โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ยูเอ็นประณามอิสราเอล-ปราบผู้ประท้วงชาวปาเลสไตน์กรณีมัสยิดอัลอักซอ สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

'คมนาคม' อ้างอูเบอร์รับปากยุติให้บริการ ระหว่างศึกษา ด้านอูเบอร์ยันไม่ได้รับปาก

Posted: 20 Mar 2017 12:59 PM PDT

20 มี.ค.2560 สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า วันนี้ สมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับ เอมี่ กุลโรจน์ปัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายรัฐสัมพันธ์สื่อสารองค์กร ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรืออูเบอร์ และตัวแทนจากมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11. ) เพื่อแก้ไขปัญหาการให้บริการที่ผิดกฎหมาย  โดยนำรถส่วนบุคคล หรือรถป้ายดำมาวิ่งให้บริการเป็นรถโดยสารสาธารณะ หรือรถป้ายเหลือง ว่า ที่ประชุมมีมติร่วมกันที่จะให้มีการศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการนำระบบบริการร่วมเดินทาง (Ridesharing) ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่ของการเดินทางของอูเบอร์ที่นำเอาเทคโนโลยีมาใช้บนสมาร์ทโฟนมาให้บริการแท็กซี่   เนื่องจากขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับระบบดังกล่าว  คาดว่าจะใช้เวลาศึกษาและสรุปผลได้ภายใน 6 เดือนถึง 1 ปี

รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ว่าผลการศึกษาจะเป็นอย่างไร หากเห็นว่าเหมาะสมอาจจะต้องจัดให้เป็นบริการรูปแบบใหม่ ซึ่งในอนาคตจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายและออกมาตรการกำกับเกี่ยวกับมาตรฐาน คนขับ ตัวรถ  การทำประกันภัย รวมทั้งการเสียภาษีการทำธุรกิจให้ถูกต้อง 

"ระหว่างที่กำลังศึกษาความเหมาะสมกระทรวงขอความร่วมมือให้อูเบอร์ยุติการให้บริการไปก่อน เพราะไม่งั้นจะเกิดปัญหาจับกุม ทะเลาะกัน ซึ่งตัวแทนอูเบอร์รับปากในที่ประชุมว่าจะยุติการให้บริการ" สมศักดิ์ กล่าว 

เอมี่ กล่าวว่า ในที่ประชุมรับปากหรือตกลงร่วมกันเฉพาะประเด็นให้มีการศึกษาความเหมาะสมร่วมกันเท่านั้น อูเบอร์ไม่ได้รับปากเรื่องจะยุติการให้บริการตามที่กระทรวงคมนาคมระบุแต่อย่างใด โดยยืนยันที่จะเดินหน้าให้บริการต่อไป เพราะบริการของอูเบอร์ไม่ได้ผิดกฎหมาย เพียงแต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับระบบบริการร่วมเดินทางของอูเบอร์มากกว่า ขณะที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ มีกฎหมายรองรับและสามารถให้บริการได้  

ส่วนกรณีที่ผู้ขับอูเบอร์ถูกกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ปรับเพราะกระทำผิดกฎหมาย และกรณีกลุ่มรถแดงใน จ.เชียงใหม่รวมตัวไล่ล่าผู้ขับอูเบอร์นั้น เอมี่ ระบุว่าที่ผ่านมาอูเบอร์ได้ให้คำปรึกษากับผู้ขับและผู้โดยสารในประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว

ที่มา : สำนักข่าวไทย กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ และ Voice TV

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โฆษก ทบ. ยันทหารไม่ได้ชนแล้วหนี อ้างที่ขับออกเพราะคู่กรณีกำลังหัวร้อน

Posted: 20 Mar 2017 12:19 PM PDT

20 มี.ค. 2560 จากกรณีวานนี้ (19 มี.ค.60) โซเชียลเน็ตเวิร์กมีการเผยแพร่วิดีโอคลิปที่ระบุว่าเป็นการไล่ล่ารถทหาร ซึ่งอ้างว่า ทหารชนแล้วหนี ปิดบังป้ายทะเบียน ผู้ถ่ายยืนยันว่ารถของเข้าหน้าที่ทหารเบียดรถจักรยานยนต์จนเสียหลักไปเบียดรถคนอื่นด้วยนั้น

ล่าสุดวันนี้ (20 มี.ค.60) มติชนออนไลน์ รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เป็นรถยนต์ของทหาร สังกัด กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่11 ( ร.11 พัน.2 ) กำลังจะยูเทิร์น รถบริเวณถนนกำแพงเพชร 2 หรือ บริเวณห้างเจเจมอลล์ ขณะนั้นมีรถ จักรยานยนต์เบียดเข้ามาทางขวามือ จากด้านหลัง และเกี่ยวเข้ากับรถยนต์ทหาร ทำให้เสียหลักไปเบียดกับรถเก๋งอีกคันหนึ่ง โดยกำลังพลที่เป็นพลขับ ได้มีการลงไปพูดคุย กับคู่กรณีแล้ว แต่คุยไม่รู้เรื่อง จึงได้ขับรถออกมาที่สถานีตำรวจบริเวณใต้ทางด่วน และคู่กรณีก็ขับรถตามมา และเคลียร์กันอีกครั้งหนึ่งโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นพยาน สุดท้ายทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้โดย เจ้าหน้าที่ทหารได้กล่าวขอโทษ คู่กรณี และคู่กรณีก็ไม่ติดใจเอาความ และต่างคนต่างซ่อมรถของตัวเอง

พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ส่วนที่คู่กรณีมีการระบุว่าทหารให้ไปเคลียร์กันในกรมนั้น ขอชี้แจงว่า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร จะไปคุยในกรมหรือเป็นที่กองทัพบกก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะจะสามารถให้ความยุติธรรมได้และมีผู้บังคับบัญชาอยู่ด้วย อย่าไปมองว่าคุยในกรมแล้ว จะไม่ได้รับความยุติธรรม หรือทหารจะช่วยเหลือกัน คงไม่ใช่ ยิ่งมีประชาชนเข้ามาร้องเรียน หรือขอความเป็นธรรมในหน่วยทหาร ทหารยิ่งจะต้องดูแลเป็นอย่างดี อย่ามองในแง่ลบ

"จากการตรวจสอบยืนยันว่า ทหารไม่ได้ชนแล้วหนี แต่เนื่องจากขณะนั้น คู่กรณีมีอารมณ์รุนแรง และพิจารณาแล้ว คิดว่าคงคุยกันไม่รู้เรื่อง เลยขับรถออกไป รถทหารเป็นรถขนาดใหญ่ มีสังกัดชัดเจนว่ามาจากหน่วยใด ทหารไม่ได้หนีเพราะเฉี่ยวชน แต่หนีอารมณ์ของคู่กรณี และเมื่อเจอบุคคลที่สาม คือเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงจอดเพื่อไกล่เกลี่ยกัน แต่ในส่วนของคู่กรณีเอาคลิปไอโพสต์ เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าทหารชนแล้วหน" พ.อ.วินธัย กล่าว

เมื่อถามว่า ขณะนี้เคลียร์กับคู่กรณีจบด้วยดีใช่หรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ผู้บังคับบัญชาของทหารที่เป็นพลขับดังกล่าว พึ่งทราบเรื่องเมื่อเช้านี้ แม้ว่าจะเป็นอุบัติเหตุ แต่ต้องมีการสอบสวนพลขับคนดังกล่าว ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทางผู้บังคับบัญชาก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลชั้นต้นสั่งจำคุก 14 ปี นายกประมงตรัง และพวกในคดีค้ามนุษย์ปี 58

Posted: 20 Mar 2017 10:17 AM PDT

ศาลจังหวัดตรัง พิพากษาจำคุก 14 ปี นายกสมาคมประมงจังหวัดตรัง และพวกรวม 6 คนพร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ลูกเรือประมง และสั่งปรับห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญลาภการประมง ในข้อหาฐานร่วมกันกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์

20 มี.ค. 2560 รายงานข่าวจาก โครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา แจ้งว่า เมื่อวันที่17 มี.ค.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดตรังได้อ่านคำพิพากษา ในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดตรังเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สมจิตหรือแมซอ ศรีสว่าง กับพวกรวม 10 คนและห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญลาภการประมง นิติบุคคล ต่อศาลจังหวัดตรัง เป็นคดีดำเลขที่ คม.1/2559 ในข้อหาร่วมกันเป็นธุระจัดหา จัดให้อยู่อาศัย รับไว้ซึ่งบุคคลใด หรือหน่วงเหนี่ยวกักขัง ข่มขู่และใช้กำลังบังคับผู้เสียหายซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติชาวพม่า จำนวน 15 คน เกิดความกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ (รายละเอียดเพิ่มเติม  http://hrdfoundation.org/?p=1497 )

รายงานข่าวระบุว่า ศาลจังหวัดตรัง ได้อ่านคำพิพากษา โดยมีเนื้อหาโดยสรุปว่า 1. สมจิต ศรีสว่างหรือ แมซอ, ไพวงค์ ไชยพลฤทธิ์,  เมมิวและกัลยาณี ชุมอิน ได้กระทำการในลักษณะของนายหน้าโดยการชักชวน ผู้เสียหายมาทำงานเป็นลูกเรือประมงที่แพปลาของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญลาภการประมง ซึ่งมี สมพล จิโรจน์มนตรี เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้ผู้เสียหายทั้ง 15 คน พักอาศัยอยู่ในบริเวณที่จัดไว้ให้โดยมีผู้ควบคุม กักขังเพื่อไม่ให้ผู้เสียหายหลบหนีออกไป ทั้งยังสร้างภาระหนี้สินที่เกินความเป็นจริง เพื่อบังคับให้ผู้เสียหายทำงานเป็นลูกเรือประมงของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญลาภการประมง โดยมี ประวิทย์ กิ้มซ้าย เป็นไต้ก๋งเป็นผู้สั่งให้ผู้เสียหายทำงาน ซึ่งเมื่อผู้เสียหายได้รับค่าจ้าง นางแมซอและพวกก็จะเป็นผู้เก็บไว้ทั้งหมด

2. กรณี สมพล จิโรจน์มนตรีหรือโกหนั่ง มีฐานะเป็นนายจ้างของผู้เสียหาย เนื่องจากเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วนจำกัดฯ และมีหน้าที่ในการจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้เสียหาย โดย สมพล ได้ยินยอมให้นางแมซอและพวก อยู่ร่วมด้วยทุกครั้งในสำนักงานในขณะจ่ายเงินค่าจ้าง ดังนั้นนายสมพลย่อมรู้เห็นการกระทำซึ่งกันและกันของผู้กระทำความผิดทั้งหมดจึงนับเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ร่วมกัน อีกทั้งการกระทำของนายสมพลนับว่าเป็นการกระทำในหน้าที่เพื่อดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนฯ จึงถือได้ว่าการกระทำของนายสมพล ย่อมผูกพันต่อห้างหุ้นส่วนฯ ด้วย

3.  ดังนี้ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ของ สมพล จิโรจน์มนตรี หรือ โกหนั่ง กับพวก มีความผิดฐาน ข่มขืนใจผู้อื่นโดยมีอาวุธ ฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจาก เสรีภาพในร่างกาย ฐานเอาคนลงเป็นทาส  และฐานร่วมกันค้ามนุษย์โดยร่วมกันกระทำด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 จึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 6 คน กล่าวคือ สมพล จิโรจน์มนตรี สมจิต ศรีสว่าง, ไพวงค์ ไชยพลฤทธิ์, เมมิว, กัลยาณี ชุมอิน และประวิทย์ กิ้มซ้าย คนละ 14 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหาย รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,992,000 บาท สำหรับห้างหุ้นส่วนจำกัดแพปลาบุญลาภ ศาลพิพากษาปรับเป็นเงินจำนวน 600,000 บาท นอกจากนี้ส่วน ไพวงค์ ไชยพลฤทธิ์ ยังต้องรับโทษในข้อหาความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงต้องรับโทษจำคุกเพิ่มอีก 1 ปี

4. ส่วนจำเลยอีก 4 คนที่เหลือ กล่าวคือ ไต้ก๋งประจำเรือและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ของห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญลาภการประมง ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่ทำให้เห็นได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ต่อผู้เสียหายและลูกเรือประมงคนอื่นๆ ศาลจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

ทั้งนี้ กาญจนา อัครชาติ ผู้ช่วยผู้ประสานงานโครงการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา เห็นว่า คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือแรงงานประมง ซึ่งตกเป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ในรูปแบบ การใช้บังคับใช้แรงงาน ในลักษณะแรงงานขัดหนี้ เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีคำพิพากษาที่วินิจฉัยลักษณะการใช้แรงงานขัดหนี้ของผู้เสียหายที่เป็นแรงงานประมงที่ชัดเจนมากนัก ซึ่งคำพิพากษาคดีนี้สามารถเป็นกรณีศึกษาให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในการช่วยเหลือผู้เสียหายและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะเดียวกัน ในข้อหาค้ามนุษย์ อีกทั้งคำพิพากษาคดีนี้ยังสอดคล้องกับการปรับแก้ไข พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งได้มีการแก้ไขในปีพ.ศ. 2560 โดยการเพิ่มรูปแบบแรงงานขัดหนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน และการส่งเสริมให้เกิดการนำ อนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ที่ประเทศไทยให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2559 มาบังคับใช้ ซึ่งประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นในการต่อต้านการค้ามนุษย์และประกาศให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งเร่งส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคอาเซียนในการป้องกันและปราบปรามปัญหาดังกล่าว

ที่มาของคดี : 

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2558 เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น และองค์กรภาคประชาสังคม ได้ร่วมกันเข้าช่วยเหลือแรงงานประมงชาวเมียนมาร์จำนวน 15 คน ที่ร้องขอความช่วยเหลือผ่านองค์กรภาคประชาสังคม โดยให้ข้อมูลเบื้องต้นว่าถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว ถูกทำร้ายร่างกาย และถูกหักค่าแรง และจากการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่น เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่จากสำนักปราบปรามการฟอกเงิน สามารถจับกุม สมพล จิโรจน์มนตรี หรือ โกหนั่ง หุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัดบุญลาภการประมงพร้อมพวก เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2558 ในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์และสมคบกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้ องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 โดยผู้เสียหายทั้ง 15 คน ได้แต่งตั้งทนายความโดยการสนับสนุนของมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ในการให้คำปรึกษาทางกฎหมายรวมทั้งยื่นเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการในคดี

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฝังศพ"ชัยภูมิ ป่าแส"เยาวชนลาหู่ถูกยิงวิสามัญ-แฮชแท็ก "#RIPชัยภูมิ" กระหึ่มโซเชียล

Posted: 20 Mar 2017 09:52 AM PDT

ญาติและเพื่อนของ "ชัยภูมิ ป่าแส" ทำพิธีฝังศพตามประเพณีท้องถิ่นแล้ว ขณะที่ความคืบหน้าทางคดี ผู้รอดชีวิต 1 รายถูกส่งฝากขังเรือนจำ ด้านโฆษกกองทัพบกชี้แจงทหารยิงเพื่อป้องกันตัว ขณะที่ในโลกโซเชียลโดยเฉพาะในทวิตเตอร์ มีการติดแฮชแท็ก "#ชัยภูมิ" "#RIPชัยภูมิ" เรียกร้องให้สืบสวนหาข้อเท็จจริง

ญาติและเพื่อนๆ ของ "ชัยภูมิ ป่าแส" มาร่วมพิธีฝังศพเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2560 (ที่มา: ภาพจากเพจ Maitree Savelahu)

ข้อความไว้อาลัยของเพื่อนๆ "ชัยภูมิ ป่าแส" (ที่มา: ภาพจากเพจ Maitree Savelahu)

ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2560 ในพิธีศพ "ชัยภูมิ ป่าแส" จัดขึ้นที่บ้านของเขาในชุมชนกองผักปิ้ง ด้านซ้ายมือของภาพคือกีตาร์ตัวโปรดของเขา ซึ่งอยู่ในรถคันเกิดเหตุ โดยหลังเกิดเหตุเพื่อนๆ ต้องไปขอกีตาร์มายังอยู่ภายในรถนำกลับมาร่วมงานศพของเขา (ที่มาของภาพ: เอื้อเฟื้อภาพจาก Aom AMM)

20 มี.ค. 2560 - กรณีเจ้าหน้าที่สังกัดหน่วยเฉพาะกิจ ฉก.ม.5 กองกำลังผาเมือง ซึ่งตั้งจุดตรวจอยู่ที่ด่านตรวจบ้านรินหลวง ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ยิงวิสามัญ "ชัยภูมิ ป่าแส" นักกิจกรรมชาวลาหู่ อายุ 17 ปี โดยอ้างว่าผู้ตายขัดขืนการจับกุมยาบ้าที่ซุกซ่อนมาในที่กรองอากาศของรถยนต์ และหยิบมีดจากหลังรถต่อสู้กับเจ้าหน้าที่และวิ่งหนีเข้าไปในป่า โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ตายจะขว้างระเบิดสังหาร จึงยิงผู้ตาย 1 นัด และยังจับกุมเยาวชนอีก 1 คนชื่อ "พงศนัย" ที่เป็นคนขับรถนั้น

 

ญาติและเพื่อนร่วมส่ง "ชัยภูมิ ป่าแส" เป็นครั้งสุดท้าย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มี.ค. มีรายงานว่าญาติและเพื่อนของ "ชัยภูมิ ป่าแส" ได้ทำพิธีฝังศพตามประเพณีท้องถิ่นแล้วที่สุสานของชุมชนแล้ว ส่วนความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้เยาวชนชายอายุ 19 ปี ที่ถูกจับกุมอีกคนหนึ่ง ขณะนี้ถูกส่งไปฝากขังที่เรือนจำ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

ขณะเดียวกัน ในทวิตเตอร์ มีการติดแฮชแท็ก #ชัยภูมิ #RIPชัยภูมิ ฯลฯ และยังเรียกร้องให้สื่อมวลชนเกาะติดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย

 

 

 

โฆษกกองทัพบกชี้แจงว่าผู้ต้องสงสัยต่อสู้ขัดขืน ทหารจำเป็นต้องยิง

อนึ่งในรายงานของมติชนออนไลน์ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงเหตุวิสามัญฆาตกรรม "ชัยภูมิ ป่าแส" ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นไปในลักษณะที่สุดวิสัย เนื่องจากผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมต่อสู้ขัดขืน และพยายามที่จะทำร้ายโดยประสงค์ต่อชีวิตเจ้าหน้าที่ จึงจำเป็นต้องป้องกันตัว โดยนายชัยภูมิ ซึ่งเป็นผู้ที่นั่งมาด้วยทางด้านหน้าข้างคนขับ ได้มีการขัดขืนโดยได้วิ่งหนีออกจากรถไป เพื่อหวังจะหลบหนีการจับกุม ทางเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้วิ่งไล่ติดตามไปและเมื่อใกล้ถึงตัวนายชัยภูมิ กลับเกิดเหตุการณ์ที่น่าเสียใจคือ นายชัยภูมิกลับหยิบระเบิดมือที่พกไว้ออกมา พยายามที่จะขว้างปาใส่เพื่อหวังจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ "ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนประจำกายยิงออกไป เพื่อจะหยุดการกระทำและเพื่อเป็นการป้องกันตัวจำนวน 1 นัด จึงเป็นเหตุให้นายชัยภูมิ ป่าแส เสียชีวิต"

โฆษกกองทัพบกกล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ทุกคนยึดมั่นในหลักปฏิบัติที่จะพยายามดำเนินการใดๆ ด้วยวิธีที่ละมุนละม่อม หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงให้ได้มากที่สุด กรณีจะใช้อาวุธต่อเมื่อมีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น

เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองต้องการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
สภ.นาหวายจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ในรายงานของไทยพีบีเอสเมื่อ 19 มี.ค. คะติมะ หลี่จ๊ะ ตัวแทนเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมือง ระบุว่า ชัยภูมิเป็นเด็กเรียนดี และไม่เคยข้องเกี่ยวกับอบายมุขใดๆ จึงอยากให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้กระจ่าง
 
ขณะที่ พ.ต.อ.ชลเทพ ใหม่ไชย ผู้กำกับการ สภ.นาหวาย เปิดเผยว่า ได้ส่งเยาวชนชายอายุ 19 ปี ไปฝากขัง ส่วนวัตถุระเบิดอยู่ระหว่างการส่งไปตรวจสอบ และยังได้เรียกญาติผู้เสียชีวิตมาสอบปากคำ ส่วนทหารที่ทำการวิสามัญฆาตกรรม ได้รับการประสานว่าจะเข้ามามอบตัวกับทางตำรวจ โดยยืนยันจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อนึ่งในเวลาที่ไทยพีบีเอสนำเสนอคือวันที่ 19 มี.ค. ได้พยายามขอข้อมูลจากฝ่ายทหาร แต่เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกิจการพลเรือน กองกำลังผาเมือง ระบุว่า เนื่องจากวันนี้ (19 มี.ค.) เป็นวันหยุดราชการ จึงยังไม่สะดวกที่จะให้ข้อมูล

ลักษณะของด่านตรวจรินหลวง เป็นด่านตรวจยาเสพติดของทหาร ตั้งอยู่กลางสามแยก มีการตั้งบังเกอร์ มีสิ่งปลูกสร้างถาวร และมีการตั้งเครื่องกีดขวางทุกทิศทาง โดยเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่คนในชุมชนบ้านกองผักปิ้ง ใช้เดินทางเข้าออกเป็นประจำ (ที่มา: แฟ้มภาพ/Googlmaps)

ข้อมูลจากเพื่อนๆ ของเขา ระบุว่า "ชัยภูมิ ป่าแส" หรือ "จะอุ๊" เป็นชาวลาหู่วัย 17 ปี ถือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน (บัตรเลข 0) ที่มีข้อมูลระบุว่าอายุ 21 ปี เนื่องจากความผิดพลาดของข้อมูลตั้งแต่การสำรวจ ขณะนี้เขากำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเชียงดาววิทยาคม โดย

ตั้งแต่เด็กเล็ก ชัยภูมิเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มรักษ์ลาหู่ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการรวมกลุ่มเยาวชนในกิจกรรมศิลปวัฒนธรรม เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ และกิจกรรมวัฒนธรรมอื่น ๆ เพื่อให้ห่างไกลยาเสพติด  ผลงานเพลงของชัยภูมิ ได้แก่เพลงเพื่อคนไร้สัญชาติ ชื่อ "จงภูมิใจ"  ผลงานภาพยนตร์สั้นได้แก่การเป็นทีมงานภาพยนตร์เรื่อง "เข็มขัดกับหวี" ได้รับรางวัลช้างเผือกพิเศษดีเด่น เทศกาลภาพยนตร์สั้นครั้งที่ 16 จัดโดยมูลนิธิหนังไทย และเป็นทีมงานสร้างภาพยนตร์เรื่อง "ทางเลือกของจะดอ" ได้รับรางวัลชมเชยรัตน์ เปสตันยี จากเทศกาลเดียวกัน

รวมถึงร่วมเป็นทีมงานในสารคดีที่ผลิตโดยกลุ่มรักษ์ลาหู่ เช่น รายการบ้านเธอก็บ้านฉัน ออกอากาศทางช่องไทยพีบีเอส นอกจากนี้ ชัยภูมิยังได้เป็นผู้นำในการฟื้นฟูการเต้นแจโก่ของชาวลาหู่จนได้รับการยอมรับในหมู่บ้าน เป็นผู้นำคณะเด็กและเยาวชนกลุ่มรักษ์ลาหู่จากบ้านกองผักปิ้งออกแสดงในหลายพื้นที่  

ล่าสุด ได้ร่วมกับศิลปินญีปุ่นจากเมืองโอซากาทำนิทานเพลงเรื่องขนมออฟุและตำนานภาษาลาหู่ มาจัดแสดงในงาน ดี ต่อ ใจ ณ แพร่งภูธร เมื่อวันที่ 11-12 มีนาคม 2560

อนึ่ง ชัยภูมิเป็นหนึ่งในกำลังเยาวชนที่ร่วมรณรงค์เรียกร้องการแก้ปัญหาภาวะไร้สัญชาติของคนชาติพันธุ์ เป็นแกนนำในการจัดค่ายเยาวชนชนเผ่าและได้รับเลือกเป็นประธานเครือข่ายต้นกล้าเยาวชนพื้นเมือง และเป็นตัวแทนเครือข่ายฯ เข้าร่วมในการประชุมสัมมนาในระดับประเทศมาหลายครั้ง ชัยภูมิเคยให้สัมภาษณ์หลายต่อหลายครั้งว่า ตัวเขาเติบโตมาในหมู่บ้านที่แวดล้อมด้วยปัญหายาเสพติดและเคยเป็นเด็กเกเรมาก่อน การร่วมกิจกรรมกับกลุ่มรักษ์ลาหู่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป ห่างไกลจากสิ่งชั่วร้าย ได้มีโอกาสเอาใจใส่เลี้ยงดูน้องชายและแม่มากขึ้น เขามีความฝันอยากให้เด็ก ๆ ในหมู่บ้านมีชีวิตที่ดี และตนเองอยากเรียนจบปริญญาตรีและกลับมาเป็นครูสอนหนังสือเด็กในหมู่บ้าน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'พีมูฟ' โหมโรงร้องผู้ว่าหลายจังหวัด นัดเข้ากรุงพบประยุทธ์ตามแก้ปัญหา 27 มี.ค.นี้

Posted: 20 Mar 2017 09:48 AM PDT

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จากทุกภูมิภาค ยื่นหนังสือผ่าน ผวจ.ถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อติดตามกรณีการแก้ไขปัญหา เหตุไร้ความคืบหน้า พร้อมระบุจะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามกรณีการแก้ไขปัญหา 27 มี.ค.นี้

วันนี้ 20 มี.ค. 2560 ตัวแทนภาคประชาชนจากหลายจังหวัดของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ อาทิเช่น  กระบี่ ประจวบ ฯ สุราษฎร์ ฯ ภูเก็ต ระนอง อุบลราชธานี และศรีสะเกษ เดินทางเข้ายื่นหนังสือโดยผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง ขอนัดหมายเพื่อหารือแนวทางการแก้ปัญหาและติดตามการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ตามหนังสืออ้างถึงจากการที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ได้มายื่นหนังสือเมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา ให้นายกรัฐมนตรี แต่งตั้ง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นกลไกร่วมระหว่างภาคประชาชนกับภาครัฐบาล ตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งระบบคณะกรรมการนี้ได้แก้ไขปัญหาไปได้บางส่วน แต่ก็ยังมีกรณีปัญหาต่างๆที่ยังค้างคาอยู่เป็นจำนวนมาก หรือไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างถาวร ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับเอกชนและชุมชนกับรัฐ ในหลายพื้นที่ ตามที่ได้ยื่นหนังสือตามวันดังกล่าว

รายงานข่าวระบุอีกว่า ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม มองว่า วันนี้เป็นที่ประจักษ์ว่าเวลาได้ผ่านไป ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการใดๆ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหากรณีต่างๆ ของสมาชิกพีมูฟ ด้วยเหตุนี้ พีมูฟ จากในหลายจังหวัดจึงได้เดินทางเข้าหนังสือผ่าน ผวจ.ถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีคำสั่งเร่งพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหา และเพื่อแจ้งให้ทราบล่วงหน้าว่าในวันที่ 27 มี.ค. 2560 สมาชิก พีมูฟจำนวนกว่า 25 จังหวัด  จะเดินทางขอเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามความคืบหน้าเรื่องการมอบหมายรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ที่หยุดชะงักมาหลายเดือน สามารถดำเนินต่อไปได้

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม มีข้อเสนอถึงรัฐบาล ดังนี้ 1. ขอให้นายกรัฐมนตรี แต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของ ขปส. (เนืองจากเดิมที หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็นประธาน ในการแก้ปัญหาแต่ปัจจุบันได้ย้ายไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ส่งผลให้ไม่มีประธานแก้ไขปัญหาของพีมูฟ  ส่งผลให้กรณีปัญหาต่างๆ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตามกลไกการแก้ไขปัญหาไม่ต่อเนื่อง จึงเรียกร้องให้ แต่งตั้งประธาน 2. ให้มีการเปิดประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหา ในวันที่ 27 มี.ค. 60 นี้ 3. ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) แต่งตั้งประธานคณะกรรมการ ปจช.

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นิตยสารอาหารสหรัฐฯ วิจารณ์งบประมาณ 'ทรัมป์' ตัดสวัสดิการส่งอาหารคนชรา

Posted: 20 Mar 2017 08:14 AM PDT

เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ นำเสนองบประมาณรอบแรก มีหลายโครงการเกี่ยวกับศิลปะ สื่อสาธารณะ สิ่งแวดล้อม และสวัสดิการของประชาชนถูกตัดออก หนึ่งในนั้นคือโครงการส่งอาหารให้ผู้สูงอายุที่มีความลำบากในการเดินทางที่ชื่อโครงการ "มื้ออาหารติดล้อ" (Meals on Wheels)

20 มี.ค. 2560 นิตยสารเกี่ยวกับอาหารจากสหรัฐฯ Saveur รายงานเรื่องการนำเสนอคำร้องงบประมาณครั้งแรกของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยระบุว่านอกจากจะมีการเห็นชอบต่อการตัดงบประมาณโครงการหลายโครงการตั้งแต่โครงการเกี่ยวกับศิลปะ โครงการสื่อสาธารณะ ไปจนถึงโครงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และโครงการที่มีความสำคัญต่อผู้สูงอายุอย่าง "มื้ออาหารติดล้อ" (Meals on Wheels) ที่อยู่ในเงินอุดหนุนทั่วไปเพื่อการพัฒนาชุมชน (Community Development Block Grant หรือ CDBG)

โครงการดังกล่าวมีอยู่ในสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2498 เป็นโครงการบริการส่งอาหารปรุงสุกใหม่ๆ ถึงที่พักให้กับพลเมืองผู้สูงอายุซึ่งมักจะมีข้อจำกัดเรื่องความสามารถในการเดินทางเคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ ทำให้เป็นการคำนึงต่อสิทธิในการเข้าถึงของกลุ่มประชากรผู้สูงอายุ โดยในปัจจุบันประชากรจำนวนดังกล่าวอยู่ 2.4 ล้านรายในสหรัฐฯ โครงการนี้ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลกลางเพียงร้อยละ 3 แต่การตัด CDBG จะส่งผลสะเทือนต่อหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่ทำงานโครงการ "มื้ออาหารติดล้อ" 5,000 หน่วย ที่จะรับงบประมาณทั้งจากรัฐและ CDBG เอาไปจัดการส่งอาหารให้กับผู้สูงอายุหลายล้านคน

มิค มัลเวนีย์ ผู้อำนวยการด้านงบประมาณให้กับรัฐบาลทรัมป์กล่าวให้เหตุผลต่อการตัดงบประมาณ CDBG โดยอ้างว่าโครงการมื้ออาหารติดล้อและโครงการหลังเลิกเรียนของเงินทุนนี้ "ไม่แสดงให้เห็นผล" แต่ Saveur รายงานว่า ทางรัฐบาลทรัมป์เองก็ไม่ได้นำเสนอทางเลือกใหม่ในเรื่องความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้สูงอายุแทนโครงการเดิม ทั้งที่ผู้สูงอายุในสหรัฐฯ จำนวน 1 ใน 6 ต้องดิ้นรนเพื่อจะมีอาหารและการเยี่ยมบ้านเป็นสวัสดิการเสริม ทางองค์กรเกี่ยวกับมื้ออาหารติดล้อบอกว่าสิ่งเหล่านี้ช่วยลดอัตราการพลัดหกล้มภายในบ้าน ทำให้ประหยัดค่าสาธารณสุขไปได้ปีละ 34,000 ล้าน

เจนนี เบอร์โตเล็ตต์ โฆษกของโครงการมื้ออาหารติดล้อเปิดเผยว่าสถานการณ์ของโครงการเองก็ประสบความยากลำบากอยู่แล้วในช่วงก่อนหน้าการประกาศงบประมาณของทรัมป์ โดยระบุว่า พวกเขานำส่งอาหารได้น้อยลง 23 ล้านมื้อเมื่อเทียบกับปี 2548 และยังมีผู้ที่รอเข้าร่วมโครงการอีก

นอกจากคนสูงอายุในประเทศตัวเองแล้วข้อเสนองบประมาณของทรัมป์ยังทำให้โครงการอาหารนานาชาติเพื่อการศึกษาของแมคโกเวิร์น-โดล หายไปด้วย โดยโครงการดังกล่าวมีการรับบริจาคสินค้าการเกษตรในสหรัฐฯ ให้กับประเทศที่ขาดแคลนอาหาร นอกจากนี้การตัดงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมยังอาจจะกระทบประสิทธิภาพโครงการเกี่ยวกับการลดของเสีย-ของเหลือทิ้งจากอาหารของสหรัฐฯ อีกด้วย

Saveur ระบุว่า "ถึงแม้มันอาจจะเป็นเรื่องไม่แม่นยำและขาดความรับผิดชอบเกินไปที่จะบอกว่าการตัดงบประมาณในครั้งนี้จะทำลายโครงการ 'มื้ออาหารติดล้อ' โดยสิ้นเชิง แต่มันก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลชุดนี้มีการให้ความสำคัญกับอะไรมาก่อน และ (สิ่งที่พวกเขาเห็นว่าสำคัญมาก่อนนั้น) ไม่ได้รวมถึงการที่ผู้สูงอายุและคนจนมีกิน"

 

เรียบเรียงจาก

TRUMP'S FIRST BUDGET PROPOSAL WOULD CUT FUNDING FOR MEALS ON WHEELS, Saveur, 17-03-2017
http://www.saveur.com/trump-meals-on-wheels

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พรรณิการ์ วานิช: โลกเอียงขวา/ซ้าย ส่วนไทย?

Posted: 20 Mar 2017 07:50 AM PDT

It's ALL RIGHT: โลกพลิกล็อก สถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญ ยกกรณี โดนัลด์ ทรัมป์-Brexit-เนเธอร์แลนด์-เกาหลีใต้ แล้วไทยอยู่ตรงไหน?

18 มี.ค. 2560 พรรณิการ์ วานิช ผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ Voice TV บรรยายในงาน CU Talk: Million Ways to GLOW ของจุฬาฯ Expo 2017 ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ "It's ALL RIGHT: โลกพลิกล็อก"              

เริ่มแรกพรรณิการ์อธิบายเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ฟังก่อนว่า ทำไมทุกคนถึงคิดว่าโลกของเราในขณะนี้หันขวา และคำว่าขวาหรือซ้ายมีความหมายว่าอย่างไรในเชิงรัฐศาสตร์

ขวา คือ "อนุรักษ์นิยม" หมายถึง อนุรักษ์อะไรเก่าๆ วัฒนธรรมเก่าๆ ในสมัยก่อนเป็นกลุ่มคนรวย ชนชั้นสูง ส่วนซ้าย คือ "เสรีนิยม" หมายถึง กลุ่มคนที่มีหัวก้าวหน้า อยากจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างให้มันดีขึ้น ในสมัยก่อนเป็นกลุ่มกรรมกร แรงงาน และโลกหันขวาในที่นี้ไม่ใช่มีเพียงกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เป็นชนชั้นสูงเท่านั้น ยังมีกลุ่มชนชั้นอื่นๆ ที่เสียประโยชน์แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่พวกเขาเสียประโยชน์ ทั้งยังมีความสุข และกลุ่มคนเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อยๆ

พรรณิการ์มองว่าการเมืองสมัยนี้เป็นการเมืองที่เป็นนวัตกรรมเอาของเก่าที่เน่า ไม่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ชาตินิยม การเหยียดเชื้อชาติศาสนา การสร้างความแตกต่าง สร้างความเกลียดชัง เพื่อให้กลุ่มนักการเมืองที่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นในการหาเสียงได้คะแนนเสียงไป

จากนั้นเธอได้โชว์ภาพของผู้นำทั้ง 4 ประเทศที่เอียงขวาขึ้นมา คือ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี โรดริโก ดูเตอร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ และ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย

เธอได้มีโอกาสคุยกับคนอเมริกันทั้งในนิวยอร์กและฟลอริดา คนส่วนใหญ่ที่เลือกทรัมป์เป็นคนผิวขาว แต่ที่น่าแปลกใจคือ ทรัมป์ได้คะแนนเสียงจากมลรัฐนิวยอร์กมากกว่าฮิลลารี ทั้งที่เป็นรัฐที่เป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตและจากการที่พรรณิการ์ไปสัมภาษณ์คนในรัฐ กลุ่มคนผิวขาวชนชั้นล่าง บอกว่า โอบามาทอดทิ้งพวกเขา นโยบายที่ว่า "CHANGE: We can believe it." เขาไม่เห็นว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยตลอด 8 ปีที่ผ่านมา แถมยังให้กลุ่มคนที่อพยพเข้าประเทศมาแย่งงานอีก ทั้งนี้การจะมองว่าคนอเมริกันขวาจัดนั้นไม่ถูกต้อง พวกเขาคือ ซ้ายในขวา เพียงต้องการอยากจะเปลี่ยน เพราะพวกเขาเห็นว่าถ้าหากฮิลลารี คลินตันชนะการเลือกตั้งมาก็คือ โอบามาสมัยที่ 3 ไม่มีอะไรแตกต่างกัน จึงอยากได้อะไรใหม่ๆ

การจะใช้ว่าขวาหรือซ้ายไม่สามารถใช้ได้ผลเสมอไป พรรณิการ์ได้ยกตัวอย่างนักการเมืองไทย เช่น ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาเป็นซ้ายหรือขวา เขาเหมือนกับโดนัลด์ ทรัมป์ตรงที่ประชาชนอยากให้เขาทำอะไร เขาก็จะทำ เขาจึงเข้าใจคนรากหญ้า คนไทยในสมัยนั้นจึงเหมือนคนอเมริกันในสมัยนี้ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถเอาขวาหรือซ้ายมาแบ่งได้

ประเด็นต่อมาคือ ประเด็น Brexit ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่เป็นซ้ายในขวา เธอได้มีโอกาสพูดคุยกับคนในลอนดอน ทั้งคนอังกฤษเอง คนไทยในอังกฤษ คนจีนในอังกฤษ หรือแม้กระทั่งคนมุสลิมในประเด็นดังกล่าว มีคนหนึ่งทำงานอยู่ที่ตลาดหุ้นที่ลอนดอน ความจริงเขาไม่ควรอยากจะออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ด้วยซ้ำ เพราะลอนดอนเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอียู แต่เขากลับยอมเพราะอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในประเทศอังกฤษ เขาเล่าว่าเคยพาลูกไปโรงพยาบาลรัฐแต่กลับต้องรอถึง 10 วัน เพราะคิวเต็ม เขาบอกว่าไม่ได้มีปัญหากับผู้อพยพชาวยุโรปแต่มีปัญหากับรัฐบาลอังกฤษที่จัดการผู้อพยพไม่ดีพอ แต่หลังจากที่พวกเขาตัดสินใจออกจากอียูแล้ว เขากลับเจอกับ Post-Truth Era ความสับปลับและเอาตัวรอดของนักการเมือง เช่น กรณีหัวหน้าพรรคนิยมขวาจัดของอังกฤษหาเสียงไว้ว่า ทุกคนจง Brexit ถ้า Brexit แล้ว เงิน 350 ล้านปอนด์ที่อังกฤษต้องให้อียูทุกสัปดาห์ จะกลับมาใช้กับ NHS (National Health Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คล้ายกับระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยในประเทศอังกฤษ แต่พอผลโหวตออกมาให้ Brexit กลับถูกบอกว่า ไม่ได้บอกว่าเงินจะเอามาใช้ใน NHS อาจต้องไปใช้ในระบบอื่น

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดกระแสตีกลับ ยกตัวอย่างจากการเลือกตั้งของเนเธอร์แลนด์ที่ผ่านมา ทุกสำนักมีโพลออกมาว่า เคียร์ต วิลเดอร์ส  ผู้นำพรรคขวาจัดที่มีนโยบายว่าจะออกจากอียูตามอังกฤษ จะปิดมัสยิดทุกแห่งในประเทศจะชนะการเลือกตั้ง ปรากฏว่าเขาแพ้ กระแสเริ่มตีกลับมาเป็นกลางและเริ่มจะไปทางซ้ายแล้ว ทำให้ต้องติดตามกันต่อว่าการเลือกตั้งในฝรั่งเศสและเยอรมนีที่จะตามมาผลจะเป็นอย่างไร ในประเทศเกาหลีใต้ก็เหมือนกันมีการประท้วงให้ถอดถอนประธานาธิบดีที่ขวาจัด เพราะคนเริ่มเบื่อโครงสร้างอะไรเดิมๆ และถ้ามีการเลือกตั้งใหม่พรรคฝั่งซ้ายจัดจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งแน่นอน

"โลกในปี 2017ที่เรากลัวว่าขวาหัน มันเริ่มเห็นความช็อคของขวาจัด เริ่มกลับมาแล้ว แต่ไทยแลนด์ในปี 2017 ไม่มีเลือกตั้ง"

จากนั้น พรรณิการ์ย้อนไปยังรูปผู้นำ 4 คนที่เคยเปิดไว้ตั้งแต่ตอนต้นของการบรรยายแล้วถามว่าใครไม่เข้าพวก เธอบอกว่า ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ยอมรับว่าประเทศไทยมีความขวาจัดแต่นายกฯ ขวาคนนี้คนไทยไม่ได้เลือกมา เธอเชื่อว่าประชาธิปไตยมีทางเดินและทางเลือกของมัน ประชาชนจะสลับสับเปลี่ยนเลือกกันเอง แต่เมื่อมีอาวุธลับหรือตัวละครลับออกมา จะมาตัดตอนกระบวนการที่จะตัดสินว่าขวาหรือซ้ายจะชนะการเลือกตั้ง โลกไม่มีฝั่งไหนจะชนะตลอดเวลา ขวาซ้ายสลับกันชนะตลอด ให้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งอาวุธลับในที่นี้เธออาจหมายถึงการทำรัฐประหารและตัวละครลับก็คือ นายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งที่เธอได้กล่าวไว้ข้างต้นก็เป็นได้

พรรณิการ์ทิ้งท้ายว่า ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีการเลือกตั้ง ควรอยู่อย่างมีสติ เชื่อมั่นในความคิดของตัวเอง เคารพในความคิดเห็นของคนอื่น อย่าตัดสินคนอื่นโดยตั้งศาลเตี้ยมากเกินไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไผ่ ดาวดิน: รอยยิ้ม ความหวัง กรงขัง เสรีภาพ

Posted: 20 Mar 2017 07:50 AM PDT

 "ช่วยด้วย"  คำ ๆ นี้ทำให้ผมใจหายเมื่อได้ยินผ่านสายโทรศัพท์ ที่กั้นด้วยลูกกรงและกระจกใส โดยเฉพาะจากคนที่ผมเคยเข้าใจว่าเค้าเข้มแข็งและยิ้มได้ตลอดเวลาแม้จะพบเจอเรื่องเลวร้าย

เมื่อวันพุธ (15 มีนาคม 2560) ผม ในฐานะเพื่อนและนักศึกษาปริญญาโทด้านสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา ได้มีโอกาสไปเยี่ยม  "ไผ่ จตุภัทร"  ที่เรือนจำจังหวัดขอนแก่น ในก้าวแรกที่เข้าไปเจอไผ่ที่อยู่หลังลูกกรงและกระจกกั้น ผมยังคงเห็นรอยยิ้มที่เข้มแข็งเหมือนกับที่พบเจอมาโดยตลอด

ในช่วงเวลาอันจำกัดเพียง 15 นาที พร้อมกับเพื่อน ๆ อีกจำนวน 5 คน ผู้เข้าเยี่ยมจะต้องสลับกันใช้โทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวในการพูดคุยกับไผ่ ผมจึงตั้งใจเพียงทักทายและอัพเดทเรื่องราวโลกภายนอก เช่น งานเสวนาต่าง ๆ การประชุม ICCPR ที่เพิ่งผ่านไปในวันก่อนหน้า และนำกำลังใจและความห่วงใยจากเพื่อน ๆ ที่ส่งผ่านมาบอกเล่าให้กับไผ่ หลังจากนั้นผมจึงถามไผ่ว่า  "อยากฝากบอกอะไรเพื่อน ๆ ไหม"  คำถามนี้ทำให้รอยยิ้มของไผ่หายไปในช่วงเวลาหนึ่ง ไผ่ยืดตัวขึ้นและพูดคำว่า  "ช่วยด้วย"  มันทำให้ผมใจหายและพูดอะไรต่อไม่ออก ประกอบด้วยความคิดที่แวบขึ้นมาโดยอัตโนมัติทำให้ผมนึกถึงความเลวร้ายสุดขีดที่ไผ่อาจพบเจอในสถานที่นี้

ในช่วงขณะหนึ่งของความเงียบ ผมไม่สามารถคิดเรื่องอื่นได้แม้แต่เรื่องที่เตรียมมาเพื่ออัพเดทให้ไผ่ฟัง ผมได้เพียงแต่มองเข้าไปในดวงตาของไผ่ที่จู่ ๆ ความเข้มแข็งก็หายไป จวบจนระยะหนึ่งผ่านไป ผมจึงรวบรวมสติแล้วถามต่อว่า "ไผ่ยังโอเคใช่ไหมข้างในนั้น" ไผ่เริ่มยิ้มอีกครั้งแล้วตอบกลับว่า  "โอเคพี่ แต่ผมเริ่มจะหมดหวังแล้ว"  แม้ไผ่จะเริ่มมีรอยยิ้มกลับมาบ้าง แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความเหนื่อยล้าและความผิดหวังต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับไผ่ ผมจึงตั้งใจฟังโดยคิดว่าช่วงเวลา ณ ตอนนี้ สิ่งเดียวที่สามารถทำได้คือการรับฟังให้มากที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อให้ไผ่ได้ระบายความกดดันออกมา

"ฝากบอกเพื่อน ๆ ด้วยนะพี่ เราต้องสู้เรื่องนี้กันต่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องของทุกคน ผมไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก อยากให้เรื่องของผมเป็นกรณีศึกษา"

ระหว่างทางกลับ ผมได้คิดทบทวนคำว่า "ช่วยด้วย" ของไผ่ ซึ่งอาจจะตีความได้สองความหมาย ในความหมายแรกอาจเป็นภาวะที่สิ้นหวังกับสถานการณ์ของตัวเองในปัจจุบัน ผนวกกับสภาพแวดล้อมที่ไผ่ต้องพบเจอ แต่ในความหมายที่สอง หากคำว่า "ช่วยด้วย" เป็นการร้องขอไปถึงสังคม  ที่ไผ่อยากเห็นผู้คนตระหนักและต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมของสังคมในภาพรวม ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวของไผ่เอง

ในขณะที่สังคมภายนอกพยายามพูดถึง  "สันติภาพ"  และ  "การปรองดอง"  ผมเห็นว่าเราจะขาดการพูดเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" ไปเสียไม่ได้  การสร้างสังคมที่เรากำลังใฝ่หาจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าประชาชนหลายภาคส่วนไม่สามารถมีส่วนร่วม รวมทั้งมาตรฐานของกลไกรัฐโดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรมที่ยังปล่อยให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นสิ่งที่ไผ่กังวลในการใช้กลไกรัฐเป็นเครื่องมือในการจำกัดสิทธิเสรีภาพอาจจะส่งผลกระทบต่อ  "ทุกคน"  ในสังคมโดยไม่มีข้อยกเว้นและไม่มีใครสามารถโต้แย้งได้  ดังนั้นการสร้าง  "สันติภาพ"  และ  "การปรองดอง"  จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าวันนี้เรายังเพิกเฉยและไม่ให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชน ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของสังคม

การไปเยี่ยมไผ่ในครั้งนี้ ทำให้ผมนึกถึงบทกวีของ Martin Niemöller ผู้ต่อต้านนาซียุคเรืองอำนาจ ที่ทำให้ผมเห็นว่าสันติภาพจะเป็นจริงไปไม่ได้ ถ้าคนในสังคมยังเพิกเฉยต่อเรื่องราวที่อาจดูไกลตัว อย่างเช่นกรณีของไผ่

ครั้งแรก "เขา" มาจับพวกคาทอลิก
แต่ฉันเป็นโปรเตสแตนต์ ฉันจึงเฉยเสีย

ต่อมา "เขา" มาจับคอมมิวนิสต์
แต่ฉันไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ ฉันจึงไม่ได้ทำอะไร

ต่อมา "เขา" มาจับพวกสหภาพแรงงาน
แต่ฉันไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น ฉันจึงยังนิ่งอยู่

จากนั้น "เขา" มาจับคนยิว
แต่ฉันไม่ได้เป็นคนยิว ฉันจึงยังนิ่งเฉยดังเดิม

และเมื่อถึงเวลาที่ "เขา" มาจับฉัน
ก็ไม่เหลือใครสักคนที่คิดจะพูดหรือทำอะไร…

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ส.ส. ฟิลิปปินส์เสนอร่างกฎหมายใหม่ อนุญาตใช้ 'กัญชาในทางการแพทย์'

Posted: 20 Mar 2017 07:34 AM PDT

แม้ฟิลิปปินส์เป็นที่สนใจของชาวโลกในฐานะประเทศที่มีนโยบายปราบยาเสพดิดสุดโหด แต่เหล่า ส.ส. ในสภาก็กำลังแสดงท่าทีส่งเสริม "กัญชาที่เอาไปใช้ในทางการแพทย์" มีการเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับหลักการใช้กัญชาในทางการแพทย์รูปแบบต่างๆ


ภาพจาก Max Pixel

Asian Correspondent รายงานเมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2560 ว่าเพียงแค่ 1 วันหลังจากที่ ส.ส. ฟิลิปปินส์พิจารณาเห็นชอบกับการให้นำโทษประหารชีวิตกลับมาใช้กับการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบางประเภทอีกครั้ง พวกเขาก็นำเสนอกฎหมายใหม่เกี่ยวกับการจัดการกัญชาในแง่ของทางการแพทย์ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวระบุถึงการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์อย่างเหมาะสม อาทิเช่น กระบวนการแต่งตั้งแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ การออกบัตรรองรับตัวตนของผู้ป่วยที่ต้องใช้สารจากกัญชาในการรักษา และกระบวนการรับรองคุณภาพของผู้ดูแลและศูนย์ที่ใช้กัญชา

เซธ ยาโลสโจส ส.ส. ฟิลิปปินส์ที่เป็นตัวแทนส่งเสริมร่างกฎหมายฉบับนี้กล่าวว่า การทำให้กัญชาเพื่อการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมายนั้นจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยหลายพันคนที่กำลังเจ็บป่วยสาหัสหรือโรคที่ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย

ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก สมาคมมะเร็งแห่งฟิลิปปินส์ โดยสมาชิกแพทย์ของสมาคมนี้รวมถึงจอร์จ อิกนาซิโอ กล่าวสนับสนุนการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์กับผู้ป่วยที่มีอาการทรุดจากโรคภัยไข้เจ็บและเชื่อว่ายาจากกัญชาจะนำมาใช้บรรเทาอาการป่วยบางประเภทได้

แม้ว่าก่อนหน้านี้การใช้กัญชาในฐานะการแพทย์จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากผู้นำฟิลิปปินส์ แต่โรดิโต อัลแบโน ส.ส. ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้มั่นใจว่ากฎหมายนี้จะผ่านในสมัยของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต โดยอ้างว่าดูเตอร์เตเปิดกว้างกับเรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์ซึ่งอัลแบโนเชื่อว่าจะใช้รักษาโรคลมชัก มะเร็ง และโรคปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบได้

ถึงแม้ดูเตอร์เตจะยังคงต่อต้านการใช้กัญชาในฐานะยาเสพติด แต่ในช่วงที่เขาหาเสียงเลือกตั้งเขาเคยกล่าวว่าเขาสนับสนุนการใช้กัญชาในการรักษาทางการแพทย์ โดยบอกว่า "มันเป็นวัตถุดิบหนึ่งของการแพทย์สมัยใหม่" และ "ยาในท้องตลาดสมัยนี้มีกัญชาเป็นส่วนผสมแล้ว หรือไม่ก็กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา" แต่ดูเตอร์เตบอกว่าถ้าเอามาสูบแบบบุหรี่เขาจะไม่อนุญาตและจะถูกจับกุม

จากกฎหมายฉบับใหม่เกี่ยวกับการกระทำผิดในเรื่องยาเสพติดที่จะประกาศใช้ในฟิลิปปินส์ การครอบครองกัญชามีโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งกลายเป็นกฎหมายที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงอย่างมาก เนื่องจากการลงโทษที่หนักเกินไปกับกรณียาเสพติด จนทำให้มีการแก้ไขกฎหมายให้เบาลง และยังคงเหลือโทษประหารชีวิตแต่เฉพาะกฎหมายการเกี่ยวข้องกับยาเสพติดในระดับร้ายแรงและไม่นับรวมการครอบครองอย่างเดียวเข้าไปด้วย

สำนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์, วิศวกรรม และการแพทย์ ของสหรัฐฯ (National Academies of Sciences, Engineering, and Medicine) เคยเสนอรายงานระบุว่า สารในกัญชามีความสามารถรักษาอาการปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะจากคนที่ปลอกหุ้มเส้นประสาทอักเสบ นอกจากนี้ยังนำมาใช้ได้ดีกับการทำเคมีบำบัดเกี่ยวกับอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งได้

ถ้าข้อเสนอเกี่ยวกับกัญชาเพื่อการแพทย์ฉบับล่าสุดของฟิลิปปินส์ผ่านการพิจารณาจะมีการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ในฟิลิปปินส์ได้ภายใต้การควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดขององค์การสุขภาวะ อาหาร และยา ของฟิลิปปินส์

 

เรียบเรียงจาก

Philippines: One day after death penalty vote, House endorses medical marijuana, Asian,Correspondent, 09-03-2017
https://asiancorrespondent.com/2017/03/philippines-one-day-death-penalty-vote-house-endorses-medical-marijuana/#xQzh3Hd5wgChTGXQ.97

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก

https://en.wikipedia.org/wiki/Cannabis_in_the_Philippines

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวีประชาไท: การทักทายยามเช้าของผู้ชราในยุคสมาร์ทโฟน

Posted: 20 Mar 2017 06:49 AM PDT


 

ตื่นมาส่งดอกไม้ทักทายก่อน
แล้ววงจรชีวิตก็วนซ้ำ
ทำเหมือนทุกวันที่เคยทำ
ใกล้ค่ำก็เตรียมตัวจัดที่นอน

โทรศัพท์หนึ่งเครื่องหล่อเลี้ยงร่าง
วันเวลาอ้างว้างไม่เหมือนก่อน
ไม่ค่อยมีเรื่องหลังให้คิดย้อน
ปัจจุบันค่อนข้างไร้สาระ

ไม่รวยไม่จนไม่หง่อมเฒ่า
เกษียณอยู่เงียบเหงาเหมือนเกะกะ
แก้เบื่อด้วยการเพียรส่องพระ
มวลสารธรรมะปะปนกัน

ไม่สูงส่งบริสุทธิ์ไม่หลุดพ้น
เป็นเพียงคนแก่เฒ่าเลยวัยฝัน
บ้านมีอยู่ข้าวมีกินทุกวัน
สังสรรค์กับเพื่อนบ้างเป็นครั้งคราว

ลูกโตแยกเรือนไปตามทาง
ทุกวันคือวันว่างที่เหน็บหนาว
แดดแจ่มฟ้าแจ้งเหงื่อพร่างพราว
แต่ละวันย่างก้าวเข้าใกล้ความตาย

ตื่นมาส่งดอกไม้ทักทายมิตร
สื่อสารใกล้ชิดมิตรสหาย
เป็นการบอกโลกอยู่กรายๆ
ว่าร่างกายวันนี้ยังอยู่นะ

ดอกไม้ยามเช้าส่งมาทัก
รู้จักไม่รู้จักก็ทักดะ
รอรุ่งเช้าส่งดอกไม้เหมือนเซ่อซะ
เพียงเพื่อจะให้รู้ว่ายังหายใจ

ส่งดอกไม้ซ้ำๆ วนเวียนซ้ำ
เพียงเพื่อย้ำว่าวันนี้ยังตื่นได้
หากหลายวันไร้ดอกไม้ส่งถึงใคร
ผู้ชราอาจตายไปอีกคนนะ 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ชี้ 'ขยายเวลาเรียกภาษี' ไม่ได้

Posted: 20 Mar 2017 06:43 AM PDT

20 มี.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 41/2560 เรื่อง การขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร  ลงนามโดย ประภาศ คงเอียด รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้ ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

โดยระบุว่า ด้วยกรมสรรพากรได้ขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรวินิจฉัยว่า กรณีที่เจ้าพนักงานประเมิน มีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ แต่ไม่ได้ออก หมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนําบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาแสดงภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ และไม่มีการอนุมัติโดยอธิบดี ให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีแต่ไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ ในกรณี ปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เช่นนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะใช้อํานาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ในการขยายกําหนดเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อพ้นกําหนดเวลาห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไว้ได้หรือไม่

คณะกรรมการฯ ได้พิจารณาและมีคําวินิจฉัยในการประชุมครั้งที่ 46/2560 วันที่ 7 มีนาคม 2560 ว่า มาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากร ได้กําหนดเวลาในการออกหมายเรียกของ เจ้าพนักงานประเมิน และการอนุมัติให้ขยายเวลาการออกหมายเรียกของอธิบดี ในกรณีที่มีการยื่นรายการ ตามแบบไว้เป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนําบทบัญญัติมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร เกี่ยวกับการขยายหรือเลื่อนกําหนดเวลาต่าง ๆ ตามประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบททั่วไปมาใช้บังคับ แก่กําหนดเวลาการออกหมายเรียกและการขยายเวลาการออกหมายเรียกตามมาตรา 19 แห่งประมวล รัษฎากรได้ คําวินิจฉัยนี้ให้ใช้บังคับถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สตง.ยันไม่เลือกปฏิบัติสอบภาษีนักการเมือง ด้าน 'เรืองไกร' ยื่นสรรพากรสอบภาษี 'ประวิตร' แล้ว

Posted: 20 Mar 2017 06:00 AM PDT

ผู้ว่าฯ สตง.ยืนยันไม่เลือกปฏิบัติสอบภาษีนักการเมือง ด้าน 'เรืองไกร' ยื่นสรรพากรตรวจสอบภาษี 'ประวิตร' แล้ว ย้ำหากใช้อภินิหารทางกฎหมายสอบการเสียภาษี ทักษิณ ก็ต้องสอบการเสียภาษีของนักการเมืองคนอื่นด้วย ขณะที่ประวิตร ยันพร้อมให้สอบ ระบุปฏิบัติตามกฎหมาย เหมือนกับทุกคน 

พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส (แฟ้มภาพประชาไท)

20 มี.ค. 2560 ความคืบหน้ากรณีการเรียกเก็บภาษีเงินได้ย้อนหลังนักการเมือง 60 ราย ในยุครัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั้น พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยว่า ส่งรายชื่อนักการเมือง 60 ราย ไปให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษีแล้ว แต่ทางกรมสรรพากรก็ยังไม่ดำเนินการอะไร 

"ถ้ายังไม่ดำเนินการใดๆ คงส่งเรื่องให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดกรมสรรพากรมีพฤติกรรมใช้กฎหมายประมวลรัษฎากรเป็นคุณแก่ผู้จงใจหลีกเลี่ยงภาษี รวมทั้งกรณีหุ้นบริษัท ชินคอร์ป ก็พยายามยกข้อกฎหมายที่ทำอะไรไม่ได้และหมดอายุความ พูดอยู่แค่นี้เพื่อไม่ต้องทำอะไร นั่งกินเงินเดือนประชาชนไปวันๆ" พิศิษฐ์ กล่าว 

สำหรับกรณี ป.ป.ช. ระบุอดีตนักการเมือง 60 คนในสมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ และยิ่งลักษณ์ ไม่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกตินั้น ผู้ว่า สตช. กล่าวด้วยว่า แม้ป.ป.ช.จะยืนยันว่านักการเมืองเหล่านั้นจะไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ แต่การที่มีรายได้เพิ่มขึ้น กรมสรรพากรต้องตรวจสอบว่าอดีตนักการเมืองเหล่านั้นเสียภาษีถูกต้องหรือไม่ทั้งหลังพ้นตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง 1 ปีแล้วมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหรือลดลง 

"ไม่ใช่การตรวจสอบเฉพาะเจาะจงหรือเป็นนโยบายจากรัฐบาล แต่เป็นนโยบายของคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.)เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการจัดเก็บภาษี ยืนยันว่า สตง. ไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะนักการเมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดเก็บภาษีด้านอื่น ๆ ทั้งผู้มีรายได้สูง มีรถหรู หรือมีเงินสินสอดมหาศาล ขอให้บุคคลที่รู้ตัวว่าเลี่ยงภาษีหรือยื่นประเมินไม่ถูกต้องเร่งรัดจ่ายภาษีคืนรัฐ เพื่อไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการประเมินในภายหลัง และขอเร่งรัดไปยังกรมสรรพากรให้รีบประเมินภาษีอดีต 60 นักการเมืองโดยเร็ว ภายใน 1ปีนับจากนี้ ยืนยันว่ารายชื่อที่สตง.ส่งให้ป.ป.ช.มี 60 คนเท่านั้น ไม่ได้เป็น 100 คนตามที่เป็นข่าว" ผู้ว่าฯ สตง. กล่าว

ส่วนกรณี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้กรมสรรพาตรวจสอบการเสียภาษีจากเช็ค 1 ล้านบาทของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายพิศิษฐ์  กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรและสตง.จะเป็นผู้ติดตามการตรวจสอบ โดยจะพุ่งเป้าไปยังนักการเมืองที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลังจากพ้นตำแหน่งเกินกว่า 5-6 ล้านบาท 

พิศิษฐ์ กล่าวว่า หากภายในวันที่ 31 มีนาคมนี้ กรมสรรพากร ยังไม่สามารถประเมินการเรียกเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ จากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ และไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม จะถือว่ากรมสรรพากรละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งสตง.จะส่งเรื่องไปยังป.ป.ช.ให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของกรมสรรพากรต่อไป 

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ

'เรืองไกร' ยื่นสรรพากรตรวจสอบภาษี 'ประวิตร' แล้ว

วันนี้ (20 มี.ค.60) เรืองไกร เดินทางไปที่กรมสรรพากร เพื่อยื่นหนังสือให้ตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ว่าเสียภาษีอย่างถูกต้องหรือไม่ จากกรณีที่ระบุไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่ง รมว.กลาโหม เมื่อปี 2551 ว่ามีเช็คเงินสด จำนวน 1 ล้านบาท อยู่ในบัญชีรายการทรัพย์สินอื่น เพราะหากมีการนำเช็คดังกล่าวไปขึ้นเงิน ก็จะถือว่าเป็น "เงินได้พึงประเมิน" ตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่ง พล.อ.ประวิตร ควรจะนำไปยื่นเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร ภายในวันที่ 31 มี.ค. 2552 ซึ่งหากไม่มีการเสียภาษี กรมสรรพากรก็ควรเรียกเก็บภาษีพร้อมเงินเพิ่มและเบี้ยปรับ ภายในอายุความ 10 ปี

"หากรัฐบาลต้องการใช้อภินิหารทางกฎหมายในการตรวจสอบการเสียภาษี ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ ก็ต้องมีการตรวจสอบการเสียภาษีของนักการเมืองคนอื่น รวมถึง พล.อ.ประวิตรได้ด้วย ผมไม่ได้บอกว่า พล.อ.ประวิตรมีความผิด เพียงแต่ต้องการให้กรมสรรพากรเข้าไปตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงออกมาเท่านั้น"  เรืองไกร กล่าว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ (แฟ้มภาพ)

ประวิตรพร้อมให้ สตง.สอบ

ด้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่ เรืองไกร เรียกร้องให้ สตง. ตรวจสอบภาษี พล.อ.ประวิตร ว่า ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย ถ้าเห็นว่าตนทำผิด ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ต้องเป็นห่วง ตนก็ปฏิบัติตามกฎหมาย เหมือนกับทุกคน ส่วนการเปิดเผยว่ามีเช็คโอนเงินมาให้ 1 ล้านบาทนั้น เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นนานแล้วตั้งแต่ปี 2551 ก่อนที่ตนจะเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้น ขอย้ำว่าตนก็ไม่เคยรับเงินใคร และขอยืนยันว่าไม่เคยคิดจะฟ้องร้องใคร เพราะทุกอย่างต้องการให้มีการตรวจสอบ อีกทั้งตนทำอะไรไม่เคยผิดกฎหมาย เหมือนประชาชนทั่วไปที่ยึดถือและใช้กฎหมายร่วมกันเป็นหลัก

 

เรียกเรียงจาก สำนักข่าวไทย โพสต์ทูเดย์ มติชนออนไลน์และบีบีซีไทย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประวิตร จ่อขอตัว 'โกตี๋' จากทางการลาว

Posted: 20 Mar 2017 03:22 AM PDT

โกตี๋ อัดถูกยัดเยียดข้อหาก่อการร้าย ชี้อาวุธขนาดนั้นมีแต่ทหารที่ทำได้ ยันไม่ได้เป็นเครือข่ายหรือกองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นการติดความคิด ด้านประวิตรระบุพบวางแผนลอบสังหารตน ขณะที่ โฆษก ทบ. ชี้โยงกับธรรมกายไม่สมเหตุสมผล โดย ตร.กำลังสอบขยายผล

20 มี.ค. 2560 จากรณีเมื่อวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายความมั่นคงและทหารบุกค้นบ้าน วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ แกนนำเสื้อแดง พร้อมเป้าหมายอื่น รวมจำนวน 9 จุด ซึ่งในบางจุดพบอาวุธแต่บางจุดไม่พบนั้น (อ่านรายละเอียด

วันนี้ (20 มี.ค.60) สำนักข่าวไทย รายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า เนื่องจากมีบุคคลให้ข้อมูล และเจ้าหน้าที่ได้ติดตามข่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การจัดฉาก ยืนยันต้องขอตัวโกตี๋ จากทางการลาว เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

พล.อ.ประบิตร ยอมรับว่าขณะนี้ยังไม่ทราบผู้บงการใหญ่ ย้ำที่ผ่านมาไม่ได้กล่าวหาใคร เพราะอาจไม่ใช่กลุ่มคนเสื้อแดง และมั่นใจว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบกับการเดินหน้าสร้างความปรองดอง

ประวิตรระบุพบวางแผนลอบสังหารตน

ขณะที่ บีบีซีไทย รายงานไว้วานนี้ (19 มี.ค.60) ซึ่ง พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีนี้ด้วยว่า การตรวจค้นและพบอาวุธ เป็นการติดตามสืบค้นมาอย่างต่อเนื่องแล้วจึงขยายผลการจับกุม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการตรวจค้นแล้วครั้งหนึ่ง แต่ไม่เจอเพราะมีการโยกย้ายถ่ายเทออกไป จนกระทั่งมีการนำกลับมาอีกครั้ง เจ้าหน้าที่จึงติดตามมาจนสามารถจับกุมได้ ก็ต้องย้อนถามไปว่า อาวุธสงครามจำนวนมากขนาดนี้จะนำไปทำอะไร และพบว่ามีการวางแผนลอบสังหารตนเองด้วยอาวุธนี้ด้วย เพราะสถานที่ที่พบอยู่ใกล้กับบ้านของตนเอง

โฆษก ทบ. ชี้โยงกับธรรมกายไม่สมเหตุสมผล

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า อาวุธและวัตถุระเบิดที่จับได้ ถูกพบในสถานที่เป้าหมาย โดยมีการหลบซ่อนไว้อย่างมิดชิดในพื้นที่ส่วนบุคคล ซึ่งคนภายนอกไม่สามารถจะเข้าถึงได้ และการตรวจค้นก็อาศัยกระบวนการสืบสวนที่เป็นระบบ ควบคู่กับงานการข่าว เมื่อมีข้อมูลชัดเจนในแง่ของพยานหลักฐานแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าดำเนินการ และครั้งนี้สื่อมวลชนก็เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ที่บันทึกภาพการปฏิบัติไว้อย่างละเอียด เพื่อเป็นหลักฐานป้องกันผู้ไม่หวังดีนำไปทำลายความน่าเชื่อ

พ.อ.วินธัย กล่าวว่ากรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเชื่อมโยงกับปัญหาวัดพระธรรมกายนั้น ขอชี้แจงว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับงานรักษากฎหมาย งานดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่วัดพระธรรมกายและโดยรอบได้อยู่แล้ว ข้อสังเกตดังกล่าวจึงดูไม่สมเหตุสมผล และเรื่องของการเชื่อมโยงบุคคลในทางคดี ก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างสอบสวนบุคคลต่าง ๆ

โกตี๋ อัดถูกยัดเยียดข้อหาก่อการร้าย ชี้อาวุธขนาดนั้นมีแต่ทหารที่ทำได้

วานนี้ (19 มี.ค.60) วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ให้สัมภาษณ์ Thaivoice กรณีดังกล่าวว่า ทั้งหมดเป็นการจัดฉาก เพื่อยัดเยียดข้อหาก่อการร้ายให้กับตน แต่เป็นฉากที่ไม่เนียน เป็นการขายความโง่ของทหารไทย เหมือนกับหลายครั้งที่ทำกับคนที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหาร ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นเจ้าของอาวุธสงครามเหล่านั้น ประชาชนธรรมดาไม่สามารถหาอาวุธสงครามแบบนั้นมาถือครองได้ ยกเว้นทหารเท่านั้นที่จะมีอาวุธสงครามร้ายแรงแบบนี้ได้ ซึ่งเรื่องนี้ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 รู้ดีว่าอาวุธดังกล่าวมาจากไหน

วุฒิพงศ์ ยืนยันว่า ตนไม่ได้เป็นเครือข่ายหรือกองกำลังติดอาวุธ แต่เป็นการติดความคิดให้กับประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลเผด็จการทหารเท่านั้น อีกทั้งข้อกล่าวหาว่าจะก่อเหตุร้ายหลายจุดในประเทศไทยนั้น ยืนยันว่าไม่มี แต่ในฐานะประชาชนที่ถูกกระทำมาโดยตลอดจะไม่ยอมตกเป็นผู้ถูกกระทำอีกต่อไป ส่วนแผนการลอบสังหาร พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตรนั้น ก็ไม่มีเช่นกัน แต่จากการเป็นผู้นำที่ไร้วุฒิภาวะ ไร้ความสามารถ พูดจาไม่ดี ของผู้นำทั้งสองคนนี้ เชื่อว่าคนไทยจำนวนมากไม่พอใจแน่นอน 

ตร.สอบขยายผล

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานด้วยว่า วันนี้ (20 มี.ค.60) เมื่อเวลา 10.40 น. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญผกก.ตม.จว.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิบัติการตรวจค้นแหล่งสะสมอาวุธสงคราม 9 จุด ในพื้นที่ 7 จังหวัด เครือข่าย วุฒิพงศ์ หรือ "โกตี๋" ว่า ตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจนจึงได้ดำเนินการ ตรวจค้นและควบคุมตัวเครือข่ายนายโกตี๋ทั้ง 9 คน ซึ่งการตรวจค้นยังไม่ได้สิ้นสุด หากการข่าวพบความเชื่อมโยงไปถึงใคร กลุ่มใด หรือพื้นที่ต้องสงสัยใด ก็ต้องดำเนินการตรวจค้นอีกครั้ง ส่วนที่มาของอาวุธปืนอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอาวุธยุทโธปกรณ์มาจากที่ใด ใครเป็นท่อน้ำเลี้ยง ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ถ้าหากพยานหลักฐานไปโทษใครก็ต้องดำเนินการ 

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวต่อว่า อาวุธจำนวนมากที่เจ้าหน้าที่ยึดได้ ทราบว่าเป็นการสะสมมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่พบพิรุธแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่มหรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบอีกครั้ง แต่ปกติโกตี๋มีความชัดเจนเรื่องจุดยืนอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ต้องมีการตรวจสอบว่ามีกลุ่มนักการเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขู่ลอบสังหารผู้นำประเทศ การขัดขวางการตรวจค้นวัดพระธรรมกาย หรือการสะสมอาวุธด้วยหรือไม่ 

ส่วนกรณีที่มีข้อสงสัยว่ากลุ่มคนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับเหตุวินาศกรรมก่อนหน้านี้หลายครั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครหรือไม่นั้น พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ตนไม่ทราบแต่ส่วนตัวเชื่อว่าเจ้าหน้าที่มีการสอบสวนขยายผลอยู่แล้ว ซึ่งทั้ง 9 ราย จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขู่สังหารผู้นำประเทศด้วยหรือไม่นั้น ขณะนี้กำลังซักถามอยู่ แต่ไม่ขอลงรายละเอียด โดยปกติเจ้าหน้าที่จะมีการซักถามทุกประเด็นอยู่แล้ว โดยทั้ง 9 คน ก็ให้การที่เป็นประโยชน์ต่อทางการ เพื่อนำไปขยายผลต่อ สำหรับนายโกตี๋ เจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง คือ การโพสต์ข้อความผ่านโลกโซเชี่ยลข่มขู่ว่าจะสังหารผู้นำประเทศ ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการกระทำความผิด 

ทั้งนี้พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รายงานเรื่องดังกล่าวไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ. ประวิตร รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปก่อนหน้านี้แล้ว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักต้านฐานทัพสหรัฐฯ ในโอะกินะวะได้ประกันแล้ว หลังถูกขังนาน 5 เดือน

Posted: 19 Mar 2017 10:18 PM PDT

ฮิโรจิ ยามะชิโระ นักกิจกรรมต้านฐานทัพสหรัฐฯ ในโอะกินะวะ ได้รับการปล่อยตัวผ่านการประกันตัวแล้วในที่สุดหลังการพิจารณาคดีในครั้งแรก จากเดิมที่เขาถูกสั่งคุมขังโดยห้ามประกันตัวเป็นเวลานานถึง 5 เดือน โดยไม่ได้รับการตัดสินว่ามีความผิดใดๆ บทความของนักสิทธิมนุษยชนใน Waging Nonviolence เล่าเรื่องราวของชายอายุ 64 ผู้นำคนโอะกินะวะต่อสู้อย่างสันติ

20 มี.ค. 2560 ไมเคิล คาสเตอร์ นักส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ที่ปรึกษาและนักวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำเสนอเรื่องราวของผู้นำขบวนการต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ ในโอะกินะวะที่ถูกจับกุม หลังจากตัดรั้วลวดหนามในช่วงที่ชุมนุม เขาเป็นชายอายุ 64 ปีชื่อ ฮิโรจิ ยามะชิโระ ถูกจับกุมตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. ปีที่แล้วและเพิ่งจะได้รับการปล่อยตัวเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง นอกจากยามะชิโระแล้วยังเหลือผู้ถูกจับกุมและยังคงไม่ได้รับการปล่อยตัวอีก 2 ราย

ยามะชิโระ เป็นประธานศูนย์เคลื่อนไหวเพื่อสันติโอะกินะวะ ที่มีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวอย่างสันติเพื่อต่อต้านการขยายฐานทัพสหรัฐฯ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ยามะชิโระถูกจับกุมหลังจากที่เขาต้องเข้ารับการรักษามะเร็งมาตั้งแต่ปี 2558 และจากการตรวจทางการแพทย์ในช่วงสองเดือนหลังเขาถูกคุมขังก็พบว่าสภาพร่างกายของเขาทรุดลง คาสเตอร์ระบุว่า ยามะชิโระถูกคุมขังตั้งแต่ก่อนการพิจารณาคดี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะถูกขังเดี่ยว เขาถูกปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวและไม่ให้พบกับครอบครัว สามวันหลังถูกจับกุม เขาถูกตั้งข้อหาเพิ่มในข้อหาทำร้ายร่างกายและกีดขวางการดำเนินธุรกิจ ข้อหาหลังนี้ถูกโยงกับเรื่องที่เขาถูกกล่าวหาตั้งแต่เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อนหน้านั้น

ชุนจิ มิยาเกะ ทนายความของยามะชิโระกล่าวว่า ฝ่ายพนักงานอัยการอ้างคุมขังยามะชิโระช่วงก่อนการดำเนินคดีซ้ำๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่ทำความผิดข้อหาเล็กๆ น้อยๆ อย่างยามะชิโระไม่ควรต้องเจอกระบวนการคุมขังล่วงหน้าก่อนดำเนินคดีเช่นนี้ ทำให้มิยาเกะคิดว่าการอ้างกระบวนการดังกล่าวเพื่อหาเรื่องกักขังยามะชิโระนานต่อไปเรื่อยๆ อดีตผู้พิพากษาอิซามุ นาคาโซะเนะ ก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ โดยมองว่าพวกเขายืดเวลาการคุมขังยามะชิโระต่อไปเรื่อยๆ เพื่อยับยั้งไม่ให้เขาประท้วงต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ อีกทั้งยังเอาไว้ขู่ให้ผู้ประท้วงคนอื่นๆ กลัวเพราะยามะชิโระเป็นกุญแจสำคัญของการประท้วงและการก่อสร้างฐานทัพก็กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ

องค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลออกปฏิบัติการณ์รณรงค์เรียกร้องปล่อยตัวยามะชิโระเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา นอกจากนี้ในเดือน ก.พ. ยังมี ส.ส.ในสภาระดับจังหวัดออกแถลงการณ์ว่า การจับกุมในครั้งนี้เป็นการปราบปรามทางการเมืองต่อชาวโอะกินะวะผู้ขัดขืนอย่างสันติเพราะต้องการแสวงหาสันติภาพและนำศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คืนมาสู่พวกเขา

แม้ว่าจะมีการเรียกร้องปล่อยตัว แต่ศาลสูงของญี่ปุ่นก็ปฏิเสธไม่ยอมรับการอุทธรณ์ให้ปล่อยตัวยามะชิโระยาวนานมาจนกระทั่งถึงเมื่อวันที่มีการพิจารณาคดีเป็นครั้งแรก

มีการพิจารณาคดียามะชิโระเป็นครั้งแรกตามกำหนดการเมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยที่ฝ่ายยามะชิโระให้การแก้ต่างว่าเขาไม่ได้ผิดในข้อหากีดขวางการดำเนินธุรกิจและไม่เคยทำร้ายร่างกาย แต่ยอมรับผิดในข้อหาทำลายทรัพย์สินจากกรณีตัดรั้วลวดหนาม

สื่อเจแปนทูเดย์รายงานว่าข้อหากีดขวางการทำธุรกิจที่ยามะชิโระถูกกล่าวหามาจากกรณีที่เขาวางอิฐบล็อคกั้นค่ายทหารชวาบในเขตเฮะโนะโกะเมื่อต้นปี 2559 ยามะชิโระบอกว่าสิ่งที่เขาทำเป็นการแสดงออกเชิงการประท้วงซึ่งถือเป็นการแสดงออกที่มีความชอบธรรมตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ถูกกล่าวหาเรื่องทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่นั้นยามะชิโระยังเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยว่า "ทำร้าย" เจ้าหน้าที่ฝ่ายกลาโหมด้วยการจับไหล่เจ้าหน้าที่รายนั้นเขย่า เหตุเกิดในเดือน ส.ค. ปี 2559 ช่วงประท้วงฐานทัพสหรัฐฯ ในเมืองฮิงาชิ

อย่างไรก็ตาม หลังจากพิจารณาคดีในครั้งแรก ยามะชิโระก็ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในที่สุด โดยศาลสูงฟุกุโอกะสาขานาฮะก็ทำตามคำตัดสินเดิมของศาลแขวงนาฮะที่อนุญาตปล่อยตัวยามะชิโระผ่านการประกันตัวหลังจากเขาโดนขังมา 5 เดือนแล้ว


การต่อสู้อันยาวนานของชาวโอะกินะวะ


ป้ายประท้วงในโอะกินะวะ มี.ค. 2549 
ภาพโดย Aaron (CC BY-NC-SA 2.0)

บทความของคาสเตอร์ในเว็บไซต์ Waging Nonviolence ระบุว่าในปัจจุบันโอะกินะวะมีฐานทัพสหรัฐฯ อยู่ 30 แห่ง และบางฐานทัพก็อยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น ผู้คนชาวโอะกินะวะไม่พอใจกับฐานทัพสหรัฐฯ ในพื้นที่ของพวกเขา โดยที่ยามะชิโระเป็นผู้นำการต่อต้านการย้ายฐานทัพอากาศสหรัฐฯ จากฟูเทนมะไปยังอ่าวเฮะโนะโกะ ชาวโอะกินะวะร้อยละ 84 ที่ไม่เห็นด้วยกับการย้ายฐานทัพสหรัฐฯ ในครั้งนี้

กรณีการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ในโอะกินะวะมีประวัติศาสตร์ที่สลับซับซ้อนและยาวนาน โดยตั้งแต่ปี 2495 ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ลงนามในสนธิสัญญาซานฟรานซิสโกที่ยกเลิกการที่สหรัฐฯ เข้ายึดครองญี่ปุ่นแต่ก็ยังคงอนุญาตให้มีการควบคุมทางการทารในโอะกินะวะได้ หลังจากนั้นในปี 2515 สหรัฐฯ ก็คืนอำนาจบริหารทั้งหมดของโอะกินะวะให้กับญี่ปุ่น แต่ตลอด 27 ปีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพญี่ปุ่นทำให้มีกรณีที่ฝ่ายกองทัพกระทำผิดโดยลอยนวลไม่ต้องรับผิดส่งผลสะเทือนฝังรากลึกและวัฒนธรรมการต่อต้านของชาวโอะกินะวะก็ฝังรากลึกเช่นกัน

คาสเตอร์ยกตัวอย่างกรณีโชโกะ อาฮะกอง ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาตมะ คานธี ผู้ต่อต้านอาณานิคมบริติช อาฮะกองนำคนเดินขบวนต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ ในปี 2498 ยาวนานเป็นเวลา 7 เดือน หลังจากที่ชาวบ้านถูกไล่ที่และทุกทำลายอาคารบ้านเรือนเพื่อสร้างฐานทัพสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน จนทำให้อาฮะกองได้รับขนานนามว่าเป็น "คานธีแห่งโอะกินะวะ" การเคลื่อนไหวของเขายังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับการเคลื่อนไหวต่อๆ มาในโอะกินะวะรวมถึงยามะชิโระเองด้วย

แต่นี่ก็ไม่ใช่แค่การต่อต้านสิ่งตกค้างจากอาณานิคมเท่านั้น ยังเป็นประเด็นในเรื่องการเหยียดเชื้อชาติปนอยู่ด้วยจากความคิดเห็นของไทสุเกะ โคมัทสึ ผู้ประสานงานการว่าความให้กับการเคลื่อนไหวต่อต้านการกีดกันและการเหยียดเชื้อชาติทุกรูปแบบของสหประชาชาติ (U.N. Advocacy Coordinator for the International Movement Against All Forms of Discrimination and Racism) โคมัทสึบอกว่าเรื่องฐานทัพสหรัฐฯ ในโอะกินะวะเป็นเรื่องของการเหยียดเชิงโครงสร้างที่โอะกินะวะต้องเผชิญมาเป็นเวลาหลายสิบปีด้วย เขาเปรียบเทียบว่าชาวโอะกินะวะที่ถูกละเลยจากทางการกลางโตเกียวมาเป็นเวลานานรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า นอกจากนี้ยังเคยมีกรณีการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อเด็กหญิงในโอะกินะวะอย่างกรณีข่มขืนและสังหารยูมิโกะ นากายามะ เมื่อราว 60 ปีที่แล้ว และกรณีอื่นๆ ที่เป็นบาดแผลสำหรับชาวโอะกินะวะ

โคมัทสึกล่าวว่าแม้ชาวโอะกินะวะจะเจ็บปวดแต่การที่ทางการกลางโตเกียวยังคงไม่สนใจคนในพื้นที่แล้วอนุญาตให้สร้างฐานทัพต่อไปโดยไม่สนใจคำคัดค้านของชาวจังหวัดทำให้ชาวโอะกินะวะรู้สึกเหมือนพวกเขาถูกรัฐบาลกลางปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้นสอง ขณะที่เหล่านักการเมืองในท้องถิ่นของโอะกินะวะมีท่าทีแบบเดียวกับประชาชนในพื้นที่คือพยายามต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ

เช่นในเดือน ม.ค. 2556 ผู้ว่าการเทศบาลและ ส.ส. ในสภาท้องถิ่นโอะกินะวะรวมทั้งหมด 41 ราย ยื่นคำร้องให้ทางการกลางญี่ปุ่นสกัดกั้นการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ที่อ่าวเฮะโนะโกะ แต่ทางการกลางในโตเกียวก็ยังคงประกาศดำเนินแผนการสร้างต่อไป หลังจากนั้นจึงมีการประท้วงจากประชาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทางการก็ตอบโต้การประท้วงต่อต้านเหล่านี้ด้วยการใช้กำลังอย่างไม่เหมาะสม ต่อมาในเดือน พ.ย. 2557 ทาเคชิ โอะนะกะ ผู้ต่อต้านการตั้งฐานทัพสหรัฐฯ ก็ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการโอะกินะวะเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายขบวนการสันติ แต่ทางการกลางญี่ปุ่นก็ยังคงเดินหน้าแผนการย้ายฐานทัพสหรัฐฯ ต่อไป และเหล่าประชาชนโอะกินะวะผู้ต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯ ก็ออกมาประท้วงกันมากกว่าเดิมโดยมีองค์กรของยามะชิโระเป็นหัวหอกในการประท้วงอย่างสันติ

คาสเตอร์มองว่าการคุมขังยามะชิโระเป็นเวลานานถือเป็นการยกระดับการใช้อำนาจในทางที่ผิดของทางการกลางต่อนักกิจกรรมสันติวิธีของโอะกินะวะ ซึ่งควรมีการตอบโต้ด้วยการยกระดับยุทธวิธีในการต่อต้าน

ในสมัยของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ มีการอ้างเรื่องความเป็นห่วงสถานการณ์ความมั่นคงกับเกาหลีเหนือที่คาดเดาไม่ได้และเรื่องที่จีนแผ่นดินใหญ่ทีท่าทีรุกล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นความชอบธรรมในการดำเนินนโยบายแบบติดอาวุธทางการทหารอีกครั้ง รวมถึงการขยายฐานทัพในโอะกินะวะด้วย


เพราะสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานสำหรับสันติภาพและความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม คาสเตอร์ชี้ว่าในระดับมาตรฐานสากลแล้วสิทธิมนุษยชนเป็นพื้นฐานสำหรับสันติภาพและความมั่นคง น่าละอายถ้าญี่ปุ่นจะใช้วิธีการแบบอำนาจนิยมในการปราบปรามกิจกรรมเชิงสันติในนามของการอ้างความมั่นคง และเรื่องนี้จะต้องจับตามองภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างอาเบะกับรัฐบาลใหม่นำโดยโดนัลด์ ทรัมป์ จากสหรัฐฯ แต่ดูเหมือนว่าทรัมป์เองก็พยายามทำลายความชอบธรรมและทำให้นักกิจกรรมเพื่อสันติภาพเป็นอาชญากรรมเช่นกัน ชาวโอะกินะวะจึงต้องหาช่องทางใหม่ในการกดดัน

ในกรณีการจับกุมยามะชิโระนั้นเมื่อช่วงต้น มี.ค. ที่ผ่านมาก็มีกลุ่มที่ชุมนุมหน้าสถานกงสุลญี่ปุ่นในนิวยอร์กถือป้ายเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวยามะชิโระ มีการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติต่อยามะชิโระในเวทีระดับโลก สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการยกระดับการต่อสู้ขัดขืนของชาวโอะกินะวะ โดยการเรียกความสนใจในระดับนานาชาติเพื่อให้นานาชาติช่วยกดดันรัฐบาลในช่วงที่การต่อสู้จากภายในอ่อนแรงลง กลุ่มภาคประชาสังคมที่ต่อสู้กับรัฐบาลกกลางญี่ปุ่นจึงควรหาความร่วมมือจากกระบวนการสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติของสหประชาชาติด้วย

คาสเตอร์ระบุว่า การสนับสนุนจากนานาชาติยังรวมถึงการเรียกร้องปล่อยตัวยามะชิโระและเรียกร้องให้รัฐบาลอาเบะเลิกสั่งดำเนินคดีกับนักกิจกรรมโอะกินะวะด้วย ซึ่งในเรื่องนี้ประสบความสำเร้จบ้างแล้วเล็กน้อยในแง่ที่ยามะชิโระได้ประกันตัว แต่สำหรับคาสเตอร์แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของยามะชิโระเพียงคนเดียว "ถึงที่สุดแล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับการปล่อยตัวยามะชิโระ แต่ยังเป็นเรื่องของการรับประกันว่าทางการกลางโตเกียวจะเคารพสิทธิของทุกคนที่เข้าร่วมขบวนการต่อต้านอย่างสันติ"


เรียบเรียงจาก

Japan detains movement leader to silence struggle against U.S. military bases
http://wagingnonviolence.org/feature/hiroji-yamashiro-detention-japan-us-military-bases/

Antibase Okinawa activist freed after 5 months' detention, Japan Today, 18-03-2017
https://www.japantoday.com/category/crime/view/court-puts-bail-on-hold-for-antibase-okinawa-activist

Prominent antibase activist released in Okinawa, Kyodo News
https://english.kyodonews.jp/photos/2017/03/464315.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น