โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2561

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com

Link to ประชาไท

'ข่าวสด' เผย 'กองทัพบก' เตรียมย้ายที่ตั้งหน่วยทหาร ออกนอกกรุงเทพฯ

Posted: 02 Sep 2018 09:41 AM PDT

ข่าวสดออนไลน์ รายงานกองทัพบก ประชุมเตรียมความพร้อมจัดทำแผนรายการปรับโอนหน่วย และย้ายที่ตั้งหน่วยทหารหน่วยที่จะถูกย้าย ส่วนใหญ่เป็นหน่วยยานเกราะระดับกองพัน กองร้อย จากกรุงเทพฯ จะย้ายออกจากพื้นที่ตั้งเดิมไปอยู่ที่ สระบุรี หรือลพบุรี

2 ก.ย.2561 ข่าวสดออนไลน์ รายงานข่าวว่า กองทัพบก โดยกรมยุทธการทหารบก (ยก.ทบ.) ได้ประชุมเตรียมความพร้อมจัดทำแผนรายการปรับโอนหน่วย และย้ายที่ตั้งหน่วยทหาร ซึ่งประชุมอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดประชุมเมื่อวันที่ 28 ส.ค. และก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับหน่วยที่จะถูกย้าย ส่วนใหญ่เป็นหน่วยยานเกราะระดับกองพัน กองร้อย จากกรุงเทพฯ จะย้ายออกจากพื้นที่ตั้งเดิมไปอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี หรือจังหวัดลพบุรี นอกจากนั้นหากมีความจำเป็นจะย้าย หน่วยปืนไปอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ตามแผนระยะที่ 2 ต่อไป ส่วนการการปรับโอนหน่วยนั้น จะยุบเลิกหน่วยงานของทหารราบบางหน่วยในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยให้โอนกำลังพลเฉพาะกำลังรบ รวมทั้งยุทโธปกรณ์ตามประเภทและความต้องการไปยังหน่วยรับโอน

ข่าวสดออนไลน์ ยังรายงานด้วยว่า  ทบ.จะตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงโครงสร้างและการบริหารจัดการ โดยมีเสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ) เป็นประธาน ส่วนคณะทำงานดำเนินการปรับโอนหน่วย จะมีเจ้ากรมยุทธการทหาร (จก.ยก.ทบ.) เป็นประธาน โดยให้กำหนดแผนงานให้เสร็จภายในวันที่ 30 ก.ย.2561 และให้เริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย.2562 สำหรับในช่วงนี้ให้หน่วยที่ต้องโอนย้ายเตรียมชี้แจง ขอบเขตที่ดิน อาคาร พร้อมเสนอที่ตั้งใหม่, ความต้องการงบประมาณในการดำเนินการ โดยให้เสนอเป็นระยะตามแผนงบประมาณแต่ละปี ทั้งนี้หน่วยจะต้องดูแลและบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกำลังพลและครอบครัวให้ได้มากที่สุด

จากการสำรวจสื่ออื่นๆ มีเพียง 'ข่าวสดออนไลน์' เท่านั้น ที่เสนอข่าวนี้

สำหรับข้อเสนอเรื่องการย้ายค่ายทหารออกจากเมืองหลวงนั้น มีการนำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง ต้นปีที่ผ่านมา (9 มี.ค.61) พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวผ่านเฟสบุ๊ค 'พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส' เรื่องการปฏิรูปกองทัพว่า "ถ้าผมมีอำนาจผมย้ายทหารออกนอกกรุงเทพทั้งหมด"

"คุณจะไปอยู่ติดต่อกับใคร ทหารจะติดต่อกับประชาชนตรงไหน ผมอยากจะรู้ ใช่ไหม อยู่ไปก็เกะกะกีดขวางทำให้การจราจรติดขัดไปหมด ถูกไหม พื้นที่เยอะนี่ ทหารบกไปอยู่ลพบุรี ทหารเรือไปสัตหีบ ทหารอากาศไปนครสวรรค์ เอาพื้นที่คืนมาให้คนกรุงเทพ ทำโรงเรียน โรงพยาบาล เป็นสิ่งจำเป็น สวนสาธารณะเป็นสิ่งจำเป็น" พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าว

สำหรับงบประมาณในการดำเนินการนั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ไม่ต้องใช้ของรัฐก็ได้ ส่วนหนึ่งให้เอกชนเช่าพื้นที่ไป เหมือนเซ็นทรัลเช่าที่การรถไฟ หรือเบียร์ช้างเช่าศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ตนก็เอาพื้นที่ทหารที่มีจำนวนมากในกรุงเทพให้เช่า แล้วนำเงินเหล่านี้มาลงทุนเพื่อสร้างสวนสร้างโรงเรียน โรงพยาบาลต่างๆ ใครบอกทหารมีความจำเป็นอยู่กรุงเทพ ตำรวจนี่ยังมีความจำเป็นอยู่กรุงเทพ กระทรวงอื่นยังมีความจำเป็นด้วยซ้ำ 

"ทหารอยู่ในกรุงเทพ เกิดรบกันมันกดปุ่มมาจากไหน ตูมลงมาลงกบาลใคร ลงชาวบ้าน จริงเปล่า เดี๋ยวเผลอๆ ลงบ้านคุณ แทนที่จะลงค่ายทหาร (สมมุติมีสงคราม) ดังนั้นเอาออกไปก่อนไม่ดีกว่าหรอ" 

"ราบ 11 มีตั้ง 3 พันไร่ ตรงบางเขน อยู่กันอย่างเป็นเทวดา เกษียณแล้วยังไม่ยอมไป ผบ.ทบ.ทุกคนก็ไปอยู่แถวนั้น อยู่บ้านหลวง น้ำหลวง ไฟหลวง ทหารรับใช้ มีครบมีเพียบ ไม่เหมือนผม ผมเกษียณ ผมรับราชการก็อยู่บ้านตัวเองหมด นี่อยู่บ้านหลวงตลอด" อดีต ผบ.ตร. กล่าว พร้อมระบุว่า กระทรวงกลาโหมอยู่ในศูนย์ราชการ แต่กองทัพคนละส่วนกัน กองทัพก็ต้องย้ายไป 

หรือเมื่อ 28 ก.ย.51 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล และกลุ่มประกายไฟ ได้ออกแถลงการณ์ร่วมถึงข้อเสนอการเมืองใหม่ ขณะนั้น โดยมีข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปกองทัพตอนหนึ่งว่า ให้ย้ายค่ายทหารออกจากเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวสำหรับสร้างสวนสาธารณะ และศูนย์ฝึกอาชีพให้แก่คนจน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากข้อเสนอของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เรื่องย้ายค่ายทหารนั้น ต่อมา 24 เม.ย.61 มติชนอออนไลน์ รายงานปฏิกิริยาจาก พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11) ในฐานะทีมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ข้อเสนอย้ายหน่วยงานกองทัพออกไปชานเมืองเป็นไปตามแผนงานที่กำหนด ส่วนใหญ่หน่วยที่ตั้งใน กทม. จะเป็นหน่วยบัญชาการ ส่วนกลาง หรือมีภารกิจเฉพาะโดยตรง การย้ายที่ตั้งต้องใช้งบประมาณ มิใช่แค่ตัวทหาร หรืออาคารสถานที่ แต่หมายความรวมถึงครอบครัว และองค์ประกอบอื่นๆด้วย

ทั้งนี้ กองทัพถือเป็น 1 ใน สถาบันการเมืองสำคัญของประเทศ แต่ภายใต้วาระการปฏิรูปที่ คสช. ชูตลอด 4 ปีที่ผ่านา ไม่มีการแตะที่กองทัพเลย ขณะที่ข้อเสนอของฝ่ายที่ต้องการปฏิรูปกองทัพก็มีการนำเสนอมาโดยตลอด ไม่เพียงการย้ายค่ายทหารออกจากเมืองหลวงเท่านั้น ยังมีข้อเสนออื่นๆ เช่น ให้กองทัพอยู่ใต้อำนาจของพลเรือน ที่เป็นรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ลดจำนวนนายพลว่างงาน ลดกำลังพลให้เหมาะสมกับจำนวนประชากร ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นใช้วิธีสมัครใจ  ลดงบประมาณของกองทัพ เอาไปสร้าง 'ความมั่นคงของประชาชน' อย่างสวัสดิการแทน ยกสนามกอล์ฟ สนามม้าของกองทัพบก ให้ชุมชนใช้ประโยชน์เพื่อสาธารณะ ปฏิรูปกระบวนการจัดซื้อจัดหายุทโธปกรณ์โดยมียุทธศาสตร์ที่แท้จริงรองรับ และ ลดภาระงานที่กองทัพทำซ้ำซ้อน เช่น งานบรรเทาสาธารณภัย ควรให้ ปภ. ทำ เป็นต้น

 

 

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

หมายเหตุประเพทไทย #225 พุทธไทยและจักรวาลพุทธโลก

Posted: 02 Sep 2018 08:35 AM PDT

หมายเหตุประเพทไทยสัปดาห์นี้ชานันท์ ยอดหงษ์ พูดคุยกับ สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอิสระด้านพุทธศาสนาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชวนคุยเรื่องที่ทางของพุทธศาสนาไทยในจักรวาลโลกพุทธ และอิทธิพลของพุทธเถรวาทจากลังกา พร้อมทบทวนว่าการเผยแพร่พระพุทธศาสนาในประเทศไทยยังคงเป็นไปตามพุทธพจน์ที่เน้นให้ภิกษุทั้งหลาย "...จงจาริกไปเพื่อประโยชน์ และความสุขของชนจำนวนมาก เพื่อเกื้อการุณย์แก่โลก..." มากน้อยแค่ไหน

ติดตามรายการหมายเหตุประเพทไทยย้อนหลังที่
เฟสบุ๊ค 
https://www.facebook.com/maihetpraphetthai
หรือลงทะเบียนรับชมที่ https://youtube.com/prachatai

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

เสนอทำ 'เขตพื้นที่พิเศษชมตัวเหี้ย' ที่มาสวนลุมพินี

Posted: 02 Sep 2018 04:33 AM PDT

ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าระบุมีข้อมูลว่านักท่องเที่ยวที่มาสวนลุมพินีบางกลุ่มตั้งใจมาชม 'ตัวเหี้ย' ควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ทำโครงการเขตพื้นที่พิเศษชมตัวเหี้ยในป่าในเมือง เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ที่มาภาพประกอบ: Kolbusz (Creative Commons Attribution-Share Alike 4.0 International)

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา MGR Online รายงานว่า น.ส.กาญจนา นิตยะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ เปิดเผยว่า กทม.บอกมาว่าสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ที่เข้ามาออกกำลังกายเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของ กทม. เพราะความเป็นจริงนั้น ตัวเหี้ย ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร อีกทั้งประชาชนที่เข้ามาสวนลุมพินี ต่างก็คุ้นเคยกับสัตว์ดังกล่าวอยู่แล้ว และที่ กทม.อ้างว่า ได้ใช้วิธีเดินนับขณะนี้มีตัวเหี้ยอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวกว่า 400 ตัว ต่างกับสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าที่เข้าไปนับได้แค่ 160 ตัวเท่านั้น

จากการได้พูดคุยกับผู้ที่ใช้บริการพักผ่อนหย่อนใจ และออกกำลังกายในสวนลุมพินี ส่วนใหญ่ไม่มีความรู้สึกรังเกียจตัวเหี้ย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนรู้สึกมหัศจรรย์ใจ ที่เห็นสัตว์ชนิดนี้ใช้ชีวิตอยู่ในสวนสาธารณะร่วมกับประชาชนอย่างปกติสุข

จึงขอเสนอแนวคิดให้กทม.จัดกิจกรรมนับตัวเหี้ยกันใหม่ เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ยอมรับกันได้ทั้ง 2 ฝ่าย โดยเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม นอกจากนั้น ยังพบข้อมูลว่า นักท่องเที่ยวที่มาสวนลุมพินีบางกลุ่มตั้งใจมาชมตัวเหี้ยโดยเฉพาะ จึงควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสทำโครงการเขตพื้นที่พิเศษชมตัวเหี้ยในป่าในเมือง เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

นักเศรษฐศาสตร์ระบุรัฐบาล-สนช. ต้องชี้แจงเหตุงบความมั่นคงเพิ่ม 20-21% มีความจำเป็นอย่างไร

Posted: 02 Sep 2018 01:08 AM PDT

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ระบุรัฐบาลและ สนช. ต้องชี้แจงต่อสาธารณชนว่างบประมาณกลาโหม-งบความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น 20-21% นั้นมีความจำเป็นอย่างไร ทั้งที่ภัยคุกคามทางด้านความมั่นคงลดลงและไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะเกิดสงครามในภูมิภาคนี้ กองทัพได้รับการจัดสรรงบประมาณตลอดระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาล คสช. ถึง 9.38 แสนล้านบาท


ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (แฟ้มภาพ)

2 ก.ย. 2561 ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แสดงความเห็นหลังจากงบประมาณปี พ.ศ. 2562 จำนวน 3.3 ล้านล้านบาท ผ่านการอนุมัติโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงว่า เป็นกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ขาดการมีส่วนร่วมและไม่ได้เกิดจากความเห็นชอบของประชาชนผ่านผู้แทนอันชอบธรรม ขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการกำหนดงบประมาณและการเก็บภาษี (Budget and Taxation without Representation) สภานิติบัญญัติแห่งชาติก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายงบประมาณจึงมีฐานะเป็นเพียง "สภาตรายาง" ให้รัฐบาล คสช. เท่านั้น จึงเสนอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งทำการทบทวนและแก้ไขงบประมาณปี 2562 เสียใหม่ เนื่องจากพบว่าการจัดสรรงบประมาณปี 2562 มีสิ่งที่ต้องแก้ไขหลายประการด้วยกัน มีงบประมาณรายจ่ายสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท และมีการทำขาดดุลงบประมาณสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท ควรลดการขาดดุลลงเนื่องจากมีความจำเป็นน้อยลงในการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและมีความจำเป็นในการลดความเสี่ยงของวิกฤติฐานะการคลังในอนาคต นอกจากนี้อาจจะเกิดสภาวะที่การใช้จ่ายภาครัฐอาจไปแย่งเม็ดเงินจากภาคเอกชนและดันอัตราดอกเบี้ยในระบบให้สูงขึ้นได้ ทำให้ผลจากการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใช้จ่ายของภาครัฐถูกหักล้างด้วยการลดลงของการลงทุนภาคเอกชนอันเป็นผลจากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น หรือ ที่เรียกกันว่า เกิด Crowding out Effect นั่นเอง รัฐบาลหลังการเลือกตั้งควรทบทวนโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยเงินกู้จำนวนมากและมีความเสี่ยงต่อฐานะทางการคลังและควรทบทวน "สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากเกินพอดี" ทั้งหลายเพื่อดึงดูดการลงทุนของต่างชาติที่ทำให้รัฐสูญเสียเงินรายได้ภาษีจำนวนมาก กำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลังเพื่อให้ประเทศสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้ภายใน 5 ปีข้างหน้าหลังจากที่ได้มีการจัดทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ชี้ว่าต้องมีการบริหารการชำระหนี้สาธารณะให้ดีเพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวของการชำระหนี้ในอนาคตจนกระทบสภาพคล่องในอนาคต รายจ่ายประจำยังคงเพิ่มขึ้น 4-5% ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนเพิ่มเพียง 1% สะท้อนยังไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณแต่อย่างใดเพราะรายจ่ายเพื่อการลงทุนยังคงมีสัดส่วนเพียงแค่ 22% ซึ่งควรปรับโครงสร้างให้เพิ่มเป็น 30% ของงบประมาณรายจ่ายและต้องทำควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการและรัฐวิสาหกิจ รัฐบาล และ สนช. ต้องชี้แจงต่อสาธารณชนด้วยว่างบประมาณกลาโหมงบความมั่นคงที่เพิ่มขึ้น 20-21% นั้นมีความจำเป็นอย่างไร ทั้งที่ภัยคุกคามทางด้านความมั่นคงลดลงและไม่มีสัญญาณใดๆ ที่จะเกิดสงครามในภูมิภาคนี้ กองทัพได้รับการจัดสรรงบประมาณตลอดระยะเวลา 4 ปีของรัฐบาล คสช. ถึง 9.38 แสนล้านบาท ขอเสนอให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งยกเลิกการสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่จำเป็นและไม่มีคุณภาพ โดยนำเงินมาจัดสรรเพื่อการเพิ่มสวัสดิการให้นายทหารชั้นผู้น้อย ลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศและลงทุนทางด้านการฝึกอบรมให้กับนายทหาร หรือ โยกงบประมาณไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนหรืออุปกรณ์ทางการศึกษาสำหรับโรงเรียนที่ขาดแคลนจะดีกว่า ขณะเดียวกันสังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจในระดับสูงติดอันดับโลก แรงงานระดับล่างและเกษตรกรรายย่อยมีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ มีสัดส่วนของหนี้สินต่อรายได้สูงมาก จึงควรจัดทำงบประมาณมุ่งเป้าหมายไปกลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยและคนยากจนเพิ่มขึ้น ขณะที่การจัดซื้ออาวุธจากต่างประเทศไม่ก่อให้เกิดผลผลิตใดๆ ในระบบเศรษฐกิจและไม่ก่อให้เกิดสวัสดิการใดๆต่อประชาชน 

นอกจากนี้ยังพบว่ามีขนาดของงบกลางที่มากขึ้นอย่างชัดเจนสูงเกือบห้าแสนล้านบาท และงบกลางมักไม่มีรายละเอียดรายการการใช้จ่ายทำให้เงินสาธารณะ (Public Money) อาจใช้จ่ายอย่างไม่มีประสิทธิภาพ รั่วไหลได้ง่ายหรือใช้ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายได้ หากมีการใช้จ่ายงบก้อนนี้ควรชี้แจงรายละเอียดต่อประชาชนและควรผ่านการพิจารณาโดยรัฐสภาหลังการเลือกตั้งด้วย ในส่วนของงบกลางที่เป็นค่าใช้จ่ายตามสิทธิของบุคลากรภาครัฐ เช่น เงินเลื่อนขั้นเลื่อนอันดับ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ไม่ควรถูกกำหนดไว้ในงบกลางเพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณ ต้องจัดทำเป็นงบประจำสามารถประมาณการและสามารถทำแผนการใช้จ่ายได้ หลังจากงบประมาณผ่านการอนุมัติจาก สนช. แล้ว ได้มีรายการเพิ่มเติมสูงสุด 3 อันดับแรกคือ 1.มาตรา 4 งบฯ กลางตั้งเพิ่มขึ้น 9 พันล้านบาท สำหรับแผนงานเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 2.มาตรา 30 รัฐวิสาหกิจ ตั้งเพิ่มขึ้น 7.2 พันล้านบาท สำหรับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ใช้ในโครงการชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ ธกส. และสถาบันเกษตรกร และ 3.มาตรา 34 กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 2.5 พันล้านบาท สำหรับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ส่วนรายการเพิ่มเติมจำนวนมากที่น่าสนใจ เช่น มาตรา 51 แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตั้งเพิ่มขึ้น 1.8 พันล้านบาท สำหรับโครงการปรับปรุงชลประทาน โครงการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ, มาตรา 7 กระทรวงกลาโหม ตั้งเพิ่มขึ้นอีก 307 ล้านบาท สำหรับสำนักปลัดกระทรวงกลาโหม เงินอุดหนุนการบริหารองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 138 ล้านบาท กับ กองทัพบก ด้านการเสริมสร้างกำลังกองทัพ 169 ล้านบาท การจัดทำงบประมาณขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและพรรคการเมืองต่างๆที่ต้องทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไปหลังการเลือกตั้งและต้องใช้งบประมาณปี 2562 ทำให้โดยภาพรวมแล้วการจัดทำงบประมาณปี 2562 ก่อนประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยยังไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วม (Participation) ความโปร่งใส (Transparency) ที่เน้นการตรวจสอบถ่วงดุล ความรับผิดชอบ (Accountability) ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) เน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectiveness) ทั้งหมดนี้ เรียกว่า หลักธรรมาภิบาลในการจัดทำงบประมาณให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ประเทศและการปฏิรูป
 
ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวอีกว่าส่วนยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้ในงบประมาณก็เป็นยุทธศาสตร์ที่คิดแบบราชการ ไม่ได้ผนวกเอาวิสัยทัศน์ระยะยาวเข้าไปด้วยเพื่อให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ระดับปานกลาง แต่ยุทธศาสตร์ส่วนใหญ่เป็นยุทธศาสตร์พื้นฐานเหมือนเช่นยุทธศาสตร์งบประมาณทุกปี ไม่มีอะไรใหม่ อาจไม่สามารถตอบสนองต่อพลวัตของเทคโนโลยีใหม่ที่พลิกผันระบบเศรษฐกิจ ระบบการผลิต ระบบการเงินและระบบการเมืองได้ดีนัก รวมทั้ง ยังติดกรอบคิดแบบราชการ ตนจึงมีความเห็นว่าควรจัดทำงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์โดยกำหนดไว้ 10 ยุทธศาสตร์ดังนี้ 

ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ง ยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างอำนาจและส่งเสริมประชาธิปไตยให้เข้มแข็งมั่นคง 
ยุทธศาสตร์ที่สอง ยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนโดยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเอา "คุณภาพชีวิตของพลเมือง" เป็นศูนย์กลาง 
ยุทธศาสตร์ที่สาม ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงและ Greater Thailand/New Siam ยุทธศาสตร์นี้จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐบาล
ยุทธศาสตร์ที่สี่ ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและเครือข่ายความร่วมมือ ยุทธศาสตร์ลดอำนาจการผูกขาด สร้างความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพิ่มการแข่งขัน เสรีภาพในการประกอบการ 
ยุทธศาสตร์ที่ห้า ยุทธศาสตร์ด้านลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาค ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม
ยุทธศาสตร์ที่หก ยุทธศาสตร์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัยและการปรับโครงสร้างประชากรให้เหมาะสม
ยุทธศาสตร์ที่เจ็ด ยุทธศาสตร์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมและการเมือง
ยุทธศาสตร์ที่แปด ยุทธศาสตร์การปฏิรูประบบราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และ ภาคการเมือง 
ยุทธศาสตร์ที่เก้า ยุทธศาสตร์ศูนย์กลางอาหาร การท่องเที่ยว และบริการทางการแพทย์ของโลก และ ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย 
ยุทธศาสตร์ที่สิบ ยุทธศาสตร์บูรณาการสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค 

ผศ.ดร.อนุสรณ์ ระบุว่าการจัดทำงบประมาณก็ต้องเน้นการกระจายอำนาจทางการคลังอย่างแท้จริง เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถมีส่วนสำคัญในการจัดการการศึกษา ทรัพยากรของชุมชน การกระจายอำนาจทางการคลังและการจัดทำงบประมาณแบบนี้ จะนำไปสู่การเพิ่มอำนาจประชาชนและลดอำนาจรัฐนั่นเอง ปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณเสียใหม่ให้ลงสู่พื้นที่และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนในการกำหนดเป้าหมายด้านคุณภาพชีวิตเพื่อให้ทุกคนมีหลักประกันในชีวิต นอกจากนี้งบประมาณปี 2562 เป็นงบประมาณแผ่นดินในช่วงรอยต่อของระบอบรัฐบาล คสช. กับ ระบอบรัฐบาลเลือกตั้ง จึงต้องมีการกำหนดให้ระบบตรวจสอบงบประมาณ และ การกำหนดตัวชี้วัดที่ทำให้เกิดการทำงานต่อเนื่องด้วย ลดปัญหางบประมาณค้างท่อแล้วมาเร่งรัดใช้จ่ายในช่วงปลายปีงบประมาณทำให้มีการใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ปัญหาการของบประมาณมากเกินจริงของหน่วยราชการและการบริหารจัดการกองทุนนอกงบประมาณต้องบริหารจัดการให้ดี

งบประมาณยังไม่ได้เน้นย้ำ บทบาทการถ่ายโอนรายได้ (Redistribution Policy) ผ่านเครื่องมือภาษีและการจัดสรรสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อยอย่างบูรณาการและเชื่อมโยงกันเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย ข้อเท็จจริงของประเทศ ก็คือเด็กกว่า 40% ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เด็กไทย 1 ใน 5 ของเด็กก่อนวัยเรียน มีพัฒนาการต่ำกว่าวัย 2/3 ของครอบครัวไทยไม่สามารถมีเงินส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้ มีความไม่เสมอภาคทางการศึกษาระหว่างเมืองใหญ่กับชนบทสูงมาก ทรัพยากรมนุษย์ที่อ่อนแอย่อมไม่สามารถแบกรับภาระที่มากขึ้นของโครงสร้างสังคมผู้สูงอายุในอนาคตได้ดีนัก การปฏิรูปการศึกษาที่ล้มเหลวในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทำให้เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10-11% ของจีดีพี 

ทั้งนี้การจัดสรรงบประมาณต้องเป็นไปตามความสำคัญและความเร่งด่วนของกิจกรรม เช่น รัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่างบประมาณของกระทรวงกลาโหมในส่วนในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์นั้นมีความสำคัญหรือความจำเป็นเร่งด่วนอย่างไรเมื่อเทียบกับ งบประมาณในการลงทุนเพื่อการบริหารจัดการน้ำ หรือ งบประมาณเพื่อสวัสดิการรักษาพยาบาลและสวัสดิการการศึกษาของประชาชนที่ถูกปรับลดลง และรายจ่ายทางการศึกษาสามารถปรับรูปแบบให้เป็นเงินทุนสำหรับผู้เรียนไปเลือกซื้อบริการจากรัฐหรือเอกชนก็ได้ เป็นการเปลี่ยนจาก Supply-side financing เป็น Demand-side financing สำหรับการใช้จ่ายทางการศึกษา เช่นเดียวกับรายจ่ายงบประมาณทางด้านสวัสดิการสุขภาพ ภาครัฐใช้ซื้อบริการ (โดยผู้ผลิตอาจเป็นภาครัฐหรือเอกชนก็ได้) สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนและทำให้การใช้งบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวถึงข้อเสนอในการปฏิรูประบบงบประมาณว่าเมื่อประเทศไทยกลับคืนสู่ประชาธิปไตยแล้ว ขอเสนอให้ภาคประชาชน ภาควิชาการ ภาคเอกชน สามารถมีส่วนร่วมในการนำเสนองบประมาณของประชาชน (People Budget) ได้ โดยใช้แนวทางการจัดสรรงบประมาณแบบเพิ่มอำนาจประชาชน (People Empowerment) เสนอให้มีจัดตั้งคณะกรรมการบริหารงบประมาณที่มีตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ ซึ่งโครงสร้างปัจจุบันจะมีแต่ภาคราชการและภาคการเมือง และควรเพิ่มตัวแทนของภาคประชาชนในคณะกรรมการพิจารณางบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและระบบตรวจสอบการใช้งบประมาณ ขอให้มีการพิจารณาปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณแบบ Supply-side โดยงบประมาณฐานะกรม ส่วนราชการเป็นผู้รับงบประมาณ เป็น การจัดสรรแบบ Demand-side เน้นส่งงบประมาณไปที่ประชาชนโดยตรงผ่านกลไกกองทุนหมู่บ้าน หรือ โครงการ SML ที่ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการบริหารจัดการงบประมาณ นอกจากนี้ควรจะมีการพิจารณาเพื่อจัดตั้งหน่วยงานติดตามและประเมินผลงบประมาณภายใต้รัฐสภาไทยเพื่อเกิดการบริหารจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นกลไกในการสะท้อนความต้องการของประชาชน

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

ขสมก.สั่งปรับ-พักงานคนขับรถร่วมจอดเบียดซ้อนกัน พบปี 2552-2558 คนใช้รถเมล์น้อยลง

Posted: 02 Sep 2018 12:33 AM PDT

ขสมก.ลงดาบรถร่วมจอดรถประชิดติดกันจนผู้โดยสารลงรถไม่ได้ ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ลงโทษปรับ 5,000 บาท พักการปฏิบัติหน้าที่พนักงานขับรถทั้ง 2 คัน เป็นเวลา 15 วัน ข้อมูลตั้งแต่ปี 2552-2558 พบแนวโน้มคนใช้รถเมล์ลดลง จากปี 2552 มีผู้ใช้ 315,183,985 ครั้ง เหลือ 224,363,943 ครั้ง ในปี 2558 (ที่มาภาพ: สำนักข่าวไทย)

2 ก.ย. 2561 สำนักข่าวไทย รายงานว่าหลังจากมีการเผยแพร่ภาพรถโดยสารเอกชนร่วมบริการธรรมดา สาย 8 หมายเลข 39 - 115 ของบริษัท กลุ่ม 39 เดินรถ จำกัด และรถโดยสารเอกชนร่วมบริการธรรมดา สาย 44 หมายเลข 24 ของบริษัท รวีโชค จำกัด จอดรถเบียดซ้อนกัน บริเวณป้ายหยุดรถโดยสารข้างห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว ทำให้ปิดช่องการจราจรและผู้ใช้บริการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ สาย 8 ไม่สามารถลงจากรถได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2561 เวลา 17.00 น. นั้น

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าว ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของ ขสมก.จึงลงโทษปรับบริษัท กลุ่ม 39 เดินรถ จำกัด และบริษัท รวีโชค จำกัด ขั้นสูงสุดเป็นเงิน 5,000 บาท เนื่องจากไม่กำกับดูแลพนักงานให้ปฎิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของ ขสมก. พร้อมสั่งพักการเดินรถและพักการปฎิบัติหน้าที่พนักงานขับรถทั้ง 2 คัน เป็นเวลา 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ย. 2561 เป็นต้นไป และให้เจ้าของบริษัททั้ง 2 รายมารายงานตัว พร้อมกับพนักงานขับรถโดยสาร เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ในวันที่ 3 ก.ย. 2561 เวลา 09.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ ขสมก.

พบปี 2552-2558 คนใช้รถเมล์น้อยลง 

จาก รายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลแบบองค์รวม ของคณะกรรมาธิการการคมนาคม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), 2560  ได้รวบรวมข้อมูลจำนวนผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ไว้ โดยในปี 2552 มีผู้ใช้ 315,183,985 ครั้ง ปี 2553 มีผู้ใช้ 308,175,956 ครั้ง ปี 2554 มีผู้ใช้  303,380,034 ครั้ง ปี 2555 มีผู้ใช้  282,754,160 ครั้ง ปี 2556 มีผู้ใช้  248,989,130 ครั้ง ปี 2557 มีผู้ใช้  229,023,066 ครั้ง และปี 2558 มีผู้ใช้ 224,363,943 ครั้ง

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

ศาลปกครองนัดพิจารณาคดีประธานสหภาพพยาบาลฟ้อง คกก.สภาพยาบาล 5 ก.ย. นี้

Posted: 01 Sep 2018 10:51 PM PDT

ศาลปกครองกลางนัดพิจารณาครั้งแรก คดีที่ประธานสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย ฟ้องคณะกรรมการสภาพยาบาล คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรฐัละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าล่าช้าเกินสมควร

นางสาวมัลลิกา ลุนจักร ประธานสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย ยื่นฟ้องศาลปกครองเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559 (แฟ้มภาพ)

2 ก.ย. 2561 กลุ่มสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลปกครองกลางแจ้งข่าวว่าในวันที่ 5 ก.ย. 2561 เวลา 13.30 น. ศาลปกครองกลางนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก คดีหมายเลขดำที่ 1198/2559 ระหว่างนางสาวมัลลิกา ลุนจักร (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย) กับพวกรวม 3 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการสภาพยาบาล (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร (ขอให้พิจารณาคำร้องของผู้ฟ้องคดี) 

โดยในคดีนี้มัลลิกา กับพวกรวม 3 คน ฟ้องว่าคณะกรรมการสภาการพยาบาล ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย กรณีผู้ร้องคดีได้มีหนังสือได้มีหนังสือ ลว.3 ก.พ. 2559 ขอใหผู้ถูกฟ้องคดพีจิารณาดำเนินการเปิดประชุมใหญ่สมาชิกวิสามัญทั่วประเทศ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอของสมาชิกและขอให้กำหนดวิธีการจัดการเลือกตั้งผู้แทนของสมาชิกเข้าไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการสภาการพยาบาล แต่ผู้ถูกฟ้องคดีกลับเพิกเฉยเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

การฟ้องร้องครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อปี 2559 สหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย ได้ขอให้มีเปิดการประชุมวิสามัญเพื่อรับข้อร้องทุกข์และจัดทำประชาวิจารณ์ ขอปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ.วิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ พ.ศ 2528 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ 2540 แต่ที่ประชุมคณะกรรมการสภาการพยาบาลมีมติไม่สามารถเปิดการประชุมดังกล่าวได้ ทำให้มัลลิกา กับพวกรวม 3 คน ได้ทำการยื่นฟ้องกรรมการสภาการพยาบาล ณ ศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2559 

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

นักการเมืองชี้อย่าฝืนโลก 'ห้ามหาเสียงออนไลน์' โพลเผยประชาชน 46.33% จี้ปลดล็อกลุยเลือกตั้ง

Posted: 01 Sep 2018 10:16 PM PDT

'เพื่อไทย' โวยซื้อเสียงล่วงหน้าเกลื่อนโคราช จี้ กกต.เร่งเข้าไปสอบสวน โฆษก 'สามมิตร' เผย ก.ย.นี้ รู้กันไปร่วมกับพรรคไหน 'ประชาธิปัตย์' ไม่เกี่ยงไพรมารีแบบไหนย้อน คสช.คิดแต่เอาเปรียบระวังเข้าตัว ชี้อย่าฝืนโลกห้ามหาเสียงออนไลน์ สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจ 46.33% จี้ปลดล็อกลุยเลือกตั้ง ขณะ 35.26% หนุนแค่คลายล็อกห่วงประเทศวุ่นวาย


ที่มาภาพประกอบ: Wikimedia Commons

'เพื่อไทย' โวยซื้อเสียงล่วงหน้า เกลื่อนโคราช จี้ กกต.เร่งเข้าไปสอบสวน

เว็บไซต์แนวหน้า รายงานว่านายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.)กล่าวว่าได้รับข้อมูลจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.)ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ที่รักประเทศชาติบ้านเมือง รักประชาธิปไตยไม่อยากให้มีการทุจริตซื้อเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า จึงแจ้งเบาะแสเข้ามาที่พรรคเพื่อไทยจำนวนมากว่าขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา มีการรวบรวมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านโดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดอ้างว่าจะนำไปใช้สมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองบางพรรค

"บางพื้นที่บอกว่า จะเอาไปเป็นหลักฐานการจ่ายเงินค่าตอบแทน รวมถึงนำไปเป็นหลักฐานการรับเงินในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐจึงอยากเรียกร้องขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เข้าไปตรวจสอบกรณีนี้ซึ่งเกิดเหมือนๆกันในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา อาจเป็นการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการกระทำการผิดกฎหมาย โดยเลือกลงมือในช่วงก่อนพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งจะมีผลบังคับใช้ โดยมีเครือข่าย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ว่ ร่วมขับเคลื่อนดำเนินการเรื่องนี้อย่างหนักและทำกันอย่างเป็นกระบวนการ หรือไม่" รักษาการ รองโฆษกพรรคเพื่อไทยย้ำ

โฆษก 'สามมิตร' เผย ก.ย.นี้ รู้กัน ไปร่วมกับพรรคการเมืองไหน

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2561 ว่านายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวว่า หลังจากที่กลุ่มสามมิตรลงพื้นที่พบปะประชาชนในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา และรัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนนั้น ทำให้วันนี้ประชาชนในหลายจังหวัดได้ประสานมาว่า อยากให้กลุ่มสามมิตรลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาและแลกเปลี่ยนความเห็นกับชาวบ้าน ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำกลุ่มสามมิตร ได้ประชุมหารือกับแกนนำว่า หากจังหวัดไหน ที่มีปัญหาเร่งด่วนอาจจะไปลงพื้นที่ก่อน ล่าสุด มีชาวบ้าน จ.กำแพงเพชร พิษณุโลก นครสวรรค์ และสุโขทัย ได้ประสานขอให้กลุ่มสามมิตรลงพื้นที่รับฟังปัญหาเนื่องจากทราบว่า นายสมศักดิ์ จะต้องเดินทางไปดูการแข่งขันฟุตบอลนัดสำคัญของสโมสรสุโขทัย เอฟซี ในช่วงกลางสัปดาห์หน้า

โดยหลังจากเดือน ก.ย. กระบวนการตั้งพรรคการเมืองคงจะดำเนินการกันเรียบร้อยหมดแล้ว ดังนั้น กลุ่มสามมิตร น่าจะไปเข้าสังกัดพรรคการเมืองด้วย การตัดสินใจว่าจะไปสังกัดพรรคการเมืองใดคงจะใช้เวลาไม่นาน เพราะผู้ใหญ่ของกลุ่มสามมิตรเองได้พูดคุยกันมาโดยตลอดอยู่แล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงน่าจะมีความชัดเจนว่า กลุ่มสามมิตร จะเปลี่ยนจากกลุ่มไปสังกัดพรรคการเมืองใด

ประชาธิปัตย์ไม่เกี่ยงไพรมารีแบบไหน ย้อน คสช.คิดแต่เอาเปรียบระวังเข้าตัว

MGR Online รายงานว่านายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำไพรมารีโหวตรูปแบบใหม่ว่า จะทำไพรมารีโหวตรูปแบบไหนก็ได้ ไม่มีอะไรขัดข้อง ไม่เกี่ยงว่าต้องเป็นแบบใหม่หรือแบบเก่า เพราะการทำไพรมารีโหวตคือการให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมทางการเมือง ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นพรรคประชาธิปัตย์เปิดโอกาสให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางมานานหลายสิบปีแล้วโดยที่ไม่มีกฎหมายบังคับแต่อย่างใด ซึ่งสมาชิกพรรคสามารถเสนอชื่อบุคคลที่สมาชิกพรรคเห็นว่าเหมาะสมจะเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งในที่ประชุมสาขาพรรค จากนั้นสาขาพรรคก็จะส่งรายชื่อมาให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนจะมีชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งต่อไป

นายองอาจกล่าวว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสมาชิกพรรคมาโดยตลอด ถึงแม้กฎหมายพรรคการเมืองไม่ได้กำหนดให้สมาชิกพรรคต้องเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง แต่ในการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งใหม่ที่จะมีขึ้น หลังจากมีการคลายล็อคแล้ว ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้กำหนดให้มีการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรงจากสมาชิกพรรคทั่วประเทศ ด้วยวิธีการที่นำเอาเทคโนโลยีใหม่มาอำนวยความสะดวกในการทำงาน ซึ่งจะช่วยทำให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมทางการเมืองได้เต็มที่

ส่วนหลังจากคลายล็อคแล้ว ยังมีความไม่ชัดเจนว่าอะไร ทำได้หรือไม่ได้อย่างไรนั้น นายองอาจกล่าวว่า ถ้า คสช. และรัฐบาลคำนึงถึงการปฏิรูปการเมืองและเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายได้ก็ไม่น่ามีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้หลังคลายล็อค แต่เมื่อคนบางคนใน คสช. และรัฐบาลจะสืบสานปณิธานการสืบทอดอำนาจต่อไปเลยทำให้ต้องใช้อำนาจที่มีอยู่มาออกคำสั่งแก้ไขกฎหมายจนทำให้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามปกติ ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ การปรับ - เปลี่ยน - เพิ่ม - ลด กฎเกณฑ์กติกาทั้งหลายทั้งปวงก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง 

"ขอฝากผู้มีอำนาจคิดให้รอบคอบก่อนตัดสินใจมีคำสั่งอะไรออกมา เพราะถ้าเป็นคำสั่งที่ก่อให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ มีการเอารัดเอาเปรียบกันมากเกินไป ก็อาจกลายเป็นบูมเมอแรงมาทิ่มแทงผู้มีอำนาจให้เกิดความเสียหายได้ ทางที่ดีที่สุดคือทำตรงไปตรงมา เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่มีอะไรสะดุด น่าจะเป็นสุดยอดปรารถนาของคนในชาติมากกว่า"

ระบุอย่าฝืนโลกห้ามหาเสียงออนไลน์ แนะตั้ง คกก. เป็นกลางจับตาพวกบิดเบือน

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2561 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่านายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ออกเตือนพรรคการเมืองห้ามหาเสียงและโฆษณาชวนเชื่อ ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะคลายล็อกในเดือน ก.ย.นี้ว่า ที่ผ่านมาโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆในโลก มีปัญหา เรื่องการจงใจบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสีสร้างความตื่นตระหนก หากอยู่ในช่วงมีกฤษฎีกาการเลือกตั้งก็จะมีผลต่อบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ถูกใส่ร้ายอย่างรุนแรง แก้ได้ยาก แต่โซเชียลมีเดียก็มีข้อดีมากมาย ราคาค่าใช้จ่ายไม่มาก ทำให้พรรคการเมืองประหยัดงบประมาณ

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น คสช. หรือรัฐบาล จะห้ามใช้โซเชียลมีเดีย ในการหาเสียงนั้น จะไปฝืนกระแสโลกไม่ได้ อยู่ที่การบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์ในการใช้ ต้องหาทาง ป้องกัน ข่าวปลอม ข่าวปล่อย อาทิ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ตำรวจ กระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง ต้องออกแบบหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ หาบุคลากรที่เข้มแข็งมาจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ ไม่เช่นนั้นแล้วการเลือกตั้งจะไม่บริสุทธิ์เที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคนที่ตกหนักที่สุดก็คือทหาร ซึ่งจะถูกกระหน่ำจากโซเชียลมีเดีย เพราะความจริงถึงไม่ตัดต่อก็มีมุมมีประเด็นที่อาจถูกถล่มได้อยู่แล้ว

"การจัดตั้งหน่วยงานที่สามารถสกัดโซเชียลมีเดียปลอม และติดตามโซเชียลมีเดียที่ไม่ถูกต้อง พร้อมทั้งมีอำนาจระงับหรือประสานกับต่างประเทศเพื่อระงับยับยั้งได้ หน่วยงานดังกล่าว จะต้องมีความเป็นกลาง เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายไม่ใช่สกัดบางพรรคแล้วไม่สกัดพรรคที่สนับสนุนตนเอง ก็จะไม่สง่างาม และจะต้องใช้กับทุกพรรคการเมือง ไม่เมือง ไม่เลือกปฏิบัติ ขอย้ำว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ข่าวปล่อยข่าวลือจะเกิดขึ้นเป็นระยะ" นายวิรัตน์ กล่าว

สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจ 46.33% จี้ปลดล็อกลุยเลือกตั้ง ขณะ 35.26 % หนุนแค่คลายล็อกห่วงประเทศวุ่นวาย

ด้านสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,033 คน ระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม – 1 กันยายน 2561 ในหัวข้อ "ประชาชนคิดอย่างไร กับ ปลดล็อก คลายล็อก ทางการเมือง จากการที่ คสช. จะคลายล็อกพรรคการเมือง เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้บางส่วน ส่งผลให้พรรคการเมืองต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว และวิพากษ์วิจารณ์กับคำสั่งดังกล่าว พบว่า ประชาชนร้อยละ 46.33 สนับสนุนให้ปลดล็อกทางการเมืองให้ดำเนินการโดยอิสระ รองลงมา ร้อยละ 35.26 สนับสนุนให้แค่ "คลายล็อก" ทางการเมือง แต่ยังไม่ควรปลดล็อกทั้งหมด โดยประชาชนยังคงวิตกกัล หากมีการปลดล็อก พบว่า ประชาชนร้อยละ 48.96 มองว่า หากปลดล็อก อาจทำให้เกิดความขั้ดแย้ง บ้านเมืองวุ่นวาย รองลงมา ร้อยละ 35.76 กลุ่มต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหว และร้อยละ 25.35 มีการหาเสียงรุนแรง โจมตีกันไปมา

ขณะประชาชนถึง ร้อยละ 50.67 มองว่า อาจเกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ใส่ร้าย สาดโคลนกัน รองลงมา ร้อยละ 31.39 มีการคัดค้าน จัดกิจกรรมไม่เหมาะสม และร้อยละ 30.49 คสช. ไม่ให้ทำกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้ เรื่องใดที่ประชาชนคิดว่า "ควรคลายล็อก" และ "ยังไม่ควรคลายล็อกทางการเมือง พบว่า เรื่องที่ควรคลายล็อก ประชาชนร้อยละ 41.57 กำหนดนโยบายหาเสียงที่ชัดเจน รองลงมา ร้อยละ 40.18 คัดเลือกผู้สมัครเลือกตั้ง และร้อยละ 27.02 เลือกหัวหน้าพรรคได้ ขณะที่เรื่องที่ยังไม่ควรคลายล็อก พบว่า ประชาชนร้อยละ 39.66 การหาเสียงในที่สาธารณะ รองลงมา ร้อยละ 36.21 ประชุมพรรค ชุมนุมทางการเมือง และร้อยละ 24.13 การลงพื้นที่ พบปะประชาชน

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 27 ส.ค.-2 ก.ย. 2561

Posted: 01 Sep 2018 09:30 PM PDT

สมาคม ขรก.ท้องถิ่นเสนอปลัดรับเงินเดือนเพิ่มขณะทำหน้าที่รักษาการนายก อบต./ฉวยโอกาสค้าบริการพุ่ง ไต้หวันจะพิจารณาจำกัดฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวไทย ฟิลิปปินส์เป็นคนละ 1 ครั้งต่อปี/ทำงานเป็นกะ เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน/ปี 2560 ผู้หญิงไทยทำงานเป็นพนักงานเอกชนมากที่สุด 37.4%/อดีตแรงงานไทยในเกาหลีใต้ระบุถูกบางสื่อหยิบแต่ด้านลบมานำเสนอ/ก.แรงงาน ระดมสมองหาข้อสรุปจ้างงานพาร์ทไทม์วัยเก๋า/เกาหลีใต้ชงยกเลิก 'ฟรีวีซ่าไทย' คนไทย แก้ปัญหาหนีไปทำงาน

สมาคม ขรก.ท้องถิ่นเสนอปลัดรับเงินเดือนเพิ่มขณะทำหน้าที่รักษาการนายก อบต.

นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เสนอความเห็นถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาคณะพิเศษ ภายหลังจัดให้มีการรับฟังความเห็นร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โดยเสนอให้แก้ไขกรณีที่ไม่มีนายก อบต. ให้ปลัดปฏิบัติหน้าที่ของนายกได้เป็นการชั่วคราวยกเว้นการกำหนดนโยบายใหม่จนถึงวันประกาศผลการเลือกตั้ง โดยให้รับเงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่แทนด้วย เนื่องจากที่ผ่านมามีปัญหาในทางปฏิบัติมีการตีความหรือมีข้อวินิจฉัยของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน ทำให้การให้บริการประชาชนขาดประสิทธิภาพในช่วงที่ปลัด อบต.ปฏิบัติหน้าที่นายก จากคำจำกัดความให้ทำงาน 'เท่าที่จำเป็น' และการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายก อบต.เมื่อมีข้อผิดพลาด ปลัดจะต้องรับผิดชอบ จึงควรกำหนดเงินค่าประจำตำแหน่งและเงินเพิ่มให้เหมาะสมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น

นายพิพัฒน์กล่าวอีกว่า สำหรับการเสนอความเห็นร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น สมาคมฯยืนยันว่ามีข้อบกพร่องจากบทบัญญัติให้มีการรวมศูนย์อำนาจการบริหารงานบุคคลไว้ที่หน่วยงานส่วนกลาง สวนทางกับหลักการกระจายอำนาจ และขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 250 และ 251 นอกจากนั้นยังไม่มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม ให้ความเป็นธรรมแบบเป็นกลางกับข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่อาจถูกลงโทษทางวินัย หรือมีปัญหาขัดแย้งกับผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งด้อยกว่า พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน

ที่มา: มติชน, 2/9/2561

ฉวยโอกาสค้าบริการพุ่ง ไต้หวันจะพิจารณาจำกัดฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวไทย ฟิลิปปินส์เป็นคนละ 1 ครั้งต่อปี

ไต้หวันเปิดให้นักท่องเที่ยวไทย ฟิลิปปินส์และบรูไน เดินทางมาท่องเที่ยวที่ไต้หวันได้ โดยยกเว้นการตรวจลงตรามาเป็นปีที่ 2 แล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. มีการทบทวนมาตรการฟรีวีซ่าดังกล่าว ในที่ประชุมมีการหารือผลจากมาตรการฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวไทย ฟิลิปปินส์และบรูไน แม้จะทำให้ยอดจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่คดีผิดกฎหมาย เช่นค้าบริการ และทำงานอย่างผิดกฎหมายก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน เพื่อป้องกันนักท่องเที่ยวบางส่วนใช้มาตรการฟรีวีซ่า ฉวยโอกาสทำผิดกฎหมาย จะเสนอให้จำกัดฟรีวีซ่าแก่นักท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศนโยบายมุ่งใต้ใหม่จากแต่ละคนปีละ 6 ครั้ง ลดลงเหลือปีละ 1 ครั้ง ครั้งละ 14 วัน หากที่ประชุมสภาบริหารอนุมัติ จะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ปี 2562

จากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา มีการตรวจพบและจับกุมหญิงไทยที่อาศัยมาตรการฟรีวีซ่า ค้าบริการในไต้หวันรวม 309 ราย มากว่าปี 2559 ที่มีจำนวน 18 ราย และปี 2558 ที่ตรวจพบ 3 ราย 17 เท่า และ 103 เท่าตามลำดับ ทั้งนี้ไต้หวันจะพิจารณาจำกัดฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวไทย ฟิลิปปินส์เป็นคนละ 1 ครั้งต่อปี ป้องกันนักท่องเที่ยวบางส่วนฉวยโอกาสทำผิดกฎหมาย โดยปี 2560 จับกุมหญิงไทยค้าบริการในไต้หวันรวม 309 ราย มากว่าปี 2559 ที่มีจำนวน 18 ราย ถึง 17 เท่า

ที่มา: Radio Taiwan International, 1/9/2561

ทำงานเป็นกะ เสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

แพทย์เผยผู้ทำงานเป็นกะ มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูงฯ ลฯ แนะ 3 ข้อปฏิบัติ 'นอนช่วงเย็นให้ได้ 2-3 ชั่วโมง-ไม่ทานมื้อหนักช่วงหลังเที่ยงคืน-ออกกำลังกายหลังตื่นนอน'

นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า การดำเนินชีวิตด้านการทำงานของบุคคลทั่วไปมีช่วง เวลาทำงานระหว่าง 07.00-18.00 น.แต่ยังมีกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานเป็นกะนอกเหนือเวลาปกติ เช่น ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์และคนงานในโรงงานที่มีการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ฯลฯ จากการศึกษาพบว่าการทำงานของร่างกายมนุษย์ เช่น อุณหภูมิร่างกาย การผลิตฮอร์โมน การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การทำงานของกระเพาะอาหารเป็นแบบ 24 ชั่วโมง โดยวงรอบการทำงานต่างๆ จะประสานสอดคล้องกัน โดยมีสมอง ปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวควบคุม ดังนั้นเมื่อต้องทำงานเป็นกะ ร่างกายจะมีการปรับวงจรการนอนให้สอดคล้องกับกะที่ทำงาน แต่วงจรอื่นๆ จะต้องใช้เวลาในการปรับ  ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 1 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น  ผลกระทบที่ตามมาคือนอนไม่เพียงพอ ทำให้อ่อนล้า สูญเสียสมาธิ และการตัดสินใจช้าลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของความผิดพลาดและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

นพ.สมบูรณ์  ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กล่าวว่า ผลกระทบด้านสุขภาพมี 2 ระยะ คือ ผลระยะสั้น ผู้ที่ต้องทำงานกะดึกจะได้รับผลกระทบทันทีในคืนแรก ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ(ปริมาณชั่วโมงการนอน) และคุณภาพของการนอน(หลับไม่สนิท) ผลที่ตามมาคือความอ่อนล้า เครียด ประสิทธิภาพการตัดสินใจลดลง ส่วนผลระยะยาวจะมีอาการเครียดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ มักเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพต่างๆ ในระยะยาว ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูงและกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ถึงร้อยละ 40 โรคกระเพาะอาหารมากกว่า 2.5 เท่าของคนปกติ โรคมะเร็งเต้านมของผู้หญิงถึงร้อยละ 30 โรคระบบทางเดินอาหาร โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคจิตประสาท กังวล ซึมเศร้า ปัญหาครอบครัวและสังคม สำหรับในผู้หญิงอาจมีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ทำให้มีบุตรยาก คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้ง่าย

สำหรับข้อแนะนำของผู้ทำงานเป็นกะ ได้แก่ 1.การนอน พยายามนอนช่วงเย็นให้ได้ 2-3 ชั่วโมงใช้เครื่องป้องกันเสียงเพื่อตัดเสียงรบกวน งดชา กาแฟ หรือสารกระตุ้นประสาทก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง 2.การรับประทานอาหาร ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักในช่วงหลังเที่ยงคืน ให้ทานอาหารเบาๆ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าอาหารซึ่งนมจัดได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง ย่อยง่ายและเป็นสารเคลือบกระเพาะ 3.การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายหลังตื่นนอนจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายทำให้สดชื่นและกระฉับกระเฉง หากสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำจะทำให้สุขภาพแข็งแรงและพร้อมที่จะทำงานเป็นกะต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 1/9/2561

ปี 2560 ผู้หญิงไทยทำงานเป็นพนักงานเอกชนมากที่สุด 37.4%

นายภุชพงค์ โนดไธสง ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยสรุปผลที่สำคัญการทำงานของผู้หญิงในประเทศไทยปี 2560 พบว่าผู้หญิงที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 28.95 ล้านคน เป็นผู้อยู่ในกำลังแรงงานประมาณ 17.35 ล้านคน หรือ 59.9% ของผู้หญิงที่อายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหมด (เป็นผู้มีงานทำ 17.11 ล้านคน ผู้ว่างงาน 2.05 แสนคน และผู้รอฤดูกาล 2.78 หมื่นคน) นอกจากนี้ ยังมีผู้หญิงที่อยู่นอกกำลังแรงงานอีก 11.60 ล้านคน หรือคิดเป็น 40.1% ได้แก่ ทำงานบ้าน เรียนหนังสือ ชรา เกษียณการทำงาน เป็นต้น

นายภุชพงค์ กล่าวว่าเมื่อเปรียบเทียบอาชีพระหว่างเพศชายและเพศหญิง พบว่าอาชีพที่เพศหญิงมีจำนวนผู้ทำงานมากกว่าเพศชาย คือ เสมียน (หญิง 71.9% และชาย 28.1%) ประกอบวิชาชีพด้านต่างๆ (หญิง 61.2% และชาย 38.8%) และพนักงานบริการในร้านค้าและตลาด (หญิง 58.7% และชาย 41.3%) ในขณะที่บางอาชีพมีลักษณะงานเหมาะสำหรับเพศชาย เช่น ช่างเทคนิคหรือผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ (เช่น วิศวกรรม สถาปนิก เป็นต้น) เพศหญิงกลับมีสัดส่วนผู้ทำงานด้านนี้มากกว่าเพศชาย

ทั้งนี้สำหรับสถานภาพการทำงานของแรงงานผู้หญิงปี 2560 พบว่า ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างเอกชน 37.4% ประกอบธุรกิจส่วนตัว 26.3% ช่วยธุรกิจครัวเรือน 24.5% ลูกจ้างรัฐบาล 10.3% นายจ้าง 1.3% และการรวมกลุ่ม 0.2% ตามลำดับ

"จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันผู้หญิงได้เข้ามามีบทบาทในการทำงานเท่าเทียมกับชาย ซึ่งเห็นได้จากความสามารถการทำงานของผู้หญิงเพิ่มขึ้นและหลากหลายในปัจจุบัน" นายภุชพงค์ กล่าว

ที่มา: มติชน, 30/8/2561

ทลายเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงแรงงานข้ามชาติ

29 ส.ค. 2561 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว/รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และได้เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้เห็นเป็นรูปธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จริงจังในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา จัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศไทยในจาก "เทียร์ 2 เฝ้าจับตามอง" เป็น "เทียร์ 2" สามารถลดการกระทำความความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ให้ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

ทั้งนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังมีความมุ่งมั่นและต้องการที่จะทำให้ขบวนการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบให้หมดไปจากประเทศไทย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งชุดปฏิบัติการในการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตามคำสั่งที่ 385/2561 โดยได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดในการปฏิบัติการติดตามจับกุมขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงแรงงานข้ามชาติให้หมดไป

จากการสืบสวนทราบว่าขบวนการหลอกลวงแรงงานข้ามชาตินี้มีจุดเริ่มต้นในการหลอกลวงแรงงานเกิดขึ้นจากเอเย่นชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศมาเลเซียมีความต้องการแรงงานจากประเทศเมียนมาร์ซึ่งมีราคาถูกไปทำงานในประเทศมาเลเซียและจะติดต่อไปยังเอเย่นชาวเมียนมาร์ที่อาศัยอยู่ในประเทศเมียนมาร์ เพื่อรวบรวมคนจากรัฐต่างๆ โดยหลอกลวงว่าจะให้ไปประกอบอาชีพทำการเกษตร โรงงาน ประมงหรือก่อสร้าง มีรายได้ดี มีคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ที่ดี การเดินทางไปทำงานทำอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่การปฏิบัติกลับเป็นการลักลอบเดินทางผ่านเข้ามาประเทศไทยตามช่องธรรมชาติตามแนวชายแดนไทย-เมียนมาร์ การเดินทางโดยรถยนต์แบบแออัด ต้องซ่อนตัวในช่องลับของรถซึ่งมีความลำบากและทนทุกข์ทรมานมาก ต้องพักอาศัยในป่าซึ่งไม่มีการดูแลต้องนอนกลางป่า ข้าวและน้ำดื่มไม่เพียงพอ ระหว่างรอรับการนำพาเพื่อไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งขั้นตอนการขนส่งที่มีความทุกข์ทรมานนี้อยู่ในประเทศไทยโดยขบวนการค้ามนุษย์หลอกลวงแรงงานใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน

อย่างไรก็ตามในขบวนการมีผู้ร่วมกระทำผิดหลายส่วน มีการแบ่งหน้าที่ในการขนส่ง และแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการหลอกลวงนำพา โดยมีการเรียกรับเงินค่าจ้างนำพาในราคาที่สูงกว่าปกติ รวมถึงการให้แรงงานเป็นหนี้ และเรียกเก็บจากการทำงานที่ปลายทางในรูปแบบเอารัดเอาเปรียบแรงงานหรือรูปแบบสัญญาทาส ชุดปฏิบัติการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจนสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามพืนที่ต่าง ประกอบด้วย สภ.ไชยา จว.สุราษฎร์ธานี (ไชยา 1) เมื่อ 25 เม.ย. 2561 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 15 คน ตรวจยึดรถทัวร์ / จับคนขับรถ ข้อหาค้ามนุษย์ฯ 3 คนออกหมายจับ 9 คน จับได้ 6 คน แจ้งข้อ 2 คน , สภ.ไชยา จว.สุราษฎร์ธานี (ไชยา 2) เมื่อ 4 พ.ค. 2561 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 9 คน ตรวจยึดรถทัวร์ จับคนขับข้อหาค้ามนุษย์ฯ จำนวน 3 คน ออกหมายจับ - คน,สภ.ควนมีด จว.สงขลา เมื่อ 19 พ.ค. 2561 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 29 คน ตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 3 คัน จับคนขับข้อหาค้ามนุษย์ฯ จำนวน 3 คน ออกหมายจับ 9 คน จับได้ 5 คน,สภ.เขาชัยสน จว.พัทลุง เมื่อ 29 พ.ค. 2561 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 37 คน ออกหมายจับ 7 คนจับกุมได้ 4 คน,สภ.การะเกด จว.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2561 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 8 คน ออกหมายจับ 6 คน จับได้ 4 คน แจ้งข้อหา 1 คน, สภ.บางกล่ำ จว.สงขลา เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2561 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 8 คน / ออกหมายจับ 9 คน จับได้ 1 คน, สภ.โคกโพธิ์ จว.ปัตตานี เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2561 ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 29 คน ตรวจยึดรถยนต์ 4 คัน /จับคนขับ 4 คน ออกหมายจับ 2 คน จับได้ 1 คน รวมผลการจับคดีค้ามนุษย์ 7 คดี 5 จังหวัดภาคใต้ามารถ ช่วยเหลือเหยื่อแรงงานพม่า จำนวน 135 คนจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 13 คน ขยายผลออกหมายจับ จำนวน 42 หมาย จับกุมตามหมายจับ จำนวน 21 หมายแจ้งข้อหา จำนวน 3 คน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่าการปฏิบัติการในครั้งนี้ พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ที่ปรึกษา (มค 1) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว และป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน และ พล.ต.ต.ดาวลอย เหมือนเดช รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 /รองหัวหน้าพนักงานสืบสวนสอบสวน ร่วมกันเปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จับกุม จากการขยายผลการจับกุมเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ที่ผ่านมาทั้ง 7 คดี ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้สืบสวนขยายผลนำไปสู่การออกหมายจับผู้เกี่ยวข้อง จำนวน 42 ราย และยังมีผู้ร่วมสนับสนุนขบวนการค้ามนุษย์เกี่ยวกับเส้นทางการเงิน จึงได้มีการเปิดปฏิบัติการ ระดมจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ และตรวจค้นจุดต้องสงสัยในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก จว.นราธิวาส จำนวน 7 เป้าหมาย เพื่อค้นหา และรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทางด้านการเงิน

"จากการเปิดปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับแล้วทั้งสิ้น 21 หมายจับ อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมอีกจำนวน 21 ราย และจากการตรวจค้นพบพยานหลักฐานเกี่ยวข้องด้านการเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะได้มีการซักถามขยายผลในส่วนหลักฐานที่ได้และดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป" พล.ต.ต.สุรเชษฐ์

ที่มา: สยามรัฐ, 29/8/2561

ก.แรงงานจับมือ ร.พ.จุฬาภรณ์รักษาผู้ประกันตนโรคหัวใจ 24 ชม.ไม่ต้องสำรองจ่าย

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2561พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงการให้บริการทางการแพทย์ตามโครงการรักษาหัวใจ 7/24 เฉลิมพระเกียรติ ระหว่างราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และสำนักงานประกันสังคม ณ ห้องคอนเวนชั่นฮอลล์ ศูนย์ประชุมสถาบันจุฬาภรณ์ โดยกล่าวว่ากระทรวงแรงงานได้ให้ความสำคัญในการดำเนินการยกระดับคุณภาพการบริการสาธารณสุขและสุขภาพของผู้ประกันตน โดยพัฒนาระบบประกันสุขภาพ จัดบริการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานและเท่าเทียม ซึ่งปัจจุบันกระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม มีโรงพยาบาลเครือข่ายระบบประกันสังคมอยู่ทั่วประเทศจำนวน 237 แห่ง แบ่งเป็น โรงพยาบาลรัฐบาล 159 แห่ง และโรงพยาบาลเอกชน 78 แห่ง ซึ่งดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานซึ่งเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จำนวนทั้งสิ้น 12,965,913 คน แบ่งเป็น ผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11,475,042 คน มาตรา 39 จำนวน 1,490,871 คน (ข้อมูล ณ เดือน ก.ค. 2561)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวต่อไปว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงการให้บริการทางการแพทย์ตามโครงการรักษาหัวใจ 7/24 เฉลิมพระเกียรติเพื่อให้ผู้ประกันตนหรือผู้ป่วยที่อยู่ในวัยทำงานสามารถเข้ารับการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยทำหัตถการ 7 หัตถการ ประกอบด้วย 1) การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ 2) การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจและขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน 3) การศึกษาสรีระวิทยาไฟฟ้าหัวใจ และการจี้ไฟฟ้าหัวใจ 4) การจี้ไฟฟ้าหัวใจด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ไฟฟ้าในการสร้างภาพ 3 มิติ 5) การใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบถาวรชนิดสองห้อง 6) การใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจถาวร และ 7) การใส่เครื่องสมานฉันท์หัวใจ ในภาวะหัวใจล้มเหลว ในห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ โดยไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษา และไม่เสียค่าส่วนเกิน รักษาด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัยดูแลผู้ประกันตนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ได้รับการรักษาตามมาตรฐานสากล และสามารถกลับเข้าทำงานได้ตามปกติ สามารถสร้างรายได้ และความมั่นคงให้แก่ประเทศชาติต่อไป

ทั้งนี้จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันพบว่าสถานการณ์โรคหัวใจและหลอดเลือดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเฉลี่ยอยู่ที่ 7,000 ล้านบาทต่อปี เฉพาะในปี 2557 มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 54,530 ราย ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียทรัพยากรในวัยทำงาน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วทันเวลา จะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงสามารถกลับคืนสู่การทำงานได้ตามปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง

ที่มา: โลกวันนี้, 29/8/2561

อดีตแรงงานไทยในเกาหลีใต้ระบุถูกบางสื่อหยิบแต่ด้านลบมานำเสนอ

อุดรธานี - อดีตคนขายแรงที่เกาหลีใต้เปิดใจหลังสื่อบางช่องเสนอข่าวแรงงานไทยแต่ด้านลบ ทั้งที่ข้อดีแรงงานไทยมีไม่น้อย เผยปมกลุ่มคนหนีทัวร์แอบทำงานต่อเพราะช่องทางปกติปิดโอกาส ขณะที่นายจ้างชาวโสมพร้อมอ้าแขนรับจ่ายค่าแรงสูงมาก

จากกรณีสื่อมวลชนมีการนำเสนอภาพแรงงานไทยที่เข้าไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย ณ ประเทศเกาหลีใต้ ต้องหลบหนีเจ้าหน้าที่ทางการเข้าไปอยู่ในป่า จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางหลากหลายแง่มุม แต่บทสรุปทำให้ภาพชีวิตคนขายแรงถูกมองไปในแง่ไม่ดี

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับการประสานจากอดีตแรงงานไทย ซึ่งเคยไปทำงานที่ประเทศเกาหลีนานกว่า 7 ปีว่า ข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้นั้นทำให้ภาพลักษณ์แรงงานไทยเสื่อมเสีย ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังมีข่าวออกไปตนรู้สึกว่าสื่อมวลชนนำเสนอเพียงด้านเดียวและมุ่งเน้นขายข้อมูลแต่ด้านลบ ในแง่บวกแรงงานไทยที่เกาหลีก็มีมากไม่ใช่น้อย

ทั้งนี้ แรงงานไทยในเกาหลีมีทั้งที่ไปแบบถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย แต่เมื่อเข้าไปแล้วทุกคนล้วนสามัคคี เอื้อเฟื้อกัน มีบ้างบางคนที่ต้องทะเลาะจนถึงขั้นชกต่อยจนขึ้นสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในทุกสังคม ที่ผ่านมาแรงงานไทยที่นั่นจะให้ความร่วมมือเผยแพร่วัฒนธรรมไทยทุกครั้งที่มีกิจกรรม มีเวทีให้แสดงออก ไม่ว่าจะเป็นศิลปวัฒนธรรม การโชว์ความสามารถด้านอาหาร ดนตรี และศาสนา แรงงานชาติอื่นได้เห็น ต่างก็ชื่นชมวัฒนธรรณประเพณีของไทย

อดีตแรงงานไทยคนเดิมเล่าต่อว่า การนำเสนอข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์ขณะตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเกาหลีตามจับแรงงานไทยหลังแอบทำงานอาชีพโน้นอาชีพนี้ หรือมีการหนีขึ้นบนเขา ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงที่นั่น ส่วนข่าวที่นำมาเสนอว่าแรงงานไทยที่นั่นอยู่แบบลำบากต้องออกไปหาเก็บเห็ด หาปลาเพื่อประทังชีวิตหากมาทำงานเกาหลี แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เป็นเพราะความอดอยาก

ซึ่งการออกไปหาเก็บเห็ดหาของป่า หรือแม้แต่หาปลา มันเป็นวิถีชีวิตการหากินหาอยู่พึ่งพิงธรรมชาติที่ติดตัวคนไทยมานาน ที่ประเทศเกาหลีไต้เองก็มีเห็ด มีหอย มีปลาให้หา เมื่อหามาได้แรงงานเหล่านั้นก็จะนำมาทำอาหารแบ่งปันกันกิน ที่สำคัญประหยัดเงินในการใช้จ่ายได้มาก ไม่ต้องไปหาซื้อจากตลาดให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น

ส่วนประเด็นที่สื่อมวลชนนำเสนอว่าชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานไทยที่เกาหลีนั้นลำบากมาก ก็ไม่ใช่เรื่องจริงเช่นกัน และขอยืนยันมีบางโรงงาน แรงงานไทยเราที่อยู่ที่นั่นมีชีวิตที่สุขสบาย ได้นอนห้องแอร์ในวันที่อากาศร้อน ส่วนในวันที่อากาศหนาวก็มีฮีตเตอร์ไว้คอยให้ความอบอุ่น พร้อมอาหาร 2 มื้อ การที่มีแรงงานไทยที่ไปแบบถูกกฎหมาย และลักลอบไปทำงาน สาเหตุที่แท้จริงเป็นเพราะกลุ่มแรงงานพวกนี้ต้องการได้ค่าตอบแทนที่สูง

ซึ่งหากเทียบกับประเทศไทย ค่าแรงขั้นต่ำที่ได้จะสูงพอๆ กับข้าราชการระดับผู้อำนวยการโรงเรียน โดยจะตกอยู่ที่ราว 40,000-50,000 บาท และทำงานเพียง 7-8 ชั่วโมง และมีวันหยุดให้เสาร์-อาทิตย์

การที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวว่าแรงงานคนไทยแอบเข้าประเทศเกาหลีนั้น ก็ขอบอกเลยว่าแรงงานทุกคนไม่ได้แอบเข้าประเทศ ทุกคนเข้าแบบถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านการตรวจของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เพียงแต่ว่าคนที่ถูกจับนั้นเป็นพวกที่พำนักเกินเวลาที่กำหนด และมีการแอบทำงานต่อ กรณีที่ไปในฐานะนักท่องเที่ยว

"จากกระแสสังคมตำหนิและแสดงความกังวลว่ากลุ่มแรงงานพวกนี้จะก่อปัญหาจนอาจจะทำให้การขอวีซ่าก่อนเข้าประเทศยากนั้น ต้องบอกผ่านสื่อเลยว่าประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่เข้ายากอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาว่าเขาจะเข้มงวดมากน้อยขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นนักแสดง ดารา หรือข้าราชการ ก็ยังเคยติดที่ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเหมือนกัน" อดีตคนขายแรงแดนโสมบอก และอธิบายอีกว่า

ที่ผ่านมาประเทศไทยและเกาหลีไต้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยการจัดส่งแรงงานระหว่างรัฐต่อรัฐก็ถือว่าทั้งสองประเทศทำได้ดีอยู่แล้ว แรงงานไทยที่ไปทำงานต่างมีสิทธิสวัสดิการครอบคลุม และได้รับการช่วยเหลืออย่างดี ทำให้เรามีสิทธิเท่าเทียมกับแรงงานชาวเกาหลีเลยก็ว่าได้ ถือว่าเป็นเรื่องดี

สำหรับแรงงานไทยที่เข้าไปแอบทำงานในประเทศเกาหลีโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องขอบอกเลยว่าแรงงานพวกนี้ความหวังเขาคือต้องการเงิน โดยคนที่ซื้อทัวร์ท่องเที่ยวแล้วแอบทำงานแบบผิดกฎหมาย เพราะกลุ่มคนพวกนี้ไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาสอบตามกฎระเบียบ เนื่องจากความไม่พร้อม

ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคนพวกนี้อาจจะอายุเกิน หรืออาจจะมีโรคประจำตัว ซึ่งเป็นเงื่อนไขต้องห้าม แต่ก็สามารถทำงานได้ที่นั่น มีหลายงานหลายอย่าง เช่น งานก่อสร้าง งานเกษตร งานฟาร์ม ซึ่งงานแบบนี้เขาไม่จำเป็นต้องเอาคนที่ตาไม่บอดสี หรือมีความสามารถเฉพาะทางมาทำงาน เป็นการสอนและแนะนำได้ นั่นคือ "แรงงาน"

ที่สำคัญคือ นายจ้างที่ประเทศเกาหลีเขาสนใจแรงงานกลุ่มพวกนี้มาก และเขาก็อยากจ้าง เพราะแรงงานพวกนี้นายจ้างจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการหรือการรักษาพยาบาลต่างๆ ซึ่งจะแตกต่างจากแรงงานกลุ่มที่มาถูกต้องกลุ่มคนพวกนี้จะมีค่าตอบแทนค่าสวัสดิการต่างๆ มากมาย บอกได้เต็มปากว่า "คอร์รัปชันมีทุกวงการ ทุกประเทศ ทุกที่ ทุกเวลา" แรงงานที่อยู่เกาหลีใต้ อยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่ตลอด

ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับว่าตำรวจเขาจะจับแรงงานไทยหรือเปล่า ทุกอย่างมีเรื่องแอบแฝง มีผลประโยชน์ทั้งนั้น

ที่มา: MGR Online, 28/8/2561

กำชับ สนร.จัดคอร์สอบรมคุ้มครองแรงงานไทยในต่างแดน

ในต่างประเทศทุกแห่งจัดอบรมหลักสูตรให้ความรู้เรื่องกฎระเบียบและกฎหมายการจ้างแรงงานต่างชาติแก่ล่ามและอาสาสมัครแรงงาน รวมทั้งบริษัทจัดหางาน เพื่อสามารถให้คำปรึกษาแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่แรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร มีช่องทางการติดต่อร้องทุกข์ร้องเรียน ได้รับความช่วยเหลือและคุ้มครองจากทางการกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมและขยายตลาดแรงงานไทยในต่างประเทศ

โดยสำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ไทเป ได้จัดโครงการอบรมล่ามและอาสาสมัครแรงงานประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 มีล่ามที่เข้ารับการอบรมจำนวน 34 คน และจัดโครงการประชุมบริษัทจัดหางานเพื่อขยายตลาดและคุ้มครองแรงงานไทยประจำปี 2561 (เขตภาคกลาง ณ ไทจง) มีผู้แทนบริษัทจัดหางานเข้าร่วม 39 คน เป็นบริษัทจัดหางานไต้หวัน 30 คน และบริษัทจัดหางานไทย 9 คน

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ กล่าวต่อว่า จากข้อมูลของสำนักงานแรงงาน ณ กรุงมะนิลา (ส่วนที่ 2) ไทเป พบว่าปัจจุบันมีแรงงานไทยในไต้หวันจำนวน 61,301 คน จำแนกตามประเภทกิจการ อุตสาหกรรมการผลิต 58,411 คน ก่อสร้าง 2,363 คน ผู้อนุบาล/ผู้ช่วยงานบ้าน 501 คน การเกษตร/การประมง ซึ่งมิใช่ลูกเรือประมง 26 คนโดยเป็นแรงงานไทยที่ สนร.ไทเปได้รับรองเอกสารการจ้างงาน จำนวน 18,142 คน ประกอบด้วย ผ่านบริษัทจัดหางาน 17,911 คน จัดส่งโดยรัฐ จำนวน 161 คน แรงงานเดินเรื่องเอง/นายจ้างยื่นโดยตรง จำนวน 37 คน เปลี่ยนนายจ้างใหม่ในไต้หวัน 43 คน ซึ่งสาขาอุตสาหกรรมที่ขอนำเข้ามากที่สุด คือภาคอุตสาหกรรมการผลิต จำนวน 17,468 คน รองลงมาคือ ภาคก่อสร้าง จำนวน 603 คน ภาคครัวเรือน (ผู้ช่วยงานบ้าน/ผู้อนุบาล) จำนวน 59 คน และภาคเกษตร/ประมงที่มิใช่ลูกเรือประมง ล่าม จำนวน 3 คน และอื่น ๆ 9 คน ตามลำดับทั้งนี้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2561 มีแรงงานไทยในไต้หวันส่งเงินเป็นรายได้กลับประเทศเป็นเงินกว่า 5,600 ล้านบาท   

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ ยังได้เน้นย้ำถึงแรงงานไทยที่จะไปทำงานในต่างประเทศ ขอให้ศึกษาขั้นตอนการเดินทางไปทำงานต่างประเทศที่ถูกต้อง เพื่อป้องการถูกหลอกลวง และให้ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการตามกฎหมาย โดยผู้ที่สนใจจะไปทำงานต่างประเทศสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานทุกจังหวัด หรือโทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 28/8/2561

ก.แรงงาน ระดมสมองหาข้อสรุปจ้างงานพาร์ทไทม์วัยเก๋า

นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนารับฟังความคิดเห็น (ร่าง) อัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับผู้สูงอายุ ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ กรุงเทพฯ โดยกล่าวว่า บทบาทของคณะกรรมการค่าจ้าง นอกจากการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแล้ว ยังมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดอัตราค่าจ้างผู้สูงอายุ โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 6 พ.ศ.2560 ได้เพิ่มบทบัญญัติให้คณะกรรมการค่าจ้างสามารถกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างบางกลุ่มหรือบางประเภทซึ่งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากลูกจ้างทั่วไป ทำให้คณะกรรมการค่าจ้างมีอำนาจในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับผู้สูงอายุได้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการจ้างงานและคุ้มครองแรงงานผู้สูงอายุที่ไม่อาจปฏิบัติงานได้เต็มเวลา

นางเพชรรัตน์ฯ กล่าวต่อว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับผู้สูงอายุนั้น คณะกรรมการค่าจ้างได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างผู้สูงอายุ ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยราชการที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ผู้แทนจากสถาบันการศึกษา ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง/ลูกจ้าง เพื่อร่วมกันศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานของผู้สูงอายุให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งพิจารณาเสนออัตราค่าจ้างผู้สูงอายุต่อคณะกรรมการค่าจ้าง

สำหรับสาระสำคัญของ (ร่าง) อัตราค่าจ้างรายชั่วโมงสำหรับลูกจ้างผู้สูงอายุฉบับนี้ จะประกอบด้วย การกำหนดอายุของลูกจ้างผู้สูงอายุ ประเภทงานที่เหมาะสมสำหรับลูกจ้างผู้สูงอายุ อัตราค่าจ้างรายชั่วโมง การดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์ การกำหนดวันที่มีผลบังคับใช้ และ ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ทั้งนี้เพื่อให้ลูกจ้างผู้สูงอายุได้ทำงานที่มีความเหมาะสม ยืดหยุ่นได้ในเรื่องเวลาการทำงาน โดยได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ทำให้มีรายได้เลี้ยงตนเอง รู้สึกมีคุณค่า ส่งผลทำให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะที่นายจ้างสามารถจ้างลูกจ้างสูงอายุแบบไม่เต็มเวลาได้ตามความเหมาะสมกับลักษณะงาน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงาน เกิดประโยชน์ต่อภาพรวมต่อระบบเศรษฐกิจอีกด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 28/8/2561

เกาหลีใต้ชงยกเลิก 'ฟรีวีซ่าไทย' คนไทย แก้ปัญหาหนีไปทำงาน

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2561 นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีข่าวที่ระบุว่าทางการเกาหลีใต้กำลังพิจารณายกเลิกการยกเว้นการตรวจลงตราหนังสือเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวไทย เนื่องจากมีคนไทยหลบหนีเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้เป็นจำนวนมากว่า ได้รับทราบว่ามีการรายงานข่าวในสื่อเกาหลีใต้ว่ากระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ได้เสนอเรื่องดังกล่าวขึ้น เนื่องจากมีคนไทยที่หลบหนีเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้ถึงราว 100,000 คน อย่างไรก็ดี เรื่องนี้ฝ่ายไทยยังไม่ได้รับแจ้งเรื่องอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

นางสาวบุษฎี ย้ำว่าสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ฝากเตือนประชาชนว่าอย่าหลงเชื่อคำชักชวนให้เข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างผิดกฎหมาย เพราะไม่เพียงแต่จะต้องอยู่อย่างหลบซ่อนในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่มีประกันสุขภาพ หรือประกันสังคม และยังอาจถูกหลอกลวงให้ไปทำงานผิดประเภทหรือผิดกฎหมาย ทั้งนี้แรงงานไทยซึ่งเข้าไปทำงานในเกาหลีใต้อย่างถูกต้องตามระบบมีอยู่ 25,000 คน

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 26/8/2561

 

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

โพลระบุคน กทม. เจอข่าวปลอม 65.1% จากเฟสบุ๊คและเรื่องการเมืองมากที่สุด

Posted: 01 Sep 2018 09:15 PM PDT

บ้านสมเด็จโพลสำรวจความเห็นคน กทม. พบ 65.1% ระบุ เคยพบเห็นข่าวปลอม (Fake News) 56.2% เคยตรวจสอบข่าวปลอม โดยเจอข่าวปลอมจากเฟสบุ๊คและเรื่องการเมืองมากสุด 76.6% อยากให้ภาครัฐมีมาตรการในการป้องกันและปราบปราบข่าวปลอม

2 ก.ย. 2561 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพล สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาข่าวปลอม (Fake News) โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,269 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 24 - 29 ส.ค. 2561 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่าประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลกล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต้องการสะท้อนความคิดเห็นในเรื่องปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ในอดีตปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ไม่ได้ส่งผลกระทบกับสังคมในวงกว้างได้ อย่างในสังคมไทยนั้นข่าวลือไม่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่ไม่จริง ในอดีตที่พูดกันปากต่อปากนั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้างได้ แต่ในปัจจุบันการติดต่อสื่อสารได้พัฒนาทำให้เกิดการติดต่อสื่อสารจากหนึ่งคนไปยังคนจำนวนมากๆได้อย่างรวดเร็ว และการส่งต่อๆกันนั้นทำให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้ ไม่ใช่เป็นแค่ปัญหาในประเทศไทยเท่านั้น ประเทศต่างๆทั่วโลกก็ประสบปัญหาในเรื่องของปัญหาข่าวปลอม (Fake News) การตรวจสอบข่าวปลอมของคนสังคมไทยนั้นมีการตรวจสอบหรือไม่ มีการตรวจสอบด้วยวิธีใด ภาครัฐจะต้องดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างไรในการกำกับดูแลและควบคุมข่าวปลอม (Fake News) ที่ส่งผลกระทบในเชิงลบกับสังคม ทำให้เกิดความแตกตื่นของคนในสังคม ในสภาวการณ์ที่คนทุกคนในสังคมสามารถติดต่อสื่อสารจากหนึ่งคนไปยังคนจำนวนมากๆ ได้อย่างรวดเร็ว และมีการส่งต่อไปยังกว้างขวางและรวดเร็ว ความคิดเห็นของประชาชนต่อปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยพบเห็นข่าวปลอม (Fake News) ร้อยละ 65.1 และเคยตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่คิดว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News)  ร้อยละ 56.2 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้วิธีการในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารที่คิดว่าเป็นข่าวปลอม (Fake News) โดยค้นหาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ร้อยละ 53.0 อันดับที่สองคือสอบถามผู้เชี่ยวชาญร้อยละ 28.1 และอันดับสามคือไม่คิดจะตรวจสอบ ร้อยละ 18.9

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่พบเห็นข่าวปลอม (Fake News) ผ่านสื่อเฟสบุ๊ค (Facebook) เป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 54.2 อันดับสองคือมีคนเล่าให้ฟัง ร้อยละ 13.9 และอันดับสามคือผ่านสื่อไลน์ (Line) ร้อยละ 12.7 และพบเห็นข่าวปลอม (Fake News) มีเนื้อหาเกี่ยวกับประเด็นเรื่องการเมืองเป็นอันดับหนึ่ง ร้อยละ 27.6 อันดับสองคือประเด็นเรื่องหลอกขายสินค้า ร้อยละ 23.2 อันดับสามคือประเด็นเรื่องสุขภาพ ร้อยละ 19.1 อันดับที่สี่คือประเด็นเรื่องดารา ร้อยละ 17.8 อันดับที่ห้าคือประเด็นเรื่องภัยพิบัติ ร้อยละ 8.7 และอันดับสุดท้ายคือประเด็นเรื่องศาสนา ร้อยละ 3.6 โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยากให้ภาครัฐมีมาตรการในการป้องกันและปราบปราบข่าวปลอม (Fake News) ร้อยละ 76.6 

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

บอร์ดกองทุนสุขภาพ รุกบูรณาการป้องกันโรค ปี 2562 เพิ่มจ่ายตามราคากลาง ดึง 78 รพ.เอกชนเข้าร่วม

Posted: 01 Sep 2018 09:01 PM PDT

บอร์ดกองทุนสุขภาพภาครัฐ รุกบูรณาการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ปี 2562 เพิ่มรายการจ่ายตามราคากลางที่กำหนด (Fee Schedule) 8 รายการ พร้อมดึง 78 รพ.เอกชนระบบประกันสังคมร่วมคัดกรอง-ป้องกันโรค ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาประเทศ ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน

2 ก.ย. 2561 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 คณะที่ 5 องค์ประกอบ 5.2 การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ กล่าวว่าการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ต้องดำเนินการควบคู่กับการรักษาพยาบาล นอกจากเป็นการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนแล้ว ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันดำเนินการ รวมทั้งระบบประกันสุขภาพภาครัฐทั้งหมด

ในการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ฯ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา คณะกรรมการฯ ได้รับทราบผลการดำเนินงานปี 2561 ของคณะอนุกรรมการพัฒนาการบูรณาการด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในระบบประกันสุขภาพ สำหรับประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอย่างครอบคลุม มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ สําหรับประชาชนไทยทุกสิทธิ การบูรณาการที่จะดำเนินการในปี 2562 คือ การปรับรูปแบบการชดเชยค่าบริการฯ โดยปรับการจ่ายชดเชยตามราคากลางที่กำหนด (Fee Schedule) เพื่อกระตุ้นการให้บริการแก่ประชาชนเพิ่มขึ้น  ใน 8 รายการ ดังนี้

1.บริการฝากครรภ์

2.บริการตรวจยืนยันโลหิตจางธาลัสซีเมียในหญิงตั้งครรภ์และสามี

3.บริการตรวจคัดกรองดาว์นซินโดรม (Down syndrome) ในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อให้มีการฝากครรภ์อย่างมีคุณภาพ ป้องกันและควบคุมโรคทางพันธุกรรมและภาวะพิการตั้งแต่กำเนิด

4. บริการตรวจคัดกรองภาวะพร่องฮอร์โมนไทรอยด์ในเด็กแรกเกิด เพื่อป้องกันและควบคุมภาวะปัญญาอ่อนในเด็กแรกเกิด  

5.บริการคุมกำเนิดกึ่งถาวร (ใส่ห่วง/ยาฝัง) เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำในเด็กวัยรุ่น อายุ 16-20 ปี

6.บริการคุมกำเนิดกึ่งถาวร (ใส่ห่วง/ยาฝัง) เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึ่งประสงค์ในกลุ่มผู้ใหญ่อายุ 20-59 ปี กรณีหลังยุติการตั้งครรภ์

7. บริการป้องกันการยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย

8. บริการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ในหญิงอายุ 30-59 ปี เพื่อค้นหาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มต้น เป็นการลดภาระโรคและค่าใช้จ่ายในการรักษาระยะยาว

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการเพิ่มการเข้าถึงบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคให้กับประชาชน ในปี 2562 สถานพยาบาลเอกชนในระบบประกันสังคมจำนวน 78 แห่ง จะเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการร่วมให้บริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค และขอรับการชดเชยค่าบริการตามราคากลาง 8 รายการดังกล่าว เพื่อให้บริการแก่ประชาชนไทยทุกสิทธิ นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของการบูรณาการด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการพัฒนาการบูรณาการด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคฯ ได้จัดทำแผนขับเคลื่อน (Road Map) ด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในระบบประกันสุขภาพสําหรับประชาชนทุกภาคส่วน ระยะเวลา 5 ปี, การทบทวนสิทธิประโยชน์หลักด้านส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคเพื่อใช้กับประชาชนไทยทุกสิทธิ, การเชื่อมโยงฐานข้อมูลของ 3 กองทุนสุขภาพหลัก และการจัดทำข้อเสนอในการพัฒนาและประเมินคุณภาพบริการฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้การส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคของประเทศดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

วันเสาร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2561

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com

Link to ประชาไท

ความเครียดจากงาน ส่งผลให้พยาบาลอังกฤษมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าคนปกติ

Posted: 01 Sep 2018 07:20 AM PDT


ที่มาภาพประกอบ: healthleadersmedia.com

1 ก.ย. 2561 จากรายงาน Suicide by occupation, England: 2011 to 2015 ที่เผยแพร่เมื่อปี 2560 ระบุว่าพยาบาล (เพศหญิง) ในอังกฤษมีอัตราการลงมือฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปถึงร้อยละ 23 โดยการใช้ยาพิษหรือใช้เกินขนาดเป็นวิธีที่เหล่าพยาบาลใช้ในการฆ่าตัวตายมากที่สุด ทั้งนี้มีความเกี่ยวพันกับการที่พยาบาลเหล่านั้นเข้าถึงยาและสารเคมีได้ง่ายกว่าบุคคลทั่วไป ซึ่งทำให้มีความเป็นได้ที่สามารถฆ่าตัวตายได้สำเร็จมากกว่าคนอื่นทั่วไปถึง 4 เท่าตัว และงานศึกษาดังกล่าวยังเผยมีว่าอัตราการฆ่าตัวตาย ในพยายาลหรือบุคลากรทางการแพทย์จะพบสูงยิ่งขึ้นในกลุ่มลูกจ้างที่มีรายได้ต่ำ มากกว่ากลุ่มคนที่มีตำแหน่งสูง

ข้อถกเถียงเกี่ยวกับสถิติการฆ่าตัวตายของบุคคลกรในระบบสาธารณสุขนั้นมีมาเป็นเวลานาน จากการรายงานของ Daily Mail เมื่อเดือน มี.ค. 2560 ระบุว่าในหลายปีที่ผ่านนั้นอัตราการฆ่าตัวในแพทย์นั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการที่ในอังกฤษได้มีการจัดทำระบบการทำงานของแพทย์ใหม่ ที่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานได้ดีขึ้น แต่ในทางกลับกันพบว่าพยาบาลยังไม่มีการจัดการในลักษณะเดียวกัน พยาบาลต้องทำงานด้วยการใช้เวลาส่วนตัวปะปนกับการทำงาน และต้องรับความกดดันจากระบบการทำงานที่ต้องการความเร็ว ขณะเดียวกันยังต้องการมาตรฐานการทำงานสูง ทั้งยังถูกบีบคั้นอยู่ระหว่างกลางของความต้องการของแพทย์กับความต้องการของผู้ป่วย

นอกจากนั้นยังอาชีพต้องประสบกับภาวะเครียดจากรูปแบบการประเมินและตรวจสอบการทำงาน ที่มีมากมายในการทำงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มอัตราการฆ่าตัวตายของพยาบาลอีกด้วย โดยมีกรณีตัวอย่างที่เป็นที่รู้จักกันคืออามิน อับดุลลาห์ Amin บุรุษพยาบาลชาวอังกฤษที่ฆ่าตัวตายเมื่อปี 2559 หลังจากถูกไล่ออกด้วยการตรวจสอบการทำงานที่ไม่เป็นธรรม

 

ที่มาข่าวบางส่วนจาก
Nurses facing probes 'stressed and suicidal' (Irish Examiner, 4/5/2018)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

พรรคประชาชาติเลือก 'วันนอร์' นั่งหัวหน้าพรรค

Posted: 01 Sep 2018 05:27 AM PDT

ประชุมพรรคประชาชาติเลือก 'วันมูหะมัดนอร์ มะทา' เป็นหัวหน้าพรรค 'พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง' เลขาธิการพรรค 'อารีเพ็ญ-วรวีร์-นิติภูมิ' รองหัวหน้าพรรค


นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (แฟ้มภาพสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา)

1 ก.ย. 2561 เว็บไซต์ไทยโพสต์ รายงานว่าการประชุมพรรคประชาชาติ ที่หอประชุมอันนาวาวีย์ ชั้น 4 อาคารวิทยอิสลามนานาชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี หลังสมาชิกพรรคเห็นชอบข้อบังคับ นโยบาย  ได้มีการเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งต่างๆ ในพรรค โดยสมาชิกพรรคมีมติ 432 เสียงเลือก นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นหัวหน้าพรรค  และ 418 เสียงเลือก พล.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเลขาธิการพรรค ส่วน นายมุข สุไลมาน อดีต ส.ว.ปัตตานี เป็น เหรัญญิกพรรค นายสุรพล นาควานิช ผู้ก่อตั้งพรรค เป็นนายทะเบียนพรรค 

ขณะที่ รองหัวหน้าพรรคมี 7 คน อาทิ 1.นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ 2.นายวรวีร์ มะกูดี 3.ร.ต.อ.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย  4.นายวรวิทย์ บารู  5.พล.ต.ท.อนุรุต กฤษณะการะเกตุ    6.นายนิมุคตาร์ วาบา และ 7.นายปราโมทย์ แหล่ทองคำ

นายวันนอร์ กล่าวว่าจากการประเมินน่าจะได้เก้าอี้ ส.ส.ไม่น้อยกว่า 20 ที่นั่งขึ้นไป เป็นที่น่ายินดีเพราะประชาชนในพื้นที่สนับสนุนอดีต ส.ส.ในพื้นที่ให้มารวมกันในพรรค ปช. ดังนั้น ส..ส.เขตในจังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 11 ที่นั่ง หากดูตัวแล้วผู้สมัครลงเขตของ พรรคแล้วน่าจะได้เกินครึ่งของ 11 ที่นั่ง โดยในพื้นที่ภาคใต้พรรคจะส่งผู้สมัครในนามพรรคลงทุกเขต ขณะที่ทั่วประเทศไทยจะส่งผู้สมัครอย่างน้อย 175 เขต จากจำนวน ส.ส.350 ที่นั่ง

ด้านนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ อดีต ส.ส.นราธิวาส กล่าวว่า  พรรคประชาชาติตั้งเป้าได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 15 ที่นั่งจากทั่วประเทศ จากเขตประมาณ 5-6 คน พรรคยังไม่สามารถพูดได้ว่าสนับสนุนใครเป็นนายกฯ แต่ยึดหลักประชาธิปไตย พรรคใครได้เสียงข้างมากก็จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ แต่หากว่าไม่สามารถรวบรวมตั้งรัฐบาลได้ค่อยมาก๊อก 2 ที่มี ส.ว.มาร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ยึดหลักว่านายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งเป็นหลัก ดังนั้นคงจะพูดอะไรตอนนี้ไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์ความสอดคล้องปัจจุบัน ส่วนการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่คลายล็อกพรรคการเมืองนั้น ผู้มีอำนาจกลัวเกินไปว่าพรรคการเมืองจะนำความคิดไปสู่ประชาชนได้ เพราะต้องทำให้ยุติธรรมและแฟร์ ขณะที่ฝ่ายมีอำนาจลงพื้นที่ทุกวัน การไม่คลายล็อกหรือปลดล็อกทำให้การทำกิจกรรมพรรคมีอุปสรรค ควรให้โอกาสประชาชนเป็นคนตัดสิน

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

อัยการไม่อุทธรณ์คดี ม.112 แอบอ้างสมเด็จพระเทพฯ หลังศาลยกฟ้องสองจำเลย

Posted: 01 Sep 2018 04:18 AM PDT

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าเมื่อวันที่ 27 ส.ค. 2561 ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดกำแพงเพชรได้ออกหนังสือรับรองว่าคดีถึงที่สุด ในคดีระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร กับนางอัษฎาภรณ์ (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 1 และนายนพฤทธิ์ (สงวนนามสกุล) จำเลยที่ 2 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการ และข้อหาฉ้อโกงประชาชน

ทั้งสองคนถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกันปลอมเอกสารหนังสือราชการของสำนักราชเลขานุการ กองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และได้นำไปอ้างแสดงต่อเจ้าอาวาสวัดไทรงาม จังหวัดกำแพงเพชร และยังมีการกล่าวอ้างว่าสามารถที่จะทูลเชิญสมเด็จพระเทพฯ มาร่วมในพิธีของวัดได้ โดยมีการกล่าวอ้างแสดงตนว่าเป็นหม่อมหลวง พร้อมเรียกเงินค่าใช้จ่ายต่างๆ จากผู้เสียหาย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2561 ศาลจังหวัดกำแพงเพชรได้มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสองคน โดยเห็นว่าจากพยานหลักฐานยังมีเหตุแห่งความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้งสอง จึงให้ยกฟ้อง และคดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีก

ในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลพิเคราะห์ว่าแม้พยานหลักฐานของโจทก์จะระบุว่าจำเลยที่ 2 ได้ไปร่วมทำบุญในวันที่ 26 เม.ย. 2558 และได้ไปร่วมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แต่ก็เป็นไปเพราะได้มีผู้จัดงานทำการเชิญและผายมือเชิญให้ขึ้นไป ไม่ปรากฏว่าได้มีการแสดงตัวว่าเป็นหม่อมหลวงแต่อย่างใด และแม้ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ไปร่วมงานพร้อมกับนายกิตติภพและนายวิเศษ ซึ่งให้การรับสารภาพในคดีก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 ได้อ้างตัวและแสดงตัวเป็นหม่อมหลวงแต่อย่างใด

ต่อมาหลังพิพากษา ทางอัยการโจทก์ได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คดีออกไปทุกๆ 30 วัน จนกระทั่งถึงเดือนสิงหาคม ก็ไม่ได้มีการยื่นขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีก ทำให้ไม่ได้มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์อีก ศาลจังหวัดกำแพงเพชรจึงได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดดังกล่าวให้ และถือว่าคดีเป็นอันสิ้นสุดลงแล้ว

คดีนี้ในตอนแรก อัยการมีการสั่งฟ้องจำเลยรวมทั้งสี่ราย เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 โดยมีสองราย ได้แก่ นายกิตติภพและนายวิเศษให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา และศาลได้พิพากษาลงโทษตามความผิดมาตรา 112 ให้จำคุก 4 ปี ความผิดข้อหาสวมเครื่องแบบของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ ให้ลงโทษจำคุก 4 เดือน และความผิดข้อหาร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี รวมโทษจำคุก 7 ปี 4 เดือน ให้การรับสารภาพ จึงลดโทษเหลือจำคุกคนละ 3 ปี 8 เดือน

ต่อมา อัยการโจทก์มีการฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงประชาชนต่อทั้งสี่คนเข้ามาอีก โดยที่นายกิตติภพและนายวิเศษได้ให้การรับสารภาพอีก และศาลได้พิพากษาให้ยกฟ้องคดี เนื่องจากเห็นว่าเป็นความผิดจากการกระทำเดียวกันกับคดีมาตรา 112 ก่อนหน้านี้ และศาลได้พิพากษาลงโทษตามมาตรา 112 ที่มีโทษหนักที่สุดแก่จำเลยไปแล้ว จึงไม่ควรให้จำเลยต้องรับโทษอีก

ส่วนนางอัษฎาภรณ์และนายนพฤทธิ์ได้ขอต่อสู้คดี โดยไม่ได้รับการประกันตัวทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นศาล จนกระทั่งศาลยกฟ้องเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ทั้งสองคนจึงได้รับการปล่อยตัว โดยใช้เวลาต่อสู้คดีกว่า 2 ปี  ในส่วนนายนพฤทธิ์ ญาติเคยยื่นขอประกันตัวทั้งหมด 5 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาตทุกครั้ง ทำให้เขาถูกคุมขังในเรือนจำรวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน โดยที่นายวิเศษ จำเลยในกรณีเดียวกันที่ให้การรับสารภาพก่อนหน้านี้ ได้รับการปล่อยตัวไปเมื่อเดือนกันยายน 2560 รวมถูกคุมขัง 2 ปี กับ 1 เดือน เนื่องจากได้รับการลดหย่อนโทษในโอกาสสำคัญ ส่วนนายกิตติภพหลังจากพ้นโทษในคดีนี้ ก็ได้รับโทษในคดีส่วนตัวอื่นต่อไป

ในกรณีนี้ จำเลยสองรายที่ต่อสู้คดี ยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด และในที่สุดศาลยกฟ้อง ต้องถูกคุมขังเป็นระยะเวลายาวนานกว่าจำเลยสองรายที่ให้การรับสารภาพตั้งแต่ต้น และได้รับการปล่อยตัวไปก่อน

ข้อต่อสู้ของนพฤทธิ์ในชั้นศาล นอกจากยืนยันว่าไม่ได้ร่วมกระทำความผิดและไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ ตามที่ถูกกล่าวหา โดยไม่ได้มีพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ยืนยันได้แล้ว ยังรวมถึงข้อต่อสู้ทางกฎหมาย เรื่องสมเด็จพระเทพฯ ไม่ใช่บุคคลตามองค์ประกอบความผิดของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการฟ้องของโจทก์ในคดีนี้เป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อนที่ได้ฟ้องในศาลจังหวัดกำแพงเพชรเช่นกัน แต่ศาลก็ไม่ได้มีคำวินิจฉัยใดๆ ในประเด็นทางกฎหมายดังกล่าว

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

เภสัชกรอีสานยืนยันค้านร่าง พ.ร.บ.ยา เพื่อ ปชช.ใช้ยาปลอดภัย ไม่ได้ปกป้องวิชาชีพ

Posted: 01 Sep 2018 04:10 AM PDT

เภสัชกรอีสานยืนยันคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ ชี้ไม่ได้ดราม่าปกป้องวิชาชีพเภสัชกร แต่เพื่อความปลอดภัยผู้บริโภคปลอดภัยของประชาชนในการใช้ยา

วันที่ 1 ก.ย. 2561 เวลา 13.00-15.30 น. ณ ห้องประชุมอาคาร 1 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมศิษย์เก่าเภสัชศาสตร์ภาคอีสาน 3 สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี รวมถึงชมรมเภสัชกรทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคอีสาน เช่น ชมรมเภสัชกรชุมชน ชมรมเภสัชกรสำนักงานสาธารณสุขจงหวัด ศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนในพื้นที่ภาคอีสาน และหน่ววยงานภาคีเครือข่าย จัดเวทีแสดงพลังเพื่อคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่

เภสัชกรวรวิทย์ กิตติวงศ์สุนทร อุปนายกสภาเภสัชกรรม กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 นั้นควรมี 2 เรื่อง คือ การกระบวนการขึ้นทะเบียนยาที่ต้องรวดเร็วขึ้น และการทบทวนตำรับยาหากไม่เหมาะสมก็สามารถยกเลิกได้ และการดำเนินงานตาม ม.44 ของ คสช. ไม่ใช่การแก้ไขตามอำเภอใจ และหลักคิดของการร่างกฎหมายควรร่างจากหลักการสำคัญ เช่น การแบ่งประเภทของยาตามระบบสากล หลักการใครเรียนก็ได้ทำ ใครไม่ได้เรียนห้ามทำ และการแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น การขายยาผ่านอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งควรมีการศึกษากฎหมายของต่างประเทศ เพื่อให้กฎหมายที่ออกมารอบคอบที่สุด ไม่ใช่การไปร่างกันเพียง 3-4 คน เท่านั้น และขอยืนยันว่าการออกมาคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ในครั้งนี้เป็นเพราะเราห่วงความปลอดภัยของประชาชนในการใช้ยา ไม่ใช่ห่วงวิชาชีพ

เภสัชกรจิระ วิภาสวงศ์ เภสัชกรเชี่ยวชาญ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูน กล่าวว่า การคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ. ยาใหม่ในครั้งนี้ เนื่องจากเราเห็นจุดอ่อนมากมายใน ร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ และได้ศึกษาจนแน่ใจว่าไม่ได้ดีกว่า พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 เลย หากจะมีการปรับปรุงกฎหมายใหม่นั้นควรจะเน้นการแยกบทบาทหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ คือ แพทย์และทันตแพทย์ มีหน้าที่ในการวินิจฉัยโรคและสั่งการรักษา ส่วนการจ่ายยารักษาโรคคือวิชาชีพของเภสัชกร 

เภสัชกรจิระ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ห่วงกังวลคือ เรื่องการปรุงยา ซึ่งต้องยอมรับว่าในสถานพยาบาลเอกชน และคลินิก เช่น คลินิกโรคผิวหนังนั้น มีการปรุงยาเพื่อใช้กับคนไข้ของตนเอง โดยเป็นการปรุงยาตามตำรับลับ ซึ่งทุกวิชาชีพไม่ยอมรับการปรุงยาแบบตำรับลับนี้ เพราะแม้จะแค่แบ่งบรรจุยาก็ถือว่าเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้ หากปล่อยให้มีการปรุงยาง่ายๆ จะมีความเสี่ยงมากในเรื่องความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และการจ่ายยาโดยคลินิกของวิชาชีพพยาบาล ซึ่งมีมากในระดับอำเภอ เพราะจากการตรวจสอบของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จะพบว่ากรอบรายการยาที่ใช้ในคลินิกไม่มีความเหมาะสม ไม่มีการถ่วงดุลและตรวจสอบทางวิชาชีพ ซึ่งจะเกิดผลเสียกับผู้ป่วย

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

ว่าที่ กสม.เผย เด็กข้ามชาติต้องได้รับการ ‘แจ้งเกิด’ รัฐต้องออกเอกสารแสดงตัวให้

Posted: 01 Sep 2018 04:03 AM PDT

กฎหมายไทยบังคับให้เด็กข้ามชาติทุกคนต้องได้รับการแจ้งเกิด นักกฎหมาย ระบุรัฐต้องออกเอกสารแสดงตัวให้ในฐานะที่เป็นคน ส่งผลให้เข้าถึงสิทธิ-สวัสดิการพื้นฐาน ยืนยันเจ้าหน้าที่ทะเบียนไม่มีอำนาจจับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย


สุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ (แฟ้มภาพประชาไท)

1 ก.ย. 2561 นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ กล่าวในงานแถลงข่าว ภายใต้งานประชุมสัมมนานานาชาติ เรื่อง "การจดทะเบียนเกิด ประเด็นทางสุขภาพ และประเด็นทางสังคมของแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ในประเทศไทย" เมื่อเร็วๆ นี้ว่า พบประเด็นใหญ่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการฯ อยู่ 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การรับรองสิทธิเด็ก โดยที่ผ่านมามีลูกของแรงงานข้ามชาติจำนวนมากที่เกิดในประเทศไทยแต่กลับไม่มีการรับรองความเป็นคนให้กับเขา สิ่งที่เราทำตอนนี้คือจะต้องมีการรับรองความเป็นคนให้กับเขา ซึ่งนอกจากการเป็นคนโดยหน้าตาแล้ว ยังต้องเป็นคนโดยกฎหมายด้วย

"การเป็นคนโดยกฎหมายก็คือรัฐต้องใส่ระบบทะเบียนราษฎร์ที่จะรองรับคนกลุ่มนี้ ให้เขาเหล่านั้นได้มีชื่อในระบบทะเบียนราษฎร์ ให้เขามีเลข13 หลัก ให้เขามีบัตร ให้เขามีเอกสารแสดงตัวในฐานะที่เขาเป็นคน" นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การที่เขาเป็นคนก็จะได้รับสิทธิอื่นๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเด็ก สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิทางการศึกษา ฯลฯ แต่ถ้าเขาไม่ได้รับการรับรองสิทธิความเป็นคน หรือไม่มีเอกสารใดๆ รับรองว่าเขาเป็นคน นั่นเท่ากับว่าสิทธิอื่นๆ ก็จะไม่ได้

"แม้กระทั่งช้าง ม้า หรือสัตว์ต่างๆ เราก็ยังมีตั๋วรูปพรรณให้เขา ดังนั้นคนซึ่งเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ เป็นสัตว์ที่สำคัญมาก ก็ต้องมีเอกสารในการรับรองให้เขาด้วยเช่นกัน" ว่าที่กรรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของประเด็นที่ 2 คือรัฐเองมีหน้าที่ที่จะทำข้อมูลคนทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฏร รัฐมีหน้าที่เก็บข้อมูลคนที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมดไว้ในระบบ เพื่อที่จะแยกได้ว่าใครเป็นคนไทย ใครไม่ใช่คนไทย เพราะถ้าเรามีข้อมูลของคนในประเทศไทยสมบูรณ์และถูกต้องมากเท่าใด การบริหารจัดการบ้านเมืองก็จะสามารถดำเนินการได้ดีเท่านั้น

"จาก 2 ประเด็นข้างต้นนี้ ทำให้ในปี 2551 ประเทศไทยได้มีการแก้ไข พ.ร.บ.การทะเบี่ยนราษฎร ฉบับที่ 2 ที่จะให้คนทุกคนในประเทศไทยสามารถเข้าถึงระบบทะเบียนราษฎรได้ ไม่ใช่แค่สามารถ แต่ต้องเข้าสู่ระบบทะเบียนราษฎร เพื่อที่จะมีข้อมูลที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ที่เกิดมาในบ้านเมืองของเรา เราให้เด็กทุกคนต้องได้รับการแจ้งเกิด" นายสุรพงษ์ กล่าว

ว่าที่ กสม.รายนี้ กล่าวอีกว่า หลังจากปี 2551 ประเทศไทยได้ออกกฎหมายมาให้เด็กทุกคนต้องได้รับการแจ้งเกิด และในปี 2553 เราได้ยกเลิกข้อสงวนในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อที่ 7 ซึ่งไทยตั้งข้อสงวนเอาไว้นานแล้ว โดยอนุสัญญาข้อที่ 7 ระบุว่า เด็กทุกคนต้องได้รับการแจ้งเกิด มีสิทธิที่จะได้รับสัญชาติ และได้รับการดูแลจากพ่อแม่ นั่นหมายความว่าตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา เด็กทุกคนที่เกิดในแผ่นดินไทยจะต้องได้รับการแจ้งเกิด

"แต่เราพบว่ายังมีช่องว่างในกรณีของตัวของแรงงาน ตัวของชาวบ้าน ที่จะไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ขณะเดียวกันตัวเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องนี้เท่าใดนัก บางคนอาจมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องกับคนเหล่านี้ด้วย เราจึงยังพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐไม่รับแจ้งเกิด หรือแม้แต่การเรียกเอกสารเพิ่มเติมเกินกว่าที่จดหมายกำหนด อาทิ ขอเอกสารของนายจ้าง ขอให้เอาชื่อเข้าทะเบียนบ้านนายจ้าง ฯลฯ ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในความเป็นจริง" นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาพบว่าแรงงานข้ามชาติมีความหวาดกลัวเจ้าหน้าที่ และมักถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ว่าถ้าเจอตัวจะถูกจับกุม ส่งผลให้แรงงานเหล่านั้นไม่กล้าไปแจ้งเกิดบุตร ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วต้องเข้าใจว่า แม้แรงงานเหล่านั้นจะเข้าประเทศมาอย่างผิดกฎหมาย แต่เขามีสิทธิคลอดลูกในประเทศไทย และประเทศไทยจะให้การดูแล

"มากไปกว่านั้นก็คือแม้จะเป็นแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย แต่กฎหมายก็ให้เขาเหล่านั้นมาแจ้งเกิดลูกได้ ที่สำคัญคือเจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่รับแจ้งเกิดนั้นเป็นเจ้าพนักงานของกระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งเจ้าหน้าที่มหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ดังนั้นเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีหน้าที่ในการจับ มีหน้าที่ในการจดทะเบียนให้เท่านั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องกลับไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านและตัวของเจ้าหน้าที่ด้วย" นายสุรพงษ์ กล่าว

อนึ่ง นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่าปัจจุบันประเทศไทยมีคนต่างด้าวประมาณ 4.5 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 1 ล้านคนที่เข้าสู่ระบบทะเบียน และคาดว่าแต่ละปีจะมีเด็กเกิดใหม่ราวๆ 5-6 หมื่นราย ในจำนวนนี้เป็นเด็กที่ไม่ได้รับการแจ้งเกิดประมาณ 1 หมื่นราย

 

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

นักเขียนอังกฤษเชื้อสายอิรักวิพากษ์ระบบการศึกษา ปกปิดประวัติศาสตร์เลวร้ายยุคอาณานิคม

Posted: 01 Sep 2018 03:54 AM PDT

นักเขียนสัญชาติอังกฤษเชื้อสายอิรักวิพากษ์ระบบการศึกษาอังกฤษที่ไม่ยอมเล่าเรื่องราวด้านร้ายๆ ของตัวเองในช่วงล่าอาณานิคม ซึ่งส่งผลกระทบในหลายประเทศจากอดีตมาจนถึงทุกวันนี้รวมถึงประเทศอิรักซึ่งนักเขียนหญิงผู้นี้ได้ทราบเรื่องราวจากคำบอกเล่าจากปู่และการค้นคว้าเองมากกว่าที่ได้รับจากบทเรียน และการที่ทำให้รู้ประวัติศาสตร์อีกด้านมันกลายเป็นสิ่งที่เสริมพลังให้เธอ รวมถึงทำให้เธอสร้างสรรค์งานเขียนใหม่ๆ ได้

1 ก.ย. 2561 รุคายา อิซซิเดียน นักเขียนชาวอังกฤษเชื้อสายอิรักที่เชี่ยวชาญเรื่องสังคมและวัฒนธรรม นำเสนอบทความในสื่ออัลจาซีราระบุว่าโรงเรียนในอังกฤษเองควรจะมีการเรียนการสอนประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมอังกฤษซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศบรรพบุรุษของเธอคืออิรัก

อิซซิเดียนระบุว่าจากการที่เธอเติบโตมาในอังกฤษเธอจำไม่ได้เลยว่ามีการสอนเรื่องประวัติศาสตร์การล่าอาณานิคมจากอังกฤษในโรงเรียนเลย ถึงแม้ว่าหลักสูตรการเรียนการสอนของอังกฤษจะเน้นพูดถึงความรุนแรงจากฝ่ายอื่นๆ เช่น นาซีเยอรมนี หรือสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามกลางเมือง อาจจะมีการพูดถึงประวัติศาสตร์แย่ๆ ในยุคกลางของประเทศตัวเองบ้างเล็กน้อย เช่น เรื่องโรคระบาดครั้งใหญ่ ไฟไหม้กรุงลอนดอนครั้งใหญ่ และช่วงการปกครองของกษัตริย์เฮนรีที่ 8 แต่ไม่มีเรื่องความโหดร้ายของการล่าอาณานิคมอังกฤษเลย

บทความระบุว่าพวกเธอไม่ได้รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายของค่ายกักกันกองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโบเออร์ หรือเหตุขาดแคลนครั้งใหญ่ในเบงกอลช่วงปี 2486 หรือเหตุสังหารหมู่ชาวเคนยาในช่วงราวปี 2495 และพวกเขายังไม่เคยเรียนรู้ถึงอาชญากรรมจำนวนมากที่อังกฤษเคยทำไว้กับบรรพบุรุษชาวอิรักของพวกเธอเลย ขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษอย่างวินสตัน เชอร์ชิลล์ ถูกยกย่องเป็นฮีโรหรือรัฐบุรุษ แต่ไม่เคยมีเนื้อหาพูดถึงตอนที่เขาสนับสนุนการใช้อาวุธเคมีกับประชาชนชาวอิรักเพื่อโต้ตอบการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษเลย

อิซซิเดียนระบุต่อไปว่าหลักสูตรการเรียนการสอนของอังกฤษไม่ได้สอนเรื่องที่พวกเขาลักพาตัวและคุมขังกลุ่มผู้นำอิรัก ทิ้งระเบิดใส่พลเรือนเพราะไม่ยอมจ่ายภาษี รวมถึงเผาและทำลายหมู่บ้านและเมืองต่างๆ เพื่อกำราบการปฏิวัติต่อต้าน

บทความของชาวอังกฤษเชื้อสายอิรักยังวิพากษ์วิจารณ์กรณีทางการเมืองของอังกฤษที่แต่งตั้งผู้ช่วยกระทรวงศึกษาธิการเป็นนักประวัติศาสตร์ที่แก้ตัวแทนจักรวรรดิ์นิยมบริติช บทเรียนของอังกฤษยังมีการลบล้างความผิดบาปของคนขาว ไม่ได้มีการพูดถึงปัญหาเรื่องการล่าอาณานิคมทางสีผิวและการที่คนขาววางตัวเป็นใหญ่ซึ่งมีผลกระทบยาวนานต่อประชาชนที่อยู่ใต้อาณานิคม นอกจากนี้เรื่องเล่าแบบที่ล้างผิดตัวเองของอังกฤษก็เป็นสิ่งฝังหัวชาวอังกฤษจำนวนมาก มีชาวอังกฤษร้อยละ 49 เชื่อว่าจักรวรรดิบริติชเป็น "พลังฝายดี" ที่ "ช่วยพัฒนาชีวิตของประเทศใต้อาณานิคม" และมีเพียงร้อยละ 15 เท่านั้นที่คิดว่าจักรวรรดิ์นี้ทำให้ประเทศใต้อาณานิคมแย่ลง

แต่สิ่งที่ทำให้อิซซิเดียนได้เรียนรู้เรื่องความโหดร้ายจากอาณานิคมไม่ใช่จากห้องเรียน แต่มาจากปากของปู่เธอเอง มันสร้างความรู้สึกไม่สบายใจว่ายังมีเรื่องที่เธอไม่รู้อยู่อีกจนทำให้ต้องไปค้นคว้าต่อจนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธฮเขียนนิยายออกมา สำหรับเธอแล้วการได้สามารถเล่าเรื่องจากฝ่ายของตัวเธอเองได้บ้างมันสร้างความรู้สึกเสริมพลังให้ตัวเอง

อิซซิเดียนระบุว่าการเล่าเรื่องแบบสร้างภาพโรแมนติคให้ฝ่ายผู้ล่าอาณานิคมเหล่านี้ยังมีอยู่ในวัฒนธรรมป็อบต่างๆ ทั้งละครโทรทัศน์เกี่ยวกับคนขาวรวยๆ อย่าง ดาวน์ตันแอบบีย์ และอินเดียนซัมเมอร์ส ซึ่งไม่ได้บอกเลยว่าความมั่งคั่งที่พวกเขาได้มานั้นเอามาจากไหน หรือมีภาพยนตร์ที่สร้างภาพให้พระราชินีวิคเตอเรียดู "ใจกว้าง" ต่อทาสชาวอินเดีย ทั้งที่ได้ผลประโยชน์จากการกดขี่ชาวอินเดียอยู่

อิซซิเดียนวิพากษ์ไปถึงวงการการศึกษาที่มีมหาวิทยาลัยของกลุ่มชนชั้นนำอย่างอ็อกฟอร์ดที่ยังมีลักษณะแบบเอายุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) และกีดกันผู้หญิงกับคนที่ไม่ใช่คนผิวขาว ซึ่งทำให้กลุ่มนักศึกษาเรียกร้องให้มีการยกเลิกความเป็นเจ้าอาณานิคมในหลักสูตรการศึกษาของมหาวิทยาลัย

ประเด็นเรื่องการพยายามบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึงความผิดของอังกฤษในยุคอาณานิคมยังมีอยู่ในแวดวงการเมืองด้วย เช่น กรณีของเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้านี้มีผู้เรียกร้องในปี 2556 ให้อังกฤษขอโทษต่อกรณีการสังหารหมู่ที่อมฤตสาร์ ปี 2462 แต่คาเมรอนก็กล่าวว่า "ผมไม่คิดว่าสิ่งที่ถูกต้องคือการล้วงกลับไปในอดีตเพื่อหาสิ่งที่พวกเราควรจะขอโทษ" อิซซิเดียนวิจารณ์ว่าถ้อยคำของคาเมรอนมีปัญหาตรงที่การลัทธิอาณานิคมไม่ควรถูกผลักให้เป็นประวัติศาสตร์ที่จะต้องให้อภัยและลืมไป เพราะมรดกที่เป็นผลพวงจากอาณานิคมยังคงอยู่ไม่ว่าจะเป็นพรมแดนเทียมๆ การกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียมกัน หรือการใช้ทรัพยากรจนหมด ทำให้เกิดความขัดแย้งตามมา รวมถึงปัญหาความยากจนและการด้อยพัฒนาด้วย

"พวกเราจะไม่สูญเสียอะไรเลยจากการยอมรับอาชญากรรมในอดีตของพวกเรา วิธีการเดียวที่เราจะหลีกเลี่ยงการทำผิดพลาดซ้ำอีกคือการเรียนรู้จากมัน" อิซซิเดียนระบุในบทความ

เรียบเรียงจาก

It is time to teach colonial history in British schools, Aljazeera, 31-08-2018
https://www.aljazeera.com/indepth/opinion/time-teach-colonial-history-british-schools-180830055614463.html

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

19 ผู้ค้ายาจากอาคาร 14 และเรือนจำ ก็อท ทาเลนท์ ในกระแสปฏิรูปเรือนจำ กรณีฟิลิปปินส์

Posted: 01 Sep 2018 02:10 AM PDT

กระแสการพัฒนารูปแบบเรือนจำธรรมาภิบาลเกิดขึ้นช่วงราว 1990 มุ่งเน้นปฏิรูปภาพลักษณ์การควบคุมกีดกันผู้ต้องขังให้ออกจากความเป็นพลเรือนที่มีอิสรภาพ (civil liberties) ให้เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต่างมุ่งการปรับแก้ไขระดับโครงสร้างและระบบงานเรือนจำ ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและอังกฤษ มีรายงานวิจัยจำนวนมากระบุถึงบทบาทหน้าที่ของเรือนจำ ที่มีกฎเหล็กการลงโทษด้วยวิธีการกักกันนักโทษมีข้อบ่งชี้ว่าไร้ประสิทธิภาพในการปรับปรุงพฤติกรรมผู้ต้องขัง นอกจากนี้ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติและการคอร์รัปชั่นตามมา (DiIulio, 1987) 

ทั้งนี้ ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์หลายประเทศเสนอข้อค้นพบว่า ผู้ต้องขังถูกทำร้ายภายใต้ร่มเงาบ้านหลังใหญ่ (Big House Era) (Austin & Irwin, 2011) ในบางเรือนจำเกิดกรณีการคุกคามทำร้ายผู้ต้องขังอย่างเป็นระบบ และมีความพยายามทำให้ผู้ต้องขังเป็นเหยื่อต้องขึ้นโรงขึ้นศาลซ้ำๆ ซึ่งท้าทายเงื่อนไขการคุมขังของเรือนจำ ในประเทศตะวันตกออสเตรเลีย และสหรัฐนั้น สถาบันศาลยุติธรรมมีอำนาจสั่งการโดยตรงต่อการบริหารจัดการเรือนจำให้ ผู้คุม และ เจ้าหน้าที่เรือนจำย้ายออกจากเรือนจำทันทีเมื่อละเมิดข้อบังคับ เพราะระบบสายบังคับบัญชาเรือนจำต้องได้รับการยินยอมจากศาลในหลายกรณี (Marquart & Crouch,1985, หน้า 557; Schlanger, 2006) นับเป็นกลไกถ่วงดุลในกระบวนการยุติธรรมระหว่างศาล ราชทัณฑ์และปัญหาอาชญากรรมที่มีการสั่งสมความรู้ของประเทศประชาธิปไตย

คล้าก โจน และ เรย์มอนด์ นารัง ผู้เขียนหนังสือ "Inmate Radicalisation
and Recruitment in Prisons" (Routledge, 2018)

ด้วยมูลเหตุข้างต้น ผู้เขียนต้องการชวนผู้อ่านร่วมกันสำรวจกระแสการปฏิรูปเรือนจำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งรู้จักกันดีในหมู่คนราชทัณฑ์ไทยและนานาชาติ ที่เรียกว่าการสร้าง "ระบบนุ่มนวล" (Building Tender System : BTS) (งานวิจัยเกี่ยวกับระบบนุ่มนวลอ่านได้ที่ Fong, 1990;Marquart & Crouch, 1985 ) ผ่านงานศึกษาและบทสัมภาษณ์ของสองนักอาชญาวิทยา คล้าก โจน มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และ เรย์มอนด์ นารัง มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา จากผลงานล่าสุดในชื่อ Inmate Radicalisation and Recruitment in Prisons (Routledge, 2018) ซึ่งทำงานลงภาคสนามเรือนจำเพื่อศึกษาพลวัตของกลุ่มผู้ต้องขังเปรียบเทียบเรือนจำประเทศตะวันตกและเอเชีย จีน อินเดีย โดยเฉพาะประเทศฟิลิปปินส์ที่มีบริบทเฉพาะตัว ความคิดเห็นและแก่นของหนังสือเล่มนี้เจาะลึกชีวิตภายนอกและภายในของกลุ่มผู้ต้องขังในคดีอาชญากรรม การสร้างชุมชนย่อยๆ ในบ้านหลังใหญ่ นอกจากนี้ยังนำเสนอทางเลือกแก่สังคมให้ทบทวนการยกเครื่องระบบยุติธรรมเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาเรือนจำระบบเปิด 

ข้อเสนอนี้เปลี่ยนกระบวนทัศน์การบริหารจัดการเรือนจำ 2018 แตกต่างจากเรือนจำก่อนหน้า 1990 อย่างไม่ต้องสงสัย นอกจากนี้ยังเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ของผู้คนในสังคมที่มีผู้ต้องขัง ระหว่างเจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้ต้องขังซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้ พวกเขาต่างเป็นผู้กระทำและถูกกระทำไปพร้อมๆ กัน แนวทางการบริหารจัดการเรือนจำทางเลือกนี้สร้างความตื่นตัวให้กรมราชทัณฑ์หลายประเทศเปิดรับการสนับสนุนจากสังคม กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้เรือนจำเปิดรับโครงการสุขภาพ การศึกษาทางเลือก การพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็น เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การจัดกลุ่มปรึกษาหลังบำบัดยาเสพติด โครงการสุขภาวะในลักษณะแผนงานร่วมและรายกิจกรรมให้เข้าไปทำงานในเรือนจำ โดยหน่วยบริการสังคมภายนอกอาจมีเป้าหมายการเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำให้ยึดหลักมาตรฐานชีวิตผู้ต้องขังและคำถึงสิทธิมนุษยชนตามพันธะกรณีสากล เช่น สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในหลายประเทศที่มีโครงการและกิจกรรมต่างๆ เข้าไปทำงานในเรือนจำเพื่อสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้บัญชาการเรือนจำจะตอบสนองและปรับตัวอย่างไร 

เนื่องจากผู้เขียนเป็นน้องใหม่ที่หมุนเวียนเข้าไปทำงานในเรือนจำ ภายใต้กระแสธารการสร้างระบบนุ่มนวลภายในเรือนจำ ด้วยบทบาทนักวิจัยภายนอกเพื่อพัฒนาข่ายงานภาคีโครงการทางสุขภาพ ภายใต้ความร่วมมือของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขและกรมราชทัณฑ์ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้ส่งเรือนจำที่สมัครใจเข้ามารับการพัฒนารูปแบบเรือนจำชาย 2 แห่งในปีที่แล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนขอยกเรื่องราว "เรือนจำไทยแลนด์ ก็อท ทาเลนท์" ไปเล่าอย่างกระชับในตอนต่อไป ในบทความนี้ ผู้เขียนต้องการชี้จุดแตกต่างของโครงการสร้างระบบนุ่มนวล คือ การสนับสนุนให้ผู้ต้องขังต้องไปทำงานกับผู้ต้องขังคนอื่นๆ เป็นเครือข่ายแนวราบตัดขวางภายในเรือนจำ แปลความได้ว่าพวกเขาอาจต้องแย่งชิงอำนาจและทรัพยากรอันจำกัดภายในกลุ่มชุมชนผู้ต้องขัง ซึ่งสร้างความท้าทายแก่เจ้าหน้าที่เรือนจำ และ การเข้าใจกระบวนการกล่อมเกลาชุมชนในเรือนจำที่มีพลวัต ซึ่งอาจส่งเสริม หรือ ย้อนแย้งต่อเป้าหมายของการปฏิรูปเรือนจำ

จากประสบการณ์ทำงานในเรือนจำระยะเวลาสั้นๆ ของผู้เขียน สะท้อนว่าผู้ปฏิบัติงานที่เข้าไปเปลี่ยนแปลงและสร้างระบบนุ่มนวลภายในเรือนจำจำต้องปะทะ หรือ หาทางเลือกทางลงให้กับหลักการสมมาตรของเรือนจำ 3 หลักการ หนึ่ง การลงโทษกัดกีดจากสังคม (deprived) สอง การฟื้นฟูชีวิตทั้งสภาพกายและจิตใจ (rehabilitation)และ สาม ลดอัตราการหวนกลับสู่เรือนจำ (recidivism) ซึ่งแต่ละส่วนมีกลไกทำงานกับกลุ่มต่างๆ ภายในและนอกเรือนจำ บทความนี้ผู้เขียนต้องการทบทวนงานปฏิรูปเรือนจำจากประเทศที่ฟิลิปปินส์ดังเกริ่นนำข้างต้น ในแง่มุมประเด็นเรียนรู้ที่น่าสนใจ ผู้เขียนตั้งประเด็นไว้ 3 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 คลายกฎเหล็ก เพื่อพัฒนาทักษะและ การกลายเป็นอื่นๆ ของผู้ต้องขัง
ประเด็นที่ 2 การกล่อมเกลาภายในเรือนจำสัมพันธ์การฟื้นฟูชีวิต 
ประเด็นที่ 3 ความท้าทายที่ควรนำมาพิจารณาปรับปรุงเรือนจำ 

ประเด็นที่ 1 คลายกฎเหล็ก เพื่อพัฒนาทักษะและ การกลายเป็นอื่นๆ ของผู้ต้องขัง

หนังสือที่ผู้เขียนอยากแปลเป็นภาษาไทยเสียใหม่ว่า ระเบิดจากภายในเรือนจำฟิลิปปินส์ ของ คล้าก โจน และ เรย์มอนด์ อี นารัง เสนอความคิดและข้อเสนอแนะที่มีต่อภาพเสมือนจริง (stereotype) ที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ทำราวกับว่ากำลังทำงานหนักเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรม คล้ากปูพื้นว่าปัญหาผู้ต้องขังล้นคุกของฟิลิปปินส์เป็นปัญหาเฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกาและอังกฤษกำลังเผชิญ กรณีฟิลิปปินส์มีบริบททางนโยบายการปราบปรามยาเสพติดของประธานาธิบดีดูเตอเต้ ขณะเดียวกับที่รัฐบาลใช้กำลังทหารปราบปรามผู้ก่อการร้ายทางภาคใต้ แต่ภาคกลางมีผู้ต้องขังคดียาเสพติดเกิดขึ้น 700,000 คนในช่วงเวลาหกเดือน ความหนาแน่นแออัดเช่นนี้คล้ากเปรียบเปรยว่าในพื้นที่ 20 ตารางวา มีผู้ต้องขังอยู่ 100 คนจากนั้นผู้ต้องขังหนึ่งคนแบ่งเซลล์ออกเป็น 4 คนอย่ารวดเร็ว เท่ากับว่าในพื้นที่ขนาดเดิมมีผู้ต้องขัง 400 คน ยังไม่แจกแจงถึงนโยบายส่งเสริมการวิสามัญผู้ต้องสงสัยหลายหมื่นคน จากตำรวจ ทหารและสมาชิกแก็งตัดตอนกันเอง คดียาเสพติดต้องใช้ทนายความประมาณ 1,400–1,500 คนเพื่อขั้นศาล แก้ต่าง ฟ้องตำรวจและรัฐบาลกลับ 

คำถามในทางอาชญาวิทยา (criminology ) คือ การมองหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับปัญหายาเสพติด ไม่ว่าจะรัฐบาลทหาร หรือ รัฐบาลพลเรือน รวมทั้งสหสัมพันธ์ระหว่างตำรวจ ภาวะช่องว่างทางเศรษฐกิจ แก็งค้ายา ตลาดยาเสพติด ว่าเพราะเหตุใดคนจึงหันเข้าหายาเสพติดมากขึ้นในแต่ละปี

เบื้องหลังของการทำงานลงภาคสนามเลาะรั้วเรือนจำต่างๆ ของ คล้าก โจน และ เรย์มอนด์ อี นารังใช้เวลามากกว่าสิบปีในการทำงานชาติพันธุ์วรรณนาเพื่อทำความเข้าใจบริบทสังคมและวัฒนธรรมของฟิลิปปินส์ ด้วยวิธีการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์เชิงลึก คลุกคลีกับผู้ต้องขัง อดีตหัวหน้าแก็งค้ายาและผู้ต้องสงสัยการก่อการร้ายในเรือนจำ และ ทัณฑสถานในช่วงเวลากลางวัน คล้ากและเรย์มอนด์ใช้เวลากลางคืนสำรวจสภาพแวดล้อมของแก็งมิจฉาชีพในเมืองมนิลา ร้านรวงขายของชำ ภัตตาคาร ร้านฟาร์ดฟูด ร้านแฮมเบอเกอร์ ร้านศิลปะและงานจักสาน ร้านขายเครื่องมือเครื่องใช้ในครัว ร้านตัดผม 

เรื่องราวของชาวแก็งผู้ต้องขังที่เมืองบาตังถูกผลิตหนังต้นทุนต่ำ ทำให้คล้าก และ เรย์มอนด์สนใจแกะร่องรอย เขาทั้งคู่มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนร้านอาหาร และรับประทานอาหารเย็นที่ปรุงและเสริฟจากมืออดีตผู้ต้องขังคดีก่อการร้าย "สลัดปลาทูดำ " (blackened tuna) มีนัยล้อเลียนที่หมายถึง อาหารจากคนโหดเหี้ยม อดีตผู้ต้องขังคนนี้ เขาได้เรียนรู้ทักษะการทำงานอาหารจากการเป็นผู้ช่วยพ่อครัวในเรือนจำ เมื่อออกจากเรือนจำแล้วเขาจึงเปิดร้านอาหารจากการสนับสนุนของเพื่อนผู้ต้องขัง โดยที่ร้านอาหารของเขาไม่ได้ทำอาหารส่งเรือนจำ แต่อาหารนี้สำหรับส่งสมาชิกแก็งที่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำเท่านั้น 


ความหนาแน่นของเรือนจำในเมืองเกซอนซิตี้
(เครดิตภาพ : คล้าก โจน และ เรย์มอนด์ อี นารัง 2018)

การทำงานร่วมกับอดีตผู้ต้องขังทำให้คล้ากได้ข้อมูลเชิงลึก จากหนังสือได้แสดงข้อเสนอเชิงเปรียบเทียบว่า สิ่งที่เรือนจำฟิลิปปินส์คล้ายคลึงกับเรือนจำแถบประเทศสแกนดิเนเวีย การคุมขังและกีดกันมี sense ของ "ทักษะ" และ " อัตลักษณ์" ผู้ต้องขังอาชญากรรมทั่วไป ไม่ได้สูญเสียสองสิ่งนี้ไประหว่างอยู่ในเรือนจำ ย่อมส่งผลดีต่อการดำเนินงานเพื่อปรับพฤติกรรมฟื้นฟูชีวิตทางกายและสภาพจิตใจ ทั้งนี้ การที่ยังคงติดต่อกับครอบครัวได้ ทำให้พวกเขายังคงอัตลักษณ์และกลายเป็นอื่นๆ ภายในเรือนจำด้วย การที่พวกเขายังได้ใช้ทักษะทำให้พวกเขารู้สึกมีศักดิ์ศรี และทำให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อการปรับพฤติกรรม เขาย่อมไม่ต่อต้านตรรกะที่ว่าเรือนจำเป็นสถาบันปรับปรุงพฤติกรรมผู้ต้องขังกระทำผิดร้ายแรงและผิดกฎหมาย 

เรือนจำฟิลิปปินส์หลายแห่งนั้น ผู้ต้องขังยังคงสามารถติดต่อครอบครัว และ รับอาหารจากฝีมือคนครอบครัวเข้ามารับประทานในเรือนจำได้ ภายในเรือนจำจัดวางให้มีสวนสัตว์ขนาดย่อมไว้หย่อนใจ และสนามเด็กเล่นที่สร้างสรรค์จากกลุ่มผู้ต้องขังทำให้เขาได้ใกล้ชิดกับลูกๆ และครอบครัว ผู้ต้องขังที่เป็นหมอก็ได้มาช่วยงานเรือนพยาบาล คนเป็นวิศวกรก็ช่วยงานซ่อมบำรุง ผู้กำกับหนังก็มาช่วยงานสื่อสารในเรือนจำ คล้ากยกตัวอย่าง อดีตผู้ต้องขังและอดีตผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายเปิดร้านร้านคาเฟ่ใกล้เรือนจำด้วยการสนับสนุนจากผู้ต้องขังด้วยกัน จากนั้นเขาไปอบรมโปรแกรมคอมพิวเตอร์และขออนุญาตเจ้าหน้าที่เรือนจำเพื่อเข้าไปอบรมคอมพิวเตอร์ให้เพื่อนผู้ต้องขัง กิจกรรมทั้งหมดนี้มาจากการสนับสนุนของเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกันเอง หากมองในแง่ดีการพัฒนาทักษะอาชีพเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เป็นการจัดข่ายงานภาคีเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้ต้องขังสอดคล้องกับการบริหารเรือนจำแบบธรรมาภิบาล (Share Governance) แต่ในแง่ลบมันคือ กระบวนการกล่อมเกลาของแก็งค้ายาเพื่อบริหารทรัพยากร และกระจายสู่สมาชิกแก็ง โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ยาบ้า หรือ แอมเฟตามีน ซึ่งเป็นระบาดหนักในเรือนจำฟิลิปปินส์ 

ประเด็นที่ 2 กระบวนการกล่อมเกลาของชุมชนเรือนจำ (Prisonization) 

การทำความเข้าใจกระบวนการกล่อมเกลาชุมชนเรือนจำ ประตูบานแรกที่ต้องมองทะลุเข้าไปคือ กระบวนการเลือกผู้นำลักษณะต่างๆ และการกีดกันในบ้านหลังใหญ่ ผู้ต้องขังก็มีการเลือกตั้งหัวหน้า และตำแหน่งหัวหน้ามีแนวโน้มซ้อนทับกับแกนนำที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ หรือ กิจกรรมสร้างระบบนุ่มนวลในเรือนจำ นั่นเอง กรณีเรือนจำฟิลิปปินส์ การก้าวสู่การเป็นหัวหน้าแก็ง และบริหารอำนาจของหัวหน้าแก็งไม่ได้อยู่ในกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ หรือ การต่อสู้เก่งตามกฎแบบไฟต์ คลับ หากแต่เพราะเขาสามารถเข้าใจการควบคุมและบริหารจัดการข้างในเรือนจำเป็นอย่างดี ส่งผลให้เขาสามารถจัดการ กระจายทรัพยากร และเงินทุนแก่สมาชิกแก็งทั้งในและนอกเรือนจำ

การกล่อมเกลาชุมชนเรือนจำมองอีกนัยยะ ผู้ต้องขังรู้สึกถึงการเป็นสถาบัน การที่พวกเขาผ่านประตูเรือนจำเข้าไปพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันเรือนจำ ว่าแต่พวกเขาจะจัดการที่ทางให้ตัวเองอยู่ตรงไหน คนส่วนใหญ่ตั้งคำถามต่อเรือนจำที่สร้างระบบการกีดกัน (deprived) ของจากสังคมอิสรภาพ แต่คล้ากชี้ว่าจุดที่น่าสนใจมากกว่าคือ โอกาสของการฟื้นฟูชีวิต การยืนหยัดสภาพกายและจิตใจจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ค่อยๆ แง้มเปิดออกมา น่าเป็นประเด็นถกเถียงมากกว่า เพราะว่าไม่ใช่ทุกโครงการ และ กิจกรรมที่สร้างระบบนุ่มนวลจะฟื้นฟูสภาพกายและจิตใจผู้ต้องขังดีขึ้นได้

อย่างไรก็ดี อัตราผู้ต้องขังที่หวนกลับมาสู่เรือนจำของฟิลิปปินส์อยู่ในอัตราต่ำ ใกล้เคียงกับประเทศสแกนดิเนเวียน จากสมมุติฐานข้างต้นที่ผู้ต้องขังสามารถคงอัตลักษณ์ทักษะไว้ แล้วยังสามารถสะสมเรียนรู้ทักษะมาใช้ประโยชน์เมื่อพ้นออกจากเรือนจำแล้ว เป็นบริบททางวัฒนธรรมของเรือนจำฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นข้อดี แม้ว่าจะมีการคอรัปชั่นและการแก่งแย่งข้างในเรือนจำ

19 ผู้ค้ายาจากอาคาร 14 

เรื่องราวของเรือนจำนิวบิลิบิด (New Bilibid Prison) ตั้งอยู่ที่เมืองมันทันลูปา เป็นเรือนจำเก่าแก่ก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2483 ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เรือนจำนี้เป็นแหล่งรวมของผู้ต้องขังค้ายา อาชญากรรม ฆาตกรรมต่อเนื่อง ลักพาตัวและข่มขืน จากข้อมูลระบุว่าประชากรเรือนจำที่ต้องโทษคุมขังมาจากจังหวัดคาราบาซอน ทางตอนใต้และตอนกลางของมนิลา เพราะเป็นเรือนจำที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ทำให้ผู้ต้องขังคดีอาชญากรรมระดับครอบครัวถูกส่งมาที่นี่ ระบบการบริหารจัดการราชทัณฑ์ประจำภูมิภาคใต้จำลองคุณค่าและโครงสร้างมรดกของระบอบอาณานิคม ส่งผลต่อพัฒนากลไกควบคุมผู้ต้องขังอย่างเข้มงวด เรือนจำนิวบิลิบิดสะท้อนการควบคุมเพิ่มมากขึ้นกว่าการฟื้นฟูในปัจจุบัน ส่งผลต่อการบ่มเพาะความรุนแรงจากข้างในเรือนจำ สิ่งที่น่าสนใจคือสัดส่วนของผู้ต้องขังชาวต่างประเทศในคดียาเสพติดเป็นชาวจีนมากที่สุดถือเป็นสัดส่วน 3 เปอร์เซ็นต์ของผู้ต้องขังทั้งหมด จากการสืบสวนยังพบว่าผู้ต้องขังชาวจีนพัวพันกับตลาดค้ายาเสพติดที่มีเส้นสายเป็นนายตำรวจใหญ่ในมินดาเนา (อ้างอิงข้อมูลนี้จากสำนักข่าว RAPPLER ฟิลิปปินส์ ในข่าวออนไลน์ The inmates of New Bilibid Prison 16 พฤษภาคม 2561)

คล้าก ต้องการอธิบายว่าฉากชีวิตการต่อสู้ภายในเรือนจำนิวบิลิบิดนั้นสื่อสารอะไรแก่เราได้บ้าง ผู้ต้องขังมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นนักธุรกิจจากมินดาเนา ชาวประมงฟาร์มไข่มุกและพ่อค้าเทปผีซีดีเถื่อน ส่วนอีกกลุ่มทำอาชีพแตกต่างไป แต่จุดร่วมทั้งสองคือประกอบอาชญากรรมและสงสัยว่าก่อการร้าย คดีก่อการร้ายของมุสลิมเป็นประเด็นเปราะบางมากในรัฐบาลฟิลิปปินส์ คล้ากชี้โพรงว่า เมื่อไหร่ที่คนทำงานในเรือนจำเริ่มเข้าใจสเกลเพื่อรับมือกับแก็งสองกลุ่มนี้ คุณจะเริ่มปะติดปะต่อภาพความขัดแย้งระหว่างคนสองกลุ่มที่ลากเอาประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและวัฒนธรรมมาชนกัน คร่อมกัน และกดทับกัน คุณเองจะได้รับผลข้างเคียงของความขัดแย้งระหว่างหัวหน้าแก็งหลายกลุ่มด้วย และเมื่อนั้นความกังวลใจใหม่ๆ จะถูกสร้างขึ้นบนชุดความสัมพันธ์ภายในเรือนจำ

ประเด็นที่ 3 ข้อท้าทายที่ควรนำมาพิจารณาปรับปรุงเรือนจำ

การปฏิรูปเรือนจำธรรมาภิบาลส่งผลต่อทฤษฎีจัดการความเสี่ยงในแง่ปรัชญาความรู้อาชญาวิทยา การเปลี่ยนแปลงเพื่อออกแบบการเรียนการสอนใหม่ กรมราชทัณฑ์ต้องการเสริมสมรรถนะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้เป็นวิชาชีพที่มีความรู้ความสามารถ และการรับเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นในสัดส่วนพอๆ กับผู้ต้องขังมีความจำเป็นที่จะทำให้การควบคุมยังคงทำงานได้ ยกตัวอย่าง เรือนจำมีผู้ต้องขัง 2,000 คนผู้บัญชาการเรือนจำต้องรับเจ้าหน้าที่เข้ามาทำงานไม่ต่ำกว่า 30 คนในอัตราการกำกับเจ้าหน้าที่ 1 คน ต่อผู้ต้องขัง 80 คน ซึ่งยังต้องการพึ่งพาผู้ต้องขังในการไปทำงานกับเพื่อนผู้ต้องขังอีกชั้น 

ผู้เขียนไม่แปลกใจที่เจ้าหน้าที่เรือนจำต่างขวนขวายออกมาเรียนรู้เพิ่มเติม การยกระดับความเชี่ยวชาญในสาขาวิชา จิตวิทยาครอบครัว อาชญาวิทยา นิติจิตเวช ฯล ส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารเรือนจำหรือไม่ ผู้เขียนยังไม่อาจทราบได้ เพราะการจัดการในเรือนจำล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับนิยามอัตลักษณ์ การจำแนกแยกแยะ และการแยกบ้าน หรือแดน เพื่อรับมือเพื่อการกักกันได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นแก็งผู้ต้องขังใหม่ และ กลุ่มพ่อบ้านอยู่นาน ด้วยเทคโนโลยีเช่น CCTV เพื่อติดตามผู้ต้องขังและอนุญาตให้ผู้คุมปฏิบัติการทำงานในระบอบสอดส่อง "ไม่หยุดหย่อน ทำให้เข็ดหลาบ และก้าวร้าว" ซึ่งโดยค่าเฉลี่ยเรือนจำในประเทศที่พัฒนาแล้วแตกต่างจากประเทศกำลังพัฒนา โดยทั่วไป ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่จะมีแง่มุมการทำงานจัดการในเรือนจำอย่างไร

กรณีเรือนจำสังกัดกรมราชทัณฑ์ของฟิลิปปินส์นั้น มีความเชื่อมั่นต่อการจัดการควบคุมย่อมต้องการงบประมาณสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลงทุนกับสมรรถนะเจ้าหน้าที่และเทคโนโลยี รัฐบาลต้องการสร้างองค์ความรู้ในการจัดการเรือนจำและปรับตัวตอบสนองทรัพยากรที่หลั่งไหลมาจากภายนอก แม้ว่าการรับรู้ของสาธารณชนต่อปัญหาอาชญากรรมจะเพิ่มมากขึ้นทำให้เป็นพลังสนับสนุนการทำงานของกรมราชทัณฑ์ที่เรียกว่า รัฐบาลกำลังอุทิศตนทำงานหนักบนอาชญากรรม ซึ่งเป็นความจริงของงบประมาณที่จมลงมากกับมวลมหาผู้ต้องขังที่ล้นท่วมเรือนจำ ประเด็นที่สำคัญคือไม่ค่อยมีใครตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมที่ตัดสินผู้คนเหล่านี้มาจากหลักกฎหมาย หลักศีลธรรมที่เที่ยงธรรมเพียงพอหรือไม่

เรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการเรือนจำ

1) การสร้างสภาพแวดล้อมชุมชนผู้ต้องขังที่ยอมรับการปรับพฤติกรรม พวกเขาจะไม่ต่อต้านตรรกะ ที่เขาต้องปรับพฤติกรรมเพราะเขาเคยทำร้ายคนอื่น รวมทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต หากแต่ในเรือนจำส่วนหมากแม้แต่เรือนจำออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกาเองกลับเน้นควบคุมพฤติกรรม การใช้ความรุนแรง การคอรัปชั่นยิ่งบ่มเพาะความรุนแรงจากข้างในเรือนจำ ซึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากชี้ว่าครอบครัวมีความสำคัญแม้ถูกกักกันเข้มงวด พวกเขาก็จะยอมรับมองการฟื้นฟูชีวิตในแง่ดีมากกว่า

 2) การสนับสนุนทางสังคม (Social support) ไม่มีระบบ หรือ ขาดกลไกที่จะรับมือกับชีวิตข้างนอกและชีวิตข้างในเรือนจำ คือบริการต่างๆ ที่เข้าไปทำหน้าที่ในเรือนจำ อาหารครบถ้วนมีคุณภาพ การบริการสุขภาพ การส่งเสริมอาชีพ การศึกษา หน่วยบริการเหล่านี้มีส่วนช่วย ชีวิตข้างนอก และ ชีวิตข้างในเรือนจำ ไม่ให้แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แตกต่างเพียงถูกจำกัดเสรีภาพจากมูลเหตุ

ประเด็นสุดท้าย ความสมดุลในการสร้างธรรมาภิบาลภายในกลุ่มหลากหลายของผู้ต้องขังเอง ขณะเดียวกันการทำงานมุ่งเป้าต้องเข้าไปจัดการกับโครงสร้างและระบบงานเรือนจำให้ลดการลงโทษทางสังคมเพื่อลดอิทธิพลของแก็ง และลดการลงโทษกีดกันลง

คล้ากผูกพันกับประเทศฟิลิปปินส์ และอดีตผู้ต้องขังแก็งค้ายา อดีตผู้ต้องขังบางคนเป็นเพื่อนร่วมงานตลอดสิบปีที่คล้ากลงสนามศึกษาเรือนจำที่ฟิลิปปินส์ ในแง่มุมของวิธีการเชิงชาติพันธุ์วรรณนาที่ศึกษาชีวิตผู้คนเคารพในผู้คน คล้ากข้ามเส้นแบ่ง (cross the line) ที่ขีดไว้ได้อย่างอัศจรรย์ใจ ทั้งในแง่วิธีการเอาตัวเข้าไปในสนาม จริยธรรมและความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรือนจำอย่างยาวนาน เราสามารถถอดบทเรียนเครื่องมือการเรียนรู้และจริยธรรมของนักวิชาการในสนามความเสี่ยงได้ 

ประเด็นสุดท้ายที่หนังสือเล่มนี้จะยังประโยชน์ให้แก่แวดวงคนทำงานเรือนจำศึกษา คือ บทเรียนของประเทศฟิลิปปินส์มาถึงจุดสำคัญ ที่คนในสังคมเริ่มมองหาทางเลือกในการทำงานกับอาชญากรรมด้วยตนเอง แทนที่การฟังคำสัญญาเลื่อนลอยของประธานาธิบดี ยืนยันคำถามแรกที่ควรถาม สังคมที่มีการพัฒนาตลาดยาเสพติดขึ้นมาช้าๆ เป็นสิ่งเดียวกับการเกิดขึ้นอาชญากรรมใช่หรือไม่ ถ้าเราไม่มองไปที่ทางตอนใต้ที่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความสัมพันธ์ระหว่างทหารและการก่อการร้าย หนังสือเล่มนี้พูดถึงอาชญากรรมคดียาเสพติด และตั้งคำถามชวนใคร่ครวญว่าทำไมคนจึงหันไปหายาเสพติดมากขึ้นทุกปี ที่หนักหนาสาหัสคือการคนหนึ่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มันเหมือนลื่นไถลจากถนนลาดชัน เพราะความเชื่องช้าของกระบวนการยุติธรรมและขาดการสนับสนุนจากสังคมที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตในเรือนจำ การทำงานหนักที่เกี่ยวกับอาชญากรามไม่ใช่เพียงปรับปรุงระบบเรือนจำเท่านั้น แต่เชื่อมโยงกับระบบยุติธรรมซึ่งยากที่จะยกเครื่องใหม่ให้ทันต่อสถานการณ์ ในความเห็นของคล้ากมองว่าระบบยุติธรรมของฟิลิปปินส์พังพาบไปแล้ว

(สัปดาห์หน้าอ่าน เรือนจำไทยแลนด์ ก็อท ทาเลนท์ ในกระแสการปฏิรูปเรือนจำ)

อ้างอิง 
Austin, J., & Irwin, J. (2011). It's about time. Belmont, CA: Wadsworth.
DiIulio, J. J. (1987). Governing prisons. New York, NY: Free Press.
Fong, R. S. (1990). Organizational structure of prison gangs. Federal Probation, 54,36-43.
Irwin, J., & Cressey, D. R. (1962). Thieves, convicts and the inmate culture. Social Problems, 10, 142-
155.
Clarke Jones & Raymond E Narag, (2018). "Inmate Radicalisation and Recruitment in 
Prisons".Routledge.
Marquart, J. W., & Crouch, B. M. (1985). Judicial reform and prisoner control: The impact of Ruiz v. 
Estelle on a Texas penitentiary. Law and Society Review, 19,557-586.
Raymund E. Narag1 and Clarke R. Jones (2017).Understanding Prison Management in the 
Philippines: A Case forShared Governance The Prison Journal2017, Vol. 97(1) 3–26
Schlanger, M. (2006). Civil rights injunctions over time: A case study of jail and prison court orders. New York University Law Review, 81, 550-630.

เกี่ยวกับผู้เขียน: สุมนมาลย์ สิงหะ เป็นนักเรียนมานุษยวิทยาการแพทย์ มีโอกาสไปประชุม อบรมร่วมกับเอ็นจีโอและลงพื้นที่กลุ่มเกษตรกรประเทศฟิลิปปินส์ในช่วงปี 2549-2553 ปัจจุบันเป็นนักวิจัยนโยบายสุขภาพและสังคม การเขียนบทความสั้นนี้ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่ได้รับเงินสนับสนุนใดๆ จากกรมราชทัณฑ์

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

สุรพศ ทวีศักดิ์: สังคมตรรกะป่วย

Posted: 01 Sep 2018 02:09 AM PDT

"...จะเห็นว่าไม่มีประชาชนออกมาชุมนุมปิดทำเนียบรัฐบาลเหมือนอดีตที่ผ่านมา 
ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลไปปิดกั้นการแสดงออก 
แต่ว่าทุกจังหวัดล้วนมีศูนย์ดำรงธรรมที่ประชาชนสามารถไปร้องเรียนได้..."

วิษณุ เครืองาม 
ที่มา https://www.prachachat.net/politics/news-211853

คำว่า "ตรรกะป่วย" เห็นคนใช้กันมากทางเฟสบุ๊ค เพื่อให้ภาพการเสนอความคิด เหตุผลในการตัดสินจริง เท็จ ถูก ผิด ควร ไม่ควรทางสังคมและการเมืองในวิกฤตความขัดแย้งกว่าทศวรรษ โดยเฉพาะการเสนอความคิด เหตุผลในยุค คสช.

ศัพท์ทางวิชาการ ใช้คำว่า "ตรรกะวิบัติ" หรือ "เหตุผลวิบัติ" (fallacy) หมายถึง การอ้างเหตุผลอย่างผิดๆ คือข้ออ้างไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนข้อสรุป เนื่องจากเหตุผลที่ยกมาอ้างไม่จริงหรือไม่เกี่ยวกับการพิสูจน์ให้เชื่อได้ว่าหรือควรยอมรับได้ว่าข้อสรุปจริง ถูก หรือควรจะเป็นเช่นนั้น แต่ตรรกะป่วยดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าตรรกะวิบัติ ในแง่หนึ่งตรรกะวิบัติเป็นส่วนหนึ่งของตรรกะป่วย เพราะผู้ที่ใช้ตรรกะป่วยก็มักจะใช้ตรรกะวิบัติเสมอ แต่ความเป็นตรรกะป่วยที่เกินไปจากตรรกะวิบัติคือ ตรรกะป่วยมันคือการแสดงถึงความเหลวไหล วิปริตผิดเพี้ยน (absurdity) อันเนื่องมาจากการยืนยันหลักการหรือระบบที่ผิดเพี้ยน

พูดให้ชัดคือ เมื่อคุณยึดถือหลักการหรือระบบที่ผิดเพี้ยนว่าเป็นหลักการหรือระบบที่ถูกต้องชอบธรรม คุณก็อ้างเหตุผลผิดเพี้ยนต่างๆ มาสนับสนุนหลักการหรือระบบเช่นนั้น ในทางตรรกวิทยา (logic) คุณกำลังใช้เหตุผลวิบัติ และใช้มันเพื่อสนับสนุนหลักการหรือระบบที่ผิดเพี้ยน มันจึงเป็นการสร้างความจริง,เท็จ, ถูก,ผิด, ควร,ไม่ควรในทางการเมือง, ความยุติธรรม, กฎหมาย, ศีลธรรมให้วิปริตผิดเพี้ยนไปหมด แม้แต่ความหมายของการโกง, การสร้างความแตกแยก, ความปรองดอง, ความสงบสุข, ความมั่นคง ฯลฯ ก็วิปริตผิดเพี้ยนไปหมด 

ตรรกะป่วยที่สร้างความวิปริตผิดเพี้ยนเหล่านั้น สะท้อนให้เห็นสภาวะสังคมการเมืองไทยที่ติดตัน เป็นสังคมการเมืองที่ไม่สามารถใช้เหตุผลถกเถียงอย่างเสรีและเท่าเทียมเพื่อสร้าง "ฉันทามติร่วมกัน" ได้ วันๆ จึงมีแต่การใช้ตรรกะป่วยเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาที่แท้จริง และปิดกั้นการหยิบยกปัญหาที่แท้จริงมาพูดและร่วมกันหาทางออกอย่างฉันท์มิตร

ตัวอย่างคำพูดของวิษณุ เครืองาม ข้างต้น คือ "ตรรกะป่วย" ที่เราเห็นอยู่เสมอ เป็นตรรกะที่ใช้โฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล แต่มันไม่ใช่ความจริงที่ว่าประชาชนไม่ชุมนุมเพราะรัฐบาลไม่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก และเพราะมีศูนย์ดำรงธรรม ความจริงก็คือรัฐบาล คสช.เกิดจากรัฐประหารล้มล้างอำนาจ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน เสรีภาพในการแสดงออกตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนจึงถูกล้มไปแล้ว ตั้งแต่รัฐประหาร 2557 จนปัจจุบัน 

แต่ทั้งๆ ที่รู้ว่ารัฐบาล คสช.ล้มอำนาจ สิทธิและเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนไปแล้วตั้งแต่เกิดรัฐประหาร และปัจจุบันก็ยังมี ม.44 และคำสั่ง คสช.ฉบับต่างๆ ที่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และมีประชาชนจำนวนมากถูกดำเนินคดี ติดคุกเพราะแสดงความคิดเห็นและเคลื่อนไหวทางการเมือง วิษณุก็ยังพูดหน้าตาเฉยว่ารัฐบาล "ไม่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก" ถ้าไม่จงใจโกหกก็อาจกำลังพูดถึง "เสรีภาพในการแสดงออก" ในความหมายที่ "ผิดเพี้ยน" ไปจากเสรีภาพในการแสดงออกตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน นี่ก็เป็นตรรกะป่วยที่ทำให้ความหมายของเสรีภาพในการแสดงออกผิดเพี้ยนไป

เหมือนกับที่อำนาจเผด็จการยุคนี้ทำให้ความหมายของ "กฎหมาย" ผิดเพี้ยนไป เพราะเกณฑ์ตัดสินความเป็นกฎหมายที่ยุติธรรมตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนนั้น ต้องเป็นกฎหมายที่สะท้อน "เจตจำนงทั่วไป" (general will) ของประชาชน ซึ่งแปลว่าอำนาจที่บัญญัติกฎหมายต้องมาจาก "ความยินยอม" (consent) ของประชาชนด้วย  ไม่ใช่กฎหมายที่บัญญัติขึ้นตามอำเภอใจของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกลุ่มใดๆ ที่มีอภิสิทธิ์เหนือหลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความยินยอมของประชาชน

ตรรกะป่วยที่สร้างความวิปริตผิดเพี้ยนของกฎหมายและสิ่งอื่นๆ เกิดจากการยืนยันหลักการหรือระบบที่ผิดๆ คือระบบอำนาจเบ็ดเสร็จของรัฐบาลทหารว่าเป็นระบบที่ชอบธรรม จึงทำให้พยายามอ้างเหตุผลต่างๆ นานามาสนับสนุนการยืนยันเช่นนี้ แต่ยิ่งนานไปยิ่งเท่ากับเป็นการเดินสวนทางหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนยาวนานมากขึ้นเรื่อยๆ ความวิปริตผิดเพี้ยนยิ่งพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ

แต่สังคมที่สร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ เขาเริ่มต้นจากการประกาศสถาปนาหลักการที่ถูกต้องเป็นคุณค่าหรืออุดมการณ์สูงสุดที่ทุกคนควรยึดถือร่วมกันก่อน แล้วจึงอ้างอิงอุดมการณ์นั้นในการบัญญัติกฎหมายกำหนดให้สถาบันทางการเมือง กองทัพ ศาล ระบบราชการ การศึกษา และอื่นๆ ให้มีสถานะ อำนาจ และบทบาทสอดคล้องกับหลักการที่ถูกต้องนั้น เช่นการสร้างประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา เริ่มจากคำประกาศอิสรภาพ (United States Declaration of Independence) ที่ยืนยันหลักการเสรีนิยมและอำนาจรัฐบาลจากความยินยอมของประชาชนไว้ชัดเจนแต่เริ่มแรกว่า 

เราให้การยอมรับในความจริงที่ชัดแจ้งในตัวเองว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเสมอภาคกัน เราได้รับสิทธิและเสรีภาพจากพระผู้สร้างอันมิอาจถูกพรากไปได้ ได้แก่สิทธิในชีวิต อิสรภาพ และการแสวงหาความสุข และเพื่อธำรงไว้ซึ่งสิทธิดังกล่าว เราต้องจัดตั้งรัฐบาลที่ประกอบด้วยประชาชน เพื่อใช้อำนาจปกครองอย่างเป็นธรรมโดยความยินยอมของประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครอง และเมื่อใดที่รัฐบาลไม่ว่าในรูปแบบใดกลายเป็นอุปสรรคทำลายเป้าประสงค์ดังกล่าว นั่นย่อมเป็นสิทธิของประชาชนที่จะเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างรัฐบาลนั้น เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่และวางรากฐานหลักการดังกล่าวขึ้นมาใหม่ ...

แปลว่า เขาสร้าง "ชาติ" ขึ้นบนพื้นฐานความเชื่อ "คนเท่ากัน" ทุกคนจึงมีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกัน และมีอำนาจเท่าเทียมกันในการยินยอมให้ใครเป็นรัฐบาล (เป็นต้น) และรัฐบาลนั้นต้องใช้อำนาจปกครองเพื่อธำรงไว้ซึ่งหลักการสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค หากทำในทางตรงกันข้าม ประชาชนย่อมมีสิทธิเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างรัฐบาลนั้นได้ 

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคที่พระเจ้าประทานมาแก่ทุกคนพร้อมการเกิดมีความหมายเชิงนามธรรมเท่านั้น แต่จะมีความหมายในทางปฏิบัติจริงหรือมีกฎหมายรับรอง ย่อมอยู่ที่ประชาชนต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐบาลที่มาจากอำนาจของประชาชน และเป็นรัฐบาลที่สามารถบัญญัติกฎหมายและอื่นๆ ที่ทำให้หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ

โดยข้อเท็จจริงแล้ว หลังประกาศอิสรภาพในปี 1776 สหรัฐฯยังมีระบบทาส แต่หลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในคำประกาศอันเป็น "สัญญาประชาคม" นี้ ได้ถูกอ้างอิงในการต่อสู้เพื่อเลิกระบบทาสได้สำเร็จในสมัยประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น แต่หลังจากเลิกระบบทาสแล้ว ก็ยังมีกฎหมาย "แบ่งแยก" กีดกันคนผิวดำจากการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะต่างๆ ร่วมกับคนผิวขาว เช่นแบ่งแยกการใช้ห้องน้ำ รถโดยสารประชำทาง สวนสาธารณะ ภัตตาควร โรงละคร โรงเรียน รวมถึงไม่ให้สิทธิเลือกตั้ง การศึกษา การมีงานทำแก่คนผิวสีเท่าเทียมกับคนผิวขาว เป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิพลเมือง (The Civil Rights Movement) จากคนเล็กคนน้อยในสังคม จนกระทั่งกลายเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่แผ่กว้างโดยการนำของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ที่เสนอความคิดอย่างมีพลังว่า "ประชาชนมีหน้าที่ทางศีลธรรม (moral duty) ที่จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอันอยุติธรรม" จึงนำมาสู่การออกกฎหมายรับรองสิทธิเท่าเทียมด้านต่างๆ ของคนผิวสี 

แน่นอนว่าหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ที่ถือเป็น "ค่านิยมอเมริกันชน" ยังถูกอ้างอิงเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมทางเพศและอื่นๆ ต่อเนื่องมาไม่สิ้นสุด และเป็นบทเรียนให้ประชาชนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ต้องการเสรีภาพและประชาธิปไตยได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้

ปัญหาของบ้านเราคือ ประกาศคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ว่า "จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่) จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ…" แทบจะไม่ได้ถูกทำให้กลายเป็น "ความทรงจำร่วม" หรือ "สำนึกร่วม" ของประชาชนผ่านระบบการศึกษาและพิธีการใดๆ ของรัฐ สังคมเราจึงไม่สามารถสร้างสำนึกร่วมในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค และทำให้เป็นจริงในรูปของระบบการปกครอง การบัญญัติกฎหมายที่กำหนดสถานะ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ สถาบันทางการเมือง กองทัพ ศาล ระบบราชการ ระบบการศึกษาและอื่นๆ ให้เป็นประชาธิปไตยและสนับสนุนการยึดถือหลักแห่งสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคเป็นคุณค่าสูงสุดหรืออุดมการณ์สูงสุดในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมหรือเป็นชาติได้

ด้วยเหตุนี้เราจึงเป็น "สังคมตรรกะป่วย" เพราะเป็นสังคมที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยที่ใช้ตรรกะป่วยหล่อหลอมกล่อมเกลาและครอบงำประชาชน ด้วยการสร้างความหมายของประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม กฎหมาย ศีลธรรม ฯลฯ ที่ต้องอยู่ภายใต้ "ความเป็นไทย" ที่ทำให้ความหมายแท้จริงหลักการเหล่านั้นผิดเพี้ยนไปจากเดิม

ความขัดแย้งของสังคมที่เราเผชิญมาตั้งแต่ปฏิวัติสยาม 2475 จนปัจจุบัน จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนขัดแย้งแตกแยกกันเอง แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอภิสิทธิ์ชนส่วนน้อยที่ผลิตสร้างและผลิตซ้ำตรรกะป่วยเพื่อรักษา "ความมั่นคง" แห่งสถานะ อำนาจ และผลประโยชน์ของพวกเขากับประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการสร้างอำนาจ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้เป็นจริง
 

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

ใบตองแห้ง: โกรธเฌอปราง?

Posted: 01 Sep 2018 02:08 AM PDT

พลันที่มีข่าวเฌอปราง BNK48 จะเข้าทำเนียบพบ "ลุงตู่" รับประกาศนียบัตรขอบคุณ ที่ยินดีเป็นพิธีกรเดินหน้าประเทศไทย โดยไม่รับค่าตอบแทน เหล่าโอตะผู้รักประชาธิปไตยในโลกออนไลน์ ก็แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือฝ่ายที่ ยัวะเฌอปรางว่ารับใช้เผด็จการ และฝั่งที่เห็นใจ ว่าเมื่อผู้มีอำนาจต้องการ เธอมีสัญญาผูกมัดกับบริษัทก็ปฏิเสธไม่ได้

ทำไมต้องเป็นเฌอปราง ทำไมไม่เกิดกระแสกับดาราคนอื่น น่าจะเพราะ BNK เป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเสพสื่อใหม่ ไม่ดูทีวีไม่ดูละครหลังข่าวกันแล้ว

ยิ่งกว่านั้น "จุดขาย" ของ BNK ยังเป็นการทำให้ไอดอลดู "มีสมอง" มีความคิดอ่านเป็นของตัวเอง เรียนเก่ง เป็นนักวิจัย เป็นนักวิทยาศาสตร์ สนใจประเด็นทางสังคม รักสัตว์ป่า รัก สิ่งแวดล้อม ปกป้องสิทธิสตรี เคารพสิทธิส่วนบุคคล หรือบางคนก็อยากมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ จนทำให้ "ฝ่ายก้าวหน้า" จำนวนหนึ่งเป็นปลื้ม

แต่อันที่จริง BNK ก็ไม่เคยแสดงทัศนะต่อประเด็นแหลมคม ไม่ว่าทางการเมืองหรือสังคม ซึ่งเข้าใจได้ ธุรกิจไอดอลอยู่บนความนิยม จะยุ่งกับปมขัดแย้งได้อย่างไร ก็พูดได้แต่เรื่องสวยๆ กว้างๆ เท่านั้น

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เรื่องรักเด็กรักษ์โลกรักษ์ สิ่งแวดล้อม ไม่รังเกียจคนจน อะไรเทือกนี้ เป็นประเด็นตื้นๆ ที่ดาราเซเลบใช้พรีเซนต์มา 20-30 ปี ตั้งแต่สมัย ปุ๋ย รักเด็ก เพียงยกระดับไปตามยุคสมัยเท่านั้น

ฉะนั้นมองมุมไหน ก็ไม่เห็นต้องผิดหวังหรือตีโพยตีพายกับเฌอปราง ทำไมต้องคิดว่าเธอเป็นฝั่งไหน เธอเป็นแค่ไอดอลที่เดี๋ยวก็จบการศึกษา วันหนึ่งข้างหน้าก็อาจจบ ดร. มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ สสวท. เธอชอบหรือไม่ชอบลุงตู่ ก็เก็บไว้ในใจ เรื่องอะไร จะต้องแสดงออกให้ตัวเองเดือดร้อน สังคมไทยก็เป็นแบบนี้

เออ ถ้าเป็นมันแกว นมคุณธรรม ไปออกเดินหน้าประเทศไทยสิ โป้งเลย ผิดหวังอย่างแรง
 

พูดอย่างนี้ไม่ใช่บอกให้อยู่เฉยๆ ใครไม่เห็นด้วยก็เลิกติดตาม เลิกเป็นโอตะ หรือแสดงออกว่าไม่ยอมรับนะ คุณไปจับมือ คนที่เราต่อต้าน เราไม่จับมือคุณ ฯลฯ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องโกรธ และเข้าใจ ที่สำคัญคือเข้าใจทางเลือกของชีวิตคน ในวิถีสังคมไทย รวมถึงเข้าใจยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้กุมอำนาจ

2-3 สัปดาห์ก่อนมีอดีตนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้า โพสต์เตือนเพื่อนนักกิจกรรมว่า การต่อต้านเผด็จการไม่ใช่หน้าที่ เพราะประเทศนี้ไม่ได้ใจกว้าง การเคลื่อนไหวอาจกระทบชีวิตการงาน อนาคต ยิ่งถ้าต้องเดือดร้อนหาเงินประกันตัว แม้ประเทศนี้ต้องการผู้เสียสละ แต่ครอบครัวและคนที่คุณรัก อาจไม่พร้อมไม่ใจกว้างพอให้เสียสละ

แหงละ โดนด่าขรมเลย ทั้งที่ไม่เห็นด้วยก็น่าจะเข้าใจได้ ไปถามอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ หรือญาติวีรชนทุกยุคทุกสมัยสิ ว่ารู้สึกอย่างไร สังคมไทยคนเสียสละมีแต่ตายฟรี คนสอพลอบริกร รู้หลบเป็นหลีกมีแต่ได้ดี

ยิ่งโลกเปลี่ยนไป ชีวิตคนมีทางเลือกหลากหลายขึ้น แม้ความรักประชาธิปไตยเป็นหนึ่งในนั้น ก็ไม่ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ที่สำคัญ อุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ได้เชื่อในการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน แบบ "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" ไม่สามารถทำให้คนพร้อมยอมตายแบบอุดมการณ์จารีตคลั่งชาติศาสนา เว้นแต่ถูกย่ำยีบีฑาจนหมดทางเลือก

เผด็จการรัฐพันลึก แม้ไม่ฉลาด แต่ก็รู้จักสังคมไทยดี รู้วิธีสร้างอำนาจบังคับ จับกุมคุมขังตั้งข้อหา ปรับทัศนคติ แต่ "ไม่มีใครตาย" ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหารไม่เป็นไร ให้อยู่เฉยๆ ก็ยังทำมาหากิน ใช้ชีวิตชิกๆ ชิลชิลได้ แม้อาจมีคนไม่ชอบไม่พอใจจำนวนมาก ก็ไม่มีทางออก บนพื้นฐานที่สังคมแตกแยก หาฉันทามติไม่ได้ คนจำนวนหนึ่งหนุน คนจำนวนมากกว่า ยึดประโยชน์เฉพาะหน้า ก็หยวนยอมไป

ความหวังของผู้กุมอำนาจ คือหวังว่าหลังจากอยู่อย่างนี้ 5 ปี อยู่ใต้การสืบทอดอำนาจอีก 5 ปี คนไทยจะชินไปเอง ลืมแล้วว่าเคยมีเสรีภาพประชาธิปไตย คนรุ่นใหม่เติบโตมาก็จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัย เป็น AI สตาร์ตอัพ สร้างตัวสร้างฐานะ รักพ่อรักแม่รักครอบครัว รักสิ่งแวดล้อม ขี่จักรยาน เคารพสิทธิ ผู้อื่น สิทธิสตรี สิทธิ LGBT สิทธิคนพิการ เป็นคนดี รู้จักหน้าที่ มีวินัย

แต่สิ่งที่อยากลบหายไปคือความคิดต่อต้านระบบ ทวงอำนาจ ตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจ และความเหลื่อมล้ำ

นั่นแหละสิ่งที่ผู้มีอำนาจอยากให้ BNK เป็น อยากให้คนรุ่น ต่อไปเป็น ซึ่งก็มีคำถามว่าทำได้จริงหรือ แถมยังต้องคงอำนาจให้เป็นเอกภาพ กุมสภาพบังคับ ในระดับนี้ไปอีกนาน ต่อให้สืบทอดอำนาจได้ ก็ไม่ใช่จะกุมได้ทุกอย่าง

 

ที่มา: www.khaosod.co.th/hot-topics/news_1515646

 

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai

เมื่อพหุวัฒนธรรม .......ไม่ใช่คนกับคนอีกต่อไป

Posted: 01 Sep 2018 02:08 AM PDT

พหุวัฒนธรรม (MULTICULTURAL) คือ การอยู่รวมกลุ่มของคนที่มีความหลากหลายทางด้านต่างๆ เช่น ภาษา ศาสนา การแต่งกาย หรือสิ่งที่มีความหลาหลายมาผสมกลมกลืนกัน แต่อาจจะไม่กลมกลืนกันสักทีเดียว ซึ่งพหุวัฒนธรรมถูกนำมาเปรียบเทียบเป็นสิ่งต่างๆเพื่อให้เกิดภาพอย่างชัดเจน เช่น มีการเปรียบเทียบว่าเป็น พิซซ่า ที่มีการผสมโดยใช้ส่วนผสมต่างๆ และทำให้เกิดความรู้สึกว่าสิ่งนี้ คือ พิซซ่า หรือในแคนาดา มีการเปรียบเทียบว่าคือ สลัด ที่มีการผสมกันของผัก ที่หลากสีหลากรสชาติ และถูกมองว่าสิ่งนี้คือสลัด หากลองพิจารณาอย่างประเทศไทย พื้นที่ภาคใต้มีการเรียกชุมชนบางชุมชนว่า "ชุมชนไข่แดง" ซึ่งผู้เขียนคิดว่าการเปรียบเทียบลักษณะนี้มีความคล้ายคลึงกับการเปรียบเทียบของชาติตะวันตก 

ชุมชนไข่แดง ในที่นี้คือ พื้นที่ภาคใต้บางหมู่บ้านมีชาวมุสลิมเป็นส่วนใหญ่เปรียบเสมือนไข่ขาวที่มีมากกว่าไข่แดง ส่วนไข่แดงนั้นเปรียบเสมือน ชาวพุทธ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างกลมกลืม หากไม่มองในประเด็นความรุนแรงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในคำเปรียบเทียบดังกล่าวนี้คือ ทั้งไข่แดงและไข่ขาวมีการรวมกันและถูกมองอย่างกลมกลืมว่า คือ ไข่ แต่หากมองในความรุนแรงนั้น การที่มีการผลิตซ้ำ ว่า ภาคใต้ทะเลาะกันทางศาสนา ผู้เขียนเห็นว่าประเด็นนี้เป็นปัจจัยที่น้อยมาก และสื่อที่นำเสนอก็อาจจะไม่เสนอข้อมูลในพื้นที่ที่เป็นความจริงแต่ต้องเชื่อฟังคำสั่งรัฐบาลหรือทหารมากกว่า ทำให้คนนอกพื้นที่เกิดภาพลบกับพื้นที่ภาคใต้ และปัจจุบันพูดถึงภาคใต้คนก็นึกถึงระเบิด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วความเป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้และคนท้องถิ่นมีความแตกต่างจากสื่อมากจากการได้ลงพื้นที่ไปสัมผัสจริง แท้จริงแล้วความหลากหลายทางวัฒนธรรมสามารถที่จะรวมกันได้เป็นหนึ่งเดียวแม้ว่าจะไม่กลมกลืนแต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการยอมรับ รับฟัง เคารพ และไม่ตัดสินว่าใครแตกต่าง หรือไม่ดูถูกเหยียดหยามว่าคนนั้นต่ำ ด้อยกว่าตน 

ทั้งนี้อัตลักษณ์จึงมีความสำคัญในการที่ปัจเจกมีความสำคัญกับสังคม กำหนดบทบาทหน้าที่และคุณค่า ซึ่งมีการใช้สัญลักษณ์(Symbols) โดยการแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องในมิติภายใน มีการแบ่ง อัตลักษณ์ทางสังคมออกเป็นสองระดับ คือ อัตลักษณ์บุคคล(Personal identity) และอัตลักษณ์ทางสังคม(Social identity) ทั้งนี้อัตลักษณ์ สามารถแสดงออกมา ทั้งสิ่งที่เป็นตัวเองและสิ่งที่ถูกคนอื่นมอง อธิบายง่ายๆ คือสิ่งนี้ คือตัวเรา แบบของเรา ส่วนสิ่งที่คนอื่นมองหรือตัดสินเรามาอาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ถือเป็นลักษณะส่วนบุคคล (Personality) เช่นเดียวกัน อัตลักษณ์ทางสังคมของแต่พื้นที่มีความแตกต่างกัน

ประเด็นที่น่าสนใจนอกจากการที่ทุกสังคมมีความหลากหลายวัฒนธรรม สิ่งที่ในสื่อตะวันตกได้จัดทำนั้นบางอย่างที่เกินจริงในอดีต กลายเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน และจะสมจริงมากกกว่านี้ในอนาคต โดยเฉพาะหุ่นยนต์สมัยใหม่ที่ความเสมือนจริงมากยิ่งขึ้น และเป็นที่รู้จักมากขึ้น ในนามของ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) คือการสร้างสิ่งไม่มีชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นจากวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรม และศาสตร์อื่นๆให้เหมือนสิ่งมีชีวิตจริงๆ ที่ปัจจุบันปี 2018 มีความก้าวหน้าจนรู้สึกว่า ล้ำหน้าและน่ากลัวในขณะเดียวกัน อาทิ Sophia the Robot ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ถูกออกแบบให้มีการแสดงหน้าตาได้หลายอารมณ์และโต้ตอบได้ ทั้งนี้ยังเป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับสัญชาติ ซาอุดิอาระเบีย และได้รับสัมภาษณ์ ผ่านรายการโทรทัศน์ แต่แน่นอนว่า ถูกนิยามว่าเป็นหุ่นยนต์ ไม่ใช่คน ซึ่งตรงนี้เป็นการสะท้อนสังคมเช่นกัน ขนาดมนุษย์ด้วยกันเองยังคงมีการเหยียด และดูถูกกัน และเลือกที่จะไม่ยอมรับในคนบางกลุ่มเช่นกัน หากอนาคต มีหุ่นยนต์มากขึ้นจริงๆ สังคมจะเป็นเช่นไร

นอกจากนี้มีเรื่องของ การพ้นความเป็นมนุษย์ (Transhumanism) หากใช้คำว่าพ้นมนุษย์อาจจะดูรุนแรงไป transhumanism มีความน่าสนใจและหวาดเสียวในขณะเดียวกัน คือ มีการคิดค้นการฝังบางสิ่งที่ล้ำหน้า ลงในร่างกายเพื่อใช้ควบคุมสิ่งต่างในชีวิตประจำวันเพื่อความสะดวกรวดเร็วและแก้ปัญหา เช่นฝังอุปกรณ์ลงในร่างกาย(Cybernatics) เพื่อแก้ไขปัญหาการลืมกุญแจ ซึ่งเกิดขึ้นจริงแล้ว ส่วนตัวมองว่าในความเป็นจริงต้องขนาดนี้หรือไม่ แต่หากมองอีกมุมมันสะท้อนให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์และสมองของมนุษย์ถูกพัฒนาให้ก้าวหน้ามากขึ้น จากสิ่งที่เคยเป็นจินตนาการอาจเป็นไปไม่ได้แต่ก็เป็นไปได้แล้ว ถือว่ามนุษย์ประสบความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง 

เมื่อถึงวันที่เราไม่สามารถแยกออกได้ว่าใครเป็นมนุษย์จริงหรือไม่ก็น่าคิดว่า อนาคตที่เราอาจจะยังมีชีวิตอยู่ หรือไม่มีชีวิตอยู่แล้วนั้น แนวคิดพหุวัฒนธรรมในยุคนั้นจะมีลักษณะเช่นไร เพราะว่าขนาดมนุษย์ด้วยกันเองยังไม่มีความเท่าเทียมกันในทุกเรื่อง พหุวัฒนธรรมในหลายๆพื้นที่ยังคงมีปัญหา ถามว่าในโลกแห่งอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้น คนกับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ และ Transhuman จะอยู่ร่วมกันอย่างไรอย่างสันติสุข และเกิดปัญหาน้อยที่สุดได้หรือไม่
   

อ้างอิง
1.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสังคมวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
2. งานเสวนา MUITI ED TALKS ว่าด้วยความคิดและทิศทางพหุวัฒนธรรมศึกษาในโลกศตวรรษที่ 21 บรรยาย โดย 1.รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล 2. อ.ดร.ภักดีกุล รัตนา 3. อ.ดร.ออมสิน จตุพร 
3.พุทธในหมู่มุสลิม: ความอยู่รอดของชุมชนไข่แดง สมอุษา บัวพันธ์ และ FT Media & Friend

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai