โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

ทหารพม่าปะทะกับทหารคะฉิ่นแล้ว หลังตึงเครียดมาหลายเดือน

Posted: 14 Jun 2011 02:57 PM PDT

กองทัพพม่าเสริมกำลังเข้าไปในรัฐคะฉิ่น และเริ่มปะทะกับกองทัพอิสรภาพคะฉิ่น KIA แล้ว หลังจากทหารคะฉิ่นซึ่งทำข้อตกลงหยุดยิงกับทหารพม่า ไม่ยอมเปลี่ยนสถานะมาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพพม่า โดยโฆษกของ KIA คาดว่าการสู้รบจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและบานปลาย 

ความตึงเครียดที่ดำเนินมาหลายเดือน ระหว่างกองทัพอิสรภาพคะฉิ่นหรือ KIA (The Kachin Independence Army - KIA) ซึ่งเป็นกลุ่มหยุดยิงที่มีกำลังพลมากที่สุดในรัฐคะฉิ่น และรัฐบาลทหารพม่า ในที่สุดก็เกิดการปะทะกันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเว็บไซต์อิระวดี รายงานว่า มีการปะทะกันที่เมืองโมหมอก (Momauk) ในรัฐคะฉิ่น ทำให้ประชาชนราว 500 คนต้องละทิ้งบ้านเรื่องไปอยู่บริเวณชายแดนจีน

การสู้รบยังเป็นไปอย่างต่อเนื่องและน่าจะบานปลาย” นายลานา โฆษกของ KIA กล่าว “พวกเราหมดความอดทนสุดท้ายกับกองทัพพม่า ตอนนี้คือนโยบาย “ไม่เหลือความอดทน”“

ทั้งนี้ KIA ลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าเมื่อปี 2537 ขณะที่เกิดความตึงเครียดขึ้นหลังจากที่เมื่อปีที่แล้ว KIA ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนสถานะกองกำลังของตนเป็นกองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของกองทัพพม่า

ทั้งนี้การปะทะเกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (9 มิ.ย.) หลังจากการเจรจาให้ปล่อยตัวประกันล้มเหลว โดยหลังจากที่ทหารพม่าได้คืนทหารคะฉิ่นที่ถูกจับเป็นตัวประกันในสภาพที่เสียชีวิตแล้วให้แก่ทหาร KIA จึงทำให้ต่อมาเกิดการปะทะกันระหว่าง KIA กับทหารพม่า

โดยกองทัพรัฐบาลได้เสริมกำลังเข้าไปในเมืองโมหมอกหลายกองพัน แหล่งข่าวระบุว่ารัฐบาลเตรียมปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ ด้านแหล่งข่าวฝ่าย KIA อ้างว่ามีทหารพม่าราว 60 นายซึ่งได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเมืองผาหม่อ (Bhamo)

ขณะที่เส่งอ่อง ชาวบ้านในเมืองไลซา ฐานที่มั่นใหญ่ของ KIA กล่าวว่า เขาเชื่อว่าการต่อสู้จะบานปลายกว่านี้ เพราะตอนนี้คนงานชาวจีนและวิศวกรที่เขื่อนท่าปาย ใกล้กับชายแดนจีน-พม่า เริ่มย้ายกลับจีนแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุปะทะ ขณะที่นักโทษจากเรือนจำที่เมืองผาหม่อถูกส่งมาที่เมืองโมหมอกเพื่อใช้เป็นลูกหาบสำหรับทหารรัฐบาลพม่า

ทั้งนี้ทหารรัฐบาลพม่าได้ยึดสำนักงานประสานงานของกลุ่ม KIA ที่เมืองมิตจีนา (Myitkyina) เมืองหลวงของรัฐคะฉิ่น เมื่อคืนวันเสาร์ (11 มิ.ย.) ที่ผ่านมา

นายลาปาย หน่อ ดิน (Lapai Naw Din) บรรณาธิการของสำนักข่าวคะฉิ่น (Kachin News Group - KNG) ซึ่งมีสำนักงานในไทยระบุว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลพม่าได้เตือนประชาชนในเมืองโมหมอกห้ามออกจากบ้านในช่วงกลางคืน

ขณะที่ประชาชนบางส่วนได้ย้ายไปอยู่ในเมืองที่มีความปลอดภัยกว่า บ้างก็ย้ายไปอยู่กับญาติที่เมืองชายแดนของจีน ทั้งนี้ประชาชนในเมืองโมหมอกได้ย้ายออกจากเมืองจำนวนมากหลังจากทหารของรัฐบาลพม่าเริ่มเกณฑ์ประชาชนไปเป็นลูกหาบ เพื่อเป็นแรงงานในช่วงทำสงคราม

ในช่วงการปะทะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฝ่ายทหารคะฉิ่นอ้างว่า มีทหารรัฐบาลพม่าอย่างน้อยสามรายเสียชีวิต โดยในจำนวนนี้มีทหารยศร้อยเอกด้วย ขณะที่อีก 6 รายได้รับบาดเจ็บ ส่วนทหาร KIA บาดเจ็บสองราย โดยขณะนี้ยังไม่มีรายงานความสูญเสียเพิ่มเติมจากทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ ยังมีการปะทะย่อยเกิดขึ้นเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ที่รัฐฉาน โดยทหารพม่าได้ปะทะกับกองทัพรัฐฉาน (Shan State Army – SSA) บริเวณรัฐฉานภาคเหนือ ที่บ้านเส่งจ็อต โดยชาวบ้านในพื้นที่แจ้งกับหนังสือพิมพ์ออนไลน์ “อิระวดี” ว่ามีทหารพม่าราว 300 นายบุกโจมตีฐานของกองทัพรัฐฉาน โดยการสู้รบดำเนินมาในช่วงเช้าวันจันทร์ (13 มิ.ย.) จนถึงเวลา 10.00 น. ด้านบรรณาธิการของสำนักข่าวฉาน (S.H.A.N.) รายงานว่าทหารพม่าสามารถยึดป้อมของกองทัพรัฐฉานที่บ้านดังกล่าวได้

 

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

KIA 'Loses Patience' with Burmese Govt, By SAW YAN NAING Monday, June 13, 2011 http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=21478

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จาตุรนต์ : คำโต้แย้งต่อคำพูดอภิสิทธิ์ ฉบับที่ 3

Posted: 14 Jun 2011 11:56 AM PDT

สวัสดีครับทุกท่าน

วันนี้มีเวลาเล็กน้อยครับ คงต้องเลือกพูดเพียงบางเรื่อง ใครมีประเด็นจะฝากก็เชิญนะครับ

อ่านข่าวนสพ.ฉบับใหญ่ๆ ข่าวการเมืองมักเป็นข่าวการให้ความเห็นของปชป.มากกว่าพรรคอื่นๆ อาจเป็นเพราะพรรคนี้ถนัดแสดงความเห็นอยู่แล้วด้วย

เนื้อหาส่วนใหญ่ที่พรรคปชป.พูดเกือบทั้งหมดจะเป็นการโจมตี หรือโต้ตอบประเด็นการเมือง และมีบ้างที่เป็นการพูดถึงนโยบายแต่ก็เพียงสั้นๆ

ในเวลาที่มีเพียงเล็กน้อยนี้ จะขอวิจารณ์เฟซบุ๊ค "มาร์ค" ภาค 3 สักหน่อย เห็นว่าเป็นประเด็นที่คุณอภิสิทธิ์ตั้งใจอธิบายเอาจริงเอาจังทีเดียว

คุณอภิสิทธิ์เน้นมากเรื่อง "ผมไม่ได้สั่งฆ่า 91 ศพ" โดยลำดับเหตุการณ์เพื่อจะแสดงให้เห็นว่ามีคนวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนที่จะยัดเหยียดให้ตนเป็น "ฆาตกรสั่งฆ่าประชาชน"

เรื่องการเจรจาออกทีวีแล้วไม่ลงตัว ไม่สามารถหาข้อยุติได้นั้น ใครพูดอะไรอย่างไรและทำไมจึงตกลงกันไม่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ดูอยู่ในวันนั้นคงจำได้

โดยสรุปคือช่วงเวลายังต่างกันมาก และเมื่อตกลงกันยังไม่ได้การเคลื่อนไหวเรียกร้องก็ดำเนินต่อไปซึ่งก็ยังไม่มีการเสียชีวิตจนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย.

คุณอภิสิทธิ์พูดถึงเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และบังเอิญผมอยู่ในเหตุการณ์บางตอนของวันนั้นด้วย ผมจะชี้ว่าไม่ตรงอย่างไร

คุณอภิสิทธิ์ยอกว่ามีการขอคืนพื้นที่ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่บ่ายจนถึงหกโมงเย็นไม่มีการสูญเสีย

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าเมื่อเริ่มมืดก็เริ่มมีการเจรจาให้สองฝ่ายอยู่กับที่แต่ไม่เป็นผล จึงมีการสั่งให้ถอนกำลังกลับ จากนั้นสงครามเต็มรูปแบบก็เกิดขึ้น

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าหลังคำประกาศของอริสมันต์ไม่นาน..ชายชุดดำแฝงตัว...โจมตีทหารจนเกิดการสูญเสียชีวิตทั้งทหารและประชาชน....

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าตนและผู้นำเหล่าทัพ..เกิดอาการช็อคและว่าวันนั้นเป็นวันที่ตนสลดใจมากที่สุดในช่วงที่เป็นนายกฯ..ย้ำว่ามีกองกำลังติดอาวุธ...

ที่คุณอภิสิทธิ์ชี้แจงคลาดเคลื่อนก็คือตั้งแต่ช่วงกลางวันรัฐบาลและศอฉ.ประกาศขอคืนพื้นที่และประกาศว่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในเวลาหกโมงเย็น

ใกล้ถึงหกโมงเย็นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดปฏิบัติการ ยังคงเดินหน้าไปเรื่อย ช่วงนั้นไปถึงเวทีที่ผ่านฟ้าและขึ้นเวทีปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการขอคืนพื้นที่ไว้ก่อน

ผมพูดกับคุณอภิสิทธิ์และคุณอนุพงษ์ว่ากำลังจะมืด อย่างไรก็ไม่มีทางยึดพื้นที่คืนได้ก่อนมืด เพราะฉะนั้นขอให้ยุติและถอนกำลังออกไปก่อน วันรุ่งขึ้นค่อยว่ากันใหม่

ระหว่างนั้นไม่มีวี่แววว่ารัฐบาลจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ถอยอย่างที่คุณอภิสิทธิ์พูดในเฟซบุ๊ค เพราะมีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่ตลอดและสถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นๆ

ผมพูดไปจนหกโมงกว่าก็ได้รับโน้ตจากหลังเวทีว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตแล้วหนึ่งคน ซึ่งผมก็ยังพูดต่อไปเพื่อย้ำว่าหากไม่ยุติ ยิ่งมืดมากจะยิ่งอันตราย

ผมพูดจบ ตอนจะลงเวทีก็ยังถูกแก๊สน้ำตาที่โปรยลงมาจากฮ.ที่วนเวียนอยู่ แสดงว่าระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสลายการชุมนุม

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็ทราบว่ามีคนถูกยิงเสียชีวิตอีกหลายคน ซึ่งต่อมาก็มีการนำศพมาแสดงว่ามีการเสียชีวิตจริง ขณะนั้นยังไม่มีการโจมตีของคนชุดดำ

เวลาผ่านไปอีกเป็นชั่วโมง จนมีคนเสียชีวิตไปหลายคนแล้ว จึงมีการติดต่อเจรจาระหว่างตัวแทนของรัฐบาลกับนปช.โดยรัฐบาลขอให้ผมเป็นคนกลาง

ฝ่ายรัฐบาลถามผมว่าจะช่วยพูดกับนปช.ได้หรือไม่ ผมบอกไปว่าจะพยายามและว่าจะต้องรีบยุติมิฉะนั้นจะเสียหายมาก รัฐบาลบอกว่าจะหยุดแต่ขอให้นปช.พูดก่อน

ต่อมาหลังจากประสานไปมาทั้งสองฝ่ายก็ประกาศหยุด แต่หลังจากนั้นฝ่ายรัฐบาลก็ติดต่อมาอีกว่ามีพวกที่โจมตีเจ้าหน้าที่ด้วยอาวุธหนัก ขอให้ผมช่วยพูด?

ผมบอกไปว่าผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ไม่รู้จะพูดกับใคร ได้แต่แนะนำว่าให้เจ้าหน้าที่ถอยออกไปจากบริเวณที่ชุมนุมก่อน ประชาชนจะได้ไม่เสียหาย

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ถอยไปและการปะทะก็สิ้นสุด

มีผู้เสียชีวิต 20กว่าคนซึ่งถือว่าร้ายแรงมาก

ประเด็นคือถ้ายุติการขอคืนพื้นที่เสียก่อนมืดก็คงไม่สูญเสียอย่างนั้น ที่ไม่ยุติเพราะรัฐบาลต้องการยึดพื้นที่คืนให้ได้จริงๆ

การที่คุณอภิสิทธิ์โยนเรื่องทั้งหมดไปที่คนชุดดำจึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่อาจกลบเกลื่อนความผิดของรัฐบาลและศอฉ.ได้

เฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมย.ก็เกินพอที่ทำให้คุณอภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้วส่วนความเสียหายหลังจากนั้นก็ย่อมไม่พ้นความรับผิดชอบของรัฐบาล

เหตุการณ์หลัง 10 เมย.ผมจะไม่ขอวิจารณ์ในตอนนี้เพราะคุณอภิสิทธิ์พูดมาถึงวันที่10 เมย. เท่านั้น ก็ขอวิจารณ์แค่วันที่10 เมย.ซึ่งผมคิดว่าก็หนักแล้ว

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

มอบการบ้านกระทรวงแรงงาน แก้ด่วน 3 กรณีคนงานถูกละเมิดสิทธิ

Posted: 14 Jun 2011 11:08 AM PDT

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยบุกถึงถิ่น ให้ข้อมูล 3 กรณีร้อนคนงานโดนละเมิด จี้กระทรวงแรงงานแก้ไขด่วน ทั้งกรณี เคเอฟซี, ไทยอินดัสเตรียลแก๊ส, ยัม เรสเทอรองฯ ตัวแทนกระทรวงให้ไปร้องคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์

 

(13 มิ.ย.54) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) นำโดยชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. เดินทางพร้อมด้วยคนงานจากกลุ่มต่างๆ เข้าพบนายอิทธิพล แผ่นเงิน ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองงาน กระทรวงแรงงาน เพื่อหารือแนวทางการช่วยเหลือคนงาน โดยนายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า มีการละเมิด พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ต่อพนักงาน 3 แห่งคือ บริษัท ยัม เรสเทอรองส์อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการ ผู้บริหารและผู้ให้สิทธิแฟรนไชส์ร้านอาหารบริการด่วน เคเอฟซีและพิซซ่าฮัท ในประเทศไทย บริษัท ฟูรูกาวา เม็ททัล (ไทยแลนด์) และไทยอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัด (มหาชน)

 

โดยนายชาลี ให้ข้อมูลว่า กรณีของ บ.ยัมฯ นั้น หลังพนักงานลงลายมือชื่อ 260 คนเพื่อยื่นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ และตั้งตัวแทนเจรจาตามกฎหมาย ปรากฎว่านายจ้างยังไม่มีท่าทีเจรจา ไม่ยอมรับการจัดตั้งสหภาพฯ เลิกจ้าง 3 แกนนำ รวมถึงกดดันคนงานให้ถอดชื่อออกด้วย ซึ่ง คสรท.มองว่านายจ้างไม่เคารพกฎหมายและท้าทายอำนาจเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงาน

กรณีฟูรูกาวา ชัยยุต พรานน้อย รองประธานสหภาพแรงงานฟูรูกาวา เล่าว่า เรื่องเกิดจากปีที่ผ่านมา บริษัทมีนโยบายติดกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในบริเวณที่พนักงานปฏิบัติงาน โดยปฏิเสธที่จะให้สหภาพฯ มีส่วนร่วมตัดสินใจ รวมถึงไม่ตอบคำถามของสหภาพฯ ว่ามีเจตนาอื่นแฝงเพื่อนำภาพมาลงโทษหรือไม่ ต่อมา สหภาพฯ ได้ชี้แจงต่อสมาชิกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางใบปลิวและการปราศรัย ซึ่งไม่ได้ขวางทางเข้า-ออกแต่อย่างใด แต่ต่อมา บริษัทได้แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ต่อคณะกรรมการและสมาชิกสหภาพฯ รวม 15 คน พร้อมสั่งห้ามทั้ง 15 คนเข้าปฏิบัติงานจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น โดยบริษัทปฏิเสธการเจรจาใดๆ กับสหภาพฯ นอกจากนี้ยังมีการขออำนาจศาลเพื่อเลิกจ้างกรรมการสหภาพด้วย

ชัยยุต ระบุว่า ปัจจุบัน คนงานทั้ง 15 คนไม่ได้ทำงานมาเกือบ 2 เดือนแล้ว โดยมีการจ่ายเงินเดือน แต่ตัดเงินบางส่วนเนื่องจาก บ.อ้างว่าพวกเขาไม่ได้ทำงาน ขณะที่ในโรงงานมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มจากเดิมที่ระบุว่าจะติด 70 ตัวเป็น 100 ตัว โดยเฉพาะเจาะจงนตำแหน่งของคณะกรรมการสหภาพฯ ซึ่งสร้างความไม่สบายใจต่อคนงานอย่างยิ่ง

 

ขณะที่กรณีของสหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊ส ฉัตรชัย ไพยเสน เลขาธิการสหภาพฯ เล่าถึงคดีที่อนุกรรมการของสหภาพฯ ถูกผู้บริหารฟ้องดำเนินคดีด้วยข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยเนื้อหาอันเป็นเท็จฯ ตามมาตรา 14 ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยแม้ว่าต่อมาผู้บริหารจะไม่เอาเรื่องแล้ว แต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นอาญาแผ่นดิน ยอมความไม่ได้ คนงานจึงยังต้องสู้คดีต่อไป

ทั้งนี้ ฉัตรชัย แสดงความเห็นว่า พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายที่มีช่องโหว่ โดยตัวกฎหมายไม่มีความชัดเจนในการตีความ และเชื่อว่าในอนาคต นักสหภาพฯ ที่สื่อสารทางอีเมลคงจะโดนคดีแบบนี้ จึงอยากให้กระทรวงแรงงานก้าวให้ทันเกมของนายจ้าง เพื่อปกป้องนักสหภาพฯ และคนงานในอนาคต

หลังรับฟังปัญหา ตัวแทนฝ่ายกฎหมายกระทรวงแรงงานกล่าวเน้นถึงการใช้แรงงานสัมพันธ์ก่อนการใช้กฎหมาย โดยแนะนำให้ร้องต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) ส่วนกรณีมีการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นั้น ระบุว่า ขณะนี้มีการปรับแก้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์และ พ.ร.บ.รัฐวิสาหกิจ รับว่าจะปรับแก้เพื่อให้คุ้มครองแรงงานมากขึ้น

จากนั้น คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) ได้เปิดแถลงข่าว โดยชัยสิทธิ์ สุขสมบูรณ์ รองประธาน คสรท. ระบุว่า ภายหลังการรับฟังปัญหาอยากเสนอให้กระทรวงแรงงานออกมาตรการเร่งด่วน เพื่อเตือนให้นายจ้างยุติการละเมิดสิทธิคนงานเหล่านี้ด้วย

ด้านชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท. กล่าวฝากไปยังนักการเมืองที่กำลังหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมาถึงให้หันมาสนใจดูแลลูกจ้างที่ถูกคุกคามเสรีภาพ พร้อมระบุว่า กรณีของเคเอฟซี จะมีการรณรงค์ไปทางสหพันธ์แรงงานอาหารระหว่างประเทศ (IUF) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และสถานทูตอเมริกาด้วย หากยังไม่มีการใช้แรงงานสัมพันธ์ที่ดี ก็จะใช้มาตรการกดดันทางสังคมต่อไป เพื่อชี้ให้ผู้บริโภคเห็นว่า บริษัทอาหารของโลกที่ภาพลักษณ์ดี แต่กลับไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของคนงาน

ขณะที่กรณีการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฟ้องร้องคนงานนั้น คงต้องหารือกับศูนย์ช่วยเหลือและจัดการวิกฤตแรงงาน ซึ่งเป็นฝ่ายกฎหมายของแรงงานเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป รวมถึงคาดว่าจะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งมีนายชัยสิทธิ์เป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้วย

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

“ยิ่งลักษณ์” ลงชายแดนใต้ ชูเขตปกครองพิเศษเหมือน กทม.

Posted: 14 Jun 2011 10:23 AM PDT

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อช่วยผู้สมัครแบบแบ่งเขต เริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. เดินทางถึงบริเวณท่าอากาศยานนราธิวาส ผู้สมัครของพรรคและประชาชนกว่า 500 คนมาต้อนรับ โดยมีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ นายนิติภูมิ นวรัตน์ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และคณะติดตามอีกกว่า 50 คนเดินทางมาด้วย

“ยิ่งลักษณ์” ลงชายแดนใต้ ชูเขตปกครองพิเศษเหมือน กทม.

หลังจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดินทางมาถึง ได้สวมฮิญาบสีแดง (ผ้าคลุมศีรษะสตรีมุสลิม) และพบปะกับประชาชนในพื้นที่ โดยไม่มีการปราศรัยแต่อย่างใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อเพียงสั้นๆ ว่า ตนมั่นใจว่าผู้สมัครในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และพรรคเพื่อไทยจะได้รับเสียงจากประชาชนค่อนข้างมาก เพราะนโยบายดีและทำได้จริง และจะเคารพการตัดสินใจของประชาชน

จากนั้นเดินทางไปที่บ้านพักของนายอับดุลเร๊าะห์มาน อับดุลสมัด อดีตประธานสมาพันธ์คณะกรรมการอิสลาม 14 จังหวัดภาคใต้ อดีตประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดนราธิวาสและเป็นผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 76 ที่บ้านบลูกาสนอ หมู่ที่ 4 ตำบลตะปอเยาะ อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส

จากนั้นได้เดินทางไปที่ที่ทำการสาขาพรรคเพื่อไทย ถนนสะเตงนอก อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยยังสวมฮิญาบสีแดง พบปะประชาชนทั้งชาวไทยพุทธและมุสลิม พร้อมขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียง

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขึ้นเวทีหาเสียง ชูนโยบายของพรรคเพื่อไทย หลายข้อ เช่น การสร้างที่พักให้ผู้เดินทางไปแสวงบุญที่เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ทุนการศึกษา กองทุนหมู่บ้าน พักหนี้เกษตรกร 3 ปี รวมทั้งโครงการบ้านหลังแรกในชีวิตให้กับผู้ยากจน

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ว่า เห็นด้วยกับการยกระดับการพัฒนาในพื้นที่เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เช่นเดียวกับ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา พร้อมทั้งการส่งเสริม และการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มากกว่าการใช้ความรุนแรงในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังเน้นด้านภาษา และผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลส่งออก และโครงการแลนด์บริจส์ ที่จะเป็นอุตสาหกรรมสร้างงานสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง

จากนั้นได้เดินทางต่อไปที่โรงแรมเซาท์เทิร์นวิว จังหวัดปัตตานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับผู้สมัครของพรรคและขึ้นเวทีปราศรัยว่า เป็นครั้งแรกที่เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้ หากได้เป็นรัฐบาลจะยกระดับ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษเหมือนกรุงเทพฯและพัทยา เรื่องการศึกษาในโรงเรียนจะเปิดเรียนวิชามลายู จัดรูปแบบของโรงเรียนประจำเพื่อความปลอดภัยของครูและนักเรียน

นอกจากนี้ จะให้ 3 จังหวัดภาคใต้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจมีสะพานเชื่อมอันดามันกับอ่าวไทย เพื่อจะมีถนน รถไฟ และน้ำมัน ต่อไปจะมีเงินสะพัดในพื้นที่ภาคใต้ พรรคเพื่อไทยจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้ชาวมุสลิมได้ประกอบพิธีฮัจญ์ และจะเพิ่มจาก 12,000 คน เป็น 20,000 คน และจัดให้มีที่พักอย่างสมศักดิ์ เช่นเดียวกับอาหารฮาลาลก็จะให้พื้นที่ 3 จังหวัดเป็นศูนย์การผลิตอาหารฮาลาล ส่งออกทั่วโลก

“ดิฉันขอกล่าวด้วยความจริงใจตั้งใจที่จะเข้ามาทำงานในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเราเชื่อว่าเราคุยกันได้ และเราเชื่อว่า การปรองดองของประเทศนั้นคือ การปรองดองของคนทั้งประเทศ ดิฉันเข้าใจกับการสูญเสียสามีและลูก ดังนั้น ดิฉันไม่อยากเห็นความสูญเสียนี้เกิดขึ้นอีกกับคนไทยทั้งประเทศ ย้ำอีกครั้งว่า พรรคเพื่อไทยแสดงความจริงใจจึงขอโอกาสพรรคเพื่อไทยเข้ามาแก้ปัญหาให้ประชาชนด้วย” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

เรียบเรียงจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไกล่เกลี่ยล่มคดีอิหม่ามยะผา พิพากษายืนให้ฟ้องตำรวจในศาลทหาร

Posted: 14 Jun 2011 10:12 AM PDT

คดีอาญาอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ยกฟ้องตำรวจ ให้ฟ้องที่ศาลทหาร ส่วนคดีแพ่งฟ้องเรียกค่าเสียหายตกลงกันไม่ได้

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ศาลจังหวัดนราธิวาสได้นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีที่นางนิม๊ะ กาเซ็ง ภรรยาของอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ผู้เสียชีวิตเนื่องจากถูกซ้อมทรมาน เป็นผู้เสียหายยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจผู้จับกุม ควบคุมตัว และทำร้ายร่างกาย เป็นคดีอาญา ในเรื่องความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ (ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง)

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า พิพากษายกฟ้องจำเลย ที่ 6 และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึง ที่ 5 โดยให้เหตุผลว่า จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.รือเสาะ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎอัยการศึก ซึ่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายพลเรือนต้องปฏิบัติตามความต้องการของหน่วยทหาร ส่วนฝ่ายทหารจะนำตัวไปกักไว้ที่ใดก็เป็นเรื่องของฝ่ายทหาร ไม่ใช่การกระทำของ จำเลยที่ 6 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร

ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำร้ายร่างกายด้วย ไม่มีเหตุผลรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 6 มีเจตนาร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1-5 เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่ามีพลเรือนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1-5 ซึ่งเป็นทหาร คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ศาลยุติธรรมไม่มีอำนาจพิพากษา

การดำเนินคดีอาญาในศาลทหาร ตามพระธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 กำหนดให้อัยการทหารเท่านั้นเป็นโจทก์ ผู้เสียหายต้องมอบคดีให้อัยการทหารเท่านั้นเป็นโจทก์ ผู้เสียหายจะฟ้องคดีเองหรือจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้

ในวันเดียวกัน ญาติของอิหม่ามยะผา กาเซ็ง ได้เดินทางไปที่ศาลแพ่ง กรุงเทพมหานคร ตามวันนัดไกล่เกลี่ยของศาลแพ่ง กรุงเทพฯ เพื่อไกล่เกลี่ยกับผู้แทนของกระทรวงกลาโหม กองทัพบก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในคดีแพ่งที่ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดจากกรณีที่อิหม่ามยะผา กาเซ็ง ถูกซ้อมทรมานจนเสียชีวิต

โดยเมื่อไกล่เกลี่ยแล้วตกลงกันไม่ได้ เพราะติดขัดในเรื่องคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้หน่วยงานราชการลงประกาศหนังสือพิมพ์และส่งหนังสือถึงหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงขอโทษครอบครัวอิหม่ามยะผา ทั้งค่าเสียหายที่ฝ่ายราชการเสนอมาก็ค่อนข้างต่ำ ศาลจึงให้ส่งสำนวนกลับคืนเข้าสู่ระบบการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลตามขั้นตอนต่อไป โดยมีกำหนดนัดพร้อมในวันที่ 20 มิถุนายน 2554 เวลา 09.00 น.

เหตุคดีนี้เนื่องจากศาลจังหวัดนราธิวาส ได้ไต่สวนชันสูตรพลิกศพนายยะผา กาเซ็ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 และมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551 ว่าผู้ตายคือ นายยะผา กาเซ็ง ตายที่ฐานปฏิบัติการหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 39 ตั้งอยู่ที่วัดสวนธรรม หมู่ที่ 2 ตำบลรือเสาะออก อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2551 เนื่องจากผู้ตายถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกาย ทำให้กระดูกซี่โครงหัก ลมรั่วในช่องอกด้านขวา ระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติราชการตามหน้าที่

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นโยบายไหน ถูกใจ ‘เด็กปอเนาะ’

Posted: 14 Jun 2011 10:09 AM PDT

ท่ามกลางสถานการณ์ไม่สงบ นโยบายดับไฟใต้จึงกลายเป็นจุดขายหลักในการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. แต่จะมีนโยบายของพรรคไหนถูกใจเด็กปอเนาะบ้าง

แม้เด็กปอเนาะ หรือ นักเรียนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดภาคใต้ อาจไม่ใช่ฐานเสียงหลัก เนื่องจากอาจมีไม่กี่คนที่เพิ่งมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ แต่พวกเขาก็เป็นอีกเสียงหนึ่งที่สามารถชี้อนาคตของชาติได้

ความต้องการของพวกเขาคืออะไร ลองมาสำรวจความต้องการของพวกเขาดู จากโรงเรียนตาร์เบียตุลวาตันมูลนิธิ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และโรงเรียนนะห์ฎอตุลซูบาน อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส

 

นโยบายไหน ถูกใจ‘เด็กปอเนาะ’

นายต่วนอิกรอม ดาโอ๊ะมารียอ ม.6/1 โรงเรียนตาร์เบียตุลวาตันมูลนิธิ

“อยากได้นักการเมืองที่สุจริตและพูดจริงทำจริง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเข้าใจความเป็นอยู่และเข้าใจอัตลักษณ์ของคนในพื้นที่ให้มากกว่านี้ เพราะเชื่อว่าทุกศาสนาอยู่ร่วมกันได้

อยากให้มีกิจกรรมให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน ให้มากกว่านี้ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ประชาชนหรือเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนปอเนาะ มักจะตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์อยู่บ่อยครั้ง

ผมทราบมาว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะแจกโน้ตบุ๊กให้นักเรียนทุกคน เพื่อพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาและเปิดโลกทัศน์ในการเรียนรู้ให้กว้างขึ้น ผมว่าเป็นนโยบายที่ดี เพราะใครๆก็อยากได้ แต่ไม่มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะทำตามที่พูดไว้ได้หรือไม่”

 

นโยบายไหน ถูกใจ‘เด็กปอเนาะ’

นางสาวฮากีมะฮ์ แวเต๊ะ ม.6/2 โรงเรียนตาร์เบียตุลวาตันมูลนิธิ

“ยังไม่มีส.ส.หรือพรรคการเมืองใดอยู่ในใจตอนนี้ แต่หากพรรคใดที่ได้รับเลือกตั้งแล้ว ก็ควรต้องทำตามนโยบายตามที่วางไว้ และต้องลงพื้นที่พบประชาชนเหมือนช่วงหาเสียงเลือกตั้งด้วย

อยากให้รัฐบาลชุดใหม่แก้ปัญหาด้านการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดด้วย เนื่องจากคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัด ด้อยกว่าจังหวัดอื่นๆ โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ส่วนมากจะเสียเปรียบด้านความรู้ ทางสายสามัญ จึงอยากให้ยกระดับการศึกษาสายสามัญในโรงเรียนปอเนาะให้มีมาตรฐานสูงกว่านี้

อยากให้รัฐบาลชุดใหม่ ส่งเสริมนโยบายด้านสาธารณสุขมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาสุขภาพอนามัยของนักเรียนปอเนาะ เช่น ให้มีหมอมาให้บริการตรวจฟันฟรีที่โรงเรียน หรือมีนมโรงเรียนให้กินฟรีเหมือนในโรงเรียนประถมด้วย

ปัญหาการว่างงาน รัฐบาลควรแก้ไขเป็นอันดับแรก ควรให้เงินเดือนที่เหมาะสมกับวุฒิการศึกษา ซึ่งนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่จะปรับเงินเดือนของวุฒิปริญญาตรีเป็น 15,000 บาทนั้น คิดว่าเป็นนโยบายที่ดี แต่ควรทำให้ได้จริง

นโยบายการแก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด รัฐบาลใหม่ควรปรับราคาให้สูงกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาการประกันราคาของรัฐบาล ไม่คุ้มกับการลงทุน และควรจัดสรรงบประมาณให้มากขึ้นเพื่อ ประกันราคาหากเกิดอุทกภัย

เพราะที่บ้านดิฉันมีสวนลองกองอยู่ เมื่อผลผลิตออกมาก ราคาก็ตกเหลือแค่กิโลกรัมละ 5 บาท อยากให้รัฐบาลช่วยทำให้ราคาสูงกว่านี้ด้วย”

 

นโยบายไหน ถูกใจ‘เด็กปอเนาะ’

นางสาวนูรี มะเเละ ม.6/2 โรงเรียนตาร์เบียตุลวาตันมูลนิธิ

“อยากได้ส.ส.ที่เป็นมุสลิม เพราะอยากให้คนมุสลิมได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกับคนศาสนิกอื่น และเชื่อว่าหากได้ส.ส.เป็นมุสลิมด้วยกันแล้ว จะเข้าใจมุสลิมด้วยกันเป็นอย่างดี และสามารถให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้

ดิฉันชอบนโยบายของพรรคประชาธรรม เพราะมีผู้สมัครของพรรคนี้มาพูดหาเสียงที่โรงเรียน ฟังแล้วรู้สึกว่า น่าจะช่วยให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้

นโยบายเรียนฟรีของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนโยบายที่ดี เนื่องจากช่วยแบ่งเบาภาระค่าหนังสือและชุดนักเรียนได้มาก โดยเฉพาะค่าหนังสือเรียน เนื่องจากนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ต้องใช้หนังสือเรียนวิชาศาสนาด้วย แต่ต้องออกเงินซื้อเอง เพราะเป็นหนังสือนอกหลักสูตรของรัฐ ดังนั้น จึงควรเพิ่มค่าหนังสือนอกหลักสูตรเข้าไปในนโยบายเรียนฟรีด้วย”

 

นโยบายไหน ถูกใจ‘เด็กปอเนาะ’

นางสาวนูรรียานี ถิระโชติ ม.6/1 โรงเรียนนะห์ฎอตุลซูบาน

“รู้สึกตื่นเต้นกับการมีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกของตัวเอง และจะไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งครั้งนี้ด้วย หวังเพื่อให้เกิดความสงบในพื้นที่ แต่ก็ไม่มั่นใจว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว เหตุการณ์จะสงบได้จริงหรือไม่ เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น

นอกจากนี้อยากให้ประชาชนทั้งไทยพุทธและมุสลิมรักกันให้มาก และอยากให้ถอนทหารออกจากพื้นที่ เพราะรู้สึกกลัวเมื่อเจอกับทหาร”

 

นโยบายไหน ถูกใจ‘เด็กปอเนาะ’

นายอุสมาน หะยีอาบู ม.6/2 โรงเรียนนะห์ฎอตุลซูบาน

“ผมชอบนโยบายเรียนฟรีของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านได้ และทำให้มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้น แต่ผมก็เห็นด้วยกับนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่จะถอนทหารออกจากกพื้นที่ เพราะเชื่อว่า จะทำให้เหตุการณ์ดีขึ้น”

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เมืองคอนหนีโรงไฟฟ้าถ่านหิน หันหน้าพึ่ง ‘ลม–น้ำตก’

Posted: 14 Jun 2011 09:55 AM PDT

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ที่ห้องบงกชรัตน์ โรงแรมทวินโลตัส จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการการจัดการความรู้ด้านพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ (ระยะที่ 2) ภายใต้กรอบ “การศึกษาเพื่อการพัฒนาเชื้อเพลิงทางเลือกและโรงไฟฟ้าชุมชน” ร่วมกับสำนักงานพลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) มหาวิทยาลัยชีวิตเมืองนครศรีธรรมราช และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีส่วนราชการ ตัวแทนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชน ผู้ประกอบการเอกชน และประชาชนเข้าร่วมประมาณ 150 คน

นายเรืองเดช ปั่นด้วง ผู้อำนวยการกลุ่มพลังงานลม สำนักวิจัยค้นคว้าพลังงาน กรมพัฒนาพลังงาน กระทรวงพลังงาน กล่าวถึงศักยภาพการพัฒนาพลังงานต่อที่สัมมนาว่า จากแผนที่ความเร็วลมของประเทศไทยที่ระดับความสูง 90 เมตร จังหวัดนครศรีธรรมราชมีพื้นที่ที่มีศักยภาพในการพัฒนาพลังงานลม 494.60 ตารางกิโลเมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 31,967.44 เมกะวัตต์ ส่วนใหญ่อยู่บนยอดเขาในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำ

นายเรืองเดช เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงไฟฟ้าพลังงานลมขนาด 1.500 เมกะวัตต์ ของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมที่จะนำกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 นี้ โดยเมื่อปี 2551 โรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โรง ของบริษัทมาสเตอร์ เพาเวอร์ จำกัด ขนาด 0.080 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลมของกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ขนาด 0.080 เมกะวัตต์ ได้ขายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาก่อนแล้ว

“เอกชนทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมทั้งองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และสหกรณ์ สามารถลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานลม เพื่อเป็นทางเลือกในการพัฒนา และขยายพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ได้ ในทางกลับกันการลงทุนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงาน เท่ากับเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งเป็นการสร้างงานและลดความขัดแย้งในการตั้งโรงไฟฟ้าในพื้นที่ด้วย” นายเรืองเดช กล่าว

ผศ.ดร.สุเมธ ไชยประพันธ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กล่าวถึงแนวทางการใช้ชีวมวล เชื้อเพลิงอัดแท่ง และก๊าซชีวภาพเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกต่อที่สัมมนาว่า จากการติดตามการใช้เตาเผาเชื้อเพลิงลูกผสมประหยัดพลังงาน ของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ่อทอง (สะบ้าย้อย 6) จำกัด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา คำนวณต้นทุนการผลิตที่ไม้ฟืนราคา 1 บาท ต่อกิโลกรัม พบว่าสามารถลดปริมาณการใช้ฟืนเฉลี่ย 03.4 กิโลกรัม ต่อกิโลกรัมยาง หรือคิดเป็น 22% ประหยัดฟืนได้ 136,000 บาท ต่อปี สามารถลดต้นทุนการผลิตได้เฉลี่ย 0.25 บาท ต่อกิโลกรัมยาง

“ในจังหวัดนครศรีธรรมราชมีสหกรณ์กองทุนสวนยางประมาณ 91 แห่ง ถ้านำเตาเผาเชื้อเพลิงลูกผสมประหยัดพลังงานมาใช้ จะประหยัดเงินถึง 6,188,000 บาทต่อปี และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมลงด้วย” นายสุเมธ กล่าว

ผศ.พยอม รัตนมณี นักวิชาการคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงศักยภาพพลังน้ำของจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า จากแผนที่ DEM 1:4,000 ของกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผลการสำรวจภาคสนามพบว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชมีน้ำตกมากถึง 87 แห่ง สามารถนำไปพัฒนาเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำขนาดเล็ก ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 17,820 กิโลวัตต์ ใช้ได้ประมาณ 35,640 ครัวเรือน รองรับปริมาณประชากรได้ 142,560 คน คิดเป็น 10% ของประชากรจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้งหมด 1,500,000 คน

ผศ.พยอม กล่าวว่า น้ำตกในจังหวัดนครศรีธรรมราช สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก เนื่องจากมีภูมิประเทศลาดชัน สามารถเลือกใช้กังหันที่มีประสิทธิภาพสูง มีท่อส่งน้ำสั้นทำให้เกิดการสูญเสียน้ำน้อย ส่งผลให้ต้นทุนต่ำ นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นแนวกันชนให้กับป่าเป็นอย่างดี เพราะน้ำตกจะอยู่รายรอบเทือกเขา

นายธีระ มินทราศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ตอนนี้จังหวัดนครศรีธรรมราช มีผู้ออกมาคัดค้านการตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะเกรงจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ พลังงานทางเลือกจึงน่าจะเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

รัฐศาสตร์ มธ.เปิดโครงการวิจัย “ออกแบบประเทศไทยใหม่” “สมศักดิ์” จี้ไม่อภิปรายเรื่องสถาบัน

Posted: 14 Jun 2011 07:32 AM PDT

14 มิ.ย. 54 – เมื่อเวลา 13.00 น. ณ ห้อง 103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงานเสนอเค้าโครง โครงการวิจัย “ออกแบบประเทศไทยใหม่” (Redesigning Thailand) พร้อมทั้งแนะนำศูนย์ดิเรก ชัยนาม โดยมีคณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจากหลายสาขาวิชามานำเสนอหัวข้อเค้าโครงวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการเมืองไทย

รศ.ดร.ศิริพร วัชชวัลคุ คณบดีคณะรัฐศาสตร์กล่าวถึงโครงการ “ออกแบบประเทศไทย” ว่า เป็นโครงการวิจัยขนาดใหญ่ มีระยะเวลาดำเนินการ 3-5 ปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลิตองค์ความรู้ในการรองรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค เพื่อนำไปผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางนโยบายสาธารณะต่อไป

ทั้งนี้ มีโครงการบางส่วนที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วในระยะเบื้องต้น เช่น โครงการการออกแบบระบบการเลือกตั้งโดยใช้องค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยอรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ โครงการศึกษาการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยวรรณภา ติระสังขะ รวมถึงโครงการออกแบบพื้นที่ชายแดนแม่สอด โดยเดชา ตั้งสีฟ้า และโครงการอื่นๆ ในประเด็นความสัมพันธ์ไทย-อาเซียน และผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล เป็นต้น

หลังจากนั้นสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้เสนอความคิดเห็นในวงเสวนาว่า ตนมองว่าในการพูดเรื่องการออกแบบและเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จำเป็นต้องพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางในความขัดแย้งของการเมืองไทยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่จะอภิปรายได้

“ถ้าไม่ต้องการให้โครงการวิจัยแบบนี้เข้าท่าหรือดูเท่แต่หัวข้อ โดยเฉพาะถ้าพูดถึงเรื่องจุดมุ่งหมายที่ว่าด้วยเรื่องการออกแบบสถาบัน และการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น  ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ต้อง ‘redesign’ คือสถานะและอำนาจสถาบันกษัตริย์” สมศักดิ์กล่าว

“ต่อให้ไม่เห็นด้วย หรือไม่ยอมรับว่า [เรื่องสถาบันกษัตริย์] เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด แต่ไม่มีทางเถียงได้เลยว่า เรื่องนี้สำคัญไม่น้อยกว่าหัวข้อที่กล่าวมาแน่นอน...โดยเฉพาะบริบทที่เกิดขึ้นในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง คือ เรื่องที่ว่าเราจะจัดตำแหน่งแห่งที่ และอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในการเมืองไทยอย่างไร หัวข้อที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชายแดน เรื่องอัตลักษณ์ ล้วนได้รับผลกระทบจากหัวข้อนี้ทั้งสิ้น” 

“คณะรัฐศาสตร์อันดับหนึ่งของประเทศไทย และทำหัวข้อวิจัยที่ใหญ่และทะเยอทะยานขนาดนี้ แต่หัวข้อที่สำคัญ ในการ Redesign Institution กลับไม่มีการพูดเรื่องการรีดีไซน์สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ เป็นเรื่องที่วิปริตมากๆ จนเกือบจะ Surreal “ สมศักดิ์ แสดงความเห็น

ต่อประเด็นดังกล่าว คณบดี คณะรัฐศาสตร์ มธ. ได้ชี้แจงว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพียงโครงการนำร่องเท่านั้น และชี้ว่านอกจากโครงการ 7 โครงการดังกล่าวที่ได้นำเสนอไป จะมีงานวิจัยในประเด็นอื่นด้วยในอนาคต เช่น ด้านวิกฤติการณ์การอาหาร สิ่งแวดล้อม และด้านกองทัพ

อย่างไรก็ตาม สมศักดิ์อภิปรายต่อไปว่า “ในหัวข้อแบบนี้ ไม่มีเหตุผลโดยสิ้นเชิงที่บอกตัวเองว่าจะไม่พูด (เรื่องสถาบันกษัตริย์) ได้ นอกจากจะเอาความเคารพตัวเองไปเก็บใส่กระเป๋า โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ว่าระยะเวลาข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาล และมีความสำคัญแค่ไหน”

“การที่ปัญญาชนทางด้านรัฐศาสตร์ชั้นหนึ่งของประเทศ Straight face ขึ้นมาพูดเรื่องการออกแบบสถาบันของไทย และไม่พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์แม้แต่คำเดียว มันยิ่งกว่า surreal และ absurd ลองถามตัวเองว่า มีเหตุผลจริงๆหรือ” สมศักดิ์ตั้งคำถาม

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Posted: 14 Jun 2011 06:59 AM PDT

ณัฐวุฒิโพสต์สเตตัสลงหน้าเพจ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำนวน 13 ข้อความ 13 ประเด็น โต้ตอบบทความ “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ” ระบุการพูดความจริงอาจทำให้ตัวเองเจ็บปวดแต่ถ้าเราเป็นผู้นำแล้วไม่พูดความจริงจะทำให้ประชาชนเจ็บปวด

000

1.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าความรุนแรงเริ่มตั้งแต่ปี2552ที่มีการล้มประชุมอาเซียนโดยจงใจไม่กล่าวถึงกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินที่มาดักทำร้ายคนเสื้อแดงระหว่างทางกลับจากการยื่นหนังสือรอบแรก คนพวกนั้นเป็นชายฉกรรจ์ผมสั้นเกรียนมีทั้งปืน มืด และไม้เป็นอาวุธมีคนบาดเจ็บหลายรายและปรากฏข้อมูลว่ากลุ่มคนดังกล่าวบัญชาการโดยผู้มีอิทธิพลในพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งปรากฏตัวพร้อมนายสุเทพในคืนก่อนเกิดเหตุ ความรุนแรงเริ่มต้นตรงนี้ครับ

2.สรุปเหตุการณ์ว่าชาวบ้านนางเลิ้ง2คนเสียชีวิตเพราะตกเป็นเหยื่อของการชุมนุม ถามว่าผ่านมากว่า 2 ปีคดีนี้คืบหน้าไปถึงไหน ได้ตัวคนทำความผิดหรือยัง ถ้ายังคุณอภิสิทธิ์สรุปได้อย่างไรว่าพวกเขาเป็นเหยื่อของการชุมนุม ทำไมไม่พูดความจริงด้วยว่ามีคนเสื้อแดง2คนกลายเป็นศพถูกมัดมือไพล่หลังลอยน้ำจ้าพระยา คดีนี้ผลการสืบสวนเป็นอย่างไร

3.มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความจริงเรื่องนี้แต่เหตุใดจึงไม่รายงานผลต่อประชาชน คุณอภิสิทธิ์จงใจปกปิดความจริงอยู่ใช่หรือไม่ ผมเชื่อว่าถ้ามีการเปิดเผยความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี2552น่าจะมีส่วนช่วยอย่างสำคัญที่จะป้องกันเหตุสูญเสียครั้งใหญ่ในปีต่อมา แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ยอมพูดความจริงแล้วจะปฏิเสธความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

4.การบอกว่าเหตุการณ์ปี2553เริ่มจากการตัดสินยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณแสดงว่าคุณอภิสิทธิ์ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่กับการวาดภาพปีศาจใส่ฝ่ายตรงข้ามเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ผมยืนยันว่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่การขับไล่รัฐบาลทักษิณจนถึงคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องเดียวกัน การยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีผลใดๆเลยต่อการต่อสู้ในปี2553การทำลายประชาธิปไตยและระบบยุติธรรมซ้ำแล้วซ้ำล่าต่างหากเป็นสาเหตุที่แท้จริง

5.การเทียบเคียงคดีซุกหุ้นกับคดียึดทรัพย์ของพ.ต.ท.ทักษิณเพื่ออธิบายว่าถ้าตัดสินได้ประโยชน์พอใจถ้าไม่ก็คือสองมาตรฐานเป็นตรรกะหน้าไม่อาย เพราะคดีซุกหุ้นเริ่มก่อนพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯมีกระบวนการตามระบบปกติจนถึงวันตัดสิน แต่คดียึดทรัพย์เกิดหลังรัฐประหารโดยตั้งต้นจากคตส.ซึ่งรวมเอาคนเกลียดทักษิณมาเป็นกรรมการ คุณอภิสิทธิ์แยกแยะคำว่าเผด็จการกับประชาธิปไตยเป็นไหมครับ

6.การอ้างว่าพยายามอย่างที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงในปี2553เป็นคำพูดเอาแต่ได้ เพราะข้อเรียกร้องของประชาชนคือการยุบสภาซึ่งคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรมจะดำรงตำแหน่งนายกฯตั้งแต่ต้นคำยืนยันของคุณชุมพล ศิลปอาชาเรื่องพลังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือใบเสร็จเรื่องนี้ การอ้างว่าอยู่เพื่อแก้ปัญหาวันนี้ก็ชัดแล้วว่าทุกปัญหาร้ายแรงกว่าเก่า ยอมรับเถิดว่าการฆ่าไม่สามารถทำให้ชนะได้

7.ผมยืนยันว่า นปช.ไม่มีกองกำลังติดอาวุธถ้าคุณอภิสิทธิ์บอกว่ามีผมอยากเห็นหน้าคนพวกนี้ว่าเป็นใคร ใช่คนที่ถูกยิงตายมือเปล่ากลางถนนไหมหรือรัฐบาลจับเอาไปขังไว้ที่ไหน การที่คนเสื้อแดงไม่เรียกร้องให้ยุบสภาอีกหลังเหตุการณ์เพราะเขารู้แล้วว่าไร้ประโยชน์ คุณอภิสิทธิ์ยึดติดกับอำนาจยิ่งกว่าชีวิตประชาชนจะเรียกร้องอย่างไรก็คงไม่เป็นผล และที่สำคัญคือประชาชนยังไม่อยากตายครับ

8.เหตุการณ์10เม.ย.ไม่ใช่การสลายการชุมนุมตามหลักสากล มีที่ไหนบ้างใช้เฮลิคอปเตอร์โยนแก๊สน้ำตาลงกลางเวทีที่มีทั้งผู้หญิงและคนแก่จำนวนมาก มีคนถูกยิงตายรายแรกราว16.00-17.00น.ข่าวช่อง tpbs เขาสัมภาษณ์หมอคนหนึ่งซึ่งบอกมาตามนั้น ไม่ใช่การขอคืนพื้นที่แต่เป็นการปราบปรามประชาชนข่าวรายงานว่านายทหารใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่าต้องให้จบในคืนนั้นไม่มีตรงไหนอธิบายว่าคุณอภิสิทธิ์พยายามยุติปฏิบัติการ

9.จนเหตุการณ์บานปลายเอาไม่อยู่จึงมีการเจรจาระหว่างผมกับคุณกอร์ปศักดิ์ซึ่งเราพร้อมจะให้ความร่วมมือในการยุติความรุนแรงในทันที มีคนตายทั้งทหารและประชาชน20กว่าชีวิตผมเสียใจกับทุกครอบครัว ปัญหาคือเราบอกได้ว่าคนตายคนไหนเป็นทหารแต่ไม่มีใครระบุได้ว่าใครคือชายชุดดำใครคือผู้ก่อการร้ายเพราะทุกคนที่ตายไม่มีอาวุธและมีหลักแหล่งครอบครัวชัดเจนทุกคนมีญาติพี่น้องมาร่ำไห้ที่เวที จนถึงวันนี้ยังไม่มีคำอธิบายจากรัฐบาล

10.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นและในคืนนั้นไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว แล้วรู้ไหมครับว่าทุกชีวิตที่ตายไม่มีใครตาหลับเลยจนถึงวันนี้เพราะเขาไม่มีทางเข้าใจว่าทำไมต้องตาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากระสุนสไนเปอร์เหล่านั้นมาจากทางทิศไหนและตายไปแล้วดวงวิญญาณก็ยังมองไม่เห็นความยุติธรรมจะปรากฏแต่อย่างใด หลังจากเหตุการณ์นั้นทุกวันที่นอนหลับคุณอภิสิทธิ์ฝันเห็นพี่น้องผมที่ตายบ้างไหมครับ

11.ผมเป็นแกนนำคนเสื้อแดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผมไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ขณะนี้ผมเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายถ้าผิดจริงโทษสูงสุดคือประหารชีวิตผมยินดีต่อสู้คดีโดยไม่มีเงื่อนไข คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ คิดว่าต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้บ้างไหม มีทหารออกมาอาวุธครบมือแล้วประชาชนถูกยิงตายกลางเมืองหลวงเกือบ100ศพคุณอภิสิทธิ์ทำได้แค่อยู่ต่ออีกเกือบปีแล้วยุบสภามาชวนประชาชนเดินหน้าต่อไปเท่านั้นหรือ

12.คุณอภิสิทธิ์ปฏิเสธตลอดมาว่าไม่ได้ทำไม่รู้ไม่เห็น ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อนผมอาจจะเชื่อแต่พอเห็นคุณปฏิเสธเรื่องร่วมมือกับพันธมิตร เรื่องอำนาจพิเศษตั้งรัฐบาล เรื่องความสัมพันธ์พิเศษกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างหน้าตาเฉยยอมรับว่าผมไม่กล้าเชื่ออะไรคุณอีกเลย คุณเชื่อที่ตัวเองพูดไหม ยังจำสิ่งที่พูดไว้กับนายกฯสมชายเมื่อ9ต.ค.50หลังเหตุการณ์พันธมิตรบุกสภาได้บ้างไหมครับ

‎13.คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะเขียนอีกผมก็จะร่วมเขียนด้วยอีก อยากบอกคุณอภิสิทธิ์ว่าบางทีการพูดความจริงอาจทำให้ตัวเองเจ็บปวดแต่ถ้าเราเป็นผู้นำแล้วไม่พูดความจริงจะทำให้ประชาชนเจ็บปวด เวลาพูดสบตาประชาชนบ้างนะครับ ประชาชนจงเจริญ

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

Lifestyle by หลิ่มหลี ตอน ร้านหนังสือ กาแฟ ที่นัดพบ ที่เสวนา

Posted: 14 Jun 2011 06:46 AM PDT

เปิดโต๊ะบันเทิงและวัฒนธรรมแล้ว นอกจากจะเรียกร้องให้เขียนเรื่องบันเทิงๆ ที่เว็บทึมๆ แต่แรว๊งแห่งนี้ไม่ค่อยจะมีแล้ว ยังจะเรียกร้องให้มาเขียนเรื่องไลฟ์สไตล์ให้กับประชาเทยอีก หลิ่มหลีอยากบอกว่า หลิ่มหลีหนักใจมาก เพราะบอกออยากได้ คอลัมน์อะไรที่มันหลิ่มๆ Chic Chic ในขณะที่หลิ่มหลีอยู่ระหว่างแปลงโฉมฝึกตัวเองเป็นชาวลิเบอรัล หวังจะเข้าหาผู้ชายลิเบอรัล

หลิ่มหลีก็เลยรู้สึกว่า อยากเขียนอะไรที่ตัวเองรักดีกว่า เลยมาเจรจาต่อรองกับบอกอ ว่า หลิ่มหลีอยากเขียนเรื่อง เคป๊อบ อิอิ อร๊าย เขิลล์.. หลิ่มหลีถนัด อิอิ ... บอกอ อึ้ง.. มันลิเบอรัลตรงไหน ไอ่เคป๊อปเนี่ย แย่จัง

จากที่อยากเป็น ลิเบอรัล กลับกลายมาเป็น ลิเบอแร่ด .. หนักกว่าเดิม ฮ่าๆๆๆ

อ่ะ ก็ได้ ไหน ไหน ก็ ไหน ไหน แล้ว หลิ่มหลีรับปากแล้ว ก็ต้องทำตามสัญญา จะเขียนเรื่อง ชิค ชิค ให้ แต่ก็ต้องเป็นชิค ชิคที่ออกไปทางลิเบอแร่ด เอ้ย ไม่ใช่ ลิเบอรัลหน่อยนะคะ

ต้องมีคนสงสัยว่า ชิค ชิคแบบ ลิเบอรัลเป็นยังไง

คิกๆๆๆๆ ก็ แบบ บ้านๆ ติดดิน ติดดินหน่อยหง่ะค่ะ หลิ่มหลีก็ไม่ใช่พวกจะมาเขียนไลฟ์สไตล์แบบ ดื่มชาอังกฤษที่เกษรพลาซ่า ก่อนเข้าร้านดิออร์ หรือ ว่า อยู่มิวเซี่ยมที่ฮ่องกง ก่อนไปช๊อปที่ ถนนนาธาน หรือเดินเล่นทำสวยที่อูบุด เกาะบาหลี ก่อนไปขอพรพระเป็นเจ้าที่วัดทานาล๊อต

หลิ่มหลีทำแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ หลิ่มหลีก็ต้องประหยัดนะคะ เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องเก็บไว้รีแพร์ เอ้ย ไม่ใช่ ไว้ยามแก่เฒ่า โอย.. จะหลุดความจริงกันมากไปไหมเนี่ย แม่หลิ่มหลี

เอ่อ... หลิ่มหลีจะพยายาม... ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด เพราะ ชิค ชิค แบบ ลิเบอรัล ก็เป็นอะไรที่หลิ่มหลีก็ต้องเรียนรู้ไปกับประสบการณ์ในแต่ละครั้งว่ายังไง

ให้กำลังใจกันหน่อยนะคะ ^ <> ^

หลิ่มหลีอยากเล่าให้ฟังว่าสถานที่ประจำที่ไว้ให้หลิ่มหลีได้สีหนุ่มๆลิเบอรัลก็คงเป็นที่ ร้านหนังสือร้านหนึ่ง

เมื่อปีที่แล้ว ช่วงเดือนมิถุนายน มีร้านหนังสือร้านหนึ่งเปิดให้บริการแถวถนนตะนาว สี่แยกคอกวัว ชื่อร้านก็องดิด (Candide Book and Cafe) เป็นร้านหนังสือที่ขายกาแฟ ชา และ เครื่องดื่มแอลกฮอลล์ด้วย หึหึ

หลิ่มหลีจำได้ว่าครั้งแรกของเรา เอ้ย ไม่ใช่ ครั้งแรกที่ไปร้าน เพื่อไปซื้อหนังสือของ บุญชิต ฟักมี ชื่อ ข้อความต่างเด้า ... เอ!! ไม่ใช่สิ แต่ก็ประมาณนี้แหละค่ะ ต่างด้าว ต่างเด้า หลิ่มหลีไม่มั่นใจ

จำได้อีกอย่างว่า ร้านนี้สลิ่มม๊ากกกกกกก เจ้าของร้านใช้ไอโฟนคิดเงิน (ซุบซิบ ไม่ใช้เครื่องคิดเลข ใช้ไอโฟน)

ประทับใจ สลิ่มอย่างหลิ่มหลีม๊ากกกกกกกกกกกกกก

Lifestyle by หลิ่มหลี ตอน ร้านหนังสือ กาแฟ ที่นัดพบ ที่เสวนา
รูปภาพโดย บุญชิต ฟักมี

Lifestyle by หลิ่มหลี ตอน ร้านหนังสือ กาแฟ ที่นัดพบ ที่เสวนา

Lifestyle by หลิ่มหลี ตอน ร้านหนังสือ กาแฟ ที่นัดพบ ที่เสวนา
รูปภาพโดย เจษฎา หรรษา

แต่ก่อนแต่ไร หลิ่มหลีอ่านหนังสือพวกโรแมนติก ใสกิ๊ก หวานแหวว หรือไม่ก็เจ้าชายเจ้าหญิง ตบจูบ นางฟ้าซาตาน ชี๊คอาหรับกับสาวไทยหน้าหวาน สมองของหลิ่มหลีไม่เคยหนักหัว และไม่เคยเสพงานวรรณกรรมมาก่อนเลย

ร้านนี้ ให้สมองกับหลิ่มหลี พร้อมกับให้การอ่านของหลิ่มหลีได้พัฒนาไปเรื่อยๆ หลิ่มหลีมีความรู้สึกว่า การเขียนของตัวเอง น่าจะมาจากการได้อ่านอะไรที่งดงาม ตัวอักษรสวย อย่างหนังสือของอาจารย์ต้น อนุสรณ์ ติ หรือ พี่ขวัญยืน หรือ ภาณุ ตรัยเวช พร้อมๆไปกับวรรณกรรมระดับรางวัลโนเบลหลายๆเรื่อง ก็หาได้จากที่นี่ เช่น หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว สมัญญากุหลาบ My Name is Red อะไรประมาณนั้น วรรณกรรมเยาวชนก็เยอะ โต๊ะโตะจัง โอ้ย คิดถึงตัวเองตอนเด็ก

((ซุบซิบ ๆๆ อยากบอกว่า หลิ่มหลีแก่ไปเยอะ เพราะหยักสมองขยายแล้วมันทำให้หน้าผากย่น เฮ้อ ความฉลาดมันสวนทางกับความงามนะฮ้าฟฟ))

ครูสอนภาษาอังกฤษท่านหนึ่งเคยบอกหลิ่มหลีว่า การเขียนภาษาอังกฤษให้ดี คุณต้องอ่านให้มากด้วย หลิ่มหลีว่า ภาษาไทยก็เหมือนกัน

ผัวะะะะ ใครบอกแกว่า แกเขียนดี นังคนหลงตัวเอง

กระซิกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ หลิ่มหลีก็ชอบหลงตัวเอง แหม๋ แหม๋ ทีนักการเมืองเยอะแยะ ยังหลงตัวเองว่า รูปหล่อ ใครๆก็ต้องรักได้เลย หลิ่มหลีหลงตัวเองบ้าง นิดๆหน่อยๆ ไม่ได้หรอจ๊ะ อือออ

ที่ร้านมักจะมีงานเสวนาดีดีอยู่เรื่อยๆ บางทีก็มีแจ๊สให้ฟัง หลิ่มหลีชอบมาก หลิ่มหลีได้เพื่อนจากที่นี่ไปเยอะมาก บางวันนั่งเฉยๆ ก็ได้เจอนักเขียนเซเลป ระดับ ปราบดา หยุ่น พี่หนึ่ง วรพจน์ นักเขียนกับบอกอระดับซีไรต์ หรือ บอกอนิตยสารใหญ่ๆ ก็มากันบ่อย พบปะสังสรรค์เสมือนหนึ่งที่นัดพบกัน

ในฐานะที่หลิ่มหลีเรียนมาทางบริหารธุรกิจ (ขอคุยหน่อย) หลิ่มหลีอยากบอกว่าประเทศที่มีความแข็งแกร่งใน small business มากๆ คือ ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของกิจการของตนเองมากกว่าที่จะไปเป็นลูกน้องในองค์กรใหญ่ๆ ประเทศนั้นค่อนข้างจะมีเศรษฐกิจในมุมมหภาคที่ดี (ไม่รู้ทฤษฎีนี้เปลี่ยนแปลงไปแค่ไหน หลิ่มหลีก็ไปอยู่กับเคป๊อบเยอะไปหน่อย แฮะ แฮะ) เราต้องอุดหนุนร้านเล็กๆเพื่อเสถียรภาพของประเทศ อร๊ายยยยยย พยายามไปให้ถึงโน่นจนได้ ฮ่าๆๆๆ

อีกอย่าง อันนี้สำคัญ เวลามานั่งร้านนี้ จะรู้สึก chic chic แบบลิเบอรัล เพราะร้านตกแต่งสวย น่ารัก ทำให้ หลิ่มหลีแบบว่า ดูเก๋ๆ เท่ๆ แถมเริ่มมีสมองกับเขาแล้วด้วยน้า

หลิ่มหลีก็คิดในใจว่า ร้านนี้แหละ ที่จะสร้างให้ฉันเป็นลิเบอรัลที่แท้จริงได้ คิกๆๆๆ

เจอกันได้นะคะ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

คลินิกรัฐศาสตร์ ม.มหาสารคาม ชี้แจงไม่ได้อยู่เบื้องหลังประท้วงรับน้อง

Posted: 14 Jun 2011 05:15 AM PDT

เชื่อนิสิตได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชนมีความคิดเป็นของตนเองไม่จำเป็นต้องให้ใครมาชักจูง ขณะที่การจัดเสวนาวันพุธนี้ทางคลินิกรัฐศาสตร์เตรียมการประชาสัมพันธ์มาก่อนเหตุประท้วงอยู่แล้ว พร้อมเชิญทุกฝ่ายร่วมเสวนา เชื่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยไม่ถูกปิดกั้น จะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย 

วันนี้ (14 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวประชาไทได้รับแถลงการณ์ของคณะกรรมการคลินิกรัฐศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดเสวนาประเด็นเรื่องการรับน้อง หัวข้อ “การรับน้อง: การละเมิดสิทธิเสรีภาพในมหาวิทยาลัย?”ที่ตามกำหนดจะมีการจัดในเวลา 13.00 น. วันพรุ่งนี้ (15 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมประชุมวิทยาลัยการเมืองการปกครอง (D-413) ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

โดยในแถลงการณ์ได้ชี้แจงและปฏิเสธกระแสข่าวที่พาดพิงว่าคลินิกรัฐศาสตร์ อยู่เบื้องหลังการประท้วงกิจกรรมรับน้องที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อ 5 มิ.ย. โดยเป็นแผนเพื่อที่จะนำไปสู่การจัดเสวนาเกี่ยวกับประเด็นการรับน้อง โดยคลินิกรัฐศาสตร์ชี้แจงด้วยว่าการประท้วงกิจกรรมรับน้องดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยกลุ่มนักศึกษาเอง ขณะที่กำหนดการจัดเสวนาในวันที่ 15 มิ.ย. ของคลินิกรัฐศาสตร์ ก็มีการประชาสัมพันธ์มาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ประท้วง

“การประท้วงของนิสิตจึงเป็นการดำเนินการโดยนิสิตเอง นิสิตซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชนนั้นก็มีมุมมองและความคิดเป็นของตนเองได้ไม่จำเป็นต้องมีใครมาชักจูงและคงไม่มีใครสามารถที่จะมาชักใยพวกเขาได้ ดังนั้นนิสิตกลุ่มนี้จึงไม่ควรถูกตีตราลดค่าลงเป็นเพียงพวกร้อนวิชาหรือเป็นเพียงเครื่องมือของใครหรือหน่วยงานใด” ตอนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุ

ตอนท้ายของแถลงการณ์ คลินิกรัฐศาสตร์ยังเชิญชวนทุกฝ่ายมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับน้อง ไม่ว่าจะเป็นคนที่เห็นด้วยกับการรับน้องหรือคัดค้านรับน้องหรือแม้แต่เป็นคนที่มีจุดยืนกลางๆ โดย คลินิกรัฐศาสตร์ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางและพื้นที่สาธารณะในเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง

“เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีพื้นที่ในการใช้เสรีภาพนี้โดยไม่ถูกปิดกันนี้จะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ทุกคนจะเรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมประชาธิปไตยที่มีการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายและจุดยืนที่แตกต่างกันของผู้คนในสังคม” ตอนท้ายของแถลงการณ์ระบุ โดยรายละเอียดของแถลงการณ์ที่มีการเผยแพร่มีรายละเอียดตามล้อมกรอบนี้

 

 

แถลงการณ์คลินิกรัฐศาสตร์

ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดเสวนาประเด็นเรื่องการรับน้อง

 

ตามที่มีกระแสข่าวตามสื่อมวลชนทั่วไปและในเครือข่ายสังคมออนไลน์ (social network) เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการประท้วงกิจกรรมรับน้องของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่เกิดขึ้นในระยะที่ผ่านในลักษณะที่พาดพิงว่าคลินิกรัฐศาสตร์ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามนั้นอยู่เบื้องหลังโดยเป็นแผนเพื่อที่จะนำไปสู่การจัดเสวนาเกี่ยวกับประเด็นการรับน้อง

ต่อกรณีการพาดพิงดังกล่าวคลินิกรัฐศาสตร์ขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับสังคมได้รับทราบว่า การประท้วงกิจกรรมรับน้องดังกล่าวนั้นเป็นการดำเนินการโดยกลุ่มนิสิตเอง โดยคลินิกรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเพื่อนำไปสู่การเสวนาแต่อย่างใด แต่การจัดเสวนานั้นมีอยู่จริง โดยได้กำหนดจัดและดำเนินการประชาสัมพันธ์มาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ประท้วง ซึ่งคลินิกรัฐศาสตร์ได้กำหนดจัดเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ "การรับน้อง: การละเมิดสิทธิเสรีภาพในมหาวิทยาลัย?" ในวันพุธที่ 15 มิถุนายน 2554 ณ ห้อง D413 อาคารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ดังนั้นการประท้วงของนิสิตจึงเป็นการดำเนินการโดยนิสิตเอง นิสิตซึ่งได้ชื่อว่าเป็นปัญญาชนนั้นก็มีมุมมองและความคิดเป็นของตนเองได้ไม่จำเป็นต้องมีใครมาชักจูงและคงไม่มีใครสามารถที่จะมาชักใยพวกเขาได้ ดังนั้นนิสิตกลุ่มนี้จึงไม่ควรถูกตีตราลดค่าลงเป็นเพียงพวกร้อนวิชาหรือเป็นเพียงเครื่องมือของใครหรือหน่วยงานใด

คลินิกรัฐศาสตร์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางสังคม การเมือง และประเด็นที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิดแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงขอเชิญชวนทุกคนที่สนใจมาพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับน้องในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เห็นด้วยกับการรับน้องหรือคัดค้านรับน้องหรือแม้แต่เป็นคนที่มีจุดยืนกลางๆ ในเรื่องนี้ คลินิกรัฐศาสตร์ยินดีที่จะเป็นสื่อกลางและพื้นที่สาธารณะในเรื่องนี้อย่างเป็นกลาง ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการมีพื้นที่ในการใช้เสรีภาพนี้โดยไม่ถูกปิดกันนี้จะช่วยส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ทุกคนจะเรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมประชาธิปไตยที่มีการยอมรับในความแตกต่างหลากหลายและจุดยืนที่แตกต่างกันของผู้คนในสังคม

คณะกรรมการคลินิกรัฐศาสตร์
วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
14 มิถุนายน 2554

 
 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ประจักษ์ ก้องกีรติ: ความรุนแรงก่อนเลือกตั้ง ไม่น่ากลัวเท่าการใช้อำนาจทำลายเจตนารมณ์ประชาชน [วิดีโอคลิป]

Posted: 14 Jun 2011 04:06 AM PDT

** ดูวิดีโอคลิปด้านท้ายบทความ **

14 มิ.ย.54 ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อภิปรายในการเสวนาหัวข้อ “ยิ่งกว่าจำนวน: รัฐศาสตร์การเลือกตั้งไทยในสภาวะไม่แน่นอน” โดยเขาเสนอประเด็นเรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้งของไทย โดยใช้ข้อมูลจากวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของตนเอง เรื่องความรุนแรงในการเลือกตั้ง โดยย้อนไปตั้งแต่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบเป็นต้นมา รวมถึงการเก็บข้อมูลจากการมอนิเตอร์หรือเฝ้าระวังการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า รูปแบบของความรุนแรงและระดับความรุนแรงเปลี่ยนไปหรือไม่ อย่างไร โดยจะมอนิเตอร์ไปจนถึงสองสัปดาห์หลังการเลือกตั้ง โดยมุ่งศึกษาความรุนแรงเชิงกายภาพ

ความรุนแรงในการเลือกตั้ง: มือปืน รถถังและการประท้วง
ประจักษ์กล่าวว่า มือปืน รถถัง และการประท้วง ทั้งสามคำมีความหมายสะท้อนรูปแบบความรุนแรงแตกต่างกัน การมีการเลือกตั้งและมีความรุนแรงเกิดขึ้นไม่ใช่ปรากฏการณ์ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปรากฏการณ์ทั่วโลก การเลือกตั้งปกติที่เป็นสถาบันการเมืองที่เอาไว้ใช้สืบทอดอำนาจทางการเมืองโดยสันติ หลายครั้งกลับเกิดความรุนแรงและเป็นชนวนความรุนแรงเสียเอง เป็นความรุนแรงที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และนักสังเกตการณ์ทั่วโลกรวมถึงยูเอ็นจับตาเรื่องนี้เป็นพิเศษ และจัดประเภทให้เป็นความรุนแรงที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะถ้าอยากให้ประชาธิปไตยมีเสถียรภาพและยั่งยืน ต้องทำให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรมและปราศจากความรุนแรงให้ได้เสียก่อน

การเลือกตั้งไม่ได้มีแค่การซื้อเสียง แต่ความรุนแรงเป็นปัญหาใหญ่ ประเทศที่มีความเสี่ยงต่อความรุนแรง คือ

1.ประเทศที่อยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านขนานใหญ่ และสังคมไทยก็เปลี่ยนผ่านขนานใหญ่เช่นกัน จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงในการเลือกตั้ง
2.ประเทศที่มีประชาธิปไตยอ่อนแอหรือเปราะบาง เช่นศรีลังกา ฟิลิปปินส์ รวมถึงประเทศไทย
3. ประเทศที่เพิ่งผ่านพ้นสงครามกลางเมือง คนในสังคมยังบาดหมาง ต่อสู้กันจนบาดเจ็บล้มตาย มีความเป็นปฏิปักษ์

สังคมไทยมีความเสี่ยงมากเพราะเข้าข่ายทั้งสามประเภท อาจจะไม่ถึงขั้นสงครามกลางเมืองอย่างที่เห็นในอิรัก อัฟกานิสถาน เคนยา แต่เราก็มีการปะทะกันจนเสียเลือดเสียเนื้อ เป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ การเลือกตั้งหนึ่งปีหลังผ่านความขัดแย้ง ปัญหาของเราจึงเป็นยิ่งกว่าหลายประเทศ เพราะความขัดแย้งยังไม่จบด้วย ไม่มีการลงนามสันติภาพสงบศึก ทั้งสองฝ่ายยังเผชิญหน้า ไม่คลี่คลายความจริง ไม่มีการจัดการความยุติธรรมประเทศกลุ่มเสี่ยงทั้งหลาย เกือบทั้งหมดเป็นประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เช่น เลบานอน กัมพูชา โคลัมเบีย อิหร่าน ไอวอรี่โคสต์ อัฟกานิสถาน เราจะไม่พบสถานกาณณ์แบบนี้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาที่ต้องมาประท้วงหรือมีรูปแบบนอกกติกา ไม่ว่าในอังกฤษ สหรัฐอเมริกา หรือกลุ่มยุโรป ประเทศไทยอยู่ในลิสต์กลุ่มเสี่ยง ที่มีปัญหาความรุนแรงในการเลือกตั้ง

ความรุนแรงคืออะไร
ประจักษ์กล่าวต่อถึงความหมายของความรุนแรงว่าการข่มขู่ คุกคาม ใช้กำลังหรืออำนาจบังคับก็ถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่ง เช่นกรณีซิมบับเว ไม่สามารถเลือกตั้งได้โดยอิสระ เพราะทหารแทรกแซงและบังคับให้เลือกให้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี ทหารไม่ต้องมาสังหาร หรือใช้ความรุนแรง ส่วนฟิลิปปินส์จัดการเลือกตั้งแต่ละครั้งผู้เสียชีวิตประมาณ 140-150 คน การเลือกตั้งที่ผ่านมามีเหตุการณ์สังหารหมู่ด้วยซ้ำ มีนักข่าวตายไปยี่สิบกว่าคน

ในกรณีของไทยดีกว่าประเทศอื่นๆ จำนวนมาก เพราะผู้เลือกตั้งไม่เคยตกเป็นเป้าหมายความรุนแรง นักข่าวก็ไม่ใช่เป้าหมายของความรุนแรง ที่อิหร่าน ในปี 2009 เกิดความรุนแรงเพราะผู้สนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเขาเชื่อว่ามีการโกงการเลือกตั้งแน่ๆ จึงออกมาชุมนุมประท้วงอย่างสงบในตอนแรก จนกระทั่งรัฐบาลส่งกองทัพและเจ้าหน้าที่รัฐมาปราบปราม เกิดการปะทะขึ้นจึงบานปลายไปเป็นการจลาจลและความรุนแรง แต่ความรุนแรงไม่ได้เริ่มจากผู้ชุมนุม เป็นความรุนแรงหลังการเลือกตั้ง กรณีปากีสถานมีความรุนแรงปี 2007 เบนาซีร์ บุตโต เป็นนักการเมืองหญิงที่ได้รับความนิยม ถูกวางระเบิดรถหาเสียง และความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้การจัดการเลือกตั้งเลื่อนออกไปหลายเดือน และเมื่อถึงวันเลือกตั้ง มีคนออกมาใช้สิทธิน้อยมาก

เหล่านี้เป็นบทเรียนที่ชี้ใหเห็นว่าความรุนแรงก่อนการเลือกตั้งมีผลกระทบต่อการเลือกตั้ง

นิยามความรุนแรงในการเลือกตั้ง
ประจักษ์ อ้างคำนิยามความรุนแรงในการเลือกตั้งว่าหมายถึง“การใช้หรือขู่ว่าใช้กำลังบังคับ การข่มขู่หรือการใช้ความรุนแรงทางกายภาพเพื่อมุ่งหมายที่จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการเลือกตั้ง หรือการกระทำใดๆ ข้างต้นที่เกิดขึ้นในบริบทของการแข่งขัยชิงชัยในการเลือกตั้งเมื่อความรุนแรงถูกใช้เพื่อส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้ง อาจจะเป็นการใช้ความรุนแรงเพื่อมีอิทธิพลต่อ กระบวนการเลือกตั้ง เช่น ความพยายามทำให้ผลการเลือกตั้งล่าช้าออกไป และความรุนแรงส่งผลต่อผลการเลือกตั้ง ซึ่งหมาวถึงกรณีที่ใช้ความรุนแรงเพื่อเอาชนะการแข่งขันการเลือกตั้งเพื่อตำแหนงทางการเมืองที่มีความเข้มข้นสูสีกัน หรือเพื่อเอาชนะในการลงประชามติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง”(Sick 2008, 5-6, Fisher 2002)

สำหรับควารุนแรงมีตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งและหลังการเลือกตั้ง ระหว่างนับคะแนน ก็อาจจะมีการประท้วง และการประกาศผลแล้ว ก็อาจจะมีการประท้วงอีกเช่นกัน “ที่ผ่านมาของไทย ยังไม่เคยต้องประสบปัญหาความรุนแรงหลังการเลือกตั้ง มีบ้างในการให้ใบเหลืองใบแดง ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาเพราะทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้ง แม้จะมีการประท้วงค่อนข้างสงบ เกิดขึ้นวันสองวันแล้วกสลายตัวไป ยังไม่เคยมีปัญหา ปัญหาคือก่อนการเลือกตั้ง แต่มาครั้งนี้หลายคน ทั้ง กกต., สื่อมวลชน ทหาร บอกว่าเราต้องเฝ้าระวังจับตาดูหลังการเลือกตั้ง เพราะมีการเมืองที่คุกรุ่น และมีมวลชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นฝักเป็นฝ่าย มีกลุ่มการเมืองชัดเจนของแต่ละพรรค หลายฝ่ายจึงเป็นห่วงว่าหลังการเลือกตังจะไม่สงบ ผมก็เห็นด้วย และเห็นว่าต้องเฝ้าระวัง และประมาทไม่ได้ แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด” 

ประเภทของความรุนแรงของการเลือกตั้ง
ประจักษ์กล่าวว่า เรื่องความรุนแรงของการเลือกตั้งนั้นส่วนใหญ่เข้าใจแบบแคบๆ คือ ยิงกัน ซึ่งเป็นความรุนแรงประเภทเดียว แต่จริงๆ แล้วอาจแบ่งความรุนแรงได้ 3 ประเภท

1. ความรุนแรงเพื่อเอาชนะการแข่งขันในการเลือกตั้ง (ระหว่างคู่แข่ง นักการเมือง หัวคะแนน โดยลอบสังหาร) ความรุนแรงของไทยเกิดขึ้นเยอะที่สุดระหว่างรณรงค์หาเสียง

2. ความรุนแรงเพื่อล้มผลการเลือกตั้ง หรือแทรกแซงการเลือกตั้ง (กองทัพ อำนาจรัฐ รัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์)

กระทำโดยผู้มีอำนาจรัฐโดยเฉพาะกองทัพ รูปแบบคือ การรัฐประหาร หรือใช้อำนาจอื่นๆ เช่น อำนาจตุลาการมาแทรกแซงผลการเลือกตั้งให้เบี่ยงเบน บิดเบี้ยวใปจากเจตนารมณ์ของประชาชน เช่น ปี 2549 เป็นความรุนแรงในการเลือกตั้งด้วย คือเป็นการรัฐประหารก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งไม่นาน หรือในหลายประเทศ เลือกตั้งเสร็จแล้ว ผลการเลือกตั้งออกมาปรากฏว่าฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐไม่พอใจก็มีการรัฐประหารล้ทผลการเลือกตั้งนั้น เพราะเป็นการใช้อำนาจไปบิดเบือนไปล้มการแสดงเจตนารมณ์ของประชาชน

3. ความรุนแรงเพื่อประท้วงผลการเลือกตั้ง เช่นกรณี อิหร่าน

“ผมสรุปว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในไทยยังป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่งเป็นหลัก คือยิงกันระหว่างนักการเมืองที่แข่งขันกัน แต่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และมาถึงวันนี้รุนแรงน้อยกว่าที่คิด เพราะตอนแรกคนบอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เดิมพันสูงจะมีการฆ่ากันแหกกราน มีมือปืนออกมาเพ่นพ่าน แต่ปรากฏว่ารุนแรงน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมายุคประชาธิปไตยครึ่งใบ มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยรวมแล้วตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา จนถึงปี 2548 มีความรุนแรงเกิดขึ้นรวมแล้วประมาณ 400 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตที่ราว 180 คน จากการเลือกตั้งทั้งหมด 13 ครั้ง แต่ละครั้งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 10-20 คน ซึ่งถือว่าเป็นความรุนแรงที่จำกัด”

ประจักษ์กล่าวว่า จนถึงวันนี้ความรุนแรงประเภทแรกเกิดขึ้นน้อยมาก ต้องขอบคุณ กกต. ตำรวจและสื่อมวลชน สามองค์กรนี้มีบทบาทป้องปรามความรุนแรงได้มาก ต้องนับถือว่าเอาจริงเอาจังมากและเตรียมการก่อนการยุบสภา มีมาตรการหลายอย่างที่เป็นมารตรการเชิงรุก ประกบกดดันมือปืนไม่ให้มีการทำงาน มีการเผยแพร่รายชื่อและภาพให้สื่อมวลชน และยังร่วมมือกับ กกต. ผ่านโครงการที่เรียกว่าการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์ เรียกหัวคะแนนมาตกลงกันตำรวจแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่สีขาว คือไม่มีเหตุรุนแรง ไม่เสี่ยงต่อความรุนแรง พื้นที่สีเหลือง มีจุดต้องระวัง พื้นที่สีส้ม และพื้นที่สีแดง คือแข่งขันกันดุเดือดแล้วอาจจะมีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น สมุทรปราการ แต่ถึงวันนี้พื้นที่สีแดงมี 6-7 เขต และจากการทำงานของตำรวจหลายพื้นที่ที่เคยแดง ก็เปลี่ยนมาเป็นส้มหรือเหลือง

นอกจากนี้สื่อมวลชนยังให้ความสำคัญมาก เกาะติดตลอด รายงานแบบปัจจุบันทันด่วน และติดตามความคืบหน้าด้วย บางกรณีทำให้คนตกอกตกใจด้วยซ้ำ

“ในความรุนแรงประเภทแรกผมจัดเป็นโซนสีเหลือง คือไม่รุนแรงถึงขั้นที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เราไม่ได้ประสบปัญหาที่ร้าบแรงขนาดนั้น แต่เป็นความรุนแรงระดับที่ควบคุมได้”

“ประเภทที่สอง ผมคิดว่าน่ากลัวกว่า คือความรุนแรงที่ล้มผลการเลือกตั้ง โดยกองทัพหรืออำนาจพิเศษ หรืออำนาจที่เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งครั้งนี้ และหากมีการใช้ก็จะนำปสู่คงวามรุนแรง”

“ประเภทที่สาม คือการประท้วงผลการเลือกตั้ง อยู่ดีๆ คนจะมาประท้วงผลการเลือกตั้ง โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ จะขาดความชอบธรรม เพราะสังคมไทยหมดความอดทนกับบรรยากาศที่มีการชุมนุมประท้วงวุ่นวาย แต่การชุมนุมประท้วงมันจะเกิดต่อเมื่อมีเงื่อนไข คือ เมื่อมีการใช้อำนาจบางอย่างเข้ามาแทรกแซงผลการเลือกตั้งทำให้มันไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาช นความรุนแรงประเภทที่สามจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความรุนแรงประเภทที่สอง จุดที่เราจะต้องช่วยกันป้องกันทั้งสังคมโดยทั่วไปและสื่อมวลชน คือต้องเฝ้าระวสังไม่ให้มีความรุนแรงประเภทที่สองเกิดขึ้น”

“อย่าไปตกใจเกินเหตุกับการประท้วงหลังการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีอะไรก็เป็นการใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบ”

ประจักษ์กล่าวสรุปว่า ความรุนแรงก่อนการเลือกตั้งของไทยไม่น่ากลัวอย่างที่คิดตราบเท่าที่ไม่มีการใช้อำนาจรัฐมาบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้ง เขากล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งของไทยครั้งล่าสุดมีประชาชนไปใช้สิทธิถึง 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ แม้แต่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งเป็นสิ่งสะท้อนว่า ประชาชนไทยไม่ได้ปฏิเสธการเลือกตั้ง

สำหรับพื้นที่เสี่ยงต่อความรุนแรงคือ พื้นที่ที่ไม่ใครผูกขาด มีการแข่งขันและขัดแย้งสูง จังหวัดที่มีซุ้มมือปืนเยอะอาจจะไม่มีความรุนแรงเสมอไป เพราะเขาส่งออกไปทำงานนอกพื้นที่ จังหวัดที่มีความรุนแรงคือจังหวัดที่มีความขัดแย้งเยอะๆ สำหรับสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ได้รุนแรงมากกว่าจังหวัดอื่นๆ

ภูมิภาคที่รุนแรงที่สุดคือ กลาง ใต้ และตะวันออก โดยจังหวัดที่มีความรุนแรงและความเสี่ยงต่อความรุนแรงมีดังนี้

เหนือ: แพร่ เชียงราย (เชียงใหม่)
ตะวันตก: กาญจนบุรี ราชบุรี
อีสาน: โคราช บุรีรัมย์
กลาง: ลพบุรี พิจิตร นครปฐม นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สระบุรี กรุงเทพฯ
ตะวันออก: ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา
ใต้: นครศรีธรรมราช นราธิวาส ยะลา พัทลุง สงขลา

“ผมไม่นับการทำลายป้าย มีทุกจังหวัด เอาเฉพาะจังหวัดที่ถึงขั้นลงไม้ลงมือในการยิงหรือปาระเบิด หรือชกต่อยกันทะเลาะวิวาท จนถึงวันนี้มีเหตุการณ์ 24 เหตุการณ์ เสียชีวิต 8 ราย เจ็บ 9 ราย ซึ่งบางกรณีก็อาจจะเป็นเรื่องส่วนตัว” ประจักษ์ให้ข้อมูลความรุนแรงจากการเลือกตั้งครั้งนี้

“ความรุนแรงจากการเลือกตั้งครั้งนี้ น่ากลัวน้อยกว่าความรุนแรงจากการล้มผลการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีอำนาจพิเศษเข้ามาแทรกแซง ผมเชื่อว่าจะไม่มีการประท้วง และอยากเชิญชวนสังคมไทยว่าอย่าปฏิเสธการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งจะเป็นประตูไปสู่การแก้ไขปัญหาโดยสันติ ถ้าใครไปปิดประตูบานนี้ ผมคิดว่าคนนั้นจต้องรับผิดชอบในการทำให้เกิดความรุนแรงในสังคมไทย ก่อนที่จะเกิด Failed State มันจะเกิด Failed Election ก่อน”ประจักษ์กล่าว

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักรบกะเหรี่ยงบุกโจมตีด่านเจดีย์สามองค์ หลังพ้นเส้นตายให้รัฐบาลพม่าถอนทหาร

Posted: 14 Jun 2011 03:25 AM PDT

เมื่อช่วงเที่ยงวันนี้ กองกำลังกะเหรี่ยงบุกเข้าโจมตีด่านเจดีย์สามองค์ ตรงข้ามกับ จ.กาญจนบุรี หลังพ้นกำหนดเส้นตายที่นักรบกะเหรี่ยงให้กองทัพรัฐบาลพม่า ถอนทหารออกจากฐานทัพใกล้ด่านเจดีย์สามองค์ ภายในวันที่ 13 มิ.ย. โดยมีการยิงจรวดอาร์พีจีเข้าใส่ร้านค้าของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลจนเกิดเพลิงไหม้

ร้านค้าของนายอ่อง ติน วิน ที่ด่านเจดีย์สามองค์ รัฐกะเหรี่ยง เกิดเพลิงไหม้หลังถูกโจมตีด้วยจรวดอาร์พีจีจากฝั่งนักรบกะเหรี่ยง โดยการโจมตีวันนี้ (14 มิ.ย.) เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดเส้นตายให้ทหารพม่าถอนทหารออกจากเมือง (ที่มา: IMNA)

มีรายงานล่าสุดว่า เมื่อช่วงเที่ยงของวันนี้ (14 มิ.ย.) กองกำลังกะเหรี่ยงติดอาวุธได้บุกเข้าโจมตีด่านเจดีย์สามองค์ หรือเมืองพญาตงซู รัฐกะเหรี่ยงตอนใต้ ตรงข้ามกับ จ.กาญจนบุรี โดยการโจมตีเกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดเส้นตายที่นักรบกะเหรี่ยงให้กองทัพรัฐบาลพม่า ถอนทหารออกจากฐานทัพที่บ้านแม่คะตา (Mae Ka Thar) ใกล้ด่านเจดีย์สามองค์ ภายในวันที่ 13 มิ.ย.

โดยเว็บไซต์อิระวดี รายงานว่า กองทัพปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (the Karen National Liberation Army - KNLA) และกองทัพกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (the Democratic Karen Buddhist Army - DKBA) วางกำลังล้อมด่านเจดีย์สามองค์มาตั้งแต่ก่อนวันจันทร์

ผู้อาศัยที่ด่านเจดีย์สามองค์จำนวนมากแสดงความกังวลเกี่ยวกับสวัสดิภาพ โดยนับตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีชาวบ้านมากกว่า 200 ราย อพยพเนื่องจากเหตุปะทะเข้ามาในฝั่งไทยแล้ว

โดยการปะทะกันในวันนี้ นับเป็นการปะทะกันครั้งแรกที่ด่านเจดีย์สามองค์ นับตั้งแต่เมื่อ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา เกิดเหตุลอบวางระเบิดใส่สำนักงานข่าวกรองของทหารพม่า ทำให้เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหารของพม่า 1 ราย และหญิงสาวคนหนึ่งเสียชีวิต ขณะที่ทหารและพลเรือนจำนวน 4 รายได้รับบาดเจ็บ

ด้านสำนักข่าวมอญอิสระ (IMNA) รายงานว่า นักรบกะเหรี่ยงได้ใช้รถบรรทุกทหารประมาณ 30 นาย มาทางถนนตองไว และได้ยิงจรวดอาร์พีจี ไปที่บ้านของนายอ่อง ติน วินซึ่งเปิดเป็นร้านขายทอง นาฬิกา และอุปกรณ์คำนวณเวลา จนทำให้เกิดเพลิงไหม้อาคารดังกล่าว

ชาวบ้านที่ด่านเจดีย์สามองค์ให้ความเห็นกับสำนักข่าวมอญอิสระถึงสาเหตุที่ทำให้บ้านของนายอ่อง ติน วิน ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีว่า นายอ่อง ติน วิน เป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล บ้านและร้านของเขาตั้งอยู่ด้านหลังสำนักงานข่าวกองทหาร และอยู่ด้านหน้าตลาดของเมือง

ทั้งนี้ด่านเจดีย์สามองค์ ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีหลายครั้ง โดยเมื่อการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว กองกำลังกะเหรี่ยงดีเคบีเอ เคยยึดเมืองดังกล่าว และล่าสุดเมื่อ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา เกิดเหตุลอบวางระเบิดใส่สำนักงานข่าวกรองของทหารพม่า ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 4 ราย

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักเคลื่อนไหวตะวันออกกลางช็อค บล็อกเกอร์ “หญิงเกย์ในซีเรีย” เป็นเรื่องแต่ง

Posted: 13 Jun 2011 09:34 PM PDT

นักเคลื่อนไหวตะวันออกกลาง ช็อค บล็อกเกอร์ “หญิงเกย์ในซีเรีย” เป็นเรื่องแต่ง

บล็อก “A Gay Girl in Damuscus” ที่เขียนขึ้นโดย “Amina A. Arraf” หรือ “หญิงสาวเลสเบี้ยนในดามัสกัส” ที่บอกเล่าถึงสถานการณ์การลุกฮือของประชาชนในซีเรีย ผ่านมุมมองของหญิง “เกย์” ที่เป็นมุสลิม ซึ่งมีคนจากทั่วโลกติดตามอ่านจำนวนมากนั้น ปรากฏว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องแต่งขึ้นทั้งหมด โดยชายอเมริกันอายุ 40 ปีคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในสก็อตแลนด์

บล็อกดังกล่าว เล่าเรื่องเหตุการณ์ความเป็นไปต่างๆ ในประเทศซีเรีย โดยเฉพาะในช่วงการลุกฮือของประชาชนตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รวมถึงมุมมองต่อศาสนาอิสลาม รักร่วมเพศ และการเมืองอย่างสมจริง โดยผ่านสายตาของ “อมินา เอ. อาร์ราฟ” ผู้ซึ่งแสดงตนว่า เป็นหญิงสาวเลสเบี้ยนอายุ 35 ปี สัญชาติซีเรีย-อเมริกัน อาศัยอยู่ในกรุงดามัสกัส และได้รับความสนใจเป็นพิเศษ หลังจากในบล็อกเล่าเหตุการณ์สะเทือนใจ ที่พ่อของเธอสามารถไล่ทหารไม่ให้มาจับตัวเธอไปได้ โดยอาศัยการเจรจาที่มีเหตุมีผล และโน้มน้าวทหารให้กลับไปได้สำเร็จ

บล็อกที่ผู้เขียนอ้างว่า“เป็นทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งผสมกัน” ได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากยิ่งขึ้น เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2011 ผู้ที่อ้างว่าเป็นญาติของผู้เขียน โพสต์ข้อความบอกแก่ผู้อ่านในบล็อกว่า “อมินา” ถูกลักพาตัวไปโดยทหารซีเรีย และไม่สามารถหาตัวเธอพบอีกเลย ทำให้สื่อต่างๆ จากหลายประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากสถานทูตสหรัฐอเมริกาต่างแสดงความกังวล และพยายามสืบค้นเรื่องราวที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนักข่าวต่างๆ และสถานทูตอเมริกันพยายามเช็คประวัติของ “อมินา เอ. อาร์ราฟ” เช่น ชื่อ ที่อยู่ รูปถ่ายที่อ้างในบล็อก และรายละเอียดอื่นๆ ก็พบว่าหญิงสาวผู้เขียนบล็อกดังกล่าวไม่มีตัวตนจริง และพบว่าผู้ที่เขียนบล็อกดังกล่าวมาตลอด แท้จริงแล้ว คือ “ทอม แมคมาสเตอร์” ซึ่งเป็นชายอเมริกันวัย 40 ปี เป็นนักศึกษาปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระในสก็อตแลนด์ ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้อ่านและนักเคลื่อนไหว รวมถึงชุมชนคนหลากหลายทางเพศ (LGBT ) ในตะวันออกกลางจำนวนมาก

เขาโพสต์ชี้แจงในบล็อกดังกล่าว เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็น “การหลอกลวง” และเขา “ไม่ตั้งใจจะทำร้ายใครทั้งสิ้น” และเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเป็นไปเพื่อ “เบิกตาผู้อื่นให้สว่าง" ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นอย่างไร ที่ผ่านมา “อมินา” ได้ให้สัมภาษณ์ และเขียนคอลัมน์ในสื่อต่างๆ เช่น CNN, LezGetReal.com นอกจากนี้ ยังเข้าไปมี “ความสัมพันธ์แบบโรแมนติก” กับเลสเบี้ยนชาวแคนาดาคนหนึ่ง ผ่านทางการโต้ตอบทางอีเมลล์ ซึ่งแมคมาสเตอร์เปิดเผยว่า เขา “ไม่ตั้งใจจะให้เลยเถิดไปไกลขนาดนี้”

Sami Hamwi บรรณาธิการของเว็บไซต์ GayMiddleEast.com ซึ่งเป็นเว็บที่รวบรวมข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิของชุมชนคนหลากหลายทางเพศในตะวันออกกลาง ประณามแมคมาสเตอร์ว่า “มีบล็อกเกอร์ในซีเรียจำนวนมากที่พยายามจะส่งข่าวต่างๆออกไปให้โลกภายนอกได้รับรู้ และเราต้องเจออุปสรรคมากมายกว่าที่คุณจะจินตนาการได้ สิ่งที่คุณทำลงไป ทำให้พวกเราและการเคลื่อนไหวตกอยู่ในอันตราย และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลของเรา มิหนำซ้ำ การที่ตนได้ลงไปสืบค้นเรื่องของอมินา อาจทำให้ต้องเผชิญอันตรายอย่างมาก เพียงเพราะไปสืบเรื่องใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีตัวตนจริง คุณสมควรละอายใจให้มาก”

ซีเรียเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลของ “Arab Spring” (การลุกฮือของประชาชนในตะวันออกกลาง) ซึ่งเริ่มต้นจากตูนีเซียและอียิปต์ในเดือนมกราคมปี 2010 จนถึงปัจจุบันมีประชาชนซีเรียกว่า 1,100 คน เสียชีวิตจากการชุมนุมประท้วงระบอบเผด็จการ ภายใต้ Bashar Al-Assad ที่สืบทอดอำนาจจากบิดาตนเองซึ่งปกครองรวมกันยาวนานกว่า 40 ปี

องค์กรฟรีดอมเฮาส์ จัดให้ซีเรียเป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางการเมือง และสถานการณ์สิทธิมนุษยชนแย่ที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ซีเรียประกาศใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินในประเทศตั้งแต่ปี 1963 และประกาศให้คน"รักร่วมเพศ" ผิดกฎหมายเนื่องจากระบุว่าเป็นสิ่ง “ผิดธรรมชาติ” นอกจากนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังระบุว่า มีการจับกุมบล็อกเกอร์ นักเคลื่อนไหว และนักข่าวกว่า 300 คน เฉพาะในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว

ภาพประกอบ: ภาพจากแคมเปญรณรงค์ให้ปล่อยตัว “Amina A. Arraf” ในเฟซบุ๊ก

 

หมายเหตุ

ประชาไทแก้ไขศัพท์ ชุมชน LGBT เป็น "ชุมชนคนหลากหลายทางเพศ" ตามที่ผู้อ่านได้ท้วงติงมา และขอขอบพระคุณสำหรับคำแนะนำค่ะ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จากใจประชาชนถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ : ‘เหตุผลของการฆ่าประชาชน’

Posted: 13 Jun 2011 09:22 PM PDT

“คืนวันนั้นจนถึงวันรุ่งขึ้น (10-11 เมษา 53) เป็นคืนที่ผมไม่อาจหลับตาลงได้แม้แต่นาทีเดียว เป็นวันที่ผมสลดใจมากที่สุดในช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี”

บางข้อความ “จากใจอภิสิทธิ์ถึงคนไทยทั้งประเทศ 3” ซึ่งในฐานะประชาชนคนหนึ่งผมอยากตอบว่า คืนเดียวกันนี้ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่นอนไม่หลับแม้แต่นาทีเดียว ไม่ใช่เพียงเพราะว่าพวกเขา “สลดใจมากที่สุด” ทว่าพวกเขาเจ็บปวดมากที่สุด เสียใจมากที่สุด เจ็บแค้นมากที่สุดที่สมาชิกครอบครัว ญาติมิตรของพวกเขาที่ออกมาร้องขอ “การเลือกตั้ง” ต้องถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของเจ้าหน้าที่รัฐที่เลี้ยงชีพด้วยเงินภาษีของพวกเขา เพียงเพื่อรักษาอำนาจของนักการเมืองที่อ้างว่าเป็นผู้แทนปวงชน เป็นนากยกฯ ของคนทั้งประเทศ

อ่านบทความของคุณอภิสิทธิ์มาแล้ว 3 ตอนแล้ว ผมพยายามที่จะหาว่า มีบ้างไหมที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าตนเอง “มีส่วนผิดอยู่บ้าง” กับปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่เป็นมา ปรากฏว่าผมพบเพียงข้อความว่า “ถ้าผมจะมีความผิดก็คงมีแค่ประการเดียวคือ ผมเป็นนายกฯในระบบสภาคนแรกหลังปี 2550 ที่คุณทักษิณสั่งไม่ได้”

คุณอภิสิทธ์ครับ นอกจากคุณจะพูด “จากใจ” ว่า (ในฐานะนายกฯ ผู้รับผิดชอบการสลายการชุมนุมที่มีคนบาดเจ็บร่วม 2,000 ตาย 91 ศพ) คุณมีความผิดเพียงแค่นั้นแล้ว บทความตอนที่ 3 นี้ คุณกำลังอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อยืนยัน “ความชอบธรรมของการฆ่าประชาชน”

ไม่ว่าคุณจะพยายามบอกว่าตัวเองเป็นคนดีขนาดไหน รับผิดชอบต่อบ้านเมืองขนาดไหน ยอมสละตัวเองเพื่อกู้วิกฤตของบ้านเมืองขนาดไหน ต้องการนำพาสังคมสู่ความปรองดองขนาดไหน นั่นมันเป็นเพียง “คำพูดที่สวยงาม” เท่านั้นครับ

เหมือนกับที่คุณพยายามใช้คำพูดที่สวยงามว่า “ขอคืนพื้นที่” “กระชับพื้นที่” “คืนความสุขให้คนกรุงเทพฯ” “คืนความสงบให้บ้านเมือง” แต่ความหมายตรงๆ ของคำเหล่านี้คือการสลายการชุมนุม คือการล้อมปราบประชาชนด้วย “กระสุนจริง” ด้วยสไนเปอร์ และความหมายรวบยอดของมันก็คือ “การฆ่าประชาชน” ครับ เพราะประจักษ์พยานคือ 91 ศพ

ต่อให้มีชายชุดดำก็ไม่มีใครเชื่อว่า ทั้งหมดนั้นเป็นฝีมือของชายชุดดำ และแม้เป็นฝีมือของชายชุดดำบางส่วน หากคุณไม่สั่งสลายการชุมนุมด้วยวิธีผิดหลักสากลเช่นนั้น การปะทะนองเลือดก็ไม่เกิดขึ้น (แล้วคุณไม่ “รู้สึก” ว่าคุณมีส่วนผิดสักนิดบ้างเลยจริงๆ หรือครับ!)

หากคุณยืนยันว่าคุณไม่มีส่วนผิดเลย ก็หมายความว่าข้ออ้างต่างๆ ที่คุณยกมาต่อไปนี้คือ “เหตุผล” ที่ยืนยัน “ความชอบธรรม” ในการฆ่าประชาชนใช้ไหมครับ

1. คุณพยายามอ้างว่า ปัญหามาจากคุณทักษิณเป็นคนก่อตั้งแต่แรกจนมาถึงถูกศาลตัดสินยึดทรัพย์ แล้วเขาวีดิโอลิงค์มาว่า "วันนี้การเมืองตอนนี้ดุมาก ใจดำมาก แต่ขอผมเป็นเหยื่อการเมืองคนสุดท้าย ถ้าเมื่อไรประเทศได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง และมีระบบถ่วงดุลอย่างเหมาะสมคงจะไม่มีเหยื่ออย่างผมอีกเพราะวันนี้ดุลทั้งหมดไปอยู่อำมาตย์ที่สามารถกดปุ่มสั่งการให้ระบบหนึ่งมีอำนาจเหนืออีกระบบหนึ่งอย่างง่ายดาย"

แล้วคุณอภิสิทธิ์ก็บอกต่อไปว่า “ผมทราบทันทีว่าประเทศชาติกำลังตกอยู่ในอันตราย ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดผวากลัวจะเกิดเหตุรุนแรง คำประกาศ "แดงทั้งแผ่นดิน” การเทเลือดหน้าบ้านทำให้ผมเป็นห่วงชาติบ้านเมืองว่ากำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็นทะเลเลือดแดงฉานทั้งแผ่นดิน”

คุณฟัง “ความหมาย” ของคำพูดข้างบนก็ “ทราบทันที” เลยหรือครับว่า ประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะอันตราย ประชาชนอยู่ในภาวะหวาดผวา...

แต่ว่าที่มาของ “ภาวะอันตราย” “ภาวะหวาดผวา” คือทักษิณจริงๆ หรือครับ 91 ศพ คนที่รู้ดีไปหมดอย่างคุณ (ที่มีกลไกลพิสูจน์ “ข้อเท็จจริง” อยู่ในมือมากที่สุด) บอกประชาชนได้ไหมว่า ตายเพราะทักษิณกี่ศพ ตายเพราะคุณกี่ศพ! (ฮันแน่... อย่าบอกนะว่าไม่มีใครตายเพราะคุณ)

2. คุณบอกว่า “ผมพยายามอย่างที่สุดในการประนีประนอมบนหลักกฎหมายและความถูกต้องพวกเขาเรียกร้องให้ผมยุบสภาทันที ผมก็ไปนั่งเจรจาคุยกับแกนนำเสื้อแดงสองวัน 6 ชั่วโมง เสนอทางออกด้วยการยุบสภาในช่วงปลายปี ไม่ใช่เพราะต้องการถ่วงเวลาอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดแต่ต้องการให้เศรษฐกิจมั่นคง การเมืองมาตกลงเรื่องกติกาให้ชัดและไม่ให้เป็นแบบอย่างให้เกิดการเรียกร้องโดยใช้มวลชนกดดันไม่จบไม่สิ้น”

พูดให้ดูดีไปเถอะครับ แต่ความหมายตรงๆ ของข้อความนี้คือ “ขืนยุบตอนนี้กูแพ้เลือกตั้งแน่ๆ” เพราะถึงคุณอยู่มาจนบัดนี้ เศรษฐกิจก็ไม่ได้มั่นคงขึ้น กติกาที่ตกลงกันใหม่ด้วยการลดจำนวน ส.ส.เขต เขาก็รู้กันทั้งประเทศว่า พวกคุณแก้กติกานี้เพื่อผลประโยชน์ของพรรคตัวเอง

3. คุณอภิสิทธิ์บอกว่า “ความแตกต่างในการเคลื่อนไหวปี 2553 คือ การเก็บเกี่ยวบทเรียนจากปี 2552 ที่การยั่วยุไม่ประสบความสำเร็จ มาคราวนี้ปิดจุดอ่อนคราวที่แล้วด้วยการเพิ่มกองกำลังติดอาวุธซึ่งคนที่ยืนยันเรื่องนี้ไม่ใช่มีแค่นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เพียงคนเดียว แต่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงก็เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนในทำนองเดียวกัน และก่อนเกิดเหตุรุนแรง พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ประสานเสียงกับเสธ.แดงหลังพบคุณทักษิณที่ดูไบว่า จะมีการตั้งกองทัพประชาชน ซึ่งสื่อมวลชนเรียกขานว่า "กองทัพแดง"

อ้าว! ถ้าคุณรู้หมดแบบนี้ และคุณก็เป็นถึงนายกรัฐมนตรี ทำไมคุณไม่จัดการกับคนที่คุณเอ่ยชื่อ และ “กองทัพแดง” ตามกฎหมายเล่าครับ 91 ศพ กับบาดเจ็บอีกร่วม 2,000 เป็นผู้ก่อการร้ายใน “กองทัพแดง” กี่ศพ/กี่คนครับ คนรู้ดีอย่างคุณ บอกได้ไหมครับ แล้ว เสธ.แดง เนี่ย ต่อให้เขาเป็นอย่างที่คุณว่าจริง เขาก็ไม่ควร “ถูกสั่งเก็บ” ใช่ไหมครับ !

4. นี่คือบทสรุปที่คุณอภิสิทธิ์เชื่อมั่นว่า ตนเองมีความชอบธรรม “แต่เพราะความเข้มแข็งของสังคมไทยที่รับทราบข้อเท็จจริงว่า ความสูญเสียไม่ได้เกิดจากการก่ออาชญากรรมโดยรัฐ เพราะผมแสดงให้เห็นมาโดยตลอดที่จะใช้การเจรจาแก้ปัญหาจนถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้ขลาดกลัวคนเสื้อแดง อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีกองกำลังติดอาวุธจริงในกลุ่มคนเสื้อแดงทำให้สังคมให้โอกาสผมทำงานต่อ”

พูดตรงๆ เลยนะ ถ้าคุณอภิสิทธิ์บอกไม่ได้ว่า 91 ศพ มีกองกำลังติดอาวุธอยู่กี่ศพ เราก็สรุปได้ว่า ข้ออ้างทั้งหลายทั้งปวงของคุณที่ว่ามาก็คือสิ่งที่คุณเชื่อว่า คือ “เหตุผล” ของ “ความชอบธรรมในการฆ่าประชาชน”

หรือที่คุณคิดว่า คุณมีความชอบธรรมที่จะอยู่ในอำนาจมาจนบัดนี้ เพราะคุณมี “เหตุผลอันสมควร” ว่า คุณมีความชอบธรรมในการฆ่าประชาชนนั่นเอง!

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น