โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info 'ยิ่งลักษณ์' สวน 'ประยุทธ์' ยันไม่ใช่แค่เตรียมการ แต่ยึด-ถอนเงินในบัญชีตนไปแล้ว...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

10 ข่าวเด่นประชาไทในรอบปี 2555

Posted: 30 Dec 2012 10:29 AM PST

สรุปข่าวเด่นรอบปีสารพัดเรื่องตั้งแต่ชีวิตในเรือนจำ, สำนักงานทรัพย์สินฯ, โทรหา "อาจารย์วีระ" ประกาศฟันคอนิติราษฎร์, สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข, อัยการไม่ฟ้องกรณีไม่ยืนในโรงหนัง, เปิดคำสั่ง ศอฉ. ใช้ "พลแม่นปืน", Innocence of Muslim, คุยกับ "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์", กัมพูชาโวยนักข่าวไทยเหยียบรูปสมเด็จสีหนุ และอภิสิทธิ์สัมภาษณ์บีบีซียอมรับใช้กระสุนจริง

ทีมงานประชาไทสรุป 10 ข่าวเด่นรอบปี 2555 โดยนับจากจำนวนผู้เข้าชมและการแชร์ โดยมีข่าวที่ติด 10 อันดับแรก เรียกจากจำนวนผู้อ่านมากที่สุดและจำนวนผู้อ่านรองลงมาตามลำดับ มีดังนี้

 

10 ข่าวเด่นประชาไทในรอบปี 2555

1. ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocence of Muslim, 2012-09-13 , http://prachatai.com/journal/2012/09/42619

2. จำนรรจา นารีหลุดกาล: คุยกับแอดมิน "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์", 2012-09-14, http://prachatai.com/journal/2012/09/42635

3. คำต่อคำสัมภาษณ์ 'อภิสิทธิ์' ใน 'บีบีซี': พ้อ-ไม่แฟร์ที่หาว่า "สั่งใช้กระสุนจริง" เท่ากับ "ฆ่าคน", 2012-12-11, http://prachatai.com/journal/2012/12/44161

4. คำสั่งรักษาด่านศอฉ.ใช้ "พลแม่นปืน" หากผู้ก่อเหตุปะปนผู้ชุมนุม - หากยิงไม่ได้ให้ใช้ "สไนเปอร์", 2012-08-18, http://prachatai.com/journal/2012/08/42125

5. "อ.วีระ" แนะคนโทรเข้ารายการ-ให้ค้นคว้าข้อมูลก่อนด่า "นิติราษฎร์", 2012-02-02, http://prachatai.com/journal/2012/02/39063

6. ฟอร์บส์วิเคราะห์ สนง.ทรัพย์สินฯ แย้งตัวเลขในหนังสือ 'A Life's Work', 2012-01-26, http://prachatai.com/journal/2012/01/38952

7. เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย), 2012-01-25, http://prachatai.com/journal/2012/01/38931

8. สัมภาษณ์พิเศษ 'จักรภพ เพ็ญแข': คงต้องปล่อยให้ลิ้มรสของการปรองดองกันเสียก่อน, 2012-04-03, http://prachatai.com/journal/2012/04/39944

9. อัยการสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องโชติศักดิ์ คดีไม่ยืนในโรงหนัง, 2012-07-18, http://prachatai.com/journal/2012/07/41608

10. ชาวกัมพูชาโวยนักข่าวไทยเหยียบกระดาษที่มีรูปสมเด็จพระนโรดม สีหนุ, 2012-10-17, http://prachatai.com/journal/2012/10/43202

โดยประชาไทรีวิวทั้ง 10 ข่าวเรียงตามลำดับเวลาดังต่อไปนี้

 

มกราคม 2555

[1] เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย), 

25 มกราคม 2555 [ http://prachatai.com/journal/2012/01/38931]
จำนวนแชร์ 69 ครั้ง จำนวนรีทวีต 62 ครั้ง

'เล่าซัน' เป็นนามแฝงของนักโทษคดีการเมืองผู้มีประสบการณ์ตรงในเรือนจำแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในเดือนมกราคมเขาได้ส่งจดหมายมายังประชาไท หลังจากที่เขารวบรวมและส่งต่อข้อมูลสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำ ด้วยความหวังของทั้งเขาและเราว่า การรับรู้ของสังคมจะทำให้เกิดการปรับปรุง "ระบบ" ยุติธรรมไทย โดยเฉพาะพื้นที่คุมขังประชาชนชายขอบที่สุดกลุ่มหนึ่งของสังคม

โดยในรายงานจาก 'เล่าซัน' ได้บันทึกเกี่ยวกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังในเรือนจำอย่างละเอียดแทบทุกมิติ ตั้งแต่ภาระกิจส่วนตัวนับตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงกลับเข้าเรือนนอน ทั้งเรื่องสภาพความเป็นอยู่ การรับประทานอาหาร การอนามัย การซื้อสินค้าในเรือนจำ ไปจนถึงเรื่องการขับถ่าย สิ่งแทน 'เงิน' ที่ใช้ในเรือนจำ รวมไปถึงเรื่องการทำงานหนักในเรือนจำ ที่งานบางประเภทหากทำไม่ได้ตามเป้าจะถูกผู้คุมเรือนจำลงโทษ พร้อมตั้งคำถามว่าผลประโยชน์จริงๆ ของเรื่องนี้ไปตกอยู่ในกระเป๋าของใคร

จดหมายของ 'เล่าซัน' มีการทยอยนำเสนอเป็น 2 ตอน สำหรับตอนที่สอง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ [http://prachatai.com/journal/2012/01/38960]

 

[2] ฟอร์บส์วิเคราะห์ สนง.ทรัพย์สินฯ แย้งตัวเลขในหนังสือ 'A Life's Work', 

26 มกราคม 2555 [http://prachatai.com/journal/2012/01/38952]
จำนวนแชร์ 1,086 ครั้ง จำนวนรีทวีต 6 ครั้ง

บทรายงานที่ถูกแชร์เกิน 1 พันครั้งนี้แปลมาจากบทรายงานของนิตยสารฟอร์บ นิตยสารด้านการเงินและธุรกิจของสหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์บทความว่าด้วยรายได้และการลงทุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์โดยวิเคราะห์จากข้อมูลในหนังสือพระราชประวัติกึ่งทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่มล่าสุด 'King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work' โดยชี้ว่าสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ประเมินทรัพย์สินที่เป็นที่ดิน คิดเป็นมูลค่าเพียงหนึ่งในสามของที่ฟอร์บส์เคยวิเคราะห์ไว้

ในบทรายงานยังระบุว่าในหนังสือ 'King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work' ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นที่ปรึกษาบรรณาธิการ ละเลยการพูดถึงการถือหุ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในกลุ่มโรงแรมเยอรมัน 'เคมพินสกี้ เอจี กรุ๊ป' และบริษัทประกันเทเวศประกันภัย ซึ่งรวมกันมีมูลค่าราว 600 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าประเมินในปี 2551 ด้วยการลงทุนทั้งหมดนี้ ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กลายเป็นกลุ่มบรรษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ในตอนท้ายของรายงาน ฟอร์บส์สรุปโดยเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์ของประเทศในยุโรป เช่นในกรณีของสเปนซึ่งปกครองในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ราว 12 ล้านดอลลาร์ ส่วนสถาบันกษัตริย์ของประเทศอังกฤษ ใช้ราว 50 ล้านดอลลาร์ แต่ยกรายได้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับกรมคลังของประเทศ และประชาชนเองก็สามารถตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทยฟอร์บระบุว่า ความโปร่งใสในสถาบันดังกล่าว เห็นจะเป็นหนทางที่ยังต้องใช้เวลาอีกนาน

 

กุมภาพันธ์ 2555

[3] ".วีระ" แนะคนโทรเข้ารายการ-ให้ค้นคว้าข้อมูลก่อนด่า "นิติราษฎร์"

2 กุมภาพันธ์ 2555 [http://prachatai.com/journal/2012/02/39063]
จำนวนแชร์ 214 ครั้ง จำนวนรีทวีต 18 ครั้ง

ในช่วงที่คณะนิติราษฎร์ มีข้อเสนอทางวิชาการให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งนอกจากเสียงสนับสนุนแล้ว ยังมีมีเสียงคัดค้านจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม แบ่งออกเป็นฝ่ายที่คัดค้านโดยการแสดงเหตุผล และฝ่ายที่คัดค้านโดยประกาศจะทำร้ายคณะนิติราษฎร์

โดยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางรายการ "คุยได้คุยดี Talk News & Music" ทางคลื่น 96.5 MHz อสมท. ดำเนินรายการโดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ หรือ "อาจารย์วีระ" ช่วงหนึ่งได้มีผู้โทรศัพท์เข้ามาแสดงความเห็นในเชิงตำหนิและระบุว่าต้องการจะตัดคอกลุ่มนิติราษฎร์ (ฟังคลิปเสียง) ซึ่งทำให้นายวีระรีบตัดบท และถามผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาว่ารู้จักกลุ่มนิติราษฎร์หรือไม่ว่าสมาชิกประกอบด้วยใคร และถามด้วยว่ารู้ข้อความในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ และยังแนะนำให้กลับไปค้นคว้าข้อมูลจะได้มีพื้นฐานในการแสดงความรู้สึก ก่อนวางสาย โดยท้ายรายการนายวีระระบุด้วยว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาไม่ใช่รัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวเคยมีการแก้ไขมาแล้วในปี 2519

อย่างไรก็ตามในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ก็เกิดเหตุชาย 2 คนเข้ามาดักทำร้าย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ โดยภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุได้ ด้านนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ก็แถลงยืนยันว่าแม้จะเกิดเหตุทำร้ายขึ้น แต่จะไม่ยุติบทบาททางวิชาการ

 

เมษายน 2555

[4] สัมภาษณ์พิเศษ 'จักรภพ เพ็ญแข': คงต้องปล่อยให้ลิ้มรสของการปรองดองกันเสียก่อน

3 เมษายน 2555 http://prachatai.com/journal/2012/04/39944
จำนวนแชร์ 1,123 ครั้ง จำนวนรีทวีต 31 ครั้ง

หลังลี้ภัยทางการเมืองมานานกว่า3 ปี หลังการสลายการชุมนุม เดือนเมษายนปี 2552ในปลายเดือนมีนาคมปี 2555 ที่กรุงพนมเปญ ผู้สื่อข่าวประชาไทมีโอกาสสัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข ในฐานะ "คนไกลบ้านที่ลี้ภัยการเมืองมานานกว่า 3 ปี" และ "นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญการต่างประเทศที่อยู่ในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยซึ่งไม่เป็นเนื้อเดียวกับแกนนำในขบวนการต่อสู้ด้วยกันนัก และถูกกล่าวหาด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112" ว่า 3 ปีที่ไม่ได้อยู่เมืองไทย เขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และกำลังคิด-ทำอะไรอยู่"

จักรภพตั้งประเด็นที่น่าสนใจ 3 ประการ ประการแรกคือ เขามองเห็นว่าเมืองไทยภายใต้กระแสปรองดองนั้นเป็นวาระพักรบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ทางเลือกที่สามของการเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดขึ้น แม้จะยังไม่เห็นรูปร่างหน้าตาที่ชัดเจนของทางสายนี้ แต่เขาเห็นว่า นี่เป็นโอกาสที่จะตั้งคำถามให้คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้เลือกว่า จะสู้เพื่อเปลี่ยนสังคมหรือสู้เพียงเพื่อรวบสังคมมาเป็นของตัวเอง สอง เมื่อถามเรื่องบทบาทของทักษิณ ชินวัตรในขบวนต่อสู้ จักรภพยังคงแสดงความหวังว่าทักษิณมีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำในขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมแต่นั่นเป็นสิ่งที่ทักษิณต้องเลือกเองว่าจะเลือกทางสบายหรือลำบาก และสุดท้าย เงื่อนไขในการกลับประเทศ แม้ว่าจะข้อกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นอัยการจะสั่งไม่ฟ้องไปแล้วในวันเดียวกับที่เขาให้สัมภาษณ์ประชาไท แต่นั่นไม่ใช่แรงจูงใจที่จะทำให้เขาเดินทางกลับเข้าประเทศ

 

กรกฎาคม 2555

[5] อัยการสั่งเด็ดขาด ไม่ฟ้องโชติศักดิ์ คดีไม่ยืนในโรงหนัง

18 กรกฎาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/07/41608
จำนวนแชร์ 5,215 ครั้ง จำนวนรีทวีต 149 ครั้ง

กรณีโชติศักดิ์ อ่อนสูง และการถูกฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุาภาพเพราะไม่ยืนในโรงหนัง เริ่มต้นเมื่อวันที่ 20 กันายน 2550 โดยนายนวมินทร์ วิทยกุล ได้ขว้างปาข้าวโพดคั่วและกระดาษใส่นายโชติศักดิ์ และเพื่อน เนื่องจากทั้งสองไม่ยืนขึ้นเมื่อมีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง

นายโชติศักดิ์และเพื่อน จึงฟ้องนายนวมินทร์ ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายและจิตใจ ทำร้ายร่างกายโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หมิ่นประมาทและดูหมิ่นซึ่งหน้า ทำให้เสียทรัพย์ ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดฯ, และทะเลาะกันอื้ออึงในที่สาธารณสถาน

จากนั้นนายนวมินทร์ได้ฟ้องกลับนายโชติศักดิ์และเพื่อนกลับด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยความคืบหน้าคดีในวันที่ 19 กันายน 2551 พนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องนายนวมินทร์ และวันที่ 20 ตุลาคม 2551 ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา กรุงเทพใต้

เวลาผ่านมากว่า 4 ปี กระทั่งต่อมาในเดือนเมษายน 2555 อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพฯ ใต้ 4 มีหนังสือแจ้งไปยังสถานีตำรวจนครบาลปทุมวันเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยคำวินิจฉัยของอัยการระบุว่า พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ต้องหาไม่ลุกขึ้นเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี และมีการพูดว่า "ทำไมต้องยืนด้วยไม่มีกฎหมายบังคับ" นั้น เห็นว่าการกระทำดังกล่าวมิได้แสดงออกซึ่งวาจาหรือกิริยาอันจะเข้าลักษณะเป็นการดูถูก เหยียดหยาม ทำให้อับอาย เสียหาย สบประมาท ด่าว่า และการกล่าวหรือโต้เถียงเกิดขึ้นหลังจากเพลงจบแล้ว แม้จะเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสมและไม่อยู่ในบรรทัดฐานที่ประชาชนทั่วไปต้องปฏิบัติก็ตาม แต่การกระทำของผู้ต้องหาทั้งยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามีเจตนาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ อีกทั้งผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดมา พยานหลักฐานจึงไม่พอฟ้อง

 

สิงหาคม 2555

[6] คำสั่งรักษาด่านศอฉ.ใช้ "พลแม่นปืน" หากผู้ก่อเหตุปะปนผู้ชุมนุม - หากยิงไม่ได้ให้ใช้ "สไนเปอร์"

18 สิงหาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/08/42125
จำนวนแชร์ 708 ครั้ง จำนวนรีทวีต 135 ครั้ง

ในเดือนสิงหาคม 2555 ผู้สื่อข่าวประชาไทได้รับเอกสารสั่งการของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) "ส่วนราชการ สยก.ศอฉ. ที่ กห.0407.45 (สยก.)/130" ลงวันที่ 17 เม.ย. 53 เรื่อง "ขออนุมัติแนวทางการปฏิบัติในการใช้อาวุธเพื่อ รปภ. ที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญ รวมทั้งการปฏิบัติ ณ จุดตรวจ/ด่านตรวจและสายตรวจเคลื่อนที่" ลงนามโดย พล.ท.อักษรา เกิดผล หน.สยก.ศอฉ. เสนอ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผอ.ศอฉ. ในเวลานั้น

โดยเอกสารมีทั้งหมด 5 หน้า ใจความสำคัญคือการระบุแนวทางปฏิบัติ หากมี "ผู้ก่อการร้ายแฝงตัวมากับกลุ่มผู้ชุมนุม และใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อเจ้าหน้าที่ และประชาชนผู้บริสุทธิ์"

ในข้อ 2.5 ระบุว่า "ในกรณีพบความผิดซึ่งหน้าในลักษณะผู้ก่อเหตุใช้อาวุธยิงใส่เจ้าหน้าที่ หรือใช้อาวุธ/วัตถุระเบิดต่อที่ตั้งหน่วยและสถานที่สำคัญที่ ศอฉ. กำหนด ได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธยิงผู้ก่อเหตุ เพื่อหยุดยั้งการปฏิบัติได้ แต่หากผู้ก่อเหตุอยู่ปะปนกับผู้ชุมนุมจนอาจทำให้การใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่ เป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้งดเว้นการปฏิบัติ ยกเว้นในกรณีที่หน่วยได้จัดเตรียมพลแม่นปืน (Marksmanship) ที่มีขีดความสามารถเพียงพอให้ทำการยิงเพื่อหยุดยั้งการก่อเหตุได้ นอกจากนี้หากหน่วยพบเป้าหมายแต่ไม่สามารถทำการยิงได้ เช่น เป้าหมายอยู่ในที่กำบัง ฯลฯ หน่วยสามารถร้องขอการสนับสนุนพลซุ่มยิง (Sniper) จาก ศอฉ. ได้"

โดยการเผยแพร่เอกสารคำสั่งของ ศอฉ. ครั้งนี้ นับเป็นการหักล้างการแถลงข่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 16 ส.ค. 55 ที่ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ เป็นเพียงปืนติดลำกล้องเพื่อใช้ระวังป้องกัน ซึ่งในตลาดนัดก็มีขายสำหรับใช้ยิงนก ขณะที่เมื่อ 16 พ.ค. 53 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่โฆษก ศอฉ. ด้วยก็ปฏิเสธว่าไม่มีการใช้สไนเปอร์ มีเพียง "พลแม่นปืนระวังป้องกัน" ทำหน้าที่คุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ต่ำหรือตามถนนหนทางโดยทั่วไป เจ้าหน้าที่เหล่านี้จะมีหน้าที่ในการตรวจสอบว่ามีบุคคลผู้ใดถืออาวุธหรือจะเข้าทำร้ายเจ้าหน้าที่ และจะใช้การยิงคุ้มครอง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ต่อมาภายหลังการเผยแพร่เอกสาร พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก (ทบ.) ออกมายอมรับว่าเป็นเอกสารฉบับจริง แต่อ้างว่าผู้ที่นำเอกสารฉบับนี้มาปล่อยเข้าใจว่ามีนัยยะเรื่องอื่น เพราะเอกสารมีอยู่ 5 แผ่น แต่เลือกนำแผ่นสุดท้ายมาปล่อย และยืนยันว่าการปฏิบัติงานของ ศอฉ. ยึดหลักสากลจากเบาไปหาหนัก "หากการปฏิบัติจากเบาไปหาหนักนั้นไม่สามารถจะระงับยับยั้งการปฏิบัติที่ผิดกฎหมายก่อให้เกิดอันตรายต่อพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ได้ เราก็จำเป็นที่ต้องใช้พลแม่นปืนระวังป้องกัน" อย่างไรก็ตามประชาไทเผยแพร่เอกสารทุกหน้า ไม่ใช่หน้าเดียวอย่างที่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวหา (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ก่อนหน้านี้เมื่อ 18 มี.ค 54 พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายงานบัญชีสรุปรายการเบิกจ่ายกระสุนจากหน่วยคลังแสงสรรพาวุธทหารบก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตั้งแต่ 11 มี.ค. 53 จนถึงเสร็จสิ้นการโดยมีการเบิกกระสุนจากคลังแสงทหารบกกว่า 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด ใช้ไป 117,923 นัด เผยมีการเบิกกระสุนปืนซุ่มยิง 3,000 นัด คืนเพียง 880 นัด ขณะที่เบิกกระสุนซ้อมเพียง 10,000 นัด ส่งคืน 3,380 นัด (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

 

กันยายน 2555

[7] ความจริงเท่าที่ทราบ' ต่อกรณีภาพยนตร์ฉาว Innocence of Muslim

13 กันยายน 2555 http://prachatai.com/journal/2012/09/42619
จำนวนแชร์ 716 ครั้ง จำนวนรีทวีต 7 ครั้ง

จากกรณีกลุ่มติดอาวุธชาวลิเบียบุกเข้าโจมตีสถานทูตสหรัฐอเมริกา ในลิเบียเมื่อวันที่ 11 กันยายน จนเป็นเหตุให้เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ เสียชีวิต เนื่องจากไม่พอใจภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง "Innocence of Muslim" ที่ดูหมิ่นศาสดาของศาสนาอิสลาม ต่อมาประชาไทได้แปลบทรายงานของสำนักข่าวอัลจาซีร่านำเสนอเกร็ดที่มาของภาพยนตร์ล้อเลียน ที่กลายเป็นเหตุให้เกิดการต่อต้านจากในลิเบีย และการประท้วงในอียิปต์

โดยนักแสดงที่ร่วมแสดงในภาพยนตร์ดังกล่าว ที่ผู้กำกับเป็นชาวอิสราเอล-อเมริกันใช้ชื่อว่า "แซม บาไซล์" บอกว่า เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับศาสดามูฮัมหมัดหรืออิสลาม ในตอนแรกพวกเขาถูกเรียกมาคัดเลือกนักแสดงในภาพยนตร์ที่ชื่อ "นักรบแห่งทะเลทราย" โดย ผู้กำกับที่ชื่อ "อลัน โรเบิร์ท" และการกล่าวอ้างอิงถึงศาสนาในภาพยนตร์เพิ่งมีการนำมาอัดเสียงพากษ์ใส่ทีหลัง สำหรับข่าวนี้ถือเป็นข่าวที่มีจำนวนผู้อ่านที่สูงที่สุดในปี 2555

 

[8] จำนรรจา นารีหลุดกาล: คุยกับแอดมิน "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์"

14 กันยายน 2555 http://prachatai.com/journal/2012/09/42635
จำนวนแชร์ 9,992 ครั้ง จำนวนรีทวีต 179 ครั้ง

"ถิ่นนี้มีอันตรายร้ายแรงยิ่งนัก หากมิใช่คนตัวกลั่นแท้แล้วไซร้ เห็นทีจักเอาชีวิตรอดมิได้เป็นแม่นมั่น" (แปล - แถวนี้แม่งเถื่อน บอกตรงๆนะถ้าไม่แน่จริงอยู่ไม่ได้) "พลันมีเสียงกัมปนาทแปลบเปรี้ยง บัดเดี๋ยวกลายเป็นข้าวพองกรอบ" (แปล - บู้ม!!! กลายเป็นโกโก้ครั้นช์) หรือ "อยู่บุรีมีจริต ชีพจักต้องวิลิศมาหรา" (แปล - อยู่เมืองดัดจริต ชีวิตต้องป๊อป)

และอีกหลายประโยคที่หลายคนในเฟซบุ๊กที่มาจากเพจ "ตะละแม่ป๊อปคัลเจอร์" ให้ชาวเน็ตได้ทายว่าความหมายคืออะไร โดยในเดือนกันยายน ประชาไทได้มีโอกาสสัมภาษณ์ 3 แอดมิน ถึงที่มาและแนวคิดในการตั้งเพจดังกล่าว ที่ปัจจุบัน (ธันวาคม 2555) มีผู้คนกดไลค์เพจกว่า 6.5 หมื่นคน

"จริงๆ เพจนี้ก็ไม่ใช่เพจล้อเลียนอย่างเดียว เส้นกั้นระหว่าง parody กับ homage มันบางมาก เพจนี้แม้จะดูเป็นเพจล้อเลียน แต่ก็ทำขึ้นมาด้วยความชื่นชอบ เราชอบภาษาแบบโบราณ เห็นว่ามันเก๋ดี แต่ในขณะเดียวกันเราก็โตมากับวัฒนธรรมป๊อป ดูหนังฮอลลีวู้ด ใส่กางเกงยีนส์ เราเลยอยากนำสองค่ายมาผสมผสานกัน เป็นเหมือนโรบินฮูดที่ขโมยภาษาศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นสูงมาให้ความสนุกสนาน แก่ชนชั้นกลางธรรมดาสามัญทั่วไปค่ะ

ส่วนเป้าหมายรองของเพจเรา ก็คือต้องการล้อเลียนแนวคิดชาตินิยมที่ระบาดอยู่ในปัจจุบัน โดยการแสดงให้เห็นว่าไม่มีวัฒนธรรมที่เป็น "ไทยแท้" แม้แต่ภาษาที่ดูโบราณและดูเป็นไทยจ๋าๆ ก็ยังยืมมาจากภาษาอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชื่อว่า ตะละแม่ ซึ่งไม่ใช่คำเรียกเจ้าหญิงของไทย แต่ก็เป็นคำที่ปรากฏในวรรณกรรมขึ้นหิ้งของไทย ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นความไม่เป็นเหตุเป็นผลของวาทกรรมชาตินิยมค่ะ"

หลังการสัมภาษณ์แอดมินเพจได้ตั้งชื่อให้กับประชาไทด้วยว่าคือ "อิสรมานพ" หรือประชาไทในภาษาของตะละแม่ฯ ด้วย

 

ตุลาคม 2555

[9] ชาวกัมพูชาโวยนักข่าวไทยเหยียบกระดาษที่มีรูปสมเด็จพระนโรดม สีหนุ

17 ตุลาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/10/43202
จำนวนแชร์ 665 ครั้ง จำนวนรีทวีต 48 ครั้ง

ในช่วงที่มีการไว้อาลัยการสวรรคตของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ เกิด กระแสความไม่พอใจชาวกัมพูชาซึ่งมีการแชร์ภาพ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวช่องสาม โดยกล่าวหาว่าเป็นการยืนทับกระดาษที่มีรูปสมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์ที่เพิ่งสวรรคตขณะรายงานข่าวจากกรุงพนมเปญ

โดยต่อมา มีการชี้แจงของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ระบุว่าได้สอบถามจาก น.ส.ฐปณีย์ แล้วโดยยืนยันว่า น.ส.ฐปณีย์ "ไม่ได้มีเจตนาจะลบหลู่ หรือแสดงความไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่เคารพรักของประชาชนชาวกัมพูชา" เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างการรายงานข่าวประชาชนกัมพูชาไว้อาลัยสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ที่บริเวณหน้าพระราชวังจตุรมุขมงคล "ด้วยลักษณะที่ต้องยืนรายงาน ทำให้ต้องวางสิ่งของส่วนตัว ประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ สมุดจดบันทึก หนังสือพิมพ์ ซึ่งลงภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ของสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แห่งกัมพูชา ตีพิมพ์หลักจากที่เสด็จสวรรคต และได้วางไว้ที่พื้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งได้วางห่างจากตัวพอสมควร แต่เนื่องจากภาพที่ปรากฏในเฟซบุ๊ค ถ่ายจากด้านข้างค่อนไปทางด้านหลัง จึงทำให้เห็นว่าสิ่งของทั้งหมดวางอยู่ใกล้ตัว" (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ลุกลามบานปลาย โดยหลังการชี้แจงของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 คณะของ น.ส.ฐปณีย์ได้เดินทางไปที่สถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทยเพื่อทำพิธีขอขมา

ต้องบันทึกไว้ด้วยว่า ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ร้องขอไม่ให้สื่อมวลชนเผยแพร่รูปในกรณีของ น.ส.ฐปณีย์ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยในเวลาต่อมากองบรรณาธิการประชาไทได้ตัดสินใจไม่นำเสนอภาพดังกล่าวในข่าว แต่ยังคงลิ้งที่ไปยังภาพดังกล่าว โดยเคารพในการใช้วิจารณญาณเองของผู้อ่าน

 

ธันวาคม 2555

[10] คำต่อคำสัมภาษณ์ 'อภิสิทธิ์' ใน 'บีบีซี': พ้อ-ไม่แฟร์ที่หาว่า "สั่งใช้กระสุนจริง" เท่ากับ "ฆ่าคน"

11 ธันวาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/12/44161
จำนวนแชร์ 1,543 ครั้ง จำนวนทวีต 111 ครั้ง

ในเดือนธันวาคม ประชาไทแปลบทคำสัมภาษณ์ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ BBC World News ทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีของอังกฤษ ต่อเรื่องการสั่งฟ้องและการมีส่วนรับผิดชอบในคดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมที่มีสาเหตุจากเจ้าหน้าที่รัฐในระหว่างการสลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2555 โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวยอมรับเป็นครั้งแรกว่ามีการใช้กำลังทหารและการใช้กระสุนจริงในระหว่างการสลายการชุมนุม และว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น เนื่องจากมีกลุ่มติดอาวุธอยู่ในพื้นที่ชุมนุม หรือชายชุดดำ ซึ่งยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และผู้ชุมนุม และยังกล่าวว่า มีผู้เสียชีวิตราว 20 คน ที่สรุปได้แล้วว่า เสียชีวิตจากกลุ่มติดอาวุธภายในผู้ชุมนุม ขณะที่ในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนไทยไม่กี่วันก่อนหน้านี้ว่า เหตุใดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ผอ.ศอฉ. รวมถึงตัวเขาซึ่งไม่มีตำแหน่งใน ศอฉ. และไม่ได้ลงนามคำสั่ง กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล โดยผู้ฟ้องคือนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน

ในรายงานข่าวผู้ดำเนินรายการ น.ส.มิชาล ฮุสเซน ถามแย้งนายอภิสิทธิ์ว่า ในรายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์ที่ทำการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ชี้ว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เสียชีวิตมาจากทหาร และถามว่า ยอมรับหรือไม่ว่าผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เสียชีวิตจากเจ้าหน้าที่ทหาร นายอภิสิทธิ์ตอบว่า จาก 20 คดีที่ได้ทำการสอบสวนไป มีเพียงสองคดีเท่านั้นที่เสียชีวิตจากกระสุนปืนของทหาร นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่า ผู้ชุมนุมได้ปล้นปืนของทหารไปด้วย

ต่อคำถามของผู้ดำเนินรายการว่า นายอภิสิทธิ์ยอมรับหรือไม่ว่าตนมีส่วนรับผิดชอบในการเสียชีวิตบางส่วน เขาตอบว่า ไม่ เพราะการตั้งข้อกล่าวหาต่อตนเองในตอนนี้ มาจากคดีการเสียชีวิตของคนที่ไม่ใช่ผู้ชุมนุมด้วยซ้ำ (หมายถึง - คดีนายพัน คำกอง คนขับรถแท็กซี่เสียชีวิต) แต่เป็นเพียงผู้เห็นเหตุการณ์ที่บังเอิญออกมาดูและโชคร้ายที่เขาโดนลูกหลงเข้า

เขากล่าวยอมรับว่า ตนเป็นผู้สั่งใช้กระสุนปืนจริง แต่มิได้รู้สึกเสียใจต่อการออกคำสั่งดังกล่าว เพราะเป็นวิธีที่จะสามารถจัดการกับกลุ่มผู้ที่ติดอาวุธได้ และกล่าวว่า เหตุการณ์เมื่อปี 53 เป็นเหตุการณ์ที่มีความรุนแรงจริง แต่หากไม่มีกลุ่มชายชุดดำที่มีอาวุธและยิงตำรวจ ทหารและประชาชน ความรุนแรงและความเสียหายดังกล่าวก็คงจะไม่เกิดขึ้น

อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลชุดของเขาเป็นรัฐบาลแรกที่อนุญาตให้ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ และศาลเข้าสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าว เขากล่าวว่า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ตนก็จะยอมรับโทษนั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นโทษประหารชีวิต และขอเรียกร้องแบบเดียวกันต่ออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร และสมาชิกในรัฐบาลนี้ ให้ทำแบบเดียวกันด้วย

 

(แถม)

ผลโหวต 10 แฟนเพจเฟซบุ๊ก ปี 2012

26 ธันวาคม 2555 http://prachatai.com/journal/2012/12/44407
จำนวนแชร์ 11,600 ครั้ง จำนวนรีทวีต 310 ครั้ง

นอกจาก 10 ข่าวที่มีการจัดอันดับไปแล้วนั้น อีกข่าวที่ไม่ได้จัดอันดับด้วย แต่มีผู้อ่านจำนวนมากและยอดแชร์สูงเป็นประวัติการถึง 11,600 ครั้งก็คือข่าว "ผลโหวต 10 แฟนเพจเฟซบุ๊ก" ปี 2012 กิจกรรมส่งท้ายปีสำหรับผู้อ่านประชาไท โดยเฟซบุ๊กแฟนเพจ Prachatai ได้ตั้งกระทู้ "ร่วมเสนอและ Vote 10 เพจแห่งปี 2012" เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.55 เปิดให้ผู้ร่วมโหวตเสนอและโหวตเพจที่ตัวเองคิดว่าสมควรได้รับเลือกและได้เป็นเพจแห่งปี และปิดโหวตในเมื่อเวลา 23.59 น. วันที่ 25 ธ.ค.55 ท่ามกลางการมีส่วนร่วมสนุกจากเพจที่ถูกเสนอชื่อ และการเสพ "ดราม่า" เป็นระยะ โดยที่สุดมีการโหวตทั้งสิ้น 371,272 โหวต มีการแสดงความเห็นท้ายกระทู้โหวต 6,792 ความเห็น โดย10 เพจแห่งปี 2012 ประกอบด้วย เพจ VRZO, 9Gag in Thai/9GAG in Thai, Drama-addict, สมรัก พรรคเพื่อเก้ง, โหดสัส V2, เฮ้ย! นี่มันตัดต่อชัด ชัด, Dora GAG, ออกพญาหงส์ทอง, วิรศากดิ์ นิลกาด และช้างเป็นสัตว์กินเลือด

ทั้งนี้ในปัจจุบัน เฟซบุ๊กโดยเฉพาะในรูปแบบแฟนเพจในไทยมีการเติบโตอย่างมากทั้งในเชิงการค้า การเมืองและสังคม มีการหยิบเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้มาใช้ ล่าสุดข้อมูลจาก Zocialrank.com ระบุว่าประเทศไทยมีแฟนเพจเฟซบุ๊กประมาณ 3 แสนเพจ เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่อันดับสองคือฟิลิปปินส์มีเพียง 2 หมื่นกว่าเพจเท่านั้น และในระดับโลกกรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กมากที่สุดในโลกอีกด้วยคือ 12,797,500 บัญชี

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสวนา: 1 ปี กสทช.: ความสมหวังและไม่สมหวังของสังคมไทย

Posted: 30 Dec 2012 08:09 AM PST

นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ชี้ กสทช.ลดทอน 'ความน่าเชื่อถือ' จากฝีมือตัวเอง ด้านกฎหมายแนะเปลี่ยน กสทช.จากเสือกระดาษ ต้องปรับเพิ่ม 'โทษทางปกครอง' ขณะ 'ผู้บริโภค' มอง 'กสทช.' เน้นตั้งรับ-แก้ปัญหาช้า ห่วงยังไม่เตรียมรับมือประมูลคลื่นรอบใหม่

 

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จัด NBTC Public Forum ครั้งที่ 11 หัวข้อ "1 ปี กสทช.กับความสมหวัง หรือ ไม่สมหวังของสังคมไทย" ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค โดยมี นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคใน กิจการโทรคมนาคม (กทค.) และสุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.ด้านกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ (กสท.) ร่วมรับฟังการแสดงความคิดเห็น เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.55

สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวว่า งานที่ผ่านมานั้นพยายามผลักดันหลายส่วน และยังมีจำนวนมากไม่คืบหน้า ซึ่งต้องพยายามต่อไป แต่อย่างน้อยก็เห็นได้ชัดว่าเริ่มเกิดวัฒนธรรมการรับฟังใน กสทช.แม้จะเป็นเสียงข้างน้อยก็ตาม อย่างไรก็ดี ในปีหน้านี้จะมีความคืบหน้าในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การออกประกาศการลดหย่อนค่าธรรมเนียมสำหรับวิทยุเพื่อสังคม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างรับฟังความคิดเห็น ส่วนคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้จัดทำหลักสูตรคู่มือรู้ทันสื่อ ซึ่งปีหน้ากำหนดจะเดินสายคุยกับทีวีหลัก 6 ช่องเพื่อหาแนวทางร่วมกันแล้วจะนำเสนอรัฐบาลว่าสนใจจะใส่ในหลักสูตรของนักเรียนนักศึกษาหรือไม่

สุภิญญา กล่าวด้วยว่า ในต้นปีหน้าจะมีการทบทวนอนุกรรมการที่มีอยู่กว่า 20 ชุดให้กระชับขึ้น ซึ่งบางส่วนมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ ต้องจับตาดูว่าจะยุบคณะอนุฯ ใดบ้าง และจะมีการออกใบอนุญาตเคเบิลทีวีและวิทยุชุมชนอีก 8,000-9,000 สถานี ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นในการกำกับดูแล ซึ่งจะได้เห็นศักยภาพว่า กสทช.ติดตามกำกับได้แค่ไหน

ในส่วนรายการโทรทัศน์ ช่อง 7 จะมีภาษามือในรายการข่าว ขณะที่ ช่อง 5 true vision จะมีคำบรรยายประกอบข่าวสำหรับผู้มีปัญหาทางการได้ยิน และทีวีดิจิตอลรุ่นใหม่จะต้องมีปุ่มสำหรับผู้พิการทางสายตา นอกจากนี้ โทรทัศน์ทุกช่องยังต้องส่งแผนยามภัยพิบัติมาให้ กสทช.ตามประกาศ

"เรื่อง broadcast ยังไม่ได้สรุปโมเดลว่าจะคุมเข้มข้นโดยรัฐ หรือดูแลกันเอง หรือกึ่งๆทั้งสองอย่าง จุดตรงกลางระหว่างเสรีภาพกับความรับผิดชอบ กสทช.จะอยู่ตรงไหน ปีหน้าคงจะได้เห็นกัน" สุภิญญากล่าว


"การห้าม" อย่างเดียวไม่พอ ควรมีแนวทาง "ส่งเสริม" ด้วย
ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูตร จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในฐานะเป็นกรรมการในอนุกรรมการของ กสทช.หลายชุด ขอสะท้อนการทำงานของ กสทช.ว่า ในภาพรวมนั้นเห็นว่าขาดกรอบกลางในการกำกับดูแลทางนโยบาย ระยะเวลา 10 กว่าปีของสุญญากาศทำให้ปัญหาหมักหมมโดยเฉพาะเรื่องโทรทัศน์และวิทยุที่ต้องมีการระบุปัญหาที่ชัดเจน ก่อนจะวางกรอบการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เช่น ทีวีดาวเทียมการเมืองทั้งหลายที่ยังด่ากันได้นั้น กสทช.จะจัดการอย่างไร ส่วนที่ผิดกฎหมายชัดเจนนั้นจัดการได้เลย

ในกรณีที่มีเนื้อหาบางประเภทที่อันตราย สร้างความเกลียดชังน่าจะมีแนวทางจัดการชัดๆ แต่ก็ไม่ควรจะเป็นแนวทาง "การห้าม" อย่างเดียว ควรมีแนวทาง "ส่งเสริม" เนื้อหาที่เหมาะสมด้วย จากนั้นจึงค่อยดูเรื่องระบบการดูแล ว่าจะใช้แต่กฎระเบียบรัฐ หรือระบบกำกับดูแลกันเอง แต่ที่สำคัญคือ การสร้างความเท่าทันสื่อให้กับประชาชน

พิรงรองกล่าวด้วยว่า การออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลที่ผ่านมามีลักษณะเป็นไปตามบุคลิกของกรรมการค่อนข้างมาก การทำวิจัยข้อมูลเพื่อออกแบบนโยบายส่วนใหญ่จ้างสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ได้อยู่ในปัญหาและไม่ได้อยู่ใน กสทช. ทั้งที่ศักยภาพในการทำวิจัยโดย กสทช.เองมีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะการออกแบบการกรอกใบสมัครที่ดี เพียงแค่ข้อมูลของผู้ประกอบการใบสมัครก็ทำวิจัยได้หลายเรื่องแล้ว และสามารถนำไปประมวลเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ได้


หวั่นการประมูลครั้งใหม่ซ้ำรอย '3G' ชี้ 'ออกแบบการประมูล' ปมหลักต้องเร่งแก้
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงการประเมินการทำงานของ กสทช.ที่ผ่านมาว่า ให้เกรด I (เกรดยังไม่ออก) ยังไม่ให้ติด F หรือให้ผ่าน เพราะยังทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ จากการที่ กสทช.ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้บริโภคได้ในกรณีที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า (พรีเพด) มีการกำหนดอายุของเงินที่เติมผ่านระบบ และเรื่องเงื่อนไขการลดราคาค่าบริการ 3G ลง 15% ที่ทำให้เกิดคำถามถึงรายละเอียดและเงื่อนไขซึ่งควรเขียนให้ชัดเจน

ส่วนประเด็นการประมูลไลเซ่นส์ 3G หากติดตามจะพบว่าเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ซึ่งเขาเองมองว่าสังคมไทยหลงประเด็นไปจับจ้องว่าบริษัทเอกชนมีการฮั้วประมูล แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเท่ากับการออกแบบการประมูล ทั้งที่สามารถได้เงื่อนไขที่ดีที่สุดทั้งในส่วนราคาและดาต้าแต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น โดย กสทช.มีข้ออ้างเช่น เกรงว่าบริษัทเดียวจะได้ไป เกรงว่าจะไม่มีคนมาประมูลในคลื่นความถี่อื่น อีกทั้งยังมีความคลางแคลงใจว่าทำไม กสทช.ไม่ให้คนนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแสดงความเห็น ดังนั้น ผลที่ออกมาจึงกลายเป็นว่าประโยชน์ที่ได้นั้นน้อยที่สุดด้วยเงื่อนไขที่เกิดขึ้น ซึ่งหากไม่มีการทักท้วงอาจเกิดการออกแบบการประมูลเช่นนี้เรื่อยๆ กับกิจการอื่นๆ ได้ 

รศ.ดร.วรากรณ์ ยังกล่าวชื่นชมการทำงานของ น.ส.สุภิญญา และ นพ.ประวิทย์ เพราะเป็นเสียงส่วนน้อยที่มีความกล้าหาญ ส่วนประเด็นเร่งด่วน ที่ กสทช.ต้องทำ คือ 1.การใช้สมาร์ทโฟนที่จะมีมากขึ้น ต้องมีการเตรียมความรู้ให้เท่าทันในเรื่องข้อมูลและเทคนิค 2.แนวโน้มดิจิตอลทีวี และ 4G ที่จะตามมาในปี 2556 ต้องมีการเตรียมการออกแบบการประมูลที่แตกต่างจากเดิมและมีความโปร่งใส 3.ความไว้วางใจของประชาชนต่อ กสทช.จะเกิดขึ้นได้จากพฤติกรรมที่เห็นปรากฏจริง กสทช.ต้องบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย สร้างความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เป็นแค่เสือกระดาษ 4.เปลี่ยนแปลงให้เกิดความรู้สึกที่ใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่าง กสทช.กับประชาชน

นอกจากนั้น ความคิดเห็นที่แตกต่างกันใน กสทช.เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ควรมีคำชี้แจงที่อธิบายได้ มีหลักฐานน่าเชื่อถือจริง


ชี้ กสทช.ลดทอนความน่าเชื่อถือจากฝีมือตัวเอง
ด้าน ผศ.ดร.ภูรี สิรสุนทร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า เมื่อครั้งเริ่มตั้ง กสทช.ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับองค์กรนี้ เพราะถือว่ามีหน้าที่ต้องกำกับดูแลตามกฎหมายอยูแล้ว แต่ต้องดูว่าทำหน้าที่ได้บรรลุเป็นที่พอใจหรือไม่ โดยที่ผ่านมา การกำหนดเงื่อนไขให้ลดราคาค่าบริการ 3G ลง 15 เปอร์เซ็นต์ ของ กสทช.นั้นลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวเอง เพราะไม่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรก และทำให้เกิดคำถามว่าลดบนพื้นฐานของอะไร ดาต้า วอยซ์ หรือ เอสเอ็มเอส แล้วคุณภาพจะดีขึ้นจริงหรือเปล่า

อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กล่าวตั้งคำถามต่อมาว่า ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา กสทช.ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ทำให้เกิดการประมูลที่ดีแล้วหรือยัง และการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคที่ผ่านมาทำแล้วมีกลไกลการนำไปใช้อย่างไร อีกทั้งเมื่อมองโดยภาพรวม กสทช.มีอิสระอย่างมากทั้งทางการเมืองและการเงิน ทำให้มีคำถามต่อเนื่องว่าหากมีการทำความผิด กระบวนการรับผิดต่อสังคมควรเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีการผูกขาดอำนาจในการกำกับดูแลมาแทนที่ ทั้งยังมีกลไกเพื่อไม่ให้รับผิด และการออกสื่อชี้แจง โดยเงินที่ใช้ในการบริหารจัดการคือเงินของประชาชนนั่นเอง

"คำว่าความเป็นอิสระของ กสทช.คำนี้ใหญ่มาก แต่คำถามมีอยู่ว่าอิสระแค่ไหน อย่างน้อยต้องมีกลไกของศาลที่ต้องดำเนินการเมื่อทำความผิด" ภูรีกล่าว

อีกทั้งการมีอิสระทางการเมือง โดย กสทช.กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) พูดกันไปคนละทาง เช่นในเรื่องคืนคลื่นความถี่ที่จะต้องนำมาจัดสรรใหม่ ตรงนี้มีผลต่อการรับรู้ของผู้บริโภค และนักลงทุน ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดีหากต้องลงทุนต่อ

ส่วนเรื่องเร่งด่วนที่ กสทช.ต้องทำนั้น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ.ให้ความเห็นว่า กสทช.ควรสร้างความน่าเชื่อถือให้กลับคืนมาด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่โน้มเอียง และเสนอให้ถอยออกจากงานบริหารจัดการในคณะอนุกรรมการต่างๆ เพื่อมาควบคุมดูแลทิศทางในภาพใหญ่ นอกจากนั้นยังแสดงความเห็นว่า แม้จะชื่นชมการแสดงออกทางความคิดของ สุภิญญา และ นพ.ประวิทย์ ในฐานะ กสทช.เสียงข้างน้อย แต่ในภาพรวมของ กสทช.ควรต้องสะท้อนความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร ซึ่งภาพลักษณ์นี้จะส่งไปถึงต่างประเทศ พร้อมเสนอเรื่องการจัดการโรมมิ่งโดยใช้เรตเดียวกันทั้งภูมิภาคอาเซียน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน เตรียมรับการเข้าสู่ AEC


แนะเปลี่ยน กสทช.จากเสือกระดาษ ต้องปรับ 'โทษทางปกครอง'
ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวให้ความเห็นในด้านกฎหมายว่า ประกาศและกฎหมายของ กสทช.นั้นส่วนตัวเห็นว่ามีบางมุมที่อาจเพิ่มความเข้มในการกำหนดโทษไปด้วย เช่นโทษปรับในทางปกครอง ซึ่งองค์กรอิสระมุ่งหลักความได้สัดส่วน แต่ในการทำหน้าที่ของ กสทช.เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หลายล้านบาทกลับมีค่าปรับที่ต่ำมาก เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดอัตราตายตัว คือ ค่าปรับไม่เกิน 5 ล้านบาท ยกตัวอย่างกรณีทรูจอดำ ปรับวันละ 20,000 บาท มองคล้ายค่าเช่าในการกระทำผิด

ตัวอย่าง กสทช.ของฝรั่งเศส ระบุให้คิดค่าปรับเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมดต่อปีในกิจการของผู้ประกอบการนั้นๆ หากทำผิดซ้ำจะมีการบวกอีก 5 เปอร์เซ็นต์ ในกรณี 3G ของฝรั่งเศสมีข้อตกลงต้องทำให้ได้ 99 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ทำได้จริง 83 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อ กสทช.ของฝรั่งเศสออกประกาศจะปรับ 800 ล้านยูโร ก็ส่งผลให้ค่ายมือถือเร่งปฏิบัติตามข้อตกลงได้ ดังนั้นตรงนี้จึงอยากเสนอให้ปรับอัตราค่าปรับให้เป็นไปตามผลประโยชน์ที่จะได้ เพื่อสร้างบทบาทของ กสทช.ไม่ให้เป็นเสือกระดาษดังเช่นปัจจุบัน

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ตั้งข้อสงสัยส่วนตัวด้วยว่า กรณีกรรมการ กสทช.มีองค์ประกอบเกือบครึ่งหนึ่งที่มาจากทหาร-ตำรวจ โดยมองว่าเราไม่ได้อยู่ในยุคความมั่นคงที่จะต้องมีกลาโหมมากำกับดูแล และความมั่นคงในปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องกลาโหมแต่คือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมกำกับดูแล ซึ่งในอนาคตการสรรหา กสทช.ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้

ในส่วนคุณสมบัติของ กสทช.ที่มีการระบุให้ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลา 1 ปีก่อนหน้านั้น แต่ภายหลัง 6 ปี เมื่อพ้นวาระแล้วได้กำหนดหรือไม่ว่าจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ เพราะการเข้ามาเป็น กสทช.เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมหาศาล ต้องมีความโปร่งใส ซึ่งจากตัวอย่างในฝรั่งเศส กำหนดให้ 3 ปีหลังจากพ้นตำแหน่ง กสทช.ไม่สามารถเกี่ยวข้องกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ หรือกิจการโทรคมนาคม แม้แต่เป็นที่ปรึกษา หากฝ่าฝืนมีโทษทางอาญาทั้งจำและปรับ

ดร.เอื้ออารีย์ กล่าวถึงบทบาทต่อไปของ กสทช.ด้วยว่า 1.ควรมีการปรับเปลี่ยนโทษในทางปกครอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับผู้ประกอบการ 2.ควรมีมาตรการทางสังคม ที่นอกเหนือจากการขอความช่วยเหลือจากผู้ประกอบการอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่น หากศาลมีคำสั่งปรับ หรือลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิด กสทช.ควรนำประเด็นเหล่านี้มาเผยแพร่ สร้างกระแสให้ผู้บริโภคเห็นการเอาเปรียบของผู้ประกอบการ ซึ่งตรงนี้จะกระทบถึงภาพลักษณ์ของผู้ประกอบการอันเป็นต้นทุนหนึ่งของการทำธุรกิจ และทำให้ผู้บริโภครับรูปและเท่าทันต่อการเอาเปรียบของผู้ประกอบการทั้งหลาย

ด้าน รศ.สุธรรม อยู่ในธรรม คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า การมีความเห็นค้านกันใน กสทช.เป็นสิ่งที่ดีกับการกำกับดูแลอย่างรอบครอบ และความคิดเห็นขัดแย้งเป็นเรื่องปกติ เพราะการเห็นแย้งจะต้องทำข้อมูลที่ชัดเจนในการอธิบายเหตุผล ซึ่งตรงนี้หากมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยจะถือเป็นเอกสารหลักฐานที่มีประโยชน์ในการทำงานต่อไปได้ และในอนาคตน่าจะให้มีการจัดทำความเห็นส่วนบุคคลของ กสทช.ทุกคนด้วย


ย้ำอำนาจ กสทช.ที่มี ไม่ใช่เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน
จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า การเกิดขึ้นของ กสทช.ถือเป็นความสำเร็จหนึ่งในเรื่องสิทธิเสรีภาพ เมื่อมองจากอุดมการณ์การก่อตั้งที่ต้องการเปลี่ยนอำนาจในการสื่อสารจากที่ผูกขาดอยู่กับอำนาจรัฐและทุนที่แผงอยู่ มาสู่แนวคิดอำนาจของสาธารณะและทุน ซึ่งตรงนี้คือโจทย์ใหญ่ของ กสทช.และเวลา 1 ปีที่ผ่านมาถือเป็นระยะตั้งไข่ ส่วนการทำงานของ กสทช.ชุดแรกในมิติสิทธิเสรีภาพนั้น จีรนุชมองแยกเป็นคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.)

โดยในส่วน กทค.ตามอุดมการณ์ที่ว่าส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ แต่กลับมีเรื่องนี้ในบทบาทหน้าที่และยุทธศาสตร์กลับระบุไว้น้อยมาก และตรงนี้ไม่ใช่เพียงแค่ USO (Universal Service Obligation) หรือการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม แต่ต้องมองการสื่อสารเป็นเรื่องที่เข้าถึงทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกเพศและทุกวัย เช่น การสื่อสารออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันการบริการขั้นพื้นฐานต่างๆ เข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น ควรมีการส่งเสริมเพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิ์ในการสื่อสารและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานอื่นๆ ที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความเป็นกลางของอินเทอร์เน็ต (Net Neutrality) การได้รับสิทธิโดยไม่ถูกกีดกัน ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และมีระบบที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในทางสากล แต่เรื่องเหล่านี้ยังไม่สะท้อนในงานของ กทค.และในสังคมไทยก็ยังพูดถึงน้อย ขณะที่ปัจจุบันสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) มีการแก้ไขข้อบังคับโดยขยายขอบเขตครอบคลุมมาถึงเรื่องอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะส่งผลให้อินเทอร์เน็ตไม่ได้อยู่ในค่าความเป็นกลางอีกต่อไปเนื่องจากมีเรื่องความสามารถในการจ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม จีรนุช ได้แสดงความชื่นชมการทำงานของ กทค.ซึ่งทำหน้าที่กำกับช่องทางให้เกิดขึ้น อย่างมีเสรีภาพ อิสระและเป็นธรรม โดยไม่เข้ามากำกับดูแลเรื่องเนื้อหา จึงไม่เกิดการเซ็นเซอร์ซ้ำกับ ICT ทำให้การสื่อสารไม่สะดุดจากการเซ็นเซอร์ อย่างไรก็ตามควรมีการพูดคุยหาขอบเขตของเรื่องนี้ให้ชัดเจน

จีรนุช กล่าวต่อมาในส่วน กสท.ว่า เกิดมาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้กระจายสื่อ ทำให้มีผู้เล่นที่หลากหลาย และมักถูกแรงเรียกร้องจากสาธารณะให้ทำการปิดกั้น และดูแลความถูกต้องเหมาะสม เนื่องจากวิทยุ-โทรทัศน์ มีการจัดผังรายการ และเราเป็นผู้ถูกยัดเยียดให้ต้องรับ ซึ่งจะต่างจากในกิจการโทรคมนาคมที่ผู้ใช้สื่อเป็นผู้เลือกเอง อย่างไรก็ตาม กสท.ไม่ควรต้องเป็นอีกหนึ่งกองเซ็นเซอร์ แต่ควรกำกับในสิ่งที่เป็นอันตราย เป็นโทษมากๆ โดยมีกรอบดูแลที่ชัดเจน การทำงานของ กสท.ตรงนี้ถือเป็นการวางหลัก ซึ่งจะยากกว่า กทค.ที่มีแนวทางมาแล้ว และหวังว่าจะมีการใช้ขอบเขตอำนาจการจัดสรรในการให้คุณให้โทษ ไม่ไปตามกระแสสังคม

"คนที่กำกับดูแลสื่อที่สำคัญที่สุดคือประชาชน สิ่งที่ กสทช.ควรทำคือการส่งเสริมและเปิดช่องทางให้ประชาชนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านคัดค้าน เปล่งเสียง เมื่อเกิดการนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง โดยอยู่ในสังคมที่เชื่อว่าประชาชนฉลาด และจะฉลาดขึ้นได้" จีรนุช กล่าว

ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไทกล่าวฝากถึง กสทช.ด้วยว่า การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ควรพยายามสื่อสารให้เข้าใจง่าย น่าสนใจ และเข้าถึงได้ง่าย แต่ตัวอย่างของเว็บไซต์ กสทช.ค่อนข้างมีปัญหาตรงนี้ ซึ่งอาจส่งผลเป็นการปิดกั้นโอกาสที่ประชาชนจะเข้าใจและใช้สิทธิเสรีภาพของพวกเขาได้ นอกจากนั้นประกาศของ กสทช.ที่เกิดขึ้นนั้นมีความหมาย บังคับใช้ได้ ไม่ใช่เสือกระดาษ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เสือตัวใหญ่ที่มีอำนาจเหนือประชาชน

ขณะที่ จอห์น วิญญู จาก SpokeDark.TV แสดงความเห็นเกี่ยวกับ ITU ว่า ที่ผ่านมาไม่มีตัวแทนผู้รับผิดชอบอย่างเป็นทางการของประเทศเข้าร่วมในการลงนามตอบรับในเรื่องการควบคุมอินเทอร์เน็ต และในการประชุมครั้งล่าสุดที่ประเทศดูไบ (การประชุม World Conference on International Telecommunications 2012 (WCIT-12) เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.55) ไทยระบุให้เสรีภาพอย่างเต็มที่ผ่านโลกออนไลน์ แต่กลับมีการลงนามให้ความรับรู้ในการควบคุมดูแลอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะมีการส่งให้สภาเห็นชอบทางกฎหมายต่อไป ตรงนี้น่าเป็นห่วงในเรื่องสิทธิการเข้าถึงข้อมูล เพราะจะเป็นการมอบอำนาจให้รัฐอย่างเต็มที่ซึ่งจะทำให้เสรีภาพหมดไป

จอห์น กล่าวว่าเรื่องนี้ต้องเชิญ ICT มาพูดคุยทำความเข้าใจถึงการเลือกปิดกั้นโดยการบล็อคและแบนสื่อออนไลน์ว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไร แต่สิ่งที่เขาห่วงมากในอนาคตคือเราอาจไม่มีโอกาสรู้เลยว่ามีเว็บบางเว็บอยู่ เพราะจะถูกรัฐปิดกันตั้งแต่ต้นขั้ว


จาก 'กสทช.' หลุดลอยจาก ปชช.-มุ่งจัดการกับสื่อใหม่ แต่สื่อใหญ่กลับไร้น้ำยา
ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวแสดงความเห็นว่า กสทช.มีภาพลักษณ์ที่พยายามจะเป็น CEO (Chief Executive Officer) แต่รูปการกลับเป็นข้าราชการมากๆ ทั้งรายงานการประชุมที่ทุกหน้ามีตราครุฑ รายงานประจำปีเริ่มต้นด้วยพระบรมราโชวาท ตรงนี้ถือเป็นการเริ่มต้นโดยการทำให้ตัวเองลอยออกมาจากประชาชน ขณะที่ทุกคนมีความหวังว่า กสทช.จะเป็นองค์กรอิสระที่เป็นกลาง ออกจากรัฐและทุน มีทิศทางที่รัดกุม แต่กลับมีข้อสงสัยว่าการเป็นองค์กรอิสระนี้อาจเป็นพื้นที่แทรกเข้ามาของอำนาจนอกระบบบางอย่าง

ดร.ยุกติ กล่าวถึงประเด็นสำคัญในการทำหน้าที่จัดสรรช่องทางการของ กสทช. คือความสมดุลของความมั่นคงของรัฐกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งทำให้เกิดความเป็นห่วงทั้งเรื่องที่มาของประธาน กสทช.และสัดส่วนของกรรมการ กสทช.ที่มีทหาร-ตำรวจจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้การจัดองค์กรเป็นที่น่าสงสัย อาทิ ตำแหน่งที่ผูกติดกับสี และการสะท้อนภาพสังคมชายเป็นใหญ่ โดยหากจะแก้ต้องทำให้เกิดความหลากหลาย

ในส่วนบทบาทของ กสทช.ต่อชุมชน ดร.ยุกติให้ความเห็นว่า กสทช.ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคและผู้ให้บริการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป อย่างเช่นกลุ่มชนชั้นกลางในเมืองหรือคนชั้นกลางระดับบน ขณะที่คนที่อยู่ไกลถูกละเลย เช่น กรณีที่คนต่างจังหวัดจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อจานดาวเทียม หรือต้องโทรทางไกลในราคาแพง และไม่ใช่การพูดถึงแต่แค่สื่อใหม่ๆ อย่าง 3G เพราะในขณะเดียวกันการใช้โทรศัพท์ใช้สายก็ยังคงเป็นช่องทางการสื่อสารสำหรับคนบางกลุ่มอยู่นั้น แต่คำถามคือปัจจุบันกระจายไปถึงไหน อย่างไร โอกาสที่คนเข้าถึงมันจริงๆ เป็นอย่างไร

นอกจากนั้น การประกาศหลักเกณฑ์ของ กสทช.เรื่องการอนุญาตทดลองประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง พ.ศ.2555 มีข้อกำหนดที่ให้ผู้เข้ารับการอบรมประกอบกิจการวิทยุชุมชนจะต้องจบปริญญาตรี ทำไมถึงต้องกำหนดเช่นนั้น ในเมื่อผู้ประกอบกิจการอยู่ในขณะนี้จำนวนหนึ่งก็ไม่ได้จบปริญญาตรี เรื่องเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า กสทช.มุ่งจัดการกับสื่อใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ ทำให้สื่อชุมชน สื่อของคนเล็กคนน้อยถูกจับจ้องเยอะ ขณะที่สื่อใหญ่ สื่อที่ผูกขาดกลับดำเนินการอะไรได้ไม่มากนัก เช่นกรณีทรูจอดำ

ดร.ยุกติ กล่าวถึงกรณีการปรากฏตัวของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในทีวีช่อง 11 ซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นข้อร้องเรียนต่อ กสทช.ว่า แม้ว่า กสทช.จะระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่ได้ขัดต่อกฎหมาย แต่มีการกล่าวให้สื่อสารมวลชนโดยเฉพาะช่อง 11 ในภาพกว้าง เวลาทำรายการใดๆ ต้องระมัดระวังว่ารายการนั้นจะไม่ก่อให้เกิดข้อคิด หรือข้อขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคม โดยส่วนตัวถือเป็นการเซ็นเซอร์ตนเอง ซึ่ง กสทช.ในฐานะผู้มีอำนาจควรระวังการแสดงออกในลักษณะเช่นนี้

"หวังว่า กสทช.จะยืนอยู่ข้างสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารของประชาชนอย่างแท้จริง ในฐานะองค์กรอิสระ สร้างบารมีทานการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยรัฐและทุน เช่นในกรณีการปิดวิทยุชุมชนด้วยข้ออ้างเป็นภัยความมั่นคง นี่เป็นบทบาทที่น่าจะทำ" ดร.ยุกติกล่าว และตั้งคำถามว่า กสทช.จะมีปฏิญญาอะไรได้บ้างหรือไม่ในฐานะที่มาจากรัฐธรรมนูญ 50 หากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น


'ผู้บริโภค' เผย 'กสทช.' เน้นตั้งรับ-แก้ปัญหาช้า ห่วงยังไม่เตรียมรับมือประมูลคลื่นรอบใหม่
ด้านสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงประเมินการทำงานของ กสทช.ในด้านคุ้มครองผู้บริโภค โดยอยู่ในฐานะที่เป็นประธานและคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมด้วยว่า ทำงานมองในเชิงการตั้งรับ ขณะที่เรื่องร้องเรียนกว่า 2,105 เรื่องในเวลากว่า 11 เดือนที่ผ่านมา กลับแก้ปัญหาได้น้อยและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ใน 30 วันตามที่กำหนดไว้ นอกจากนั้น ในการทำงานแม้ว่าอนุกรรมการฯ จะเห็นไปในทางเดียวกัน แต่สำนักงานไม่ทำตามเพราะเห็นว่าอนุกรรมการฯ ไม่สามารถให้คุณให้โทษได้ ตรงนี้คืออีกปัญหาหนึ่งซึ่งต่อไปคงต้องคิดว่าจะทำงานตรงนี้อย่างไร ทั้งการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่กลับไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงแก้ไขด้วย

สารี ให้ข้อมูลด้วยว่า เรื่องที่มีการร้องเรียนเป็นอันดับ 1 คือ มือถือแบบเติมเงิน (พรีเพด) ที่มีการกำหนดอายุของเงินที่เติม ซึ่งตัวเลขมือถือระบบนี้ประมาณ 70 ล้านเลขหมาย หากเติมเงิน 300 บาท ประมาณ 140 บาทจะสูญเสียระหว่างทางเนื่องจากวันหมดแล้วถูกตัดเงินไป หรือคิดเป็นประมาณ 9,800 ล้านบาทต่อเดือน แต่ตัวเลขที่ปรับไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แม้จะเป็นการปรับเต็มตามกฎหมายที่ให้ไว้สูงสุด 5 ล้านบาท และในปัจจุบันเองก็ยังไม่มีการปรับในจำนวนดังกล่าว สารีมองว่าตรงนี้ทำให้เอกชนยอมเสียค่าปรับมากกว่าที่จะแก้ปัญหา และเมื่อมีการสั่งปรับ 1 แสนบาทต่อเดือนบริษัทเอกชนก็มีการอุทธรณ์

นอกจากนั้น สารียังแสดงความเป็นห่วงในกรณีสัญญาสัมปทานคลื่น 1800 MHz ที่กำลังจะหมดอายุ (เดือน ก.ย.56) ซึ่งมีการพูดมาตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อให้เตรียมการ แต่กลับไม่มีการดำเนินการอะไร ขณะที่การย้ายค่ายมือถือกำหนดเพียง 3,000-4,000 เลขหมายต่อวัน ซึ่งจะใช้เวลาโอนย้ายนานนับปี ทั้งที่ศักยภาพจริงในปัจจุบันมีถึง 40,000 เลขหมาย

"กสทช.โปรธุรกิจมากเกิน ธุรกิจจึงเห็นความสำคัญของผู้บริโภคน้อยลง" สารีให้ความเห็น 

สำหรับความคาดหวัง สารีกล่าวว่า ปัญหาเดิมๆ ต้องจัดการให้ได้ ทั้งกรณีเอสเอ็มเอส บัตรเติมเงิน และซิมการ์ดแจกฟรี ฯลฯ กสทช.ต้องแสดงให้เห็นว่าจะจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไร ส่วนสัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุลงเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคกว่า 20 ล้านเลขหมายต้องเร่งดำเนินการ และต้องจัดการเรื่องเลขหมายให้ดีขึ้น ทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน และกระจายข้อมูลความรู้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สคส. สตึคือสะดต (รี่) 2556

Posted: 30 Dec 2012 01:05 AM PST

วรดุลย์ ตุลารักษ์

Posted: 29 Dec 2012 11:07 PM PST

"การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำคือการประกันไว้ว่าอันนี้ต่ำสุดแล้วที่สังคมจะรับได้ ทุกวันนี้เราเถียงกันเรื่องค่าแรงขั้นต่ำราวกับว่าเป็นค่าแรงขั้นสูง จริงๆมันเป็นการประกันว่ามนุษย์คนหนึ่งจะอาศัยอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ แต่ถึงจะมีค่าจ้าง 300 บาท ก็ไม่ได้หมายความว่าคนงานจะอยู่ในสังคมเราได้อย่างมีคุณภาพได้ เพราะ 300 บาท ทำงาน 20 วัน ได้เงินเดือนๆละ 6,000 บาทเอง หากมีลูกก็ไม่สามารถอยู่ได้"

30 ธ.ค.55, นักวิจัยด้านเศรษฐกิจและแรงงาน กล่าวในสัมภาษณ์ ก่อนค่าแรง 300 ทั้งแผ่นดิน(1 ม.ค.นี้)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น