โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกัน ‘ดา ตอร์ปิโด’

Posted: 01 Mar 2011 12:37 PM PST

ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัว "ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล" ยกความผิดที่ถูกฟ้องมีโทษสูง คดีกระทบความจงรักภักดีและเคารพเทิดทูนของประชาชนต่อสถาบันกษัตริย์ หากปล่อยชั่วคราวไปเชื่อว่าจะเกิดความเสียหาย-จำเลยจะหลบหนี

เมื่อวันที่ 1 มี.ค.54 นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความของนางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด พร้อมด้วยนายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล พี่ชายของดา เดินทางมายังศาลอาญา รัชดา เพื่อฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ กรณีที่เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวของศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ระบุว่า

"พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าความผิดที่ถูกฟ้องมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง อันกระทบความจงรักภักดีและเคารพเทิดทูนของประชาชนที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ หากปล่อยชั่วคราวไปเชื่อว่าจะเกิดความเสียหายและจำเลยจะหลบหนี ส่วนที่จำเลยอ้างว่ามีเหตุจำเป็นต้องรับการรักษาอาการป่วยด้วยแพทย์เฉพาะทางภายนอกเรือนจำนั้น เห็นว่าจำเลยสามารถดำเนินการได้ตามระเบียบราชทัณฑ์ กรณีจึงยังไม่มีเหตุสมควรปล่อยชั่วคราวในระหว่างพิจารณา คำสั่งศาลชั้นต้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง แจ้งคำสั่งไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราวให้จำเลยทราบเป็นหนังสือโดยเร็ว"

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

มาเลเซีย: วรรณกรรมในหลักสูตรการศึกษากำลังสร้างปัญหาระหว่างเชื้อชาติ

Posted: 01 Mar 2011 12:16 PM PST

เมื่อผู้ประท้วงชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดียแสดงความไม่พอใจการนำวรรณกรรมซึ่งมีเนื้อหาเหยียดชาวอินเดียบรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษา ขณะที่ตำรวจมาเลเซียได้เข้าขัดขวางการรวมตัวที่ถือว่า “ผิดกฎหมาย” และได้จับกุมผู้ประท้วงไปนับร้อย

ตำรวจมาเลเซียตรึงกำลังทั่วกรุงกัวลาลัมเปอร์ รับมือผู้ประท้วงชาวมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย ที่เตรียมประท้วงการบรรจุวรรณกรรมเรื่อง “อินเตอร์ลก” อยู่ในหลักสูตร (ที่มาของภาพ: Malaysiakini)

ตำรวจจับกุมแกนนำผู้ประท้วงวรรณกรรม “อินเตอร์ลก” เมื่อ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา (ที่มาของภาพ: Malaysiakini)

 

ตำรวจจับผู้นำพรรคสิทธิมนุษยชน (Human Rights Party - HRP) นายอุทยากุมาร (P. Uthayakumar) ระหว่างร่วมชุมนุมต่อต้านวรรณกรรม “อินเตอร์ลก” เมื่อ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา (ที่มา: Malaysiakini.tv)

 

ผู้ประท้วงกลุ่มฮินดราฟพยายามรวมตัวชุมนุมที่บริเวณวัดปูดู ซึ่งเป็นวัดในศาสนาฮินดู ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ร่วมการชุมนุม (ที่มา: Malaysiakini.tv)

 

ผู้ประท้วงกลุ่มฮินดราฟพยายามรวมตัวชุมนุม ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมและจับกุมผู้ร่วมการชุมนุม (ที่มา: Malaysiakini.tv)

 

ผู้สนับสนุนนายอุทยากุมาร แห่งพรรค HRP รวมตัวกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวนายอุทยากุมาร ก่อนที่ตำรวจจะเข้าจับกุมผู้ประท้วงเพิ่มเติม (ที่มา: Malaysiakini.tv)

 

นายอุทยากุมารให้สัมภาษณ์นักข่าวพลเมืองมาเลเซีย (CJ.MY) หลังได้รับการปล่อยตัวเมื่อเวลา 20.00 น. ของวันที่ 27 ก.พ. 54 (ที่มา: Malaysiakini.tv)

 

ตำรวจกัวลาลัมเปอร์จับผู้ประท้วงร่วมร้อย
ผู้ประท้วงชาวมาเลย์เชื้อสายอินเดียร้องให้เลิกตำราเรียนอื้อฉาว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย มีผู้ถูกจับทั้งหมด 109 ราย จากการประท้วงของกลุ่มพลังปฏิบัติการเพื่อสิทธิชาวฮินดู หรือ ฮินดราฟ (HINDRAF - Hindu Rights Action Force หรือ Barisan Bertindak Hak-Hak Hindu) ซึ่งเตรียมการประท้วง เรียกร้องให้ถอนวรรณกรรมเรื่อง "อินเตอร์ลก" (Interlok) ออกจากการเป็นตำราเรียน และประท้วงการเหยียดเชื้อชาติโดยพรรคอัมโน โดยผู้ถูกจับ 109 รายนี้ ประกอบด้วย แกนนำ 8 ราย สตรี 8 คน และผู้สื่อข่าว 2 ราย

ผู้บัญชาการตำรวจกรุงกัวลาลัมเปอร์ ดาโต๊ะ ปาลาวัน ซูคลิฟิ อับดุลลาห์ (Datuk Pahlawan Zulkifli) กล่าวระหว่างแถลงข่าวว่า ผู้ชุมนุมถูกจับเนื่องจากเป็นการรวมตัวกันอย่างผิดกฎหมาย ตามมาตรา 27 วรรค 5 ของรัฐบัญญัติตำรวจ และผู้นำ 8 คน มาจากกลุ่มที่ตำรวจถือว่าเป็น “กลุ่มนอกกฎหมาย” ทั้งนี้จะมีการสอบสวนโดยรัฐบัญญัติว่าด้วยการสมาคม มาตรา 45 วรรค 1

ส่วนผู้สื่อข่าวสองคน ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวทางเลือก ผู้บัญชาการตำรวจกรุงกัวลาลัมเปอร์กล่าวว่า จะตั้งข้อหาตามมาตรา 186 ของกฎหมายอาญาในข้อหาขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน

ทั้งนี้ ผู้ถูกจับกุมมีอายุระหว่าง 18 ถึง 66 ปี ถูกจับกุมจากจุดตรวจหลายแห่งทั่วเมือง ทั้งบริเวณตึกเคแอลซีซี โรงแรมมายา โรงแรมเรอแนสซอง และวัดปูดู ซึ่งเป็นวัดตามศาสนาฮินดู

 

ตำรวจจับเพราะชุมนุมโดยไม่ได้รับอนุญาต
ขณะที่ชาวอินเดียต้องการประท้วงการเหยียดเชื้อชาติ

ผู้บัญชาการตำรวจกรุงกัวลาลัมเปอร์ว่ากล่าวว่า “แม้ว่าคำขออนุญาตจัดการชุมนุมของพวกเขาจะถูกปฏิเสธไปแล้ว แต่ก็ยังพยายามจะรวมตัวและจัดการชุมนุม ดังนั้นจึงต้องมีปฏิบัติการตอบโต้”

ทั้งนี้ มีผู้ชุมนุมหลายร้อยคนพยายามรวมตัวกันในหลายพื้นที่ ในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ เพื่อประท้วงวรรณกรรม “อินเตอร์ลก” ซึ่งถูกบรรจุเป็นตำราเรียน และประณามพรรคอัมโน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลว่าเป็นเหยียดเชื้อชาติ

อย่างไรก็ตามการประท้วงถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งตั้งจุดตรวจรอบเมือง

อย่างไรก็ตามกลุ่มจัดการประท้วงได้ย้ายการรวมตัวไปที่วัดปูดู ของศาสนาฮินดูในช่วงบ่าย และได้เดินขบวนกินระยะทางราว 1 กิโลเมตร มุ่งหน้าสู่ที่ทำการตำรวจ และรวมตัวกันที่นั่นเรียกร้องให้ปล่อยตัวแกนนำการชุมนุม

โดยซูคลิฟิ ผู้บัญชาการตำรวจกรุงกัวลาลัมเปอร์ แจ้งระหว่างการแถลงข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจในการควบคุมผู้ประท้วงเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อทำการสอบสวน แต่ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 20.00 น. ของวันที่ 27 ก.พ. เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยอมปล่อยแกนนำการประท้วง 

 

อินเตอร์ลก”
เมื่อตำราเรียน มีเนื้อหาเหยียดเชื้อชาติ

สำหรับวรรณกรรม "อินเตอร์ลก" เขียนในปี 1971 โดยนักประพันธ์ชาวมาเลเซีย อับดุลลาห์ ฮุสเซน วรรณกรรมดังกล่าวถูกกำหนดในหลักสูตรวิชาวรรณกรรม โดยเป็นหนังสือภาคบังคับที่ต้องอ่าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทั่วมาเลเซีย

อินเตอร์ลก” กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ โดยผู้คัดค้านระบุว่าวรรณกรรมดังกล่าวบรรจุคำดูแคลนคนมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย เช่น คำว่า “pariah” หรือคนชั้นต่ำ และ “black people” หรือคนดำ ทั้งนี้พรรคการเมืองใหญ่ที่สุดของคนมาเลเซียเชื้อสายอินเดีย คือ พรรคมาเลเซียอินเดียคองเกรส (MIC) เคยเรียกร้องให้ยกเลิกวรรณกรรมนี้ในชั้นเรียนมาแล้ว

เรื่องราวใน “อินเตอร์ลก” เขียนถึงมาเลเซียในช่วงต้นทศวรรษที่ 1900 สมัยที่อังกฤษปกครองแหลมมลายู มีตัวละครสามตัวหลัก ชื่อ เซอมัน (Seman) ชิน โอ (Chin Huat) และ มาเนียม (Maniam) ชื่อเรื่อง “อินเตอร์ลก” มาจากคำในภาษาอังกฤษที่ว่า “Interlock” ที่แปลว่าเชื่อมต่อกัน ซึ่งสอดคล้องกับบทสุดท้ายของวรรณกรรมดังกล่าว ที่สามตัวละครหลักต้องใช้ชีวิตอย่างเชื่อมโยงกัน

ผู้เขียนเรื่องนี้ คืออับดุลลา ฮุสเซน ยืนยันว่างานเขียนของเขา และตัวเขา ไม่ได้มีเจตนาดูถูกชาวอินเดีย และงานของเขาเกิดความเข้าใจผิดขึ้น ที่จริงเขามีเจตนาอธิบายความมีเอกภาพของสามเชื้อชาติหลักในคาบสมุทรมลายา คือมาเลย์ จีน และอินเดีย

มีการถอนหนังสือ “อินเตอร์ลก” ออกจากหลักสูตรเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา หลังการหารือระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการของมาเลเซียกับสถาบันวรรณกรรมและภาษามลายู (Dewan Bahasa dan Pustaka) อย่างไรก็ตามมีการทบทวนคำสั่งดังกล่าวเมื่อ 28 ม.ค. และต่อมามีการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย นาจีฟ ราซัค (Najib Razak) ประธานพรรค MIC ของชาวอินเดีย นายปาลันนิเวล (G. Palanivel) และรองประธานพรรค MIC นายสุบรามาเนียม (S. Subramaniam) และรองนายกรัฐมนตรีนายมูฮิดดิน ยัสซิน (Muhyiddin Yassin) โดยการตัดสินใจล่าสุดคือยังมีผลให้ “อินเตอร์ลก” เป็นวรรณกรรมในหลักสูตรการศึกษา แต่ส่วนหนึ่งของวรรณกรรมที่มีประเด็นละเอียดอ่อนต่อประชาคมชาวอินเดียจะต้องได้รับการแก้ไข

ทำให้ต่อมาเกิดการประท้วงเมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา จนมีผ

 

 

 

ที่มา: แปลและเรียบเรียงจาก

 

109 detained in ‘Interlok’ protest, By Clara Chooi, themalaysianinsider, February 27, 2011 http://www.themalaysianinsider.com/malaysia/article/109-detained-in-interlok-protest/

Interlok, Wikipedia [เข้าถึงเมื่อ 28 ก.พ. 54] http://en.wikipedia.org/wiki/Interlok

HRP leaders detained under Police, Societies Act, Abdul Rahim Sabri, Malaysiakini, Feb 27, 11 http://malaysiakini.com/news/157184

Uthaya, 108 others arrested to quash HRP rally, Malaysiakini, Feb 27, 2011, http://malaysiakini.com/news/157150

Hindraf anti-Umno racism rally - Jayadass arrested, Malaysiakini.tv, Feb 27, 2011 http://www.malaysiakini.tv/video/21112/hindraf-anti-umno-racism-rally---jayadass-arrested.html

Uthaya, 108 others arrested to quash HRP rally, Malaysiakini.tv, Feb 27, 2011 http://www.malaysiakini.tv/video/21114/uthaya-108-others-arrested-to-quash-hrp-rally.html

Hindraf anti-racism/Interlok rally: more arrests, Malaysiakini.tv, Feb 27, 2011 http://www.malaysiakini.tv/video/21113/hindraf-anti-racisminterlok-rally-more-arrests-.html

HRP supporters demand release of P. Uthayakumar, Malaysiakini.tv, Feb 27, 2011 http://www.malaysiakini.tv/video/21129/hrp-supporters-demand-release-of-p-uthayakumar-.html

P Uthayakumar finally released, Malaysiakini.tv, Feb 27, 2011 http://www.malaysiakini.tv/video/21120/p-uthayakumar-finally-released.html

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ศาลไม่อนุญาติให้ประกัน 22 ผู้ต้องหาแดงอุดร

Posted: 01 Mar 2011 08:03 AM PST

เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 54 ที่ผ่านมา นางขนิษฐา รัฐกาญจน์ ทนายความของจำเลย 22 รายจังหวัดอุดรธานีในข้อหาคดีร่วมกันเป็นผู้ร่วมโฆษณาประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำความผิดร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์โรงเรือนอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน,มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย,กระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง,ฝ่าฝืนประกาศที่ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปหรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย,ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวชั่วคราวของจำเลยทั้ง 22 รายโดยเตรียมวงเงินใช้ในการวางหลักทรัพย์รายละ 5 แสนบาททั้งหมดเป็นจำนวน 11 ล้านบาท แต่ศาลไม่อนุญาติให้ประกัน
 
ช่วงเช้าหลังจากญาติผู้ต้องขังขอเข้าเยี่ยมที่เรือนจำจังหวัดอุดรธานีจึงเดินทางไปยื่นเรื่องประกันที่ศาล ต่อมาศาลได้วินิจฉัยและมีความเห็นยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า พฤติการณ์แห่งคดีในคดีของศาลอาญาที่จำเลยทั้งยี่สิบสองอ้าง จำเลยเป็นคนละคนกัน ข้อหาก็ต่างกัน สถานที่เกิดเหตุก็คนละแห่งกันกับคดีนี้ ซึ่งความผิดที่จำเลยทั้ง 22 ถูกฟ้องมีโทษสถานหนัก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ประกอบกับยังสืบพยานโจทย์ไม่แล้วเสร็จหากอนุญาติให้ปล่อยตัวชั่วคราว เกรงว่าจำเลยทั้ง 22 คนจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุให้ไต่สวนคำร้องและเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องและไม่รับหลักประกัน  หลังจากศาลไม่อนุญาติท่าทีขอตัวจำเลยรวมทั้งญาติมีสีหน้าสิ้นหวัง บางรายร้องให้และสวมกอดกับจำเลย หลังจากนั้นจึงแยกย้ายกันกลับ

โดยในวันนี้ (1 มี.ค. 54) มารดานายกิตติพงษ์ ชัยกัง ผู้ต้องหาอายุ 18 ปี ได้เข้าเยี่ยมลูกชายหลังจากศาลไม่อนุญาติวานนี้ให้สัมภาษณ์ว่า "มันพูดไม่ออกคาดหวังไว้สูง คิดว่าแกนนำได้ประกันแล้วเราก็น่าจะได้บ้าง คนอยู่ข้างในกำลังใจไม่ดีเมื่อวานยังหน้าตาสดใส วันนี้เขาบอกว่าเหนื่อยมากเหมือนสิ้นหวังไปแล้ว บางคนยังร้องให้อยู่"  ต่อคำถามที่ว่าหากยังไม่ได้รับประกันจะทำอย่างไรกันต่อไป มารดานายกิตติพงษ์ กล่าวว่า "ถ้าประกันไม่ได้เราก็จะลงมาเรียกร้องกับแกนนำหรือพรรคหรือคนที่จะช่วยเหลือเราได้ให้มาดูแลเราบ้าง"

โดยในวันจันทน์ที่  7 มีนาคม 2554 ทนายความจะยื่นอุทธรณ์การประกันตัวอีกครั้งหนึ่ง

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สร.ไทยอินดัสเตรียลแก๊สยื่นข้อเรียกร้อง – นายจ้างยื่นสวนทันที

Posted: 01 Mar 2011 07:26 AM PST

1 มี.ค. 54 - สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส ได้ยื่นข้อเรียกร้องจำนวน 16 ข้อต่อนายจ้างและได้มีการเจรจากันเป็นนัดแรก ซึ่งยังเป็นขั้นตอนการอธิบายข้อเรียกร้องเท่านั้น โดยทั้งสองฝ่ายได้นัดเจรจาครั้งต่อไปวันที่ 14 มีนาคม 2554 เวลา 13.00 น.

ข้อเรียกร้องของสหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส

 

ในขณะเดียวกันนายจ้างได้ยื่นข้อเรียกร้องสวนกลับจำนวน 6 ข้อ แต่ทางสหภาพฯ ระบุว่า ยังไม่ได้ทำการนัดเจรจาเช่นกัน เพียงแต่รับข้อเรียกร้องไว้เท่านั้น

ข้อเรียกร้องของนายจ้าง

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กรรมการสิทธิหวั่นเสื้อแดงทำให้สถานการณ์การเมืองรุนแรง

Posted: 01 Mar 2011 06:15 AM PST

1 มี.ค. 54 - นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่ศาลให้ประกันตัวแกนนำเสื้อแดง ซึ่งหลายฝ่ายเกรงจะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองรุนแรงขึ้นว่า ขอฝากไปยังแกนนำเสื้อแดงทั้ง 7 คน ที่ถูกปล่อยตัวมาครั้งนี้ หากจะทำอะไรควรคิดให้รอบคอบ ต้องมีการวางแผนการให้ดี อย่าให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น เพราะตนคิดว่าในไม่ช้านี้อาจจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจะทำให้เสียคะแนนนิยมได้ ตนเชื่อว่าแกนนำคงไม่อยู่เฉยเพราะออกมาก็ต้องมีการเคลื่อนไหวให้รู้ว่ายัง อยู่  แต่ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ ซึ่งรัฐบาลก็ต้องประเมินให้ดีด้วย และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลไม่ให้เกิดความรุนแรง

เมื่อถามว่าความรุนแรงของการชุมนุมของคนเสื้อแดง จะเป็นเหมือนในตะวันออกกลางและแอฟริกาหรือไม่ นางอมรา กล่าวว่า คิดว่าคนละแบบกัน เนื่องจากผู้นำชาติเหล่านั้น มีอำนาจมาเป็นเวลายาวนาน แต่ต่างจากประเทศไทย  และหากเทียบเหตุการณ์กันแล้ว ของเขาเปรียบได้กับการเกิดเหตุการณ์เมื่อครั้ง 14 ตุลาของเรา  ประเทศไทยเลยจุดนั้นมานานแล้ว และเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยไปมากแล้ว

ที่มาข่าว: สำนักข่าวไทย

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เผย "ชาลี ดีอยู่" ยังไม่ได้รับการเยียวยา

Posted: 01 Mar 2011 05:47 AM PST

สืบเนื่องจากกรณีนายชาลี ดีอยู่ เเรงงานข้ามชาติซึ่งบาดเจ็บจากการทำงาน ถูกนายจ้างทอดทิ้ง ถูกตำรวจและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองควบคุมตัวเพื่อรอการผลักดันกลับประเทศพม่า โดยถูกล่ามโซ่ไว้กับเตียงผู้ป่วยทั้งที่ยังบาดเจ็บสาหัส ต่อมาเมื่อตรวจสอบพบว่าใบอนุญาตทำงานของนายชาลียังไม่หมดอายุ ศาลจึงได้มีคำสั่งให้ปล่อยตัวนายชาลีและให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเยียวยาความเสียหายเนื่องจากจากการควบคุมตัวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันนายชาลียังคงพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ประเมินการรักษาว่าจะใช้เวลาอีก 3 เดือน โดยเฉพาะอาการสะโพกและกระดูกต้นขาขวาหัก ซึ่งยังคงสาหัสและสร้างความเจ็บปวดให้นายชาลีเป็นอย่างมาก

มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนเเละการพัฒนา (มสพ.) ขอเเจ้งความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีนายชาลี ดีอยู่ ดังนี้

1.นายชาลียังไม่สามารถดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากการบาดเจ็บจึงไม่สามารถเดินทางไปตรวจสุขภาพเพื่อนำใบรับรองเเพทย์เป็นหลักฐานในการต่อใบอนุญาตทำงานและเพื่อประกันตนกับหลักประกันสุขภาพเเรงงานข้ามชาติ เเม้ว่าก่อนหน้านี้ มูลนิธิฯ จะได้ร้องเรียนไปยังกระทรวงเเรงงานและกระทรวงสาธารณสุขและได้รับคำมั่นจากปลัดกระทรวงเเรงงานว่าจะรับดำเนินการเกี่ยวกับการต่อใบอนุญาตทำงานของนายชาลีแล้วก็ตาม (หนังสือร้องเรียนเอกสารเเนบที่ 1) แต่ระหว่างการดำเนินการต่อใบอนุญาตทำงานของนายชาลีนั้น มูลนิธิฯกลับไม่ได้รับการติดต่อจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพและต่อใบอนุญาตทำงานสำหรับนายชาลีแต่อย่างใด อีกทั้งยังพบว่า ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการต่อใบอนุญาตทำงานเของเรงงานข้ามชาติ ยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับกรณีการต่อใบอนุญาตทำงานสำหรับเเรงงานข้้ามชาติที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ถูกทอดทิ้งโดยไม่มีนายจ้าง และถูกละเมิดสิทธิอย่างเช่นนายชาลี ซึี่งเป็นกรณีตัวอย่างของเเรงงานข้ามชาติอีกจำนวนมากซึ่งเป็นเหยื่อของระบบการจัดการเเรงงานข้ามชาติที่ล้มเหลว อย่างไรก็ตามกรมการจัดหางานได้อนุโลมต่อใบอนุญาตทำงานให้นายชาลี มีอายุถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555เป็นกรณีพิเศษ แต่นายชาลียังคงไม่สามารถประกันตนตามหลักประกันสุขภาพเเรงงานข้ามชาติได้

2. ค่ารักษาพยาบาลของนายชาลีนับตั้งเเต่ประสบอุบัติเหตุในวันที่ 9 มกราคม 2554 จนถึงปัจจุบัน และต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า 3 เดือน ซึ่งยังไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ตลอดจนค่าทดเเทนความเสียหายอื่น ๆ จากการบาดเจ็บจากการทำงาน ซึ่งเเม้ว่ามูลนิธิฯ จะได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานประกันสังคมซึ่งรับผิดชอบดูเเลกองทุนเงินทดเเทนซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลเเละค่าทดเเทนสำหรับลูกจ้างที่บาดเจ็บจากการทำงาน (หนังสือร้องเรียนเอกสารเเนบที่ 2) ตลอดจนกระทรวงเเรงงาน และกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็ตาม แต่กลับยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ ที่ชัดเจนอย่างเป็นทางการ

ดังนั้นเพื่อสอบถามเเนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการต่อใบอนุญาตทำงาน การตรวจสุขภาพ และการประกันสุขภาพสำหรับเเรงงานข้ามชาติที่ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน และทวงถามการดำเนินการเกี่ยวกัับสิทธิเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและค่าทดเเทนความเสียหายสำหรับชาลี มสพ. จึงได้ยื่นหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงสาธารณสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเเรงงาน และเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

พีมูฟจี้นายกเร่งสั่งการแก้ปัญหา

Posted: 01 Mar 2011 04:26 AM PST

 
1 มี.. 54 - ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ออกแถลงการณ์ “๑๔ วัน การชุมนุมคนจน การแก้ไขปัญหาไม่คืบหน้า ถึงเวลานายกต้องสั่งการ” โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้
 
 
 
แถลงการณ์ ฉบับที่ ๑๔
๑๔ วันการชุมนุมคนจน การแก้ไขปัญหาไม่คืบหน้า ถึงเวลานายกต้องสั่งการ
 
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เป็นขบวนการของเกษตรกรและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับผลกระทบอันเลวร้ายจากนโยบายการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วยกลุ่มคนจน ๔ เครือข่าย ๓ กรณีคือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม ๔ ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล (สคจ.) , และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้พิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวลและคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุบลราชธานี ได้เดินทางจากภูมิลำเนา มารวมตัวกันปักหลักอยู่บริเวณหน้าลานพระรูปทรงม้า กรุงเทพมหานคร เพื่อให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ค้างคามายาวนาน
 
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ คณะรัฐมนตรีได้นำเรื่องการการไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เข้าสู่การพิจารณาในการประชุม จำนวน ๔ กรณีปัญหา ซึ่งทั้ง ๔ กรณีปัญหาก็ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน และที่สำคัญหลังจากนั้นพวกเราพยายามที่จะติดตามการแก้ไขปัญหารวมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือแต่อย่างใด โดยเฉพาะวันนี้ ที่มีการนัดหมายดีเบตกันระหว่างตัวแทนผู้ชุมนุมกับอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งทางอธิบดีกรมชลประทานก็ไม่มาร่วม
 
นอกจากนี้หลายปัญหาเช่น พื้นที่ทับยาง พื้นที่คอนสาร และกรณีปัญหาอื่นอีกกว่า ๓๐๐ กรณีปัญหา ก็ยังไม่มีข้อสรุปการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะพื้นที่โนนดินแดง ที่ได้มีการนำกองกำลังติดอาวุธเข้าไปในพื้นที่เพื่อผลักดันชาวบ้านออก และพื้นที่ลำพูนสมาชิกของพวกเราได้ถูกศาลตัดสินจำคุกอีก ๙ คน ต่อสภาพเช่นนี้ทำให้พวกเราไม่มั่นใจว่ารัฐบาลให้ความตั้งใจในการแก้ไขปัญหา
 
ดังนั้นเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาลุล่วงและเป็นรูปธรรม พวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) เปิดการเจรจาอย่างเสมอหน้าและเป็นทางการโดยเร็ว
 
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ยืนยันว่า การชุมนุมของพวกเราจะดำเนินไปอย่างสงบตามแนวทางสันติวิธี แต่หากรัฐบาลยังคงเฉยชาในการแก้ไขปัญหาของพวกเรา พวกเราก็จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการในการผลักดันการแก้ไขปัญหาที่เข้มข้นเพิ่มมากขึ้น
 
คนจนทั้งผองพี่น้องกัน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
๑ มีนาคม ๒๕๕๔
 
 
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ทัพพม่าเสริมกำลังกว่า 10 กองพัน กดดันไทใหญ่ "เหนือ"

Posted: 01 Mar 2011 02:56 AM PST

กองทัพพม่าส่งกำลังทหารกว่า 10 กองพันเข้ากดดันกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" เผยสถานการณ์ค่อนข้างตึงเครียด ขณะที่ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนหนักจากราคาสินค้าแพงหลังทหารพม่าปิดเส้นทาง

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ระดับสูงกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" Shan State Army 'North' เปิดเผยว่า ขณะนี้รอบพื้นที่เคลื่อนไหวกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ซึ่งมีตั้งกองบัญชาการใหญ่อยู่บ้านไฮ เขตเมืองเกซี ในรัฐฉานภาคเหนือ มีกำลังทหารพม่าถูกส่งเข้าไปเคลื่อนไหวไม่ต่ำกว่า 10 กองพัน และมีกำลังทหารรวมไม่ต่ำกว่า 1 พันนาย นอกจากยังมีกองพันปืนใหญ่และหน่วยยานเกราะรวมอยู่ด้วย

เจ้าหน้าที่ SSA "North' กล่าวว่า แม้ขณะนี้สถานการณ์จะดูค่อนข้างตึงเครียด แต่ในส่วนของกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" ยังคงยึดแนวทางสันติอย่างที่เคยเป็นมา แต่หากเมื่อใดทหารพม่าเปิดศึกใช้กำลังปราบปราม ทาง SSA 'North' ก็จำเป็นต้องปกป้องตัวเองและขณะนี้ก็มีการเตรียมพร้อมรับมืออยู่

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ SSA 'North' คนเดิมยังได้เปิดเผยถึงกรณีกองทัพพม่าปิดเส้นทางเข้าออกพื้นที่ของ SSA 'North' ว่า ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตราษฎรในพื้นที่อย่างมาก ซึ่งไม่สามารถทำมาค้าขายได้ อีกทั้งพืชผลที่เก็บเกี่ยวได้ก็ไม่สามารถส่งออกขายนอกพื้นที่ ขณะที่นักเรียน นักศึกษาที่ไปศึกษาอยู่ต่างเมือง ก็ไม่สามารถเดินทางกลับบ้านได้

ตั้งแต่วันที่ 20 ก.พ. 2554 ที่ผ่านมา กองทัพรัฐบาลทหารพม่าได้มีคำสั่งปิดเส้นทางรถยนต์ทุกเส้นทางที่เข้าสู่เขต พื้นที่บ้านไฮ ของเมืองเกซี (รัฐฉานภาคเหนือ) ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการใหญ่กองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" SSA 'North' อดีตกองกำลังหยุดยิงที่ปฏิเสธจัดตั้งหน่วยพิทักษ์ชายแดน (BGF) ใต้กำกับของรัฐบาลทหารพม่า โดยเส้นทางที่ถูกปิดคือ เส้นทางสายเมืองหนอง - เมืองต้างยาน และเส้นทางสายเมืองเกซี – เมืองสู้ ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมเมืองทั้งสี่ด้าน

อย่างไรก็ตาม การปิดเส้นทางของทหารพม่ายังส่งผลให้ราคาสินค้า โดยเฉพาะข้าวสารพุ่งสูงขึ้น ก่อนหน้านี้ราคาข้าวสารตกกระสอบละ 5 หมื่นจั๊ต ขณะนี้พุ่งขึ้นเป็น 6 หมื่นจั๊ต นอกจากนี้ค่าเหมารถเดินทางก็พุ่งถึง 1 เท่าตัว โดยก่อนหน้านี้การเดินทางจากเมืองล่าเสี้ยว – เมืองสู้ อยู่ที่ประมาณ 12,500 จั๊ต แต่เดี๋ยวนี้ต้องจ่ายถึง 25,000 จั๊ต แถมยังต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 12 ชั่วโมง เนื่องจากต้องใช้เส้นทางอ้อม

ขณะที่มีรายงานว่า ประชาชนในพื้นที่เมืองสู้ อยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านไฮ ต่างอยู่กันอย่างหวาดผวาและไม่กล้าให้บุตรหลานที่เป็นผู้หญิงออกบ้านในยามค่ำคืน เหตุเนื่องจากมีการพูดกันอย่างหนาหูถึงกรณีที่มีทหารพม่าหลายนายพูดว่า ทหารพม่าไม่ต้องการกำลังพล หรือ อาวุธของกองกำลังไทใหญ่ "เหนือ" หากแต่ต้องการเพียงควบคุมพื้นที่และต้องการหญิงไทใหญ่เท่านั้น

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"สมช." ยันจัดเจ้าหน้าที่ดูแลชุมนุมใหญ่ "นปช." ได้ ด้าน "พธม.ภูเก็ต" อนุญาต "นปช." สัมมนาได้

Posted: 01 Mar 2011 02:29 AM PST

"สมช." ยันจัดเจ้าหน้าที่ดูแลชุมนุมใหญ่ "นปช." ได้ ด้าน พันธมิตรฯภูเก็ตออกแถลงการณ์ จะไม่มีการเคลื่อนไหวต่อต้านการสัมมนาของกลุ่ม นปช. ในวันที่ 3 มีนาคม ที่จังหวัดภูเก็ต แต่ขอให้กลุ่ม นปช.ชุมนุมอย่างสงบ อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ปลุกระดมและจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวเมื่อ วันที่ 1 มีนาคม ถึงการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 12 มีนาคม ว่า คิดว่าเจ้าหน้าที่ดูแลได้ เพราะดูแลกันมาหลายครั้งแล้ว ตนคาดว่าไม่น่าจะมีอะไร อย่างไรก็ตาม หากมีการชุมนุมยืดเยื้อเราก็ต้องดูแล ส่วนการขอพื้นที่การจราจรเพิ่มเติมจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) คงอยู่ในแผนของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.)

พธม.ภูเก็ตไม่ต้าน นปช.สัมมนา 3 มี.ค.-ย้ำต้องชุมนุมด้วยความสงบ

ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จังหวัดภูเก็ต นำโดยนางสาวอาภารัตน์ ชาติชุติกำจร แกนนำฯ ออกแถลงแถลงการณ์เรื่องการสัมมนาทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อ ต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่ จังหวัดภูเก็ตในวันที่ 3 มีนาคม 2554 นี้
      
แถลงการณ์ดังกล่าวมีใจความว่า เนื่องจากในวันที่ 3 มีนาคม 2554 จะมีการสัมมนาของกลุ่ม นปช. ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งใน ต.ฉลอง อ.เมือง จ. ภูเก็ต โดยมี 7 แกนนำเข้าร่วม และผู้เข้าร่วมกว่า 500 คน ซึ่งคาดว่าเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อเคลื่อนไหวในพื้นที่ และเตรียมความพร้อมเพื่อเคลื่อนไหวในวันที่ 12 มีนาคม 2554 ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างที่จะไปสู่การชุมนุมที่มีความรุนแรงทางการ เมืองเป็นปีที่ 3 เช่น มีเว็บไซต์จาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันกลับมาอีกหลายๆเว็บไซต์ และในบางเว็บไซต์ของกลุ่ม นปช. ได้กล่าวอ้างถึงความเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ว่าแม้จะเป็นความรุนแรงแต่เป็นความชอบธรรม ซึ่งเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของประชาชนในตะวันออกกลางและในแอฟริกา ที่เกิดขึ้นอยู่หลายๆประเทศในขณะนี้ ซึ่งจุดประสงค์ของการเรียกร้องต่างกันอย่างสิ้นเชิง
      
นอกจากนี้ จากการให้สัมภาษณ์ของกลุ่มแกนนำ นปช. หลายคน เช่น นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษกกลุ่ม นปช. พูดว่า แม้แกนนำ นปช. ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่การต่อสู้ของกลุ่ม นปช. ยังไม่จบ เพราะ นปช.ทั่วประเทศที่ไม่ได้รับการประกันตัวยังอีกมากมาย ภารกิจของ นปช. ต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง จากนี้ไปต้องรณรงค์ให้เร่งปล่อยตัว นปช. คนอื่นเหมือนแกนนำ
      
นอกจากนี้ ยังมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.กล่าวว่าแกนนำ นปช. ที่ยังหลบหนีอยู่อีกหลายคน เช่นนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง นายอดิศร เพียงเกษ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์นั้น ทางแกนนำนปช.ได้หารือในเบื้องต้นกับตนแล้วว่า หลังจากที่แกนนำทั้ง 7 คนได้รับการประกันตัว ก็จะพาแกนนำที่เหลือกลับมามอบตัวและต่อสู้คดีในเร็วๆนี้ และที่สำคัญคือการที่คุณทักษิณ ชินวัตร เปรยเรื่องขอนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่จะสร้างความชอบธรรมของตัวเองอีกครั้งเพื่อเคลื่อน ไหวสนับสนุนกลุ่ม นปช.ต่อเพื่อความได้เปรียบทางการเมือง
      
สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯในจังหวัดภูเก็ต จะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆในวันที่ 3 มีนาคมนี้ แต่ขอให้กลุ่มนปช.ชุมนุมในความสงบ อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่าปลุกระดมหรือวางแผนที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและ ที่สำคัญห้ามปราศรัยจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรฯภูเก็ตยังฝากไปถึงกลุ่มนปช.ที่จะเข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 12 มีนาคมนี้ว่าถ้ามีการปลุกระดมหรือมีสัญญาณของความรุนแรงเกิดขึ้นให้ออกจาก การชุมนุมครั้งนี้เสีย ไม่อย่างนั้น ท่านถือเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมทำร้ายประเทศชาติอีก
      
นางสาวอาภารัตน์ ยังกล่าวต่อว่า หากในการสัมมนาของกลุ่มกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติที่ จังหวัดภูเก็ตครั้งนี้ มีการปลุกระดม หรือมีการพูดจาบจ้วงสถาบันฯ ทางกลุ่มพันธมิตรฯเองก็จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าครั้งต่อๆไปทางกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งกลุ่มประชาชนในจังหวัดภูเก็ตจะยินยอมให้มีการใช้จังหวัดภูเก็ตเป็น เวทีเคลื่อนไหวอีกต่อไปอีกต่อไปหรือไม่

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, ASTV ผู้จัดการออนไลน์

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ครม.อนุมัติงบรักษาความสงบจากการชุมนุม 94 ล้านบาท

Posted: 01 Mar 2011 02:15 AM PST

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยวันที่ 1 มีนาคม ว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติเงินสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 งบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงินทั้งสิ้น 94,212,560 บาท ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสนอเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบ ร้อยจากเหตุการณ์การชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ในระยะเวลา 12 วัน ระหว่างวันที่ 9-20 กุมภาพันธ์ โดยแบ่งให้หน่วยงานต่างๆ ดังนี้ 1.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 91,034,960 บาท 2.กองทัพบก 446,400 บาท 3.กองทัพเรือ 158,400 บาท 4.กองทัพอากาศ 158,400 5.กรุงเทพมหานคร 2,414,400 บาท

ที่มาข่าว: มติชนออนไลน์
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เสียงก้องกรณีเหตุเกิดที่มติชน: สัญญาณความเสื่อมและความเสี่ยง

Posted: 01 Mar 2011 01:01 AM PST

ได้อ่านเรื่อง "เหตุเกิดที่มติชน: เสียงเรียกร้องแด่เพื่อนร่วมวิชาชีพ” ในเว็บไซต์ประชาไทประกอบกับเสียงที่ดังเซ็งแซ่ ในแวดวงผู้สื่อข่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหนังสือพิมพ์ที่อ้างว่า เป็นหนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศแล้ว เกิดความรู้สึกว่า หนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะมีคุณภาพได้อย่างไร ถ้าพนักงานของบริษัท รวมทั้งผู้สื่อข่าว ยังถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่มีทางปกป้องตนเองจากการกดขี่แรงงานของเจ้าของและนายทุน

บทความดังกล่าวระบุว่า เมื่อเดือนมกราคม 2554 ที่ผ่านมา บริษัท มติชน จำกัด(มหาชน)ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ออกระเบียบเปลี่ยนแปลงข้อ ตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างว่าด้วยการเกษียณอายุพนักงานโดยการตัดบำเหน็จ พนักงานที่บริษัทออกระเบียบไว้เมื่อปี 2547 ทิ้งทั้งมดและให้จ่ายเฉพาะเงินชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเท่านั้น

การตัดเงินบำเหน็จดังกล่าวทำให้พนักงานที่เกษียณอายุ 60 ปีและทำงานมานานกว่า 30 ปี(รวมถึงพนักงานอายุ 55 ปีที่ขอเกษียณก่อนกำหนดด้วย) ควรมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จและเงินค่าชดเชยสูงสุดกว่า 30 เดือน (นำระยะเวลาการทำงานคูณด้วยอัตราเงินเดือนเดือนสุดท้าย )เหลือเพียงเงินชดเชยเพียง 10 เดือนเท่านั้น

เช่น พนักงานคนหนึ่งทำงานมานาน  30 ปี จนเกษียณอายุ มีเงินเดือน(รวมเงินอื่นๆ เช่น ค่าครองชีพ ที่จ่ายเป็นรายเดือน 50,000บาท) ก็ได้จะบำเหน็จ จากบริษัทรวมทั้งสิ้น 1.5 ล้านบาทก็จะเหลือเงินชดเชยเพียง 500,000 บาท

ระเบียบที่ออกมาใหม่ดังกล่าวได้สร้างความปั่นป่วนและบั่นทอนกำลังใจพนักงาน มติชนอย่างมากโดยเฉพาะพวกที่อายุใกล้ 50  อายุ 50 กว่าหรือ ใกล้ 60 ปี  เพราะ คนเหล่านี้ต้องการเงินก้อนนี้(เงินบำเหน็จ)ในการดำรงชีพในช่วงบั้นปลายของ ชีวิตและเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้พวกเขาทุ่มเททำงานให้มติชนมานานนับสิบปี

ไม่เคยมีใครนึกว่า จู่ๆ บริษัทจะออกระเบียบมาฉกฉวยเอาเงินก้อนนี้ไปจากชีวิตในบั้นปลายของพวกเขา

ไม่มีใครรู้ว่า เจ้าของและนายทุนมีเหตุผลอย่างไรในการออกมาระเบียบมาตัดบำเหน็จของพนักงานออกทั้งหมด

ถ้าเป็นเหตุผลทางธุรกิจเพื่อประหยัดรายจ่ายหรือเพื่อให้บริษัทมีกำไรและเงินปัน ผลสำหรับเจ้าของเพิ่มขึ้นแล้วละก็ เจ้าของและนายทุนกำลังคิดผิดเพราะการกระทำดังกล่าวกำลังนำพาบริษัทไปสู่ความ เสี่ยงและอาจต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่มากขึ้น

การที่บริษัทมติชนออกระเบียบว่าด้วยการเกษียณอายุพนักงานฉบับใหม่(เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2554)ตัดบำเหน็จพนักงานตามระเบียบที่เคยออกไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2547 นั้น ได้รับทราบจากพนักงานว่าเป็นการแก้ไขหรืออกระเบียบบริษัทโดยที่พนักงานไม่ ทราบมาก่อน แต่เป็นการออกระเบียบมาบังคับฝ่ายเดียว

การออกระเบียบดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณหรือเป็นโทษกับลูกจ้างโดย ไม่มีการยื่นข้อเรียกร้องขอแก้ไขข้อตกลงสภาพการจ้างแก่ลูกจ้างและไม่ได้รับ ความยินยอมจากลูกจ้างตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

การแก้ไขระเบียบดังกล่าวจึงไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ต้องบังคับตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม

คดีในลักษณะดังกล่าวมีการนำขึ้นสู่ศาลแรงงานเป็นจำนวนมาก และศาลฎีกาพิพากษาออกมาเป็นแนวทางเดียวกันคือ นายจ้างเป็นฝ่ายแพ้ ต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5

ดังนั้นถ้าบริษัทดื้อดึงสู้คดีซึ่งอาจกินเวลานานหลายปี ก็ต้องเสียดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากและในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากของ ธนาคารพาณิชย์ เข้าทำนองเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย

ลองนึกดูว่าถ้ามีพนักงานสัก 50 คนยื่นฟ้องบริษัท เรียกค่าบำเหน็จคนละ 1 ล้านบาท รวม 50 ล้านบาท ถ้าใช้เวลา 1 ปีในการพิจารณาคดีก็ต้องเสียดอกเบี้ยรวมเป็นเงินถึง  3.75 ล้านบาท

แต่คดีส่วนใหญ่กว่าจะตัดสินในศาลฎีกาอาจนานถึง 5 ปี บริษัทจะเสียดอกเบี้ยถึง 18.75 ล้านบาท

ที่สำคัญบริษัทต้องนำเงินค่าบำเหน็จบวกดอกเบี้ยไปวางเป็นประกันที่ศาลแรงงาน ทันทีที่แพ้คดีในระหว่างอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาและขอทุเลาการบังคับคดี

การแพ้คดีดังกล่าว นอกจากสร้างความเสียหายให้แก่บริษัทมหาศาลแล้วยังเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติคุณของหนังสือพิมพ์มติชนที่สร้างสมมานานกว่า 30 ปีให้พังทลายลงในพริบตา

หรือถึงที่สุดแล้ว เมื่อผลประโยชน์เข้าตา จริยธรรมคุณธรรมที่เคยห่อหุ้มร่างกายก็ปริแตกและละลายหายวับไปกับสายลม
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ครม.อนุมัติงบช่วยแรงงานไทยกลับจากลิเบียคนละ 15,000 บาท

Posted: 01 Mar 2011 12:45 AM PST

1 มี.ค. 54 -ที่ประชุม ครม.อนุมัติในหลักการตามที่ ก.แรงงาน และ ก.ต่างประเทศ ขอในเรื่องเงินช่วยเหลือแรงงานไทยที่ประสบภัยในลิเบียจนต้องเดินทางกลับ ประเทศ เบื้องต้นรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือคนละ 15,000 บาท

นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ ก.ต่างประเทศ ได้เสนอของบ 403 ล้านบาท ในการเคลื่อนย้ายอพยพแรงงานไทยในลิเบีย ขณะที่ ก.แรงงาน เสนอของบ 343 ล้านบาท ช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับมา โดยที่ประชุม ครม.อนุมัติในหลักการและให้ทั้งสองกระทรวงไปหารือกับสำนักงบประมาณ ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือคนละ 15,000 บาท

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จำคุกตำรวจขอมีเพศสัมพันธ์ชาวพม่าแลกอิสรภาพ

Posted: 01 Mar 2011 12:39 AM PST

วันนี้ (1 มี.ค. 54) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถนนเจริญกรุง ศาลได้มีคำพิพากษาในคดีที่ ด.ต.ไพรัตน์ หรือสุรพัศ ศรีบัวสวน อายุ 45 ปี อดีตตำรวจสายตรวจ สน.พลับพลาไชย 1 เป็นจำเลยฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นซึ่งอยู่ความความควบคุม เรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อตนเพื่อไม่กระทำการตามหน้าที่

โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 52 จำเลยเป็นตำรวจสายตรวจ สน.พลับพลาไชย 1 มีหน้าที่ออกตรวจจับผู้กระทำความผิดกฎหมาย ได้พบหญิงชาวไทใหญ่ สัญชาติพม่า อายุ 27 ปี บริเวณคลองมหานาค เขตป้อมปรามศัตรูผ่าย กทม. แล้วได้เรียกขึ้นรถโดยไม่นำตัวไปส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี แต่ได้ขอร่วมหลับนอนกับนางนิดเพื่อแลกกับไม่ต้องถูกส่งตัวดำเนินคดี นางนิดจึงจำยอมให้ร่วมประเวณี 1 ครั้ง แล้วปล่อยตัวไป จึงเป็นการข่มขืนชำเราหญิงอื่นโดยอยู่ในอำนาจควบคุม และการกระทำของจำเลยเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญามาตรา 149, 157, 276 จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นการข่มขืนกระทำชำเรา แต่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่กระทำการสืบสวนจับกุม เรียกรับประโยชน์เพื่อตน เพื่อไม่กระทำการตามหน้าที่ ตาม ป.อาญามาตรา 149 จึงให้ลงโทษจำคุก 6 ปี เมื่อเป็นความผิดตามมาตรา 149 แล้ว จึงไม่ต้องปรับบทมาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก.

ที่มา: เรียบเรียงจาก เว็บไซต์เดลินิวส์

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

พม่าจับ 2 ชาวต่างชาติ สงสัยเป็นสายลับซีไอเอ

Posted: 01 Mar 2011 12:36 AM PST

มีรายงานว่า 2 ชาวต่างชาติที่ทำงานเป็นอาสาสมัครให้กับโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในย่างกุ้งถูกจับเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยถูกทางการพม่าตั้งข้อหาว่าเป็นสายลับให้กับหน่วยงานซีไอเอ อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่ทราบว่า ทั้ง 2 คนที่ถูกจับ เป็นคนชาติใดและเป็นใคร 

ทั้งนี้ชาวต่างชาติทั้งสองคนทำงานเป็นอาสาสมัครให้กับโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในย่างกุ้ง ซึ่งเจ้าของโรงเรียนดังกล่าวคือดอกเตอร์จายจ่ามทุน ขณะที่จายจ่ามทุนปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้านสถานทูตอเมริกาเองก็ยังไม่สามารถให้รายละเอียดใดๆในขณะนี้เช่นกัน

ขณะที่ชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในพม่า ทั้งเจ้าหน้าที่ทูตและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเอ็นจีโอต่างถูกทางการพม่าจับตามองและถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด โดยนับตั้งแต่การประท้วงของพระสงฆ์เมื่อปี 2550 ที่ผ่านมา รัฐบาลพม่ายิ่งจับตามองชาวต่างชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศมากยิ่งขึ้น มีรายงานด้วยว่า เจ้าหน้าที่หน่วยงานเอ็นจีโอชาวต่างชาติที่ออกนอกเขตเมือง เพื่อลงพื้นที่ทำงานวิจัยก็มักจะถูกติดตามจากเจ้าหน้าที่พม่าอยู่เป็นประจำ

เช่นเดียวกับเมื่อปีที่แล้วก็พบว่า ครูสาวชาวต่างชาติรายหนึ่ง ซึ่งทำงานให้กับศูนย์อเมริกันในย่างกุ้งถูกเนรเทศให้ออกจากประเทศ หลังจากที่รัฐบาลพม่าพบว่า ครูสาวรายนี้ได้พูดคุยเกี่ยวกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมกับสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีในเมืองมัณฑะเลย์  (Irrawaddy 28 ก.พ.54)

แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ "สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน"อ่านข่าวและบทความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊คhttp://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอร์http://twitter.com/salweenpost

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ต่อรองกับปีศาจ : เมื่อการปฏิวัติโลกอาหรับส่งผลดีต่อการต้านการก่อการร้าย

Posted: 01 Mar 2011 12:28 AM PST

อดีต CIA เขียนบทความลงอัลจาซีร่าในชื่อ "การต่อต้านการก่อการร้ายกับการปฏิวัติในโลกอาหรับ" ถึงการลุกฮือในประเทศโลกอาหรับ ว่าเหตุใดมันถึงเป็นข่าวร้ายของกลุ่มก่อการร้าย

 
เมื่อวันที่ 27 ก.พ. 2554 มีบทความในอัลจาซีร่าเผยแพร่บทความ "การต่อต้านการก่อการร้ายกับการ ปฏิวัติในโลกอาหรับ" ของอดีต CIA โรเบิร์ท แอล เกรเนียร์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้จัดการกลุ่ม ERG Partners เขียนถึงปรากฏการณ์การลุกฮือในประเทศโลกอาหรับ ว่าเหตุใดมันถึงเป็นข่าวร้ายของกลุ่มก่อการร้าย ...
 
 
ในตอนนั้นเปลวเพลิงในตูนีเซียยังคงคุกรุ่น การปะทะกันในอิยิปต์ยังเพิ่งเริ่มต้น ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนนักข่าว เป็นหนึ่งในโทรศัพท์จากพวกนักข่าวที่รายงานเรื่อง "ความมั่นคงของชาติ" ในสหรัฐฯ เขาบอกว่า "ตอนนี้คุณคงท้องไส้บิดมวนแน่"
 
ในวินาทีนั้น ผมไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร และแทนที่จะรู้สึกไม่พอใจ ผมกลับรู้สึกตื่นเต้นเช่นเดียวกับคนอื่นที่ได้เห็นภาพชาวอาหรับแอฟริกาเหนือซึ่งหลายคนผมใช้ชีวิตอยู่ด้วยมาหลายปีได้ลุกฮือขึ้นมาปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการของอำนาจนิยมที่กดขี่พวกเขามาเป็นเวลานาน
 
นี่เป็นสิ่งที่ผมเคยร่วมพัฒนามันมามากกว่า 20 ปีก่อนหน้านี้ และเคยรู้สึกสิ้นหวังว่าผมจะได้เห็นมันในช่วงที่ผมยังมีชีวิตอยู่ แต่ในที่สุดมันก็เริ่มต้นขึ้นแล้วในตอนนี้
 
ช่างเป็นความกล้าหาญ ความมีวินัย ความน่ายกย่อง ที่ประช่าชนคนธรรมดาแสดงออกมาในประเทศที่ผมสะสมความรู้สึกหลงใหลในตัวมันมาหลายปี ซึ่งผมคงอธิบายได้ว่าเหมือนได้สะท้อนความรู้สึกภาคภูมิใจออกมา
 
แต่ไม่นานนักผมก็ฉุกคิดถึงบางอย่าง แน่นอนว่าในฐานะของนักปฏิบัติการและรณรงค์ต่อต้านการก่อการร้ายจากประเทศสหรัฐฯ ไม่ใช่ว่าผมควรจะรู้สึกผิดหวังกับการสูญเสียพันธมิตรและผู้ให้ความร่วมมือที่เราต้องพึ่งพาพวกเขามาหลายปีหรอกหรือ? มันเป็นคำถามที่มีเหตุผล เป็นข้อสันนิษฐานที่เข้าใจได้ และคำตอบก็เรียบง่ายคือ "ไม่"
 
ความพึงพอใจที่ผมได้เห็นการริเริ่มลุกฮือขึ้นประท้วงตามกระบวนการประชาธิปไตยแพร่กระจายไปทั่วโลกอาหรับอย่างรวดเร็วเกิดคาดเดา ไม่ได้เป็นเพียงเพราะผมมีใจให้กับชาวอาหรับ แต่ยังมาจากประโยชน์ที่ประชาชนในประเทศผมเองจะได้รับด้วย 
 
 
ต่อรองกับปีศาจ*
 
ในความเป็นจริงสำหรับผู้ที่ต่อกรกับปัญหาการก่อการร้ายในโลกอิสลามมาอย่างยาวนาน "การปฏิวัติอาหรับ" ถือเป็นข่าวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ และสำหรับกลุ่มผู้ก่อการร้ายแล้ว มันเป็นสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นได้
 
หากจะเริ่มทำความเข้าใจกับชาวอเมริกัน มันจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจเสียก่อนในเรื่องความย้อนแย้งอย่างเป็นปกติวิสัยในการใช้วิธี "ทำสัญญาต่อรองกับปีศาจ" ที่เป็นหัวใจของนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐฯ ในประเทศโลกอาหรับ-มุสลิม จำนวนมาก
 
มันเป็นการต่อรองกับปีศาจที่ตัวผมเองต้องแบกรับไว้ สำหรับผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้ที่เขาสัญญาว่าจะปกป้องอย่างแท้จริงแล้ว ควรจะคำนึงถึงโลกอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่โลกที่พวกเขาอยากให้มันเป็น
 
ในสงคราม คนเราก็ต้องแสวงหาความช่วยเหลือจากพันธมิตรที่เราหามาได้ ทำให้เกิดความจริงที่ว่าในสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มอำนาจในโลกตะวันตกก็ต้องร่วมมือกับสตาลินโดยไม่ได้ทำให้เขาหรือรัฐบาลของเขาน่าเกลียดน้อยลงกว่าเดิม และเป็นความจริงที่กลุ่มประเทศประชาธิปไตยมีทางเลือกน้อยมากจนต้องยอมให้พันธมิตรโลกตะวันออกยึดครองยุโรปตะวันออกซึ่งไม่ได้ทำให้ผู้ถูกยึดครองรู้สึกดีเท่าใด
 
และอย่างน้อย ใครก็ตามที่ทำสัญญาต่อรองกับปีศาจ ใครคนนั้นย่อมต้องยอมสูญเสียความเชื่อมั่นทางจริยธรรมไป
 
 
การแก้ปัญหาในวงกว้าง
 
ในกรณีของสิ่งที่เรียกว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ความย้อนแย้งเลยไปไกลกว่านั้น คนที่ร่วมต่อสู้เข้าใจแล้วว่าความสำเร็จในเชิงยุทธวิธีอย่างการจับตัวผู้ก่อการร้ายและสังหาร ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
 
ทางออกสำหรับปัญหาการก่อการร้ายโดยอ้างศาสนาอิสลามจะเป็นไปได้หากมาจากชาวมุสลิมเองเท่านั้น ความท้าทายในระยะยาวไม่ได้มาจากตัวผู้ก่อการร้ายเอง มีทางจัดการพวกเขาได้ตลอดเวลา และความบ้าระห่ำที่มีแรงหนุนจากการกล่าวหาผู้อื่นว่าเสื่อมศรัทธาในศาสนา (Takifi) ก็เป็นเมล็ดพันธุ์ที่บ่อนทำลายพวกเขาเอง
 
ความท้าทายที่แท้จริงอยู่ที่ความรู้สึกเห็นใจกันในหมู่ชาวมุสลิมที่เห็นว่าอย่างน้อยก็มีคนที่ลุกขึ้นสู้กับการกดขี่ การถูกละเมิดความเป็นมนุษย์ และความยากแค้น แม้ว่าในเชิงวิธีการหรือเป้าหมายสูงสุดไม่ค่อยน่าดึงดูดใจเท่าไหร่
 
สำหรับบางคนแล้วมันเป็นความเห็นใจในแบบกว้างๆ ขณะที่บางคนก็เป็นความรู้สึกในเชิงบวกและลบปนๆ กัน ซึ่งเป็นการยากในการแยกตัวและขจัดคนที่บ้าคลั่งบูชาความชิงชังและการทำลายล้าง และมีการตระเตรียมพื้นที่ไว้เรียบร้อยในการรับสมัครคนหน้าใหม่ๆ
 
หากจะมีการต่อต้านความรู้สึกชื่นชมการก่อการร้ายอยู่ลึกๆ แล้ว มันก็คือการสร้างทางเลือกใหม่ในการสร้างความชอบธรรมให้กับความเจ็บแค้น ซึ่งผู้ก่อการร้ายมักจะใช้ประโยชน์จากความชอบธรรมจากความเจ็บแค้นนี้อยู่เสมอ หากความเจ็บแค้นนั้นหมายถึงเรื่องความอยุติธรรม, การละเมิดศักดิ์ศรี และการกดขี่ทารุณ จากรัฐบาลที่มีโลกตะวันตกหนุนหลัง วิธีการที่ดีที่สุดในการแยกแยะและต่อต้านพวกหัวรุนแรง คือการดึงดูดด้วยวิธีการในเชิงความยุติธรรมสากล, การเสริมพลังการเคลื่อนไหวทางสังคม และการปฏิรูปประชาธิปไตย
 
หากชาวตะวันตกต้องการเข้าร่วมสงครามในเชิงอุดมการณ์ความคิด ในการบรรเทาปัญหาลัทธิก่อการร้าย พวกเขาก็ต้องเริ่มต้นใช้นโยบายในพื้นที่นี้
 
 
นโยบายเหนือการประชาสัมพันธ์
 
ผมจำภาพตอนที่ผมเข้าร่วมประชุมที่ทำเนียบขาวในปี 2005 ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในครั้งนั้นจัดขึ้นเพื่อถกกันถึงเรื่อง "สงครามเชิงอุดมการณ์" และวิธีการต่อต้าน "เรื่องเล่าจากผู้ก่อการร้าย" โดยเฉพาะ
 
ในฐานะที่ในตอนนั้นผมเป็นเจ้าหน้าที่อาวุโสในคณะทำงานต่อต้านการก่อการร้ายข้ามชาติ ผมจำได้ว่าผมกล่าวถึงความสำคัญในเรื่องการดำเนินนโยบายเหนือการประชาสัมพันธ์ บอกว่ากรณีที่พวกเรามีปัญหากับโลกมุสลิมไม่ใช่แค่เป็นเพราะความเข้าใจผิดใหญ่โตบางอย่างแล้วจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการทำการประชาสัมพันธ์อย่างชาญฉลาด
 
ผมชี้ให้เห็นหนทางหลักๆ คือการปฏิรูปประชาธิปไตยซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำ และอ้างถึงความตึงเครียดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราต้องรับรู้ไว้และต้องผลักดันให้ไกลกว่า "วาระเรื่องเสรีภาพ" (freedom agenda) ของประธานาธิบดีบุช ขณะที่พวกเราพยายามคงความสัมพันธ์ในเชิงความร่วมมืออย่างชาญฉลาดกับรัฐบาลที่กดขี่ประชาชน แต่ในขณะเดียวกันนโยบายการทำให้เป็นประชาธิปไตยก็จะต้องมีการออกแบบมาเพื่อบ่อนทำลายรัฐบาลชุดเดียวกันนี้
 
ผมจำได้เป้นอย่างดีเช่นเดียวกันว่ามีแต่คนมองด้วยสายตาว่างเปล่ากับข้อเสนอเหล่านี้ ลองนึกย้อนไปแล้วเห็นได้ชัดว่าการจับจ้องในตอนนั้นไม่ใช่สัญญาณของความไม่เข้าใจ แต่มันแสดงความเป็นปฏิปักษ์โดยตรง
 
ในทำเนียบขาวสมัยรัฐบาลบุช เป็นข้อห้ามหากจะพูดถึง "รากฐานสาเหตุ" ของปัญหาการก่อการร้าย เพราะมันจะเป็นการเพิ่มความชอบธรรมในระดับหนึ่งให้กับคนที่ควรจะถูกมองว่าเป็นฆาตกรไร้หัวใจ
 
และในเชิงการต่อรองกับปีศาจ ไม่มีใครยอมรับว่าพวกเราได้ทำมันขึ้นมาแล้ว และมีความพยายามน้อยกว่าในการจัดการมัน ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวอย่างอะไรมากในการแสดงให้เห็นว่าการใช้ "สงครามเชิงอุดมการณ์" ของสหรัฐฯ ต่อโลกมุสลิมนั้น มันไม่มีทางได้ผลแต่แรก
 
 
สงครามเชิงอุดมการณ์
 
หากจะมีความพยายามบ้างละก็ พวกเขาก็พยายามอย่างแกนๆ ในการใช้วิธีประชาสัมพันธ์ โดยเน้นการใช้ข้อความที่ไม่ได้ตรงกับเป้าหมาย จากภาพถ่ายของชาวมุสลิมอเมริกันแสดงท่าทีสดุดีต่อความใจกว้างในการให้นับถือศาสนาของประเทศสหรัฐฯ ที่รับพวกเขาเป้นผู้อพยพ
 
และไม่ว่าในสมัยของรัฐบาล จอร์จ บุช จะเลวร้ายเพียงใดในแง่นี้ ในสมัยของรัฐบาลโอบามา ประธานาธิบดีผู้มีสำนวนโวหารนุ่มนวล แต่ก็ทำได้เลวร้ายกว่าเดิม
 
ความจริงแล้ว แม้อเมริกันจะพยายามทำ "สงครามเชิงอุดมการณ์" อย่างแข็งขันในโลกมุสลิม แต่ก็จะสร้างความแตกต่างได้ในระดับชายขอบเท่านั้น
 
การต่อต้านอุดมการณ์ของผู้ก่อการร้ายที่แท้จริงในตอนนี้อยู่บนท้องถนนของเมือง Sfax, Kasserine, Alexandria, Port Said, Benghazi และ Zawiyah
 
ณ ที่เหล่านี้และทั่วทั้งตะวันออกกลาง ประชาชนเดินดินกำลังเผยให้เห็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตใจของผู้ก่อการร้าย เรื่องราวของพวกเขาบอกว่าชาวมุสลิมถูกสาปให้มีชีวิตอยู่ภายใต้ความอยุติธรรมและการถูกมะเมิดศักดิ์ศรีของมนุษย์ ชะตากรรมของพวกเขาถูกควบคุมด้วยพลังที่มองไม่เห็น และหนึ่งในนั้นคือรัฐบาลเผด็จการซึ่งไม่สามารถอยู่ได้เลยหากไม่มีการสนับสนุนของผู้กดขี่ชาวตะวันตก
 
 
บิน ลาเดน ตกกระป๋อง
 
สิ่งที่ชาวอาหรับกำลังแสดงให้เห็นในตอนนี้คือพวกเขาสามารถเป็นเจ้าชีวิตของตัวเองได้ พวกเขาสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการต่อกรกับความอยุติธรรมและการถูกย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 
การเสริมกำลังทางด้านประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ซึ่งไม่มีการต้องพึ่งยุทธวิธีแบบ Takifiris และที่น่าสนใจที่สุดคือชาวอาหรับและมุสลิมไม่ได้พึ่งหาพลังจากที่อื่น พวกเขาเสริมพลังกันเอง
 
การต่อสู้ยังไม่ถือว่าจบลง จริงๆ แล้วมันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ตรรกะของมันยังทำหน้าที่ในส่วนอื่นๆ ของภูมิภาคนี้
 
ขณะเดียวกันคำมั่นสัญญาของพวกเขายังไม่ถูกทรยศ การปฏิวัติมักจะถูกปล้น (hijack) และความตั้งใจที่น่าชื่นชมของพวกเขามักจะถูกลากพาไปโดยกลุ่มฉวยโอกาสผู้ที่ไม่ได้มีคุณค่าความตั้งใจอย่างเดียวกัน
 
อย่างไรก็ตาม โลกอาหรับในเช้าวันนี้หอมหวนไปด้วยคำสัญญาไม่เพียงแค่จากอนาคตที่เป็นประชาธิปไตย แต่จากการหลุดพ้นไปจากภูติผีความกลัวลัทธิการก่อการร้ายด้วย
 
ทั้งโอซามา บิน ลาเดน และ อัยมาน ซาวาฮิรี ควรจะต้องกลัวกระแสในครั้งนี้พวกเขากำลังถูกขับไล่ไสส่งไปลงถังขยะของประวัติศาสตร์โดยกลุ่มคนที่แสร้งทำเป็นว่ามีเขาเป็นผู้นำ
 
 
ที่มา
Counter-terrorism and Arab revolt, Aljazeera, 27-02-2011
 
 
* ต้นฉบับใช้คำว่า Faustian Bargains

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น