โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

โสภณ พรโชคชัย: ส่งเสริมการใช้คำว่า “ท่าน” สำหรับสามัญชน

Posted: 27 Feb 2011 05:07 AM PST

เมื่อวันก่อนผมนั่งบนเวทีดำเนินการอภิปรายแนะนำคุณมีชัย วีระไวทยะ ผมให้เกียรติเอ่ยคำนำหน้าชื่อว่า “ท่าน” มีชัย  ท่านกลับบอกว่า คำนี้ใช้เรียกราชนิกุลฝ่ายชายชั้นหม่อมเจ้า  ให้ใช้คำนำหน้าว่า “คุณ” ก็พอ

แม้ความจริงคุณมีชัยอาจพูดคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย เพราะคําที่ใช้เรียกราชนิกุลฝ่ายชายและฝ่ายหญิงชั้นหม่อมเจ้า คือคำว่า “ท่านชาย” และ “ท่านหญิง”  ไม่ใช่คำว่า “ท่าน” โดด ๆ แต่อย่างใด  แต่หะแรกผมรู้สึกยกย่องคุณมีชัยว่าเป็นเสรีนิยม (Liberal) เห็นสามัญชนเสมอหน้ากัน  ไม่นิยมให้ยกย่อง (ยกหาง) กันเกินงาม

ในความเป็นจริง การใช้คำว่าท่านถือเป็นการยกย่องเท่านั้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ระบุไว้ว่า “ท่าน” เป็น “คําใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วย เป็นคํากลาง ๆ หรือแสดงความเคารพ เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๒, ใช้แทนผู้ที่เราพูดถึงด้วยความเคารพ เช่น ท่านไม่อยู่ คุณพ่อท่านหลับแล้ว หรือโดยไม่เจาะจง เช่น อย่าลักทรัพย์ท่าน เป็นสรรพนามบุรุษที่ ๓.  คําที่ใช้ประกอบหน้าชื่อบรรดาศักดิ์หรือตําแหน่งแสดงความยกย่อง เช่น ท่านขุน ท่านอาจารย์ ท่านเจ้าอาวาส”

คำยกย่องสามัญชนในทำนองคำว่า “ท่าน” ของไทย ก็มีใช้กันในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น  ในลาวก็มีคำว่า “ท้าว”  ในเวียดนามก็มี “แอง”  ในอินโดนีเซียก็ “บาป๊ะ” หรือ “ป๊ะ” ในกัมพูชา มาเลเซียก็มีการเรียกขานกันในทำนองนี้ทั้งสิ้น  ดังนั้นการใช้คำว่า “ท่าน” จึงไม่ใช่เป็นการตีตนเสมอเจ้า  แต่สามัญชนก็มีสิทธิถูกยกย่องและใช้คำนี้ได้

ในทางตรงกันข้ามคำว่า “ท่าน” ก็คงไม่ได้สงวนไว้ใช้กับโจรหรือกังฉิน  มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมใช้คำว่า “ท่าน” เพื่อแนะนำคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ผู้มีอุปการคุณของผม  แต่ท่านก็บอกว่าอย่าใช้คำนี้  พวก “ท่าน” มักเป็นพวก “โกงบ้านโกงเมือง”  ซึ่งฟังดูดี แต่ออกเป็นการตีโวหาร เพราะในความเป็นจริงคำว่า “ท่าน” ก็สามารถใช้กับคนดี ๆ ได้เช่นกัน

เรามาส่งเสริมการใช้คำว่าท่านเพื่อให้เกียรติสามัญชนด้วยกันเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้มีวัยวุฒิ คุณวุฒิ และโดยเฉพาะผู้ที่ทำคุณประโยชน์แก่ชุมชน สังคมและประเทศชาติส่วนรวม  อย่าให้ใครมากีดกันหรือถูกผูกขาดให้ใช้เฉพาะกลุ่มผู้สูงศักดิ์ส่วนน้อย หรือพวกกังฉิน
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กวีประชาไท: ในประเทศที่มีแต่ละคร

Posted: 27 Feb 2011 03:52 AM PST

"ในประเทศที่มีแต่ละคร เราถูกสอนว่าตัวละครที่ติดเพชรแวววาว นั่งอยู่บนตั่งสูง ทุกคนประนมกรกราบไหว้ชาบู คือตัวละครพระราชา .."

ในประเทศที่มีแต่ละคร
เราถูกสอนว่าตัวละครที่ติดเพชรแวววาว
นั่งอยู่บนตั่งสูง
ทุกคนประนมกรกราบไหว้ชาบู
คือตัวละครพระราชา

ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครพระราชา
มักจะมีแต่บทพูดจาสั่งสอนตัวละครอื่น
กระทั่งเรื่องที่ตัวเองทำไม่ได้
และไร้บทให้ตัวละครอื่นถาม

ในประเทศที่มีแต่ละคร
แม้จะชั่วช้าสามานย์
หากคุณรับบทพระราชา
ก็ไม่มีใครเกริมเหิม
ทุกคนล้วนแซ่ซ้องสรรเสริญตามบท

ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครพระราชามักจะรวยอย่างไร้เหตุผล
ไม่ต้องทำมาหากิน
มีที่ดินจำนวนมาก
และเก็บเบี้ยบาทจากทาสไพร่

ในประเทศที่มีแต่ละคร
เมีย ลูกสาว ลูกสะใภ้พระราชา
มีไว้ประดับบารมี
บทบาทเพียงเพื่อสร้างสำราญผู้ชม
ในฉากตบตีว่าหมาใครน่ารักกว่ากัน

ในประเทศที่มีแต่ละคร
แม้จะมากทรัพย์สฤงคารมหาศาล
แต่ไม่เคยพอแบ่งให้ลูกหลาน
ตัวละครพระราชามักจะตรอมใจ
เฝ้าดูลูกหลานห้ำหั่นฟันฆ่ากันและกัน

ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครพระราชา
ตรวจสอบความรักของไพร่ทาส
ด้วยการก่อสงครามกับรอบข้าง
แล้วใช้ไพร่ทาสให้ไปตายแทน

ในประเทศที่มีแต่ละคร
ตัวละครทหารเอกชำนาญศึก
มักจะมีสัมพันธ์ล้ำลึก
กับมเหสีแลสนมของพระราชา
ทิ้งให้พระองค์อยู่เหย้าอย่างเดียวดาย

ละครในประเทศที่เจริญแล้ว
ตัวละครพระราชามักน่าหัวร่อ
สะท้อนข้อบกพร่องของสังคม
น่าแปลก...พระราชาเหล่านั้นมักไม่ตายดี
แฮมเล็ต แม็คเบธ ริชาร์ด หลุยส์ ไกเซอร์ ซาร์ ฯลฯ

ละครในประเทศที่เจริญแล้ว
ไม่มีใครอยากเขียนบทพระราชาขึ้นมาใหม่
ไม่มีใครอยากรับบทพระราชาน่าหัวร่อ
เพราะยากที่จะเล่นให้ผู้ชมเชื่อตาม
พระราชาเป็นเพียงบทที่นำมาปัดฝุ่น ไม่ก็หลงยุคทะลุเวลา

ละครในประเทศที่เจริญแล้ว
ตัวละครสามัญชนรวยจนชั่วดี
ครอบครัวร้างรามีสุข
หรือตกทุกข์ได้ยาก
ต่างมีที่มาที่ไป

ในประเทศที่มีแต่ละคร
ร้างไร้ผู้คนบนท้องถนน
ละครขับกล่อมสังคม ให้ลืมความโสมมของชีวิต
เฝ้าลุ้นให้ข่าวฆ่าฟันรายงานจบสิ้น
จะได้เต็มอิ่มกับโลกในละคร.

 
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

แกนนำเสื้อแดงทำบุญวัดปทุม "ณัฐวุฒิ" ถาม "อภิสิทธิ์" รับได้หรือไม่หาก ปชป.แพ้เลือกตั้ง

Posted: 27 Feb 2011 02:15 AM PST

แกนนำเสื้อแดงพร้อมสู้คดี ยืนยันเดินหน้าทวงความยุติธรรมให้คนตาย ณัฐวุฒิถามอภิสิทธิ์และผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังรับได้หรือไม่ถ้า ปชป.แพ้เลือกตั้ง

 

วันนี้ (27 ก.พ.54) ประมาณ 10.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงเดินทางมาที่วัดปทุมวนาราม เพื่อทำบุญให้กับผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค.53 มีคนเสื้อแดงมาร่วมแน่นขนัด

แกนนำคนเสื้อแดงทยอยกันเดินทางมา อาทิ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์, นพ.เหวง โตจิราการ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ, นายยศวริศ ชูกล่อม, นายจตุพร พรหมพันธุ์ โดยมาสบทบกันที่ศาลาชัยสินธพ ซึ่งอยู่ใกล้เต๊นท์พยาบาลที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตในเย็นวันที่ 19 พ.ค.53 แกนนำคนเสื้อแดงได้ร่วมกันถวายเครื่องสังฆทานและเลี้ยงภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์  ส่วนด้านนอกมีคนเสื้อแดงจำนวนมากมารอพบแกนนำจนแน่นขนัดไปทั่วทั้งบริเวณลานจอดรถของวัด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ไม่มีการขึ้นพูดหรือปราศรัยใดๆ กับคนเสื้อแดง มีเพียงการแถลงข่าวของแกนนำกับสื่อมวลชนที่มาติดตามทำข่าวในตอนก่อนเริ่มพิธีการเท่านั้น

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวว่า ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในทุกข้อหาในทุกคดี และจะเดินหน้าให้ถึงที่สุดเพื่อนำความจริงและความยุติธรรมมาให้แก่ผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต รวมทั้งจะปรึกษาทนายความเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีกับหน่วยงานที่มีส่วนสังหารประชาชน และหน่วยงานที่แจ้งข้อกล่าวหาซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงด้วย

“ถ้าพวกผมเผาบ้านเผาเมือง ผมก็สู้คดี ถ้าพวกผมสั่งกองกำลังที่ไหนก็ตามมาไล่เข่นฆ่าประชาชนตาย 90 กว่าศพ ผมก็สู้คดี ปัญหาก็คือผู้มีอำนาจทั้งที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังคดีนี้ พร้อมและกล้าเผชิญความจริงแบบผมหรือเปล่า เราจะไม่เดินไปสู่การนิรโทษกรรมใดๆ ถ้าพยานหลักฐานตามกฎหมายระบุว่าผมทำความผิด ผมยินดีที่จะรับโทษทุกกรณี อิสรภาพของพวกผมแลกไม่ได้กับพี่น้องที่บาดเจ็บล้มตาย แต่ถ้าอิสรภาพของพวกผมจะแลกเปลี่ยนเป็นความยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชนได้ พวกผมก็จะทำ” นายณัฐวุฒิกล่าว

ส่วนเรื่องการช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ยังอยู่ในเรือนจำนั้น นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ภายในสัปดาห์หน้าจะเร่งทำเรื่องยื่นขอประกันตัวให้กับคนเสื้อแดงที่ยังถูกคุมขังอยู่ โดยจะไม่ยื่นซ้ำซ้อนกับรายชื่อของผู้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจะทำเรื่องขอประกันตัว

ส่วนเรื่องการเลือกตั้ง นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะประกาศยุบสภาเพื่อให้เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง ซึ่งตนยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่มีความประสงค์ที่จะทำลายบรรยากาศของการเลือกตั้ง แต่มีคำถามว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะ กลุ่มอำนาจที่อยู่เบื้องหลังนายอภิสิทธิ์จะทำใจรับผลการเลือกตั้งได้หรือไม่ และหากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ชนะ พรรคที่ชนะเป็นอันดับ 1 จะสามารถตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ และกล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่ควรกังวลเกี่ยวกับคนเสื้อแดง แต่นายอภิสิทธิ์ควรประกาศอย่างเป็นทางการว่าถ้าเลือกตั้งแพ้แล้วจะยอมรับหรือไม่ และจะมีอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซงหรือไม่ ซึ่งตนเชื่อว่าหากทุกฝ่ายเคารพในเสียงของประชาชน ก็จะนำประเทศไปสู่การปรองดองในที่สุด

เวลา 12.00 น.เศษ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นพ.เหวง โตจิราการ และแกนนำบางส่วน ออกเดินทักทายพร้อมโบกมือให้กับคนเสื้อแดงที่รออยู่ด้านนอก ก่อนขึ้นรถและเดินทางออกจากวัด
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"มาร์ค" ปราศัยชูแคมเปญหาเสียง “สุเทพ” ผุดไอเดีย VIP ปชป. 3,000คน

Posted: 27 Feb 2011 01:38 AM PST

"มาร์ค" เปิดแคมเปญหาเสียง เพิ่มค่าแรง 25%-ตั้งกองกำลังพิเศษปราบยาเสพติด-ตั้งกองทุนกู้ยืมระดับมหาลัย-แจกโฉนดชุมชน 250,000 ราย  แม่ค้าเสื้อแดงตะโกนด่าไล่ ก่อนถูก จนท.ดึงตัวออกไป “สุเทพ” ผุดแนวคิดใหม่ สร้างวีไอพี ปชป.3,000 คน บริจาคให้พรรค 1 ล้าน ผ่อน 4 ปี

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 ก.พ. ที่ลานอเนกประสงค์ ภายในตลาดนัดสวนจตุจักร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาเปิดตัวแผนการรณรงค์การเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ โดยระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยเปิดตัวแคมเปญ เดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน ของพรรคประชาธิปัตย์อยู่ๆ ได้มีหญิงสูงวัย สวมเสื้อสีดำชูป้ายกระดาษที่เขียนด้วยลายมือมีข้อความว่า "ออกไป ไอ้ฆาตกร รัฐบาลผีดิบ" พร้อมกับตะโกนด่า "ไอ้ตอแหล ไอ้ฆาตกร" ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ในเครื่องแบบ และตำรวจสันติบาลต่างกรูเข้าไปฉุดตัวผู้หญิงคนดังกล่าว และดึงป้ายกระดาษออกไป แต่หญิงสูงวัยยังคงตะโกนด่าทอนายอภิสิทธิ์เป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันก็มีชายคนหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงกันเกิดความไม่พอใจ และจะเข้าไปทำร้ายหญิงสูงวัย คนดังกล่าวทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยกันดึงตัวชายคนดังกล่าวออกไปด้วย เช่นกัน จากนั้นมีหญิงสาวหนึ่งคนสวมเสื้อสีแดง สะพายกระเป๋าเป้สีแดงที่ติดเข็มกลัดมีข้อความว่า "I'm Red." ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกลุ่ม "วันอาทิตย์สีแดง" ออกมายืนตะโกนด่านายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ว่า "มาจัดที่นี่ทำไม แค่นี้เดือดร้อนกันไม่พออีกเหรอ" จากนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดึงตัวออกไปเช่นกัน

ทั้งนี้ในการปราศัยหาเสียงนั้นนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ปชป.จะเดินหน้าต่อไปด้วยนโยบายเพื่อประชาชน โดยนโยบายชุดแรกที่พรรคจะเดินหน้าก็คือการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 25 % ภายใน 2 ปี เพราะต้องการเติมเงินในกระเป๋าประชาชน การเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายต้องเดินหน้าต่อไป ขณะที่ปัญหายาเสพติดรัฐบาลจะเพิ่มกองกำลังปราบปรามยาเสพติดจำนวน 2500 นาย เพราะจำเป็นต้องเสริมกำลังทั่วประเทศ จะจัดให้มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยจำนวน 250,000 คน เนื่องจากการลงพื้นที่พบว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากต้องการให้บุตรหลานเรียนใน ระดับมหาวิทยาลัย และจะมีการเพิ่มโฉนดชุมชนให้เกษตรกรจำนวน 250,000 คน

"การเสนองบประมาณกลางปีเข้าสู่สภา พรรคเพื่อไทยและนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วนเพื่อไทยผู้นำการอภิปรายไม่เห็นด้วยที่จะให้งบฯ 1.2 แสนล้านบาท แต่ประชาชนรอคอยไม่ได้ ประเทศจะอยู่นิ่งกับที่ไม่ได้ และขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า การเมืองในระบบประชาธิปไตยเท่านั้นที่แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ หลังทำงานได้สองปีและได้ผลักดันสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย สามารถทำให้ประชาชนที่อยู่นอกระบบประกันสังคมได้เข้าสู่ระบบ มีการจดทะเบียนจักรยานยนต์มีสินเชื่อให้เพื่อเป็นหลักประกัน มีการขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการในวันที่ 1 เมษายนนี้ และพยายามแก้ปัญหาลดค่าใช้จ่ายในบางเรื่องให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถไปควบคุมสินค้าบางประเภทได้ นโยบายที่ประกาศในวันนี้คือทางเดียวที่จะแก้ไขปัญหา เพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชนสู้กับภาวะของแพงและปัญหาที่เผชิญอยู่"นาย อภิสิทธิ์กล่าว

ขณะนี้การเมืองกำลังเข้าสู่การเลือกตั้งในปลายปีนี้ วันนี้เราต้องการให้ประเทศเดินหน้าหรือต้องการให้ประเทศติดหล่มอยู่กับสภาพ ปัญหาเดิมๆ คือความขัดแย้ง ประชาธิปัตย์บอกชัดว่าเราเร่งเอาเงินทีเก็บได้เกินไปใช้หนี้ เพื่อนำไปช่วยเหลือคน ซ่อมถนนหนทาง โรงเรียน วัด สถานพยาบาล ที่เสียหายจากน้ำท่วม ประเทศหยุดอยู่กับที่ไม่ได้ ให้รีบใช้หนี้เสีย งบปี 2555 จะได้จัดได้อย่างเต็มที่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พรรคเพื่อไทยจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลซึ่งก็เป็นสิทธิ เห็นบอกว่าจะไม่ไว้วางใจเขาในเหตุการณ์ทางการเมืองปีที่ผ่านมา ซึ่งก็อภิปรายไปแล้ว 1 ครั้ง จึงบอกว่าวันนี้ทางเดินมันชัดว่าเราอยากให้ประเทศเดินไปทางไหน หรือให้ถอยหลังไปยึดติดอยู่กับภาพเก่าๆ เรื่องเก่าๆ แล้วทำให้ประชาชนเสียโอกาส

ต่อมาได้มีตัวแทนจากสมาคมผู้ประกอบการการค้าตลาดนัดจตุจักรประมาณ 20 คน มาร้องขอพบนายอภิสิทธิ์ เพื่อทวงถามความคืบหน้าการช่วยเหลือเรื่องการต่ออายุสัญญาเช่าที่ตลาดนัด จตุจักร กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งจะหมดอายุในเดือน ม.ค.2555 ซึ่งก่อนหน้านี้กลุ่มคนดังกล่าวได้เคยไปร้องเรียนเรื่องนี้กับนายอภิสิทธิ์ ไว้แล้วที่ทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตาม หลังจากกล่าวปราศรัยเสร็จ นายอภิสิทธิ์ ได้เดินลงมาพบกับกลุ่มผู้ค้าดังกล่าว และรับเอกสารเพิ่มเติม พร้อมรับปากจะนำไปดำเนินการให้

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้เดินไปพบปะกับประชาชนที่มาร่วมงานเพื่อแจกลายเซ็น และรับมอบดอกกุหลาบ ก่อนจะเดินทางต่อไปยังโรงแรมรอยัล ริเวอร์ เพื่อร่วมงานร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย จัดโดยคณะ ส.ส.กทม. เขต 12 พรรคประชาธิปัตย์.

"มาร์ค" ยันไม่เคยใช้สิทธิในฐานะพลเมืองอังกฤษ ย้ำมีคุณสมบัติตามกฎหมายไทยครบถ้วน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงกรณีนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกระบุว่า นายกรัฐมนตรีควรแสดงความชัดเจนว่าจะเลือกสัญชาติอะไร ในฐานะที่เป็นผู้นำและในแง่ของความรักชาติว่า เรื่องความรักชาติดูที่พฤติกรรมดีกว่า ประการต่อมาเรื่องนี้คือข้อกฎหมายมันยังไม่ชัด มีนักกฎหมายจำนวนมากยืนยันว่าการที่ตนแสดงเจตนาชัดในการถือสัญชาติไทย ถือเป็นการสละสัญชาติอังกฤษไปโดยปริยาย ถ้าตนอยากไปใช้สัญชาติอังกฤษ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตนดำเนินการตามกฎหมายไทย ถ้าต้องไปดำเนินการตามกฎหมายอังกฤษด้วย ก็คงมีปัญหามากมายว่า กลายเป็นเกิดคำถามว่าสรุปแล้วตนมีหน้าที่ที่ต้องทำตามกฎหมายอังกฤษด้วยหรือ ไม่ เรื่องนี้ยังมองไม่ตรงกัน ที่ผ่านมาตนก็ถามความเห็นนักกฎหมาย และชี้แจงว่าไม่ได้มีเจตนาเลยที่จะไปถือสัญชาติอังกฤษ แม้ว่าจะเกิดที่นั่น ไม่มีการใช้สิทธิในฐานะพลเมืองอังกฤษ ทั้งการศึกษาก็ดี การเดินทาง มันก็ชัดในตัวของมันเองอยู่แล้วว่าเจตนามันคืออะไร

เมื่อถามว่า ถึงขณะนี้จะดำเนินการสละสัญชาติอังกฤษหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าสละตอนนี้ เขาก็จะว่าอีกว่า ตนหนีศาลโลก ไม่แน่ใจว่าต้องทำหรือไม่ เพราะกฎหมายไทยก็ไม่ชัด ตนถือตามกฎหมายไทย เวลาที่นักกฎหมายตอบก็ตอบไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่เรื่องของเจตนาว่าจะเก็บหรือไม่เก็บไว้ ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ถามว่าต้องมานั่งดูกฎหมายอังกฤษรึเปล่า ว่าต้องยื่นแบบเสียภาษี เกณฑ์ทหารอังกฤษ

เมื่อถามต่อว่า แสดงว่านายกฯยังจะคงสถานะ 2 สัญชาติเช่นนี้อีกต่อไป นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ทราบว่าตนมี 2 สัญชาติหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นเรื่องของนักกฎหมาย ตนพยายามตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่า แม้กระทั่งนักกฎหมายยังให้ความเห็นไม่ตรงกัน เนื่องจากเป็นกฎหมายของแต่ละประเทศ และโดยปกติมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าใครทำตัวเป็นสัญชาติอะไร ผมคงไปเปลี่ยนที่เกิดไม่ได้

เมื่อถามว่า มีแนวทางการดำเนินการให้ชัดเจนหรือไม่ เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่ 2 นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายไทยเลย และคุณสมบัติก็ครบถ้วน และท้าว่าแม้แต่คนที่ตรวจสอบหรือจ้างคนมาตรวจสอบนั้นรักชาติจริงหรือไม่ ตนไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ ส่วนที่ว่าตนจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอังกฤษหรือไม่ ก็อยากจะได้คำตอบที่เหมือนกัน ซึ่งยังไม่มี

“สุเทพ” ผุดสร้างวีไอพี ปชป.3,000 คน

วันนี้ (27 ก.พ.) ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง กล่าว ว่า ตนมีแนวคิดที่จะหาสมาชิกแบบวีไอพี จำนวน 3,000 คน ทั่วประเทศ โดยคนเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสนับสนุนพรรคด้านเงินทุนคนละ 1 ล้านบาท โดยสามารถผ่อนได้ 4 ปี 1 ล้านบาท ก็คิดเป็นเงินแค่เดือนละ 2 หมื่นกว่าบาท แลกกับการให้สมาชิกเหล่านี้มีสิทธิในการได้เห็นนโยบาย เพื่อแสดงความเห็นติติงว่าดีหรือไม่ดี ก่อนที่จะนำเสนอต่อประชาชน โดยส่วนตัวอยากให้มีสมาชิกดังกล่าวเป็นในรูปแบบของสภา เพราะหากปล่อยให้ทุนใหญ่บริจาคทีละเป็นล้านๆ ก็จะทำให้เกิดบุญคุณต่อกัน

นาย สุเทพ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังทราบมาว่าขณะนี้มีบุคคลบางกลุ่มที่เตรียมจะก่อตั้งมูลนิธิรักประชาธิ ปัตย์ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปจัดทำสถานทีโทรทัศน์ของพรรคเอง เนื่องจากการเมืองช่วยที่ผ่านมา ฝ่ายเสื้อแดงก็มีทีวีของเสื้อแดง ฝ่ายเสื้อเหลืองก็มีเอเอสทีวี ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ถูกรุมกระหน่ำโจมตีอยู่ฝ่ายเดียว โดยที่พวกตนไม่มีโอกาสได้ชี้แจง สำหรับการทำสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว เบื้องต้นได้รับแจ้งว่าจะออกอากาศผ่านทางเคเบิคทีวี โดยจะมีรายการทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม.

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ไทยรัฐออนไลน์, โพสต์ทูเดย์, มติชนออนไลน์, เดลินิวส์

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ญาติผู้เสียชีวิต โต้ฟอร์เวิร์ดเมล์ป้อง "น.ส. เอ" ชี้กล้องวงจรปิด-พยาน มัดตัว ยันขับจี้ท้ายรถตู้ก่อนเกิดเหตุ

Posted: 26 Feb 2011 11:42 PM PST

ผู้ปกครองของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้ต้องหาในสำนวนคดีขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ชนรถตู้โดยสาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บนทางด่วนโทลล์เวย์ วิภาวดีรังสิต เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ออกมายืนยันพร้อมต่อสู้คดีร่วมกับทีมฝ่ายกฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หลังจากที่มีแถลงการณ์ผ่านทางฟอร์เวิร์ดเมล์เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ อ้างว่าเป็นฝ่ายทีมทนายของครอบครัวผู้ต้องหาสาว ใจความสรุปว่าผู้ต้องหาไม่ได้เฉี่ยวชนรถตู้โดยสาร แต่หักหลบรถตู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางกะทันหัน ทำให้รถที่ผู้ต้องหาขับขี่มาเสียหลักชนเข้ากับกำแพงขอบทางจนรถเสียหาย และไม่มีร่องรอยหลักฐานการชนท้ายรถตู้โดยสารอย่างจัง จึงขอความเป็นธรรม และคดีศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษานั้น

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นายโสภณ จินันทุยา บิดาของนายภิญโญ จินันทุยา หนึ่งในผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางด่วนโทลล์เวย์ ให้สัมภาษณ์ถึงแถลงการณ์ดังกล่าวว่า ตนได้ดูเทปจากวิดีโอกล้องวงจรปิดแล้ว เห็นว่าก่อนเกิดเหตุรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค วิ่งไล่จี้ท้ายรถตู้โดยสารมาตลอดด้วยความเร็วสูง มีความพยายามที่จะแซงรถตู้ จะมาอ้างว่าต่างฝ่ายต่างหลบไปชนกำแพงเองน่าจะไม่ถูกต้อง เพราะมีการชนกันถึง 2 ครั้ง พร้อมทั้งมีพยานในที่เกิดเหตุ คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทีมนักกฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่กำลัง รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้

นายโสภณกล่าวว่า หลังจากเสร็จจากงานฌาปนกิจศพลูกชาย มีบริษัทประกันของรถยนต์ฮอนด้าติดต่อมายังนายอิทธิกร จินันทุยา ลูกชายคนที่ 2 ว่า จะขอช่วยค่าปลงศพ 100,000 บาท แต่ลูกชายไม่ได้ตอบรับอย่างใด ส่วนทางคู่กรณีไม่เคยติดต่อมาเลยจนถึงปัจจุบัน

ด้าน พ.ต.อ.ศรัญ นิลวรรณ ผกก.สภ.เมืองอุบลราชธานี บิดาของ น.ส.สุดาวดี นิลวรรณ หรือน้องนุ่น อายุ 20 ปี นักศึกษาชั้นปี 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใน 9 ผู้เสียชีวิต กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นตำรวจ เรื่องดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้จากกล้องวิดีโอวงจรปิดในวันเกิดเหตุ และเท่าที่ติดตามข่าวช่วงเกิดเหตุใหม่ๆ เด็กออกมายอมรับได้ขับรถคันเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งการออกมาปฏิเสธของทีมทนายความนั้นก็เป็นสิทธิที่ผู้ต้องหาสามารถทำได้ ซึ่งก็เป็นแนวทางการต่อสู้คดีของทีมทนาย

"แต่ก็สงสัยว่าทำไมเมื่ออ้างว่าไม่ได้ขับรถเฉี่ยวชนจะต้องออกมาพูด ความจริงตั้งแต่เกิดเหตุใหม่ๆ ซึ่งในฐานะที่เป็นตำรวจ มีความเชื่อมั่นในการทำงานของตำรวจเจ้าของคดี และเป็นคดีจราจรธรรมดาไม่มีอะไรซับซ้อน ซึ่งมีทั้งพยานบุคคลที่รอดชีวิตในรถตู้โดยสารรวมถึงภาพวงจรปิดที่เกิดเหตุคง มีความชัดเจน" พ.ต.อ.ศรัญระบุ

พ.ต.อ.ศรัญกล่าวถึงการติดต่อพูดคุยในเรื่องค่าเสียหายและค่าจัดการศพ จากพ่อแม่เด็กคนขับรถเก๋งว่า ไม่เคยได้รับการติดต่อพูดคุยในเรื่องนี้แต่อย่างใด ซึ่งในที่สุดก็คงจะต้องฟ้องคดีต่อศาลเรียกร้อง

นางถวิล เช้าเที่ยง อายุ 62 ปี แม่ค้าขายพวงมาลัยดอกไม้สดในตลาดราชบุรี แม่บุญธรรมของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง อายุ 32 ปี นักวิจัยสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเสียชีวิต กล่าวว่า ทราบข่าวจากทางทีวีว่าทางเราไปเรียกค่าเสียหายเขามากมาย บางรายเรียกจนเหลือล้น ในส่วนของฉันไม่เคยเรียกเลย สําหรับเรื่องคดีทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ดําเนินการให้ทั้งหมด โดยเริ่มต้นขึ้นศาลเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้เอง

ฟอร์เวิร์ดเมลอ้างแถลงการณ์ตระกูล "เทพหัสดินฯ" ระบุ สาวซีวิคไม่ได้ชนรถตู้บนโทลล์เวย์

พ.ต.ท.ฉัตรชัย เอี่ยมอ่อง พนักงานสอบสวน สบ 2 สน.วิภาวดี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึงความคืบหน้าสวนคดี น.ส.เอ (นามสมมุติ) ขับรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นซีวิค ชนรถตู้โดยสาร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บนทางด่วนโทลล์เวย์ วิภาวดีรังสิต เมื่อเดือนธันวาคม 2553 ว่า ขณะนี้สำนวนการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และส่งสำนวนให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้ว หากสำนวนถูกส่งกลับมาก็จะนัดผู้ต้องหาเพื่อนำตัวส่งมอบให้กับอัยการพร้อม สำนวนการสอบสวนเพื่อพิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะส่งฟ้องได้ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ทางตระกูลเทพหัสดิน ณ อยุธยา ออกแถลงการณ์เรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น พ.ต.ท.ฉัตรชัย กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันได้มีฟอร์เวิร์ดเมล อ้างว่า เป็นแถลงการณ์ของตระกูลเทพหัสดิน ณ อยุธยา เรื่อง ชี้แจงข้อเท็จจริงทั่วไปเกี่ยวกับการเกิดอุบัติเหตุบนทางยกระดับอุตราภิมุข มีข้อความสรุปว่า ผู้ต้องหายืนยันว่า ไม่ได้เฉี่ยวชนรถตู้โดยสาร แต่หักหลบรถตู้โดยสารที่เปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน ทำให้รถที่ผู้ต้องหาขับขี่มานั้นเสียหลักชนเข้ากับกำแพงกั้นขอบทาง เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งซีวิคได้รับความเสียหาย

"จากหลักฐานที่มีอยู่สามารถยืนยันได้ว่า ไม่มีร่องรอยการชนเข้าไปด้านหลัง เต็มๆ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ หรือที่เรียกว่าชนเข้าอย่างจังจนเป็นเหตุให้รถตู้โดยสารเสียหลัก ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น ผู้ต้องหาย่อมต้องเสียชีวิตไปแล้วอย่างแน่นอน เพราะรถยนต์เก๋งซีวิค มีน้ำหนักและขนาดเล็กกว่ารถตู้โดยสารมาก และหากมีการชนอย่างที่ว่านั้นจริง จะต้องปรากฏร่องรอยการชนบนรถทั้งสองคันอย่างแน่นอน และจากการตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้น ก็ไม่ปรากฏว่าสีของรถยนต์เก๋งซีวิค ไปปรากฏบนส่วนหนึ่งส่วนใดของรถตู้ และในทางกลับกัน สีของรถตู้ก็ไม่ปรากฏบนตัวถังของรถยนต์เก๋งซีวิค

"ทีมกฎหมายขอเรียนไปยังทุกท่าน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายของผู้ต้องหา เพราะที่ผ่านมา ทางฝ่ายผู้ต้องหาถูกประณามถึงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายผู้ต้องหาได้พยายามดูแลปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างดีที่สุดตามกำลังความ สามารถ เท่าที่จะทำได้ รวมทั้งการติดต่อขอพบผู้ได้รับบาดเจ็บ และญาติผู้เสียชีวิต ซึ่งบางท่านก็ได้รับแจ้งว่า ไม่สะดวกที่จะให้เข้าพบ บางท่านก็ได้เข้าพบและเจรจา โดยบางท่านได้เสนอข้อเรียกร้องเป็นจำนวนเงินที่สูงมากเกินกว่ากำลังความ สามารถที่ครอบครัวจะพึงปฏิบัติได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงบางเรื่องยังไม่ได้สรุปชัดเจนและศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษา จึงอยากจะร้องขอให้ทุกท่านได้พิจารณา รวมทั้งทีมงานด้านกฎหมายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่เป็นผู้รับมอบอำนาจจาก ผู้เสียหายได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวให้รอบคอบก่อนดำเนินการ เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย" แถลงการณ์ระบุ

ด้านนายปกป้อง ศรีสนิท ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) หนึ่งในทีมนักกฎหมายของ มธ. กล่าวว่า ในส่วนของทีมงานนักกฎหมายของ มธ.คงไม่จำเป็นต้องตั้งรับหรือหาหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อมาหักล้างกับ ฟอร์เวิร์ดดังกล่าว เพราะเป็นเพียงข้อต่อสู้ของฝ่ายผู้ต้องหา ซึ่งข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร ยังไม่มีใครรู้ เป็นเรื่องที่พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมพยานหลักฐาน ส่งอัยการเพื่อพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไป

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: มติชนออนไลน์, ประชาชาติธุรกิจ

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สธ.เตรียมออกกฎใหม่ ปรุงยาดองต้องมีใบประกอบโรคศิลป์

Posted: 26 Feb 2011 11:31 PM PST

กระทรวงสาธารณสุข เตรียมคุมเข้มร้านขายยาดองเหล้า ผู้ปรุงสูตรยาดองเหล้าจะต้องได้รับใบประกอบโรคศิลปะ พร้อมประสานตำรวจ กวดขันตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551

27 พ.ย. 54 - นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้พบร้านขายยาดองเหล้าในลักษณะซุ้มยาดองมากขึ้น ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด โดยประชาชนบางส่วนมีความเชื่อว่าการดื่มยาดองเหล้าจะช่วยแก้ปวดเมื่อย ปวดหลัง บางตำรับช่วยบำรุงโลหิตหญิงหลังคลอดที่อยู่ไฟไม่ได้ บางตำรับเป็นยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่ที่น่าห่วงคือปัจจุบันผู้ขายไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยและ สมุนไพร ที่จะสามารถให้คำแนะนำผู้ดื่มได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งยาดองเหล้าที่ขายในซุ้มจะมี 2 ชนิด คือยาดองเหล้าที่มีส่วนของสมุนไพรแช่อยู่แล้ว และมีสมุนไพรชนิดบดใส่ในขวดแก้ว แล้วติดชื่อสมุนไพร ชนิดหลังนี้จะชงกินพร้อมเหล้าขาวคล้ายกับการดื่มกาแฟ โดยจะใส่เหล้าขาวลงไปก่อนและใส่สมุนไพรบดตามลงไปแล้วชง บางแห่งอาจใช้สารอื่นปรุงรสเหล้าด้วย จากนั้นจะให้ดื่มเลย ซึ่งเป็นการนำสมุนไพรมาใช้ผิดวิธี ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเหล้ายาดอง กระทรวงสาธารณสุขจึงสั่งการให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งให้ความรู้แก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ขายยาดองเหล้าจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีใบประกอบโรค ศิลปะ เนื่องจากยาดองเหล้าจัดเป็นสมุนไพรแปรรูป ถือเป็นตำรับยาชนิดหนึ่ง ผู้ที่ปรุงยาชนิดนี้ จึงต้องมีความรู้ตามกฎหมายการประกอบโรคศิลปะ

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข จะสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ประสานกับพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้กวดขันตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 คือการห้ามขายเหล้าผิดเวลา ผู้ขายต้องมีใบอนุญาตจากกรมสรรพสามิต และห้ามขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ด้วย

ที่มาข่าว: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นปช.ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต 91 ศพ

Posted: 26 Feb 2011 10:11 PM PST

นปช.ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต 91 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม ขณะที่แกนนำให้ทีมทนายหาช่องทางเตรียมฟ้องกลับหน่วยงานรัฐ พร้อมย้ำจะเดินหน้าลงสมัครรับเลือกตั้ง

27 ก.พ. 54 - เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร แกนนำ นปช. นำโดยนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายจุตพร พรมพันธ์ นายขวัญชัย ไพรพนา นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไทย พร้อมทั้งแกนนำ นปช.และ แนวร่วมคนเสื้อแดง ร่วมกันประกอบพิธีทำบุญเลี้ยงพระเพล อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุมนุมที่บริเวณแยกคอกวัว ตลอดจนแยกราชประสงค์ และวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร รวมทั้งหมด 91 ศพ โดยมีคนเสื้อแดงมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายณัฐวุฒิ เปิดเผยว่า ตนพร้อมแกนนำ นปช.ทั้งหมดยืนยันที่จะเดินหน้าต่อไป ในการทวงหาความยุติธรรม เพื่อทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏ โดยจะขอแลกอิสรภาพกับความยุติธรรม หากสามารถทำได้ และแม้ศาลจะมีคำสั่งห้าม แต่ตนพร้อมแกนนำ นปช.ทั้งหมดก็จะขอร่วมกิจกรรมของกลุ่ม นปช.ต่อไป แม้จะไม่ใช่ในฐานะแกนนำก็ตาม เพราะที่ผ่านมานางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช.ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดีแล้ว

นายณัฐวุฒิ บอกด้วยว่า ได้มอบหมายให้ทีมทนายไความไปดูรายละเอียดว่าจะสามารถยื่นฟ้องหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องได้หรือไม่ ถ้าหากสามารถทำได้จะดำเนินการยื่นฟ้องร้องทันที เพื่อที่จะรักษาสิทธิในฐานะคนไทยคนหนึ่ง นายณัฐวุฒิยังบอกด้วยว่า หลังจากได้รับการปล่อยตัว พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์มาแสดงความยินดี แต่ยังไม่ได้พูดคุยในรายละเอียด นอกจากนี้บรรดาแกนนำ นปช.ทั้งหมดที่ถูกปล่อยตัวก็ได้เดินทางไปพบกับพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี หลังจากที่เคยรับปากกันไว้ว่า ถ้าได้รับอิสรภาพ ก็จะไปพูดคุย เพื่อที่จะเดินหน้าแผนปรองดองตามข้อเสนอของพลตรีสนั่นต่อไป-นายณัฐวุฒิ ยังบอกด้วยว่า แกนนำ นปช.หลายคนที่เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย จนมาถึงพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ได้แสดงเจตจำนงที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แน่นอน ทั้งนายกอแก้ว พิกุลทอง ,นายสมชาย ไพบูลย์ ,นายเจ๋ง ดอกจิก และตน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทย และคณะกรรมการบริหารพรรค ว่าจะมีมติออกมาอย่างไร

ที่มาข่าว: ครอบครัวข่าว

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ตำรวจไล่ "ปรียนันท์" เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ประท้วงนายก

Posted: 26 Feb 2011 09:57 PM PST

27 ก.พ. 54 - พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล1 นำกำลังตรวจขอให้นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กับเพื่อนอีก1คนซึ่งปักหลักประท้วงที่อาคารรัฐสภา ฝั่งตรงข้ามสวนสัตว์ดุสิต ออกไปจากสถานที่ดังกล่าวแล้ว โดยอ้างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ

นางปรียนันท์ เดินทางไปปักหลักที่บริเวณดังกล่าวเมื่อวานนี้ เพื่อประท้วงกรณีนายกรัฐมนตรีไม่ยอม ผลักดันร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ... จากการให้บริการทางการแพทย์ โดยติดป้ายประท้วงข้อความ พร้อมระบุว่า จะปักหลักประท้วงจนกว่าจะผลักดันร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเป็นผลสำเร็จ เพราะต่อสู้เรื่องนี้มา 20 ปี

ก่อนหน้านี้เคยเข้ายื่นหนังสือกับมือนายกฯ ซึ่งก็รับปากจะเร่งผลักดัน แต่พอถูกกลุ่มแพทย์กดดันมากๆ ก็เพิกเฉยต่อคำเรียกร้อง ฟังแต่ฝ่ายแพทย์ จึงรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง เพราะทราบว่าวิปรัฐบาลจะไม่หยิบยกเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา โดยตีกลับให้ไปทำประชาพิจารณ์ก่อน ถือเป็นรัฐบาลหลักลอย

ขณะนี้สมาชิกในกลุ่มหลายพันคนทั่วประเทศจะร่วมเคลื่อนไหว โดยผ่านทางสังคมออนไลน์ www.facebook.com/patientrights เชื่อว่าถ้ามีคนเข้าไปคลิกเหมือนคดีน้องแพรวา นายกรัฐมนตรีอาจจะเปลี่ยนใจ ขณะนี้ทางกลุ่มถูกแพทยสภากดดันอย่างหนัก ขณะสถาบันการศึกษาทางการแพทย์เชิญตนไปบรรยายเกี่ยวกับสิทธิผู้ป่วยก็ยังตาม ไปล็อบบี้ไม่ให้สอนหนังสือ ทั้งที่ ขณะนี้มีนักศึกษาแพทย์หลายคนเห็นด้วยจำนวนมาก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของสังคมโดยรวมที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อรักษา สิทธิของตัวเอง

ที่มาข่าว: โพสต์ทูเดย์
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 20-26 ก.พ. 2554

Posted: 26 Feb 2011 08:56 PM PST

จับตา'ลิเบีย'ส่ออพยพแรงงานไทย

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมให้ความช่วยเหลือแรงงาน และคนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศลิเบีย อิหร่าน เยเมน และบาห์เรน ซึ่งกำลังเกิดสถานการณ์ความรุน แรงทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ว่า ขณะนี้สถานเอกอัครราชทูตไทยที่ประจำในประเทศเหล่านี้ กำลังติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดโดยมอบหมายเจ้าหน้าที่เข้าไป ประชาสัมพันธ์ ข้อมูลในชุมชนต่าง ๆ ที่คนไทยอาศัยอยู่เพื่อประสานให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมทั้งประกาศเตือนว่าไม่ควรเข้าไปในพื้นที่ ที่กำลังมีปัญหาความขัดแย้ง ทั้งนี้ ในประเทศลิเบียมีแรงงานไทย 23,000 คน บาห์เรน 5,000 คน อิหร่าน 350 คน และเยเมน 350 คน อย่างไรก็ตาม ถ้าเกิดสถานการณ์บานปลาย สถานเอกอัครราชทูตไทย และกรมการกงสุล ได้เตรียมแผนรองรับเกี่ยวกับการอพยพคนไทยไปสู่สถานที่ปลอดภัยแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการร้องขอกลับประเทศของแรงงานไทยแต่อย่างใด

(เดลินิวส์, 20-2-2554)

'ไตรรงค์' ชงนายกฯไฟเขียวนำเข้าแรงงานฝีมือต่างชาติ

นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า  ได้หารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อหาแนวทางรับมือกับสถานการณ์แรงงานไทยขาดแคลน โดยเฉพาะแรงงานระดับช่างเทคนิค ในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ โดยอาจเปิดให้บริษัทที่มาลงทุนในไทย สามารถนำแรงงานระดับช่างฝีมือเข้ามาทำงานในไทยได้  โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีมาตรการดูแลแรงงานไทยอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิเสธการจ้างงานด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังเป็นเพียงแนวคิดเบื้องต้น ซึ่งยังต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจนก่อนประกาศเป็นนโยบาย โดยต้องยอมรับว่าเมื่อการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในปี 58 ต้องมีการเปิดให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานใน 10 สาขาอาชีพโดยเสรีอยู่แล้ว ขณะเดียวกันไทยถือเป็นฐานการลงทุนที่สำคัญของต่างชาติ แต่ประสบปัญหาเรื่องแรงงานฝีมืออย่างมาก จึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าแรงงานฝีมือจากต่างประเทศได้   ไม่เช่นนั้นไทยจะสูญเสียโอกาสครั้งสำคัญ

ก่อนหน้านี้ ในการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ได้เคยมีการนำเสนอปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างฝีมือให้ที่ประชุมรับทราบ ว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ญี่ปุ่นจะย้ายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งมีความต้องการแรงงานไทยมากถึง 300,000-700,000 คน โดย กรอ.มีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งประสานงานกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการย้ายฐานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของญี่ปุ่นที่จะย้ายฐานการผลิตมาไทย โดยเฉพาะแรงงานระดับอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยในสาขาจักรกล โรงงานและไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าว ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่มากในที่ประชุมบีโอไอ  ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้รับทราบปัญหานี้มาโดยตลอด  แต่ป็นห่วงว่าจะกระทบต่อแรงงานไทย จึงต้องการให้บีโอไอไปออกมาตรการเพื่อไม่ให้แรงงานไทย

(ฐานเศรษฐกิจ, 21-2-2554)

ปลัดแรงงานมอบนโยบาย'ทูตแรงงาน'เชื่อมสายสัมพันธ์ที่ดีต่อนายจ้าง-ลูกจ้างแก้ไขภาพลักษณ์เชิงลบ-เพิ่มศักยภาพ

นายสมเกียรติ  ฉายะศรีวงศ์  ปลัดกระทรวงแรงงานมอบนโยบายแก่อัครราชทูตแรงงานที่ปรึกษา (ด้านแรงงาน)  จากสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ  13  แห่ง  โดยกล่าวถึงความเชื่อมั่นที่มีต่ออัครราชทูตแรงงานที่ปรึกษาทุกแห่งเป็น บุคคลที่ได้รับคัดเลือกว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถขององค์กร เป็นตัวแทนไปปฏิบัติงานในต่างแดนในภารกิจหลักด้านการส่งเสริมตลาดแรงงานและ คุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานต่างประเทศสำหรับ การทำงานของทูตแรงงานในปัจจุบันขอให้เน้นใน  4 ประเด็นหลัก เรื่องแรก คือการแสวงหาตลาดแรงงานหรือการจ้างงานแรงงานไทย ขอให้มุ่งขยายสู่ตำแหน่งงานในระดับฝีมือ / กึ่งฝีมือ

ปัจจุบันแรงงานไทยเป็นแรงงานที่ได้ รับการยอมรับจากต่างชาติสูง  จากคุณลักษณะที่ดีของวัฒนธรรมไทยไม่ว่าจะเป็นลักษณะความเป็นกันเอง  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ประกอบกับอาหารไทย นวดแผนไทยกำลังเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติเป็นศักยภาพที่เหมาะในงานลักษณะ ด้านดูแลผู้สูงอายุ  งานพ่อครัว-แม่ครัวงานนวดไทย-นวดสปา  จึงขอให้"ทูตแรงงาน"ทำหน้าที่เสมือนเป็น"เซลล์แมน" นำเสนอและส่งเสริมการตลาดแรงงานให้นายจ้างต่างชาติในแต่ละประเทศได้เห็นถึง คุณลักษณะเฉพาะด้านฝีมือของแรงงานไทย  เรื่องที่สองบทบาทและภารกิจหน้าที่ของทูตแรงงาน  คือการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย  ดังนั้นการรับเรื่องร้องทุกข์จากแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศถือเป็น เรื่องสำคัญลำดับต้น  ขอให้เร่งแก้ไขปัญหาโดยทันที  เรื่องที่สาม  กระทรวงแรงงานเปรียบเสมือนคนกลางระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง  ในต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน

"ทูตแรงงาน" คือคนกลางที่ต้องเชื่อมประสานให้เกิดระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกจ้าง คือแรงงานไทย  และนายจ้าง  เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันโดยเฉพาะในต่างประเทศนั้น แรงงานไทยก็เปรียบเสมือนภาพลักษณ์ของภาคผู้ใช้แรงงานของประเทศ   แต่ปัจจุบันแรงงานไทยมีข้อเสียเปรียบบางด้านเช่น ภาษาและภาพลักษณ์เชิงลบเรื่องดื่มสุรา  เล่นการพนัน อันเป็นสาเหตุของปัญหาอื่นๆ สิ่งเหล่านี้เป็นภาพลักษณ์ที่ต้องเร่งแก้ไขเพราะแม้แรงงานไทยจะเป็นที่ยอม รับด้านฝีมือแต่ภาพดังกล่าวส่งผลให้เกิดข้อเสียเปรียบของการแข่งขันในตลาด แรงงาน "การสร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดี" มุมมองการทำงานกับแรงงานไทย  ต้องพยายามชี้แจงให้คำแนะนำในเรื่องวินัยการทำงาน  สร้างความความเข้าใจในระบบการทำงานภาคอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงกับ วัฒนธรรมการทำงานของแต่ละท้องถิ่น  มุมมองการทำงานกับนายจ้างที่จ้างงานแรงงานไทยหรือมีต้องการจ้างงานแรงงาน ต่างชาติ  ต้องเดินเข้าไปหาเพื่อทำความเข้าใจและนำเสนอถึงความสามารถและศักยภาพแรงงาน ไทย  และเพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารระหว่างแรงงานไทยและนายจ้างลดปัญหาช่อง ว่างทาง"ภาษา" ในการสื่อสาร  รวมถึงการต่อยอดขยายตลาดแรงงานที่ในระดับฝีมือ / กึ่งฝีมือโดยเฉพาะตำแหน่งงานกุ๊ก  งานนวดไทย-สปา  ซึ่งเป็นจุดขายของแรงงานไทย หรืองานระดับฝีมือช่างต่างๆ  คนไทยมีความรู้ความสามารถ มีการพัฒนายกระดับฝีมือสูงขึ้น  สิ่งที่สำคัญคือการเข้าไปให้ถึงตลาดแรงงาน และเรื่องสุดท้ายที่ขอฝากพึงรำลึกเสมอท่านคือตัวแทนของกระทรวงแรงงาน  การดำเนินงานทุกด้านแรงงาน  ไม่ว่าจะเป็นการดูแลคุ้มครองสิทธิ"แรงงานไทย" การพัฒนาส่งเสริมและขยายตลาดให้ แรงงานไทยิในด้านงานฝีมือที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะของชาติและทักษะฝีมือเฉพาะ ของอาชีพ เป็นที่ประจักษ์ในสายตาขององค์กรแรงงานนานาชาติและสังคมภายนอก

(พิมพ์ไทย, 21-2-2554)

ก.แรงงาน เตรียมแผนอพยพแรงงานในลิเบีย ยังไม่ยืนยันมีคนไทยเสียชีวิต

นายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศลิเบีย ซึ่งล่าสุดเริ่มมีความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน ว่าได้ประสานให้เตรียมเคลื่อนย้ายแรงงานไทยในประเทศลิเบียไปอยู่ในจุดที่ ปลอดภัย พร้อมให้พกหนังสือเดินทางและของมีค่าติดตัว เพื่ออพยพได้ในทันที โดยแผนในเบื้องต้นจะให้แรงงานไทยไปรวมตัวที่สนามบินและสถานทูตไทยประจำ ลิเบีย ก่อนจะอพยพคนไทยออกนอกประเทศใน 3 ทาง คือ 1.ทางบก ออกทางชายแดนติดกับประเทศตูนิเซีย 2.ทางน้ำ ได้ติดต่อเรือขนส่งผู้โดยสารไปยังประเทศมอลตา และประเทศในทวีปแอฟริกา และ 3.ทางอากาศ ได้เช่าเหมาลำเครื่องบิน ซึ่งได้ประสานกับทางการประเทศอิตาลีและอียิปต์ไว้แล้ว หากมีเหตุการณ์คับขันก็พร้อมจะเดินทางไปรับแรงงานไทยยังที่เกิดเหตุทันที เชื่อว่าจะสามารถเข้าช่วยเหลือได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง

นายสุธรรม กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า ขณะนี้มีแรงงานไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานการยืนยันที่ชัดเจนจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ขณะที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้ตนเป็นผู้ประสานงานตรวจสอบสถานการณ์ตลอดเวลา รวมทั้งให้กรมการจัดหางานประสานไปยังกรมการกงสุลทุกประเทศที่กำลังมี สถานการณ์ความไม่สงบ เพื่อจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปยังเมืองที่เกิดเหตุ และพร้อมจะอพยพแรงงานไทย ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (22 ก.พ.) เวลา 10.00 น. กรมการจัดหางานจะนัดประชุมบริษัทจัดหางานที่จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานที่ ลิเบียทุกบริษัท มาซักซ้อมข้อมูลเพื่อให้การช่วยเหลือ

ปัจจุบันมีแรงงานไทยทำงานในลิเบีย ทั้งสิ้น 23,000 คน ในประเภทกิจการก่อสร้าง ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่สัญญาการจ้างงานยังไม่สิ้นสุด เฉพาะที่เมืองเบงกาซี ซึ่งเป็นจุดปะทะดุเดือด มีแรงงานไทยจำนวน 2,000 คน อาจต้องใช้การอพยพทางอากาศ ส่วนเมืองหลวงตริโปลี มีแรงงานไทยหลักหมื่นคน ซึ่งเป็นพื้นที่ติดทะเล หากมีการอพยพอาจต้องใช้เส้นทางทางเรือ ขณะที่เมืองคูฟา มีแรงงานไทยไม่มากนัก

(สำนักข่าวไทย, 21-2-2554)

เมียคนงานไทยในลิเบียห่วงสามีเหตุประท้วง

จากเหตุประชาชนชาวลิเบียได้มีการ ชุมนุมประท้วงขับไล่ พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี่ ประธานาธิบดีลิเบีย และได้มีราษฎรชายไทย ในพื้นที่ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ได้เดินทางไปทำงานที่ประเทศลิเบีย จำนวนมาก โดยผู้สื่อข่าวไปสอบถามและสัมภาษณ์หาข้อมูลกับภรรยาของคนงานไทยกับเหตุการณ์ ในลิเบีย เช่น นางอุบลรัตน์ เอมอยู่ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 52 หมู่ 4 ต.ตากออก อ.บ้านตาก จ.ตาก ซึ่งสามีไปทำงานอยู่ที่ลิเบีย กล่าวทั้งน้ำตาด้วยความเป็นห่วงว่า สามีตนเองได้ไปทำงานได้ประมาณ 6 เดือน ขณะนี้ติดต่อทางโทรศัพท์ยากมาก รู้สึกเป็นห่วงอย่างมาก หากเหตุการณ์ไม่ดีทางสถานทูตคงเข้าไปช่วยเหลือในการส่งกลับ ล่าสุด ที่ได้ติดต่อสามีบอกว่าออกไปไหนไม่ได้อันตรายต้องอยู่แต่ในแคมป์การกินอยู่ ลำบากมาก

ทางด้าน นางจันทร์วัน ราชสอด อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60/1 หมู่ 6 ต.ตากออก อ.บ้านตาก จ.ตากสามีชื่อนายเทียน ราชสอด อายุ45 ปี มีบุตรด้วยกัน 2 คน ไปพร้อมกับสามีของอุบลรัตน์ ขณะนี้ติดต่อไม่ได้เป็นห่วงมาก ถ้าอันตรายมากอยากให้กลับ เช่นเดียวกับ นางยุพิน ชัยชนะ อายุ 45 ปี ซึ่งสามีชื่อ นายมงคล ชัยชนะ อายุ 38 ปี ไปทำงานเป็นหัวหน้าคนงานอยู่ที่ประเทศลิเบียเช่นกัน แต่อยู่คนละแห่งกับ 2 รายแรก ได้โทรศัพท์ติดต่อกับสามี โดยสามีบอกว่า ขณะนี้พื้นที่ที่อยู่อันตรายอย่างมาก เพราะผู้ประท้วงได้ราดน้ำมันเตรียม
เผาเมือง โดยคืนนี้จะมีเครื่องบิน จำนวน 3 ลำ จะมารับที่สนามบินใกล้ที่ทำงาน แต่ทุกคนต้องวิ่งไปที่สนามบินไกล ประมาณ 3 กิโลเมตร จะรอดไม่รอด ก็ตอนวิ่งนี่แหละ โดยเครื่องบินจะพาไปต่อเครื่องที่ตูนีเชีย เพื่อกลับประเทศไทย

(ไอเอ็นเอ็น, 22-2-2554)

คนงานพีซีบีบุกเครือสหพัฒน์หวังพบนายจ้าง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2554 เวลาประมาณ 08.30 คนงานพิซีบี ที่ถูกนายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยกว่า 500 คน โดยอ้างเหตุโรงงานไฟไหม้ ซึ่งในครั้งนั้นมีคนงานที่บาดเจ็บและเสียชีวิตด้วย ครั้งนี้มีคนงานกว่า 200 คน รวมกันเดินทางไปยังตึกสหพัฒนพิบูลย์ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ของทางตึกเมื่อได้ทราบข้อมูลปัญหาคนงานและ แจ้งว่า ทางนี้จะรับแต่เรื่องของอาหารอุปโภคบริโภค เมื่อได้ยินเช่นนั้นทางแกนนำที่นำขบวนไป จึงตัดสินใจร่วมกันแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม อีกกลุ่มแยกออกไปที่ บ.สหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้ง ซ.สาธุประดิษฐิ์ 58 หลังจากอีกกลุ่มไดแยกตัวออกไปแล้ว
 
เจ้าหน้าที่ของสหพัฒนพิบูลย์ได้เชิญคนงานที่เหลือเข้าไปในโรงอาหาร พร้อมทั้งเลี้ยงน้ำดื่ม และได้เชิญคุณจี้ด(ไม่บอกชื่อจริง) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของสหพัฒน์ฯมาพูดคุยด้วยเมื่อทางตัวแทนได้แจ้ง ข้อมูลให้ทราบแล้ว คุณจี้ดกล่าวว่า "เรื่องของทางบริษัท พีซีบี นั้นทางนี้ไม่ทราบข้อมูลเลย ทางนี้จะรัีบแต่ในเรื่องของอาหารอุปโภคบริโภคเป็นส่วนใหญ่แต่จะรับเรื่องไว้ และจะพูดคุยกับคุณสันติ วิลาศศักดานนท์ ให้ช่วยตามเรื่องให้ ไม่คิดว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ เพราะนโยบายของทางสหพัฒน์ฯคือ การอยู่ร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่ทอดทิ้งกัน ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ลอยแพพนักงาน 500 กว่าคนนี้จะกิดขึ้น และขอโทษที่ให้การต้อนรับที่ไม่ดีในตอนแรกเพราะตกใจที่มากันเยาะกลัวว่าจะมี ปัญหา"
 
ทางตัวแทนอีกกลุ่มที่เดินทางไปถึงยังตึกสหพัฒน์อินเตอร์โฮลดิ้ง ซ.สาธุประดิษฐ์58  เวลาประมาณ 14.00น.ได้ยื่นหนังสือให้กับคุณสุจิตรา โพธิ์สุข เจ้าหน้าที่ฝ่ายสำนักงานของทางบริษัทฯ กล่าวว่า"ไม่ทราบเรื่องของทาง พีซีบี มาก่อนและนำยื่นหนังสือส่งให้กับฝ่ายบริหารอีกที โดยอ้างว่าทางบริษัทฯไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นราย หนึ่งเท่านั้น"
เมื่อได้รับข้อมูลจากอดีตลูกจ้างของพีซีบีว่า เป็นแมสเซนเจอร์ส่งเอกสารและได้มารับส่งเอกสารที่อยู่ในตึกนี้มาตลอดเป็น เวลานานแล้วในตึกนี้จะแบ่งเป็นโซนของแต่ละ
บริษัทฯที่อยู่ในกลุ่มของเครือสหพัฒน์จะมีเจ้าหน้าที่ ceo
 
ในเวลาประมาณ 15.30 น.ที่กระทรวงแรงงานได้มีการหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างนายธวัช อรรถวรรัตน์ ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง กับ นางรุ่งนภา ศรีเกิด /นายประกอบ พรหมสงค์ และผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี มีข้อสรุปดังนี้
 
1.บริษัทฯยอมรับว่าติดค่าจ้างค้างจ่าย ค่าชดเชย ให้แก่ลูกจ้างจำนวน 496 คน เป็นเงิน 61,948,323.94บาท
 
2.บริษัทฯแจ้งว่าได้จ่ายค่าจ้างตามมาตรา 75 ระหว่างวันที่ 1-21 ม.ค. ให้แก่ลูกจ้างรายวันแล้วตั้งแต่ 7กพ. โดยผ่านบัญชีของแต่ละคน
 
3.บริษัทฯตกลงรับว่าจะเจรจากับธ.กรุงเทพฯให้ยินยอมเบิกเงินจำนวน 6.5 ล้านบาท มาเฉลี่ยจ่ายให้ลูกจ้างก่อนภายใน 28 กพ.นี้
 
4.กรณีแต่งตั้งตัวแทนกรรมการร่วมสำรวจทรัพย์สินของบริษัทฯที่ไม่ติด จำนองมาจำหน่าย ตัวแทนบริษัทฯว่าต้องหารือที่บริษัทฯก่อนจะแจ้งความคืบหน้าภายในวัน ที่28กพ.นี้
 
5.กรณีเงินภาษีที่จะได้รับคืนจากสรรพากรบริษัทฯจะนำเงินมาคืนให้ลูกจ้างทันทีที่ได้รับเงินคืน

(นักสื่อสารแรงงาน, 21-2-2554)

เผยสื่อให้พื้นที่แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย เรียกร้องความเป็นธรรมเพิ่มขึ้น

21 ก.พ. 54 - มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน-คพรส. เปิดผลการศึกษา แอบมองสื่อมองการทำงานของสื่อต่อแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย คนไร้รัฐ กลุ่มชาติพันธุ์ พบทิศทางที่ดี สื่อให้พื้นที่เรียกร้องความเป็นธรรม-ชี้แจงสิทธิร้อยละ 22.33

น.ส.พรสุข เกิดสว่าง มูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน กล่าวว่า มูลนิธิฯ โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล (คพรส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน จัดทำโครงการ แอบมองสื่อติดตามการทำงานของสื่อมวลชนต่อแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ทั้งกลุ่มชาติพันธ์ ผู้ลี้ภัย และคนไร้รัฐ ในช่วง 10 เดือน ตั้งแต่วันที่ 10 มกราคม-14 พฤศจิกายน 2553 พบว่าสื่อให้พื้นที่แก่กลุ่มเป้าหมายสม่ำเสมอ โดยเป็นการนำเสนอเนื้อหาประเภทอาชญากรรมและอุบัติเหตุมากที่สุดร้อยละ 40.04 ของเนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเชื่อมโยงกับความรุนแรง และมักนำเสนอกลุ่มเป้าหมายในฐานะผู้กระทำผิดหรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดมาก ที่สุด ซึ่งผู้รับสื่ออาจมีทัศนคติเชิงลบต่อแรงงานข้ามชาติและผู้มีปัญหาสถานะบุคคล

รองลงมาคือเนื้อหาเกี่ยวกับการคุ้ม ครองสิทธิ กฎหมาย และนโยบาย ร้อยละ 22.33 ของเนื้อหาทั้งหมดของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งค่อนข้างห่างกัน แต่ก็ถือเป็นทิศทางที่ดีที่สื่อให้พื้นที่เรียกร้องความเป็นธรรมหรือชี้แจง สิทธิเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมาย ส่วนเนื้อหาที่ได้รับการเสนอน้อยที่สุดคือ เนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง ร้อยละ 2.52 เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายไม่มีสิทธิในการเมือง ส่วนความถูกต้องของบริบทข้อมูล พบว่าผิดพลาดร้อยละ 12.98 ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการที่สื่อยังไม่ตระหนักถึงความอ่อนไหวของประเด็น ร้อยละ 89.57 เช่น การเรียกชื่อผิด

ทั้งนี้ ขอให้สื่อเปิดพื้นที่ให้มากขึ้นและเสนอเชิงลึก โดยทั้งหน่วยงานเอกชนและสื่ออาจหาหนทางการประสานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สื่อได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายทั้งในเชิงนโยบาย สภาพปัญหา สังคมและวัฒนธรรม รวมทั้งประสานความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นอ่อนไหว นอกจากนี้ หน่วยงานเอกชนจะต้องศึกษาเงื่อนไขและข้อจำกัดการทำงานของสื่อด้วย หากทำได้ สื่อก็อาจจะมีพื้นที่ในการนำเสนอเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

(สำนักข่าวไทย, 21-2-2554)

ญาติแรงงานบุรีรัมย์ใน ลิเบียกว่า 20 ราย ร้องขอความช่วยเหลือหวั่นไม่ปลอดภัย

22 ก.พ. เมื่อเวลา 13.00 น.ครอบครัวและญาติแรงงานชาว อ.เฉลิมพระเกียรติ และ อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์ ที่เดินทางไปทำงานยังประเทศลิเบีย กว่า 20 ครอบครัว เกิดความวิตกกังวลจากเหตุการณ์ประท้วงรุนแรงที่ประเทศลิเบีย จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือ และยื่นหนังสือผ่าน นายอิทธิ คงวีระวัฒน์ จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อให้ประสานทางกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน และรัฐบาล เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านความปลอดภัย ทั้งที่พัก และอาหาร หากเกิดสถานการณ์ประท้วงรุนแรง ก็ให้ช่วยเหลือในการนำแรงงานเดินทางกลับประเทศด้วยความปลอดภัย
      
โดยขณะนี้ ครอบครัว และญาติพี่น้อง ของแรงงานชาวบุรีรัมย์บางรายไม่สามารถติดต่อสามี หรือญาติ ที่ไปทำงานที่ประเทศลิเบียได้ จึงเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจากเหตุประท้วงรัฐบาลในประเทศลิเบียที่ กำลังรุนแรงบานปลาย
      
ขณะที่ทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ให้ญาติของแรงงานที่มาร้องขอความช่วยเหลือ ได้กรอกข้อมูลเบื้องต้น รวมทั้งความต้องการที่จะให้ช่วยเหลือไว้ เพื่อจะประสานทางกรมการจัดหางาน ให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน
      
ส่วนญาติแรงงานที่ยังไม่ได้มาแจ้งขอรับความช่วยเหลือ ทางสำนักงานจัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ จะส่งเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านเพื่อสอบถามข้อมูลของแรงงาน ความประสงค์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือ พร้อมทั้งชี้แจงสถานการณ์เหตุการณ์ประท้วงที่ประเทศลิเบียให้ญาติของแรงงาน ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องด้วย
      
นางจุรี ชุบไธสง อายุ 34 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77 หมู่ 8 บ้านหนองเรือ ต.กู่สวนแตง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์ กล่าวทั้งน้ำตา ว่า สามีเดินทางไปทำงานประเทศลิเบีย เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2553 โดยผ่านทาง บริษัท จัดหางานเงินและทองพัฒนา จำกัด ตำแหน่งคนงานทั่วไป อยู่ที่ EL ALEMEIN STREET NO.26,EL FUW P.O.BOX 17170 BENGHAZI ลิเบีย ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ประท้วงเกิดขึ้น จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อสามีที่เดินทางไปทำงานยังประเทศลิเบียได้ จึงกังวลและเป็นห่วงสามีมาก เกรงจะเป็นอันตราย
      
จึงอยากเรียกร้องให้ทางกระทรวงแรงงานหรือหน่วยงานที่เกี่ยว ข้อง ได้ดำเนินการช่วยเหลือสามีทั้งเรื่องความปลอดภัย ที่พัก และอาหาร อย่างเร่งด่วนด้วย เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์สงบลง ก็อยากให้สามีทำงานต่อ เพราะยังมีหนี้สินจากการกู้ยืมเงินนายทุน เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปทำงานกว่า 130,000 บาท หากยังทำงานต่อก็อยากให้ดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ด้วย
      
ด้าน นางอนงค์ ผาสุขสม อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ 8 บ้านหนองเรือ ต.กู่สวนแตง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ จ.บุรีรัมย์ เล่าทั้งน้ำตา ว่า สามีเพิ่งเดินทางไปทำงานประเทศลิเบีย เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2554 ที่ผ่านมา ตำแหน่งช่างประกอบท่อ อยู่ที่ P.O.BOX 80062 GARARISH ST.TRII LIBYA ลิเบีย ก็ยังไม่สามารถติดต่อสามีได้เลย ไม่รู้ว่ามีความเป็นอยู่อย่างไรบ้าง แต่ทราบจากเพื่อนที่ไปด้วยกันบอกว่าสามียังปลอดภัยดี จึงอยากเรียกร้องให้ทางรัฐได้ช่วยเหลือ และติดต่อแรงงานไทยที่ลิเบียว่าทุกคนยังปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ เพราะว่าญาติทางประเทศไทยมีความเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์ประท้วงในประเทศลิเบียเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
      
ขณะที่ นายอิทธิ คงวีระวัฒน์ จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จากข้อมูลมีแรงงานชาวบุรีรัมย์ไปทำงานที่ประเทศลิเบีย จำนวน 480 คน ใน 9 อำเภอ ได้แก่ อ.พุทไธสง, คูเมือง, บ้านใหม่ไชยพจน์, เฉลิมพระเกียรติ, นาโพธิ์, กระสัง, ลำปลายมาศ, แคนดง และ อ.สตึก ซึ่งขณะนี้มีญาติของแรงงานได้เข้ามาร้องขอความช่วยเหลือแล้วจำนวน 22 ครอบครัว แต่ยังไม่มีแรงงานที่แจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับ
      
อย่างไรก็ตาม ทางจัดหางานจังหวัดก็ได้มีการประสานกับทางกรมการจัดหางาน ให้ดำเนินการช่วยเหลือแรงงานทั้งด้านที่พัก อาหาร และด้านความปลอดภัยแล้ว พร้อมทั้งจะได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุรุนแรงบานปลาย ก็จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังที่ปลอดภัย หรือเดินทางกลับประเทศในทันที
      
ขณะเดียวกัน ทางจัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสอบถามข้อมูลจากญาติแรงงาน ที่ไปทำงานประเทศลิเบีย ถึงความต้องการของญาติและแรงงานว่าประสงค์จะให้ทางราชการช่วยเหลือแรงงานที่ ลิเบียด้านใดบ้าง เพื่อจะนำข้อมูลความต้องการรายงานไปยังกระทรวงแรงงานเพื่อให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้นั้น ยังได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้ญาติของแรงงานที่ไปทำงานลิเบียเกิดความวิตกกังวล และยืนยันว่า ทางภาครัฐจะให้ความช่วยเหลือแรงงานลิเบียทุกคน

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 22-2-2554)

จ่ออพยพทางเรือ -2.5 หมืนไทยในลิเบีย

สถานการณ์ล่าสุดในประเทศลิเบียยังคง ทวีความรุนแรงอย่างหนักและบานปลายสู่กรุงตริโปลี เมืองหลวง มีรายงานผู้เสียชีวิตว่าอาจมียอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 800 ราย ขณะที่โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย แถลงยืนยันว่าตนยังอยู่ในกรุงตริโปลี ปฏิเสธการสังหารหมู่ผู้ชุมนุม หลังจากนานาประเทศออกแถลงการณ์ประณาม และบางประเทศเริ่มเรียกทูตกลับเป็นการประท้วงนั้น ในส่วนของไทย กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงาน เปิดประชุมด่วนเพื่อหารือถึงการช่วยเหลือคนไทยในลิเบียแล้ว

นายเจษฎา กตเวทิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศ แถลงผลการประชุมหารือการให้ความช่วยเหลือคนไทยในประเทศลิเบีย ว่า ในกรุงตริโปลี มีคนไทยอยู่ราว 10,000 คน ขณะที่ล่าสุดทราบว่า เมืองเบงกาซี ทางภาคตะวันออกของลิเบีย มีคนไทยอยู่ราว 2,000 คน ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ในเมืองดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม จะยังไม่อพยพคนไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานกว่า 25,000 คน ออกจากลิเบีย ในชั้นนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน

สำหรับแผนการอพยพ กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในอิตาลีกับกรีซ เพื่อให้ส่งเรือจากเกาะซิซิลีและมอลตาไปรับ ส่วนการอพยพทางอากาศนั้นทำไม่ได้ เนื่องจากลิเบียประกาศปิดน่านฟ้าแล้ว

นาย เจษฎา กล่าวต่อว่า จากการเชิญเอกอัคร ราชทูตประจำอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม โมร็อกโก และตุรกีมาประชุม เห็นพ้องกันว่า การอพยพแรงงานที่ขณะนี้ปลอดภัยอยู่ในที่พัก ออกมาภายนอกจะมีอันตรายมากกว่า จึงแนะนำให้อยู่แต่ภายในแคมป์งาน และกักตุนอาหาร น้ำดื่ม ไว้ในกรณีฉุกเฉิน สำหรับแรงงานทั้งหมดกับนักเรียนไทย 27 คน ในกรุงตริโปลี ยังปลอดภัยดี และยังไม่มีใครแจ้งความประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ

นอกจากนี้ นายเจษฎา ยังระบุอีกว่า ทางศูนย์ติดตามสถานการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศนั้นกำลังจับตาดูสถานการณ์ ในประเทศบาห์เรน มีคนไทย 3,300 คน นักศึกษา 8 คน อิหร่าน มีคนไทย 550 คน เยเมน มีคนไทย 50 คน นักศึกษา 10 คน คูเวต มีคนไทย 3,000 คน นักศึกษา 45 คน แอลจีเรีย มีคนไทย 1,000 คน โมร็อกโก มีคนไทย 100 คน นักศึกษา 60 คน จอร์แดน มีคนไทย 150 คน นักศึกษา 60 คน และอียิปต์ ส่วนลิเบียนั้นกำลังจับตามองเป็นพิเศษ หากญาติของคนไทยในลิเบียต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถโทรศัพท์ติดต่อมาที่กองคุ้มครองแรงงานลิเบียได้ที่ 0-2575-1046-9

ส่วน ที่กระทรวงแรงงาน นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหา ได้เชิญบริษัทจัดส่งแรงงานไปต่างประเทศ มาร่วมประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ความไม่สงบเรียบ ร้อยในประเทศลิเบียและประเทศตะวันออก กลาง 30 บริษัท

จากนั้น นายจีรศักดิ์กล่าวถึงผลการประชุมว่า ขณะนี้แรงงานไทยในลิเบียมีอยู่ประมาณ 23,600 คน ซึ่งจากการประชุมติดตามสถานการณ์ คนงานส่วนใหญ่ยังปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต แต่ได้รับรายงานว่ามีแรงงานเวียดนามเสียชีวิต 1 ราย

อธิบดีกรมการ จัดหางาน กล่าวว่า บางพื้นที่ในลิเบียยังปฏิบัติงานได้ เนื่องจากนายจ้างไม่ได้สั่งหยุดงาน แต่ในเมืองเบงกาซี และเมืองตริโปลี ที่อยู่ในเขตการชุมนุมประท้วงนั้น นายจ้างสั่งหยุดงานทั้งหมดและสั่งให้คนงานหลบอยู่ในแคมป์ที่พัก เนื่องจากหากเดินทางหรือออกมานอกที่พักอาจโดนปล้นสะดมระหว่างทางได้ สำหรับการอพยพนั้น กรมการจัดหางานได้เตรียมแผนเคลื่อนย้ายคนงาน หากเกิดความรุนแรงขึ้น โดยวิธีที่ประหยัดและสามารถขนย้ายแรงงานได้มากที่สุด คือเส้นทางเรือไปประเทศมอลตา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เพราะบรรทุกคนได้ครั้งละ 1,200 คน ขณะนี้มีบริษัทจัดส่งแรงงานบางแห่ง จัดเตรียมเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับแรงงานไทยที่ลิเบียตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ก.พ. แล้ว แต่เนื่องจากติดกลุ่มผู้ชุมนุม จึงเอาเครื่องลงจอดรับแรงงานไทยที่มาอยู่รอที่สนามบินจำนวน 50 คนไม่ได้ ล่าสุด ผู้ดูแลแคมป์ที่พักได้นำรถมารับแรงงานไทยกลุ่มนี้กลับแคมป์แล้ว

(ข่าวสด, 23-2-2554)

คนงานตะวันออกบุกพรรคประชาธิปัตย์ ร้องถูกจ้างไม่เป็นธรรม

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มประชาชนอ้างว่าเป็นลูกจ้างของบริษัทต่างชาติ ซึ่งรับผลิตยางรถยนต์ ในจังหวัดระยอง อาทิ บริษัทแม็กซีส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง บริษัทพีซีบี เซ็นต์เตอร์ จำกัด และบริษัทฟูจิตสึ เจเนอรัล ประเทศไทย จำกัด ประมาณ 200 คน ได้มารวมตัวชุมนุมเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะแกนนำรัฐบาล เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากบริษัทดังกล่าวเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมแล้วกว่า 3,000 คน โดยไม่ได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน โดยกลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ จนกว่าจะได้พบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งหากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้พบก็จะพาผู้ใช้แรงงานที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้ปักหลักที่หน้ากระทรวงแรงงานนับพันคนมาสมทบ ทำให้ทางพรรคประชาธิปัตย์ต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลความสงบเรียบ ร้อย จำนวน 1 กองร้อย จากกองบังคับการตำรวจภูธรบุรีรัมย์ และตำรวจนครบาล สน.บางซื่อ

(มติชน, 23-2-2554)

สหภาพ อสมท.ร้องสอบ 'สุรพล-ธนวัฒน์' บริหารไม่โปร่งใส

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)  นำโดยนางอรวรรณ ชูดี ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บมจ.อสมท. ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้ตรวจสอบการบริหารงานภายใต้การกำกับของนายสุรพล นิติไกรพจน์ ประธานกรรมการ บมจ.อสมท. และนายธนวัฒน์ วันสม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท.ที่อาจมีพฤติกรรมการปฏิบัติหน้าที่ไม่รักษาผลประโยชน์ของบริษัทฯ ไม่โปร่งใส ขาดหลักธรรมาภิบาล และประสิทธิภาพในการทำงาน จนส่งผลกระทบต่ออนาคตขององค์กร

ทั้งนี้ การยื่นหนังสือให้ตรวจสอบการทำงานของนายสุรพลกับนายธนวัฒน์ครั้งนี้ เป็นผลมาจากการนัดหารือพนักงาน บมจ.อสมท.เมื่อวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา จนได้ขอยุติร่วมกันว่าจำเป็นต้องยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับการ บริหารราชการแผ่นดินพิจารณาตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน บมจ.อสมท.ดังนี้ 1. มีการปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส ไม่รักษาผลประโยชน์ของ บมจ.อสมท.จากกรณีการกำกับดูแลคู่สัญญาสัมปทานช่อง 3 ที่ต่อสัญญาไปอีก 10 ปี โดยได้รับค่าตอบแทนคงที่ตลอดอายุสัญญาจำนวน 2,002 ล้านบาท ขณะที่ประธานกรรมการ  บมจ.อสมท.เจรจาขอให้ช่อง 3 ชดเชยค่าเสียหายจำนวน 405 ล้านบาท แต่ยังมีข้อโต้แย้งจากบุคคลภายนอก กรรมการบมจ.อสมท.ส่วนหนึ่ง จนเกรงว่าท้ายที่สุดจะทำให้ บมจ.อสมท. จะเสียผลประโยชน์ รวมถึงกรณีการให้บริษัททรูวิชั่นส์มีโฆษณาตามมติคณะกรรมการ บมจ.อสมท.ซึ่งมีการระบุให้จ่ายค่าตอบแทนเพิ่มเป็นเงินร้อยละ 6.5 ของรายได้ ก่อนหักค่าใช้จ่าย แต่จนถึงขณะนี้ บมจ.อสมท.ยังไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ

อีก ทั้งกรณีการจัดหาวัสดุด้วยวิธีระบบพิเศษ เทเลพรีเซนซ์ ระยะเวลา 24 เดือนในวงเงิน 24 ล้านบาท โดยอ้างถึงการไปดูงานของกรรมการ บมจ.อสมท.ที่มีบริษัท ซีสโก้ ซีสเตมส์ สหรัฐอเมริกา ทำให้มีการตั้งเรื่องจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยวิธีพิเศษ อ้างว่ารองรับการสื่อสารประชุมทางไกลกับบุคคลสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา ทั้งที่ บมจ.อสมท. มีรถถ่ายทอดสัญญาณดาวเทียมและห้องส่งที่พร้อมรองรับภารกิจต่างๆ อยู่แล้ว

2. การบริการที่ขาดหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส สร้างความแตกแยกภายในองค์กร มีการล้วงลูกการบริหาร การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร แต่ปิดกั้นการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยเฉพาะความพยายามผลักดันให้มีการบรรจุผู้บริหารสัญญาจ้าง โดยจะให้ลูกจ้างสัญญาจ้างใน บมจ.อสมท.เฉพาะ 3 ตำแหน่งคือ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน (ซีเอฟโอ) และผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานตรวจสอบภายใน ซึ่งไม่มีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งใดทำเช่นนี้ เป็นการปิดกั้นโอกาสในการสรรหาบุคลากรมืออาชีพในตำแหน่งหลักได้อย่างเปิด กว้าง และสอดคล้องกับความจำเป็นทางธุรกิจ และยังเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจพนักงานในการเติบโตตามสายงาน

นอกจากนี้ยังมีการจ้างบริษัทปรับ ปรุงโครงสร้างองค์กรซึ่งมีความพยามปิดกั้น การมีส่วนร่วมจากสหภาพฯ ไม่มีการรับฟังความคิดเห็นจากพนักงาน อีกทั้งระหว่างนี้ได้มีการใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานหลายระดับโดยไม่ ผ่านสำนักทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งมีการแต่งตั้งบุคคลใกล้ชิดกรรมการผู้อำนวยการใหญ่มาดำรงตำแหน่ง รักษาการผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักเลขานุการบริษัทฯ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสีย เนื่องจากคณะกรรมการ บมจ.อสมท.ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ประเมินผลงานของกรรมการผู้อำนวยการใหญ่

3. ขาดประสิทธิภาพเชิงบริหาร กระทบต่ออนาคตขององค์กร มีความล่าช้าในการเตรียมแผนรองรับ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และพ.ร.บ.ประกอบกิจการฯ ไม่มีความชัดเจนเรื่องแผนงานของธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการจัดซื้ออุปกรณ์จำนวนหลายร้อยล้านบาท แผนการเช่าสัญญาดาวเทียมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท ทั้งที่คาดว่าจะมีกำไรเพียงปีละ 20 ล้านบาทเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ กล่าวกับตัวแทนสหภาพที่เข้ายื่นหนังสือตอนหนึ่งว่า ขอให้สหภาพฯรวบรวมประเด็นปัญหาเข้ามา เรื่องไหนที่คิดว่าไม่โปร่งใสเสนอมา และตนจะส่งเรื่องไปยังรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ เพื่อทำหนังสือถึงผู้บริหาร อสมท.และประธานบอร์ด อสมท.เพื่อให้ชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆ ทั้งเรื่องของค่าโฆษณาของทรูวิชั่น ไปเจรจาความเสียหายให้ประธานบอร์ดชี้แจง ที่ไปเรียกค่าเสียหายจากช่อง 3 คืออะไร พร้อมกับยืนยันว่า เรื่องของการจัดหาวัสดุพิเศษระบบเทเล พรีเซนซ์ ไม่เกี่ยวสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นเรื่องที่สำนักนายกฯ มีโครงการนี้อยู่แล้ว เพียงแต่อยู่ที่การศึกษาความคุ้มค่าระหว่างการเช่าหรือซื้อมา ไม่เกี่ยวกันเป็นเรื่องที่ ผอ.อสมท.ต้องชี้แจงกับทางสหภาพฯ.

(ไทยรัฐ, 23-2-2554)

เดินหน้าประกันสังคมแรงงานนอกระบบ ตั้งเป้าปีแรก 2.4 ล้านคน

สโมสรทหารบก 23 ก.พ. - นายกรัฐมนตรีแจงเครือข่ายแรงงานนอกระบบเดินหน้าระบบประกันสังคมมาตรา 40 เปิดให้แรงงานนอกระบบเป็นผู้ประกันตน 2 ทางเลือก จ่ายเดือนละ 100 กับ 150 บาท รัฐอุดหนุน 30 กับ 50 บาท ตามลำดับ เปิดรับสมัครวันแรงงานปีนี้ รมว.แรงงาน ตั้งเป้า 2.4 ล้านคนสมัครในปีแรก

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน จัดการประชุมสัมมนา "ปฏิบัติการประชาวิวัฒน์ ประกันสังคมไทยเข้มแข็ง : การสร้างระบบคุ้มครองและหลักประกันทางสังคมให้กับแรงงานนอกระบบ" โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด มีผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบสาขาอาชีพต่าง ๆ เช่น สมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ขับรถแท็กซี่-สามล้อ กรุงเทพฯ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ชมรมผู้ค้าหาบเร่แผงลอย รถจักรยานยนต์รับจ้าง รวมถึงประชาชนสาขาอาชีพต่าง ๆ รวมกว่า 2,000 คน เพื่อรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการขยายความคุ้มครองประกันสังคมให้ แรงงานนอกระบบ จำนวน 24 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นของขวัญปีใหม่ข้อแรกใน 9 ข้อ ภายใต้แผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทยครอบคลุมผู้มีรายได้น้อยและด้อยโอกาส ทั่วประเทศ ที่จะทำให้แรงงานนอกระบบได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 โดยมีสิทธิประโยชน์ 2 ทางเลือก ได้แก่ การจ่ายเงินสมทบ 100 บาท และ 150 บาท ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างกันไป

สำหรับทางเลือกที่ 1 การจ่ายเงินสมทบประกันสังคม 100 บาท ประกอบด้วยประชาชนจ่าย 70 บาท รัฐบาลอุดหนุน 30 บาท จะได้รับสิทธิประโยชน์ 3 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีทุพพลภาพ และกรณีเสียชีวิต ส่วนทางเลือกที่ 2 การจ่ายเงินสมทบ 150 บาท แบ่งเป็นประชาชนจ่าย 100 บาท รัฐบาลอุดหนุน 50 บาท จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมกรณีบำเหน็จชราภาพ ซึ่งผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบกรณีบำเหน็จชราภาพเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 1,000 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ การจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ดังกล่าว สามารถจ่ายเป็นรายเดือนๆ ละ 1 ครั้ง และจ่ายเงินสมทบล่วงหน้าได้ครั้งละไม่เกิน 12 เดือน แต่ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้ โดยสามารถสมัครและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ได้ตั้งแต่วันแรงงาน วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 ที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่/จังหวัด/สาขาที่สะดวก หรือสอบถามรายละเอียดที่โทร. 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ในการสัมมนา ตัวแทนศูนย์ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบ ยื่นข้อเสนอแนะต่อนายกรัฐมนตรี ขอให้เครือข่ายแรงงานนอกระบบในพื้นที่ต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าว ขอให้การจ่ายเงินประกันสังคมกับการสมทบเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ บูรณาการเป็นจุดเดียวกันเพื่อความสะดวก และขอให้ส่งเสริมเรื่องอาชีวอนามัยของแรงงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับจะประสานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องตามข้อเรียกร้องดัง กล่าว

ด้านนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือนในการดำเนินการแก้กฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามแนวทางโครงการดังกล่าว สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือความไม่รู้และไม่เข้าใจของแรงงานในเรื่องสิทธิ ประโยชน์ที่จะได้และไม่มีการเสียสิทธิของหลักประกันอื่น ๆ แต่อย่างใด ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2554 จะมีแรงงานนอกระบบสมัครเข้าร่วม 2.4 ล้านคน ส่วนการบริหารกองทุนจะแยกจากกองทุนประกันสังคมเดิม ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้ว 2 ปี จะประเมินถึงการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์อีกครั้ง

(สำนักข่าวไทย, 23-2-2554)

กมธ.แรงงานเรียกร้องรัฐบาลช่วยแรงงานไทยในลิเบีย

23 ก.พ. 54 - นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการแรงงานสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้รัฐบาล เร่งช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบียกว่า 23,600 คน ให้กลับประเทศโดยเร็วที่สุด หลังเกิดเหตุการณ์จราจลจากการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งขณะนี้มีบางส่วนที่ได้เดินทางกลับ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดหาเครื่องบินเช่าเหมาลำ จากกองทัพอากาศและการบินไทย นำแรงงานกลับประเทศ หลังจากกระทรวงแรงงาน จะให้การช่วยเหลืออพยพทางเรือ ซึ่งมีความล่าช้า ทำให้ไม่ได้รับความปลอดภัย ขณะเดียวกัน ขอให้ช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของคนไทย ที่ไปทำงานในลิเบีย เนื่องจากบางคนยังไม่ได้รับค่าตอบแทนในการทำงาน ทั้งที่ต้องกู้หนี้ยืมสิน ส่วนกรณีเหตุแผนดินไหวที่เมืองไครซ์เชิร์ต ประเทศนิวซีแลนด์ ขอให้รัฐบาลส่งคนไปดูแลอย่างใกล้ชิด

(สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 23-2-2554)

ก.แรงงานเผยอพยพออกจากลิเบียได้แล้ว โดยบริษัทจัดส่งแรงงานไทยเป็นผู้ช่วยเหลือ

24 ก.พ. 54 - นายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ล่าสุดมีแรงงานไทยสามารถอพยพหนีภัยจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองใน ประเทศลิเบียได้แล้ว 2,000 คน โดยบริษัทจัดส่งแรงงานเป็นผู้ช่วยเหลือผ่าน 3 เส้นทาง ได้แก่ ผ่านชายแดนประเทศตูนีเซียจำนวน 2 ชุด ชุดละ 600 คน ผ่านชายแดนอียิปต์ กว่า 500 คน และเส้นทางเรือ จากท่าเรือเบงกาซี่ ไปเมืองอิสตันบลู ประเทศตุรกี กว่า 500 คน โดยใน เวลา 01.00 น. ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ ตนเองและเจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน จะเดินทางไปยังประเทศมอลตา เพื่อติดตามสถานการณ์ พร้อมทั้งช่วยเหลือแรงงานไทยที่ยังคงติดค้างในประเทศลิเบียออกมายังที่ ปลอดภัย ทั้งนี้ แรงงานไทยที่สามารถเดินทางออกจากลิเบียได้แล้ว จะยังอยู่ในประเทศที่เดินทางไปและยังไม่กลับประเทศไทย เพื่อรอการประเมินสถานการณ์อีกครั้ง หากสถานการณ์คลี่คลายเร็ว นายจ้างจะพากลับเข้าทำงานอีกครั้ง แต่หากยืดเยื้อก็จะเดินทางกลับประเทศไทย

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ตนเอง และ นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ อธิบดีกรมการจัดหางาน กำลังหารือกับกระทรวงการต่างประเทศ ในการช่วยเหลือแรงงานไทย โดยช่วงบ่ายจะนำข้อมูลที่ได้มาประชุมร่วมกับบริษัทจัดส่งแรงงานไทย เพื่อประสานกับนายจ้างชาวต่างชาติ

สำหรับแรงงานไทย หรือครอบครัว ที่ต้องการติดต่อขอรับการช่วยเหลือสามารถโทรไปที่ 085-4810243 ,085-4810244 ,085-4810245 ตลอด 24 ชั่วโมง และโทรสายด่วน 1694 ในช่วง 09.00 -16.30 น. ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ของคณะกระทรวงแรงงานที่จะเดินทางไปช่วยเหลือคือหมายเลข 081-6469999

(สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 24-2-2554)

คาดแรงงานไทยอพยพจากลิเบียถึงไทย 27 ก.พ.

24 ก.พ. 54 - เมื่อเวลา 14.00 น. นายจักรกฤษณ์ สุวรรณสาร ประธานที่ปรึกษา บริษัทจัดหางานเงินและทองพัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า แรงงานในส่วนของบริษัทกว่า 2,000 คน อยู่ระหว่างเดินทางออกจากลิเบียทางประเทศตุรกี อียิปต์และตูนีเซีย และคาดว่าแรงงานชุดแรกจะเดินทางโดยเครื่องบินมาถึงกรุงเทพฯชุดแรกไม่เกินวัน อาทิตย์นี้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปตัวเลขว่าจะกลับชุดแรกเท่าใด

ทั้งนี้ แรงงานที่บริษัทจัดหางาน เงินและทองพัฒนา จำกัดจัดส่งไปลิเบียมีทั้งหมด 6,000 คน อยู่ระหว่างกลับมาพักร้อน 600 คน ประสงค์ขออยู่ต่อในลิเบีย 2,600 คน ที่เหลืออยู่ระหว่างเดินทางกลับ

"ในส่วนแรงงานที่ประสงค์อยู่ต่อ เราจัดให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและดูแลอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าไม่มีแรงงานไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแม้แต่คนเดียว แรงงานที่มาถึงอียิปต์เมื่อมาถึงเมืองอเล็กซานเดรียจะให้พักฟื้น 1 วันแล้วค่อยขึ้นเครื่องกลับ ส่วนที่ไปตุรกียังไม่ได้รับรายงาน และที่ตูนีเซีย พรุ่งนี้ผมไปถึงที่นั่นแล้วจะให้ขึ้นเครื่อง"นายจักรกฤษณ์กล่าว

(ไทยโพสต์, 24-2-2554)

คนงาน PCB บุก ธ.กรุงเทพ (สีลม) หวังดูเงินนายจ้างมาบรรเทาทุกข์

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 54 - เวลา 13.50 น.ขบวนของคนงานพีซีบีได้เคลื่อนโดยการใช้รถยนต์ 8 คัน ไปธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ถนนสีลม  การเคลื่อนครั้งนี้เพื่อไปตรวจสอบว่าเงิน 6.5 ล้านบาทนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ ตามที่นายจ้างสั่งจ่ายให้คนงานเพื่อบรรเทาทุกข์ขณะที่รอการเจรจาค่าชดเชยตาม กฎหมาย โดยได้รับการอำนวยความสะดวกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดระยะเส้นทาง เมื่อเวลาประมาณ 15.25 น.ขบวนได้เคลื่อนถึง ธ.กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ (สีลม) พนักงานของธนาคารได้ต้อนรับและพาตัวแทนเข้าไปรอผู้บริหารของธนาคารในห้องพัก ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและได้รับการประสานงานจาก คุณชัยสิทธิ ประธานสหภาพแรงงานธนาคาร และกล่าวว่าโครงสร้างเศรษฐกิจเอารัดเอาเปรียบดังคำที่ว่า จนกระจุก รวยกระจายคนระดับล่างลุกขึ้นสู้ จึงทำให้คนสนใจ
 
หลังจากนั่นตัวแทนทั้งหมดได้ขึ้นเจรจากับผู้บริหารของ ธ.กรุงเทพฯพบว่ามีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงแรงงานสำนักคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนั่งรออยู่ที่นั้นแล้ว 3 คน ทราบว่ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเงิน 6.5 ล้านบาทเช่นเดียวกันกับคนงานพีซีบี
 
คุณภัทรณัฐ ตัวแทนคนงานพีซีบี สอบถามกับผู้บริหารของ ธ.กรุงเทพฯว่าเงินจำนวน 6.5 ล้านบาทมีอยู่จริงหรือไม่ บริษัทฯอ้างว่าธนาคารมีเงื่อนไขว่าถ้ารับเงินจำนวน 6.5 ล้านบาทแล้วต้องไม่เอาผิดกับบริษัทฯและสามารถนำเงินจำนวนนี้มาให้คนงานได้บรรเทาความเดือดร้อนได้หรือไม่รวมถึง การที่ธนาคารได้เข้ามาถือหุ้นอยู่นั้นจะรับผิดชอบหรือไม่อย่างไร
 
คุณนิพล ตัวแทนคนงานอีกคนหนึ่ง สอบถามอีกว่า สินทรัพย์ที่บริษัทฯได้จำนองไว้กับธนาคารนั้นมีอะไรบ้างและในส่วนที่เหลือ จากการจำนองและเงินตรงนี้จะอนุมัติได้เมื่อไหร่ ส่วนไหนบ้าง
 
ผู้บริหารของ ธ.กรุงเทพฯ ได้ตอบคำถามกับคุณภัทรณัฐว่า เงินจำนวน 6.5 ล้านบาทนี้มีอยู่จริง ส่วนจะนำออกมาให้ได้หรือไม่นั้นต้องขึ้นอยู่กับคุณธวัชเพาะเป็นเจ้าของเงิน ที่ขณะนี้คุณธวัชเบิกเงินไปใช้ไม่ได้เพาะธนาคารได้บล็อกเงินไว้เพาะธนาคาร เป็นเจ้าหนี้อยู่ในส่วนที่ธนาคารเข้ามาถือหุ้นไว้นั้น ผู้ถือหุ้นไม่ร่วมรับผิดชอบ เพาะถูกบังคับต้องเข้าไปลงทุนเพื่อฟื้นฟู่และปรับโครงสร้าง โดยเข้าไปเป็นผู้ถือหุ้นเพื่อเปลี่ยนจากหนี้เป็นทุน แบงก์ทำธุรกิจ ส่วนหนึ่งก็ต้องเอาคืน ถ้าไม่เอาคืนจะตอบคำถามผู้ถือหุ้นได้อย่างไร และได้ตอบคุณนิพลว่า ทรัพย์แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนที่จำนองและไม่จำนอง ที่ดิน อาคารและเครื่องจักรเป็นทรัพย์สินที่ติดจำนองส่วนที่เหลือนั้นคนงานต้องรู้ ว่าเหลืออะไรบ้างที่ยังไม่ติดจำนอง ส่วนเงินจะอนุมัติได้นั้นต้องขึ้นอยู่กับคุณธวัชเจ้าของบริษัทฯ
 
ระหว่างนั้น นายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยกับตัวแทนคนงานของบริษัท พีซีบี เซ็นเตอร์ จำกัด ได้ตามขึ้นไปสบทบในการเจรจาด้วย
 
เจ้าหน้าที่จากสำนักคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงานได้เจรจากับผู้บริหารของ ธ.กรุงเทพฯว่า เป็นไปได้ไหมที่ธนาคารจะบล็อกเงินไว้เหมือนเดิม แต่ให้คุณธวัชมาเซ็นโอนเงินให้เจ้าหน้าที่เพื่อที่จะจ่ายค่าชดเชยในส่วนนี้ ให้กับลูกจ้างและได้โฟนอินคุยกับคุณธวัชว่า ขณะนี้อยู่ที่ ธ.กรุงเทพฯ มีผู้บริหารของ ธ.กรุงเทพฯ ยินยอมที่จะผ่อนผันให้เอาเงินออกมาจ่ายค่าชดเชยบางส่วนให้กับคนงาน และอยากทราบว่าจะมาทำเรื่องกับทางธนาคารได้เมื่อไหร่ จะให้ทางธนาคารทำเอกสารเพื่อให้คุณธวัชมาเซ็นในวันพรุ่งนี้ เวลา 11.00 น.มาพบที่ ธ.กรุงเทพ สำนักงานใหญ่ (สีลม) และโอนเงินให้เจ้าหน้าที่ เพื่อเข้าบัญชีสำนักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี ในนามของลูกจ้างบริษัท พีซีบี เซ็นเตอร์ จำกัด
 
เวลา 17.35 น. ตัวแทนคนงาน พีซีบี เซ็นเตอร์ จำกัด ผู้บริหารของ ธ.กรุงเทพฯ และผู้แทนสำนักคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ร่วมเจรจาหารือเกี่ยวกับเงินของบริษัทฯจำนวน 6.5 ล้านบาท โดยมีข้อสรุปร่วมกันดังนี้
 
1.  ธนาคารกรุงเทพฯตกลงให้ ผู้แทนบริษัทฯมาทำเรื่องยินยอมให้เบิกเงินของบริษัทฯ จำนวน 6.5 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายค่าชดเชยบางส่วนให้แก่ลูกจ้าง
 
2.  ให้ผู้แทน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรีมาเปิดบัญชีกับธนาคาร กรุงเทพฯ เพื่อรับเงินโอนจากบริษัทฯ จำนวน 6.5 ล้านบาท เพื่อจัดสรรจ่ายให้กับลูกจ้างต่อไป
 
3.   ผู้แทนบริษัทฯแจ้งว่าจะมาติดต่อเพื่อทำเรื่องกับธนาคารในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 เวลาประมาณ 09.30 น.
 
ทั้งนี้ ประเด็นปัญหาคนงานพีซีบี คือการที่นายจ้างประกาศปิดกิจการเลิกจ้าง ไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายกำหนด บริษัท พีซีบี เซ็นเตอร์ จำกัด ในเครือสหพัฒน์ฯศรีราชา จ.ชลบุรี มีพนักงาน 500 กว่าคน ทำกิจการผลิตแผงวงจรอิเลคทรอนิกส์ ส่งขายให้ต่างประเทศ 23 มิ.ย. 2553 บริษัทพีซีบีเกิดเหตุเพลิงไม้อย่างรุนแรงภายในโรงงาน ทำให้มีพนักงานเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 20 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้บาดเจ็บสาหัสจากการถูกไฟไหม้ 7 ราย ซึ่งขณะนี้ทั้ง 7 รายยังต้องพักรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ จ.ระยอง หลังเกิดเหตุ ทางโรงงานจำเป็นต้องแจ้งปิดกิจการชั่วคราว ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน มาตรา 75 โดยจ่ายค่าจ้างให้พนักงาน 75% ตามกฎหมาย และสื่อสารให้คนงานวางใจว่าจะมีการปรับปรุงโรงงานเพื่อให้กลับเข้ามาทำงาน ได้อีก แต่ท้ายสุดตัวแทนบริษัทฯแจ้งคนงานว่า บริษัทจะปิดกิจการ(ถาวร) ในวันที่ 27 ม.ค. 2554 โดยจะมีเงินจ่ายค่าชดเชยรวม 6.5 ล้านบาท และห้ามพนักงานฟ้องร้องใดๆบริษัทอีก หมายความว่า คนงานซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทแห่งนี้มานานกว่า 10 ปี จะไม่ได้ค่าชดเชยตามอายุงานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นเงินรวมทั้งสิ้นประมาณ 60 ล้านบาท 7 เดือนที่ผ่านมา คนงานได้รับความเดือดร้อนมาก การจะหางานใหม่ก็ลำบาก เพราะส่วนใหญ่มีอายุค่อนข้างมาก คนงานบางคนมีอายุมากกว่า 50 ปี
 
ส่วนการนัดชี้ขาดของคนงาน MAXXIS นั้นต้องเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย การไตรส่วนข้อเท็จจริงต้องรอข้อมูลประกอบการชี้ขาดในวันพรุ่งนี้ 24 กุมภาพันธ์ 2554 ส่วนเรื่องอื่นไม่มีความคืบหน้า
 
ด้านคนงานของฟูจิตสึ กระทรวงแรงงานได้ใช้อำนาจในการสั่งให้นายจ้างต้องเจรจากับลูกจ้างและต้องจบในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554

(นักสื่อสารแรงงาน, 24-2-2554)
 

เตรียมส่งทีมแพทย์ ดูแลแรงงานไทยในลิเบียขึ้นเรือล็อตแรก

24 ก.พ.- เมื่อเวลา 15.30 น. นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ล่าสุดได้ประสานกับกองทัพ จะส่งทีมแพทย์ทหารเรือ 2 คน และพยาบาล 3 คน เดินทางไปกรุงโรมในวันที่ 25 กุมภาพันธ์  เพื่อดูแลเรื่องสุขภาพของแรงงานไทย 2 พันคน ล็อตแรก ที่กำลังจะอพยพทางเรือออกจากกรุงทริโปลี  คาดว่าเรือลำดังกล่าวจะออกจากกรุงโรม ประเทศอิตาลี ในสุดสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ หลังจากรับแรงงานอพยพล็อตแรกที่จะเดินทางออกจากลิเบีย เนื่องจากท่าเรือในจาร์บาห์  ประเทศตูนีเซีย เป็นท่าเรือขนาดเล็ก อาจไม่สามารถรองรับเรือลำใหญ่ได้  จึงอาจจะเปลี่ยนไปขึ้นที่ท่าเรือกรุงตูนิส ของตูนีเซีย ซึ่งเป็นท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่กว่า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นอาจจะใช้เวลาเดินทางมากขึ้น โดยจากท่าเรือทริโปลี ไปยังท่าเรือในกรุงตูนิส ราว 7-8 ชั่วโมง

นอกจากนี้ นายชวนนท์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพบตัวนักเรียนพยาบาล 2 คน จาก 6 คน ที่สูญหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวแล้วนั้น ว่า ได้ตรวจสอบกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเวลลิงตันแล้ว ยืนยันจนถึงขณะนี้ยังไม่พบใครเพิ่มเติม.

(สำนักข่าวไทย, 24-2-2554)

วอนญาติแรงงานไทยในลิเบียอย่าตื่นข่าวลือ

บ่ายวันนี้ (24 ก.พ.) ญาติของแรงงานไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไม่สงบในประเทศลิเบียกว่า 200 คน เข้ายื่นความจำนงต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา เพื่อให้ช่วยเหลือแรงงานในประเทศดังกล่าว โดยนางเพ็ญจันทร์ บุญฮก ผู้ช่วยจัดหางานจังหวัด ชี้แจงว่า รัฐบาลเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่อยู่แล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า แรงงานไทยในประเทศลิเบียกว่า 20,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในจุดปลอดภัยและไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขอให้ญาติติดตามข่าวจากทางกระทรวงฯ อย่าเชื่อข่าวลือ ซึ่งรัฐบาลได้ประสานให้แรงงานไทยในลิเบียนำหนังสือเดินทางและของมีค่าติดตัว ไว้ตลอดเวลา ส่วนแนวทางการอพยพที่เตรียมไว้มี 3 ทาง คือ ทางบกออกทางชายแดนที่ติดกับประเทศตูนิเซีย ส่วนทางน้ำได้ติดต่อเรือเช่าเหมาลำเครื่องบิน ซึ่งได้ประสานกับทางการประเทศอิตาลีและอียิปต์ไว้แล้ว หากมีเหตุการณ์คับขันจะสามารถเข้าช่วยเหลือได้ภายใน 1-2 ชั่วโมง สำหรับ จ.นครราชสีมา มีแรงงานไปทำงานในลิเบียกว่า 2,300 ราย เป็นงานก่อสร้าง และมีญาติมาแจ้งขอความช่วยเหลือแล้วกว่า 500 ราย

วันเดียวกัน ที่หอประชุมเปรม ติณสูลานนท์ หลังศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งการให้นายแสงเงิน ขาวลิขิต จัดหางานจังหวัด ประสานให้ความช่วยเหลือแรงงานที่เดินทางไปทำงานในประเทศลิเบีย

ด้าน น.ส.ทิพวรรณ จันทร์ชนะ แรงงานจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า จากการประสานข้อมูลกับกระทรวงแรงงาน ทราบว่ามีแรงงานชาวกาฬสินธุ์ไปทำงานอยู่ที่ประเทศลิเบียกว่า 400 คน ส่วนใหญ่เป็นช่างฝีมือ ช่างก่อสร้าง ช่างเชื่อม และล่าสุดเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานได้เดินทางไปประเทศลิเบีย เพื่อประสานการอพยพแรงงานกับสถานทูตไทยและบริษัทจัดหางาน โดยเตรียมไว้หลายช่องทาง เพื่อให้แรงงานไทยทุกคนปลอดภัย ซึ่งวันนี้ (24 ก.พ.) ยังคงมีญาติของแรงงานจากหลายอำเภอทยอยมาแจ้งขอความช่วยเหลือกับแรงงาน จังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ให้กรอกข้อมูลเบื้องต้น รวมถึงความต้องการที่จะให้ช่วยเหลือ เพื่อส่งเรื่องไปยังกรมการจัดหางานให้หาทางช่วยเหลือ

เช่นเดียวกับ จ.หนองบัวลำภู มีญาติของแรงงงานเข้าร้องขอความช่วยเหลือกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดกว่า 40 ครอบครัว ซึ่ง จ.หนองบัวลำภู มีแรงงานไปทำงานในประเทศลิเบียประมาณ 60 คน โดยญาติของแรงงานวิตกกังวลอย่างมากกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในลิเบีย ซึ่งสำนักงานจัดหางานจังหวัดได้ให้ญาติทำหนังสือร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อเป็นข้อมูลในการประสานกรมการจัดหางาน และกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแล้ว.

(สำนักข่าวไทย, 24-2-2554)

ทีม ก.แรงงานบินไปดูแลการอพยพคนไทยในลิเบีย

25 ก.พ. 54 - เมื่อเวลา 00.05 น. ที่ผ่านมา นายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน นำทีมช่วยเหลือแรงงานไทยในประเทศลิเบีย  ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว ด้วยเที่ยวบิน TG 944 ไปยังกรุงโรม ประเทศอิตาลี และต่อไปยัง ตูนิเซีย และเดินทางต่อไปยังชายแดนของประเทศลิเบีย เพื่อนำแรงงานไทยในลิเบีย จำนวน 4,000 คน เดินทางกลับประเทศไทย

นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ ในฐานะโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การเดินทางไปลิเบีย ของเจ้าหน้าที่ จากกระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเป็นการไปเตรียมตัวล่วงหน้า หลังกระทรวงฯ ได้ทำการเช่าเรือเหมาลำจากอิตตาลี ซึ่งบรรจุคนได้ 2,000 คน ไปรับแรงงานไทยจำนวน 2,000 คน จากลิเบีย ไปยังตูนิเซีย โดยคาดว่า เรือจะถึงลิเบีย ประมาณสุดสัปดาห์นี้ หลังจากนั้น จะทำการเช่าเครื่องบินเหมาลำไปรับที่ตูนิเซีย กลับประเทศไทย

ขณะที่เรือเช่าเหมาลำดังกล่าวจะกลับ ไปลิเบีย อีกครั้ง เพื่อรับแรงงานไทยอีกชุดหนึ่งจำนวน 2,000 คน ไปส่งที่อิตาลี เพื่อขึ้นเครื่องบินจากกรุงโรม กลับประเทศไทย โดยแรงงานไทยทั้ง 4,000 คน นี้ จะมาถึงประเทศไทยเมื่อไรนั้นยังไม่สามารระบุได้ โดยภายในเรือจะมีทีมแพทย์จากกองทัพเรือจำนวน 6 นาย คอยดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งคณะแพทย์จะออกเดินทางไปในคืนพรุ่งนี้ ขณะที่ต้นสัปดาห์ จะมีเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังลิเบีย อีกคณะ ดูพื้นที่ ที่จะพาแรงงานที่เหลือไปอยู่ในภาคใต้ของลิเบีย ซึ่งสามารถรองรับได้จำนวน 4,000 คน ส่วนที่เหลือยังอยู่กับนายจ้างในลิเบีย ต่อไป เพราะยังมีหลายพื้นที่ไม่มีเหตุรุนแรง ขณะอีกส่วนหนึ่ง นายจ้างจะพาอพยพกลับมาเอง เพราะเป็นพันธสัญญา อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงงานไทยบางส่วนที่นายจ้างพากลับมาเอง โดยบริษัทเงินและทองพัฒนา จะนำแรงงานไทยกลับมาในวันเสาร์นี้

นอกจากนี้ นายธานี ยังได้กล่าวถึง ความคืบหน้าการติดตาม 6 คนไทย ที่ยังสูญหายขณะเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศนิวซีแลนด์ ว่า ขณะนี้ยังไม่พบ 6 คนไทยแต่อย่างใด

 (ไทยโพสต์, 25-2-2554)

แรงงานนอกระบบชวนรวมกลุ่มต่อ รัฐสมทบประกันสังคมเท่าเทียมไม่ใช่  1 ปีทิ้ง

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 16.00-20.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ การเคหะทุ่งสองห้อง มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย ร่วมกับเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เคหะทุ่งสองห้อง ได้มีการจัดเวทีรณรงค์ พิพิธภัณฑ์แรงงานไทยสัญจร สอนประวัติศาสตร์ สร้างสำนึกประชาธิปไตย โดยมีผู้เข้าร่วม 100 กว่าคน
 
นายวิชัย นราไพบูลย์ ผู้จัดการพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยกล่าวว่า การจัดเวทีร่วมกับแรงงานนอกระบบนี้เป็นเวทีที่ 3 แล้ว เป็นการให้การศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ประชาธิปไตย และมุมมองประชาธิปไตยของแรงงานนอกระบบ ซึ่งแรงงานนอกระบบถือเป็นแรงงานจำนวนมากของประเทศ ที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ซึ่งพบประเด็นข้อเสนอทั้งส่วนของแรงงานนอกระบบการเคหะร่มเกล้า แรงงานนอกระบบภาคเหนือ และวันนี้แรงงานนอกระบบการเคหะทุ่งสองห้อง มีความเหมือนกันคือ ต้องการที่จะมีสวัสดิการ และเห็นด้วยกับการขยายประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ ด้วยเห็นว่า การแก้ไขประเด็นปัญหาแรงงานต้องอาศัยนักการเมือง ซึ่งแรงงานนอกระบบก็มีส่วนร่วมในการเลือกตั้งเข้าไปรับใช้แรงงานนอกระบบ แต่ปัญหาคือเลือกแล้วนักการเมืองไปไหน ไม่เคยกลับมาหาแรงงานนอกระบบที่เลือกตั้งเข้าไป
ชีวิตของแรงงานทุกคน ประชาชนทุกคนเกี่ยวข้องกับการเมือง อย่าให้การเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตเราเพียงแค่การใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น เราควรมีส่วนร่วมกับการเมืองทั้งการใช้สิทธิเลือกตั้ง และสิทธิในการบริหารบ้านเมือง สิทธิในการเสนอกฎหมายกับนักการเมืองที่เป็นตัวแทนเราด้วย
 
คุณชลาลัย  ศรีทอง นักวิชาการแรงงานชำนาญการสำนักงานประกันสังคม พื้นที่ 2 กล่าวถึงประเด็นสิทธิประกันสังคมนั้นมี 3 ระบบ ประกอบด้วย 1. ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ซึ่งเป็นแรงงานในระบบทำงานในสถานประกอบการมีนายจ้าง มีสิทธิประโยชน์ 7 กรณี คือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร คลอดบุตร ว่างงาน และชราภาพ 2.  ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เป็นแรงงานที่ออกจากระบบประกันตนมาตรา 33 ก่อนจึงมีสิทธิเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ซึ่งได้รับสิทธิน้อยกว่ามาตรา 33 เพียงหนึ่งกรณีคือกรณี ว่างงานเท่านั้น
 
ในส่วนของแรงงานนอกระบบนั้นรัฐบาลได้ประกาศการให้ความคุ้มครอง ประกัน สังคมมาตรา 40 โดยผู้ที่ต้องการเข้าสู่ระบบสามารถเลือกชุดสิทธิประโยชน์ดังนี้
 
ชุดสิทธิประโยชน์ที่ 1 จ่ายเงินสมทบ 100 บาท ผู้ประกันตนจ่ายสมทบ 70 บาท รัฐจ่ายสมทบ 30 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์ 3 กรณี คือ เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อเป็นผู้ป่วยใน 2 วันขึ้นไป จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ 200 บาทต่อวัน ไม่เกิน 20 วัน โดยต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 3ใน 4 เดือน เงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อทุพพลภาพ 500-1,000 บาทต่อเดือนเป็นเวลา 15 ปีซึ่งเงินทดแทนขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และเงินค่าทำศพ 20,000 บาท ต้องจ่ายเงินสมทบ 6 ใน 12 เดือน
ชุดประโยชน์ที่ 2 จ่ายเงินสมทบ 150 บาท โดยผู้ประกันตน 100 บาท รัฐจ่ายสมทบร่วม 50 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์ เพิ่มจากชุดสิทธิประโยชน์ที่ 1 คือ หลักประกันยามชราภาพ จ่ายเป็นบำเหน็จชราภาพรับเป็นเงินก้อนเมื่ออายุครบ 60 ปี
 
ทั้งนี้ผู้ที่มีสิทธิสมัครเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 คือ ต้องมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ และอายุไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ แสดงบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริงพร้อมสำเนาในวันสมัคร โดยสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคม หรือหน่วยงานเคลื่อนที่ หรือสมัครผ่านตัวแทน การจ่ายเงินสมทบและรับสมุดเงินสมทบ-สิทธิประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2554
 
นายสมคิด  ด้วงเงิน ประธานเครือข่ายแรงงานนอกระบบระดับชาติ นำเสนอถึงความหมายแรงงานนอกระบบว่า แรงงานนอกระบบในความหมายประกอบด้วย ผู้รับงานไปทำที่บ้าน หาบเร่แผงลอย คนขับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระต่างๆ แรงงานนอกระบบเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีสวัสดิการใดนอกจากสวัสดิการบัตรทองหรือขณะ นี้รัฐบาลบอกว่าบัตรประชาชนใบเดียวสามารถใช้สิทธิในการรักษาพยาบาลได้
 
การเคลื่อนไหว แรงงานนอกระบบได้มีการเคลื่อนไหวให้รัฐบาลจัดระบบสวัสดิการให้ เช่นระบบประกันสังคมเพื่อให้ขยายมาคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ใช้เวลามานานนับ 20 ปี โดยความร่วมมือกับองค์กรแรงงานต่างๆทั้งแรงงานในระบบ องค์กรพัฒนาเอกชน จนวันนี้ รัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศขยายประกันสังคมจากเดิม มีเพียง 3 กรณี ตาย ทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร จ่ายแพงมาก ขณะนี้จ่ายถูกลง และได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีปัญหาว่ารัฐจะสมทบช่วยแรงงานนอกระบบเพียงปีเดียว เครือข่ายแรงงานทุกกลุ่มคงต้องเหนื่อยต่อเพื่อให้รัฐเข้ามาดูแลแรงงานนอก ระบบให้จริงจังกว่านี้
 
แต่เหนือสิ่งใด คือ แรงงานนอกระบบต้องมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อการใช้พลังในการบอก รัฐบาลว่าแรงงานนอกระบบต้องการสวัสดิการอะไร รูปแบบไหน วันที่ 1 พฤษภาคม 2554 นี้ เราต้องออกไปร่วมกับแรงงานทุกกลุ่มเพื่อยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล และเป็นช่วงที่ประกาศประกันสังคมให้คุ้มครองแรงงานนอกระบบเช่นกัน หากแรงงานอกระบบไม่มีการรวมตัวกันต่อรองทางการเมืองนักการเมืองก็จะไม่เห็น หัว แรงงานนอกระบบต้องไม่ปล่อยให้นักการเมืองใช้อำนาจตามอำเภอใจ การที่แรงงานนอกระบบเลือกนักการเมืองเข้าไปเพื่อให้ตัวแทนในการต่อรองออ กฎหมาย จัดสวัสดิการให้กับแรงงานนอกระบบ หากไม่ทำครั้งหน้าก็ไม่ต้องเลือก แรงงานนอกระบบต้องเชื่อมั่นในพลังการรวมตัวต่อรองด้วย
 
นางนีรมล  สุทธิพันธ์พงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานนอกระบบการเคหะทุ่งสองห้อง กล่าวว่า จากการที่ตนเองได้เดินทางไปประเทศอินเดีย ได้เห็นความเข้มแข็งของกลุ่มผู้หญิง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ ที่มีการรวมตัวกันมีสมาชิกล้านกว่าคน เวลาที่เครือข่ายแรงงานต้องการต่อรองทางการเมืองกับรัฐบาล ก็จะได้รับการตอบรับจากรัฐบาล เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย ทางกลุ่มมีการจัดสวัสดิการกองทุนในหลายรูปแบบ เช่นสหกรณ์ออมทรัพย์ 200 กว่าแห่ง รวมทั้งมีธนาคารของกลุ่มแรงงานขายของมือ 2 ซึ่งแรกๆมีรัฐมองว่าเป็นไปได้ยากแต่ในที่สุด ธนาคารนี้อยู่ได้บริหารกันได้อย่างมีระบบ ซึ่งตนคิดว่าในส่วนของเครือข่ายแรงงานนอกระบบซึ่งขณะนี้มีการรวมตัวกันทั้ง หมด 5 ภูมิภาค ประกอบด้วยเครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคเหนือ เครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคใต้ เครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคอีสาน เครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคกลาง และเครือข่ายแรงงานนอกระบบภาคกรุงเทพมหานคร ซึ่งเบื้องต้นมีสมาชิก 1,000 กว่าคน โดยเริ่มที่จะจัดสวัสดิการให้กันในกลุ่ม โดยคลาดว่าจะมีการหาสมาชิกเพิ่มมากขึ้น
 
ทั้งนี้มีคนร่วมแสดงความคิดเห็นจำนวนมากโดยมี การพูดถึงสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพว่า ยังเป็นระบบที่มีปัญหาเรื่องของการส่งตัวผู้ป่วยของโรงพยาบาลในพื้นที่ และยังมีปัญหาเรื่องเตียงไม่พอ รักษาเบื้องต้นให้คนป่วยกลับไปนอนที่บ้านก่อนเพื่อรอเตียงว่างแทนการส่งตัว ไปโรงพยาบาลในระบบ นี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหา ลุงอีกคนลุกขึ้น

มาเล่าว่า ปัญหาการจัดการระบบไม่ดีพอ เพราะรัฐไม่พูดเรื่องปัญหาพูดแต่สิ่งดีๆ เช่นรักษาพยาบาลเพียงยื่นบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ แต่จริงแล้วยังต้องจ่ายเงินค่ายาอยู่ มียานอกบัญชี ระบบการส่งต่อเกณฑ์การส่งต่อผู้ป่วยต้องหนักแค่ไหนจึงจะส่ง การรักษาพยาบาล แพทย์มีปัญหาอย่างไร มีเพียงพอกับระบบหรือไม่ รัฐบาลพูดไม่หมดพูดเพียงแง่ดีเท่านั้น
 
เวทีมีการตั้งคำถามเรื่องการเมืองประชาธิปไตย มีผู้เข้าร่วมตอบปัญหาจำนวนมากเพื่อรับรางวัลย์จากทีมงาน เช่นเสื้อ และหมวกประกันสังคม จากนั้นได้มีการฉายวีดิทัศน์ เรื่องแรงงานไทยรู้สิทธิ ร่วมสร้างประชาธิปไตย และแจกเอกสารแผ่นพับ ซีดี เพลง มีการตั้งโต๊ะของเจ้าหน้าที่ประกันสังคมให้ความรู้กับผู้ที่เดินผ่านไปมา พร้อมทั้งเปิดรับสมัครผู้ต้องการเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาตรา 40 รวมถึงการแสดงของวงดนตรีภราดร

(นักสื่อสารแรงงาน, 25-2-2554)

นายกฯ จี้ผู้ว่าฯ ประชาสัมพันธ์ประกันสังคมแรงงานนอกระบบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ติดตามการปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านการประชุมทางไกลระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยประชุมร่วมกับส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ แพร่ ขอนแก่น นครปฐม ชลบุรี เรื่องประกันสังคมสำหรับแรงงานนอกระบบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลพยายามขยายการคุ้มครองประกันสังคมให้แรงงานนอกระบบ เพราะเห็นว่าเป็นระบบสวัสดิการที่มีความมั่นคง ยั่งยืน ทุกคนเป็นเจ้าของในการบริหารจัดการ ทำให้ประชาชนมีหลักประกัน หากเจ็บป่วย และมีรายได้ในช่วงปลายของชีวิต หลังจากเลิกทำงานแล้ว ในอดีตพยายามขยายระบบประกันสังคมเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาทำได้เฉพาะประชาชนที่ทำงานในสถานประกอบการ แต่ยังมีประชาชนคนทำงานอีกกว่า 20 ล้านคนที่ไม่มีแรงจูงใจ เพราะไม่สามารถสมทบเงินในระบบได้ และไม่มีความชัดเจนว่าหน่วยงานอื่นจะอุดหนุนอย่างไร ในที่สุดรัฐบาลจึงมีนโยบายเปิดโอกาสเป็นทางเลือกให้ 2 ทาง คือ ประชาชนจ่าย 70 บาทต่อเดือน รัฐจะสมทบให้ 30 บาท ถือเป็นเบี้ยประกัน 100 บาทต่อเดือน ครอบคลุมสิทธิประโยชน์ 3 ด้าน คือ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เสียชีวิต ส่วนสิทธิบำเหน็จชราภาพ ก็ต้องจ่ายเดือนละ 100 บาท รัฐอุดหนุน 50 บาท ได้สิทธิเหมือนกรณีแรกแต่เพิ่มบำเหน็จชราภาพ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนได้ประกาศเป็นของขวัญไปแล้วเมื่อปีใหม่ จากนั้นกระทรวงแรงงานพยายามปรับกฎระเบียบ แนวทาง กฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับนโยบายนี้ และตรากฎหมาย แก้กฎหมายประกันสังคม แก้ไขกฎหมายกองทุนเงินออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อดำเนินการให้เรื่องนี้เดินหน้าไปได้ โดยตั้งเป้าหมายจะทำให้สำเร็จในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ได้ทันที ตนขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกให้ ประชาชนที่จะมาใช้โครงการดังกล่าว

(สำนักข่าวไทย, 25-2-2554)

แรงงานไทยลิเบียล็อตแรกถึงตุรกีแล้ว

นายประวิทย์ เคียงผล รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า จากรายงานล่าสุด พบว่าแรงงานไทยในลิเบีย 28 คน ที่เดินทางออกจากท่าเรือเบงกาซี่ ประเทศลิเบียเป็นกลุ่มแรก เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จากการพาหลบหนีภัยของนายจ้างชาวจีน บ.ชิโนไฮโด ได้เดินทางถึงประเทศตุรกี ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการหาตั๋วเครื่องบินเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย

ส่วนทีมช่วยเหลือแรงงานไทยของรัฐบาล นำโดย นายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน จะเดินทางถึงประเทศตูนีเซียประมาณ 15.00 น.วันนี้(25 ก.พ.) และจะเข้าพื้นที่ตรวจสอบ ตั้งศูนย์พักพิงช่วยเหลือแรงงานไทยทันที ส่วนการดำเนินงานช่วยเหลือในประเทศไทย กรมการจัดหางาน ได้ส่งเจ้าหน้าที่จากกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน ไปประจำที่กระทรวงการต่างประเทศแล้ว 2 คน เพื่อเกาะติดสถานการณ์ที่ประเทศลิเบียอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้แรงงานไทยในลิเบียและญาติสามารถติดต่อขอรับการช่วยเหลือ จากศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยในต่าง ประเทศ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โทร.085-4810243-5 และ 080-2221983-4 หรือสายด่วน 1694

(ครอบครัวข่าว, 25-2-2554)

คาดแรงงานไทยชุดแรกจากลิเบียถึงไทยพรุ่งนี้

25 ก.พ. 54 - "ประวิทย์ เคียงผล" รองอธิบดีกรมการจัดหางาน เผยการช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย ล่าสุดแรงงานไทยทยอยออกจากลิเบียแล้ว 2,700 คน บางส่วนกำลังทยอยเดินทางออกตามพรมแดนที่ติดกับอียิปต์ และตูนีเซีย คาดเย็นวันนี้ เรือโดยสารที่จะเข้าไปรับแรงงานไทยจากอิตาลีจะเดินทางถึงกรุงตริโปลี โดยจะนำแรงงาน 2,000 คน ส่งไปที่ศูนย์อพยพตูนีเซียจากนั้นจะกลับมารับแรงงานอีก 2,000 คนไปส่งที่อิตาลี คาดแรงงานที่จำเป็นต้องอพยพเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยมีประมาณ 8,000 คน จาก 23,000 คน สำหรับแรงงานที่อพยพมาก่อนหน้านี้ ชุดแรกได้อพยพทางเรือโดยสารประมาณ 400 คนไปตุรกี ขณะนี้กำลังขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทยและจะถึงไทยในวันพรุ่งนี้ (26 ก.พ.)

(สำนักข่าวไทย, 25-2-2554)

แรงงานไทยในลิเบียส่วนหนึ่งกำลังจะข้ามไปมอลต้า,กรีซ

25 ก.พ. 54 - ผู้รับอนุญาตบริษัทจัดหาแรงงานไทยไปต่างประเทศ บริษัทเวิล์ด พาวเวอร์ เซอร์วิส คุณสุนีย์ เจนทวีพรกุล ให้สัมภาษณ์ในรายการเก็บตกจากเนชั่นภาคเที่ยงว่า มีแรงงานไทยในลิเบียที่อยู่ในความดูแลของบริษัทตน 78 คน ขณะนี้อาศัยอยู่ที่แคมป์ในเมืองมิซูราตะ ห่างจากเมืองทริโปลี เมืองหลวงของลิเบียไปทางตะวันตกราว 250 กิโลเมตร โดยแรงงานไทยทั้ง 78 คน ทำงานในโรงงานผลิตเหล็กให้กับนายจ้างสัญชาติอิตาลี

คุณสุนีย์บอกว่า คนงานทั้งหมดอยู่ในจุดที่ปลอดภัยดี แม้อาหารไม่ขาดแคลน แต่ไม่มีข้าว มีแต่อาหารจำพวกขนมปังและไก่ การติดต่อสื่อสารยากลำบากในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

คาดว่าแรงงานไทย 78 คนนี้ จะสามารถเดินทางออกจากแคมป์ทางรถยนต์ โดยบริษัทนายจ้างเป็นผู้จัดหารถยนต์แบบคันละ 10 คน เดินทางไปยังท่าเรือ เพื่อขึ้นเรือไปยังประเทศมอลต้า หรือเมืองโรม ประเทศอิตาลีในวันเสาร์นี้ จากนั้นจึงรอขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย และเพื่อความปลอดภัย จำเป็นต้องพาแรงงานไทยเดินทางไปยังท่าเรือในตอนกลางวัน เพราะหลัง 6 โมงเย็นจะอันตราย

เบื้องต้นยังไม่สามารถระบุได้ว่า แรงงานไทยทั้งหมดนี้ จะเดินทางกลับถึงไทยเมื่อไหร่ โดยบริษัทนายจ้างที่ลิเบียได้รับการประสานจากสถานทูตไทยในลิเบียอย่างต่อ เนื่อง

สำหรับญาติแรงงานไทยในลิเบียที่ต้อง การขอความช่วยเหลือ สามารถติดต่อที่กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานตลอด 24 ชั่วโมงที่หมายเลข 085-481-0243-5 , 080-222-1983-4 หรือ สายด่วน 1694 ในวันเวลาราชการ

(เนชั่นทันข่าว, 25-2-2554)

ทีมช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย เดินทางถึงตูนิซียแล้ว

25 ก.พ. 54 - นายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าคณะผู้ประสานงานช่วยเหลือแรงงานไทยในลิเบีย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ทีมช่วยเหลือจากประเทศไทย ได้เดินทางถึงประเทศตูนิเซียแล้ว และเตรียมติดต่อเช่ารถยนต์เดินทางไปยังพรมแดนประเทศตูนิเซีย เพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยที่ยังติดค้างตรงพรมแดนกว่า 1,000 คน โดยหากสามารถนำแรงงงานไทยทั้งหมดเข้าประเทศตูนิเซียได้ จะเร่งหาเที่ยวบินให้แรงงานไทยเดินทางกลับประเทศไทยทันที

ด้าน นายประวิทย์ เคียงผล รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ได้ตรวจเยี่ยมด่านคนหางานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับแรงงานไทยที่จะเดินทางกลับประเทศในวันพรุ่ง นี้ โดยจะตั้งโต๊ะรับแจ้งการขอรับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ  รวมถึงการตรวจสอบหลักฐาน ในการขอรับเงินสงเคราะห์จากกองทุนช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งกรณีเกิดภัยสงคราม หรือปัญหาความไม่สงบ โดยแรงงานที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ จะได้รับเงินช่วยเหลือคนละ 15,000 บาท  นอกจากนี้ จะมีการเตรียมรถตู้โดยโดยสาร 3 คัน ไปส่งแรงงานตามสถานีขนส่ง หรือหากกรณีที่แรงงานยังไม่พร้อมจะเดินทางกลับภูมิลำเนา ได้เตรียมที่พักชั่วคราว ที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1 อำเภอบางพลี จ.สมุทรปราการไว้รองรับ

นายประวิทย์ กล่าวด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ แรงงานไทยชุดแรกจากลิเบีย ที่จัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน เงินและทองพัฒนา จำกัด จะเดินทางกลับถึงประเทศไทย จำนวน 4 เที่ยวบิน รวม 45 คน โดยเที่ยวแรกจะถึงเวลาประมาณ 07.00 น. เที่ยวที่ 2 เวลา 11.35 น. เที่ยวที่ 3 เวลา 14.25 น. และเที่ยวสุดท้าย เวลา 18.30 น. นอกจากนี้ ยังจะมีแรงงานไทยจากการจัดส่งของบริษัทเงินและทองพัฒนา เดินทางกลับมาอีก 19 คน แต่เที่ยวบินยังไม่ชัดเจน ซึ่งล่าสุดได้ให้สำนักบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศติดต่อบรรดาญาติของแรงงาน เพื่อความสบายใจและเตรียมตัวรอรับแล้ว

(สำนักข่าวไทย, 25-2-2554)

ยิงถล่ม!แคมป์คนงานไทยในลิเบีย

25 ก.พ. 54 - เวลา 20.30 น. นางจันทิมา แก้วทอง ชาวบ้าน อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากนายสมจิต ไชยมา ผู้เป็นบิดา และเป็นหนึ่งในแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศลิเบีย โดยบิดาระบุว่ามีชายฉกรรจ์ชุดดำไม่ทราบจำนวน ยิงถล่มเข้ามาในแคมป์คนงานไทยซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองมิซูราตาเป็นระยะๆ อย่างไรก็ตามยังไม่มีแรงงานไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการยิงดังกล่าว
 
"แรง งานไทยทุกคนหวาดกลัวมากและขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อสถานทูตไทยในลิเบียได้ แต่ละคนไม่มีเงินติดตัวสักบาท ส่วนนายจ้างก็ไม่ยอมพาออกไป ไม่ยอมเซ็นใบผ่านทางและถูกยึดพาสปอร์ตไว้หมด"นางจันทิมา กล่าว
 
นาง จันทิมา กล่าวว่า สิ่งที่แรงงานไทยในแคมป์ต้องการในขณะนี้คือการย้ายออกจากพื้นที่อันตรายให้ เร็วที่สุด นายจ้างไม่อยากให้กลับเมืองไทยก็ไม่ว่าแต่ต้องพาไปสถานที่ปลอดภัยก่อน ทุกวันนี้คนงานในแคมป์หวาดกลัวจนร้องไห้กันหมดแล้ว นอกจากนี้ยังอยากให้รัฐบาลสนใจแรงงานในพื้นที่เสี่ยงและดำเนินการช่วยเหลือ โดยเร็ว ไม่ใช่สนใจเฉพาะคนที่ปลอดภัยและอพยพออกมาแล้ว
 
ทั้งนี้ คนงานไทยในแคมป์ดังกล่าวมีจำนวน 620 คน เดินทางไปยังประเทศลิเบียผ่านทางบริษัทจัดหางาน ไทยชาญ จำกัด

(โพสต์ทูเดย์, 25-2-2554)

แรงงานไทยหนีตายลิเบียติดค้างด่านตรวจคนเข้าเมืองตูนิเซียบาน

นายสุธรรม นทีธรรม โฆษกกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าชุดช่วยเหลือแรงงานไทยและอยู่ระหว่างการเดินทางไปช่วยเหลือคน งานไทยที่ประเทศลิเบีย กล่าวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ว่า มีคนงานไทย 1,000 คน ติดค้างอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองในประเทศตูนิเซียเพราะมีแรงงานหลายชาติ อพยพหนีภัยมาที่ตูนิเซียจำนวนมาก ทำให้การขอเอกสารเข้าประเทศเป็นไปด้วยความล่าช้า อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างประสานทางการตูนิเซียเพื่ออำนวยความสะดวกโดย เร็ว จากนั้นจะพาคนงานทั้งหมดขึ้นเครื่องบินกลับประเทศไทย

(มติชน, 25-2-2554)

เตรียมตั้งโต๊ะลงชื่อแรงงานไทย

เมื่อ เวลา 14.45 น. วันที่ 25 ก.พ. นายประวิทย์ เคียงผล รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมความพร้อมของด่านคนหางานที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อรองรับคนงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศลิเบียในวันที่ 26 ก.พ.นี้ ซึ่งทางกรมการจัดหางานได้ตั้งโต๊ะรับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับภูมิ ลำเนา โดยบริษัทจัดหางานจะเป็นผู้ดำเนินการออกให้ทั้งหมด นอกจากนี้ทางกรมการจัดหางานยังจัดรถตู้จำนวน 3 คัน อำนวยความสะดวกให้กับคนงานที่ต้องการเดินทางไปสถานีขนส่งต่าง ๆ เพื่อกลับภูมิลำเนาด้วย อย่างไรก็ตามหากคนงานรายใดยังไม่มีความประสงค์จะเดินทางกลับในทันที ก็จะให้คนงานเข้าพักที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานภาค 1 จังหวัดสมุทรปราการเป็นเวลา 1 คืน ส่วนเงินชดเชยจากกองทุนของกระทรวงแรงงานในกรณีเสี่ยงภัยนั้นคนงานสามารถ ติดต่อขอรับได้ที่สำนักงานจัดหางานแต่ละจังหวัด ภายใน 1 สัปดาห์

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าของทีม ช่วยเหลือแรงงานไทยที่มีนายสุธรรม นทีทองเป็นหัวหน้าชุดว่าล่าสุดได้เดินทางถึงประเทศตูนีเซียแล้ว และเตรียมช่วยเหลือแรงงานไทยกว่า 1,000คน ที่ติดค้างที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของตูนีเซียก่อนจะช่วยส่งกลับประเทศไทย

โดยนายสุธรรม กล่าวว่า เตรียมติดต่อเช่ารถยนต์เดินทางไปยังพรมแดนประเทศตูนีเซียแล้ว เพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยที่ยังติดค้างบริเวณพรมแดนกว่า 1,000 คน ซึ่งหากสามารถนำแรงงงานไทยทั้งหมดเข้าประเทศตูนิเซียได้จะเร่งหาเที่ยวบิน ให้แรงงานไทยเดินทางกลับประเทศไทยทันที.

(เดลินิวส์, 25-2-2554)

พนักงานฮิตาชิประท้วงขอขึ้นค่าแรง-ค่าครองชีพ

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 25 ก.พ. ที่บริเวณด้านหน้า บริษัท ฮิตาชิ โกบอล สโตเรจเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เขตอุตสาหกรรม 304 หมู่ที่ 7 ตำบลท่าตูม อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี มีพนักงานของบริษัทที่ออกกะในช่วงบ่ายและเข้ากะในช่วงเย็น กว่า 1,000 คน รวมตัวประท้วงอยู่บริเวณด้านหน้าโรงงาน เรียกร้องให้ผู้บริหารของบริษัท ฯ ออกมาแก้ไขปัญหาค่าแรง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 50 นาย คอยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย

จากนั้นนายไพรัช วามวานิช รองกรรมการผู้จัดการ นายเมตต์ แสงจันทร์ ปลัดอาวุโส ที่ทำการปกครองอำเภอศรีมหาโพธิ ได้ออกมาพบกับกลุ่มพนักงาน และรับเรื่องร้องเรียน พร้อมทั้งแจ้งว่า มิสเตอร์ทาเคดะ ซัง กรรมการผู้จัดการ และนายนคร ตั้งสุจริต รองกรรมการฝ่ายบริหาร กำลังเดินทางมาพบกับกลุ่มพนักงาน เพื่อตกลงเจรจาหาข้อยุติตามที่พนักงานเรียกร้อง โดยการรวมตัวของพนักงานฮิตาชิครั้งนี้ ได้ยื่นข้อเสนอ 9 ข้อ คือ 1. เรียกร้องให้ทางบริษัท ฯ ดำเนินการเปลี่ยนแปลงค่าอาหารจาก 20 บาท เป็น 40 บาท ข้อ 2 เปลี่ยนแปลงค่าอาหาร OT จาก 15 บาท เป็น 30 บาท 3. เปลี่ยนแปลงค่ากะ E และ C จาก 60 บาท เป็น 80 บาท 4. เปลี่ยนแปลงค่ากะ B จาก 40 บาท เป็น 60 บาท 5. เปลี่ยนแปลงเบี้ยขยันขั้นต่ำ จาก 500 บาท เป็น 700 บาท 6. เบี้ยขยันขั้นสูง จาก 700 บาท เป็น 900 บาท 7. เปลี่ยนแปลงเงินพิเศษ 8. เปิดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมีข้อแม้คือพนักงานที่มีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป ต้องมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 9. ขึ้นเงินค่าแรงงานให้พนักงานตามเกรด

ต่อมาเมื่อเวลา 19.00 น. มิสเตอร์ทาเคดะซัง และนายนคร  ได้เดินทางมาพบกับกลุ่มพนักงานดังกล่าว ขอให้กลุ่มพนักงานส่งตัวแทนจำนวน 7 คน เข้าพบเพื่อเจรจาหาข้อตกลงกัน โดยมีมิสเตอร์ทาเคดะซัง นายนคร  นางสาวสุพิวรรณ ทันสมัย ผจก.ฝ่ายพนักงานสัมพันธ์และอุตสาหกรรมสัมพันธ์ ตัวแทนพนักงาน 7 คน ตั้งโต๊ะเจรจาต่อหน้าพนักงานที่รวมตัวกันมากขึ้นกว่า 3,000 คน ทั้งนี้การเจรจาได้ผ่านไปกว่า 2 ชม. พนักงานที่รอฟังคำตอบอยู่ข้างนอกโรงงานไม่พอใจ จึงใช้ขวดน้ำขว้างปาเข้าไปภายในโรงงาน เจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนที่ประชุมเข้าไปในตัวอาคารและเจรจาจน จนได้ข้อยุติว่า ตามที่พนักงานได้ยื่นข้อเรียกร้อง 9 ข้อ ทางบริษัท ฯ จะขึ้นเงินพนักงาน ตามข้อ 9 ในวันที่ 1 เมษายน 2554 ส่วนข้อ 1, 2 , 8 ขอเวลาพิจารณา 1 เดือน และข้อ 3 – 7 จะขอรับไว้พิจารณาภายใน 2 เดือน ทำให้พนักงานต่างพอใจ และได้แยกย้ายกลับบ้าน.

(ไทยรัฐ, 25-2-2554)

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จาตุรนต์ ฉายแสง: มี 2 สัญชาติเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้

Posted: 26 Feb 2011 08:32 PM PST

ในระยะหลังนี้ ดูเหมือนคุณอภิสิทธิ์จะอยู่ในสภาพโรคซ้ำกรรมซัด ต้องพบกับปัญหาใหญ่ๆที่ตนเองจัดการอะไรไม่ได้และไม่สามารถใช้ความสามารถในการพูดเอาตัวรอดไปได้ง่ายๆเหมือนระยะก่อนๆ

คุณอภิสิทธิ์ถูกพันธมิตรโจมตีอย่างสาดเสียเทเสียและในหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่แก้ตัวไม่ได้เสียด้วย ขณะเดียวกันก็เดินแนวทางที่ผิดพลาดในกรณีความขัดแย้งกับกัมพูชาที่มีแต่จะนำไปสู่ความล้มเหลวเสียหายมากยิ่งขึ้นทุกที  ส่วนปัญหาน้ำมันปาล์มที่ทำให้คนเดือดร้อนกันไปทั่วประเทศและใครที่ติดตามเรื่องพอสมควรก็คงจะรู้ว่าผลประโยชน์มหาศาลตกอยู่กับคนของพรรคประชาธิปัตย์เสียเป็นส่วนใหญ่นั้น คุณอภิสิทธิ์ก็กลับทำอะไรไม่ได้หรืออาจจะต้องใช้คำพูดว่าไม่คิดทำอะไรเลย

เรื่องเหล่านี้รวมทั้งกรณีทุจริตหรือความล้มเหลวในการบริหารของคุณอภิสิทธิ์อีกจำนวนมาก ประชาชนทั่วประเทศคงจะรอฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นในเร็วๆนี้อย่างใจจดใจจ่อมากกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลปัจจุบันในครั้งก่อนๆ และน่าจะพอคาดการณ์ได้ว่าถ้าฝ่ายค้านเตรียมการได้ดีพอสมควรคุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลนี้คงอยู่ในสภาพย่ำแย่เต็มทีแน่ๆ

มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ของคุณอภิสิทธิ์และว่าไปแล้วก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไทยเราเสียมากกว่าที่ควรจะนำมาพูดกันให้เกิดความชัดเจนไปเสียโดยไม่ต้องรอจนถึงวันที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้ใจก็คือ เรื่องที่คุณอภิสิทธิ์มี 2 สัญชาติ

เรื่องนี้เริ่มมาจากมีคนนำเรื่องกรณีการสังหารประชาชนเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา ปีที่แล้วไปฟ้องศาลคดีอาญาระหว่างประเทศซึ่งหลายคนเชื่อว่าศาลคงไม่รับฟ้อง เพราะรัฐบาลไทยไม่ได้ลงสัตยาบันรับรองอำนาจของศาล  แต่ต่อมาก็มีการอธิบายว่าสามารถฟ้องคุณอภิสิทธิ์ได้เนื่องจากคุณอภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษด้วย

เมื่อมีการไปถามคุณอภิสิทธิ์ในตอนแรกๆ คุณอภิสิทธิ์ตอบบ่ายเบี่ยงว่าเลือกที่เกิดไม่ได้และในระหว่างที่อยู่ในประเทศอังกฤษไม่เคยใช้สิทธิของพลเมืองอังกฤษเช่นเวลาเรียนหนังสือก็จ่ายค่าเล่าเรียนอย่างชาวต่างประเทศ  แต่ไม่บอกว่ายังมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่

ต่อมามีการยกประเด็นขึ้นว่าเนื่องจากคุณอภิสิทธิ์เกิดในประเทศอังกฤษ คุณอภิสิทธ์จึงได้สัญชาติโดยอัตโนมัติตามกฎหมายอังกฤษและตราบใดที่คุณอภิสิทธ์ยังไม่สละสัญชาติอังกฤษ  คุณอภิสิทธิ์ก็ยังคงมีสัญชาติอังกฤษด้วยซึ่งก็คือมี 2 สัญชาตินั่นเอง

คุณอภิสิทธิ์บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบเรื่องนี้ให้กระจ่างอยู่นาน จนกระทั่งถูกจี้ถามในสภาฯซึ่งตอนแรกๆก็ยังใช้สำนวนโวหารบ่ายเบี่ยงประเด็นตามที่ถนัดเช่น "อยากถามท่านว่าเป็นคนแจ้งเกิดตัวเองหรือไม่"  แต่ในที่สุดก็ยอมรับว่าไม่เคยทำเรื่องสละสัญชาติอังกฤษด้วยเหตุเพราะตนเข้าใจว่าถ้าเป็นกฎหมายที่ขัดกันก็ให้ถือกฎหมายไทยเป็นหลักและตนได้แสดงเจตนามาตลอดว่าใช้สัญชาติไทย

คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะให้สละสัญชาติอังกฤษ  สละได้ แต่ถ้าสละตอนนี้ก็อาจถูกหาว่ากลัวจะไปขึ้นศาลโลก คุณอภิสิทธิ์ยังอธิบายต่อไปว่าไม่เคยคิดจะไปหาผลประโยชน์ในประเทศอื่น ที่ทำอยู่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ของประเทศไทย และยังบอกด้วยว่าจะให้สละให้เหลือสัญชาติไทยสัญชาติเดียวก็ได้ แต่ถามว่าให้ปฏิบัติอย่างเสมอกันทุกคนเอาไหม

ฟังคุณอภิสิทธิ์อธิบายมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่าคุณอภิสิทธิ์เสียศูนย์และผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งแล้ว ผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ จะเป็นเพราะกำลังมีเรื่องหนักๆประเดประดังเข้ามาหรือว่าถนัดแต่การใช้โวหารแบบฉาบฉวยเป็นคราวๆไป พอมาเจอเรื่องยากจริงๆเข้าก็เลยหาคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ

ผมไม่ได้ต้องการวิเคราะห์เรื่องคุณอภิสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีในศาลคดีอาญาระหว่างประเทศหรือไม่และก็ไม่ได้สนใจว่าคุณอภิสิทธิ์ควรสละสัญชาติอังกฤษหรือไม่ แต่ผมกำลังสนใจกลับเป็นประเด็นว่าเมื่อคุณอภิสิทธิ์เองก็ยอมรับแล้วว่าตนมี 2 สัญชาติและยังยอมรับด้วยว่าจะสละสัญชาติอังกฤษก็ได้แต่ต้องมีเงื่อนไขอย่างนั้นอย่างนี้อย่างที่คุณอภิสิทธิ์ชี้แจงไปนั้น คุณอภิสิทธิ์ยังควรเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องยิ่งกว่านั้นก็คือคุณอภิสิทธิ์ควรเป็นนายกรัฐมนตรีมาตั้งแต่ต้นหรือไม่

เข้าใจว่ามีประชาชนไทยจำนวนหนึ่งที่มี 2 สัญชาติอยู่เหมือนกัน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่โตอะไร  การจะไปไล่หาทางบังคับให้คนเหล่านั้นสละสัญชาติให้เหลือสัญชาติไทยอย่างเดียวบางทีอาจจะเป็นปัญหากับบ้านเมืองและทำให้ประชาชนเหล่านั้นเดือดร้อนกันเสียเปล่าๆ

แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ใช่ประชาชนทั่วไปแต่เป็นนายกรัฐมนตรี  จะอ้างว่าที่คนอื่นถือสัญชาติ 2 สัญชาติได้ ทำไมจะมาให้ตนสละสัญชาติอยู่คนเดียวคงจะอ้างไม่ได้ ส่วนที่บอกว่าไม่ได้เคยคิดหรือทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ของประเทศอื่นนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นและไม่มีใครกล่าวหาคุณอภิสิทธิ์ในเรื่องนี้ อย่างน้อยก็ในตอนนี้

ประเด็นอยู่ที่ว่าคนจะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยต้องมีความรับผิดเท่ากับคนไทยทั่วไป ไม่ใช่มีอภิสิทธิ์หรือมีภูมิคุ้มกันมากกว่าคนอื่นๆ  มิฉะนั้นเวลาที่ทำหน้าที่นายกฯก็อาจจะคิดหรือทำอะไรให้เกิดความเสียหายแก่ประชานหรือแก่บ้านเมืองได้เนื่องจากในใจอาจคิดว่าตนเองมีภูมิต้านทานมากกว่าคนไทยทั่วไปก็ได้

การที่คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะสละสัญชาติอังกฤษก็ได้แต่ไม่สละนั้นมีความหมายว่า  ไม่ว่าที่ผ่านมาคุณอภิสิทธิ์จะเคยใช้สิทธิของการมีสัญชาติอังกฤษหรือไม่ก็ตาม แต่วันหนึ่งข้างหน้าคุณอภิสิทธิ์อาจจะใช้สิทธิของการมีสัญชาติอังกฤษก็ได้ เช่นถ้าในอนาคตจะมีการดำเนินคดีกับคุณอภิสิทธิ์ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับรัฐมนตรีในรัฐบาลของตนทุจิตประพฤติมิชอบ หรือสั่งการให้สังหารประชาชนจำนวนมากเป็นต้น แล้วคุณอภิสิทธิ์เกิดเดินทางไปอยู่เสียที่ประเทศอังกฤษแล้วก็ขอใช้สิทธิในฐานะที่มีสัญชาติอังกฤษคุณอภิสิทธิ์ก็ย่อมจะได้รับการคุ้มครองอย่างพลเมืองอังกฤษขึ้นมาทันที เมื่อถึงตอนนั้นข้อตกลงว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะใช้ได้กับคุณอภิสิทธิ์ผู้ถือสัญชาติอังกฤษหรือไม่ ถ้ารัฐบาลไทยหรือประชาชนไทยจะไปร้องต่อศาลอังกฤษเพื่อให้ส่งตัวคุณอภิสิทธิ์มาขึ้นศาลไทยจะทำได้หรือไม่และต้องรออีกเป็นสิบๆปีหรือไม่

กลายเป็นว่าคุณอภิสิทธิ์จะต้องไปขึ้นศาลคดีอาญาระหว่างประเทศหรือไม่ก็น่าสนใจ แต่ตอนนี้กลับมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงไม่น้อยเหมือนกันก็คือถึงเวลาที่มีใครจะดำเนินคดีคุณอภิสิทธิ์ในประเทศไทย คุณอภิสิทธิ์อาจจะไม่ต้องขึ้นศาลไทยก็ได้

คุณอภิสิทธิ์อาจจะได้รับการคุ้มครองมากกว่าที่ยกมานี้อีกก็ได้ รายละเอียดคงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยกันศึกษาดู แต่ก็คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญในเฉพาะหน้านี้

ประเด็นสำคัญก็คือ เชื่อได้แน่ว่าตลอดเวลาที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯมาจนถึงปัจจุบันรวมถึงในอนาคตข้างหน้าไม่ว่าจะยังเป็นนายกฯอยู่หรือไม่ก็ตาม คุณอภิสิทธิ์มีภูมิคุ้มกันต่อกฎหมายไทยมากว่าคนอื่นๆ

ผมอธิบายมาถึงตรงนี้ อาจมีบางท่านแย้งว่าถึงแม้จะเป็นเหตุเป็นผล แต่ก็คงไม่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ง่ายๆหรอก

กรณีทำนองนี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิดมาก่อน  เมื่อไม่นานมานี้มีกรณีของประเทศเปรูเป็นตัวอย่าง ประธานาธิบดีของเปรูชื่อนายอัลเบอร์โต ฟูจิมูริ ก็เป็นคนสองสัญชาติ คือสัญชาติเปรูและสัญชาติญี่ปุ่น นายฟูจิมูริถูกรัฐบาลเปรูในเวลาต่อมาดำเนินคดีทั้งเรื่องทุจริตและเรืองการใช้อำนาจโดยมิชอบเป็นข้อหาร้ายแรง มีอยู่ช่วงหนึ่งนายฟูจิมูริได้หนีไปอยู่ในประเทศญี่ปุ่น และในระหว่างนั้นก็ได้รับการคุ้มครองในฐานะเป็นคนญี่ปุ่นจนรัฐบาลเปรูทำอะไรไม่ได้  ต้องรอจนกระทั่งนายฟูจิมูริ ไปวางแผนยึดอำนาจคืนอยู่ที่ชิลีจึงถูกจับในชิลีและถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในเปรู นายฟูจิมูริกับรัฐบาลเปรูใครผิดใครถูกอย่างไรผมไม่ขอวิจารณ์  แต่เห็นว่ากรณีนี้เป็นตัวอย่างได้อย่างดีว่าการที่นายกรัฐมนตรีของไทยมีสองสัญชาตินั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นแน่ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว มีคนไปถามกกต.ซึ่งเข้าใจว่ายังไม่ทันหาข้อมูลให้ชัดเจนและยังไม่ได้ประชุมหารือกันก็ด่วนออกมาชี้แจงเสียแล้วว่าการที่คุณอภิสิทธ์มีสองสัญชาติไม่ทำให้ขาดคุณสมบัติเพราะมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ

เรื่องการมีสองสัญชาตินี้ รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้  แต่โดยสามัญสำนึกก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่าระบบกฎหมายของไทยเราไม่น่ายินยอมให้นายกรัฐมนตรีเป็นบุคคลสองสัญชาติไปได้ และถ้าเรื่องนี้ไปสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วยวิธีใดก็ตาม  หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่เป็นไรแล้วละก็  คงจะสนุกกันใหญ่ละประเทศไทย

แต่ในขั้นนี้ผมคิดว่ายังไม่น่าใส่ใจกับการไปร้องกับกกต.หรือศาลรัฐธรรมนูญให้มากนักเพราะอาจต้องใช้เวลาและไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก

คงต้องใช้หลักว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาทางการเมืองของประเทศ และเมื่อเป็นเรื่องการเมือง ก็ต้องแก้ด้วยการเมือง ฟ้องประชาชนกันดีกว่า

ขอย้ำครับว่าผมไม่ได้กำลังบอกว่าคุณอภิสิทธิ์ควรสละสัญชาติอังกฤษเสีย แต่กำลังบอกว่าคุณอภิสิทธิ์ซึ่งรู้อยู่แก่ใจมาตลอดว่าตนเองมี 2 สัญชาติ จะสละสัญชาติก็ได้แต่ไม่สละนั้น ไม่ควรเป็นนายกฯมาตั้งแต่ต้นและไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน?

Posted: 26 Feb 2011 08:27 PM PST

เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน กลางปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี บารัค อุสเซ็น โอบามา ของสหรัฐฯ ได้ปลด พล.อ. สแตนเลย์ แมคคริสตัล (General Stanley McCrystal) ออกจากการตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน เนื่องจากเขาวิพากษ์วิจารณ์เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร “โรลลิ่งสโตน” และรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีโอบามาเกี่ยวกับนโยบายการทำสงครามอัฟกานิสถานด้วย

แม้ว่า “สมรภูมิอัฟกานิสถาน” ผู้ปฎิบัติการทางด้านการทหารจะเป็นคนที่รู้เรื่องและทราบการทำงานในสมรภูมิมากที่สุดก็ตาม จะอ้างว่าตนเองรู้ดีที่สุดก็คงใช่ แต่แนวทางการทำสงครามก็ย่อมอยู่ภายใต้นโยบายของรัฐ ภายใต้การบริหารดูแลของรัฐบาล ถึงแม้ว่ากองทัพสหรัฐฯจะรู้ดีแค่ไหนก็ตาม ก็ต้องเคารพกฎ ระบบ กติกา ทางด้านการเมืองภายระบอบประชาธิปไตย ที่จะต้องเคารพหลักการร่วมกัน และจะต้องรับฟังและปฎิการตามแนวทางของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชน   

ประเด็นข้างต้นได้สะท้อนให้เห็นถึง “หลักการ” ที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยอันสำคัญประการหนึ่งก็คือ หลักการที่ฝ่ายทหารต้องยอมรับอำนาจบริหารประเทศของฝ่ายพลเรือน และด้วยหลักการข้างต้น นักการเมือง อย่าง ประธานาธิบดี โอบามา ก็ย่อมมี “ความชอบธรรม” (legitimacy) ในการตัดสินใจ “ปลด” ก็คือ เพราะนักการเมืองอย่าง ประธานาธิบดีโอบามา ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน (Peoples Mandate) เมื่ออำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ผู้ที่ใช้อำนาจนั้นแทนย่อมมีอำนาจที่จะบริหาร ข้าราชการทหารและพลเรือนที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งมา และเป็นฝ่ายปฎิบัติตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งสภาพดังกล่าว อันเป็นหลักการที่สำคัญของประชาธิปไตยของสหรัฐ และเป็นการเคารพตัวแทนของประชาชน

สำหรับ “สมรภูมิปาตานี” ของเหล่าทหาร แม่ทัพ นายกอง ของกองทัพไทย ภายใต้การนำของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่ต้องเผชิญปฎิบัติการความรุนแรงเชิงคุณภาพ ตั้งแต่ ปล้นฐานทหารพระองค์ดำ จังหวัดนราธิวาส คาร์บอมบ์ มอเตอร์ไซค์บอมบ์ ย่านเศรษฐกิจอย่างในเมืองจังหวัดยะลา ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายและสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวทำงานทางด้านหน่วยข่าวของกองทัพ จนทำให้ชาวบ้าน ประชาชนในพื้นที่ตั้งคำถามกับการทำงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการบริหารแก้ไขปัญหาในพื้นที่ไม่ได้ต่างจากรัฐบาลที่แล้วมา ทั้งๆที่การเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนในพื้นที่ได้มอบบัตรโหวตการเลือกตั้งให้แก่พรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด ก็เพื่อที่จะหวังว่ารัฐบาลพลเรือนที่พวกเขาเลือกไป จะได้กำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 

จนกระทั่งมาถึง การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานต่อกองทัพและหน่วยงานความมั่นคง ที่ปฎิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ ของกลุ่ม สส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่มาจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนการทำงานในพื้นที่และเสนอการปรับเปลี่ยนตำแหน่งในกองทัพ หากพิจารณาแล้ว การทำหน้าที่ของเหล่า สส. พรรคประชาธิปัตย์ ก็ย่อมถือว่าเป็นเสียงของตัวแทนประชาชนในพื้นที่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความ “ล้มเหลว” ของการทำงานภายใต้การรับผิดชอบของรัฐบาลที่มอบหมายให้กองทัพดูแลประชาชนในพื้นที่ 

ทำให้เกิดปฎิกิริยาจากเหล่าทหารในนามของ “ยังเติร์ก” ของกองทัพ ได้ออกมาปกป้องเกียรติของกองทัพ แต่ไม่ได้ออกมาตอบคำถามที่สำคัญ ว่าเหตุไฉนจึงมีความรุนแรงและไม่สามารถทำงานตามหน้าที่ภายใต้การมอบหมายงานของรัฐบาล ทำให้กลุ่มทหารที่ออกมา จึงเป็นได้เพียงแค่ภาพ “กบปกป้องนาย” แบบชายชาติทหารไทย

และตามมาด้วยผู้จัดการรัฐบาล อย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องออกมากระชับพื้นที่ สส.ภายใต้สังกัด ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ควรพูดเล่น เพื่อความสนุกและหาก สส.จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียกร้องให้ปลดผู้บัญชาการทหารบกจริง ก็ควรปลดตนออกจากตำแหน่งก่อนด้วย

ซึ่งหากย้อนไป กรกฎาคม ศกก่อน เหล่ากลุ่มนายทหาร เสนอให้นายกฯอภิสิทธิ์ “ปลด” นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จนกระทั่งนายกษิต รัฐมนตรีต่างประเทศได้ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีมีกลุ่มนายทหารเสนอนายกฯควรให้ออกจากตำแหน่งว่า “ไม่รู้ว่านายทหารเหล่านั้นเป็นใคร และไม่รู้หนังสือพิมพ์ไปเอาข่าวมาจากไหน ตนไม่มีอำนาจอะไรไปกลั่นแกล้งหรือโยกย้ายทหาร ดังนั้นไม่ต้องกลัวการเปิดเผยตัว ถ้ากล้าพูด แล้วเป็นลูกผู้ชายก็ต้องกล้าแสดงตัวด้วย จะกลัวอะไร "ถ้ากล้าพูด แล้วเป็นลูกผู้ชายก็ต้องกล้าแสดงตัวด้วย จะกลัวอะไร และบอกด้วยว่ามีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับตัวผม ทำไมมาเก่งกับผม …”
ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1247324009&grpid=00&catid=01

ปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดทางด้านความสัมพันธ์ของอำนาจทางการเมืองไทยระหว่างกองทัพและรัฐบาลพลเรือน ภายใต้การนำของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยตามข้อตกลงของหลักการ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ได้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่ค่ายทหารที่ผ่านมาและพฤติกรรมที่ต้องอาศัยกิน นอนในค่ายทหารที่ผ่านมา ก็คงต้องเข้าข่ายที่ว่า “รัฐบาลพลเรือนอยู่ใต้ทหาร” จนกระทั่งถึงวันยุบสภาเลือกตั้งใหม่กลางปีนี้ เว้นแต่ทว่าจะมีการทัดท้านจากบางกลุ่มที่ไม่ต้องการให้ยุบสภา และไม่ต้องการเห็น “ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน”
   

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น