โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info วิจารณ์หนัก กรณีนำงานวิจัย AI สแกนว่าใครเป็นคนรักเพศเดียวกันจากการตรวจสอบใบหน้า กลุ่ม Black ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

บีบีซี: อะไรอยู่เบื้องหลังความรุนแรงทางศาสนาในพม่า?

Posted: 08 Apr 2013 10:21 AM PDT

จากกรณีเหตุรุนแรงสะเทือนขวัญที่ชาวพุทธในเมืองเมกติลาของพม่าไล่รื้อทำลายทรัพย์สินชุมชนมุสลิม และมีการสังหารคนอีกจำนวนหนึ่ง BBC ได้นำเสนอรายงานมุ่งเสาะหาสาเหตุของความโกรธแค้นในครั้งนี้ และสำรวจปมความขัดแย้งระหว่างศาสนาที่มีมากกว่าความเชื่อที่ไม่ตรงกัน

เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เมืองเมกติลาจากการที่กลุ่มชาวพุทธไล่รื้อถอน ทำลายข้าวของ ที่พักอาศัยและร้านค้าของชาวมุสลิม รวมถึงมีการใช้ความรุนแรงต่อตัวบุคคลจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 40 ราย ผู้สื่อข่าว BBC โจนาธาน เฮด ได้เผยแพร่รายงานพิเศษเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา ระบุถึงสาเหตุความเป็นมาของเหตุรุนแรงดังกล่าว

โจนาธาน เฮด กล่าวถึงสภาพเหตุการณ์ว่า สภาพของเมกติลาดูคล้ายเมืองที่เพิ่งประสบกับภัยธรรมชาติ สิ่งปลูกสร้างในหลายย่านถูกทำลายลงเหลือเพียงซากอิฐซากปูน

"เมื่อคุณสังเกตเห็นรูบนกำแพงที่ยังตั้งอยู่ คุณก็จะรู้ว่ามันเป็นฝีมือของคน เป็นความโกรธที่ทำลายสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ฝืมือของธรรมชาติ" โจนาธานกล่าว

โจนาธานกล่าวอีกว่า ย่านนี้เป็นย่านชุมชนมุสลิมที่อยู่อาศัยมาหลายรุ่นแล้ว แต่หลังจากเหตุการณ์รุนแรง บ่านดังกล่าวถูกทำลายลง ครอบครัวและเจ้าของร้านซึ่งเคยอยู่ในพื้นที่หายไป มีเพียงคนที่คอยหาเก็บของมีค่าจากซากที่เหลืออยู่

ในรายงานของ BBC ยังมีการพูดถึงเหตุการณ์สังหารเด็กชาวมุสลิม 20 คนที่นอกศาลากลางเมือง โดยที่เด็กทั้ง 20 คน ถูกนำตัวออกมาจากโรงเรียนมุสลิมและถูกฟันจนเสียชีวิตทั้ง 20 คน จากนั้นจึงมีการราดน้ำมันและจุดไฟเผา โดยที่โจนาธานบอกว่ายังคงมีเศษกระดูกไหม้เกรียมอยู่ตามขี้เถ้าบนพื้น และมีรองเท้าที่ถูกทิ้งไว้

หลังจากเหตุการณ์รุนแรง ทหารที่ไม่ปรากฏตัวให้เห็นมากนักในพม่ายุคใหม่ก็กลับมาบนท้องถนน มีการประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืน และแม้แต่ส.ส. ในเมืองเมกติลาที่เคยเห็นเหตุการณ์รุนแรงมาก่อนหน้านี้ ยังรู้สึกสะเทือนขวัญกับเหตุการณ์รุนแรงในเดือน มี.ค.

วิน เถ่ง เป็นคนที่เคยถูกจับเข้าคุกเป็นเวลา 20 ปี เนื่องจากอยู่ฝ่ายเดียวกับออง ซาน ซูจีแ ละพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของพม่า เขาเคยเป็นผู้นำทหารที่เห็นความรุนแรงมามาก แต่ก็ยังรู้สึกไม่เชื่อตัวเองเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมกติลา

"ผมเห็นเด็ก 8 คน ถูกสังหารต่อหน้า ผมพยายามจะหยุดฝูงชน ผมบอกให้พวกเขากลับบ้าน แต่พวกเขาก็ขู่ผม และตำรวจก็พาตัวผมออกไป" Win กล่าว "ตำรวจไม่ได้ทำอะไรเลย ผมไม่รู้ว่าทำไม อาจเป็นเพราะว่าพวกเขาขาดประสบการณ์ หรือเป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะออกคำสั่งอย่างไร"

วิน เล่าอีกว่า มีกลุ่มคนออกมาตะโกนส่งเสียงเชียร์เมื่อมีการสังหารเกิดขึ้น ซึ่งในกลุ่มคนมีทั้งผู้หญิง,พระ และเด็ก พวกเขาตะโกนว่า "พวกมันฆ่าพระเราไปเมื่อวาน พวกเราถึงต้องฆ่าพวกมัน" วินบอกว่าเขารู้สึกขยะแขยงและอับอาย

ประชากรราวร้อยละ 30 ในเมกติลาเป็นชาวมุสลิม เป็นกลุ่มประชากรที่มีโดดเด่นในเรื่องการค้า มีจำนวนมากเป็นเจ้าของกิจการ แต่ในตอนนี้ประชากรส่วนใหญ่ถูกย้ายไปอยู่ที่ค่ายอพยพและมีตำรวจติดอาวุธคอยเฝ้าระวังอย่างหนาแน่น

โจนาธานกล่าวว่า กลุ่มนักข่าว BBC พยายามเข้าไปในค่ายเพื่อพูดคุยกับประชาชนผู้อพยพ แต่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไป เขาเห็นว่ามีการนำสิ่งของช่วยเหลือเข้าไปในค่ายและมีตัวแทนจากต่างชาติเข้าเยี่ยมเยียน แต่สภาพในค่ายยังแร้นแค้น แทบจะปราศจากสุขอนามัย

 

ต้นเหตุของความขัดแย้ง

ความโกรธแค้นชิงชังในครั้งนี้มีสาเหตุมาจากอะไร?

โจนาธาน กล่าวในรายงานว่า มันเริ่มมาจากเหตุการณ์วิวาทในร้านทองชาวมุสลิมที่ย่านใจกลางเมืองเมื่อวันที่ 20 มี.ค. มีคนบอกว่าคู่สามีภรรยาชาวพุทธคู่หนึ่งไปขายเครื่องเพชรให้กับร้านดังกล่าว มีการถกเถียงกันเรื่องราคาจนลามไปถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน

หลังจากนั้นก็มีพระรูปหนึ่งถูกทำร้าย และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ข่าวเรื่องนี้เป็นการจุดขนวนให้เกิดกลุ่มม็อบออกโจมตีพื้นที่ของชาวมุสลิม อย่างไรก็ตามมีการมองในอีกแง่ว่าเหตุความรุนแรงอาจจะมาจากจากชักใยจากคนภายนอก

"แต่สิ่งที่แน่นอนคือความกลัวและความเกลียดชังชาวมุสลิมที่ฝังอยู่ภายใน และในทุกวันนี้ก็มีการเปิดเผยความรู้สึกแบบนี้ให้เห็นอยู่ทั่วประเทศพม่า พวกเขาเรียกชาวมุสลิมด้วยคำในเชิงเหยียดหยามอย่างคำว่า 'กะหล่า' " โจนาธานกล่าว

โจนาธาน ยกตัวอย่างพระอะชิน วิระธุ พระสงฆ์อายุ 45 ปี ในภาคมัณฑะเลย์ ซึ่งเคยถูกจับเข้าคุกในปี 2003 ในข้อหายุยงให้เกิดความรุนแรงต่อชาวมุสลิม เขาถูกปล่อยตัวเมื่อปีที่แล้ว (2012) จากการนิรโทษกรรมนักโทษในวงกว้าง

พระอะชิน วิระธุ เคยจัดการประท้วงสนับสนุนชาวพุทธในรัฐอาระกันซึ่งเคยมีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้นในช่วงเดือน มิ.ย. ปีที่ผ่านมา และเผยแพร่คำปราศรัยที่ถูกแจกจ่ายไปทั่ว พระอะชิน วิระธุ พูดถึงประเทศพม่าด้วยทัศนคติหวาดกลัวต่างชาติไว้อย่างน่าตื่นตระหนก

โจนาธานเปิดเผยว่า เขาได้นัดพบกับพระอะชิน วิระธุ ที่วัดมะ ซอ เหย่ง ในมัณฑะเลย์ พระอะชิน วิระธุ เป็นคนที่พูดจานุ่มนวล สงบเสงี่ยม มีบารมีดึงดูดผู้คน ผู้ติดตามรู้สึกว่าเขาเป็นคนน่าเกรงขาม พระอะชิน วิระธุ เพิ่งกลับมาจากย่างกุ้งซึ่งเขาถูกเรียกตัวจากรัฐบาลให้ไปประชุมเหล่าผู้นำศาสนาเพื่อลดความตึงเครียดในชุมชน

พระอะชิน วิระธุ บอกว่า เขายอมลดน้ำเสียงในคำปราศรัยของเขาให้อ่อนลง แต่ความรู้สึกของเขาต่อกลุ่มชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่มีอยู่ราวร้อยละ 8-9 ของประชากรทั้งหมดยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

'สติกเกอร์ 969'

พระอะชิน วิระธุ บอกว่าชาวพุทธอ่อนข้อเกินไปและไม่มีความภาคภูมิใจในชาติของตน

"พวกเขา ชาวมุสลิม ทำธุรกิจเก่ง พวกเขาควบคุมการขนส่ง การก่อสร้าง ตอนนี้พวกเขากำลังยึดกุมพรรคการเมืองของพวกเรา หากเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราจะกลายเป็นเหมือนอัฟกานิสถานหรืออินโดนีเซีย" พระอะชิน วิระธุ กล่าว

พระอะชิน วิระธุ อ้างว่าเขาได้รวบรวม 'หลักฐานความชั่ว' ของกลุ่มชาวมุสลิมไว้ เขากล่าวหาว่าชาวมุสลิม 'ข่มขืน' ผู้หญิงชาวพุทธอยู่เป็นประจำ โดยการใช้เงินล่อลวงให้ผู้หญิงชาวพุทธไปแต่งงานด้วย แล้วกักตัวพวกเธอไว้แต่ในบ้าน พระอะชิน วิระธุ บอกอีกว่าประชากรชาวมุสลิมเติบโตเร็วมากจนกลัวว่าจะกลายเป็นการยึดครอง

พระอะชิน วิระธุ ให้นำหนังสือที่มีหน้าปกเป็นรูปหญิงชาวพุทธหมอบตัวด้วยความหวาดกลัวต่อหมาป่ายักษ์น้ำลายไหลมาให้ผู้สื่อข่าว BBC ดู จากนั้น พระอะชิน วิระธุ ก็ได้กล่าวเปรียบเปรยฟังดูน่าขนลุก บอกว่า "หากมีเมล็ดพันธุ์ไม้มาเติบโตในวัด มันอาจจะดูยังเล็กในตอนแรก แต่ควรจะตัดมันทิ้ง เพื่อไม่ให้มันเติบโตจนทำลายสิ่งก่อสร้าง"

อย่างไรก็ตาม พระอะชิน วิระธุ กล่าวว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุรุนแรงในเมกติลา แม้ว่าเขาจะอยู่ที่นั่น พระอะชิน วิระธุได้ทำการรณรงค์เรียกร้องให้ทั่วประเทศคว่ำบาตรธุรกิจของมุสลิม ผู้ติดตามของเขาได้แจกจ่ายสติกเกอร์ที่มีตัวเลข '969' ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธศาสนาให้แก่เจ้าของกิจการทั่วมัณฑะเลย์

โจนาธานกล่าวถึงนายหน้าค้าที่ดิน จิ จิ มะ ซึ่งเดินไปในตลาดและกล่าวอย่างภาคภูมิในว่ามีร้านค้าจำนวนมากติดสติกเกอร์แสดงตัวว่าเป็นชาวพุทธ

ขณะที่ร้านค้าของชาวมุสลิมซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวมีเจ้าของร้านสวมผ้าคลุมหัว ไม่มีลูกค้าเข้าร้าน เจ้าของร้านชาวมุสลิมกล่าวต่อนักข่าว BBC ด้วยเสียงกระซิบอย่างระมัดระวังว่า หลังเกิดเหตุความวุ่นวายที่เมกติลา ลูกค้าร้านเธอน้อยลงมาก

"ฉันเป็นคนทำธุรกิจ ฉันไม่ได้อยากมีส่วนกับอะไรแบบนี้" เจ้าของร้านค้าชาวมุสลิมกล่าว "บางที พวกเขาอาจจะไม่ชอบวิธีการแต่งตัวของฉัน"

โจนาธาน ระบุว่า พม่าเป็นประเทศที่มีความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจของคนต่างชุมชนมายาวนาน ซึ่งทำให้ถูกกระตุ้นเร้าและถูกนำมาใช้ประโยชน์ในช่วงที่ยังคงอยู่ภายใต้รัฐบาลทหาร

"แต่ในตอนนี้ประเทศพม่าเปิดแล้ว และบรรยากาศของเสรีภาพก็แพร่ไปทั่วอย่างรวดเร็ว ซึ่งสิ่งนี้ควรจะเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่ดีงามกว่า" โจนาธานกล่าว

 
 
เรียบเรียงจาก What is behind Burma's wave of religious violence?, BBC, 04-04-2013 http://www.bbc.co.uk/news/world-asia-22023830
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "คำเตือนสงกรานต์"

Posted: 08 Apr 2013 07:57 AM PDT

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "คำเตือนสงกรานต์"

อดีตนายกฯ อังกฤษ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 87 ปี

Posted: 08 Apr 2013 06:41 AM PDT

8 เม.ย. 56 - อดีตนายกรัฐมนตรีสตรีคนแรกของของอังกฤษ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ฉายา "หญิงเหล็ก" ถึงแก่อนิจกรรมแล้วในวัย 87 จากอาการเส้นเลือดในสมองแตก โดยลอร์ด เบลล์ โฆษกของนางกล่าวว่า มาร์คและแครอล เเธตเชอร์ บุตรและธิดา ต้องการประกาศให้ทราบว่ามารดาของพวกเขา บารอนเนสแธตเชอร์ถึงแก่อนิจกรรมแล้วในช่วงเช้าวันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นของอังกฤษ 
 
แธตเชอร์มาจากพรรคอนุรักษ์นิยมและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 11 ปี ระหว่างปี 1979-1990 โดยชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1979, 1983 และ 1987 ก่อนหน้านั้นดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในปี ค.ศ. 1976 เธอได้รับสมญานามจากสื่อหนังสือพิมพ์ของประเทศรัสเซียว่าเป็น "หญิงเหล็ก" (The Iron Lady) จากการแสดงออกที่ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน
 
นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เดวิด คาเมรอน และสมเด็จพระราชินีอังกฤษ กล่าวแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียดังกล่าว ในขณะที่รัฐบาลระบุว่า จะมีการจัดพิธีงานศพในฐานะเดียวกับสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี  และเจ้าหญิงไดอานา แต่มิให้จัดวางศพเพื่อให้ประชาชนเข้ามาแสดงความเคาระ ซึ่งเป็นประสงค์ของแธตเชอร์ก่อนเสียชีวิต
 
ในสมัยที่แธตเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรี ได้แปรรูปอุตสาหกรรมของรัฐบางส่วนให้เป็นของเอกชน และทำสงครามกับอาร์เจนตินาจากสาเหตุพิพาทเรื่องเกาะฟอล์คแลนด์ในปี 1982 
 
ทั้งนี้ แทตเชอร์ เป็นผู้มีอิทธิพลในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแนว "ลัทธิเสรีนิยมใหม่" ภายหลังจากที่เธอได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ เมื่อ พ.ค. 1979 ที่พร้อมกับแนวทางการปฏิรูประบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนจากนโยบายแบบเคนส์เซียน (Keynesianism) หันมาใช้วิธีการบริหารตามแนวคิดการเงินนิยม (Monetarist) และแบบเน้นจัดการอุปทาน (supply-side) ในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อังกฤษประสบอยู่ในช่วงนั้น โดยแนวทางหลักๆของ รัฐในแบบเสรีนิยมใหม่ ประกอบด้วย การแปรรูปบริการของรัฐให้เป็นของเอกชน (Privatization) การเปิดเสรีทางด้านการค้าและการเงิน และการผ่อนคลาย ลดกฎระเบียบต่างๆ เช่น การผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ของตลาดแรงงาน ที่จะทำให้ความคล่องตัวและยืดหยุ่น ในการจ้างงานและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ รวมไปถึงกลไกรัฐสวัสดิการต่างๆ ถูกโอนไปให้เอกชนในการดูแลแทน
 
มีวาทะของแทตเชอร์หนึ่งที่สะท้อนอุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ที่สำคัญ ตอกย้ำแนวคิดแบบปัจเจกนิยม (individualism) คือ "There is no such thing as society: there are individual men and women, and there are families." ซึ่งเป็นการโต้แย้งความคิดในแบบสังคมนิยม ที่ถูกพรรคแรงงานเสนอผ่านนโยบายแบบเคนส์เซียนมาโดยตลอด ชัยชนะของแทตเชอร์และอุดมการณ์แบบเสรีนิยมใหม่ นำไปสู่การลดอำนาจของแนวคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่ก่อตัวและเติบโตขึ้นภายหลังปี 1945 โดยพลังของสหภาพแรงงาน
 
เนื้อหาบางส่วนจาก: เว็บไซต์ BBC, หนังสือ "ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของลัทธิเสรีนิยมใหม่"
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 2-8 เม.ย. 2556

Posted: 08 Apr 2013 02:23 AM PDT

 

หมอสิชลร่วมแต่งดำประท้วงหลังถูกปรับลดเบี้ยกันดารวัดผลงานด้วยการล่าแต้ม

(2 เม.ย.) ที่ โรงพยาบาลสิชล จ.นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แพทย์และบุคลากรทางแพทย์หลายรายได้ร่วมกันแต่งกายชุดดำ หรือสัญลักษณ์สีดำ เพื่อแสดงออกถึงการประท้วงแนวนโยบายการปรับลดเบี้ยกันดาร และปรับการทำงานของแพทย์ บุคลากรทางแพทย์แบบทำคะแนนเพื่อผลงาน พร้อมกันนั้นได้ขึ้นป้ายแสดงความไม่พอใจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วย ข้อความว่า "โรงพยาบาลสิชลไม่ยินดีต้อนรับนายประดิษฐ์ สินธวณรงค์" และจัดนิทรรศการภาพถ่าย และสาเหตุที่แพทย์ได้ร่วมกันประท้วงที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ ผ่านมา ขณะที่ผู้ป่วยมาใช้บริการในโรงพยาบาลจำนวนมาก ส่วนแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ต่างปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามปกติ
      
นายแพทย์อารักษ์ วงษ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล แกนนำแพทย์ชนบท เปิดเผยว่าตลอด 26 ปีเข้าสู่ปีที่ 27 อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนมาโดยตลอด โรงพยาบาลแห่งนี้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนมาโดยตลอด จากโรงพยาบาล 30 เตียง มาจนเวลานี้ขยายเป็น 250 เตียงใช้กำลังอย่างมาก ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา แพทย์เพิ่มขึ้นน้อยมาก สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมีแพทย์เฉพาะทาง 9 คน มีแพทย์ใช้ทุน 3-4 คน กับอัตรากำลังที่ต้องดูแล 250 เตียง ไม่รวมผู้ป่วยนอกอีกหลายร้อยคนต่อวัน ที่ผ่านมามีปัญหาแพทย์ลาออก เรียนต่อ และอีกหลายประการ
      
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล แกนนำแพทย์ชนบท ตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม ช่วงที่รัฐมนตรีประกาศนโยบายใหม่ มีการลาออกในช่วงที่ประกาศจะเดินหน้าเรื่องนี้ ลาออกไปแล้วถึง 146 คน เหล่านี้ยังไม่ถึงกระทรวงที่ต้องผ่านไปหลายขั้น กว่าจะถึงกระทรวง ขณะนี้แพทย์ที่ โรงพยาบาลท่าบ่อ แพทย์เชี่ยวชาญเวชกรรมฟื้นฟู พูดชัดเจนว่า รับไม่ได้ที่เปลี่ยนให้หมอเป็นหมอล่าแต้ม ทำแพทย์ให้เป็นเครื่องจักร ไม่ได้ดูคุณภาพของงาน ภาพที่แพทย์ทำงานอย่างน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่าไม่มี ความโกลาหลขัดแย้งจะเกิดขึ้นในวงการ ไม่รู้ใครจะกำหนดคิดค่าแต้มค่าคะแนน มันเป็นระบบที่ไม่พร้อมเลย วันนี้บอกว่า 1 เมษายนเริ่ม ยังไม่มีเอกสารใดๆ มากำหนดน้ำหนักค่างานวิชาชีพ
      
อย่างไรภาพที่ออกมากระทรวงสาธารณสุขเองโดยตัวรัฐมนตรีมีอะไรซ่อนเร้น อยู่ข้างหลัง เรารู้ข้อเท็จจริงวันนี้บอกว่าจะถอยกลับสังคมไม่เชื่อ เพราะเอกสารที่จะเสนอต่อ ครม.นั้น จะยังเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป ความไว้วางใจไม่มีแล้ว เราไม่ทำอย่างอื่นด้วยวิธีอารยะขัดขืน ไม่ให้ความร่วมมือ แต่เราจะเน้นภารกิจหลักคือการดูแลผู้ป่วย
      
"นอกเหนือจากนี้เราจะไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ที่สำคัญเราจะแต่งดำ ว่ารัฐมนตรีตายจากโรงพยาบาลชุมชนไปแล้ว ในอนาคตจะเดือดร้อนเพราะหมอจะลาออกต่อไปเรื่อยๆ ไปอยู่ที่สามารถสร้างโอกาสได้มากกว่า อย่าไปโทษว่าไม่เสียสละ ไม่มีน้ำใจ ตอนที่รัฐมนตรีจบหมอใหม่ๆ มีน้ำใจหรือไม่"
      
ในวันที่ 3 เม.ย.นี้ แพทย์ใน 3 จังหวัดใต้ รวมทั้งสตูล สงขลา 5 จังหวัด จะไปประชุมในกลุ่มเครือข่ายทุกโรงพยาบาลใน 5 จังหวัด เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลดำเนินการไปตามมาตรการ ส่วนชมรมแพทย์ชนบท ทันตภูธร จะมีการทำความเข้าใจเอาความจริงมาตีแผ่ ให้โรงพยาบาลชุมชนทราบในวันที่ 9 เม.ย.นี้ ที่ กทม. และหากรัฐมนตรียังเดินหน้า เราจะต่อต้านต่อไป และท้ายสุดเชื่อว่ารัฐมนตรีจะอยู่ในตำแหน่งไม่ได้ ผอ.โรงพยาบาลสิชล กล่าว
      
ขณะที่ นางฉวีพงศ์ บุญกาญจน์ พยาบาลวิชาชีพ หัวหน้าตึกผู้ป่วยหนัก แสดงความเห็นว่า ในเรื่องค่าตอบแทนเบี้ยกันดารนั้น เห็นใจหมู่โรงพยาบาลชุมชนที่ต้องดูแลคนไข้รากหญ้า ค่าตอบแทนเบี้ยกันดารเหมือนแรงจูงใจ มาตรการของการจดแต้มนั้น งานพยาบาลจะต้องมีการดูแลเป็นทีมที่จะให้กับคนไข้ ต้องช่วยกันทำงาน แล้วจะบอกว่าคนไข้เป็นของใคร มันพูดยาก เป้าหมายสูงสุดคือ การให้คนไข้ได้หายเร็วๆ และได้กลับบ้าน ไม่ใช่แค่การจดแต้ม
      
เช่นเดียวกับ นายวิชัย ใจซื่อ อายุ 38 ปี ชาว ต.สี่ขีด อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช แสดงความเห็นว่าสงสารหมอหากมาตรการนี้ ส่งผลกระทบกับหมอจนหมอออกหมด ชาวบ้านจะทำอย่างไร จะต้องเดินทางเข้าไปรักษาในตัวเมือง ก็กระไรอยู่ ดังนั้นผู้บริหารระดับสูงควรจัดการเรื่องนี้ให้ชัดเจน

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 2-4-2556)

 

เงินกองทุนประกันสังคมพุ่งกว่า 1 ล้านล้าน

นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน(รง.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ด สปส.) เปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการการแพทย์ของสปส.เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวปฏิบัติในการจ่ายค่ารักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงตาม ข้อสรุปซึ่งสปส.ได้ประชุมทำความตกลงกับโรงพยาบาลระบบประกันสังคมและโรง พยาบาลคู่สัญญาที่มีศักยภาพสูง(Supra Contractor )ไปเมื่อเร็วๆนี้โดยหากผู้ประกันตนที่มีระดับความรุนแรงของโรค(RW)อยู่ใน ระดับ 2 ขึ้นไปแล้วเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลระบบประกันสังคมที่ผู้ประกันตนมีบัตร รับรองสิทธิอยู่ สปส.จะจ่ายค่ารักษาให้ RW ระดับละ 11,500 บาทไปก่อนจากวงเงินที่กำหนดไว้ RW ระดับละ 15,000 บาท หลังจากนั้นช่วงปลายปีเมื่อสปส.สรุปผลค่ารักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงใน ภาพรวมแล้ว หากมีงบเหลือจากที่ตั้งงบรองรับไว้ 4,460 ล้านบาท สปส.ก็จะจ่ายเงินค่ารักษาส่วนที่เหลือให้แก่โรงพยาบาลระบบประกันสังคม แต่หากไม่มีงบเหลือและประเมินแล้วพบว่ารพ.ระบบประกันสังคมมีภาระค่ารักษามาก ก็จะหาทางช่วยเหลือต่อไป

นพ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีโรงพยาบาลที่ผู้ประกันตนมีบัตรรับรองสิทธิส่งต่อผู้ป่วยไปให้โรง พยาบาลคู่สัญญาที่มีศักยภาพสูงช่วยรักษาต่อ สปส.จะจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลคู่สัญญาที่มีศักยภาพสูงที่ RW ระดับละ 15,000 บาท แต่หากค่ารักษาทั้งหมดเกินกว่าวงเงินที่สปส.กำหนดไว้ โรงพยาบาลในระบบประกันสังคมซึ่งเป็นผู้ส่งต่อผู้ประกันตน จะต้องเป็นผู้จ่ายเงินส่วนต่างให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญาเอง ซึ่งจากการหารือกันโรงพยาบาลระบบประกันสังคมไม่ขัดข้องในเรื่องนี้โดยแนว ปฏิบัตินี้จะใช้เพียงแค่ 6 เดือนโดยสิ้นสุดเดือนตุลาคมนี้

นพ.สมเกียรติ กล่าวอีกว่า ได้กำชับให้ที่ประชุมเร่งจัดทำทะเบียนโรงพยาบาลคู่สัญญาที่มีศักยภาพสูงตาม เกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ซึ่งมีประมาณ 50-60 แห่งให้แล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.นี้ เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลคู่สัญญามีปัญหาในการเบิกจ่ายเงินค่ารักษาจากสปส. และหากผู้ประกันตนต้องการที่จะไปเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเป็นคู่สัญญาของโรงพยาบาลระบบประกันสังคมเอง ก็สามารถทำได้สะดวกมากขึ้นโดยติดต่อมายังสปส. ทั้งนี้ ขณะนี้มีโรงพยาบาลระบบประกันสังคม 8 แห่งที่ยังไม่มีโรงพยาบาลคู่สัญญา ซึ่งสปส.จะเร่งให้โรงพยาบาลกลุ่มนี้ติดต่อกับโรงพยาบาลที่อยู่ในทะเบียน เพื่อให้มาเป็นรพ.คู่สัญญาโดยเร็วที่สุด

นายอารักษ์ พรหมณี รองเลขาธิการสปส. กล่าวว่า จากข้อมูลของ สปส. ณ เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ประกันตนทั้งหมด 11,820,108 คน แบ่งเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 9,465,388 คน มาตรา 39 จำนวน 999,991 คน และมาตรา 40 จำนวน 1,354,729 คน ปัจจุบันกองทุนประกันสังคมมีเงินสะสมทั้งหมดกว่า 1,083,198 ล้านบาท นอกจากนี้ สปส.สามารถทวงเงินสมทบจากนายจ้างมาได้กว่า 130 ล้านบาท จึงเหลือเงินที่นายจ้างค้างจ่ายเงินสมทบกว่า 3,650 ล้านบาท

(เนชั่นทันข่าว, 4-4-2556)

 

จับ ร.อ.เก๊เปิดโรงงานนรกทารุณแรงงานต่างด้าว 

(5 เม.ย.)  พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ที่ปรึกษา(สบ10) สั่งการให้ พล.ต.ต.ชวลิต แสวงพืช ผบก.ปคม.  พ.ต.อ.ปัญญา ปิ่นสุข รองผบก.ปคม. พ.ต.ท.อัศวิน หวังสู้ศึก รองผกก.1 บก.ปคม.  ประสานงานกับ พ.ต.ท.วิฑูรย์ นุชบุษบา สวป.สน.บางขุนเทียน นำหมายค้นศาลอาญาธนบุรี เลขที่ 93/2556 ลงวันที่ 5 เม.ย. เข้าตรวจค้นโรงงาน ที่.พี.เอ็น.อุตสาหกรรม เลขที่ 26/729 ซอยเอกชัย69/3 แขวงและเขตบางบอน  หลังได้รับแจ้งจากพลเมืองดีสถานที่ดังกล่าวเป็นโรงงานนรกกักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกายคนงานต่างด้าว  พบเป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น 2 คูหา ทำประตูเหล็กสีฟ้าปิดมิดชิด มีป้ายติดด้านหน้าระบุชื่อ ร.อ.ธิติพัฒน์  และมีเครื่องหมายทหารติดทั่วบริเวณหน้าอาคาร  ตรวจสอบภายในบริเวณชั้น 1 เป็นโรงงานปั๊มซีลตู้ปลา พบคนงานหญิงสาวชาวลาว 2 คน อายุ 15 ปี และ17 ปี หญิงสาวชาวพม่า อายุ 18 ปี อีก 1 คน กำลังทำงานอย่างขะมักเขม้น เจ้าหน้าที่จึงสั่งให้หยุดทำงาน และขึ้นไปจับกุมนายธิติพัฒน์ หรือ ผู้กองเปิ้ล หรือ สารวัตรเปิ้ล นิธิเสถียร อายุ 41 ปี บนชั้นลอยที่เปิดเป็นออฟฟิศของโรงงาน 

จากการตรวจค้นในห้องพบอาวุธปืนขนาด 11 มม.พร้อมกระสุน 7 นัด แม็กกาซีนปืน 3 อัน ปืนสั้นบีบีกันส์ 1 กระบอก เสื้อนายทหารติดยศร้อยเอก 3 ตัว และติดยศพันโทอีก 1 ตัว กุญแจมือ 2 อัน บัตรนายทหารปลอมระบุชื่อ ร.อ.ธิติพัฒน์ นิธิเสถียร หัวหน้าหน่วยรบพิเศษ จปร.ชุดที่2 จำนวน 3 ใบ เครื่องช๊อตไฟฟ้า 1 อัน ซองปืน2 อัน โซ่ 1 เส้น พร้อมรถยนต์เบนซ์ สีน้ำเงิน ทะเบียน อพส 643 กรุงเทพมหานคร  รถยนต์วอลโว่ สีทอง ทะเบียน 3อ8321 กรุงเทพมหานคร  รถจยย.ฮอนด้า พีซีเอ็กซ์ สีดำ ทะเบียน ณฉ 1920 กรุงเทพมหานคร ทั้ง 3 คันติดตราสัญลักษณ์ทบ.ไว้จำนวนมาก  จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน 

บริเวณชั้นที่ 2 พบว่าเป็นห้องพัก 2 ห้อง และห้องครัว บริเวณชั้น 3 ใช้เป็นห้องพักคนงานทั้ง 3 ห้อง และเป็นที่ผลิตผ้าก๊อตพันแผล ส่วนบริเวณชั้น 4 เป็นห้องพักคนงานอีก 2 ห้อง และห้องผลิตและเก็บผ้าก๊อตอีก 1 ห้อง นอกจากนี้บริเวณผนังในห้องเก็บของยังพบรอยกระสุนปืนอีกหลายนัด และมีโซ่ที่ใช้สำหรับล่ามคนงานผูกติดอยู่กับจักรเย็บผ้าอีกด้วย 

พ.ต.ท.อัศวิน เผยว่า สืบเนื่องจากทางปคม.ได้รับการประสานงานจากรายการโทรทัศน์ ว่ามีหญิงสาวหนีออกมาจากโรงงานดังกล่าว โดยเล่าให้ฟังว่าถูกเจ้าของบังคับให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ถ้าใครไม่ทำงานและทำอะไรผิดก็จะถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุน และถูกใส่กุญแจมือ เอาโซ่ล่ามติดไว้กับจักรเย็บผ้า และยังบังคับให้คนงานชายชาวพม่าข่มขืนคนงานหญิงชาวลาว เพื่อไม่ให้คิดหลบหนีอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเพื่อนที่ถูกกักอยู่ด้านในอีก3คน เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์มาระยะหนึ่ง กระทั่งขออำนาจศาลออกหมายค้นเพื่อเข้าตรวจสอบ และจับกุมตัวผู้ต้องหาได้ดังกล่าว นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาพบว่า  เมื่อกลางปี2555 นายธิติพัฒน์ ได้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงแขนตัวเองภายในบ้าน เนื่องจากภรรยาหนีออกไปจากบ้านหลายวัน ทำให้เกิดความเครียด แต่ก็ไม่ได้เป็นคดีความแต่อย่างใด 

สอบสวนนายธิติพัฒน์ ให้การอ้างว่า เรียนจบแค่ม.3 ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนายทหาร แต่ที่บ้านเป็นคนเชื้อสายจีนต้องการให้ออกจากโรงเรียนมาค้าขาย ทำธุรกิจต่อจากครอบครัว จึงได้ไปซื้อเครื่องแบบทหาร และทำบัตรทหารปลอมมาเก็บไว้ ไม่ได้มีเจตนาเอาไปใช้แอบอ้าง  ปืนก็ซื้อต่อจากเพื่อนมายังไม่ได้โอน ส่วนรอยกระสุนที่พบบนกำแพงห้องชั้น 4นั้น เกิดจากการซ้อมยิงปืน เนื่องจากไม่กล้ายิงขึ้นฟ้า เพราะกลัวจะเกิดอันตรายตกใส่ศีรษะคนอื่น และจะยิงในเวลากลางวันขณะที่คนละแวกบ้านไปทำงานกันหมด  

"คนงานที่ถูกทำร้ายนั่นเป็นเพราะชอบขโมยเงินของภรรยาเป็นประจำ และทำงานผิดพลาดจนทำให้ธุรกิจเสียหาย ส่วนที่ต้องล่ามโซ่ข้อเท้าก็เพราะเกรงว่าคนงานจะคิดสั้นกระโดดตึกตาย อีกทั้งผมมักจะขู่ด้วยการซ้อมยิงปืนใส่กำแพงให้เห็นเป็นประจำเพื่อให้เกิดความกลัว ค่าแรงก็ให้วันละ 300บาท เท่าค่าแรงขั้นต่ำ ไม่ได้เอาเปรียบคนงานแต่อย่างใด"นายธิติพัฒน์กล่าว 

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาค้ามนุษย์โดยการกักขังหน่วงเหนี่ยว ให้ที่พักพิงคนต่างด้าว ครอบครองอาวุธปืนผิดมือไว้ในครอบครอง กระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงาน ใช้ยศโดยไม่มีสิทธิ ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม ก่อนจะนำตัวส่งปคม.ดำเนินคดีต่อไป 

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 5-4-2556)  

 

ทะลักด่านแม่สอด-เมียวดี แรงงานพม่าแห่กลับบ้านเที่ยวสงกรานต์มหาศาล 

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 7 เมษายนว่า แรงงานพม่านับ 1,000 คน จากกทม.และเขตปริมณฑล เดินทางกลับไปภูมิลำเนา เพื่อไปเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ ในปีนี้ ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความแออัด โดยเฉพาะที่บริเวณหน้าด่านพรมแดนไทย – พม่า  ที่  แม่สอด – เมียวดี ซึ่งแรงงานพม่าส่วนมากได้ใช้หนังสือเดินทางหรือ พาสปอร์ตแรงงานในการกลับไปภูมิลำเนา ทำให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก ต้องทำงานหนัก เนื่องจากต้องตรวจหนังสือเดินทางขาออก บริเวณสะพานมิตรภาพไทย – พม่า และแรงงานพม่าส่วนหนึ่งต้องกลับทางท่าขนส่งสินค้า โดยสารเรือไปยังฝั่งพม่า 

(มติชนออนไลน์, 7-4-2556) 

 

"หมอชลน่าน" เล็ง ตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขแรงงานต่างด้าว ดูแลโรคติดต่อกันเอง 

นายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการหอกระจายข่าวออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิรตซ์ ถึงการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเข้าถึงการใช้บริการสาธารณขั้นพื้นฐาน ว่า ความเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขของประเทศไทยได้รับการยกย่องจากองค์การอนามัยโลก และองค์การสหประชาชาติว่าสามารถพัฒนาประชากรได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน หรือ อสม. ที่ถูกคัดเลือกโดยชุมชน ซึ่งทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าไปจัดตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพเบื้องต้นให้กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยที่ผ่านมาพบว่าทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และชุมชนในพื้นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข ยังมีนโยบายที่จะขยายโครงการนำร่องเข้าสู่ชุมชน เพื่อจัดการระบบสุขภาพของประชาชนให้เข้มแข็งใน 1,756 ตำบล โดยจะนำเอานวัตกรรมใกล้บ้านใกล้ใจแบบมีส่วนร่วม เข้าไปดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชน นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข ยังเตรียมที่จะจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขแรงงานต่างด้าว หรือ อสต. ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปช่วยดูแลสุขภาพของแรงงานเพื่อป้องกันโรคติดต่อ หรือโรคร้ายแรงต่างๆ ที่อาจเข้ามาแพร่เชื้อในประเทศไทย 

(มติชนออนไลน์, 7-4-2556) 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สปส.จับมือสปสช.เดินหน้าบูรณาการมะเร็งมาตรฐานเดียว 3 กองทุน

Posted: 08 Apr 2013 12:27 AM PDT

รองเลขาธิการสปส.เผยยินดีร่วมมือกับสปสช.เดินหน้าบูรณาการมะเร็งมาตรฐานเดียว 3 กองทุนตามนโยบายรัฐบาล เผยค่าใช้จ่ายรักษามะเร็งสปส.เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แนะใช้จ่ายชดเชยอัตราเดียวกัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงการรักษามากขึ้น

8 เม.ย. 56 - เมื่อเร็วๆนี้ ในการประชุมคณะกรรมการเตรียมการการจัดการการบูรณาการโรคมะเร็งมาตรฐานเดียวทั้งระบบ นางสุพัชรี มีครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมซึ่งรับผิดชอบผู้ประกันจำนวน 10 ล้านคน มีแนวทางและเห็นด้วยกับแนวทางบูรณาการมะเร็งมาตรฐานเดียว 3 กองทุน

นพ.สนธยา พรึงลำภู กรรมการแพทย์ประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า เนื่องจากข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) พบว่า ผู้ป่วยมะเร็งสิทธิประกันสังคมมีความชุกประมาณ 300 คนต่อประชากรแสนราย ซึ่งพบว่ามีค่าใช้จ่ายการรักษาโรคมะเร็งมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยพบว่า  มีราคาเรียกเก็บจากรพ.เพิ่มสูงขึ้นจาก 1,200 ล้านบาท ในปี 2551 เป็น 1,700 ในปี 2554 เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อหัวประมาณ 50,000 บาท ใกล้เคียงกับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าซึ่งอยู่ที่ 52,500 บาท ดังนั้น เมื่อบูรณาการเรื่องมะเร็ง สปส.เห็นด้วยที่จะใช้แนวทางการการรักษาหรือโปรโตคอลเดียวกับสปสช. ซึ่งโปรโตคอลที่สปสช.เพิ่มเติม สปส.ก็จะเสนอให้นำมาใช้กับผู้ประกันตนด้วย และต่อไปกรณีการจ่ายชดเชยก็อาจจะปรับเป็นแนวทางเดียวกัน สำหรับยานอกบัญชียาหลักนั้น สิทธิประกันสังคมอนุมัติให้ใช้ได้ตามข้อบ่งชี้ แต่ก็ยังเป็นภาระหลักของรพ.  จึงเสนอว่าควรมีการกำหนดข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เรื่องยานอกบัญชียาหลักให้ชัดเจน และให้ใช้เหมือนกันทุกกองทุน และการวินิจฉัยยาราคาแพง ซึ่งต้องมีการกำหนดข้อบ่งชี้ให้ชัดเจน รวมถึงการต่อรองราคายา
 
ด้านนายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคมะเร็งปัจจุบันพบว่า จะมีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-7 ต่อปี ผู้ป่วยมะเร็งที่ยังมีชีวิตอยู่ ณ ปี 2555 ประมาณ 2.5 ล้านคน อัตราการเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกปี อาจแสดงได้ว่าผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น หรือมีประชาชนป่วยเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น ซึ่งมะเร็งที่พบมากที่สุดในทุกสิทธิได้แก่ มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่สิทธิการรักษาของแต่ละกองทุนมีความแตกต่างกัน ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการไม่เหมือนกัน ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลจึงมีแนวทางบูรณาการมะเร็งให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกกองทุนสุขภาพ  ซึ่งผลจากการประชุมนั้น ในส่วนของสปสช.และสปส. ได้เห็นชอบในหลักการที่จะบูรณาการระบบบริการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งใน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การประชาสัมพันธ์เพื่อให้ความรู้ 2.การส่งเสริมป้องกัน 3.การคัดกรองโรคมะเร็ง 4.การจ่ายชดเชยค่าบริการ 5.การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง 6.การทำฐานข้อมูลผู้ป่วยมะเร็ง อย่างไรก็ตามจะมีการจัดประชุมเพื่อทำข้อสรุปให้ชัดเจนและนำเสนอให้รัฐบาลรับทราบต่อไป
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วีรพงษ์ รามางกูร: ทิ้งหนี้ไว้ให้ลูกหลาน

Posted: 07 Apr 2013 08:29 PM PDT

พ.ร.บ.กู้ยืมเงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่จะไปลงทุนสร้างระบบรางรถไฟ ประโยชน์โภชน์ผลคงไม่ต้องพูดกันแล้ว เพราะฝ่ายรัฐบาลอภิปรายไปแล้ว

ก็เหลือประเด็นที่ฝ่ายค้านใช้เวลาอภิปรายว่า จะเป็นการเปิดช่องให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง กับสร้างหนี้ไว้ให้ลูกหลาน ควรใช้งบประมาณประจำปีดีกว่า

ประเด็นเรื่องคอร์รัปชั่น ไม่มีใครกล้ารับประกันได้ แต่ต้องช่วยกันป้องกัน ถ้าเล็ดลอดไปได้ ก็ต้องหาทางเอาตัวมาลงโทษให้ได้ 

แม้ว่าอาจรับประกันได้ ก็ยังต้องลงทุน ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ การฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบอย่างหยาบคาย ก็เหมือนกับสังคมป่วยเป็นริดสีดวงทวาร เข้าห้องเล็กเมื่อไหร่ก็เจ็บปวด มีเลือดไหลทุกที เพราะเป็นจนเรื้อรังไปแล้ว รักษาก็ยาก แต่เมื่อเป็นริดสีดวงแล้วจะไม่ยอมเข้าห้องเล็ก ก็เห็นจะไม่ถูก เมื่อถึงเวลาก็ต้องเข้า แล้วควรระวังดูแลอย่าให้เจ็บปวดมาก รักษากันไป

เมื่อถึงเวลาก็ต้องลงทุนพัฒนาประเทศ ถ้ากลัวว่าจะมีรั่วไหล ก็ต้องหาทางป้องกันปราบปราม ได้ข่าวว่า ท่านประมณฑ์ สุธีวงศ์ ประธานกลุ่มต่อต้านคอร์รัปชั่น จะมาร่วมดูแลไม่ให้มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็เบาใจ สบายใจขึ้น

ส่วนประเด็นที่สองที่กลัวกันว่า การกู้ยืมเงินมาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ควรจะตั้งเป็นรายจ่ายในงบประมาณประจำปี เพราะจะได้ปฏิบัติไปตามบทบัญญัติวิธีการงบประมาณ ไม่ควรจะเป็นงบรายจ่ายพิเศษ เพราะจะกลายเป็นภาระกับลูกหลานที่จะต้องมารับภาระ สมัยก่อนหนังสือพิมพ์ชอบคำนวณว่า คนไทยพอเกิดมาปุ๊บก็เป็นหนี้ทันที คนละเท่านั้นเท่านี้บาท

โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่อย่างที่รัฐบาลเสนอขอกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทจากประชาชนนั้น เป็นการกู้เงินจากประชาชนในประเทศเพื่อทำการลงทุนขนาดใหญ่ หรือภาษาการคลังเรียกว่าเป็น "Capital Expenditure"

รายจ่ายสำหรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ มีอายุใช้งานเป็นเวลายาวนาน เช่น โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มักจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนมาก เช่น ทางหลวงแผ่นดิน ทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือน้ำลึก ทางด่วนพิเศษ โครงการชลประทาน และอื่น ๆ 

โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะแยกประเภทตามลักษณะในการลงทุนเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก โครงการที่รัฐบาลทำให้ราษฎรใช้โดยไม่คิดค่าใช้งาน เช่น ทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงชนบท ระบบชลประทาน กับอีกประเภทหนึ่ง รัฐลงทุน แต่มีการเก็บเงินจากผู้ใช้ จ่ายคืนการลงทุนภายหลัง เข้าลักษณะใครใช้ใครจ่าย ซึ่งกว่าจะคุ้มกับเงินลงทุน อาจจะช้าบ้าง เร็วบ้าง แล้วแต่นโยบาย

สำหรับโครงสร้างพื้นฐานประเภทแรก ก็มักจะอยู่ในอำนาจของกรมใดกรมหนึ่ง เวลาจะลงทุน ก็ตั้งจากงบประมาณประจำปี และผูกพันปีต่อไปเรื่อย ๆ ปีต่อปี รัฐบาลก็ตั้งให้ตามที่ผูกพัน แต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องตั้งให้ตามที่ขอทุกปี น้อยบ้าง มากบ้าง แล้วแต่ฐานะทางด้านรายได้ เราจึงเห็นทางหลวงแผ่นดินหลายสายมีการก่อสร้างไว้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือโครงการรถไฟรางคู่ทั่วประเทศเริ่มลงทุนมากกว่า 15 ปีแล้ว ก็ยังไม่เสร็จ เพราะงบประมาณได้บ้างไม่ได้บ้าง แล้วแต่นโยบายและความจำเป็นเร่งด่วน

สำหรับโครงการที่รัฐบาลต้องการทำเป็นโครงการที่จะเรียกเก็บค่าบริการมาใช้คืนเงินค่าลงทุน อย่างกรณีรถไฟความเร็วสูงก็ดี ท่าอากาศยานก็ดี ท่าเรือน้ำลึกก็ดี ระบบไฟฟ้าก็ดี น้ำประปาก็ดี หรืออื่น ๆ ที่จะทำในลักษณะรัฐพาณิชย์ จึงมักจะมอบให้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐวิสาหกิจ 

รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แล้วแต่ความเหมาะสม เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ทั้งในด้านการผลิต การเงิน บุคคล

ในกรณีรถไฟความเร็วสูง ก็คงจัดในรูปรัฐวิสาหกิจรูปใดรูปหนึ่ง คงไม่ตั้งกรมรถไฟความเร็วสูงขึ้นมาเป็นผู้ลงทุน ส่วนจะเป็นรัฐวิสาหกิจในรูปใด ก็คงต้องคอยฟังกันต่อไป

เมื่ออยู่ในรูปรัฐวิสาหกิจรูปใดรูปหนึ่ง การตั้งงบประมาณประจำปีเพื่อใช้ในการลงทุน ก็ไม่น่าจะเหมาะสม ควรให้รัฐวิสาหกิจเจ้าของโครงการเป็นผู้รับผิดชอบเงินลงทุนเอง แทนที่จะคอยเงินภาษีอากรของประชาชนมาลงทุนเหมือนกรมทางหลวงแผ่นดิน กรมชลประทาน กรมทางหลวงชนบท หรือกรมอุตุนิยมวิทยา

โครงการขนาดใหญ่อย่างนี้ อายุการใช้งานเป็นร้อย ๆ ปี ถ้าต้องการทำเร็วเช่นที่รัฐบาลประกาศไว้ 7 ปีสำหรับรถไฟความเร็วสูง และเร็วกว่านั้นสำหรับโครงการอื่น ๆ หากต้องจ่ายเมื่อการลงทุนเริ่มขึ้น ก็ต้องจ่ายเป็นเงินจำนวนมากในแต่ละปี ปีละ 3-4 แสนล้านบาท ก็จะเต็มวงเงินลงทุนของรัฐบาล แต่ถ้าจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยของเงินลงทุน ถ้าดอกเบี้ยกู้ยืม 3-4 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลก็สามารถตั้งงบประมาณ จ่ายเพียงปีละ 6 ถึง 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ไม่เต็มวงเงินงบประมาณประจำปี

เมื่อไม่เต็มวงเงินกู้ ก็จะสามารถตั้งงบประมาณลงทุนในด้านอื่น ๆ เป็นโครงการสาธารณสุข โครงการการศึกษา โครงการพัฒนาอาชีพ รวมทั้งโครงการทางหลวงแผ่นดิน โครงการชลประทานได้อีก ไม่ใช่เอางบประมาณรายจ่ายทั้งหมดมาลงทุนในโครงการนี้อย่างเดียว อย่างที่ฝ่ายคัดค้านอยากเห็น

การกู้ภายในประเทศ หรือการกู้เงินบาท ก็เท่ากับการระดมเงินออมจากประชาชนไทยมาลงทุน ผู้ออมก็ได้ประโยชน์ คือได้ดอกเบี้ยสูงกว่า และมั่นคงสบายใจกว่าฝากธนาคารพาณิชย์ เพราะผู้กู้คือกระทรวง

การคลัง เป็นการเอาเงินออมจากคนรุ่นนี้มาลงทุนสร้างทรัพย์สินไว้ให้ลูกหลาน แทนที่จะไปลงทุนซื้อพันธบัตรอเมริกัน อังกฤษ ยุโรป เพราะทรัพย์เหล่านั้นดอกเบี้ยก็ต่ำ ความเสี่ยงที่ค่าเงินดอลลาร์ เงินปอนด์ และเงินยูโรจะเสื่อมค่า เมื่อเทียบกับรางรถไฟ หรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งมีแต่จะมีราคามากขึ้นแพงขึ้น

ผู้รับภาระจ่ายดอกเบี้ยก็คือคนรุ่นนี้ เพราะช่วง 10-15 ปีแรก โครงการก็คงจะขาดทุนอยู่ จะไปทำกำไรได้คืนทุนก็คือรุ่นลูก ยิ่งรุ่นหลานก็คงกำไรมากขึ้น ไม่น่าจะมีภาระมากเท่ากับรุ่นเรา ข้อสำคัญ รายจ่ายที่รัฐบาลจ่าย ก็จ่ายให้ประชาชนคนไทยด้วยกันเอง เจ้าหนี้ก็คือคนไทยด้วยกัน

ดูอย่างครั้งเมื่อรัฐบาลพระพุทธเจ้าหลวงไปออกพันธบัตรเป็นเงินปอนด์ขายที่ยุโรป เพื่อมาเป็นค่าเวนคืนที่ และลงทุนสร้างระบบรถไฟขึ้นเมื่อปี 2447 บัดนี้ก็ใช้หนี้หมดไปนานแล้ว พวกเรารุ่นหลานรุ่นเหลนไม่เคยทราบด้วยซ้ำว่าเราเคยมีหนี้ก้อนนี้ แต่เรามีรางรถไฟจากเหนือจดใต้ จากตะวันตกไปตะวันออก

โครงการเงินกู้ธนาคารโลกมาสร้างเขื่อนยันฮี หรือเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์ ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ และเขื่อนอื่นที่เราให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตกู้เงินมาก่อสร้าง ก็สามารถคืนเงินกู้ได้จนหมดแล้ว รุ่นเรารู้แต่ว่าเรามีทรัพย์สินเป็นเขื่อน เป็นระบบชลประทาน เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ใช้ไปได้ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเรา

ยิ่งเป็นเงินกู้ภายในประเทศ ลูกหนี้ก็เป็นรัฐบาล เจ้าหนี้ก็เป็นประชาชน ประชาชนเป็นทั้งเจ้าของทรัพย์สินและเป็นเจ้าหนี้ 

ถ้าเกิดประมาทพลาดพลั้ง เช่น ภาษีไม่เข้าเป้า จะยืมประชาชนใหม่มาใช้หนี้เก่าก็ยังได้ ไม่เหมือนกู้ต่างประเทศ 

ถ้าเครดิตไม่มี อาจจะถูกเรียกหนี้คืนได้

ง่าย ๆ หรือยืมใหม่มาใช้หนี้เก่าไม่ได้ ลูกหลานไทยจึงเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพราะเป็นทั้งผู้ถือพันธบัตรและผู้จ่ายภาษีใช้หนี้

พอถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน หนี้ 2 ล้านล้าน มูลค่าจะเหลือนิดเดียว แต่ทรัพย์สินจะมีมูลค่าสูงขึ้นมหาศาลเหมือนหนี้สร้างเขื่อนภูมิพล 2,000 ล้านบาท สมัยโน้น เทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าที่ดินและตัวเขื่อนในราคาปัจจุบัน

การกู้เพื่อการ ลงทุนสร้างทรัพย์สินคราวนี้จึงไม่มีอันตรายเท่าใดเลย ขออย่างเดียว ลูกหลานเราอย่าบริหารให้ขาดทุนจนพังก็แล้วกัน

ผมเห็นของผมอย่างนี้ ลูกหลานจะด่าก็ตามใจ

 

 

 

ที่มา: คอลัมน์ คนเดินตรอก ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น