โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ชาวตาคลีร้องทบทวนแผนสร้างรถไฟรางคู่ ปมจุดข้าม-กลับรถ ห่าง 6.5 กม. แบ่งแยกชุมชน เปอร์โตริโก: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ยูโร 2012: UEFA ปรับเงินสมาคมฟุตบอลโครเอเชีย ฐานเหยียดผิว

Posted: 20 Jun 2012 03:10 PM PDT

20 มิ.ย. 55 - independent.co.uk รายงานว่าสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA ) ได้สั่งปรับเงินสมาคมฟุตบอลโครเอเชีย 80,000 ยูโร เมื่อวันอังคารที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมา เพื่อลงโทษที่แฟนบอลโครแอตแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยการตะโกนเหยียดผิวใส่ Mario Balotelli กองหน้าทีมชาติอิตาลี ในเกมที่ทีมชาติโครเอเชียเสมอกับอิตาลีไป 1-1 เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา

UEFA ระบุในแถลงการณ์ว่า สมาคมฟุตบอลโครเอเชียถูกปรับเป็นเงิน 80,000 ยูโร จากกรณีที่แฟนบอลโครเอเชียขว้างพลุไฟรวมถึงการแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการตะโกนเหยียดผิวและแสดงสัญลักษณ์การเหยียดผิวด้วยการโยนกล้วยในนัดดังกล่าว แต่ UEFA ก็ระบุว่าสมาคมฟุตบอลโครเอเชียสามารถยื่นอุทธรณ์บทลงโทษนี้ได้ภายในระยะเวลา 3 วันหลังคำตัดสินนี้

ด้านกลุ่มต่อต้านการเหยียดผิวในเกมฟุตบอลยุโรป (The Football Against Racism in Europe - FARE) ซึ่งผู้สังเกตการณ์ของเกมการแข่งขันครั้งนี้ในแต่ละเกม ระว่ามีแฟนบอลโครเอเชีย 300 ถึง 500 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเหยียดผิว Balotelli 

ล่าสุด UEFA พึ่งแถลงว่าจะมีการพิจารณาโทษสมาคมฟุตบอลโครเอเชียอีกครั้ง เหตุจากการที่แฟนบอลโครเอเชียได้ชูป้ายเหยียดเชื้อชาติในเกมที่โครเอเชียแพ้แพ้ สเปน 0-1 เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลรับคำร้องประกันเสื้อแดงต่างจังหวัด คาดสามวันรู้ผลอิสรภาพ

Posted: 20 Jun 2012 01:27 PM PDT

สมาคมทนายความร่วมกับกรมคุ้มครองสิทธิยื่นประกันตัว31ผู้ต้องขังเสื้อแดงในสี่จังหวัดภาคอีสาน ผลรับคำร้องสามจังหวัด 13ผู้ต้องขังมุกดาหารยังต้องลุ้นเอกสารประกอบคำร้อง 

20 มิถุนายน 2555 นรินทร์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้แจ้งกับประชาไทว่าวันนี้สมาคมฯได้ส่งคณะทำงานจากสมาคมทนายความเข้ายื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ผู้ต้องขังเสื้อแดงในคดีเผาและเตรียมการเผาสถานที่ราชการทั้งสี่จังหวัดในภาคอีสานได้แก่ จ.มุกดาหาร13คน  มหาสารคาม9 คน อุบลราชธานี4คน และอุดรธานี 5 คน

สำหรับหลักทรัพย์ที่ใช้ยื่นประกันตัวในคดีดังกล่าวนายนรินทร์พงศ์แจ้งว่า ทางคณะทนายความได้ใช้บัญชีเงินของกองทุนยุติธรรมที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลจำนวน43ล้านบาท ยื่นประกอบการขอปล่อยตัวชั่วคราว สำหรับวันนี้คณะทนายความมีความคาดหวังว่าศาลจังหวัดจะรับเรื่องขอปล่อยตัวชั่วคราว31ผู้ต้องขังเสื้อแดงที่ทางคณะทำงานได้ยื่นไป ในส่วนอำนาจในการให้ปล่อยตัวชั่วคราวขึ้นอยู่กับศาลอุทธรณ์และฎีกาตามความคืบหน้าการดำเนินตามกระบวนการยุติธรรมในแต่ละคดี

สำหรับผู้ต้องขังในกรุงเทพ นรินทร์พงศ์ ได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันคณะทนายความที่ตนร่วมรับผิดชอบอยู่มีผู้ต้องขังทั้งสิ้น 14คน ซึ่งแต่ละคนมีคดีที่แตกต่างกันไปโดยที่บางคนถูกดำเนินคดีในมาตรา112ด้วย ซึ่งในแต่ละคดีต้องมีการร่างคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเป็นการเฉพาะซึ่งจะได้ดำเนินการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเมื่อทางคณะได้ร่างคำร้องและรวบรวมเอกสารประกอบเสร็จสมบูรณ์ในเวลาต่อมา นายกสมาคมทนายความยืนยันว่าทางสมาคมจะร่วมดำเนินการขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงทั้งหมดรวมถึงคดีละเมิดมาตรา112ด้วย

รายงานล่าสุดแจ้งว่าศาลจังหวัด อุดรธานี อุบลราชธานีและมหาสารคาม ได้รับคำร้องไว้เป็นที่เรียบร้อยเพื่อที่จะส่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาพิจารณาตามลำดับความคืบหน้าของกระบวนการพิจารณาคดีในแต่ละจังหวัด แต่สำหรับผู้ต้องขังจังหวัดมุกดาหารยังไม่สามารถยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวได้ เนื่องจากทางทาง รพ.นครพนมราชนครินทร์ ปฏิเสธไม่ยอมออกเอกสารเรื่องผู้ต้องขังเป็นผู้ป่วยทางจิตให้โดยให้เหตุผลว่าเป็นความลับของผู้ป่วย

สำหรับกรณีปัญหาเรื่องเอกสารที่จะใช้ประกอบคำร้องของผู้ต้องขัง จ.มุกดาหาร ทางคณะทำงานจะหาเอกสารอื่นที่สามารถใช้ยืนยันประกอบคำร้องโดยน่าจะยื่นคำร้องได้ในวันรุ่งขึ้น (21 มิถุนายน 2555)โดยนายกสมาคมทนายความคาดว่าจะทราบผลภายใน 3วัน

 
การยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวครั้งนี้ถือเป็นการยื่นคำร้องครั้งที่ 3 สำหรับการยื่นคำร้องสองครั้งแรกศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าข้อหามีโทษสูง และเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ดวงใจ' เรื่องของเธอบอกอะไรในสังคมไทย

Posted: 20 Jun 2012 12:55 PM PDT

“ดวงใจ” คือชื่อผู้หญิง จะชื่อจริงหรือไม่จริงก็ไม่ทราบได้ ผู้ออกรายการแห้งทางโทรทัศน์ (ซึ่งตรงข้ามกับรายการสด) ด้วยการใช้หน้าอกอันเปลือยเปล่า ละเลงสีบนผืนผ้าใบ

หลังจากนั้นมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ด่าทอ พอใจ ตามมามากมาย ซึ่งน่าจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรายการ ไม่ว่ารายการจะตั้งใจแต่ต้นหรือไม่

นายทุนใหญ่เจ้าของรายการคือคุณปัญญา นิรันดร์กุล ออกมาขอโทษ และย้ำว่าจะไม่มีทางได้ออกอากาศอีก พร้อมแสดงความยอมรับในคำตัดสินของผู้ตัดสินชายสองคน แม้ตัวเองจะไม่เห็นด้วย และยังแสดงว่ากรรมการอิสระจริงๆ ไม่ได้เตี๊ยมมา

แต่ถามว่าเขาได้อะไร และเสียอะไร ผลที่ได้คือความนิยมสุทธิหรือเรตติ้งที่กระฉูด เขาประเมินได้ว่าเรื่องทำนองนี้ ในสายตาคนทั่วไปแล้วได้มากกว่าเสีย ขอโทษเสียทีหนึ่งคนก็ไม่น่าจะว่าอะไรตามหลัง ทั้งที่รายการประเภทนี้การจะให้ออกหรือไม่ออกอากาศ ไม่ได้ขึ้นกับผู้ตัดสินชายนั้นแต่อย่างใด พูดง่ายๆ คือ หากจะหาคนผิดในส่วนรายการ ส่วนอื่นๆ ที่มีสิทธิ์ตัดสินใจอีกหลายฝ่ายต้องรับผิดชอบมากกว่า

แต่ว่าหากไม่มีผู้ตัดสินชาย 2 คนผู้ให้ผ่าน เรื่อง“ดวงใจ”จะไม่สมบูรณ์เอาเลย เพราะสองคนนี้คือต้นเสียงของผู้คนในสังคมจำนวนมาก ที่เห็นว่าเรื่องทำนองนี้น่าจะผ่านได้แล้ว ด้วยเหตุผลใดก็ตาม เช่นกล้า บ้า ตื่นเต้น หรือเพราะความสามารถที่ทำเรื่องธรรมดา(หน้าอก)ให้ไม่ธรรมดา หรือกลับกัน คือทำเรื่องไม่ธรรมดา(หน้าอกอีกนั่นแหละ)ให้ธรรมดา

ด้านคุณพรชิตา (ผมก็มักเป็นเสียอย่างนี้ ชื่อผู้ชายจำไม่ค่อยได้สักที) ถือเป็นตัวแสดงหลักหรือจะว่าเป็นนางเอกเรื่อง “ดวงใจ” นี้ทีเดียว หากไม่มีเสียงเธอค้านอย่างแข็งขัน รายการนี้คงโดนยำอย่างไม่มีชิ้นดีจากผู้รักความเป็นไทย

แต่หน้าที่สำคัญกว่านั้น ผมมองว่าเธอเป็นเสียงส่วนน้อยที่ยังดังอยู่ในสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่าน (ช่างบังเอิญหรือไม่ทราบ ที่คนให้ผ่าน 2 ไม่ผ่าน 1) แม้เธอจะแพ้ในยกแรก แต่ยกต่อมาเสียงส่วนน้อยอย่างเธอยังชนะอยู่ เพราะเธอคือเสียงของความดีงาม อยู่ในร่องในรอยอย่างไทย ที่ผมสงสัยคือเสียงส่วนน้อยอย่างเธอ จะยังดังกว่าเสียงส่วนใหญ่ที่ถูกตีค่าว่าหยาบคาย ไร้วิจารณญาณ ได้อีกนานเท่าไร

ความจริงที่ว่า คุณพรชิตาเคยโชว์ร่องอกบนหน้านิตยสารใหญ่มาก่อน ด้วยเทคนิคที่ไม่ต่างกันมากคือใช้สีละเลงหน้าอกเหมือนกัน ไม่ได้ทำให้เสียงส่วนน้อยอย่างเธอลดความเด็ดขาดลงได้เลย เพราะคนที่ไม่ได้ตำหนิเธอทั้งขณะนั้นและขณะนี้มองว่าภาพคุณพรชิตาเป็นศิลปและความงาม

ทำให้ผมถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงยอมรับร่องอกคุณพรชิตา แต่ไม่ยอมรับร่องอก“ดวงใจ” เป็นไปได้ไหมว่าเพราะร่องอกคุณพรชิตาไปปรากฎบนหน้านิตยสารที่เป็นของคนชั้นสูง ทั้งคนอ่านก็ถือว่าพ้นชั้นกลางขึ้นไป ที่สำคัญคนที่อ่านเป็นกลุ่มคนส่วนน้อย ผู้มีการศึกษา ผู้มีฐานะ มีวิจารณญาณ และเป็นไปได้อีกไหมว่าเพราะคุณพรชิตาเป็นดารา นางแบบ ผู้มีภาพลักษณ์ของคนดี

ตัวละครสุดท้าย “ดวงใจ” เธออยู่ในฐานะตัวเอกแต่ไม่ใช่นางเอก อย่างน้อยในกลุ่มผู้สร้างและกลุ่มผู้ชมชาวไทย

ชีวิตเธอในจอ เป็นผู้หญิงโนเนม พื้นเพอยู่ต่างจังหวัด ถูกสร้างเรื่องอย่างไม่เนียนว่ามีอาชีพทำงานศิลปะ หากเรื่องนี้จบเพียงในจอ ถือว่าผู้สร้างเรื่องนี้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการเรียกเร็ตติ้ง นอกจากว่าเป็นตัวเอกที่ทำให้มีการถกเถียงระหว่างผู้ตัดสินชายและหญิง

ชีวิตจริงต่างหากที่น่าสนใจ

มีคนอ้างว่าเป็นเพื่อนคุณดวงใจ บอกว่าสงสารที่เพื่อนถูกประณาม เผยว่าเพื่อนอยู่ในวงการถ่ายแบบวาบหวิว ใครไม่ทราบติดต่อเพื่อนให้ไปออกรายการ ได้ค่าจ้าง 10,000 บาท ไม่มีใครออกมาปฎิเสธว่าไม่จริง

หลังจากนั้นนักข่าวออกภาพและข่าวครอบครัวเธอที่แพร่ พ่อเป็นอัมพาต ลูกอายุ 6 เดือนให้แม่ดวงใจเลี้ยง แม่เสียใจที่ลูกทำเรื่องน่าละอาย พร้อมขอโทษต่อสังคม

ชีวิตจริงเธอเป็นเพียงผู้หญิงนับแสนนับล้าน ที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อความอยู่รอดของตัวเองและครอบครัว

ควรแล้วหรือที่เธอจะถูกตำหนิ ดูถูก

หากจะมีใครโดนตำหนิ ดูถูก ผมคิดว่าไม่ควรเป็นเธอ ผู้ต้องการได้เงินจำนวนหนึ่งไม่มากนัก แลกกับการอวดโชว์หน้าอก ซึ่งไม่ได้ไปริดรอนอะไรของใครเลย นอกจากรบกวนต่อมคุณธรรม และความหน้าไหว้หลังหลอกของคนที่ยังยึดมั่นว่าอะไรๆจะยังเหมือนเดิม

หากมีใครต้องตำหนิ ควรเป็นอะไรที่ใหญ่กว่านั้น เช่นนายทุน ผู้ต้องการลงทุนเพียงน้อยนิด แต่ได้เรตติ้งมากๆ หรือระบบสังคมทั้งหมด ที่พร้อมใจกันชี้นิ้วไปที่เธอ “ดวงใจ”

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชมรมต้มยำกุ้งฟ้องหมิ่นเนชั่นสุดฯ กล่าวหาเป็น “ขบวนการก่อการร้าย”

Posted: 20 Jun 2012 12:46 PM PDT

ชมรมต้มยำกุ้งในมาเลเซียฟ้องหมิ่นประมาทเนชั่นสุดสัปดาห์ โวยถูกป้ายสีเป็นตัวแทนพูโล บีอาร์เอ็นคองเกรสนั่งโต๊ะพูดคุยกับเลขาศอ.บต. ในกัวลาลัมเปอร์

แถลงการณ์ของมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมระบุว่า  ในวันที่ 20 มิถุนายน 2555 นายอนุกูล อาแวปูเตะ ทนายความของมูลนิธิได้ยื่นคำฟ้องบริษัท เอ็นเอ็มจี นิวส์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์เนชั่นสุดสัปดาห์ต่อศาลจังหวัดปัตตานีในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในกรณีนำเสนอบทความและภาพถ่ายลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือนิตยสารดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นการใส่ความทำให้คนไทยมุสลิมส่วนใหญ่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไปเป็นผู้ประกอบการร้านต้มยำกุ้งที่ประเทศมาเลเซียได้รับความเสียหาย

ผู้ประกอบการร้านต้มยำกุ้งในมาเลย์ซึ่งเป็นโจทย์ในคดีนี้ ได้แก่ นายสำสูเด็ง แวซุกาเลาะ นายอับดุลรอฮะ กามา นายอิสมาแอ     เจ๊ะอาแว นายอับดุลมุมิน แวนาแว  นายอุเทน หมัดหมาน นายยอรี ปะนาฆอและนายอภิชาติ เหล็มโส๊ะ ส่วนจำเลยที่ 1 คือ บริษัท เอ็นเอ็มจี นิวส์ จำกัด ในฐานะเจ้าของกิจการนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ และจำเลยที่ 2 บรรณาธิการและบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาในฐานะบรรณาธิการผู้รับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหา ข้อความ หรือภาพที่ลงพิมพ์ในหนังสือนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1036 วันที่ 6 เม.ย. 2555

โดยในคำฟ้องได้ระบุว่าวันที่ 6 เม.ย. 2555  จำเลยที่ 1 และ 2ได้ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ทั้งเจ็ดด้วยการพิมพ์และโฆษณาข่าวในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ โดยการนำภาพถ่ายของโจทก์ทั้งเจ็ดลงพิมพ์เป็นภาพปกในหน้าแรกและพาดหัวข่าวว่า “ ‘ทวี สอดส่อง’ ซดต้มยำมาเลย์ไม่เจรจาแต่พาที”      

นอกจากนี้ยังได้พิมพ์เนื้อหาด้านในนิตยสารในหน้าที่ 12 โดยขึ้นพาดหัวว่า “เหตุเกิดที่ร้านต้มยำมาเลย์ “ทวี” กับแกนนำพูโล-บีอาร์เอ็น” มีการนำรูปของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 7 ที่ถ่ายรูปร่วมกับ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ที่ร้านอาหารของโจทก์ที่ 7 และพิมพ์ข้อความข้างใต้รูปว่า “ภายในร้านลาล่าซีฟู๊ด” (ร้านอาหารของโจทก์ที่ 7) พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กำลังพูดคุยกับ “ซูดิงคาน” (ผู้ชายสวมแว่นหันหน้ามาทางทวี) และกลุ่มแกนนำบีอาร์เอ็นคองเกรส ซึ่งเป็นการคุยวงเปิดที่ว่าด้วยเรื่องการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านอาหารต้มยำมาเลย์

นอกจากนี้ คำฟ้องยังระบุว่าในบทความดังกล่าวยังมีการพิมพ์ข้อความว่า “แม้ทวีจะปฏิเสธเรื่องการพบปะผู้คนบนแผ่นดินมาเลย์ แต่คนในแวดวงความมั่นคงสองฝั่งไทย-มาเลย์ ต่างรับทราบการเดินทางไปมาเลเซียอย่างกว้างขวาง ต้นเดือนมีนาคม 2555 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาฯ ศอ.บต.ยกคณะชุดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และผู้จัดการธนาคารสาขา 3 จังหวัดชานแดนใต้ ข้ามแดนไปพูดคุยกับ “ซูดิงคาน” แกนนำพูโล และ “ผู้อาวุโส” แห่งบีอาร์เอ็นคองเกรส หรือกลุ่มร้านต้มยำกุ้ง

ซูดิงคาน เป็นบอร์ดบริหารคนหนึ่งของขบวนการพูโลใหม่ ภายใต้การนำของ “กัสตูลี่” และเขาก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าของเจ้าหน้าที่ สมช. เพราะมีการพบกันอยู่บ่อยๆ ในสวีเดน หรืออินโดนีเซีย ทำนองเดียวกับกลุ่มต้มยำกุ้ง ก็คุ้นเคยกันดีกับเจ้าหน้าที่ สมช.”

โจทย์ทั้งเจ็ดได้ยื่นฟ้องเนื่องจากการนำภาพถ่ายและเขียนบทความดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการใส่ความพวกตนทำให้ประชาชนทั่วไปที่ได้อ่านข่าวเข้าใจไปในทางที่ว่าพวกตนเกี่ยวข้องเป็นสมาชิกระดับแกนนำของขบวนการบีอาร์เอ็นคองเกรสซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนการก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งข้อความอธิบายตามภาพถ่ายดังกล่าวเป็นความเท็จทั้งสิ้น ซึ่งทำให้พวกตนได้รับความเสียหายจึงฟ้องคดีนี้เพื่อให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 326, 328

ทั้งนี้ ศาลมีคำสั่งนัดไต่สวนมูลฟ้อง วันที่ 10 ก.ย. 2555 เวลา 09.30 น.

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แจกแบบเรียนเพศศึกษาอิสลาม ลองใช้ก่อนในชายแดนใต้

Posted: 20 Jun 2012 12:43 PM PDT

เปิดตัวแบบเรียนเพศศึกษา บูรณาการหลักศาสนาอิสลาม กลุ่มสาระสุขศึกษาฯ กระทรวงศึกษาธิการ แจกพันเล่มทดลองใช้ตามโรงเรียนในชายแดนใต้ ก่อนขยายไปทั่วประเทศ

หนังสือแบบเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาแบบบูรณาการอิสลาม

 

20 มิถุนายน 2555 ที่โรงแรม ซีเอส.ปัตตานี อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย เปิดตัว “หนังสือแบบเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาแบบบูรณาการอิสลาม ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาตามหลักสูตรแกนกลาง พ.ศ.2551 ของกระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีผู้บริหาร ครู นักเรียน และตัวแทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ร่วมงานกว่า 100 คน พร้อมรับแจกหนังสือดังกล่าวจำนวน 1,000 ชุด

รศ.ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมสุขภาวะมุสลิมไทย โดยมูลนิธิสร้างสุขมุสลิมไทย (สสม.) เปิดเผยว่า หนังสือแบบเรียนดังกล่าว ได้จัดทำขึ้นทั้งหมด 6 เล่ม โดยแบ่งเป็น 4 ช่วงชั้น คือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3, 4 – 6, ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 - 3 และ 4 - 6 ซึ่งพร้อมจะนำไปใช้ในโรงเรียนที่มีนักเรียนนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ รวมถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทั่วประเทศ

“ขณะนี้มีหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐบาลไทย เช่น สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จะสานต่อโครงการ โดยผลิตหนังสือแบบเรียนเพิ่ม โดยคาดว่าในอนาคตจะมีการบูรณาการหลักการอิสลามเข้ากับวิชาอื่นๆ ด้วย เช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น เนื่องจากเห็นว่า สอดรับกับความต้องการของชุมชนมุสลิมได้ คือ การเรียนวิชาศาสนาและสามัญไปพร้อมๆ กัน” รศ.ดร.อิศรา กล่าว

รศ.ดร.อิศรา กล่าวว่า เชื่อว่าหลังจากนี้ผู้เรียนจะตั้งใจเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาอย่างจริงจังมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลว่า เนื้อหาจะขัดกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเรียนและต่อการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาวต่อไป

”รศ.ดร.อิศรา เปิดเผยอีกว่า แบบเรียนดังกล่าวจะใช้ทดลองเรียนเท่านั้น เพื่อให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือครูผู้สอนช่วยชี้แนะ ติชมและแนะนำ เพื่อร่วมกันแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจนกว่าจะถูกต้องที่สุด หลังจากนั้นจึงจะนำไปเสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขอให้อนุมัติเป็นแบบเรียนตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป

รศ.ดร.อิศรา เปิดเผยด้วยว่า ตนริเริ่มโครงการผลิตแบบเรียนดังกล่าวตั้งแต่ปี 2546 โดยมีการตั้งมีคณะทำงาน 3 คณะ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ต่อมาดำเนินโครงการนี้อีกครั้งในปี 2552 จนถึงปัจจุบัน สำหรับหนังสือแบบเรียนวิชาสุขศึกษาและพลศึกษาแบบบูรณาการอิสลามดังกล่าว ยกร่างโดย รศ.ดร.อิบรอเฮ็ม ณรงค์รักษาเขต จากวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานีและคณะ

นางสาวนูรฮายาตี ยูโซะ ครูสอนวิชาสุขศึกษา โรงเรียนสุขสวัสดิ์วิทยา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา กล่าวว่า ปัจจุบันหนังสือแบบเรียนวิชาสุขศึกษาในช่วงชั้นมัธยมปลายของกระทรวงศึกษาธิการ มีเนื้อหาเรื่องเพศศึกษาด้วย โดยมีภาพอวัยวะเพศปรากฏชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องดีเพราะหากไม่มีภาพจะยิ่งทำให้เด็กมีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น แต่ควรเพิ่มหลักการอิสลามหรือเพิ่มเนื้อหาในสาระอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การเลือกคู่ครอง เป็นต้น

นางสาวนูรฮายาตี เปิดเผยว่า ตนไม่ได้อยู่กับนักเรียนตลอดเวลา จึงมีทั้งนักเรียนที่ทำตามและไม่ทำตามที่ตนสอน เช่น ตนมักจะห้ามไม่ให้นักเรียนหญิงจับกลุ่มพูดคุยเรื่องเพศในที่สาธารณะ เพราะดูไม่เหมาะสม แต่ก็มีนักเรียนหญิงที่ไม่เชื่อฟังอยู่บ้าง แต่ในคาบเรียนวิชาสุขศึกษาเป็นธรรมดาที่นักเรียนมักจะถามเรื่องเพศตรงข้าม รวมทั้งคำถามอื่นๆ เช่น การทำแท้ง ซึ่งตนได้อธิบายทั้งหลักการทั่วไปและตามหลักการอิสลาม

“ในอิสลาม มีวิชาศาสนบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องเพศอยู่แล้ว โดยมีรายละเอียดที่สมบูรณ์และละเอียดอ่อนกว่าในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โดยวิชานี้สอนในชั้นสายศาสนาตั้งแต่ชั้น 8 ขึ้นไป และเวลาสอนจะแยกสอนนักเรียนชายกับนักเรียนหญิง” นางสาวนูรฮายาตี กล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลสั่งปล่อยตัว นูรมาน ดอเล๊าะ ผู้ถูกควบคุมตัวพร้อม นศ.ยะลาแล้ว

Posted: 20 Jun 2012 12:35 PM PDT

วันที่ 19 มิถุนายน  2555  ศาลจังหวัดยะลา  ได้ไต่สวนคำร้องขอขยายระยะเวลาควบคุมตัวนายนูรมาน ดอเล๊าะ อดีตนักศึกษาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ทหาร ฉก. 11 ยะลา  ควบคุมตัวเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 เวลาประมาณ 4 ทุ่ม จากบ้านพักของนักศึกษา พร้อมนักศึกษาอีก 2 คน  ซึ่งได้รับการปล่อยตัวก่อนแล้ว

ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ตามคำร้องขอขยายระยะเวลาถูกควบคุมตัวและผลการดำเนินกรรมวิธีแนบท้ายคำร้องดังกล่าว ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกควบคุมมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างไร ทั้งหลังจากศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาควบคุมตัวครั้งแรกเป็นเวลา 7วัน ปรากฏว่ามีการซักถามข้อมูลเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้พยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่อ้างว่านายนูรมานเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดนั้น ก็เป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว  หากมีหลักฐานว่านายนูรมานเป็นผู้กระทำความผิดก็ดำเนินการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การควบคุมตัวตามพรก.ฉุกเฉินฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้มีการก่อเหตุสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งยังไม่ปรากฏว่าผู้ถูกควบคุมตัวมีพฤติการณ์ใดที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือเหตุความไม่สงบเกิดขึ้นแต่อย่างใด  ทั้งปรากฏว่า ผู้ถูกควบคุมตัวมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และประกอบอาชีพสุจริต ที่สามารถติดต่อให้มาพบได้เมื่อต้องการ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะควบคุมตัวอีกต่อไป ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกควบคุมตัวเกินสมควร ให้ยกคำร้อง โดยให้ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมตัวให้ผู้คัดค้านที่เป็นญาติรับตัวไป

พรก.ฉุกเฉินฯ ม. 11 (1) และ ม. 12 ให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ฯลฯ เท่าที่มีเหตุจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นกระทำการอันจะทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรง หรือเพื่อไม่ให้เกิดความร่วมมือในการระงับเหตุการณ์ร้ายแรง  ควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน และต้องได้รับอนุญาตจากศาล ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวต่อเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ให้เจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลเพื่อขยายระยะเวลาการควบคุมตัวต่อได้อีกคราวละ 7 วัน แต่ต้องไม่เกิน 30 วัน

รัฐธรรมนูญ ม. 29 การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เฉพาะที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นและจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวี จงกิจถาวร : มองอาเซียนผ่านมุม‘ข่าว’(2) เผยคุณสมบัติพิเศษ–667 ตัวเลขต้องจำ

Posted: 20 Jun 2012 12:28 PM PDT

กวี จงกิจถาวร บรรณาธิการอาวุโสเครือเนชั่นมัลติมิเดียกรุ๊ป และประธาน South Asian Press Association (SEAPA) บรรยายพิเศษ “มองประชาคมอาเซียนจากมมุมข่าว” ในโครงการอบรมนักข่าวโรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ครั้งที่ 1/2555 ณ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ บ้านพักรับรอง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555

0 0 0

เปลี่ยนโครงสร้าง อาเซียนยุคใหม่
อาเซียนอยู่กันมา 42 ปี แต่งงานในปี ค.ศ.2008 คือมีกฎบัตรอาเซียน หากสมาชิกประเทศในอาเซียนไม่ปฏิบัติตามกฎบัตร ก็จะมีมาตรการลงโทษ ปัจจุบันมีมาตรการวัดผลและมีมาตรการลงโทษ ซึ่งแต่ก่อนไม่มี

อาเซียนชอบพูดอย่างไม่เป็นทางการ มีการพูดใต้โต๊ะ ตกลงเสร็จก็จะเป็นทางการ อาเซียนฉลาดมาก ก่อนมีการประชุมอาเซียน มีการพบปะอย่างไม่เป็นทางการกันก่อน หากตกลงกันได้กลายเป็นทางการทันที

ความแตกต่างระหว่างกฎบัตรอาเซียนกับปฏิญญาอาเซียน คือ กฎบัตรอาเซียนเป็นสิ่งต้องปฏิบัติ ส่วนปฏิญญาเป็นแค่จินตนาการ

ประชาคมอาเซียนไม่เหมือนสหภาพยุโรป แต่นำความคิดบางอย่างของสหภาพยุโรปมาใช้ เช่น การประชุมของอาเซียนปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกในเดือนเมษายน เป็นการประชุมในเรื่องของอาเซียนเอง และครั้งที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน เป็นการประชุมอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา

มีการปรับโครงสร้างสำนักเลขาธิการอาเซียน มีการสนับสนุนงบประมาณ หลังจากปี ค.ศ.2008 มีการจัดระบบให้มีผู้แทนถาวรในสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งความคิดนี้ใช้เวลากว่า 17 ปี กว่าจะประสบผลสำเร็จ

ปัจจุบันประเทศที่ยังไม่ได้ตั้งตัวแทนถาวร ได้แก่ ลาว กัมพูชา เพราะต้องใช้เงิน การตั้งสำนักงานที่ประเทศอินโดนีเซีย ต้องใช้งบประมาณของประเทศไทย 10,000,000 บาท

คนที่เป็นเลขาธิการอาเซียนไม่มีสิทธิที่เซ็นสัญญาในนามอาเซียนได้ เลขาธิการอาเซียนเป็นได้แค่คนนำจดหมายจากเมืองหลวงของอาเซียนไปยังอีกประเทศหนึ่ง หากจะเซ็นสัญญาอะไร ประเทศสมาชิกจะเป็นผู้เซ็น เพราะฉะนั้นในอนาคตจะมีการเพิ่มบทบาทเลขาธิการอาเซียน

คุณสมบัติพิเศษ “ที่รวมทุกการเมืองระบอบโลก”
อาเซียนเป็นการรวมตัวของพวกอำมาตย์ในอาเซียน เป็นองค์กรปกป้องสมาชิกแบบหลับหูหลับตา เป็นองค์กรที่ดีแต่พูด ยิ่งพูดยิ่งดี รู้จักกันดี ยิ่งมีการพูดยิ่งดี เพราะจะได้ไม่ตีกัน อาเซียนชอบพูดถึงความสำเร็จ เรื่องที่ไม่สำเร็จไม่พูด ไม่เปิดโปงความไม่ดีของสมาชิกอาเซียน

อาเซียนไม่เคยใช้เงินของตัวเอง อาเซียนฉลาดใช้วิธีการเจรจากับต่างประเทศ แล้วเอาเงินของต่างประเทศมาใช้ ไม่เคยออกเงินเอง แต่ประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงินค่าสมาชิก 1,000,000 เหรียญ

คุณสมบัติพิเศษอาเซียน คือ เป็นสวนสนุก “ดิสนี่แลนด์”ของระบอบการเมืองโลก เพราะมีระบบการเมืองทุกระบบที่มีอยู่ในโลก ตั้งแต่ระบอบสมบูรณยาสิทธิราษฎร์ ระบอบกษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญ ระบอบสังคมนิยม ระบอบคอมมิวนิสต์ ระบอบกึ่งทรราช ระบอบเผด็จการ ระบอบประชาธิปไตยจอมปลอม ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ

แม้มีระบบที่ต่างกัน แต่ก็ไม่สนใจความแตกต่างการเมือง มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเดียว และไม่มีความลับเก็บเป็นเอกสาร

อาเซียนใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ใช้ ภาษาอินโดนีเซีย ประมาณ 320 จากทั้งหมดประมาณ 600 ล้านคน

อาเซียนยังมีคุณสมบัติคือ ประเทศอินโดนีเซียเป็นชาติมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่มีชาวพุทธมากที่สุดในโลกเช่นกัน โดยรวมชาวพุทธในไทย พม่า กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์มีชาวคริสตจักรมากที่สุดในเอเชีย

667 ตัวเลขต้องจำ วัดความพร้อมประเทศสมาชิก
หากได้ยินนักข่าวถามรัฐมนตรีว่า การเตรียมความพร้อมไปถึงไหนแล้ว เป็นคำถามที่เชย คนตอบก็จะตอบอย่างไรก็ได้ แต่ไม่เห็นแอ็คชั่น เพราะฉะนั้น ต้องจำตัวเลข 667 ไว้ หมายถึงสิ่งที่ประเทศสมาชิกต้องทำก่อนเข้าสู่อาเซียน หากถามว่า ประเทศได้เตรียมความพร้อมในแต่ละแอ็คชั่นไปถึงไหนแล้ว คนตอบก็ไม่สามารถเลี่ยงได้

ทั้ง 667 แอ็คชั่นไลน์ก่อนถึงประชาคมอาเซียน ก็มาจากกฎบัตรอาเซียนนั่นเอง ทั้ง 3 เสาหลักมีแอ็คชั่นไลน์ ดังนี้

เสาหลักการเมืองและความมั่นคง มี 142 เอ็ดชั่นไลน์ เช่น ส่งเสริมประชาธิปไตย ความเข้าใจประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอาเซียน ปกป้องและปราบคอรัปชั่น ฯลฯ

เสาหลักเศรษฐกิจมี 291 เอ็คชั่นไลน์ เช่น ปกป้องสิทธิบัตร ส่งเสริมอีคอมเมอร์ส การพัฒนายั่งยืนและเท่าเทียม เสรีภาพการลงทุน ฯลฯ

และเสาหลักสังคมและวัฒนธรรมมี 234 เอ็คชั่นไลน์ เช่น ส่งเสริมเทคโนโลยีสารสนเทศ ลดช่องว่างความยากจน ช่วยคนพิการ เพิ่มความมั่นคงทางด้านอาหาร ขจัดโรคระบาด ฯลฯ

 

 

อ่านงานที่เกี่ยวข้อง
กวี จงกิจถาวร : มองอาเซียนผ่านมุม‘ข่าว’(1) พลวัติในรอบ 45 ปี

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รักษามะเร็งมาตรฐานเดียว บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลยิ่งลักษณ์

Posted: 20 Jun 2012 12:23 PM PDT

เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้จัดระบบการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้เป็นมาตรฐานเดียว สำหรับผู้ป่วยทุกกองทุนโดยไม่ถามสิทธิ ถือได้ว่าเป็นการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพของไทยไปอีกขั้น ซึ่งได้รับคำชมเชยอย่างมากจากทุกภาคส่วน และยังถือได้ว่าเป็นนโยบายสาธารณะที่ดีที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ทีเดียว

ในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ จะเป็นประธานในการประชุมลดความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพอีกครั้ง โดยมีรัฐมนตรีที่รับผิดชอบและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม โดยมีวาระที่สำคัญ คือ การรักษาโรคเอดส์และไตวายเรื้อรังมาตรฐานเดียว ในโอกาสนี้อยากจะเสนอนายกรัฐมนตรีให้เพิ่มการรักษาโรคมะเร็งมาตรฐานเดียวทั้ง 3 กองทุนด้วย โดยมีเหตุผลดังนี้

1) มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ปี 2548-2552 พบว่า สาเหตุการเสียชีวิต อันดับ 1 ของคนไทย คือ โรคมะเร็ง ในปี 2552 มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งและเนื้องอกทุกชนิด ทั้งสิ้น 56,058 คน คิดเป็น อัตราการตาย 88.34 ต่อ 100,000 คน รองลงมา คือ อุบัติเหตุและการเป็นพิษ 35,304 คน คิดเป็น 55.63 ต่อ 100,000 คน โรคหัวใจ 18,375 คน คิดเป็น 28.96 ต่อ 100,000 คน ตามลำดับ จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า มะเร็งเป็นทุกข์อันดับ 1 ของคนไทย

2) สิทธิประโยชน์ การจ่ายเงินให้หน่วยบริการ แนวทางการรักษา และการเข้าถึงยาราคาแพง มีความแตกต่างกัน ทั้งนี้สวัสดิการข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่ครอบคลุมผู้มีสิทธิจำนวน 5 ล้านคนนั้น มีสิทธิประโยชน์ วิธีการจ่ายเงินให้หน่วยบริการ ตลอดจนการเข้าถึงยาราคาแพงดีที่สุด โดยจะขอยกตัวอย่างราคาแพง จำนวน 6 ชนิด อยู่ภายใต้ “โครงการเบิกจ่ายตรงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งค่าใช้จ่ายสูง (OCPA)” ของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการฯ ที่ดูแลโดยกรมบัญชีกลาง มีรายละเอียดดังตารางที่ 1 ดังนี้

หากพิจารณาสิทธิประโยชน์ต่างๆ วิธีการจ่ายเงิน และอื่นๆแล้วพบว่า ระบบประกันสังคมด้อยที่สุด เพราะระบบประกันสังคมเพิ่มจะจัดระบบและประกาศใช้แนวทางการรักษาโรคมะเร็งเมื่อปลายปี 2554 โดยใช้วิธีลอกแนวทางการรักษาผู้ป่วยและอื่นๆมาจากบัตรทองทั้งสิ้น

3) คุณภาพการรักษา โดยพิจารณาจากอัตราการรอดเฉลี่ยของผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ ระหว่าง 2 ระบบ คือ บัตรทองและประกันสังคม โดยใช้ข้อมูล ปี 2552 และ 2553 พบว่า โรคมะเร็งตับ พบว่าผู้ป่วยของบัตรทองมีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 12.4 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 52.9 และ 50.5 ตามลำดับ และผู้ป่วยระบบประกันสังคม มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 5.3 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.6 และ 12.4 ตามลำดับ โรคมะเร็งปอด พบว่าผู้ป่วยของบัตรทอง มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 14.6 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 63.3 และ 60.2 ตามลำดับ และผู้ป่วยระบบประกันสังคม มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 7.3 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 29.5 และ 17.2 ตามลำดับ มะเร็งปากมดลูก พบว่าผู้ป่วยบัตรทอง มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 20.1 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 89.1 และ 85.0 ตามลำดับ และผู้ป่วยระบบประกันสังคม มีระยะเวลารอดชีวิตเฉลี่ย 14.8 เดือน อัตรารอดชีวิตในระยะเวลา 1 ปี และ 2 ปี คิดเป็นร้อยละ 75.0 และ 64.5 ตามลำดับ ผลการศึกษาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าในภาพรวมนั้นผู้ป่วยภายใต้บัตรทองได้รับการดูที่ดีกว่าระบบประกันสังคม

ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพของคนไทย การได้รับยาราคาแพง รวมทั้งคุณภาพการรักษาขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ภายใต้กองทุนอะไร ดังนั้นจึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาลดังนี้ คือ

1) 

ปรับสิทธิประโยชน์ และวิธีการรักษามะเร็งทุกโรค ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะยาราคาแพง ที่ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้ง 3 ระบบ

2) ปรับวิธีจ่ายเงินให้หน่วยบริการ ให้เป็นอัตราเดียวกัน ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก โดยเฉพาะผู้ป่วยในขอให้จ่ายอัตราต่อน้ำหนักสัมพัทธ์ (relative weight, RW) ที่เท่ากัน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ

3) ขอให้รัฐบาล ให้ความสำคัญกับการรณรงค์ให้สุขศึกษาประชาสัมพันธ์ (primary prevention) และคัดกรองกลุ่มเสี่ยง (risk group finding) เช่น การตรวจอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิใบไม้ในตับ การใช้สารเคมีในอาหาร เป็นต้น เพื่อป้องกันประชาชนไม่ให้เป็นมะเร็ง

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า มะเร็งนั้นเป็นทุกข์อันดับหนึ่งของคนไทยในปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมียาใหม่ๆ ดีๆ แต่คนไทยกว่า 60 ล้านคนก็ไม่มีสิทธิเข้าถึง มีเฉพาะข้าราชการและครอบครัวเพียง 5 ล้านคน เท่านั้น ที่เหลือหากอยากได้ยาก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายเอง คงมีแต่เศรษฐีเท่านั้นที่มีโอกาสได้ใช้ยาราคาแพงเหล่านี้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายและพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าจะทำได้สำเร็จหรือไม่ 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยุกติ มุกดาวิจิตร

Posted: 20 Jun 2012 10:10 AM PDT

หากพวกคุณมาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วยังคิดอยู่ว่า พุทธศาสนาสอนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ก็จงลาออกไปบวชซะ เพราะมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา เพื่อปลดปล่อยคนจากศาสนา

 

20 มิ.ย. 2555

คำต้อนรับนักศึกษาใหม่ ขอให้พวกคุณได้เป็น "มนุษย์สมัยใหม่" โดยภาคภูมิ

Posted: 20 Jun 2012 10:00 AM PDT

อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บันทึกถ้อยคำของเขาที่กล่าวต่อนักศึกษาใหม่วานนี้ ด้วยเนื้อหาที่คนซึ่งไม่ใช่นักศึกษาก็น่าจะอ่านด้วย ประชาไทจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ

000

ขอต้อนรับนักศึกษาใหม่ การเปิดภาคเรียนที่ธรรมศาสตร์ปี 2555 และแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา (ไม่ว่าจะอยากรับปริญญาหรือไม่ก็ตาม) ด้วยบางประโยคที่ผมบรรยายให้นักศึกษาปริญญาตรี ปี 1 ณ โครงการหนึ่งฟังที่ท่าพระจันทร์วันนี้

"ผมต่อต้านการใส่ชุดนักศึกษา ทำไมจะต้องเอาโลโก้มหาวิทยาลัยมาแปะติดบนเสื้อผ้า โลโก้พวกนี้ติดไว้ตามตึก ตามรั้วมหาวิทยาลัยก็พอแล้ว ส่วนความแตกต่างระหว่างโลโก้ธรรมศาสตร์กับแบรนด์ธรรมศาสตร์อยู่ตรงไหน พวกคุณต้องค้นหา...

"มหาวิทยาลัยในโลกนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นโรงเรียนฝึกวิชาชีพ แม้ในเริ่มต้นมหาวิทยาลัยไทยจะเป็นเยี่ยงนั้น และด้วยความที่มันเกิดมาเพื่อเป็นโรงเรียนฝึกอาชีพนั่นแหละ มันถึงยังบังคับให้นักศึกษาใส่ชุดนักศึกษามาจนทุกวันนี้...

"พวกคุณไม่ต้องมาเรียนมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อจะไปเสิร์ฟอาหารบนเครื่องบิน หากใครหน้าตาดีหน่อย พอเรียนจบก็อาจจะได้รับจ้างไปนั่งนับเงินหน้าเคาท์เตอร์ธนาคาร แต่อาชีพพวกนั้นไม่ต้องจบมหาวิทยาลัยก็ได้...

"หากพวกคุณมาเรียนมหาวิทยาลัย แล้วยังคิดอยู่ว่า พุทธศาสนาสอนทุกอย่างไว้หมดแล้ว ก็จงลาออกไปบวชซะ เพราะมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นมาเพื่อเป็นปฏิปักษ์กับศาสนา เพื่อปลดปล่อยคนจากศาสนา...

"นักศึกษาโครงการนี้ต้องมี inclusive sensibility คือเซนซิทีฟกับความแตกต่างอย่างเปิดกว้าง ยอมรับ ไม่ใช่เซนซิทีฟแบบดูถูก เหยียดหยาม น่าอายที่ นศ. บางคนนั่งหัวเราะเยาะอาจารย์ต่างชาติที่พยายามพูดภาษาไทย และหัวเราะเยาะกับเสียงภาษาต่างชาติที่พวกเขาฟังแล้วแปลกหู (ในระหว่างที่อาจารย์เหล่านั้นเพียรพยายามแนะนำภาษาตนเองด้วยภาษาไทย)...

"ระหว่างที่ผมอยู่อเมริกา 5-6 ปี อยู่เวียดนามร่วม 3 ปี ไม่เคยมีใครหัวเราะเยาะสำเนียงเพี้ยนๆ แปร่งหูของผม ประเทศไทยครอบงำพวกคุณกระทั่งไม่เพียงใจแคบแต่ยังเยาะเย้ยความแตกต่างอย่างสนุกสนานได้ถึงเพียงนี้ แต่ประเทศต่างๆ ในโลกนี้เขาสอนให้ยอมรับความแปลกแปร่งโดยไม่ต้องสงสัย...

"อยู่ธรรมศาสตร์ คุณเถียงกับอธิการบดีอย่างมีเหตุมีผลได้ ไม่เหมือนแบบที่เพื่อนอาจารย์มหาวิทยาลัยใหญ่แห่งหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เขาตกใจเมื่อเข้าไปในห้องทำงานอธิการฯ แล้วพบว่า มีจอมอร์นิเตอร์กำลังดูแม้กระทั่งห้องเรียนในมหาวิทยาลัย ไม่รู้มหาวิทยาลัยนั้นจ้างอธิการฯ มาเป็นยาม หรือจ้างยามมาเป็นอธิการฯ...

"จงเรียนรู้เพื่อการศึกษา (education) ไม่ใช่เรียนตามใบบอกทาง (instruction) การศึกษาไม่ใช่คู่มือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ต้องเรียนให้คิดเป็น...

"แล้วเพลาๆ positive thought (การคิดบวก) ไว้บ้าง เรียนมหาวิทยาลัยต้องมี critical mind (คิดวิพากษ์)...

"ขอให้พวกคุณได้เป็น "มนุษย์สมัยใหม่" โดยภาคภูมิ"

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เผชิญหน้ากองทัพรัฐฉาน – กองทัพสหรัฐว้าผ่อนคลายหลังสองฝ่ายได้ข้อตกลง

Posted: 20 Jun 2012 04:45 AM PDT

การเผชิญหน้าทางทหารระหว่างกองกำลังไทใหญ่ SSA หน่วยภาคพื้นเชียงตุง กับกองกำลังว้า UWSA บริเวณดอยก่อวัน ตรงข้ามอ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ได้ผ่อนคลายลงแล้ว หลังผู้นำสองฝ่ายได้ติดต่อพูดคุยและได้ข้อตกลงร่วมกัน

มีรายงานว่า เมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.) พ.อ.เจ้ากอนจื้น ผบ.หน่วยภาคพื้นเชียงตุง กองกำลังไทใหญ่ SSA ได้ต่อสายตรงทางโทรศัพท์พูดคุยกับ หยางก่อโจง ผบ.กองพล 775 กองกำลังว้า UWSA กรณีกองกำลังว้า UWSA ส่งกำลังนับร้อยประชิดฐานบัญชาการหน่วยภาคพื้นเชียงตุงของ SSA โดยการพูดคุยของทั้งสองฝ่ายได้ข้อสรุปร่วมกัน 4 ข้อ คือ 1. SSA จะไม่สร้างฐานเข้าใกล้ที่ตั้งว้า UWSA 2.ทั้งสองฝ่ายจะไม่รุกล้ำพื้นที่กัน 3. หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเข้าออกพื้นที่กันให้มีการแจ้งล่วงหน้า 4.ประชาชนและผู้อพยพในฝั่ง SSA สามารถทำไร่สวนในพื้นที่ได้เหมือนเดิม

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา กองกำลังว้า UWSA ส่งกำลังพลกว่า 500 นาย เดินทางด้วยรถยนต์ 50 – 60 คัน พร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์จากพื้นที่บ้านฮุ่ง เมืองยอน และบ้านห้วยอ้อ เขตอำเภอเมืองโต๋น จังหวัดเมืองสาด เป็นการสนธิกำลังจากสองกองพลคือกองพล 518 (เมืองยอน) และกองพล 775 (บ้านห้วยอ้อ) เข้าประชิดฐานกองบัญชาการ SSA หน่วยภาคพื้นเชียงตุง ที่ตั้งอยู่บนดอยก่อวัน ตรงข้ามบ้านพญาไพร ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย โดยไม่ทราบสาเหตุ

โดยหลังจากกองกำลังทหารว้า UWSA มาถึงในพื้นที่ ได้ทำลายรั้วไร่สวนและพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านและผู้อพยพบริเวณดอยก่อวัน พร้อมกันนั้นได้มีการสร้างฐานขุดบังเกอร์ วางกำลังทหารเผชิญหน้ากับกองกำลังไทใหญ่ SSA ทำให้ทางฝ่าย SSA รวมถึงประชาชนในพื้นที่แสดงความเป็นห่วงต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เนื่องจากหวั่นจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน

แหล่งข่าวในพื้นที่กล่าวว่า สาเหตุกองกำลังว้า UWSA ส่งกำลังประชิดฐานกองกำลังไทใหญ่ SSA ครั้งนี้เชื่อว่า อาจเกิดจากความไม่พอใจที่ทาง SSA ทำการเจรจาหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าและได้ขอพื้นที่เมืองเต๊าะ – เมืองทา (ตรงข้ามอ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่) เป็นเขตพื้นที่ครบอครอง ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นที่ตั้งทหารของว้า UWSA ด้วย อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวเผยว่า จนถึงขณะนี้ทหารว้า UWSA ที่ถูกส่งเข้าเสริมในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีการถอนกำลังแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อปี 2548 กองกำลังว้า UWSA ภายใต้การบัญชาของนายเหว่ยเซียะกัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพม่า ได้บุกโจมตีกองบัญชาการกองกำลังไทใหญ่ SSAดอยไตแลง ตรงข้ามอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ครั้งหนึ่ง โดยการสู้รบสองฝ่ายครั้งนั้นซึ่งใช้เวลาเกือบเดือน ทางกองกำลังไทใหญ่ SSA ระบุว่า ฝ่ายกองกำลังว้าเสียชีวิต 337 คน บาดเจ็บ 340 กว่าคน ทางไทใหญ่ SSA ซึ่งอยู่ในภูมิประเทศที่ได้เปรียบ เสียชีวิตและบาดเจ็บราว 50 นาย 

 
ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/

"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กวีประชาไท: กลิ่นปรองดอง

Posted: 20 Jun 2012 04:37 AM PDT

 

มีอะไรใหม่ไหมในวันนี้

หรือว่ามีแต่แฝงด้วยแรงเล่ห์

แผนขยายหลายล้วนแต่รวนเร

ลูกไม้เก่าเหลาเหย่*ควรเททิ้ง



มีอะไรใหม่ไหมในวันเปลี่ยน

หรือมุ่งเบียน “ปรองดอง” ให้จมดิ่ง

ลับหลังยังปลิ้นปลอกหลอกเหมือนลิง

ยังรันโรมโหมประวิงอยู่รายวัน

 

เคร่งครัดในตัวบทของกฎหมาย

แต่เมื่อเห็นความตายกลับเย้ยหยัน

ชีวิตคนแต่คุณค่ามาต่างกัน

ตายตายไปช่างหัวมันไม่ใช่เรา

 

กับข้อหาก็เคร่งครัดการยัดเยียด

ให้มันจุกให้มันเสียดให้แสนเศร้า

“ก่อการร้าย” ให้รวบรัดให้ปลุกเร้า

กวาดล้างไม่เหลือเงาคนเดินดิน

 

เหลือแต่คนรุ่งเรืองกลางเมืองสวรรค์

“ ปรองดอง ”  ให้สุขสันต์มิรู้สิ้น

“ อยุธยายศล่มแล้ว ”  มารวยริน

โชยกลิ่นหมักดองคลุ้ง...โอ้กรุงไกร  

 

 
 
หมายเหตุผู้เขียน:  *เหลาเหย่ ภาษาจีนกลาง ความหมายแบบไทยๆ      =  แก่มากๆ ไม่น่าดู                                              
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

MV เพลง “ตามรอยมนุษย์ล่องหน” ถาม – ตอบ เรื่องนักโทษการเมือง

Posted: 20 Jun 2012 04:22 AM PDT

 

นิติม่อนมิวสิคเผยแพร่ MV ตามรอยมนุษย์ล่องหน ถาม – ตอบ เรื่องราวของนักโทษการเมือง กลุ่มคนที่อยู่ใจกลางความขัดแย้งแต่กลับไม่ได้รับการพูดถึงและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกลืมเลือน

มิวสิควิดีโอประกอบเพลง ตามรอยมนุษย์ล่องหน โดยกลุ่มนิติม่อนมิวสิค ได้ถูกเผยแพร่ทาง Youtube เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาโดย นิติม่อน หรือผู้ใช้ user “nitimonster” MV ดังกล่าว เป็นการถาม – ตอบ ผ่านตุ๊กตามือ 2 ตัว เล่าเป็นบทเพลงถึงเรื่องราวของนักโทษการเมือง กลุ่มคนที่ผู้จัดมองว่าอยู่ใจกลางความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาร่วมสมัยในสังคมไทยในปัจจุบัน เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเสมือน "ต้นทุน" ที่สังคมไทยต้องแลกให้ได้มาซึ่งระบบการเมืองที่พึงปรารถนาของคนส่วนใหญ่ กลับไม่ได้รับการพูดถึงและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกลืมเลือนไปในฐานะอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรค่าต่อความทรงจำ

โดยเพลงตามรอยมนุษย์ล่องหนนี้ยังเป็นเพลงที่ถูกใช้ประกอบนิทรรศการศิลปะ "เรื่องเล่าของมนุษย์ล่องหน"  ซึ่งถูกจัดขึ้นตั้งแต่ 2-22 มิถุนายน 2555 ที่ Book Republic, แกลเลอรี See Scape, แยกฟ้าธานี ถนนศิริมังคลาจารย์ และอีกหลายๆ จุดในเมืองเชียงใหม่  ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้จัดได้ชวนให้ผู้ที่สนใจ เปลี่ยนรูปโปรไฟล์ใน Facebook เป็นมนุษย์ล่องหน เหลือไว้แต่รอยสีขาวๆ กระตุ้นต่อมอยากรู้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมศิลปะดังกล่าวด้วย (ดู Unseen Thailand ว่าด้วยนักโทษการเมือง...มนุษย์ล่องหนของคนอื่นๆ  http://prachatai.com/journal/2012/06/40813)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กองทัพสหรัฐว้าปิดล้อมฐานกองทัพรัฐฉานที่ดอยก่อวัน

Posted: 19 Jun 2012 07:31 PM PDT

ทหารกองทัพสหรัฐว้านับพันนาย เข้าประชิดฐานภาคพื้นเชียงตุง ของกองทัพรัฐฉาน บริเวณตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ด้านกองทัพรัฐฉานทำจดหมายสอบถามไปยังกองทัพสหรัฐว้าแล้ว

สำนักข่าวฉาน รายงานเมื่อวานนี้ (19 มิ.ย.) ว่า พล.ท.เจ้ายอดศึก ผู้นำกองทัพรัฐฉาน (SSA/RCSS) ได้ส่งหนังสือถือเปา โหย่วเฉียง ประธานกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) สอบถามกรณีที่ทหารกองทัพสหรัฐว้าราว 1,000 นาย เข้าไปประชิดล้อมฐานกองบัญการหน่วยภาคพื้นเชียงตุง ของกองกำลังรัฐฉาน ตรงข้าม อ.แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด

ทั้งนี้กองทัพสหรัฐว้าได้ส่งทหารจากกองพลน้อยที่ 518 ที่เมืองยอง และกองพลน้อยที่ 248 ที่โหยอด-โหป่าง ขณะที่ข้อมูลบางแหล่งระบุว่ามาจากกองพลน้อยที่ 775 บ้านห้วยอ้อ ได้เคลื่อนกำลังมาประชิดฐานดอยก่อวัน กองบัญชาการหน่วยภาคพื้นเชียงตุงของกองทัพรัฐฉาน ตั้งแต่วันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยกองทัพสหรัฐว้ากล่าวหาว่ากองทัพรัฐฉานรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ครอบครองของกองทัพสหรัฐว้าและมีการสร้างฐานที่มั่นใหม่ใกล้กับฐานของกองทัพว้า ซึ่งกองทัพรัฐฉานได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยรายหนึ่ง กล่าวกับสำนักข่าวฉานว่า เจ้าหน้าที่ไทยได้เตือนกองทัพสหรัฐว้าไม่ให้ใช้กำลังทหาร เพราะเกรงว่าจะมีผู้อพยพเข้ามาในฝั่งไทย แต่เชื่อว่าสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่าง 2 ฝ่ายจะดีขึ้น

สำหรับกองทัพสหรัฐว้ากับกองทัพรัฐฉาน ก่อนหน้านี้เคยมีการปะทะกันในปี 2548 เนื่องจากกองทัพสหรัฐว้ากล่าวหาว่ากองทัพรัฐฉานลักพาตัวสมาชิกของกองทัพสหรัฐว้า และห้ามไม่ให้กองทัพสหรัฐว้าใช้น้ำจากลำห้วย ก่อนที่การปะทะจะสามารถระงับได้ ภายหลังจากการเจรจาที่มี "พันธมิตร" ของทั้งสองฝ่ายเป็นตัวกลาง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

UEFA เตรียมลงโทษสมาคมฟุตบอลเยอรมัน ฐานมีแฟนบอลแอบชูป้ายนีโอนาซี

Posted: 19 Jun 2012 04:46 PM PDT

UEFA เตรียมปรับสมาคมฟุตบอลเยอรมัน หลังมีการจุดพลุและแสดงป้ายนีโอนาซีขึ้นในกลุ่มแฟนบอลเยอรมัน ในเกมที่เอาชนะเดนมาร์ก เมื่อที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา

20 มิ.ย. 55 - เว็บไซต์ guardian.co.uk รายงานว่าสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) เตรียมเปิดการพิจารณาลงโทษเอาผิดด้านวินัยกับสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (German Football Association - DFB)  ในกรณีที่แฟนบอลเยอรมันแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมระหว่างเกมที่เยอรมันเอาชนะเดนมาร์กไปไก้ 2-1 เมื่อที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา

UEFA แถลงเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่ามีการตั้งข้อกล่าวหากับ DFB จากกรณีที่แฟนบอลได้จุดพลุไฟในสนาม รวมทั้งการประพฤติตัวไม่เหมาะสมของแฟนบอล ไม่ว่าจะเป็นการแสดงป้ายและส่งสัญลักษณ์ในเชิงเสียดสี และการตะโกนด่าด้วยคำพูดที่ไม่สุภาพ

โดยกลุ่มต่อต้านการเหยียดผิวในเกมฟุตบอลยุโรป (The Football Against Racism in Europe - FARE) ที่ทำการจับตาการแข่งขันในครั้งนี้ ออกมาระบุว่ามีการแสดงป้ายสัญลักษณ์นีโอนาซีขึ้นในกลุ่มแฟนบอลเยอรมันในการแข่งขันนัดดังกล่าง

ก่อนหน้านี้ DFB พึ่งจะถูกปรับเงิน 10,000 ยูโร ภายหลังแฟนบอลเยอรมัน แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยการขว้างม้วนกระดาษไปยังนักเตะทีมชาติโปรตุเกส ระหว่างเกมที่เยอรมันโปรตุเกสไปได้ 1-0 เมื่อที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น