โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สนง.ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนฯ ยินดี หลังแรงงานพม่าชนะคดีฟาร์มไก่ ไม่จ่ายค่าจ้าง สุเนตร: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

'กังนัม สไตล์' ในพิธีสาบานตน และประธานาธิบดีหญิงเกาหลีใต้ปราศรัยถึงสิ่งใด

Posted: 25 Feb 2013 01:53 PM PST

ประธานาธิบดีหญิงคนแรกของเกาหลีใต้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง-ให้คำมั่นว่าจะสร้างเกาหลีที่รุ่งเรือง ย้ำเรื่องการฟื้นฟู-การสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ และปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ ขณะที่ 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ซึ่งได้รับเชิญเข้าร่วมพิธีสาบานตนดังกล่าว ยังปรากฏอยู่ในคลิปช่วง 'PSY' โชว์เพลง 'กังนัม สไตล์' ด้วย

บรรยากาศพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ของปัก กึน เฮ ผู้นำหญิงคนแรก เมื่อ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา (ที่มาของภาพ: เฟซบุค Yingluck Shinwatra)

ปัก กึน เฮ (ซ้าย) ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ระหว่างพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อวันที่ 25 ก.พ. ที่ผ่านมา เดินเคียงกันนั้นคืออี มยอง บัค อดีตประธานาธิบดีเกาหลีใต้ซึ่งเพิ่งพ้นจากตำแหน่ง และคิม ยูน อ๊ก ภริยาของอี มยอง บัค (ที่มาของภาพ: เฟซบุค Yingluck Shinwatra)

เมื่อวานนี้ (25 ก.พ.) ณ ที่ทำการรัฐสภาแห่งชาติ กรุงโซล มีการจัดพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลีหรือเกาหลีใต้ ของปัก กึน เฮ วัย 61 ปี ประธานาธิบดีคนที่ 11 ของเกาหลีใต้ ซึ่งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา โดยเป็นการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีต่อจาก อี มยอง บัค ประธานาธิบดีจากพรรคแซนูรี พรรคการเมืองเดียวกันที่ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2551

 

ประธานาธิบดีคนใหม่ย้ำเรื่องการฟื้นเศรษฐกิจ และปัญหานิวเคลียร์เกาหลีเหนือ

ทั้งนี้การสาบานตนของ ปัก กึน เฮ เกิดขึ้นหลังจากที่ไม่กี่สัปดาห์ก่อน เกาหลีเหนือได้ทดลองอาวุธนิวเคลียร์บริเวณทางตอนเหนือของประเทศ นับเป็นการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งที่สาม นับตั้งแต่การทดสอบครั้งแรกในปี 2549 นอกจากนี้ในการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ปัก กึน เฮ เองก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของเอเชียอย่างเกาหลีใต้ รวมไปถึงช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย

โดยสำนักข่าวยอนฮัป รายงานว่า ในพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดี ปัก กึน เฮ ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าผู้มาร่วมงานว่า "ในฐานะประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเกาหลี ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ตามความมุ่งหมายของประชาชนด้วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจให้สำเร็จ ให้ประชาชนมีความสุข และทำให้วัฒนธรรมของเราเฟื่องฟู"

"ข้าพเจ้าจะทำดีที่สุดเพื่อสร้างสาธารณรัฐเกาหลีที่ซึ่งมีความเจริญรุ่งเรือง และประชาชนเกาหลีทุกคนมีความสุข"

โดยตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ ปัก กึน เฮ ได้กล่าวถึงการทดสอบนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือว่า "การทดสอบนิวเคลียร์ล่าสุดของเกาหลีเหนือเป็นการท้าทายต่อความอยู่รอดและอนาคตของประชาชนเกาหลี และผู้ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดจะไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเกาหลีเหนือเอง" ปัก กึน เฮ กล่าวต่อไปว่า "ข้าพเจ้าขอแนะนำให้เกาหลีเหนือละทิ้งความพยายามด้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่รอช้า และดำเนินหนทางสู่สันติภาพและการพัฒนาร่วมกัน"

ประธานาธิบดีหญิงของเกาหลีใต้ กล่าวด้วยว่าจะสร้างความเชื่อมั่นระหว่างสองเกาหลีอย่างเป็นขั้นเป็นตอน บนพื้นฐานของการป้องปรามอย่างแข็งขัน โดยความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ด้วยการเจรจาและการยึดคำมั่นสัญญา และเธอยังเรียกร้องให้เกาหลีเหนือ "ปฏิบัติตามบรรทัดฐานของนานาประเทศ และตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง"

 

มุ่งสร้าง "ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ"

ปัก กึน เฮ ได้ให้คำมั่นว่าจะให้ความสำคัญกับการฟื้นชนชั้นกลาง สนับสนุนกิจการขนาดเล็กและขนาดกลาง และป้องกันกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หรือ "แชโบล" ไม่ให้ใช้อำนาจของตนไปในทางที่ผิด หรือขยายกิจการของตนอย่างขาดหลักการในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กได้รับผลกระทบ

ปัก กึน เฮ กล่าวด้วยว่า "กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตยในทางเศรษฐกิจ" จะเป็นเสาหลักสำคัญของนโยบายด้านเศรษฐกิจ พร้อมไปกับการสร้าง "เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์" ในขณะที่อุตสาหกรรมด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมด้านสารสนเทศจะมีบทบาทหลักต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กล่าวด้วยว่าเธอจะมุ่งสร้าง "ปาฏิหาริย์แห่งลุ่มแม่น้ำฮันครั้งที่ 2" โดยให้คำมั่นว่าจะเร่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ อย่างที่ประเทศเกาหลีใต้เคยบรรลุกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมของชาติจากที่เคยเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกเมื่อหลังสงครามเกาหลีในปี พ.ศ. 2493 – 2496

 

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ 'กังนัม สไตล์' ในพิธีสาบานตนประธานาธิบดีเกาหลีใต้

 

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ระหว่างร่วมงานพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ของ ปัก กึน เฮ (ที่มาของภาพ: เฟซบุค Yingluck Shinawatra)

ภาพจากคลิปการแสดงของ PSY ก่อนพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ โดยในคลิปหลายช่วงจะเห็นยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทย ยืนอยู่ด้านหลังเวทีแสดงของ PSY และใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพการแสดง (ที่มา: คัดลอกจาก kobebryantdwight/http://youtu.be/qlfYkFwQcH0)

 

ที่มาของคลิปkobebryantdwight/http://youtu.be/qlfYkFwQcH0

นอกจากนี้ ก็มีเรื่องฮือฮาเล็กน้อยในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทย เมื่อมีผู้ใช้ยูทิวป์นาม kobebryantdwight โพสต์วิดีโอคลิปการแสดงของศิลปินชาวเกาหลี ปัก แจ ซาน (Park Jae-sang) หรือ "ไซ" (PSY) ซึ่งมีกำหนดร้องเพลง "Gangnam Sytle" ก่อนเริ่มพิธีสาบานตน โดยในคลิปหลายช่วง เช่น ช่วงนาทีที่ 1.41 ถึง 1.48 และนาทีที่ 1.53 ถึง 2.02 จะเห็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งได้รับเชิญให้ร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ และมีที่นั่งอยู่ด้านหลังพื้นที่แสดงของ PSY ได้ยืนขึ้นและใช้สมาร์ทโฟนถ่ายภาพการแสดง โดยหลังการเผยแพร่คลิปดังกล่าวออกไป ได้มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวไทยแสดงความเห็นในคลิปดังกล่าวจำนวนมากทั้งชื่นชม และวิจารณ์นายกรัฐมนตรีไทย

ทั้งนี้ในเพจ Yingluck Shinawatra ให้ข้อมูลว่า นายกรัฐมนตรีไทยมีกำหนดการเยือนเกาหลีใต้ในระหว่างวันที่ 24 – 25 ก.พ. โดยปัก กึน เฮ ได้เชิญนายกรัฐมนตรีเป็นแขกพิเศษเข้าร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีที่จัดขึ้นในวันดังกล่าว โดยในเพจ Yingluck Shinnawatra ยังได้เปลี่ยนภาพปกของเพจแสดงให้เห็นตำแหน่งที่นั่งของยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซึ่งกำลังนั่งอยู่ในแถวของผู้นำต่างประเทศ และก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ก็ได้หารือทวิภาคีกับนายอี มยอง บัค ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ที่ทำเนียบประธานาธิบดีชอง วา แด เพื่อแสดงความขอบคุณ พร้อมกับอำลาในโอกาสพ้นที่นายอี มยอง บัค จะพ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดี

 

ผู้นำหญิงเกาหลีใต้ หารือทวิภาคีกับผู้นำระดับสูงหลายประเทศ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ปัก กึน เฮ ระหว่างหารือทวิภาคี ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ (ที่มา: เพจ Yingluck Shinawatra)

ทั้งนี้สำนักข่าวยอนฮัป รายงานด้วยว่า ภายหลังพิธีสาบานตน น.ส.ปัก กึน เฮ ได้เดินทางไปยังทำเนียบประธานาธิบดีชอง วา แด โดยมีการหารือทวิภาคีผู้นำชาติต่างๆ อาทิ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย ทาโร อาโสะ รองนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น

นอกจากนี้ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ยังมีกำหนดพบกับนางหลิว เหยียนตง สมาชิกคณะกรรมการประจำกรมการเมืองกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และมนตรีแห่งชาติจีน ซึ่งเป็นผู้แทนของนายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีน และนายสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการร่วมพิธีสาบานตน และยังมีกำหนดพบกับนางมิเชล บาเชเล็ต อดีตรองประธานาธิบดีชิลี ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารหน่วยงานสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) นายวิคเตอร์ อิชาเยฟ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย และนายโก๊ะ จ๊ก ตง อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอาวุโสสิงคโปร์

สำหรับปัก กึน เฮเป็นบุตรสาวคนโตของอดีตประธานาธิบดีปัก จอง ฮี ผู้นำเผด็จการที่ปกครองเกาหลีใต้ถึง 18 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2521 โดยฟื้นเกาหลีใต้หลังสงครามเกาหลีด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ก่อนจะถูกลอบสังหารในปี พ.ศ. 2521 โดยปัก กึน เฮ เคยทำหน้าที่สตรีหมายเลขหนึ่งในฐานะบุตรสาวของประธานาธิบดี เนื่องจากมารดาของเธอยุก ย็องซู ถูกลอบสังหาร เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2517 และสิ้นสุดการทำหน้าที่เมื่อบิดาถูกลอบสังหารในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2521 (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

โดยในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา ปัก กึน เฮ จากพรรคแซนูรี (Saenuri หรือ New Frontier Party) ได้รับเสียงสนับสนุน 15.77 ล้านคะแนน หรือร้อยละ 51.6 เอาชนะนายมุน แจ อิน คู่แข่งจากพรรคสหประชาธิปไตย (Democratic United Party) ซึ่งได้คะแนน 14.69 ล้านคะแนน หรือร้อยละ 48.0

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บัลแกเรียชุมนุมใหญ่อีกครั้ง แม้รัฐบาลประกาศลาออกแล้ว

Posted: 25 Feb 2013 08:37 AM PST

ประชาชนชาวบัลแกเรียนับหมื่นคนยังคงออกมาชุมนุมต่อต้านการทุจริตและค่าครองชีพแพง แม้รัฐบาลจะประกาศลาออกแล้วก็ตาม เนื่องจากเห็นว่าข้อเรียกร้องของพวกเขายังไม่ได้รับการตอบสนอง

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. ที่ผ่านมา ประชาชนชาวบัลแกเรียหลายหมื่นคนออกมาชุมนุมใหญ่ตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ แม้ว่าทางรัฐบาลจะประกาศลาออกไปแล้วเมื่อวันที่ 20 ก.พ. เนื่องจากยังไม่พอใจเรื่องค่าไฟพุ่งสูงและเรื่องปัญหาความยากจน

สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่ามีประชาชนมากกว่า 10,000 คน ออกมาเดินขบวนในย่านใจกลางกรุงโซเฟียภายใต้คำขวัญ "หยุดภาพลวงตา พลเมืองเคลื่อนไหวทุกวัน" (End to illusions, civil action every day!) นอกจากนี้ยังมีการตะโกนต่อว่ากลุ่มทุนด้านพลังงานว่าเป็น 'มาเฟีย' และเรียกร้องให้นักการเมืองทุกพรรคออกไป

ชาวบัลแกเรียเริ่มชุมนุมตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ม.ค. 2013 ที่เมืองบลาโกเยฟกราดหลังได้รับบิลล์ค่าไฟฟ้าสูงกว่าเดิมเป็นสองเท่า หลังจากนั้นการประท้วงจึงลามไปยังเมืองต่างๆ ในวันที่ 10 ก.พ. จนกระทั่งในวันที่ 18 ก.พ. การประท้วงก็ยกระดับกลายเป็นการต่อต้านรัฐบาล จนกระทั่งรัฐบาลประกาศลาออกแต่ฝ่ายผู้ประท้วงยังคงมีการนัดชุมนุมอีก

ผู้ชุมนุมราว 20,000 - 40,000 คน ปิดถนนสายสำคัญในเมืองวาร์นาเรียกร้องให้นายกเทศมนตรีลาออก อีกทั้งยังมีการเผ่าหุ่นจำลองประท้วงหน้าที่ทำการบริษัทเชคเอนเนอร์โกโปร (Czech Energo-Pro) ซึ่งเป็นกลุ่มทุนผู้ขาดพลังงานในบัลแกเรีย

ในสื่อพลเมือง โกลบอลวอยซ์ออนไลน์อ้างแหล่งข่าวนักกิจกรรมว่ามีผู้มาชุมนุมทั่วประเทศรวมกันทั้งหมด 200,000 ราย  และผู้ประท้วงยังเรียกร้องไม่ให้พรรคการเมืองใดๆ เข้ามาชี้นำหรือมีส่วนร่วมในการประท้วง ที่เมืองเวลิโก ทาร์โนโว ถึงขั้นมีการไล่ตัวแทนนักการเมืองออกไปจากพื้นที่ชุมนุม

ประเทศบัลแกเรียเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป นอกจากเรื่องค่าไฟที่แพงขึ้นแล้ว ประชาชนยังประท้วงแสดงความไม่พอใจที่ค่าแรงยังคงเดิม โดยที่ประชาชนชาวบัลแกเรียได้รับเงินเดือนเฉลี่ยเดือนละ 534 ดอลลาร์ (ราว 16,000 บาท) และไม่มีการปรับเพิ่มมาหลายปี

นายกรัฐมนตรีบอยโก โบริซอฟ และคณะรัฐบาลประกาศลาออกหลังจากการประท้วงเกิดความรุนแรง ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงหารือกันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้ตกลงตั้งข้อเรียกร้องร่วมกันเช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยปรับการเลือกตั้งจากระบบสัดส่วนมาเป็นระบบเสียงข้างมาก ให้ประเทศกลับมาถือหุ้นพลังงานร้อยละ 51 ให้มีการเลื่อนการชำระหนี้ค่าไฟฟ้า ยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มในค่าไฟฟ้า และพิจารณาทบทวนข้อตกลงการแปรรูปวิสาหกิจในส่วนของพลังงาน นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลชั่วคราว

ก่อนหน้าการประท้วงครั้งล่าสุด ประธานาธิบดี โรเซน เปลฟนิเลียฟ ได้ออกมาพบปะผู้ชุมนุมที่หน้ากระทรวงการคลัง โดยได้เชิญชวนให้กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมและสำภาพแรงงานเข้าประชุมหารือร่วมกัน รวมถึงกล่าวขอบคุณที่ยื่นข้อเรียกร้องให้

"ผมขอขอบคุณข้อเรียกร้องที่คุณยื่นให้ ผมหวังให้พวกคุณโชคดี มาร่วมพิสูจนกันว่าพวกเราเชื่อในคุณค่าของประชาธิปไตยและอนาคตของบัลแกเรีย" โรเซน เปลฟนิเลียฟ กล่าวต่อมวลชนผู้ชุมนุม

 

เรียบเรียงจาก

Bulgarian Government Quits, But Protests Continue, Global Voices, 25-02-2013

Resignation of government fails to stop Bulgaria protests, Euronews, 24-02-2013


Mass protests erupt across Bulgaria, Aljazeera, 24-02-2013
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กลุ่มรณรงค์ในอังกฤษ ออกมาต่อต้านการใช้หุ่นยนต์เป็นอาวุธสงคราม

Posted: 25 Feb 2013 08:33 AM PST

นักวิชาการ นักกิจกรรม และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แสดงการต่อต้านการพัฒนาหุ่นยนต์เป็นอาวุธสงคราม หวั่นการใช้อาวุธควบคุมอัตโนมัติอย่างไม่คำนึงถึงกฏหมายระหว่างประเทศ คาดหวังให้มีอนุสัญญากำกับแบบอนุสัญญาเรื่องทุ่นระเบิด

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมาสำนักข่าว เดอะ การ์เดียน ของอังกฤษรายงานว่า กลุ่มนักวิชาการ นักกิจกรรม และผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ได้ออกมากล่าวต่อต้านการใช้หุ่นยนต์ในการสงครามและวางแผนจัดโครงการรณรงค์ 'หยุดหุ่นยนต์สังหาร' (Stop the Killer Robots) ที่สภาสามัญชนของอังกฤษ ซึ่งจะมีกลุ่มที่เคยรณรงค์ต่อต้านทุ่นระเบิดและระเบิดลูกปรายเข้าร่วมด้วย โดยหวังว่าจะมีการสร้างสนธิสัญญาระดับโลกในการระงับใช้อาวุธควบคุมอัตโนมัติแบบเดียวกับที่เคยมีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดและระเบิดลูกปรายมาก่อนหน้านี้

ดร. โนเอล ชาร์กีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์และระบบปัญญาประดิษฐ์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์เชื่อว่าหลังจากที่มีการใช้เครื่องบินไร้คนบังคับหรือโดรนแล้ว สิ่งที่จะถูกพัฒนาถัดมาคือหุ่นยนต์สงครามและอาวุธที่บังคับโดยอัตโนมัติ โดยมีการพัฒนาอาวุธเหล่านี้ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ไม่ถูกควบคุม และเมินเฉยต่อเรื่องศีลธรรมและกฏหมายระหว่างประเทศ

"สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่นิยายวิทยาศาสตร์ พวกมันกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา" ชาร์กีย์กล่าว "ในตอนนี้ฝ่ายวิจัยของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังพัฒนา เครื่องบินไร้คนบังคับ X47B ซึ่งมีความสามารถบินวกกลับด้วยความไวเหนือเสียงทำให้เกิดแรงจีฟอร์ซ (G-force) ในระดับที่มนุษย์ไม่อาจทนทานได้ เครื่องบินชนิดนี้จะทำให้เกิดสงครามที่มีอาวุธควบคุมอัตโนมัติเกิดขึ้นที่ใดก็ได้ในโลก"

ชาร์กีย์ยืนยันว่าเขาไม่ใช่คนที่ต่อต้านสงคราม แต่ก็กังวลว่าวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาก้าวไปไกลกว่าที่คาด ทำให้อนุสัญญาเจนีวาและกฏหมายสงครามระหว่างประเทศมีความสำคัญ การที่พวกเขาตั้งโครงการต่อต้านล่วงหน้าเนื่องจากว่าไม่ได้มีการถามความเห็นของประชาชนในเรื่องศีลธรรมก่อนหน้านี้

ชารกีย์บอกอีกว่ามีคนจำนวนมากตื่นเต้นกับเทคโนโลยีนี้ ทั้งสหรัฐฯ, จีน, อิสราเอล, รัสเซีย และบริษัทพัฒนายุทโธปกรณ์ BAE Systems เป็นสิ่งที่ทำเงินมหาศาล แต่ก็ไม่มีหลักความโปร่งใส ไม่มีกระบวนการทางกฏหมาย กฏหมายอนุญาตเรื่องสิทธิในการขอยอมแพ้ สิทธิของเชลย และมนุษย์จะถูกพิพากษาจากการสร้างความเสียหายต่อสิ่งที่นอกเหนือเป้าหมาย (collateral damage) แต่มีคำถามว่าถ้าหากหุ่นยนต์ทำผิดพลาดใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ

มีแนวคิดที่ว่าการใช้หุ่นยนต์จะช่วยลดการสูญเสียชีวิตของทหารจริง ซึ่งชาร์กีย์โต้แย้งว่ามันไม่ได้ช่วยลดความเสียหายและความรู้สึกโกรธแค้นของฝ่ายตรงข้าม นอกจากนี้ในปัจจุบันหุ่นยนต์ยังไม่สามารถแยกแยะระหว่างเด็กถือขนมกับผู้ใหญ่ถืออาวุธปืนได้ "พวกเราพยายามอย่างมากในการทำให้มันแยกแยะระหว่างรถกับคน ซึ่งได้แสดงให้เห็นการไร้ประสิทธิภาพเช่นนี้มาแล้วในการใช้โดรน ผู้ปฏิบัติการสร้างความผิดพลาดอย่างมาก และขาดการควบคุมจัดการอย่างเหมาสม" ชาร์กีย์กล่าว

ตามอนุสัญญาเจนีวามาตราที่ 36 ระบุว่า อาวุธใหม่ทุกชนิดจะต้องถูกนำมาพิจารณาไม่ว่ามันจะสามารถจำแนกและแยกแยะระหว่างพลรบกับพลเรือนได้หรือไม่ก็ตาม แต่ชาร์กีย์ชี้ให้เห็นปัญหาว่าหุ่นยนต์บังคับอัตโนมัติจะยังไม่ถูกนับเป็นอาวุธหากยังไม่มีการติดตั้งปืนไว้ที่ตัวมัน

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือน พ.ย. 2012 กลุ่มฮิวแมนไรท์วอทช์ก็เคยนำเสนอรายงาน 50 หน้า ชื่อ 'Losing Humanity: the Case Against Killer Robots' ซึ่งพูดถึงความกังวลเรื่องการใช้อาวุธบังคับอัตโนมัติ สตีฟ กูส ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุธสงครามของฮิวแมนไรท์วอทช์กล่าวว่าควรมีการใช้มนุษย์คอยควบคุมหุ่นยนต์ที่ใช้ในการสงครามเพื่อลดการสูญเสียของพลเรือน

โจดี วิลเลี่ยม นักกิจกรรมทางการเมืองที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากโครงการนานาชาติเรื่องการห้ามใช้ทุ่นระเบิด เป็นอีกคนหนึ่งที่จะเข้าร่วมการรณรงค์ที่สภาสามัญชน ซึ่งวิลเลี่ยมมั่นใจว่าจะมีการสั่งห้ามการใช้อาวุธหุ่นยนต์ก่อนที่มันจะถูกนำมาใช้จริง

"จะมีหุ่นยนต์สังหารเกิดขึ้นในอนาคตหากพวกเราไม่ทำอะไรเพื่อสั่งห้ามมันในตอนนี้" โจดี วิลเลี่ยมกล่าว "มีผู้ได้รางวัลอีก 6 คนจากกลุ่มสตรีโนเบลที่สนับสนุนให้มีสนธิสัญญานานาชาติเพื่อห้ามการใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติติดอาวุธ"


เรียบเรียงจาก

Killer robots must be stopped, say campaigners, The Guardian, 23-02-2013
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนงานจัดเวทีหลังขึ้นค่าแรง 300 ‘พิชิต’ ชี้ขึ้นทั่วประเทศกระทบ แต่เข้าใจได้

Posted: 25 Feb 2013 08:10 AM PST

 

24 ก.พ.56 ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา  สหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย(สพท.) จัดเวทีเสวนาเรื่อง "ทำไมกลุ่มทุนบางกลุ่มถึงคัดค้านการปรับค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ"

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในวิทยากร กล่าวว่า  การที่ประเด็นเรื่องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทเป็นที่ฮือฮาเพราะสื่อหลักที่เลือกข้างมีส่วนอย่างสำคัญในการโจมตี ประเด็นนี้แยกไม่ออกจากความขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติ ทำให้ต้องแยกแยะการโจมตีเรื่องนี้ให้ดี คนที่ออกมาต่อต้านนโยบายนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือ ฝ่ายต่อต้านทักษิณและพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีวาระล้มรัฐบาลอย่างเดียว กับกลุ่มที่เดือดร้อนจริงจากนโยบายนี้ ซึ่งกลุ่มที่เดือดร้อนก็มักเป็น SMEs  อย่างไรก็ตาม ทุนใหญ่เป็นทุนที่หากินกับอำนาจเก่ามายาวนาน มักเห็นลูกจ้างไม่เป็นคน เช่นกลุ่มที่ผลิตสินค้าประจำวันทั้งหลาย ทุกวันนี้ยังจ้างคนงานเป็นรายวันอยู่  ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่อยู่เลยปริมณฑลออกไป แต่เดิมค่าแรงขั้นต่ำยังอยู่ที่ 240 กว่าบาท การขยับขึ้นเยอะและถ้วนหน้าอาจทำให้เขาลำบาก  

เขากล่าวด้วยว่า การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้น โดยหลักการต้องทำอยู่แล้ว ตั้งแต่ปี 2540-2556 เฉลี่ยแล้วค่าจ้างขั้นต่ำของคนไทยขึ้นปีละ 1.9% เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก ทั้งที่เงินเฟ้อในแต่ละปีอยู่ที่ 2-4% ค่าครองชีพขึ้นเร็วกว่าค่าจ้างขั้นต่ำโดยตลอด หมายความว่า คนงานไทยได้รับค่าจ้างต่อวันน้อยลงในความเป็นจริง เหตุนี้หลายปีมานี้คนงานจึงต้องทำโอทีกันเยอะมาก

"จีดีพี มีอัตราการเพิ่มประมาณ 4.1% รายได้เฉลี่ยคนไทยเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่ตกกับอาชีพอื่น คนงานรับค่าจ้างได้เค้กนิดเดียว ดังนั้นในทางหลักการ เศรษฐกิจไทยโตขึ้นบนหลังของคนงานและชาวนา" พิชิตกล่าวและว่า การขึ้นค่าแรงจำเป็นต้องขึ้นและควรขึ้นให้เร็ว เพื่อชดเชยกับที่แรงงานไม่ได้รับตลอด 16 ปีมานี้ เรียกว่าเป็นการคืนรายได้ที่ควรได้กับคนงาน  ไม่ใช่ "การให้" หรือ "การสงเคราะห์"

พิชิตระบุว่า ปัญหาจะเกิดในจังหวัดห่างไกลที่ค่าจ้างขั้นต่ำยังต่ำมากๆ บางแห่งอาจไปไม่รอด ก็เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้น และการขึ้นพร้อมกัน แรงงานทั่วประเทศมีข้อดีในแง่แรงงานในต่างจังหวัดก็ไม่ต้องอพยพเข้าเมืองใหม่ และมีความง่ายในการบริหารจัดการ แต่ข้อเสียก็มี เพราะสภาพเศรษฐกิจในแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน ลักษณะงานไม่เหมือนกัน แรงงานหลายที่ยังเป็นภาคเกษตร เขาอาจหันไปจ้างแรงงานข้ามชาติ ไม่อยากจ้างคนไทย อาจเกิดสภาพที่ลูกจ้างคนไทยยอมรับสภาพในการรับค่าจ้างที่ต่ำกว่ากฎหมายกำหนด แต่จังหวัดใหญ่ๆ ไม่มีปัญหา ต่ำกว่าความเป็นจริงและขาดแคลนแรงงาน

ความจริง วิธีการที่ดีกว่า แต่อาจไม่ทันใจและไม่ได้คะแนนเสียง คือ การทยอยขึ้น และการบริหารจัดการก็ยาก มีปัญหาความเสี่ยงว่า ถ้าเปลี่ยนรัฐบาล ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ พรรคอื่นอาจยกเลิก มันจึงเป็นเหตุผลทางการเมือง

"ผมก็เตือนไปว่า คุณขึ้นอย่างนี้ผมเข้าใจเหตุผล ว่าเป็นความจำเป็นทางการเมืองให้ได้คะแนนเสียง และได้ขึ้นจริงก่อนจะถูกล้ม แต่ขึ้นแบบนี้ต้องถูกด่าเยอะแน่ เขาก็ยอม คนได้ประโยชน์และครั้งหน้ามาเลือกเพื่อไทย" พิชิตกล่าวและว่า กลุ่มที่เดือดร้อน เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องช่วย ถ้าไม่พอคนที่เดือดร้อนก็โวยวายต่อไป รัฐบาลก็ต้องช่วยเขา

แต่กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ที่ต่อต้านนโยบาย หากินกับทุนศักดินามาเป็นร้อยปี พวกนี้คือพวกเห็นแก่ตัว ขูดรีดคนอื่นจนเคยตัว ต้องแยกแยะและประณาม วิจารณ์พวกนี้  

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จาก มธ. กล่าวด้วยว่า ทุนไทยรวมตัวกันในสามองค์กรหลัก สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมนายธนาคารไทย และเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อรัฐบาลทุกชุดรวมถึงหน่วยราชการที่เขาสัมพันธ์ด้วย ข้าราชการระดับสูงจะทำอะไรต้องขอความเห็นจากพวกนี้ ผู้บริหารระดับสูงของสามหน่วยงานนี้ยังมีผลประโยชน์เยอะมาก เป็นที่ปรึกษาในคณะกรรมการต่างๆ ของรัฐ ที่สำคัญคือ นั่งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจชุดต่างๆ ด้วย ตอนคณะรัฐประหารยึดอำนาจและแต่งตั้ง สนช. ตัวแทนของ 3 หน่วยงานนี้ก็เข้าไปนั่งในสภานิติบัญญัติไม่น้อย และยังมีตัวแทนเข้าไปนั่งในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากในการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่  กกร. ไม่มีประชาชน มีแต่กลุ่มทุนและหน่วยงานรัฐระดับจังหวัด กลายเป็นองค์กรที่คลุมนโยบายเศรษฐกิจของทุกจังหวัด นี่เป็นโครงสร้างที่เป็นอิสระ ไม่เกี่ยวกับ ครม.เลย เป็นภาคราชการสนธิกับกลุ่มทุน โดยปกติภาคการเมืองแทบจะสั่งอะไรไม่ได้

"พรรคไทยรักไทยทำเรื่องนี้เหล่านี้ได้เพราะถือว่าตัวเองได้รับการสนับสนุนจากประชาชนสูง แต่ทำไปทำมาก็โดนทุนเก่าและราชการต่อต้านและถูกรัฐประหารโค่นล้ม รัฐบาลชุดนี้ขึ้นมาก็หน่อมแน้มนิดหนึ่ง ดูทางหนีทีไล่ก่อนค่อยทำ หลายอย่างก็ไม่ค่อยสะใจเราเท่าไร เพราะเขาคิดจะอยู่นานๆ ค่อยๆ สร้างผลงาน ถ้าคะแนนนิยมดีๆ การเอาตุลาการและทหารมาล้มก็จะยากหน่อย" พิชิตกล่าว

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า ผลกระทบทางลบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเกิดมากในปีนี้ แต่ปีหน้าและปีต่อไปซึ่งไม่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเช่นนี้แต่เป็นระบบปกติ ธุรกิจจะค่อยๆ ปรับตัว เศรษฐกิจก็จะโตได้ปกติ ทราบมาว่าเหตุที่รัฐบาลประกาศนโยบายเช่นนี้เพราะต้องการบีบให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัว ไปใช้แรงงานที่มีฝีมือมากขึ้น ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น  

เซีย จำปาทอง เลขาธิการสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้าและผลิตภัณฑ์หนังแห่งประเทศไทย(สพท.) ซึ่งเป็นองค์กรจัดงาน กล่าวถึงสถานการณ์ของคนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอภายหลังบังคับใช้นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่า หลังจากประกาศใช้นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศยังไม่มีสมาชิกของ สพท. ถูกเลิกจ้าง แต่มีปัญหาเรื่องการลดสวัสดิการ เช่น การลดเบี้ยขยัน เงินเป้าการผลิต เป็นต้น ต่างจากช่วงน้ำท่วมปี 54 นั้น มีคนงานที่เป็นสมาชิก สพท. ถูกเลิกจ้างประมาณ 2,000 คน เช่น สหภาพแรงงานซินแพ็ค และ สหภาพแรงงานอินโดไทย จากจังหวัดอยุธยา รวมถึงการมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด ในกรณีสหภาพแรงงานเทยิน โพลีเอสเตอร์ เป็นต้น

เซีย กล่าวต่อด้วยว่า โดยปกติสมาชิก สพท. หรือคนงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอการตัดเย็บเสื้อผ้า ปกติจะมีการเลิกจ้างอยู่ทุกปี โดยนายทุนบางคนก็อ้างเรื่องขาดทุน ไม่สามารถแข่งขันกับนายทุนอื่นๆ ได้ ไม่มีคำสั่งซื้อ โดยกรณีที่มีการเลิกจ้างมากเป็นพิเศษ เช่น ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 การยกเลิกโควตาสิ่งทอปี 47 ซึ่งเป็นโควตาพิเศษจากประเทศคู่ค้า หลังการยกเลิกก็ใช้ระบบเปิดเสรีจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันของแต่ละธุรกิจ นอกจากนี้สาเหตุที่มักพบบ่อยมากของสมาชิก สพท. คือการเลิกจ้างเพื่อทำลายสหภาพแรงงาน เช่น กรณี สหภาพแรงงานเซนจูรี่เท็กซ์ไทล์ ที่อยู่ในกลุ่มสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมเบอร์ล่า บริษัทได้มีการีปิดการผลิตไปสักพักหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็มีการจ้างคนงานเดิมกลับเข้ามาทำงาน และมีข้อตกลงว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมสหภาพแรงงานด้วย ดังนั้นจึงมองว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นการมุ่งหวังที่จะทำลายสหภาพฯ

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์' ฟ้อง 'แอปเปิล' ฐานปล่อยให้มีแอพฯข่าวละเมิดลิขสิทธิ์ในแอปสโตร์

Posted: 25 Feb 2013 07:37 AM PST

สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ในไทยยื่นฟ้องแอปเปิลต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา หลังแอปเปิลปล่อยให้มีแอพฯรวมข่าวของสื่อไทย แล้วนำไปหารายได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ในแอปสโตร์ จ่อฟ้องกูเกิลด้วย



(25 ก.พ.56) เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ของไทย ยื่นฟ้องแอปเปิลต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย ฐานเปิดทางให้แอปพลิเคชันข่าวละเมิดลิขสิทธิ์บนร้านแอปสโตร์ โดยแอปดังกล่าวรวบรวมบทความวิเคราะห์ข่าวออนไลน์ของสื่อใหญ่เมืองไทยเกือบทุกสำนักแล้วนำไปหารายได้จากการโฆษณาโดยไม่ได้ขออนุญาต
ล่าสุดแอปเปิลยังเฉยหลังสมาคมส่งหนังสือขอให้ปิดบริการแอปพลิเคชันข่าวผิดลิขสิทธิ์ รวมถึงคำขอให้เปิดเผยข้อมูลนักพัฒนาแอปพลิเคชันที่เข้าข่ายละเมิดเพื่อขยายผลการสอบสวนก็ไม่ได้รับการตอบรับใดๆ
      
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษากฏหมายของสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) กล่าวว่าคดีความที่เกิดขึ้นถือเป็นคดีความแรกที่สื่อมวลชนไทย 9 แห่งรวมตัวเรียกร้องให้มีการหยุดเผยแพร่ข่าวลิขสิทธิ์บนแอปพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์พกพา โดยการฟ้องร้องแอปเปิลครั้งนี้เชื่อว่าเป็นคดีความที่สามารถยกมาตรฐานสื่อ ทำให้ทุกคนเคารพสิทธิ์ของภาพข่าว และบทวิเคราะห์ข่าวมากขึ้น ทั้งนี้ ไม่ได้ต้องการฟ้องเพื่อเรียกค่าเสียหาย แต่ต้องการทำให้ถูกกฎมายและเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ โดยสาเหตุที่ต้องฟ้องร้องเพราะยื่นหนังสือไปแล้ว แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ

ไพบูลย์ กล่าวเสริมว่า สมาคมพบว่ามีแอปพลิเคชันสำหรับอุปกรณ์ iOS มากกว่า 20 แอปที่ละเมิดลิขสิทธิ์ข่าวทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ โดยมีทั้งที่ให้บริการฟรีและคิดค่าดาวน์โหลด ซึ่งแอปเปิลเองก็ได้ส่วนแบ่งรายได้จากตรงนี้ด้วย แต่เป็นรายได้ที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ ประเมินว่าแอปฯ เหล่านี้สร้างความเสียหายให้กับสื่อมวลชนไทยมากกว่า 10 ล้านบาท โดยคำนวณจากค่าโฆษณาที่แต่ละสำนักพิมพ์ควรได้รับ

ทั้งนี้ สมาคมได้ส่งหนังสือร้องเรียนไปทั้งแอปเปิลสำนักงานใหญ่ และแอปเปิลสาขาเอเชียใต้ในไทย แต่หลังจากส่งหนังสือบอกกล่าวไปแล้ว ก็ยังไม่มีการดำเนินการใด จึงยื่นฟ้องแอปเปิล ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อวันที่ 5 ก.พ.56 ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 20 พ.ค.56  หากแอปเปิลติดต่อกลับระหว่างระยะเวลา 3 เดือนก่อนถึงเวลานัดไต่สวน ก็สามารถเจรจาประนีประนอมได้เนื่องจากการฟ้องร้องนี้ไม่ใช่คดีอาญา แต่เป็นการฟ้องเพื่อรักษาสิทธิ์

นอกจากนี้ ไพบูลย์ระบุด้วยว่า อยากให้แอปเปิลเปิดเผยชื่อนามสกุลจริงของนักพัฒนา  เพื่อจะสอบสวนว่ารายได้ถูกส่งไปทางไหน ส่วนตัวแอป ถ้านำข่าวมาเผยแพร่อย่างผิดลิขสิทธิ์แล้วมีผลประโยชน์อยู่ด้วย จะต้องมาแสดงตัวว่าไม่ทราบ และต้องมาบอกว่าจะเยียวยาสำนักพิมพ์อย่างไร

ไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากร้านแอปสโตร์ของแอปเปิล ร้านกูเกิลเพลย์ที่กูเกิลเปิดให้ผู้ใช้อุปกรณ์แอนดรอยด์  ก็มีการเผยแพร่แอปพลิเคชันรวมข่าวโดยผิดลิขสิทธิ์ลักษณะเดียวกันโดยมีจำนวนมากถึง 50 แอปพลิเคชัน  ขณะนี้ สมาคมกำลังอยู่ระหว่างการยื่นหนังสือเตือนไปที่กูเกิลเมื่อวันที่ 19 ก.พ. หากยังไม่มีการหยุดให้บริการแอปพลิเคชันภายใน 7 วัน (ก่อน 26 ก.พ.56) ก็จะมีการฟ้องร้องต่อไป

สำหรับ 9 สำนักพิมพ์ที่รวมตัวกันฟ้องแอปเปิลในครั้งนี้ ได้แก่ เอเอสทีวีผู้จัดการ ไทยรัฐ โพสต์ทูเดย์ เดลินิวส์ คมชัดลึก เนชั่น กรุงเทพธุรกิจ สยามกีฬา และบางกอกโพสต์


อนึ่ง  สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์นั้นเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลลิขสิทธิ์ข่าวออนไลน์ของสำนักพิมพ์ไทย ปัจจุบัน มี นิรันดร์ เยาวภาว์ เป็นนายกสมาคมฯ  สมาชิกประกอบ ไทยรัฐ, เดลินิวส์, สยามกีฬารายวัน, สยามรัฐ, แนวหน้า, บ้านเมือง, มติชน, เชียงใหม่นิวส์, ASTV ผู้จัดการออนไลน์, ไทยพีบีเอส, สปริงนิวส์ และ บริษัท โพสต์ พับลิชชิง จำกัด (มหาชน) ก่อนหน้านี้่ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เคยมีการฟ้องร้องเว็บไซต์หลายแห่ง เช่น เว็บไซต์ Yengo.com และ Thaihotnews.com หลังพบว่ามีข่าวออนไลน์ถูกละเมิดลิขสิทธิ์และนำไปใช้หารายได้โดยไม่ได้รับอนุญาต 

 

 

 

ที่มา:  เว็บไซต์ ASTVผู้จัดการออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 19-25 ก.พ. 2556

Posted: 25 Feb 2013 06:34 AM PST

"เผดิมชัย"ปัดโรงงานโอ่งราชบุรีปิดตัว ไม่เกี่ยวขึ้นค่าจ้าง 300 บาท

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงแรงงาน นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่โรงงานผลิตโอ่งใน จ.ราชบุรี ต้องปิดกิจการ เนื่องจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานแรงงานจังหวัดราชบุรีว่า โรงงานทำโอ่งได้หยุดกิจการชั่วคราวทั้งหมด 2 แห่ง มีแรงงานจำนวน 7 คน โดยสาเหตุที่หยุดกิจการไม่ได้เกิดจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท แต่เป็นเพราะโรงงานไม่มียอดสั่งซื้อ (ออเดอร์) สินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งตลาดภายในประเทศมีจำนวนจำกัด และค่าวัตถุดิบมีราคาแพง ทำให้บริษัทขาดทุนจึงต้องปิดกิจการ ทั้งนี้ ปัจจุบันโรงงานโอ่งใน จ.ราชบุรี มี 31 แห่ง มีแรงงานประมาณ 500 กว่าคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่าและกะเหรี่ยง ทำให้การแข่งขันสูง เพราะโรงงานที่ปิดตัวไปเป็นโรงงานขนาดเล็ก ไม่สามารถแข่งขันกับโรงงานขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ ยังมีโรงงานโอ่งที่หยุดกิจการชั่วคราว 2 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม จำนวน 1 แห่ง มีลูกจ้าง 10 คน และมีโรงงานที่มีแนวโน้มที่จะหยุดกิจการในเดือนมีนาคม จำนวน 1 แห่ง มีลูกจ้าง 6 คน

นายเผดิมชัยกล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่แรงงานจังหวัดทั่วประเทศประสานขอข้อมูลจาก พาณิชย์จังหวัดที่มีสถานประกอบการไปยื่นจดทะเบียนเปิดกิจการ เพื่อเป็นการรายงานข้อมูลที่รอบด้าน ให้สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างตรงจุด โดยในส่วนการแก้ปัญหาโรงงานโอ่งขนาดเล็กนั้นมองว่า เมื่อไม่มีออเดอร์เข้ามา ทางโรงงานควรร่วมกับสถานประกอบการขนาดใหญ่ในการรับงาน เพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้

(มติชนออนไลน์, 18-2-2556)

 

ผ.อ.การท่าเรือยื่นใบลาออกแล้ว หลังโดนสหภาพฯท่าเรือประท้วงขับไล่

วันที่ 18 ก.พ. ที่ประชุมคณะกรรมการการท่าเรือแห่งประเทศไทย โดยมีพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธานในที่ประชุมเพื่อหารือกรณีสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่ง ประเทศไทย ชุมนุมประท้วงขับไล่ เรือตรีวิโรจน์ จงชาณสิทโธ ผู้อำนวยการการท่าเรือ

โดยสหภาพแรงงานการท่าเรือฯได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้อำนวยการการท่าเรือลา ออกหลังจากที่เกิดปัญหาบริหารงานผิดพลาด ใช้อำนาจในทางที่มิชอบ ทำให้เกิดความขัดแย้งในองค์กร

ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการหารือ เรือตรีวิโรจน์ จงชาณสิทโธ ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกจากตำแหน่งโดยมีพล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง มีมติเห็นชอบกับการลาออกและมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป

พร้อมแต่งตั้ง ร.อ.อิทธิชัย สุพรรณกุล รองผู้อำนวยการ สายบริหารทรัพยากรบุคคลและการเงิน ทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการการท่าเรือ

ทั้งนี้หลังจากเสร็จสิ้นการหารือและเรือตรีวิโรจน์ได้ลาออกตามคำเรียกร้อง สหภาพแรงงานก็กลับเข้าทำงานตามปกติ

(สปริงนิวส์, 18-2-2556)

 

ชาวบ้านร้องถูกหลอกขายแรงงานญี่ปุ่น

20 ก.พ. 56 - แรงงานกว่า 20 คน รวมตัวร้อง ปคม. ถูกนายหน้าเถื่อนลวงจะพาไปทำงานที่ญี่ปุ่น โดยเก็บเงินค่าเรียนภาษาและวีซ่า คนละ 5 หมื่นบาท แต่กลับไม่ได้ไปจริง 

นายอิทธิพงษ์ ทุ่งไธสง ชาวนครราชสีมาและชาวบ้านจากอีกหลายจังหวัดทางอีสานอีกกว่า 20 คน เข้าร้องเรียนกับตำรวจปคม. หลังถูก นายนภดล เทียนทิพย์จรัส ที่อ้างตัวเป็นบริษัทจัดหางาน มีโควตาไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ต้องเข้าเรียนภาษา และเสียเงินค่าขอวีซ่า คนละ 50,000-60,000 บาท และวันเดินทางต้องเสียเงินรวม 280,000 บาท มีผู้หลงเชื่อกว่า 80 คนนำเงินมาจ่าย และเริ่มอบรมตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยบริษัทมีสัญญาระบุจะพาเดินทางไปทำงานตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อสอบถามนายนภดลกลับพยามบ่ายเบี่ยงและผิดนัดหลายครั้ง จึงพากันมาแจ้งความ เพราะเชื่อว่าน่าจะถูกหลอก

(สำนักข่าวไทย, 20-2-2556)

 

สปส.ชี้ขยายอายุเกษียณ 60 ปี ไม่มีอำนาจขึ้นอยู่กับนายจ้าง

เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นายอารักษ์ พรหมณี รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวถึงกรณีองค์กรเอกชนด้านผู้สูงอายุและลูกจ้างเสนอให้มีการขยายอายุ เกษียณการทำงานจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ว่า สปส.ไม่มีอำนาจกำหนดเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างที่จะทำความตกลงกันเองว่าจะเกษียณ อายุการทำงานเมื่ออายุเท่าใดต่างจากภาคราชการที่กำหนดไว้ชัดเจนให้อยู่ที่ อายุ 60 ปี ทั้งนี้ เหตุที่ สปส.กำหนดให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนรับเงินสิทธิประโยชน์ทดแทน กรณีชราภาพเมื่ออายุ 55 ปีบริบูรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นช่วงวัยที่ลูกจ้างทำงานมานานเพียงพอแล้ว และนายจ้างส่วนใหญ่เลือกที่จะเปลี่ยนลูกจ้างรุ่นใหม่เข้ามาแทนลูกจ้างรุ่น เก่าในช่วงอายุ 55 ปี

นายอารักษ์กล่าวว่า ส่วนเกณฑ์การจ่ายเงินสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพให้แก่ผู้ประกันมาตรา 39 และมาตรา 33 แบ่งเป็น 2 รูปแบบได้แก่ 1.เงินบำเหน็จชราภาพให้เป็นเงินก้อนเดียวแก่ผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และส่งเงินสมทบเข้ากองทุนไม่ครบ 180 เดือน หรือ 15 ปี และ 2.เงินบำนาญชราภาพให้เป็นเงินรายเดือนแก่ผู้ประกันตนที่มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และส่งเงินสมทบเข้ากองทุนครบ 15 ปี และออกจากงาน โดยปัจจุบันในการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนในอัตราร้อยละ 5 จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ใช้ดูแลสิทธิประโยชน์ 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร และเสียชีวิต 2.ใช้จ่ายสิทธิประโยชน์การว่างงาน และ 3.ในส่วนของเงินชราภาพที่จะนำมาจัดเก็บในอัตราร้อยละ 3 และผู้ประกันตนที่อายุครบ 55 ปี จะได้รับเงินออมเป็นเงินบำเหน็จหรือบำนาญชราภาพ ซึ่งคำนวณจากระยะเวลาในการนำส่ง หากส่งไม่ครบ 15 ปี จะได้ในลักษณะของเงินบำเหน็จชราภาพ

"โดยในปี 2557 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการจ่ายเงินสิทธิประโยชน์เงินบำนาญชราภาพ สปส.ได้ประมาณการไว้ว่า จะมีผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 33 อายุครบ 55 ปีที่รับเงินบำนาญชราภาพ 5,000 คน รวมเป็นเงิน 90 ล้านบาท และรับเงินบำเหน็จชราภาพประมาณ 120,000 คน เป็นเงิน 8,000 ล้านบาท รวมแล้วจ่ายเงินกว่า 8,090 ล้านบาท" นายอารักษ์กล่าว

(ประชาชาติธุรกิจ, 21-2-2556)

 

รวบหนุ่มใหญ่สวีเดน หลอกแรงงานไทย 168 คนไปปล่อยลอยแพ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 22 ก.พ. ที่กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.ต.รอย อิงคไพโรจน์ ผบก.ทท.  พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. พ.ต.ท.เกื้อกมล ดวงประทีป รอง ผกก.3 บก.ทท. พ.ต.ต.บวรภพ สุนทรเลขา สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท. ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายอารี เวคโค จูฮานี ฮาวลิโคเน่น อายุ 52 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสวีเดน

พล.ต.ต.รอยเปิดเผยว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกับตำรวจของสวีเดน ได้ร่วมกันสืบสวนจนทราบว่าเมื่อปี 53 ที่ผ่านมา นายอารีได้ทำการเปิดบริษัทนายหน้าจัดหาแรงงานไทยเพื่อไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้ส่งแรงงานไทยจำนวน 168 คน ไปทำงานด้านการเกษตรยังประเทศสวีเดนเพื่อทำงานด้านเกษตร ซึ่งแรงงานชุดดังกล่าวได้ทำการกู้เงินจากธนาคาร และเงินนอกระบบรวมทั้งหมด 13 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่เมื่อแรงงานชุดนี้เดินทางไปทำงานที่ประเทศสวีเดนแล้วปรากฏว่านายอารียัง ฉ้อโกงเงินค่าจ้างไปอีก คิดเป็นเงินไทยจำนวน 24.8 ล้านบาท ทำให้แรงงานทั้งหมดไม่ได้รับเงินค่าจ้างและถูกปล่อยลอยแพ ทั้งหมดจึงเข้าร้องเรียนขอความช่วยเหลือกับทางการสวีเดน ก่อนจะได้รับการส่งตัวกลับประเทศไทยในเวลาต่อมา
 
พล.ต.ต.รอย กล่าวต่อว่า หลังเกิดเหตุนายอารีได้นำเงินทั้งหมดที่ได้จากการหลอกลวงแรงงานหลบหนีมา กบดานที่ประเทศไทยตั้งแต่ปี 54 โดยจะเปลี่ยนที่กบดานอยู่เสมอทำให้ยากต่อการจับกุม ต่อมารัฐบาลสวีเดนจึงทำการออกหมายจับและยกเลิกหนังสือเดินทางของนายอารีไว้ ก่อนประสานมายังประเทศไทยเพื่อให้ติดตามจับกุมตัว จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีผ่านทางระบบ Touriat Buddy Applications ว่าพบนายอารีหลบช่อนตัวอยู่ใน จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดชลบุรี ก่อนเข้าจับกุมนายอารีขณะกบดานอยู่ภายในบ้านเลขที่ 127/759 หมู่ที่ 3 ต.เสม็ด อ.เมือง จ.ชลบุรี ก่อนควบคุมตัวมาสอบปากคำ

พล.ต.ต.รอย กล่าวด้วยว่า จากการสอบสวนนายอารี ให้การรับสารภาพโดยอ้างว่าเพิ่งเปิดบริษัทหลอกลวงแรงงานไทยชุดดังกล่าวเพียง ชุดเดียว เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ ได้รับอนุญาต ก่อนควบคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้หากมีแรงงานไทยคนใดเคยถูกนายอารี หลอกลวงในลักษณะนี้ก็สามารถเข้ามาแจ้งความดำเนินคดีเพิ่มเติมได้

(เดลินิวส์, 22-2-2556)

 

ระทึกไฟไหม้โรงไฟฟ้านิคมอยุธยาเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 ก.พ. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในบริษัทโรจนะเพาเวอร์ จำกัด 1/73 หมู่ที่ 5 สวนอุตสาหกรรมโรจนะ โรจนะ  ต.คานหาม อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา จึงพร้อมด้วยรถดับเพลิงจากเทศบาล อบต.กว่า 30 คัน เข้าไปควบคุมเพลิง พบมีกลุ่มควันพวยพุ่งออกมากลุ่มพนักงานกว่า 500 คนหนีออกมาจากอยู่บริเวณด้านนอกของโรงงาน    ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนไม่เข้าไปภายใน ใช้เวลาประมาณ 20 นาทีสามารถควบคุมเพลิงได้  มีคนงานได้สำลักควันได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย สอบสวนพนักงานรายหนึ่งให้ข้อมูลว่าก่อนเกิดเหตุอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เชื่อมเหล็กอยู่แล้วเกิดประกายไฟ ไปถูกถังพลาสติกซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีแล้วเกิดเพลิงไหม้ขึ้นอย่างรวด เร็ว ระบบป้องกันเพลิงไหม้ได้ทำงานทันทีทำให้สามารถควบคุมเพลิงได้อย่างรวดเร็ว ดีที่ระบบแก๊สยังไม่ได้เข้าที่ระบบผลิตกระแสไฟฟ้ามีเพียงระบบน้ำเท่านั้นที่ เริ่มเข้าสู่ระบบแล้ว
 

นายเรวัต ประสงค์ นายอำเภออุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา  กล่าวว่า เท่าที่เข้าไปตรวจสอบพบว่าจุดที่เกิดเหตุเพลิงไหม้อยู่บริเวณเครื่องหล่อ เย็น หรือระบบคูลลิ่ง ที่ 4 ซึ่งทำด้วยพลาสติกได้รับความเสียหายทั้งหมด ค่าเสียหายทราบจากทางเจ้าหน้าที่ประมาณ 10 ล้านบาท  ส่วนสาเหตุต้องรอให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง โรงงานยังไม่ได้เปิดทำการผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่ระหว่างการก่อสร้าง  สำหรับโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าโรจนะเพาเวอร์ อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อจำหน่ายกระแสไฟฟ้าด้วยระบบไอน้ำ กับก๊าซธรรมชาติ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ก่อสร้างเสร็จจะส่งกระแสไฟฟ้าด้วยกำลังผลิต  289.55 เมกกะวัตต์ ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม

(เดลินิวส์, 22-2-2556)

 

"เผดิมชัย"จับตาสถานการณ์แรงงาน เผยสถานประกอบการเลิกจ้างลูกจ้าง 47แห่ง 1,904 คน

นายเผดิมชัย  สะสมทรัพย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยเมื่อวันที่ 21กุมภาพันธ์ว่า จากข้อมูลการเฝ้าระวังสถานการณ์การเลิกจ้าง เนื่องจากปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ถึงวันที่21 กุมภาพันธ์ ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน พบมีสถานประกอบการเลิกจ้างลูกจ้างแล้ว 47แห่ง รวมลูกจ้างถูกเลิกจ้าง 1,904 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมาจำนวน 11 คน ในสถานประกอบการ 3 แห่ง
 
นายเผดิมชัยกล่าวว่า ในจำนวนการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นลูกจ้างได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง เป็นวันละ300 บาท จำนวน 517 คน ในสถานประกอบการ 28 แห่ง เป็นการเลิกจ้างบางส่วน 27 แห่ง ลูกจ้าง 510 คน และปิดกิจการ 1 แห่ง ลูกจ้างเพียง 7 คนเท่านั้น แต่ยังมีสถานประกอบการเสี่ยงเลิกจ้างเพิ่ม อีก 31 แห่ง ลูกจ้างทั้งหมด 5,301 คน ในจำนวนนี้เสี่ยงถูกเลิกจ้าง 4,072 คน ด้วยสาเหตุที่นายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างหลายเดือนติดต่อกัน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวน 7 แห่ง ลูกจ้างเสี่ยงเพิ่มอีก 171 คน

(มติชนออนไลน์, 22-2-2556)

 

กสร.เห็นด้วยเกษียณ 65 ปีแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน

อธิบดีกรมสวัสดิการฯเห็นด้วยกับการขยายอายุเกษียณการทำงานจาก 55 ปี เป็น 65 ปี เนื่องจากคนไทยมีอายุยืนมากขึ้น และจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานได้โดยไม่จำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

นายปกรณ์ อมรชีวิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือ กสร. กล่าวถึงกรณีองค์กรเอกชนด้านผู้สูงอายุและลูกจ้างเสนอให้มีการขยายอายุ เกษียณการทำงานจาก 55 ปี เป็น 60 ปีว่า เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว และควรขยายอายุเกษียณการทำงานเป็น 65 ปี เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีอายุยืนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน และทำให้ลูกจ้างมีระยะเวลาเก็บออมเงินประกันสังคมไว้ใช้ในยามชราภาพมากขึ้น

"หากมีการขยายอายุเกษียณการทำงานเป็น 60 ปี หรือ 65 ปี ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับในเรื่องนี้ เพราะในกฎหมายดังกล่าวไม่ได้กำหนดอายุเกษียณการทำงานไว้ โดยเขียนไว้เพียงเรื่องเกี่ยวกับค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ"

ส่วนการจ้างงานนั้นนายปกรณ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันเอง ถ้าลูกจ้างอายุ 55 ปีแล้วนายจ้างยังต้องการจ้างลูกจ้างต่อไปจนถึงอายุ 60 ปี เพราะเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมีประสบการณ์สูง และลูกจ้างยินดีทำงานต่อก็สามารถจ้างงานต่อไปได้เลย ทั้งนี้ หากเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจจะเป็นอำนาจของกระทรวงการคลังพิจารณา

(โลกวันนี้, 25-2-2556)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผู้หญิงรอบโลก: ประมวลข่าวสตรีประจำเดือนกุมภาพันธ์

Posted: 25 Feb 2013 05:59 AM PST

สหประชาชาติมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งห้ามการ "เฉือนอวัยวะเพศหญิง" ที่ยังคงแพร่หลายในประเทศแอฟริกา, นักวิจัยเผยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในสหรัฐ ผู้หญิงได้ประโยชน์มากที่สุด, เอเชียแปซิฟิกมีผู้หญิงในพื้นที่การเมืองต่ำที่สุดเป็นอันดับสองของโลก , ฯลฯ 

 

26 ม.ค. 56 - ประธานาธิบดีประเทศเคิร์กกีสถานในเอเชียกลาง ได้เห็นชอบให้ทำการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อทำให้ "การลักพาตัวเจ้าสาว" เป็นอาชญากรรม ก่อนหน้านี้ รายงานของยูเอ็น วีเมน ระบุว่า "การลักพาตัวเจ้าสาว" เป็นวัฒนธรรมที่แพร่หลายในเคิร์กกีสถาน โดยผู้ชายที่ต้องการแต่งงาน จะทำการลักพาตัวผู้หญิงในชุมชนที่ต้องการแต่งงานด้วย ซึ่งบ่อยครั้งนำไปการถูกล่วงละเมิดทางเพศต่างๆ โดยเฉพาะการข่มขืน

มีรายงานว่าวัฒนธรรมนี้ ยังเป็นที่แพร่หลาย และสังคมบางส่วนมองว่าเป็นวัฒนธรรมที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตาม สถิติจากองค์กร Women Support Centre ระบุว่า มีกรณีการลักพาตัวผู้หญิงและเด็กในเคิร์กกีสถานอย่างน้อย 11,800 กรณีในแต่ละปี และในจำนวนนั้นมี 2,000 กรณีที่มีการข่มขืนร่วมด้วย แต่มีเพียง 1 ใน 700 คดีที่ถูกดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรม และ 1 ใน 1,500 คดี ที่นำไปสู่การตัดสินลงโทษ

ด้วยการผลักดันขององค์กรภาคประชาสังคม ทำให้รัฐสภาผ่านร่างการแก้ไขกฎหมายเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้การลักพาตัวเจ้าสาวเป็นอาชญากรรม และมีบทลงโทษสูงสุด 10 ปี จากเดิมซึ่งกำหนดมีบทลงโทษสูงสุด 3 ปี

ที่มา: http://www.unwomen.org/2013/02/new-law-in-kyrgyzstan-toughens-penalties-for-bride-kidnapping/

 

13 ก.พ. 56  - ลูกสาวรวี แชงการ์ เผยวีดิโอเรียกร้องหยุดความรุนแรงต่อสตรี

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานว่า อนุชกา แชงการ์ ศิลปินนักดนตรีผู้เป็นลูกสาวของรวี แชงการ์ นักซีตาร์ในตำนานชาวอินเดียได้กล่าวเล่าเรื่องราวชีวิตตัวเองในขบวนการรณรงค์หยุดใช้ความรุนแรงต่อสตรี One Billion Rising โดยเปิดเผยว่าเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศมาก่อนในวัยเด็กด้วยการ ถูกเนื้อต้องตัว ลูบคลำ และการล่วงละเมิดทางวาจา โดยผู้ชายที่พ่อแม่ของเธอไว้ใจ

"ฉันถูกล่วงละเมิดทั้งทางกายและทางอารมณ์ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จากผู้ชายที่พ่อแม่ฉันไว้ใจ" อนุชกากล่าว "ในฐานะที่เป็นผู้หญิง ฉันได้ใช้ชีวิตอยู่กับความกลัวอยู่ลึกๆ กลัวการเดินคนเดียวในตอนกลางคืน กลัวการคุยกับผู้ชายที่แค่มาถามเวลา กลัวว่าฉันจะถูกตัดสินหรือถูกปฏิบัติโดยมองที่เสื้อผ้าที่ฉันใส่"

ประเทศอินเดียมีความตื่นตัวในเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อสตรีเกิดขึ้นมากหลังจากเหตุการณ์รุมข่มขืนบนรถประจำทางในเดือน ธ.ค. 2012 ที่ทำให้เกิดการประท้วงเรียกร้องตามมาทั้งในอินเดียและประเทศอื่นๆ

อนุชกาได้ถ่ายวีดิโอในที่พักของเธอในกรุงลอนดอน เรียกร้องให้ผู้คนสนับสนุนโครงการรณรงค์เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่หญิงสาวอายุ 23 ปี ที่ถูกรุมข่มขืน

"ฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว ฉันจะลุกขึ้นสู้" อนุชกากล่าวในวีดิโอ "ฉันจะลุกขึ้นสู้ร่วมกับผู้หญิงในประเทศของฉันเพื่อประกาศว่า 'จะไม่ทนอีกต่อไปแล้ว' ฉันจะสู้เพื่อเด็กหญิงในตัวฉัน ที่ฉันคิดว่าเธอยังไม่สามารถฟื้นฟูจิตใจตัวเองได้หลังจากเหตุการณ์นั้น"

"มาร่วมกับฉันสิ มาร่วมเปลี่ยนแปลงตัวเอง มาร่วมเปลี่ยนแปลงโลกนี้ ลุกขึ้นสู้ด้วยกัน" อนุชกากล่าว

ขบวนการ One Million Rising จัดตั้งขึ้นโดยนักเขียนบทละครสตรีนิยม อีฟ เอนสเลอร์ ในฐานะครบรอบ 15 ปี โครงการ V-day ซึ่งเป็นโครงการต่อต้านการใช้ความรุนแรงต่อสตรี โดยจะมีการจัดกิจกรรมหลายอย่างในวันที่ 14 ก.พ. นี้ เพื่อเรียกร้องให้ประชาชนนับพันล้านคนทั่วโลกลุกขึ้นมาต่อต้านการก่ออาชญากรรมทางเพศ ด้วยสโลแกนว่า "ลุกขึ้นเต้น ต่อสู้ และเรียกร้อง"

อนุชกา แชงการ์ เติบโตมาในกรุงลอนดอน เดลี และรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่ออายุได้ 9 ปี เธอเริ่มเรียนเครื่องดนตรีซีตาร์จากพ่อของเธอ รวี แชงการ์ ผู้ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2012 ในแคลิฟอร์เนีย

ที่มา: http://prachatai.com/journal/2013/02/45282

 

6 ก.พ. 56 - สหประชาชาติกำหนดให้วันที่ 6 ก.พ. ของทุกๆ ปีเป็นวันสากลเพื่อการยุติการขลิบวัยวะเพศสตรี โดยการเฉือนอวัยวะเพศหญิง เป็นพิธีกรรมที่ยังคงแพร่หลายมากในประเทศแถบทวีปแอฟริกาและแถบตะวันออกกลาง จากความเชื่อที่ต้องการลดความรู้สึกทางเพศของสตรีเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ก่อนแต่งงาน และความซื่อสัตย์หลังแต่งงาน โดยการกระทำดังกล่าวมักทำกันเองจากคนในชุมชน และไม่มีการใช้ยาสลบ หรือกระบวนการทางแพทย์ใดๆ

องค์การอนามัยโลก ประมาณการณ์ว่า มีผู้หญิงราว 100-140 ล้านคนทั่วโลกผ่านประสบการณ์การถูกเฉือนอวัยวะเพศ และในแต่ละปีมีสตรีราว 3 ล้านคนที่ตกอยู่ในความเสี่ยงดังกล่าว

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้ผ่านมติว่าด้วยการแบนการขลิบอวัยเพศหญิง ซึ่งจะมีผลให้ประเทศสมาชิกควรต้องมีมาตรการยุติการกระทำดังกล่าวต่อสตรี ผ่านทางการออกกฎหมาย การสร้างความเข้าใจ และใช้ทรัพยกรที่มีอยู่เพื่อพิทักษ์สิทธิของสตรีและเด็กหญิง รวมถึงผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยง เช่น ผู้ลี้ภัยสตรี และผู้อพยพสตรี

ที่มา: http://www.unwomen.org/2012/12/united-nations-bans-female-genital-mutilation/

 

4 ก.พ. 56 - สถิติที่รวมรวมโดยยูเอ็น วีเม็น ระบุว่าสัดส่วนของผู้หญิงในพื้นที่การเมืองโลก คิดเป็นเพียงร้อยละ 20 ของตำแหน่งทั้งหมด โดยในเอเชีย สตรีมีที่นั่งในรัฐสภาเฉลี่ยราวร้อยละ 17.9 และในแปซิฟิก คิดเป็นร้อยละ 14.9 ทำให้สถิติของสตรีในการเมืองของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือว่าต่ำที่สุดในโลกเป็นอันดับสอง รองจากภูมิภาคอาหรับเท่านั้น

จากการจัดอันดับสัดส่วนของสตรีที่อยู่ในคณะรัฐมนตรี ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 77 จากทั้งหมด 95 ประเทศ คิดเป็นสัดส่วนผู้หญิงร้อยละ 8.7 ในขณะที่ประเทศที่มีสัดส่วนผู้หญิงในคณะรัฐมนตรีมากที่สุด ได้แก่ นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ โดยมีสัดส่วนร้อยละ 52.6, 52.2 และ 50 ตามลำดับ

รายงานการศึกษาของยูเอ็น วีเม็น ชี้ว่า สตรีมีแนวโน้มที่จะเป็นตัวแทนด้านผลประโยชน์และปัญหาต่างๆ ของสตรีได้มากที่สุด และสไตล์ของการนำก็เป็นไปอย่างมีส่วนร่วมและทั่วถึง นอกจากนี้ ยังอาจมีความโปร่งใสในการใช้ทรัพยากรของรัฐได้มากกว่า 

ที่ชื่อ "Who Answers to Women: Gender and Accountability" เสนอว่า ในการทำให้สตรีมีพื้นที่เพิ่มขึ้นในการเมือง ควรมีมาตรการส่งเสริม อาทิ การจัดให้มีโควต้าของสตรีในพรรคการเมือง ซึ่งจะนำมาสู่การลงสมัครเลือกตั้งของสตรีที่มากและหลากหลายขึ้น การพัฒนาศักยภาพของผู้สมัครสตรี และการรณรงค์สร้างความเข้าใจเรื่องการขจัดอคติที่มีต่อผู้หญิง

คลิกดูภาพแผนภูมิขนาดใหญ่ http://www.unwomen.org/wp-content/uploads/2010/12/Women-in-politics-2012.pdf

 

11 ก.พ. 56 - การตัดสินของศาลในประเทศจีน ให้ คิม ลี สตรีชาวอเมริกัน ชนะการฟ้องหย่าจากสามีเศรษฐีชาวจีนเนื่องมาจากการถูกทำร้าย โดยได้สิทธิในการเลี้ยงดูลูกทั้งสามคน และเงินชดเชยจำนวน 12 ล้านหยวน (ราว 60 ล้านบาท) ถือเป็นคดีความที่มีนัยสำคัญต่อสิทธิของสตรีในจีนเป็นอย่างมาก

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีมองว่า ความรุนแรงในครัวเรือนในประเทศจีน ถือว่าเป็นเรื่องที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรม และกระบวนการยุติธรรมเองก็มิได้ถือเอาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ที่ผ่านมามีกรณีเช่นนี้หลายครั้ง เช่น ซุน ซือจิง ที่ถูกสามีโยนลงมาจากระเบียง ทำให้กระดูกสันหลังหัก แต่ศาลก็ตัดสินลงโทษสามีเป็นเวลาหกเดือน ซึ่งทนายความมองว่าเบาเกินไป

หรือกรณีของหลี เหยียน ซึ่งถูกตัดสินให้ถูกลงโทษประหารชีวิต จากการฆาตกรรมสามีตนเองเนื่องจากถูกทำร้ายร่างกายเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีการลงชื่อจากทนายความและนักวิชาการกว่า 100 คนขอให้ผ่อนโทษจากการประหารชีวิตให้เบาลง

สถิติจากเครือข่ายต่อต้านความรุนแรงในครัวเรือนเมื่อเดือนมกราคมเผยว่า สตรีจีนราว 1 ใน 3 คน ถูกกระทำด้วยความรุนแรงจากสามีตนเอง


คิม ลี และลูกทั้งสามคน
ที่มาภาพ: UN Women

ที่มา: http://www.guardian.co.uk/commentisfree/2013/feb/05/china-divorce-case-kim-lee-domestic-violence

 

12 ก.พ. 56 - นักกิจกรรมเฟมินิสต์กลุ่ม "ฟีเมน" (FEMEN) 8 คน เปลื้องผ้าในโบสถ์นอทเทอร์ดาม ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อเฉลิมฉลองการลาออกของพระสันตะปาปาเบเนดิกท์ที่ 16 โดยตะโกนว่า "พอกันทีพวกเกลียดชังพวกรักร่วมเพศ" "บ๊ายบาย เบเนดิกท์"

ทั้งนี้ กลุ่มฟีเมน เป็นกลุ่มเฟมินิสต์ยูเครนที่ตั้งอยู่ในกรุงคีฟ เมืองหลวงของประเทศ ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2551 เพื่อทำการประท้วงในประเด็นที่เกี่ยวกับเพศสภาพ สถาบันทางศาสนา และอื่นๆ ด้วยวิธีการเปลื้องผ้าประท้วง มีสมาชิกในยูเครนราว 40 คน และอีกราว 100 คนที่เป็นสมาชิกเครือข่ายในต่างประเทศ​


ที่มาภาพ: เว็บไซต์ FEMEN

ที่มา: http://www.france24.com/en/20130212-femen-activists-topless-notre-dame-paris-pope-resignation-benedict

 

13 ก.พ. 56 - นักวิจัยจากศูนย์เพื่อความก้าวหน้าสหรัฐอเมริกา (Center for American Progress) เปิดเผยว่า นโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของประธานาธิบดีโอบามาที่เพิ่งเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ จะทำให้ผู้หญิงและครอบครัวได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากคนงานที่รับค่าจ้างขั้นต่ำส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นผู้หญิง คิดเป็นราว 2 ใน 3 ของคนงานที่รับค่าจ้างขั้นต่ำทั้งหมด และผู้หญิงราว 2 ใน 3 ของสหรัฐ นับว่าเป็นผู้ที่หารายได้เข้าบ้านเป็นหลัก หรือร่วมกับคู่สมรสในครอบครัว

โดยในปี 2555 สถิติจากกรมแรงงานระบุว่า มีแรงงานที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำราว 4.2 ล้านคน ในขณะที่ 2.8 ล้านคนเป็นผู้หญิง คิดเป็นร้อยละ 64 ของแรงงานที่รับค่าจ้างขั้นต่ำ ในขณะที่แรงงานชาย คิดเป็นร้อยละ 36 ของทั้งหมด

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโอบามาได้ประกาศเสนอนโยบายดังกล่าวต่อสภาคอนเกรส หรือ the State of the Union เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเสนอให้ขึ้นค่าแรงจากชั่วโมงละ 7.25 ดอลลาร์ (ราว 217 บาท) เป็น 9 ดอลลาร์ (ราว 270 บาท) ต่อชั่วโมง  

ที่มา: http://www.americanprogress.org/issues/labor/news/2013/02/13/53334/women-and-families-would-be-the-lead-recipients-of-a-minimum-wage-boost/

 

14 ก.พ. 56 - ผู้หญิงทั่วโลกได้รณรงค์ยุติความรุนแรงต่อสตรี ด้วยการรวมกลุ่มและลุกขึ้นเต้นในวันวาเลนไทน์เพื่อเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง ภายใต้แคมเปญ One Billion Rising ที่ริเริ่มโดยนักเขียนบทละครและนักเคลื่อนไหวสิทธิสตรี อีฟ เอนส์เลอร์ ซึ่งเขียนบทละครชื่อดัง "The Vagina Monologue" โดยมีกลุ่มผู้หญิงทั่วโลกในหลายประเทศได้เข้าร่วมในการรณรงค์ครั้งนี้

จากสถิติของสหประชาชาติเผยว่า ผู้หญิง 1 ใน 3 คนเคยประสบความรุนแรงในช่วงชีวิต และกว่าครึ่งของผู้หญิงทั้งหมดเคยถูกทำร้ายร่างกายจากแฟนหรือสามี ในอเมริกา มีสถิติว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงทั้งหมดถูกฆาตกรรมโดยแฟนหรือสามี ส่วนในแอฟริกาใต้ มีสถิติว่าผู้หญิงถูกฆาตกรรมทุกๆ 6 ชั่วโมงโดยแฟนหรือสามี

นอกจากนี้ มีรายงานว่า ราวร้อยละ 40-50 ของสตรีในยุโรป ถูกล่วงละเมิดทางเพศในที่ทำงาน ส่วนในสหรัฐอเมริกา มีเด็กผู้หญิงวัย 12-16 ปี ถึงร้อยละ 83 ถูกล่วงละเมิดทางเพศในโรงเรียน

การรณรงค์ One Billion Rising มีแผนจะดำเนินการใน 192 ประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ โดยที่ผ่านมา มีการรณรงค์แล้วในฮ่องกง ซานฟรานซิสโก อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์

ที่มา: http://prachatai.com/journal/2013/02/45292

 

15 ก.พ. 56 - แม็กกี้ ฮัสแซน ผู้ว่าการรัฐนิวแฮมไชร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ผ่านร่างงบประมาณของรัฐจำนวน 38 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้สร้างเป็นเรือนจำสตรีแห่งใหม่ ท่ามกลางความยินดีของพนักงานกรมราชทันฑ์และทนายความด้านสิทธิมนุษยชน

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมราชทันฑ์ได้ยื่นของบประมาณสำหรับการสร้างเรือนจำแห่งใหม่แล้ว 3 ครั้งในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา นักโทษหญิง 4 คน ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมาธิการหน่วยงานกรมราชทันฑ์ของรัฐ ด้วยข้อหาบกพร่องในการจัดการศึกษา การอบรม และการให้โอกาสต่างๆ แก่นักโทษหญิง ที่เท่าเทียมกับนักโทษชาย ในขณะนี้คดีความดังกล่าวอยู่ในชั้นศาลฎีกา

ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยว่าด้วยความไม่เท่าเทียมของเรือนจำในนิว แฮมไชร์ออกมาอย่างน้อย 4 ฉบับ รวมถึงการศึกษาของคณะกรรมาธิการสหรัฐด้านสิทธิพลเมือง ซึ่งชี้ว่า ความไม่เท่าเทียมระหว่างเรือนจำหญิงและเรือนจำชายนั้นทำให้เกิดปัญหาในระดับรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม การเสนองบประมาณดังกล่าวขึ้นอยู่กับการพิจารณาในสภาต่อไปว่า จะสามารถผ่านได้ตามที่ผู้ว่าการรัฐฯ เห็นชอบหรือไม่

ที่มา: http://www.concordmonitor.com/home/4466712-95/state-prison-hassan-women

 

21 ก.พ. 56 - เว็บไซต์ข่าว ahramonline ของอียิปต์ เปิดเผยถึงการล่วงละเมิดทางเพศของสตรีในระหว่างการลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนชาวอียิปต์ในจตุรัสทาห์เรียในระยะสองปีที่ผ่านมา โดยมีการให้สัมภาษณ์จากผู้หญิงที่ถูกล่วงละเมิดว่า ในระหว่างการชุมนุมที่จตุรัส จะมีกลุ่มผู้ชายที่วางแผนหาผู้หญิงที่มีชุมนุมคนเดียว และเข้าไปล้อม จากนั้นกระทำการด้วยวิธีต่างๆ เช่น ใช้นิ้วสอดเข้าไปที่ทวารหนักหรืออวัยวะเพศ มีรายงานด้วยว่า ผู้หญิงบางส่วนถูกข่มขืนด้วยมีด หรือใช้มีดทำร้ายร่างกาย

รายงานระบุว่า การกระทำดังกล่าวได้หลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปรกติในระหว่างการชุมนุมในกรุงไคโร

องค์กรนักเคลื่อนไหวอย่าง OpAntiSH เป็นองค์กรหนึ่งที่เกิดขึ้นมา เพื่อดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ โดยส่งนักกิจกรรมเข้าไปในที่ชุมนุมและคอยสอดส่องการกระทำดังกล่าว

เมื่อเร็วๆ นี้ สภาที่ปรึกษาแห่งอียิปต์ หรือสภาชูรา ได้แสดงความคิดที่สามารถตีความได้ว่า ผู้ประท้วงผู้หญิงควรรับผิดชอบสำหรับการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้น และแนะนำว่า ควรหาพื้นที่สำหรับตนเองที่จะแสดงความไม่เห็นด้วย นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรสิทธิสตรีว่า ไม่ควรมีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับการกระทำดังกล่าว ซึ่งในบางครั้งร้ายแรงขนาดเป็นการพยายามฆาตกรรมด้วย 

ที่มา: http://english.ahram.org.eg/NewsContent/1/64/65115/Egypt/Politics-/The-circle-of-hell-Inside-Tahrirs-mob-assault-epid.aspx

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'สุเทพ' หวั่นถ้า 'พงศพัศ' ชนะ เสื้อแดงจะยึดเมืองหลวง

Posted: 25 Feb 2013 04:53 AM PST

เหมือนที่ปี 53 เคยยึดถนนราชดำเนิน ราชประสงค์ ยึดสวนลุมพินี แล้วใช้เป็นฐานที่มั่นก่อการร้าย ทำร้ายประชาชนกรุงเทพฯ เชื่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นศึกชิงเมืองหลวง ถ้า 'เขา' ชนะ แดงจะครองเมืองหลวง จะมาทำลายศักดิ์ศรีและโอกาสชาวกรุงเทพฯ วอนคน กทม. ให้ออกเดินสายพูดคุยกับญาติมิตร ชักชวนกันออกมาปกป้องเมืองหลวง

ที่มาของภาพ: เพจ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.สุราษฎร์ธานี ได้ช่วย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หาเสียงที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยตอนหนึ่งนายสุเทพ ปราศรัยถึงนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช. โดยกล่าวว่าที่คุณธิดา ถาวรเศรษฐ ออกมาประกาศวันวาเลนไทน์ว่าประกาศจะเอา นปช. หมื่นสองพันคนมาคุมการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คราวนี้ บอกว่าจะเอามาป้องกันการทุจริต ป้องกันการโกงเลือกตั้ง ผมอารมณ์เกิดเลยครับ ใครล่ะที่จะมาโกงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าแข่งกันจริงๆ สองพรรค พรรคประชาธิปัตย์ของเรา กับพรรคเพื่อไทยของมัน

มาดูประวัติกันหน่อยครับพี่้น้องชาวกรุงเทพฯ ที่เคารพ พรรคประชาธิปัตย์ตั้งพรรคมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 มาถึงวันนี้ 67 ปีเศษแล้ว ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนกรุงเทพฯ กับคนธนบุรีมาโดยตลอด ไม่เคยมีประวัติโกงการเลือกตั้ง มีแต่ถูกเขาโกง พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีประวัติเอาเปรียบ ไม่เคยทำร้ายคู่แข่งขัน มีแต่ถูกทำร้ายเหมือนที่คุณราเมศ มายืนยันกับพี่น้องตอนหัวค่ำ แต่ว่าถึงทำร้ายอย่างนี้ ใช้อิทธิพลเถื่อนนอกระบบ เราไม่เคยหวั่นไหว เราไม่เคยยอมแพ้ ไม่เคยก้มหัวให้ เพราะสมัยนายควง อภัยวงศ์ เขาขว้างระเบิดใส่ผู้สมัครของเรา นายไถง สุวรรณทัตจนขาขาด เรายังสู้จนชนะ

พรรคประชาธิปัตย์หาเสียงเลือกตั้งตามแบบอย่างที่คนดีๆ ในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกเขาทำกัน เราไปหาพี่น้องประชาชน ไปเคาะประตูบ้าน กราบขอคะแนนเสียง ตั้งวงสนทนาปราศรัยทางการเมืองนำความจริงมาพูดกับพี่น้องประชาชน เอานโยบายมาชี้แจง พี่น้องประชาชนลงคะแนนเสียงให้ด้วยความศรัทธา ด้วยความไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์ ผมพูดได้เต็มปาก พี่น้องประชาชนพูดได้เต็มปากว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย เคารพกฎหมาย เคารพกติกาบ้านเมือง ไม่ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่พรรคเพื่อไทยที่คุณธิดา ถาวรเศรษฐ อุ้มอยู่นั้นไม่ใช่ พวกคุณไม่ได้ต่อสู้ทางการเมืองตามแนวทางประชาธิปไตยแบบที่ผู้ดีเขาทำกัน พวกคุณมันทำแบบไพร่ พวกคุณทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ โดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น พวกคุณทำได้ทั้งนั้น พวกคุณทำมาแล้ว คุณซื้อคะแนนเสียง คุณซื้อ ส.ส. ซื้อเป็นรายคนไม่พอ ซื้อเหมายกเข่งทั้งพรรค 

พรรคของเขาเดิมชื่อพรรคไทยรักไทย ปี 2544 ซื้อ ส.ส. ซื้อเหมาเข่งยกพรรค ได้เสียงข้างมาก ได้จัดตั้งรัฐบาล เป็นรัฐบาลแล้วลุแก่อำนาจ กดขี่ข่มเหงผู้คน คุกคามองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องทางการเมือง แทรกแซงสื่อ เข้าไปมีอิทธิพลเหนือระบบราชการ แล้วเล่นพรรคเล่นพวก แม้แต่ในกองทัพก็เข้าไปมีอิทธิพลเหนือกองทัพ เอาญาติตัวเองตั้งเป็น ผบ.ทบ. ทำงานไม่ได้เรื่องคนด่า เลื่อนชั้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรายังจำได้ เป็นรัฐบาลที่ทำทุจริต คอรัปชั่น โกงบ้านโกงเมือง จนหัวหน้าพรรคถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี หัวหน้าพรรคถูกศาลพิพากษายึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้าน ผมประกาศให้พี่น้องทั้งหลาย ช่วยไปบอกคุณธิดา ถาวรเศรษฐว่า พรรคไทยรักไทยได้กระทำทุจริตการเลือกตั้ง จนกระทั่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาด้วยหลักฐาน พยานทุกอย่าง แล้วมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย ยุบพรรคไทยรักไทยแล้วเปลี่ยนชื่อเป็นพรรคพลังประชาชนก็ยังไม่เลิกโกง ยังทำการทุจริตโกงการเลือกตั้งต่อไปอีก จนคดีความขึ้นถึงศาลรัฐธรรมนูญ จนศาลพิพากษายุบพรรคพลังประชาชนเป็นหนที่สอง ทำให้คุณสมชาย วงศ์สวัสดิ์พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พอพลังประชาชนถูกยุบ เปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคเพื่อไทย ทำเลวกันมากี่หน เปลี่ยนชื่อกันมากี่ครั้ง คนเขาจำได้ ที่คนกรุงเทพฯ อาจจะลืมไปบ้างคือคุณพงศพัศเปลี่ยนชื่อมาจากไพรัช

อยากเรียนกับคุณธิดา ถาวรเศรษฐ ประธาน นปช. ตัวใหญ่ อย่ามาแกล้งทำมาเป็นคนดีวันนี้ อย่ามาแกล้งว่าจะมาเป็นคนจับผิดเลือกตั้ง คนอย่างคุณทำเรื่องอย่างนี้ไม่ได้หรอก ประวัติคุณเราจำได้ดี ผมมั่นใจว่าพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครจำได้ว่าพวกคุณเคยทำร้ายประชาชนอย่างแสนสาหัสอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะการทำร้ายประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร พวกคุณเคยฆ่าคนกรุงเทพมหานคร พวกคุณนี่แหละที่ฆ่าประชาชนชาวนางเลิ้ง ชาวตลาดนางเลิ้ง ฆ่าแม่ค้าขายข้าวแกงซอยศรีเวียง สถานี BTS สีลม พวกคุณเอารถบรรทุกแก๊สไปจอดหน้าแฟลตดินแดง บอกว่าถ้าไม่ร่วมมือจะระเบิดแฟลตให้ตายกันหมด พวกคุณนี่แหละเอารถแก๊สไปจอดหน้าโรงพยาบาลสงฆ์จนคนตกใจกันทั้งเมือง เอาจรวดอาร์พีจียิงวัดพระแก้ว พวกคุณนี่แหละที่ฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า กลางถนนราชดำเนิน ฆ่าทหารที่เป็นลูกหลานประชาชน ฆ่าตำรวจที่มาปกป้องประชาชนที่ถนนพระราม 4 พวกคุณนี่แหละที่เผาโรงหนังสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ บุกโรงพยาบาลจุฬา ข่มขู่คนไข้ หมอ พยาบาล จนเขาต้องปิดโรงพยาบาล พวกคุณทำให้คนกรุงเทพฯ ได้รับบาดเจ็บด้วยอาวุธสงครามของพวกคุณนับพันคน ข่มขู่คุกคามคนกรุงเทพฯ จับคนกรุงเทพฯ เป็นตัวประกันนานนับเดือนๆ เพื่อบีบบังคับรัฐบาลอภิสิทธิ์ให้ยอมจำนน

พวกคุณนี่แหละ ทำให้คนกรุงเทพฯ ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ในช่วงเวลานั้น เพราะพวกคุณก่อจลาจล ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง แล้วก็ทำร้ายคนกรุงเทพฯ อย่างสาหัส คนกรุงเทพน ย่อมจำคุณได้ วันนี้ไม่ต้องกระแดะมาเป็นคนดี ไม่มีคนกรุงเทพฯ คนไหนลืมนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่เป็นคนสั่งเผา สั่งปล้น ไม่มีคนกรุงเทพฯ ลืมนายจตุพร พรหมพันธุ์ที่ปราศรัยถึงทหารรักษาพระองค์ ทหารเสือพระราชินี ไม่มีคนกรุงเทพฯ คนไหนลืมนายก่อแก้ว พิกุลทอง ที่พูดถึงรูปที่มีทุกบ้าน

แม้แต่คุณธิดา ถาวรเศรษฐเอง เรายังจำได้วันที่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี คุณธิดา ถาวรเศรษฐออกมาแถลงเลยว่าแม้จะชนะเลือกตั้งแล้ว ได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็จะไม่หยุด จนกว่าจะล้มล้างอำมาตย์ หมดจากประเทศไทย บ้านเมืองมันถึงวุ่นวายอย่างนี้ไงครับ คนเขาจำพฤติกรรมความโหดร้ายของพวกคุณได้ วันนี้ผมอ่านข่าวหนังสือพิมพ์บอกว่าไปขนคุณวันมูหะมัดนอร์ มะทามาจากปักษ์ใต้ ไปหาเสียงกับพี่น้องมุสลิม ผมบอกคุณธิดาเสียว่าพี่น้องมุสลิมเขายังจำได้ ว่าพวกคุณเคยบุกบ้านเขา จะเผามัสยิดเขาที่กิ่งเพชร ซอย 5 ซอย 7 คนย่านถนนเพชรบุรีเขาไม่ต้อนรับคุณมาตั้งแต่วันนั้น และพี่น้องมุสลิมในถิ่นอื่นเขาสื่อสารถึงกัน วันนี้เขาก็ยังจำได้

ผมโชคร้ายพี่น้องครับ ที่เกิดตัดสินใจยอมตัวทำงานให้คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ต้องหาที่หนึ่ง ผมผู้ต้องหาที่สอง เวลาที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงของคุณอภิสิทธิ์ ผมต้องรับหน้าที่ปกป้อง รักษาบ้านเมือง รักษาความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ ผมได้ศึกษาพฤติกรรมของคนเหล่านี้ ผมเรียนกับพี่น้องครับ มันเป็นวันที่พี่น้องต้องฟังความจริง คนพวกนี้เขามีเป้าหมายชัดเจนครับว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองประเทศไทย เขาเป็นคนประกาศว่าจะสร้างรัฐไทยใหม่ ผมได้เห็นหลักฐานด้วยความเจ็บปวดครับว่ารัฐไทยใหม่ของเขามีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมโชคไม่ดีเห็นป้ายที่เขาขึ้นบนเวทีปราศรัย เขียนว่า ประธานาธิบดีทักษิณ ชินวัตร

เขาเพ้อเจ้อกันมากครับ เขาฝันกันมากว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาเปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศไทย ให้เป็นรัฐไทยใหม่อย่างที่เขาตั้งใจแล้ว ประธานาธิบดีจะเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ไม่มีระบบตรวจสอบ ไม่มีการถ่วงดุลอำนาจ เพราะเขาเป็นคนเชื่อในอำนาจเด็ดขาด วิธีทำเขาบอกเลยครับในหมู่พวกเขา ในโรงเรียนที่เขาอบรมกัน เขาบอกว่าจะต้องยึดอำนาจรัฐ ใช้กำลังปฏิวัติยึดอำนาจรัฐ กำลังที่ใช้นั้นเป็นกำลังประชาชนที่เขาจัดตั้งเอาไว้ บวกกองกำลังติดอาวุธที่เขาฝึกเอาไว้ เขาพูดกันในหมู่พวกเขาว่าวิธีการอย่างนี้คือการทำสงครามประชาชน หลอกประชาชนว่า ประเทศไทยนั้นมีการแบ่งชั้นวรรณะ มีการแบ่งชนชั้น แบ่งเป็นไพร่ แบ่งเป็นอำมาตย์ ยุยง ปลุกระดม ล้างสมอง ให้คนไทยเกลียดชังกันเอง อาฆาตกันเอง ยุให้คนชั้นล่างลุกฮือขึ้นทำสงครามล้มล้างคนชั้นบนที่เขาว่าเป็นอำมาตย์ เขาได้ทำมาแล้ว พี่น้องได้เห็นแล้วได้ยินแล้ว โรงเรียน นปช. หรือโรงเรียนแดง ทำหน้าที่ปลุกระดม ปลูกฝังความคิดผิดๆ ในหมู่ประชาชนที่มีใจบริสุทธิ์ แล้วจัดตั้งเขตปลดปล่อย ประกาศเป็นหมู่บ้านแดง เพื่อแสดงว่าหมู่บ้านนั้นเป็นเขตอิทธิพลภายใต้พวกเขาแล้วโดยสิ้นเชิง ทั้งหมดที่เขาทำมานี้ เขาอ้างประชาธิปไตยตลอด แต่ผมเรียนกับพี่น้องว่านั่นไม่ใช่วิถีทางต่อสู้ในแนวทางประชาธิปไตย ที่เขาเป็นกันทั้งโลก 

ผมบอกกับคุณธิดาได้เลยครับ วันนี้ต่อหน้าประชาชนว่า พวกคุณไม่ใช่คนดี พวกคุณเป็นสัตว์ร้ายทางการเมือง คุณคิดว่าคุณมีคนรับใช้ ขายชีวิต ขายวิญญาณ ช่วยคุณบิดเบือนข้อเท็จจริง ลบล้างประวัติศาสตร์ แล้วคุณเชื่อเอาเองว่าประชาชนไม่รู้เท่าทัน คิดว่าประชาชนลืมสิ่งที่คุณทำไปหมดแล้ว แต่วันนี้คุณกำลังเล่นกับคนกรุงเทพมหานคร คนที่เป็นยอดคนของประเทศไทย ผมประกาศแทนพี่น้องประชาชนเหล่านี้ได้เลยว่า คนนางเลิ้ง คนราชดำเนิน คนราชประสงค์ คนสีลม หมอ พยาบาล คนไข้โรงพยาบาลจุฬา และคนฝั่งธน ชาตินี้ทั้งชาติไม่มีวันลืมพวกคุณ

เพราะฉะนั้นคุณธิดาเอ๋ย ที่ออกมาทำดี๋ๆ ด๋าๆ แต่งหน้าประแป้ง ทำเป็นคนดีว่าจะมาคุมการเลือกตั้ง แล้วเอา นปช. มาตั้งหมื่นสองพันคนนั้น น่าสงสัยมาก ว่ามีเจตนาอะไร เราไม่ใช่คนโกงเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่โกงเลือกตั้ง พรรคเขาโกงเลือกตั้ง ผมขอฟ้องพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ให้จับตาพฤติการณ์ คนพวกนี้ กกต. ก็เหลือเกินประกาศมาเลยว่า ให้ นปช. อยู่กับตำรวจ อยู่ทุกหน่วยเลือกตั้ง แล้วที่ร้ายไปกว่านั้น ที่ผมไม่สบายใจคือ กกต. สั่งพิมพ์บัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กองสลาก ไอ้สำนักสลากกินแบ่งรัฐบาล ผมไม่ไว้ใจสำนักงานสลากกินแบ่งอยู่แล้ว มาช่วงนี้ยิ่งไม่ไว้ใจใหญ่ เขากำลังทำอะไรกันอยู่ นายกฯ นั่งรถไปไหนบอกหวยได้ด้วยหรือ เขาแข่งเลือกตั้งกันมา ทำไมหวยถึงออกพรรคมึง มันน่าสงสัยไปหมดล่ะครับ

ผมเรียนกับพี่น้องทั้งหลายครับ ผมไม่ใช่คนคิดมาก ไม่ใช่คนขวัญอ่อน แต่ผมไม่ไว้ใจคนเหล่านี้เลย พี่น้องที่เคารพครับ การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คราวนี้ ระหว่างสุขุมพันธุ์กับพงศพัศ ผมคิดว่าเป็นหน้าที่พวกเรา คนรักความจริง คนไม่ลืมประวัติศาสตร์จำทุกสิ่งทุกอย่างได้ ต้องตัดสินใจทุ่มเท เหลือเวลาอีก 7 วัน ไม่รู้พวกมันจะทำอะไรอีก เรามีแต่ต้องอาศัยพลังประชาชน ชวนพี่ ชวนน้อง ชวนญาติ ชวนมิตร มาสนับสนุนสุขุมพันธุ์ ร่วมมือกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ สร้างกรุงเทพฯ ให้สวยสด งดงาม เป็นนครหลวงของอาเซียน อย่างที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ได้ประกาศนโยบายไว้ เรามาช่วยกันทำให้กรุงเทพฯ เป็นมหานครที่พี่น้องประชาชนได้อยู่อาศัยอย่างมีความสุข มีความเสมอภาค มีเสรีภาพ และมีศักดิ์ศรี ต้องประกาศกันเลยครับว่าวันนี้ไม่เอาพงศพัศ เพราะถ้าพงศพัศได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. พงศพัศจะเป็นผู้ว่าฯ แบบดาราหนังตะลุงบ้านผม มีคนชักปาก มีคนเชิด มีคนชักใยสั่งการ เพราะหนังตะลุงพูดเองไม่ได้ คิดเองไม่เป็น วันนี้เรามีนายกรัฐมนตรีที่แต่งตัวเฉิดฉาย ตะแล๊ดแต๊ดแต๋ทุกวัน มีคนชักใยอยู่แดนไกล แล้วจะมีผู้ว่าฯ กทม. ที่เป็นหนังตะลุงอย่างนั้นอีกหรือ

นั่นไม่ร้ายเท่าไหร่ครับ มีผู้หลักผู้ใหญ่หลายคน พูดให้พวกเราฟังว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คราวนี้เป็นศึกชิงเมืองหลวง ถ้าพวกเขาชนะ แดงครองเมืองหลวงของเรา แล้วพวกแดงนี้จะทำใหญ่ทำกร่าง ข่มขู่คุกคามประชาชนชาวกรุงเทพฯ พวกนี้จะมาทำการจำกัดสิทธิเสรีภาพคนกรุงเทพฯ ทำลายศักดิ์ศรีชาวกรุงเทพฯ ทำลายโอกาสคนกรุงเทพฯ

พี่น้องทั้งหลาย มีสองทางเลือกชัดๆ วันที่ 3 มีนาคม ถ้าเราเลือกเบอร์ 16 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กรุงเทพฯ จะมีความสุข ความสงบตามประสาที่เราเคยอยู่ สามารถร่วมกันสร้างให้สวยงาม มีอนาคต อย่างที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เขาประกาศนโยบายไว้ แต่ถ้าเลือกพงศพัศ แดงก็ยึดกรุงเทพฯ ยึดเมืองหลวงของประเทศไทยแห่งนี้ เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นก่อการร้าย ทำร้ายประเทศไทยส่วนที่เหลือ เหมือนที่เขาเคยยึดถนนราชดำเนิน ราชประสงค์ ยึดสวนลุมพินี แล้วใช้เป็นฐานที่มั่นก่อการร้าย ทำร้ายพี่น้องประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในเหตุการณ์ปี 2553 ที่ผ่านมา

วันนี้เขากำหนดให้ผมมาพูดเป็นคนสุดท้าย เป็นตายอย่างไรผมก็ขอพูด เพราะผมกลัว กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง เมืองสำคัญ ที่มั่นสำคัญอย่างยิ่ง ถ้าเขายึดกรุงเทพฯ ปักษ์ใต้บ้านผมก็เอาไว้ไม่อยู่ ฉะนั้นเวลาเหลืออีก 7 วัน ผมกราบเรียนวิงวอนพี่น้องที่เคารพรักทั้งหลาย เทพลัง ทุ่มเทจิตใจ ออกเดินสาย พูดกับญาติ พูดกับมิตร พูดกับลูกหลาน พูดกับคนที่เรารัก ชักชวนพี่น้องเหล่านั้นให้ลุกขึ้นมาปกป้องกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเรา ที่นี่เป็นมหานครที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นมหานครที่พ่อเราอยู่ ขอให้พวกเราที่เป็นลูกทุกคน ลุกขึ้นมาปกป้องเมืองหลวงของพ่อ อย่าให้ไพร่มันทำลาย

โดยตอนท้าย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จ.ตรัง เชิญชวนผู้ฟังปราศรัยยืนอธิษฐานจิตให้ความดี ชนะความชั่ว และขอเปิดเสียงละครเหนือเมฆเพื่อให้ผู้ฟังปราศรัยร่วมอธิษฐานจิตด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. การจัดลำดับความสำคัญของ นปช

Posted: 25 Feb 2013 12:10 AM PST

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา นปช. ออกแถลงการณ์ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา นำเสนอปฏิญญาเขาใหญ่ 3 ข้อ ซึ่ง 1 ในนั้นคือ การขอให้รัฐบาลออก พรก.นิรโทษกรรม ให้กับผู้ต้องหาทางการเมึองโดยเร็ว แต่พอข้ามปีใหม่แทนที่ นปช. จะนําเสนอ กม.นิรโทษกรรม ในทันที กลับกระโดดไปจับเรึ่องการตรวจสอบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. ทําใหัข้อเสนอนี้ขาดความต่อเนื่อง
 
ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า การเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. เกี่ยวข้องกับปฏิญญาเขาใหญ่ 3 ข้อ หรือ นปช. ตรงไหน แม้จะมีแกนนํา นปช. บางคนอ้างว่า นปช. มีสิทธิที่จะตรวจสอบการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ผู้เขียนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า หากเป็นเช่นนั้นแล้ว ทําไม นปช. จึงไม่ตรวจสอบการเลือกตั้งท้องถิ่นอึ่นๆ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ดัวย 
 
สิ่งที่แย่กว่านั้นคือ นปช. ไม่มีการนําเสนอเนื้อหาของ พรก. ฉบับนี้ก่อน จะเป็นเพราะยุ่งอยู่กับการตรวจสอบการเลือกตั้งฯ หรือเกรงใจรัฐบาลก็แล้วแต่ จนทําใหั นปช. พลาด "โอกาสทอง" ในการนําเสนอเนื้อหาของ กม.นิรโทษกรรม เป็นรายแรก

คณะนิติราษฎร์นําเสนอเนื้ือหาของ กม.นิรโทษกรรม เป็นรายแรก ในรูปแบบของร่างแกัไข รธน. หลังจากนั้น นปช. จึงเริ่มขยับนําเสนอ กม.นิรโทษกรรม ในรูปแบบของ พรก. บ้าง ผู้เขียนไม่เข้าใจว่า นปช. มัวทําอะไรอยู่จึงนําเสนอเนื้อหาของ กม.นิรโทษกรรม ทิ้งห่างจากวันที่นําเสนอปฏิญญาเขาใหญ่เกือบ 1 เดือน
 
แต่ก็เช่นเดียวกับครั้งที่แลัวคือ การขาดความต่อเนื่อง แทนที่ นปช. จะเร่งผลักดันเรื่องนี้สู่รัฐบาลโดยเร็ว ทั้งๆที่อยู่ใกล้ตัว กลับวางไว้เฉยๆ จนทําใหักลุ่มคนเสี้อแดงที่ไม่สังกัด นปช. รวมตัวกันจัดตั้ง "กลุ่มแนวร่วม 29 มกราฯ ปลดปล่อยนักโทษการเมือง" เพื่อผลักดัน กม.นิรโทษกรรม ฉบับคณะนิติราษฎร์เข้าสู่รัฐบาล 
 
เมื่อ นปช. ทราบว่า จะมีกลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มอื่นจะนำเสนอ กม.นิรโทษกรรม ก่อน แทนที่ นปช. จะรีบนําเสนอ กม.นิรโทรกรรม ของตนเองตัดหนัาก่อน กลับเพิกเฉย หนำซํ้ายังขัดขวางคนที่ให้การสนับสนุนกลุ่มแนวร่วม 29 มกราฯ ปลดปล่อยนักโทษการเมืองอีก ไม่เว้นแม้แต่ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ยังงุนงงจนถึงทุกวันนี้
 
หลังการนําเสนอ กม.นิรโทษกรรม ของกลุ่มแนวร่วม 29 มกราฯ ปลดปล่อยนักโทษการเมือง แม้จะไม่ได้จํานวนคนตามที่ตั้งเป้าหมายไวั แต่จํานวนคนที่มากหลายพันคนนั้นปฎิเสธไม่ไดัว่าสรัางความหนักใจใหักับ นปช. ไม่น้อย เรื่องนี้ นปช. อาจมองว่า เป็นความพยายามสร้างมวลชนของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่สังกัด นปช. แต่ถ้าจะหาต้นตอความผิดพลาดแล้วผู้เขียนขอยืนยันว่า เกิดจาก นปช. เอง เพราะถ้า นปช. นําเสนอเนื้อหาและส่งเรึ่องให้รัฐบาลโดยเร็ว เรื่องแบบก็คงไม่เกิด

ดังนั้นสิ่งนี้จึงเป็นบทเรียนสําคัญสําหรับ นปช. ที่ควรแยกแยะให้ออกว่่า สิ่งไหนสําคัญ-เร่งด่วน สิ่งไหนไม่สําคัญ-ไม่เร่งด่วน
 
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่อดีตแกนนํา นปช. บางคนออกมาโจมตีการนําเสนอ กม.นิรโทษกรรม ของ นปช. จนทำให้คนเสื้อแดงเกิดความสับสน ผู้เขียนเห็นว่า อดีตแกนนําคนนี้เป็นคนที่ "เห็นแก่ตัว" ที่สุด เนื่องจากสนใจเสถียรภาพของรัฐบาลมากกว่าอิสรภาพของผู้ต้องหาการเมือง ขนาด วันชัย รักสงวนศิลป์ ผู้ต้องหาวางเพลิงศาลากลาง จ.อุดรธานี เสียชีวิตในเรือนจําหลักสี่ อดีตแกนนําคนนี้ยังไม่ไยดี
 
ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า นปช. ดูเหมือนจะ "กระตือรือร้น" กับการตรวจสอบการเลือกตั้งฯมากจนมีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการตรวจสอบการเลือกตั้งฯ, รับสมัครอาสาสมัครตรวจสอบการเลือกตั้งฯ, ฝีกอบรมอาสาสมัครฯ ถึงขนาดส่งเทียบเชิญ กกต. ให้ช่วยส่งเจ้าหน้าที่มาฝึกอบรมอาสาสมัครฯกันเลยทีเดียว (แต่สุดท้าย กกต. ก็ไม่ได้ส่งคนมาช่วย นปช. แต่อย่างใด) หาก นปช. แบ่งความกระตือรือร้้นสักครึ่งหนึ่งในเรื่องนี้มาให้กับ กม.นิรโทษกรรม แล้ว นปช. ก็คงไม่ต้องเสียรังวัดใหักับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่สังกัด นปช. ถึงขนาดนี้
 
การที่แกนนํา นปช. บางคนจะเดินสายหาเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครบางคนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิด หากทําในนาม ส.ส. หรือทําเป็นการส่วนตัว แต่การที่ นปช. กระโจนลงมาตรวจสอบการเลือกตั้งฯเสียเองเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะไม่มีใครเชื่อในความ "เป็นกลาง" ของ นปช. ดีไม่ดีอาจถูกมองเป็น "หัวคะแนน" ให้กับผู้สมัครบางคนด้วยซ้ำ
 
สุดท้ายนี้ผู้เขียนขอเตือนความจํา นปช. ว่า ปฏิญญาเขาใหญ่ 3 ข้อ นอกจาก กม.นิรโทษกรรม แล้ว ยังมีการผ่านร่างแก้ไข รธน. วาระ 3 และการรับรองเขตอํานาจ ICC อีกด้วย หลังการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ กทม. 3 มี.ค. นี้ นปช. ต้องเร่งรีบผลัดดันเรื่องเหล่านี้ หาไม่แล้ว นปช. อาจจะต้องเสียรังวัดอีกครั้ง
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น