โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

ถอดบทเรียน 15 ปีคดีฝุ่นฝ้าย: สับคดีนาน 15 ปีสวนทางปรัชญาก่อตั้งศาลแรงงาน

Posted: 05 Feb 2011 12:57 PM PST

คนงานถอดบทเรียน "คดีฝุ่นฝ้าย" เผยฟ้องนายจ้างเพราะหวังปรับปรุงสภาพโรงงานให้ดีขึ้น นักสิทธิฯ ชี้คดีนาน 15 ปีสวนทางปรัชญาก่อตั้งศาลแรงงาน ส่วนนักวิชาการด้านกฎหมายระบุวิจารณ์ศาลได้จึงเกิดการเปลี่ยนแปลง เอ็นจีโอเตือนคนงานเตรียมรับมืออุตสาหกรรมหนัก-เปิดการค้าเสรี

(5 ก.พ. 54) ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ มีการจัดเวทีเสวนา "บทเรียน 15 ปีคดีกลุ่มผู้ป่วยปอดอักเสบจากโรงงานทอผ้า สังคมไทยได้เรียนรู้อะไรกับสิทธิทดแทนที่เป็นธรรม" เพื่อถอดบทเรียนประสบการณ์การต่อสู้ของกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอักเสบฝุ่นฝ้าย รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

โดยนางสมบุญ สีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย หนึ่งในผู้ฟ้องร้องคดีนี้ เล่าถึงเหตุการณ์ก่อนตัดสินใจฟ้องคดีว่า สภาพในโรงงานขณะนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นฝ้าย ส่งกระทบต่อสุขภาพของคนงาน เมื่อตรวจรักษาและทราบว่าเป็นโรคจากการทำงาน ได้ร่วมชุมนุมกับสมัชชาคนจนนาน 99 วัน เพื่อเรียกร้องสิทธิในเงินทดแทน ซึ่งก็ยังไม่เพียงพอเพราะเป็นเงิน 60% ของค่าจ้าง ซ้ำยังต้องสำรองจ่ายไปก่อนแล้วเบิกทีหลัง ทำให้คนงานต้องไปกู้ยืมเงินมาจ่ายก่อน สุดท้าย เมื่อพวกเธอได้เข้าอบรมกับสภาทนายความจึงตัดสินใจฟ้องร้องเป็นคดีความ โดยหวังให้นายจ้างมีการปรับปรุงโรงงาน รวมถึงได้ค่าชดเชยเพื่อให้ผู้ป่วยแต่ละคนได้กลับไปฟื้นฟูตนเอง อย่างไรก็ตาม ไม่นึกว่าจะต้องนำพาพี่น้องมายาวนาน 15 ปี

อัดกระบวนการพิจารณาคดีสวนทางปรัชญาก่อตั้งศาลแรงงาน
นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)กล่าวถึงปรัชญาพื้นฐานในการก่อตั้งศาลแรงงานเมื่อปี 2522 ที่ว่า "ศาลแรงงานก่อตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง โดยมีผู้พิพากษาที่เป็นผู้ที่มีความรู้มีความเข้าใจในปัญหาแรงงาน ร่วมกับผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้าง ทั้งการดำเนินคดีควรเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว เสมอภาคและเป็นธรรม เพื่อให้คู่ความมีโอกาสประนีประนอมยอมความและสามารถกลับไปทำงานโดยไม่มีความรู้สึกเป็นอริต่อกัน" และว่า เมื่อดูกระบวนการพิจารณคดีที่ยาวนานถึง 15 ปีของคดีฝุ่นฝ้าย ดูเหมือนจะไม่สอดคล้องกับปรัชญาข้างต้น

ทั้งนี้ เขาเสนอว่า สิ่งที่ต้องปรับปรุงคือการกลับไปที่ปรัชญาเดิมของศาลแรงงาน ที่มีผู้พิพากษาที่มีความชำนาญในด้านแรงงานโดยเฉพาะ ไม่ใช่เป็นทางผ่านของผู้พิพากษาต่อไปยังศาลอื่นๆ รวมถึงปรับกระบวนการคัดเลือกผู้พิพากษาสมทบเข้าไปเป็นตัวแทนฝั่งนายจ้างและฝั่งลูกจ้าง ให้คำนึงถึงความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ดูที่ฐานของคะแนน ทั้งนี้พบว่าบางครั้งมีตัวแทนนายจ้างเข้าไปเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างด้วย

นอกจากนั้น เข้าใจว่ากระบวนการพิจารณาคดีได้เปลี่ยนไปจากเดิมที่ต้องเป็นระบบไต่สวน เพื่อให้ผู้พิพากษาหาข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด เนื่องจากลูกจ้างมีโอกาสน้อยกว่า นับตั้งแต่การหาทนายความมาสู้คดีจนถึงอำนาจต่อรองในการนำข้อเท็จจริงเข้าสู่การพิจารณาคดี ดังนั้น หากไม่ใช่ระบบไต่สวน จะไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมได้ตั้งแต่ต้น

นายไพโรจน์ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คำพิพากษาคดีนี้สร้างบรรทัดฐาน คือ 1.แม้จะจ่ายเงินจากกองทุนเงินทดแทนแล้ว ก็ยังจ่ายค่าเสียหายอื่นจากการละเมิดได้ 2.กรณีอายุความว่าจะฟ้องละเมิดได้ภายใน 1 ปีเท่านั้น กรณีนี้ใช้ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม ซึ่งระบุว่าผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองแหล่งกำเนิดมลพิษ ก่อให้ผู้อื่นเกิดความเสียหายต่อร่างกาย จะต้องจ่าย โดยฟ้องได้ในภาย 10 ปี นอกจากนี้ นายจ้างซึ่งจำเลยระบุว่าคนงานไม่ใช่ "ผู้อื่น" เพราะอยู่ในกระบวนการผลิตด้วย (มาตรา 96 ระบุว่า แหล่งกำเนิดมลพิษใดก่อให้เกิดหรือเป็นแหล่งกำเนิดของการรั่วไหลหรือแพร่กระจายของมลพิษอันเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย ต้องจ่ายและฟ้องได้ใน 10 ปี)ศาลชี้ว่า ผู้อื่นในความหมายนี้ คือไม่ใช่เจ้าของ เพราะฉะนั้นคนงานจึงไม่เกี่ยวข้องด้วย

นายไพโรจน์ กล่าวว่า ตอนฟ้องคดี นอกจากเรียกร้องเงินทดแทนแล้ว ยังมีคำขอในเรื่องสำคัญอีกสามเรื่อง ซึ่งศาลไม่ได้วินิจฉัย นั่นคือ ให้แก้ไขโรงงานให้อยู่ในสภาพปลอดภัยจากมลภาวะภายในเวลาที่ศาลกำหนด และรายงานให้ศาลทราบเป็นระยะพร้อมคำรับรองของหน่วยงาน ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสารเคมีและวัตถุอันตรายในกระบวนการผลิต รวมถึงต้องมีมาตรการป้องกันและแจ้งให้ศาลทราบเป็นระยะๆ ซึ่งเขามองว่า คำพิพากษาควรขยายผลเรื่องนี้ไปไกลกว่านี้ เพราะหากมีการกระทำตามข้อเรียกร้องได้จริง ต่อไปก็จะมีการพัฒนาโรงงานอื่นๆ ในอนาคต ซึ่งจะมีผลต่อกระบวนการแรงงานทั้งหมด

เมื่อศาล(ในอเมริกา)วิจารณ์ได้ และนำมาซึ่งการปรับตัว
นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงคดีแรงงานกับกระบวนการทางศาลว่า คดีนี้ สื่อหลายแห่งรายงานว่าผู้ใช้แรงงานชนะ แต่เขามองว่าเป็นความพ่ายแพ้ใน ชัยชนะ ดังคำกล่าวที่ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือไม่มีความยุติธรรม โจทก์แต่ละรายได้เงินประมาณ 110,000 บาทหลังรอมา 15 ปี หากคิดเป็นเงินต่อปี ตกปีละเจ็ดพันกว่าบาท นี่เป็นปัญหาในการพิจารณาคดี นอกจากนี้ ในคำพิพากษาไม่ได้ระบุว่าบนฐานคิดอะไรจึงจ่ายแค่นี้ ทั้งที่ตอนฟ้องคดี โจทก์แจกแจงว่าแต่ละส่วนเป็นเงินเท่าไหร่ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อไปเวลาฟ้องคดีจะไม่มีหลักการว่าจ่ายเท่าไหร่ ดังนั้น แม้ว่าแง่หนึ่งศาลตัดสินให้ผู้ใช้แรงงานชนะ แต่มันก็คลุมเครือและยาวนาน

นายสมชาย กล่าวด้วยว่า ถ้าพิจารณาคดีแรงงานที่เกิดขึ้นโดยรวม จะพบว่า คดีบางคดี ศาลตัดสินเร็วมาก โดยเฉพาะคดีของสหภาพแรงงานและคดีเลิกจ้างต่างๆ ดังนั้น จะเห็นว่ากระบวนการทางศาลต่อให้เป็นศาลแรงงาน ก็มีปัญหาอย่างมากในภาพรวม โดยมีความเข้าใจแรงงาน ระบบการจ้างงานต่ำมาก เพราะฉะนั้น จึงควรต้องตระหนักถึงความเป็นไปได้ เมื่อจะใช้กระบวนการทางศาลเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ด้วย

นอกจากนี้ นายสมชายกล่าวถึงงานวิจัยเกี่ยวกับสหภาพแรงงานในสหรัฐอเมริกาว่า ในช่วง 2-3 ทศวรรษหลัง สหภาพแรงงานในอเมริกาชุมนุมประท้วงน้อยลง โดยหันมาใช้กระบวนการทางศาลมากขึ้น ซึ่งนี่เกิดจากการที่ศาลปรับตัวหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนอย่างหนัก โดยก่อนหน้านั้น ศาลในอเมริกาได้ตัดสินว่า การให้สิทธิพิเศษแก่ลูกจ้างหญิงในการทำงานให้ไม่ต้องยกของหนักเป็นการเลือกปฏิบัติ หลังจากนั้น ศาลก็โดนด่าว่าไม่เข้าใจการเลือกปฏิบัติ

"ที่เปลี่ยนแปลงมาก อย่าคาดหวังว่าศาลจะนั่งทางในแล้วบรรลุสัจธรรม แต่เกิดจากการที่สังคมกดดัน วิพากษ์วิจารณ์" นายสมชายกล่าวและว่า ไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่บอกว่าต้องวิจารณ์อย่างเป็นวิชาการ ซึ่งเมื่อพูดเช่นนี้ ผู้ที่วิจารณ์ได้ก็มีเพียงนักวิชาการ ขณะที่ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงทำไม่ได้

นอกจากนี้ นายสมชาย แนะว่าควรให้ความสำคัญกับความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน ด้วย เพราะระบบการจ้างงานแบบยืดหยุ่นที่เพิ่มมากขึ้นส่งผลสะเทือนต่อความเข้มแข็งของสหภาพแรงงาน โดยลูกจ้างสองกลุ่มในสถานประกอบการเดียวกันไม่ได้มีสหภาพแรงงานร่วมกัน เพราะกลุ่มหนึ่งเป็นแรงงานระยะสั้น อีกกลุ่มเป็นพนักงานประจำ ทำให้การรวมตัวของสหภาพแรงงานแบบเดิมอ่อนกำลั

ทั้งนี้ เวลาที่จะสู้คดีของผู้ใช้แรงงานในคดีประเภทต่างๆ เมื่อผู้ใช้แรงงานจะใช้กระบวนการทางศาล จำนวนไม่น้อยที่ประสบความสำเร็จต้อง ใช้ทรัพยากรที่เพียงพอ และมีเครือข่ายหนุนหลังพอสมควร ไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคล โดยยกตัวอย่างกรณีคดีฝุ่นฝ้าย ว่าหากโจทก์แต่ละคนจ้างทนายกันคนละกัน 15 ปีจะต้องจ่ายค่าจ้างทนายเป็นเงินจำนวนมาก

นายสมชายเสนอว่า หากจะปฏิรูปกระบวนการทางศาล ลำพังพลังของผู้ใช้แรงงานไม่พอ เพราะสถาบันศาลในสังคมไทยมีความเป็นอนุรักษนิยมสูงมาก นั่นคือรักษาสถานะของผู้ได้เปรียบในสังคมไทยเอาไว้ตลอด ดังนั้น ต้องร่วมกับกลุ่มคนจนในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่รอบด้าน

เตือนเตรียมรับมือ อุตสาหกรรมหนัก-เปิดการค้าเสรี
นางเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณนิเวศ กล่าวว่า ปัญหาที่คนงานคดีฝุ่นฝ้ายพบในอดีต เกิดจากอุตสาหกรรมทอผ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมล้าหลังที่ประเทศอื่นถ่ายโอนจากประเทศพัฒนาแล้วมาให้ ปัจจุบันก็มีอุตสาหกรรมประเภทใหม่ๆ ที่ถูกถ่ายโอนมาเช่นกัน ได้แก่อุตสาหกรรมเหล็กต้นน้ำ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี ซึ่งก่อปัญหาสารพิษให้คนในพื้นที่จำนวนมาก โดยมีผู้ป่วยจากสารพิษในกระบวนการผลิต จนต้องลาออกจากโรงงาน โดยที่นายจ้างอาจทราบหรือไม่ทราบว่ามีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลไทยตั้งแต่อดีต ปัจจุบันรวมถึงในอนาคตก็ทยอยทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศและกลุ่มประเทศต่างๆ อันจะนำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงด้วย ดังนั้น จึงควรมีการให้ความรู้เรื่องกฎหมาย และสารพิษแก่คนงาน เพื่อเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

พันธมิตรฯ ยกระดับการชุมนุม เรียกร้อง "อภิสิทธิ์" ลาออก

Posted: 05 Feb 2011 12:53 PM PST

ให้เหตุผลว่า รัฐบาล้มเหลวในการแก้ไขปัญหากัมพูชา และทุจริตคอรัปชั่น โดยเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งเป็นการชุมนุมติดต่อกันเป็นวันที่ 12 แล้วนั้น เมื่อเวลา 20.30 น. วานนี้ (5 ก.พ. 54) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แถลงการณ์ยกระดับการชุมนุม โดยขอฉันทานุมัติจากประชาชนผู้ร่วมชุมนุม เรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดยระบุว่า เนื่องจากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ประสบความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหากัมพูชา รุกล้ำและยึดครองดินแดนไทย อันนำมาสู่สถานการณ์ปะทะกันของทหารทั้ง 2 ฝ่าย จนมีประชาชนเสียชีวิต ทั้งยังทำให้ราชอาณาจักรไทยตกอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

นอกจากนี้ แถลงการณ์ของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังระบุว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

“สรรเสริญ” ลือทหารกัมพูชาดับ 64 - “ปณิธาน” แจงเป็นข่าวลือต้องตรวจสอบ

Posted: 05 Feb 2011 12:46 PM PST

ไทย-กัมพูชาปะทะอีกรอบ ก่อนแม่ทัพทั้ง 2 ฝ่าย จะตกลงหยุดยิงหลังประชุมกันที่ร้าน “ซึม เมา” เขตกัมพูชา ด้าน “สรรเสริญ” ลือทหารกัมพูชาดับ 64 แจง “ควบคุมความเสียหายไม่ได้ เพราะอานุภาพมันร้ายแรง” และถ้ากัมพูชายิงมาจากปราสาทพระวิหาร ก็ต้องยิงตอบโต้ไปในจุดนั้น ความเสียหายจึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น ส่วน “ปณิธาน” แจงข่าวลือทหารกัมพูชาเสียชีวิต ยังต้องตรวจสอบ 

ไทย-กัมพูชาปะทะรอบ 2 ทหารไทยดับ 1 เจ็บ 2

ตามที่เมื่อวันที่ 4 ก.พ. เกิดเหตุทหารไทยยิงปะทะกับทหารกัมพูชา ที่บริเวณชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหารนั้น ล่าสุดเมื่อเวลา 06.10 น. วานนี้ (5 ก.พ.) เกิดเหตุปะทะระหว่างกองกำลังฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ที่ภูมะเขือบริเวณร่องตามาเรีย พลาญยาว ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร โดยเวลา 06.50 น.เสียงปืนได้สงบลง ปรากฏว่าทหารไทยเสียชีวิต 1 ราย คือ ส.อ.รุชรินทร์ ชาติคำดี ผบ.หมู่ปืนเล็ก ร.16 พัน 2 ค่ายบดินทร์เดชา จ.ยโสธร และได้รับบาดเจ็บ 2 ราย คือ พลทหาร ธวัชชัย ศรีวิเศษ สังกัดเดียวกัน และ อาสาสมัครทหารพรานสงคราม ธุรชัย สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 2301

โดยการปะทะกันครั้งล่าสุดนี้ทั้งสองฝ่ายใช้อาวุธปืนเล็กและปืนยิงจรวดชนิดอาร์พีจี ไม่มีการยิงกระสุนปืนใหญ่ข้ามมาหมู่บ้าน แต่ทางการก็ได้แจ้งเตือนให้ชาวบ้านที่ยังตกค้างไม่ได้อพยพ ออกจากพื้นที่โดยด่วน

 

ทหารไทยข้ามแดนเจรจาทหารกัมพูชาที่ร้าน ซึม เมา” ก่อนตกลงหยุดยิง

ต่อมา เว็บไซต์ไทยรัฐ รายงานว่า พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 พ.อ.กนก ภู่ม่วง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชชัย และนายทหารระดับสูงจากกองกำลังสุรนารี พร้อมคณะจำนวนประมาณ 15 นาย ร่วมเดินทางข้ามด่านผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เข้าประเทศกัมพูชา เพื่อไปเจรจาที่ร้านอาหาร “ซึม เมา” ห่างจากชายแดนไทย ประมาณ 1 กม. ในพื้นที่ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา มี พล.ท.เจีย มอญ ผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 พล.ต.นวน โน รองผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 พล.ท.สรั๊ย ดึ๊ก ผู้บัญชาการกองพลที่ 3 ประจำจังหวัดพระวิหาร และทหารกัมพูชา อีกประมาณ 100 นาย คอยให้การต้อนรับ

จากนั้น คณะได้นั่งโต๊ะเจรจาถึงปัญหาตามแนวชายแดน ด้านปราสาทพระวิหาร โดยเวลาประมาณ 12.00 น.การประชุมเสร็จสิ้น ระหว่างนั้นทั้งสองฝ่ายได้เรียก พ.ต.วีรพงศ์ ไชยทองพันธ์ ส.อ.เวช นามบุญแฝง จ.ส.อ. อุดม วงค์งาม อาสาสมัครทหารพราน (อส.ทพ.) กงทอง วงค์ตาผา ซึ่งทั้ง 4 นายถูกทหารกัมพูชา ควบคุมตัวระหว่างทำหน้าที่เป็นชุดประสานงานที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ เมื่อบ่ายวานนี้มาปรากฏตัวพร้อมปล่อยทหารทั้ง 4 นาย ต่อหน้าผู้บังคับบัญชาระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่าย

โดยมีข้อตกลง 4 ข้อคือ 1.หยุดยิง 2.ห้ามเพิ่มกำลังทหาร 3.ดูแลไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ 4.ประสานงานด้านข้อมูลให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ต่อมาเวลา 13.00 น. พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิดของผู้ปฏิบัติในระดับล่าง ส่วนผู้บังคับบัญชาในระดับสูงของทั้งสองประเทศยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่วนการแก้ปัญหานั้นในระดับล่างต้องทำความเข้าใจที่ดีต่อกันและมั่นใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถที่จะแก้ไขได้

 

สรรเสริญ” ลือทหารกัมพูชาเสียชีวิต 64 ราย รถถังพัง

ไทยรัฐออนไลน์ ยังรายงานการแถลงข่าวของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า การเจรจาระหว่าง พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาค 2 และ พล.ท.เจีย มอน ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยได้ข้อสรุปใน 4 ประเด็น คือ 1.หยุดยิง 2.ห้ามเพิ่มกำลังทหาร 3.ดูแลไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ 4.ประสานงานด้านข้อมูลให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น พร้อมนำตัวนายทหาร 5 นาย ที่อยู่ในพื้นที่ประสานงานใกล้เขาพระวิหาร กลับมาได้แล้ว

ส่วนกรณีรายงานข่าว ทหารกัมพูชา เสียชีวิต 64 นาย รถถังสูญเสีย 12-15 คัน และเครื่องยิงจรวด 4 ชุด เครื่องยิง นั้น หากเป็นจริงต้องขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย แต่อย่างไรก็ดีการใช้อาวุธหนัก ย่อมต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้น

 

ย้ำถ้ากัมพูชายิงมาจากปราสาทพระวิหาร ก็ต้องยิงตอบโต้ไปในจุดที่เขายิงมา

นอกจากนี้ พ.อ.สรรเสริญ ยังกล่าวในสถานีโทรทัศน์เนชั่นแชแนล อีกครั้ง โดยผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องการเสียชีวิตของทหารกัมพูชากว่า 60 นาย และมีการสูญเสียรถถัง โดย พ.อ.สรรเสริญตอบว่า “ข้อมูลใกล้เคียงกัน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้จริงๆ ต้องแสดงความเสียใจ เพราะทางฝั่งของเราไม่ได้ประสงค์ให้เกิดความเสียหายกับเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนทั้งสองฝ่าย ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้นบางทีการปะทะกันด้วยอาวุธหนัก ปืนใหญ่ เครื่องยิงจรวดบางทีควบคุมความเสียหายไม่ได้ เพราะอานุภาพมันร้ายแรง”

ผู้สื่อข่าวยังถามเรื่องที่มีข่าวว่ามีการยิงจนปราสาทพระวิหารเสียหายนั้น พ.อ.สรรเสริญ ตอบว่า “ในพื้นที่การปฏิบัติต้องเข้าใจว่าจุดเกิดเหตุอยู่บริเวณนั้น สมมติว่ามีการยิงของกัมพูชาลงมาจากพระวิหารมาที่ผามออีแดง ซึ่งเป็น ฐาน ตชด. เก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของกำลังฝ่ายเรา ไม่มีโอกาสมีทางเลือกเป็นอย่างอื่น จะไปบอกให้หยุดยิงอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ เราก็ต้องยิงโต้ตอบไปจุดที่เขายิงมา เพราะฉะนั้นความเสียหายต่างๆ ก็มีความเป็นไปได้จะเกิดขึ้น แต่เราไม่ประสงค์ให้เป็นอย่างนั้น เพราะปกติเรื่องวัดวาอารามอยู่ในสายเลือดคนไทยอยู่แล้ว ว่าเกี่ยวพันกับหลักศาสนา เราไม่ประสงค์อย่างนั้น แต่เป็นสิ่งควบคุมไม่ได้”

 

ปณิธาน” แจงข่าวลือทหารเขมรตาย 64 ศพ ต้องตรวจสอบ

ขณะที่ มติชนออนไลน์ เผยแพร่ข่าวเมื่อเวลา 20.55 น. วานนี้ (5 ก.พ.) ว่า นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงเหตุยิงปะทะที่ชายแดน ว่า การตอบโต้ดังกล่าวเป็นลักษณะจำกัดคือตอบโต้ทางทหารเท่านั้น เบื้องต้นรัฐบาลได้รับรายงานว่า ฝั่งกัมพูชามีตัวเลขสูญเสียค่อนข้างสูง ข่าวลือที่ว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิต 64 ศพ อาจต้องใช้เวลาตรวจสอบอีกสักพัก ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศจะเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชามาพบเพื่อยื่นหนังสือ ประท้วง และยังได้เตรียมหนังสือไว้ชี้แจงต่อองค์กรระหว่างประเทศอื่นด้วย

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สื่อกัมพูชาเผยภาพ "ปราสาทพระวิหาร" เสียหายหลังเหตุปะทะทหารไทย

Posted: 05 Feb 2011 11:54 AM PST

สื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพความเสียหายบริเวณปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ หลังทหารไทยปะทะทหารกัมพูชา ขณะที่ รอง ผบ.สส. “พล.อ.เจีย ดารา” ให้กำลังใจกำลังพลใกล้ชิด ด้าน รมต.ต่างประเทศกัมพูชาทำจดหมายประท้วงไปยังคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติแล้ว

สภาพความเสียหายของวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)

ภาพจรวดตกใกล้บริเวณปราสาทพระวิหาร (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)

ทหารกัมพูชาเตรียมพร้อมที่ปราสาทพระวิหาร ขณะที่ภาพล่างสุด พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกัมพูชา ระหว่างตรวจเยี่ยมให้กำลังใจทหารกัมพูชาในพื้นที่ (ที่มา: สำนักข่าว DAP-News)

 

วานนี้ (5 ก.พ.) สำนักข่าวดึมอำปึล หรือต้นมะขาม (DAP-News) ของกัมพูชา เผยแพร่ภาพความเสียหายบริเวณปราสาทพระวิหารและวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะ หลังเมื่อวันที่ 4 ก.พ. และเช้าวันที่ 5 ก.พ. เกิดการปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา

ทั้งนี้ ชนวนปะทะดังกล่าว เกิดขึ้นหลังทหารชุดเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี ได้เข้าไปสร้างเส้นทาง และสะพานในพื้นที่ตะวันออกของผามออีแดง เพื่อก่อสร้างสะพานข้ามลำธารที่อยู่ระหว่างโขดหิน ทางขึ้นสู่วัดแก้วสิกขาครีสวายเรีย แต่ทหารกัมพูชาถือว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชา จึงทำให้มีการปะทะกันเกิดขึ้น

โดยสำนักข่าวดึมอำปึล เผยแพร่ภาพลูกจรวดที่ยิงจากฝั่งไทย ตกใกล้กับตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งสร้างมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 9 นอกจากนี้บริเวณศาสนสถานของวัดแก้วสิกขาคีรีสวายเรียะก็เต็มไปด้วยรอยกระสุน นอกจากนี้มีการเผยแพร่ภาพ พล.อ.เจีย ดารา รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพกัมพูชา ตรวจพลและให้กำลังใจทหารกัมพูชาที่รักษาพื้นที่ปราสาทพระวิหารด้วย

 

ภาพตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งปรากฏร่องรอยความเสียหายหลังการปะทะ ขณะที่ภาพล่างสุดเป็นภาพทหารกัมพูชายืนเฝ้าระวังชายแดน (ที่มา: สำนักข่าว CEN)

 

นอกจากนี้สำนักข่าว CEN ของกัมพูชา ยังได้เผยแพร่ภาพตัวปราสาทพระวิหารหลายภาพ โดยบริเวณปราสาทมีร่องรอยได้รับความเสียหายหลังเกิดการปะทะด้วย

 

หนังสือร้องเรียนต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ ลงนามโดย ฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา

 

นอกจากนี้สำนักข่าวดึมอำปึล ยังรายงานด้วยว่า นายฮอร์ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้ทำหนังสือร้องเรียน แสดงความกังวลไปยังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งองค์การสหประชาชาติ กล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายรุกล้ำดินแดนกัมพูชา เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2011 ระหว่างเวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น. โดยทหารไทยกว่า 300 นายได้เข้ามายังดินแดนกัมพูชาและโจมตีกัมพูชาจาก 3 จุด และเช้าวันที่ 5 ก.พ. 2011 เวลา 06.30 น. โดยไทยยิงกระสุนปืนใหญ่ขนาด 105 ม.ม. ที่ภูมะเขือ เป็นเวลา 20 นาที

“การโจมตีเป็นผลให้เกิดความเสียหายรุนแรงอย่างมากต่อปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นมรดกโลก เช่นเดียวกับการเสียชีวิตและบาดเจ็บของทหารกัมพูชาและประชาชนกว่าสิบราย” หนังสือร้องเรียนของทางการกัมพูชาระบุ

ในหนังสือร้องเรียนยังระบุด้วยว่า ไทยได้ละเมิดศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ สนธิสัญญาทางไมตรีและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกัมพูชาและประเทศไทยเป็นภาคี และละเมิดข้อตกลงสันติภาพปารีสปี 1991 ในเรื่องความเป็นเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน การไม่อาจล่วงล้ำ ความเป็นกลาง ความเป็นเอกภาพของชาติของกัมพูชา

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กวีประชาไท"ไพร่ผ่านศึก"

Posted: 05 Feb 2011 05:33 AM PST

สีเขียวเอ๋ย เคยอยู่ คู่แนวหน้า

ทหารกล้า คุ้มประชา น่ายกย่อง

ปกป้องเถิด อธิปไตย แผ่นดินทอง

เพื่อปวงชน ทั้งผอง พี่น้องไทย..

 

ทหารเอ๋ย เคยกล้า ท้าออกศึก

ด้วยสำนึก ศักดิ์ศรี พลีชีพให้

เกียรติยศ โปรดจำ ทำเพื่อใคร

ประชาชน ใช่ไหม ใครสาบาน..

 

เราจะปก ป้องไทย ให้คงมั่น

เราจะรบ โดยพลัน ไม่หวั่นคร้าน

เราจะรุก และรบ ประสบการณ์

ขจัดภัย หมู่มาร ให้บ้านเรา..

 

ดอกป๊อปปี้ สีแดง แรงใจนี้

ซื้อมอบให้ สักที มิให้เศร้า

3 กุมภา เป็นแรงใจไม่เสียเปล่า

เฝ้าบอกกล่าว วันทหาร ผ่านศึกไทย..

 

................

 

ณ ใจกลางมหานคร...

 

ผ้าพันคอ สีฟ้า มากันครบ

บรรจงจบ กระบอกปืน ยืนแข็งกร้าว

กระทืบซ้ำ กระหน่ำยิง ยิ่งปวดร้าว

ไพร่มือเปล่า ยังสู้ กูไม่ยอม!

 

ทหารกล้า เดินหน้า ระดมยิง

สไนเปอร์ ผีสิง ยิ่งเตรียมพร้อม

กระหยิ่มยิง ยิ้มเย้ย เฮ้ย..จงยอม

พวกจอมปลอม คิดต่อ ก่อการร้าย..

 

กลางบางกอก กระบอกปืน ยิงขึ้นฟ้า

ประทับบ่า เล็งมา ตรงหน้าไพร่

เฝ้าหลบหลีก ลนลาน คลานออกไป

จะปลีกลี้ หนีไปไหน ไพร่อาสาฯ

 

หนังสติ๊ก บรรจงจับ ก้อนหินใส่

พลุตะไล จุดไป ให้ขึ้นฟ้า

ไม้เหลาแหลม ช่วยกันยัน "อย่าเข้ามา..

พวกกูจัก รักษาป้อม จนยอมตาย!"

 

บ้างวิ่งลาก เพื่อนพ้อง ต้องหลีกหลบ

บ้างต้องจบ ชีวิต ปลิดปลิวหาย

บ้างยังสู้ ถึงรู้ กูต้องตาย

แต่อย่าหมาย เข้าไปได้ ใกล้เวที!

 

เสียงปืนเงียบ เยียบเย็น ไม่เห็นแล้ว

ไม่มีแว่ว แม้เสียงใจ เต้นในนี้

ไม่มีแม้ พลุ ตะไล ที่เคยมี

ไม่มีแม้ สดุดี วีรชน...

 

แล้ววันไหน เป็นวันไหว้ "ไพร่ ผ่าน ศึก"

เพื่อรำลึก นึกถึงกัน วันถูกโค่น

เพื่อรำลึก ศึกเทวดา ในคราบโจร

เพื่อรำลึก พวกห้อยโหน ศักดินา..

 

แล้ววันไหน เป็นวัน "ไพร่ ผ่าน ศึก"

เพื่ออยู่ใน สำนึก ศึกอาสาฯ

สู้มือเปล่า วิ่งเข้าใส่ ไร้ศาสตรา

ทหารกล้า อายบ้างไหม ไพร่อย่างกู!

 

 

** เขียนให้ในวันที่ 3 กุมภา "วันทหารผ่านศึก" แล้วไพร่เสื้อแดง ที่สู้รบกับความอยุติธรรมอย่างกล้าหาญ คุณจะกำหนดวันไหน ให้เป็นวัน "ไพร่ผ่านศึก" สำหรับพวกเค้า?? เขียนพร้อมกับนึกถึงภาพวันที่พี่น้องเราสู้สุดชีวิต คำว่าประชาธิปไตย เป็นแรงผลักดัน ให้เราสู้ ขอให้พี่น้องจงภูมิใจ พี่น้องเก่งกล้ากว่าทหารจัญไรใส่ผ้าพันคอสีฟ้าพวกนั้นเสียอีก กราบที่หัวใจไพร่ผ่านศึก ศิษย์เก่า ผ่านฟ้า คอกวัว สตรีวิทย์ อนุสรณ์สถาน สามเหลี่ยมดินแดง รางน้ำ งามดูพลี ราชประสงค์ และวัดปทุมฯ ทุกท่าน

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ถาวรยันปีหน้าถอนทหารนอกพื้นที่พ้นใต้ หนุนตั้งกองกำลังท้องถิ่น

Posted: 05 Feb 2011 05:09 AM PST

ถาวรยันปีหน้าถอนทหารภาค 2 ภาค 3 พ้นชายแดนใต้ ชี้เหตุรุนแรงลดลง หนุนกำลังท้องถิ่นดูแลแทน ทั้ง อส. ชรบ. รับสมัครเฉพาะคนพื้นที่ เพื่อลดความตึงเครียดคนพื้นที่ 

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย(มท.3) เปิดเผยผ่านรายการ ร่วมคิด ร่วมแก้ปัญหากับรัฐมนตรีถาวร ถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่อง 11 ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง จากกองบัญชาการกองรักษาดินแดน (บก.อส.) จังหวัดยะลา เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2554 ว่า นับตั้งแต่นี้ไปจนถึงในหน้า รัฐบาลจะทยอยถอนทหารจากกองทัพภาคที่ 2 และภาคที่ 3 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งหมด เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลง ประชาชนสามารถทำมาหากินได้คล่อง

 

“ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยจะสนับสนุนกองกำลังประชาชนในท้องถิ่นขึ้น ทั้ง อส.(อาสาสมัครรักษาดินแดน) ชรบ.(ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดในพื้นที่ลงได้ เนื่องจากกองกำลังประชาชนเป็นคนในพื้นที่ และจะไม่รับคนนอกพื้นที่มาเป็นกองกำลังประชาชน” นายถาวร กล่าว

นายถาวร เปิดเผยต่อไปว่า ขณะเดียวกันรัฐบาลก็จะสนับสนุน อปพร.(อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน)เข้ามาช่วยเหลือดูแลและรับมือภัยพิบัติต่างๆในพื้นที่ด้วย เนื่องจากสถานการณ์ภัยพิบัติมีความรุนแรงมากขึ้น

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ผู้ได้รับผลกระทบกรณีสวนป่าคอนสาร จ.ชัยภูมิ เริ่มเดินทางไกลมุ่งหน้าเข้ากรุงแล้ว

Posted: 04 Feb 2011 02:23 PM PST

ด้าน “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ได้ออกแถลงการณ์สนับสนุนการเคลื่อนไหวระบุ “องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้” สร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านมากว่า 32 ปี ผ่านโครงการสวนป่าซึ่งทำให้เกิดข้อพิพาทที่ดินดังกล่าว 

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. ที่ผ่านมา ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทสวนป่าคอนสาร อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้ออกเดินเท้าทางไกลสู่กรุงเทพมหานคร โดยได้ออกจากชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ และถึง อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ในช่วงเย็น และได้พักค้างคืน ณ ที่ว่าการ อ.ชุมแพ

ช่วงกลางคืน ชาวได้ได้จัดเวทีเสวนา เรื่อง “ฉีกหน้ากาก ออป. เปิดเผยธาตุแท้ของกาฝากสังคม” โดยมีนายปราโมทย์ ผลภิญโญ เป็นวิทยากรร่วมพูดกับเครือข่ายผู้เดือดร้อนด้วย

ล่าสุด ช่วงเช้าวานนี้ (4 ก.พ.) มีการแลกเปลี่ยนพูดคุยกันของพี่น้องเครือข่าย และในเวลาประมาณ 8.00 น. เครือข่ายผู้เดือดร้อนได้เคลื่อนขบวนจาก อ.ชุมแพ เพื่อเดินรณรงค์และทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นแก่ชาว อ.ชุมแพ

จากนั้นเวลา 10.30 น. ได้เคลื่อนขบวนรณรงค์ไปที่ อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ โดยมีพี่น้องผู้เดือดร้อนจาก อ.เกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ มารอต้อนรับให้กำลังใจและได้ร่วมเดินรณรงค์รอบ อ.ภูเขียว โดยประชาชนใน อ.ภูเขียว ได้บริจาคอาหาร น้ำแข็ง และสิ่งของต่างๆ สำหรับการเดินรณรงค์ด้วย

และในเวลา 13.30 น. ได้เคลื่อนขบวนไปที่ อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ และมีการรณรงค์รอบอำเภอ นอกจากนี้ยังได้รับแจ้งจากเครือข่ายผู้เดือดร้อนจากสวนป่าท่ามะไฟหวาน อ.แก้งคร้อ ว่า กลุ่มของตนราว 50 คน ที่จะมาสมทบถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกักตัวไว้ไม่ให้มาเข้าร่วมรณรงค์

ทั้งนี้เครือข่ายชาวบ้านดังกล่าวเป็นกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อนจากผลกระทบที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ปลูกต้นยูคาลิปตัสทับพื้นที่ทำกินเช่นกัน ซึ่งทางเครือข่ายได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการที่จะมาร่วมต้อนรับและรณรงค์กับพี่น้องชุมชนบ่อแก้ว

โดยเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีพิพาทสวนป่าคอนสาร ได้มุ่งหน้าไปที่ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เพื่อพักค้างคืน และจะมีการยื่นหนังสือให้กับนายจรินทร์ จักกะพาก ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ ผ่านไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงษ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งในตอนกลางคืนจะมีการเปิดเวทีร่วมแลกเปลี่ยนกับพี่น้องเครือข่ายผู้เดือดร้อนจากอำเภอจัตุรัสที่หน้าศาลากลางจังหวัดชัยภูมิ

นอกจากนี้ “เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย” ได้ออกแถลงการณ์ “ยุติการคุกคามคนจน คืนความเป็นธรรมให้กับชุมชนบ่อแก้ว” เพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

แถลงการณ์เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

“ยุติการคุกคามคนจน คืนความเป็นธรรมให้กับชุมชนบ่อแก้ว”

 

กรณีชาวชุมชนบ่อแก้ว ตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 100   คน ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มชาวบ้านผู้เดือดร้อน จากกรณีองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ ปลูกสร้างสวนป่ายูคาลิปตัสทับที่ดินทำกิน ได้ออกเดินทาง เดินเท้าทางไกล: ค้นหาความเป็นธรรม จากบ่อแก้วถึงกรุงเทพฯ” เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริง กรณีความเดือดร้อนของชาวบ้านต่อสาธารณชนในวงกว้าง โดยขบวนเดินเท้า ได้เริ่มต้นในช่วงเช้าของวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา จากชุมชนบ่อแก้ว มุ่งสู่กรุงเทพมหานคร

กรณีพิพาทที่ดินระหว่างชุมชนบ่อแก้ว กับองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านมายาวนานกว่า 32 ปี ด้วยสาเหตุหลักที่ สวนป่าคอนสาร องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ยอมรับข้อเท็จจริง ผลสรุปคณะทำงานแก้ไขปัญหาของจังหวัดชัยภูมิ และข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่เห็นพ้องต้องกันว่า สวนป่าคอนสาร ละเมิดสิทธิที่ดินทำกินของชาวบ้าน สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรจำนวนมาก และเห็นสมควรให้มีการยกเลิกสวนป่าคอนสารทันที

นอกจากจะไม่ตระหนักในปัญหาการละเมิดสิทธิที่ดินของชาวบ้าน ในทางตรงกันข้าม องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ กลับใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด ในการฟ้องขับไล่ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ที่เข้าไปทำกินในพื้นที่เดิมของตนเองในปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าพื้นที่ชุมชนบ่อแก้วผืนนี้ กำลังอยู่ในกระบวนการเตรียมการเพื่อขอให้เป็นพื้นที่โฉนดชุมชนนำร่อง ตามนโยบายของรัฐบาลก็ตาม

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย เห็นว่า ความล่าช้าคือความไม่เป็นธรรม การแก้ไขปัญหากรณีพิพาทชุมชนบ่อแก้ว ควรได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี เพื่อให้มีการคืนพื้นที่ทำกินจำนวน 1500 ไร่ ให้กับชาวบ้านอย่างเร่งด่วน รวมทั้งควรมีการฟื้นฟู เยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านกว่า 32 ปีที่ผ่านมา

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย ขอสนับสนุนการเคลื่อนไหว และส่งกำลังใจมายังการเดินเท้าทางไกล ของพี่น้องชาวชุมชนบ่อแก้ว การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่เกษตรกรทุกคนพึงกระทำได้โดยถูกต้องและชอบธรรม

สังคมไทยควรได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ความเดือดร้อนของประชาชนและคนจนทั่วประเทศ ที่ต้องกลายเป็นผู้ไร้ที่ดินทำกิน อันเนื่องมาจากการกระทำของหน่วยงานรัฐ และความล่าช้าต่อการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย คือดัชนีสำคัญ ที่บ่งชี้ถึงความเหลื่อมล้ำ และความไม่เป็นธรรม ที่ยังคงคำรงอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน

 

ด้วยความสมานฉันท์

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย

4 กุมภาพันธ์ 2554

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น