โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

นักข่าวพลเมือง: ‘เยาวชน’ แจ้งข่าว ‘คนอุดรฯ’ เวทีรับฟังความเห็นเหมืองโปแตชมิชอบ

Posted: 04 Apr 2011 01:04 PM PDT

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ร่วมกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่น จัดรณรงค์ให้ข้อมูลคนอุดรฯ ชี้สถานการณ์ปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช ก่อนบริษัทจัดเวที 5 เม.ย.นี้ จวกเวทีหวังสร้างภาพเพื่อหวังผลผลักดันโครงการเหมืองฯ
 
 
 
 
 
วานนี้ (4 เม.ย.54) เวลา 10.00 น.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี และกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่น จำนวนกว่า 150 คน ร่วมกันรณรงค์ให้ข้อมูลแก่ชาวเมืองจังหวัดอุดรธานี ต่อสถานการณ์ปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตชล จ.อุดรธานี และให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดเวทีต่อการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดยสาธารณะ (Public Scoping) โครงการเหมืองแร่โปแตช ของบริษัทเอเชียแปซิกฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ร่วมกับบริษัททีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนต์ จำกัด ที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 เม.ย.54 ณ เทศบาลเมืองโนนสูง โดยกลุ่มชาวบ้านมองว่า การจัดเวทีดังกล่าวเป็นการสร้างภาพเพื่อหวังผลผลักดันโครงการเหมืองฯ จึงระดมพลเพื่อการรณรงค์ให้ข้อมูลต่อชาวบ้านในพื้นที่
 
การรณรงค์ของกลุ่มชาวบ้านและกลุ่มเยาวชน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์ให้ข้อมูลในเขตพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานีโดยมีจุดเริ่มต้นจากสถานที่สำคัญหลายแห่ง อาทิเช่น ตลาดเมืองทอง ตลาดบ้านห้วย โรงพยาบาลอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี และโรงเรียนสตรีราชินูทิศ แล้วขบวนการรณรงค์มาบรรจบกันบริเวณห้าแยกน้ำพุ จ.อุดรธานี ซึ่งการณรงค์ในครั้งนี้กลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นได้มีบทบาทสำคัญในการแจกเอกสารใบปลิว และให้ข้อมูลกับชาวเมืองอุดรธานี ซึ่งกลุ่มเยาวชนเหล่านี้ต่างได้พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเขียวประจำกลุ่มอนุรักษ์ฯ และนัดหมายกันออกมาทำภารกิจปกป้องท้องถิ่นในช่วงปิดภาคเรียนกันอย่างพร้อมเพรียงกัน
 
นางสาววราภรณ์ บุตรศรี ตัวแทนกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นจากบ้านหนองลุมพุก ต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี สะท้อนมุมมองต่อการเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ในครั้งนี้ว่า การที่กลุ่มเด็กและเยาวชนได้ร่วมกันออกมาทำกิจกรรมรณรงค์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช นั้น สิ่งสำคัญที่สื่อออกไปคือจิตใจที่ใสซื่อบริสุทธิ์ของเด็ก ในการที่จะปกป้องท้องถิ่น และที่มากกว่านั้นคือการที่กลุ่มเยาวชนได้รับการปลูกฝังในการทำกิจกรรมเพื่อที่จะปกป้องท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกๆ คน ต้องร่วมกันทำในอนาคตข้างหน้าอยู่แล้ว
 
“สิ่งที่ทุกคนมาร่วมกันทำในวันนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับจากคนในเมืองเป็นอย่างดีต่อปัญหาเหมืองโปแตช และเวทีที่บริษัทโปแตชฯ จะขึ้นในวันที่ 5 เมษา ทางพวกเราก็จะร่วมกันออกไปรณรงค์ให้ข้อมูลในวันนี้ด้วย เพราะบริษัทจัดเวทีขึ้นมาด้วยความไม่ชอบธรรม” นางสาววราภรณ์กล่าว
 
ขณะที่ เด็กชายนิมิต ยังสีนาถ เยาวชนคนฮักถิ่นจากบ้านโนนสมบูรณ์ ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี กล่าวว่า รู้สึกดีที่ได้มาเป็นตัวแทนของหมู่บ้านในการออกมาพูดถึงปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตช ใบปลิวที่ได้แจกไปก็มีคนเมืองหลายคนที่ให้ความสนใจเป็นอย่างดี บางคนก็มาซักถามข้อมูลเพิ่มเติมบ้าง ก็ตอบไปตามความเข้าใจที่เรามีอยู่ ถ้าครั้งหน้ามีกิจกรรมอย่างนี้ก็จะพากันมาอีก ช่วงที่ผ่านมาก็ได้ไปร่วมกับกลุ่มผู้ใหญ่มาตลอด
 
ส่วนเด็กหญิงอรจิรา โพธิสัตว์ กลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นจากบ้านสังคม ต.ห้วยสามพาด อ.ประจักษ์ศิลปาคม จ.อุดรธานี ได้กล่าวถึงเหตุผลในการออกมาร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์ของกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นในวันนี้ว่า ที่ออกมาทำกิจกรรมร่วมกันในวันนี้ก็ต้องการจะบอกให้คนในเมืองรู้ว่าพวกเราคัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตช
 
“รู้สึกสนุกสนานกับกิจกรรมในวันนี้ ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับผู้ใหญ่ที่เขาต่อสู้คัดค้านโครงการเหมืองแร่โปแตชในช่วงเวลาที่ผ่านมา และที่สำคัญทำให้เราได้กล้าแสดงออกในการที่จะพูดถึงปัญหาโครงการเหมืองแร่โปแตชที่จะทำให้เกิดแผ่นดินทรุด นำเกลือท่วมนาซึ่งเรากลุ่มเยาวนต้องช่วยกันรักษาไว้” เด็กหญิงอรจิรากล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลุ่มเยาวชนคนฮักถิ่นร่วมกันทำกิจกรรมรณรงค์กับพ่อแม่พี่น้องกลุ่มอนุรักษ์ฯ แล้วเสร็จ เด็กและเยาวชนทุกคนต่างร่วมกันแสดงความยินดีและกลับบ้านไปเพื่อที่จะเตรียมตัวเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มชาวบ้านอีกครั้งในวันที่ 5 เม.ย.นี้

  

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

“สุเทพ” เตรียมเปิดตัวพ็อคเก็ตบุค ยันชุดดำยิงทหาร-ยิงเสื้อแดงกันเองตาย

Posted: 04 Apr 2011 12:17 PM PDT

เตรียมเปิดตัวหนังสือ “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” ยันเหตุสลายชุมนุมเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่าง แต่ผู้ชุมนุมแย่งอาวุธและนำมาต่อสู้กับทหาร รวมทั้งยิงพวกเดียวกันเอง ชี้เจ้าหน้าที่แม้มีอาวุธในมือ แต่ไม่กล้ายิง “เสื้อดำ” เพราะกลัวประชาชนถูกลูกหลง ส่งท้ายแนะ “ทักษิณ” กลับมาติดคุก แล้วให้เพื่อไทยนำไปรณรงค์ในการเลือกตั้ง

วานนี้ (4 เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีได้เตรียมเปิดตัวหนังสือเรื่อง “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” ฉบับพิเศษ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ขอคิดด้วยคน ภายใต้บริษัทวอทซ์ด็อก ที่มีนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทองเป็นเจ้าของ โดยเรียบเรียงจากปากคำของนายสุเทพ ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. -19 พ.ค. 2553 ที่มีนักการเมืองบางกลุ่มบางคนพยายามจะบิดเบือนความจริงใส่ร้ายรัฐบาลและกองทัพว่าเป็นผู้กระทำ โดยหนังสือดังกล่าวเตรียมเปิดตัวที่พรรคประชาธิปัตย์ ในวันที่ 6 เม.ย. ซึ่งวันดังกล่าวเป็นวันก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์

โดยหนังสือเล่มดังกล่าวมีหกบท บทที่หนึ่ง ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก บทที่สอง ปี 2552 ก้าวข้ามสงครามการเมือง บทที่สาม ปี 2553 เผาประเทศเพื่อใคร บทที่สี่ ความจริง 10 เมษายนกองกำลังชุดดำฆ่าทหาร ฆ่าประชาชน บทที่ห้า ใครเผาประเทศไทย บทที่หก ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก มีจำนวน 111 หน้า

โดยในบทที่สี่ “ความจริง 10 เมษายนกองกำลังชุดดำฆ่าทหาร ฆ่าประชาชน” นายสุเทพกล่าวว่าในวันที่ 10 เม.ย. “มีการขอคืนพื้นที่” โดยปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่าง มาตรการสุดท้ายคือใช้กระสุนยาง แม้ผู้บังคับหน่วยจะมีอาวุธจริงก็ตามแต่ก็ไม่ได้ใช้ การขอคืนพื้นที่ในช่วงแรกผู้ชุมนุมใช้ไม้หน้าสาม บันได วิ่งชนเจ้าหน้าที่ล้มระเนระนาดและต้องหนีมาตั้งหลักที่กองทัพภาคที่หนึ่ง จนถึงช่วงเย็นก็สั่งถอย และอีกด้านนั้นเจ้าหน้าที่ข้ามมาจากสะพานปิ่นเกล้า แม้มีอาวุธประจำหน่วยแต่ใส่ไว้ในรถ ไม่ได้แจกจ่าย เจ้าหน้าที่มีเพียงโล่และกระบอง ผู้ชุมนุมก็เข้ารุมล้อมและยึดรถ รวมทั้งแย่งอาวุธไปทั้งหมด

บริเวณถนนดินสอ สี่แยกคอกวัวนั้น แกนนำปลุกระดมให้ล้อมเจ้าหน้าที่จนถอนกำลังไม่ได้ และกลายเป็นเป้าสังหาร เป็นวันแรกที่คนไทยได้เห็นกองกำลังชุดดำที่เตรียมการเป็นอย่างดี มีหลักฐาน คือภาพถ่ายจากสื่อไทยและต่างประเทศ รวมทั้งถ่ายโดยคนเสื้อแดง

ช่วงค่ำมีการใช้ปืนอาก้าโดยชายชุดดำยิงเฮลิคอปเตอร์ที่โปรยใบปลิวและหย่อนแก๊สน้ำตาเปิดทางให้เจ้าหน้าที่ที่ถูกล้อมถอนตัวออกไปได้ มีการใช้ระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ จนทำให้ประชาชนยี่สิบคนและทหารห้านายสังเวยชีวิต อาทิ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ในหนังสือนายสุเทพกล่าวว่า คนเหล่านี้มีแผน ตั้งใจ ไม่กลัวกฎหมาย เอาประชาชนเป็นโล่และเกราะกำบัง และยังเขียนด้วยว่า “เจ้าหน้าที่แม้จะมีอาวุธอยู่กับมือแต่ไม่กล้าไปยิงคนเสื้อดำเต็มที่ เพราะกลัวประชาชนโดนลูกหลง”

นายสุเทพระบุว่า “กองกำลังชุดดำได้รับการฝึกให้กระทำการรุนแรง โดยฝึกให้ยิงปืนและตั้งใจให้ยิงหัวคนอย่างเดียว” มีการฝึกมาตั้งแต่ปี 2551 และนำมาใช้ยิงคนที่นางเลิ้งเมื่อปี 2552 และปี 2553 เป็นการมาแบบ “เต็มรูปแบบ”

ขณะที่บทที่ห้า ”ใครเผาประเทศไทย” นายสุเทพเขียนว่าถึงเหตุเผาเซ็นทรัลเวิลด์ว่า มีภาพปรากฏชัดว่า คนที่บุกเข้าไปไม่ใช่เจ้าหน้าที่ มีการบิดเบือนใส่ร้ายเจ้าหน้าที่ ข้อเท็จจริงคือ คนที่บุกเข้าไปได้ขว้างระเบิด ผู้บาดเจ็บทุกคนได้ให้ปากคำไว้เรียบร้อยแล้วว่า กลุ่มนี้ขว้างระเบิดไล่ออกมา ใครเข้ามาดับเพลิงก็ยิง จนต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาและคุ้มกันเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ได้ โดยการสั่งการทั้งหมดในวันนั้น มีบันทึกสำเนาวิทยุสั่งการวิทยุสื่อสารของ กทม. แบบนาทีต่อนาทีไม่สามารถบิดเบือนเป็นอื่นได้ หากใครได้ดูบันทึกดังกล่าวจะเข้าใจว่าคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ คือคนที่พยายามจะใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ในวันนี้

นายสุเทพระบุในหนังสือว่า “ปฏิบัติการณ์วันดังกล่าวนั้น เจ้าหน้าที่ทำตามความจำเป็น รอบคอบ ระมัดระวังที่สุด โดยสวนลุมพินีคือฐานที่มั่นที่โดนยึดไว้และยิงเอ็ม 79 ใส่สถานที่ต่างๆ สิ่งที่รัฐบาลทำคือ ไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปสลายการชุมนุมแต่ใช้วิธีตั้งด่านสกัดรอบ ๆ เพื่อไม่ให้ขนอาวุธและระดมคนเข้าไปเพิ่ม กดดันให้ผู้ชุมนุมกลับบ้าน ผู้ก่อการร้ายจึงออกปฏิบัติการณ์ในจุดต่างๆ และเกิดการเสียชีวิตจำนวนมาก การนำรถเกราะออกมาใช้นั้นเป็นเพียงเครื่องกำบังทหาร ไม่ได้นำมาไล่ยิงประชาชน การทำงานของเจ้าหน้าที่ สื่อมวลชนติดตามอยู่อย่างเปิดเผย ความจริงปฏิบัติการณ์วันนั้นมีคนเสียชีวิตจริงๆ หกราย นับรวมสองรายที่เสียชีวิตก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่เข้าไปถึง แต่อีกฝ่ายบิดเบือนพยายามวาดภาพใหญ่โตว่ารัฐบาลส่งทหารเข้าไปสลายการชุมนุม”

นอกจากนี้นายสุเทพยังสงสัยว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านไม่ยกกรณีการเสียชีวิตของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง มาอภิปราย โดยนายสุเทพสงสัยว่าเป็นฝึมือคนเสื้อแดงกันเอง หรือคนเสื้อแดงบงการฆ่ากันเอง

ส่วนกรณีหกศพที่วัดปทุมฯ ที่ระบุว่าไม่เคยจับอาวุธ แต่จากการชันสูตรเบื้องต้นพบว่า สองศพมีเขม่าดินปืนที่มือแสดงให้เห็นว่าน่าจะเป็นผู้ที่ใช้อาวุธปืนมาก่อนเสียชีวิต และอ้างว่าบางศพกระสุนฝังในนั้น เป็นกระสุนหัวสีเขียวของทหาร   มันเป็นกระสุนของทหารจริง แต่สรุปเช่นนี้ไม่ถูกต้องเพราะวันที่ 10 เม.ย.บางกลุ่มยึดอาวุธจากทหารไป

บทที่หก “ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” นายสุเทพกล่าวว่า เหตุร้ายแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะคนๆ เดียวคือ ที่ถูกตัดสินจำคุก ยึดทรัพย์ คนเหล่านี้เคลื่อนไหวโดยอ้างรัฐธรรมนูญและการชุมนุมโดยสงบ สันติ และทำเหตุรุนแรงคู่ขนาน ผมอยากฝากไปถึงนายใหญ่ของคนพวกนี้ว่าถ้ารักบ้าน รักเมือง รักประเทศชาติ รักประชาชน วันนี้ไม่สายที่จะมาร่วมมือกัน รัฐบาลเปิดโอกาสให้แล้ว นายกฯ ประกาศวันเวลาแน่ชัดแล้วว่าจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เริ่มต้นกันใหม่ มาสิครับ มาต่อสู้กันตามแนวทางประชาธิปไตย พวกท่านเป็นพรรคการเมือง ผมเป็นพรรคการเมือง ไปหาเสียงแข่งขันกัน มีนโยบายแนวทางอย่างไรก็เสนอประชาชน แล้วประชาชนตัดสินใจเลือกใครเข้ามาก็เข้ามาดูแล มีอำนาจบริหารราชการบ้านเมือง”

“ถ้าประชาชนชอบและศรัทธาท่าน เลือกท่านเข้ามาเกินครึ่งในสภานี้ ท่านก็ตั้งรัฐบาล ก็มีเสียงข้างมาก จะออกกฎหมายใหม่ นิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งหมดก็ได้หากไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ผิดกฎหมาย พวกผมก็นั่งดูตาปริบๆ”

ในหนังสือยังระบุว่า นายสุเทพแนะนำให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. และ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยว่า นายจตุพรลองโทรศัพท์ไปปรึกษานายว่า ให้มาต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตยที่ขาวสะอาด หากอยากให้คนเห็นใจก็กลับมาติดคุกดูสักพักแล้วก็ไปโฆษณาเลยว่า หากอยากออกจากคุกก็ให้เลือกเต็มสภา บางทีก็อาจจะเลือก ไม่ใช่เล่นนอกกติกา เอาเปรียบกันอย่างนี้ เล่นมีทั้งพรรคการเมือง ทั้งสร้างมวลชน มีกองกำลังติดอาวุธ อย่างนี้ไม่ใช่วิธีต่อสู้ตามประชาธิปไตย ที่ทำกันมา ทำให้ผมคิดถึงสมัยที่ผมเป็นกำนัน จ.สุราษฎร์ธานี ผมเห็นพฤติกรรมอย่างนี้ พรรคคอมมิวนิสต์ทำกัน

 

ที่มา: เรียบเรียงจาก กรุงเทพธุรกิจ

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

“ลดน้ำหนัก" หรือ "งดบิน” สิทธิในร่างกายของคนทำงาน - วารสารคนทำงาน มีนาคม 2554

Posted: 04 Apr 2011 11:20 AM PDT


Published under a Creative Commons License By attribution, non-commercial

แม้ไม่มีพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี “พุทธปรัชญา” ก็ยังคงอยู่

Posted: 04 Apr 2011 11:09 AM PDT

ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ผมไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี เพราะเราต้องยอมรับความจริงว่า การที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองและสืบทอดมากว่าสองพันห้าร้อยปี พระสงฆ์ย่อมมีบทบาทสำคัญแน่ ส่วนพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีก็ย่อมมีคุณค่าเช่นกัน กล่าวอย่างถึงที่สุดแม้แต่พระรดน้ำมนต์ เป่าตาแดง ทำพิธีไล่ผีปอบ ฯลฯ ก็ถือว่าเป็นที่พึ่งทางจิตวิทยาของชาวบ้านที่มีความทุกข์ในเรื่องนั้นๆ ได้

แต่ผมอยากชวนคิดในประเด็นปัญหาที่ตั้งเป็นชื่อบทความนี้ ท่ามกลางปรากฏการณ์ในปัจจุบัน คือ 1) จำนวนพระภิกษุสามเณรมีแนวโน้มลดลง วัดร้างมากขึ้น 2) วัดและพระสงฆ์เน้นบทบาทการดำรงรักษาพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี 3) พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณี เช่น การปฏิบัติธรรม การเผยแผ่ธรรมะแบบฮาวทู วัตถุมงคล ฯลฯ มีลักษณะเชิงพาณิชย์มากขึ้น 4) พุทธศาสนาในเชิงปรัชญาชีวิต ปรัชญาสังคม และพุทธศาสนาในมิติจิตวิญญาณอยู่ในมือของฆราวาสมากขึ้น

ในชีวิตเด็กชนบทผมเคยเห็นพระเป่าตาแดง พระทำพิธีไล่ผีปอบเป็นต้น ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่องงมงายหรือไม่งมงาย แต่ที่ได้เห็นคือชาวบ้านคลายทุกข์หรือสบายใจขึ้นจากพิธีกรรมเช่นนั้น (แม้ปัจจุบันผมก็ไม่อยากตัดสินว่าชาวบ้านงมงาย เพราะทุกข์จากลูกเป็นตาแดงหรือทุกข์จากความเชื่อเรื่องผีปอบเป็นต้น ชาวบ้านชนบทคงไม่ต้องการพระของคนชั้นกลางในเมืองอย่างพระไพศาล หรือท่าน ว.วชิเมธี ฯลฯ)

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีดังกล่าวก็มีเรื่องเล่าทำนองว่า ปู่ยาตาทวดในชนบทสมัยก่อน บางคนที่เข้าวัดเข้าวาเป็นประจำ พอถึงเวลาจะตายก็ตายอย่างมีสติ เช่นบางคนเมื่อป่วยหนักรู้ว่าตนเองไม่รอดแน่ก็เรียกลูกหลานมาสั่งเสีย อธิบายให้ลูกหลานเข้าใจความจริงของชีวิตที่ต้องเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ ตัวเองก็ทำใจยอมรับความจริงนั้นได้และตายอย่างสงบ

ผมคิดว่าเรื่องเล่าทำนองนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกลมกลืนไปด้วยกันได้ระหว่างพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีและพุทธศาสนาแบบปรัชญาชีวิต

“พุทธศาสนาแบบปรัชญาชีวิต” หมายถึงโลกทัศน์ชีวทัศน์แบบพุทธที่เข้ามาอยู่ในชีวิตคน ในพุทธศาสนาจารีตประเพณีแบบชาวบ้านอีสานสมัยก่อน ปรัชญาชีวิตแบบพุทธไปแทรกอยู่ในทั้งกิจกรรมบันเทิง ศิลปะ หรือกิจกรรมทางปัญญา เช่น ใน “กลอนลำ” ของหมอลำ ผญา พิธีบายศีสู่ขวัญ ผูกเสี่ยว ทำขวัญนาค ฯลฯ

จึงไม่แปลกที่ท่ามกลางพุทธศาสนาจารีตประเพณีเช่นนั้นจะทำให้เกิด “พระดีภาคอีสาน” เช่น พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์ชา ฯลฯ

แต่ปัจจุบันชนบทอีสาน (ภาคอื่นๆ ก็เช่นกัน) มีวัดร้างจำนวนมาก ลูกชาวบ้านที่ยังมีบวชก็บวชเรียน เข้ามาอยู่ในเมืองมาเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ เติบโตเป็นพระสังฆาธิการ มีสมณศักดิ์ตั้งแต่ชั้นสามัญจนถึงชั้นสมเด็จ ตัดขาดจากรากเหง้า หรือเชื่อมไม่ติดกับการรักษาบทบาทพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีที่ตอบสนองต่อทุกข์ของชาวบ้านชนบท ท่านเหล่านนี้กลายเป็น “พระของคนชั้นกลางในเมือง” อย่างเต็มตัว (ทว่ามีจำนวนน้อยที่สามารถเป็นที่ยอมรับในบทบาทการชี้นำทางความคิดเทียบเท่าท่าน ว.วชิเมธี)

หมายความว่า พระสงฆ์ที่มาจากลูกชาวบ้านชนบท (ซึ่งเป็นพระสงฆ์ส่วนใหญ่ของประเทศ) นอกจากจะหลุดจากรากเหง้าของตนเอง หรือเชื่อมไม่ติดกับพุทธศาสนาจารีตแบบชาวบ้านชนบทที่ (เคย) มีมิติของปรัชญาชีวิตอยู่ด้วยอย่างหนักแน่นแล้ว การกลายเป็น “พระของคนชั้นกลางในเมือง” ก็เป็นได้ในฐานะผู้ตอบสนองความต้องการด้านพิธีกรรมเชิงพาณิชย์เป็นส่วนใหญ่ เช่นพิธีศพแบบอลังการ เจิมป้ายสำนักงาน ธุรกิจวัตถุมงคล ฯลฯ

พระสงฆ์ที่เป็นพระของคนชั้นกลางในเมืองที่มีบทบาทการชี้นำทางความคิดจริงๆ คือพระที่มีรากเหง้ามาจากคนชั้นกลางในเมืองที่มีภูมิหลังทางการศึกษาที่ดีมาก่อน เช่น พระไพศาล พระวัดพระธรรมกาย สมณะสันติอโศก เป็นต้น

ท่ามกลางสภาพความเป็นไปเช่นนี้ พุทธศาสนาจารีตประเพณีแบบชาวบ้านที่เคยกลมกลืนกับปรัชญาชีวิตแบบพุทธ ก็ดูเหมือนกำลังปรับตัวเข้าสู่รูปแบบพุทธศาสนาจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์แบบคนชั้นกลางในเมืองมากขึ้น (ซึ่งเป็นอิทธิพลของรูปแบบการปกครองคณะสงฆ์และกลุ่มทุนวัตถุมงคลพาณิชย์) ฉะนั้น พุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีที่แฝงปรัชญาชีวิตแบบชนบทกำลังจะหายไป พร้อมกับการปรากฏขึ้นของวัดร้างในหมู่บ้านห่างไกลจำนวนมาก และมีวัดสร้างใหม่ในตำบลหรืออำเภอที่เน้นความใหญ่โตอลังการทางวัตถุมากขึ้น (แต่มีพระสงฆ์อาศัยอยู่ไม่กี่รูป)

จากสภาพการณ์ที่พุทธศาสนาจารีตประเพณีที่แฝงปรัชญาชีวิตแบบชาวบ้านชนบทกำลังจะหมดไป พุทธศาสนาจารีตประเพณีเชิงพาณิชย์แบบชนชั้นกลางในเมืองก็ไม่สามารถตอบสนองมิติทางปัญญา ทางจิตวิญญาณ และมิติทางสังคมได้ (มหาวิทยาลัยสงฆ์ก็ตอบสนองไม่ได้) พุทธศาสนาแบบสวนโมกข์ สันติอโศก ธรรมกายจึงกลายเป็น “ทางเลือกใหม่” สำหรับคนชั้นกลางในเมืองที่ต้องการพุทธศาสนามากกว่า “พิธีกรรม”

แต่บทบาทของธรรมกายและสันติอโศกก็ถูกตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งจากคณะสงฆ์กระแสหลักและชาวพุทธฝ่ายจารีตนิยม และฝ่ายก้าวหน้าที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้พุทธศาสนาในเชิงพาณิชย์ และการใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทว่าคณะสงฆ์กระแสหลักและชาวพุทธฝ่ายจารีตนิยมเพียงแค่ตั้งคำถาม แต่ไม่มีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าเสนอแก่สังคม ส่วนชาวพุทธฝ่ายก้าวหน้าบางส่วนดูเหมือนจะพยายามแสวงหาทางเลือกใหม่ด้วยตนเอง ดังเช่นแนวทางของ ส.ศิวรักษ์ เรื่อยมาถึงชาวพุทธหนุ่มสาวรุ่นใหม่อย่างกลุ่มของ วิจักขณ์ พานิช เป็นต้น ที่สนใจพุทธศาสนาในเชิงลึกแบบข้ามนิกายทั้งในมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางสังคม

กลุ่มหลังนี้สะท้อนภาพ “พุทธศาสนาแบบฆราวาส” ในสังคมไทยชัดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมีลักษณะลึกซึ้งและยืดหยุ่นต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคนรุ่นใหม่และสภาพสังคมที่ซับซ้อนได้ดีกว่า “พุทธศาสนาแบบพระสงฆ์” หรือพุทธศาสนาแบบจารีตเชิงพาณิชย์

จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่า ในขณะที่ “พุทธศาสนาแบบพระสงฆ์” ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ “พุทธศาสนาแบบฆราวาส” จะเป็นคำตอบในเรื่องดังกล่าวแก่สังคมอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

แต่อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า แม้ในอนาคตพระสงฆ์และพุทธศาสนาแบบจารีตประเพณีจะหมดไปจากสังคมไทยและจากโลกก็ตาม พุทธศาสนาในรูปของ “ปรัชญาชีวิต” จะยังคงอยู่ให้มนุษย์เรา (ที่สนใจ) ได้เรียนรู้และปรับใช้เป็นโลกทัศน์และชีวทัศน์ในการดำเนินชีวิตตลอดไป

เช่นเดียวกับภูมิปัญญาอื่นๆ ของโลกที่ยังคงดำรงอยู่ให้มนุษย์ได้เรียนรู้และนำมาปรับใช้แม้ไม่ได้ถูกห่อหุ้มด้วยจารีตประเพณีหรือพิธีกรรมทางศาสนาเลยก็ตาม

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

รัฐบาลไฟเขียวเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ เข้าสภาฯ พิจารณาวาระแรก

Posted: 04 Apr 2011 11:05 AM PDT

“กรณ์” เผย ครม.มีมติ ส่งร่าง “พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” เข้าสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก โดยไม่ต้องส่งเรื่องกลับมาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก หวั่นจะทำให้การพิจารณากฎหมายในสภามีความล่าช้าออกไป

 
วานนี้ (4 เม.ย.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่งร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก โดยไม่ต้องส่งเรื่องกลับมาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีก เพราะร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นของฝ่ายบริหารทั้งกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากหากมีการดึงเรื่องดังกล่าวกลับมาที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง จะทำให้การพิจารณากฎหมายในสภามีความล่าช้าออกไปอีก
 
นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินฯ หากพิจารณาไม่ทันในสมัยการประชุมสภานี้ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 28 เม.ย.54 ก็ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมจะผลักดันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองใดก็ตาม และหากเป็นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลกฏหมายนี้จะเป็นกฎหมายแรกๆ ที่จะผลักดันให้มีการเดินหน้าต่อไป
 
สำหรับการพิจารณากฎหมายของกฤษฎีกา ได้เพิ่มหมวด 10 ใน พ.ร.บ.นี้ โดยให้จัดสรรเงินส่วนแบ่งภาษีไปสนับสนุนการทำงานของกองทุนธนาคารที่ดิน ซึ่งอยู่ระหว่างการยกร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดินและยังไม่ได้นำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ยังไม่มีกฏหมายดังกล่าว ก็สามารถนำเงินส่งเข้ากองทุนได้ โดยเบื้องต้นคลังได้กำหนดอัตราส่วนแบ่งไว้ที่ 2% ของรายได้ภาษีที่ได้รับต่อปี
 
นายกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ กระทรวงการคลัง จะเร่งเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณา พ.ร.บ.ยาสูบ โดยการปรับเพดานและฐานภาษีใหม่ เพื่อให้การจัดเก็บมีความยุติธรรม ร่าง พ.ร.บ.การร่วมงานระว่างและเอกชน (พ.ร.บ.ร่วมทุน) เพื่อสนับสนุนให้เอกชนมาร่วมลงทุนกับรัฐมากขึ้น และร่าง พ.ร.บ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะเป็นการกำหนดวิธีการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจใหม่ทั้งหมดเพื่อให้การทำงาน มีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
 
เรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย และ ไทยรัฐออนไลน์ 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเด็กเล็ก

Posted: 04 Apr 2011 11:04 AM PDT

ครม.ผ่านมาตรการภาษีสนับสนุนศูนย์เด็กเล็ก หวังสถานประกอบการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในองค์กร เปิดช่องนำเงินบริจาคให้ อปท. ดูแลเด็กเล็ก หักลดหย่อนภาษี

วันที่ 4 เมษายน คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเด็กเล็ก และอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงการคลังรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

1.1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้เป็นจำนวนร้อยละหนึ่งร้อยของรายจ่ายที่ได้จ่ายในการจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ในสถานประกอบกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เพื่อเป็นสวัสดิการในการดูแลบุตรของลูกจ้าง เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินหนึ่งล้านบาทสำหรับรายจ่ายที่ได้จ่ายไปตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (ร่างมาตรา 3)

1.2 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนเป็นจำนวนสองเท่าของจำนวนเงินที่บุคคลธรรมดาได้จ่ายให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความเห็นชอบแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของเงินได้พึงประเมินหลังจากหักค่าใช้จ่ายและหักค่าลดหย่อนดังกล่าวนั้น [ร่างมาตรา 4 (1)]

1.3 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เป็นจำนวนสองเท่าของรายจ่ายที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้จ่ายให้แก่ อปท. ในการจัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กหรือสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไม่ว่าจะจ่ายเป็นเงินหรือทรัพย์สิน แต่เมื่อรวมกับรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการศึกษาสำหรับโครงการที่ ศธ. ให้ความเห็นชอบ และรายจ่ายที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างและการบำรุงรักษาสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของเอกชนที่เปิดให้ประชาชนใช้เป็นการทั่วไป โดยไม่เก็บค่าบริการใด ๆ หรือสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ หรือสนามกีฬาของทางราชการแล้ว ต้องไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์และเพื่อการศึกษา หรือเพื่อการกีฬาตามมาตรา 65 ตรี (3) แห่งประมวลรัษฎากร [ร่างมาตรา 4 (2)]

2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร

ให้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้ที่คำนวณได้จากมูลค่าที่ลูกจ้างได้รับจากการนำบุตรของลูกจ้างไปอยู่ในความดูแลของสถานรับเลี้ยงเด็กตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก ที่นายจ้างจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการในการดูแลบุตรของลูกจ้าง ทั้งนี้ สำหรับเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 เป็นต้นไป

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เปิดรายชื่อสมาชิกสภาที่ปรึกษา ศอ.บต.ชุดใหม่

Posted: 04 Apr 2011 10:57 AM PDT

นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยว่า ตามที่ ศอ.บต.ได้ดำเนินการตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 และระเบียบศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการคัดเลือก เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2554 โดยกำหนดให้มีการคัดเลือกในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2554 บัดนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ผลการคัดเลือกได้ผู้แทนประเภทต่างๆ ดังนี้

ประเภท ก. มีผู้แทนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 จังหวัด สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส จังหวัดละหนึ่งคน ดังนี้

ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี จ.ส.อ.ฮาริส มะรือสะ นายสมุทร มอหาหมัด นายไพร พัฒโน และนายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์

ผู้แทนกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ประกอบด้วย นายสมาแอ ดอเลาะ นายเสรี นิมะยุ นายสมมาศ มะมุพิ นายดลเลาะ เหล็มแหละ และนายวีระ เพชรประดับ

ผู้แทนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอิหม่ามประจำมัสยิด ประกอบด้วย นายอัศมี โต๊ะมี นายอับดุลอาซิซ เจ๊ะมามะ นายรุสดี บาเกาะ นายมูหรอด ใบสะมะอุ และนายยำอาด ลินารา

ผู้แทนเจ้าอาวาสในศาสนาพุทธ ประกอบด้วย พระครูจริยาภรณ์ พระครูสุนทร เทพวิมล นายวิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์ พระศรีรัต
สำหรับบรรยากาศการเลือกตั้ง ซึ่งการดำเนินการเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากในทุกประเภทมีการจัดตั้งจากฝ่ายการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาล่วงหน้าแล้ว แต่ประเภทที่มีการแข่งขันสูง คือ การคัดเลือกผู้แทนสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งตัวแทนเพียง 1 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระหว่าง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศ/หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคใต้ตอนล่าง จ.สงขลา กับ นายหมุดตาเหล็บ โหดหีม นายกสมาคมผู้สื่อข่าว วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ จ.สงขลา และมีตำแหน่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จ.สงขลา โดยการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความดุเดือด ผลการนับคะแนน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ชนะขาดลอย ทิ้งห่างด้วยคะแนน 159 ต่อ 95 คะแนนนวิมล และพระครูโสภณ ปัญญาสาร

ผู้ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจในการพัฒนาสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ได้แก่ นายอับดุลเล๊าะ วาแม นายกิตติพล กอบวิทยา นายคอลีลือเราะมัน ดือราแม นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์ และนายวรัตน์ แสงเจริญ

ผู้แทนผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา ได้แก่ นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร นายอดุลย์ พรมแสงนายดนุพล อ้นพวงรัตน์นายเสริมสุข สุวรรณกิจ และนายนิสิต ชายพักตร์

ผู้แทนกลุ่มสตรี ได้แก่ นางเบญจวรรณ ซูสารอ นางสารีปะ สะเมาะ นางรัตนา กาฬศิริ นางจินตนา จิโนวัฒน์ และนางรัชนี เด่นกาญจนศักดิ์

ผู้แทนหอการค้าจังหวัดและสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ได้แก่ นายพิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช นายยู่สิน จินตภากรณ์ ดร.สุรชัย จิตภักดีบดินทร์ และเนายสมชาย ตันติ์ศรีสกุล

ประเภท ข.มีผู้แทนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1 คน ดังนี้
(1) ผู้แทนศาสนาอื่น รศ.ทพ.ดร.กรัสไนย หวังรังสิมากุล
(2) ผู้แทนสถาบันศึกษาปอเนาะตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสถาบันศึกษาปอเนาะ นายอับดุลอาซิส ยานยา
(3) ผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา นายอับดุลรอนิ กาหะมะ
(4) ผู้แทนสื่อมวลชน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล

สำหรับบรรยากาศการเลือกตั้ง ซึ่งการดำเนินการเลือกตั้งมีผู้มาใช้สิทธิไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากในทุกประเภทมีการจัดตั้งจากฝ่ายการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาล่วงหน้าแล้ว แต่ประเภทที่มีการแข่งขันสูง คือ การคัดเลือกผู้แทนสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งตัวแทนเพียง 1 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระหว่าง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศ/หัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคใต้ตอนล่าง จ.สงขลา กับ นายหมุดตาเหล็บ โหดหีม นายกสมาคมผู้สื่อข่าว วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ จ.สงขลา และมีตำแหน่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จ.สงขลา โดยการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความดุเดือด ผลการนับคะแนน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ชนะขาดลอย ทิ้งห่างด้วยคะแนน 159 ต่อ 95 คะแนน

ด้านนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากนี้จะนำผู้ผ่านการเลือกตั้งทั้ง 44 คน เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีออกประกาศแต่งตั้งต่อไป และรวมกับอีก 5 คน ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ที่นายกรัฐมนตรีจะมีคัดเลือกขึ้นมา รวมเป็น 49 คน จากรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ มีประสบการณ์ในการร่วมกันแก้ปัญหาด้านพัฒนา และเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชน ตนมั่นใจว่า ศอ.บต.ใหม่ นี้ จะรวบรวมนำความคิดที่มีความหลากหลาย และเป็นความคิดจากบุคคลที่นำความคิดจากประชาชนในพื้นที่ จะเป็นกำลังสำคัญในการเดินหน้าแก้ปัญหาในพื้นที่ประสบผลสำเร็จได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์รายงานด้วยว่า การเลือกสมาชิกสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. ในครั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดปัตตานีส่วนใหญ่มาจากสายพรรคมาตุภูมิอย่างสิ้นเชิง อาจส่งผลการเลือกตั้งใหญ่ ส.ส.ในพื้นที่ นั้นหมายถึงพรรคมาตุภูมิอาจสามารถแจ้งเกิดในพื้นที่ปัตตานีไม่ต่ำกว่า 2 ที่นั่งอย่างแน่นอน

 

เรียบเรียงจาก สมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย ข่าว 1, ข่าว 2 และ เอเอสทีวีผู้จัดการ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

'ชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน' จี้ สธ.นำผู้ประกันตนอยู่ในการดูแลของ สป.สช. ขู่ฟ้องละเว้นปฏิบัติหน้าที่

Posted: 04 Apr 2011 10:52 AM PDT

(4 เม.ย.54) ชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน ยื่นหนังสือผ่านตัวแทน รมว.สธ.ขอให้เร่งรัด นำผู้ประกันตนอยู่ในการดูแลของ สปสช.ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และเรียกร้องให้ สปส.คืนเงินให้กับผู้ประกันตน

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง โฆษกชมรมพิทักษ์สิทธิผู้ประกันตน กล่าวว่า เดินทางมากระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อยื่นหนังสือผ่านนายบุณย์ธีร์ พานิชประไพ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการ สธ.ในฐานะตัวแทน รัฐมนตรีว่าการ สธ. เพื่อเรียกร้องสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในการให้บริการแก่ผู้ประกันตน ตามมาตรา 5 ที่กำหนดให้บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันในมาตรา 10 ยังให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เตรียมความพร้อมในการให้บริการสาธารณสุขแก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และเสนอรัฐบาล เพื่อตราพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาการเริ่มการให้บริการแก่ผู้ประกันตน

น.ส.สารี ยังกล่าวว่า โดยกฎหมายยังได้กำหนดในมาตรา 66 ให้ตราพระราชกฤษฎีกาภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับคือ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2545 แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ทั้ง สปสช. และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ต้องรายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสาธารณะ เพื่อทราบ แต่ในความเป็นจริงเวลาล่วงเลยมากว่า 8 ปี กลับไม่มีการดำเนินการใดจากทั้ง 2 หน่วยงาน ทั้งนี้ หากพบว่าทางกระทรวงฯ และ สปสช. รวมทั้ง สปส.ยังเพิกเฉย ไม่มีการแก้ไข และยังเก็บเงินสมทบกับผู้ประกันตน ก็จะเดินหน้าฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และยังจะเดินหน้าฟ้องศาลแรงงาน เรียกร้องให้ สปส.คืนเงินกับผู้ประกันตน หลังจากวันที่ 18 พฤศจิกายน 2546 ด้วย

ที่มา: สำนักข่าวไทย

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: แรงงานยานยนต์ เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ "ประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน"

Posted: 04 Apr 2011 10:48 AM PDT

สหพันธ์แรงงานยานยนต์เปิดเวทีอภิปรายเจาะลึกประเด็นประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน(AEC)กับผลกระทบด้านแรงงานเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ณ โรงแรมแกรนด์อินคำ โดยสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย เห็นว่าการพัฒนาไปสู่กลุ่มอาเชียนเป็นโอกาศทางการค้าที่สร้างอำนาจการต่อรองได้ ในส่วนของกระบวนการแรงงานจึงมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ร่วมกันถึงผลได้ผลเสียที่อาจตามมา เพื่อให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรับขบวนการในการพัฒนาบุคลากรให้ก้าวไปพร้อมอุตสาหกรรม และได้จัดสัมมนาเรื่อง “ความเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์: สิทธิแรงงานในกฎบัตรอาเชียน สิ่งที่แรงงานควรรู้”

โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาที่เป็นผู้นำแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์กว่า 60 คน และมีผู้ทรงคุณวุฒิคือ นางสาวโชติมา เอียมสวัสดิกุล ผู้อำนวยการยุทธศาสตร์ประชาคมเศรฐกิจอาเชียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ มาให้ความรู้เรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน(AEC)ต่อมาเวลา 13.00น.มีการเปิดเวทีอภิปรายมี นายสิงหเดช ชูอำนาจ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทยเป็นผู้ร่วมอภิปราย ดำเนินการอภิปรายโดยมีนายศักดินา ฉัตรกุล ณ อยุธยา

ชี้ยุทธศาสตร์ AEC
นางสาวโชติมา เอียมสวัสดิกุล ผู้อำนวยการยุทธศาสตร์ประชาคมเศรฐกิจอาเชียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ อธิบายถึงยุทธศาสตร์หลักของ AEC ในเรื่องเปิดตลาดและฐานการผลิตร่วมดังนี้ 1.เปิดเสรีการค้าซึ่งได้มีการลดภาษีนำเข้าเป็นลำดับตั้งแต่ปี 2536 และเป็นศูนย์ในปี 2553 สำหรับกลุ่ม อาเซียน-6 ประกอบด้วย ไทย,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์,มาเลเซีย,สิงคโปร์และบรูไน เป็นศูนย์ในปี 2558 สำหรับกลุ่ม CLMV ประกอบด้วย กัมพูชา,ลาว,พม่าและเวียดนาม ยกเว้นสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง 2.เปิดเสรีการค้าและการบริการ ประเทศปลายทางต้องลดหรือเลิกข้อจำกัดต่างๆ ของการเข้าสู่ตลาดของประเทศต้นทาง และอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการบริการของอาเชียน ไปทำธุรกิจโดยถือหุ้นได้อย่างน้อยถึง 70% ในปี 2558

3.เปิดเสรีลงทุน ในด้านการเกษตร,การประมง,ป่าไม้,เหมืองแร่และภาคการผลิต(อุตสาหกรรม) ให้มีการเปิดเสรี คุ้มครอง ส่งเสริม และอำนวนความสะดวกการลงทุน 4.เคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี มีการทำข้อตกลงยอมรับร่วมแล้วใน 7 สาขาวิชาคือ วิศวกรรม, แพทย์, พยาบาล, นักสำรวจ, นักบัญชี, ทันตแพทย์และสถาปัตยกรรม ในสาขาเหล่านี้สามารถจดทะเบียนเพื่อประกอบวิชาชีพในประเทศอาเชียนอื่นๆ ได้ และคิดว่า AEC น่าจะไม่มีผลกระทบต่อแรงงานมากนักเนื่องจากในเรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานยังเป็นเพียงข้อตกลงไม่ได้มีการใช้งานจริง แต่ก็ยังเป็นห่วงว่าอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานของไทยส่วนเรื่องที่มีผลกระทบโดยตรงคือเรื่องของการค้าการลงทุนและผู้บริโภค ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย

โอกาสดีของแรงงานมีฝีมือ
นายสิงหเดช ชูอำนาจ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ใน 7 อาชีพสำคัญ ไทยถือว่ามีมาตรฐานสูงสุดในมุมมองของกระทรวงแรงงานเพราะทั้งหมดมีใบอนุญาตในการทำงานไม่ใช่ว่าใครจะมาทำก็ได้ บางสาขาก็ใช้เวลาเรียนถึง 5-6 ปีซึ่งนานกว่าในหลายๆ ประเทศ ส่วนในเรื่องของสายงานผลิตเรามีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่กำหนดมาตรฐานอยู่แล้วและแรงงานไทยในกลุ่มนี้ก็ถือว่ามีฝีมือสูงเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศ หากมีการเปิดเคลื่อนย้ายเสรีแรงงานใน 7 สาขาวิชา ประเทศไทยอาจเกิดการสมองไหลแต่ก็เป็นโอกาสดีของแรงงานเพราะมีโอกาสเลือกงานที่พอใจมากขึ้น ส่วนเรื่องที่น่าเป็นห่วงคือการที่มีชาวต่างชาติเข้ามามากๆ อาจส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมของไทย

วัดกันตรงไหนว่ามีฝีมือ
นายยงยุทธ เม่นตะเภา ประธานสหพันธ์แรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย แสดงความเห็นว่าประเด็นต่างๆ ที่ได้ไปทำข้อตกลงกันมาทั้งหมดนั้นได้มีการสอบถามทางแรงงานตัวจริงหรือไม่ และแรงงานมีฝีมือก็ยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอว่าระดับไหนถือว่าเป็นแรงงานมีฝีมือ ในส่วนตัวแล้วเชื่อว่า AEC ดีต่อไทยอย่างแน่นอนแต่ยังคงกังวลว่า ที่มาที่ไปโปร่งใสหรือไม่ ครอบคลุมทุกฝ่ายในประเทศไทยหรือไม่

คาดหวัง ระวัง และพัฒนาตัวเอง
รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยข้อมูลและวิเคราะห์ในเรื่องนี้ว่าจากงานวิจัยของธนาคารโลก (World Bank) และองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ในอาเชียนเราพบว่าเมื่อวัดกันที่ผลิตภาพแล้วฝีมือแรงงานของไทยเป็นรองแค่มาเลเซียและสิงคโปร์ จากการศึกษาต้นทุนค่าจ้างโดยใช้เกาหลีเป็นฐานคำนวนเราพบว่า ต้นทุนค่าจ้างของไทยคิดเป็นเพียง 25% มาเลเซีย 38% สิงคโปร์ 80% แต่ค่าครองชีพของไทยต่ำกว่าอีก 2 ประเทศ 3-10 เท่า เมื่อคิดดูแล้วถึงแม้รายได้ในไทยต่ำกว่าต่างชาติก็ตาม แต่อยู่ไทยสบายกว่าเพราะค่าครองชีพต่ำกว่าหลายเท่า

จากตรงนี้ทำให้เราคาดหวังได้ว่านักลงทุนจากต่างชาติอาจมองการลงทุนในไทยเพิ่ม โดยเฉพาะ SMEs ของญี่ปุ่นที่กำลังมองหาฐานการผลิตใหม่มาอยู่ที่ไทยเพราะค่าแรงไม่สูงมาก ค่าครองชีพต่ำ แรงงานมีฝีมือ และยังดึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านได้อีกด้วย หากว่าเรามีการพัฒนาการขนส่งในการเชื่อมต่อออกไปประเทศต่างๆ ยิ่งทำให้เราค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้น ยิ่งทำให้เกิดความน่าลงทุนมากขึ้น

แต่ทั้งนี้เราก็ต้องระวัง การเกิด AEC เป็นเป้าหมายของจีน จีนกำลังตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาการขนส่งมาสู่อาเชียนและกำลังจะตั้งไทยให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าของจีนในอาเซียน ตรงนี้ทำให้สินค้าราคาถูกของจีนไหลเข้ามาในไทยเนื่องจากจีนมีแรงงานมาก สินค้าที่จีนขายจึงไม่ค่อยสนใจเรื่องกำไร แต่จีนสนใจการจ้างงานในประเทศ และใช้การผลิตในปริมาณมากๆ ชดเชย ซึ่งอาจทำให้ SMEs ของไทยตายได้

ขณะนี้ไทยกำลังติดกับดักอุตสาหกรรมขนาดกลาง เรามองจีน เวียดนาม และลาวเป็นคู่แข่ง เนื่องจากมีค่าแรงต่ำกว่า แต่ในความจริงแล้วควรมองสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นคู่แข่งมากกว่า เราควรหันมาพัฒนาด้านคุณภาพมากกว่าการผลิตสินค้าราคาถูกแข่งกัน ซึ่งอาจทำให้นายจ้างตั้งหน้าตั้งตาลดต้นทุนและหันไปมองแรงงานต่างด้าวไร้ฝีมือ

มองในด้านกลับกันค่าแรงในต่างประเทศบางแห่งสูงกว่าในไทย 5-7 เท่า แต่ค่าครองชีพสูงกว่าเพียง 3-4 เท่า ทำให้แรงงานของไทยอาจไหลไปต่างประเทศได้

จากสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เราต้องมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวเองมากขึ้น นายจ้างมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่นแต่แรงงานยังต่างคนต่างอยู่ ในอนาคตเราจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ต้องมีการสร้างขบวนการแรงงานในระดับอาเซียนที่มีพลัง และต้องหาความรู้เพิ่มเติม

การศึกษาไทยไม่สนับสนุนแรงงาน
รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำงานแบบเหมาช่วงนั้นมีมานานแล้วและมีทั่วโลก แต่ในไทยมีปัญหาดังนี้ 1.รัฐบาลหนุนเพราะมีแล้วสหภาพแรงงานอ่อนแอ 2.ไทยนิยมมีสหภาพฯ แบบตัวใครตัวมันแต่ในต่างประเทศแรงงานแบบเหมาช่วงจะอยู่ในสหภาพฯ บริการแรงงาน 3.สังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจเรื่องแรงงาน ไม่มีการสอนในสถานศึกษาทั้งๆ ที่นักศึกษากำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน กล่าวคือระบบการศึกษาส่งเสริมไม่ให้รู้

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สมาพันธ์เกษตรกรรายย่อย ชุมนุมล้อม ก.คลัง ก่อนไปต่อทำเนียบ จี้รัฐฯ แก้ปัญหา

Posted: 04 Apr 2011 10:38 AM PDT

ม็อบเกษตรกรเดินหน้าชุมนุมจากกระทรวงการคลัง ไปชุมนุมต่อที่หน้าทำเนียบฯ ร้องรัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร แฉกองทุนฟื้นฟูถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง

 

วานนี้ (4 เม.ย.54) ตั้งแต่ 06.00 น.เกษตรกรจำนวนราว 500 คน ในนามสมาพันธ์เกษตรกรรายย่อย ปิดล้อมหน้ากระทรวงการคลัง ถนนพระราม 6 ขวางประตูทางเข้า-ออกทุกประตู เพื่อเรียกร้องให้แก้ปัญหาหนี้สินเกษตร การขวางทุกประตูเข้า-ออกของกลุ่มเกษตรกรทำให้ ข้าราชการไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ทางตำรวจได้เจรจาจนสามารถสัญจรได้แล้ว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินเท้าต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล  เพื่อกดดันระหว่างที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ เรียกร้องให้แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร โดยจะให้นายกรัฐมนตรีเข้ามาแก้ด้วยตนเอง เพราะว่ากองทุนฟื้นฟูมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่คืบหน้า ยังคงมีการขายที่ดินของเกษตรกรทอดตลาด พร้อมปราศรัยเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ ยืนยันว่าหากไม่ทำตามข้อเรียกร้องจะมีการปิดล้อมตลอดทั้งวันปิดการจราจรบริเวณแยกพาณิชย์ ใกล้สนามม้านางเลิ้ง ส่งผลให้การจราจรรอบทำเนียบรัฐบาลค่อนข้างติดขัด

 
ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รัฐบาลมีแนวโน้มปรับโครงสร้างหนี้ให้เกษตรกร โดยได้มอบหมายผ่านทางกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรอยู่แล้ว ซึ่งจะเร่งเจรจาไปยังเกษตรกรแต่ละกลุ่มที่เดือดร้อน โดยขอให้เกษตรกรไม่ต้องเป็นห่วง
 
เรียบเรียงจาก: ASTVผู้จัดการ และ มติชนออนไลน์
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

“มาร์ค” ชี้ครอบครัววีระ-ราตรี ขอความช่วยเหลือจาก “เพื่อไทย” ไม่ถือเป็นการตบหน้า

Posted: 04 Apr 2011 09:27 AM PDT

ครอบครัว “วีระ สมความคิด” – “ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์” ยื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย หวัง "ทักษิณ" เข้าช่วยเหลือเหมือนกรณี “ศิวรักษ์” ด้าน “มาร์ค” ทราบเรื่องแล้ววอนขอให้เข้าใจครอบครัวของนายวีระ ที่พยายามทุกวิถีทางให้ทั้งสองที่ถูกจำคุกอยู่ที่กัมพูชา ออกมาให้เร็วที่สุด

แม่วีระยื่นหนังสือที่พรรคเพื่อไทย หวังทักษิณช่วยวีระ-ราตรี

วันนี้ (4 เม.ย.) ที่พรรคเพื่อไทย นางวิไลวรรณ สมความคิด และนายปรีชา สมความคิด มารดาและน้องชาย นายวีระ สมความคิด และ น.ส.วริสา ทองเงิน หลานสาวของ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ สองผู้ต้องหาที่ถูกจับคุกอยู่ในกัมพูชา ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านนายนภดล ปัทมะ ที่ปรึกษาทางกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อเรียกร้องให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือทั้ง 2 คนออกจากเรือนจำประเทศกัมพูชา ทั้งนี้เป็นการยื่นภายหลังจากที่ได้ยื่นหนังสือผ่านทางนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เร่งช่วยเหลือแต่ก็ไม่มีผล

ทั้งนี้ ทางครอบครัวของนายวีระเห็นว่าทาง พ.ต.ท.ทักษิณ เคยให้ความช่วยเหลือนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ในข้อหาจารกรรม ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับทั้ง 2 คนมาแล้ว

โดยมารดาของนายวีระ กล่าวว่า ตนได้รอคอยการดำเนินการจากรัฐบาลชุดนี้มาถึง 4 เดือน ซึ่งตนก็รับไม่ได้กับการที่จะต้องให้นายวีระ ลูกชายของตนต้องมาเจ็บป่วยอยู่ในเรือนจำเช่นนี้ก็รู้สึกเครียดกับสิ่งที่ลูก ต้องเผชิญ ตนจึงคิดถึงพรรคเพื่อไทย เพื่อที่จะช่วยเหลือลูกชายของตน

ด้านนายปรีชากล่าวว่า ทางญาติได้ให้เกียรติทางรัฐบาลในการดำเนินการช่วยเหลือ จะเห็นว่าในตอนแรกเราก็ไม่ได้ออกมากดดันหรือเรียกร้องอะไร จนเมื่อศาลกัมพูชาได้ตัดสินจำคุกทั้ง 2 คนเป็นเวลา 6 ปี และ 8 ปี ตามลำดับ ทางญาติจึงต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้สามารถช่วยเหลือทั้ง 2 คนให้ได้ ซึ่งก็มีการยื่นหนังสือไปถึงทางรัฐบาลมาตลอด และก็ได้ขอความชัดเจนภายใน 7 วัน จนวันนี้ก็ล่วงเลยมาจึงต้องมาขอความช่วยเหลือพรรคเพื่อไทย ทางญาติไม่ได้ต้องการตำหนิการทำงานของรัฐบาล ก็ยังขอขอบคุณทางรัฐบาลที่ให้ความช่วยเหลือมาตลอด แต่พรรคเพื่อไทยก็เป็นการขอความช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง ซึ่งทางญาติคิดว่าจะได้เยี่ยมนายวีระในสัปดาห์นี้ โดยหากได้เดินทางไปเยี่ยมก็จะแจ้งให้นายวีระทราบถึงการยื่นหนังสือขอความช่วยเหลือในครั้งนี้ด้วย

ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะตัวแทนเพื่อรับหนังสือในวันนี้ กล่าวว่า ภายหลังจากการที่ตนได้รับหนังสือก็จะสแกนหนังสือฉบับนี้แล้วส่งผ่านไปทางอีเมล์ เพื่อส่งให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งกำลังเดินทางอยู่ในประเทศแถบตะวันออกกลาง ซึ่งหลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็คงจะได้ไปปรึกษาหารือกับ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาว่าจะช่วยเหลือได้อย่างไร เพราะเป็นเรื่องนี้ถือเป็นกฎหมายภายในของประเทศกัมพูชา และยังเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนด้วย

ซึ่งทางเราก็จะรับหนังสือไว้ในฐานะของคนไทยด้วยกัน และเป็นการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แต่ทั้งนี้คงยังไม่สามารถกำหนดเวลาที่ชัดเจนได้แน่นอน เพราะตนเข้าใจว่าเรื่องนี้จำเป็นจะต้องของพระราชทานอภัยโทษ นายนพดลกล่าว

 

อภิสิทธิ์ชี้ถ้าทางไหนช่วยได้ ครอบครัววีระก็ต้องการให้ช่วย ยันรัฐบาลก็ยังดำเนินการต่อเนื่อง

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ครอบครัวของนายวีระ สมความคิด ซึ่งถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุก ไปขอความช่วยเหลือจากพรรคเพื่อไทย ว่า ถ้าทางไหนช่วยได้ ครอบครัวของนายวีระก็ต้องการให้ช่วย ความจริงในส่วนของรัฐบาล ก็มีการดำเนินการต่อเนื่อง และยังคงประสานงานอยู่ ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายของกัมพูชาก็เพิ่งเสร็จสิ้น เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้ว

ต่อข้อถามว่า การที่ครอบครัวนายวีระ ไปขอความช่วยเหลือจากพรรคเพื่อไทย ถือเป็นการตบหน้ารัฐบาลหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ และว่า ใครช่วยได้ก็ช่วย วันนี้เราต้องเห็นใจครอบครัวของนายวีระ เพราะเขาต้องการให้ทั้งนายวีระ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกจำคุกอยู่ที่กัมพูชา ออกมาให้เร็วที่สุด จึงพยายามแสวงหาทุกวิถีทาง

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลยังไม่สิ้นหวัง แต่ยอมรับว่าปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ที่ยังมีเรื่องค้างอยู่ ทำให้มีหลายปัจจัยในการตัดสินใจของกัมพูชา อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย - กัมพูชา จะยังเดินหน้าต่อ โดยจะมีการหารือเกี่ยวกับการคัดเลือกคนที่จะมาทำเรื่องภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งถือว่ายังอยู่ในกรอบการเจรจาที่ผ่านสภาแล้ว และไม่น่าจะมีผลกระทบกับในส่วนของบันทึกที่ยังค้างอยู่

ต่อข้อถามว่า JBC ควรมีการพูดคุยถึงผู้สังเกตการณ์ของอินโดนีเซียหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คงไม่หารือในกรอบ JBC แต่จะมีการหารือกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้มี 2 ประเด็น ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ คือ เรื่องความปลอดภัยที่ไม่มีปัญหา และพื้นที่ที่ผู้สังเกตการณ์จะเข้ามา จะต้องหาข้อยุติให้ได้เสียก่อน

นายกรัฐมนตรี หวังว่าหลังการประชุม JBC แล้ว น่าจะมีความคืบหน้าที่จะทำให้เห็นชัดเจนว่า กลไกทวิภาคีทำงาน เพราะความเป็นจริงในระดับพื้นที่ เหตุการณ์สงบมาเกือบ 2 เดือน และมีความพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์ในระดับพื้นที่

 

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ และ mcot

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

iLaw: ศาลนัดไต่สวนคุ้มครองชั่วคราว ฉาย Insects in the Backyard ในงานวิชาการ

Posted: 04 Apr 2011 08:22 AM PDT

หลังจาก ธัญญ์วาริน สุขพิสิษฐ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard และเครือข่ายคนดูหนัง ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนคำสั่งที่คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ และคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฉายภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyardเพราะอ้างว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวขัดต่อศีลธรรมอันดี เป็นคดีดำเลขที่ 671 / 2554 เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 54 เวลา 13.00 น. ศาลปกครองนัดไต่สวนคำร้องในกรณีที่ธัญญ์วาริน ผู้กำกับภาพยนตร์ ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการชั่วคราวให้สามารถฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ในงานวิชาการและงานเพื่อการศึกษาได้ระหว่างการพิจารณาของศาล

ธัญญ์วารินเดินทางมาศาลปกครองพร้อมนักกฎหมายจากเครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ธัญญ์วารินยืนยันว่า จะขอให้ศาลกำหนดให้สามารถฉายภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard ในงานเสวนาทางวิชาการและงานเพื่อการศึกษาได้ และรับปากว่าทุกครั้งที่มีการจัดฉาย ผู้จัดจะมีมาตรการควบคุมไม่ให้ผู้ชมอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าชมด้วย

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ทนายความ กล่าวว่า การไต่สวนของศาลนัดนี้คาดการณ์ว่าศาลคงต้องการทราบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายละเอียดของภาพยนตร์และความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นหากศาลไม่กำหนดวิธีการชั่วคราวให้ฉายได้ ด้านผู้กำกับกล่าวว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดีแต่อย่างใดแต่เป็นภาพยนตร์ที่นำเสนอเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว และปัญหาที่เกิดจากการไม่ยอมรับความแตกต่างด้านเพศสภาพในสังคมไทย โดยเชื่อว่าหากศาลได้รับชมภาพยนตร์และได้ฟังคำอธิบายจากผู้สร้างก็จะเข้าใจ

นอกจากนี้ ทีมกฎหมายยังมีข้อมูลว่า ช่วงปลายปี 2553 – ต้นปี 2554 มีงานเสวนา 5-6 ครั้ง ทั้งงานวิชาการทางกฎหมาย ทางสิทธิมนุษยชน ที่จัดในหัวข้อเกี่ยวกับพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ทั้งในแง่มุมกฎหมาย ศิลปะภาพยนตร์ และเพศวิถีกับสิทธิมนุษยชน ที่ต้องการเสวนาแลกเปลี่ยนประเด็นต่างๆ จากคำสั่งไม่อนุญาตให้ฉายภาพยนตร์เรื่อง Insects in the Backyard แต่การเสวนาทางวิชาการไม่อาจเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ได้ เพราะไม่สามารถฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ผู้เข้าร่วมเสวนาชมได้

แต่ขณะเดียวกัน เคยมีข้อยกเว้นในงานเสวนาครั้งหนึ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเป็นวิทยากรในงาน ที่สามารถฉายภาพยนตร์ในงานนั้นได้ จึงเชื่อว่าศาลจะเข้าใจและมีคำสั่งกำหนดวิธีการชั่วคราวให้หลังจากศาลไต่สวนในวันนี้เสร็จแล้ว ศาลอาจจะใช้เวลาพิจารณาอีก 2-3 วันจึงจะมีคำสั่งในเรื่องนี้ต่อไป

 

 

....................................

ที่มา: iLaw, http://ilaw.or.th

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เมื่อ “แอร์-สจ๊วต” งัดข้อ “การบินไทย” ชี้เลือกปฏิบัติ “มาตรการลดน้ำหนัก”

Posted: 04 Apr 2011 05:49 AM PDT

คนงานคอปกขาวรายได้สูงอย่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ใครว่าจะไม่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่อรองกับนายจ้าง เมื่อ “แอร์โฮสเตส-สจ๊วต” ของสายการบินระดับโลก “การบินไทย” ออกมาโวยในประเด็น “มาตรการลดน้ำหนัก” ล่าสุด “ศาลแรงงานกลาง” นัดไกล่เกลี่ย "พนักงาน-ผู้บริหาร" แต่นัดแรกผู้บริหารไม่พร้อม นัดอีก 21 เม.ย.นี้
 
 
 
 
“ลดน้ำหนักหรืองดบิน” สื่อต่างประเทศตีข่าว “แอร์-สจ๊วต” งัดข้อ “การบินไทย” ในมาตรการเกี่ยวกับร่างกายของพวกเขา (ที่มาภาพ: cnngo.com)
 
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาสื่อทั้งในและต่างประเทศได้นำเสนอรายงานข่าวไปทั่วโลกว่า ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ที่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว (พ.ศ. 2554) สายการบินระดับโลกอย่างการบินไทย ได้กำหนดระเบียบที่เกี่ยวกับ “ร่างกาย” ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยกำหนดให้แอร์โฮสเตสจะต้องมีน้ำหนักมวลรวมไม่เกิน 25 จุด และรอบเอวไม่เกิน 81 เซ็นติเมตร และสจ๊วตมีน้ำหนักมวลรวม 27.5 จุด รอบเอว 89 เซ็นติเมตร โดยพนักงานเหล่านี้จะมีเวลา 6 เดือนในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นี้ หากใครไม่สามารถทำตามได้ จะต้องถูกย้ายไปทำงานเป็นแอร์โฮสเตสเที่ยวบินในประเทศ หรือเป็นแอร์โฮสเตสเที่ยวบินระยะ 1 วัน และสูญเสียเบี้ยเลี้ยงการบิน และหากยังไม่สามารถทำได้ภายใน 1 ปี จะถูกย้ายไปเป็นพนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน
 
ซึ่งปรากฏตามหน้าข่าวว่ามีพนักงาน 41 รายไม่สามารถลดน้ำหนักได้ จำนวนนี้ 28 รายเป็นผู้ชาย!
 
ในเบื้องต้น โฆษกการบินไทยให้รายละเอียดกับสื่อว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินมีน้ำหนักตัวในระดับมาตรฐานและปฏิเสธว่ากฎเกณฑ์นี้ละเมิดต่อสิทธิของพนักงาน และมีจุดประสงค์เพื่อให้พนักงานเหล่านี้มีสุขภาพที่พร้อมจะรับมือกับกรณีฉุกเฉินต้องเคลื่อนย้ายผู้โดยสาร
 
ทั้งนี้ในมุมมองของ “แรงงาน” (พนักงานการบินไทย) กลับมองว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นรูปแบบของการเลือกปฏิบัติ และนำมาใช้กับแต่เฉพาะพนักงานต้อนรับบนเครื่อง แต่ไม่ใช่กับพนักงานอื่น ๆ ของการบินไทย ขณะที่โฆษกสำนักงานคุ้มครองสวัสดิการและแรงงานระบุว่า กฎเกณฑ์ดังกล่าวไม่ถือผิดกฎหมายและอยู่ภายใต้อำนาจการบริหารของการบินไทย ซึ่งมีจุดประสงค์ห่วงใยต่อการให้บริการผู้โดยสาร
 
ผู้บริหารบินไทยโต้กีดกัน "แอร์-สจ๊อต" อ้วน ยันออกคำสั่งตามกรอบการแข่งขันสายการบิน
 
จากนั้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 54 นายธีรพล โชติชนาภิบาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายผลิตภัณฑ์และการบริการลูกค้า และนายชัชวาล เสนะวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ร่วมแถลงข่าวชี้แจงกรณีออกคำสั่งเรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้ค่าดัชนีมวลกาย Body Mass Index (BMI)
 
นายธีรพลระบุว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งของบริษัท การบินไทยฯ ที่ 101/2553 เรื่อง หลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้ค่าดัชนีมวลกาย Body Mass Index (BMI) ลงเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 คำสั่งนี้ถือเป็นแนวปฏิบัติเพื่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจการบิน ซึ่งการบินไทยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องเป็นสายการบินติด 1 ใน 3 ของเอเชีย และเป็น 1 ใน 5 ของสายการบินระดับโลก ปัจจัยสำคัญที่จะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงอยู่เสมอ คือการให้บริการและบุคลิกภาพที่ดีของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นอกจากจะมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงแล้ว จะต้องมีรูปร่างที่เหมาะสม มีสมรรถภาพในการปฏิบัติงาน ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบริษัท
 
นายธีรพลกล่าวอีกว่า ก่อนที่จะออกคำสั่งนี้เป็นลายลักษณ์อักษร ทางบริษัทการบินไทยฯ ได้พูดคุยชี้แจงกับพนักงานต้อนรับทั้งหญิงและชาย เรื่องการปรับปรุงบุคลิกภาพให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ของพนักงานต้อนรับบน เครื่องบิน เพราะเป็นหนึ่งในปัจจัยการแข่งขันของสายการบินไทยกับสายการบินอื่นๆ หลังจากมีการประกาศคำสั่งดังกล่าวออกมา ให้ระยะเวลาพนักงานในการปรับปรุงภายในระยะเวลา 6 เดือน และยังให้เวลาอีกระยะหนึ่ง พบว่าจากพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่พนักงานต้อนรับทั้งหมด 6,000 คน เหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 หรือ 60 คน ที่ยังไม่สามารถปฏิบัติตามเกณฑ์ดังกล่าว ในส่วนของบริษัทยืนยันถึงความจำเป็นในการออกระเบียบดังกล่าว เนื่องจากบริษัทถือเป็นสายการบินชั้นนำของโลกและมีการตั้งเป้าหมายที่จะก้าว เป็นสายการบินอันดับ 3 ของเอเชียและไม่เกินอันดับ 5 ของโลก ดังนั้น การดูแลให้พนักงานสามารถปฏิบัติได้ตามกรอบถือเป็นการพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อให้พนักงานสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และเป็นการดำเนินการตามกรอบการแข่งขันของบริษัทด้วย
 
ด้านนาย ชัชวาลกล่าวว่า ที่ผ่านมาหากพนักงานที่เข้าคอร์สและต้องดำเนินการตามประกาศดังกล่าวบริษัทมี การจัดอบรมด้านสุขภาพ โดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งมีการจัดเตรียมสถานที่ออกกำลังให้กับพนักงานรองรับงานทุกสาขา ดังนั้น เชื่อว่าบริษัทได้ทำตามหลักเกณฑ์ และที่ผ่านมาบริษัทมีการหารือตามแนวทางของแรงงานกิจการสัมพันธ์และทำความ เข้าใจกับสหภาพฯ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้ตอบหนังสืออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแล้ว โดยหนังสือดังกล่าวแจ้งให้การบินไทยนำข้อร้องเรียนของพนักงานเข้าหารือในคณะ กรรมการกิจการสัมพันธ์ ที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้วและมีความเข้าใจร่วมกันที่ดี
 
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แนะพนักงานการบินไทยเจรจาฝ่ายบริหาร ชี้เป็นเรื่องภายในบริษัท
 
ด้านนางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงกรณีที่พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้าร้องเรียนว่าระเบียบที่บริษัทออกให้ในเรื่องการปรับปรุงบุคลิกภาพ ลดรอบเอวแอร์โฮสเตส ผู้ชายไม่ให้เกิน 35 นิ้ว ผู้หญิงไม่ให้เกิน 32 นิ้ว ว่า ได้รับการร้องเรียนเรื่องดังกล่าวจากพนักงานการบินไทยแล้ว ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เชิญฝ่ายบริหารและพนักงานการบินไทยมาร่วมหารือ แล้ว โดยแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายนำเรื่องไปเจรจากันในคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์การบิน ไทย เพราะคิดว่าเป็นประเด็นที่อาจตกลงกันได้ภายในเหมือนกรณีแคดดี้ที่เคยร้องว่า ถูกปลดเพราะอ้วนและแก่
 
นางอัมพร กล่าวว่า มีพนักงานการบินไทยได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวประมาณ 40 ราย และตำแหน่งงานที่ทำอยู่นี้เกี่ยวกับภาพพจน์ขององค์กรด้วย ซึ่งผู้บริหารการบินไทยอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก โดยไม่ได้คิดว่ามีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจพนักงาน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นเรื่องการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารมากกว่า เพราะอาจมองว่า หากแอร์โฮสเตสอ้วนเกินไปอาจทำให้สุขภาพไม่แข็งแรง และมีผลต่อการบริการลูกค้า
 
"เพื่อนหญิง" หนุนแอร์การบินไทย ฟ้องละเมิดสิทธิกีดกััน "อ้วน"
 
ด้านนายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ในกรณีนี้ว่า "แม้ว่าวิชาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินอาจจะมีเรื่องรูปร่างสรีระเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะเป็นเหตุผลอันควรให้มีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายที่ ส่งผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะการถูกลดบทบาทและค่าตอบแทน ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจน จึงเห็นด้วยที่พนักงานที่ได้รับผลกระทบจากกฎเกณฑ์ดังกล่าวจะฟ้องร้อง"
 
นายจะเด็จกล่าวด้วยว่า กฎเกณฑ์ของการบินไทยที่ออกมา ดูกลายๆ ก็คือการกีดกันคนอ้วนปฏิบัติงานบนเครื่องบิน เป็นการให้ความสำคัญด้านรูปร่างสรีระต่อการปฏิบัติงาน มากกว่าที่จะเน้นความรู้ ความสามารถ ศักยภาพ และการบริการ ทั้งที่วิชาชีพนี้ควรจะให้ความสำคัญเน้นการบริการที่มีคุณภาพ แต่การบินไทยกลับไปเน้นที่รูปร่าง สรีระ สวนทางสายการบินอื่น ๆ ที่เน้นด้านบริการเป็นปัจจัยสำคัญ นอกจากนี้การบินไทยรณรงค์ยุติความรุนแรง แต่กรณีที่เกิดขึ้นกลับทำเสียเอง เพราะการกีดกันโดยเน้นเรื่องความสวยความงามสรีระ เป็นการตอกย้ำว่าผู้หญิงต้องสวย รูปร่างดีถึงจะปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้ อันเป็นเรื่องที่การบินไทยไม่น่าจะทำเสียเอง
 
 
“แอร์–สจ๊วต การบินไทย” ส่งทนายฟ้อง “ปิยสวัสดิ์ ดีดีบินไทย–ผอ.ฝ่ายบริหาร
 
ต่อมาในวันที่ 7 มี.ค.54 พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (แอร์โฮสเตสและสจ๊วต) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 22 คน ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) , นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บมจ.การบินไทย และนายชัชวาล เสนะวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน บมจ.การบินไทย เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องขอให้ศาลวินิจฉัยว่ากรณีที่ บมจ.การบินไทย มีคำสั่ง เรื่องหลักเกณฑ์การปรับปรุงบุคลิกภาพของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน โดยใช้ค่า Body Mass Index (BMI) เมื่อวันที่ 11 พ.ค.53 ลงนามโดย นายปิยสวัสดิ์ กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.การบินไทย มาใช้ควบคุมผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งกำหนดให้พนักงานต้อนรับหญิงต้องมี BMI ไม่เกิน 25 และมีรอบเอวไม่เกิน 32 นิ้ว และพนักงานชาย BMI ไม่เกิน 27.5 และรอบเอวไม่เกิน 35 นิ้ว และหากไม่สามารถปฏิบัติได้ใน 6 เดือนที่เริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย.53 เป็นต้นไป จะต้องเปลี่ยนมาให้บริการเส้นทางบินภายในประเทศ หรือบินในเส้นทางที่ไปกลับภายในวันเดียวและเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการปรับปรุงบุคลิกภาพ ให้มีการนัดหมายพบแพทย์ หรือการเข้ารับการดูแลจากสถาบันและผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เป็นต้น จนกว่าจะมี BMI ตามเกณฑ์ แล้วหากเมื่อครบกำหนด 1 ปี ยังไม่ปรับปรุง ต้องเปลี่ยนมาปฏิบัติงานภาคพื้นดินแทน นั้นเป็นการลดความมั่นคงในสภาพการจ้างงาน และเป็นประกาศคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และขัดต่อสภาพการจ้างงาน จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศดังกล่าว
 
โดยศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณาและนัดพร้อมคู่ความนัดแรกในวันที่ 4 เม.ย. 54 เวลา 09.00 น.
 
 
ขณะที่แหล่งข่าวทนายความผู้รับผิดชอบคดีนี้ ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าการฟ้องวันนี้พนักงาน บมจ.การบินไทย 22 คนจาก 70 คนที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บริหาร ไม่มีเจตนาทำให้องค์กรเสียหาย หรือ กระทบต่อเพื่อนพนักงาน เพียงแต่กลุ่มพนักงานที่ประสงค์ยื่นฟ้องคดี เห็นว่าประกาศและคำสั่งที่กำหนดให้ต้องมาปฏิบัติงานภาคพื้นดินนั้นไม่เป็นธรรม ขณะที่ส่วนหนึ่งของคำสั่งให้ลดน้ำหนักที่เกินภายใน 6 เดือน จะมีสถาบันเอกชนดูแล ซึ่งมีการให้รับประทานอาหารเสริมควบคู่หากการลดน้ำหนักยังทำไม่ได้ นั้นขัดต่อสิทธิมนุษยชนที่พนักงานย่อมมีสิทธ์ที่จะเลือกไม่รับประทานยาหรืออาหารเสริมก็ได้ โดยการฟ้องครั้งนี้ไม่ได้ประสงค์จะเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน แต่ต้องการให้เพิกถอนประกาศและคำสั่งที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อสภาพการจ้างงาน ซึ่งคำฟ้องได้อ้างอิง พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ประกอบสัญญาจ้างให้ศาลพิจารณาด้วย
 
 
เดินหน้าร้องกรรมการสิทธิฯ
           
จากนั้นตัวแทนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมได้ยื่นคำร้องต่อ พล.ต.อ.วันชัย ศรีนวลนัด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อร้องขอความเป็นธรรม เรื่องการเลือกปฏิบัติไม่เป็นธรรมจากฝ่ายนายจ้าง จากกรณีที่บริษัทการบินไทย ได้ออกประกาศกฎระเบียบข้อบังคับฉบับใหม่ ให้พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ปรับปรุงบุคลิกภาพ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งหากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็จะต้องพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานบริษัท ซึ่งขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ และเป็นการลดสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล โดยเห็นว่าควรจะออกกฎที่เป็นแบบแผนและระเบียบสากล จึงมาร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว
 
ด้าน พล.ต.อ.วันชัย กล่าวว่า จะได้ดำเนินการเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้อง อาทิ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมฝ่ายบริหารของบริษัท การบินไทย มาร่วมพูดคุยเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดต่อไป
 
แอร์-สจ๊วตการบินไทยยื่นศาลแรงงานขอคุ้มครองให้ข่าวกับสื่อมวลชนได้
 
ล่วงมาถึงวันที่ 9 มี.ค. 54 นายอากาศ วสิกชาติ ทนายความของกลุ่มพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 22 คน ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งของบริษัท ที่กำหนดให้พนักงานต้อนรับฯ บนเครื่องบินต้องมีค่า BMI และรอบเอวตามที่บริษัทกำหนด พร้อมด้วยแกนนำกลุ่มพนักงานต้อนรับ เดินทางไปที่ศาลแรงงาน เพื่อยื่นคำร้องใช้สิทธิตามกฎหมายต่อศาลแรงงานขอความคุ้มครองชั่วคราวให้ กลุ่มพนักงานต้อนรับฯ ดังกล่าว โดยอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน ในกรณีเดียวกันกับผู้บริหารที่เป็นจำเลยได้แถลงข่าวหรือให้ข่าวไว้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
 
นายอากาศ เปิดเผยว่าเนื่องจากกลุ่มพนักงานต้อนรับฯ ที่ยื่นฟ้องติดขัดระเบียบของบริษัทที่ระบุว่า ห้ามให้ข่าวกับสื่อมวลชน ยกเว้นผู้มีอำนาจ ทำให้ไม่สามารถใช้สิทธิในการชี้แจงข้อมูลข่าวสาร เพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของตน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ทำให้ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารออกมาชี้แจงข้อมูลฝ่ายเดียว เกิดปัญหาในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนที่ต้องการได้ข้อมูลจากฝ่ายพนักงาน ที่ได้รับผลกระทบบ้าง
 
“คำร้องนี้เป็นการเปิดมิติใหม่ของข้อพิพาทด้านแรงงาน ถือเป็นคนแรกที่ขอใช้สิทธิคุ้มครองลูกความกรณีการให้ข่าวและข้อเท็จจริงกับ สื่อมวลชน หากศาลพิจารณาก็จะช่วยให้ลูกจ้างหรือพนักงานในหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชนสามารถใช้สิทธิชี้แจงกับสื่อได้ โดยไม่ถือว่าผิดระเบียบองค์กร” นายอากาศ กล่าว
 
สำหรับคำร้องระบุว่าเนื่องจากนายชัชวาล เสนะวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินบริษัทการบินไทยฯ จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ได้แถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนหลายแขนง ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบต่อโจทก์และพวกอย่างมาก เป็นเหตุให้โจทก์และพวกได้รับความเสียหาย มีผู้เข้ามาให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ แต่โจทก์ไม่สามารถไปออกรายการได้ เนื่องจากตามระเบียบของบริษัทมีกำหนด “ห้ามให้ข่าวกับสื่อมวลชน ยกเว้นผู้มีอำนาจ” เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้อง ประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสียของตน อันเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ด้วยความจำเป็นดังกล่าว โจทก์จึงขอให้ศาลแรงงานกลางได้โปรดใช้อำนาจตามมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 สั่งให้คุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ก่อนมีคำพิพากษา โดยอนุญาตให้โจทก์ใช้สิทธิในการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชน ในกรณีเดียวกันกับที่จำเลยที่ 3 ได้แถลงข่าวหรือให้ข่าวไว้ เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม โดยในคำร้องระบุเพิ่มเติมด้วยว่า นอกเหนือจากโจทก์แล้ว การให้ข่าวกับสื่อมวลชนของจำเลยที่ 3 ยังเป็นการทำให้ลูกจ้างของบริษัท จำเลยที่ 1 อีก 40 คน ซึ่งได้รับผลจากคำสั่งในลักษณะเดียวกัน ไม่สามารถใช้สิทธิในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารเพื่อปกป้องประโยชน์ส่วนได้ส่วน เสียของตนเช่นเดียวกัน จึงขอให้ศาลกำหนดให้คำสั่งคุ้มครองประโยชน์ก่อนมีคำพิพากษาตามคำร้องฉบับนี้ มีผลผูกพันกับพนักงานทั้ง 40 คนดังกล่าวด้วย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
 
ศาลแรงงานกลางนัดไกล่เกลี่ยแอร์-ผู้บริหารการบินไทยอีกครั้ง 21 เม.ย.นี้
 
4 เม.ย. 54  ศาลแรงงานกลางได้พยายามไกล่เกลี่ยให้ทั้ง 2 ฝ่ายประนีประนอมยอมความกัน แต่เนื่องจากจำเลยที่ 1-3 ส่งตัวแทนมาขอเลื่อนการพิจารณา เพราะเตรียมตัวไม่ทัน ศาลจึงนัดให้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายมาไกล่เกลี่ยกันอีกครั้งในวันที่ 21 เมษายนนี้ เวลา 13.00 น. โดยศาลได้ให้ตัวแทนจำเลย แจ้งเงื่อนไขการประนีประนอมของฝ่ายพนักงานรวม 4 ข้อ ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การขอคืนตารางการบินเดิมของพนักงาน ขอให้ตั้งคณะกรรมการกลางที่มีตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และแพทย์เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเป็นคนตัดสิน ไปให้จำเลยพิจารณา ก่อนนัดพิจารณาไกล่เกลี่ยครั้งที่ 2 ซึ่งหากตกลงกันไม่ได้ ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์จำเลยในวันที่ 19 พฤษภาคมเวลา 13.00 น.
 
 
ที่มาเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวไทย, ไทยรัฐ, แนวหน้า, cnngo.com, dailytelegraph.com.au

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ฅนนอกคุก

Posted: 04 Apr 2011 04:08 AM PDT

 
“ตอนนี้ ฉันมีอยู่สี่สิบบาท ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วตอนนี้”
 
ผมเพียงแค่ทำหน้าที่ตามคำร้องขอผ่านลูกกรง ที่สามีเธอฝากบอกไว้ก่อนจากลากันเมื่อวันที่เข้าไปสัมภาษณ์เขา ณ เรือนจำกลางอุบลราชธานี ท่ามกลางสายลมหนาวปลายเดือนมีนาคม 
 
ผมไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่ลูกสามกรอกมาตามสายในบ่ายวันนี้ 
 
“ช่วยโทรไปถามเขาหน่อยนะครับ ที่ว่าเจ้าของบ้านเช่าจะไล่ออกจากบ้านนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไร  ลูกสามคนกับเมียผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมห่วงพวกเขาจนไม่รู้จะอยู่อย่างไรแล้วตอนนี้”
 
เกือบขวบปีแล้วที่ลิขิต สุทธิพันธ์ ชายวัยห้าสิบต้นๆ ผู้เหลือปอดเพียงข้างเดียวถูกจองจำในเรือนจำกลาง ข้อหาฉกาจฉกรรจ์ของชายที่มีแรงเพียงพยุงตัวเองให้เดินได้ตามปกติคือ ก่อการร้าย เผาศาลากลางจังหวัด ขณะที่กระบวนการไต่สวนในชั้นศาลดำเนินไปอย่างเนิ่นช้า
 
เขาและคนร่วมชะตากรรมในเรือนจำกลางอุบลราชธานีรวม 21 คน ไม่ได้รับสิทธิ์ประกันตัวเพื่อให้ได้รับอิสรภาพแม้เพียงชั่วคราว
 
การไต่สวนยังมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไป พลังใจที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดของผู้ต้องขังถูกลดทอนบ่อนเซาะด้วยมาตรฐานยุติธรรมของแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง
 
แต่นั่นไม่หนักหนาเท่ากับชะตากรรมของคนข้างหลังที่ชีวิตของพวกเขาต้องปกป้อง ดูแลรับผิดชอบ บ้างลูกสาวถูกข่มขืน บ้างมีหนี้สินล้นพ้นตัว บ้างนั่งเศร้าเมื่อลูกหมดอนาคตทางการเรียนกลางคัน 
 
“บ้านเช่าหลังเก่า เราค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว เจ้าของบ้านจะยึดคืนไปให้คนอื่นเช่า” 
 
เขาบอกผมคร่าวๆ และวานให้โทรศัพท์ถามข่าวคราวจากภรรยาและลูกๆ ของเขา
 
“เมื่อคืนมีวัยรุ่นสามคนมาทุบบ้าน ตะโกนขู่ว่าจะทำร้ายฉันกับลูกๆ ดีที่ฉันล็อกประตูทัน”
 
คำบอกเล่าเสียงสั่นเครือของซือนะ แวสะมะแอ ภรรยาของลิขิต สุทธิพันธ์ ขยี้ซ้ำตรงจุดที่เปราะบางที่สุดในใจผม ผม-ผู้ขลาดเขลา น่าละอาย เทียบไม่ได้กับพวกเขาทั้งยี่สิบเอ็ดคน ผม-ผู้พิสูจน์ตัวเองด้วยความไม่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกกับความคิดความเชื่อของตัวเอง
 
“ค่าเช่าเดือนละ 1,500 บาทที่เราค้างยังไม่ได้จ่ายเขา ฉันก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน อยากไปหางานทำแต่ก็ห่วงลูกที่ยังเล็กและไม่มีใครดูแล”
 
เธอกำลังร้องไห้กับผม คนที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันเลย
 
ผมตัดสินใจละทิ้งการประชุมพิจารณาหลักการคิดงบประมาณตามแผนใน มาตรฐานคณะกรรมการอุดมศึกษา 2 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นทันที
 
อยากมีทรัพย์สินมากกว่านี้ อยากมีอำนาจมากกว่านี้ หรือเป็นผีห่าซาตานสักตัวก็ได้ที่จะมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตของผู้เป็นแม่ได้นำพาลูกๆ กินอิ่มนอนอุ่น ในวันที่สามีผู้ที่เป็นพ่อของลูกถูกจองจำในคุกอย่างยาวนานในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองอันความยุติธรรมพิกลพิการเช่นนี้
 
“ตอนนี้ ฉันได้ลองหาที่ใหม่ไว้แล้ว ค่าเช่า 600 บาทต่อเดือน มันอยู่ใกล้ชุมชนและฉันจะได้มีอาชีพขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่บ้าน เลี้ยงลูกได้โดยไม่ต้องห่วงกังวล แต่ตอนนี้ฉันมีอยู่สี่สิบบาท ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วตอนนี้”
 
ส่วนอิสรภาพของสามีนั้น เธอไม่อยากพูดถึงมัน เธอได้แต่หวัง ได้แต่รอมาสิบเดือนเศษ จนวันนี้ สิ่งที่เธอรอไม่ได้คือ ปากท้องและความปลอดภัยของลูกๆ 3 คน วัย 15 ปี 5 ขวบ และ 2 ขวบรวมทั้งตัวของเธอเอง
 
“ใครก็ได้ช่วยกันดูแลลูกๆ ของผมและเมียของผมด้วย เมื่อไม่มีอิสรภาพ ผมหมดหนทาง”  
 
คำฝากจากเรือนจำกับเสียงสะอื้นไห้ทางโทรศัพท์ ทำให้ผมไม่อยากทำงาน
รู้ไหม? ผมกลับแอบมีความหวังกับเพื่อนมิตรที่จะช่วยเหลือครอบครัวของลิขิต สุทธิพันธ์ ได้ทันท่วงที
 
อาจไม่มากมาย แต่เต็มหัวใจในฐานะมนุษย์ผู้ต้องการความเป็นธรรม 
 
...
 
เขียนบันทึกนี้เสร็จ ผมจะไปโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาวารินชำราบ  เลขที่ 583 2614075 ของซือนะ แวสะมะแอ
 
 
หมายเหตุ: บทความเผยแพร่ครั้งแรกใน Facebook ส่วนตัวของธีร์ อันมัย เมื่อวันที่ 4 เม.ย.54 ประชาไทเห็นว่ามีความน่าสนใจจึงนำมาเผยแพร่ต่อ
 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

3 เครือข่ายผู้ป่วย เตรียมสู้คดี 'พรีม่า' ฟ้องหมิ่นประมาท พฤหัสนี้

Posted: 04 Apr 2011 02:10 AM PDT

3 เครือข่ายผู้ป่วย เตรียมพร้อมเดินหน้าสู้คดีสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) ฟ้องหมิ่นประมาท พฤหัสนี้ หลังโจทก์ขอเลื่อนศาลอ้างไม่พร้อม

จากกรณีที่นายธีระ ฉกาจนโรดม นายกสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) ได้ยื่นฟ้องกล่าวโทษนายบริพัตร ดอนมอญ ประธานมูลนิธิเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย นายฐากูร สการกุล ประธานเครือข่ายผู้ป่วยจิตเวช และนางพรรณธร จงสุวัฒน์ สมาชิกเครือข่ายเพื่อนมะเร็ง ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารจากการที่ผู้นำเครือข่ายผู้ป่วยทั้งสาม และชมรมเพื่อนโรคไตได้ร้องสภาเภสัชกรรมให้สอบจรรยาบรรณวิชาชีพเภสัชกรรมของ นายธีระ ฉกาจนโรดม ฐานให้ความเห็นเกี่ยวกับการประกาศบังคับใช้สิทธิ (ซีแอล) ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคมและอาจไม่เหมาะสมในฐานะการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพนั้น

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่า มูลนิธิทำหน้าที่ทนายความของผู้นำเครือข่ายผู้ป่วยทั้งสาม มีความพร้อมเต็มที่ในการไต่สวนมูลฟ้องที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายนนี้ ที่ศาลแขวงนนทบุรี หลังจากที่การขึ้นศาลครั้งแรกเมื่อวันจันทร์ที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ทนายความของนายธีระ ฉกาจนโรดม ซึ่งเป็นโจทก์ขอเลื่อนการพิจารณาโดยอ้างว่าเอกสารยังไม่พร้อม ทั้งๆ ที่ฝ่ายผู้นำเครือข่ายผู้ป่วยทั้งสามมีความพร้อมในการให้ศาลไต่สวน

“เรามีความพร้อมเต็มที่ เพราะถือว่าคดีนี้จะเป็นโอกาสที่ดีทำให้เรื่องซีแอลมีความชัดเจนทั้งในเชิงข้อมูล และความถูกต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะที่ผ่านมาสมาคมบริษัทยาข้ามชาติมักอ้างว่าเราเป็นโจร ทั้งที่ประเทศไทยทำถูกต้องอยู่ตลอดเวลา ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา 3 หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ อันได้แก่ องค์การอนามัยโลก (WHO), สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาติ (UNDP) และโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ยังได้ออกเอกสารสรุปเชิงนโยบาย (Policy Brief) สนับสนุนให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติใช้มาตรการยืดหยุ่นในความตกลงทริปส์ ดังเช่นที่ประเทศไทย อินเดีย บราซิลใช้เพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาของประชาชนและถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนตามที่ประเทศได้ให้ไว้กับสนธิสัญญาของสหประชาชาติ”

ทางด้านนายบริพัตร ดอนมอญ ประธานมูลนิธิเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย หนึ่งในผู้ถูกฟ้อง กล่าวว่า เราและเครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง, ไตและจิตเวช พร้อมต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเพื่อการเข้าถึงยาของทุกคน

“เพื่อนๆ ในเครือข่ายฯก็ติดต่อกันมามากว่าจะไปให้กำลังใจวันพฤหัสนี้ที่ศาลแขวงนนทบุรี ตั้งแต่เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งคิดว่า คดีนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่เครือข่ายผู้ป่วยและสาธารณชนทั่วไปจะได้เรียนรู้ถึงการที่บริษัทยาข้ามชาติฟ้องร้องประชาชนที่ใช้สิทธิพื้นฐานเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะ”

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น