โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

สิทธิมนุษยชนและการจัดการความจริงกรณีการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

Posted: 14 Dec 2010 03:34 AM PST

เรื่องที่จะพูดไม่ได้เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนโดยตรง แต่จะพูดถึง บริบทของความไร้สิทธิมนุษยชน ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอุบลราชธานี โดยมองผ่านเรื่องการเผาศาลากลางจังหวัด
 
ขอกล่าวถึงข้อเท็จจริงกรณีการเผาศาลากลางอุบลฯก่อน โดยจะเน้นไปที่ปฏิกิริยาของชนชั้นกลางชาวเมืองอุบลฯ (อุบลเป็นเมืองใหญ่ คนเหล่านี้ได้แก่ข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้ประกอบการค้า ส่วนใหญ่อยู่ในตัวอำเภอเมือง ฯลฯ ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เสียงดังกว่าชาวบ้านทั่วๆไป) ต่อเหตุการณ์ครั้งนี้
 
หลังจากเผลิงสงบลงในเย็นวันที่ 19 พ.ค. 53 ซึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงอุบลฯมีส่วนเกี่ยวข้องกับอัคคีภัยครั้งนี้ แน่นอน ปฏิกิริยาจากชนชั้นกลางชาวเมือง คือความตื่นตระหนก ระคนกับความเสียใจ และโกรธแค้น หลังจากนั้นมีเหตุการณ์น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
 
-เช้าวันรุ่งขึ้นหน่วยราชการจังหวัด ทำพิธีทำบุญตักบาตร ที่หน้าสถานที่เกิดเหตุ มีข้าราชการและประชาชนมาร่วมคับคั่ง  หลังจากนั้นอีก 2-3 วัน มีการทำบุญสะเดาะเคราะห์และสืบชะตาเมืองครั้งใหญ่
 
-ในแต่ละวัน โดยเฉพาะตอนเย็น มีประชาชนจำนวนมากแวะเวียนมาดูซากเถ้าถ่านศาลากลาง  หลายคนโพสท์ท่าถ่ายรูป ณ สถานที่เกิดเหตุเป็นที่ระลึก ในขณะที่ในเวปไซต์ท้องถิ่นมีการแสดงความเห็นในกระทู้แสดงความเห็น คนส่วนใหญ่ ประณามสาปส่งผู้เผาศาลากลางอย่างสาดเสียเทเสีย
 
-กลุ่มประชาสังคมชาวอุบล จัดการเสวนาร่วมกันออกแบบศาลากลางหลังใหม่ ควรกล่าวด้วยว่า วงเสวนานี้หลีกเลี่ยงอย่างสิ้นเชิงที่จะทำความเข้าใจเบื้องหน้าเบื้องหลังการเผาศาลากลาง
 
-ในเดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลังจากเคลียร์พื้นที่ซากศาลากลางหมดจรด จะด้วยเหตุบังเอิญหรือไม่ไม่แน่ชัด มีการใช้สถานที่ตรงนั้น จัดงานส่งมอบอาคารพิพิธภัณฑ์จังหวัด ในงานที่ต่อเนื่องกันนั้น มีการจัดงานพิธีกรรมรำลึกประจำปีถึงบรรพชนผู้ก่อตั้งเมืองอุบล ในนาม “วันแห่งความดี”  ควรกล่าวอีกด้วยว่า เรื่องศาลากลางจังหวัดถูกเผา กลายเป็นเรื่องเงียบที่ไม่มีการพูดถึง ทั้งที่ส่วนหนึ่งของสถานที่จัดงานเกิดขึ้นบนพื้นที่ตั้งของศาลากลางที่ถูกเผา 
 
-ในขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่ง การจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับการเผาศาลากลางเกิดขึ้นอย่างเอาการเอางาน ตำรวจได้ออกหมายจับทั้งที่ระบุชื่อและใช้ภาพถ่ายแบบไม่ระบุชื่อ จำนวนกว่า 242 ราย ต่อมามีการติดตามจับกุมและมีผู้เข้ามอบตัวบางส่วน มากขึ้นเป็นลำดับ จนตัวเลขสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 42 ราย ปัญหาที่ทราบในเวลาต่อมาก็คือ ว่าผู้ต้องขังส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามหลักกระบวนการยุติธรรม เช่น บางคนไม่เกี่ยวข้องก็ถูกจับ ส่วนใหญ่ถูกตั้งข้อหาสูงเกินจริง ไม่มีโอกาสพบทนายความ จึงไม่มีโอกาสชี้แจง กระบวนการส่งฟ้องศาลเป็นไปอย่างล่าช้า มีการฝากขังไปเรื่อยๆ การประกันตัวเป็นไปได้ยาก และค่าประกันสูงลิ่ว
 
เหตุการณ์ทั้งหมดหลังเผลิงพิโรธ ในสายตาของชนชั้นกลางชาวเมือง อาจดูเป็นเรื่องปกติ หรือ เรื่องที่สมควรจะต้องเกิดขึ้น แต่สิ่งที่จะต้องเตือนสติกันแบบขีดเส้นใต้ก็คือ เรื่อง การเผาศาลากลางเกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างรัฐบาล (หรือกล่าวอย่างครอบคลุมคือ รัฐ) กับผู้ชุมนุม เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการตอบโต้กันระหว่างสองฝ่าย เราไม่อาจมองเหตุการณ์ใดๆแยกจากพัฒนาการของความขัดแย้งทางการเมืองได้
 
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่อุบลฯหลังเพลิงไหม้เมื่อรวมกันเข้า ได้สื่อความหมายว่า การเผาศาลากลาง เป็นโศกนาฏกรรมของชาวอุบลฯโดยรวม เป็นเหตุร้ายที่เกิดจากการกระทำของ พวกเผาบ้านเผาเมือง พวกมวลชนคลุ้มคลั่งผู้ไร้สติ เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องที่ผิดอย่างไม่ต้องสงสัย และผู้ก่อเหตุก็คือผู้ที่สมควรถูกนำตัวมาลงโทษอย่างสาสม
 
ความคิดและความรู้สึกที่ตลบอบอวลของชาวเมืองอุบลฯเช่นนี้ มีส่วนทำให้การตามจับคนเสื้อแดงที่อุบลเป็นไปอย่างกระตือรือร้น คือสิ่งที่ทำให้คนเสื้อแดง ถูกจับกุมคุมขังอย่างไม่ยุติธรรมแต่ก็ไม่มีใครใยดีอย่างที่ผ่านมา และหากมองไปข้างหน้า ทั้งผู้ที่ยังอยู่ในเรือนจำและผู้ที่ประกันตัวออกมาสู้คดี น่าจะเจอศึกหนักในการต่อสู้ให้ตัวเองพ้นผิด  
 
จึงขอสรุปไว้ในขั้นนี้ก่อนว่า ที่ผ่านมาในกรณีที่อุบลฯ - ซึ่งก็สามารถเทียบเคียงได้กับที่กรุงเทพ หรือจังหวัดอื่นๆ - คือ ได้เกิดกระบวนการ (ซึ่งไม่ว่าจะมีผู้กระทำด้วยความจงใจหรือไม่ก็ตาม – ดังจะกล่าวในประเด็นต่อไป) ที่พิพากษาความผิดของคนเสื้อแดงไปแล้ว สำหรับคนที่อยู่ในเรือนจำ ได้ประกันตัวออกมาแล้ว และที่จะสู้คดีในชั้นศาลต่อไป สิ่งที่พวกเขาจะต้องต่อสู้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสมากก็คือ การฝ่าต่อสู้เพื่อเอาชนะพล๊อตเรื่องที่สังคมได้เขียนไว้แล้วว่าพวกเขาเป็นผู้ร้าย นี่คือ ประเด็นแรกของผม
 
ประเด็นที่สอง เป็นเรืองสืบเนื่องกัน   พล๊อตเรื่องที่ว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ผิดแต่ฝ่ายเดียวนั้นมาจากไหน ในระดับที่หนึ่ง  เมื่อย้อนมองความขัดแย้งทางการเมืองกรณีการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ผ่านมาอย่างพินิจพิเคราะห์ เราจะพบว่า มีแนวคิดสำคัญที่รัฐใช้ลดทอนความชอบธรรมของคนเสื้อแดง 2 แนวคิด แนวคิดหนึ่ง คือ การอธิบายว่าคนเสื้อแดงเป็นมวลชนที่ไร้สติไร้อุดมการณ์ ดังจะเห็นจากการอธิบายว่า เป็นพวกที่ถูกจ้างวานมา เป็นสมุนนักการเมือง อีกแนวคิดหนึ่ง  ก็คือทฤษฎีสมคมคิด ดังการอธิบายว่าพวกเขาคิดการใหญ่ คิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน มีนักการเมืองใหญ่บงการอยู่ต่างประเทศ มีกองกำลังติดอาวุธคุ้มกัน แนวคิดทั้งสองถูกใช้ประกอบกัน อธิบายการกระทำของคนเสื้อแดงครั้งแล้วครั้งเล่า  จนการชุมนุมตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง กลายเป็นขบวนการก่อการร้ายในสายตาของสาธารณชน
 
ควรกล่าวด้วยว่า กระบวนการให้ร้ายคนเสื้อแดงนี้ เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมสื่ออย่างเบ็ดเสร็จของรัฐ ด้วยการบิดเบือนตอกย้ำข่าวสารผ่านฟรีทีวี ในขณะที่ปิดทีวีของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตั้ง ศอฉ. ทีวีของรัฐได้กลายเป็นกระบอกเสียงเพื่อการบิดเบือนความจริงอย่างชัดเจน
 
การสร้างความหมายให้คนเสื้อแดงเป็นคนผิดแต่ฝ่ายเดียว อาจเห็นได้ในปฏิบัติการระดับที่สอง คือการจัดกิจกรรมและการแสดงความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางชาวเมืองอุบลฯ  ผมไม่ได้กำลังบอกว่ากลุ่มคนเหล่านั้นมีเจตนาโดยตรงที่จะทำกิจกรรมเพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของคนเสื้อแดง ตรงกันข้ามกิจกรรมและการแสดงความคิดเห็นต่างๆเป็นไปอย่างธรรมชาติ กล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นไปตามจริตของพวกเขาโดยแท้จริง 
 
แต่บรรดากิจกรรมทั้งหลายที่อุบล หากพิจารณาอย่างวิพากษ์วิจารณ์เราจะพบว่า มันคือเครื่องมือในการจัดการความจริง กล่าวคือ กิจกรรมทั้งหลายกำลังทำให้เรื่องเผาศาลากลาง กลายเป็นเรื่องที่ควรถูกลืมไปเสีย “การลืม” คือวิธีการหนึ่งที่รัฐไทยใช้มาตลอดในการจัดการกับความจริงที่ยังไม่ลงตัว การลืมที่อุบล ไม่ได้มีความหมายว่าลืมไปให้สิ้น แต่มันมีความหมายว่าเรามาลืมเรื่องเลวร้ายที่ทำให้เราขุ่นข้องหมองใจ ซึ่งมันแสดงนัยของความหมายในทางกลับกันว่า เรื่องเผาศาลากลางคือเรื่องเลวร้ายที่กระทำไปโดยผู้ก่อการร้าย มันคือการสรุป ว่าเรื่องที่ผ่านมาเลวร้ายอย่างไม่ต้องสงสัยและเราไม่ควรไปเสียเวลากับมันอีก (ปล่อยให้พวกมันติดคุกให้สาสม)  การสร้างความหมายต่อเหตุการณ์เผาศาลากลางแบบนี้ ไม่โจ่งแจ้ง แต่มีประสิทธิภาพสูงมากเพราะมันซึมลึกเข้าไปความรู้สึกนึกคิดของสาธารณชนอย่างไม่รู้ตัว
 
หากเราพิจารณาการจัดกิจกรรมต่างๆอีกซักนิด โดยใช้ความรู้ทางประวัติศาสตร์มาช่วยอธิบาย เราก็จะเห็นว่า การจัดกิจกรรมต่างๆ มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิด กับสำนึกความเป็นตัวตนของชาวจังหวัดอุบลฯ หรือ อัตลักษณ์จังหวัดอุบลฯ เช่นการจัดพิธีกรรมเนื่องใน “วันแห่งความดี”  การบูชาบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมือง การเฉลิมฉลองการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์จังหวัด ฯลฯ เมื่อขยายขอบเขตการพิจารณาออกไปอีกเราจะพบอีกว่า สำนึกดังกล่าวนี้มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติไทย ที่เป็นกระบวนการรวมหัวเมืองอีสานเข้ากับส่วนกลาง  และก็จะพบว่า รัฐชาติไทย ผูกโยงอยู่กับลัทธิชาตินิยมไทย ที่มีอุดมการณ์หลักคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
 
ภายใต้อุดมการณ์หลักของชาตินิยมไทย สังคมไทยจึงไม่ค่อยมีที่ว่างให้กับความคิดเรื่อง ความเสมอภาค ความยุติธรรม หรือสิทธิมนุษยชน เพราะอุดมการณ์ของเราเน้นไปที่ ความสงบ (ด้วยการข่มใจ) ความสามัคคี(แบบไม่ต้องตั้งคำถาม)   และการมีระเบียบสังคม(ที่มีลำดับชั้นทางอำนาจ) อุดมการณ์หลักนี้เองที่เป็นแก่นแกนหลัก  ที่คอยให้จังหวัดต่างๆสร้างอัตลักษณ์โดยผูกโยงตัวเองเข้ากับแก่นแก่นหลักนั้น กิจกรรมที่อุบลโดยเฉพาะวันแห่งความดี ผูกโยงและสวมเข้ากับอุดมการณ์หลักอย่างแนบสนิท  วันแห่งความดี คือความดีที่กระทำเป็นคุณประโยชน์แก่ชาติ (ตามที่ถูกนิยามไว้) การจัดกิจกรรมต่างๆโดยเฉพาะวันแห่งความดีภายใต้อุดมการณ์หลัก ได้ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีอยู่ (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี)  เป็นเรื่องที่ควรถูกลืม เพราะมันรบกวนระเบียบสังคมที่ดีอยู่แล้ว  
 
ลัทธิชาตินิยมที่คับแคบนี้เอง ที่เป็นกรอบกำหนดกิจกรรมและความรู้สึกนึกคิดของผู้คน กรณีที่อุบลก็คือกิจกรรมและความรู้สึกนึกคิดของชนชั้นกลางชาวเมืองที่เกิดขึ้น  และให้ความหมายกับกิจกรรมที่เกิดขึ้น ในกรณีนี้ สุดท้ายแล้วลัทธิชาตินิยมคับแคบนี้เอง คือ เครื่องมือที่ซ่อนอยู่ลึกๆแต่สำคัญยิ่งในการให้ความหมายว่า กลุ่มคนเสื้อแดงคือผู้ก่อการร้ายคือผู้กระทำผิด ... ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่จะต้องพูดกันละเอียดกว่านี้ แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ในเวลาจำกัดนี้ จึงขอกล่าวไว้โดยสังเขป
 
ดังนั้นผมจึงมาถึงประเด็นที่ 3 ซึ่งจะเป็นการสรุปที่พูดมาทั้งหมด  ว่าด้วยความไร้สิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นกับคนเสื้อแดงที่อุบล ทั้งๆที่เรื่องเผาศาลากลาง สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำโต้ตอบกันระหว่างสองฝ่าย แต่มันกลับถูกสรุปว่า คนเสื้อแดงมีความผิดแต่ฝ่ายเดียวอย่างไม่ต้องสงสัย
 
เหตุที่ทำให้ความไร้สิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นที่อุบลฯ ประการแรกมาจากเงื่อนไขในภาวะเฉพาะหน้าในปัจจุบัน ก็คือการคงอยู่ของรัฐบาล (รวมทั้ง ศอฉ.) ที่เป็นคู่กรณีกับอีกฝ่ายหนึ่ง ในฐานนะผู้มีส่วนได้เสีย พวกเขาก็ยังคงตอกย้ำความหมาย ในการให้ร้ายคนเสื้อแดง และทำทุกอย่างให้ตนเองเป็นฝ่ายบริสุทธิ์ ทั้งนี้ด้วยกลไกรัฐทั้งมวลที่ควบคุมอยู่
 
เหตุที่ทำให้ความไร้สิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นที่อุบลฯ   ประการต่อมา มาจากเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง นั่นก็คือลัทธิชาตินิยมอย่างคับแคบ ที่ตีกรอบความคิดและการแสดงออกของชนชั้นกลางชาวเมืองให้หมกมุ่นอยู่กับวิถีจารีตนิยม ขณะที่มองผู้ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่ก้าวหน้าในสังคมไทยว่า เป็นฝ่ายผิดไม่คุ้มคลั่งบ้าไร้สติก็เป็นพวกคิดล้มล้างทำการใหญ่
 
และข้อย้ำไว้เป็นประโยคสุดท้ายว่า สิทธิมนุษยชน วางอยู่บนหลักการพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน แต่สังคม ที่ยังให้ความสำคัญหรือเฉลิมฉลองความไม่เท่าเทียมกันของคนอย่างเอิกเกริก ไม่มีทางมีสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นได้ .
 

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาประกอบการอภิปราย

                  หัวข้อการเสวนา สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย และสิทธิมนุษยชนอีสาน 10 ธ.ค. 53
                  คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เสื้อแดงชุมนุมใหญ่ติด 1 ใน 10 ข่าวเด่นรอบโลกปี 2010 ของ Times

Posted: 14 Dec 2010 03:00 AM PST

ข่าวการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงเมื่อเดือน มี.ค.- พ.ค. ที่ผ่านมา ติด 1 ใน 10 อันดับข่าวเด่นรอบโลกปี 2010 โดยเว็บไซต์นิตยสาร Times ซึ่งข่าวเด่นอันดับอื่น ๆ ได้แก่ แผ่นดินไหวเฮติ, WikiLeaks, คนงานเหมืองชิลี, ฟุตบอลโลกแอฟริกาใต้ ฯลฯ

เว็บไซต์นิตยสาร Times มีการจัด 10 อันดับข่าวเด่นทั่วโลกของปี 2010 (Top 10 World News Stories) โดย ISHAAN THAROOR ซึ่งหนึ่งในข่าวเด่นติดอันดับมีเรื่องการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงอยู่ด้วย

ซึ่งการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดง ช่วงเดือน มี.ค. - พ.ค. ที่ผ่านมาติดอันดับที่ 10 ของข่าวเด่นทั่วโลกปี 2010 เว็บไซต์นิตยสาร Times รายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงราวหลายพันคนได้ยึดพื้นที่ย่านการค้าในกรุงเทพฯ เพื่อชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าเป็นกลุ่มอำมาตย์และไม่เป็นประชาธิปไตย มีนักวิจารณ์มองการประท้วงครั้งนี้เป็นสิ่งที่สะท้อนปัญหารอยร้าวที่ใหญ่กว่าในสังคมไทย คือความขัดแย้งระหว่างชนบทกับเมืองใหญ่, คนรวยกับคนจน เป็นต้น

Times รายงานอีกว่า กลุ่มเสื้อแดงทำการประท้วงเชิงสัญลักษณ์โดยการเทเลือด ซึ่งต่อมาการประท้วงก็ทำให้กรุงเทพฯ อยู่ในสภาพอัมพาต ที่รัฐบาลทนไม่ไหว จนมีการใช้กำลังบนท้องถนนทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาล ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงส่วนหนึ่งมีปืนพกและอาวุธคือบั้งไฟทำมือ การปราบปรามเสื้อแดงอย่างรุนแรงเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 91 ราย และบาดเจ็บกว่า 1,800 ราย ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ถูกบันทึกไว้โดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เกาะติดพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง

เว็บไซต์นิตยสาร Times ระบุว่า ขณะที่เหตุการณ์ดูเหมือนจะสงบลง แต่ยังคงมีอารมณ์ความรู้สึกเจ็บปวด ในช่วงเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา กลุ่มเสื้อแดงหลายพันคนก็ออกมาชุมนุมที่กรุงเทพฯ เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา และคาดว่ายังจะมีการชุมนุมประท้วงอีกในอนาคต

โดย 10 อันดับข่าวเด่นทั่วโลกปี 2010 ของนิตยสาร Times มีดังนี้

อันดับ ที่ 1 คือ เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเฮติ เมื่อเดือน ม.ค. 2010 ทำให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวง มีประชาชนราว 230,000 ราย เสียชีวิต และอีกนับล้านไม่มีที่อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังเกิดเหตุวุ่นวายตามมาเช่นข่าวเรื่องกรณีการข่มขืน การระบาดของอหิวาตกโรค ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 300 ราย

อันดับที่ 2 คือ กรณี WikiLeaks องค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งนำเสนอข้อมูลที่อ่อนไหวหรือเป็นความลับของรัฐบาล โดยเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาก็ได้นำเสนอข้อมูลของกองทัพสหรัฐฯ จำนวนมากเกี่ยวกับสงครามในอิรัก ในข้อมูลเหล่านั้นมีเหตุความสูญเสียและการใช้กำลังกับประชาชนที่ไม่ถูกรายงานอยู่ด้วย ซึ่งในเวลาต่อมา จูเลียน อัสสาจ ผู้อำนวยการของ WikiLeaks ก็ถูกจับในลอนดอนในข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ

อันดับที่ 3 คือ กรณีการช่วงเหลือคนงานเหมืองในชิลี ที่ติดอยู่ในเหมืองมาตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค. Times รายงานว่าภาพชีวิตของคนงานเหมืองที่ติดอยู่ใต้ผืนโลก 2,300 ฟุต ถูกนำเสนอไปทั่วโลกด้วยความรู้สึกแบบนิยายระทึกขวัญ (Suspense Drama) ผสมกับความเป็นละครหลังข่าวและเรื่องเล่าที่ให้ความรู้สึกดี คนงานเหมืองกลายเป็นวีรบุรุษของประเทศในชั่วข้ามคืน

Times รายงานอีกว่า การช่วยเหลือคนงานเหมืองมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ให้ความรู้สึก "เหนือชั้นกว่านิยาย" ในการได้เห็นคนงานผู้กล้าขึ้นมาจากใต้ผืนโลกแล้วสวมกอดครอบครัวน้ำตานองหน้า แต่ขณะเดียวกัน คนงานเหมืองอีกหลายแห่งในโลกก็ไม่ได้พบกับปาฏิหารย์เช่นคนงานเหมืองชิลี ไม่กี่เดือนหลังคนงานเหมืองชิลีได้รับการช่วยเหลือ เหตุเหมืองถล่มในนิวซีแลนด์ก็คร่าชีวิตคนงานเหมืองไป 29 ราย

อันดับที่ 4 คือ เหตุอุทกภัยในปากีสถาน เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ชาวปากีสถานกว่า 20 ล้านคน ต้องอพยพ 2,000 คนเสียชีวิต และสัตว์เลี้ยงทางการเกษตรเสียหายราย 10 ล้านตัว ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ราว 43,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,290,000 ล้านบาท)

อันดับที่ 5 คือ เหตุความขัดแย้งของประเทศเกาหลีเหนือกับประเทศใกล้เคียง (Times ระบุหัวข้อนี้ว่า "ปีแห่งพฤติกรรมแย่ ๆ ของเกาหลีเหนือ") โดยเริ่มจากเหตุการจมเรือของเกาหลีใต้

อันดับที่ 6 คือ ฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการจัดฟุตบอลโลกในทวีปแอฟริกา แม้จะมีความหวั่นเกรงถึงปัญหาการจัดงานก่อนหน้านี้หลายเรื่อง รวมถึงข้อถกเถียงเรื่องเสียงรบกวนจากวูวูเซล่า แต่ Times ก็รายงานว่าฟุตบอลโลกในแอฟริกาใต้เป็น 1 ในฟุตบอลโลกที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด สีสันอีกอย่างหนึ่งคือการใช้เจ้าปลาหมึกพอลจากสวนสัตว์น้ำของเยอรมนี ในการทำนายผลการแข่งขัน

อันดับที่ 7 คือ สงครามต่อต้านกลุ่มก่อการร้ายในเยเมน

อันดับที่ 8 คือ มาตรการตัดงบประมาณของยุโรป จนทำให้เกิดการประท้วงในหลายประเทศ เช่น ในกรีก, ฝรั่งเศส และล่าสุดในอังกฤษก็มีการประท้วงของเหล่านักเรียนนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากการตัดค่าเล่าเรียน

อันดับที่ 9 คือ สงครามกับยาเสพติดในเม็กซิโก

อันดับที่ 10 คือ การชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงในไทย (ดังรายละเอียดช่วงต้นของข่าว)

ที่มา
Times

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จี้ "กรมทรัพย์สินทางปัญญา" อย่าง้อสหรัฐปลดจากบัญชีดำ

Posted: 13 Dec 2010 11:53 PM PST

ภาคประชาสังคมด้านการเข้าถึงยา ดันหลังกรมทรัพย์สินทางปัญญา อย่าอ่อนข้อต่อผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จนเกินพอดี

 

ตามที่ระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม นี้ นายจาเร็ด แรคแลนด์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญา สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เดินทางมาประเทศไทยเพื่อพบนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญาตามการทบทวนนอกรอบเพื่อพิจารณาว่าจะยังคงจัดประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) หรือไม่นั้น

(14 ธ.ค.53) นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่ติดตามปัญหาระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงยากล่าวว่า อยากสนับสนุนให้กรมทรัพย์สินทางปัญญายึดประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นที่ตั้ง โดยไม่ยอมอ่อนข้อต่อข้อเรียกร้องที่ “เกินไป” ของผู้แทนการค้าสหรัฐ

“ที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญามีท่าทีดีในหลายเรื่อง เช่นความพยายามแก้ปัญหาการจดสิทธิบัตรไม่มีคุณภาพด้วยการส่งผู้เชี่ยวชาญร่วมทำงานวิจัยประเมินผลกระทบจากสิทธิบัตรแบบ evergreening กับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และพยายามปรับปรุงฐานข้อมูลสิทธิบัตรเพื่อเอื้อให้ผู้ผลิตยาชื่อสามัญสามารถเตรียมการผลิตเมื่อยาใดใกล้หมดสิทธิบัตร แม้จะยังมีความล่าช้าอยู่บ้าง แต่ถือว่า กรมฯเดินมาถูกทางแล้ว จึงอยากให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น”

ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ระบุว่า จะเห็นได้ว่า ทางผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และบริษัทยาข้ามชาติไม่เคยหยุดที่จะกอบโกย เรียกร้องประโยชน์และเอาเปรียบประเทศพัฒนามาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากการที่สถานทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.จัดรับฟังความคิดเห็น ทางฟาร์ม่า (PhRMA) สมาคมบริษัทยาข้ามชาติ ก็มีท่าทีแข็งกร้าวต้องการให้ผู้แทนการค้าสหรัฐคงอันดับไทยไว้ที่ประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ (PWL) โดยนางแนนซี่ อดัม ผู้แทนฟาร์ม่า ไม่พอใจที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาพยายามแก้ปัญหาสิทธิบัตรที่ไม่วันตาย (evergreening patent) โดยอ้างว่าเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอุตสาหกรรมยาที่จะทำกำไร ต้องการกดดันไทยให้มีการผูกขาดข้อมูลทางยา และที่สำคัญต้องการให้ขยายนิยามยาปลอมให้ครอบคลุมยาที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาด้วย

“กรมทรัพย์สินฯจะต้องไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่ควรไปร้องขอกราบกรานให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯปลดไทยออกจาก PWL โดยเอาอะไรต่อมิอะไรไปแลก เพราะผลเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรงต่อสังคมโดยรวม อีกทั้งที่ผ่านมา การติดอยู่ในประเทศที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษตั้งแต่ปี 2550 ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกและฐานะทางเศรษฐกิจของไทย ที่มีศักยภาพมากกว่าที่จะพึ่งสิทธิพิเศษที่ต้องแลกด้วยชีวิตผู้คนเยี่ยงนี้ และหากไทยต้องยอมตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ จะทำให้สูญเสียงบประมาณมากกว่า 8 แสนล้านบาทใน 20 ปีข้างหน้า”

ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมไทยได้ทำหนังสือถึงผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ให้ยุติการกดดันประเทศไทยโดยใช้มาตรพิเศษ 301 และขอให้การพิจารณาแผนปฏิบัติการเพื่อการทบทวนการจัดอันดับระหว่างสหรัฐฯและไทยเป็นไปด้วยความโปร่งใส
 

AttachmentSize
comments for out of cycle review Thai CSO.pdf41.94 KB
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

This posting includes an audio/video/photo media file: Download Now

15 ปี "สมัชชาคนจน" ขบถรุ่นแรกสถาปนา "สิทธิชุมชน" เบื้องหลังแบกคดีอาญาอื้อ

Posted: 13 Dec 2010 08:39 PM PST

นักนิติศาสตร์ชี้ "สมัชชาคนจน" เคลื่อนไหวมีพลัง-ท้าทาย เปลี่ยนนโยบายรัฐ แต่โดนฟ้องกลับเพียบ ด้านทนายคนจนแนะฟ้องคดีเชิงรุก ตั้งคณะทำงานร่วมสู้คดี นักสิทธิฯ เสนอตรวจสอบการพิจารณาคดีของศาล

 
วานนี้ (13 ธ.ค.53) นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในการเสวนาหัวข้อ “ยุทธศาสตร์การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม” ในวาระครบรอบ 15 ปี การก่อตั้งสมัชชาคนจน ณ ห้องแอลที 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา การที่สมัชชาคนจนปะทะกับนโยบายและกฎหมายของรัฐ โดยใช้รูปแบบที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีลักษณะท้าทายและไม่ค่อยได้เห็นกันนักอย่างการปิดถนนหรือยึดเขื่อนนั้นมีพลัง ทำให้รัฐบาลและสังคมเห็นถึงความไม่ยุติธรรมของกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล ก่อให้เกิดการปรับตัวตั้งแต่ระดับรัฐ ที่มีการพูดถึงสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญ 2550 มีการเพิ่มกลไกรัฐอย่างการแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนมากขึ้นมาแก้ปัญหา รวมถึงมีการปรับนโยบายสาธารณะบางส่วนด้วย 
 
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า การต่อสู้ดังกล่าวได้ก่อภาระตามมา นั่นคือการต้องเข้าสู่กระบวนการอาญา ไม่ว่าจะในขั้นของตำรวจ อัยการและศาล โดยยกตัวอย่างกรณีคดีบุกรุกที่ดินของชาวบ้าน 19 คนที่บ้านท่าหลุก จ.ลำพูน ซึ่งต้องโทษจำคุก 6 เดือนและพ้นโทษออกมาเมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้นเสียชีวิตในคุก ขณะที่คนที่เหลือก็ต้องกลับมาอยู่ในที่ดินที่ผิดกฎหมายอีก เพราะไม่มีที่อยู่ นอกจากนี้ ยังมีกรณีคนงานโรงงานทอผ้ากรุงเทพ ที่ฟ้องคดีมาตั้งแต่ปี 2538 และมีการพิพากษาเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยจากค่าเสียหายที่คนงานเรียกร้องไป 2 ล้านบาท สุดท้ายศาลตัดสินให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยคนงานราว 110,000 บาทต่อคน ขณะที่หากเป็นคดีของชนชั้นนำในสังคมไม่ว่าฝ่ายไหนก็มักหลุดคดีด้วยเทคนิคทางกฎหมาย อาทิ กรณีที่มีผู้กล่าวหาว่า พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี ครอบครองพื้นที่ป่าสงวนเขายายเที่ยง ปปช. ระบุว่าไม่สามารถสอบสวนคดีที่มีอายุเกิน 2 ปีหลังจากเกษียณได้ หรือคดีทุจริตที่ดินอัลไพน์ของนายเสนาะ เทียนทอง ที่ศาลยกฟ้องเนื่องจากหมดอายุความ 
 
นอกจากนี้ นายสมชายยังยกตัวอย่างกรณีชาวบ้านคนหนึ่งในภาคเหนือที่มีคดีทั้งสิ้น 49 คดี โดยหลุดไปแล้ว 47 คดี ซึ่งทำให้เห็นว่ากระบวนการอาญาทำให้คนในสังคมหรือคนตัวเล็กๆ ต้องแบกรับสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่เป็นธรรม ดังนั้นแล้ว นอกจากการต่อสู้กับนโยบายและคดีต่างๆ เรื่องสำคัญที่ต้องผลักดันก็คือ การยกเครื่องกระบวนการอาญา เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่มีภาระหนัก ซึ่งหากผลักดันสำเร็จไม่เพียงแต่สมัชชาคนจนจะได้ประโยชน์ แต่ประชาชนคนอื่นๆ ก็จะได้ประโยชน์ด้วย 
 
"กระบวนการทางอาญาเป็นกระบวนการที่ปรับตัวช้าที่สุดในทัศนะผม ช้ากว่าการต่อรองนักการเมือง" นายสมชายกล่าวและว่า การจะผลักดันเรื่องนี้ต้องอาศัยการรวมตัวจากประชาชนทุกกลุ่ม เพื่อทำให้เป็นประเด็นที่กว้างขวาง รวมถึงสถาบันทางวิชาการต่างๆ และสภาทนายความต้องช่วยกันชี้ให้เห็นว่า ที่ผ่านมามีผู้ถูกกระทำจากกระบวนการนี้มากเท่าใดด้วย 
 
ด้านนายสุรชัย ตรงงาม ทนายความจากโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ที่ผ่านมาเมื่อมีผู้ถูกดำเนินคดีมักถูกแยกส่วนไปจากขบวนการเคลื่อนไหว ซึ่งเขามองว่า ควรนับคนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสียสละเพื่อขบวน รวมถึงหามาตรการช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขาด้วย 
 
นอกจากนี้ นายสุรชัยแสดงความเห็นว่า การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมของขบวนการประชาชนยังขาดการฟ้องคดีในเชิงรุก โดยที่ผ่านมา จะเป็นการเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งเป็นการเยียวยาที่ปลายเหตุ เขาได้ยกตัวอย่างการฟ้องร้องในเชิงรุก เช่น กรณีที่มีการฟ้องคดีในข้อหาทำให้โลกร้อน ซึ่งมีการนำแบบจำลองมาใช้คำนวณค่าเสียหายซึ่งสูงเกินจริง อาจดำเนินการฟ้องร้องให้เพิกถอนการใช้แบบจำลองที่ไม่เป็นธรรมนี้ หรือกรณีพื้นที่ประมงที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์อาจผลักดันให้มีการประกาศ "พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม" ซึ่งจะช่วยยับยั้งการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ดังกล่าวได้
 
ทั้งนี้ นายสุรชัยกล่าวถึงคดีต่างๆ ที่ขบวนการประชาชนต่อสู้อยู่ว่าจะสำเร็จได้ ต้องมีกฎหมายที่สนับสนุนการใช้สิทธิของประชาชน โดยหากกฎหมายใดไม่เปิดช่องดังกล่าวก็ควรได้รับการแก้ไข นอกจากนี้ เสนอให้มีคณะทำงานเชิงคดี ที่เป็นการทำงานร่วมกันของชาวบ้าน ทนายความ เอ็นจีโอ และนักวิชาการ เพื่อร่วมมือกันใช้ข้อมูลของแต่ละฝ่ายในการต่อสู้คดีด้วย 
 
ขณะที่นายไพโรจน์ พลเพชร เลขาธิการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กล่าวว่า เมื่อเป็นคดีความกันแล้ว การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจนนั้นเป็นเรื่องยากตั้งแต่การหาหลักทรัพย์ประกันตัว ตลอดจนหาเงินจ้างทนายสู้คดี เหมือนกับประชาชนแพ้ตั้งแต่ต้นเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง ดังนั้น รัฐที่เป็นธรรมจะต้องทำให้คนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น 
 
นายไพโรจน์วิจารณ์ด้วยว่า กฎหมายที่มีอยู่นั้นไม่เป็นธรรมตั้งแต่ต้น โดยเมื่อกฎหมายเข้าข้างรัฐ ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาก็มีความโน้มเอียงที่จะเข้าข้างรัฐตามที่กฎหมายกำหนด อาทิ เมื่อชาวบ้านใช้พื้นที่ป่า โดยไม่มีเอกสิทธิ์ก็ตีความว่าเป็นการบุกรุกตามกฎหมาย โดยไม่พิจารณาถึงความเป็นมาของชุมชนในบริเวณนั้นๆ 
 
ด้านแนวทางแก้ไข เขาเสนอให้ประชาชนที่ต่อสู้ในประเด็นต่างๆ รวมตัวกันเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายต่างๆ โดยไม่ต้องรอ ส.ส.หรือรัฐบาลเสนอให้ สร้างกลไกระงับข้อพิพาทเรื่องสิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อให้มีมาตรการบางอย่างรองรับนอกจากการพิจารณาแต่ข้อกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว 
 
ทั้งนี้ เขาระบุด้วยว่าคดีความต่างๆ นั้น ที่จริงแล้วสามารถระงับไม่ให้ไปถึงชั้นศาลได้ ซึ่งเป็นกระบวนการกฎหมายปกติที่ทำได้ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมได้จริง แต่ที่ผ่านมา กระบวนการเช่นนี้ไม่เกิดขึ้น
 
ต่อคำถามเรื่องการตรวจสอบการพิจารณาคดีของศาลนั้น นายไพโรจน์แนะนำว่า  สามารถทำได้โดยการเข้าสังเกตการณ์การพิจารณาคดีในศาล เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม เรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลด้านคดีทั้งในชั้นตำรวจ อัยการและศาลต่อสาธารณะ ว่ามีการสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้องกี่คดี ด้วยเหตุผลใด และมีการตัดสินจำคุกแล้วกี่ราย เพื่อให้เกิดการวิจารณ์ได้ รวมถึงควรมีการวิจารณ์คำพิพากษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการปรับตัวด้วย   
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น