โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สนง.ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนฯ ยินดี หลังแรงงานพม่าชนะคดีฟาร์มไก่ ไม่จ่ายค่าจ้าง สุเนตร: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

“อย่าผลักเรา” นักศึกษาประท้วง ไทยพีบีเอส โยงเข้ากลุ่มก่อความรุนแรงชายแดนใต้

Posted: 02 Mar 2013 11:23 AM PST

สนนท.และ นศ.ชายแดนภาคใต้ ยื่นหรีด-จม.ประท้วง ไทยพีบีเอส เหตุเสนอผังโยง น.ศ.เป็นแนวร่วมกลุ่มขบวนการฯที่ต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐไทย ชี้ไม่ต่างจาก ผังล้มเจ้าของ ศอฉ. ด้านนายสถานีไทยพีบีเอสแจงเรื่องอยู่คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนแล้ว

ภาพขณะนักศึกษายืนอ่าน จดหมายถึง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

1 มี.ค. 53 เวลา 14.30 น. ที่บริเวณหน้า สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส(Thai PBS) หลักสี่ กรุงเทพฯ นักศึกษาจาก สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) และกลุ่มนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้(PNYS) ประมาณ 100 คน เดินเท้าจากมหาวิทยาลัยเกษตร พร้อมตะโกนด้วยข้อความว่า "อย่าผลักเรา" และ "สื่ออะไรบิดเบือน ไทยพีบีเอส" เพื่อประท้วงการนำเสนอข่าวของสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีผ่านรายการ "ข่าวเด่น ประเด็นใต้" เมื่อวันที่ 24 ก.พ. 56 (คลิกเพื่อชมรายงาน)ว่านักศึกษากลุ่มนี้เชื่อมโยงกับแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติปาตานี หรือ BRN-Coordinate โดยนักศึกษามองว่าการนำเสนอข่าวผิดดังกล่าวทำลายการทำงานด้านสันติภาพและประชาธิปไตยที่ทำมาอย่างยาวนาน พร้อมเปรียบเทียบผังที่ไทยพีบีเอสโยงนักศึกษากับกลุ่มก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เหมือนกับผังล้มเจ้าที่ศูนย์อำนายการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. สร้างขึ้นเพื่อทำลายผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงปี 2553

ผังโยงนักศึกษากับกลุ่มขบวนการฯที่ต่อสู้ด้วยอาวุธกับรัฐไทย

โดยนักศึกษาได้ยื่นข้อเรียกร้องกับ ไทยพีบีเอส 3 ข้อ ประกอบด้วย

1. ให้ทางผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสออกแถลงการณ์กล่าวขอโทษต่อการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้นต่อหน้านักศึกษาทั่วประเทศ

2. ให้ผู้บริหารสถานีชี้แจงแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อคลายความสงสัยข้องใจในข้อมูลข่าวสารที่นำเสนอ เพราะมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีผู้อยู่เบื้องหลังการนำเสนอข่าวนี้

รวมทั้งทาง สนน.จชต. ยังมีข้อเรียกร้องในส่วนที่เกี่ยวกับข้อมูลการนำเสนอของ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ว่าให้ระบุองค์กรหรือนักศึกษาเป็นรายปัจเจกว่าเกี่ยวข้องกับ BRN-Coordinate อย่างไร พร้อมแสดงหลักฐานที่ชัดเจน

3. ให้เปิกพื้นที่สาธารณะทางสื่อเพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการนำเสนอข่าวหรือ สนนท. ได้เข้าร่วมพูดคุยและนำเสนอการทำงานขององค์กร

นายมงคล ลีลาธรรม  รับหรีดประท้วงจากนักศึกษา

โดยสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสได้ส่ง นายมงคล ลีลาธรรม  รองผู้อำนวยการและปฏิบัติหน้าที่นายสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ออกมารับข้อเรียกร้องและเจรจาร่วมกับนักศึกษา โดยรับปากว่าจะรับข้อเรียกร้องดังกล่าวไว้พิจารณา และชี้แจงกับกลุ่มนักศึกษาด้วยว่าเรื่องนี้ได้เข้าสู่คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนแล้วและไม่ชักช้า ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวไม่ใช่ผู้บริหารไทยพีบีเอส แต่เป็นตัวแทนนักวิชาการและนักวิชาชีพ แต่ไม่สามารถระบุวันได้เนื่องจากต้องให้อิสระกับคณะกรรมการดังกล่าว ฝ่ายบริหารจึงไม่สามารถเข้าไปกดดันได้

นายสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กล่าวด้วยว่าการนำเสนอข่าวสารต่อสาธารณะต้องสมดุลและโปร่งใสต้องบอกแหล่งที่มา ดังนั้นประเด็นที่นักศึกษาท้วงมานั้นทางไทยพีบีเอสไม่นิ่งนอนใจเพราะมีมาตรฐานอยู่ หากทำผิดก็จะยอมรับ รวมทั้งสื่อแบบนี้มีโอกาสผิดมากเนื่องจากเป็นการสื่อสารในลักษณะทันท่วงที นายมงคล ยังกล่าวอีกว่าไทยพีบีเอสเป็นสื่อที่ไม่เหมือนกับที่อื่นเนื่องจากมีภาคประชาชน ดังนั้นเวลาจะนำเสนอก็จะมีการตรวจสอบกับภาคประชาชน และเป็นพื้นที่ที่ทุกภาคส่วนเสนอความเป็นได้ และเป็นอิสระและไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐและทุน

นายมงคล ลีลาธรรม  ขณะนั่งเจรจากับนักศึกษา

อย่างไรก็ตามในการเจรจานักศึกษาต้องการให้ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสชี้แจงถึงแหล่งที่มาของข้อมูลรวมทั้งระบุวันที่จะให้คำตอบที่ชัดเจนได้ โดยนายฮากิม พงตีกอ รองเลขา สนนท. และแกนนำ สนน.จชต. อธิบายถึงปัญหาจากการนำเสนอข่าวและความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาของ ไทยพีบีเอส ว่า นักศึกษาที่ขับเคลื่อนเรื่องสันติภาพในพื้นที่นั้นถูกคุกคามมาโดยตลอดจากเจ้าหน้าที่ทหาร มีทั้งการเข้ามาค้นหอพักนักศึกษา ดังนั้นทำให้มั่นใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่เหล่านี่ที่เป็นแหล่งที่มาของข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่ต้องสร้างความเข้าใจและดีเบตกับคนเหล่านี้เพื่อให้เขาเข้าใจพวกตนได้ถูกต้อง หากปล่อยผ่านจะส่งผลต่อการทำงานเรื่องสันติภาพในพื้นที่ที่พวกตนทำงานอยู่เนื่องจากเป็นการทำลายเครติตของพวกตนทำให้ไม่ได้รับความไว้วางใจจากคนที่ทำงานด้วย

นายสุพัฒน์ อาษาศรี เลขาธิการ สนนท. กล่าวเสริมถึงผลกระทบด้วยว่าเมื่อสื่อนำเสนอข้อมูลที่มีปัญหาไปแล้วและปล่อยให้เวลาล่วงเลย ก็จะทำให้นักศึกษาในพื้นที่ถูกคุกคาม พวกตนไม่อยากทะเราะกับสื่อเพราะจะทำให้พวกตนลำบาก แต่ที่ต้องมาในวันนี้เพราะนักศึกษาเดือนร้อนจริงๆ จากการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้น

เลขาธิการ สนนท. กล่าวต่อว่า วันที่มีการจัดเสวนา "มะรอโซ จันทรวดี(และพรรคพวก)กบฎรัฐสยามหรือวีรบุรุษนักรบปาตานี" ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ก.พ.56 ที่ ห้องสภานักศึกษามหาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและมูลนิธิศักยภาพชุมชน นั้น สื่ออื่นอย่าง Spring News และ Voice TV ก็มาทำข่าวและรายงานเนื้อหาการเสวนา ต่างจากไทยพีบีเอส โดยไทยพีบีเอสกลับนำเสนอว่าเสวนาดังกล่าวเครือข่ายมวลชนนักศึกษาในกรุงเทพฯ ได้จัดกิจกรรมเสวนาในลักษณะเบี่ยงเบนเชิงตั้งคำถามว่าผู้เสียชีวิตเป็นกบฎรัฐสยามหรือวีรบุรุษนักรบ ซึ่งถือเป็นการนำเสนอที่บิดเบือน

โปสเตอร์กิจกรรมเสวนา เสวนา "มะรอโซ จันทรวดี(และพรรคพวก)กบฎรัฐสยามหรือวีรบุรุษนักรบปาตานี"

อย่างไรก็ตามในวงเจรจาระหว่างนักศึกษากลุ่มนี้กับตัวแทนไทยพีบีเอส นักศึกษาได้จี้ให้นายมงคล ลีลาธรรม ระบุวันที่ทราบผลข้อเรียกร้องและเปิดเผยแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมารายงานข่าวหลายรอบ แต่นายมงคล ก็ตอบว่าต้องรอให้คณะกรรมการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนดำเนินการ ทำให้นักศึกษาที่ชุมนุมยุติการจี้ถาม โดยแจ้งกับตัวแทนไทยพีบีเอสด้วยว่าจะกลับมาติดตามความคืบหน้าในวันที่ 7 มี.ค.นี้ ทำให้นักศึกษาที่ชุมนุมสลายการชุมนุมในเวลา 16.00 น.

 

ภาพบรรยากาศ:  

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

“คนมันจิตอ่อนขนาดนั้นหรอ” คำถามถึงเคอร์ฟิวโซเชียลเน็ตเวิร์คห้ามหาเสียงหลัง 6 โมง

Posted: 02 Mar 2013 03:45 AM PST

ปธ.กกต.กทม.เตือน ห้ามใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คหาเสียงหลัง 6 โมงเย็นวันนี้ โทษสูงสุดจำคุก 10 ปี แอดมินเพจดังกังขา ย้อนถาม "คนมันจิตอ่อนขนาดนั้นหรอ" นักวิจัยชี้กฎหมายไม่เข้ากับธรรมชาติของโซเชียลเน็ตเวิร์ค ยกการเลือกตั้งอเมริกาเทียบ ใช้ประโยชน์จากโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบ 'เรียลไทม์'

การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 3 มี.ค.นี้ ถือว่ามีความคึกคักในการรณรงค์หาเสียงเป็นอย่างมาก ทั้งป้ายหาเสียงที่ติดอยู่ตามถนนหนทาง ช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์คก็คึกคักมาก ผู้สมัครแทบทุกเบอร์ใช้ช่องทางนี้ในการรณรงค์หาเสียงโดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ซึ่งแปรไปตามความเติบโตของการใช้สื่อนี้โดยรวม โดยกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากที่สุดในโลก คือ  12,797,500 users ซึ่งมีมากกว่าเท่าตัวของประชากรในกรุงเทพฯที่มีชื่ออยู่ตามทะเบียนราษฎร โดยเฉพาะรูปแบบแฟนเพจนั้นมีการเติบโตอย่างมากทั้งในเชิงการค้า การเมืองและสังคม ล่าสุดข้อมูลจาก zocialrank.com ประเทศไทยมีแฟนเพจประมาณ 3 แสนเพจ เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทิ้งห่างที่ 3 อย่างฟิลิปปินส์ที่มีเพียง 2 หมื่นกว่าเพจเท่านั้น

คลิกเพื่อชมภาพขนาดใหญ่ขึ้น

ห้ามใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คหาเสียงหลัง 6 โมง  ชี้มีความผิดโทษสูงสุดจำคุก 10 ปี

พล.ต.ท.ทวีศักดิ์ ตู้จินดา  ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร(กกต.กทม.) ได้กล่าวในรายการ ถามตรง(ว่าที่)ผู้ว่าฯ ถาม กกต. ทางเว็บไซต์ MCOT.net เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า วันที่ 2 มี.ค.นี้ หลังเวลา 18.00 น. ต้องพึงระมัดระวังในการสนทนาระหว่างบุคคลในเฟซบุ๊กและการโพสต์ในเว็บไซต์ที่เป็นสาธารณะ อันนี้จะเข้าองค์ประกอบความผิดโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ว่าสื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้แต่โซเชียลเน็ตเวิร์คที่เป็นเป็นสาธารณะ ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ถือเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2545 มาตรา 57 (5) มีโทษตามมาตรา 118 จำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี ปรับ 20,000 ถึง 200,000 บาท ให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

นอกจากนี้ ประธาน กกต.กทม.ยังกล่าวเตือนคนรุ่นใหม่และผู้ใช้สังคมออนไลน์ ห้ามถ่ายภาพการลงคะแนนบนบัตรเลือกตั้ง เพราะกฎหมายระบุให้กระทำโดยเป็นความลับ ไม่เช่นนั้นอาจถูกร้องเรียนว่าจะนำหลักฐานไปขายเสียงได้

 

ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Kapook

 

แอดมินเพจดังกังขาการนำข้อห้ามไปปฏิบัติย้อนถาม "คนมันจิตอ่อนขนาดนั้นหรอ"

ผู้ใช้นามแฝงว่า 'จ่าพิชิต ขจัดพาลชน' ซึ่งแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ Drama-addict และเว็บไซต์ drama-addict.com กล่าวถึงกรณีการห้ามใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คหาเสียงหลัง 6 โมงเย็นวันนี้ว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เนื่องจากคนไทยชอบกดแชร์ กดถูกใจ โดยไม่สนใจเนื้อหาที่กดแชร์มากมายอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ประกาศห้ามก็คงมีคนกดแชร์เรื่อยๆ แล้วกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ทปอ.) จะดำเนินการอย่างไร

จ่าพิชิต ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าหากมีคนกดแชร์สถานะในเฟซบุ๊กที่ชวนให้ลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครเบอร์ 69 หลังเวลาที่กำหนดสักพันคน ตำรวจจะตามไปจับทั้งพันคนนั้นเลยหรือไม่

ด้านแอดมินเฟซบุ๊กแฟนเพจ "ศาสดา" กล่าวถึงข้อห้ามดังกล่าวว่า "งี่เง่า คิดว่าคนมันจิตอ่อนขนาดนั้นหรอ เอาเข้าจริงๆ คนมันเลือกมาตั้งแต่วันแรกๆ แล้ว ไม่มีใครมาเปลี่ยนใจกันง่ายๆ เพราะเห็นสื่อวันสุดท้ายหรอก" เช่นเดียวกับแอดมินเพจ "ออกพญาหงส์ทอง" ที่มองว่า "คนจะเลือกเบอร์ไหนเค้าตัดสินใจเองได้ ต่อให้ไปตะโกนข้างหูในคูหา เค้าก็ไม่เปลี่ยนใจหรอกถ้าได้เลือกไว้แล้ว"

ภาพโปรไฟล์เพจ เพจ Drama-addicและเพจศาสดา

นักวิจัยชี้ กม.ไม่เข้ากับธรรมชาติของโซเชียลเน็ตเวิร์ค

ทวีพร คุ้มเมธา บรรณาธิการออนไลน์เครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) และนักวิจัยด้านโซเชียลเน็ตเวิร์คกล่าวถึงกรณีนี้ว่า กกต. อ้างถึง พ.ร.บ.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มาตรา 58 ที่ระบุว่า ห้ามไม่ให้ผู้ใดทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนการเลือกตั้ง 1 วัน จนสิ้นสุดการเลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อดูตรง "การโฆษณาไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ" นั้นจึงทำให้การสื่อสารออนไลน์แบบสาธารณะ อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เว็บบอร์ด เป็นต้น ถูกรวมเข้าไปด้วย และที่แย่อีกคือคำว่า "ผู้ใด" นั้น ทำให้การพูดคุยของประชาชนทั่วไปในคืนก่อนเลือกตั้งก็ถูกเหมารวมไปด้วย

บรรณาธิการออนไลน์เครือข่ายพลเมืองเน็ต มองว่า ปัญหาอยู่ที่กฎหมายไม่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบทสังคมยุคใหม่ ที่คนใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการสื่อสารซึ่งมีลักษณะกึ่งส่วนตัวกึ่งสาธารณะ แต่กฎหมายเก่าๆ แม้กระทั่งกฎหมายฉบับนี้ที่พึ่งเขียนเมื่อปี 2550 ก็นิยามคำว่าโฆษณาโดยมองแบบขาวกับดำ คือ ถ้าออกสื่อ ทีวี หรือตีพิมพ์ เป็นการโฆษณาแบบสาธารณะ(PUBLIC) แต่ถ้าเป็นการคุยกันแบบส่วนตัวระหว่างประชาชนจึงจะนับเป็นการคุยกันแบบส่วนตัว(PRIVATE)

เพ็ญจันทร์ โพธิ์บริสุทธิ์ นักศึกษาปริญญาเอก สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยยูทาห์ สหรัฐอเมริกา ผู้ศึกษาวิจัยด้านโซเชียลมีเดีย ตั้งข้อสังเกตกับข้อห้ามโพสต์หาเสียงในโซเชียลมีเดียนี้ว่า เป็นข้อห้ามที่ไม่สอดคล้องกับลักษณะของโซเชียลมีเดีย เพราะหากเป็นการโพสต์นอกพื้นที่เลือกตั้ง เช่น ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศจะดำเนินการอย่างไร และหากสถานะนั้นโพสต์ตั้งแต่ก่อนหกโมงประมาณห้านาที แต่ยังคงอยู่ในไทม์ไลน์ของคนอื่นและมีคนมากดไลค์ต่อๆ กันจนฟีดขึ้นมาใหม่ อย่างนี้จะดำเนินการอย่างไร คนกดไลค์หรือกดแชร์จะมีความผิดหรือไม่ อีกทั้งถ้าหลังเลือกตั้งแล้ว เราแสดงอารมณ์ความรู้สึกขณะนับคะแนนเลือกตั้งได้ไหม ดังนั้น กกต. น่าจะแจ้งให้ละเอียดเพื่อการไม่เลือกปฏิบัติ

เพ็ญจันทร์ กล่าวต่อว่าการจัดการกับสื่อใหม่มีความกำกวมมาก เนื่องจากมีลักษณะการเข้าถึงได้โดยข้ามพรมแดนและไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา

เพ็ญจันทร์ กล่าวเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาด้วยว่า ไม่มีข้อห้ามในลักษณะนี้ และการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มาก็มีการใช้โซเชียลมีเดียมาก ทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ การโจมตีกันไปมากันทางเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์  รวมทั้งใช้ช่องทางนี้ในการชวนคนออกไปเลือกตั้ง ส่วนเรื่องการถ่ายรูปขณะเลือกตั้งนั้นสามารถทำได้ แต่ยกเว้นในบางรัฐที่ห้ามถ่ายรูปที่คูหาเท่านั้น

สำหรับการโซเชียลมีเดียกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐอเมริกานั้น เพ็ญจันทร์กล่าวอีกว่า สื่อใหญ่อย่าง CNN ก็มีการจับมือกับเฟซบุ๊ก ในช่วงที่มีการหาเสียงเลือกจนกระทั่งถึงวันเลือกตั้ง และมีการนับว่ามีคนพูดถึง โอบาม่า, โจ ไบเดน, มิท รอมนีย์ และพอล ไรอัน ที่กระโดดจากชั่วโมงละ 100,000 ครั้งมาเป็น 400,000 ครั้งตอนเปิดหีบเลือกตั้งในฝั่งตะวันออกที่เวลาเร็วกว่าที่อื่น รวมทั้งมีการรายงานถึงการที่คนพูดถึงโอบาม่าเพิ่มขึ้น 125 % ในวันก่อนเลือกตั้งหนึ่งวัน ส่วนรอมนี่ย์เพิ่มขึ้น 72% และไรอันเพิ่มขึ้นที่ 289% ด้วย

คนอเมริกันจะเข้ามาหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตในวินาทีสุดท้ายก่อนจะออกไปคูหาเลือกตั้ง โดยจากสถิติของกูเกิล พบว่าค้นหาข้อมูลของโอบาม่ามากที่สุด และสถาบันวิจัย Pew Research Center บอกว่า 25% ของคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย อ่านข่าวการเมืองออนไลน์  และมี 16% เปลี่ยนใจหลังจากได้อ่านข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

"อินเตอร์เน็ตช่วยส่งเสริมประชาธิปไตยและให้ข้อมูลกับคนที่กำลังจะไปเลือกตั้ง แต่ปัญหาของคนไทยคือ คิดว่าคนอื่นๆ จะเป็นคนที่โดนกล่อมโดนหลอกได้ง่ายโดยสื่อ เลยจะต้องมีการแบนกันเรื่อยมา" เพ็ญจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ เมื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ข้อห้ามห้ามใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คหาเสียงหลัง 6 โมงเย็นก่อนการเลือกตั้งนั้นเป็นประเด็นที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของโซเชียลเน็ตเวิร์คเช่นกัน (อ่าน "จวก กกต. คุมใช้เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์หาเสียงไร้สาระ - ปชป.ทำแอพบนมือถือ")

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ในบริบทของสังคมดัดจริต และงานหนักที่รอสื่อมวลชนอยู่

Posted: 02 Mar 2013 02:51 AM PST

นับเป็นก้าวย่างแห่งประวัติศาสตร์ที่รัฐไทยกับบีอาร์เอ็นลงนามร่วมกันในข้อตกลงทั่วไปเกี่ยวกับการใช้การพูดคุยเพื่อสันติภาพเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับการมีตัวตนของฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผยและยอมให้เผชิญหน้าอยู่ในระนาบเดียวกันต่อหน้าสาธารณะ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่บีอาร์เอ็นเปิดเผยตัวตนออกมาสู่สายตาประชาชนทั่วไป โดยยอมเปิดโครงสร้างองค์กรบางส่วน

ต่อไปนี้เป็นข้อสังเกต/ข้อเสนอ ที่ผมต้องการส่งไปให้ถึงคู่ขัดแย้งและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดทิศทางขับเคลื่อนกระบวนการดังกล่าวให้บรรลุความสำเร็จในการสร้างสันติภาพและความเป็นธรรมขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

อุปสรรคสำคัญต่อการใช้วิถีทางแห่งการพูดคุยเพื่อสร้างสันติภาพ คือ รัฐไทยและขบวนการก่อเหตุรุนแรงต่างก็ต้องตระหนักว่า ทั้งคู่กำลังร่วมกันขับเคลื่อนกระบวนการนี้อยู่ภายใต้บริบทของสังคมไทยที่มีความย้อนแย้งในตัวเองค่อนข้างมาก

สังคมไทยกล่อมตัวเองกันอยู่เสมอว่า สังคมเรานั้นมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาที่สุดในสามโลกแล้ว แต่ก็เป็นสังคมเราเองนี้มิใช่หรือ? ที่ต่อต้านการสร้างมัสยิดและการคลุมฮิญาบของเด็กนักเรียน

สังคมไทยหลอกตัวเองมาโดยตลอดว่า เราต้องให้เกียรติกับภาษาท้องถิ่นในฐานะรากเหง้าตัวตนอันดีงาม แต่ก็เป็นสังคมเราเองนี้มิใช่หรือ? ที่ปฏิเสธการใช้ภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาราชการควบคู่กับภาษาไทยในพื้นที่ชายแดนใต้

สังคมไทยมักโลกสวยเรียกร้องว่า เราอยากให้รัฐใช้สันติวิธีแก้ปัญหาภาคใต้ แต่ก็เป็นสังคมเราเองนี้มิใช่หรือ? ที่เรียกขบวนการฯ ว่าโจรใต้ แล้วรู้สึกสะใจเสมอเมื่อพวกนี้ถูกวิสามัญ และจะสบถให้ฆ่าพวกนี้ให้หมดเมื่อได้ข่าวการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่

สังคมไทยพร่ำสอนกันมาให้ฝังจำฝังใจและรื้อฟื้นประวัติศาสตร์เมื่อหลายร้อยปีก่อนให้มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดว่า พม่ามารุกรานชาติไทยและเป็นศัตรูตัวฉกรรจ์ ส่วนเขมรนั้นหน้าไหว้หลังหลอกต้องระวังและอย่ายอมให้มันเอาปราสาทพระวิหารไป แต่ก็เป็นสังคมเราเองนี้มิใช่หรือ? ที่ป่าวร้องให้คนในพื้นที่ลืมเหตุการณ์ที่ตากใบเมื่อไม่ถึงสิบปีก่อนเสียเถอะ อภัยให้กันเถอะ      

นี่คือโจทย์ที่พวกเขาต้องคำนึงถึงด้วย เพราะปรากฏการณ์เหล่านี้มันชี้ว่ารัฐไทยและขบวนการก่อเหตุรุนแรงกำลังร่วมกันขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพในชายแดนใต้กันอยู่ภายใต้บริบทของสังคมดัดจริตซึ่งประกาศตนเป็นผู้มีศีลธรรมอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลาย แต่ขณะเดียวกันก็พยายามจับผิดให้ได้ตลอดเวลาว่าใครบ้างที่หลุดออกไปจากมาตรฐานความเป็นไทย สังคมนี้มักเรียกร้องให้หาทางออกจากความขัดแย้งด้วยการพูดคุยใช้เหตุผล และไม่เห็นด้วยต่อความรุนแรง แต่ก็น้อยคนนักที่จะเคยสำเหนียกครุ่นคิดจริงจังว่า เรายอมรับให้เกิดการพูดคุยกันด้วยเหตุผลได้จริงๆ อย่างงั้นหรือ? ถ้าเกิดคู่ขัดแย้งที่เราต้องคุยด้วย เขาอยากพูดเรื่องเอกราชล่ะ แน่ใจนะว่าเราจะยอมถกเถียงกันด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าจะแจ้งตำรวจจับ? เอากาแฟสาด? เอาเก้าอี้ฟาด? หรือจับยัดถังแดงแล้วเผา?

ฉะนั้น นี่คือความย้อนแย้งอิหลักอิเหลื่อประการสำคัญอันหนึ่งที่เกิดขึ้น คือ สังคมนี้ไม่ยอมรับการแก้ไขความขัดแย้งด้วยการใช้ความรุนแรง แต่พร้อมกันนั้น สังคมเดียวกันนี้เอง ก็ไม่เปิดให้ใช้วิธีอื่นนอกจากการมุดลงไปใต้ดินแล้วใช้ความรุนแรงเพื่อสื่อสารเรื่องบางเรื่อง และความย้อนแย้งนี้เองจะเป็นอุปสรรคขัดขวางประการสำคัญไม่แพ้การไม่ยอมลดละที่ใช้มาตรการทางทหารของสายเหยี่ยวทั้งในฝ่ายรัฐไทยและขบวนการฯ       

ภายใต้ข้อสังเกตอันห่วงกังวลของผมในเรื่องนี้ ทางออกสำคัญอยู่ที่บทบาทของสื่อมวลชน ที่ควรจะต้องทำงานกันหนักมากยิ่งขึ้นใน 2-3 เรื่อง เพื่อปรับเปลี่ยนบริบทแห่งการพูดคุยให้เอื้อและหนุนส่งให้การพูดคุยนั้นรุดหน้า แทนที่จะเป็นบริบทแห่งอุปสรรคขัดขวาง พร้อมทั้งยั่วยุให้ใช้กำลังกันอยู่ตลอดเวลา

หนึ่ง คือ หน้าที่ในการเผยแพร่ข้อเท็จจริงและเป็นกลไกตรวจสอบการขับเคลื่อนกระบวนการให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่นำไปสู่การเกี๊ยะเซี๊ยะกันระหว่างคู่ขัดแย้ง แล้วทอดทิ้งคนในพื้นที่ที่อยู่ตรงกลางและเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาโดยตลอดไว้เบื้องหลัง ในภารกิจหน้าที่นี้ สื่อมวลชนจะต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง สร้างแรงกระเพื่อมทางสังคมให้ตื่นตัวในเรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมสร้างความตระหนักว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาร่วมกันของสังคมไทย  

สอง คือ หน้าที่ในการร่วมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการใช้การพูดคุยเพื่อหาทางออกโดยสันติแทนที่การใช้กำลัง ในภารกิจหน้าที่นี้ สื่อมวลชนต้องเลิกเรียกขบวนการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ว่าโจรใต้ เพราะด้วยสามัญสำนึกของคนทั่วๆ ไปที่รับสาร มันย่อมไม่มีความชอบธรรมใดที่รัฐไทยจะต้องไปเจรจากับโจร ขณะเดียวกัน แม้ว่าในข้อเท็จจริง อาจจะมีกลุ่มที่พอเรียกว่า โจร ได้บ้าง เช่น กลุ่มที่เกี่ยวพันกับเหตุรุนแรงด้วยแรงจูงใจจากความขัดแย้งส่วนตัว ความขัดแย้งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย ฯลฯ

แต่กลุ่มที่เกี่ยวพันกับการก่อเหตุรุนแรงด้วยแรงจูงใจของการแบ่งแยกดินแดน เรียกร้องเอกราช ไม่ใช่โจร เพราะต่อสู้ด้วยเหตุผลทางการเมือง ไม่ใช่อาญากรรมปล้นชิงวิ่งราวปกติ การที่สื่อมวลชนเรียกขานพวกเขาว่าโจรใต้  แล้วเน้นการนำเสนอดราม่าของเหยื่อผู้ถูกใช้ความรุนแรง โดยเพิกเฉยต่อการทำความเข้าใจเหตุที่มาของการใช้ความรุนแรงอย่างจริงจัง รังแต่จะเพาะบ่มความเกลียดชัง โกรธแค้น และก่อรูปความคิดเกี่ยวกับทางออกของปัญหาให้กับคนในสังคมได้เพียงทางออกเดียว นั่นคือ "ฆ่าพวกแม่งให้หมด" ซึ่งภายใต้บรรยากาศแบบนี้ การพูดคุยเพื่อลดความสูญเสียและความเจ็บช้ำของทุกฝ่ายจากการใช้กำลังย่อมเป็นไปไม่ได้      

สาม คือ หน้าที่ในการสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์ปัญหาชายแดนใต้อย่างรอบด้านมากขึ้นให้กับคนในสังคม ในภารกิจหน้าที่นี้ สื่อต้องพาสังคมหลุดออกจากม่านมายาของข้อเท็จจริงด้านเดียว และภาพลักษณ์การรับรู้ที่ฝังหัวเกี่ยวกับสิ่งใดใดที่แตกต่างและเป็นอื่นไปจากมาตรฐานความเป็นไทยกรุงเทพฯ เพื่อเข้าใจความหลากหลายของความคิด และความซับซ้อนซ่อนเงื่อนของเหตุรุนแรงในชายแดนภาคใต้ เช่น สื่อมักโหมกระพือในเรื่องการตายของทหาร แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จะพูดถึงการซ้อมทรมานประชาชนอันเป็นเงื่อนไขผลักให้เขาเข้าไปเป็นขบวนการฯ ผลลัพธ์จากภารกิจของสื่อในข้อนี้ จะช่วยให้สังคมไทยมองและ "เห็น" ความเป็นไปในพื้นที่ชายแดนใต้อย่างมีวุฒิภาวะมากขึ้น   

สื่อมวลชนจะต้องตระหนักว่า ทุกคนในสังคมล้วนสามารถที่จะมีส่วนซ้ำเติมหรือบรรเทาปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พร้อมๆ กัน โดยที่ส่วนหนึ่งแล้ว ก็เป็นผลมาจากบทบาทของสื่อเองว่าจะนำเสนอเรื่องราวของปัญหามาในรูปแบบใด ต้องการให้คนในสังคมคิดเกี่ยวกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร

 

 

 

 

หมายเหตุ

* เผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ฟาตอนีออนไลน์ และ Deep South Watch

** อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมศาสตร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต        

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ยิ่งลักษณ์-พงศพัศ' บุกราบ 11 หาเสียง - 'สุหฤท' ยันเลือก 17 ได้ 17 - ไม่ทำให้เสียงแตก

Posted: 01 Mar 2013 04:06 PM PST

'ยิ่งลักษณ์-พงศพัศ' บุกราบ 11 หาเสียง - 'สุหฤท' ยันเลือก 17 ได้ 17 - ไม่ทำให้เสียงแตก พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์โพสต์คลิปขอบคุณหลังยอดไลค์ 2.38 แสน - โฆษิตออก 'เจาะข่าวตื้น' กับจอห์น วิญญู ด้าน "โสภณ พรโชคชัย" ประเมินราคา "สวนลุมพินี" ชี้กรุงเทพฯ ต้องคิดสร้างบ้านแปงเมืองอย่างมืออาชีพ แนะให้สร้าง Garden City - ให้สร้างตึกสูงแบบเว้นที่โดยรอบเป็นพื้นที่สีเขียว

 เสรีพิศุทธ์โพสต์คลิปขอบคุณหลังมียอดไลค์ 2.38 แสน

สำหรับบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 3 มี.ค. นี้นั้น ล่าสุด พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 11 ได้โพสต์ขอบคุณผู้สนับสนุน หลังจากเฟซบุค https://www.facebook.com/sereepisutht มียอดคลิปไลค์กว่า 2.38 แสนไลค์ โดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ โพสต์ท้ายคลิปว่า

"เทคโนโลยีมีบทบาทกับเรามากขึ้นทุกวัน ผมก็เป็นอีกคน หนึ่งที่พยายามจะเรียนรู้และทำความเข้าใจ กับช่องทางสื่อสารเหล่านี้ ... เฟซบุ๊ค เป็นเสมือนช่องทางลัดที่ทำให้ เพื่อนๆ น้องๆ ได้เดินมาเจอกับผม แม้จะเป็นเพียงโลกออนไลน์ แต่ผมก็ได้รับรู้แนวคิดใหม่ๆ ข้อเสนอแนะหลายๆ อย่างอยู่เสมอ มุมมองจากคนเพียงคนเดียว เปลี่ยนโลกไม่ได้หรอกครับ' ทุกๆ ปัญหา ทุกๆเรื่องราว ที่ทุกคนร่วมแบ่งปันกันมา นับตั้งแต่วันแรกที่ผมมีแฟนเพจ เริ่มต้นจากเพียง 1ไลค์นั้น เปรียบเสมือนกำลังใจและมีคุณค่าต่อผมมากคร­ับ และผมขอขอบคุณทุกกำลังใจที่มีให้กันมา จนวันนี้ ที่มีจำนวนไลค์มากกว่า 200,000 ไลค์ นั้นทำให้ผมได้รับรู้ว่า พวกเรา ทุกคน ยังรักและห่วงใยกรุงเทพ และพร้อมที่จะช่วยกันพัฒนาให้เป็นเมืองหลวงที่น่าอยู่ต่อไป" "ขอบคุณทุกกำลังใจ ที่มีให้กันมาโดยตลอด หนึ่งเสียงของคุณ กับอีกหนึ่งใจของผม มาร่วมสร้าง กรุงเทพฯที่น่าอยู่ด้วยกันนะครับ"

นอกจากนี้เมื่อวานนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังโพสต์สเตตัสพร้อมคลิปย้ำนโยบาย "4 ปี ซ่อม สร้าง" ด้วยว่า "เปลี่ยนกรุงเทพได้จริง กับนโยบายที่ทำได้จริง ไม่เพ้อฝัน เลือกผม เสรีพิศุทธ์ เบอร์ 11 กับนโยบาย 4 ปี ซ่อม สร้าง"

 

"จอห์น วิญญู" สัมภาษณ์โฆษิต สุวินิจจิต ออก "เจาะข่าวตื้น"

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา รายการ "เจาะข่าวตื้น" ดำเนินรายการโดยนายวิญญ วงศ์สุรวัฒน์ หรือ "จอห์น วิญญู" ได้เชิญนายโฆสิต สุวินิจจิต ผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 10 อดีตผู้บริหารสปริงนิวส์มาออกรายการ โดยมีการตอบคำถามเคลียร์หลายประเด็นทั้งเรื่อง ทั้งเรื่องที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นผู้สมัครนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยระบุว่าที่ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งบทบาทสื่อ และการเป็นที่ปรึกษาให้กับหลายพรรคการเมือง หลายหน่วยงานราชการ ทำให้เห็นปัญหา และอยากจะเข้ามาแก้ไข โดยก่อนหน้านี้รายการ "เจาะข่าวตื้น" เคยสัมภาษณ์สุหฤท สยามวาลา และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร มาแล้วด้วย

 

สุหฤทยันกา 17 ได้ 17 ไม่เสียงแตก ไม่แย่งคะแนนใคร 

ด้าน สุหฤท สยามวาลา ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 17 นั้น เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ได้โพสต์สเตตัสพร้อมแผนผัง แสดงเป้าหมายของคะแนนที่ตั้งเป้าหมายว่าจะได้จากผู้สนับสนุน และจั่วหัวในแผนผังว่า "ขออภัยที่ทำให้เสียงแตก อย่าขัดแย้งกันเพราะผม ผมชนะได้โดยไม่ต้องไปแย่งคะแนนของใคร" และระบุในคำบรรยายภาพว่า "กา 16 ได้ 16 กา 9 ได้ 9 และผมมีวิธีที่ กา 17 ได้ 17 คนในกรุงเทพฯไม่ได้มีแค่คนเลือกสองพรรคใหญ่ครับ อย่าให้ผมไปอยู่ในความขัดแย้งนั้นเลยครับ ผมจะขายนโยบายจนวันสุดท้ายและอยากให้ท่านเลือกผู้ว่าฯที่นโยบาย ความเห็นทางการเมืองของทุกท่านถูกหมดเห็นไม่ตรงกันได้แต่ไม่ต้องทะเลาะกัน แต่อย่าห้ามสิทธิ์คนเลือกทางที่ไม่ตรงกับคุณ เขามีสิทธิ์เท่ากับคุณ ต่างคนต่างเชียร์ไป ตอนนี้คนที่มีแนวทางของตัวเองชัดเจนคนสองล้านคนที่หายไปและหนุ่มสาวที่เพิ่งมีสิทธิ์เลือกตั้งจะเป็นคนหักปากกาเซียนทุกสำนัก ออกมากันเยอะๆครับ ส่งข้อความที่ท่านต้องการจริงๆถึงผู้มีอำนาจในบ้านเมืองบ้าง ไม่ใช่พูดอะไรกับเราก็ได้ครับ จบเรื่องเสียงแตกนะบัดนี้ครับ เริ่มต้นความกล้าที่จะก้าวไปทำในสิ่งที่เชื่อ ผมลุยเต็มที่ สู้โว้ย !!!!"

และเมื่อวันที่ 28 ก.พ. สุหฤท ได้โพสต์คลิป "เสียงแตก" ความยาว 1.26 นาทีอีกครั้งหนึ่งด้ว และยังโพสต์ภาพป้ายหาเสียงที่ทำด้วยถังขยะ โดยจุดแรกที่มีการนำไปวางคือบริเวณทางเท้าใกล้สถานีรถไฟฟ้า MRT กำแพงเพชร

 

ยิ่งลักษณ์-พงศพัศเข้าราบ 11 หาเสียงกำลังพล

ส่วนนายพงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 9 จากพรรคเพื่อไทยนั้น ล่าสุดเมื่อวานนี้ (1 มี.ค.) เฟซบุคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพ นายพงศพัศ พงษ์เจริญ พร้อมด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางปวีณา หงสกุล เข้าไปหาเสียงในกรมทหารราบที่ 11 รอ. โดยมีกำลังพลรอต้อนรับและมอบดอกกุหลาบให้กับผู้สมัครด้วย นอกจากนี้เฟซบุค น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังมีการโพสต์ภาพบรรยากาศการหาเสียงช่วยผู้สมัคร ที่สวนลุมพินีเมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 1 มี.ค. นี้ด้วย

 

"โสภณ พรโชคชัย" ประเมินราคา "สวนลุมพินี" เสนอให้กรุงเทพฯ สร้าง Garden City

ด้านนายโสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หมายเลข 4 ล่าสุดเมื่อวานนี้ (1 มี.ค.) ได้เดินทางไปหาเสียงที่สวนลุมพินี และเผยแพร่แถลงการณ์ฉบับที่ 46 "หาเสียงส่งท้าย ตีค่าสวนลุมพินี เร่งสร้างเพิ่ม" ลงในเฟซบุค "ดร.โสภณ พรโชคชัย" ด้วย

โดยในแถลงการณ์ระบุว่า

"เช้าวันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2556 ดร.โสภณ พรโชคชัย ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 4 ได้ออกหาเสียงภาคสนามในส่วนของตนเองในครั้งสุดท้าย ณ สวนลุมพินี ได้พบปะกับพี่น้องประชาชน รวมทั้งเยาวชนและผู้สูงวัยในสวนลุมพินี พร้อมพาผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์ผู้สูงวัยในสวนลุมพินีอีกด้วย

ในการนี้ ดร.โสภณ ได้ประมาณการมูลค่าของสวนลุมพินีไว้คร่าว ๆ 37,800  ล้านบาท หรือตกเป็นเงินตารางวาละ 262,000 บาท ซึ่งแม้จะถูกกว่าราคาที่ดินที่สีลมที่ประเมินไว้ที่ 1,200,000 บาทต่อตารางวา แต่ก็นับว่าเป็นมูลค่าที่สูงมาก และยังเอื้อให้มูลค่าที่ดินโดยรอบเพิ่มสูงขึ้นด้วยเพราะการดำรงอยู่ของสวนลุมพินี ดังนั้นจึงควรที่จะหาทางพัฒนาสวนสาธารณะโดยเฉพาะในเขตเมืองเพิ่มขึ้น เพื่อลดความตึงเครียดและเพิ่มความสุขแก่ประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร

รายละเอียดการคำนวณเป็นดังนี้:

1. เริ่มต้นที่การประมาณการจำนวนผู้ใช้สวนลุมพินีวันละประมาณ 12,000 คน (ปกติ 8,000 – 10,000 คน และวันเสาร์อาทิตย์ประมาณ 12,000 – 15,000 คน ทั้งนี้สอบถามจากสำนักงานสวนลุมพินี

2. ถ้าไม่มีสวนลุมพินี ประชาชนอาจต้องไปใช้บริการที่อื่น โดยเฉพาะภาคเอกชน ทั้งนี้ประมาณการค่าใช้จ่ายตกเป็นเงินวันละ 200 บาทต่อวัน แต่สวนลุมพินีเปิดให้ใช้ฟรี

3. ดังนั้นวันหนึ่ง ๆ การใช้สวนลุมพินีมีมูลค่ารวม 2.4 ล้านบาท (12,000 คน ๆ ละ 200 บาท) หรือปีละเป็นเงิน 876 ล้านบาท

4. หากคิดจากอัตราผลตอบแทนที่ 3.5% เพราะแทบไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ในการดำเนินการสวนลุมพินีนี้ มูลค่าการใช้สวนลุมพินีจะเป็นเงิน 25,028.57 ล้านบาท (โดยคิดจากสูตรว่า มูลค่าเท่ากับรายได้หารด้วยอัตราผลตอบแทน หรือ 876 ล้าน หารด้วย 3.5%)

5. ยิ่งกว่านั้นการมีสวนลุมพินี ยังก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มเติมแก่อสังหาริมทรัพย์โดยรอบ โดยประมาณการว่าโดยรอบสวนลุมมีระยะทาง 3,040 เมตร  แม้ในความเป็นจริงจะมีโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งอยู่ แต่หากสมมติให้สามารถพัฒนาพื้นที่โดยรอบให้เป็นเชิงพาณิชย์ได้ อสังหาริมทรัพย์ที่หันหน้าเข้าทางวิวสวนลุมพินีก็ย่อมมีมูลค่ามากกว่า

6. หากพื้นที่ 70% ของระยะโดยรอบ 3,040 เมตร หรือ 2,128 เมตรสามารถสร้างอาคารได้ และสร้างอาคารประมาณว่าลึก 100 เมตร ก็จะสามารถสร้างอาคารได้ 212,800 ตารางเมตร

7. หากการก่อสร้างสามารถสร้างได้ 10 เท่าของพื้นที่ก่อสร้าง ก็เท่ากับจะสามารถสร้างไดถึง 2,128,000 ตารางเมตร  

8. หากประมาณการว่า 60% ของพื้นที่ดังกล่าวสามารถนำไปใช้เพื่อการพาณิชย์ได้ ก็จะมีพื้นที่ขายหรือให้เช่าได้ 1,276,800 ตารางเมตร ส่วนที่เหลือใช้เพื่อเป็นพื้นที่ส่วนกลาง โถงลิฟท์ และอื่น ๆ

9. ค่าเช่าพื้นที่สำนักงานในพื้นที่นี้ควรเป็นเงินประมาณตารางเมตรละ 100,000 บาท หากประมาณการคร่าว ๆ ว่า การได้อยู่ใกล้หรือมีวิวสวนลุมพินี น่าจะมีมูลค่าล้ำกว่ากัน 10% ก็เท่ากับว่าค่าการอยู่ใกล้หรือการมีวิวเป็นเงินตารางเมตรละ 10,000 บาท

10. ดังนั้นด้วยพื้นที่ 1,276,800 ตารางเมตร ณ ตารางเมตรละ 10,000 บาทที่เป็นส่วนล้ำของการอยู่ใกล้หรือได้วิวสวนลุมพินี ก็จะเป็นเงิน 12,768 ล้านบาท

11. มูลค่าของสวนลุมพินี จึงเป็นเงินเบื้องต้นประมาณ 37,796.57 ล้านบาท (ข้อ 4 + ข้อ 10) และโดยที่สวนลุมพินีมีขนาด 360 ไร่ จึงตกเป็นเงินตารางวาละ 262,476 บาท

นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการให้เช่าต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้คิดไว้ในรายละเอียดในที่นี้  จึงจะเห็นได้ว่า สวนลุมพินีนั้นมีมูลค่ามหาศาล แม้จะต่ำกว่ามูลค่าของราคาที่ดินเพื่อการพาณิชย์ทั่วไปก็ตาม การดำรงอยู่ของสวนลุมพินี ยังช่วยเพิ่มพูนมูลค่าแก่อสังหาริมทรัพย์ใกล้เคียงอีกเป็นจำนวนมาก หากไม่มีสวนลุมพินี มูลค่าทรัพย์สินโดยรอบอาจจะลดลงไประดับหนึ่ง 

จากมูลค่าเบื้องต้นที่ 262,000 ล้านบาทนี้ ชี้ว่า หากทางราชการนำสถานที่ราชการใจกลางเมืองมาพัฒนาเป็นสวนสาธารณะเพิ่มเติม ก็จะคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากพิจารณาถึงสุขภาพอนามัยของประชาชนที่หากเจ็บป่วยเพราะไม่ได้ออกกำลังกายเพียงพอ จะเกิดความสูญเสียกว่านี้มากนัก  สวนลุมพินีสร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ควรมีเพิ่มขึ้นอีกหลายแห่งในใจกลางเมือง

ยิ่งกว่านั้นกรุงเทพมหานครในฐานะผู้ควบคุมอาคาร ควรกำหนดผังเมืองให้สามารถสร้างอาคารขนาดใหญ่ใจกลางเมือง โดยให้สร้างได้ 15-20 เท่าของขนาดที่ดิน ให้ขึ้นอาคารสูง ๆ แต่ให้เว้นพื้นที่โดยรอบให้มาก ก็จะทำให้เกิดพื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองได้อีกมาก กลายเป็น Garden City เช่น สิงคโปร์ ที่ออกแบบเมืองให้มีความหนาแน่นสูง (High Density) แต่ไม่แออัด (Overcrowdedness) แต่กรุงเทพมหานครของไทยเรากลับเป็นแบบตรงกันข้ามคือแออัดแต่ไม่หนาแน่น มีจำนวนประชากร 3,600 คนต่อตารางกิโลเมตร ขณะที่สิงคโปร์มีสูงถึง 7,000 คน และนครนิวยอร์คมีสูงถึง 10,000 คนต่อตารางกิโลเมตร เป็นต้น

เราต้องคิดวางแผนและสร้างบ้านแปงเมืองอย่างมืออาชีพเสียที่"

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อภิสิทธิ์ถามจะเอาผู้ว่าฯไร้รอยต่อกับยิ่งลักษณ์-ทักษิณ หรือผู้ว่าฯไร้รอยต่อกับ ปชช.

Posted: 01 Mar 2013 02:34 PM PST

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะเข้าไปบอกรัฐบาลว่า ถ้าอยากทำโครงการรถคันแรกอีก 1 ปี อย่าทำ ให้เอาเงินมาสร้างรถไฟฟ้าให้คนกรุงได้ 2 สาย ถ้า "เดินทางกับเราต่อ" จะได้พื้นที่สีเขียวอีก 5,000 ไร่ แต่ถ้าเปลี่ยนแบบไร้รอยต่อ ได้พื้นที่สีแดงทั้งกรุงเทพฯ ลั่นคนเลือกเบอร์ 16 ด้วยความกล้า ถ้าเลือกด้วยความกลัวต้องเบอร์คู่แข่งที่เขาสั่งมาให้เลือก

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยช่วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่สวนเบญจศิริ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 56 (ที่มา: เพจ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร)

 

เมื่อวานนี้ (1 มี.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้จัดปราศรัยที่สวนเบญจศิริ เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร โดยเพจของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้โพสต์สเตเตัส ในช่วงปราศรัยด้วยว่า "เลือกปชป เพราะวิถีปชป คือไม่ทิ้งพี่น้อง เคียงข้างปชช. ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน เพราะเรายึดมั่นว่าเราได้ดีเพราะประชาชน วิถีที่สอง ไม่ใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พรรคปชป.มีความเคารพต่อข้าราชการและคนทำงาน วิถีที่สาม เราให้ความสำคัญกับพี่น้องในทุกระดับ ให้พี่น้องเป็นตัวของตัวเอง ดูแลประโยชน์ของตัวเองได้ วิถีที่สี่ เราเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ใช่เอาเงินฟาดหัว แต่ทำเรื่องที่พัฒนาไม่หวือหวาแต่สำคัญมาก เช่นนมโรงเรียน อาหารเช้าฟรี วิถีที่ห้า ปชป.ดูแลทุกหมู่เหล่าทั้ง เด็ก ผู้สูงอายุ สตรี คนทำงาน คนเร่ร่อน คนรักสัตว์ ไม่ว่าจะสีอะไรเราก็ดูแลท่าน เพราะที่มาของเราคือปชช."

 

อภิสิทธิ์ถามคน กทม. จะเลือกผู้ว่าไร้รอยต่อกับยิ่งลักษณ์-ทักษิณหรือไร้รอยต่อกับประชาชน

เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์ รายงานด้วยว่า ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ช่วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ปราศรัย โดยตอนหนึ่งกล่าวว่า ผมนั่งรถไฟฟ้ามาจากตลาดพลู เพื่อมาปราศรัยที่นี่ บังเอิญต้องผ่านสวนลุมครับ ตอนนั้นสัก 4 โมงครึ่ง ก็มองลงไปก็เห็นเวที แล้วก็เสื้อแดงอยู่จำนวนหนึ่ง โชคดีนะครับ ปีนี้ 2556 ถ้าเป็น 2553 เข้าไปปราศรัยโรงพยาบาลจุฬาฯ แล้วครับ 

"พี่น้องที่เคารพครับ ผมไม่ไปพูดแล้ว เรื่องพวกนั้น แต่ถ้าบอกว่าอย่าพูดเพราะเป็นเรื่องเก่าผมบอก ไม่ได้ เพราะคนไทย คนกรุงเทพฯ ต้องอยู่คู่กับความจริง คุณจะทำอะไร หรือไม่ได้ทำอะไร ผมไม่พูด ผมรู้แต่ว่า ทั้งน้ำ ทั้งไฟ 4 ปีที่ผ่านมา พวกผมไม่ได้ก่อ สุขุมพันธุ์ไม่ได้ก่อ แต่สุขุมพันธุ์มาระดมคนไปช่วยกวาด แล้วเรื่องน้ำ สุขุมพันธุ์ก็ไม่ได้ก่อ แล้วถ้าไม่ใช่เพราะ สุขุมพันธุ์ กรุงเทพฯ ทั้งกรุงเทพฯ จมน้ำไปแล้วพี่น้องครับ"

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ปราศรัยต่อไปว่า "ผมจึงต้องย้ำว่าวันนี้ เอาวาทกรรมไร้รอยต่อมาพูด อยากจะบีบบังคับบอกอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ต้องเลือกผู้ว่าฯ พรรคเดียวกับรัฐบาล ผมก็บอกกับพี่น้องว่า ถ้าอยากให้ผู้ว่าฯ พรรคเดียวกับรัฐบาล เป็นเหตุเป็นผลในการบริหารเมือง เขาไม่มีเลือกตั้งหรอกครับ เขาให้รัฐบาลแต่งตั้งไปนานแล้ว อยากได้อย่างนั้นกรุณาย้ายประเทศที่เขายังแต่งตั้งผู้ว่าฯ เมืองหลวงอยู่ครับ เราต้องการเลือกตั้งเพราะเรื่องของเมืองมันมีเรื่องที่ต้องบริหารด้วยความเป็นอิสระ ด้วยการรับรู้ ด้วยการเข้าใจ ด้วยการมาร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับพี่น้องประชาชนในท้องถิ่น ไม่มีตรงไหนหรอกครับที่บอกว่าเป็นคนละพรรคแล้วจะต้องไปทะเลาะกัน ผมก็เฝ้าดูอภิรักษ์มา 4 ปีกว่า เฝ้าดูสุขุมพันธุ์มา 4 ปีกว่า ยังไม่เคยเห็นอภิรักษ์ หรือสุขุมพันธุ์ไปชวนใครทะเลาะเลยครับพี่น้องครับ 

แล้วทั้งอภิรักษ์ ทั้งสุขุมพันธุ์มีงานเยอะครับ ที่ต้องรับใช้รัฐบาลมาทุกชุด ถ้านับตั้งแต่อภิรักษ์ ตั้งแต่ทักษิณมาจนถึง พล.อ.สุรยุทธ์ จนถึงนายกฯ สมัคร นายกฯ สมชาย ถึงผม ถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ เขาทำงานตามนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มที่ ถ้าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่ถ้าบอกว่า ไร้รอยต่อ เท่ากับไร้ความขัดแย้ง เขาก็มาพยายามให้พี่น้องหลงคิดว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป ผมได้ชี้ให้พี่น้องเห็นแล้วครับว่า จะเลือกประชาธิปัตย์ก็ไม่ขัดแย้งครับ งานดีๆ เป็นประโยชน์กับประชาชน ร่วมมือกันทำแน่นอน ไม่ต้องห่วงครับ ยืนยัน สุขุมพันธุ์จะเป็นผู้ว่าฯ ที่ทำงานกับนายกฯ ยิ่งลักษณ์ได้อีก 2 ปี แล้วหลังจากนั้นจะทำงานกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อย่างดี"

"แต่สถานการณ์ไหนที่มันมีความขัดแย้ง พี่น้องก็ต้องพิจารณาว่า มันควรขัดแย้งไหม เช่น มาบอกว่าการต่อรถไฟฟ้าไปฝั่งธนฯ ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อภิรักษ์ ก็ต้องยอมขัดแย้งบอก ถ้าอย่างนั้นผมทำเอง สร้างเลย ถ้าบอกว่าจะปล่อยน้ำผ่านกรุงเทพฯ ต้องเปิดประตูน้ำให้คนกรุงเทพฯ ที่เป็นศูนย์กลางของการบริหารต้องจมน้ำ สุขุมพันธุ์ก็ต้องยอมขัดแย้งปกป้องคนกรุงเทพฯ และสำคัญที่สุดครับ เวลาใครชอบมาบอกว่า ไปถามคนแล้วคนไม่ชอบขัดแย้ง ผมถามว่า ถ้าคนมันขี้โกง จะต้องขัดแย้งกับมันมั้ย จะเอาประเภทเชิญครับท่าน ผมขอร่วมรับประทานด้วย อย่างนั้นเหรอครับ อยากได้ไร้รอยต่อให้ศาลาว่าการ กทม. เป็นที่ท่องเที่ยวของ เจ๊ ด. อีกแห่งเหรอครับ 

ผมจึงบอกว่า วันนี้ถ้าจะเอาไร้รอยต่อ ผมให้ได้อย่างเดียว พี่น้องเลือก จะเอาผู้ว่าฯ กทม. ไร้รอยต่อกับยิ่งลักษณ์ ทักษิณ หรือจะเอาผู้ว่าฯ ไร้รอยต่อกับประชาชนกรุงเทพฯ"

"ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่า จะไร้รอยต่อหรือไม่ จะขัดแย้งหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่า คุณเอาผลประโยชน์ของใครเป็นที่ตั้งครับ ร่วมเดินทางกับพวกเราต่อไป หมายความว่ารถไฟฟ้าขยายอีก มีโมโนเรล มี Light rail มี BRT และที่สำคัญ ลดราคาส่วนต่อขยายได้ทันที เปลี่ยนกรุงเทพฯ อย่างที่เขาบอก คงต้องไปยกเลิกสัญญาที่เขาหาว่าสุขุมพันธุ์นั้นไม่มีอำนาจทำ แล้วก็ไม่มีทางที่จะได้ส่วนลดในขณะนี้ ต้องเลิกเอาครับพี่น้องครับ 

 

ลั่นสุขุมพันธุ์จะเข้าไปบอกรัฐบาลว่าอย่าทำรถคันแรก ให้เอาเงินมาสร้างรถไฟฟ้า 2 สาย

อภิสิทธิ์ ปราศรัยต่อไปว่า "ร่วมเดินทางกับเรา สุขุมพันธุ์ จะเข้าไปบอกรัฐบาลว่า ถ้าอยากทำโครงการรถคันแรกอีก 1 ปี อย่าทำ เอาเงินมาสร้างรถไฟฟ้าให้คนกรุงเทพฯ 2 สาย 

"ถ้าเปลี่ยนแบบไร้รอยต่อก็แปลว่า เสาไฟฟ้าก็จะยืนดูรถคันแรกออกไปอีกไม่รู้กี่แสนคัน"

"ถ้าร่วมเดินทางกับเราต่อ หมายความว่าจะมีการสร้างอุโมงค์ยักษ์ ป้องกันลดปัญหาน้ำท่วม ทั้งฝั่งพระนคร ฝั่งธนบุรีอีก 4 – 5 แห่งครับ"

"ถ้าร่วมเดินทางต่อกับเรา จะมี CCTV เพิ่มอีก 27,000 ตัว ทุกตรอก ทุกซอกที่มีความเสี่ยง ถ้าเปลี่ยนแบบไร้รอยต่อ ก็ได้ดูหน้าพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ไปคอยยื่นว่า CCTV ก็ปลอม อุโมงค์ยักษ์ก็ปลอม"

"เดินทางกับเราต่อ พื้นที่สีเขียวเพิ่มอีก 5,000 ไร่ ถ้าเปลี่ยนแบบไร้รอยต่อ ได้พื้นที่สีแดงทั้งกรุงเทพฯ"

"เพราะฉะนั้นวันนี้ ทางเลือกมันชัด เบอร์อะไรครับ (ผู้ฟังปราศรัยตอบ "16") ผมกราบเรียนพี่น้อง 2 วันที่เหลือ ความจริง 1 วันที่เหลือนี้ หลายคนตัดสินใจแล้ว พี่น้องที่นี่ตัดสินใจแล้ว บางคนยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่อย่าคิดนะครับว่า คืนนี้ วันพรุ่งนี้ แม้แต่คืนพรุ่งนี้จะไม่มีปรากฎการณ์ที่จะมากดดันพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ผมบอกพี่น้องครับ ทั้งๆ ที่ทางฝ่ายโน้นโม้ตลอดเวลาว่าชนะแน่ๆๆ แต่ในพื้นที่นี่ หวั่นไหวขนาดเกิดอะไรขึ้นทราบมั้ยครับ 

"อาทิตย์ที่ผ่านมานี่ ผมไปหาเสียงที่ไหน มีตำรวจมาตามผมเยอะกว่าตอนผมเป็นนายกฯ อีกครับพี่น้องครับ เอากล้องมาถ่ายด้วย ตอนแรกผมก็นึกว่า ถ่ายเพราะว่าพิศวาสหน้าตาผม แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ ถ่ายเสร็จแล้วก็คอยถ่ายว่า มีใครมาเดินกับผมบ้าง แล้ววันนี้หลายเขตครับ เอาภาพเหล่านั้นกลับไปเสร็จ ไปหาคนที่อยู่ในภาพถึงบ้าน บางกรณีพยายามจะเรียกให้ไปพบผู้บังคับบัญชาด้วย ผมก็บอกท่านครับ ถ้าท่านทำ เพราะมีใบสั่ง ถ้าท่านทำเพราะว่าท่านกลัวผู้บังคับบัญชา กลัวนายใหญ่ หรือใครก็ตาม ผมอยากจะบอกครับ ขอให้ท่านมีสำนึกของข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"

 

ลั่นคนเลือกเบอร์ 16 ด้วยความกล้า ถ้าเลือกด้วยความกลัวต้องเบอร์คู่แข่งที่เขาสั่งมาให้เลือก

"ผมอยากให้ตำรวจ และข้าราชการนั้นมีความรัก มีความผูกพันกับประชาชนครับ อย่าไปเป็นขี้ข้าให้กับนักการเมืองเลย ท่านทำให้สถาบันของท่านต้องเสื่อมไปด้วย แต่ถ้าท่านไม่ได้ทำเพราะคำสั่ง ท่านทำเพราะท่านรักพงศพัศ ไม่ต้องห่วงครับ 4 มีนา ได้พงศพัศกลับไปแน่นอน ผมยืนยันว่าวันนี้เราต้องสู้กับหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ยืนยันครับ เหมือนกับที่เพื่อนๆ ของผมนั่งอยู่บนเวที และอีกจำนวนหนึ่งยังทำงานต่อเนื่องในพื้นที่ เราสู้จริงๆ ครับ ไม่ถอยหรอกครับ แล้วผมก็รู้ครับว่า ที่เขาต้องทำอย่างนี้ ต้องการยึดกรุงเทพฯ ตามคำของทักษิณ ชินวัตร เพราะเขาเห็นสุขุมพันธุ์ เห็นประชาธิปัตย์ เห็นนายอภิสิทธิ์ เห็นนายสุเทพ เป็นก้างขวางคอเขาอยู่ จะล้มพวกผมให้ได้ครับ ผมบอกให้ ถึงพวกผมล้ม ผมก็ยังขวางคุณอยู่แหละ"

"เพราะพวกผมไม่ได้ยืนสู้เพราะต้องการอะไร ผมยืนสู้เพราะพวกผมรักประเทศไทย ไม่ยอมให้ใครพาไปในทางที่ผิด ดีเอสไอมาอีกกี่คดีมาเลย แล้วเจอกันที่ศาล แต่ไม่เจอที่คุก คิดว่าเอาเงินมาฟาดหัวได้ เอามาอีก หัวละ 500 หัวละพันได้ยังไง ขอแพงจะตายอยู่แล้ว อย่างน้อยต้อง 2 พัน 3 พัน ใช่มั้ยพี่น้อง เราต้องยืนสู้ครับ เพราะนี่คือการรักษาบ้านเมืองบนความถูกต้อง ตามแนวทางที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ อธิบายทีละข้อๆ ไปแล้ว ว่าเราต้องการการเมืองที่เห็นประโยชน์ของประชาชน การเมืองที่ซื่อสัตย์ สุจริต การเมืองที่พิทักษ์รักษาทุกสิ่งทุกอย่างที่พี่น้องคนไทย รักและหวงแหนตลอดเวลา"

"เขาบอกว่า วันนี้ผมให้สัมภาษณ์นักข่าว นักข่าวถาม เขาบอกว่าคนอื่นๆ มาต่อว่าบอก พรรคประชาธิปัตย์ กำลังจะให้พี่น้องชาวกรุงเทพฯ ไปเลือกตั้งด้วยความกลัว คือพูดทำนองว่าเราไปกลัวฝ่ายนั้นยึดเมือง เราไปกลัวเรื่องนั้นเรื่องนี้ ไม่ใช่ความกลัวครับ ความรังเกียจครับ ใครรังเกียจการโกง ส่งเสียงดังๆ หน่อย ใครรังเกียจพวกลุแก่อำนาจส่งเสียงดังๆ หน่อย สุดท้ายใครรังเกียจพวกไม่รู้คุณแผ่นดิน ส่งเสียงดังๆ หน่อย"

"เอาที่ไหนมาพูดว่าคนจะเลือกประชาธิปัตย์เพราะความกลัว ไม่มีกลัวหรอกครับ 2 วันก่อน ชวนทุกคนยกหัวแม่มือให้เห็นชัดๆ ก็ชูกันทั่วเมือง เบอร์ 16 ชูกันชัดๆ ชูกันสูงๆ ถ้ากลัวป่านนี้นิ้วกุดแบบนี้ไม่รู้เบอร์อะไร ไม่หรอกครับ วันนี้สิครับ ถ้าคนกรุงเทพฯ ขี้กลัว ต้องไปเลือกเบอร์ 9 เพราะเขาบอกว่า ไม่เลือกเขา เขาไม่ทำงานให้ ถ้าเลือกด้วยความกลัว ก็ต้องไปเลือกเบอร์ 9 สิครับ เพราะเขาสั่งมาให้เลือก แต่คนเลือกเบอร์ 16 เลือกด้วยความกล้า ใครก็อยู่กับฝ่ายที่มีเงินได้ครับแต่คนกล้าไม่สนใจใครจะมีเงิน ช่างเขา ใครขี้กลัวต้องไปสยบยอมอยู่กับพวกมีอำนาจ แต่เบอร์ 16 เขากล้าประกาศว่า ไม่กลัว"

"เป็นความกล้าที่จะประกาศให้ทั้งกรุงเทพฯ ทั้งประเทศ และชาวโลกรู้ว่าคนกล้าบอกว่า คนดีต้องมีที่ยืน ใครมาดับไฟบอกให้รู้ด้วย เราไม่กลัว เพราะถึงจะมืดแค่ไหน อีก 2 วัน ผีถูกปราบแน่นอน เรากำลังจะบอกครับว่า นอกจากจะกล้าประกาศว่าคนดีมีที่ยืน เรากำลังจะประกาศว่า ความจริงไม่มีวันตาย คนกล้าคือคนที่สนับสนุนคนจริง ของจริง ความจริง" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ที่มา: เพจ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

ด้านกำหนดการหาเสียงของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ในวันนี้ (2 มี.ค.) เพจของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ระบุว่า จะเริ่มหาเสียงตั้งแต่เวลา 6.30 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และมุ่งไปทาง ถ.ประชาธิปไตย ถ.สามเสน ก่อนข้ามสะพานซังฮี้ มุ่งไปทางวงเวียนใหญ่ ข้ามสะพานพระพุทธยอดฟ้า พาหุรัด บ้านหม้อ  วรจักร พระราม 3 คลองเตย พระราม 4 ถ.สุขุมวิท โดยปลายทางอยู่ที่สยามแสควร์ในเวลา 16.00 น.

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น