของทรัมป์และนโยบายกีดกันการเดินทางของทรัมป์ด้วย

วีลเดอร์สยังอาศัยช่องทางสื่อฝ่ายขวาอย่าง Breitbart รวมถึงเว็บไซต์ของพรรคพีวีวีและบล็อกของตัวเองในการแสดงความคิดเห็นของเขาในท่วงทำนองเดียวกับที่ทรัมป์แสดงความคิดเห็นของตัวเองในทวิตเตอร์ อีกทั้งยังใช้วิธีรีทวีตหรือทวีตซ้ำความคิดเห็นของคนที่กล่าวถึงเขาอย่างชื่นชมเช่นเดียวกับทรัมป์ด้วย

อย่างไรก็ตามวอชิงตันโพสต์ก็ระบุว่าระบบการเลือกตั้งของเนเธอร์แลนด์ทำให้เป็นการยากที่ตัวบุคคลจะชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากอย่างเดียว

เนื่องจากประชากรชาวดัทช์ 13 ล้านคนไม่ได้ลงคะแนนเสียงให้กับนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีโดยตรงและไม่ได้ลงคะแนนเลือกตัวแทนที่เป็นตัวบุคคลคนเดียวต่อเขต จากการที่มีการแบ่งจำนวนที่นั่งในสภาตามสัดส่วนของคะแนนโหวตโดยรวมของพรรคในระดับชาติ จากการที่เนเธอร์แลนด์มีที่นั่งในสภาสูงสุด 150 ที่นั่งทำให้ระบบการเลือกตั้งของเนเธอร์แลนด์เป็นระบบที่เน้นสัดส่วนมากที่สุด

ในการเลือกตั้งวันที่ 15 มี.ค. ที่จะถึงนี้เนเธอร์แลนด์พรรคให้เลือกมากถึง 28 พรรค จึงมีการประเมินว่ามีราว 11-15 พรรค เท่านั้นที่จะได้ที่นั่งในสภา

 หลังจากที่มีการแบ่งส่วนที่นั่งในสภาแล้วผู้แทนในสภาจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร แต่การที่จะได้รับการสนับสนุนจากส.ส. อย่างน้อยครึ่งหนึ่งในสภาคือ 75 ราย หัวหน้าพรรคการเมืองจะต้องทำข้อตกลงนโยบายและเสนอชื่อแต่งตั้งรัฐบาลให้พรรคอื่นๆ ด้วย โดยการหารือในเรื่องนี้โดยเฉลี่ยแล้วกินเวลาถึง 3 เดือน

มีการประเมินอีกว่าเป็นไปได้ที่จะมีแค่ 2 พรรคการเมืองเท่านั้นที่จะได้รับที่นั่งในสภามากกว่า 20 ที่นั่ง คือพรรคพีวีวีของวีลเดอร์ส และพรรคฟรีดอมแอนดเดโมเครซีหรือวีวีดี (VVD) ซึ่งเป็นพรรคใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์มีจุดยืนสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ แต่การจะจัดตั้งรัฐบาลได้ต้องอาศัยพรรคอื่นๆ เป็นแนวร่วมและการสนับสนุน แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่พรรคใหญ่อื่นๆ ในเนเธอร์แลนด์จะปฏิเสธไม่ยอมร่วมมือกับพีวีวี

นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเนเธอร์แลนด์ มาร์ค รุตต์ แห่งพรรควีวีดี มีพรรคที่เขาอยากให้ร่วมมือด้วยอยู่แล้วคืออดีตพันธมิตรพรรคตั้งแต่ปี 2553 อย่างพรรคคริสเตียนเดโมเครติคอะไลอันซ์หรือซีดีเอ (CDA) และพรรคสายก้าวหน้าอย่าง D66 ที่สนับสนุนการแต่งงานของคนรักเพศเดียวกัน การให้คนเลือกจบชีวิตอย่างไม่เจ็บปวดได้ การค้าบริการทางเพศถูกกฎหมาย และการปลูกกัญชา ซึ่งทั้งสองพรรคหลังในปัจจุบันเป็นพรรคขนาดกลาง โดยพรรคแนวร่วมเหล่านี้มีพันธกรณีต่อการสร้างงานเพิ่มมากขึ้น

อีกพรรคหนึ่งที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเนเธอร์แลนด์คือพรรคแรงงานหรือพีวีดีเอ (PvdA) วอชิงตันโพสต์ประเมินว่าพรรคนี้จะแพ้การเลือกตั้งอย่างมโหฬาร มีผลโพลล์ระบุว่าฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคแรงงานผิดหวังที่พรรคแรงงานยอมรอมชอมกับพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างวีวีดีหลังจากทำงานด้วยกันในรัฐบาล 5 ปี นอกจากนี้ยังมีพรรคฝ่ายซ้ายอีก 2 พรรคคือพรรคกรีนและพรรคสังคมนิยมที่ต่อต้านอียูและต่อต้านโลกาภิวัตน์ได้รับการประเมินว่าน่าจะไปได้ดีในการเลือกตั้งครั้งนี้

วอชิงตันโพสต์ประเมินความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นสามทาง หนึ่ง คือได้รัฐบาลเป็นกลุ่มแนวร่วมที่ต่อต้านทั้งรุตต์และวีลเดอร์สจากพรรคการเมืองอย่างน้อย 6 พรรค สอง คือรุตต์ถอนคำมั่นก่อนหน้านี้แล้วนำวีลเดอร์สเข้าร่วมรัฐบาล สาม คือรุตต์เสนอจัดตั้งรัฐบาลพรรคแนวร่วมอนุรักษ์นิยมที่ได้คะแนนเสียงมากพอจนไม่ต้องพึ่งพรรคพีวีวี

แม้ไม่ชนะการเลือกตั้ง ก็ส่งอิทธิพลไปแล้วก่อนการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตามวอชิงตันโพสต์มองว่าไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร เนเธอร์แลนด์ก็มีแนวโน้มเปลี่ยนไปในทางชาตินิยม การใช้โวหารชาตินิยมของพรรคพีวีวีส่งอิทธิพลทำให้พรรคอื่นทำตาม โดยที่สมาคมนักกฎหมายของเนเธอร์แลนด์เปิดเผยว่าพรรคการเมืองพรรคใหญ่ทั้ง 5 พรรคต่างก็แสดงออกในเชิง "กีดกันอย่างเปิดเผย" ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมายและขัดต่อรัฐธรรมนูญของเนเธอร์แลนด์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคซีดีเอที่แง้มว่าจะออกจากสหภาพยุโรป พรรคแรงงานที่หัวหน้าพรรคเรียกร้องให้ "ภาคภูมิใจในความเป็นเนเธอร์แลนด์อีกครั้ง"

พรรควีวีดีในช่วงที่เป็นรัฐบาลก็ออกกฎหมายจำกัดการปกคลุมศีรษะในที่ต่างๆ อย่างโรงเรียน ขนส่งสาธารณะ สถานพยาบาล และอาคารรัฐบาล รุตต์ยังเสนอว่าจะออกกฎเข้มงวดขึ้นกับเรื่องผู้อพยพด้วย

ทั้งนี้ยังมีเรื่องของผลโพลล์ในเนเธอร์แลนด์ที่ทำให้คาดเดาไม่ได้จากในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่แล้วพรรคสังคมนิยมมีคะแนนนำในโพลล์แต่คะแนนการเลือกตั้งได้ที่ 4 นอกจากนี้ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้มีประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งหน้าใหม่ร้อยละ 6.6 แต่พวกเขาไม่ชอบพรรควีวีดีที่เป็นพรรคกระแสหลักเลย มีนักวิจัยมองว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเนเธอร์แลนด์เข้าใจความซับซ้อนของระบบการเมืองของพวกเขาดีและจะเลือกตั้งโดยคำนึงถึงเรื่องนี้จึงเป็นสาเหตุให้การสนับสนุนพรรคสังคมนิยมและพรรคพีพีวีลดลงในการเลือกตั้งปี 2555

วอชิงตันโพสต์สรุปว่าไม่ว่าวีลเดอร์สจะได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเนเธอร์แลนด์หลังการเลือกตั้งนี้ด้วยหรือไม่ เขาก็ได้รับชัยชนะในการต่อสู้ทางความคิดไปแล้ว แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ากระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นในอังกฤษและสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ด้วยหรือไม่

หรือเป็นนักการเมืองสายประท้วงมากกว่าอยากอยู่ในสภา?

ถึงแม้ว่าฝ่ายขวาในต่างประเทศจะอ้างใช้แนวคิดชาตินิยมจัดในการหาเสียงให้ตัวเองแต่ส่วนหนึ่งพวกเขาแสดงออกให้ตัวเองดูเหมือนว่ากำลังต่อต้านชนชั้นนำทางการเมืองด้วย วีลเดอร์สก็เป็นหนึ่งในนั้น อ้างว่าจะประกาศอิสรภาพจาก "พวกชนชั้นนำในกรุงเฮก" แต่ขณะเดียวกันก็ให้สัญญาว่าจะทำให้ประเพณีนิยมแบบยิว-คริสเตียน กลับมามีอำนาจนำในรัฐธรรมนูญเนเธอร์แลนด์

วีลเดอร์สยังถูกมองว่าเป็นพวก "ป่วน" การถกเถียงทางการเมืองของเนเธอร์แลนด์ในแบบที่ทรัมป์เคย "ป่วน" สหรัฐฯ แต่บทความในสื่อเดอะการ์เดียนก็ระบุว่ามันเป็นแค่เรื่องภายนอกเท่านั้น ขณะที่ทรัมป์เข้าสู่การเมืองสหรัฐฯ ในแบบ "คนนอก" วีลเดอร์สอยู่ในสภาเนเธอร์แลนด์มา 19 ปีแล้ว

เดอะการ์เดียนระบุถึงประวัติของวีลเดอร์สว่าเป็นคนที่เกิดและเติบโตในเมืองเวนโล ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมในจังหวัดลิมบูร์กที่มีศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมีอิทธิพล พ่อของเขาเคยเป็นคนที่ต้องหนีไปซ่อนตัวในช่วงที่นาซียึดครองเนเธอร์แลนด์ แม่ของเขาก็เกิดในครอบครัวอาณานิคมดัทช์อีสต์อินดีที่ปัจจุบันเป็นประเทศอินโดนีเซีย พอลพี่ชายของเขาเคยบอกกับสื่อเยอรมนีเดอสปีเกลว่าวีลเดอร์สในช่วงวัยรุ่นเป็นคน "เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและก้าวร้าว"

ในทางการเมืองวีลเดอร์สเข้าสู่การเมืองโดยการเป็นสมาชิกพรรควีวีดีก่อนแต่อยู่ในสายของพวกฝ่ายขวาที่ไม่ไว้ใจสหภาพยุโรปเขาเข้าสู่สภาได้ในปี 2541 และออกนโยบายตัดสวัสดิการผู้คนที่ลางานด้วยสาเหตุทางจิตเวช วีลเดอร์สเริ่มสวมบทบาทของนักการเมืองต่อต้านมุสลิมต่อจากพิม ฟอร์ไตน์ หลังจากที่ฟอร์ไตน์ถูกยิงเสยชีวิตโดยนักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2545

ในปี 2553 พรรคพีวีวีชนะที่นั่งในสภาได้ 24 ที่นั่ง แต่วีลเดอร์สปฏิเสธไม่ร่วมจัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเดิมของเขาคือวีดีดีที่นำโดยรุตต์ แต่ยอมเป็นพวกพรรคแนวร่วมเสียงข้างน้อยในสภาเพื่อแลกกับการมีปากเสียงในนโยบายที่เกี่ยวกับผู้อพยพและการรับผู้ลี้ภัย แต่หน้าท่ต่างๆในการดูแลเรื่องผู้อพยพแลัผู้ลี้ภัยกลับตกไปอยู่ในมือของเกิร์ด เลียร์ แห่งพรรคซีดีเอ ซึ่งเลียร์เองก้มองว่าตัวเขาถูกเอามาสกัดกั้นวีลเดอร์ส

ในช่วงหลายปีมานี้วีลเดอร์สก็เริ่มเพิ่มความหนักข้อในโวหารแบบต่อต้านมุสลิมมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นเสนอให้สั่งห้ามทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นอิสลามทั้งมัสยิด โรงเรียนศาสนาอิสลาม คัมภีร์อัลกุรอาน และยับยั้งไม่ให้มีผู้อพพยพชาวมุสลิมเข้าประเทศ

แต่ในอีกมุมหนึ่งฟิลิป วอง ปราก ศาตราจารย์รัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัมก็มองว่าวีลเดอร์สมีสไตล์ทางการเมืองและการอภิปรายที่หลุดกรอบออกมาจากพรรคการเมืองส่วนใหญ่ แล้วพรรคการเมืองอื่นๆ ก็เริ่มปรับจุดยืนตามวีลเดอร์สไปบ้างไม่มากก็น้อยในกรณีเรื่องผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และการเรียนภาษาดัทช์

อย่างไรก็ตามพรรคของวีลเดอร์สไม่มีโครงสร้างที่เป็นทางการ ในพรรคมีเขาเป็นสมาชิกอยู่คนเดียว และไม่ค่อยปรากฏในการเลือกตั้งท้องถิ่น นักการเมืองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาก็เป็นไปในลักษณะตื้นๆ ทำให้เดอะการ์เดียนมองว่าถึงแม้วีลเดอร์สจะได้รับความนิยมแต่ก็ไม่สามารถสร้างการเคลื่อนไหวแบบทรัมป์ได้ อาจจะเป็นเหตุผลหนึงที่ทำให้วีลเดอร์สดูเหมือนเป็นนักการเมืองสายประท้วงมากกว่าจะต้องการเข้าไปอยู่ในสภาจริงๆ

เดอะการ์เดียนประเมินว่าถึงแม้ว่าวีลเดอร์สจะได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวในช่วงที่เขาถูกตัดสินคดีเหยียดเชื้อชาติเพราะชาวดัทช์เชื่อว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของเขา อย่างไรก็ตามในการสำรวจล่าสุดพบว่าข้อได้เปรียบตรงนี้ของวีลเดอร์สไม่มีอยู่แล้ว เขาอาจจะไม่ได้คะแนนอยู่ในสองอันดับแรกด้วยซ้ำ เขาคงจะได้รับบทบาทเป็นตัวนำฝ่าย "ป่วน" การเมืองต่อไป

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

“นาซีศึกษา” ตีแผ่อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ฮิตเลอร์ขึ้นสู่อำนาจเพราะคนเบื่อประชาธิปไตย

Posted: 11 Mar 2017 07:55 AM PST

เชลยในสภาพอดอยากที่ค่าย Mauthausen camp ซึ่งนาซีอ้างว่าใช้ในการ "ทดลองทางวิทยาศาสตร์" ภาพถ่ายขณะได้รับการปลดปล่อยหลังจากทหารสหรัฐอเมริกาไปถึงที่นั่นเมื่อ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 (ที่มาของภาพ: Lt. Arnold E. Samuelson/ National Archives and Records Administration, U.S.A./Wikipedia/Public Domain)

 

เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2560 ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดปาฐกถาพิเศษ "Night, Dawn, Day การจดจำอาชญากรรมนาซีเยอรมัน" เป็นส่วนหนึ่งของปาฐกถาพิเศษชุด ปี '17 ในประวัติศาสตร์โลก 2017 ที่อาคารมหาจักรีสิรินธร จุฬาฯ โดยมีณฐกร นิธิศจรูญเดช และ พีรวัฒน์ นาวีเจริญ นิสิตวิชาประเด็นที่น่าสนใจในประวัติศาสตร์ยุโรป เป็นวิทยากร ส่วน ตุลย์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาฯ เป็นพิธีกร

ฮิตเลอร์ชนะเลือกตั้งด้วยกระบอกปืน คนเยอรมันเบื่อประชาธิปไตย

พีรวัฒน์ สะท้อนประสบการณ์ภายหลังศึกษาประวัติศาสตร์อาชญากรรมนาซีเยอรมันว่า การศึกษาเอกสารชั้นต้นหลายชิ้นทำให้ตระหนักว่าการสังหารหมู่โดยทหารเยอรมันหรือ Holocaust เป็นเหตุการณ์ที่มนุษยชาติต้องจดจำร่วมกัน ในฐานะของความสยดสยองที่มนุษย์สามารถกระทำให้แก่กันได้ในระดับเชื้อชาติ

พีรวัฒน์ อธิบายประเด็นการก้าวขึ้นมามีอำนาจของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ หัวหน้าพรรคนาซีเยอรมัน ในปี พ.ศ.2476 ซึ่งมักมีการกล่าวกันว่า "ฮิตเลอร์ชนะการเลือกตั้ง"ว่า ฮิตเลอร์ไม่ได้ชนะการเลือกตั้งอย่างล้นหลาม แต่เป็นการได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจากกลุ่มพรรคฝ่ายขวาเพื่อเอาชนะกระแสคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น จากนั้นจึงประกาศภาวะฉุกเฉินและฉวยโอกาสยึดอำนาจโดยอาศัยเหตุการณ์ไฟไหม้รัฐสภาเยอรมัน แล้วจึงจัดการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง ส่วนพรรคนาซีก็มีกองกำลังเป็นของตนเองที่จะกลายเป็นหน่วย SS (Schutzstaffel) ในเวลาต่อมา มีหน้าที่กวาดล้างศัตรูการเมืองให้ได้มากที่สุด สะท้อนถึงการเลือกตั้งที่ไม่ใสสะอาด ทั้งนี้ เราไม่สามารถปฏิเสธเสียง 43% ที่เลือกฮิตเลอร์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้ โดยนักวิชาการสมัยก่อนได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นความต้องการเปลี่ยนบรรยากาศทางการเมืองจากประชาธิปไตยที่วุ่นวายสู่ระบอบเผด็จการที่มีเสถียรภาพ ความเด็ดขาด ความรวดเร็วในการจัดการ

นาซีกับชาตินิยมบนกองซากศพ: กดปราบ สังหารเหยื่อผ่านเครื่องมือรัฐ

พีรวัฒน์ ได้พูดถึงกระบวนการสร้างความเกลียดชังชาวยิวว่า แท้จริงกระแสเกลียดชังยิว (Anti Semitism)หยั่งรากลึกมาตั้งแต่สมัยคริสตกาล เนื่องจากสาวกชาวยิวเป็นสาเหตุที่ทำให้พระเยซูต้องถูกตรึงกางเขน มีวรรณกรรมลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์และวิถีชีวิตของชาวยิวมาตั้งแต่ในอดีต แต่ภายใต้การปกครองของพรรคนาซี ได้มีการบูรณาการแนวคิดทางวิทยาศาสตร์เรื่องคุณลักษณะทางพันธุกรรมเข้าไปด้วย

"เขาทำให้สถานะชนชาติไม่สามารถถูกแยกออกจากร่างกายได้เลย เป็นยิวก็เป็นยิวไปจนตาย" พีรวัฒน์ กล่าว

นิสิตวิชานาซีเยอรมันอธิบายหลักการสำคัญของนาซี "ชุมชนของคนเลือดเยอรมัน หรือ Volkgemeinschaft" ว่า เป็นหลักการกีดกันคนที่ไม่ใช่เยอรมันต้องออกไปจากเยอรมัน โดยเฉพาะชาวยิวและคนที่ถูกตัดสินว่าไม่สามารถปฏิบัติตามอุดมการณ์นาซีได้ เช่น กลุ่มรักร่วมเพศ ผู้พิการ ผู้มีความบกพร่องทางความคิด กลุ่มการเมืองและกลุ่มศาสนาที่ปฏิเสธสงคราม ส่วนวาทกรรมที่นาซีนำมาใช้ บ้างก็ว่ายิวเป็นตัวถ่วงในการพัฒนาชาติ เป็นเชื้อโรคในการบ่อนทำลายสุขภาพของชาติพันธุ์ โดยนำข้อความในหนังสือคู่มือวิทยาศาสตร์ชาติพันธุ์ในเวลานั้นมาตีแผ่ ซึ่งมีใจความว่า "ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกำจัดกลุ่มบุคคลที่สังคมไม่ต้องการได้ แต่ก็ยังสามารถทำให้กลุ่มบุคคลเหล่านั้นไม่แพร่พันธุกรรมสู่ชาวเยอรมันรุ่นต่อไป"

ในสังคมเยอรมันกลุ่มชาวยิวจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ป่าเถื่อน และไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อการสร้างชาติเรื่องเล่านี้นำเสนอผ่านเครื่องมือของรัฐ ได้แก่ ตำราเรียน โฆษณาชวนเชื่อ และการนำแรงงานเยอรมันไปปลุกระดมระหว่างการท่องเที่ยว โดยถือเป็นสวัสดิการของรัฐภายใต้นโยบาย "Strength Through Joy: สร้างความเข็มแข็งผ่านความสนุกสนาน"

ณฐกร นิสิตวิชานาซีเยอรมันชั้นปีที่ 4  อธิบายขั้นตอนการจัดการกับชาวยิวและผู้เห็นต่างของรัฐบาลนาซีตั้งแต่เริ่มต้นไม่ว่าการแบ่งแยกโครงสร้างสาธารณะ เช่น ถนน ไม่ให้ชาวยิวใช้งานร่วมกับชาวเยอรมัน กวาดต้อนชาวยิวให้ไปอาศัยอยู่ในชุมชนต่างหากที่เรียกว่า เกตโต (Getto) มีกำแพงสูงและลวดหนามล้อมรอบ ตัดการเข้าถึงอาหาร นำชาวยิวไปเข้าค่ายกักกัน (Concentration Camp) เพื่อเข้าสู่กระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ คร่าความเป็นมนุษย์(Menschlichkeit) อาทิ สายสัมพันธ์ทางครอบครัวและคนรัก ศีลธรรมจรรยา ออกไปจากตัวเหยื่อสังหารหมู่ผ่านการใช้ความรุนแรง คงไว้แต่เพียงสัญชาตญาณการเอาตัวรอดเท่านั้น

ล้อเลียนฮิตเลอร์ เท่ากับล้อเลียนการสังหารหมู่

ณฐกรอธิบายถึงเหตุผลที่คนไทยต้องจดจำประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนาซีว่า ระบอบนาซีมีความเป็นเอกลักษณ์ในแง่ของการแทรกซึมอุดมการณ์ลงไปในทุกอณูของสถาบันในสังคม และเรา(คนไทย) ไม่ควรนำฮิตเลอร์มาล้อเลียน เพราะพฤติกรรมดังกล่าวนั้นถือเสมือนการดึงเอาเหยื่อสังหารหมู่ 11 ล้านชีวิตมาล้อเล่นด้วย เป็นการขำที่ขำไม่สุด

ตุลย์ ผู้สอนวิชานาซี ให้ความเห็นเกี่ยวกับการนำฮิตเลอร์มาล้อเลียนว่า "เวลาที่เราเอาฮิตเลอร์มาล้อเล่น เรากำลังพ่วงเหยื่อที่นับตัวเลขได้อย่างน้อยจำนวน 11 ล้านคน ลูกที่เสียพ่อไป ลูก เมีย ญาติพี่น้อง รู้สึกอย่างไร อย่าลืมว่าเหยื่อ Holocaust ทั้งหมดเทียบไม่ได้เลยกับเหยื่อใดๆ ผมไม่ได้กำลังจัดลำดับชนชั้นให้กับเหยื่อ เหยื่อเขมรแดงเจ็บปวดพอๆกันกับเหยื่อ Holocaust  แต่ประเด็นที่น่าสนใจและเราควรตระหนักในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ก็คือว่า เหยื่อทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นรวันดา เขมรแดง บอสเนียหรืออะไรก็ตาม เราไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า เหยื่อเหล่านั้นไม่มีประเด็นการเมืองเกี่ยวข้อง เผ่าฮูตูกับทุตซี่ที่รบกันอยู่ในรวันดา สัมพันธ์กับเรื่องการเมืองทั้งสิ้น แต่คนไทยไม่พูดถึง คนไทยบอกแค่ว่ามันเป็นสงครามเชื้อชาติ คุณพูดไม่หมด"

"เหยื่อ Holocaust ทุกคน คือเหยื่อที่อยู่บ้านเฉยๆ แล้วมี License to die (ใบสั่งตาย) มายื่นให้คุณ คุณได้สิทธิ์การตายทันทีที่คุณเกิด นี่คือความเป็นเอกลักษณ์ของระบบ Holocaust" ตุลย์กล่าว

"นี่คือสาเหตุที่ผมสอนรายวิชานี้เพราะผมต้องการให้คนไทยเข้าใจความหมายของคำว่าสิทธิเสรีภาพและความเป็นมนุษย์ ไม่มีฝ่ายการเมืองใดในสังคมไทยเข้าใจความเป็นมนุษย์จนกว่าคุณจะเข้าใจและเคารพเหยื่อของระบอบนาซี...คุณจะไม่เข้าใจระบอบนาซีจนกว่าคุณจะเข้าใจ ที่คุณจะรู้จักอยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมโลก และคนถัดไปจากคุณอย่างสันติ ตราบเท่าที่คุณทุกคนขับรถแล้วยังคงหน้าด้านเปลี่ยนเลนตรงเส้นทึบ ตราบเท่าที่คุณขับรถแล้วไม่หยุดให้คนบนทางม้าลาย ตราบนั้นคุณไม่เข้าใจคำว่า Menschlichkeit(มนุษยธรรม) ผมอยู่เยอรมัน 7 ปี เพื่อนเยอรมันของผมข้ามถนนตรงทางม้าลาย ผมถามว่าทำไม คำตอบที่ได้ทุกคนไม่มีใครบอกว่าเคารพกฏ ไม่ใช่เรื่องระเบียบวินัย เขาบอกผมว่าถ้าชีวิตเขามีค่า รวมถึงชีวิตของคนที่ใช้ถนนทุกคนมีค่า การแหกกฎจราจรคือการทำลายชีวิตของผู้อื่น...เพราะฉะนั้น ทุกคนในเมืองไทยที่พูดเรื่องนาซี พูดถึงเรื่องคุณค่าความเป็นคน พูดถึงศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เข้าใจหลักการนี้ผิด" ตุลย์ กล่าวก่อนปิดปาฐกถา


กองรองเท้าของเหยื่อที่ถูกสังหารในค่าย Auschwitz ภาพโดย Arlid Finne Nybo

Holocaust คืออะไร

คำว่า Holocaust เป็นภาษากรีกที่แปลว่า "การสังเวยโดยไฟ" โฮโลคอสต์คือ ช่วงเวลาหนึ่งที่มีชาวยิวประมาณ 6 ล้านคนถูกฆ่าโดยนาซี ในช่วงของโฮโลคอสต์ชาวยิวไม่มีสิทธิเสรีอะไรทั้งสิ้น โดยมีเหตุการณ์คร่าวๆ ดังต่อไปนี้ [1]

พ.ศ. 2476
30 มกราคม- Adolf Hitler เป็นคนปกครองประเทศเยอรมณี
10 พฤษภาคม- หนังสือที่ชาวยิวเขียนถูกเผาทิ้งต่อหน้าประชาชน
14 กรกฎาคม- พรรคนาซีเป็นพรรคเดียวที่ปกครองประเทศเยอรมณี

พ.ศ. 2478
15 กันยายน – รัฐบาลนาซีออกกฎหมายยกเลิกสัญชาติเยอรมันของชาวยิว  ปลดชาวยิวออกจากตำแหน่งทางราชการ ห้ามชาวยิวแต่งงานกับคนจากศาสนาอื่น ชาวยิวไม่สามารถถือธงประเทศเยอรมณี
15 พฤศจิกายน- ถ้ามีญาติผู้ใหญ่ 2-3 คนเป็นชาวยิว ให้ถือว่ามีเชื้อชาติยิว

พ.ศ. 2483
1 กันยายน - เริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนียึดครองโปแลนด์
13 พฤศจิกายน - ชาวยิวในเยอรมณีและโปแลนด์ ถูกบังคับให้ใส่ปลอกแขนที่มีรูปดาวสีเหลือง ทหารจะได้รู้ว่าใครเป็นชาวยิว

วาทกรรมต่อต้านชาวยิวที่รัฐบาลนาซีได้ยุยงผ่านโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้เกิดลัทธิต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงแพร่หลายไปทั้งยุโรป ดังที่เห็นได้จากนโยบายต่อต้านชาวยิวของเบนิโต มุสโสลินี ผู้นำพรรคแห่งชาติฟาสซิสต์แห่งอิตาลีได้ออกนโยบายที่ตัดสิทธิเสรีภาพในร่างกาย การเข้าถึงการศึกษา การเมือง และทางสังคมของชาวยิว

สลัม (Getto) และค่ายกักกัน (Concentration Camp) ถูกสร้างขึ้นในหลายพื้นที่ รัฐบาลนาซีเริ่มคุกคามชาวยิวหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยการใช้มาตรการความรุนแรงที่โหดร้าย ทารุณ ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ อาทิ การใช้แรงงานชาวยิวเยี่ยงทาส ปล่อยให้ขาดอาหาร ใช้นักโทษในค่ายกักกันในการทดลองทางการแพทย์และทดลองอาวุธเชื้อโรค หรือการสังหารด้วยการรมแก๊ส โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตจาก Holocaust ราว 11 ล้านคน เป็นชาวยิวประมาณ 6 ล้านคน [2]

อ้างอิง:

[1] http://holocaustinthaiandenglish.weebly.com/holocaust-in-thai.html

[2] รวินทร์ คำโพธิ์ทอง, "ประวัติศาสตร์ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์: เน้นกรณีศึกษาโฮโลคอสต์", 2555.

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ประทับจิต นีละไพจิตร' ผิดหวัง สนช.ตีกลับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการบังคับบุคลให้สูญหาย

Posted: 10 Mar 2017 11:48 PM PST

'ประทับจิต นีละไพจิตร' บุตรสาวทนายสมชาย นีละไพจิตร ผิดหวัง สนช.ตีกลับร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย ขอสังคมไทยรับรองสิทธิ์ทุกคนในกระบวนการยุติธรรม

 
11 มี.ค. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่า น.ส.ประทับจิต นีละไพจิตร อาจารย์ประจำสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล  ในฐานะบุตรสาวของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ที่หายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547 เปิดเผยว่า  หลังจากที่นายสมชายหายตัวไป ครอบครัวพยายามต่อสู้ตลอด และหลังจากศาลฎีกาตัดสินยกฟ้องคดีนี้ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2558  ครอบครัวก็พยายามกลับไปสู่จุดเริ่มต้น ด้วยการผลักดันและรณรงค์ ให้มีกฎหมายที่ให้การบังคับบุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญา
 
น.ส.ประทับจิต กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (10 มี.ค.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติเห็นชอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยการถูกบังคับ เพราะจะทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานระดับนานาชาติ เพราะไทยต้องส่งรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับผู้สูญหายให้ทราบตลอด แต่ส่วนตัวผิดหวังที่ สนช.  ประกาศว่า จะไม่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย เนื่องจากกฎหมายยังไม่สมบูรณ์  และส่งกลับมาให้กระทรวงยุติธรรมปรับปรุงแก้ไข
 
"ยอมรับว่า รู้สึกเสียดาย แม้กฎหมายดังกล่าวจะไม่ใช่ร่างที่ดีที่สุด แต่ก็เป็นร่างกฎหมายที่ครอบครัวนีละไพจิตร และครอบครอบผู้สูญหายอื่น ๆ ได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนความต้องการ และเป็นการทำงานร่วมกันของภาครัฐ ภาคประชาสังคมและครอบครัวผู้เสียหาย" น.ส.ประทับจิต กล่าว
 
น.ส.ประทับจิต กล่าวว่า  ช่วงนี้ ถือเป็นช่องว่างครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่มีการดำเนินการโดยใช้คำสั่งของ คสช.ในการจับกุม โดยไม่ผ่านกระบวนการศาลพลเรือน ซึ่งถือเป็นปัญหาที่นายสมชายเคยสะท้อนมาตลอด ดังนั้น หากสังคมไทยเห็นคุณค่าการทำงานของนายสมชาย ก็ขอให้มีการรองรับสิทธิ์ของทุกคนในกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียม  ส่วนตัวไม่หวังการทำงานของ คสช. แต่หวังกับสังคมไทยมากกว่า
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เตือนขนม ‘ชีสทาร์ต’ ไขมันสูง

Posted: 10 Mar 2017 11:13 PM PST

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สุ่มทดสอบปริมาณสารอาหารต่าง ๆ ในขนมชีสทาร์ตจาก 7 ยี่ห้อดัง พบทุกยี่ห้อมีไขมัน โซเดียมและพลังงานสูง เตือนผู้บริโภครับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

 
 
11 มี.ค. 2560 ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่าจากผลการทดสอบปริมาณสารอาหารในขนมชีสทาร์ต 7 ยี่ห้อได้แก่ 1. mx cakes & bakery 2. saint Etoile 3. Flavour Field 4. Pablo 5. Me&Cheese 6. Bake และ 7. BreadTalk พบว่า ทุกยี่ห้อมีปริมาณไขมันเฉลี่ย 25.21 กรัม/100 กรัม และปริมาณโซเดียมเฉลี่ย 211 มิลลิกรัม/100 กรัม ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง เพราะใน 1 วันร่างกายต้องการไขมันทั้งหมดน้อยกว่า 65 กรัม และโซเดียมน้อยกว่า 2,400 มิลลิกรัม 
 
นอกจากนี้ผลการทดสอบยังพบว่า ขนมชีสทาร์ตทุกยี่ห้อมีปริมาณพลังงานเฉลี่ย 239.05 กิโลแคลอรี ซึ่งถือว่าใกล้เคียงกับปริมาณของอาหารจานเดียว 1 จานที่ปริมาณ 300 – 600 กิโลแคลอรี ดังนั้นหากผู้บริโภครับประทานในจำนวนมาก อาจส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงาน ไขมันและโซเดียมสูงเกินกว่าที่ต้องการในแต่ละวันได้
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้รัฐไทยล้มเหลวในการปกป้องสิทธิในชีวิตของประชาชน

Posted: 10 Mar 2017 10:44 PM PST

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมชี้ 13 ปีการหายไปของทนายสมชาย ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายถือว่ารัฐยังคงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิในชีวิตของประชาชน

 
11 มี.ค. 2560 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เผยแพร่แถลงการณ์ "13 ปีการหายไปของทนายสมชาย ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายถือว่ารัฐยังคงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิในชีวิตของประชาชน" โดยระบุว่านายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชน ถูกบังคับให้สูญหายเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2547โดยมีพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 5 นายเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปครั้งนั้น จนถึงบัดนี้เป็นเวลา 13 ปี แล้วไม่มีใครทราบชะตากรรมของทนายสมชายว่าเขายังคงมีชีวิตอยู่หรือไม่ การค้นหาความจริงและการแสวงหาความยุติธรรมของครอบครัวทนายสมชายยังคงเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดอาญา การดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจึงต้องตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของ กฎหมายที่ไม่ตอบสนองกับสภาพความผิด โดยต้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309 และ 310 ข้อหา "ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นโดยทำให้กลัวว่าจะทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกาย เสรีภาพ โดยใช้ กำลังประทุษร้ายเพื่อให้กระทำการหรือไม่กระทำการใด" ซึ่งไม่ตรงกับการกระทำความผิดที่ทำลงและเจตนาที่แท้จริงของการกระทำความผิดที่ต้องการบังคับให้ทนายสมชายสูญหาย
 
ข้อจำกัดในเรื่องการขาดซึ่งกฎหมายในปัจจุบัน ยังส่งผลกระทบกับครอบครัวผู้เสียหายหลายด้าน เช่น การที่ไม่ทราบชะตากรรมและหายไปเป็นเวลาหลายปี แม้ในทางแพ่งทนายสมชายฯจะถูกสัญนิษฐานว่าได้ถึงแก่ความตายแล้ว โดยศาลแพ่งจะได้มีคำสั่งให้ทนายสมชายเป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 61 แต่คำสั่งนี้ครอบครัวของเขากลับไม่สามารถนำมาใช้เข้าเพื่อขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตกเป็นผู้ต้องหาได้ เนื่องจากภรรยาและบุตรไม่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าทนายสมชายได้ถูกทำร้ายจนถึงแก่ความตายแล้วหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถเข้าเป็นโจทก์ร่วมเองได้ ตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากการบังคับให้บุคคลสูญหายนั้น ทำไปโดยเจ้าหน้าที่ โดยมีเจตนาให้บุคคลที่ตกเป็นเหยื่อหายไปโดยที่ไร้ร่องรอย เนื่องจากต้องการปกปิดการกระทำความผิดของตนเอง การที่จะให้ครอบครัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายแสดงหลักฐานใดๆว่าเขาถูกทำร้ายถึงตายจึงไม่อาจเป็นไปได้
 
การบังคับให้บุคคลสูญหายนั้นเป็นการกระทำที่มีพฤติการณ์พิเศษ คือ ทำโดยเจ้าหน้าที่ โดยมีเจตนาที่จะปกปิดการกระทำของตนเอง การที่ใช้กฎหมายอาญาธรรมดากับการกระทำความผิดเช่นนี้ จึงไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับเหยื่อและครอบครัวได้ อีกทั้งการกระทำความผิดนั้นทำลงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ใช้อำนาจหน้าที่ของตนในการก่ออาชญากรรม หรือเป็นอาชญากรรมโดยรัฐซึ่งมีความรู้ ทั้งทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต้องใช้กฎหมายที่มีลักษณะพิเศษด้วย หาไม่แล้วผู้กระทำความผิดก็อาศัยช่องว่างการขาดกฎหมายลอยนวลพ้นผิดต่อไป เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันไม่สามารถใช้เครื่องมือที่ถูกต้องดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้ ดังนั้น การมีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดความผิดและกระบวนการในการดำเนินคดีเพื่อบังคับใช้กับกรณีการบังคับให้บุคคลสูญหายจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งการบังคับให้บุคคลสูญหาย หรือการอุ้มหาย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมที่ร้ายแรงตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance) รัฐจะต้องไม่ยินยอมให้เกิดขึ้นได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้สถานการณ์ เหตุผล ข้ออ้าง หรือต่อบุคคลใดๆ ทั้งสิ้น
 
แต่อย่างไรก็ตามมูลนิธิผสานวัฒนธรรม พบว่ายังมีการบังคับให้สูญหายเกิดขึ้นกับสังคมไทยอยู่เสมอ นอกจากกรณีของทนายสมชายแล้ว เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 นายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ผู้นำชุมชนชาวกระเหรี่ยงได้เจ้าหน้ารัฐควบคุมตัวไป วันที่ 16 เมษายน 2558 นายเด่น คำแหล้ ผู้นำชุมชนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินหายไป วันที่ 24 มกราคม 2559 นายฟาเดล เสาะหมานอายุ อดีตผู้ต้องขังคดีความมั่นคงจังหวัดชายแดนใต้ถูกชายฉกรรจ์จำนวน 3 คนบังคับพาขึ้นรถยนต์หายไป แต่การสอบสวนและการตามหาตัวบุคคลดังกล่าว และการนำผู้กระทำผิดมาลงโทษยังคงล้มเหลว จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครทราบชะตากรรมของพวกเขา การที่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการบังคับให้บุคคลสูญหายถือว่ารัฐยังคงล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนษยชนมูลนิธิผสานวัฒนธรรมรู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งที่ร่าง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ........ ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และได้ส่งให้ สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) พิจารณา ไม่ได้รับการบรรจุเข้าวาระ แต่กลับถูกส่งกลับมายังกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยไม่มีการชี้แจงเหตุผลต่อประชาชนในทางสาธารณะแต่อย่างใด ขาดความโปร่งใส่ ทั้งๆที่ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวเกิดจากความพยายามของของหน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และองค์การสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติอีกทั้งได้ผ่านการพิจารณาของตัวแทนหน่วยงานและองค์การเหล่านั้น รวมทั้งรับฟังความเห็นจากประชาชนหลายครั้ง แล้วโดยได้ใช้ความพยายามด้วยความอุตสาหะในการจัดทำเป็นเวลานาน
 
แม้ เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2560 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะมีมติเห็นชอบในการที่รัฐบาลจะดำเนินการเพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ ค.ศ. ..... ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอก็ตาม แต่การที่ คสช. ไม่พิจารณาและตรากฎหมายเพื่ออนุวัติการ หรือกฎหมายเพื่อนำพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฉบับดังกล่าวมาบังคับใช้ การเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาย่อมไม่เกิดประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมบังคับบุคคลให้สูญหาย ที่ได้กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หรือโดยการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด จึงถือได้ว่า สนช. ได้ทำลายโอกาสในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนนี้ไปโดยการไม่รับพิจารณาร่างพ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายไปโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ต่อประชาชนสาธารณะที่จะได้รับการคุ้มครองสิทธิในชีวิตตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้
 
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม เร่งดำเนินการให้มีพรบ.การ ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหายให้สอดคล้องกับหลักการสากล โดยกำหนดให้ การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญา เพื่อสร้างมาตรฐานทางกฎหมายอาญาในประเทศโดยเร็ว ตามที่ได้ให้คำมั่นไว้กับประชาคมระหว่างประเทศและในระหว่างการทบทวนรายงานสิทธิมนุษยชนต่อองค์กรสหประชาชาติ
 
ขอให้ยกเลิก กฎหมาย กฎ ระเบียบ ที่อาจสร้างสถาพการณ์ หรือเงื่อนไขที่อาจทำให้บุคคลตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรือบังคับให้สูญหาย เช่น การควบคุมตัวในสถานที่ลับ หรือโดยไม่เปิดเผยสถานที่ควบคุมตัวไม่ให้ทนายความ แพทย์ หรือญาติเยี่ยม หรือติดต่อกับบุคคลดังกล่าว หรือโดยไม่มีการนำตัวไปศาล เช่น การควบคุมตัวตามคำสั่ง คสช. 3/2558 และ การควบคุมตัวตามกฎอัยการศึกจำนวน 7 วัน การควบคุมตัวตาม พรก.ฉุกเฉิน 30 วัน การควบคุมตาม พรบ.ปราบปรามยาเสพติดจำนวน 3 วัน เป็นต้น และเมื่อปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงที่เชื่อได้ว่าการบังคับบุคคลให้สูญหาย ได้แก่ การจับ ควบคุมตัว ลักพาตัว หรือวิธีการอื่นใดในการทำให้บุคคลสูญเสียอิสรภาพ กระทำโดยตัวแทนของรัฐ บุคคลหรือกลุ่มบุคคลโดยการอนุญาต การสนับสนุน หรือ การรู้เห็นเป็นใจจากรัฐ และรัฐปฏิเสธการกระทำนั้น หรือโดยปกปิดชะตากรรม หรือสถานที่อยู่ของบุคคลนั้น ทำให้บุคคลนั้นต้องตกอยู่ภายนอกความคุ้มครองของกฎหมาย ขอให้มีการดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยต่อเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดอย่างเที่ยงธรรม ไม่เห็นแก่หน้าหรือตกอยู่ภายใต้อิทธิพลใดๆ เพื่อขจัดวัฒนธรรมผู้กระทำผิดลอยนวลอย่างจริงจัง
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชมรมสิงห์น้ำตาลฯ มมส.ลงศึกษาวิถีชุมชนดอนฮังเกลือ จ.ร้อยเอ็ด

Posted: 10 Mar 2017 09:46 PM PST

นักศึกษาชมรมสิงห์น้ำตาลอาสา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ลงมาศึกษาชีวิตชุมชนดอนฮังเกลือและชุมชนใกล้เคียง ถือเป็นโรงครัวใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนมาหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ยังมีอีกชุมชนที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่ทำกินมาอย่างยาวนาน


<--break- />

 

บึงเกลือ หรือที่เรียกว่า "ทะเลอีสาน" บนเนื้อที่กว่า 5 พันไร่ ผืนน้ำใหญ่กว้างสุดตา ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในชุมชน ต.บึงเกลือ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด และชุมชนใกล้เคียงมาหลายชั่วอายุคน เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งน้ำที่มีความหลากหลายในระบบนิเวศที่สมบูรณ์ และถือเป็นโรงครัวใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนมาหลายชั่วอายุคน นอกจากนี้ยังมีอีกชุมชนที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่ทำกินมาอย่างยาวนาน จึงเป็นทีสนใจของนักศึกษาชมรมสิงห์น้ำตาลอาสา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ลงมาศึกษาชีวิตชุมชนดอนฮังเกลือ เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2560 ที่ผ่านมา
 
 
นายอรรถพล สิงพิลา นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 4 วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เล่าถึงความรู้สึกที่ได้ลงพื้นที่ชุมชนดอนฮังเกลือ ว่า   ทั้งนี้เป็นโอกาสดีในการได้ลงมาสัมผัสพื้นที่ชุมชนด้วยตนเอง  ทำให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ รวมทั้งการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน ที่ประชาชนทุกคนควรได้รับด้วยความเสมอภาคและเท่าเทียม เพราะการลงพื้นที่นอกห้องเรียนครั้งนี้ ได้รับรู้ถึงความรู้สึกที่หดหู่ เศร้าใจ โดยได้รับฟังเสียงเล่าจากชาวบ้านต่อกรณีปัญหาผลกระทบที่ชาวบ้านชุมชนดอนฮังเกลือ ได้รับความเดือดร้อนนั้น สืบเนื่องจากนับแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ภายหลังในพื้นที่ทำกินของชาวบ้านถูกประกาศเป็นที่สาธารณประโยชน์ดอนฮังเกลือ ต่อมาหน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินการด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ออกจากพื้นที่ทำกินเดิม อย่างไรก็ตามชาวบ้านร่วมกันต่อสู้เรียกร้องในสิทธิที่ดินทำกินมาอย่างต่อเนื่อง เพราะความเป็นจริงพื้นที่บึงเกลือที่ชาวบ้านอยู่นั้นเป็นที่ทำกินสืบทอดมานับแต่บรรพบุรุษ
 
 
 
 
"จริงๆแล้วชอบพื้นที่ชุมชนดอนฮังเกลือมาก เพราะนอกจากการต่อสู้เรียกร้องในสิทธิที่ดิน ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ในบึงน้ำมีปลาหลายชนิด ให้ชุมชนได้จับหาเพื่อเลี้ยงชีพไปแต่ละวัน ซึ่งเป็นชุมชนที่อุดมสมบูรณ์น่าอยู่ อีกทั้งชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลพันธุ์ปลาขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งพักอาศัยและเพื่อเป็นการขยายพันธุ์ปลาไม่ให้สูญหาย และสิ่งที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชีวิตของชาวบ้านที่เดือดร้อนโดยตรงนั้น มีความรู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจอย่างมาก เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กลับคืนสู่ชุมชน เพื่อที่ชาวบ้านจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่เป็นปกติสุข เพราะหากชาวบ้านไม่ได้ร่วมกันเรียกร้องต่อสู้ วิถีชีวิตของชุมชนซึ่งมีรายได้จากการหาปลามาหล่อเลี้ยงชีวิตครอบครัว รวมทั้งอาชีพเกษตรกรรม ก็คงสูญหายไปกับสายน้ำและผืนดิน ที่เป็นทั้งชีวิตและโรงครัวใหญ่ของชุมชน" อรรถพล บอกทิ้งท้าย
 
 
ด้านนางสาววริศรา แนวสุภาพ นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 2  วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เผยความรู้สึกว่า พอได้ลงมาพื้นที่จึงได้รับรู้ว่ายังมีอีกหนึ่งพื้นที่ ที่มีการต่อสู้เรียกร้องในสิทธิที่ดินทำกิน ซึ่งชาวบ้านต่อสู้มาอย่างยาวนาน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจในการที่จะได้ลงมาศึกษาต่อไปอีกในภายหน้า เพราะมีความรู้สึกดีที่ได้เห็นถึงความเชื่อมั่นและศรัทธาในอุดมการณ์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องในเรื่องสิทธิความเป็นมนุษย์ที่ถูกกดขี่ และได้เห็นอุดมการณ์ที่เข้มแข็งของชุมชน และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้น คือ เป็นชุมชนที่มีการจัดสรรปันส่วนในพื้นที่ทำกินในด้านการเกษตรให้ทุกคนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ในแหล่งน้ำที่ชุมชนดำเนินชีวิตด้วยการหาจับสัตว์น้ำนั้น ยังมีการอนุรักษ์พันธ์ปลาร่วมกันอีกด้วย
 
 
 
"ทั้งนี้ ในที่ทำกินของชุมชนได้ถูกประกาศเป็นที่สาธารณประโยชน์ ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบางครั้งก็ถูกละเลยจากสังคม หากไม่ใช่เป็นผู้ที่ประสบกับปัญหาด้วยตัวเอง ก็ไม่มีทางเข้าถึงปัญหาเหล่านี้ นอกจากได้ศึกษาอยู่ในเฉพาะห้องเรียน ซึ่งไม่สามารถสัมผัสถึงปัญหาที่แท้จริงได้มากนัก จึงถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาลงพื้นที่ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่สิ่งที่ได้สัมผัสคือ ได้เรียนรู้ถึงสภาพวิถีการดำเนินชีวิต ที่สำคัญได้รู้สึกถึงความสัมพันธ์กับพ่อแม่พี่น้องในชุมชนดอนฮังเกลือเป็นอย่างดียิ่ง ได้เข้าใจถึงปัญหาในอีกมุมหนึ่งที่ต่างจากการศึกษาที่อยู่แต่ในห้องเรียน เพราะเป็นเพียงแค่ได้รับรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ หรือรู้เพียงแค่ปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้เข้าถึงความรู้สึกที่แท้จริงของผู้ที่ได้รับผลกระทบของชุมชน " วริศรา เผยถึงความรู้สึกทิ้งท้าย
 
ทางด้านนายทองสา ไกรยนุช ชาวบ้านชุมชนดอนฮังเกลือ ต.บึงเกลือ อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด (สมาชิกเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน คปอ.)ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านชุมชนดอนฮังเกลือ กว่า 20 ครอบครัว ร่วมกันประกอบอาชีพ โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งบนผืนดินและในผืนน้ำ กล่าวคือ บนผืนดิน ชุมชนทำการเกษตรด้วยการปลูกพืชหมุนเวียนตามฤดูกาล เช่น ช่วงฤดูฝนทำการปลูกข้าว  หลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็มาปลูกพืชผักต่างๆ เช่น พริก มะนาว ข้าวโพด แตง ถั่ว เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินให้ได้อย่างสมประโยชน์ คุ้มค่า มีความต่อเนื่องอย่างสูงสุด นอกจากนี้ยังได้ร่วมกันฟื้นฟูและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมทั้งบนผืนดินและในน้ำให้เกิดความสมบูรณ์และยั่งยืน
 
 
นายทองสา บอกอีกว่า ด้านทรัพยากรทางน้ำในบึงเกลือ หรือที่เรียกว่า "ทะเลอีสาน" บนเนื้อที่กว่า 5 พันไร่ ได้ประกอบอาชีพการประมงมาหลายชั่วอายุคน ด้วยการจับสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง หอย ปู และปลาอีกหลากหลายพันธุ์   เช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียนขาว ปลาคล้าว ปลาชะโด ปลาดุก และปลากด มาบริโภคในครัวเรือน ส่วนหนึ่งได้นำออกขายเป็นรายได้หล่อเลี้ยงครอบครัว ถือเป็นปกติของการดำเนินชีวิต โดยสิ่งที่หามาได้ทั้งทำกินเองและขาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินไปหาซื้อจับจ่ายในท้องตลาดให้มากนัก ถือเป็นการประหยัดรายจ่ายไปในตัวด้วย ส่วนการดูแลรักษาทั้งทรัพยากร และสัตว์น้ำ ชุมชนร่วมกันจัดบริเวณในบึงเกลือประมาณ  1 ไร่ เพื่อทำโรงเรียนอนุรักษ์พันธุ์ปลา โดยให้ปลาตัวเล็กได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ชาวบ้านร่วมกันเขตไว้ เพื่อให้ปลาได้มีการขยายพันธุ์ ไม่ให้สูญพันธุ์ เพราะในหนองน้ำนั้นมีความหลากหลายในระบบนิเวศ และถือเป็นโรงครัวใหญ่เพื่อรักษาไว้ให้เป็นแหล่งอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งในสมาชิกของชุมชน และชุมชนใกล้เคียงให้เกิดความยั่งยืนสืบไป
 
 
 
 
"ด้านปัญหาผลกระทบที่ได้รับความเดือดร้อน แม้ชุมชนจะอาศัยอยู่ที่นี่มาแต่บรรพบุรษ ประกอบอาชีพหารายได้มาเลี้ยงชีวิต แต่ก็มีความขัดแย้งกับ อบต.บึงเกลือ มานับแต่ปี 2535 ด้วย อบต. อ้างว่าเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ดอนฮังเกลือ พยายามขับไล่ออกจากพื้นที่ จึงได้ร่วมกันลุกขึ้นต่อสู้เรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกิน ด้วยหวังว่าให้ผืนดินตกทอดไปถึงลูกสู่หลาน กระทั่งได้ผลักดันทางนโยบายร่วมกับองค์กรภาคประชาชนในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมหรือพีมูฟ  เพื่อให้ภาครัฐดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.2553 เพื่อชุมชนได้ถือกรรมสิทธิ์ในการบริหารจัดการที่ดินในสิทธิรวมหมู่ในการถือครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชน" ชาวบ้านชุมชนดอนฮังเกลือ กล่าวเพิ่มเติม
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไทยเห็นชอบรับอนุสัญญาคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ

Posted: 10 Mar 2017 08:20 PM PST

ที่ประชุม สนช. เห็นชอบ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ ชี้จะยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของไทยให้เป็นสากลช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

 
เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2560 ที่ผ่านมา เว็บไซต์สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่าที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ  ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ โดยมีมติเห็นชอบ ด้วยคะแนน 205 เสียง ขณะที่สมาชิก สนช.  อภิปรายสนับสนุนอนุสัญญาดังกล่าวนี้เพราะเห็นว่าจะช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของไทยให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากลและช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
 
สำหรับอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ เป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ ที่มีสาระสำคัญ ในการสะท้อนความตั้งใจของรัฐบาลที่จะป้องกันบุคคลจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ ด้วยการป้องกันและอำนวยความยุติธรรม รวมถึงเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ อีกทั้งยังให้สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษตามกฎหมายที่ถือเป็นการยกระดับการคุ้มครองบุคคลของไทยให้ตรงตามมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตามเมื่อไทยเข้าไปภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าวนี้ จะทำให้เกิดเชิงบวกหลายประการ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ กระบวนการยุติธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลอดจนเป็นการรับรองว่ารัฐจะมีมาตรการในการป้องกัน ปราบปราม  และช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 5-11 มี.ค. 2560

Posted: 10 Mar 2017 07:41 PM PST

 
กสร.เร่งช่วยเหลือ 107 ลูกจ้างบริษัทเย็บผ้าย่านอ้อมน้อยหลังถูกเลิกจ้าง
 
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งช่วยเหลือลูกจ้างบริษัท บริติช-ไทยชินเทติคเท็กส์ไทล์ จำกัด อ้อมน้อย สมุทรสาคร หลังมีข้อมูลถูกเลิกจ้าง จำนวน 107 คน พร้อมชี้แจงกฎหมายแรงงาน เผยนัดนายจ้างเจรจา 6 มีนาคมนี้
 
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยถึงกรณีที่ลูกจ้างบริษัท บริติช-ไทยชินเทติคเท็กส์ไทล์ จำกัด ต.อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ซึ่งประกอบกิจการตัดเย็บเสื้อผ้า จำนวน 107 คน สัญชาติไทย 85 คน เมียนมา 22 คน มาร้องทุกข์ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 60 ที่ผ่านมาว่า บริษัทฯ ได้ประกาศปิดกิจการและเลิกจ้างลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.60 - พ.ค.61 และจะจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย โดยแบ่งจ่าย 8 งวด เริ่มจ่าย 1 ต.ค.60 เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ชี้แจงข้อกฎหมายและแนะนำให้ลูกจ้างยื่นคำร้อง คร.7 เพื่อเรียกร้องค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และได้ประสานจัดหางานจังหวัดและประกันสังคมจังหวัดมาร่วมชี้แจงสิทธิประโยชน์และขั้นตอนการเรียกร้องสิทธิ์ ซึ่งลูกจ้างยังไม่ได้ยื่นคำร้อง แต่ขอให้พนักงานตรวจแรงงานติดตามนายจ้างมาเพื่อเจรจาหาข้อยุติร่วมกันก่อน ทั้งนี้ ในวันดังกล่าวไม่สามารถติดต่อนายจ้างได้ จึงได้ออกหนังสือให้นายจ้างมาพบในวันจันทร์ที่ 6 มี.ค.60 และจากการประสานกับผู้แทนนายจ้างแจ้งว่าจะมาพบพนักงานตรวจแรงงาน ในวันดังกล่าวตามนัดหมาย ซึ่ง กสร.จะเร่งดำเนินการติดตามเรียกร้องสิทธิตามกฎหมายให้กับลูกจ้างทุกคน
 
อธิบดีกสร. กล่าวต่อไปว่า บริษัท บริติช-ไทยชินเทติคเท็กส์ไทล์ จำกัด ได้เลิกจ้างลูกจ้างมาแล้ว 2 ครั้ง จำนวน 300 คน โดยได้จ่ายค่าชดเชยและค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้กับลูกจ้างทั้งหมดแล้ว โดยแบ่งจ่ายเป็นงวดเช่นกัน ทั้งนี้ ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดกับบริษัทฯ ตั้งแต่ 19 ต.ค. 2559 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 ม.ค.60
 
ที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน, 5/3/2560
 
มีผลแล้ว! พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษีนิติบุคคล จ้างผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าทำงาน
 
ราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 มี.ค.2560 เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639)พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (วันที่ 3 มี.ค.2560) สาระสำคัญคือ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเข้าทำงาน เพื่อส่งเสริมให้มีการจ้าง แรงงานผู้สูงอายุดังกล่าวเข้าทำงาน มีจำนวน 5 มาตรา มาตรา 3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 3 หมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรับผู้สูงอายุที่มีอายุหกสิบปีขึ้นไปเข้าทำงานสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุ เฉพาะรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุในส่วนที่ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนลูกจ้างในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด
 
ในกรณีที่ผู้สูงอายุทำงานในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหลายแห่งในเวลาเดียวกัน ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่รับผู้สูงอายุเข้าทำงานก่อนได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่งการจ้างผู้สูงอายุตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงกรณีการจ้างผู้สูงอายุที่มีรายจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างในแต่ละเดือนเกินกว่าหนึ่งหมื่นห้าพันบาท
มาตรา 4 ผู้สูงอายุตามมาตรา 3 ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(1) เป็นผู้มีสัญชาติไทย
(2) เป็นลูกจ้างของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างอยู่ก่อนแล้ว หรือเป็นผู้สูงอายุที่ได้ขึ้นทะเบียนหางานไว้กับกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน
(3) ไม่เป็นและไม่เคยเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จ้างผู้สูงอายุดังกล่าวหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระราชโองการพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
 
 
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ยันไม่มีนโยบายปลดพนักงาน ยังคงเปิดให้บริการตามปกติไปจนถึง 30 มิ.ย.2561
 
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสม (มิกซ์ยูส) มูลค่าโครงการกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท ร่วมกับบมจ.เซ็นทรัลพัฒนา โดยสรุปใจความสำคัญได้ว่า สืบเนื่องจากข่าวการลงทุนโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสม ที่มีการส่งต่อข้อมูลกันอย่างแพร่กลาย โดยมีข้อความคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ขอชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องว่า โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติไปจนถึง 30 มิ.ย.2561 (กลางปีหน้า) และได้แจ้งกับพนักงานของโรงแรม ให้ทราบเกี่ยวกับการเรื่องการลงทุนยกระดับโรงแรมแล้ว โดยได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ทางบริษัทฯ ไม่มีนโยบาย "ปลดพนักงานออกแม้แต่คนเดียว" โดยได้เตรียมแผนโครงการต่างๆ สำหรับเป็นทางเลือกให้ในการทำงานแก่พนักงานระหว่งการก่อสร้างโครงการใหม่ โดยบริษัทจะร่วมกับ บมจ.เซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งเป็นพันธมิตรร่วมเพียงรายเดียว จะเริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการในเดือน ก.ค.2561 เพื่อยกระดับโรงแรมแห่งนี้ ซึ่งเป็นโรงแรมหลักของกลุ่มดุสิตธานี โดยวางแผนที่จะสร้างโรงแรมดุสิตธานีแห่งใหม่ที่ทันสมัุยได้มาตรฐานสากล และยังคงรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ดุสิตธานี
 
 
สมาคมประมงเตรียมร้องนายกฯ แรงงานขาด 7 หมื่นคน คาดอีก 6 เดือนอาหารทะเลพุ่งเกือบ 100%
 
นายศราวุธ โถวสกุล รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือน มี.ค. นี้ ทางสมาคมฯ จะทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอเข้าพบสะท้อนปัญหาขาดแคลนแรงงานประมงกว่า 70,000 คน เพราะล่าสุดเรือประมงทั่วประเทศจอดนิ่งสนิทแล้วกว่า 15% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ในเดือน เม.ย. ก่อนเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งหากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขคาดว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 80% ส่งผลต่อราคาอาหารทะเลจะพุ่งขึ้นเกือบ 100% กระทบต่อเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน
 
ทั้งนี้ รองประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า สำหรับข้อเสนอที่จะส่งถึงรัฐบาลนั้น อาทิ ให้นำเข้าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทดแทน ในรูปแบบเอ็มโอ รวมถึงให้เปิดจดทะเบียนแรงงานประมงรอบใหม่ เพื่อนำกลุ่มที่ยังลักลอบทำงานขึ้นมาอยู่ในระบบ
 
 
สศช.เผยหนี้สินคนไทยชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องเร่งรณรงค์แรงงานนอกระบบให้มีการออมเพิ่มมากขึ้น
 
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 และตลอดปี 2559 โดยระบุว่า หนี้สินครัวเรือนชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยภาวะหนี้น่าจะเริ่มทรงตัว และลดลง โดยเห็นได้จากสินเชื่อ และการสร้างหนี้ครัวเรือนไม่สูงเหมือนช่วง 3-4 ปีก่อนหน้านี้ และระดับหนี้ไตรมาส 4 ปี 2559 มีสัญญาณเริ่มลดลง
 
ดังนั้น ปี 2560 รายได้เพิ่มขึ้นจะช่วยหนี้สินครัวเรือนชะลอตัวลง หนี้รถยนต์ที่ผ่อนจะเริ่มหมดลง หนี้ใหม่ที่ไม่สูงขึ้น ภาพรวมหนี้สินครัวเรือนคงจะชะลอตัวลง ภาครัฐพยายามช่วยหนี้รายย่อย และครัวเรือน ที่ต้องการกู้ฉุกเฉินเป็นธรรมมากขึ้น ดอกเบี้ยไม่สูงเกินไป และบางส่วนใช้หนี้ในระบบจะช่วยลดภาระหนี้ลงได้
 
นายปรเมธี กล่าวว่า ไตรมาส 3 ปี 2559 หนี้ครัวเรือนมีมูลค่าเท่ากับ 11,335,652 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ร้อยละ 4.1 ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 จากร้อยละ11.5 เป็นร้อยละ 6.6 ปี 2557 ร้อยละ 5.2 ปี 2558 และร้อยละ 4.7 ไตรมาสแรกปี 2559 และร้อยละ 4.3 ไตรมาส 2 ปี 2559 โดยมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 81.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคของธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 7.4 ปี 2557 เป็นร้อยละ 5.2 ไตรมาสแรกปี 2559
 
สำหรับไตรมาส 4 ปี 2559 หนี้ครัวเรือนยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคธนาคารพาณิชย์ที่ขยายตัวชะลอลงเหลือร้อยละ 4.9 โดยเป็นการชะลอลงของสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อเพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งขยายตัวชะลอลงจากร้อยละ 7.7 และ 1.9 ไตรมาส 3 ปี 2559 เป็นร้อยละ 7.0 และ1.3 ไตรมาสนี้
 
ด้านความสามารถชำระหนี้เมื่อพิจารณจากสัดส่วนหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม พบว่า ลดลงจากร้อยละ 2.73 ไตรมาส 3 ปี 2559 เป็นร้อยละ 2.71 ไตรมาสนี้ และลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินต้น หรือดอกเบี้ยเกินกว่า 1 เดือน แต่ไม่ถึง 3 เดือน ลดลงจากร้อยละ 3.26 ไตรมาส 3 ปี 2559 มาอยู่ที่ร้อยละ 3.19 ในไตรมาสนี้ ขณะที่การผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับมีมูลค่า 10,602 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 36.9 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3.1 ของยอดสินเชื่อคงค้าง สำหรับการผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไปของสินเชื่อบัตรเครดิตมีมูลค่า 10,383 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.7 และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 2.9 ของยอดสินเชื่อคงค้าง
 
สำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบให้แก่ผู้มีรายได้น้อย รัฐบาลเปิดให้เจ้าหนี้นอกระบบจดทะเบียนผู้ประกอบการธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มช่องทางให้ประชาชนรายย่อยที่มีความจำเป็นกู้ยืมผ่ายสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ และเห็นชอบร่างแผนพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน พ.ศ.2560-2564 เพื่อเป็นกรอบแนวทางพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชนที่ชัดเจน และให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐได้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพลูกหนี้โดยฟื้นฟู และอบรมอาชีพ การปลูกฝังความรู้ และวินัยทางการเงิน และติดตามผล เพื่อป้องกันการกลับไปเป็นหนี้ รวมทั้งคุ้มครองลูกหนี้โดยออกพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2560 เป็นต้น
 
ด้านการออม ประชาชนมีการออมเพื่อเกษียณอายุเพิ่มขึ้น ผู้ประกันตนระบบประกันสังคมปี 2559 จำนวน 14 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ร้อยละ 1.8 อายุส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 30-50 ปี ซึ่งการออมเริ่มต้นช้า ยังส่งผลต่อความเพียงพอของเงินบำนาญที่จะได้รับ ขณะที่ยังมีแรงงานกว่าร้อยละ 50 หรือ 18 ล้านคน ยังไม่มีหลักประกันรายได้หลังเกษียณ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ จึงต้องเร่งรณรงค์สร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจ ตระหนักถึงประโยชน์เพื่อให้เข้าสู่ระบบการออมมากขึ้น การเพิ่มจำนวนเงินออม และการบริหารเงินหลังเกษียณ เพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณ
 
นายปรเมธี กล่าวถึงการจ้างงานไตรมาส 4 ปี 2559 ลดลงทั้งภาคเกษตร และนอกภาคการเกษตร อัตราการว่างงานเท่ากับร้อยละ 0.97 และตลอดปี 2559 อัตราว่างงานเท่ากับร้อยละ 0.99 ส่วนค่าจ้างแรงงาน และค่าล่วงเวลาเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 โดยผลิตภาพแรงงานภาคเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 และผลิตภาพแรงงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 สำหรับประเด็นที่คาดว่า จะมีผลต่อการจ้างงาน และรายได้ของแรงงานปี 2560 ได้แก่ การจ้างงานภาคการเกษตร แม้สภาพอากาศคลี่คลาย และเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่อุทกภัยที่เกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมปี 2559 ถึงมกราคม 2560 ทำให้เกิดความเสียหายกับประชาชน และเกษตรกร โดยพืชได้รับผลกระทบมากกว่า 1.095 ล้านไร่ ด้านประมง 96,114 ตารางเมตร และปศุสัตว์ 8.8 ล้านตัว ที่ต้องช่วยเหลือเยียวยา และฟื้นฟูที่ทำกินของเกษตรกรต่อไป รวมถึงปัญหาน้ำในเขื่อนมีน้อยอาจไม่พอใช้ในฤดูแล้งที่จะมาถึง
 
ส่วนการว่างงาน แม้อัตราว่างงานของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปี 2559 เท่ากับร้อยละ 1.0 แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556-2558 จากร้อยละ 0.8, 0.9 และ 0.9 ตามลำดับ และเดือนมกราคมปี 2560 อัตราการว่างงานเท่ากับร้อยละ 1.2 ประกอบกับคาดการณ์ผู้จบการศึกษาใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานปี 2560 ประมาณ 550,000 คน และประมาณร้อยละ 61 เป็นผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 2560 เศรษฐกิจจะขยายตัวร้อยละ 3.0-4.0 โดยมีการขยายตัวดีทุกด้าน โดยเฉพาะภาคเอกชน และการส่งออกที่มีแนวโน้มจะขยายตัวดีขึ้นหลังจากที่ชะลอตัวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คาดว่าจะช่วยเพิ่มตำแหน่งงาน และสามารถรองรับแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงานได้
 
ขณะที่การปรับตัวของตลาดแรงงานเข้าสู่ยุคดิจิตอล 4.0 จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความต้องการแรงงานทั้งคุณสมบัติ และผลตอบแทนของแรงงาน รัฐบาลจึงมีเป้าหมายสร้างกำลังคนของประเทศให้มีประสิทธิภาพ "Productive Manpower" ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ปี 2559 มีกำลังแรงงานรวม 38.3 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีงานทำ 37.73 ล้านคน ลดลงจากปีที่ 2558 คิดเป็นร้อยละ 0.9 ด้านผู้ว่างงาน 400,000 คน อัตราว่างงานคิดเป็นร้อยละ 1 การเร่งยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยเพื่อเตรียมเด็ก และเยาวชนให้พร้อมเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 โดยส่งเสริมการเรียนรู้เชิงบูรณาการแบบ STEMS และกำหนดไว้ในร่างแผนการศึกษาแห่งชาติ ปี 2560-2579 ผู้ป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังโดยรวมลดลง แต่ยังต้องเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ที่พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
 
ขสมก.ลุยต่อโครงการเพื่อสังคม รถเมล์ปลอดภัยไร้คุกคามทางเพศ 
 
น.ส.ศิริพร บุญเปี่ยม ผู้อำนวยการสำนักการเจ้าหน้าที่ องค์การขนส่งมวลขนกรุงเทพ(ขสมก.) ในฐานะ ประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขการคุกคามทางเพศในสถานที่ทำงาน กล่าวถึง การทำงานป้องกันภัยคุกคามทางเพศบนรถเมล์และภายในองค์กร ขสมก. ว่า ขสมก.ยังคงดำเนินการสานต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มการรณรงค์โดยใช้สื่อที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2554ที่เริ่มมีคณะกรรมการในการทำงานและ มีการรณรงค์การป้องกันคุกคามทางเพศให้พนักงาน ขสมก.เป็นการภายในรวมทั้งช่วยเหลือดูแลผู้โดยสารด้วย โดยประเด็นในการอบรมพนักงาน คือ ให้ความรู้ และการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 
น.ส.ศิริพร ยกตัวอย่างว่า ในส่วนของพนักงานหญิงของ ขสมก.เอง ที่ถูกคุกคาม มีตั้งแต่ส่งตั๋วแล้วจับมือ แล้วทำเป็นไม่เจตนา ซึ่งการคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นมีหลายปัจจัยแตกต่างกันไปบางที ทั้งจับก้น นม โชว์ของสงวน ในการช่วยเหลือผู้โดยสาร กรณีที่ร้ายแรง เราจะแจ้งตำรวจเลย ซึ่งมีหลายกรณีที่เด็กผู้หญิงซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา ไม่กล้า เมื่อเกิดเหตุขึ้นพนักงานขสมก.จะช่วยเหลือตั้งแต่พาลงไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อแก้ไขเหตุการณ์ รวมทั้ง พนักงานจะทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาให้ผู้โดยสาร และมีการแนะนำช่วยเหลือแล้วแต่กรณีๆไป ซึ่งวิธีที่ดีคือการใช้เสียงโดยตรง เพื่อให้เขาหยุดพฤติกรรม ขณะที่วิธีป้องกัน เมื่อผู้โดยสารถูกระทำไม่มั่นใจว่า จะปลอดภัยจะมีการ ส่งสัญญาณไปยังพนักงานขับรถเพื่อให้ปิดประตูรถทันที แล้วขับรถไปที่สถานีตำรวจ ซึ่งกรณีเหตุการณ์แบบนี้ก็ทำแบบเดียวกันกับเคสปฎิบัติงานบนรถเมล์ฟรี พนักงานจะทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้โดยสารในทุกขั้นตอน
 
น.ส.ศิริพร กล่าวว่า การดำเนินการโครงการของ ขสมก.ที่ผ่านมาถือเป็นหน่วยงานหรือองค์กรที่แรก ซึ่งความจริงแล้ว แต่ละองค์กรมีความจำเป็นต้องมีการณรงค์ต่อเนื่อง หรือทำงานร่วมกันในแต่ละหน่วยงาน เพราะที่ผ่านมีมติ ครม.ในเรื่องมาตรการการป้องกัน การละเมิดทางเพศในการทำงาน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอให้หน่วยงานภาครัฐเอกชน ถือปฎิบัติ มีการมอบหมายนโยบายหน่วยงานราชการ มีการอบรมแนวปฎิบัติ ซึ่งก็ต้องดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ เพราะความชัดเจนต้องใช้เวลา และฝากให้หน่วยงานให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผู้บริหาร เพราะถ้าผู้บริหารไม่ให้ความสำคัญ ก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้
 
"ในหน่วยงาน รับทราบเพียงมติ ครม.แต่ไม่ได้เป็นกฎหมายบังคับ หลายหน่วยงานในกรณีมองว่าไม่สำคัญ ทั้งๆที่ในการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เมื่อมีเหตุการณ์แบบนั้น มันส่งผลกระทบทางด้านจิตใจ หดหู่ ซึมเศร้า ซึ่งมันต้องช่วยเหลือกัน แต่ก็ถือว่ารัฐในปัจจุบันให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ในหน่วยงานมีนโยบายป้องกันติดตาม ซึ่งมันอยู่ทีว่าแต่ละหน่วยงานจะทำหรือไม่ทำหรือจริงจังแค่ไหน" น.ส.ศิริพร ระบุ
 
น.ส.ศิริพร กล่าวว่า ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้องค์กรไม่ขับเคลื่อนงานนี้อย่างจริงจัง หรือ มองว่าเป็นประเด็นเล็กน้อย เพราะมีทัศนคติว่า ทำแล้ว หรือ มารณรงค์เรื่องนี้ จะทำให้องค์กรตัวเองเสียหาย หรือขายหน้าหรือไม่ ซึ่งคิดว่าต้องเปลี่ยนความคิด ว่า เราต้องให้ความสำคัญ แม้นหน่วยงานไม่มีภารกิจด้านนี้แต่เราสามารถทำประเด็นเรื่องนี้คู่ขนานกันไปได้ เช่น มีโครงการอันนี้เป็นตัวเสริมเข้าไปสิ่งสำคัญคือ เปิดใจให้กว้าง ไม่ควรมองข้าม หรือไม่ให้ความสำคัญเพราะคิดว่าไม่มีความหมาย
 
"ผู้หญิงไม่ค่อยพูด อาย หรือกลัว เมื่อถูกกระทำฉะนั้นคนที่มีพฤติกรรมอย่างนั้นก็ยังคงทำต่อไป เพราะหัวหน้างานก็ไม่พูดหรือมีมาตรการลงโทษ มันจึงกลายเป็นถูกกระทำอย่างปกติ รวมทั้งต้องเข้าใจว่า การคุกคามมันมีหลายรูปแบบ ทั้งสายตา วาจา การกระทำ ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน ความรู้สึกต่างกัน เมื่อเขาถูกกระทำและทำให้เกิดความอึดอัด หรือเครียด เหล่านี้ก็ถือเป็นเหมือนการคุกคามโดยตรงเหมือนกัน ขอให้ได้ช่วยกัน อย่าคิดว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเพราะวันข้างหน้าเราเองก็อาจตกเป็นเหยื่อถูกคุกคามได้เหมือนๆกัน เมื่อเจอเหตุการณ์ทั้งตัวเราและผู้อืนที่ถูกกระทำ ช่วยกันส่งเสียง หรือถ่ายภาพคลิป เป็นหลักฐาน ซึ่งผู้หญิงเอง หรือ คนที่ถูกกระทำ ก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของเรา ภัยสังคมพวกนี้ ถ้าเสียงดังเอาจริงพวกนี้จะหยุดพฤติกรรมหรือ หนีไป ซึ่งสังคมต้องร่วมด้วยช่วยกันสอดส่องเป็นหูเป็นตา" น.ส.ศิริพร กล่าว
 
น.ส.ศิริพร กล่าวว่า เนื่องในวันสตรีสากล ที่ใกล้จะมาถึง อยากเรียกร้องให้ ผู้บริหาร หรือ หน่วยงานให้ความสำคัญเพราะบทบาทของผู้บริหารสามารถที่จะทำให้เกิดความจริงจังอย่างแท้จริงได้ในการทำงานเรื่องนี้ อย่าคิดว่าไม่เป็นประเด็นหลักอะไร มีเรื่องอื่นสำคัญกว่านี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องมุมองสภาพสังคม วัฒนธรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ โดยส่วนใหญ่มีอำนาจบังคับต่างๆ ฉะนั้นขออย่าเห็นเป็นเรื่องธรรมดา หรือมองข้าม แต่ทุกคนต้องช่วยกันตื่นตัวร่วมมือกัน เพื่อให้สังคมเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในประเด็นการป้องกันการคุกคามทางเพศ
 
 
ก.แรงงานติวเข้มปั้นเป็นที่ปรึกษาหวังพัฒนา SMEs เป้าปีแรก 180 แห่ง
 
กระทรวงแรงงานจัดทำโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน 2560 โดยจัดอบรมข้าราชการของกรมฯ เพื่อเตรียมความพร้อมในการที่จะไปเป็นที่ปรึกษาพัฒนากลุ่ม SMEs ตั้งเป้าปี 2560 พัฒนา SMEs จำนวน 180 แห่ง พัฒนาแรงงานไม่น้อยกว่า 10,000 คน และปี 2561 เป้าพัฒนา SMEs 250 แห่ง
 
นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้จัดทำโครงการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ล่าสุดได้จัดทำหลักสูตร พื้นฐานการให้บริการปรึกษาแนะนำการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน เพื่อจัดการฝึกอบรม ให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เตรียมความพร้อมในการให้คำปรึกษาแก่สถานประกอบกิจการ
 
สำหรับการฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับทักษะความรู้ ความสามารถของบุคลากรของกรมฯ ให้มีทักษะในการปฏิบัติหน้าที่เป็นที่ปรึกษาแก่สถานประกอบกิจการ โดยให้คำแนะนำแก่พนักงานในสถานประกอบกิจการเพื่อรองรับการเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 ผู้ผ่านการอบรมจะเป็นนักพัฒนาฝีมือแรงงานพันธุ์ใหม่ ซึ่งการฝึกอบรมมีทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ
 
ทั้งนี้ ในปี 2560 มีเป้าหมายพัฒนากลุ่ม SMEs จำนวน 180 แห่ง พัฒนาพนักงานไม่น้อยกว่า 10,000 คน และในปี 2561 กพร.มีเป้าหมายเชิญสถานประกอบการเข้าร่วมโครงการฯ อีกจำนวน 250 แห่ง โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้สามารถลดต้นทุนในกระบวนการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีผลกำไรที่สูงขึ้น ประกอบธุรกิจได้อย่างมั่นคง
 
 
ท่องเที่ยวเผย 32 ตำแหน่งงาน ย้ายเสรีข้ามประเทศอาเซียน
 
นางสาววรรณสิริ โมรากุล อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังจะมีกฎหมายรองรับข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียน หรือ ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professionals เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรการท่องเที่ยวของไทยให้มีมาตรฐานรองรับการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายแรงงานในสาขาการบริการและการท่องเที่ยวของประเทศอาเซียน
 
ทั้งนี้ ภายใต้ข้อตกลงนี้ บุคลากรด้านการท่องเที่ยวที่จะสามารถเคลื่อนย้ายแรงงานไปทำงานในอาเซียนมี 32 ตำแหน่ง ใน 6 แผนก 2 สาขา คือ สาขาที่พักและสาขาการเดินทาง โดยสาขาที่พัก มี 23 ตำแหน่ง แบ่งเป็น 1.แผนกแม่บ้าน 6 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการแผนกแม่บ้าน ผู้จัดการส่วนซักรีด หัวหน้าพนักงานทำความสะอาดห้องพัก พนักงานซักรีด พนักงานทำความสะอาดห้องพัก และพนักงานทำความสะอาดพื้นที่สาธารณะ 2. แผนกต้อนรับส่วนหน้า 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการฝ่ายต้อนรับส่วนหน้า ผู้ควบคุมดูแลฝ่ายต้อนรับส่วนหน้า พนักงานต้อนรับ พนักงานรับโทรศัพท์ และพนักงานดูแลสัมภาระ 3.แผนกประกอบอาหาร 7 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้บริหารงานครัว หัวหน้าพ่อครัว พ่อครัวแต่ละงาน ผู้ช่วยพ่อครัวฝ่ายอาหาร ผู้ช่วยพ่อครัวขนมหวาน พนักงานทำขนมปัง และพนักงานแล่เนื้อ 4.แผนกบริการอาหารว่างและเครื่องดื่ม 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้อำนวยการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม ผู้จัดการหัวหน้าอาหาร หัวหน้าพนักงานบริการ พนักงานผสมเครื่องดื่ม และพนักงานบริกร
 
สาขาการเดินทาง 9 ตำแหน่ง แบ่งเป็น 1. แผนกธุรกิจท่องเที่ยว 4 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ให้คำปรึกษาอาวุโสด้านการเดินทางท่องเที่ยว และผู้แนะนำการเดินทางท่องเที่ยว 2. แผนกบริหารธุรกิจท่องเที่ยว 5 ตำแหน่ง ได้แก่ ผู้จัดการธุรกิจ ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อธุรกิจท่องเที่ยว ผู้จัดการฝ่ายบัตรโดยสาร และผู้จัดการฝ่ายท่องเที่ยว
 
 
กยศ.เตรียม กม.ลูกรับ พ.ร.บ.ใหม่ ชี้เพิ่มโอกาสกู้ 4 ลักษณะ
 
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เตรียมพร้อม พ.ร.บ. ใหม่ ส่งเสริมวินัยทางการเงิน และลดปัญหาค้างชำระหนี้ของผู้กู้ยืม บูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้กู้ยืมรุ่นต่อไป โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 26 ก.ค. 2560 เป็นต้นไป
 
ดร. ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า "ในขณะนี้กองทุน อยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายลูกเพื่อรองรับการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 "พ.ร.บ. ใหม่" ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2560 และจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปนั้น
 
โดยสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ดังกล่าว จะเป็นการช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา ด้วยการเพิ่มการให้กู้ยืมมากลักษณะขึ้นกว่าเดิม ซึ่งแบ่งเป็น 4 ลักษณะ คือ
(1) ขาดแคลนทุนทรัพย์ 
(2) ศึกษาในสาขาวิชาความต้องการหลักต่อการพัฒนาประเทศ 
(3) ศึกษาในสาขาขาดแคลนหรือมุ่งส่งเสริมเป็นพิเศษ และ 
(4) เรียนดีเพื่อสร้างความเป็นเลิศ
 
พ.ร.บ. ใหม่ ยังเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของกองทุน โดยเฉพาะในส่วนการติดตามหนี้ ที่เป็นสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือได้กำหนดให้องค์กรนายจ้างมีหน้าที่หักเงินได้ที่มาจากการจ้างแรงงาน เช่น เงินเดือนค่าจ้างฯ ของผู้กู้ยืมที่เป็นพนักงานลูกจ้างนำส่งกรมสรรพากรพร้อมกับการนำส่งภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายเพื่อชำระหนี้คืนกองทุน
 
นอกจากนี้ กองทุนสามารถขอข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น ของผู้กู้ยืม เพื่อประโยชน์ในการบริหารกองทุนและการติดตามการชำระเงินคืนเท่านั้น ซึ่งกฎหมายใหม่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงมิให้ผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้ต้องเสียเบี้ยปรับและถูกดำเนินคดี/บังคับคดี เนื่องจากที่ผ่านมากองทุนมีฐานข้อมูลของผู้กู้ยืมที่ไม่เป็นปัจจุบันทำให้ยากต่อการติดต่อสื่อสารและไม่มีมาตรการเชิงบังคับในการชำระหนี้ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
 
โดยภาพรวมแล้ว พ.ร.บ. ใหม่ฉบับนี้ จะเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเป็นระบบในการส่งเสริมวินัยทางการเงิน ป้องกันความเสี่ยงของผู้กู้ยืม รวมถึงสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อเงินกู้ยืมที่นำมาจากงบประมาณแผ่นดิน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษาในรุ่นต่อไป" ผู้จัดการ กยศ. กล่าวในที่สุด
 
 
เขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ต้องการผู้จบ 'มัธยม-ปวช.-ปวส.'
 
9 มีนาคม 2560 พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานการเตรียมแรงงานรองรับระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ณ อีซี่พล่าซ่า 1 ชั้น 2 นิคมอุตสาหกรรมอิสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง โดยกล่าวว่า ในการเดินทางมาครั้งนี้ เป็นการลงพื้นเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานตามนโยบาย พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากข้าราชการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
 
"ผมจะได้นำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะรวมถึงสภาพปัญหาและความต้องการ ไปกำหนดเป็นแนวทางการพัฒนาแรงงานเตรียมรองรับการเป็นระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวมถึงการผลักดันงานด้านแรงงานตามนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่ปี 2560 กระทรวงแรงงานได้ปรับบทบาทให้มีภารกิจที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อดูแลพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาพรวม ให้สอดรับการก้าวเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม" พล.อ.ศิริชัย กล่าว
 
พล.อ.ศิริชัย กล่าวด้วยว่า เริ่มจากการเพิ่มบทบาทสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานให้เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ภาคตะวันออกจังหวัดระยอง เพื่อฝึกให้แรงงานมีความพร้อมรองรับความต้องการภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ เน้นการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีชั้นสูงให้แก่ผู้ที่จบการศึกษาและแรงงานใหม่ที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน
 
"เนื่องจากปัจจุบันในพื้นที่ภาคตะวันออก 3 จังหวัด คือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีความต้องการแรงงานประมาณ 9,400 อัตราในตำแหน่ง งานการผลิต ขายส่ง-ขายปลีกซ่อมแซมยานยนต์ เครื่องใช้ในครัวเรือนและก่อสร้าง โดยส่วนใหญ่ต้องการผู้ที่จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ปวช. และ ปวส. ให้ทำงานพื้นฐานทั่วไปและด้านช่างเทคนิคช่างประกอบ "รมว.กระทรวงแรงงาน กล่าว
 
พล.อ.ศิริชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ กระทรวงแรงงาน มั่นใจว่ามีความพร้อมในการพัฒนาแรงงานทุกด้าน เพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ และมีแผนการพัฒนาคนตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในการขับเคลื่อน
 
นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยังได้เน้นย้ำกับภาคเอกชน ถึงแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงาน ยังได้ดำเนินการปรับแก้ พ.ร.ก. การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ พ.ศ. ..... ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อีกด้วย
 
การประชุมฯ ครั้งนี้ นอกจาก หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน ในพื้นที่กลุ่มจังหวัด EEC แล้วยังมีผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (WHA GROUP)ประธานอุตสาหกรรม ประธานหอการค้า ผู้แทนภาคเอกชน หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานด้านแรงงานด้วย
 
 
กสร. เตรียมเรียก "นายจ้าง" สอบเหตุ "ลูกจ้าง" ก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ ตกจากคานเหล็กสูง 10 เมตรดับ ชี้ หากพบไม่ปฏิบัติตามกฎหมายดำเนินคดีถึงที่สุด
 
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีเหตุลูกจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พลัดตกจากคานเหล็กสูง 10 เมตร จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต ว่า จากการสอบข้อเท็จจริงของพนักงานตรวจความปลอดภัยในเบื้องต้น ทราบว่า ขณะเกิดเหตุลูกจ้างกำลังปฏิบัติงานตามปกติ แต่ได้เกิดพลัดตกลงมาจากคานเหล็กขณะกำลังรื้อโครงเหล็ก ทำให้ร่างกายกระแทกพื้นเสียชีวิต ซึ่งพนักงานตรวจความปลอดภัยได้ออกหนังสือเชิญนายจ้างให้มาพบเพื่อสอบข้อเท็จจริงในวันที่ 14 มีนาคมนี้ หากตรวจสอบพบนายจ้างไม่ปฏิบัติตามจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที โดยอัตราโทษสูงสุดของการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน คือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
นายสุเมธ กล่าวว่า อุบัติเหตุในการทำงานที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง ก่อให้เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก ทั้งต่อผู้ประสบเหตุ ครอบครัว นายจ้างเองก็มีความผิด และถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การประสบอันตรายจากการทำงานเป็นเรื่องที่สามารถป้องกันได้ เริ่มต้นด้วยการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงขอเตือนไปยังนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการอื่นๆ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพราะหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนี้กับสถานประกอบกิจการใด กสร. จะดำเนินคดีตามอัตราโทษสูงสุดหากนายจ้าง
 
 
กรมชลฯ อัดงบ 3.4พันล้านบาท จ้างงานเกษตรกรแทนทำนาปรัง
 
นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ หลังจากที่ภาครัฐประกาศให้พักการทำนาปรังรอบที่ 2 เพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินงานตามแผนเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งด้านการเกษตรปี 2559/60 โดยมีนโยบายให้กรมชลประทานเข้าไปดำเนินการจ้างแรงงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งในปีนี้มีการจัดสรรงบประมาณจ้างแรงงานจากภาคการเกษตรมาดำเนินงานด้านก่อสร้างและบำรุงรักษา เช่น งานก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดเล็ก งานซ่อมแซมปรับปรุงโครงการกำจัดวัชพืชซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทานในการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกในช่วงฤดูนาปี
 
โดยกรมชลประทานมีแผนการจ้างแรงงานจากวงเงินงบประมาณในปี พ.ศ. 2560 จำนวน 3,497.19 ล้านบาทปัจจุบันเบิกจ่ายค่าจ้างแรงงานแล้วจำนวน 559.06 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 15.99 ของงบประมาณการจ้างแรงงาน โดยมีการจ้างแรงงานไปแล้วจำนวน 41,184 คน ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งจังหวัดที่มีการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 3,035 คน จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2,686 คน และจังหวัดสกลนคร จำนวน 2,283 คน ตามลำดับ
 
สำหรับการจ้างแรงงานดังกล่าว จะให้ความสำคัญในการว่าจ้างเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือลูกหลานของเกษตรกรเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตามหากบางพื้นที่มีจำนวนเกษตรกรมาสมัครไม่เพียงพอ จึงมีความจำเป็นต้องว่าจ้างแรงงานในภาคส่วนอื่นๆ แต่ต้องเป็นคนในพื้นที่หรือพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งคาดว่าจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวเกษตรกรทั่วประเทศได้ก่อนจะถึงฤดูฝนและการเพาะปลูกข้าวนาปีในฤดูกาลต่อไป ทั้งนี้ เกษตรกรที่ประสงค์จะทำงานในช่วงฤดูแล้งกับกรมชลประทานสามารถขึ้นทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ที่ สำนักงานชลประทานที่ 1-17 และโครงการชลประทานจังหวัดทั่วประเทศ
 
 
สำนักงานประกันสังคม แจงข้อเท็จจริงตัวเลขว่างงานผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ว่าเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากนักวิชาการเพียงด้านเดียว
 
นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีนักวิชาการนำเสนอข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมถึงสถานการณ์การว่างงานและการถูกเลิกจ้างของประเทศไทยผ่านสื่อมวลชนว่า การว่างงานและการถูกเลิกจ้างของประเทศไทยเพิ่มมากที่สุดในรอบหลายปี โดยการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว สำนักงานประกันสังคมขอเรียนว่า เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลของนักวิชาการที่นำข้อมูลเพียงด้านเดียว คือนำตัวเลขเฉพาะคนออกจากการงานมานำเสนอโดยมิได้กล่าวถึงการจ้างงาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ณ ธันวาคม 2558 มีจำนวน 10,390,000 คน และ ณ ธันวาคม 2559 มีจำนวน 10,510,000 คน แสดงให้เห็นว่ามีผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้นถึง 120,000 คน กล่าวได้ว่ายังคงมีการจ้างงานในระบบเพิ่มขึ้น
 
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่า ปัจจัยที่ทำให้อัตราการว่างงานและการถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้นในปัจจุบันมีอยู่หลายปัจจัย โดยเฉพาะคนวัยทำงานรุ่นใหม่มีทัศนคติการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป มีความต้องการความมั่นคงในชีวิตสูง จึงตัดสินใจเปลี่ยนงานได้อย่างรวดเร็ว โดยเน้นเลือกบริษัท หรือองค์กรที่มั่นคง มีชื่อเสียง และมีโอกาสก้าวหน้ามากขึ้น หรืออาจตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะต้องการเป็นเจ้าของกิจการหรือทำงานอิสระตามวิชาชีพที่จบการศึกษาหรือความถนัดส่วนตัว
 
อย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมจะได้ติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมดูแลผู้ประกันตนที่ว่างงานและมุ่งมั่นพัฒนาพัฒนาปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ระบบประกันสังคมเป็นที่พึ่งและ สร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตให้กับผู้ประกันตนผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง
 
 
ก.ดิจิทัลฯ เร่งหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกิจ เงินเดือน 37,000-210,000 บาท
 
นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า โครงการที่จะจัดหาบุคคลระดับหัวกะทิเข้ามาร่วมทำงานกับหน่วยงานในกระทรวงนั้น ตอนนี้ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อหาบุคคลที่มีประวัติการทำงานดี มีความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัล เข้าทำงานในหน่วยงานรัฐของกระทรวง เป็นรูปแบบของสัญญาจ้างงานตั้งแต่ 3 เดือน ถึงไม่เกิน 4 ปี และต่อสัญญาต่อเนื่องเมื่อผ่านการประเมิน จำนวนรวม 100 คน
 
ทั้งนี้ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพนักงานราชการเชี่ยวชาญ ในอัตราจ้าง 3 ระดับ คือ ระดับเชี่ยวชาญทั่วไป เงินเดือน 109,200 บาท ระดับเชี่ยวชาญในประเทศ เงินเดือน 163,800 และระดับเชี่ยวชาญต่างประเทศ เงินเดือน 218,400 บาท โดยจะต้องมีการประเมินผลงานทุก 1 ปี และกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มพนักงานข้าราชการพิเศษเฉพาะกิจ เงินเดือน 37,680 บาท ถึง 68,350 บาท โดยการคัดเลือกนั้นจะใช้วิธีสรรหาและเป็นการรับแบบปิด คือ ให้สกอ.ช่วยหาในอุดมศึกษาด้วย
 
ทั้งนี้ จะเน้นหาคนเก่งที่ทำงานร่วมกันได้ ดังนั้นจะมีวัดระดับความฉลาดทางอารมณ์ (อีคิว) เป็นปัจจัยสำคัญด้วย ยอมรับว่าเป็นการใช้โอกาสของการเป็นกระทรวงใหม่เพื่อเฟ้นหาคนหัวกะทิเข้ามาร่วมทำงานพัฒนาดิจิทัล ส่วนงบประมาณในการจัดจ้างบุคคลนั้น ใช้ของสำนักงบประมาณ ไม่ใช่งบประมาณของกระทรวงดีอี
 
"มองว่ากระทรวงฯ ยังขาดความเป็นดีอี ใน 2 ส่วน คือ ยังขาดคนเก่งเฉพาะทางที่เป็นเลือดใหม่ในการทำงาน และขาดการจัดเก็บข้อมูลเพื่อมาวิเคราะห์ หรือ รีเสิร์ชเซ็นเตอร์ ดังนั้น จึงทำให้การกำหนดทิศทางที่จะเดินยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร หากมี 2 ส่วนนี้ครบ ก็จะตอบคำถามได้ว่า กระทรวงดีอี แตกต่างจากกระทรวงไอซีทีอย่างไร" รมว.กระทรวงดีอี กล่าว
 
 
กกจ.เตือนคนหางานอย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนทำงานนวดที่ "กาตาร์" ผ่านเฟสบุ๊คส์ อ้างชื่อว่า "ชัยชาญ" พบบริการทางเพศแอบแฝงเสี่ยงถูกจับคดีค้าประเวณีได้
 
นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน(กกจ.)เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ แจ้งว่าขณะนี้มีประกาศรับสมัครงานผ่านทางfacebookอ้างชื่อว่า "ชัยชาญ..." โดยโฆษณาชวนเชื่อให้เข้าไปทำงานตำแหน่งพนักงานนวดที่ประเทศกาตาร์ โดยใช้วีซ่าประเภทท่องเที่ยว ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเดินทางเข้ามาในกาตาร์และขัดกับกฎหมายท้องถิ่น
 
"โดยมีการลงข้อความ รูปภาพและบัตรโดยสารเครื่องบินของคนไทยคนหนึ่ง ที่กำลังจะเดินทางไปประเทศกาตาร์ พร้อมทั้งให้หมายเลขติดต่อหากสนใจจะสมัครไปทำงาน คนหางานบางรายได้รับวีซ่าประเภททำงาน (Work – Yearly Resident) แต่เข้าไปทำงานโดยไม่มีสัญญาจ้างงานที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานราชการของไทยและกาตาร์"อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าว
 
อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวอีกว่า อีกทั้งบางรายนายจ้างยังไม่ดำเนินการเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานให้ หรือไม่ขอรับบัตรประจำตัวผู้อยู่อาศัยในกาตาร์ (Resident Permit - RP) ให้ และยังมีการให้บริการทางเพศแอบแฝงด้วยซึ่งประเทศกาตาร์มีกฎหมายควบคุมการเดินทางออกนอกประเทศของคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานเป็นลูกจ้าง ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศกาตาร์ได้ หากไม่ได้รับความยินยอมจากนายจ้าง จึงส่งผลให้คนไทยหลายรายประสบปัญหาในการเดินทางออกนอกประเทศ จนต้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐ
 
นายวรานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาดังกล่าวข้างต้นส่วนใหญ่ที่พบจะอยู่ในกลุ่มพนักงานนวดในร้านนวดชาย ที่ต้องจ้างพนักงานเพศชายเท่านั้น เนื่องจากกาตาร์แบ่งร้านนวดสำหรับผู้ชายและผู้หญิง โดยพนักงานนวดและลูกค้าจะต้องเป็นเพศเดียวกัน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายการลักลอบส่งคนไปทำงานโดยผิดกฎหมาย และอาจมีการกระทำเป็นขบวนการทั้งในประเทศและต่างประเทศ
 
"ผมขอย้ำเตือนคนหางานว่าอย่าหลงเชื่อบุคคลที่ชักชวนให้ไปทำงานดังกล่าว เพราะอาจต้องเสียเงินฟรีและยังมีความเสี่ยง ในการทำงาน รวมทั้งไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือการดูแลที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามหากประสงค์จะไปทำงานต่างประเทศขอให้ตรวจสอบข้อมูล หรือแจ้งเรื่องร้องทุกข์แจ้งเบาะแสการหลอกลวงคนหางานได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน หรือโทรสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694" นายวรานนท์ กล่าวในที่สุด
 
 
จับมือ 2 สถาบัน 3 สมาคม เร่งส่งเสริมพัฒนาอาชีพคนพิการ
 
กระทรวงแรงงานเตรียมร่วมมือมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยราชสุดา สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทยและสมาคมการค้าผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมคนพิการและผู้ด้อยโอกาสไทย ตั้งศูนย์ JOB COACH THAILAND CENTER คาดเป็นศูนย์ต้นแบบส่งเสริมการจ้างงานคนพิการอย่างยั่งยืน
 
กระทรวงแรงงาน โดยนายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการส่งเสริมอาชีพคนพิการ โดยพร้อมจะขับเคลื่อนให้เกิดการจ้างงานและพัฒนาอาชีพคนพิการตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดกระทรวงแรงงานใช้กลไก "ประชารัฐ" ที่เน้นการบูรณาการร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อให้คนพิการมีงานทำอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เกิดความมั่นคงในชีวิตและมีรายได้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งในส่วนของกรมการจัดหางานนั้นได้กำหนดกรอบแผนการส่งเสริมการมีงานทำให้คนพิการ 20 ปี (2560-2579) โดยมุ่งให้คนพิการมีงานทำและมีรายได้ สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งใน 5 ปี แรก (2560-2564) ตั้งเป้าหมายให้คนพิการมีงานทำตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 จำนวน 3,000 คนต่อปี และมาตรา 35 จำนวน 10,000 คนต่อปี และมีรายได้เหนือเส้นรายได้ปานกลาง ซึ่งขณะนี้กรมการจัดหางานได้มีการหารือร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาลัยราชสุดา สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองบุคคลออทิซึมไทยและสมาคมการค้าผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคมคนพิการและผู้ด้อยโอกาสไทยเกี่ยวกับการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะด้านวิชาชีพของคนพิการในประเทศไทย (JOB COACH THAILAND CENTER) ที่กระทรวงแรงงาน โดยศูนย์แห่งนี้จะสามารถตอบโจทย์ปัญหาการจ้างงานคนพิการได้ เนื่องจากที่ผ่านมาระบบการจ้างงานคนพิการยังขาดกระบวนการเชื่อมโยงประสานงานระหว่างคนพิการและนายจ้างในการเป็นที่ปรึกษาแนะนำการจ้างงานคนพิการให้เหมาะกับตำแหน่งงานของสถานประกอบการ ขาดเทคโนโลยี สิ่งอำนวยความสะดวก นวัตกรรมในการส่งเสริมการมีงานทำและการประกอบอาชีพของคนพิการ ทำให้สถานประกอบการได้คนพิการไม่ตรงและไม่สอดคล้องกับความสามารถของ คนพิการ ดังนั้น จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาระบบบ่มเพาะคนพิการสู่การมีงานทำ โดยเริ่มจากการพัฒนาวิธีคิด ความเชื่อ ความรู้ของคนพิการ/ครอบครัว และนายจ้าง/ผู้ซื้อสินค้า บริการและชุมชน/สังคม ผู้สอนงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์ช่วยเหลือในการเดินทาง สิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน เป็นต้น
 
ศูนย์ JOB COACH มี 3 กระบวนการหลักคือ 1) การบ่มเพาะก่อนจ้างงานจะเป็นระบบคัดกรองความสามารถในการมีงานทำของคนพิการ มีพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในด้านต่าง ๆ เช่น การเตรียมความพร้อม การปรับทัศนคติก่อนเข้าสู่การทำงาน เป็นต้น 2) การส่งต่อ เป็นการสนับสนุนเข้าสู่การจ้างงาน โดยคำนึงถึงความแตกต่างและความถนัดของบุคคล ซึ่งคนพิการที่มีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการมีงานทำจะได้รับการจ้างงานในสถานประกอบการและสามารถทำงานได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ขณะเดียวกันหากไม่สามารถทำงานในสถานประกอบการได้ก็จะสนับสนุนให้เป็นผู้ประกอบการต่อไป 3) การรักษา เป็นการพัฒนาหลังจ้างงาน เพื่อทำให้คนพิการสามารถมีโอกาสทำงานในสถานประกอบการได้มากขึ้น และมีทักษะในวิชาชีพที่ได้มาตรฐานเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนในการจ้างงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้สถานประกอบการจัดซื้อสินค้าและบริการของคนพิการ
 
นายวรานนท์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ JOB COACH เป็นการจัดทำระบบสนับสนุนบ่มเพาะการจ้างงานคนพิการครั้งแรกในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่การคัดกรองรับสมัครคนพิการ การจำลองศูนย์การฝึกวิชาชีพตามความต้องการของภาคเอกชน พร้อมทั้ง Matching คนพิการที่ผ่านการอบรมเข้ารับการจ้างกับองค์กรเอกชน และมีการติดตามการทำงานของคนพิการที่เข้าทำงานในสถานประกอบการ มีเป้าหมายคนพิการมาใช้บริการ 2,000 คน มีสาขาอาชีพที่ฝึกในเบื้องต้นประมาณ 10 สาขา เช่น ภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การบริการ การก่อสร้าง เป็นต้น ซึ่งหากได้รับการตอบรับที่ดีจากคนพิการและสถานประกอบการก็จะได้พัฒนาไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศต่อไป
 
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 11/3/2560
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เผยหลักฐานขุดลอก ‘หนองนาตาล’ เพื่ออุตสาหกรรม ชุมชนยันต้องแจงประชาชน

Posted: 10 Mar 2017 05:50 PM PST

เผยหลักฐานเป็นหนังสือทางราชการ เรื่อง การขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองนาตาล โดยเนื้อความในหนังสือได้ระบุถึงกรณีที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ได้เสนอขอรับการสนับสนุนโครงการจัดหาแหล่งน้ำจากรัฐบาล หวั่นเกิดปัญหากรณีแย่งชิงน้ำระหว่างประชาชนและภาคเอกชน ขอให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดโครงการและให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 

 
 
หนังสือทางราชการ ด่วนที่สุด ที่ อด 0017.2/5913 ลงวันที่ 5 เมษายน 2559 เรื่อง การขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองนาตาล โดยเนื้อความในหนังสือได้ระบุถึงกรณีที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ได้เสนอขอรับการสนับสนุนโครงการจัดหาแหล่งน้ำจากรัฐบาล
 
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2560 ที่ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี มีการประชุมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองนาตาล บ้านหนองตะไก้ ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีนายสมหวัง พ่วงบางโพธิ์ รอง ผวจ.อุดรธานี เป็นประธาน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ มณฑลทหารบกที่ 24,อุตสาหกรรมจังหวัด, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, สำนักงานจังหวัด, สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 3, สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่โครงการฯ ร่วมประชุม หลังจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ตำบลหนองไผ่ ยื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ทบทวนเพราะเกรงจะกระทบสิ่งแวดล้อม และการใช้น้ำของชุมชน 
 
โดยผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 3 ได้ชี้แจงว่า โครงการนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2559 นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมาตรวจราชการ ณ จังหวัดอุดรธานี โดยได้ร่วมประชุมกับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในการประชุมดังกล่าวสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ได้เสนอขอรับการสนับสนุนโครงการจัดหาแหล่งน้ำจากรัฐบาล โดยขอให้พัฒนาแหล่งน้ำหนองนาตาล เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำและเป็นการรองรับการเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ต่อมาในวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 สำนักงานทรัพยากรน้ำภาค 3 จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ณ ศาลาประชาคมหมู่บ้านหนองตะไก้ หมู่ 5 ตำบลหนองไผ่ เพื่อให้ประชาชนผู้สนใจได้รับทราบข้อมูลโครงการฯ แล้ว และคาดว่าจะได้ผู้รับเหมาวันที่ 20 มีนาคมนี้ เมื่อสร้างเสร็จจะโอนให้ เทศบาลตำบลหนองไผ่ เป็นผู้ดูแลต่อไป
 
ขณะที่ตัวแทนสภาอุตสาหกรรม จังหวัดอุดรธานี ชี้แจงว่า ได้รับแจ้งจาก บริษัทเอเชีย แปซิกฟิก โปแตช คอรเปอร์เรชั่น จำกัด เจ้าของโครงการเหมืองแร่โปแตช จังหวัดอุดรธานี และ บริษัทเมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด เจ้าของโครงการนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ว่าในแผนพัฒนาโครงการทั้งสองแห่ง ไม่ได้ใช้น้ำจากหนองนาตาล แต่ใช้น้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค และแหล่งน้ำอื่นในพื้นที่โครงการตนเอง 
 
ขณะเดียวกันในวันที่ 10 มี.ค. 2560 นายสุวิทย์  กุหลาบวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.อพช.) ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวพร้อมแสดงหลักฐานเป็นหนังสือทางราชการ ด่วนที่สุด ที่ อด 0017.2/5913 ลงวันที่ 5 เมษายน 2559 เรื่อง การขอรับการสนับสนุนงบประมาณโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองนาตาล โดยเนื้อความในหนังสือได้ระบุถึงกรณีที่สภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ได้เสนอขอรับการสนับสนุนโครงการจัดหาแหล่งน้ำจากรัฐบาล โดยขอให้พัฒนาแหล่งน้ำหนองนาตาล บ้านหนองตะไก้ ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำและเป็นการรองรับการเจริญเติบโตของนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี และนายชยาวุธ  จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ก็ได้ลงนามในหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อเสนอขอรับการสนับสุนนงบประมาณดำเนินการ
 
โดยนายสุวิทย์  กล่าวว่า กรณีการขุดลอกหนองนาตาล ทำให้เห็นว่าข้าราชการไม่เคารพสิทธิชุมชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกับรัฐ หรือที่เรียกว่าการมีส่วนร่วม แต่กรณีนี้จังหวัดอุดรธานีและกรมทรัพยากรน้ำให้ข้อมูลกับผู้นำชุมชุนไม่หมด โดยอ้างว่าจะขุดลอกเพื่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพื่อการเกษตร และยังอ้างว่าชุมชนเห็นด้วยกับโครงการ แต่ในความเป็นจริงที่พบตามเอกสารก็คือทางผู้ว่าฯ ต้องการขุดลอกเพื่ออุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งในความเป็นจริงจะเกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรมในอนาคต
 
"ในกรณีแบบนี้มีเกิดขึ้นเหมือนกันไปทั่วประเทศ และหน่วยงานรัฐมักตัดตอนกระบวนการโดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยเฉพาะการหากินกับการขุดลอกหาแหล่งน้ำในช่วงฤดูแล้งหรือภัยแล้ง ซึ่งข้าราชการมักทำกันในช่วงนี้" นายสุวิทย์กล่าว
 
เลขาธิการ กป.อพช.อีสาน ยังกล่าวอีกว่า การจะปฏิรูปประเทศจะต้องมีการปฏิรูปทางความคิดและจิตสำนึกของข้าราชการให้เห็นว่าประชาชนเขามีตัวตนและมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรร่วมกับรัฐด้วย
 
ด้านนางยุพาพร  รักษาภักดี ผู้ใหญ่บ้านหนองตะไก้ หมู่ 4 ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมืองอุดรธานี ได้เปิดเผยว่า ตนในฐานะผู้นำชุมชนก็ได้รับหนังสือเชิญและเข้าร่วมประชุมเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำหนองนาตาล ที่ศาลากลางอุดรธานีเมื่อวานนี้ด้วย พร้อมทั้งได้ตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมว่าโครงการนี้บอกว่าไม่ได้ขุดลอกเพื่อเอาน้ำไปรองรับอุตสาหกรรม แต่ทำไมพบว่าในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ที่ซื้อไว้ติดกับหนองนาตาล ถึงมีการนำท่อขนาด กว้าง 1 เมตร ยาว 1.20 เมตร ประมาณ 60 ท่อ มาเตรียมไว้รออยู่แล้ว จึงฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลด้วย เกรงเกิดปัญหากรณีแย่งชิงน้ำระหว่างประชาชนและภาคเอกชน ซึ่งก็อยากให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดโครงการ และให้มีกระบวนการมีส่วนร่วม รับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ 
 
"รอบหนองนาตาลมีชุมชนโดยรอบจำนวน 5 หมู่บ้าน ซึ่งตามที่ทรัพยากรน้ำภาค 3 ชี้แจงว่าได้จัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ณ ศาลาประชาคมหมู่บ้านหนองตะไก้ หมู่ 5 ตำบลหนองไผ่ เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว แต่ฉันซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านหนองตะไก้ หมู่ 4 ไม่ได้ถูกเชิญให้เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้นด้วย" นางยุพาพรกล่าว
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กรุงเทพโพลล์เผยสำรวจบทเรียนที่ชาวพุทธได้จากกรณีพระธัมมชโย

Posted: 10 Mar 2017 04:53 PM PST

กรุงเทพโพลล์เผยสำรวจบทเรียนที่ชาวพุทธได้จาก กรณี "พระธัมมชโย" มากที่สุดคือ การนำความศรัทธาของชาวพุทธมาแปลงเป็นผลประโยชน์เข้าวัดในรูปของการทำบุญและร้อยละ 63.5 ยังระบุว่าทำให้เกิดความเข้าใจผิดเรื่องการทำบุญโดยเห็นบุญเป็นสินค้า 

 
 
 
11 มี.ค. 2560 จากกรณีข่าวและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและ พระลูกวัดในขณะนี้กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง "ถอดบทเรียนพระธัมมชโย : วิกฤตการณ์สั่นคลอนพระพุทธศาสนา" โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่นับถือศาสนาพุทธจำนวน 1,075คน จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พบว่า
 
บทเรียนที่ชาวพุทธได้รับจาก กรณี "พระธัมมชโย" มากที่สุด ร้อยละ 25.9 คือ การนำความศรัทธาของชาวพุทธมาแปลงเป็นผลประโยชน์เข้าวัดในรูปของการทำบุญรองลงมาร้อยละ 24.9 คือแสดงให้เห็นว่าชาวพุทธมีความเข้าใจในหลักธรรมทางพุทธศาสนาน้อยมากจึงง่ายที่จะคล้อยตามและหลงใหลศรัทธา และร้อยละ 21.1 คือการปล่อยให้มีการปลูกฝังคำสอนที่ผิดบิดเบือนการสอนพระธรรมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่
 
ส่วนเรื่องที่กระทบต่อแนวคิดและหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาจาก"กรณีธรรมกาย" ชาวพุทธ ร้อยละ 63.5 ระบุว่าเกิดความเข้าใจผิดเรื่องการทำบุญโดยเห็นบุญเป็นสินค้าจ่ายเยอะได้บุญเยอะ รองลงมาร้อยละ 51.3 ระบุว่าใช้การตลาดเข้ามาบริหารวัดซึ่งขัดต่อพระพุทธศาสนาที่เน้นความเรียบง่าย และร้อยละ 50.6 ระบุว่า สร้างค่านิยมที่"หวังผลดลบันดาล" มัวเมาอยู่ในอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
 
ส่วนความกังวลต่อวิถีแห่งศรัทธาทางพระพุทธศาสนาของประเทศไทยจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ร้อยละ 54.6 ระบุว่ากังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 45.4 กังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
 
เรื่องที่อยากให้มีการปฏิรูปในวงการพุทธศาสนาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ร้อยละ 35.8 ระบุว่า ให้ยึดและเผยแพร่พระธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนารองลงมาร้อยละ  27.7 ระบุว่า พระภิกษุควรประพฤติตามวินัยสงฆ์การอันใดไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ควรยุ่ง และร้อยละ 10.2ระบุว่าให้กลั่นกรองผู้เข้ามาบวชเรียนอย่างเคร่งครัด
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น