โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ชาวตาคลีร้องทบทวนแผนสร้างรถไฟรางคู่ ปมจุดข้าม-กลับรถ ห่าง 6.5 กม. แบ่งแยกชุมชน เปอร์โตริโก: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

สนธิลั่นถ้า "เอเอสทีวี" ต้องเจ๊งเพราะปลุกระดมให้คนรักบ้านเมืองก็ขอให้เจ๊งไป

Posted: 04 Jun 2011 02:55 PM PDT

สนธิอ้าง "หัวคะแนนสุเทพ" เชื่อหลังเลือกตั้ง "เพื่อไทย - ประชาธิปัตย์" จับมือกันตั้งรัฐบาล ลั่นต้อง "โหวตโน" เพราะนักการเมืองกินบ้านกินเมือง เลือกตั้งมีการซื้อเสียง พร้อมอัด "กนก เนชั่น" ไม่รู้เรื่องชายแดนกัมพูชา-เห่อกระแส และไม่เข้าใจเรื่องโหวตโน

สนธิเชื่อหลังเลือกตั้ง เพื่อไทย - ปชป. จะจับมือกันตั้งรัฐบาล

เมื่อคืนวานนี้ (4 มิ.ย.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยนายสนธิกล่าวว่ามีความเป็นไปได้สูงที่หลังเลือกตั้งแล้วพรรคประชาธิปัตย์กับเพื่อไทยจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลโดยอ้างว่าเพื่อสร้างความปรองดอง โดยนายสนธิอ้างว่าเป็นเพราะเจ้านายของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ที่แท้จริงคือบริษัทน้ำมันต่างชาติเจ้าเดียวกัน ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะยุทธศาสตร์ทุกวันนี้ก็มุ่งที่ผลประโยชน์ตรงนั้นและเจ้านายคนนี้สามารถที่จะบอกได้ว่า ผลประโยชน์จะแบ่งให้ทั้งประชาธิปัตย์และเพื่อไทย ทั้งน้ำมันและก๊าซ

นายสนธิอ้างว่า เรื่องการจับมือกันตั้งรัฐบาลนั้น หัวคะแนนของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สุราษฎร์ธานีเคยพูดมาแล้วว่าหลังเลือกตั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในแผ่นดินบอกว่า น่าจะปรองดองกัน 2 พรรคใหญ่น่าจะจับมือกันตั้งรัฐบาล เห็นได้ชัดว่าปัญหาของชาติบ้านเมืองเกิดจากพรรคการเมืองทุกพรรค และประชาธิปัตย์ก็เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศชาติไม่น้อยไปกว่าพรรคเพื่อไทย

 

อัดประชาธิปัตย์บางคนแกล้งจน แต่จะอกแตกตายเพราะไม่รู้จะเอามาใช้อย่างไร

นายสนธิกล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่า จากที่ไม่มีเงิน วันนี้รวยมาก และในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มีการเรียกเงินใต้โต๊ะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อโดนกล่าวหาแบบนี้ก็แสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนที่จะได้รับเงินใต้โต๊ะด้วย พรรคประชาธิปัตย์เคยเน้นเรื่องความซื่อสัตย์ พักหลังๆ ไม่พูดเรื่องความซื่อสัตย์แล้ว มีนายชวน หลีกภัยคนเดียวหลงยุคออกมาพูดว่าพรรคไม่มีเงิน แต่คนในพรรคนี้ส่วนใหญ่จะแกล้งจน บางคนออกจะแตกตายเพราะแกล้งจนมานานแต่มีเงินกองไว้ตั้งเยอะไม่รู้จะใช้ยังไง

 

สรุปต้องโหวตโน เพราะนักการเมืองกินบ้านกินเมือง เลือกตั้งมีการซื้อเสียง

นายสนธิกล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาแล้ว การโหวตโนคือการปฏิเสธการเมืองแบบนี้ มันเป็นระบอบกินชาติกินบ้านกินเมือง และโดยส่วนตัวไม่เชื่อในระบบวันแมนวันโหวต วันนี้มีน้องๆ ที่เป็นตำรวจผู้ใหญ่ในภาคเหนือลงมาพบและบอกว่าตอนนี้มีการซื้อเสียงหัวละ 1 พันบาทแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าจะชนะด้วยคะแนน 7 หมื่น ต้องใช้เงิน 70 ล้านบาท ซึ่งที่มาของ ส.ส.ที่ไม่สะอาดแบบนี้ สื่อก็ไม่ค่อยพูดถึง การเสียดินแดนก็ไม่สนใจ ทั้งที่ไม่มีเรื่องอะไรจะใหญ่กว่านี้แล้ว

 

อัด "กนก" ไม่รู้เรื่องชายแดนกัมพูชา และเห่อไปตามกระแส-ไม่เข้าใจเรื่องโหวตโน

นายสนธิ ได้โจมตี นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวเครือเนชั่นด้วย โดยกล่าวว่า ที่นายกนกบอกว่า ถ้าเขมรได้ดินแดนทำไมจึงยิงจรวดใส่ไทย แสดงว่านายกนกไม่รู้เรื่องชายแดนเลย นายกนกเป็นสื่อมวลชน แต่รู้เรื่องเขมรไม่เท่าแม้กระทั่งพี่น้องที่นั่งอยู่หน้าเวทีตรงนี้ นี่ขนาดสื่อน้ำดียังเป็นอย่างนี้ แสดงว่าเป็นสื่อที่เห่อไปตามกระแสที่บอกว่าถ้าไม่ลงคะแนนแล้วคนนั้นจะมาคนนี้จะมา แค่เรื่องโหวตโนยังไม่เข้าใจ ประเทศนี้ก็ไม่มีความหมายอีกแล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจว่าโหวตโนคือการแสดงสิทธิของประชาชนที่จะไม่ยอมรับนักการเมืองทุกพรรคที่มีอยู่ เพราะขายชาติกันทุกพรรค

 

ลั่นโหวตโนยังน้อยไป และไม่มีบ้านเมืองยุคไหนสะอาด ซื่อสัตย์เท่ายุคเปรม

นายสนธิกล่าวด้วยว่า ด้วยผลประโยชน์ทางทะเลที่ทำให้ทุกรัฐบาล พรรคการเมืองทุกพรรคยังกอดเอ็มโอยู 43 เอาไว้ ดังนั้นการที่พันธมิตรฯ โหวตโนยังถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ ชาติบ้านเมืองตั้งแต่เราตั้งมา ไม่เคยมียุคไหนที่สะอาดบริสุทธิ์หรือมีการบริหารชาติบ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์สุจริต บริหารบ้านเมืองให้ก้าวไปย่างช้าๆ และมั่นคงเท่ายุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ

 

อัดเพื่อไทยต้องการล้มสถาบันฯ ส่วนภูมิใจไทยอ้างว่าจงรักภักดี

นายสนธิยังกล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพวกที่ต้องการล้มสถาบันกษัตริย์  ส่วนพรรคภูมิใจไทยที่อ้างว่าตัวเองจงรักภักดี แต่คนที่อยู่เบื้องหลังพรรคนี้ก็เคยร่วมสังวาสกับพวกที่ล้มเจ้าในระบอบทักษิณมาแล้ว ส่วนนายบรรหาร นักการเมืองรุ่นแย้มฝาโลง จวนจะตายอยู่แล้วยังไม่เคยแสดงอะไรให้เห็นว่าตัวเองมุ่งมั่นปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีแต่บอกว่าพร้อมที่จะเข้าร่วมรัฐบาล มีแต่จะเข้าไปทำมาหารับประทานกับงบประมาณ ถ้าอยู่ไปจนลงโลงแล้วยังคิดได้แค่นี้ ก็ขอให้รีบไปลงโลงเร็วๆ

 

ลั่นถ้าเอเอสทีวีต้องเจ๊งเพราะปลุกระดมให้คนรักบ้านเมืองก็ขอให้เจ๊งไป

นายสนธิ กล่าวถึงสื่อที่ไม่เห็นด้วยกับการโหวตโนว่า สื่อที่กระแนะกระแหนเราเรื่องโหวตโนยังมองไม่เห็นหรือ คนพวกนี้มาหาว่าเอเอสทีวีเป็นสื่อปลุกระดม เราไม่เคยปลุกระดมให้ใครไปเผาบ้านเผาเมือง แต่เราปลุกระดมให้มารักชาติรักบ้านรักเมืองกัน ถ้ามันต้องเจ๊งเพราะปลุกระดมให้รักบ้านรักเมืองก็ขอให้เจ๊งไปเถอะ อย่างน้อยเราก็เงยหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดิน เราทำงานใหญ่ เราต้องมองหลักใหญ่ อย่าไปสนใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างลมที่ผายออกมาจากปากของคนพวกนี้ แต่หลักการของชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน

“เมืองไทยทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ต้องปฏิรูปการเมือง ต้องปฏิวัติการเมืองด้วยซ้ำ หมดยุคของโจรห้าร้อยในสภา อย่าให้สัตว์หลงเข้าไปขี้เยี่ยวเห่าหอนในสภาอีก มันต้องมีตัวแทนของคนทุกหมู่เหล่า เข้าไปทำงานให้ประชาชน ไม่ใช่ทำงานให้นักการเมือง ที่ทุกวันนี้ไม่ได้เข้าไปยกมือเพื่อส่วนรวม แต่ยกมือเพื่อให้พวกมันเป็นนายกฯ ยกมือให้นโยบายของมันผ่าน” นายสนธิกล่าว และยังกล่าวอีกว่า ได้อ่านป้ายหาเสียงแล้วอยากจะอวก เพราะเขียนไปแต่ทำไม่ได้ เพราะนักการเมืองไม่ใช่เจ้าของพรรค เจ้าของพรรคจริงๆ เป็นนายทุน

เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

แจงสื่อนอก "ประชาธิปัตย์" ลั่นอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

Posted: 04 Jun 2011 10:55 AM PDT

"เกียรติ สิทธีอมร" ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ลั่นรัฐต้องยึดหลักนิติรัฐ และพรรคการเมืองที่ได้เสียงมากที่สุดไม่จำเป็นต้องได้ตั้งรัฐบาล ย้ำประชาธิปัตย์ไม่ใช่คู่ขัดแย้งทางการเมืองของใคร แต่คู่ขัดแย้งที่แท้จริง คือ "ทักษิณ" กับ "กระบวนการยุติธรรมไทย"

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย ถ.เพลินจิต นายเกียรติ สิทธีอมร ในฐานะประธานผู้แทนการค้าไทย และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับ 35 จากพรรคประชาธิปัตย์ แถลงนโยบายเศรษฐกิจการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในงานเสวนา “An Evening with the Democrat Party” ชี้ หากประเทศไทยอยากปรองดอง ทักษิณต้องกลับบ้านมาเผชิญข้อกล่าวหา

นายเกียรติ กล่าวถึงนโยบายว่าด้วยการเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีสามด้าน ได้แก่ หลักการ นโยบาย และความสามารถของตัวบุคคล โดยในทางหลักการ พรรคประชาธิปัตย์จะยึดมั่นหลักนิติรัฐ และประชาธิปไตยที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ ไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้อื่น ดังเช่นการละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุมเสื้อแดงต่อนักธุรกิจและประชาชนทั่วไปที่อยู่ในบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่ได้รับผลกระทบทางด้านธุรกิจไปแล้ว นอกจากนี้ ยังกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ยึดถือหลักการบริหารจัดการพรรคที่เหมาะสม เลือกคนที่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน มากกว่าการเป็นนอมินีของใครๆ

“แน่นอนว่ายิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้สมัครที่หน้าตาดีัทีเดียว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องลองคิดดูว่าในการที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น มีเพียงแค่หน้าตาอย่างเดียวนั้นพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องมีประสบการณ์และคุณสมบัติด้านอื่นๆในการจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย” นายเกียรติตั้งคำถาม

นอกจากนี้ ในด้านนโยบายเศรษฐกิจ ประชาธิปัตย์ก็มีความแตกต่างไปจากพรรคอื่นตรงที่นโยบายออกแบบมาให้ครอบคลุมประชาชนจากทุกระดับในทุกภาคส่วน ทั้งแรงงาน เกษตรกร นักธุรกิจและผู้ลงทุน โดยมุ่งเน้นการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายโดยผ่านนโยบายเช่น การประกันรายได้ให้แก่ชาวนา การเพิ่มค่าแรง 25% ภายใน 2 ปี การผลักดันนโยบายประกันสังคมสำหรับผู้ทำงานอิสระ และมองว่าการใช้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระยะ 1 และ 2 ในช่วงปี 2552 นั้น นับเป็นความสำเร็จของพรรคประชาธิปัตย์ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

“ถึงแม้ว่าเราจะประสบกับความขัดแย้งทางการเมือง แต่ภาวะทางเศรษฐกิจของเราก็ไม่เคยถูกกระทบกระเทือนจากปัญหาทางการเมืองเลย อาจกล่าวได้ว่าสภาพทางเศรษฐกิจของไทยยังคงแข็งแรงและมั่นคงตลอดมา”

ต่อมา นายเกียรติ ได้ชี้แจงต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลว่า ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 มีธรรมเนียมว่าพรรคใดที่ได้เสียงข้างมากในสภานั้นมีสิทธิได้ตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าการได้เป็นรัฐบาล มาจากการโหวตของส.ส. ซึ่งส.ส.ก็จะโหวตเลือกนายก และนายกที่ได้รับเลือกก็สามารถได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล มิใช่พรรคที่มาจากเสียงข้างมากเท่านั้นที่สามารถตั้งรัฐบาลได้ แต่เป็นพรรคที่สามารถเสนอแคนดิเดตคนที่เหมาะสมมาบริหารรัฐบาลได้มากกว่า

เมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามถึงแผนการปรองดองของรัฐบาลในอนาคต นายเกียรติกล่าวว่าสำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้นไม่สนใจเรื่องการนิรโทษกรรม หากแต่ยึดมั่นในหลักการนิติรัฐเป็นหลัก โดยตนมองว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องให้ฝ่ายที่สามที่เป็นกลางนั้นเข้ามาค้นหาความจริงและไกล่เกลี่ย รัฐบาลจึงได้ตั้งคณะกรรมการอิสระเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้แทน อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่คู่ขัดแย้งในปัญหาวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา แต่มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการที่ทักษิณขัดแย้งกับระบบยุติธรรมของไทยมากกว่า

“หากต้องการให้เกิดความปรองดองจริง คุณทักษิณต้องกับมาบ้านและเผชิญข้อกล่าวหาทั้งหมด ไม่รู้จะคอยหลบซ่อนอยู่ทำไม เนื่องจากระบบยุติธรรมในประเทศนี้ก็เป็นระบบเดียวกับที่เขาได้ใช้ตักตวงประโยชน์ในหลายกรณี ดังนั้นเขาก็ควรจะเชื่อมั่นในระบบดังกล่าว ถ้าหากว่าเขากลัวเรื่องความปลอดภัยล่ะก็ ผมจะเป็นคนดูแลจัดการให้เอง”
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ใบตองแห้งออนไลน์: อุดมการณ์สื่อ Saga: สืบสวนกันเอง

Posted: 04 Jun 2011 09:53 AM PDT

เผลอแป๊บเดียว ผ่านวันงดสูบบุหรี่โลกมาอีกปีแล้ว ขอโทษที ไม่รู้ตัวเลย เพราะผมไม่ได้สูบบุหรี่โลก ผมซื้อบุหรี่สูบของผมเอง (มุขเก่า)

ดีใจด้วยนะครับที่สถิติคนสูบบุหรี่ลดลง จาก 12.26 ล้านในปี 2534 เหลือ 10.91 ล้านในปี 2552 (ลดลงตั้ง 1.35 ล้านคนใน 18 ปี หลังจากก่อตั้ง สสส.มาได้ 10 ปี) แต่น่าประหลาดใจที่เยาวชนอายุ 11-24 ปีสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก 1.6 ล้านในปี 2550 เป็น 1.7 ล้านในปี 2552

เปล่า ผมไม่ได้ประหลาดใจตรงตัวเลขเพิ่มขึ้น ผมประหลาดใจที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวโดยใช้เกณฑ์อายุเด็ก 11-24 ปี ทั้งที่ควรจะแยกกัน เช่น อายุเกิน 20 เกิน 18 เด็ก ม.ต้น เด็ก ม.ปลาย เด็กมหาลัย

อย่างน้อย ผู้อายุเกิน 20 คุณก็อนุญาตให้เขาซื้อบุหรี่ได้ คุณควรแยกสถิติด้วยสิครับ อย่าตีขลุม

ในวิชาชีพข่าว วิธีแถลงข่าวแบบนี้เราเรียกว่าตีปี๊บ เพื่อสร้างความตระหนกตกใจ สร้างจุดขายให้สังคมแตกตื่นว่า โห เด็กอายุ 11 สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ความจริงตัวเพิ่มมันอาจอยู่ที่เด็กมหาลัยอายุ 18 ปีขึ้นไป หรือพวกที่เรียนจบทำงานแล้ว อายุ 22-24 ซึ่งไม่ควรเรียกว่าเยาวชน เพราะเขาบรรลุนิติภาวะทำมาหากินเองได้แล้ว

จำได้ไหมครับว่าเมื่อปลายปีที่แล้ว เคยมี “แหล่งข่าวกรมควบคุมโรค” ออกมาให้ข่าวโดยไม่ระบุชื่อว่า  “สำนักระบาดวิทยาได้สำรวจพฤติกรรมสุขภาพในนักเรียน พบผลสุดอึ้ง เด็กหญิง ม.2 สูบบุหรี่เกือบ 80% ส่วนเพศชายพกอาวุธถึง 23.7% ขณะที่ นร.อาชีวะชายนิยมกัญชา”

เนื้อข่าวบอกว่า สำนักระบาดวิทยาได้สำรวจพฤติกรรมสุขภาพในนักเรียนด้วยคอมพิวเตอร์มือถือ ปี 2552 จำนวน 51,110 คน ในกลุ่มนักเรียนอาชีวศึกษาปีที่ 2 นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนใน 24 จังหวัดทั่วประเทศ พบว่านักเรียนที่มีประสบการณ์ใช้สารเสพติดประเภทกัญชา เป็น นร.อาชีวศึกษาชั้นปีที่ 2 เพศชาย มีอยู่ร้อยละ 23.6 ส่วน นร.ชั้น ม.5 เพศชาย มีอัตราการใช้กัญชาอยู่ที่ร้อยละ 13.7 ขณะที่ นร.ชั้น ม.2 ชาย พบใช้สารเสพติดประเภทกระท่อมมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 5.4 ส่วนพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ส่วนมากเป็น นร.อาชีวศึกษาชั้นปีที่ 2 เพศชาย สูบทุกวันร้อยละ 57.2 เพศหญิงสูบร้อยละ 23.2 ขณะที่ นร.ชั้น ม.5 เพศชายพบร้อยละ 41.4 ทั้งนี้ ยังมีรายงานจำนวนผู้สูบบุหรี่ที่สูบเป็นบางวันพบใน นร.ชั้น ม.2 เพศหญิงมากที่สุด พบถึงร้อยละ 78.8 รองลงมาเป็น นร.ชั้น ม.5 เพศหญิงร้อยละ 61.8

สำหรับการแสดงความรุนแรง พบว่า ในรอบ 12 เดือนเคยพกอาวุธ นร.อาชีวศึกษาชั้นปีที่ 2 เพศชายร้อยละ 32.9 นร.ชั้น ม.5 เพศชายร้อยละ 24 นร.ชั้น ม.2 ชายร้อยละ 23.7 นร.อาชีวศึกษาชั้นปีที่ 2 หญิงร้อยละ 11.7

โห อะไรมันจะขนาดนั้น ถ้าผลสำรวจนี้เป็นจริง ประเทศชาติพินาศฉิบหายแน่นอน ตัวเลขเยาวชนสูบบุหรี่คงไม่ใช่แค่ 1.7 ล้านคน

สามัญชนคนธรรมดาลองเอาหัวแม่เท้าตรองดูก็ได้ ไม่ต้องใช้สมอง ไม่ต้องใช้สามัญสำนึก ว่าข่าวนี้เชื่อถือได้หรือเปล่า แต่สื่อไทยไม่ใช้กระทั่งหัวแม่เท้า พากันพาดหัวว่า “อึ้ง! เด็กหญิง ม.2 สูบบุหรี่เกือบ 80%”

นี่มัน “ข่าวเต้า” ชัดๆ แต่ แหล่งข่าว ในกรมควบคุมโรคปล่อยออกมาโดยไม่รับผิดชอบ สื่อก็ตีข่าวโดยไม่รับผิดชอบ เพราะคิดว่ามันจะเป็นผลดีต่อศีลธรรมต่อการเข้มงวดพฤติกรรมเด็ก

ฉะนั้นคำถามก็คือ ตัวเลขคนสูบบุหรี่ ตัวเลขเพิ่มลดของกระทรวงสาธารณสุข และ สสส.เอามาจากไหน เอามาจากบริษัทบุหรี่หรือครับ หรือเอายอดขายบุหรี่มาคำนวณเอง แล้วคนสูบยาเส้นล่ะ ไม่รู้หรือว่าตั้งแต่ขึ้นราคาบุหรี่มาหลายรอบเนี่ย บุหรี่มวนเองทั้งแบบใช้เครื่องมวนใช้มือมวน ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

ที่แน่ๆ คือ สสส.ซึ่งมีรายได้จากส่วนแบ่งจากภาษีเหล้าบุหรี่ 2% ตระเตรียมจะขยับขยายสำนักงานไปแถวๆ คลองเตย จากเดิมที่คิดว่าจะตั้งสำนักงานชั่วคราว คนไทยส่วนใหญ่เลิกเหล้าบุหรี่เมื่อไหร่ก็ยุบ สสส.เมื่อนั้น ฉะนั้น ซตพ.เหล้าบุหรี่จะอยู่ยั้งยืนยงไปชั่วกัลปาวสาน

ตรงนี้ขอนอกเรื่องสักนิดนะครับว่า สสส.คือองค์กรแรกที่ไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ NGO (แล้วเป็นตัวอะไรหว่า) ซึ่งมีงบประมาณแน่นอน โดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐบาลและรัฐสภา จากนั้นก็มีองค์กรประเภทนี้ตามมาเป็นพรวนอย่างที่เขียนไว้แล้ว ได้แก่ TPBS, สสค.หรือ สสส.การศึกษา, กองทุนสื่อสร้างสรรค์ ซึ่งมีเค้กเป็นของตัวเองจากส่วนแบ่งภาษีบาป หรือภาษีโทรคมนาคมที่ กทช.เก็บมา

กสทช.ที่กำลังยุ่งเหยิง ฟ้องร้องนัวเนียเรื่องการสรรหาก็เหมือนกัน องค์กรนี้จะมีรายได้ 2% จากภาษีโทรคมนาคม เป็นเค้กก้อนใหญ่ที่สุด มากกว่า สสส.หลายเติบ ฉะนั้นอย่าแปลกใจที่ใครๆ ก็แย่งกันเป็น

ล่าสุดยังจะมีองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคอีกนะครับ ซึ่งกฎหมายกำหนดไว้ว่ารัฐบาลต้องอุดหนุนงบตามรายหัวประชากร ไม่น้อยกว่า 5 บาทต่อคน (60 ล้านคนก็ 300 ล้านบาท-องค์กรนี้ถ้าตั้งขึ้นมาแล้วคุณสารี อ๋องสมหวัง ไม่ได้เป็นเลขาธิการละก็ น้ำท่วมฟ้าปลากินดาว)

ผมไม่ได้ติดใจ 300 ล้านหรือ 600 ล้าน แต่นี่คือวิธีกำหนดงบประมาณแบบมัดมือชกโดยมี สสส.เป็นต้นแบบ ซึ่งนอกจากไม่เป็นไปตามระบอบรัฐสภาแล้วยังผิดวินัยการเงินการคลัง นักข่าวเศรษฐกิจรุ่นเก่าเคยเล่าให้ผมฟังว่า สมัยที่เสนอตั้ง สสส.ในรัฐบาลชวน ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ รมว.คลังขณะนั้นไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าผิดวินัยการเงินการคลัง แต่ตัวตั้งตัวดีผลักดันชงเรื่องให้นายชวนคือพิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งได้รางวัลจากองค์การอนามัยโลกในวันงดสูบบุหรี่โลกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (และเป็น 1 ใน 35 อรหันต์กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 50)

แนวรบด้านตะวันตก
เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

หลังจากผมจัดหนักให้ สสส.ไปครั้งที่แล้ว ก็มีผู้บริหาร สสส.นัดคุย ซึ่งผมไม่ได้ปิดบัง ได้เล่าให้หลายๆ คนฟังแต่ยังไม่มีโอกาสเขียนถึง บางคนอาจเข้าใจว่าผมไปนัดเจอ สสส.แล้วเงียบจ้อย ถูกปิดปาก เปล่าหรอกครับ ก็ผมเสนอความเห็นไปหมดแล้ว พูดกันตรงๆ แล้ว ก็ต้องให้โอกาสเขาปรับตัว เพียงแต่ดูๆ มา 2-3 เดือน ยังไม่เห็นมีการปรับตัวซักเท่าไหร่

บอกก่อนว่า บรรยากาศการพูดคุยกับผู้บริหาร สสส.ระดับ ผอ.สำนัก เป็นไปด้วยดี เข้าใจกันดี ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล สิ่งที่ผมเสนอ สรุปสำคัญๆ คือผมไม่อยากเห็นโฆษณาแฝง ที่มาในรูปบทความ สกู๊ป หรือข่าวพีอาร์ ผู้บริหารรายนี้ก็บอกว่าเห็นด้วยกับผม และพยายามจะไม่ให้มีการทำอย่างนั้น แต่ที่เห็นๆ กันอยู่ ไม่ใช่งบประมาณจากสำนักที่ดูเรื่องสื่อโดยตรง บางครั้งก็เป็นฝีมือเอเยนซีที่รับงานไปโปรโมท ข้อนี้ยินดีรับไปนำเสนอในองค์กร

อีกประเด็นที่ถกกัน ก็คือเรื่องให้ทุนสนับสนุนองค์กรต่างๆ ซึ่งมักจะเวียนเทียนอยู่ในองค์กรหน้าเดิม ในเครือข่ายลัทธิประเวศ ผู้บริหารรายนี้ชี้แจงว่า แนวทางการทำงานของ สสส.คือจะให้ทุนกับองค์กรที่ทำงานด้านนั้นอยู่แล้วและมีผลงานประจักษ์ สสส.ไม่ได้เปิด TOR ให้ทุกองค์กรเสนอโปรเจกท์เข้ามาแล้วถึงอนุมัติ แต่ สสส.เลือกจากองค์กรที่พิสูจน์ตัวเองแล้ว ซึ่งมันก็มักจะไปลงเอยที่องค์กรเครือข่ายหมอประเวศ แต่ไม่ใช่เลือกเพราะความเป็นเครือข่ายหมอประเวศ

โอเค มีเหตุผล แต่เห็นต่าง เพราะผมคิดว่าแนวทางการทำงานของ สสส.แบบนี้เป็นปัญหา เป็นมาแล้ว และจะเป็นต่อไป ขอสงวนสิทธิที่จะต้องวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นกรณีๆ แต่ที่ผมขอทักท้วงไว้เบื้องต้นคือ สสส.ควรกลั่นกรองบุคคลที่รับโครงการ อย่างน้อยต้องมือสะอาด ผมยกตัวอย่างที่พูดในวงกว้างไม่ได้ ว่ามันมีบางโครงการที่คนรับไป มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส

ผอ.สำนักรายนี้ยินดีรับฟัง แต่ผมเข้าใจว่าคงทำอะไรไม่ได้มากนัก

ประเด็นสำคัญคือผมบอกว่า การที่หมอประเวศแกโดดลงมาอุ้มรัฐบาลอภิสิทธิ์หลังพฤษภาอำมหิต ด้วยข้อเสนอ “ปฏิรูปประเทศไทย” นั้นมันสร้างความขัดแย้ง และมีคนไม่เห็นด้วยมากมาย แต่คนไม่เห็นด้วยแทบไม่มีช่องทางแสดงความเห็น ขณะที่หมอประเวศมีเครือข่าย มีงบประมาณของคณะกรรมการปฏิรูป มีงบโฆษณาของ สสส.ให้ใช้ทั้งทางตรงทางอ้อม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ สสส.เข้าไปให้ทุนสนับสนุนสถาบันอิศรา แล้วสถาบันอิศราก็ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทยขึ้น สนอง need หมอประเวศ นำเสนอแต่ข้อมูลด้านดีๆ ของการปฏิรูป อันนี้ไม่ใช่ “ซื้อสื่อ” แล้วครับ แต่ภาพที่ออกมามันเหมือนซื้อสมาคมนักข่าวไปทั้งสมาคม

แน่นอน ตรงนี้ก็ถกกันพอสมควร แต่เอาเป็นว่าสิ่งที่ ผอ.สำนักท่านนี้ยอมรับคือ ศูนย์ข่าวปฏิรูปฯ ไม่ควรนำเสนอเฉพาะข้อมูลด้านดีของการปฏิรูป เมื่อมีคนคัดค้านก็ควรนำมาลงในเว็บไซต์ด้วย เป็นสิ่งที่เคยเสนอแล้ว แต่จะก้าวล่วงไปมากไม่ได้เพราะสถาบันอิศราก็มีอิสระของเขา

กล่าวโดยสรุปแล้ว เราสนทนาปราศรัยกันด้วยดี แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ โฆษณา สสส.เท่าที่ดูมา 2 เดือนกว่าก็ยังเหมือนเดิม บทความปฏิรูปการเมืองที่ผมรู้อยู่แก่ใจว่าเป็น เนื้อที่โฆษณา ก็ยังลงอยู่หน้าตาเฉย ข่าวพีอาร์ก็ยังแย่งเนื้อที่ข่าวแมนยูฯ แชมป์ 19 สมัยในหนังสือพิมพ์กีฬา (อุตส่าห์ซื้อตั้ง 18 บาท เป็นสารพัดข่าวพีอาร์กับโฆษณา 9 บาท)

เพียงแต่ระยะนี้ สสส.อาจจะทำตัวโลว์โปรไฟล์ลงหน่อย ไม่ใช่เขากลัวผมหรอกครับ เขาต้องระมัดระวังในช่วงเลือกตั้ง เผื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล กิจกรรมใดๆ ที่เคยออกหน้าออกตา ก็ต้องลดลงบ้าง

แต่ย้ำอีกทีว่า ผู้บริหาร สสส.ที่มาคุยกับผมมีความจริงใจ และคุยกันเข้าใจ เพียงแต่คนคนเดียวคงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนะและวิถีการทำงานของทั้งองค์กรได้ง่ายๆ (ถ้าไม่จริงใจ ก็ไม่จำเป็นต้องมาคุยกับผม ปล่อยให้เป็นเสียงนกเสียงกาก็ได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าหมอนักต่อต้านบุหรี่รายหนึ่ง ที่ส่งอีเมล์ไปทั่วตั้งข้อกังขาว่าผมมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือเปล่า)

ส่วนฝ่ายผมเอง ก็ยอมรับว่าข้อมูลบางเรื่องคลาดเคลื่อนบ้างเหมือนกัน โดยเฉพาะตัวเลขต่างๆ (ถ้าเอามารวมเล่มเมื่อไหร่จะส่งให้ สสส.ตรวจทาน-ฮา) แต่ยังยืนยันในหลักการและประเด็นสำคัญ กระนั้นก็มีบางเรื่องที่คงฟังไม่ได้ศัพท์ เช่น ผมบอกว่าข้อมูลบางเรื่อง สสส.น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว อย่างเรื่องสถาบันอิศราจัดอบรม บสส.บสก.แล้วมีพวกแพทยสภาเข้าไปด้วย กระทั่งไปจัดสัมมนากับสมาคมบริษัทยาที่รีสอร์ท กลายเป็น สสส.ให้ทุนจัดอบรมสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างนักข่าว บริษัทยา กับแพทย์พาณิชย์ เรื่องนี้ก็มีน้องในแวดวง NGO คนหนึ่ง เอาไปโพสต์ขึ้นเว็บก่อนแล้ว

ปรากฏว่าพูดกันต่อๆ ไป ใน สสส.พูดกันปากต่อปาก กลายเป็นน้องคนนี้คือแหล่งข่าวสำคัญ ตัวให้ข้อมูลใบตองแห้ง เอ้า chip หายเลย น้องผมกลายเป็นหมาหัวเน่า

แต่เนื้อหาสาระเรื่องที่เขาท้วงติงกลับไม่มีใครสนใจ แล้วเป็นไงละครับ ผมดูข่าวสถาบันอิศราล่าสุด มีการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) รุ่นที่ 3 โดยการสนับสนุนของ สสส.มีศาสตราจารย์คลินิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ เป็นประธานรุ่น

นพ.อำนาจคือนายกแพทยสภาคนล่าสุด ก่อนหน้านี้เป็นเลขาธิการแพทยสภา เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็เอา นพ.สรรธวัช อัศวเรืองชัย หัวหน้าศูนย์วิจัยพัฒนาคุณภาพความปลอดภัย รพ.จุฬาฯ มาแถลง จวกยับเครือข่ายผู้ป่วย ปล่อยข้อมูลมั่ว (ตามที่สื่อพาดหัวข่าว)

เรื่องตลกคือ นายกแพทยสภาเข้ามาอบรม บสส.รุ่นที่ 3 ในโควต้าขององค์กรพัฒนาเอกชน/เครือข่ายสุขภาวะ ซึ่งมี 6 คน อีก 5 คนได้แก่ สุทธิ มาบตาพุด อัชฌาศัย ผู้ประสานงานพันธมิตรภาคตะวันออก, เจ้าหน้าที่ สสส. สวรส. กป.อพช. และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มากันคนละโลกกับแพทยสภาเลยนะเนี่ย

บสส.รุ่น 3 มีนักข่าว 28 คน ข้าราชการ 6 อาจารย์นิเทศศาสตร์ 5 ภาคธุรกิจ 7 ได้แก่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ ปตท.ไทยออยล์ ปูนใหญ่ แบงก์กรุงเทพ ทรินิตี้พลัส ทรู และไทยนครพัฒนา (ปวดหัวตัวร้อนมีทิฟฟีแจกฟรีตลอดหลักสูตร)

ใครล่ะจะไม่อยากมาอบรมกับนักข่าว สร้างคอนเนคชั่นกับนักข่าว โดยมี สสส.เป็นสปอนเซอร์

ความเปลี่ยนแปลงที่สถาบันอิศรา
ข่าวข้างต้นผมก๊อปมาจากเว็บสถาบันอิศรานะครับ ไม่ได้มีแหล่งข่าววงในที่ไหนหรอก (ถูกปิดหมดทุกช่อง)

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันอิศรา พร้อมด้วย นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและผู้อำนวยการหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง (บสส.) รุ่นที่ 3 ให้การต้อนรับ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในโอกาสบรรยายหัวข้อ "องค์กรอิสระกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ" จัดโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งนี้มี ศาสตราจารย์คลินิก นพ.อำนาจ กุสลานันท์ ประธานรุ่น พร้อมด้วยสมาชิก ให้การต้อนรับ ณ อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อเร็วๆ นี้

ดีใจนะครับที่เชิญ อ.วรเจตน์ไปบรรยาย เท่าที่ดูข่าวเขาก็เชิญคนหลากหลายดี เชิญปริญญา เทวนฤมิตรกุล เชิญจรัญ ภักดีธนากุล เชิญ อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์

แต่ที่จะให้ดูไม่ใช่ประเด็นนี้หรอก เพราะต้องดูเปรียบเทียบอีกข่าว

การอบรมเชิงปฏิบัติการ "การสร้างวิทยากรข่าวสิทธิเด็ก"‏

ประสงค์  เลิศรัตนวิสุทธิ์ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ที่ปรึกษาสถาบันอิศรา ร่วมมอบเกียรติบัตรให้กับผู้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสร้างวิทยากรข่าวสิทธิเด็ก” จัดโดยสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับ โครงการจัดตั้งคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยการสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ณ โรงแรมเทาทอง มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี

สองข่าวนี่ขึ้นพร้อมกัน เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม เปล่า ไม่ใช่จะตั้งข้อกังขาว่าทำไม๊ มหาวิทยาลัยบูรพา ถึงมีความสัมพันธ์อันดีจังกับสมาคมนักข่าวและสถาบันอิศรา (นักวิชาการ 1 คนที่ได้ไปอบรมวิสคอนซิน ก็เป็นอาจารย์ ม.บูรพา เรื่องนี้นักข่าวเด็กๆ มันเมาท์กันแซดว่า ถ้าไม่ ม.บูรพา ก็หอการค้า ธุรกิจบัณฑิตย์ และศรีปทุม คอนเนคชั่นปึ้ก)

เอ้า นอกเรื่องอีกแล้ว ที่ผมตั้งข้อสังเกตคือ ข่าวแรกบอกว่า ประสงค์เป็นประธานกรรมการบริหารสถาบันอิศรา ชวรงค์เป็นนายกสมาคมนักข่าว และเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร บสส.ข่าวหลังบอกว่าประสงค์เป็นรักษาการผู้อำนวยการสถาบันอิศรา ชวรงค์เป็นที่ปรึกษา

ต้องย้อนอดีตก่อนว่า เดิมที ประสงค์เป็นนายกสมาคมนักข่าว พร้อมกับเป็นประธานกรรมการบริหารสถาบันอิศรา ชวรงค์เป็น ผอ.สถาบันอิศรา (รับเงินเดือนครึ่งหนึ่ง ในฐานะที่ทำงานพาร์ทไทม์ยังไม่ออกจากไทยรัฐ) แต่เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ชวรงค์ได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมนักข่าว แทนประสงค์ซึ่งครบวาระ 2 สมัย เป็นต่อไม่ได้อีก

ผมก็รอฟังมาระยะหนึ่งว่า เขาจะจัดสรรตำแหน่งกันอย่างไร เพราะชวรงค์ต้องออกจาก ผอ.สถาบันอิศรา จะควบ 2 ตำแหน่งไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อดูข่าวทั้งสองแล้ว ก็แปลว่า เขาใช้วิธีให้ประสงค์มา รักษาการ ผอ.สถาบันอิศราแทน (ไม่ทราบว่าได้เงินเดือนหรือเปล่า แต่ถ้าเป็นไปตามระบบ ก็ต้องได้ครึ่งหนึ่ง เพราะประสงค์ยังไม่ออกจากมติชน)

แต่ขณะเดียวกัน ประสงค์ก็ยังเป็นประธานกรรมการบริหารสถาบัน (แทนที่จะเป็นชวรงค์ ตามตำแหน่งนายกสมาคมนักข่าว) ส่วนชวรงค์ขอมาเป็นผู้อำนวยการหลักสูตร บสส.แทน (ซึ่งก็ได้ค่าตอบแทนตามระบบของ สสส.)

ฟังแล้วก็มึนๆ อยู่นะครับ แถมชวรงค์ยังไปเป็นประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยอีก (พร้อมกับยังเป็นประธานชมรมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2552)

แต่ก็มีเรื่องดีนะครับ เข้าใจว่าประสงค์คงจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ตั้ง TCIJ. ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง ในฐานะที่เป็นมือข่าวสืบสวนอันดับหนึ่งของเมืองไทย เป็นเรื่องดีที่ต้องสนับสนุนอย่างจริงใจ

ประสงค์เป็นนักข่าวที่เก่งมากนะครับ และมีความเป็นมืออาชีพ ถ้าพูดถึงทัศนะทางการเมือง เขาอาจจะไม่ต่างจากนักข่าวอีกมากคือถูกครอบงำด้วยความ เกลียดทักษิณ โดยเฉพาะประสงค์ซึ่งทำข่าวซุกหุ้นมากับมือ เกือบสิบปีมานี้ เขา โดน อะไรต่อมิอะไรหลายอย่าง ถูกกระทำมาเยอะ ในฐานะคนที่ทำให้อัศวินควายดำเกือบตกเก้าอี้ ฉะนั้นต่อให้ประสงค์เกลียดทักษิณเข้ากระดูกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

แต่สิ่งที่น่าชื่นชมคือ หลังรัฐประหาร ประสงค์ก็ยังทำข่าวสืบสวนต่อไปโดยไม่เลือกข้าง เช่น เขาเป็นคนจุดประเด็น ตั้งคำถามต่อ ตุลาการภิวัตน์ ในหลายๆ โดยเฉพาะกรณีที่ ปปช.เข้ามาสอบอดีตประธานศาลปกครอง อ.อักขราทร จุฬารัตน์ ถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สั่งเปลี่ยนองค์คณะในคดีคุ้มครองชั่วคราว ระงับแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

นี่เป็นข่าวสืบสวนชิ้นโบว์แดงเลยนะครับ และแสดงจุดยืนที่มั่นคงในวิชาชีพ เป็นนักข่าวก็ต้องเป็นนักข่าว เจาะข่าวโดยไม่เลือกข้าง ไม่เห็นแก่หน้าใคร

ถ้านักข่าวทุกคนเป็นมืออาชีพอย่างประสงค์ วงการสื่อก็คงไม่เสื่อมสิ้นเครดิตศักดิ์ศรีถึงเพียงนี้

ส่วนตัวผมจึงมองว่า ถ้าประสงค์เป็น ผอ.สถาบันอิศราไปซะเลย โดยไม่ต้องรักษาการ ก็จะเป็นเรื่องดียิ่ง ถึงแม้ประสงค์ยังไม่อยากออกจากมติชน (เพราะมีสิทธิรอบำเหน็จตามระเบียบว่าด้วยการเกษีณอายุ) ก็สามารถทำงานพาร์ทไทม์รับเงินเดือน ผอ.สถาบันครึ่งหนึ่งไปเรื่อยๆ (เนื่องจากเท่าที่ระแคะระคาย หลังการแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่ในมติชนปลายปีที่แล้ว จนทำข่าวเอียงกะเท่เร่ไปอีกข้าง ประสงค์ก็ถูกลดบทบาท ลูกน้องในทีมข่าวซุกหุ้นบางคน ตอนนี้ก็ลาออกมาทำงานให้สถาบันอิศรา)

ระเบียบว่าด้วยการเกษียณอายุของบริษัทมติชน คือพนักงานอายุครบ 60 มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จเป็นเงินเดือนคูณจำนวนปีที่ทำงาน อายุ 55 ก็ขอเกษียณก่อนกำหนดได้ โดยคิดจำนวนปีบวกเพิ่มให้อีก 5 ปี มติชนเคยจะยกเลิกระเบียบนี้เมื่อเดือนมกราคม แล้วถูก มือมืด เอามาเขียนประจานลงประชาไท จนขายขี้หน้าประชาชี ต้องยอมกลืนเลือดกลับไปจ่ายบำหน็จตามเดิม คงจำกันได้นะครับ

เล่านอกเรื่องอีกหน่อย พรรคพวกในมติชนเขาเล่าว่า เสี่ยช้าง ขรรค์ชัย บุนปาน แกอ่านที่ มือมืด เขียนลงประชาไทแล้วหัวร่อก๊าก ฝากบอกคนเขียนว่า ทีหน้าทีหลังถ้าไม่อยากให้ใครรู้ ก็เปลี่ยนสำนวนและสไตล์การเขียนเสียบ้าง แต่นี่อ่านแล้วแกรู้ทันทีว่าใคร เพราะสำนวนภาษาติดอยู่ที่หน้าผาก

สรุปว่าอุตส่าห์ต่อสู้กันมาถึงเพียงนี้ ประสงค์ก็ต้องรอจนอายุ 55 เพื่อรับเงินบำเหน็จที่ (คาดกันว่า) ปาเข้าไปร่วมสองล้าน ซึ่งผมชูจักกะแร้เชียร์เต็มที่ เป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ ขนหน้าแข้งเสี่ยช้างไม่ร่วงหรอก (ถ้าไทยโพสต์มีบำเหน็จแบบนี้ จ้างให้ผมก็ไม่ลาออก)

กรรมการปฏิรูปกฎหมาย
แต่อย่างว่า แม้แต่องค์ปฏิมายังถูกกาเลเทน้ำ ประสงค์ก็กำลังโดนพวกเด็กๆ นักข่าวปากหอยปากปูนินทา 

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจำนวน 11 ราย โดยนายกรัฐมนตรีรับสนองพระบรมราชโองการ มี อ.คณิต ณ นคร เป็นประธาน อดีตกรรมการสิทธิฯ สุนี ไชยรส เป็นรองประธาน กรรมการก็มีคนคุ้นเคยเช่น ไพโรจน์ พลเพชร, สมชาย หอมลออ, อ.เสาวณีย์ อัศวโรจน์ อ.บรรเจิด สิงคะเนติ อดีต คตส.ทั้งคู่

แล้วก็มีประสงค์เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเป็นองค์กรอิสระ ตั้งขึ้นตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 81 วรรค 3 มีสำนักงานของตัวเอง มีเลขาธิการเป็นข้าราชการประจำ คณะกรรมการ 11 คนมีวาระ 4 ปี ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ เพียงแต่กรรมการมี 2 ประเภทคือ กรรมการเต็มเวลา 6 คน ทำงานถาวร ไม่ประกอบอาชีพอื่นที่ได้ค่าตอบแทน กับกรรมการไม่เต็มเวลา มาในคราวที่มีการประชุมหรือว่างเว้นจากงานประจำ

แน่นอน ประสงค์เป็นกรรมการพาร์ทไทม์ (อีกแหละ) โดยกรรมการเต็มเวลาได้แก่ อ.คณิต (ซึ่งต้องลาออกจากคณบดีนิติศาสตร์ ธุรกิจบัณฑิตย์ แต่ยังเป็นประธาน คอป.ได้เพราะไม่ขัดข้อห้าม) เจ๊สุนี, อ.เสาวณีย์, สมชาย, ไพโรจน์ และสุขุมพงศ์ โง่นคำ อดีตมือกฎหมายพรรคพลังประชาชน (ฟังแล้วก็ยังงงๆ ว่าสมชายกับไพโรจน์ต้องลาออกจากงานองค์กรสิทธิมนุษยชนหรือเปล่า เพราะถึงจะเป็นงาน NGO แต่ก็ได้ค่าตอบแทนนะครับ)

ส่วนกรรมการพาร์ทไทม์อีก 4 คนได้แก่ อ.บรรเจิด, อ.วิระดา สมสวัสดิ์, ชัยสิทธิ์ สุขสมบูรณ์ อดีตประธานสหภาพแรงงานแบงก์กรุงเทพ และ อ.กำชัย จงจักรพันธ์ อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ (มือขวานริศ ชัยสูตร ตอนจะย้ายธรรมศาสตร์ ผมเคยไปสัมภาษณ์ นริศให้กำชัยมาพรีเซนส์แทน พรีเซนส์เก่ง สมเป็นนักกฎหมายธุรกิจการลงทุน ไม่น่าเป็นอาจารย์เล้ย)

คณะกรรมการชุดนี้เพิ่งสรรหาขึ้นมาเป็นชุดแรก โดยปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นกรรมการสรรหา ก่อนหน้านี้มีคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นชั่วคราว ก็มี อ.คณิตเจ้าเก่าเป็นประธาน แล้วก็มีตัวเจ็บๆ เช่น หมอชูชัย ศุภวงศ์, ปรีดา เตียสุวรรณ์ แพรนด้าจิวเวลรี นายทุนพันธมิตร (พ่อทูนหัวสุริยะใส), วิษณุ เครืองาม, สุรพล นิติไกรพจน์, สมชาย หอมลออ, สมหมาย ปาริจฉัตถ์ (มติชนอีกแหละ),อ.อมรา พงศาพิชญ์ และรสนา โตสิตระกูล สองรายหลังลาออกไปเมื่อได้เป็นประธานกรรมการสิทธิฯ และได้รับเลือกเป็นวุฒิสมาชิก

องค์ประกอบของคณะกรรมการ (ซึ่งเจ๊สดอยากเป็นแต่ไม่ได้เป็น) ดูพิกลๆ อยู่ คือเหมือนมาจากเครือข่ายภาคประชาชน แต่ค่อนไปทางสีเหลือง กระนั้นก็ดันมีสุขุมพงศ์ โง่นคำ ซึ่งอยู่ในบ้านเลขที่ 109 (แต่เปิดประวัติดูจะไม่แปลกใจ สุขุมพงศ์เคยเป็นเลขาฯ วิษณุ เครืองาม)

อย่างไรก็ดี ในส่วนของประสงค์ เท่าที่เว็บไซต์คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แสดงประวัติและวิสัยทัศน์เอาไว้ ถือว่ายอดเยี่ยมมากเลยครับ เพราะเขาบอกว่า

“ในปัจจุบันควรมุ่งเน้นการปฏิรูปกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่ก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งในสังคม ซึ่งได้แก่ความไม่เป็นประชาธิปไตย ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมด้านต่างๆ ดังนี้

1.ความไม่เป็นประชาธิปไตยซึ่งเห็นได้ชัดในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ในหลายบทบัญญัติ เช่น การสรรหาสมาชิกวุฒิสภา การให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเป็นผู้แต่งตั้งผู้ไต่สวนอิสระ การกำหนดให้สถาบันตุลาการเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการสรรหาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ ฯลฯ”

นับเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน อย่างยากจะหาในบรรดาสื่อ ไม่ใช่แบบหยุ่น หย่อง ที่หลับหูหลับตาเชียร์ตุลาการภิวัตน์และรัฐธรรมนูญ 50 ตะพึดตะพือ

ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าประสงค์มีคุณค่ามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มากกว่ากรรมการอีกหลายๆ คนด้วยซ้ำ

แต่ปัญหาคือไอ้พวกเด็กๆ นักข่าวมันไม่คิดอย่างผมสิครับ มันมองต่างมุมว่า พี่เก๊ะ เล่นควบ 3 ตำแหน่ง ทั้งยังทำงานที่มติชน ทั้งรักษาการ ผอ.สถาบันอิศรา (และเป็นประธานกรรมการบริหารสถาบันอิศรา) แล้วยังมาเป็นกรรมการปฏิรูปกฎหมายพาร์ทไทม์อีก

“เขาควรได้รับการยกย่อง... หรือควรได้รับข้อเสนอว่า... จะเอาอะไรก็สักอย่าง-อย่าพึงได้อภิสิทธิ์ทับซ้อน เพื่อการที่ยกย่องตัวเองบนผลประโยชน์ส่วนบุคคล”

เด็กๆ นักข่าวมันโพสต์ข้อความกันทันทีในทวิตเตอร์ที่สื่อสารกันเฉพาะนักข่าว

ไอ้เด็กเปรตพวกนี้มันร้ายนะครับ มันไปทำข่าว ซีฟ สืบสวนสอบสวนจนรู้ว่า กรรมการปฏิรูปกฎหมายเนี่ย ถ้าทำงานเต็มเวลาได้เงินเดือน 64,000 บาท มีค่าเดินทาง มีบำเหน็จ ส่วนกรรมการไม่เต็มเวลา กรมบัญชีกลางให้ใช้คำว่า เงินค่าตอบแทนรายเดือน เดือนละ 42,500 บาท มีค่าเดินทาง แต่ไม่มีบำเหน็จ

มันยังตั้งคำถามกันว่า แบบนี้ ขัดกับประกาศว่าด้วยการปฏิบัติตนของผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ ของสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ข้อ 2(3) หรือเปล่า ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์ไม่ควรเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาในหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับสายงานข่าวที่ตนรับผิดชอบ

แต่ที่เปรียบเทียบกันได้คล้ายคลึงที่สุด ก็คือตอนที่นักข่าวฮือค้าน ภัทระ คำพิทักษ์ นายกสมาคมนักข่าวฯ เข้าไปเป็น สนช.จนท้ายที่สุด โม่ง ต้องลาออกจากนายกสมาคม (แต่ก็ยังเป็น บก.ข่าวโพสต์ทูเดย์)

ผมแย้งว่า เฮ้ย มันไม่เหมือนกันนะ กรณีนั้น 3 นายกสมาคมสื่อ (รวมสมชาย แสวงการ และเจ๊หยัด) เข้าไปร่วมหอลงโลงกับเผด็จการรัฐประหาร ซึ่งมันขัดต่ออุดมการณ์สื่อ ที่ต้องเชิดชูสิทธิเสรีภาพ

แต่เด็กพวกนี้มันบอกว่า ถ้า พี่เก๊ะ ทำได้ ต่อไปคนอื่นๆ ก็จะเอาอย่าง การทำงานสมาคม หรือองค์กรสื่อ จะกลายเป็นบันไดไปสู่การมีตำแหน่ง เป็นกรรมการนั่นกรรมการนี่ เป็นที่ปรึกษา ฯลฯ ผูกพันทับซ้อนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่การทำงานเพื่อปกป้องสิทธิสื่อ หรือดูแลช่วยเหลือสวัสดิการของพวกน้องๆ อีกต่อไป

ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรละครับ ส่วนตัวผมยังอยากเห็นประสงค์ทำข่าวสืบสวนสอบสวนให้มติชน อยากเห็นประสงค์เป็น ผอ.สถาบันอิศรา อยากเห็นประสงค์เข้าไปเสนอแนวคิดปฏิรูปกฎหมาย แต่ผมก็ชักวิตกกังวลว่าถ้าประสงค์ยังควบ 3 ตำแหน่งอยู่แบบนี้ แรงกดดันมันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเสียงซุบซิบนินทาที่มาเข้าหูผมอยู่ตอนนี้ไง

ท้ายที่สุด เรื่องนี้จะจบลงยังไง ...ไม่ทราบสิครับ เพราะผมไม่มีข้อเรียกร้อง ได้แต่นำเสนอปัญหาตามที่ได้ยินได้ฟังมา ประสงค์จะตัดสินใจอย่างไรก็เป็นเรื่องของประสงค์ ถ้าเห็นว่ายังควบ 3 ตำแหน่งได้ สามารถชี้แจงน้องๆ ได้ ผมก็ไม่ว่ากระไร ไม่มีส่วนได้เสีย เห็นดีด้วยซ้ำ แต่ถ้าเห็นว่าควบไม่ไหว ก็แล้วแต่จะตัดสินใจเลือกอย่างไร (ซึ่งก็น่าเสียดายไปเสียทุกทาง)

ผมเองก็กระอักกระอ่วนอยู่เหมือนกันที่ต้องนำเสนอ เพราะบอกแล้วว่าส่วนตัวผมชื่นชมประสงค์ (ถ้าเป็นคนอื่นเรอะ...เจ็บสาหัส) เพียงแต่นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แม้ออกจะเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล แต่มันเกี่ยวกับองค์กรสื่อ จึงจำใจต้องพูด พูดเพื่อให้ประสงค์ได้ทำหน้าที่ต่อไปอย่างเต็มที่

พูดแล้วจบนะครับ จะไม่พูดอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องเคลียร์กันในวงการสื่อ ไม่ใช่เรื่องของผมคนเดียว เพราะบอกแล้วว่าผมไม่ติดใจ

ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องส่งจดหมายเปิดผนึกมาชี้แจงใบตองแห้งนะครับ

 

                                                                        ใบตองแห้ง                                                                                                                                                      4 มิ.ย.54

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

รายงานจากสหประชาชาติระบุ "การตัด/บล็อคเน็ตเป็นการละเมิดสิทธิพลเมือง"

Posted: 04 Jun 2011 09:32 AM PDT

รายงานเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตฉบับล่าสุดที่ออกโดยหน่วยงานของสหประชาชาติ เตือนการปิดกั้นเน็ตของรัฐบาลทั่วโลกว่ากระทบต่อพัฒนาการของประชาธิปไตย

เว็บไซต์ Blognone รายงานว่า วานนี้ (3 มิ.ย.54) แฟรง ลา รู (Frank La Rue) ผู้ตรวจการพิเศษสหประชาชาติด้านเสรีภาพการแสดงออก นำเสนอรายงานว่าด้วยการสนับสนุนและปกป้องเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการแสดงออก ต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยรายงานนี้ใช้เวลาเก็บข้อมูลในประเทศต่างๆ เป็นเวลา 1 ปี (มี.ค. 2553 - มี.ค. 2554) (ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม PDF)

ใจความหลักของรายงานฉบับนี้บอกว่าอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงความเห็น (freedom of expression) ตามที่กำหนดไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่สมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติให้การรับรอง (ประเทศไทยลงนามและให้สัตยาบันด้วย)

รายงานฉบับนี้บอกว่าการดำเนินงานด้านอินเทอร์เน็ตในหลายๆ ประเทศได้ปิดกั้นอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีกฎหมายรองรับ หรือใช้กฎหมายที่คลุมเครือ และการแสดงออกทางการเมืองที่สหประชาชาติให้การรับรอง กลับเป็นอาชญากรรมในหลายประเทศ ดังจะเห็นได้จากปี 2010 มีบล็อกเกอร์ถูกคุมขังกว่า 100 รายทั่วโลก

เนื้อหาในรายงานกล่าวถึงการปิดกั้นเน็ตในหลายๆ ประเทศ ซึ่งรวมไปถึงประเทศพัฒนาแล้วอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษที่มีกฎหมายต่อต้านการละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ตที่รุนแรงด้วย ในรายงานยังกล่าวถึง พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์ฯ 2550 ของประเทศไทย ที่ขยายฐานความผิดให้ครอบคลุม "ตัวกลาง" (หมายถึงพวกโฮสติ้งหรือไอเอสพี)

In Thailand, the 2007 Computer Crimes Act imposes liability upon intermediaries that transmit or host third-party content and content authors themselves. This law has been used to prosecute individuals providing online platforms, some of which are summarized in the first addendum.

ข้อสรุปของรายงานฉบับนี้คือเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตให้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ยกเว้นข้อยกเว้นบางอย่างที่กำหนดไว้ในกฎหมายนานาชาติ (เช่น ภาพอนาจารเด็ก การหมิ่นประมาท) เท่านั้น

 

 

ที่มา: http://www.blognone.com/news/24117

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

รบ.ซีเรียตัดเน็ตหลังผู้ชุมนุมประท้วงกว่า 50,000 คน

Posted: 04 Jun 2011 07:33 AM PDT

เว็บไซต์ blognone รายงานว่า ตั้งแต่เวลาประมาณ 6.35 น ตามเวลาท้องถิ่นของวันศุกร์ (3 มิ.ย.54) รัฐบาลซีเรียตัดสินใจตัดอินเทอร์เน็ตทั้งประเทศ หลังมีประชาชนจำนวน 50,000 คนออกมาประท้วงตามท้องถนน

โดยอินเทอร์เน็ตของซีเรียถูกตัดไป 2 ใน 3 ของประเทศ ส่วนเราเตอร์หลักของซีเรียจำนวน 49 จาก 50 ตัวก็หายไปจาก routing table ทั่วโลก อย่างไรก็ตามยังมีเว็บไซต์ของรัฐบาลบางแห่งที่ยังเข้าได้จากนอกประเทศ

ทั้งนี้ อินเทอร์เน็ตของซีเรียเกือบทั้งหมดให้บริการโดยรัฐวิสาหกิจ SyriaTel ไม่ว่าจะเป็นการต่อแบบ dial-up, DSL หรือ 3G

ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่ารัฐบาลซีเรียได้บล็อคเว็บไซต์เฟซบุ๊กอย่างเงียบๆ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2553 รวมถึงมีการสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมเพื่อดักข้อมูลสำคัญของผู้ใช้อย่างรหัสผ่านด้วย

 

ที่มา: http://www.blognone.com/news/24115

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

Fwd Mail ที่ทรราชมุ่งทำลายระบอบประชาธิปไตย

Posted: 04 Jun 2011 06:20 AM PDT

           

เมื่อค่ำวันที่ 4 มิถุนายน 2554 ผมได้รับ Forward Mail จากหลานรักซึ่งเป็นนักศึกษาคนหนึ่ง เกี่ยวกับว่าพระเจ้ามอบนักการเมืองเลวไว้ให้ประเทศไทย เพราะกลัวประเทศไทยจะเจริญเกินหน้าประเทศอื่น ผมได้รับ Mail นี้มาหลายครั้งแล้ว เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้รับ ผมยอมรับว่าครั้งแรกก็เห็นจริงตามนั้น หลายคนคงรู้สึกประทับใจจน Forward ต่อ ๆ ไป

           
แต่ผมเมื่อได้อ่านหลายครั้งเข้า ผมจึงนึกได้ว่า นี่เป็นกลยุทธ์สุดแยบยลของทรราชไทย ที่มุ่ง Discredit นักการเมือง มุ่งบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย และหวังสถาปนารัฐไทยแบบรามคำแหงหรือ "พ่อปกครองลูก" ที่เป็นดั่งนิยายปรัมปราที่ไม่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าที่ใดในโลกในยุคสมัยปัจจุบันนี้แล้วต่างหาก นี่เป็นภัยร้ายแท้ ๆ ที่จะกัดกร่อนระบอบประชาธิปไตยโดยแท้
 
Forward Mail ทรราชฉบับนี้
           
ต่อไปนี้เป็น Forward Mail ดังกล่าว:
           
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อครั้งที่พระเจ้าสร้างโลก พระองค์มีถุงหนังใบใหญ่เอาไว้ใส่ ของวิเศษต่างๆมากมาย พระองค์เริ่มต้นด้วยการ สร้างมหาสมุทร ทั้ง 7 โดยหลักของการวางของวิเศษ พระองค์จะต้องวางทั้งของดีและของไม่ดี คู่กันไป เพื่อไม่ให้ประเทศหนึ่งประเทศใดสมบูรณ์ไปกว่าประเทศอื่นๆ
           
ทรงเอาเทือกเขาร็อกกี้ น้ำตกไนแองการ่า วางไว้ให้อเมริกา แล้วก็เอาทะเลทรายอริโซน่า กับพายุทอนาโดวางไว้ด้วย เอาป่าอเมซอน วางไว้ให้บราซิล ทรงเอาไข้ป่า วางไว้ให้ด้วย เอาขั้วแม่เหล็กโลก วางไว้ให้แคนาดา แต่ก็ทรงเอาความหนาวเย็นวางไว้ให้ เอาเทือกเขาหิมาลัยให้ธิเบตกับเนปาล เพื่อเป็นปราการกั้นข้าศึก แต่ก็เอาความเบาบางของอากาศ และความแห้งแล้งไว้ให้ ทุกประเทศจะได้ของคู่กันแบบนี้ ทั้งหมด .....จึงไม่มีประเทศใดน้อยหน้ากว่ากัน
           
คราวนี้ พระองค์ทรงลืมประเทศ รูปขวานเล็กๆ ทางแหลมอินโดจีน ทรงสะพายถุงวิเศษ แล้วก้าวข้ามเขาหิมาลัยไป แต่ด้วยความที่เขาสูงชันมาก เทือกเขาได้เกี่ยวถุงของพระเจ้าขาด ข้าวของที่ดีๆ ที่เตรียมเอาไว้ให้ประเทศอื่นๆ เช่น ชายหาดสวยๆ ผืนดินอุดมสมบูรณ์ ศิลปะวัฒนธรรมดีๆ อาหารอร่อยที่สุดในโลก ดอกไม้ ผลไม้ ชายทะเล ก็เทไปกองรวมกันที่ประเทศไทยหมด
           
ว้า !! แย่แล้ว พระเจ้า ทรงคิดว่า ประเทศนี้ ท่าทางต้องเจริญกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมดแน่นอน พระเจ้าทรงมองหาภัยธรรมชาติที่จะมาถ่วงดุล แต่สายเสียแล้ว พระองค์ทรงเอาภูเขาไฟ กับแผ่นดินไหว ให้ญี่ปุ่นไปแล้ว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ ประเทศอื่นๆ จะมาฟ้องร้องพระองค์ได้ว่า พระองค์ไม่ยุติธรรม
           
จะมีภัยธรรมชาติอันใดหนอที่ จะทำให้ประเทศไทยไม่เจริญกว่า ประเทศอื่นๆได้ เมื่อทรงคิดได้ เพื่อเป็นการป้องกัน ประเทศอันสมบูรณ์ที่สุดในโลกนี้ไม่ให้เจริญล้ำไปกว่า ที่อื่นๆ พระองค์ก็เลยสร้างนักการเมืองไทยขึ้นมา ถ้ามีนักการเมืองไทยอยู่ล่ะก็ ต่อให้สมบูรณ์แค่ไหน ไทยก็ไม่มีวันเจริญ
 
ความเท็จของ Forward Mail ฉบับนี้
           
ที่ทรราชแฝงผู้หวังบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยเขียนไว้นี้เป็นเท็จ ที่บอกว่าพระเจ้าให้แต่ละประเทศมีทั้งของดีและไม่ดี จะได้ ไม่มีประเทศใดน้อยหน้ากว่ากันแต่ความเป็นจริง สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ฯลฯ ล้วนเจริญกว่าประเทศอย่างอินเดีย หรือเนปาล ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า เฉพาะที่เขียน Forward Mail เขียนแค่นี้ ก็มั่วอย่างชัดเจนแล้ว
           
ประเด็นสำคัญที่ Forward Mail ฉบับนี้มุ่งโจมตีก็คือ นักการเมืองไทยว่า (ส่วนมาก) เป็นคนเลวไม่น่าเชื่อถือ ถ้าเราเชื่อว่านักการเมืองเลว เราก็จะพลอยเชื่อเลยเถิดต่อไปว่า คนที่เลือกคนเลวเข้ามาก็คือ คนไร้คุณภาพ ท้ายสุดประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ก็เลว เชื่อถือไม่ได้เช่นกัน และเมื่อกัดกร่อนระบอบประชาธิปไตยจนพังทลาย ใส่ไคล้นักการเมืองจนหมดความน่าเชื่อถือ โอกาสต่อไปก็คงจะบอกว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนใช้ไม่ได้ และเสนอ พระเอกขี่ม้าขาว หรือคนดีเลิศประเสริฐศรีที่สวรรค์ส่งมาโปรด เพื่อมาบันดาลความเจริญงอกงามแก่ประเทศไทย ผมเชื่อว่านี่คือแผนชั่วร้ายที่ดำเนินการมาอย่างแยบยลยาวนานของทรราชแฝงในขณะนี้
 
นักการเมืองหรือใครเลว?
           
เราเห็นภาพนักการเมืองไทยทะเลาะเบาะแว้งกัน ชกต่อยกัน เราจะรู้สึกว่าพวกนี้ทำไมเลวจังเลย แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าในรัฐสภาญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ รัสเซีย อิตาลี ฯลฯ เขาตีกันยิ่งกว่าไทยหลายเท่าตัว มีตั้งแต่ยกพวกตะลุมบอน จับคู่ตีกันชุลมุน สภาพยิ่งกว่าชาวบ้านร้านตลาดในสายตาของผู้ดีไทยเสียอีก พวกเราไม่แปลกใจบ้างหรือ ทำไมนักการเมืองเขายิ่งตีกัน ประเทศชาติของพวกเขาจึงยิ่งเจริญ นี่แสดงว่านักการเมืองตีกัน กับความเจริญของประเทศ ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยแต่อย่างใด
           
เราเห็นข่าวการโกงกินในหมู่นักการเมือง เราก็คิดว่านักการเมืองเลวชาตินัก แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ในประวัติศาสตร์ คนโกงแท้ ๆ กลับเป็นพวกข้าราชการติดอาวุธระดับสูง เช่น สฤษดิ์ ถนอม ประภาส เป็นต้น พวกนี้อาศัยสถานะเหนือผู้อื่นเพราะอ้างตนเป็นผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ตัวจริง จนนักการเมือง และนักธุรกิจต้องสยบยอม กลายเป็นแขนขาทำการโกงกินมาให้กับตน
           
ผมก็ไม่เคยไปเดินขบวนกับคนเสื้อแดงหรือไม่ใช่ลูกน้องทักษิณ แต่ว่ากันอย่างตรงไปตรงมาว่า หลังยุคหลังทักษิณที่พวกอดีตข้าราชการติดอาวุธปกครองนั้น การโกงกินกลับยิ่งหนักข้อกว่าเก่าเสียอีก ทุกวันนี้ที่โกงกินกันเป็นล่ำเป็นสันก็คือข้าราชการในหน่วยงานต่าง ๆ ที่สูบเลือดจากภาษีอากรของประชาชนปีละนับแสน ๆ ล้าน ไม่ใช่นักการเมืองที่มาแบบชั่วครั้งชั่วคราวแต่อย่างใด
           
การที่ประเทศไทยมีประเพณีจัดงานวันเกิดแก่ บิ๊ก ๆ กันอย่างยิ่งใหญ่ มีการตบเท้าแสดงความเคารพเป็นระยะ ๆ ก็แสดงให้เห็นว่าวงราชการไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักยุติธรรม ยังมีการปกครองกันแบบระบบเส้นสาย นี่คงเป็นสายเลือดหรือเส้นเอ็นสำคัญของกลไกการโกงกินโดยระบอบข้าราชการใหญ่โต ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีภาพลักษณ์สวยงาม เช่น ภาพลักษณ์ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ หรือภาพลักษณ์คนสะอาด เป็นต้น
 
บทสรุป
           
ผมจึงไม่อยากให้เยาวชนหรือคนในชาติถูกมอมเมาโดยพวกทรราชที่มุ่งทำลายประชาธิปไตยว่า นักการเมืองส่วนมากเลว คนส่วนใหญ่ขาดวิจารณญาณในการตัดสินใจ ประเทศชาติจะรอดก็เพราะ พระเอกขี่ม้าขาว หรืออะไรทำนองนี้ เราต้องให้โอกาสประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ประชาธิปไตย ลองผิดลองถูก ไม่ปล่อยให้พวกข้าราชการระดับสูง โดยเฉพาะพวกติดอาวุธ ทำรัฐประหาร ล้มกระดาน ระบอบประชาธิปไตยอยู่ร่ำไป จนกลายเป็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีรัฐประหารมากที่สุดในโลก
           
อย่าให้ใครมาใช้เล่ห์กลทำลายระบอบประชาธิปไตย อย่ามองแต่นักการเมือง จนปล่อยให้ระบอบข้าราชการทำนาบนหลังประชาชนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และอย่าปล่อยให้ทรราชมอมเมาและสูบเลือดเราอยู่เบื้องหลังไปชั่วนาตาปี
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 29 พ.ค. - 4 มิ.ย. 2554

Posted: 04 Jun 2011 05:56 AM PDT

ยืนยันเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้เงินสมทบมากกว่ากองทุนการออมฯ

29 พ.ค.- นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในประธานคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) กล่าวว่า จากการดูข้อกฎหมายใน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ที่ระบุให้ผู้สมัครเข้ากองทุนเงินออมฯต้องไม่เป็นผู้ประกันตน ทำให้ผู้ประกันตนทุกประเภททั้งแรงงานในระบบและแรงงานนอกระบบในมาตรา 40 ไม่สามารถสมัครเข้ากองทุนเงินออมฯได้ โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีปัญหาลักลั่นกัน เพราะหากเปรียบเทียบเงินสมทบจากรัฐบาล ของกองทุนเงินออมฯกับกองทุนประกันสังคม จะพบว่าผู้ประกันตนจะได้รับเงินสมทบมากกว่ากองทุนเงินออมฯ เช่น ประชาชนที่สมัครเข้ากองทุนการออมฯมีสิทธิออมเงินขั้นต่ำครั้งละ 50 บาท อายุ 15-30 ปี จะได้รับเงินสมทบร้อยละ 50 สูงสุดปีละ 600 บาทนั้น หรือเฉลี่ยแล้วรัฐจ่ายสมทบเดือนละ 50 บาท ขณะที่การเป็นผู้ประกันตน หากคำนวณจากผู้ที่มีเงินเดือน 8 ,000 บาทรัฐจ่ายสมทบเงินชราภาพร้อยละ 1 คิดเป็นเงินเดือนละ 80 บาท รวมแล้วเงินสมทบได้ปีละ 960 บาท ที่สำคัญได้รับสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ด้วย เช่น เสียชีวิต หรือทุพพลภาพด้วย

(สำนักข่าวไทย, 29-5-2554)

"เลขาฯ สปส." ยัน ไม่ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญมาบริหารกองทุนประกันสังคม

นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณี ข้อเสนอของหลายฝ่ายที่ให้จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาบริหารกองทุนประกัน สังคม เพื่อให้กองทุนมีผลกำไรมากขึ้น ว่า ตามกฎหมายประกันสังคมกำหนดให้ใช้เงินกองทุน ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 8.4 แสนล้านบาท มาลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 60 ของเงินกองทุนทั้งหมด หรือประมาณ 4.8 แสนล้านบาท แต่ สปส.นำเงินกองทุนประกันสังคมมาลงทุนร้อยละ 80 ของเงินลงทุนทั้งหมด หรือประมาณ 6.4 แสนล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนที่ไม่เสี่ยงต่อการขาดทุน เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง ฯลฯ และลงทุนในลักษณะเสี่ยงขาดทุน 1.6 แสนล้านบาท เช่น ซื้อหุ้น อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ

ทั้งนี้ นายปั้น กล่าวต่อว่า ในปี 2551 กองทุนประกันสังคมได้กำไร 2.4 หมื่นล้านบาท , ปี 2552 ได้กำไร 2.8 หมื่นล้านบาท , ปี 2553 ได้กำไร 3.3 หมื่นล้านบาท และปี 2554 ตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมถึงสิ้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้เงินตอบแทนแล้ว 1.1 หมื่นล้านบาท โดยผลกำไรทั้งหมดจะนำมาใส่ไว้ในกองทุนประกันสังคม เพื่อไว้เป็นเงินบำเหน็จและบำนาญชราภาพ ส่วนการบริหารเงินกองทุนประกันสังคมในปัจจุบันนั้น สปส.ใช้วิธีการจ้างบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน โดยการทำสัญญาจ้าง และให้นำเงินกองทุนประกันสังคมไปลงทุน ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะต้องทำกำไรให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด หากภายใน 2 ปี ลงทุนแล้วไม่ได้กำไรตามเกณฑ์ จะถูกยกเลิกสัญญา ซึ่งขณะนี้ สปส.ทำสัญญาจ้างอยู่ 5 บริษัท โดยกระจายเงินประกันสังคมให้แก่บริษัทเหล่านี้นำไปลงทุน บริษัทละ 6 พันล้านบาท และมีบริษัทที่ลงทุนแล้วทำกำไรได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด 2 บริษัท ส่วนอีก 3 บริษัท ทำกำไรได้ต่ำกว่าเกณฑ์ จึงกำลังจะถูกยกเลิกสัญญา

"ข้อเสนอที่ให้จ้างมืออาชีพมาดูแลการ ลงทุนเงินประกันสังคมเพื่อให้มีผลกำไรมากขึ้น ในความเป็นจริงแล้วเป็นไปได้ยาก เพราะมืออาชีพที่จ้างมาบริหาร เขาไม่ต้องรับผิดชอบอะไร เวลาเงินกองทุนประกันสังคมขาดทุน แต่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็คือ สปส.ผมจึงคิดว่า ระบบการลงทุนของประกันสังคมที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ผลดีพอสมควร" นายปั้น กล่าว

(แนวหน้า, 30-5-2554)

สปส.ทุ่ม 50 ล.ตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารบริการผู้ประกันตน

วันที่ (30 พ.ค.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูง สธ.ถึงความคืบหน้าของการเจรจาร่วมกับสำนักงานหลักประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน ในกรณีเรื่องการให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้ประกันตนให้สามารถใช้บัตรประชาชนใบ เดียว เพื่อเข้ารับบริการในสถานพยาบาลสังกัด สธ. กว่า 11,000 แห่ง ว่า ขณะนี้ผลการเจรจาได้ความชัดเจนใน 2 ประเด็น คือ 1.เรื่องการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางร่วมกันระหว่าง สปส.กับ สธ.เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทุกอย่างในการให้บริการทุกอย่างแล้วดูแลร่วมกัน 2.เรื่องค่าใช้จ่าย ค่าหัว ที่จะต้องจ่ายให้ประมาณ 1,404 บาท นั้น ให้สามารถปรับเพิ่มตามความเหมาะสมได้ ส่วนประเด็นเรื่องการจ่ายเงินชดเชยกรณีที่ความร่วมมือดังกล่าว ส่งผลให้ผู้ประกันตนอาจเข้ารับบริการใน รพ.ขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้นนั้น ขณะนี้ต้องรอเวลาการเจรจาอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพื่อป้องกันการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นและเป็นการป้องกัน รพ.ขาดสภาพคล่อง

ด้านนพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัด สธ.กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารนั้น คาดว่า ใช้งบประมาณราว 50 ล้านบาท ซึ่ง สปส.จะเป็นผู้จ่ายให้ ส่วนในเรื่องการงบประมาณการจ่ายเงินงดเชยการให้บริการด้านสาธารณสุข นั้น ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เพราะ สปส.จะต้องเจรจา กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอีกครั้ง
      
ผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วที่เคยมีข่าวว่า สธ.อาจจะขอเงินชดเชยเป็นจำนวนกว่า 900 ล้านบาท นั้นข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเพียงข้อเสนอในที่ประชุมเบื้องต้นเท่านั้น แต่เนื่องจากในหลักการจริงๆแล้ว อาจจะมีการเพิ่มขึ้นของผู้ใช้บริการที่มากกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องทบทวนเรื่องของจำนวนผู้ใช้บริการที่ถูกชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการเจรจาในเรื่องของงบชดเชยโดเร็ว
      
ด้านนายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสปส. กล่าวว่า ในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมกันระหว่าง สธ.กับ สปส.นั้น ในขณะนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอยู่แล้วระหว่างเซ็นเตอร์กับเซ็นเตอร์ แต่ถ้าจะต้องให้บริการรักษาแก่ผู้ประกันตนโดยใช้บัตรประชาชนใบเดียวนั้น จะต้องแรกข้อมูลแบบออนไลน์-เรียลไทม์ ซึ่งจะต้องตั้งระบบคอมพิวเตอร์ รหัสผ่าน และระบบเชื่อมต่อขึ้นมาก่อน
      
สำคัญที่สุดตอนนี้คือการตั้งเป้าขึ้นมาก่อนว่าจะทำแน่ ส่วนเรื่องรายละเอียด ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายรายหัวและเงินชดเชยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคุยร่วมกันต่อไป ว่าจะร่วมกันกำหนดและแก้ไขปัญหาอย่างไรเลขาธิการสปส. กล่าว
      
ด้านนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล ผอ.สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สปส. กล่าวว่า สิ่งที่ทาง สธ.ทำนั้น เป็นนโยบายที่ดี เป็นการบริหารจัดการร่วมกัน โดยหวังให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ทางคณะกรรมการสปส.ได้รับทราบถึงข้อเสนอในเรื่องของค่าชดเชยที่ทาง สธ.เสนอมาแล้ว จึงมอบหมายให้ทางคณะทำงานดูในเรื่องของตัวเลขอยู่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้ตัวเลขที่ชัดเจนแน่นอน
      
เรื่องค่าชดเชยนั้น ทาง สปส.จะจ่ายไปที่โรงพยาบาลเหมือนเดิม ไม่ได้จ่ายให้กับทาง สธ. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำตัวเลขร่วมกัน ซึ่งทางประธานบอร์ดสปส.ได้ให้นโยบายไว้ว่า สิ่งที่ทาง สธ.ทำเป็นสิ่งที่ดี จะต้องไม่ปล่อยให้คนทำดีชักเนื้อแน่นอนนพ.สุรเดช กล่าว
      
ทั้งนี้ ทางสธ.จะมีการนัดประชุมหารือเรื่องนี้ร่วมกันอีกครั้ง ส่วนในวันที่ 9 มิ.ย. จะมีการประชุมร่วมกันนัดที่สองระหว่างผู้แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ(สปสช.) กับสำนักงานประกันสังคม ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 30-5-2554)

ดีเอสไอจับนายหน้าแรงงานเถื่อนเปิด บริษัทหลอกลวงชาวไทยและชาวต่างชาติที่เข้าเมืองผิดกฎหมายทำงานในยุโรป

พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศ และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับตำรวจนครบาล 4 จับกุมนายจิรเดช จันทะเสน อายุ 65 ปี จัดหาคนงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ลานจอดรถห้างโลตัส สาขารังสิต จ.ปทุมธานี เมื่อเย็นวันที่ 29 พฤษภาคม ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้อ้างว่า เป็นกรรมการผู้มีอำนาจในบริษัท วีเนท จำกัด และบริษัท มิดเดิ้ล อิสท์ ครูทเม้นท์ เซอร์วิส จำกัด ทำหน้าที่จัดหาคนงานไทยและต่างชาติ ไปทำงานในประเทศโปแลนด์และลิเบีย ซึ่งที่ผ่านมามีผู้หลงเชื่อส่งมอบเงินให้นายจิรเดชประมาณ 550,000 บาท จึงได้ประสานข้อมูลกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศ เนื่องจากนายจิรเดช อยู่ในเครือข่ายบุคคลต้องสงสัย ชักชวนให้ชาวต่างชาติ เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหลอกลวงว่า สามารถจัดหางานให้ไปทำงานในประเทศยุโรป คิดราคาคนละ 200,000 บาท แต่ไม่สามารถจัดหางานตามที่กล่าวอ้างได้ เพราะเอกสารที่ใช้ประกอบการเดินทางเป็นเอกสารปลอม และจากการสืบสวนทราบว่า มีชาวเวียดนามได้รับความเสียหาย 30 ราย มูลค่าความเสียหายประมาณ 6 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ดีเอสไอกำลังประสานงานไปยังสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ประจำประเทศไทย ติดตามผู้เสียหาย แจ้งความดำเนินคดีนายจิรเดชแล้ว

(สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 30-5-2554)

ทุกฝ่ายขานรับใช้มาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการดูแลลูกจ้าง

ก.แรงงาน 31 พ.ค.- ทุกฝ่ายขานรับใช้มาตรการภาษีช่วยผู้ประกอบการ เพื่อดูแลลูกจ้าง เผยอธิบดีกรมสรรพากรรับข้อเสนอไปพิจารณา ขณะที่ ส.อ.ท.แนะลดภาษีในการดูแลสวัสดิการ เช่น ที่พัก-อาหาร-รถรับส่ง ดีกว่า ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ  

นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมปรึกษาหารือเพื่อบูรณาการการดำเนินงานด้านภาษีเกี่ยวกับ แรงงาน โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย

อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน  อธิบดีกรมการจัดหางาน อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วม

นพ.สมเกียรติ ระบุว่า ทุกฝ่าย เห็นตรงกันที่จะใช้มาตรการลดภาษีมาสนับสนุนการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการ เพื่อให้ผู้ประกอบการหันไปดูแลคุณภาพชีวิตของลูกจ้างให้มากขึ้น โดยมีการเสนอมาตรการที่หลากหลาย อาทิ มาตรการลดหย่อนภาษี ในการจ้างงานผู้สูงอายุ-คนพิการ มาตรการภาษีเกี่ยวกับสวัสดิการแรงงาน เช่น จัดรถรับส่ง ที่พัก อาหาร ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และมาตรการภาษีเกี่ยวกับการเปิดฝึกอบรม พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการทดสอบมาตรฐานฝีมือ ซึ่งแม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้มาตรการใดบ้าง โดยกรมสรรพากรรับที่จะไปพิจารณา เพื่อให้มาตรการภาษีที่จะออกมาเกิดประโยชน์ต่อประเทศให้มากที่สุด โดยจะมีการนัดประชุมหารือกันอีกครั้งในช่วงต้นเดือนมิถุนายนนี้

ด้านนายชูชีพ เอื้อการณ์ กรรมการสายแรงงาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ต้องการให้มีการใช้มาตรการทางด้านภาษีเพื่อช่วยประกอบการ ที่ส่งเสริมสวัสดิการขั้นต่ำ เช่น ที่พัก อาหาร รถรับส่ง เพราะลูกจ้างจะได้ประโยชน์โดยตรงและมากที่สุด ซึ่งจะดีกว่าใช้มาตรการภาษีเพื่อให้ผู้ประกอบการในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำผู้ได้รับประโยชน์ มีประมาณ 1 ล้านคน  แต่ราคาสินค้า และค่าครองชีพ ที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบกับคนทั้งประเทศ

(สำนักข่าวไทย, 31-5-2554)

ก.แรงงาน ชี้ ขึ้นค่าแรงกระทบผู้ประกอบการ

นายสมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันการจ่ายค่าจ้าง มีการจ่ายสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ โดยจ่ายจริงเฉลี่ย 201 บาท แต่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของผู้ใช้แรงงานระดับล่าง อยู่ที่ 175 บาท ซึ่งได้รับผลกระทบมาก ส่วนการเสนอปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นตามค่าใช้จ่ายจริง เพื่อให้เกิดสมดุลนั้น จะส่งผลต่อผู้ประกอบการค่อนข้างมาก แต่หากมีมาตรการจากทางภาครัฐ ในส่วนของมาตรการทางภาษี ก็จะเป็นช่องทางหนึ่ง ที่จะสามารถทำให้ผู้ประกอบการยินยอมปรับขึ้นค่าจ้างได้ ซึ่งทางกรมสรรพากรกำลังพิจารณาข้อมูล แต่กระทรวงแรงงานยังกล่าวถึง นโยบายการปรับอัตราค่าจ้างของแต่ละพรรคการเมือง ว่าถือเป็นเรื่องที่ดี และหากพรรคการเมืองไหน มีข้อมูลที่สมเหตุสมผลก็สามารถส่งให้ คณะกรรมการค่าจ้างกลาง ได้อีกทางหนึ่งด้วย

(ไอเอ็นเอ็น, 2-6-2554)

บอร์ดค่าจ้างสั่งอนุฯ ค่าจ้างจังหวัดปรับตัวเลขค่าจ้างใหม่หลังราคาสินค้าพุ่ง

ก.แรงงาน 2 มิ.ย.- นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (บอร์ดค่าจ้าง) กล่าวภายหลังการประชุมบอร์ดค่าจ้างว่าที่ประชุมในวันนี้ ได้รับรายงานผลสำรวจค่าครองชีพ ราคาสินค้า และอัตราเงินเฟ้อทั่วประเทศ ที่ปรับสูงขึ้นเฉลี่ยประมาณร้อยละ 3-5 และตรงกับการสำรวจของกระทรวงพาณิชย์ที่พบว่าราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 ดังนั้น จึงเห็นตรงกันให้อนุกรรมการค่าจ้างแต่ละจังหวัดกลับไปทบทวนตัวเลขค่าจ้าง ขั้นต่ำรายจังหวัดว่าสมควรจะมีการปรับขึ้นหรือไม่ และส่งตัวเลขกลับมาให้อนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองค่าจ้างกลางภายในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เพื่อนำเสนอบอร์ดค่าจ้างพิจารณาในช่วงปลายเดือนมิถุนายน คาดว่าในหลายจังหวัดจะต้องมีการปรับขึ้น ส่วนจะเป็นเท่าใด ยังไม่สามารถตอบได้

ทั้งนี้ ยอมรับว่าการปรับขึ้นค่าจ้างที่จะเกิดขึ้นเป็นการไล่ตามราคาสินค้าและค่า ครองชีพ ซึ่งไม่สามารถตามได้ทัน โดยกระทรวงแรงงานกำลังอยู่ในระหว่างหารือกับกรมสรรพากร เพื่อกำหนดมาตรการทางด้านภาษี เพื่อช่วยให้สถานประกอบสามารถปรับขึ้นค่าจ้างได้ พร้อมปฏิเสธว่าการปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ไม่ได้เป็นการขานรับนโยบายของพรรค การเมืองใด เพราะได้สั่งให้สำรวจตัวเลขดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นปี แต่หากพรรคการเมืองใดมีข้อเสนอเกี่ยวกับวิธีการปรับขึ้นค่าจ้าง บอร์ดก็พร้อมพิจารณา

(สำนักข่าวไทย, 2-6-2554)

คสรท.จี้รัฐปรับค่าจ้างตามความเป็นจริง แนะรื้อใหญ่โครงสร้างค่าจ้าง

นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี ผลการสำรวจของกระทรวงแรงงานที่ระบุว่า ค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานไทยติดลบไม่พอค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละครั้งไม่ทันกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ลูกจ้างเดือดร้อนมาโดยตลอด เนื่องจากการปรับค่าจ้างแต่ละครั้งเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คำนึงถึง ความเป็นจริง เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของลูกจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำมาก ดังนั้น ทางออกคือต้องปรับให้เป็นไปตามความจริง และนายจ้างต้องยอมเจ็บตัวบ้าง เพราะมิฉะนั้นจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และกลายเป็นวังวน

อย่างไรก็ตาม นายชาลี กล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ลูกจ้างต้องหาทางออกด้วยการทำงานล่วงเวลา หรือ โอที วันละ 2 - 3 ชั่วโมง เพราะไม่เช่นนั้นก็อยู่ไม่ได้ ทำให้แต่ละวันต้องทำงานเกิน 10 ชั่วโมง และกลายเป็นปัญหาทั้งด้านสุขภาพและครอบครัว ซึ่งตัวเลขที่ คสรท.ศึกษาพบว่า ค่าจ้างสำหรับเลี้ยงคนๆ หนึ่ง และครอบครัว 3 คน ตกอยู่ประมาณวันละ 421 บาท และตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 441 บาท ซึ่งการคำนวณเช่นนี้เป็นไปตามมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ทั้งนี้ ถึงเวลาแล้วที่ควรมีการปรับโครงสร้างใหญ่เรื่องค่าจ้าง โดยค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นค่าจ้างแรกเข้างานเท่านั้น และเมื่อทำงานได้ 1 ปี สถานประกอบการก็ควรปรับค่าจ้างโดยอัตโนมัติ

ทั้งนี้ นายชาลี กล่าวอีกว่า นโยบายส่งเสริมการลงทุนก็ควรปรับเปลี่ยนได้แล้ว ไม่ใช่ไปชวนนักลงทุนว่า เมืองไทยมีค่าจ้างถูกให้เขามาลงทุน พอจะขึ้นค่าจ้างแต่ละทีก็เลยมีปัญหา เราไม่ควรใช้ค่าแรงถูกมาเป็นตัวล่อแล้ว เราไม่ควรไปแข่งขันกับพม่า กัมพูชา หรือลาว ควรหาอย่างอื่นมาเป็นตัวล่อนักลงทุนมากกว่า นอกจากนี้ ในส่วนของ คสรท.ได้มีการประชุมพิจารณากับการปรับโครงสร้างค่าจ้างมา 3 ครั้งแล้ว ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นก็จะเคลื่อนไหวผลักดันต่อไป

(แนวหน้า, 3-6-2554)

พนง.ฟ้องศาลแรงงาน 'เอเพ็คปิโตรเคมีคอล 'ค้างจ่าย 3ล้าน

3 มิ.ย. 54 - เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บริเวณหน้าศาลจังหวัดระยอง ถนนตากสินมหาราช ตำบลท่าประดู่ อำเภอเมืองระยอง นายนิพัทธ์ มาจันแดง พนักงานบริษัท เอเพ็คปิโตรเคมีคอล จำกัด เลขที่ 14 ถนนมาบข่า-ปลวกแดง ตำบลมาบตาพุด อ.เมืองระยอง ซึ่งเป็นโรงงานผลิตพลาสติคและพีวีซีเรซิ่น พร้อมด้วยเพื่อนพนักงานรวม 60 คน เดินทางมายื่นฟ้องศาลแรงงานจังหวัดกรณีนายจ้างค้างจ่ายเงินเดือนและเงินค่า โอทีเดือนพฤษภาคม รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 3,000,000 บาท

นายนิพัทธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากเงินเดือนพนักงานและเงินค่าโอทีของพนักงานจำนวน 70 คน ที่ค้างจ่ายแล้ว ทางโรงงานยังตัดเงินสวัสดิการต่าง ๆ อาทิ ค่าเช่าบ้าน รถรับส่งพนักงาน ค่ารักษาพยาบาล เงินกู้ซื้อบ้านพนักงาน(หักเงินแล้วไม่นำจ่าย) ฯลฯ และปัญหาขณะนี้โรงงานค้างจ่ายค่ากระแสไฟรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,000,000 บาท การไฟฟ้าได้งดจ่ายกระแสไฟตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา รวมทั้ง แก๊ส LNG ที่ใช้ในขบวนการผลิตก็ถูกตัด ต้องใช้ เจนเนอร์เรเตอร์(เครื่องปั่นไฟ)ทดแทน หากเครื่องปั่นไฟหยุดการทำงาน อาจเกิดการระเบิดภายในโรงงานขึ้นได้ เนื่องจากมีสารเคมีตัวเร่งปฏิกิริยา จำนวน 7 ตัน สารเคมีดังกล่าวต้องอยู่ที่อุณหภูมิลบ 15 องศา ถ้าอุณหภูมิลบต่ำกว่า 15 องศา มันจะเกิดการติดไฟขึ้นมาเองอาจเกิดการระเบิดขึ้นได้

เนื่องจากไม่มีพนักงานเฝ้าดูแล สารเคมีตัวนี้ ถ้าไม่อยู่ในอุณหภูมิของความเย็นอาจเกิดระเบิดขึ้นได้ นอกจากนี้ยังมีแก๊สวีซีเอ็ม เป็นวัตถุดิบในขบวนการผลิต ซึ่งมีอันตรายมากกว่าสารเคมีตัวเร่งปฏิกิริยานี้อีก ขณะนี้ตกค้างอยู่ในถังและท่อประมาณกว่า 100 ตัน หากพนักงานยังไม่ได้เงินเดือนตามที่เรียกร้องอาจทิ้งแพล้นท์งาน การระเบิดอาจเกิดขึ้นได้ รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงอาจได้รับอันตราย

นายนิพัทธ์ กล่าวว่าเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมาฝ่ายผู้บริหารโรงงานเดินทางมาเจรจาขอเลื่อนการจ่ายเงิน เดือนออกไปอีกอ้างขาดสภาพคล่อง ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้ เนื่องจากครอบครัวพนักงานกำลังประสบความเดือดร้อน กลุ่มพนักงานจึงต้องมาร้องต่อศาลแรงงาน จ.ระยอง

(กรุงเทพธุรกิจ, 3-6-2554)

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ในระบบประชาธิปไตยอังกฤษ พรรคไหนมีสิทธิ์ตั้งรัฐบาล

Posted: 04 Jun 2011 05:47 AM PDT

เนื่องจากฝ่ายประชาธิปัตย์ และทหารอำมาตย์พยายามหาทุกทางที่จะตั้งรัฐบาล ไม่ว่าจะได้เสียงข้างมากของประชาชนหรือไม่ ผมขอเล่าถึงกติกาการตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งของอังกฤษ

ในประเทศอังกฤษมี "ธรรมเนียม" กติกาประชาธิปไตย เพราะอังกฤษไม่มีรัฐธรรมนูญ ใช้กฏหมายบวกกับทำเนียมในการกำหนดกติกา ข้อดีตรงนี้คือมันเปลี่ยนตามกระแสประชาชนง่ายขึ้น ไม่จารึกเป็นหิน และขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนมีอิทธิพลได้บ้าง

1. ในกรณีที่พรรคไหนได้ที่นั่งเกินครึ่งหนึ่งของสภา พรรคนั้นตั้งรัฐบาลได้ทันที ไม่มีข้อถกเถียงเลย บางครั้งถ้าเสียงเกินครึ่งแค่หนึ่งหรือสองที่นั่ง อาจทำข้อตกลงกับพรรคเล็กๆ เพื่อกันอุบัติเหตุ เช่น ส.ส. ตาย หรือ ส.ส. เดินทางมาลงคะแนนในสภาไม่ได้

2. ในกรณีที่ไม่มีพรรคไหนได้เกินครึ่งของสภา อย่างที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งปีที่แล้ว ที่รัฐบาลพรรคแรงงานอังกฤษยุบสภาแล้วเสียที่นั่งไปมาก ตามทำเนียมเก่า... พรรครัฐบาลเก่ามีสิทธิ์ที่จะพยายามสร้างแนวร่วมกับพรรคอื่นก่อนเพื่อนได้ แต่ในยุคนี้ประชาชนจำนวนมากมองว่าวิธีนี้ไม่มีความชอบธรรม เพราะถ้าพรรคของอดีตรัฐบาลแพ้การเลือกตั้ง จนมีเสียงน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของสภา ต้องถือว่าประชาชนหันหลังไม่เอารัฐบาล ประชาชนส่วนใหญ่มองว่ารัฐบาลควรมีน้ำใจประชาธิปไตยและลาออก เมื่อปีที่แล้ว พรรคแรงงานพยายามลองสร้างแนวร่วมกับพรรคเสรีนิยม แต่พรรคเสรีนิยมไม่เอา Gordon Brown เลยลาออก แต่ถ้าเขาตั้งรัฐบาลได้ คนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าขาดความชอบธรรม และจะต่อต้านรัฐบาลมากขึ้น

3. ตอนนี้กระแสประชาชนอังกฤษมองว่า กติกาประชาธิปไตยที่มีความชอบธรรมมากที่สุดคือ พรรคไหนได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ที่นั่งไม่เกินครึ่งหนึ่งของสภา พรรคนั้นควรมีสิทธิ์ลองทำแนวร่วมกับพรรคอื่นก่อนเพื่อน เพื่อตั้งรัฐบาล อาจเป็นแนวร่วมพรรครัฐบาล หรือข้อตกลงว่าจะไม่ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยไม่ร่วมในรัฐบาลก็ได้

4. ในทุกกรณีถ้ารัฐบาลแพ้มติไม่ไว้วางใจในสภา รัฐบาลต้องยุบสภาและเลือกตั้งใหม่

ในกรณีไทยก็ควรให้พรรคที่ได้คะแนนเสียงข้างมากลองตั้งรัฐบาลก่อนเพื่อน  และไม่ควรจะแยกแยะระหว่างที่นั่งที่มาจากบัญชีรายชื่อกับที่นั่งจากเขต เพราะไม่มีกฏหมายไหนในไทยที่ระบุว่ามี ส.ส. “สองระดับหรือสองมาตรฐาน” 

ส่วนตัวแล้ว ผมหวังว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไปเลือกพรรคเพื่อไทย เพื่อปกป้องประชาธิปไตย และเราต้องจับตาดูการโกงการเลือกตั้งของอำมาตย์โดยวิธีอื่นๆ อีกมากมาย เช่นการใช้ กกต. หรือการใช้กฏหมาย 112 เป็นต้น

และที่สำคัญคือ ประชาธิปไตยอังกฤษมาจากการต่อสู้ของมวลชนกับอำมาตย์อังกฤษ ไม่ได้มีผู้ใหญ่ที่ไหนยกให้ ดังนั้นขบวนการเสื้อแดงต้องพร้อมที่จะออกมาชุมนุม ถ้าอำมาตย์ใช้วิธีอันไม่ชอบธรรมในการกีดกันไม่ให้พรรคที่ได้เสียงข้างมากตั้งรัฐบาล และไม่ว่าใครจะชนะเราต้องรณรงค์ให้มีการปล่อยนักโทษการเมือง ยกเลิกกฏหมาย 112 ลงโทษทหารและรัฐมนตรีที่สั่งฆ่าประชาชน และปฏิรูปกองทัพกับระบบศาลอย่างถอนรากถอนโคน

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

คณะอนุกก.สิทธิ เผยรัฐบาลไทยเตรียมแผนปิดค่ายผู้ลี้ภัย

Posted: 04 Jun 2011 05:39 AM PDT

ทนายด้านสิทธิมนุษยชนเผยรัฐบาลไทยเตรียมส่งกลับผู้ลี้ภัยและความกดดันที่จะปิดค่ายผู้ลี้ภัยที่มีอยู่ในพื้นที่ตาก-กาญจนบุรี-ราชบุรี 

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 4 มิ.ย. นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธาน คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวว่า ประเทศไทย ในปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อลี้ภัยเป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1.4 แสนรายในค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่ง ระหว่างช่วงปลายปี 2553 ถึง พฤษภาคม 2554 ได้เกิดการปะทะกันระหว่างกองกำลังของรัฐบาลพม่าและชนกลุ่มน้อย ทำให้เกิดผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิงเพื่อลี้ภัยในประเทศไทยมากขึ้น เจ้าหน้าที่ไทย ได้ทำการผลักดันคนเหล่านั้นกลับไป แม้ว่าจะยังมีความรุนแรงอยู่ ล่าสุด มีรายงานข่าวยืนยันแผนการของรัฐบาลไทยที่จะทำการส่งกลับผู้ลี้ภัยและความกดดันที่จะปิดค่ายผู้ลี้ภัยที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัดตาก จังกวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี

ในวาระนี้ คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความและมูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า (มรพ.) จึงขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมงานแถลงข่าว “ แก้ปัญหาผู้ลี้ภัย จากหลักการไปสู่การปฏิบัติ ” เพื่อรับฟังสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ และข้อเสนอแนะที่ได้จากงานวิจัยเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติที่เคารพต่อหลักการกลับคืนสู่ถิ่นฐานด้วยความสมัครใจที่สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศโดยจะทำการนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

โดยนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธาน คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น, สภาทนายความ นายนัสเซอร์ อาจวาริน , นักกฎหมายและผู้จัดการ มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า (มรพ.) เป็นวิทยากรแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย อาคารมณียา เซ็นเตอร์ ชั้นเพนต์เฮาส์ วันที่ 8 มิถุนายน 2554 เวลา 14.00 - 15.30 น.

ที่มาข่าว: เนชั่นทันข่าว

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ออนแอร์นโยบายพรรค เริ่มออกอากาศ 13-30 มิ.ย. นี้

Posted: 04 Jun 2011 05:27 AM PDT

กกต.เคาะวันเวลาและลำดับออกอากาศสปอร์ตนโยบายของพรรคการเมืองแล้ว พรรคเครือข่ายชาวนาประเดิมพรรคแรกตามด้วยพรรคการเมืองใหม่  ส่วน ปชป. ได้ลำดับที่ 12 ขณะ พท. ได้ลำดับที่ 17 เริ่มออกอากาศ 13-30 มิ.ย. รวม 14 วัน วันละ 3 พรรค

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะประธานการประชุมระหว่างสำนักงาน กกต.ร่วมกับพรรคการเมือง ที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เพื่อจับสลากลำดับออกอากาศโฆษณาหาเสียงทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ที่จะออกอากาศ 9 สถานีโทรทัศน์ และ 16 สถานีวิทยุ ระหว่างวันที่ 13-30 มิ.ย.รวม 14 วัน วันละ 3 พรรค

โดยจะมีการออกอากาศระหว่างวันจันทร์-วันศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ ระหว่างเวลา 08.00-22.00 น. ซึ่งทางสถานีจะเป็นผู้กำหนดว่า จะให้ออกอากาศในช่วงเวลาใด ทั้งนี้ ทาง กกต.ได้กำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองส่งสปอร์ตและนโยบายอย่างละ 1 รูปแบบเท่านั้น เพื่อความเท่าเทียมกันของทุกพรรคการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งหมด 42 พรรค โดยมีพรรคการเมืองยื่นหนังสือแสดงความจำนงไม่ขอออกอากาศ คือ พรรคอนาคตไทย จึงมีพรรคการเมืองที่จะออกอากาศทั้งหมด 41 พรรค

ทั้งนี้พรรคการเมืองที่จับสลากแล้วจะต้องส่งอุปกรณ์การออกอากาศโฆษณาหาเสียงข้อความสั้นๆ (สปอร์ต) ความยาวไม่เกิน 30 วินาที และอุปกรณ์การออกอากาศแถลงนโยบายพรรคการเมือง ความยาวไม่เกิน 10 นาที ภายในวันที่ 6 มิ.ย. ซี่ง กกต.จะใช้เวลาตรวจสอบ 2 วัน ระหว่างวันที่ 7-8 มิ.ย. จากนั้น กกต.จะส่งต่อไปยังสถานีในวันที่ 10 มิ.ย. เพื่อนำออกอากาศต่อไป

สำหรับการจัดลำดับการออกอากาศของพรรคการเมืองทั้งหมด ตามลำดับที่จับสลากได้ มีดังนี้

1.พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย
2.พรรคการเมืองใหม่
3.พรรคพลังคนกีฬา
4.พรรคไทยสร้างสรรค์
5.พรรคประชาสันติ
6.พรรคชาติสามัคคี
7.พรรคภูมิใจไทย
8.พรรครักษ์สันติ
9.พรรคความหวังใหม่
10.พรรคไทยพอเพียง
11.พรรคไทยเป็นสุข
12.พรรคประชาธิปัตย์
13.พรรคประชาชนชาวไทย
14.พรรคพลังชาวนาไทย
15.พรรคแทนคุณแผ่นดิน
16.พรรคเพื่อฟ้าดิน
17.พรรคเพื่อไทย
18.พรรคพลังสังคมไทย
19.พรรครักประเทศไทย
20.พรรคประชากรไทย
21.พรรคชีวิตที่ดีกว่า
22.พรรคประชาธรรม
23.พรรคมหารัฐพัฒนา
24.พรรคอาสามาตุภูมิ
25.พรรคเสรีนิยม
26.พรรคบำรุงเมือง
27.พรรคกิจสังคม
28.พรรคพลังชล
29.พรรคสยาม
30.พรรครักแผ่นดิน
31.พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
32.พรรคชาติไทยพัฒนา
33.พรรคเพื่อนเกษตรไทย
34.พรรคเพื่อประชาชนไทย
35.พรรคไทยเป็นไท
36.พรรคมหาชน
37.พรรคกสิกรไทย
38.พรรคดำรงไทย
39.พรรคพลังมวลชน
40.พรรคมาตุภูมิ
41.พรรคประชาธิปไตยใหม่

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด 2.7 ล้าน

Posted: 04 Jun 2011 04:32 AM PDT

เผยยอดลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัด 2.7 ล้าน กทม.มากสุด 1.1 ล้าน พท.ซัด "หมอตุลย์" รังแกผู้หญิง เตรียมร้อง กกต.เอาผิดใส่ร้าย "ยิ่งลักษณ์"

4 มิ.ย. 54 - ที่โรงแรมเดอะไทด์ รีสอร์ท บางแสน อ.เมือง จ.ชลบุรี นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม กล่าวถึงยอดผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดทั่วประเทศที่ปิดการลงทะเบียน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่าได้รับรายงานมาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน เวลา 18.00 น. มียอดรวมทั้งประเทศจำนวน 2,712,184 คน แต่ตัวเลขนี้ยังไม่ถือว่าเป็นตัวเลขที่แน่นอน เพราะมีบางจังหวัดยังกรอกรายชื่อผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดยังไม่เสร็จ

ส่วนยอดผู้มาลงทะเบียนใน กทม.มากที่สุด 1.1 ล้านคน ทั้งนี้ หากผู้ที่เคยลงทะเบียนไว้แล้วไม่ได้แจ้งเปลี่ยนสถานที่เลือกตั้งล่วงหน้า ก็ขอให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เคยลงทะเบียนไว้ ในวันที่ 26 มิถุนายน แต่หากไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิได้ก็ขอให้แจ้งเหตุผลที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าได้ก่อนและหลังวันที่ 3 กรกฎาคม มีกำหนดระยะเวลา 7 วัน เพื่อไม่ให้เป็นการเสียสิทธิ

พท.ซัด "หมอตุลย์" รังแกผู้หญิง เตรียมร้อง กกต.เอาผิดใส่ร้าย "ยิ่งลักษณ์"

ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อวันที่ 4 มิถุนายนถึงกรณี นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี เตรียมยื่นคำร้องต่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สอบสวนเกี่ยวกับการถือครองหุ้นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทยว่า เป็นวงจรอุบาทว์ทางการเมืองที่ต้องการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม เพราะสังคมรู้ดีว่า นพ.ตุลย์เป็นใครและยืนอยู่ฝ่ายไหน สังคมควรตั้งคำถามว่า ทำไม นพ.ตุลย์ถึงได้ออกมาร้องเรียนเรื่องดังกล่าวในช่วงเวลาหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้าก็ไม่เคยเคลื่อนไหวใดๆ เจตนาจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย นอกจากการหวังผลทางการเมืองด้วยการตัดคะแนนนิยมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย

"นพ.ตุลย์ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าจะมีผู้อยู่เบื้องหลังแน่นอน ส่วนจะเป็นใครนั้นเชื่อว่าประชาชนคงมองออก ผู้ที่น่าจะได้รับผลประโยชน์จากการทำลายหรือดิสเครดิต น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ย่อมเป็นใครไปไม่ได้ การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำเยี่ยงสุภาพบุรุษ เป็นการรังแกผู้หญิงคนหนึ่ง จึงอยากให้ยุติการกระทำด้วยวิธีการสกปรกเช่นนี้ และด้วยเจตนาจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย อาจจะเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งให้ได้มาซึ่ง ส.ส.และ ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 53 (5) ซึ่งมีโทษจำคุก 10 ปี และปรับ 20,000–200,000 บาท รวมถึงเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งตนและทีมกฎหมายจะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เอาผิดกับ นพ.ตุลย์ในสัปดาห์หน้า"

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ขั้นตอนการเลือกตั้ง และข้อห้าม: การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554

Posted: 04 Jun 2011 03:47 AM PDT

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2554 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ในวันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม 2554 เวลา 8.00 - 15.00 น.

หลักฐานที่ใช้ในการเลือกตั้ง

  • บัตรประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
  • บัตร หรือหลักฐาน ที่ราชการ หรือหน่วยงานของรัฐออกให้ มีรูปถ่ายและหมายเลขประจำตัวประชาชน

ข้อห้ามกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

  • ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมซื้อเสียง / ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใดเพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
  • ห้ามหาเสียง และห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
  • ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง / ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
  • ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้งโดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
  • ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ / ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้ว ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใดๆ
  • ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
  • ห้ามเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (โพลล์) ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง

ขั้นตอนการลงคะแนนเลือกตั้ง

  1. ตรวจสอบรายชื่อและลำดับที่ จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตรวจสอบรายชื่อและลำดับที่ จากบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่ประกาศไว้หน้าหน่วยเลือกตั้ง หรือ จากหนังสือแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ส่งไปยังเจ้าบ้าน หรือทางเว็บไซต์ www.khonthai.com
  2. ยื่นบัตรประชาชน ยื่นบัตรประชาชน และลงลายมือชื่อในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  3. รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือขวา บนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง พร้อมรับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และบัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ
  4. ทำเครืองหมายกากบาท x ลงในช่องทำเครื่องหมาย เข้าคูหาลงคะแนน ทำเครื่องหมายกากบาท X ลงในช่องทำเครื่องหมาย
    • บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต เลือกผู้สมัครได้เพียงคนเดียว
    • บัตรเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เลือกพรรคการเมืองได้เพียงพรรคเดียว
    • หากไม่ต้องการเลือกใครหรือพรรคการเมืองใด ให้ทำเครื่องหมายกากบาท X ในช่องไม่ประสงค์จะลงคะแนน
  5. พับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 บัตรให้เรียบร้อย และใส่บัตรทีละบัตรลงในหีบบัตร พับบัตรเลือกตั้งทั้ง 2 บัตรให้เรียบร้อย และใส่บัตรทีละบัตรลงในหีบบัตรเลือกตั้งแต่ละประเภทด้วยตนเอง

สอบถามข้อมูลเพิ่มติมหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนเลือกตั้ง 1171 และเว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ผบ.เรือนจำชี้ "โจ กอร์ดอน" ส่ง จม. ถึง "โอบามา" ได้ ห้ามมีข้อความกระทบความมั่นคง

Posted: 04 Jun 2011 02:48 AM PDT

ผบ.เรือนจำพิเศษเผยยังไม่ได้รับรายงาน "โจ กอร์ดอน" ส่ง จม.ถึง "โอบามา" คาดทนายดำเนินการแทน แต่ผู้ต้องหาต่างชาติสามารถยื่นคำร้องผ่านมายังเรือนจำได้ หากไม่มีข้อความที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ก็จะส่งต่อไปยังสถานทูตให้

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 54 ที่ผ่านมาสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงานว่านายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษ กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงกรณีที่นายโจ ดับบลิว กอร์ดอน อายุ 55 ปี ที่ถูก ดีเอสไอจับกุมดำเนินคดีข้อหาล่วงละเมิดสถาบัน และนายกอร์ดอน ได้เตรียมยื่นหนังสือถึง นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐผ่านสถานทูตสหรัฐประจำประเทศไทยให้การช่วยเหลือ โดยอ้างเรื่องการเป็นพลเมืองสหรัฐว่า ในเรื่องนี้ตนยังไม่ได้รับรายงานจากทางเจ้าหน้าที่ ทราบเพียงข่าวที่ถูกนำเสนอจากสื่อมวลชนเท่านั้น และเข้าใจว่าน่าจะเป็นการยื่นเรื่องผ่านให้ทางทนายความเป็นผู้ดำเนินการแทน ซึ่งหลังจากที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วในวันนี้ (3 มิ.ย.) เวลาประมาณ 13.00 น. ทางเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยพร้อมด้วยผู้ช่วยกงศุลจะเดินทางเข้าพูดคุยรายละเอียดกับ นายกอร์ดอน ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถึงขั้นตอนการให้ความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ยังกล่าวถึงกรณีที่ผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่ถูกจับกุมในประเทศไทยและต้องการให้ทางประเทศที่ผู้ต้องหาถือสัญชาติอยู่นั้น เข้ามาให้การช่วยเหลือทางคดี ก็สามารถยื่นคำร้องเป็นหนังสือผ่านมายังเรือนจำได้ ซึ่งทางเรือนจำจะทำการตรวจสอบ หากไม่มีข้อความที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ก็จะส่งต่อไปยังสถานทูต เพื่อดำเนินการตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ

อนึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวระบุว่าเว็บไซต์บีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน ว่านายกอร์ดอน ได้วอนขอให้ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐช่วยเหลือ หลังจากถูกจับเนื่องจากพบว่าโพสท์ข้อความหมิ่นสถาบัน ที่อาจต้องโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปี โดยสถานทูตสหรัฐในกรุงเทพฯแจ้งว่า ทางสถานทูตได้ให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ 

ขณะที่นายกอร์ดอนระบุว่า ไม่ได้ตั้งใจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง และตั้งใจที่จะแสดงให้คนอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาเห็นเท่านั้นว่า การทำบล็อคต้องทำอย่างไร พร้อมกันนี้ ได้ร้องขอให้ประธานาธิบดีโอบามา และนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเรื่องของตน

ที่มาข่าว: ไอเอ็นเอ็น, มติชน

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จับวิทยุ-โทรทัศน์ชุมชนนครศรีฯไม่ได้รับอนุญาตยึดเครื่องส่งดำเนินคดี

Posted: 04 Jun 2011 02:24 AM PDT

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. 54 ที่ผ่านมา ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าที่สำนักข่าวนครโพสต์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีวิทยุคลื่น 93.00 เมกะเฮิรตซ์ คลื่น นิวส์แอนด์ทอร์ค และสถานีโทรทัศน์ เอ็นทีวี ตั้งอยู่เลขที่ 5/1 ซอยอัศวรักษ์ 1 ถนนราชดำเนิน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช พ.ต.ท.วัฒนชัย มณฑีรัตน์ สว.กก.5 บก.ป. สนธิกำลังกับ เจ้าหน้าที่ กสทช.นครศรีธรรมราช และกำลังเจ้าหน้าที่กองปราบกว่า 20 นาย เข้าทำการตรวจค้นสถานีวิทยุดังกล่าวพร้อมหมายตรวจค้นจากศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช ในข้อหามี ใช้และตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วิทยุโทรคมนาคม พ.ศ. 2498 ตาม ม.6 และ ม.11
      
เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึง ได้พบกับ นายเลิศ อักษรนิตย์ อายุ 57 ปี เจ้าของสถานี เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงหมายค้นพร้อมทั้งเข้าทำการตรวจค้น ภายในห้องจัดรายการ ซึ่งเป็นอาคารปูนชั้นเดียว ภายในถูกตกแต่งเป็นห้องๆ ประกอบด้วย ห้องจัดรายการวิทยุ 1 ห้อง ห้องควบคุมช่างเทคนิคทั้งวิทยุและโทรทัศน์ 1 ห้อง ห้องส่งโทรทัศน์ 1 ห้อง และห้องเครื่องส่ง 1 ห้อง ซึ่งกำลังออกอากาศทั้ง 2 สถานี
      
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ทำการขอดูใบอนุญาตจากนายเลิศ แต่นายเลิศได้อ้างว่าอยู่ระหว่างการดำเนินการขออนุญาตจากทาง กสทช.เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดเครื่องส่งออกอากาศพร้อมเครื่องมืออุปกรณ์การสื่อสาร ส่งร้อยเวร สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
      
พ.ต.ท.วัฒนชัย กล่าวว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ เนื่องจากตนได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้ลงมาตรวจสอบดูตามคำร้องเรียนว่าสถานีวิทยุดังกล่าวได้เปิดทำการโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งตนก็มาทำตามหน้าที่ไม่ได้มีการกลั่นแกล้งใคร หากว่านายเลิศซึ่งเป็นเจ้าของมีใบอนุญาตนำมาแสดงตนก็ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากตนลงมาตรวจสอบแล้วไม่มีใบอนุญาตจริงแต่ไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ตนกับพวกก็จะมีความผิดตามวินัยถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

รายงาน: ยุบโรงเรียน (ขนาดเล็ก) ของชุมชนทำไม?! เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน ครู และ อปท. (ตอนจบ)

Posted: 04 Jun 2011 01:45 AM PDT



 

“แม้ว่าตอนนี้ โรงเรียนจะเหลือนักเรียนเพียง 34 คน แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าจะถูกยุบหรือไม่ยุบ แต่ขออย่างเดียว คือขอให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะฉะนั้น ทางเขตการศึกษา จะต้องตอบคำถามกับชาวบ้านให้ได้”

“ที่เราสามารถฟื้นโรงเรียนคืนกลับมาได้ สำคัญที่สุดก็เพราะโรงเรียนแห่งนี้ ชาวบ้านชุมชนมีส่วนสร้างประวัติศาสตร์กันขึ้นมา เพราะสมัยก่อน น้ำท่วม คนรุ่นก่อน ต้องมุดน้ำ งมลากซุงขึ้นมาเลื่อยไม้ทำโรงเรียน ทุกคนจึงมีความรัก ผูกพันและหวงแหน คนหมู่บ้านนี้จึงมีพลัง ในขณะที่นโยบายการศึกษาของรัฐข้างบนยังคงงี่เง่าไม่เข้าใจชาวบ้านอยู่เหมือนเดิม”

“เราต้องหันมาตั้งคำถามกันว่า โรงเรียนกับชุมชนจะอยู่อย่างไร ถ้ารัฐยังคิดว่า โรงเรียนเป็นของรัฐอยู่?!...”

“เราน่าเสนอไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังหาเสียง ว่าเราจะไม่เลือกพรรคที่มีแนวคิดจะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก” “จริงๆ แล้ว น่าจะยุบสพฐ. ยุบกระทรวงศึกษาฯ ยุบต้นตอของปัญหา รื้อวิธีคิดใหม่เสียด้วยซ้ำ” “เราต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ นอกกรอบรัฐ โดยใช้กระบวนการของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน”

“แม่ตายเฉือนหูแม่ไว้ พ่อตายเฉือนลิ้นพ่อไว้”

 

นั่นคือเสียงสะท้อนในวงเวทีวิเคราะห์ปัญหาและข้อเสนอแนะทางออกของโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งทางสภาการศึกษาทางเลือก ได้จัดขึ้นที่ห้องประชุมโรงแรมศิรินาถการ์เด้นท์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังมีข่าวว่า ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้ออกมาประกาศนโยบาย ให้มีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด ซึ่งมีทั้งหมดทั้งสิ้น 14,397 โรง ทั่วประเทศ ทำให้หลายกลุ่มหลายฝ่ายที่อาจได้รับผลกระทบต่อนโยบายจากข้างบนครั้งนี้ ต่างหวั่นวิตกกันไปตามๆ กัน โดยเฉพาะกลุ่มครู องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชาวบ้านผู้ปกครองเด็กนักเรียนในชุมชนซึ่งจะได้รับผลกระทบโดยตรง

ที่สำคัญและน่าสนใจก็คือ ในวงเสวนาดังกล่าว ยังได้มีการเชิญตัวแทนชาวบ้าน ชุมชนในแต่ละพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกยุบ โรงเรียนขนาดเล็กไปก่อนหน้านั้น ชุมชนที่ถูกยุบแล้วได้ต่อสู้จนได้โรงเรียนกลับคืนมา รวมทั้งโรงเรียนที่ชาวบ้านได้ร่วมกันตั้งขึ้นมาเอง

นางขันแก้ว รัตนวิไลลักษณ์ ตัวแทนครูโรงเรียนมอวาคี(หนองมณฑา) อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า โรงเรียนมอวาคี ก่อตั้งเมื่อ ปี 2535 หลังจากก่อนนั้นเด็กนักเรียนต้องเดินเท้าไปเรียนโรงเรียนข้างนอกระยะทางตั้ง 10 กิโลเมตร รูปแบบของโรงเรียน เป็นการจัดการศึกษาที่เกิดจากแนวคิดของคนในชุมชนปกาเกอะญอที่ร่วมกันจัดตั้งขึ้น โดยมีพะตีจอนิ โอ่โดเชา เป็นผู้หนุนเสริมให้มีการศึกษาแบบนี้ โดยทุกวันนี้ยังยืนหยัดที่จะคงไว้ ไม่ให้ถูกยุบหายไปเหมือนกับโรงเรียนอีก 4 ชุมชนใกล้เคียง

“เราเน้นการศึกษาที่เริ่มจากฐานวัฒนธรรม สร้างคนให้เป็นผู้นำ ทำให้เป็นชุมชนพหุวัฒนธรรม โดยไม่ได้ทิ้ง 8 สาระการเรียนรู้ที่ทาง สพฐ.ตั้งไว้ แต่เรายังได้ผสมผสานภูมิปัญญาชาวบ้าน องค์ความรู้ชุมชนเข้าไปด้วย ซึ่งแม้ว่าตอนนี้เราจะมีนักเรียนเพียง 64 คน แต่ที่ผ่านมาโรงเรียนของเราก็มีเด็กจบไปแล้ว 13 รุ่นแล้ว ดังนั้น จะเห็นว่าชุมชนสามารถจัดการการศึกษากันเองได้ โดยมีรัฐคอยเสริม และคงถึงเวลาแล้ว ที่เราต้องหันมาตั้งคำถามกันว่าโรงเรียนกับชุมชนจะอยู่อย่างไร ถ้ารัฐยังคิดว่าโรงเรียนเป็นของรัฐอยู่?!...” ตัวแทนครูโรงเรียนมอลาคี กล่าวย้ำยืนยัน

ในขณะที่นายวันชัย พุทธทอง ตัวแทนโรงเรียนวัดท่าสะท้อน ต.ชะอวด อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ได้บอกเล่าถึงกรณีโรงเรียนวัดท่าสะท้อนถูกยุบไป ในปี 2547 จนมีการเรียกร้องต่อสู้กลับคืนมาเหมือนเดิม ว่า เป็นการยืนยันสิทธิของชุมชนที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาในชุมชนของตนเอง

“สาเหตุที่โรงเรียนถูกยุบนั้น ทางรัฐตั้งข้อหาว่า เด็กน้อย ไม่คุ้มทุน ซึ่งหลังจากนั้น พ่อแม่ของเด็กต้องส่งเด็กไปเรียนข้างนอก ต้องเดินผ่านป่าพรุ ซึ่งเสี่ยงอันตราย จนชาวบ้านมาวิเคราะห์กันว่า ทำอย่างไรถึงจะเปิดโรงเรียนได้อย่างเดิม ก็มีการร่างเนื้อหาหลักสูตรกันเอง เอาวิถีชีวิตมาเป็นเนื้อหาวิชา แล้วไปคุยกับทางเขตการศึกษา ซึ่งเขาไม่ยอมเปิดให้ ชาวบ้านจึงตัดสินใจมาเปิดโรงเรียนเองเลย”

จากนั้น สถานการณ์มีการต่อสู้ มีความขัดแย้งกันมาอย่างต่อเนื่อง จนเริ่มมาคลี่คลายเมื่อเขตการศึกษาได้มาตกลงทำ MOU ร่วมกันแล้วกลับมาเปิดโรงเรียนได้เมื่อปี 2550

“ที่เราสามารถฟื้นโรงเรียนกลับคืนมาได้ สำคัญที่สุดก็เพราะโรงเรียนแห่งนี้ ชาวบ้านชุมชนมีส่วนสร้างประวัติศาสตร์กันขึ้นมา เพราะสมัยก่อน น้ำท่วม คนรุ่นก่อน ต้องมุดน้ำ งมลากซุงขึ้นมา เลื่อยไม้ทำโรงเรียน ทุกคนจึงมีความรัก ผูกพันและหวงแหน คนหมู่บ้านนี้จึงมีพลัง ในขณะที่นโยบายการศึกษาของรัฐข้างบนยังคงงี่เง่าไม่เข้าใจชาวบ้านอยู่เหมือนเดิม” นายวันชัย กล่าว

ในช่วงท้ายของเวที ได้มีการแลกเปลี่ยนเรื่อง ‘การจัดการศึกษาของชุมชนโดยชุมชนกับการกระจายอำนาจการศึกษาสู่ท้องถิ่น’

นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทา กิ่ง อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ บอกว่า อย่างแรก ต้องกลับไปถามผู้ปกครองนักเรียนในชุมชนเสียก่อนว่า พอใจจะให้ยุบหรือไม่ให้ยุบ เพราะตนเคยทดลองให้ ผอ.โรงเรียนในพื้นที่ ออกสำรวจความเห็นในเรื่องการจัดการศึกษาทางเลือก ยกตัวอย่างให้เด็กเรียนครึ่งวัน ตอนบ่าย พาเด็กไปเรียนเรื่องการทำนา ทำเกษตรในทุ่งนา แต่ก็มีเสียงจากผู้ปกครองบ่นมาว่า จะให้ลูกเราทำนาทำไม เราอยากให้ลูกเราเป็นตำรวจ เป็นหมอ ซึ่งตนคิดว่าบางครั้งผู้ปกครองมักจะคาดหวังไว้สูงมากเกินไป

“อีกกรณีหนึ่ง คือถ้ารัฐจะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ชาวบ้านไม่ยอมให้ยุบ หากทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่าง อบต. เทศบาลจะเข้าไปจัดการแทนได้หรือไม่ โดยขอเข้าไปจัดการศึกษาทางเลือกเอง ทั้งในเรื่องการบริหาร เรือ่งหลักสูตร และการประเมินผลเองจะได้หรือไม่ ” นายก อบต.แม่ทา กล่าว

ในขณะตัวแทนครู จากโรงเรียนวัดบ้านเต๊า จ.ลำปาง บอกว่า โรงเรียนจะยุบหรือไม่ยุบ ขึ้นอยู่กับชุมชนชาวบ้าน แต่ในฐานะที่เป็นครู ก็จะสอน เด็กมีจำนวนเท่าไหร่ก็จะสอนเท่านั้น

“ผมไม่สนใจว่า จะถูกลดขั้น จากครูใหญ่กลายเป็นครูน้อย ก็จะสอนต่อไป ซึ่งที่ผ่านมา ได้พยายามปลุกจิตสำนึกครู ให้มาเช้า กลับค่ำ และกระตุ้นนักเรียนให้เกิดทักษะความรู้ รวมทั้งในเรื่องกีฬาจนเป็นที่ยอมรับ ทุกวันนี้ แม้ถูกตัดงบ เราก็ระดมเงินชาวบ้าน มาจ้างเด็กในหมู่บ้านที่จบ ป.ตรี มาเป็นครูผู้ช่วย รวมทั้งระดมแรงงานชาวบ้านมาแทนภารโรงที่ปลดเกษียณไป แม้ว่าตอนนี้ โรงเรียนวัดบ้านเต๊า จะเหลือนักเรียนเพียง 34 คน แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าจะถูกยุบหรือไม่ยุบ แต่ขออย่างเดียว คือขอให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะฉะนั้น ทางเขตการศึกษา จะต้องตอบคำถามกับชาวบ้านให้ได้” ตัวแทนครู บอกย้ำอย่างหนักแน่น

ด้านนายโสภณ ท้าวแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยเป้า ต.ทุ่งข้าวพวง อ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้ขอถ่ายโอนการบริหารการจัดการศึกษา จาก สพฐ.มาสังกัดเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง และถือว่าเป็นโรงเรียนแห่งแรกของอำเภอเชียงดาวที่มีการถ่ายโอนมายัง อปท. ได้บอกว่า การถ่ายโอนโรงเรียนมาสังกัด อปท. อาจจะเป็นหนทางออกอีกทางหนึ่ง ที่ดีกว่าการยุบโรงเรียนในชุมชน ดีกว่าให้กลายเป็นโรงเรียนร้าง

“จริงๆ แล้ว ต้องไปค้นหาสาเหตุเสียก่อน ว่าเป็นเพราะอะไร ข้างบนถึงจะยุบโรงเรียนนั้น แล้วถ้าหากว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ถ้าบอกว่า จะยุบเพราะโรงเรียนไม่มีคุณภาพ โรงเรียนขาดงบประมาณ โรงเรียนขาดการสนับสนุน มันก็ต้องไปแก้ปัญหาตรงนั้นสิ วิธีการแก้ปัญหา มันก็หาได้หลายๆ วิธี ถ้าเกิดว่าโรงเรียนขนาดเล็กตอนนี้เขาว่าครูไม่ดี ครูสอนไม่ดี ครูไปที่ไหนครูไม่ดี แล้วทำไมครูไม่สอน เพราะฉะนั้น ก็ต้องเป็นของเรื่องการดูแลจัดการ ถ้าว่าโรงเรียนขาดงบประมาณไม่มีงบประมาณมาสนับสนุน สนับสนุนน้อยแล้ว เราจะทำยังไงให้ได้งบประมาณมาสนับสนุนเพื่อให้ได้คุณภาพ”

ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยเป้า บอกอีกว่า ทางออกอีกทางหนึ่ง ก็คือท้องถิ่นจะต้องเข้ามาดูแล มาจัดการ ท้องถิ่นก็คงรวมไปถึงผู้ปกครอง ชุมชน กำนันผู้ใหญ่บ้าน เทศบาล อบต.ที่อยู่ในพื้นที่ที่จะเข้ามาดูแลได้

“แต่ถ้าหากว่าคนเหล่านี้ไม่ให้ความสำคัญ ก็คงจะยาก แต่ที่สุดแล้ว ก็ต้องอยู่ที่ผู้ปกครองหรือชาวบ้านว่าจะให้ยุบหรือไม่ให้ยุบ ถ้าไม่ให้ยุบ เราจะช่วยยังไง ก็ต้องหาทางออกดูแลร่วมกัน โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรามีท้องถิ่นดูแลทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลกันอยู่แล้ว” นายโสภณ กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับ นายสฤษดิ์ สุภาเลิศ ปลัดเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งสนับสนุนแนวคิดการกระจายอำนาจการศึกษาคืนสู่ท้องถิ่น ก็บอกย้ำว่า เรื่องการจัดการศึกษานั้นมันต้องลงทุนระยะยาว ซึ่งหากนักการเมืองท้องถิ่น บางพื้นที่ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ ก็จะมุ่งไปที่จะใช้งบประมาณในการหาเสียง เช่น ทำถนน ซึ่งจะเห็นผลได้เร็วกว่า

“เทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ได้เห็นความสำคัญในเรื่องการศึกษา จึงพยายามดึงงบประมาณพัฒนาถนน มาสนับสนุนงบการศึกษาประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ มีการส่งครูอนุบาลไปเรียน ป.ตรี เอกปฐมวัยจบกลับมา 4 คน ต่อมามีการทดลองถ่ายโอนโรงเรียนบ้านห้วยเป้าเข้ามาอีก ซึ่งกำลังเดินหน้าไปได้ดี ดังนั้น ถ้าหาก อปท.มีความกล้า นโยบายการศึกษาต้องชัดเจน” ปลัดเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง กล่าว

 

 

ในขณะที่ ตัวแทนครู จาก จ.น่าน ก็บอกว่า ในพื้นที่ จ.น่าน มีโรงเรียนขนาดเล็ก 100 กว่าแห่งที่มีจำนวนต่ำกว่าที่ สพฐ.กำหนดไว้และจะต้องถูกยุบ ดังนั้น ต้องรวมกลุ่มครูและชาวบ้านในชุมชน ไม่ให้ยุบโรงเรียน เพราะถ้ายุบแล้ว จะกลับคืนมายาก อีกอย่างหนึ่ง การถ่ายโอนเข้ากับ อปท.ก็น่าจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ซึ่งถ้าท้องถิ่นไม่เข้าใจก็น่าจะมีองค์กรที่เกี่ยวข้องเข้าไปชี้แจงด้วย

“เพราะฉะนั้น เราจะต้องตั้งรับที่จะหยุดแผนของกระทรวง ของ สพฐ.ตรงนั้นให้ได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการล่ารายชื่อครู ชาวบ้าน โรงเรียน เพื่อคัดค้านและเรียกร้องให้ยุติแนวคิดเช่นนี้ แล้วให้มาทำประชาพิจารณ์เสียก่อน”

ทั้งนี้ นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ เลขาธิการสภาการศึกษาทางเลือก ได้กล่าวสรุปไว้ว่า เราควรจะเอาวิกฤตนี้เป็นโอกาส นั่นคือ เราจะต้องพัฒนา ปรับกระบวนการของครูกันใหม่ อาจต้องเน้นทักษะ เรื่องจิตวิญญาณความเป็นครู เน้นเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรสนับสนุนจากที่ต่างๆ

“นอกจากนั้น เราอาจจะมีการเสนอให้ปลดล็อคแนวคิดนโยบายการศึกษาของรัฐบางเรื่อง อย่างเช่น การคิดจำนวนหัวนักเรียน จำนวนเด็กต่อโรงเรียน แม้กระทั่งการวัดผลประเมินผลซึ่งไม่สอดคล้องกับโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องร่วมกันยื่นข้อเสนอเหล่านี้ ต่อภาครัฐ กระทรวงศึกษา และสพฐ. ให้ระงับการยุบโรงเรียนขนาดเล็กไว้ก่อน”

ในเวทีเสวนาวันนั้น ยังมีเสียงสะท้อนจากตัวแทนชาวบ้าน ครู และอปท.ออกมาแบบไม่พอใจกับแนวคิด การตัดสินของนโยบายการศึกษาของรัฐไทย ที่จะมีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กในขณะนี้

“ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญดีไหม”

“เราน่าเสนอไปยังพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังหาเสียง ว่าเราจะไม่เลือกพรรคที่มีแนวคิดจะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก” “จริงๆ แล้ว น่าจะยุบ สพฐ. ยุบกระทรวงศึกษาฯ ยุบต้นตอของปัญหา รื้อวิธีคิดใหม่เสียด้วยซ้ำ” “เราต้องสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ นอกกรอบรัฐ โดยใช้กระบวนการของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน”

เหมือนกับคำสอนบทหนึ่งของชนเผ่าปกาเกอะญอ ที่ชาวบ้านได้เขียนติดป้ายไว้ในโรงเรียนของชุมชนมอวาคี โรงเรียนที่จัดการกันเองโดยคนในชุมชน เป็นคำสอนที่สะดุดหู สะกิดใจ บ่งบอกถึงความรู้ภูมิปัญญา หรือการศึกษา ว่าแท้จริงแล้ว ไม่ใช่มาจากรัฐใดๆ กำหนด หากมาจากพ่อแม่ ผู้รู้ ในชุมชนนั่นเอง

“แม่ตายเฉือนหูแม่ไว้ พ่อตายเฉือนลิ้นพ่อไว้”

 


 

แนวทางการแก้ไขปัญหาที่มีการระดมความเห็นจากตัวแทนชาวบ้าน ครู และอปท.

ระดับท้องถิ่น

-อปท.ควรเป็นส่วนประสานให้เกิดการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น ระหว่างโรงเรียน/ชุมชน (ในท้องถิ่น)  

-การสนับสนุนงบประมาณเพื่อช่วยเหลือการพัฒนาในโรงเรียน เช่น สนับสนุนการจัดกิจกรรมเสริม การอุดหนุนเพื่อการศึกษา ฯลฯ

-การมีนโยบายสนับสนุนการศึกษาให้แก่ชุมชน และการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนชุมชน (ประสาน/หนุนงบ/หนุนคน/หนุนทรัพยากร ฯลฯ)

ระดับเชิงรุกสู่ภายนอก

-การประสานภาคีเครือข่ายต่างๆร่วมเคลื่อนไหว มีหน่วยงานประสานร่วม (สภาการศึกษาทางเลือก)

-ตัวแทนชุมชน/โรงเรียน/เครือข่ายและสภาการศึกษาทางเลือก ร่วมกันลงรายชื่อ-ข้อเรียกร้อง และทำจดหมาย/ยื่นหนังสือคัดค้านให้ระงับคำสั่งยุบโรงเรียนขนาดเล็ก

เคลื่อน “นอกกรอบ”

-ฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ/เสนอสู่พรรคการเมืองต่างๆ -ยุบต้นตอของปัญหา รื้อวิธีคิดใหม่

-สร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ นอกกรอบรัฐ โดยใช้กระบวนการของชุมชนท้องถิ่นเป็นฐาน

ข้อเรียกร้อง

-ระงับคำสั่ง/นโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กโดยเร่งด่วน                                                         

-การยุบโรงเรียนต้องผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน -ต้องมีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการประชาพิจารณ์ร่วม โดยให้มีสัดส่วนของตัวแทนสภาการศึกษาทางเลือก ตัวแทนชุมชน ผู้ปกครอง และผู้มีส่วนได้เสีย

ข้อเสนอการแก้ไขปัญหา

-โรงเรียนขนาดเล็กเป็นโรงเรียนของท้องถิ่น ควรให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการ ถ้าชุมชนมีความพร้อม รัฐควรสนับสนุนให้ชุมชนจัดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง (ภายใต้รัฐธรรมนูญ/พรบ.การศึกษาที่ให้สิทธิชุมชนท้องถิ่นในการจัดการศึกษา)

-รัฐควรให้การสนับสนุนโรงเรียนชุมชนท้องถิ่น ให้มีสถานะ มีคุณค่า และกระจายการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง (เช่น การพัฒนาหลักสูตรและการวัดผลโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ฯลฯ)

 

 

 

 


 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น