โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ส่องกระแสนักกิจกรรมหญิงคนรุ่นใหม่ในกัมพูชากับภารกิจเพื่อความเป็นธรรมต่อทุกเพศ โปรดเกล้าฯ ให้...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

3 ทหารหน่วยรบพิเศษบนราง BTS เบิกคดี 6 ศพ วัดปทุมฯ รับยิงกระสุนจริงเข้าวัด

Posted: 16 Feb 2013 12:58 PM PST

ไต่สวนการตาย 6 ศพ วันปทุมฯ ทหารรบพิเศษ 3 นาย เบิกความรับทหารในหน่วยยิงเข้าไปในวัดจริง แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ทหารในภาพบนรางรถไฟหน้าวัดเป็นทหารหน่วยเดียวกันแต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ชี้มีกลุ่มติดอาวุธยิงตอบโต้ จนท.ตรงตอหม้อรถไฟฟ้า และเสื้อขาวยิงมาจากกุฏิวัด จึงยิงกระสุนจริงสวนกดดัน นัดไต่สวนต่อ 21 ก.พ.นี้

ภาพที่ถูกถ่ายจากดาดฟ้า สตช.เย็นวันที่ 19 พ.ค.53 ซึ่งพยานรับเป็นทหารในหน่วย(คลิกดูภาพขนาดใหญ่)

14 ก.พ.56 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลไต่สวนคำร้องชันสูตรการเสียชีวิต ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนชันสูตรการเสียชีวิตของ นายสุวัน ศรีรักษา อายุ 30 ปี อาชีพเกษตรกร ผู้เสียชีวิตที่ 1, นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี บัณฑิตคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เสียชีวิตที่ 2, นายมงคล เข็มทอง อายุ 36 ปี เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้เสียชีวิตที่ 3, นายรพ สุขสถิต อายุ 66 ปี อาชีพพนักงานขับรถรับจ้างในสนามบิน ผู้เสียชีวิตที่ 4, น.ส.กมนเกด ฮัคอาด อายุ 25 ปี อาชีพพยาบาลอาสา ผู้เสียชีวิตที่ 5, และนายอัครเดช ขันแก้ว อาชีพรับจ้าง ผู้เสียชีวิตที่ 6 โดยทั้ง 6 ศพ ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.  สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

โดยพนักงานอัยการนำประจักษ์พยานเข้าเบิกความรวม 3 ปาก ประกอบด้วย พ.ท.นิมิตร วีระพงษ์ สังกัด ฝ่ายกิจการพลเรือน ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จ.ลพบุรี ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับกองพันรบพิเศษที่ 1 กรมรบพิเศษที่ 3 ในฐานะ หัวหน้าชุดทหารรบพิเศษ ที่ปฏิบัติการบนรางรถไฟฟ้าสถานีสยาม ระหว่างวันที่ 18 และ 19 พฤษภาคม  2553 รวมด้วยจ่าสิบเอกสมยศ ร่มจำปา อายุ 45 ปี และสิบเอกเดชาธร มาขุนทด อายุ 38 ปี  ทหารจากกองพันชุดจู่โจม รบพิเศษ 3 ค่ายเอราวัณ จังหวัดลพบุรี ในฐานะทหารชุดปฏิบัติการบนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯ

พ.ท.นิมิตร วีระพงษ์ เบิกความว่า ได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติการร่วมกับ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค.53 โดยได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา หน่วยรบพิเศษที่ 3 เพื่อรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญและสถานที่ ในวันที่ 10 เม.ย.53 บริเวณสี่แยกคอกวัว พื้นที่ที่ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รับผิดชอบอยู่ มีการยิงกันอย่างหนักเป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต ส่วนที่พยานรับผิดชอบอยู่คือบริเวณสะพานมัฆวาน จากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.53  ศอฉ.พบว่ามีกลุ่มบุคคลที่แอบแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมและใช้กำลัง จึงได้มีคำสั่งให้ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมโดยวิธีการจากเบาไปหาหนัก 7 ขั้นตอน ส่วนบุคคลที่ใช้กำลังต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ทหารให้ใช้วิธีการที่เรียกว่า "กฎการใช้กำลังของกองทัพไทย" โดย ศอฉ.ได้ประกาศกฎการขอคืนพื้นที่และการใช้อาวุธ

ภายหลังเดือน เม.ย.53 ผู้ชุมนุมประกาศจัดการชุมนุมที่บริเวณสีลม พยานจึงได้รับคำสั่งให้มาระวังป้องกันให้กับกองพลทหารม้า พยานจึงได้มายังพื้นที่ถนนสีลมตรงจุดทางเชื่อต่อรถไฟฟ้าบริเวณสี่แยกศาลาแดงหน้าบริเวณโรงแรมดุสิตธานี ตอมาวันที่ 15 พ.ค.53 ได้รับคำสั่งให้ระวังป้องกันให้กับกลุ่มทหารที่อยู่บริเวณถนนราชปรารภ โดยก่อนที่พยานจะเข้าไปนั้นมีคนใช้อาวุธปืนยิง M79 ตอบโต้กับเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่บริเวณแยกราชปรารภ เมื่อหน่วยของพยานเข้าไปจึงได้ใช้อาวุธปืนยิงคุ้มกันเพื่อไม่ให้คนที่มีอาวุธปืนดังกล่าวยิงมายังเจ้าหน้าที่ทหาร

ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.53 ศอฉ. ต้องการกระชับพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ พยานและหน่วยของพยานจึงประจำที่แยกปทุมวัน ในเวลา 17.00 น. ต่อมาในวันที่ 19 พ.ค.53 พยานและหน่วยพยานได้ขึ้นไปประจำบนสถานีรถไฟฟ้าคุ้มกันให้กับเจ้าหน้าที่ทหารจากกรมทหารราบที่ 31 กองพันที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.31 พัน 2 รอ.) โดยทหารดังกล่าวมีหน้าที่คุ้มกันประชาชนที่ต้องการเดินทางออกจากพื้นที่กลับยังภูมิลำเนา โดย ศอฉ. ได้เตรียมรถเพื่อรับผู้ชุมนุมอยู่บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์และมีการส่งข้อความหากลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อแจ้งว่าสามารถเดินทางออกจากพื้นที่การชุมนุมได้ โดยวันที่ 19 พ.ค.53 เวลา 13.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมแจ้งความประสงค์ว่าต้องการจะเดินทางออกจากพื้นที่ประมาณ 200 คน หลังจากนั้นมีผู้ชุมนุมเดินทางออกมาจากพื้นที่ชุมนุม

และเวลาต่อมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่โรงหนังสยาม พยานได้รับคำสั่งจาก ร.31 พัน 2 รอ. ให้ พยานไปตรวจค้นบริเวณแนวบังเกอร์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ ร.31 พัน 2 รอ. เดินทางนำเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไปยังโรงหนังสยาม ขณะรับคำสั่งนั้นพยานประจำอยู่บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ โดยก่อนหน้าที่พยานและหน่วยได้รับคำสั่งทราบว่ามีกองกำลังติดอาวุธยิงกระสุนมายังเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่สามารถปฏิบัติงานได้

ศอฉ.มีคำสั่งให้หน่วยของพยานที่มีประมาณ 60 คน ทำหน้าที่ป้องกันให้กับหน่วยภาคพื้น ซึ่งมี ร.31 พัน 2 รอ. ปฏิบัติหน้าที่บนพื้นราบ ส่วนหน่วยของพยานประจำอย่าบนสถานีรถไฟฟ้าเพื่อทำหน้าที่ระวังป้องกัน โดยหน่วยของพยานใช้อาวุธปืน M16

วันที่ 19 พ.ค.53 เวลาประมาณ 15.00 น. หน่วยของพยานได้ปฏิบัติการระวังป้องกันโดยเริ่มจากแยกปทุมวันฯ หลังจากนั้นได้เดินบนสะพานลอยรถไฟฟ้ากระทั้งข้ามแยกปทุมวัน และเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าสยาม โดยผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานที่อยู่ด้านหน้าทำการสำรวจ ขณะนั้นมีชาย 2 คนใช้อาวุธปืนยิงใส่ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานแจ้งว่าชาย 2 คนดังกล่าวยืนอยู่บริเวณแยกเฉลิมเผ่าตรงจุดที่รถ 6 ล้อจอดอยู่ ขณะนั้น ร.31 พัน 2 รอ. ได้แจ้งให้หน่วยของพยานถอนตัวออกมาจากบริเวณดังกล่าวก่อนเนื่องจากสถานการณ์ยังไม่ชัดเจน รวมทั้งเกรงว่ายังคมมีกลุ่มผู้ชุมนุมหลงเหลืออยู่บริเวณดังกล่าว ขณะที่หน่วยของพยานถอนตัวนั้นพยานทราบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมหลบเข้าไปในวันปทุมฯ รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะที่หน่วยของพยานได้รับคำสั่งให้ถอนตัวออกจากบริเวณดังกล่าว ผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานยิงไปยังบริเวณรถ 6 ล้อ ที่บริเวณแยกเฉลิมเผ่าเพื่อกดดันไม่ให้ชาย 2 คนที่มีอาวุธ โดยนอกจากยิงไปยังบริเวณรถหกล้อแล้วยังยิงไปยังตอหม้อเสารถไฟฟ้า จากนั้นหน่วยของพยานได้ถอนออกมาจากบริเวณดังกล่าวแล้วมายังบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ หลังจากนั้นเห็นเพลิงไหม้ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ร.31 พัน 2 รอ. ได้รับคำสั่งให้อำนวยความสะดวกเจ้าหน้าที่ดับเพลิงเพื่อไปยังห้างเซ็นทรัลเวิลด์และบริเวณสยามสแควร์

พยานทราบว่า ศอฉ. ได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารที่แยกเพลินจิตร แยกปทุมวันและแยกสีลม ให้อำนายความสะดวกให้รถเข้าไปดับเพลิงที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์และบริเวณสยามแควร์ หากทางด้านใดใน 3 ทางนั้นอำนวยความสะดวกได้ก็ให้อำนวยการไป โดย ร.31 พัน 2 รอ. ที่ประจำอยู่ แยกปทุมวันนั้น ไปทางพื้นราบถนนพระราม 1 และอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเพื่อไปยังสยามสแควร์และห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยหน่วยของพยานจะประจำป้องกันให้บนพื้นที่สูง บนรางรถไฟฟ้าสถานีสนามกีฬาแห่งชาติและเดินไปกระทั้งถึงสถานีสยามสแควร์ โดยหน่วยของพยานจะทำการล้อมป้องกันไม่ให้บุคคลใดยิงปืนมายังเจ้าหน้าที่ทหาร ร.31 พัน 2 รอ. ที่ประจำอยู่บริเวณภาคพื้นดิน

หน่วยของพยานเดินทางไปบนรางรถไฟฟ้าชั้น 2 และชั้น 3 บนสถานีสนามกีฬาแห่งชาติมาจนกระทั้งถึงก่อนชานชาลาสถานีสยามมองเห็นตาขายสีเขียวและกองยางรถยนต์วางปิดกั้นอยู่จนไม่สามารถมองเข้าไปเห็นด้านในของชานชาลาของสถานีรถไฟฟ้าสยามได้ ตรวจพบเศษอาหารและระเบิดเพลิงกองอยู่ 5-6 ขวด หน่วยของพยานเดินทางออกจากสถานีรถไฟฟ้าสยามกีฬาเวลาประมาณ 17.20 น. และไปถึงสถานีสยามเวลาประมาณ 18.00 น. เหตุที่ทราบเนื่องจากได้ยินเสียงเพลงชาติ และพยานได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่บริเวณรางรถไฟฟ้าชั้น 2 และ 3 ตั้งแต่สถานีจนถึงท้ายของชานชาลา เนื่องจากชั้นที่เป็นสถานีจำหน่ายตั๋วนั้นพยานไม่สามารถเดินเข้าไปได้เพราะมีตะแกรงเหล็ก

ขณะที่ประจำอยู่บริเวณชั้น 3 ของสถานีรถไฟฟ้าเห็นรอยไหม้ของร้านเสริมสวยบริเวณสยามสแควร์ ซึ่งพยานเห็นว่าน่าจะเกิดจากการขว้างระเบิดเพลิงจากบนลงล่าง พยานยังได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำคีมมาตัดตะแกรงเหล็ก ขณะรอนั้นหน่วยของ ร.31 พัน 2 รอ. ได้ประจำอยู่ด้านล่างของสถานีรถไฟฟ้าสยาม ขณะนั้นได้ยินเสียงปืนดังมาจากแยกเฉลิมเผ่า ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ประจำอยู่บริเวณชั้น 2 ของสถานีรถไฟฟ้า ได้ยินเจ้าหน้าที่ทหารจาก ร.31 พัน 2 รอ. ด้านล่างร้องขอความช่วยเหลือ ขณะนั้นเจ้าหน้าที่ทหารจาก ร.31 พัน 2 รอ. ขึ้นจากบันไดด้านล่างมายังชั้นจำหน่ายตั๋วของสถานีฯ แต่ยังไม่สามารถเข้าไปได้เนื่องจากตะแกรงเหล็กปิดกั้นอยู่ พยานจึงสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ประจำอยู่บนรางรถไฟฟ้า 2 ทำหน้าที่ระวังป้องกันให้กับทหาร ร.31 พัน 2 รอ. จากนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานได้แจ้งว่ามีกลุ่มคนยิงปืนมายังชั้น 2 ของสถานีรถไฟฟ้าสยาม โดยผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานได้ปฏิบัติตามกฎของกองทัพไทยที่เริ่มต้นด้วยการเตือนก่อน จากนั้นยิงอาวุธปืนเล็งมายังพื้นถนนซึ่งไม่ได้มุ่งหมายไปยังบุคคล แต่หากยังมีภัยคุกคามอยู่อย่างต่อเนื่องจึงจะยิงไปยังกลุ่มคนเพื่อกดดันให้ถอยร่นไป

หลังจากนั้นเวลา 18.10 น. หลังจากหน่วยของพยานได้ประจำอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 2 ชั้น 3 และชั้นล่างตรงสถานีเพื่อเฝ้าระวังให้หน่วยที่ปฏิบัติยังภาคพื้นซึ่งขณะนั้น เวลาประมาณ 18.00 น. หน่วยพยานได้เคลื่อนกำลังจากสถานีรถไฟฟ้าสยามไปกระทั้งด้านหน้าวัดปทุม โดยผู้ใต้บังคับบัญชาของพยาน 7 นายเคลื่อนที่บนรางรถไฟฟ้าชั้น 2 ไปจนกระทั้งบริเวณหน้าวัดปทุม เนื่องจากขณะนั้นมีภัยคุกคามเกิดขึ้นภายในวัดปทุมและบริเวณนอกวัด โดยภัยคุกคามนั้นหมายถึงคนที่อยู่ในวัดปทุมและนอกวัดยิงปืนใส่

เวลาประมาณ 18.20 น. พยานได้เรียกกำลังทั้ง 7 นาย กลับมาประจำการอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าสยามและพยานประจำอยู่ที่สถานรถไฟฟ้าสยามจนกระทั้งวันที่ 21 พ.ค.53 เมื่อวันที่ 20 พ.ค.53 หน่วยของพยานได้รับคำสั่งให้เฝ้าระวัง ร.31 พัน 2 รอ. เข้าตรวจค้นในวัดปทุม โดยหน่วยของพยานประจำอยู่บนรางรถไฟฟ้าเช่นเดิม ศอฉ.ให้ ร.31 พัน 2 รอ. เข้าไปตรวจค้นในวัดปทุมและนำกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากวัด ในการปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดหน่วยของพยานใช้กระสุนปืนน้อยมากแต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ในการปฏิบัติหน้าที่หน่วยของพยานไม่มีเจ้าหน้าที่ในหน่วยผู้ใดได้รับบาดเจ็บ พยานได้ทราบจากรายงานของสื่อมวลชนว่าภายในวัดปทุมมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในวันที่ 19 พ.ค.53

ในการปฏิบัติหน้าที่หน่วยของพยานมีประมาณ 60 นาย ได้รับคำสั่งโดยตรงจาก ศอฉ. ให้ M16 ชนิด A2 และ A4 ซึ่งจะใช้กับลูกกระสุนปืน M866 มีหัวสีเขียว กระสุนปืน M855 มีหัวสีเขียวสามารถใช้กับปืนทราโวหรือปืนชนิดอื่นได้ด้วย และสามารถให้กับ M16 ชนิด A1 ได้ แต่ประสิทธิภาพในการยิงอาจจะลดลงและอาจจะก่อให้เกิดการชำรุดของปืน หน่วยของพยานไม่มีพลซุ่มยิง หน่อยของพยานจะทำหน้าที่ระวังป้องกันเมื่อมีการร้องขอ และเป็นหน่วยที่ชำนาญที่สุดในการปฏิบัติหน้าที่ในเมือง

ตามกฎการใช้กำลังหากมีการใช้อาวุธปืนหรือขว้างระเบิดเพลิงมายังเจ้าหน้าที่ทหารๆ สามารถจะยิงปืนไปเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดการกระทำนั้นต่อไป แต่จะไม่ยิงไปเพื่อมุ่งหมายต่อชีวิต

ภาพที่ปรากฏบนรางรถไฟฟ้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพยาน ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้านั้นจะรายงานมายังพยานผ่านทางวิทยุสื่อสาร หากจะใช้อาวุธปืนยิง จ่าสิบเอกสมยศ ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตพยานก่อน ขณะที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าพยานอยู่ตรงกลางสถานีและมอบภารกิจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปตรวจระวังป้องกันตามที่ได้รับการร้องขอ โดยผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานได้ปฏิบัติหน้าที่บริเวณหน้าวัดปทุมบนรางรถไฟฟ้า ซึ่งภายหลังได้รับรายงานด้วยว่าจ่าสิบเอกสมยศ ได้ยิงปืนไปยังบริเวณหน้าศาลและผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานอีก 1 นาย ได้ยิงปืนไปยังบริเวณรถซึ่งจอดภายในวัดปทุมด้วย ซึ่งเป็นการรายงานด้วยวาจาหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติหน้าที่

หน่วยของพยานได้เคยฝึกควบคุมฝูงชนและปราบจลาจล กระสุนปืนที่พยานใช้นั้นหากยิงไปกระทบของแข็งกระสุนปืนจะแตกกระจายออก จึงเป็นไปได้น้อยมากที่จะแฉลบ การที่กระสุนไประทบของแข็งจะแฉลบได้นั้นจะต้องทำมุม 10-15 องศา เท่านั้น กระสุนที่ไปกระทบของแข็งหรือปูนจะมีการกระจายออกรอบทิศทาง

จ่าสิบเอก สมยศ ร่มจำปา เบิกความกรณีการชุมนุมของ นปช. นั้น พยานมาปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 5 พ.ค.53 ภายใต้การบังคับบัญชาของ ศอฉ.และผู้บังคับบัญชาคือ พ.ท.วินัย พิมาย ที่เป็นผู้บังคับกองพัน ส่วน พ.ท.นิมิตร วีรพงษ์ นั้นพยานมาขึ้นต่อการบังคับบัญชาในวันดังกล่าว ซึ่งประจำอยู่ที่ราบ 11 แล้วไปที่บริเวณสี่แยกสีลม และในวันที่ 15 พ.ค.ได้ไปประจำการอยู่ที่แอร์พอตลิงค์ มีหน้าที่รับผิดชอบในการป้องกันอาคารสถานที่ หลังจากนั้นพยานได้กลับไปที่ราบ 11 อีก จนวันที่ 18 พ.ค.53 ได้เดินทางลงรถที่กระทรวงพลังงานและได้เคลื่อนไปที่สถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬา มีคำสั่งให้รักษาความปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าทีทหารจากกรมทหารราบที่ 31 กองพันที่ 2 รักษาพระองค์ (ร.31 พัน 2 รอ.)

วันที่ 19 พ.ค.53 เวลาประมาณ 10.00 น. ศอฉ. เริ่มมีการประกาศให้ประชาชนทยอยออกมาจากพื้นที่ชุมนุมมาทางด้านสนามกีฬา โดยพยานยังรักษาความปลอดภัยให้กับ ร.31 พัน 2 รอ. ในด้านล่างและคุ้มกันกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการออกพื้นที่

ต่อมาก่อน 15.00 น. ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา คือ พ.ท.นิมิตร ให้เข้าไปเคลียร์พื้นที่ด้านล่างที่มีกองยาง ถังน้ำมันและสิ่งกีดขวางอื่นๆ ที่อยู่บริเวณหน้าสนามกีฬาไปจนถึงแยกปทุมวัน รวมทั้งให้ดูแลคุ้มกันให้กับเจ้าหน้าที่ดับเพลิง เนื่องจากในตอนนั้นโรงภาพยนตร์ สยาม เกิดเหลิงไหม้แล้ว

ซึ่งขณะนั้นพยานเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการมีกำลัง 9 นาย หลังจากได้รับคำสั่งให้เคลียร์พื้นที่เข้าไปในพบเต้นท์และสิ่งกีดขวางกองอยู่และได้ยินเสียงปืนมาจากด้านหน้า โดยก่อนหน้าพยานจะเข้าไป ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปชุดหนึ่งแล้วในพื้นราบ ขณะนั้นพยานอยู่เลยบริเวณแยกปทุมวันฯ ไปประมาณ 15 เมตร จึงทำให้เข้าไปต่อไม่ได้ เนื่องจากถูกยิงโดนมาจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย จึงกลับไปอยู่ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ อย่างไรก็ตามตอนที่ได้รับแจ้งว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงสกัดนั้น พยานไม่ได้เห็นด้วยตาแต่มีการวิทยุมาแจ้ง

จนกระทั้งเวลา 17.00 น.เศษ มีการจัดกำลังใหม่ เคลื่อนที่ไปยังสถานีรถไฟฟ้าสยามฯ โดยมีคำสั่งจาก พ.ท.นิมิตร เนื่องจากในตอนนั้นเกิดเหตุเพลิงไหม้ที่ห้าง CTW สำหรับเหตุที่ต้องเคลื่อนกำลังเนื่องจากตอนนั้นหน่วย ร.31 พัน 2 รอ. จะต้องเคลื่อนไปด้านล่าง หน่วยของพยานมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้กับหน่วยดังกล่าว แกละจะต้องพาพนักงานดับเพลิงไปดับไฟด้วย โดยขณะนั้นหน่วยของพยานได้เคลื่อนไปที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม บนชานชรารถไฟฟ้าชั้นล่าง เริ่มออกเวลาประมาณ 17.30 น. ก่อนถึงสถานีสยามประมาณ 5 เมตร พบบังเกอร์และสแลนตาข่ายสีเขียวดำที่เป็นของฝ่าย นปช. อยู่บนรางรถไฟ จึงเข้าตรวจวัตถุระเบิดบริเวณดังกล่าวก่อน และเมื่อเข้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าสยาม เวลา 18.00 น. เพราะขณะนั้นได้ยินเสียงเพลงชาติจากด้านหน้า เมื่อเข้าไปในพื้นที่สถานีรถไฟฟ้าสยามก็ควบคุมพื้นที่ พบร่องรอยการอยู่อาศัย มีกล่องอาหาร หนังสือพิมพ์สำหรับปูนอน และถังน้ำมันชุดคบเพลิงไว้ในถัง ขวดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีเศษผ้าที่ปากขวดสามารถจุดไฟแล้วกว้างให้เกิดเพลิงได้ ระหว่างตรวจสอบสถานที่นั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้นด้านล่าง และเจ้าหน้าที่ทหารจาก ร.31 พัน 2 รอ. ที่อยู่ด้านล่างได้เรียกให้หน่วยของพยานคุ้มกันจากกองกำลังไม่ทราบฝ่ายซึ่งใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ทหาร โดยที่ขณะนั้นพยานยังไม่เห็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายดังกล่าว พยานจึงแจ้งผ่านวิทยุสื่อสารไปที่ผู้บังคับบัญชาคือ พ.ท.นิมิตร เพื่อขออนุมัติให้คุ้มกัน จึงได้มีคำสั่งมาให้คุ้มกัน หลังจากนั้นพยานเคลื่อนที่ออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าสยามฯ โดยอยู่บนรางรถไฟฟ้าชั้นแรกเคลื่อนที่ไปทางห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ประมาณ 5 เมตร พยานได้โผล่หน้าไปตรวจการพบชายชุดดำ 4 คน อยู่ตรงบริเวณตอหม้อรถไฟฟ้าถืออาวุธปืนยาว และหนึ่งในนั้นได้ยิงขึ้นมาแต่ไม่โดนใคร หลังจากนั้นพยานจึงได้ยิงสวนไปยังตอหม้อบริเวณแยกเฉลิมเผ่า 4-5 นัด ในเวลาประมาณ 18.10 น. กระสุนถูกตอหม้อรถไฟฟ้า แต่ไม่โดนใคร

หลังจากนั้น 4 คน ดังกล่าวได้วิ่งหลบหายไปหลังตอหม้อ พยานได้สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปตรวจด้านซ้ายของรางรถไฟฟ้าด้านที่ติดกับห้างสยามพารากอน และหน่วยของพยานได้เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ มาถึงคลองตรงระหว่างห้างสยามพารากอนกับวัดปทุมฯ มองไปยังกุฏิวัดปทุมฯ เห็นบุคคลอยู่บริเวณนั้น เป็นชายสวมเสื้อสีขาว กางเกงลายพรางสวมโม่งสีดำถืออาวุธปืน M16 เล็งมาที่พยานอยู่ ประมาณ 18.10 น. เศษ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มืด และพยานห่างจากชขายเสื้อขาวดังกล่าวประมาณ 30 เมตร พยานได้ยิงไปยังแนวกำแพงวัดด้านข้างติดกับคลอง 1 นัด ชายคนดังกล่าวจึงได้หลบไปด้านในกุฏิวัด ต่อจากนั้นพยานได้เคลื่อนไปเรื่อยๆ เนื่องจากมีภัยคุกคามอยู่ด้านหน้า และต้องทำหน้าที่คุ้มกัน ร.31 พัน 2 รอ. ที่อยู่ด้านล่าง

จนกระทั้ง 18.25 น. ได้รับการสั่งการจาก พ.ท.นิมิตร สั่งถอนกลับไปที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม แต่ช่วงที่เคลื่อนมาประจำอยู่นั้นพยานอยู่บนรางหน้าวัดปทุมฯ ตางหน้าเป็นสระน้ำ มีกลังที่แบ่งไปทางด้านหน้าพยาน(ไปทางห้าง CTW) 10 เมตร จำนวน 3 นาย โดยมีพยานยืนตรงกลาง และมีการกระจายกำลังไปด้านหนังพยานห่างไป 3 เมตรด้วย ขณะนั้นพยานใช้อาวุธ M16 A 2 เป็นอาวุธประจำกายในการปฏิบัติหน้าที่ โดยทาง ศอฉ.และผู้บังคับบัญชากำชับให้ใช้จากเบาไปหาหนัก ห้ามยิงใส่กลุ่มคน เด็กและสตรี โดยให้ยิงขึ้นฟ้าหรือในทิศทางที่ปลอดภัย และหากยังปรากฏภัยคุกคามอีกให้ยิงไปทางส่วนล่างของร่างกายที่ไม่เป็นอันตราย

นอกจากตัวพยานยิงไปที่ตอหม้อรถไฟฟ้าและกำแพงวัดแล้วยังมีผู้ใต้บังคับบัญชาอีกที่ยิง และมีมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ในส่วนหน้าได้ยิงไปที่แนวถนนและกำแพงวัดอีกด้วย โดยได้รับแจ้งจากผู้ใต้บังคับบัญชาว่ามีชายชุดดำอยู่บริเวณดังกล่าวทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชายิงไปยังบริเวณนั้น  ขณะปฏิบัติหน้าที่นั้นหน่วยของพยานไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หลังจากถอนกำลังไปอยู่ที่สถานีรถไฟฟ้าสยามฯ แล้วพยานอยู่ที่นั่นจนถึงวันที่ 23 พ.ค.53 จึงถอนกำลังกลับออกไป

จ่าสิบเอก สมยศ ได้ตอบการซักของทนายญาติผู้ตายด้วยว่า การมาปฏิบัติหน้าที่มาวันที่ 5 พ.ค.53 โดยมาปฏิบัติหน้าที่ทดแทนกำลังที่มีอยู่ ปืนประจำกายเป็นปืน M16 A2 นั้นได้มาจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ถอนกำลังออกไป เช่นเดียวกับทหารในหน่วยของพยานด้วย สำหรับ M16 A2 นั้น พยานสามารถถอดประกอบเพื่อเอามาทำความสะอาดได้ ในระดับผู้ใช้เท่านั้น ซึ่งสมารถถอดได้ทั้งในส่วนล่าง ส่วนบนและลูกเลื่อน ใช้เวลาประมาณ 5 นาทีสำหรับถอด และ 5 นาทีสำหรับการประกอบ โดย M16 A2 มีระยะในการยิงหวังผลที่มีเป้าหมายเป็นจุดอยู่ที่ 150 เมตร แต่ถ้าเป็นพื้นที่กว้าง 350 เมตร อาวุธปืนชนิดนี้มีแรงสะท้อนถอยหลัง โดยการเล็กนั้นเป็นการเล็กจากศูนย์หลังไปศูนย์หน้า สำหรับระยะ 150 เมตร หากเล็งแบบปราณีก็จะแม่นยำ โดยปืนชนิดนี้จะมีการปรับการยิงได้แบบ 1 นัด และ 3 นัด แต่ไม่สามารถยิงแบบออโต้ได้

ในวันที่ 19 พ.ค.53 พยานเป็นหัวหน้าชุด รวมตัวพยานด้วยชุดนั้น มี 9 นาย ตอนเคลื่อนมาจากสนามกีฬาเพื่อมาที่สยามพารากอนนั้น ในช่วงแรกมีกำลังส่วนหน้าบนพื้นราบอยู่ ส่วนที่ไม่ได้เคลื่อนไปต่อในครั้งแรกนั้น เพราะถูกต่อต้านจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย โดยช่วยที่เคลื่อนไปช่วงแรงนั้นหน่วยของพยานไม่ได้ขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้า ส่วนการเคลื่อนอีกครั้งในเวลา 17.30 น. นั้นพยานได้มีการยิงไปที่ตอหม้อรถไฟฟ้าร่วมกับ ส.อ.วิฑูรย์ อินทำ โดยบริเวณนั้นมีชายชุดดำ พยานยิงไป 4-5 นัด ส่วน ส.อ.วิฑูรย์ ยิงไป 2 นัด โดยยิงแบบชะโงกหน้าไปยิงตรงช่องว่าง โดยในขณะนั้นไม่มีประชาชนที่อยู่บริเวณถนนพระราม 1 แล้ว หลังจากที่พยานได้ยิงแล้วนั้น 4-5 คนนั้นก็หลบไปหลังตอหม้อ แต่ยังคงได้ยินเสียงยิงปะทะกันด้านล่าง เสียงดังเป็นระยะๆ ต่อๆ กัน จากทั้งทางฝั่งทหารและจากด้านหน้าข้างล่างบนถนน

ความสูงของพนังรางรถไฟฟ้าที่พยานอยู่ประมาณ 1.2 เมตร การเคลื่อนที่ไปนั้นเป็นการเคลื่อนแล้วหยุด แล้วขยับไปเรื่อยๆ เพื่อตรวจการ โดยในขณะนั้นฝั่งสำหนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารประจำการอยู่ ขณะตรวจการมองไปที่วัดปทุมนั้นยังคงเห็นได้ชัดเจน ในวัดมีคนประมาณการไม่ได้ แต่มีมากพอสมควร ส่วนบริเวณริมสระน้ำด้านในนั้นมีกลุ่มเล็กๆอยู่ แต่เข้าไปในวัดมีมากพอสมควร มีทั้งเด็ก ผู้หญิง คนชรา ที่เป็นผู้ชุมนุมหลบเข้าไป และทราบว่าที่นั่นเป็นเขตอภัยทาน

ตอนถอนกำลังกลับไปนั้นผู้ใต้บังคับบัญชาได้รายงานกับพยานโดยการยิงทั้งหมดยิงไปด้วยกระสุนจริง สำหรับการตัดสินใจยิงนั้นเป็นการใช้ดุลยพินิจของแต่ละบุคคล โดยพยานไม่ได้สั่ง สำหรับระยะเวลาที่เคลื่อนกำลังไปหน้าวัดปทุมถึงถอนกำลังนั้น ใช้เวลา 15 นาที ขณะที่พยานใช้อาวุธปืนยิงนั้นตัวพยานไม่ได้เตือน แต่มีลูกน้องคือ ส.อ.วิฑูรย์ ที่แจ้งว่ามีชายชุดดำหลบอยู่ใต้รถ และแจ้งชายดังกล่าวให้ออกมา แต่พยานไม่ทราบว่า ส.อ.วิฑูรย์ ได้ยิงคนที่หลบอยู่ใต้รถหรือไม่ แต่ ส.อ.วิฑูรย์ มีการยิงไปในบริเวณนั้น

ทนายญาติผู้ตายได้นำภาพชายแต่งกายคลายทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯ ให้ จ่าสิบเอก สมยศ ดู พร้อมกับสอบถามว่าเป็นใคร จ่าสิบเอก สมยศ เบิกความต่อศาลว่าไม่ทราบว่าคนในภาพเป็นใคร แต่คิดว่าเป็นทหาร และบนรางรถไฟฟ้าตรงหน้าวัดปทุมฯนั้น มีเฉพาะชุดของพยาน 9 นาย โดยการปฏิบัติการนั้นพยานกับลูกน้องมีกระสุนคนละ 140 นัด เวลาส่งกระสุนคืนจะมีนายสิบประจำหมวดรวบรวมนับส่งคืน ในการปฏิบัติการตรงนั้นพยานใช้ไป 5 นัด ส่วนคนอื่นนั้นไม่ทราบว่าใช้ไปกี่นัด

ส.อ.วิฑูรย์ อยู่หน้าพยาน ซึ่งมี 3 นาย ห่างไปจากจุดที่พยานอยู่ประมาณ 10-15 เมตร และตรงจุดนั้นหลังวันที่ 19 พยานได้เคยเดินไปและหากมองจากจุดนั้นจะมองเห็นด้านหน้าประตูทางเข้าวัดปทุมได้ชัด วันที่ 20 พ.ค.53 ยังมีเต้นท์และเห็นรถที่จอดอยู่หลายคัน โดย ส.อ.วิฑูรย์ ได้แจ้งให้กับพยานทราบว่าเห็นชายชุดดำหลบเข้าไปในรถ และ ส.อ.วิฑูรย์ ยังแจ้งพยานด้วยว่าได้ยิงไปยังพื้นถนนหน้าวัดด้วย

หลังจากนั้นทนายได้นำภาพกลุ่มคนที่แต่งกลายคล้ายทหารมาให้พยานพิจารณาอีกครั้ง จำนวน 4 ภาพพร้อมตั้งคำถาว่าจากในภาพมีการหลบหรือไม่ จ่าสิบเอก สมยศ เบิกความต่อศาลว่า เป็นไปได้ว่าจะเป็นการหลบกระสุนหรืออาจจะกำลังเล็งก็ได้ โดยการหลบกระสุนปืนต้องหลบให้ต่ำกว่าแนวที่บังถึงจะหลบได้ แต่ถ้าหลบจากแนวกำแพงที่กระสุนมาจากด้านล่างก็เพียงแค่หลบวิถีกระสุนก็ได้ มันอาจไม้ต้องหลบตามแนวทั้งหมด แต่เป็นการหลบในลักษณะตกใจก็ได้

ส.อ.เดชาธร มาขุนทด เบิกความว่า เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เมื่อ เม.ย.53 โดยมาในส่วนของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ มี พ.ท.นิมิตร วีรพงษ์ (ยศขณะนั้น พ.ต.) เป็ยผู้บังคับบัญชา ได้รับคำสั่งให้เป็นหน่วยคุ้มกันให้กับ ร.31 พัน 2 รอ. ที่สีลม ก่อนจะกลับไปที่ราบ 11 หลังจากนั้นวันที่ 18 พ.ค.53 เวลาประมาณ 17.00 น. ได้เคลื่อนกำลังจาก ราบ 11 มาที่กระทรวงพลังงาน โดยมีหน้าที่คุ้มกัน ร.31 พัน 2 รอ. เหมือนเดิม เวลาตี 1 ของวันที่ 19 พ.ค.53 ได้เคลื่อนกำลังจากกระทรวงพลังงานมายังสถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ จนกระทั้งบ่าย 3 โมง โดยประมาณ ขณะนั้นเกิดเพลิงไหม่ที่โรงหนังสยาม มีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่สามารถเข้าไประงับเหตุได้ เนื่องจากบริเวณด้านหน้าทางเข้ามีสิ่งกีดขวาง พยานและหน่วยจึงเข้าไปเคลียร์พื้นที่ด้านล่าง เพื่อให้รถดับเพลิงสามารถไปดับเพลิงได้ โดยเริ่มเคลียร์พื้นที่ตั้งแต่แยกสนามกีฬาฯ มุ่งหน้าไปเรื่อยๆ แต่เคลียร์ไปได้เล็กน้อยเนื่องจากมีเสียงปืนดังมาจากด้านหน้าพยานฝั่งทางโรงหนังสยาม หลังจากนั้น พ.ท.นิมิตร ได้สั่งให้พยานถอนกำลังกลับมายังที่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาฯ

เวลา 17.30 น. พยานได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่ระวังป้องกันให้ ร.31 พัน 2 รอ. เพราะหน่วยดังกล่าวจะต้องเข้าไปเคลียร์พื้นที่ด้านล่าง โดยพยานมี จ่าสิบเอก สมยศ เป็นหัวหน้าชุด ปฏิบัติหน้าที่บนรางรถไฟฟ้า โดยจ่าสิบเอกสมยศ ให้พยานเคลียร์พื้นที่บนรางรถไฟฟ้าตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาฯ ถึง สถานีรถไฟฟ้าสยามฯ ซึ่งขณะนั้นพบสิ่งกีดขวางเป็นยางรถยนต์กับสแลนสีดำเขียวขวางอยู่ระหว่างสถานีสนามกีฬาฯ กับสถานีสยามฯ วางอยู่บนรางรถไฟฟ้า หลังจากเคลียร์แล้วก็เคลื่อนคู่ขนานไปกับ ร.31 พัน 2 รอ. ที่อยู่ด้านล่าง ถึงสถานีสยามในเวลา 18.00 น. ทราบเวลาจากการได้ยินเสียงเพลงชาติ หลังจากนั้นได้ยินเสียงปืนจากรอบทิศทาง มีทหารด้านล่างตะโกนให้หน่วยของพยานคุ้มกัน หน่วยของพยานจึงได้ทำการตรวจการด้วยสายตาโดยมองไปด้านล่างพบเป็นชายผมสั้นเสื้อขาวสวมหมวกโม่ง กางเกงลายพราง ถือปืนตรงข้างกำแพงวัด พยานจึงได้แจ้งไปยังจ่าฯสมยศ ทราบ แต่ไม่ทราบว่าจ่าฯ สมยศได้ยิงลงไปหรือไม่เนื่องจากพยานเดินไปด้านหน้าต่อเพื่อตรวจการ ขณะนั้นเห็นชายชุดดำบริเวณกำแพง 1 คน จึงได้แจ้งให้ ส.อ.ภัทรนนท์ มีแสง เพื่อให้ตรวจดูชายชุดดำแทนพยาน เนื่องจากพยานต้องการเคลื่อนไปหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์

ระหว่างตรวจการอยู่บนรางรถไฟฟ้า พยานไม่เห็นชุดของจ่าสิบเอกสมยศ ยิงปืนไปทางด้านใด เนื่องจากพยานอยู่ทางด้านหน้า ต่อมาผู้บังคับบัญชามีคำสั่งให้หน่วยของพยานถอนกำลังไปที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม พยานอยู่ตรงนั้นจนถึงวันที่ 22 พ.ค.53 จึงกลับลพบุรี

ในวันที่ 19 พ.ค.53 นั้น ชุดของพยานและทหารในบังคับบัญชาของ พ.ท.นิมิตร แต่งกายชุดลายพรางและมีสติ๊กเกอร์ สีชมพูติดด้านหลังหมวกทุกนาย ที่ติดสติ๊กเกอร์ ที่หมวกเพื่อเป็นสัญญาลักษณ์บอกว่าเป็นทหารหน่วยเดียวกัน ซึ่งปกติจะไม่ติดมีการติดในวันที่ 19 พ.ค.วันเดียว สำหรับในหน่วย 9 นายที่พยานอยู่นั้นพยานทำหน้าที่เป็นพนักงานวิทยุ

บนรางรถไฟฟ้าไม่มีการยิงปะทะกันเนื่องจากไม่มีใครอยู่บนรางนั้น ส่วนกรณีชายเสื้อขาวสวมหมวกไหมพรมนั้นถืออาวุธ M16 ในท่าเล็งมาทางรางรถไฟฟ้า ระยะห่างจากจุดที่พยานอยู่ประมาณ 50 เมตร นอกจากคนนั้นแล้วไม่พบคนอื่นอยู่บริเวณนั้น โดยขณะที่พยานเห็นบุคคลดังกล่าวไม่มีการยิง แต่หลังจากนั้นไม่แน่ใจว่ามีการยิงขึ้นมาหรือไม่ ระหว่างที่อยู่หน้าวัดปทุมไม่เห็นและไม่ได้ยินทหารในชุดของพยานยิงปืน ในระหว่างที่เดินตรวจการนั้นเห็นประชาชนเดินในวัดปทุมฯ ตัวพยานนั้นไม่ถูกใครยิงปืนใส่และไม่ได้รับบาดเจ็บ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เกิดเหตุระเบิดที่ จ.ปัตตานี หลายจุด

Posted: 16 Feb 2013 10:52 AM PST

16 ก.พ.56 - เว็บไซต์สปริงนิวส์รายงานว่าเมื่อเวลา 18.00 – 21. 00 น. ได้เกิดเหตุระเบิดหลายจุดที่ จ.ปัตตานี ดังนี้
 
1. พบระเบิดเพลิง ร้านไพศาล (ร้านขายของชำ) ต.บานา อ.เมืองปัตตานี ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
2. พบระเบิดตั้งเวลา ร้านออนวิทยา (ร้านขายเครื่องเขียน) ถนนปัตตานีภิรมย์ ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
3. ประทัดยักษ์ และพบระเบิด หน้าร้านคาราโอเกะ ใส่ในรถโชเล่ (แจ้งหายเมื่อ ปี 50 บริเวณตลาดเปิดท้าย อบต.บานา ต.บานา อ.เมืองปัตตานี ของนายสุรินทร์ นิธิวัฒนาประสิทธิ์ บ.229 ม.6 ต.รูสะมิแล อ.เมืองปัตตานี) ถังแก๊ส น้ำหนักประมาณ 15 กก. แกนลอนน้ำมัน จำนวน 8 ลอน (ขนาด 5 ลิตร) ข้ามปั้มเอสโซ่
 
ทั้งนี้จากเหตุระเบิดร้านไดอาน่า ซุปเปอร์มาร์เก็ต จนเกิดเพลิงไหม้ส่งผลให้ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ใน จ.ปัตตานีตอนนี้ปิดชั่วคราว
 
01.15 น. (17 ก.พ.) ล่าสุดมีรายงานว่า เพลิงสงบลงทั้ง 2 จุดแล้ว
 
01.24 น. (17 ก.พ.) มีรายงานเพิ่มเติม เกิดเหตุระเบิดเพลิงร้านดีเครื่องครัว ถ.สุวรรณมงคล เกิดในเวลาไล่เลี่ยกันกับ 2 จุด (ไดอาน่าซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านเมืองไทย) แต่ดับทัน
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บทสัมภาษณ์ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร กับกรณี “คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของสุลักษณ์ ศิวรักษ์

Posted: 16 Feb 2013 10:20 AM PST

ภาพจาก มติมหาราษฎร์ 6-12 ธันวาคม 2527[เอกสารถ่ายสำเนา]

[1] ว่าด้วยเอกสาร

เอกสารชิ้นนี้ เป็นบทสัมภาษณ์ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร [เมื่อครั้งยังเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์]ที่สัมภาษณ์โดยกองบรรณาธิการนิตยสารรายสัปดาห์ "มติมหาราษฎร์" ตีพิมพ์ในฉบับวันที่ 6-12 ธันวาคม 2527 ระหว่างหน้า 13-15 อันเป็นช่วงเวลาที่ สุลักษ์ ศิวรักษ์ ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องมาจากการตีพิมพ์หนังสือ "ลอกคราบสังคมไทย" [ทองใบ ทองเปาว์เป็นหัวหน้าทนายฝ่ายจำเลย] สุดท้ายอัยการ "ถอนฟ้อง"คดีจึงยุติลง

ภาพจาก http://su-usedbook.tarad.com

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ผู้คนให้ความสนใจกันมาก คือ เหตุใดอัยการจึงถอนฟ้องคดีดังกล่าว??มีอำนาจพิเศษใดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่? อาจพอหาคำตอบได้บทสัมภาษณ์ของราชนิกุลผู้นี้


[2] "จับก็ต้องระดับสูง ปล่อยก็ต้องระดับสูง"

บทสัมภาษณ์นี้ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เกิดขึ้นภายหลังคดีดังกล่าวยุติลง "มติมหาราษฎร์"จั่วหัวบทสัมภาษณ์นี้ว่า

"ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร สมเด็จพระเทพฯทรงเป็นนักวิชาการ เป็นไปได้ที่ท่านสนพระทัยเรื่องอาจารย์สุลักษณ์"

ต่อประเด็นคำถามเรื่องการดำเนินการของอัยการ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ตอบอย่างน่าสนใจว่า

"มันก็ต้องระดับสูงทั้งนั้น จับก็ต้องระดับสูง ปล่อยก็ต้องระดับสูง...อันนี้มันเป็นการตัดสินใจระดับสูงทั้งนั้น" การถอนคดีดังกล่าว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ยังเห็นว่าเชื่อมโยงกับสถานะของรัฐบาล พล.อ.เปรมที่มั่นคงขึ้นด้วย


[3] เชื้อพระวงศ์ กับกรณีสุลักษณ์

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ให้สัมภาษณ์ว่า นับแต่มีการจับกุมสุลักษณ์นั้น ตัวเขาเองก็มิได้ไปมาหาสู่เชื้อพระวงศ์เท่าไหร่นัก แต่เขาเล่าว่ามีเจ้านายชั้นสูงหลายองค์ไม่ชอบสุลักษณ์ เพราะสุลักษณ์พูดตรงไปตรงมา แต่ "เท่าที่ทราบก็มีไม่กี่คนที่เห็นด้วยกับการจับ" [ดูหน้า14](สุลักษณ์-ผู้เขียน) ส่วนในวังจะเป็นอย่างไรนั้นเขาไม่ทราบ

คำถามสำคัญที่น่าสนใจ คือ "สมัยหนึ่งเคยที่จะมีการจับอาจารย์สุลักษณ์แต่คนที่ห้ามปรามเอาไว้คือในหลวง ครั้งนี้มีส่วนอย่างนั้นหรือเปล่า"ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ตอบว่า

"อันนี้ผมไม่ทราบ ผมว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ ท่านนายกฯเปรมไม่เห็นด้วยกับการจับ และตอนนี้อาจารย์สุลักษณ์ถูกปล่อย หมายว่าตอนนี้ท่านนายกฯเองก็มีอิทธิพลมาก ก็เอาไปคิดเองก็แล้วกัน [ตัวเน้นเป็นของผู้เขียน]

ถาม-"ทราบว่าสมเด็จพระเทพฯทรงสนพระทัยต่อคดีอาจารย์สุลักษณ์มากและทรงติดตามงานเขียนมาโดยตลอด

ตอบ-"สมเด็จพระเทพฯทรงเป็นนักวิชาการ เป็นไปได้ที่ท่านสนพระทัยเรื่องอาจารย์สุลักษณ์"[ดูหน้า 13-14]

สัญญาณของอำนาจพิเศษในการเลือกที่จะถอนฟ้องสุลักษณ์ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ยังสะท้อนออกมาตอนท้ายของการสัมภาษณ์ ดังที่มติมหาราษฎร์ถาม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ว่า

"แล้วที่อธิบดีกรมอัยการบอกว่า "ถึงแม้จะไม่มีการชี้ว่าผิดหรือไม่แต่จำเลยย่อมสำนึกได้ด้วยตัวเองไว้ว่า ถ้าเห็นว่าหนังสือนี้ผิด ก็ควรจะทำลายเสีย เพราะตัวเองรอดพ้นเพราะอะไร ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจ"[การขีดเส้นใต้เป็นของผู้เขียน]

คำกล่าวของอัยการดังที่ยกมานี้ แม้แต่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เองก็ยังสงสัยว่า "ถ้าเขาไม่ผิด แล้วจะสำนึกผิดได้อย่างไร"[ดู หน้า 15]

อย่างไรก็ตาม ทรรศนะของม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ต่อการดำเนินคดีตามมาตรา 112 กับสุลักษณ์เมื่อหลายสิบปีก่อนโน้น ดูจะขัดแย้งกับจุดยืนของพรรคที่เขาสังกัดอยู่ในปัจจุบัน เพราะตามบทสัมภาษณ์ที่ยกมานี้ ภายหลังการถอนฟ้องคดีสุลักษณ์ ศิวรักษ์  ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เห็นว่า

"ก็ดีใจว่ามันหมดเรื่องไปเสียที" และ "ผมคิดว่ามีผลทางบวกมาก ทำให้ชาวโลกและคนไทยทั่วไปเห็นว่าคนไทยนี่สามารถยุติเรื่องราวต่างๆหรือข้อขัดแย้ง ข้อพิพาทต่างๆโดยใช้เหตุผลได้"[ดูหน้า 13]

บทสัมภาษณ์นี้ จึงหาใช่แค่ทรรศนะของราชนิกุลผู้หนึ่งกับคดีหมิ่นฯประวัติศาสตร์คดีหนึ่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็น[จากปากคำของเขาเอง]ว่า การฟ้อง/ถอนฟ้อง คดีที่กระทำผิดตามกฎหมายดังกล่าวมี"อำนาจพิเศษ"บางอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกันกับข้อสังเกตก่อนหน้านี้ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลต่อคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของ วีระ มุสิกพงศ์ เมื่อ พ.ศ. 2531[ดู สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลข้อมูล "ใหม่": คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของ วีระ มุสิกพงศ์ ปี 2531 เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักราชเลขาธิการ ติดต่อศาล เรื่องคดี]

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เตรียมซ้อมรับมือปัญหาพม่าหยุดส่งก๊าซ-ขอปิดไฟบ้านละดวง

Posted: 16 Feb 2013 10:20 AM PST

รมว. พลังงานเผย เตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อรองรับปัญหาการหยุดซ่อมฐานผลิตแหล่งก๊าซยาดานาของพม่า จะส่งผลให้พม่าต้องหยุดส่งก๊าซธรรมชาติ 1,100 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน ตั้งแต่ 4- 12 เม.ย นี้ อาจขอความร่วมมือประชาชนปิดไฟบ้านละ 1 ดวง 

 
16 ก.พ. 56 - สำนักข่าวไทยรายงานว่านายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อรองรับปัญหาการหยุดซ่อมฐานผลิตของแหล่งก๊าซยาดานาของพม่า จะส่งผลให้พม่าต้องหยุดส่งก๊าซธรรมชาติ 1,100 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน ตั้งแต่ 4- 12 เมษายนนี้  นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการซ่อมท่อก๊าซจากแหล่งเจดีเอยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ก๊าซหายไปอีก 275 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน รวมแล้วก๊าซจะหายไปจากระบบ 1,375 ล้าน ลบ.ฟุตต่อวัน ส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้ารวม 4,100 เมกะวัตต์ ดังนั้นจึงจะประชุมเพื่อเตรียมการซ้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยืนยันว่า ไม่ได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน 
 
 
"การซ้อมรับสถานการณ์จะสมมติเหตุการณ์ปริมาณการหยุดส่งก๊าซทั้งหมด ไฟฟ้าดับ การจัดหาเชื้อเพลิงจากส่วนอื่นมาทดแทน รวมทั้งการซ้อมขอความร่วมมือจากประชาชนในการประหยัดพลังงานด้วยการปิดไฟบ้านละ 1 ดวง และจะประเมินสถานการณ์ว่า ต้องดำเนินการอื่น ๆ หรือไม่" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
 
รมว.พลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้เป็นห่วงเรื่องก๊าซพม่า  ซึ่งจะหารือในที่ประชุมว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะขอให้พม่าชะลอการปิดซ่อมฐานผลิตก๊าซไปก่อน  แต่ก็ห่วงว่า หากไม่ซ่อม ในอนาคตจะเกิดผลกระทบเพิ่มเติมอีก  นอกจากนี้ได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้หาเชื้อเพลิงทดแทน สำรองทั้งการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) การผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันและให้ดูว่า โรงไฟฟ้าดีเซลที่ปิดดำเนินการไปแล้วจะสามารถรื้อฟื้นกลับมาผลิตได้อีกหรือไม่
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

"บรรณวิทย์" นำกลุ่มชาวบ้านค้านโรงงานถ่านหินโค้ก จ.ระยอง

Posted: 16 Feb 2013 09:34 AM PST

 

พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน  อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ปรึกษากลุ่มสยามไทย พร้อมด้วยคณะนำชาวบ้านค้านก่อสร้างโรงงานถ่านหินโค้ก จ.ระยอง หลังเกิดเสียงระเบิด

 
16 ก.พ. 56 - มติชนออนไลน์รายงานว่าเมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน  อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่ปรึกษากลุ่มสยามไทย นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ พร้อมด้วยนายอธิวัฒน์ บุญชาติ  ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านสันปันน้ำ แกนนำกลุ่มอีสานกู้ชาติ นายสมบูรณ์ ทองบุราณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) นายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์  กรรมการผู้อำนวยการสถาบันสหสวรรษ และคณะเดินทางมาร่วมกับนายขจรศักดิ์  จันทร์มณี แกนนำชาวบ้าน ต.มาบข่า เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดและชาวบ้านจำนวน 100 คนที่เดินทางมาร่วมคัดค้านการก่อสร้างบริษัทไทยเจนเนอรัลไนซ์ โคล แอนด์โค้ก จำกัด(ถ่านหินโค้ก)  ที่บริเวณหน้าประตูทางเข้าโรงงานถ่านหินโค้ก ริมถนนบายพาสสาย 36 ต.มาบข่า เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง โดยมีพล.ต.ต.เชิดชาย เสขะนันทน์ ผบก.ภ.จว.ระยอง นายมนต์ชัย พิณประเสริฐ  นายอำเภอนิคมพัฒนา พ.ต.อ.สมนึก บุรมิ  รองผบก.ภ.จว.ระยอง พ.ต.อ.เสถียร  บุญค้ำผกก.สภ.นิคมพัฒนา นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในเครื่องแบบ นอกเครื่องแบบและ ตำรวจจราจร มาคอยอำนวยความสะดวกดูแลความปลอดภัยเนื่องจากเมื่อเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีเสียงระเบิดดังสนั่น บริเวณด้านหลังโรงงานถ่านหินโค้ก แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
 
พล.ต.ต.เชิดชาย เสขะนันทน์ ผบก.ภ.จว.ระยอง กล่าวว่า ได้รับรายงานว่าเกิดระเบิดขึ้นบริเวณด้านหลังนอกรั้วโรงงานถ่านหินโค้กเมื่อเช้าวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่าหลังเกิดเหตุได้ให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสถานที่เกิดระเบิดแล้ว บริเวณที่เกิดระเบิดเป็นถังขนาด 200 ลิตรฝังอยู่ใต้ดิน อยู่ระหว่างรอผลการตรวจพิสูจน์ว่าสาเหตุเกิดระเบิดได้อย่างไร กรณีที่มีการกล่าวหาว่าเป็นการสร้างสถานการณ์หรือเปล่าก่อนที่จะมีการชุมนุมประท้วงหน้าโรงงานในวันเดียวกันนี้ เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถตอบได้ต้องใช้ทางด้านวิชาการ และพยานหลักฐานตรวจสอบให้แน่ชัดก่อน
 
ด้านนายวุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการสถาบันสหสวรรษ กล่าวว่า การก่อสร้างโรงงานซึ่งเป็นโครงการใหญ่ปัจจุบันนี้มันกลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจทางการเมือง วันนี้การเมืองแทนที่จะมาดูแลประชาชน กลับกลายเป็นธุรกิจประเภทพิเศษผมเรียกรวมว่าธุรกิจการเมือง แย่งชิงอำนาจทางการเมืองที่ร้ายกว่านักการเมืองคือนายทุนการเมือง คือคนที่ไม่ได้ลงเล่นการเมืองแต่เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง และเขียนสคริปต์ให้นักการเมืองแทนที่นักการเมืองจะคอยดูแลประชาชนกลับเอามาใช้เพื่อหาประโยชน์ โรงงานแห่งนี้เป็น 1 ในพันตัวอย่าง สรุปแล้วเป็นผลประโยชน์ของนักการเมือง ซึ่งมีนักการเมืองตัวเอ้อยู่ในนี้ มีการรับผลประโยชน์กันไปเรียบร้อยแล้ว ในอนาคตหากการเมืองบ้านเราดีขึ้นปัญหาพวกนี้ก็จะไม่เกิดวิธีที่จะแก้มีทางเดียวคือจะต้องมาจากประชาชนเองอย่าไปหวังพึ่งพรรคการเมืองทั้ง 2 ขั้ว
 
จากนั้นพล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ได้พาแกนนำชาวบ้าน ต.มาบข่าและคณะถือป้ายคัดค้านบุกประท้วงถึงหน้าประตูทางเข้าโรงงาน มีเจ้าหน้าที่ รปภ.โรงงาน และเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหลายนายยืนรักษาความสงบอยู่ภายในรั้วประตูโรงงานโดยที่ประตูเหล็กใช้กุญแจมือล็อคประตูไว้ สร้างความไม่พอใจให้กับ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ถึงกับชี้หน้านายตำรวจที่มาคอยดูแลให้นายทุนและยังใช้กุญแจมือแบบเดียวกับของเจ้าหน้าที่ตำรวจมาคล้องประตูโรงงาน
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สหภาพ GM รื้อเต็นท์ ขนย้ายเสบียง เครื่องนอน ย้ายที่ปักหลักประท้วงต่อเนื่อง

Posted: 16 Feb 2013 08:56 AM PST

 

16 ก.พ. 56 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่าหลังบริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กำหนดระเบียบการปฏิบัติงานของพนักงานสายการผลิต ให้บรรจุวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุดของพนักงาน และเป็นวันที่ได้โอที ให้เป็นวันทำงานตามปกติ แต่สหภาพแรงงานฯ ไม่เห็นด้วย และไม่สามารถตกลงกันได้ จนเมื่อวันที่ 8 ก.พ.2556 บริษัทฯ ได้มีคำสั่งให้พนักงานสมาชิกสหภาพแรงงานหยุดงาน พร้อมขออำนาจศาลห้าม 13 แกนนำสหภาพฯ เข้ามาในพื้นที่ของบริษัทฯ อย่างเด็ดขาด
       
ทำให้พนักงานในเครือสหภาพฯ และพนักงานอื่นๆ ไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงได้ทยอยกันมาสมัครเข้าร่วมอยู่ในสหภาพแรงงานเพิ่มขึ้น และพร้อมที่จะเดินหน้าเรียกร้องสิทธิ โดยไม่ขอเข้าไปทำงานนั้น โดยมีการนัดเจรจาโต๊ะกลมกันวันนี้เพื่อหาข้อยุติ พนักงานอื่นๆ ไม่พอใจเป็นอย่างมาก จึงได้ทยอยกันมาสมัครเข้าร่วมอยู่ในสภาพแรงงานจำนวนมาก และพร้อมที่จะเดินหน้าเรียกร้องสิทธิโดยไม่ขอเข้าไปทำงาน         
       
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 15 ก.พ.56 เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ได้นำหมายจากศาลแรงงาน ภาค 2 มาติดไว้ใกล้ๆ กับสถานที่ประท้วง และมีการขอคุ้มครองให้กลุ่มแกนนำ 15 คน พร้อมกับพวกทั้งหมดออกไปจากพื้นที่ของบริษัทฯ ภายในวันนี้ ไม่เช่นนั้นแกนนำทั้งหมดจะถูกฝากขังไม่ได้รับการปล่อยตัว ทำให้พนักงานกว่า 1,000 คน ได้ช่วยกันรื้อเต็นท์ ขนเสบียงอาหาร อุปกรณ์มาว่างกองไว้ริมถนน และร่องน้ำเพื่อแลกกับความเป็นอิสระของแกนนำทุกคน จนล่าสุด ศาลได้ปล่อยตัวแกนนำออกมาให้มีอิสระแล้ว ทำให้กลุ่มแรงงานแสดงความไม่พอใจผู้บริหารบริษัทฯ อย่างมาก ประกาศที่จะต่อสู้ตามกฎหมายแรงงานให้ถึงที่สุด และจะไม่กลับเข้าไปทำงานอีก จนกว่าบริษัทฯ จะรับกติกาของพนักงานที่เรียกร้องสิทธิในครั้งนี้ ก็คือ ให้วันเสาร์เป็นวันหยุด และทำงานโอที เหมือนเดิม         
       
นายสุริยา โพธิ์ชัยเลิศ ประธานสหภาพแรงงาน บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตอนเช้าได้เดินทางไปศาลแรงงาน ภาค 2 กับพวกทั้งหมด 15 คน ซึ่งศาลได้ให้ข้อเสนอให้แกนนำบอกเพื่อนพนักงานที่ยังปักหลักประท้วงอยู่ในพื้นที่ของบริษัทฯ ออกไปให้หมดภายในวันที่ 15 ก.พ. จึงจะสามารถปล่อยตัวได้ เพราะถือว่าได้ปฏิบัติตามคำร้องของบริษัทฯ แล้ว ส่วนเรื่องอื่นๆ จะต้องดำเนินการฟ้องร้องกันตามกฎหมายต่อไป โดยเฉพาะเรื่องความเสียหายของพื้นที่ประท้วง จึงได้ตัดสินใจขอร้องให้เพื่อนๆ พนักงานดำเนินการรื้อถอน ขนเสบียง อุปกรณ์ออกจากพื้นที่ให้หมด และก็สามารถดำเนินการได้เพียงเวลาเพียง 30 นาที ซึ่งจะต้องหาพื้นที่เหมาะสมรวมตัวกันประท้วงบริษัทฯ ต่อไป จนกว่าจะมีการเจรจาที่ลงตัวที่สุด         
       
ถึงแม้ว่าทางบริษัทฯ จะเปิดดำเนินการผลิตรถยนต์ในกะเช้าเพียงกะเดียว และมีพนักงานบางส่วนเข้าไปทำงาน แต่ก็ต้องมีอุปสรรคมากมาย เท่าที่ทราบมาวันนี้พนักงานที่ไม่มีประสบการณ์ในการประกอบรถยนต์ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ทำให้เกิดปัญหา และโดนตำหนิอย่างมาก อีกทั้งขณะนี้ได้มีพนักงานที่เข้าไปทำงานท้อแท้ เพราะไม่สามารถทำงานตามเป้าหมายของบริษัทฯ เพราะส่วนมากเป็นพนักงานใหม่ พนักงานออฟฟิศไปทำงานเรื่องแมนทาแนนต์อื่น ทำให้เกิดปัญหา ต้องหยุดไลน์มาดำเนินการซ่อมทำกัน อาจจะเหมือนในอดีตที่ความผิดพลาดจากการใช้พนักงานทำงานผิดสายงาน จนเกิดปัญหาใหญ่ลูกค้าตำหนิ และส่งคืนรถให้มาดำเนินการให้เรียบร้อย และเคยเกิดรถไฟไหม้มาแล้ว เพราะพนักงานต่อระบบสายไฟผิด  
    
นายสุริยา กล่าวต่อไปว่า มีพนักงานภายในบริษัทฯ ที่ทำงานในไลน์ผลิตส่งข่าวมาว่า ตอนนี้ผู้บริหารยังสนใจที่จะเคลียร์ปัญหานี้ แต่ใช้งานพนักงานใหม่ที่ไม่มีประสบการณ์ทำงานในหน้าที่อื่น ทำไห้พนักงานที่ทำงานอยู่ภายในบางส่วนนัดกันจะหยุดงานในวันจันทร์ที่ 18 ก.พ. และจะมาร่วมประท้วงร่วมกับสมาชิกสหภาพแรงงาน เพราะขณะนี้หวั่นว่ารถที่ผลิตออกไปจะไม่มีคุณภาพตามที่สัญญากับลูกค้าไว้ และจะทำให้รถเชฟโรเลต มีแต่ปัญหา ลูกค้าจะต้องหาทางเลือกซื้อรถที่ดีไปไว้ใช้งาน
       
ในส่วนของพนักงานในเครือสหภาพ มีความเป็นห่วงในเรื่องของคุณภาพ และมาตรฐานของรถเชฟโรเลต เพราะทำงานผลิตรถกันมานานนับสิบปี ทำให้รู้ปัญหา การแก้ไขปัญหา แต่ตอนนี้พนักงานที่มีประสบการณ์ มีคุณภาพ ออกมาอยู่ภายนอกเพื่อเรียกร้องสิทธิกันเกือบหมด ส่งผลให้การผลิตรถเชฟโรเลตมีปัญหาแน่นอน และในที่สุดปัญหาก็จะตามมาอีกมากมาย      
  
นายวีโจ้ วาร์จีส ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์ สื่อสารผลิตภัณฑ์ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เปิดเผยว่า วันนี้กลุ่มพนักงานสหภาพแรงงานได้รื้อถอนออกนอกพื้นที่บริษัทฯ ตามหมายศาลคุ้มครองหมดแล้ว และทางผู้บริหารพยายามที่จะหาทางออกด้วยการเจรจาให้ดีที่สุด ขณะเดียวกัน ทางบริษัทฯ ก็ได้เปิดไลน์ผลิตตามปกติเพียงกะกลางวันเท่านั้น เพราะกะกลางคืนยังไม่มีพนักงานทำงานเพียงพอ
       
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ได้คำนึงเรื่องคุณภาพต่างๆ นั้นก่อนที่จะส่งรถจะมีเจ้าหน้าที่เช็กพอยนต์ก่อนนำรถออกไปจากบริษัทฯ อยู่แล้ว และคาดว่าการเจรจาอาจหาจุดลงตัวได้เร็วๆ นี้ ถ้ามีการพูดคุยตกลงกันอย่างสันติ โดยทางบริษัทฯ พร้อมที่จะเจรจากับทางสหภาพฯ เพื่อหาข้อยุติ และดีแก่ทั้งสองฝ่าย
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ร่วมสัปดาห์รณรงค์สมานฉันท์กับขบวนการแรงงานเม็กซิโก 18-24 ก.พ. นี้

Posted: 16 Feb 2013 07:58 AM PST

 

องค์กรแรงงานโลก IndustriALL และเว็บไซต์ด้านแรงงาน Labour Start เชิญชวนร่วมกันรณรงค์ถึงนักสหภาพแรงงานทั่วโลกส่งจดหมายประท้วงถึงบริษัท PKC บริษัทสัญชาติฟินแลนด์ผู้ผลิต Auto Parts กรณีการเลิกจ้างสมาชิกและคณะกรรมการสหภาพแรงงานในเม็กซิโก

 
16 ก.พ. 56 - IndustriALL และ LabourStart ร่วมกันรณรงค์ถึงนักสหภาพแรงงานทั่วโลกในการส่งจดหมายประท้วงถึงบริษัท PKC บริษัทสัญชาติฟินแลนด์ผู้ผลิต Auto Parts กรณีการเลิกจ้างสมาชิกและคณะกรรมการสหภาพแรงงานทั้งคณะกว่า 100 คน หลังจากที่พวกเขาเข้่าเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานเหล็กและเหมืองแร่ Los Mineros  ประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้่รัฐบาลเม็กซิโกปล่อยนักโทษการเมือง 9 คน ซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานอุตสาหกรรมไฟฟ้าเม็กซิโก 
 
IndustriALL ประกาศการรณรงค์ให้สมาชิกทั่วโลกทำกิจกรรมเพื่อความสมานฉันท์กับขบวนการแรงงานเม็กซิโก ในช่วงสัปดาห์การรณรงค์เพื่อขบวนการแรงงานเม็กซิโก 18-24 กุมภาพันธ์ 
 
ย้อนไปเมืื่่่อปี 2549  ในเดือนกุมภาพันธ์ เกิดอุบัติเหตุเหมืองแร่ครั้งใหญ่ที่ประเทศเม็กซิโก ส่งผลให้คนงานเสียชีวิตถึง 65 คน รัฐบาลเม็กซิโกและบริษัทเหมืองแร่ GRUPO ไม่ยอมค้นหาร่างคนงานที่ยังถูกฝังอยู่ใต้เหมืองถึง 63 คน เป็นที่รู้กันดีว่าเป็นความพยายามในการกลบเรื่องและไม่ต้องการเปิดเผยถึงสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุเหมืองแร่ดังกล่าว  
 
ร่วมกันรณรงค์ได้ที่ http://www.industriall-union.org/mexico-days-of-action-start-strong
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ขึ้นสังเวียนชกมวย-หลังเถียงในกระทู้กรณี "ไม่ยืนในโรงหนัง"

Posted: 16 Feb 2013 06:50 AM PST

มวยคู่พิเศษ บนสังเวียนผ้าใบเล็กๆ ที่ปทุมธานี หลังเถียงเดือดในเว็บบอร์ดกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องกรณีไม่ยืนระหว่างบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ - หลังชกเป็นไปอย่างชื่นมื่นคู่กรณีจับไม้จับมือ ขณะที่ผู้จัดชกมวยจะนำเงินบริจาคไปมอบเป็นทุนการศึกษานักเรียน

คู่กรณี "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" (ซ้าย) และ "KEAKZA" (ขวา) หลังสิ้นสุดการชก (ที่มาของภาพ: คุณ Hipposideros/เว็บบอร์ดประชาทอล์ค)

16 ก.พ. 56 - เช้าวันนี้ ที่สนามมวยของ อบต.คลอง 3 อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี มีการจัดชกมวยสากลสมัครเล่น ระหว่างผู้ใช้นามว่า "KEAKZA" ฝ่ายน้ำเงิน สวนเสื้อยืดขาว กางเกงสีเหลืองลายเอ็ม-150 และผู้ใช้นาม "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" ฝ่ายแดง สวมเสื้อกล้ามสีแดง กางเกงสีแดง

หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 3 ก.พ. มีผู้ตั้งกระทู้ "ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญในโรงหนัง ศาลตัดสินแล้วว่าไม่ผิดนะครับ" ในกระดานสนทนาพันทิพ โดยเป็นกระทู้ที่มีการสนทนาในกรณีที่อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายโชติศักดิ์ กับพวกรวม 2 คน ไม่ยืนระหว่างเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

และต่อมาผู้ใช้นามว่า "KEAKZA" โพสต์แสดงความเห็นในกระทู้ทำนองว่าถ้าเจอกรณีไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกล่าวจะเข้าไปกระโดดถีบ "เกียนไม่เคยเห็นกับตานะ แต่ถ้าเกียนเจอ ฟ้าดินเป็นพยาน เกียนไม่เข้าไปโดดถีบ ให้โดนรถชนเลย ปอลอ.ตังมีกลัวอะไรกับค่าเสียหาย" และทำให้ผู้ใช้นาม "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" เข้ามาเสนอขอชกมวยด้วย และมีผู้ใช้นามว่า "ลุงจุก" ชาว จ.ปทุมธานี เป็นผู้หาสถานที่สำหรับให้คู่กรณีขึ้นชกมวยดังกล่าว โดยมีการตั้งกระทู้นัดหมายสถานที่ชกมวยในกระดานสนทนาพันทิพ ก่อนที่ต่อมาจะถูกผู้ดูแลระบบลบ โดยให้เหตุผลว่า "มีเนื้อหาเข้าข่ายไม่เหมาะสมอาจสร้างความขัดแย้งในเว็บบอร์ด"

ทั้งนี้ในวันแข่งขัน ผู้ใช้นามว่า "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" ได้เดินทางมาจาก จ.ลำปาง ซึ่งเป็นที่ทำงานมายัง อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เพื่อมาชกกับ "KEAKZA" ซึ่งอยู่ กทม. โดยในการชกมวย"ลุงจุก" ผู้จัดการชกมวยหรือโปรโมเตอร์จำเป็นได้ให้คู่กรณีทั้งสองใส่นวมและสวมอุปกรณ์ป้องกันศีรษะ ส่วนกติกาการชกคือชก 2 ยก ยกละ 3 นาที หลังชกไม่มีการตัดสินแพ้ชนะ และระหว่างการชกมวยได้มีการเตรียมรถพยาบาล และมีการเตรียม อาสาสมัคร รปภ. เพื่อทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้วย สำหรับน้ำหนักตัวของนักมวยปรากฏว่า "KEAKZA" น้ำหนักมากกว่า "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" 26 กิโลกรัม โดยบรรยากาศการชกสามารถติดตามได้จากเว็บบอร์ดประชาทอล์ค และ http://youtu.be/Hj71rNzkPsM และ http://youtu.be/MY2HMRUg60A

ที่มา: คุณ Sam Caverat/youtube.com

โดยหลังการชก "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" ได้กล่าวว่า "เมื่อสักครู่นาย KEAKZA ลงจากเวทีมาเขามีน้ำใจนักกีฬา ลงมาจับมือผม แล้วบอกว่า นายวันนี้นายชนะ เพราะว่าผมแบกน้ำหนัก 26 กิโล ซึ่งจริงๆ แล้วเราสองคนชนะทั้งคู่ เราไม่ได้ไปต่อยกันข้างถนน ไม่ได้ไปต่อยกันบนรถเมล์ ไม่ได้ทำให้คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดนลูกหลงไปด้วย แต่ตัดสินกันแบบลูกผู้ชายในที่แจ้ง อยู่บนเวที มีกติกา เป็นความสวยงามของความแตกต่าง ไม่ต้องลอบกัดกัน" ส่วน KEAKZA กล่าวว่า ผมไม่ได้ชนะเขาเลย เพราะหนักกว่าเขา ผมเป็นเขาก็ไม่ต่อยหรอก จากนั้นคู่ชกทั้งสองได้จับมือกัน

อนึ่ง จากกระทู้สนทนาที่กลายเป็นเรื่องท้าชกมวยดังกล่าวนั้น ได้มีผู้บริจาคเงินให้เป็นค่าเดินทางสำหรับ "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" เดินทางมาจาก จ.ลำปาง เพื่อมาชกมวยกับ "KEAKZA" เป็นจำนวนถึง 1.45 แสนบาท โดย "หนมโก๋กินแล้วคอแห้ง" ได้ประกาศว่าจะนำเงินที่ได้ไปเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กนักเรียนใน จ.ปทุมธานี จ.ลำปาง จ.กำแพงเพชร และ จ.สุโขทัย ขณะที่ "KEAKZA" ได้สมทบทุนให้อีก 2,000 บาทสำหรับทุนการศึกษาดังกล่าวด้วย

ด้านผู้ใช้นามว่า "ลุงจุก" ซึ่งกลายเป็นโปรโมเตอร์จำเป็นกล่าวว่า ถ้าปล่อยให้คู่กรณีทั้งคู่ไปชกกันตัวต่อตัวข้างถนน เรื่องอาจบานปลาย เพราะคนท้าชกกันมักจะพาเพื่อนฝูงไปด้วย ดังนั้นไหนๆ ทั้งคู่ก็จะต่อยกันแล้ว ก็อย่าให้เกิดบานปลาย หรือมีคนถูกลูกหลง จึงไปหาเวทีมวยให้ทั้งคู่ชกกัน ให้ชกมีกติกา และจัดหาเจ้าหน้าที่สนามมาดูแล

"ลุงจุก" กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นภาพที่งดงาม แม้คนทั้งสองจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่การชกมวยวันนี้ก็เป็นไปภายใต้กติกา และอยากให้การเมืองไทยเป็นไปตามกติกา ตามเสียงข้างมาก ให้นักการเมืองเคารพกติกาเช่นนี้บ้าง

เมื่อถามว่าจะรับเป็นโปรโมเตอร์มวยให้คู่ขัดแย้งอื่นอีกหรือไม่ "ลุงจุก" กล่าวว่าจะไม่มีการจัดอีกเป็นรอบที่สองแล้ว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

น.อ.สมเกียรติ ผลประยูร

Posted: 16 Feb 2013 03:29 AM PST

"การที่เจ้าหน้าที่ยิงคนร้ายเสียชีวิตในครั้งนี้ไม่ใช่ความสำเร็จ แต่ถือเป็นการป้องกันชีวิตของตนเองและป้องกันฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงเท่านั้น เรามีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพราะผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่ใช้ความรุนแรง แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความสำเร็จ เนื่องจากทุกคนอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกัน จึงอยากสื่อสารไปยังผู้ที่ยังใช้ความรุนแรงให้หยุดใช้ความรุนแรง และหันมาใช้แนวทางสันติวิธีในการต่อสู้"

ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินภาคใต้ กองทัพเรือ กล่าวถึงเหตุการณ์กลุ่มติดอาวุธบุกโจมตีฐานปฏิบัติการกองร้อยปืนเล็กที่ 2 บ้านยือลอ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส

ความสูญเสีย 16 ศพ บอกอะไรกับสังคมไทย

Posted: 15 Feb 2013 08:14 PM PST

16 ชีวิตในปฏิบัติการโจมตีครั้งเดียวนับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญสำหรับขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชปาตานี  ข่าวนี้สร้างกระแสความตื่นตัวในสังคมไทยต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง  ซึ่งนับวันสาธารณชนในสังคมไทยจะให้ความสนใจต่อเรื่องนี้น้อยลงไปทุกที  คำถามคือเราจะอ่านเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างไร  

ข้อมูลจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาคสี่ส่วนหน้า ระบุว่าชายฉกรรจ์ประมาณ 50 คนแต่งกายด้วยชุดทหาร สวมเสื้อเกราะ มีผ้าพันคอสีขาวได้ขับรถกระบะ 3 คันและจักรยานยนต์ 2 คัน พร้อมอาวุธสงครามในมือเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการกองร้อยปืนเล็กที่ 2 บ้านยือลอ ต.บาเระเหนือ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาสในเวลาประมาณตีหนึ่งของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังปะทะกันประมาณ 10-15 นาที "ผู้ก่อเหตุรุนแรง" เสียชีวิตที่บริเวณข้างฐาน 14 คน อีก 2 คนเสียชีวิตในการปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ติดตามไปขณะล่าถอย   หนึ่งในผู้เสียชีวิตมีนายมะรอโซ  จันทรวดี แกนนำกลุ่มติดอาวุธที่มีค่าหัวสองล้านรวมอยู่ด้วย ซึ่งแหล่งข่าวทหารในพื้นที่ระบุว่าเป็นหัวหน้าระดับ "กอมปี" (กองร้อย) ที่คุมพื้นที่อ.บาเจาะ และอ.ยี่งอ ในจ.นราธิวาส และอ.สายบุรี จ.ปัตตานี  (บางส่วน)
 
เหตุการณ์โจมตีฐานทหารในพื้นที่ขัดแย้งในชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างน้อย 5 ครั้ง  ครั้งแรกเป็นเหตุการณ์ที่จำกันได้ดี คือการบุกปล้นปืนจากค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ค่ายปิเหล็ง) ในอ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาสเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ขบวนการกวาดปืนไปกว่า 400 กระบอกและทหารถูกยิงเสียชีวิต 4 นาย ซึ่งนับเป็นการเปิดฉากการต่อต้าน "อาณานิคมสยาม" อย่างเต็มรูปแบบขึ้นอีกครั้ง  หลังจากนั้นอีกเจ็ดปีก็ไม่มีการโจมตีค่ายทหารอีกเลย   จนกระทั่งวันที่ 9 มกราคม 2554  ในเหตุการณ์ที่เรียกกันติดหูว่าการโจมตี "ฐานพระองค์ดำ"  ในเหตุการณ์นั้นกลุ่มติดอาวุธได้โจมตีฐานกองร้อยทหารราบในอ.ระแงะ จ.นราธิวาส  ปล้นปืนไปกว่า 50 กระบอกและยิงทหารเสียชีวิตไป 4 คน  ทั้งสองเหตุการณ์นับเป็นความพ่ายแพ้ที่อดสูของฝ่ายทหาร
  
นับจากนั้นมีความพยายามโจมตีฐานทหารอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง ทั้งหมดเกิดขึ้นในปีที่แล้ว ครั้งแรก คือ การบุกโจมตีฐานปฏิบัติการหมวดของทหารนาวิกโยธินที่บ้านส้มป่อย ต.กาเยาะมาตี ในอ.บาเจาะ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ในเหตุการณ์นั้นมีการปะทะเดือดประมาณ 20 นาทีแต่กลุ่มติดอาวุธไม่สามารถเข้าไปภายในฐานได้  เหตุการณ์ต่อมา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมที่ฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารราบในพื้นที่บ้านกาโดะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส  ทหารได้รับข่าวสารจากชาวบ้านก่อน  จึงได้ออกลาดตระเวนและเกิดการปะทะนอกฐานขึ้น  ฝ่ายขบวนการเสียชีวิต 2 คน  ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในอ.รือเสาะเช่นกัน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม กลุ่มติดอาวุธเปิดฉากด้วยการบุกกราดยิงบ้านคนพุทธข้างฐาน  ก่อนกระหน่ำยิงฐานกองร้อยทหารราบที่บ้านท่าเรือ  ในเหตุการณ์นั้นมีทหารเสียชีวิต 1 นาย ชาวพุทธ 2 คน  เจ้าหน้าที่เชื่อว่ากลุ่มติดอาวุธที่โดนยิงบาดเจ็บน่าจะเสียชีวิตด้วย 2 – 3 คน
 
เหตุการณ์ที่บ้านยือลอในครั้งนี้นับเป็นการโจมตีฐานทหารครั้งแรกในปีนี้  ผู้เขียนอยากจะตั้งข้อสังเกต 3 ประการ  

ประการแรก  ความสำเร็จในทางยุทธวิธีของทหารครั้งนี้อาจจะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้ทหารมืออาชีพในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีการต่อสู้ทั้งทางการรบและงานมวลชนอย่างแหลมคม  

ตามข้อมูลสัมภาษณ์ของผู้บังคับการของทหารนาวิกโธยินในศูนย์ข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา  ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากการค้นพบข้อมูลของฐานที่ถูกวางเป็นเป้าหมายในการโจมตีจากวัตถุที่ยึดมาได้จากกลุ่มติดอาวุธในช่วงสิบวันก่อนหน้า ที่สำคัญคือภาพวาดเล็กๆ ด้วยปากกาสีน้ำเงินเป็นแผนที่ค่ายซึ่งพบที่ตัวของนายสุไฮดี ตะเหหลังถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมที่อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประกอบกับการให้ข่าวจากประชาชนในพื้นที่  

การที่มีสิ่งบอกเหตุล่วงหน้าทำให้ทหารเริ่มเตรียมพร้อมและเสริมกำลัง  งานการข่าวเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากในพื้นที่ขัดแย้งที่ความซับซ้อน  ฉะนั้นการปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพจำเป็นจะต้องใช้มืออาชีพที่เกาะติดพื้นที่อย่างต่อเนื่อง  ประเด็นนี้เป็นปัญหาของกองทัพมาโดยตลอด  ทหารนอกพื้นที่มาประจำการเพียงหนึ่งปีก็กลับไป  แม้บางคนบางหน่วยจะปฏิบัติหน้าที่ได้ดี แต่ก็ขาดความต่อเนื่อง  ในขณะที่การแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการใช้ทหารพรานมาปฏิบัติหน้าที่แทนทหารหลัก ก็อาจจะสร้างมากกว่าแก้ปัญหา  เนื่องจากคุณภาพของบุคลากรและการฝึกอบรมที่ไม่อาจเทียบกับทหารอาชีพได้  หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพื้นที่ควบคุมของทหารพราน  ผลลัพธ์อาจไม่ออกมาในลักษณะนี้ก็เป็นได้    นโยบายในการใช้ทหารพรานแทนทหารหลักของกองทัพจึงควรจะมีการทบทวน
 
ประการที่สอง เราจะเข้าใจความตายของคนเหล่านี้อย่างไร   ความเห็นในโลกของคนพุทธที่ปรากฏในสื่อต่างๆ บางคนแสดงความสะใจที่พวก "ผู้ก่อการร้าย" หรือ "สุดโต่ง" เสียชีวิต   ในอีกโลกหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง   คนมลายูมุสลิมในภาคใต้ที่ไปร่วมงานศพพวกเขาตะโกนป่าวร้อง "อัลลอฮ อัคบัร" (พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่) ขณะช่วยกันส่งร่างที่ไร้วิญญาณไปสู่หลุมฝังศพ

(ดูคลิปพิธีฝังศพ )


ช่วงต้นของคลิปนี้ มีคำพูดที่เขียนในภาษามาเลย์แปลได้ว่า "พวกเจ้าอย่าได้กล่าวถึงคนที่ตายในหนทางแห่งพระเจ้าว่าพวกเขาตายแล้ว  แท้จริงพวกเขายังมีชีวิต แต่พวกเจ้าไม่อาจรับรู้" ผู้เขียนไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ แต่ก็เชื่อว่าไม่ได้มีการอาบน้ำศพ  ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติสำหรับ "นักต่อสู้ทางศาสนา" (นักญิฮาด) ที่เสียชีวิต (เป็นการตายในหนทางแห่งพระผู้เป็นเจ้า หรือเรียกว่า "ชะฮีด")   มีคำพูดหนึ่งที่กล่าวไว้ว่า  "ผู้ก่อการร้ายในทัศนะของคนๆ หนึ่งอาจเป็นวีรชนสำหรับคนอีกคนหนึ่ง"  สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นในภาคใต้    

ศาสนาอิสลามได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในจักรวาลทัศน์ (cosmology) ของคนที่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้ในยุคปัจจุบัน   ซึ่งทำให้พวกเขามีวิธีคิดในการปฏิบัติการ การกำหนดว่าใครเป็นศัตรูและใครเป็นเป้าโจมตีที่ชอบธรรมแตกต่างไปจากขบวนการในอดีต  แม้จะมีเป้าหมายสุดท้ายไปสู่เอกราชเหมือนกัน   ในสายตาของพวกเขา พื้นที่ในชายแดนใต้ที่พวกเขาเรียกว่า "ปาตานี" เป็น "ดารุล ฮารบี" (ดินแดนแห่งสงคราม) เพราะถูกสยามเข้ามายึดครอง  ซึ่งเป็นการตีความตามหลักคิดในเทววิทยาของศาสนาอิสลาม (Islamic theology)  คนพุทธในพื้นที่นี้จึงเป็น "กาฟิร ฮารบี" (คนนอกศาสนาที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินสงคราม)  การสังหารคนพุทธจึงเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรมในสภาวะเช่นนี้
 
ประการที่สาม  การต่อสู้ที่เน้นการทหารซึ่งถูกชี้นำด้วยจักรวาลทัศน์เช่นนี้กำลังทำให้ขบวนการสูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองในสายตาของคนที่เคยเห็นอกเห็นใจต่อความขมขื่นของคนมลายูมุสลิมที่ถูกผู้นำสยามรุกรานและพยายามที่จะกลืนกินอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์มาในอดีต   การที่คนมลายูมุสลิมไม่ได้รับความยุติธรรมหรือถูกข่มเหงรังแก ไม่อาจสร้างความชอบธรรมต่อการสังหารคนพุทธซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ได้   แม้พวกเขาจะมีคำอธิบายในทางศาสนา (ตามการตีความทัศนะหนึ่งจากหลายๆ ทัศนะ)  แต่สิ่งนั้นกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ  

เมื่อครั้งผู้แทนขององค์กรความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) มาเยือนภาคใต้ของไทยในกลางปีที่แล้ว นาย Sayed Kassem El Masry ที่ปรึกษาและผู้แทนพิเศษของเลขาธิการโอไอซีได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการทำร้ายผู้บริสุทธิ์  โดยอ้างถึงคำกล่าวในอัลกุรอ่านว่า "การฆ่าผู้บริสุทธิ์หนึ่งคน  เสมือนการสังหารมนุษยชาติทั้งโลก"  กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนก็เริ่มกล่าวในทำนองว่าการกระทำของขบวนการนั้นอาจเข้าข่าย "อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ" (crime against humanity) หรือ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" (genocide) ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ   แนวทางที่เป็นอยู่กำลังทำให้ขบวนการสูญเสียความชอบธรรมในทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ 
 
เราควรจะทำอะไรเพื่อช่วยกันนำสันติภาพมาสู่ชายแดนภาคใต้ ?   มีหลายเรื่องที่รัฐบาลควรจะดำเนินการ  ซึ่งไม่อาจจะอธิบายได้หมดในบทความนี้   สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือการพูดคุยกับพวกเขา (peace dialogue) เพื่อแสวงหาทางออกที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันในบ้านหลังเดียวกันอย่างสันติ  แม้ว่าทหารจะชนะในสนามรบเล็กๆ ในครั้งนี้   แต่การ "จับตาย" ทั้งหมดทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะได้นำพวกเขามานั่งพูดคุย  ซึ่งย่อมมีประโยชน์ต่อสันติภาพและความมั่นคงของประเทศมากกว่าศพที่ไร้วิญญาณ 
 


หมายเหตุ  รุ่งรวี  เฉลิมศรีภิญโญรัช เป็นนักวิจัยที่ติดตามสถานการณ์ภาคใต้มาอย่างต่อเนื่อง  เธอเป็นอดีตนักวิเคราะห์ของ International Crisis Group  บทความนี้แก้ไขปรับปรุงจากฉบับที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2556 หน้า 2. 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสวนา: ‘ประชาคมอาเซียน’ ผลกระทบต่อ ‘ภาคประชาสังคม’

Posted: 15 Feb 2013 04:42 PM PST

 
เตรียมพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2015 "หนึ่งวิสัยทัศน์ หนึ่งเอกลักษณ์ หนึ่งประชาคม" บนก้าวย่างสู่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ภาคประชาสังคมต้องเตรียมพร้อมรับมือคืออะไร การเปิดเสรีทางการค้า การรวมกันเป็นตลาดเดียว การหมุนเวียนสินค้าทางการเกษตร และอีกหลากหลายสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอาเซียนภายใต้กระแสทุนนิยมโลก นั่นอาจไม่ได้มีเพียงภาพที่สวยงามเสมอไป  
 
เมื่อวันที่ 13 ก.พ.56 ภาควิชารัฐศาสตร์ วิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกับ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ จัดสัมมนารัฐศาสตร์รังสิตวิชาการ 2556 'อาเซียนภิวัตน์' (ASEANIZATION) ณ มหาวิทยาลัยรังสิต เมืองเอก โดยมีการแตกประเด็นเสวนาย่อยในเรื่อง 'ผลกระทบของประชาคมอาเซียนต่อภาคประชาสังคม'
 
 

'อาเซียน' คือสายพานการผลิต ในมุมมองประเทศพัฒนา

กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า อาเซียนอาจมองได้ในฐานะตลาดที่มีผู้บริโภคถึง 600 ล้านคน แต่ในสายตากลุ่มประเทศ G8 หรือกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก เราคือผู้รับจ้างผลิต ยิ่งเมื่อเราเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ภาพสายพานการผลิตสินค้าจากประเทศหนึ่งส่งต่อไปยังอีกประเทศหนึ่งก็จะชัดเจนขึ้น
 
ในส่วนของไทยที่ถือได้ว่าเป็นผู้นำการส่งออกสินค้าเกษตรที่ติดอันดับโลก ทั้งมันสำปะหลัง ยางพารา อ้อย ไก่และกุ้ง อย่างไรก็ตามสินค้าเหล่านี้แม้ผลิตจำนวนมากแต่มูลค่าไม่สูง เมื่อเปรียบเทียบกับสินค้าเพื่อการลงทุนที่เรานำเข้ามาจำนวนมาก และสัดส่วนเม็ดเงินที่มีผลต่อ GDP ของประเทศก็มาจากการส่งออกสินค้าที่รับจ้างผลิตและการบริการ ซึ่งมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ
 
อย่างไรก็ตาม ฐานทรัพยากรทางชีวภาพที่อยู่ในซีกโลกตะวันออกจะเป็นขุมทรัพย์ในอนาคต
 

'เปิดเสรีการลงทุนภาคเกษตร' เปิดทางขุดขุมทรัพย์สำหรับอนาคต

กิ่งกร กล่าวว่า ที่ผ่านมาภาวะวิกฤติเศรษฐกิจของโลกนั้นมักเกิดพร้อมๆ กับวิกฤติพลังงานและวิกฤติอาหาร โดยวิกฤตเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 2551 นั้นน้ำมันมีราคาพุ่งขึ้นสูงถึงกว่า 40 บาทต่อลิตร ขณะที่คนประสบปัญหาขาดแคลนอาหาร ในครั้งนั้นธนาคารโลกได้ทำนายว่าวิกฤติดังกล่าวจะกลายเป็นวิกฤติอาหารถาวร เราจะเข้าถึงอาหารได้ยากขึ้นเรื่อย ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง กระบวนการแย่งยึดที่ดินได้เกิดขึ้นอย่างมหาศาล คาดการณ์ว่ามีจำนวนถึงกว่า 300 ล้านไร่ ทั่วโลก ส่วนหนึ่งอาจเนื่องมาจากความตระหนักว่าต่อให้มีเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะซื่ออาหารได้ในช่วงภาวะวิกฤติ
 
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายประเทศต้องปรับตัว ยกตัวอย่าง สิงคโปร์มีการส่งเสริมการลงทุนทำเกษตรในพื้นที่สมบูรณ์ บางประเทศมีการนำกองทุนบำเหน็จบำนาญไปกว้านซื้อที่ดินและซื้อผลผลิตทางการเกษตรล่วงหน้า ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กลไกราคาสินค้าเกษตรผิดเพี้ยน 
 
กิ่งกร กล่าวถึงการเปิดเสรีสินค้าว่า ที่ผ่านมามีการทยอยทำมานานแล้ว ตั้งแต่ AFTA หรือเขตการค้าเสรีอาเซียน เมื่อปี 2538 มาจนถึงปัจจุบันจึงค่อนข้างเสรีอยู่แล้ว และตรงนี้ส่งผลทำให้การตัดสินใจของรัฐอยู่ภายใต้ทุน ไม่ได้เป็นการตัดสินใจโดยอิสระ
 
แต่ข้อตกลงของอาเซียนมีสิ่งที่น่าจับตาคือ 'การเปิดเสรีการลงทุนในภาคเกษตร' ทั้งการผลิต เลี้ยงสัตว์ ประมง เพาะปลูก ไปจนถึงพันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ และเหมืองแร่
 
"กิจกรรมทางการเกษตรตรงนี้เป็นขุมทรัพย์การลงทุนในอนาคต โดยเฉพาะการผลิตพันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิต การเปิดเสรีการลงทุนในภาคเกษตรแสดงถึงการที่ทุนต้องการเคลื่อนย้ายการลงทุนในเรื่องนี้อย่างเสรี" กิ่งกรกล่าว
 
รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวถึงแผนการผลิตในอาเซียนว่า มีการวางให้ลาวและพม่าเป็นฐานการผลิตทางการเกษตร ส่วนไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เป็นประเทศที่ทำการผลิตขั้นที่ 2 คือทำการแปรรูปและผลิตปัจจัยการผลิต เพื่อป้อนประชากรในประเทศที่ทำข้อตกลงทางการค้ากับอาเซียน ทั้งอาเซียน+3 +6 และ +10 จำนวนกว่า 3,200 ล้านคน ทั้งนี้เพราะภูมิภาคนี้ยังมีทรัพยากรชีวภาพที่อุดมสมบูรณ์ เป็น 'ประเทศหน้าดินใหม่' ขณะที่แอฟริกาแห้งแล้งเกินไป ส่วนลาตินอเมริกาทรัพยากรชีวภาพถูกใช้จนพรุนไปหมดแล้ว
 
การป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์ตรงนี้ทำได้โดยใช้ภาษี แต่ไทยกลับเปิดหมดทุกอย่าง ไม่มีการสงวนสิทธิ์ในสินค้าที่อ่อนไหว เพราะประเมินว่าเราได้เปรียบทางการค้า และคิดว่าจะส่งผลดีต่อการไหลเวียนของวัตถุดิบในการผลิต เช่น ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์
 
แต่ในทางตรงข้าม จากข้อมูลที่มีกลับพบว่าไทยเก่งเพียงในเชิงปริมาณแต่ไม่มีผลิตภาพ ยกตัวอย่าง การปลูกข้าว ของไทยนั้นมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ โดยอยู่ที่ 440 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นอันดับที่ 7 ของอาเซียน ขณะที่ต้นทุนการผลิตต่อไร่สูงกว่าเพื่อนบ้านมาก อย่างไรก็ตามไทยก็ยังมีความได้เปรียบในเรื่องปริมาณพื้นที่ในการผลิต และรอบการผลิตที่สูงกว่าซึ่งก็ทำให้คุณภาพของข้าวลดลงด้วย
 
กิ่งกร กล่าวด้วยว่า กระเทียมเป็นตัวอย่างของผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ที่ผลผลิตจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดภายในประเทศ ทำให้เกิดความหวั่นเกรงต่อพืชผลที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศที่ต้องแข่งขันอย่างเข้มข้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอาเซียนล้วนแต่ผลิตสินค้าชนิดเดียวกัน ซึ่งก็คงจะต้องแข่งขันจนตายกันไปข้างหนึ่ง
 
นอกจากนี้ การเปิดเสรีการค้าการลงทุนกับยุโรป (FTA) และอเมริกา (TPP) ที่กำลังจะมีขึ้น บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่อย่าง ซินเจนทา ดูปองท์ และมอนซานโต้ ฯลฯ จะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ โดยบริษัทเหล่านี้จะร่วมกับนักลงทุนในภูมิภาคเข้ามาแย่งยึดเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นหัวใจในการผลิตทางการเกษตรและยังเป็นหัวใจของโลกในอนาคตไป ตรงนี้จะทำให้เกษตรกรสูญเสียความสามารถในการผลิตและเปิดทางให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกเข้ามาครอบครองทรัพยากรพันธุกรรม
 

ฝากความหวัง 'คนรุ่นใหม่' มองปัญหากว้าง ตื่นตัวเป็นพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียง

ในส่วนของข้อเสนอ กิ่งกร กล่าวว่า ควรมีการปรับโครงสร้างการผลิตภายในให้เข้มแข็ง พัฒนาผลิตภาพการผลิต ส่งเสริมการชลประทานให้ครอบคลุม และให้มีการปฏิรูปที่ดิน ตรงนี้จะเป็นทางรอดของเกษตรกร คนกิน และเศรษฐกิจของประเทศด้วย นอกจากนี้ รัฐควรปิดกันนักลงทุนบ้าง ในขณะเดียวกันก็ควรส่งเสริมวิสาหกิจของเกษตรกรรายย่อยเพื่อให้สามารถไปสู้กับทุนได้
 
กิ่งกร ยังได้ฝากถึงคนรุ่นใหม่ว่า อยากให้มองปัญหาให้กว้างไปถึงในบริบทของโลก ใช้กระบวนการของโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีการสื่อสารให้เป็นประโยชน์ ศึกษาข้อมูลในฐานะพลเมืองของประเทศ ของอาเซียน และของโลก เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเปิดเสรีทางการค้าก่อผลกระทบจริงๆ และใกล้ตัวเรามากขึ้น คนรุ่นใหม่จะลุกขึ้นมาทำตัวเองให้เป็นพลเมืองที่มีสิทธิมีเสียง แสดงความตื่นตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง  
 
"เป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ ทำความเข้าใจต่อโลก ภูมิภาค  และท้องถิ่นที่ตนเองอยู่" กิ่งกรฝากความหวังต่อคนรุ่นใหม่
 

หนุนแนวคิดดูแล 'ลูกของแผ่นดิน' คุ้มครองผู้บริโภคในประเทศ

อิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวให้ข้อมูลว่า ตัวเลขสินค้าเข้าและสินค้าออก ปี 2555 จากเว็บไซต์กระทรวงพาณิชย์ พบว่าสินค้านำเข้าอันดับ 1-5 ของไทย คือ 1.น้ำมันดิบ 2.เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ 3.เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ 4.เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ และ 5.เคมีภัณฑ์ ตามลำดับ เหล่านี้ล้วนเป็นสินค้าเพื่อการลงทุน
 
ขณะที่สินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของไทยส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลผลิตจากภาคอุตสาหกรรม โดยมีน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ในอันดับ 4 และยางพาราที่เป็นสินค้าภาคเกษตรอยู่ใน อันดับ 5
 
น้ำมันสำเร็จรูปที่ไทยส่งออกนั้น ผลิตได้จาก 2 ส่วนคือน้ำมันดิบน้ำเข้าและโรงกลั่น 6 แห่งที่มีอยู่ภายในประเทศ โดยได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษี (BOI) การนำเข้าวัตถุดิบ แต่ราคาขายสำหรับผู้บริโภคในประเทศกลับไม่ได้ต่ำลง และมีการตั้งราคาขายตามราคาสิงคโปร์ ส่วนน้ำมันที่ส่งออกไปยังสิงคโปร์กลับไม่บวกค่าขนส่งโดยให้เหตุผลว่าเพื่อการแข่งขันทางการตลาด ส่งผลให้น้ำมันสำเร็จรูปในไทยราคาแพง ทั้งที่เรามีความสามารถผลิตเพื่อส่งออกได้
 
หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค ยกตัวอย่างแนวคิดของมาเลเซีย ในเรื่องการปกป้องคุ้มครองลูกของแผ่นดิน โดยรัฐดูแลให้คนในประเทศได้ใช้สินค้าราคาถูกกว่าคนภายนอก ซึ่งไม่ใช่การอุดหนุนเงินของคนกลุ่มหนึ่งไปให้คนอีกกลุ่มหนึ่ง โดยเทียบกับการที่ประเทศไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปให้พม่าเป็นอันดับ 10 แต่คนพม่ากลับได้ใช้น้ำมันถูกกว่าคนไทย
 
อิฐบูรณ์ กล่าวว่า การรวมตัวเป็น  AEC ที่มีการพูดถึงข้อดีว่าสินค้าจะไหลเวียนเปลี่ยนผ่าน แต่นั่นจะไม่รวมไปถึงน้ำมันสำเร็จรูป เพราะรัฐไทยมีการสร้างกำแพงโดยมาตรการพิเศษ จากการที่เพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซียผลิตน้ำมันภายใต้มาตรฐานยูโรทู แต่โรงกลั่นในไทยใช้มาตรฐานยูโรโฟร์เพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งสูงกว่า ทำให้น้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานนี้ไม่สามารถเข้ามาขายได้ ตรงนี้คือมาตรการกีดกันทางการค้า ทั้งที่คนทั่วไปต้องการซื้อน้ำมันราคาถูก
 
"เมื่อเศรษฐกิจมีการแข่งขันสูงขึ้น ประชาชนแทนที่จะได้ประโยชน์ แต่ภาคธุรกิจเห็นเป็นลบกีดกันไม่ให้ประชาชนได้ประโยชน์จากการแข่งขัน" หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภคกล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
 

ชี้ 'ทุน' มีอำนาจเหนือรัฐ ยิ่งมี 'AEC' รัฐยิ่งจำกัดกรอบอำนาจ

อิฐบูรณ์ กล่าวต่อมาว่า ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียนมีทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง และกลไกลตลาดเสรีแบบ AEC รวมทั้งนโยบายทางเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐ สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกออกแบบไว้อยู่แล้วโดยคนกลุ่มหนึ่งที่มีอิทธิพลของโลก การรวมตัวของอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าสู่ประชาคมโลก ซึ่งจะก้าวสู่ลัทธิจักรวรรดินิยมโดยที่ไม่ต้องมีการสู้รบเพื่อยึดครอง อีกทั้งยังมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องถึงผลดี แต่สิ่งที่มองไม่เห็นคือมาตรการที่ค่อยเป็นค่อยไป และปัญหาที่ยังไม่ได้มีการเตรียมการแก้ไข
 
ในส่วนของประเทศไทย อิฐบูรณ์ กล่าวว่า กฎหมายเพื่อตรวจสอบถ่วงดุลอย่างกฎหมายองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคถูกดอง การเข้าสู่ AEC ทำให้มีการปลดล็อคทางเศรษฐกิจ การส่งออก-นำเข้า แต่กลับไม่ปลดล็อคการมีส่วนร่วม การมีปากมีเสียงของประชาชน
 
"ขอย้ำว่าทุนมีอำนาจเหนือรัฐในทุกด้าน โดยเฉพาในการเข้าถึงการจัดสรรทรัพยากร และ AEC จะยิ่งทำให้รัฐจำกัดกรอบอำนาจของตัวเองและเปิดให้ทุนต่างชาติเข้าถึงทรัพยากร ส่งผลให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่เป็นธรรมและจะเกิดการแย่งชิงทรัพยากรขึ้นในทุกพื้นที่" อิฐบูรณ์กล่าว
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยุติชุมนุม! ‘ชุมชนบ่อแก้ว’ ประกาศเดินหน้า ‘แผนปฏิรูปที่ดิน 1,500 ไร่’

Posted: 15 Feb 2013 01:46 PM PST

'ชาวชุมชนบ่อแก้ว' ยุติการชุมนุมยืดเยื้อ หลังได้ผ่อนผันให้ใช้ไฟฟ้าในชุมชนต่อไป ก่อนกลับยื่นหนังสือนายอำเภอฯ เสนอแผนจัดการที่ดินโดยชุมชนบนเนื้อที่กว่า 1,500 ไร่ ตามข้อตกลงทำ 'โฉนดชุมชน' ในสมัยรัฐบาล ปชป.

 
 
วันที่ 16 ก.พ.56 การชุมนุมของชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ.ที่ผ่านมา ได้ยุติลง ภายหลังการเจรจาระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 14 ก.พ.56 โดยหน่วยงานราชการผ่อนผันการใช้ไฟฟ้าในชุมชนต่อไปได้
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การชุมนุมยุติลงในเวลาประมาณ 15.30 น.โดยนายไพศาล ศิลปะวัฒนานันท์ นายอำเภอคอนสารลงมาพบชาวบ้านที่ชุมนุมอยู่บริเวณที่ทำการอำเภอและรับหนังสือข้อเสนอแผนการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน บนเนื้อที่กว่า 1,500 ไร่ ตามข้อตกลงเดิมกับรัฐบาลชุดที่ผ่านมาในการจัดทำโฉนดชุมชน โดยจำแนกเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ร่วม ที่สาธารณะของชุมชน ป่าชุมชน และพื้นที่สิทธิ์การใช้ส่วนบุคคล
 
หนังสือดังกล่าวส่งถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ และนางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข กรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ผ่านนายอำเภอคอนสาร
 
จากนั้น ชาวบ้านประกาศเจตนารมณ์ในการติดตามแผนปฏิรูปที่ดินกับรัฐบาล ก่อนที่จะสลายตัวไป
 
ด้านนายนิด  ต่อทุน ประธานโฉนดชุมชนบ่อแก้ว กล่าวแสดงความเห็นว่า ที่จริงแล้ว อ.อ.ป. ต้องสนับสนุนกระบวนการทำงานของชาวบ้านในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ของชุมชน และการเร่งยกเลิกสวนป่าคอนสารตามมติคณะกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งถือว่ามีความล่าช้ามาก
 
"อ.อ.ป.ต้องตรวจสอบด้วยว่าศูนย์ธรรมรัศมีซึ่งอยู่ตรงข้ามชุมชนบ่อแก้วทำไมมีสิทธิ์ใช้พื้นที่ตั้งแต่ พ.ศ.2541 เป็นต้นมา และชุมชนได้ประโยชน์อะไรจากสถานที่ดังกล่าวนี้" นายนิดกล่าวถึงข้อเรียกร้องต่อ อ.อ.ป.
 
ทั้งนี้ ข้อพิพาทสวนป่าคอนสาร จ.ชัยภูมิ บนพื้นที่จำนวนกว่า 4,401 ไร่ มีมาอย่างยืดเยื้อยาวนาน และในปี 2547 ชาวบ้านได้ชุมนุมเรียกร้องให้ อ.อ.ป.ยกเลิกสวนป่าคอนสาร แล้วนำที่ดินมาจัดสรรแก่เกษตรกรผู้เดือดร้อน กระทั่งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับพื้นที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประชาคมตำบลทุ่งพระ มีมติให้ยกเลิกสวนป่าคอนสาร และนำที่ดินมาจัดสรรให้กับเกษตรกรต่อไป
 
การดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าคอนสาร ได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เดือดร้อนมากว่า 36 ปี กระทั่งผู้เดือดร้อน ได้กลับเข้ามายึดพื้นที่กินทำกินเดิม เมื่อวันที่ 17 ก.ค.52  แล้วได้ก่อตั้งชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร
 
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการจัดสรรที่ดินให้แก่เกษตรกรไม่มีความก้าวหน้า ส่วน อ.อ.ป.ได้ฟ้องขับไล่ผู้นำชาวบ้านทั้งสิ้น 31 ราย ซึ่งปัจจุบันคดีความอยู่ในชั้นการพิจารณาของฎีกา ขณะที่ชาวบ้านได้เคลื่อนไหวเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ อ.อ.ป. ถอนการบังคับคดี และเร่งนำที่ดินจำนวน 1,500 ไร่ มาดำเนินการจัดการในรูปแบบโฉนดชุมชน ซึ่งได้มีข้อตกลงว่า อ.อ.ป.จะไม่เร่งรัดบังคับคดีและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพื้นที่ เพื่อนำที่ดินมาจัดการตามข้อเสนอข้างต้น
 
ปี พ.ศ.2555 ชาวบ้านบ่อแก้วได้ประกาศเป็น "หมู่บ้านเกษตรกรรมอินทรีย์" และพัฒนาแผนการปฏิรูปที่ดินและภาคเกษตรแบบครบวงจร กระทั่งมีการขอใช้ไฟฟ้าเพื่อการเกษตรและเป็นเหตุให้มีการแจ้งความร้องทุกข์ของ อ.อ.ป.ในวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น