โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info 'ยิ่งลักษณ์' สวน 'ประยุทธ์' ยันไม่ใช่แค่เตรียมการ แต่ยึด-ถอนเงินในบัญชีตนไปแล้ว...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพฤหัสบดีที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ความเห็นและข้อเสนอจากกรรมการสิทธิฯ ในรายงานสลายชุมนุมปี 53

Posted: 08 Aug 2013 09:58 AM PDT

อ่านผลสอบและข้อสรุปจากกรรมการสิทธิฯ กรณี นปช. ชุมนุม 12 มี.ค. - 19 พ.ค. 53 ชี้การชุมนุมอยู่นอกเหนือขอบเขตที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครอง ส่วนรัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉินฯ เป็นการใช้อำนาจตามที่ รธน.บัญญัติให้สามารถกระทำได้ - กระชับพื้นที่เป็นการอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ส่วนที่มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต ซึ่งอาจเกิดจากฝีมือ จนท. นั้นรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบเยียวยา และสืบสวนหาผู้กระทำผิด

ตามที่ในวันนี้ (8 ส.ค. 56) เว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เผยแพร่ "รายงานผลการตรวจสอบเพื่อมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553" หนา 92 หน้า นั้น (รายงานฉบับเต็ม)(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

โดยที่ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2554 หนังสือพิมพ์ข่าวสด เคยนำรายงานผลการตรวจสอบฯ ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาเผยแพร่ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) และต่อมา นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ และประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ระบุว่ารายงานฉบับดังกล่าวเป็นเพียงร่างรายงานของ "คณะทำงาน" ซึ่งได้สำรวจ เก็บข้อมูล เบื้องต้นและยังต้องผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการเฉพาะกิจอีก 3 ชุด และกรรมการสิทธิชุดใหญ่อีกจึงจะเป็นรายงานที่พร้อมเผยแพร่ และอีก 2 ปีต่อมาจึงมีการเผยแพร่รายงานฉบับทางการดังกล่าว

สำหรับรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฉบับดังกล่าว ในส่วนข้อ "4.การดำเนินการตรวจสอบ" และ "5.บทสรุป" ตามที่ปรากฏอยู่ในรายงาน มีเนื้อหาโดยสังเขปตามที่ปรากฏท้ายนี้

 

000

4. การดำเนินการตรวจสอบ

ในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แบ่งการดำเนินการตรวจสอบออกเป็น 8 กรณี ได้แก่

4.1 กรณีสถานการณ์ก่อนวันที่ 7 เมษายน 2553

4.2 กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และกรณีที่ ศอฉ. สั่งระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล และสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเทอร์เน็ตบางสื่อ

4.3 กรณีการชุมนุมและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับกลุ่ม นปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

4.4 กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดเอ็ม 79 บริเวณแยกศาลาแดงเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553

4.5 กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553

4.6 กรณีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณรอบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และการเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553

4.7 กรณีการเกิดเหตุจลาจล ปะทะ และทำลายทรัพย์สินของราชการและเอกชนระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553

4.8 กรณีมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ บริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช. ประกาศยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

 

โดยใน 8 กรณีดังกล่าว มีผลการดำเนินการตรวจสอบ ตามที่ปรากฏในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดังนี้

 

4.1 กรณีสถานการณ์ก่อนวันที่ 7 เมษายน 2553

"ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2553 และนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 นั้น กลุ่ม นปช. ได้นัดชุมนุมใหญ่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยเริ่มจัดตั้งเวทีตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุบสภา โดยในช่วงต้นการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ได้ดำเนินไปด้วยความสงบและปราศจากอาวุธ แม้ว่าจะมีการปิดกั้นเส้นทางการจราจรบางส่วน แต่ก็ยังไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากเกินสมควร และยังเป็นการชุมนุมที่อยู่ในกรอบและได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2553 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เข้าพบและหารือกับแกนนำกลุ่ม นปช. โดยเสนอแนวทางปฏิบัติของกลุ่มผู้ชุมนุมและมีข้อตกลงร่วมกันว่า การชุมนุมจะต้องเป็นไปโดยสันติวิธีและไม่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น แต่ภายหลังจากที่ได้มีการเจรจาหาทางออกร่วมกันดังกล่าวแล้ว กลับปรากฏข้อเท็จจริงว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ได้ขยายพื้นที่จากเวทีสะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ โดยปรากฏว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนเริ่มเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ มีการขยายการปิดเส้นทางการจราจรจนส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชนทั่วไป และมีการกระทำที่เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ในมาตรา 63 อันไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 28 และเข้าข่ายเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตลอดจนการไปเทเลือดที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำเนียบรัฐบาล และบ้านพักนายกรัฐมนตรี เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของและผู้ครอบครองสถานที่ และเป็นสัญลักษณ์ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง จนกระทั่งวันที่ 3 เมษายน 2553 ผู้ร่วมชุมนุมส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายไปชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ อันเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญ เป็นการชุมนุมที่มุ่งปิดกั้นกีดขวางเส้นทางคมนาคม และการใช้ยานพาหนะของประชาชนทั่วไป เพราะเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางสำคัญในใจกลางกรุงเทพมหานคร ทั้งเป็นการชุมนุมที่ใช้ระยะเวลานานต่อเนื่องกันหลายวัน และไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่แน่นอน ส่งผลกระทบต่อธุรกิจสำคัญ รวมทั้งก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตตามปกติสุขของประชาชนโดยทั่วไป อันเป็นการใช้เสรีภาพที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น อีกทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในอาคารสถานที่ราชการ อาทิศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2553 และอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 เป็นเหตุให้รัฐสภาไม่อาจดำเนินการได้ และเจ้าหน้าที่ภายในรัฐสภาไม่สามารถใช้ทางเข้าออกรัฐสภาได้ตามปกติ โดยรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลบางส่วนต้องข้ามกำแพงรัฐสภาเพื่อออกไปทางพระที่นั่งวิมานเมฆ อีกทั้งยังปรากฏภาพเหตุการณ์ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคน และผู้ชุมนุมบางส่วนกลุ้มรุมเจ้าหน้าที่สารวัตรทหาร (สห.) ของรัฐสภา ซึ่งการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการข่มขู่คุกคามเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเหตุการณ์นี้นำมาซึ่งการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเวลาต่อมา"

"พิจารณาแล้วจึงเห็นว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2553 เป็นการชุมนุมที่สงบและอยู่ในกรอบที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มขยายพื้นที่การชุมนุมจากเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ โดยเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ ขยายการปิดเส้นทางการจราจรจนส่งผลกระทบต่อการสัญจรของประชาชนทั่วไป และมีการไปเทเลือดที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ ทำเนียบรัฐบาล และบ้านพักนายกรัฐมนตรี สร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าของและผู้ครอบครองสถานที่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ก่อให้เกิดความรุนแรง จนกระทั่งวันที่ 3 เมษายน 2553 ผู้ร่วมชุมนุมส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายไปชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์อันเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญของประเทศ ทั้งยังปิดกั้นกีดขวางเส้นทางคมนาคม แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนทั่วไป ไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด และโดยที่ความเดือดร้อนปรากฏอยู่โดยทั่วไปเป็นเวลาเนิ่นนานเกินความจำเป็น ส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วไป สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ อีกทั้งยังมีแนวโน้มจะนำไปสู่การใช้กำลังและความรุนแรงเพื่อให้รัฐบาลดำเนินการตามข้อเรียกร้อง ซึ่งการชุมนุมลักษณะดังกล่าวถือได้ว่า เป็นการชุมนุมที่อยู่นอกเหนือขอบเขตที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้"

 

4.2 กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และสั่งจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และกรณีที่ ศอฉ. สั่งระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล และสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเทอร์เน็ตบางสื่อ

 

4.2.1 การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล และจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

"ข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่าภายหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงฯ ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นหลายครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ระเบิดสถานที่สำคัญหลายแห่ง ตลอดเดือนมีนาคมไปจนถึงต้นเดือนเมษายน 2553 อาทิกระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี สำนักงานอัยการสูงสุด กรมศุลกากร ทำเนียบรัฐบาล ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น เป็นเหตุให้รัฐบาลต้องขยายระยะเวลาการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวออกไปอีกสองช่วง ได้แก่ ระหว่างวันที่ 24 - 30 มีนาคม 2553 และระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 7 เมษายน 2553 ประกอบกับในช่วงเวลาดังกล่าว กลุ่ม นปช. ก็ยังคงดำเนินการชุมนุมโดยได้ขยายพื้นที่และเริ่มเคลื่อนย้ายไปชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์ ในวันที่ 3 เมษายน 2553 อันเป็นแหล่งธุรกิจที่สำคัญ และเคลื่อนขบวนไปยังสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นตามที่ได้วิเคราะห์ไว้ในประเด็นที่ 1 ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงฯ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบางอำเภอของจังหวัดปริมณฑล และจัดตั้งศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดย ศอ.รส. ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว แต่สถานการณ์ในช่วงระยะเวลานั้นแทนที่จะเบาบางลง กลับทวีความรุนแรงมากขึ้นดังกล่าวแล้วข้างต้น กรณีจึงแสดงให้เห็นว่า ได้มีสถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยหรือประโยชน์ส่วนรวม หรือการป้องปัดความเสียหายจากภัยสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรงแล้ว ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 7 มาตรา 9 และมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 38 มาตรา 41 มาตรา 43 มาตรา 45 และ มาตรา63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งออกประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดของรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นไปโดยเรียบร้อย จึงเป็นการกระทำภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ในการใช้มาตรการดังกล่าวแล้ว ก่อให้เกิดผลต่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลกระทบที่มีต่อกลุ่มบุคคลที่ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ กรณีจึงเป็นการจำเป็นเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว"

"พิจารณาจากข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้นแล้วจึงเห็นว่าการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีความร้ายแรง และจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ของนายกรัฐมนตรีมีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญรับรองและคุ้มครองไว้ อย่างไรก็ตามมาตรการที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้และเป็นการจำกัดเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนส่วนรวมในระหว่างที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความไม่สงบ อันมีเหตุความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว กรณีจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายภายใต้ขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถกระทำได้"

 

4.2.2 การสั่งระงับการออกอากาศสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล (พีทีวี) และสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออินเทอร์เน็ตบางสื่อ

"โดยที่ปรากฏถ้อยคำจากการปราศรัยของแกนนำ นปช. หลายครั้ง ที่มีลักษณะเป็นทำนองยั่วยุ ปลุกระดมผู้ชุมนุมให้ก่อความรุนแรงและความไม่สงบในบ้านเมืองอันเป็นภัยต่อความมั่นคง ในขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายและเหตุการณ์ไม่สงบอย่างต่อเนื่อง อันเข้าข่ายเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนซึ่งมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จนกระทั่งวันที่ 7 เมษายน 2553 นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง สถานีโทรทัศน์พีทีวีก็ยังคงเผยแพร่สัญญาณภาพและเสียงเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเข้าข่ายต้องห้ามมิให้มีการเผยแพร่ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แม้ว่าการชุมนุมที่เวทีปราศรัยของกลุ่ม นปช. ที่สถานีโทรทัศน์พีทีวีดำเนินการเผยแพร่ จะมีรูปแบบที่หลากหลาย นอกเหนือจากการปราศรัยของแกนนำก็ตาม เช่น มีการแสดงดนตรี นำเสนอข่าว เป็นต้น แต่รูปแบบที่หลากหลายดังกล่าวก็มิได้กำหนดเป็นผังรายการที่แน่นอน ทั้งยังมีเนื้อหาที่สอดประสานและมีความมุ่งหมายอย่างเดียวกันกับการปราศรัยของแกนนำบนเวที นอกจากนี้ การนำเสนอส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบของการปราศรัยของแกนนำกลุ่ม นปช. มากกว่ารูปแบบอื่น การเผยแพร่ภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์พีทีวีดังกล่าว จึงเป็นการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญา รวมทั้งข้อกำหนดที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 อันเป็นเหตุที่รัฐบาลสามารถใช้มาตรการในการระงับ ป้องกันหรือแก้ไขเพื่อมิให้มีการดำเนินการดังกล่าวต่อไปได้"

"ดังนั้น การที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่มีผลเป็นการระงับการเผยแพร่สัญญาณภาพและเสียงของสถานีดังกล่าว โดย ศอฉ. ได้ใช้อำนาจสั่งการตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 11 ประกอบกับประกาศตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว และคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ 2/2553 ข้อ 2 ข้อ 3 และข้อ 4 ให้กองทัพภาค ที่ 1 กองกำลังรักษาความสงบ กองทัพภาคที่ 1 โดยหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ กองทัพบก จัดกำลังเข้ารักษาความปลอดภัยและควบคุมพื้นที่บริเวณสถานีดาวเทียมไทยคม 2 และได้มีการมอบให้เจ้าหน้าที่ กทช. และเจ้าหน้าที่สื่อสารเข้าดำเนินการ จนกระทั่งสัญญาณภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์ช่องพีทีวีหายไป ในวันที่ 7 เมษายน 2553 จึงเป็นการกระทำภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้แล้ว และเป็นการกระทำเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความไม่สงบประกอบกับเมื่อพิจารณาจากเจตนารมณ์ในการใช้มาตรการดังกล่าวแล้ว ก่อให้เกิดผลต่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าผลกระทบที่มีต่อกลุ่มบุคคลที่ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ กรณีจึงเป็นการจำเป็นเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว"

"พิจารณาจากข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้นแล้วจึงเห็นว่า มาตรการของรัฐที่มีผลเป็นการระงับการเผยแพร่สัญญาณภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์พีทีวี มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นของสื่อ ตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองและคุ้มครองไว้ และทำให้ประชาชนไม่สามารถรับทราบและเข้าถึงข้อมูลของสื่อที่ถูกระงับได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ และเป็นการจำกัดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างที่สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความไม่สงบอันมีเหตุความจำเป็นและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว กรณีจึงเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายภายใต้ขอบเขตที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สามารถกระทำได้"

"ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า สถานีโทรทัศน์พีทีวีได้เผยแพร่สัญญาณภาพ และเสียงเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. มาตั้งแต่ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 แล้ว โดยที่มีการถ่ายทอดภาพและเสียงการปราศรัยของแกนนำที่มีลักษณะเป็นทำนองยั่วยุ ปลุกระดมผู้ชุมนุม ให้ก่อความไม่สงบในบ้านเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลก็มิได้ใช้มาตรการใดๆ เพื่อระงับเหตุการณ์ หรือแก้ไขให้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายหรือยุติลง ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้สถานการณ์ปกติ กลับปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยมาจนเกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นหลายครั้ง จนกระทั่งรัฐบาลต้องอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง จึงจะออกมาตรการที่มีผลเป็นการระงับการเผยแพร่สัญญาณภาพและเสียงของสถานีโทรทัศน์พีทีวี กรณีดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของรัฐบาลในการควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขาดการวางแผนที่ดีพอในการป้องกันและแก้ไขสถานการณ์ ละเลยต่อหน้าที่ มิได้ใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง"

"การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส. และ ผู้อำนวยการ ศอฉ. มีหนังสือแจ้งให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ปิดกั้นเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง และมีข้อความที่มีเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงเป็นการใช้อำนาจในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้แล้ว ส่วนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารนั้น เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการอนุญาต อนุมัติ สั่งการ บังคับบัญชา หรือช่วยในการป้องกัน แก้ไข ปราบปราม ยับยั้งในสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมโอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงเป็นผู้ดำเนินการตามคำสั่งของนายสุเทพฯ ในการปิดกั้นเว็บไซต์ โดยอาศัยอำนาจของนายสุเทพฯ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้อำนาจไว้ตามประกาศ มาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 การดำเนินการของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงอยู่ในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้แล้วเช่นกัน"

"ในช่วงระยะเวลาที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีเว็บไซต์จำนวนมากเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง การที่รัฐบาลใช้มาตรการที่มีผลเป็นการระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตดังกล่าว จึงเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 45 วรรคสอง ยกเว้นให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว ประกอบกับมาตรการของรัฐในการระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตนั้น รัฐได้ใช้วิธีการปิดกั้นมิให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลเว็บไซต์ที่ถูกจำกัด มิได้ถึง ขั้นเป็นการปิดกิจการสื่อมวลชน ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 วรรคสาม ที่ไม่อนุญาตให้กระทำได้แต่อย่างใด แต่เนื่องจากการปิดกั้นเว็บไซต์ดังกล่าว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นหลายเว็บไซต์ นอกจากมีเนื้อหาที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแล้ว ก็ยังมีเนื้อหาสาระอื่นที่หลากหลายซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามตามประกาศรวมอยู่ในเว็บไซต์เดียวกันกับที่ถูกปิดกั้น การปิดกั้นข้อมูลข่าวสารทั้งเว็บไซต์โดยที่ไม่มีการแยกแยะเนื้อหาสาระว่า เนื้อหาใดที่กระทบหรือไม่กระทบต่อความมั่นคง เป็นเหตุให้เนื้อหาและข้อมูลข่าวสารบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงถูกปิดกั้นไปด้วย อีกทั้งภายหลังจากที่มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว เว็บไซต์บางเว็บไซต์ยังคงถูกปิดกั้นอยู่ โดยมีการอ้างคำสั่ง ศอฉ. ปรากฏที่หน้าเว็บไซต์ดังกล่าว ทั้งที่ขณะนั้นไม่มี ศอฉ. แล้ว กรณีดังกล่าวแม้ผู้มีอำนาจจะสั่งการโดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.. 2548 แต่การดำเนินการตามอำนาจดังกล่าวถือเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นโดยสิ้นเชิง ไม่มีขอบเขต และไม่มีการกำหนดระยะเวลา อันเป็นการลิดรอนและเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่เกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น"

"พิจารณาจากข้อเท็จจริงและเหตุผลข้างต้นแล้วจึงเห็นว่า มาตรการของรัฐที่มีผลเป็นการระงับการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต เป็นการใช้อำนาจภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามอำนาจดังกล่าวของรัฐเป็นการจำกัดเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชนที่เกินความเหมาะสมและเกินกว่ากรณีแห่งความจำเป็น กรณีจึงเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน"

 

4.3 กรณีการชุมนุมและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับกลุ่ม นปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

"ผู้ใช้สิทธิและเสรีภาพการชุมนุมในที่สาธารณะจึงมีหน้าที่โดยปริยายที่ต้องชุมนุมในลักษณะที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลอื่นน้อยที่สุด แต่จากหลักฐานที่ปรากฏทางสื่อมวลชน และจากการให้ปากคำของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ สรุปได้ว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เป็นการชุมนุมที่เกินขอบเขต และการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมอันไม่ใช่วิธีปฏิบัติปกติ เช่น การโต้ตอบต่อฝ่ายรัฐบาล การบุกยึดรัฐสภา การปิดกั้นถนน การตรวจค้นรถประชาชน การสกัดกั้นรถขนส่งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ การยึดรถไฟไม่ให้เดินทางเข้ามาสมทบในส่วนกลาง การขู่จะบุกยึดหรือเผาศาลากลางจังหวัด นอกจากนี้ มีการปรากฏตัวของบุคคลไม่ทราบฝ่าย (ชายชุดดำ) ฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย ด้วยการใช้อาวุธสงคราม เครื่องยิงระเบิด ยิงใส่เจ้าหน้าที่ของรัฐ จนเกิดการปะทะ มีการบาดเจ็บ ล้มตาย และทรัพย์สินทางราชการเสียหายสิ่งเหล่านี้ถือเป็นพฤติกรรมอันไม่ใช่วิธีปฏิบัติปกติ ซึ่งแกนนำผู้ชุมนุมต้องมีหน้าที่ในการระมัดระวังและรับผิดชอบป้องกันไม่ให้ผู้ไม่ประสงค์ดีเข้ามาแทรกแซงและใช้ความรุนแรงเพื่อให้การชุมนุมกลายเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบลุกลามเป็นความรุนแรง มีการใช้อาวุธสงครามที่ร้ายแรง และจากเหตุการณ์ดังกล่าวเห็นว่ามีเจตนาฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 รวมถึงการใช้และปิดกั้นพื้นที่ที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าจำเป็น อีกทั้งการกระทำดังกล่าวก่อความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนโดยทั่วไป การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเกินส่วน จนกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นในการใช้ชีวิตโดยปกติทั่วไป และเป็นการใช้สิทธิเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติรับรองคุ้มครองไว้ และการที่ผู้ชุมนุมได้ปิดถนนราชดำเนินและบริเวณใกล้เคียง ยังถือเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ซึ่งบัญญัติห้ามไม่ให้ชุมนุมหรือใช้พื้นที่ถนนหลวง รวมทั้ง ไหล่ทางในการชุมนุมหรือเดินขบวนก่อนได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าหน้าที่ หรือพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ. 2493 เป็นต้น อีกทั้งยังพบว่า ระหว่างการเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหาร ในบางโอกาส บางสถานที่ กลุ่มผู้ชุมนุมมีการใช้เด็กและสตรีอยู่แถวหน้าในลักษณะโล่มนุษย์ เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและขาดความระมัดระวังภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก สตรี จึงเห็นว่า เป็นการกระทำที่นอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้"

"ในการสลายการชุมนุม หรือการสั่งยุติการชุมนุม หรือการขอคืนพื้นที่ของรัฐบาลเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายและกติการะหว่างประเทศหรือไม่ นั้น จากการชุมนุมอันเกินส่วนและกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่น รวมถึง ผู้ที่ไม่ได้ร่วมในการชุมนุมกับกลุ่ม นปช. รัฐบาลโดยการสั่งการของผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินจึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารขอคืนพื้นที่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้ชุมนุมเกินส่วน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 การปฏิบัติดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนทั่วไป ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ได้บัญญัติรับรองและคุ้มครองไว้ โดยมีการขอคืนพื้นผิวการจราจรบริเวณถนนราชดำเนินกลาง จากแยกอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถนนราชดำเนินนอก จากแยกมิสกวันถึงแยก จปร. และบริเวณถนนพิษณุโลก จากสะพานชมัยมรุเชฐถึงแยกวังแดง การขอคืนพื้นที่ดังกล่าวเห็นได้ว่า ในเบื้องต้นรัฐบาลได้ดำเนินการไปตามมาตรการที่ได้ประกาศไว้ก่อนที่จะมีการรุกคืบเข้าปิดล้อมพื้นที่ โดยใช้การเจรจา ประกาศเตือน และใช้มาตรการตามที่ประกาศไว้ คือ การใช้โล่ กระบอง น้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง เป็นต้น ซึ่งการกระทำของรัฐบาลเป็นการกระทำภายใต้กฎหมายที่ให้อำนาจไว้ แต่เมื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์และความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ชุมนุมใช้เด็กและสตรีเป็นโล่มนุษย์ ใช้ไม้ปลายแหลม ก้อนอิฐตัวหนอน หนังสติ๊กที่ใช้น๊อตเป็นลูกกระสุน รวมทั้งมีพยานบุคคลยืนยันว่า ผู้ชุมนุมบางรายมีอาวุธปืนทำการต่อต้านการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และยังมีกลุ่มชายชุดดำมีอาวุธที่พร้อมจะใช้ความรุนแรงได้ตลอดเวลาปะปนอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุม อันอาจก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนทั่วไปได้ เจ้าหน้าที่ทหารจึงมีความจำเป็นต้องป้องกันตนเองและผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัว ที่รุนแรงอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บได้โดยไม่สามารถใช้วิธีป้องกันอย่างอื่นได้"

"อย่างไรก็ตาม การรุกคืบเข้าปิดล้อมพื้นที่ของรัฐบาล ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ขาดการวางแผนที่ดีทั้งการดำเนินการในเชิงรุกและการป้องกัน ส่งผลให้มีการใช้วิธีการรุกคืบเข้าปิดล้อมพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้เฮลิคอปเตอร์ทิ้งแก๊สน้ำใส่ผู้ชุมนุม การรุกคืบเข้าปิดล้อมในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นวิธีการที่สุ่มเสี่ยงต่อการแทรกแซงจากกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีที่ฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายต่อสถานการณ์ดังกล่าว จนเกิดการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก การกระทำของรัฐบาล แม้รับฟังได้ว่าเป็นการป้องกันตนเองและบุคคลอื่นให้พ้นจากภยันตรายต่อชีวิตและร่างกาย หรือเพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำผิดอาญาร้ายแรงหรือเพื่อกระทำการจับกุมผู้ที่กระทำอันตรายหรือต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานก็ตาม แต่ต้องไม่ทำเกินกว่าเหตุ นอกเสียจากไม่สามารถใช้มาตรการอื่นแทนได้ แต่การกระทำที่เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก การกระทำของรัฐจึงเป็นการกระทำโดยประมาทและประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาด จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ อีกทั้งรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายอื่นได้กำหนดไว้ รัฐบาลจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดจากความประมาทนั้น ตลอดจนดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาตามสมควรแก่ผู้ที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวให้ครบถ้วนและทั่วถึงอย่างแท้จริงทั้งในส่วนของผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ตลอดจนการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เป็นผลมาจากการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งรัฐต้องมีหน้าที่ในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป"

"นอกจากนี้ เหตุระเบิดในที่ประชุมนายทหารในพื้นที่ โดยปรากฏข้อเท็จจริงเป็นภาพหรือถ้อยคำของพยานว่ามีการใช้แสงเลเซอร์ชี้เป้าก่อนนั้น แสดงให้เห็นได้ว่า มีการวางแผนเพื่อฆาตกรรมเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในที่ประชุมในวันนั้น ซึ่งเป็นผลให้พันเอก ร่มเกล้าธุวธรรม และสิบโท ภูริวัฒน์ ประพันธ์ ถึงแก่ความตาย อันเป็นการกระทำผิดอาญาฐานฆ่าคนตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งรัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องต้องสืบสวนหาผู้กระทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งสอบสวนหาที่มาของอาวุธร้ายแรงชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการชุมนุมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป"

"สำหรับกรณีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่น สำนักข่าวรอยเตอร์ กรณีดังกล่าวกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเป็นคดีพิเศษและดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมแล้ว เมื่อหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรงได้ดำเนินการตามกฎหมายแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้"

"ส่วนกรณีการเสียชีวิตของกลุ่ม นปช. ขณะนี้ กรณีดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นนี้เช่นกัน"

"กล่าวโดยสรุป สำหรับกรณีของชายชุดดำ กรณีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้สื่อข่าว และประชาชนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทุกราย รวมถึง ผู้ได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินได้รับความเสียหายด้วย รัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องใช้หลักวิชา ตามกำลังความรู้ความสามารถในการอำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ และไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยควรดำเนินการสืบสวนสอบสวนและคลี่คลายให้สังคมได้รับรู้ พร้อมทั้งลงโทษผู้กระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมด้วย ทั้งนี้ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และนำมาซึ่งความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม"

 

4.4 กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากระเบิดเอ็ม 79 บริเวณแยกศาลาแดงเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553

"เหตุการณ์การเผชิญหน้าและตอบโต้กันของกลุ่มผู้ชุมนุมสองฝ่ายดังกล่าว รัฐบาลได้มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์ แต่จากพยานหลักฐาน นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำรถควบคุมผู้ต้องขังมากั้นบริเวณสี่แยกศาลาแดงแล้ว ก็มิได้พยายามดำเนินการอื่นใดให้เหตุการณ์สงบลง จนต้องมีผู้ติดต่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตั้งแนวป้องกัน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้เข้ามาตั้งแนวป้องกันในทันที และเมื่อมาตั้งแถวป้องกันไม่นานก็สลายตัวไป โดยอ้างเหตุผลว่าเป็นการยั่วยุอารมณ์ผู้ชุมนุมฝั่งถนนสีลมมากขึ้น จนกระทั่งเมื่อมีเหตุระเบิดเกิดขึ้น ในวันที่ 22 เมษายน 2553 มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้หลบออกไปไม่ให้การช่วยเหลือประชาชน แต่ปล่อยให้ประชาชนต้องช่วยเหลือกันเอง และมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาช่วยเหลือด้วย การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ไม่มีการวางแผนที่ดีพอในการปกป้องรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน และมีลักษณะที่อาจทำให้ถูกมองได้ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ จึงถือได้ว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในเหตุการณ์ดังกล่าวละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐบาลควรดำเนินการปกป้องสิทธิของประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมให้มากกว่านี้"

"...ในคืนวันที่ 22 เมษายน 2553 มีพยานบุคคลที่เห็นว่า ลูกระเบิดเอ็ม 79 ถูกยิงมาจากทิศทางและบริเวณที่กลุ่ม นปช. ใช้เป็นที่ชุมนุม และยังมีพยานบุคคลที่ได้ยินแกนนำของกลุ่ม นปช. ประกาศผ่านทางเครื่องขยายเสียง ในทำนองที่ทำให้เข้าใจได้ว่า แกนนำของกลุ่ม นปช. รับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมีเหตุการณ์อันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิตเกิดขึ้นในบริเวณดังกล่าวและในช่วงระยะเวลาอันใกล้ ซึ่งภายหลังก็ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ติดตามจับกุมนายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ ซึ่งเป็นคนสนิทของ พลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ. แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หนึ่งในแกนนำของกลุ่ม นปช. โดยที่คดีดังกล่าวนายเจ็มส์ สิงห์สิทธิ์ ไม่ได้รับสารภาพ และปัจจุบันคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา"

"นอกจากนี้ การที่กลุ่ม นปช. มีการจุดพลุ ตะไล และประทัด ย่อมทำให้เห็นได้ว่า เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ในการอำพรางหรือบิดเบือนเสียงการยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 จนมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ทั้งนี้ การจุดพลุ ตะไล และประทัด เพื่อข่มขู่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อหลากสี และประชาชนทั่วไปนั้น ย่อมถือเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย เกิดเสียงดังสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ทั้งที่บริเวณดังกล่าวอยู่ติดกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ควรให้ความเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกายของผู้ป่วยที่พักรักษาตัวอยู่รวมทั้งคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม โดยไม่ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาพยาบาล ดูแล และการนำส่งหรือเคลื่อนย้ายผู้ป่วย"

"ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าในเหตุการณ์นี้ การชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณแยกศาลาแดง มีการกระทำหรือร่วมมือ หรือให้การสนับสนุนให้มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิต ร่างกาย และสิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 32 ที่บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย..." การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในเหตุการณ์นี้ จึงเป็นการชุมนุมที่เกินกว่าสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 ได้บัญญัติไว้ ทั้งยังเป็นการชุมนุมที่มีการกระทำอันเป็นความผิดกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหลายประการ ตลอดจนผลของความเดือดร้อนเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมในเหตุการณ์นี้ ทำให้ถือได้ว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลอื่นที่มิได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม"

 

4.5 กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตบริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2553

"จากข้อเท็จจริงปรากฏว่า รัฐบาลได้ใช้อำนาจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งหลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีได้ออกข้อกำหนดตามกฎหมายดังกล่าวมีผลทำให้การใช้เสรีภาพในการชุมนุมถูกกระทบและจำกัดขอบเขตลง เนื่องจากข้อบัญญัติตามข้อกำหนดมีผลเป็นการห้ามบุคคลในการใช้สิทธิและเสรีภาพบางประการ เช่น ห้ามมิให้มีการชุมนุม ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม ห้ามออกนอกเคหสถาน เป็นต้น การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่เนื่องจากการกระทำของรัฐบาลได้ใช้ดุลยพินิจเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และเพื่อรักษาความเรียบร้อยในระหว่างที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน อันเป็นข้อยกเว้นที่จะจำกัดการใช้สิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้"

"สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน 2553 การที่รัฐบาลโดย ศอฉ. ได้มีการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าคลี่คลายสถานการณ์ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่เป็นการจงใจละเมิดกฎหมาย และสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไปในการใช้พื้นที่สาธารณะและเส้นทางคมนาคม เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในวันที่ 26 เมษายน 2553 โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจได้วางกำลังสกัดกั้นขบวนของกลุ่ม นปช. บนถนนวิภาวดีรังสิตขาออก บริเวณด้านข้างอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และวางกำลังควบคุมการคมนาคมโดยรอบพื้นที่ เพื่อป้องกันการเพิ่มเติมกำลังของกลุ่ม นปช. รวมทั้งควบคุมบริเวณทางขึ้น-ลง และบนทางยกระดับดอนเมืองโทล์เวย์ เพื่อป้องกันไม่ให้กองกำลังติดอาวุธใช้ทางยกระดับฯ ยิงอาวุธ หรือใช้ระเบิดโจมตีเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติงานบนถนนวิภาวดีฯ นั้น"

"แม้ ศอฉ. จะชี้แจงว่า เป็นการกระทำที่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ โดยมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และได้มีการออกข้อกำหนดตามกฎหมายดังกล่าว อันมีผลทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการตั้งด่านสกัดกั้นการเคลื่อนขบวนของกลุ่ม นปช. ในเหตุการณ์นี้ เป็นไปตามหลักการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้แล้ว โดยในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในเหตุการณ์นี้ เจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก และใช้เครื่องขยายเสียงแจ้งให้กลุ่ม นปช. ทราบถึงการปฏิบัติในทุกขั้นตอนแล้ว จนกระทั่งในที่สุด เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเองและปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ แต่อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่าผลจากการปะทะกันระหว่างกลุ่ม นปช. กับเจ้าหน้าที่ทหารในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มีเจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 นาย จากอาวุธปืน และประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ทหารจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บ จึงถือได้ว่า มีการกระทำอันเป็นการกระทบต่อสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนทั่วไป เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งได้รับบาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต"

"สำหรับการเสียชีวิตของ พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ นั้น แม้จะปรากฏว่ามีภาพเคลื่อนไหวจากสื่อมวลชนที่บันทึกภาพไว้ได้ แต่ก็เป็นการบันทึกภาพจากระยะไกลและมีความละเอียดภาพไม่ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ทหารที่เสียชีวิตถูกยิงขณะหันหน้าไปในทิศทางใด ประกอบกับเจ้าหน้าที่ผู้ชันสูตรพลิกศพได้ให้ข้อมูลไว้ว่า ได้มีการชันสูตรพลิกศพโดยนำหมวกของเจ้าหน้าที่ทหารที่เสียชีวิตมาตรวจด้วย พบว่า กระสุนปืนทะลุหมวกเข้าขมับและฝังใน สาเหตุของการเสียชีวิตมาจากกะโหลกแตก สมองถูกทำลาย ตะกั่วกับทองแดงฝังอยู่ในกะโหลก หมวกมีรอยทะลุ ไม่พบเขม่า แสดงว่าเป็นการยิงจากระยะไกล รอยทะลุของหมวกอยู่ด้านซ้ายขนาด 0.5 เซ็นติเมตร (5 มิลลิเมตร) ทิศทางมาจากซ้ายไปขวา แต่ไม่จำเป็นว่า กระสุนจะถูกยิงมาจากทางซ้ายมือของผู้ตาย ขึ้นอยู่กับว่าขณะถูกยิง เจ้าหน้าที่ทหารผู้ตายกำลังหันหน้าไปในทิศทางใด ฉะนั้น การระบุทิศทางที่กระสุนถูกยิงมาจึงเป็นไปได้จากทุกทิศทาง สิ่งที่บอกได้ชัดเจนจากสภาพศพนี้ คือ ถูกยิงมาในแนวระนาบเท่านั้น ซึ่งต่อมา ศาลอาญาได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขดำ ที่ อช.4/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ยื่นคำร้องให้ไต่สวนชันสูตรการตายของพลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กองพลทหารราบที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 โดยศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งว่าผู้ตาย คือ พลทหาร ณรงค์ฤทธิ์ สาละ เสียชีวิตที่บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตหน้าอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เขตดอนเมือง เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 28 เมษายน 2553 ถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูง ที่ยิงจากอาวุธของเจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนั้นโดยกระสุนปืนถูกที่หางคิ้วด้านซ้าย ทะลุกะโหลกศีรษะ ทำลายเนื้อเยื่อสมองเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย ดังนั้น เมื่อกรณีเป็นการไต่สวนในชั้นศาลแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงไม่อาจก้าวล่วงมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้"

 

4.6 กรณีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บริเวณรอบโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และการเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553

"การที่กลุ่ม นปช. ได้ขยายพื้นที่การชุมนุมจากสี่แยกราชประสงค์มาจนถึงถนนราชดำริ บริเวณสวนลุมพินี และข้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ทำให้ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยและญาติของผู้ป่วยได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ด้านถนนราชดำริมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน 2553 เป็นต้นมา ทั้งเรื่องมลภาวะทางเสียงที่รบกวนผู้ป่วยที่รักษาตัวในอาคารต่างๆ ที่อยู่ติดกับถนนราชดำริ การตั้งด่านปิดกั้นกีดขวางทางเข้า - ออกโรงพยาบาล การตรวจค้นกระเป๋าของผู้ที่จะเดินทางเข้า - ออกโรงพยาบาล การเข้าไปใช้พื้นที่ด้านหน้าตึก ภปร. เพื่อชุมนุมในยามค่ำคืน การขอเข้าไปตรวจค้นอาคารของโรงพยาบาล การจุดประทัดที่มีเสียงคล้ายปืน การตั้งถังแก๊สจำนวน 5 ถัง บริเวณติดกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฝั่งถนนราชดำริ หากเกิดระเบิดขึ้นจะมีรัศมีการทำลายเป็นบริเวณกว้าง เป็นเหตุให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ต้องย้ายผู้ป่วยออกจากอาคาร ภปร. และอาคาร สก. ซึ่งเป็นอาคารอยู่ใกล้กับการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ฝั่งถนนราชดำริ เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ได้ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้ป่วย ตลอดจนแพทย์พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอย่างรุนแรง"

"โดยที่เสรีภาพของบุคคลในการชุมนุมซึ่งจะได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 นั้น จะต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ นอกจากนี้ การใช้เสรีภาพดังกล่าวยังต้องกระทำภายใต้หลักของการใช้สิทธิและเสรีภาพโดยไม่ก้าวล่วงในสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นด้วย"

"ดังนั้น การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในบริเวณติดกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จึงเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมที่มีขอบข่ายที่กว้างขวางเกินจำเป็น รวมทั้งย่อมเล็งเห็นได้อยู่แล้วว่าจะเป็นการรบกวนความเป็นอยู่และอาจเกิดอันตรายกับผู้ป่วย อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในชีวิตและร่างกายและสิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขอีกทั้งยังเป็นการสร้างความหวาดกลัวและความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการเดินทางและการปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในการทำหน้าที่ช่วยเหลือชีวิตบุคคลอื่น อันเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมด้วย ดังนั้น การชุมนุมดังกล่าวจึงไม่ได้รับการรับรองและคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550"

"ทั้งนี้ เมื่อการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ในบริเวณติดกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย และมีผู้ชุมนุมบางส่วนบุกเข้าไปในโรงพยาบาล จึงเป็นการใช้เสรีภาพในลักษณะก้าวล่วงสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น รัฐย่อมมีหน้าที่ดำเนินการให้เกิดความสงบเรียบร้อย โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายภายใต้เงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด อันได้แก่ เพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 21 ที่กำหนดว่า "สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง การจำกัดการใช้สิทธินี้จะกระทำมิได้ นอกจากจะกำหนดโดยกฎหมายและเพียงเท่าที่จำเป็นสำหรับสังคมประชาธิปไตย เพื่อประโยชน์แห่งความมั่นคงของชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อยการสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น"

"ดังนั้น การที่รัฐปล่อยให้มีการชุมนุมถึงขั้นก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งเรื่องมลภาวะทางเสียงที่รบกวนผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลด้านที่อยู่ติดกับถนนราชดำริ การตั้งด่านด้วยยางรถยนต์และไม้ไผ่ปิดกั้นกีดขวางทางเข้า - ออกโรงพยาบาล การตรวจค้นกระเป๋าของผู้ที่จะเดินทางเข้าออกโรงพยาบาล ตลอดจนการเข้าไปใช้พื้นที่ด้านหน้าตึก ภปร. เพื่อชุมนุมในเวลากลางคืนนั้น จึงถือได้ว่า รัฐปล่อยปละละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย"

"ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปมีว่า การเข้าไปตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 เป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ เห็นว่า สำหรับเหตุการณ์ในวันที่ 29 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 18.00 น. การที่กลุ่ม นปช. ภายใต้การนำของนายพายัพ ปั้นเกตุ และภายใต้การรับรู้ของแกนนำ นปช. อีกสองคน คือ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ได้ขอเข้าตรวจสอบภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เนื่องจากอ้างว่า จะมีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารซ่อนตัวอยู่ภายในอาคาร ภปร. ซึ่งเจ้าหน้าที่ด้านการรักษาความปลอดภัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาล ตลอดจนผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้พยายามชี้แจงและยืนยันแล้วว่า ไม่มีกลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาลแต่อย่างใด และในที่สุดจึงมีการเจรจายอมให้กลุ่ม นปช. เข้าไปตรวจสอบภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้ โดยจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปตรวจค้นได้ ไม่เกิน 30 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มๆ ละ 15 คน เพื่อนำไปตรวจค้นที่อาคาร ภปร. และจะต้องกระทำภายในขอบเขตตามที่ตกลงกันไว้ แต่กลับปรากฏว่าการตรวจค้นดังกล่าว กลุ่ม นปช. ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง เนื่องจากกลุ่ม นปช. จำนวนประมาณ 100 คน ได้ร่วมกันบุกเข้าไปภายในบริเวณพื้นที่ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยแกนนำไม่สามารถควบคุมได้ และเข้าไปตรวจค้นที่อาคาร สก. รวมทั้งมีการงัดทำลายประตูกระจกของอาคาร สก. จนได้รับความเสียหาย จึงถือได้ว่าการกระทำดังกล่าวของกลุ่ม นปช. มีลักษณะเป็นการร่วมกันบุกรุกสถานที่ราชการในยามวิกาล และงัดทำลายประตูกระจกของอาคาร สก. จึงเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการที่ใช้และมีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ"

"เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อีกต่อไป จนทำให้โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตัดสินใจ ย้ายผู้ป่วยในทั้งหมดไปที่โรงพยาบาลอื่น จึงเห็นได้ว่า การกระทำดังกล่าวของกลุ่ม นปช. เป็นการกระทำที่ไม่เคารพและละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ทำให้บุคลากรทางการแพทย์เกิดความหวาดกลัวและเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย จนไม่สามารถช่วยเหลือ ดูแล รักษาผู้ป่วย และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันยังเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนที่จะได้รับการรักษาพยาบาล ทั้งเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อหลักมนุษยธรรม ซึ่งเป็นกติกาสากลที่สังคมอารยะพึงยึดถือ ที่แม้ในยามสงครามหรือความขัดแย้งสู้รบระหว่างประเทศ โรงพยาบาล รถพยาบาลเครื่องมือทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ ต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกฝ่ายให้มีความปลอดภัยและสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ทุกฝ่ายยังต้องเคารพเครื่องหมายกาชาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลอันหมายถึง การให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และมนุษยธรรมอย่างเป็นกลางโดยไม่เลือกปฏิบัติ ดังนั้น การกระทำของกลุ่ม นปช.ในกรณีนี้ จึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังเป็นการกระทำที่ควรมีการสืบสวนสอบสวนผู้มีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าวตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อไป"

 

4.7 กรณีการเกิดเหตุจลาจล ปะทะ และทำลายทรัพย์สินของราชการและเอกชนระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553

"การใช้เสรีภาพในการชุมนุมของกลุ่ม นปช. บางส่วน ระหว่างวันที่ 13 - 19 พฤษภาคม 2553 เป็นเหตุที่สามารถส่งผลโดยตรงหรือโดยอ้อม ให้เกิดกรณีการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ และทรัพย์สินของราชการและเอกชนได้รับความเสียหาย เห็นได้ชัดว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบและใช้อาวุธ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีบุคคลใช้อาวุธยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารอยู่เป็นระยะ แม้ในปัจจุบันจะยังไม่อาจพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวนั้นเป็นผู้ใดหรือฝ่ายใด แต่ลักษณะของการใช้อาวุธนั้นเป็นการกระทำต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ของการชุมนุมนอกจากนี้ ผลของการชุมนุมในช่วงระยะเวลาดังกล่าวข้างต้นได้เกิดผลกระทบต่อชีวิตร่างกายและการประกอบอาชีพ ตลอดจนทรัพย์สินของบุคคลอื่น ดังนั้น การใช้เสรีภาพในการชุมนุมของกลุ่ม นปช. จึงยังไม่สอดคล้องและเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 27 ที่บัญญัติว่า "สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดยชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง" และมาตรา 63 ที่บัญญัติว่า"

"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก"

"ตามข้อเท็จจริง รัฐบาลโดย ศอฉ. ได้กำหนดมาตรการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุมและบริเวณโดยรอบ ตั้งแต่วันที่ 13 - 19 พฤษภาคม 2553 โดย ศอฉ. ได้ประกาศแจ้งให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และใช้มาตรการตัดการบริการสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ระบบขนส่งมวลชน รวมทั้งปิดล้อมเส้นทางโดยรอบสี่แยกราชประสงค์ และกำหนดให้เจ้าหน้าที่ทหารสามารถใช้อาวุธปืนเพื่อป้องกันตนเองได้ ซึ่งกำหนดให้ใช้กระสุนจริงใน 3 กรณี คือ ยิงขึ้นฟ้าเพื่อสกัดกั้นและแจ้งเตือน รักษาระยะห่างจากกลุ่มผู้ชุมนุม ตลอดจนยิงป้องกันตนเองหรือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่กำลังถูกคุกคามต่อชีวิต และตอบโต้กับกลุ่มติดอาวุธสงคราม ซึ่งเป็นเป้าหมายชัดเจน โดยคำนึงถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์"

"พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรการต่างๆ ของรัฐบาลที่ใช้ในกระชับพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุมนุมและบริเวณโดยรอบ ตั้งแต่วันที่ 13 - 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่ง ศอฉ. อ้างว่า มีความมุ่งหมายเพื่อจำกัดพื้นที่การชุมนุมและปกป้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อาจถูกคุกคามต่อชีวิต อันเป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติของพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 กรณีดังกล่าวเห็นว่า การที่รัฐใช้อำนาจจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมเป็นการใช้อำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม หรือในระหว่างเวลาที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 บัญญัติให้กระทำได้"

"อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติของรัฐบาลระหว่าง วันที่ 13 - 19 พฤษภาคม 2553 ได้ปรากฏเหตุการณ์ยิงปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับกลุ่มบุคคลผู้ติดอาวุธที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม จนเป็นเหตุให้เกิดผลกระทบไปถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ได้รวบรวมข้อมูลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ 13 - 19 พฤษภาคม 2553 มีผู้บาดเจ็บจำนวน 404 คน เสียชีวิต จำนวน 51 คน รวมผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งหมด 455 คน จากเหตุการณ์ดังกล่าว แม้รัฐบาลจะดำเนินการโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย แม้จะยังไม่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่า ผู้ใดฝ่ายใดเป็นผู้ยิงผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บดังกล่าว และกลุ่มบุคคลผู้ติดอาวุธที่แฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุมคือใครก็ตาม แต่เมื่อปรากฏความเสียหายต่อชีวิตร่างกายของบุคคลเกิดขึ้นจากการใช้มาตรการนี้ ผลที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งย่อมเป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากการกระทำของฝ่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ใช้อาวุธด้วย รัฐบาลจึงมีหน้าที่รับผิดชอบในการเยียวยาช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว รวมทั้งครอบครัวผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าวด้วยเหตุที่ผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นตกอยู่ในสภาพพิการจากเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น"

"นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อไป รวมทั้งการตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าผู้ใดได้กระทำการที่เกินมาตรการตามกฎหมายที่รัฐบาลโดย ศอฉ. กำหนดไว้หรือไม่ อย่างไร"

"สำหรับประเด็นสิทธิในทรัพย์สินนั้น ตามข้อเท็จจริง เหตุการณ์เมื่อวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2553 มีการเผาอาคารสถานที่ต่างๆ บริเวณถนนพระราม 4 ย่านบ่อนไก่ ได้แก่ ร้านค้า และอาคารธนาคาร และโดยเฉพาะ วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หลังจากแกนนำประกาศยุติการชุมนุม ได้เกิดเพลิงไหม้อาคารห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์ และห้างสรรพสินค้าเซ็นเตอร์วัน ซึ่งบริเวณห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลเวิลด์ มีพยานยืนยันว่า เกิดการปะทะกันระหว่างพนักงานรักษาความปลอดภัยของห้างกับการ์ดของกลุ่ม นปช. และกลุ่มชายชุดดำ แล้วจึงเกิดการเผาอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิลด์ ในเวลาต่อมา อีกทั้งมีการเข้าไปลักทรัพย์ในศูนย์การค้าดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ จากพยานหลักฐานที่เป็นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวแห่งหนึ่งได้มอบให้ไว้ในขั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริง ปรากฏภาพเหตุการณ์ยืนยันว่า การเผาอาคารในบริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียงนั้น มีผู้กระทำบางคนอยู่ภายในพื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม นปช. และสาเหตุที่กระทำนั้น ส่วนหนึ่ง อาจเป็นเพราะบุคคลเหล่านั้น เกิดความไม่พอใจจากการที่แกนนำกลุ่ม นปช. ที่เวทีราชประสงค์ได้ประกาศยุติการชุมนุม แล้วเข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งการเผาและทำลายทรัพย์สินในครั้งนี้ เป็นลักษณะการกระทำที่แกนนำของกลุ่ม นปช. ได้เคยปราศรัยยั่วยุแก่กลุ่มผู้ชุมนุมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว"

"พฤติการณ์ของการกระทำในการเผาอาคารทรัพย์สินนั้น ได้แผ่ขยายไปถึงการเผาศาลากลางในหลายจังหวัดในเวลาต่อมา จนกระทั่งมีการจับกุมผู้ก่อเหตุและดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นนี้ แสดงให้เห็นว่า การชุมนุมของกลุ่ม นปช. เป็นการชุมนุมที่มีลักษณะเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความวุ่นวายและไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและเผาทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่น รวมทั้งทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหายจำนวนมาก จึงเป็นการกระทำละเมิดสิทธิในทรัพย์สินผู้อื่น ซึ่งรัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองไว้ ตามมาตรา 41 และเป็นการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญาฐานวางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น วางเพลิงเผาทรัพย์ อันเป็นสถานที่ราชการ ทำลายทรัพย์สินราชการและทรัพย์สินเอกชน รวมทั้งลักทรัพย์ของผู้อื่น การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน"

"สำหรับประเด็นด้านประสิทธิภาพ การบริหารจัดการของรัฐบาลในการปฏิบัติการที่ใช้มาตรการของรัฐบาลที่ใช้ในพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณใกล้เคียง เมื่อวันที่ 13 – 19 พฤษภาคม 2553 เห็นว่า แม้รัฐบาลจะใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ด้วยเหตุจำเป็นสมควร แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ทหารดังกล่าวที่ปรากฏการยิงปะทะกับกลุ่มผู้ติดอาวุธที่แฝงตัวในฝ่ายผู้ชุมนุม ย่อมเป็นส่วนหนึ่งให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและทรัพย์สินของบุคคล ซึ่งรัฐต้องเยียวยาและหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไปสำหรับกรณีการเสียชีวิตของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล ปรากฏข้อเท็จจริงว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษได้พิจารณากรณีนี้ไปตามอำนาจหน้าที่แล้ว รวมทั้งกรณีของ นายฟาบิโอ โปเลงกี (Mr.Fabio Polenghi) ผู้สื่อข่าวชาวอิตาเลียนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ ได้มีการดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม โดยพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 เป็นคดี ที่ ช. 10/2555 ซึ่งศาลอาญากรุงเทพใต้ได้ไต่สวนคำร้องดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2556 ดังนั้น เมื่อหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงได้ดำเนินการกับทั้งสองกรณีแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงไม่ต้องดำเนินการตรวจสอบซ้ำอีก แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ต้องใช้หลักวิชาตามกำลังความรู้ความสามารถในการอำนวยความยุติธรรมอย่างเต็มที่ และไม่มีการเลือกปฏิบัติ โดยควรดำเนินการสืบสวนสอบสวนและคลี่คลายให้สังคมได้รับรู้ พร้อมทั้งลงโทษผู้กระทำความผิดตามกระบวนการยุติธรรมด้วย ทั้งนี้ เพื่อทำความจริงให้ปรากฏ และนำมาซึ่งความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม"

 

4.8 กรณีมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ บริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ภายหลังจากแกนนำกลุ่ม นปช. ประกาศยุติการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

"ในระหว่าง วันที่ 13-18 พฤษภาคม 2553 ปรากฏว่ามีการยิงปะทะกันระหว่างกลุ่มบุคคลติดอาวุธที่ปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามจุดต่างๆ บริเวณใกล้เคียงโดยรอบพื้นที่ชุมนุม รวมทั้งสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงเวลานั้นตกอยู่ในสภาพไม่สงบและไม่ปลอดภัยมั่นคง โดยเกิดเหตุการณ์เผาร้านค้าและธนาคาร มีการลักทรัพย์ตามร้านค้าใกล้เคียงที่ชุมนุม มีการขนยางรถยนต์ทำแนวป้องกันตามถนนรอบบริเวณที่ชุมนุม และเผายางรถยนต์ตามท้องถนน ปะทะต่อสู้ ต่อมา เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลาประมาณ 06.00 น. รัฐบาลโดย ศอฉ. ได้ปฏิบัติการที่เข้มข้นขึ้น จนถึงเวลาประมาณ 13.30 น. แกนนำกลุ่ม นปช. ได้ประกาศยุติการชุมนุม แล้วจากนั้น ได้มีการเผาอาคารศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ต่อเนื่องไปถึงศูนย์การค้าบิ๊กซี และเหตุการณ์การยิงปะทะกันทั้ง 2 ฝ่าย ระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มบุคคลติดอาวุธก็ยังมีการยิงต่อเนื่องถึงเวลา 18.30 น. โดยมีการยิงปะทะกันโดยรอบนอกบริเวณวัดปทุมวนารามฯ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการได้ทำการปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์บริเวณรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนารามฯ ซึ่งมีกลุ่มบุคคลติดอาวุธวิ่งหลบหนีไปมาและหลบเข้าไปในวัดปทุมวนารามฯ แล้วยิงอาวุธใส่เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องป้องกันตนเอง"

"จากสถานการณ์การยิงปะทะกันในบริเวณพื้นที่ชุมนุม และพื้นที่โดยรอบในสภาพการบ้านเมืองที่ยังวุ่นวายไม่สงบดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 6 ศพ และบาดเจ็บ 7 คนบริเวณวัดปทุมวนารามฯ ซึ่งการสูญเสียชีวิตดังกล่าวทั้ง 6 ศพ ปรากฏจากการรวบรวมหลักฐานในชั้นนี้ ทั้งพยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานบุคคลที่มีความสอดคล้องกันว่า ในช่วงเวลาบ่ายถึงค่ำของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 มีเจ้าหน้าที่ทหารประจำการบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตลอดเวลา และในช่วงเวลาดังกล่าวมีเสียงปืนจากการยิงปะทะ จนในเวลาต่อมาปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต 6 ศพ แม้จะไม่มีพยานยืนยันที่ปรากฏชัดว่า ศพของผู้เสียชีวิตบางศพได้เสียชีวิตนอกวัด บางศพเสียชีวิตหน้าวัด และบางศพไม่รู้ว่าเสียชีวิตบริเวณใด แต่ศพทั้ง 6 ศพได้ถูกเคลื่อนย้ายเข้าไปในวัดภายหลังที่ถูกยิงเสียชีวิตแล้ว โดยไม่มีการตรวจสอบรวบรวมหลักฐานให้ทราบถึงลักษณะพฤติการณ์แห่งการตาย (Manner of death) ว่ามีการยิงมาจากที่ใด คงมีเพียงหลักฐานรายงานการชันสูตรศพ ทั้ง 6 ศพ ของสถาบันนิติเวชวิทยา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แสดงให้ทราบเพียงสาเหตุแห่งการตาย (Cause of death) ว่า ผู้ตายเสียชีวิตเพราะถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่อวัยวะสำคัญส่วนใดเท่านั้น ซึ่งสภาพศพต่างก็มีผลทิศทางกระสุนปืนและบาดแผลที่แตกต่างกัน คงสรุปได้ว่า ถูกยิงในระยะเกินมือเอื้อม ไม่อาจรู้ถึงระยะใดเพียงใด ดังที่พยานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางนิติเวชได้ให้ความเห็นไว้ แต่อย่างไรก็ตาม จากลักษณะทิศทางของกระสุนที่ปรากฏบนศพบางศพ มีลักษณะถูกยิงจากบนลงล่าง ซึ่งน่าจะสันนิษฐานได้ว่า ผู้ยิงอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า และเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏว่า มีเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติหน้าที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนารามฯ รวมถึงภาพถ่ายร่องรอยกระสุนปืนบนรถยนต์และพื้นถนนภายในวัดปทุมวนารามฯ จึงน่าเชื่อได้ว่าความเสียหายกรณีการเสียชีวิตและบาดเจ็บนั้น ส่วนหนึ่งย่อมเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติการกระชับพื้นที่ในที่เกิดเหตุบริเวณวัดปทุมวนารามฯ ในวันดังกล่าว"

"อนึ่ง เมื่อมาตรการที่รัฐบาลกำหนดปฏิบัติการนั้นเป็นกรณีจำเป็นสมควรตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติได้เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว และความเสียหายนั้นเกิดจากสถานการณ์ยิงปะทะที่วุ่นวายระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับผู้ติดอาวุธที่แฝงตัวในที่ชุมนุม ความเสียหายส่วนหนึ่งย่อมอาจเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย การดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาลจึงส่งผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการประกันและคุ้มครองดูแล แต่กลับไม่สามารถมีมาตรการหรือใช้วิธีการในการประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคคลได้ รัฐบาลจึงไม่อาจปฏิเสธการที่จะต้องเยียวยาชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นดังกล่าวแก่ผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้บาดเจ็บที่พิการและครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดแก่ผู้ชุมนุม ประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ในการให้หลักประกันในการคุ้มครองชีวิตร่างกายบุคคลในรัฐ เพื่อให้อยู่ได้อย่างปลอดภัยมั่นคง ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะได้เกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบของผู้ปฏิบัติหน้าที่ก็ตาม เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง และตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 2 (3) (ก) ที่กำหนดว่า "รัฐภาคีแต่ละรัฐแห่งกติกานี้รับที่จะ (ก) ประกันว่าบุคคลใดที่สิทธิหรือเสรีภาพของตน ซึ่งรับรองไว้ในกติกานี้ถูกละเมิดต้องได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผลจริงจัง โดยไม่ต้องคำนึงว่าการละเมิดนั้น จะถูกกระทำโดยบุคคลผู้ปฏิบัติการตามหน้าที่" ซึ่งนอกจากรัฐบาลมีหน้าที่ต้องเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แล้ว รัฐบาลยังมีหน้าที่ในการที่จะต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริงและหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้หนึ่งผู้ใดหรือไม่ที่ได้กระทำการเกินขอบเขตของมาตรการที่รัฐบาลโดย ศอฉ. ได้กำหนดไว้หรือไม่อย่างไรด้วย ซึ่งในประเด็นการเสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์การชุมนุมทั้งหมดนั้น รัฐบาล ได้มีมาตรการชดใช้เยียวยาแล้วบางส่วนตามมติคณะรัฐมนตรี"

"ส่วนกรณีการดำเนินคดี กรณี เสียชีวิต 6 ศพในวัดปทุมวนารามฯ นั้น เป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมายต่อไป ซึ่งกรณีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษและตั้งเป็นสำนวนคดีอาญา คดีอยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยมีการนัดไต่สวนเริ่มตั้งแต่ 13 ธันวาคม 2555 – 18 กรกฎาคม 2556 เห็นว่า เมื่อกรณีเป็นการไต่สวนในชั้นศาลแล้ว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงไม่อาจก้าวล่วงมีคำวินิจฉัยในประเด็นนี้"

 

000

5.บทสรุป

ในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดังกล่าว แบ่งเนื้อหาช่วงบทสรุปออกเป็น 2 ส่วน คือ 5.1 บทเรียน และ 5.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยมีรายละเอียดดังนี้

5.1 บทเรียน

แบ่งออกเป็น 5.1.1 บทเรียนภาคประชาชน แล 5.1.2 บทเรียนภาครัฐ โดยมีรายละเอียดดังนี้

5.1.1 บทเรียนภาคประชาชน

1. ผู้จัดการชุมนุมต้องสร้างเจตจำนงร่วมกันในการชุมนุมโดยสงบและสันติ ตลอดจนดูแลให้มีอุดมการณ์ที่ถูกต้องในการรักษาระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

2. ผู้จัดการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุมต้องมีหน้าที่ร่วมกัน ทำให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ยึดแนวทางสันติวิธีและเจรจาไกล่เกลี่ย ไม่ปลุกระดม อีกทั้งการชุมนุมนั้นต้องปราศจากอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธทุกชนิดในพื้นที่การชุมนุม รวมถึงไม่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทุกประเภท

3. ผู้จัดการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุมต้องชุมนุมในลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วไป หรือให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมด้วย

5.1.2 บทเรียนภาครัฐ

1. รัฐต้องดูแลการชุมนุมให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันมิให้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงกรอบแห่งกฎหมาย มาตรฐานสากล รวมถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

2. ควรหลีกเลี่ยงการประกาศใช้กฎหมายพิเศษเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม เพราะไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลสถานการณ์การชุมนุมได้อย่างมีประสทิธิภาพ รัฐจึงจำเป็นต้องมีมาตรการกฎหมายที่เหมาะสมหรือกลไกเฉพาะเพื่อดูแลและรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม

3. การดูแลสถานการณ์การชุมนุมโดยรัฐ ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวต้องมีแผนปฏิบัติการและขั้นตอนที่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะในการทำงานด้านมวลชน รวมถึงเครื่องมือที่เหมาะสม

 

5.2 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 

มีทั้งหมด 7 ข้อ มีรายละเอียดดังนี้

1) คณะรัฐมนตรีควรหลีกเลี่ยงการประกาศใช้กฎหมายพิเศษ ได้แก่ พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2457 พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 เว้นแต่การชุมนุมแปรเปลี่ยนไปสู่สถานการณ์วิกฤติ หรือการจลาจลที่จะกระทบต่อความมั่นคง หรือก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ควรต้องมีการกำหนดกรอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่ชัดเจน และมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นการกระทำต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

2) คณะรัฐมนตรีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทบทวนถึงแนวทางปฏิบัติให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 63 ที่ต้องส่งเสริมและคุ้มครองเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ นอกจากนี้ รัฐควรสร้างกลไกให้มีหน่วยงานเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการรับปัญหาและพิจารณาแก้ไขเบื้องต้น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาขยายตัวมากขึ้น จนต้องมีการชุมนุม

3) คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการเผยแพร่ เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนว่าสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นตามรายงานฉบับนี้ มีข้อค้นพบที่เป็นปัญหาความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างที่รุนแรงจากการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่ที่ทั้งภาครัฐและภาคสังคมจะต้องร่วมกันหาทางออก โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนตามแนวทางสันติวิธี หลักนิติธรรม หลักการมีส่วนร่วม และหลักขันติธรรม ทั้งต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ในการแสวงหาทางออก ทุกฝ่ายต้องมีความจริงใจและร่วมมือกันบนพื้นฐานการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายและเปิดใจกว้าง โดยลดการเอาชนะคะคานกันของพรรค ของกลุ่ม ของครอบครัวของบุคคล มาเป็นผลประโยชน์โดยรวม

4) คณะรัฐมนตรีโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการสืบสวน สอบสวนหาข้อเท็จจริงและติดตามผู้กระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้ชุมนุมหรือบุคคลใดก็ตามมาดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม ในเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิต และมีผู้ได้รับบาดเจ็บทุกเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 และเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตบริเวณวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ตลอดจนการวางเพลิงเผาทรัพย์และเหตุการณ์อื่นๆ ที่มีการกระทำผิดกฎหมาย

5) คณะรัฐมนตรีควรตระหนักและหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม อันจะนำไปสู่การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างกว้างขวาง

6) คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการสร้างความเป็นธรรมในระยะการเปลี่ยนผ่านของสังคม โดยต้องทำความจริงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ปรากฏ และมีมาตรการในการลงโทษผู้กระทำความผิดโดยยึดหลักกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสร้างระบบในการชดเชย เยียวยาและฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

7) คณะรัฐมนตรีต้องไม่กระทำและละเลยการกระทำทั้งทางตรงและทางอ้อมที่เป็นการสกัดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารตามสิทธิในกฎหมาย หรือเป็นการแทรกแซงหรือละเมิดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชน นอกจากนี้ รัฐบาลต้องดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปสื่อตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยอย่างไม่ชักช้า โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนโดยรวมเป็นสำคัญ เพราะสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในวิกฤติการณ์ความรุนแรงนี้ เกิดลักษณะอนาธิปไตยของสื่อ กล่าวคือ มีทั้งสื่อเลือกข้าง สื่อทางการเมืองที่เน้นเนื้อหาในการปลุกระดมมวลชน เกิดการยั่วยุ สร้างอารมณ์เกลียดชัง ก่อให้เกิดการแบ่งแยกเป็นฝักฝ่าย นำไปสู่สถานการณ์การใช้ความรุนแรง การแสดงความคิดเห็นต่าง และสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชนต้องเป็นสิ่งที่รัฐและสังคมให้การยอมรับ เพียงแต่จะต้องไม่ใช้สิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน และเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นที่เกินขอบเขต

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เปิดวงสนทนาสู่การพัฒนาพลเมืองรุ่นใหม่

Posted: 08 Aug 2013 08:33 AM PDT

การสานเสวนาหรือสนทนา เป็นรูปแบบหนึ่งของการสนทนา ที่มุ่งให้เกิดความเข้าใจ ทั้งมุมมองของตนและของผู้อื่นได้ กระบวนการทำให้เกิดความหมายที่ไหลลื่นผ่านไปในหมู่ผู้สนทนา ที่มุ่งสานความหมายและความเข้าใจ  โดยยอมรับความแตกต่างของจุดยืน ความคิด และอัตลักษณ์ของผู้สนทนา บรรยากาศทางวิชาการอันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาหรือสร้างองค์ความรู้สำหรับคนรุ่นใหม่เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องสร้างความเข้าใจและผลักดันให้เกิดขึ้น การตัดสินคนรุ่นใหม่ว่าไม่สนใจแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลจะตัดสินเช่นนั้นได้หรือไม่

การเสวนาหรือวงสนทนาบรรยากาศที่ค่อนข้างมีความเป็นวิชาการ การนำเสนอความคิดเห็นของตนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกระบวนการถ่ายทอดคำพูดอย่างเป็นระบบ มีชุดข้อมูลอ้างอิงเพื่อให้เป็นน้ำหนักเหตุผลของตนเอง การตกผลึกทางความคิดของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งให้เกิดการถ่ายทอดความคิดนั้นเป็นไปได้ยาก

คนรุ่นใหม่ไม่ชอบบรรยากาศที่เป็นพิธีการหรือเป็นทางการมาก บรรยากาศที่สร้างความไม่มั่นใจนั้นทำให้ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ด้วยความกลัวว่าเมื่อนำเสนอความคิดห็นแล้วหากไม่มีความเป็นมืออาชีพในการนำเสนออาจทำให้ตนเองถูกมองว่าการถ่ายทอดข้อมูลไม่มีประสิทธิภาพ ไม่น่าเชื่อถือ คนรุ่นใหม่เมื่อตกอยู่ในสภาวะนี้จะเลือกนั่งฟังมากกว่านำเสนอความคิดของตนเอง แม้ต้องการนำเสนอความคิดของตนที่เห็นด้วยหรือขัดแย้งคนรุ่นใหม่จะเลือกที่จะเก็บเอาไว้ในใจ แล้วจะไประบายความคิด ความรู้สึกกับคนรุ่นเดียวกันนอกเวทีเสวนาหรือสนทนา

การมีผู้ร่วมสนทนาเป็นนักวิชาการ คนที่มีประสบการณ์ในประเด็นนั้นๆ เป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้านำเสนอความคิดของตน เพราะการสนทนากับคนกลุ่มนี้เป็นพื้นที่ซึ่งต้องมีชุดข้อมูลเป็นฐานความคิดของตนให้หนักแน่น หากคนรุ่นใหม่นำเสนอออกไปโดยที่ไม่มีน้ำหนักจะถูกต้านด้วยความคิดของผู้ใหญ่เหล่านั้น บรรยากาศที่ให้คนซึ่งมีความห่างของอายุ ประสบการณ์ เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเปลี่ยนแปลง เนื่องจากพื้นที่ของความแตกต่างนี้ทำให้ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่จำกัดตัวเองให้เป็นผู้รับฟังมากกว่าผู้พูด

วงสนทนาในรูปแบบใดที่คนรุ่นใหม่มีความสนใจเป็นบรรยากาศที่จะต้องสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สร้างนิสัยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นสังคม การพูดคุยอย่างมีเหตุผลยอมรับในความคิดที่แตกต่างได้ เป็นการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศสังคมแห่งการเรียนรู้และการตั้งข้อสงสัยกับสิ่งที่ผิดแปลกในสังคม

หากต้องการให้คนรุ่นใหม่ตระหนักรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ต้องเริ่งเปลี่ยนแปลงบรรยากาศการสนทนาที่ผู้ใหญ่รับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่มากกว่าการโต้แย้งกลับทันทีที่คนรุ่นใหม่เสนอความคิดเห็น ให้โอกาสคนรุ่นใหม่พูดให้มากที่สุด ผู้ใหญ่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้เสนอแนะและชื่นชมในความคิดของเขาเหล่านั้น จะทำให้เขารู้สึกว่าเขามีความสำคัญในวงสนทนา บรรยากาศการพูดคุยสนทนาแบบเป็นกันเองเป็นสิ่งที่ต้องเกิด ไม่ใช้กรอบข้อมูลแบบนักวิชาการมาก หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรจัดการสนทนาให้เป็นลักษณะกึ่งทางการ

ถ้าบรรยากาศการพูดคุยแบบเป็นกันเองเกิดขึ้นในวงสนทนาประเด็น กระบวนการคิดของคนรุ่นใหม่ที่มีความตระหนักรับรู้ประเด็นสังคม อาทิ การเมืองการปกครอง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ฯลฯ จะเกิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ความเป็น "พลเมืองรุ่นใหม่" ของสังคม เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาอนาคตสังคมต่อไป การเริ่มต้นรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่จะทำให้โอกาสที่คนรุ่นใหม่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมทุกระดับจะเกิดขึ้น เพราะเมื่อใดที่เขาเห็นว่าคนที่ร่วมสนทนาให้ความสนใจและความสำคัญกับความคิดของเขา โดยที่ไม่ต้านหรือแย้งให้รู้สึกว่าพูดไปสุดท้ายผู้อื่นไม่ฟังเหมือเดิม เมื่อนั้นคนรุ่นใหม่จะไม่เบื่อหน่ายที่จะสนทนาร่วมกับเวทีที่มีผู้ใหญ่ด้วย

"สังคมที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเป็นรากฐานสำคัญของสังคมประชาธิปไตยที่เคารพสิทธิมนุษยชน  หน่ออ่อนของพลเมืองรุ่นใหม่ต้องได้รับการดูแลใส่ใจให้กลายเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ มีความกล้าและมั่นใจในการแสดงความคิดเห็น และสามารถแยกแยะได้ว่าสังคมควรเป็นอย่างไร"

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ละครนิรโทษกรรมเป็นโอกาสของทั้งสองฝ่ายที่จะเบี่ยงเบนประเด็น

Posted: 08 Aug 2013 08:14 AM PDT

การวิ่งเต้นโวยวายเรื่องร่างกฏหมายนิรโทษกรรมที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ จากทั้งสองฝ่าย คือฝ่าย "แช่แข็ง" กับฝ่าย "รัฐบาลเพื่อไทย" เป็นโอกาสทองสำหรับผู้มีอำนาจในพรรคเพื่อไทยและพวกอนุรักษ์นิยมรวมถึงทหาร เพราะมันทำให้ประเด็นสำคัญๆ หายไป นั้นคือการสร้างมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในไทยด้วยการนำทหารและนักการเมืองที่สั่งฆ่าประชาชนมาขึ้นศาล การลงโทษผู้ที่ก่อรัฐประหาร และการยกเลิกกฏหมายที่ทำลายสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกโดยเฉพาะ112

สำหรับฝ่ายแช่แข็งอนุรักษ์เผด็จการ การถกเถียงกลายเป็นการต่อรองกับเพื่อไทยและทักษิณ มีการพยายามยกเรื่องทักษิณมาพูดตามเคย และปกปิดอาชญากรรมของทหารและประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นการกดดันให้นักโทษการเมืองติดคุกนานๆ ต่อไป และเพื่อไม่ให้แตะกฏหมาย112 ที่ปกป้องทหารด้วยหน้ากากกษัตริย์

สำหรับรัฐบาลเพื่อไทย และนปช. ความสับสนและข่าวลือต่างๆ รวมถึงการมีร่างกฏหมายนิรโทษกรรมร้อยแปดฉบับ เป็นโอกาสดีสำหรับพวกนี้ ที่จะสร้างความคลุมเครือ ให้เสื้อแดงนิ่งเฉยไม่ออกมาชุมนุม และยอมรับการประนีประนอมแย่ๆ กับทหาร กับการจบลงแย่ๆ ด้วยความรู้สึกว่า "อย่างน้อยเราได้บางอย่าง" แต่ได้อะไรนั้นอีกเรื่อง

คำถามที่เราควรถามคือ พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลมาหลายปีแล้ว ทำไมไม่มีการนำนายพลและนักการเมืองมือเปื้อนเลือดมาขึ้นศาล ทำไมนักโทษการเมืองเสื้อแดงไม่ถูกปล่อยในขณะที่พวกปิดสนามบินมีเสรีภาพ และทำไมไม่ทำอะไรกับกฏหมายแย่ๆ อย่าง 112?

คนอย่าง สมยศ สุรชัย ดาตอร์ปิโด ไม่เคยก่ออาชญากรรมและไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่เพื่อไทยกับ นปช. มองว่า "ต้อง" ติดคุกตลอดชีวิต ในขณะที่อาชญากรแท้ที่มีเสรีภาพลอยนวล เช่น ประยุทธ์ อนุพงษ์ อภิสิทธิ์ อนุพงษ์ และสนธิ นี่คือสูตรสำหรับการปกป้องสังคมไทยที่ไร้สิทธิมนุษยชน 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฮิตเลอร์ นาซีและดนตรีคลาสสิก

Posted: 08 Aug 2013 08:03 AM PDT

<--break->มักมีคนเข้าใจว่าทั้งฮิตเลอร์และนาซีนั้นเป็นพวกป่าเถื่อนที่หมกมุ่นแต่อำนาจและความรุนแรง อีกยังดื่มด่ำกับการใช้อำนาจเผด็จการในการควบคุมสังคมเยอรมันที่เต็มไปด้วยสีสันที่แห้งแล้ง จืดชืด หรือไม่ก็เป็นตัวตลกที่ไร้มันสมอง มีแต่พฤติกรรมที่โง่เง่าน่าขบขัน  ความเชื่อเช่นนี้ถูกผลิตซำผ่านสื่อกว่า 70 ปีที่ผ่านมาที่อันเป็นการค่อนข้างใส่สีของฮิตเลอร์ในด้านที่บิดเบือนจากความเป็นจริงว่าอารยธรรมของเยอรมันนาซีนั้นที่แท้มีความซับซ้อนและลุ่มลึกอย่างมาก เช่นเดียวกับตัวของฮิตเลอร์รวมไปถึงลูกน้องบางคนของเขาอย่างเช่นโจเซฟ เกบเบิลส์และอัลเบิร์ต สเปียร์สที่คือการผสมผสานระหว่างความของคนบ้าอุดมการณ์ กระหายเลือด กับความเป็นผู้คงแก่เรียน เป็นหนอนหนังสือและคลั่งไคล้สถาปัตยกรรมและงานศิลปะ

กระนั้นการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮิตเลอร์ นาซีและดนตรีของบทความนี้ไม่ใช่เป็นการเชิดชู   ฮิตเลอร์แต่ประการใดแต่ต้องการจะบอกว่าคนที่มีอารยธรรมสูงไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีเลิศ ประเสริฐศรีเสมอไปอย่างเช่นนอกจากเยอรมันนาซีแล้วยังมีผู้ดีอังกฤษหรือนักรักไวน์แก้มศิลปะอย่างฝรั่งเศสที่เข่นฆ่าชาวอาณานิคมในประเทศโลกที่ 3 รวมกันน่าจะมากกว่าเยอรมันนาซีเสียอีกอันสะท้อนว่ายิ่งมนุษย์มี    อารยธรรมซับซ้อนละเอียดอ่อนหรือมีอุดมการณ์ที่สูงส่งราวกับว่าจะพามนุษย์ไปสู่ความเป็นพระเจ้าได้แล้ว ในสัญชาติด้านมืดของมนุษย์กลับไปไม่ถึงไหน อีกยังใช้อารยธรรมหรืออุดมการณ์ในการสร้างความชอบธรรมกับสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้บทความนี้ยังน่าจะช่วยให้คำตอบหรือคำอธิบายถึงปรากฏการณ์ของรัฐชาติยุคใหม่ที่นิยมนำวัฒนธรรมโดยเฉพาะดนตรีมาเพื่อสร้างความศรัทธาและความภักดีแก่ประชาชนด้วยท้วงทำนองอันทะลวงลึกไปถึงแก่นวิญญาณผสานกับเนื้อหาที่งดงามแต่เกินความจริงเพื่อเชิดชูรัฐและชนชั้นปกครอง  ส่วนนักดนตรี ผู้ประพันธ์เพลงก็เปรียบได้ดังพวกที่ชะตาชีวิตตกอยู่ท่ามกลางสมรภูมิของทั้งอำนาจรัฐและประชาชนรวมไปถึงความโลภและเจตจำนงอิสระในการสร้างศิลปะของตน
 

ดนตรีคลาสสิกกับการโฆษณาชวนเชื่อ

วิธีการหนึ่งสำหรับรัฐเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จในการสร้างลัทธิชาตินิยมอย่างเช่นเยอรมันนาซีคือการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองที่เต็มไปด้วยการสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ มีสีสัน เพื่อยกย่องความเป็นชนเผ่าอารยัน ไม่ว่าจะเป็นขบวนสวนสนาม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกายของประชาชนและศิลปะ สำหรับดนตรีจัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะที่ทรงพลังในการเร้าอารมณ์ของประชาชนให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของรัฐนาซีจึงได้จัดตั้งกระทรวงดนตรีและองค์กรอื่นๆ อีกมากมายเพื่อรวบรวมนักดนตรีที่อุทิศตนเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของชนชาติเยอรมัน ถึงแม้ดนตรีในยุคต้นศตวรรษที่ 20 จะมีความหลากหลายแต่ดนตรีที่เป็นสัญลักษณ์สืบทอดความยิ่งใหญ่ตั้งแต่อดีตของเยอรมันก็คือดนตรีคลาสสิกเช่นเดียวกับที่รัฐไทยโฆษณาโขนหรือดนตรีไทยนั้นเอง  สำหรับฮิตเลอร์และโจเซฟ เกบเบลส์ รัฐมนตรีกระทรวงการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda Ministry) เห็นว่าคีตกวีที่แต่งดนตรีอันยอดเยี่ยมแบบเยอรมันมีอยู่สามท่าน คือนอกจากริชาร์ด วากเนอร์ แล้วยังมีลุกวิก  ฟาน    เบโธเฟน รวมไปถึงอันตัน บรุกเนอร์ทั้งสามคนล้วนแต่มีชีวิตอยู่ก่อนศตวรรษที่ยี่สิบทั้งสิ้น


ริชาร์ด วากเนอร์  (Richard Wagner)

ริชาร์ด วากเนอร์ คีตกวีผู้สร้างสรรค์อุปรากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตะวันตกถือว่าเป็นสุดยอดขวัญใจของฮิตเลอร์  แม้ว่าเขาไม่ทันได้พบหน้าวากเนอร์เพราะวากเนอร์ได้เสียชีวิตในปี 1883 หกปีก่อนจอมเผด็จการจะเกิด  ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ขณะที่ฮิตเลอร์ยังเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองหัวรุนแรงเล็ก ๆ คือพรรค German Worker's Party (ต่อมาเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจ ก็เปลี่ยนชื่อเป็นพรรค NSDAP หรือที่นิยมเรียกกันว่าพรรคนาซี) เขาเดินทางไปดูอุปรากรของวากเนอร์คือเรื่อง Rienzi ที่เมืองลินซ์ บ้านเกิดของเขา ในออสเตรีย เขาพูดกับเพื่อนว่า "นี่คือจุดกำเนิดของทุกสิ่ง" ฮิตเลอร์ย่อมหมายถึง แผนการที่เขามีต่อชาติและประชาชนเยอรมัน เขากำลังวาดภาพของเยอรมันที่ไม่ใช่ประเทศหากเป็นอาณาจักรเยอรมันอันยิ่งใหญ่เช่นเดียวกับอาณาจักรโรมันซึ่งเป็นฉากของอุปรากรเรื่องนี้

อย่างไรก็ตามไม่น่าประหลาดใจว่าฮิตเลอร์จะเข้าชม Rienzi และ Lohengrin กันไม่ต่ำกว่ายี่สิบสามสิบรอบจนเรียกได้ว่าฮิตเลอร์สามารถท่องบทพูดในอุปรากรสองเรื่องนี้จนขึ้นใจ ซึ่งก็เป็นอากัปกิริยาของคนที่คลั่งใคล้ในศิลปะมากกว่าเรื่องการเมือง และต่อมาเมื่อฮิตเลอร์เข้ามาเล่นการเมือง เขาก็นำเอาศิลปะเข้ามาผสมผสานกับการเมืองได้อย่างน่าทึ่ง เช่นสัญลักษณ์สวัสดิกะหรือชุดแต่งกายของทหาร รวมไปถึงดนตรีของวากเนอร์ ฮิตเลอร์คลั่งไคล้ในตัววากเนอร์ถึงกลับเขียนลงไปในหนังสือชีวประวัติของเขาคือ Mein Kampf ดังนี้

เมื่ออายุได้สิบสองขวบ ผมไปดูอุปรากรเป็นเรื่องแรกในชีวิตของผม นั่นคือ Lohengrin ในวินาทีนั้น ผมเกิดความลุ่มหลง ความคลั่งไคล้ในยามหนุ่มของผมที่มีต่อนายใหญ่แห่งไบรอยท์ (คือวากเนอร์) นั้นหาขอบเขตมิได้"

ในปี 1923 ฮิตเลอร์เดินทางไปเยือนวาห์นฟรีดคฤหาสน์ของวากเนอร์เป็นครั้งแรก ภายหลังจากไปคารวะหลุมฝังศพของวากเนอร์และโคสิมา เขาก็กล่าวว่า "ถ้าหากผมประสบความสำเร็จในการมีอิทธิพลต่อโชคชะตาของชาวเยอรมัน ผมจะทำให้ Parsifal (อุปรากรเรื่องหนึ่งของวากเนอร์) กลับมาสู่ไบรอยท์อีกครั้ง" นั่นคือเขาต้องการจะสนับสนุนบรรดาสาวกลัทธิวากเนอร์ที่ต้องการให้มีกฏหมายจำกัด Parsifal ให้เล่นเฉพาะในเมือง เท่านั้น แต่เมื่อมีอำนาจแล้ว ฮิตเลอร์กลับทำเช่นนั้นไม่ได้เพราะกฎหมายเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ของเยอรมันไม่ได้เอื้อเช่นนั้นอีกแล้ว

วากเนอร์ถึงแม้จะเขียนบทความทางปรัชญาหรือทางศิลปะมากมายซึ่งจำนวนมากโจมตียิว แต่มีการถกเถียงทางประวัติศาสตร์ว่าจริงๆ แล้ว ฮิตเลอร์ได้อ่านผลงานเหล่านั้นหรือไม่ หรือว่าฮิตเลอร์เพียงได้รับแรงบันดาลใจทางอารมณ์ และเนื้อหาของอุปรากรจากวากเนอร์ผสมกับงานเขียนของปัญญาชนหัวรุนแรงที่ต่อต้านยิวในยุคของเขา แต่ที่แน่ ๆ วากเนอร์อาจจะต้องรับผิดชอบในการเป็นแหล่งหนึ่งที่ถ่ายทอดความเกลียดยิวให้กับฮิตเลอร์ ผ่านอุปรากรของเขาซึ่งมีสัญลักษณ์ของความเกลียดยิวแฝงอยู่หลายแห่งแต่ข้อแตกต่างระหว่างวากเนอร์และฮิตเลอร์ก็คือฝ่ายแรกยังไม่ถึงกลับต้องการจะทำลายพวกยิวให้หมดสิ้นไปจากโลกนี้  ทำไมวากเนอร์ถึงเกลียดยิว ? มีเรื่องเล่าลือว่าในตอนวากเนอร์เดินทางไปทำมาหากินในปารีส เขาได้พบกับนักแต่งอุปรากรเยอรมันเชื้อสายยิวคนหนึ่งที่โด่งดังเกือบที่สุดในยุโรปคือจักโคโม เมเยอร์เบียร์ ซึ่งให้ความช่วยเหลือแก่วากเนอร์อย่างดี แต่ว่าจะด้วยความอิจฉาหรืออะไรก็แล้วแต่ วากเนอร์ก็เพียรโจมตีเมเยอร์เบียร์ในฐานะที่เขาเป็นพวกยิวเช่นเดียวกับเฟลิกซ์ เมนโดลส์เซห์นซึ่งวากเนอร์ชมชอบ ความรู้สึกเช่นนี้สอดคล้องกับกระแสต้านยิวซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปารีสและนักปรัชญาชาวเยอรมันที่ชื่ออาร์เทอร์ เชโปนเฮอร์กซึ่งวากเนอร์ให้ความสนใจอย่างมากก็โจมตียิว 

อุปรากรและดนตรีของวากเนอร์ถูกพวกนาซีปลุกเร้าให้คนเยอรมันเชื่อในเรื่องเกี่ยวกับเทพตำนานซึ่งเป็นต้นกำเนิดของเผ่าอารยันของตน ความอลังการของดนตรีทำให้ฮิตเลอร์เลือกใช้สำหรับงานพิธีต่าง ๆ เช่นงานเดินสวนสนาม  พวกนาซีเห็นว่าดนตรีของวากเนอร์เปรียบได้ดังวัฒนธรรมยุคเก่าอันดีงามท่ามกลางวัฒนธรรมอันต่ำช้าของเยอรมันในช่วงสาธารณรัฐไวน์มาร์ (1918-1933)  ก่อนที่นาซีจะขึ้นมามีอำนาจ   อุปรากรของวากเนอร์ที่ชื่อ  Die Meistersinger Von Nuernberg อันมีตัวผู้ร้ายเป็นยิว และหลายฉากมีประโยคพูดเรื่องการเมือง ก็ได้กลายเป็นการแสดงย่อยๆ ในงานชุมนุมของพรรคนาซีที่เมืองนูเรมเบิร์ก รวมไปถึงเรื่อง Die Walkure (หนึ่งในอุปรากรย่อยของ The Ring of Nibelungen) ตอนที่วากีรีย์สธิดาของเทพโวตันเหาะทะลุเมฆออกมา ก็ถูกฮิตเลอร์ใช้ในภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อถ่ายทำตอนที่เครื่องบินรบกำลังออกบิน  

นอกจากนี้อุปรากร Parsifal ซึ่งเป็นเรื่องที่วากเนอร์ดัดแปลงจากตำนานอัศวินที่ปกป้องรักษาจอกศักดิ์สิทธิ์ของพระเยซู ไปเป็นหอกศักดิ์สิทธิ์ของกษัตริย์ มีการพูดถึงเรื่องชนเผ่าที่มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ที่ฮิตเลอร์ตีความเป็นสายเลือดของชนเผ่าอาระยันหรือเยอรมันนั่นเอง แต่เป็นที่น่าประหลาดใจมากว่าทำไมอุปรากรเรื่องนี้ถึงถูกเกบเบิลส์ สั่งห้ามไม่ให้แสดงในขณะที่พวกนาซีกลับผลิตโปสเตอร์เป็นรูปฮิตเลอร์ซึ่งทำท่าทางเหมือนอัศวิน Parsifal ที่กลับมาชำระล้างเลือดของชนเผ่าเยอรมันให้บริสุทธิ์และนกเขาสีขาวที่โฉบลงมาดังเช่นตอนจบของอุปรากรเรื่องนี้

สายสัมพันธ์ทางกายกับฮิตเลอร์ที่มีกับตระกูลวากเนอร์คือ ความใกล้ชิดสนิทสนมกับลูกสะใภ้ของวากเนอร์ที่มีเชื้อสายอังกฤษนามว่าวินิเฟรด  เธอแต่งงานกับซิกฟรีดลูกชายของวากเนอร์และเข้ารับช่วงต่อกิจการของโรงแสดงอุปรากรที่ชื่อเฟสต์สปีลฮาสภายหลังจาก "นายหญิงใหญ่" โคสิมาภรรยาของวากเนอร์เสียชีวิตในปี 1930 วินิเฟรดช่วยเหลือฮิตเลอร์ตั้งแต่เขายังเป็นคนคลั่งไคล้วากเนอร์ผู้ยากไร้คนหนึ่งโดยการให้ความอบอุ่นดุจดังครอบครัวแก่เขาและ เป็นประจักษ์พยานต่อการทำรัฐประหารที่ล้มเหลวของฮิตเลอร์ในปี 1926 ที่เมืองมิวนิก (Beer Hall Putsch) เธอยังได้กลายเป็นคนที่หลงใหลในนาซีเช่นเดียวกับลูกเขยของวากเนอร์อีกคนนามว่าฮุสตัน สจ๊วต แชมเบอร์เลน ซึ่งก็เป็นชาวอังกฤษเหมือนกัน ลูกๆ ของเธอถูกสอนให้เรียกฮิตเลอร์ตามชื่อเล่นว่า "คุณลุงหมาป่า" (Uncle Wolf) แต่ภายหลังจากที่เยอรมันแพ้สงคราม ดนตรีของวากเนอร์ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรสั่งห้ามแสดง เมืองไบรอยท์ซถูกปิดถึงหกปีเพื่อลบล้างความเป็นนาซี (Denazification) นอกจากนี้อิสราเอลยังสั่งห้ามไม่ให้มีการแสดงอุปรากรของวากเนอร์ในประเทศของตนจนถึงปัจจุบัน

ฮิตเลอร์เสียชีวิตในบังเกอร์กลางกรุงเบอร์ลินวันที่ 30 เมษายน 1945 บางทีก่อนตายเขาจะระลึกถึงอุปรากรของวากเนอร์ ที่เขาเคยไปดูนับครั้งไม่ถ้วนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แล้วคงจะตระหนักว่า เขาช่างเหมือนกับกับ Rienzi พระเอกของเรื่องที่มีชื่อเดียวกันที่เห็นความพังพินาศในอำนาจของตนเมื่อประชาชนใต้การปกครองต่างก่อขบถท่ามกลางพระราชวังที่กำลังจะมอดไหม้จากเปลวไฟ ต่างกันก็เพียง Rienzi ถูกสังหารแต่ฮิตเลอร์เลือกที่จะฆ่าตัวตาย


เบโธเฟนและบรุคเนอร์  (Ludwig Van Beethoven และ Anton Bruckner)

วากเนอร์เชิดชูบูชาดนตรีของลุดวิก ฟาน เบโธเฟนมาก เขาเปรียบเปรยดนตรีของเบโธเฟนว่าเสมือนฝีเท้าของยักษ์ใหญ่ที่วิ่งไล่ตามหลังมา สิ่งเหล่านี้น่าจะส่งผลให้ฮิตเลอร์มีความชื่นชมในเบโธเฟนเช่นกัน   ฮิตเลอร์มีความเชื่อในปรัชญาของคตีกวีหูหนวกท่านนี้ที่ว่า "พละกำลังคือศีลธรรมของบุรุษผู้ยืนอยู่เหนือมนุษย์ทั้งมวล" ฮิตเลอร์ยังจินตนาการว่าตัวเองเป็นเบโธเฟนผู้ครอบครองจิตวิญญาณของชาวเยอรมันทั้งมวล เพราะชาวเยอรมันทั้งหลายต่างรักดนตรีของเบโธเฟน และถือว่าดนตรีของเขายิ่งใหญ่เหนือคีตกวีทั้งมวล  แต่ก็เป็นเรื่องตลกร้ายที่ว่าก่อนหน้านี้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้ซิมโฟนีหมายเลข 5 ของเบโธเฟนโดยเฉพาะกระบวนแรกในการเป็นสัญญาณแบบรหัสมอสในการสื่อสารระหว่างพวกต่อต้านนาซีในประเทศที่ถูกเยอรมันยึดครอง หมายเลข 5 มีตัวเลขแบบโรมันคือ V ซึ่งย่อมาจากคำว่า Victory 

สำหรับอันโตน บรู๊คเนอร์  เขาเป็นสาวกที่ซื่อสัตย์ต่อ วากเนอร์อย่างมาก เขาเคยไปพบกับวากเนอร์ในปี 1865 ขณะที่ฝ่ายหลังเปิดการแสดงอุปรากรเรื่อง Tristan and Isode ที่เมืองมิวนิค และยังได้อุทิศ ซิมโฟนีหมายเลข 3 ให้กับวากเนอร์ บรุคเนอร์เป็นคีตกวีที่ถ่อมตนว่ามาจากชนชั้นรากหญ้า รักธรรมชาติและรักชาติเยอรมัน ซึ่งสามารถผสมผสานกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ในแนวคิดแบบชาตินิยมเชิงโรแมนติก (แนวคิดชาตินิยมที่สร้างความชอบธรรมจากภาษา วัฒนธรรม ประเพณี) ฮิตเลอร์จึงถือว่าบรุคเนอร์เป็นตัวแทนของประชาชนเยอรมัน กระบวนหนึ่งในซิมโฟนีหมายเลข 7 ของเขาได้รับการบรรเลงเพื่อเป็นเกียรติแก่การตายของฮิตเลอร์ในปี 1945


บทบาทของคีตกวี วาทยกรและนักดนตรีในยุคนาซี

นอกจากนี้ยังมีวาทยกรและนักดนตรีอีกจำนวนมากที่ต้องเอาตัวเองให้เข้ากับกระแสของพวกนาซีเพื่อเกียรติยศ เงิน หรือแม้แต่การเอาตัวรอดจากการถูกนำเข้าไปค่ายกักกัน อย่างเช่นเฮอร์เบิร์ต ฟอน คารายาน และ วิลเฮล์ม เฟิร์ตแวงเลอร์  ส่วนเคลเมนส์ กราสส์ วาทยกรชาวออสเตรีย ผู้เก่งกาจในการกำกับอุปรากรและเป็นวาทยกรหลักของ วงเวียนนาซิมโฟนีออร์เคสตร้าแทนเฟิร์ตแวงเลอร์  ฮิตเลอร์ชอบเขาถึงแม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกของพรรคนาซีและไม่ยอมให้คราสส์ย้ายที่ทำงานออกจากกระทรวงดนตรี

ผู้ที่มีอิทธิพลต่อการดนตรีในยุคนาซีเรืองอำนาจยังมีคีตกวีชื่อดังคือริชาร์ด สเตราสส์ คีตกวีผู้ซึ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์กับโยฮันน สเตราสส์ ผู้ลูกเจ้าของเพลง Blue Danube  หากใครนึกภาพดนตรีของริชาร์ด      สตราสส์ไม่ออกก็ลองนึกถึงเพลงโหมโรงอันน่าระทึกใจของหนังเรื่อง 2001: A Space Odyssey นั่นคือเพลง   Also Sprach Zarathustra เช่นเดียวกับ Don Juan ซึ่งเป็น Programming Music (ดนตรีที่สื่อความหมายไปมากกว่าดนตรี) และอุปรากรเรื่อง อื้อฉาว คือ Salome และ Der Rosenklavier             (อัศวินดอกกุหลาบ) ของเขาก็โด่งดังไม่แพ้กัน

สเตราสส์ มีความสนใจในเรื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว แต่กระนั้นก็ยอมรับตำแหน่งประธานสภาดนตรีของเยอรมัน (Reich Music Chamber) เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจในปี 1933 เพราะตัวเองเห็นว่าเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับนักดนตรีที่เก่งกาจท่ามกลางรสนิยมดนตรีที่ไร้รสนิยมของประเทศนี้ สเตราสส์เป็นคนหัวดื้อ ไม่ยอมขับไล่นักดนตรีชาวยิวออกจากวงและพยายามช่วยเหลือญาติ ๆ ที่มีเชื้อสายยิว เขายังหันมาประณามพรรคนาซีแบบเป็นนัย ทำให้พวกนาซีจงเกลียดจังชังเขาในภายหลัง เกบเบิลส์ไม่ไว้ใจเขาเพราะเห็นว่าเขาเป็นพวกชอบฉวยโอกาส และถือว่าดนตรีของเขาต่ำช้า ในที่สุดพวกนาซีก็หมดความอดทนจนต้องไล่สเตราสส์ออกจากประธานสภาดนตรีของเยอรมัน และสั่งห้ามการแสดงดนตรีของเขากระนั้นสตราสส์ไม่ถูกนำเข้าตะแลงแกงเพราะชื่อเสียงระดับโลกของเขานี่เอง อาจเพราะพวกนาซีกลัวว่าจะทำให้นานาชาติมองตนในด้านไม่ดี  เป็นฉากที่น่าตื่นเต้นไม่น้อยเมื่อหน่วยทหารอเมริกันบุกเข้าไปในบ้านของเขาภายหลังจากสงครามเพิ่งสิ้นสุดลง  สเตราสส์ได้ประกาศตน ทำให้ทหารอเมริกันซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นนักดนตรีแสดงความคารวะและเขาก็ได้รับการปฏิบัติโดยดี

คีตกวีอีกท่านซึ่งมีลักษณะตรงกันข้ามกับสเตราสส์มีนามว่าฮันส์ ฟลิตซ์เนอร์ซึ่งถือว่าตัวเองเป็นอัจฉริยะ และศิลปินผู้ฝักใฝ่ชาตินิยมหัวรุนแรง ที่เห็นว่าศิลปะทั้งมวลควรจะรับใช้ประเทศชาติ เขาเคยพยายามชักจูงให้กุสตาฟ มาห์เลอร์คีตกวีชื่อดังอีกคนเชื่อว่าลักษณะสำคัญของดนตรีวากเนอร์ก็คือความเป็นชาติเยอรมัน แต่มาห์เลอร์บอกว่าคีตกวีควรจะไม่สนใจชาติไปมากกว่าการสร้างสรรค์ดนตรี ทำให้  ฟลิตซ์เนอร์ถลาออกจากห้องด้วยความโกรธ กระนั้นเขาก็สร้างความขัดแย้งกับพวกนาซีโดยการคบกับวาทยกรที่มีเชื้อสายยิวคือบรูเนอร์ วอลเทอร์และยังยกย่องดนตรีของเฟลิกซ์ เมนเดลโซห์นซึ่งเป็นคีตกวีเชื้อสายยิว เช่นเพลงโหมโรงสำหรับบทละครของวิลเลียม เช็คเปียร์สคือ A Midsummer Night's dream ถึงแม้ฮันส์จะได้ชื่อว่ามีอิทธิพลทางดนตรีต่อมาห์เลอร์และสเตราสส์ แต่ ปัจจุบันไม่มีคนจำชื่อเขาได้อีกแล้ว

สุดท้ายนี้ก็ต้องกล่าวถึงฮันส์ ฮิตเตอร์ส นักร้องอุปรากรเสียงเบสบาริโทน ที่ฮิตเลอร์โปรดปราน และถือว่าเป็นนักร้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุค เขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคนาซีแต่ก็ทำในที่สุดที่คนเยอรมันทั้งประเทศต้องทึ่งเพราะสามารถล้อเลียนฮิตเลอร์ในงานเลี้ยงได้โดยเจ้าตัวไม่โกรธอันสะท้อนให้เห็นว่าฮิตเลอร์ก็ไม่ใช่เผด็จการแบบเบ็ดเสร็จเสียไปทุกอย่าง

 

 

ความหมายของคำศัพท์

อุปรากร (Opera) –โอเปร่าหรือการแสดงที่ใช้เสียงร้องและดนตรีเป็นองค์ประกอบสำคัญ

คีตกวี (Musical composer) -ผู้ประพันธ์เพลง

วาทยกร (Conductor) –ผู้นำหรือกำกับวงดนตรีออร์เคสตร้า

ไบรอยท์  (Bayreuth) เมืองในแคว้นบาวาเรียซึ่งมีชื่อเสียงสำหรับการจัดเทศกาลดนตรีของริชาร์ด วากเนอร์

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เอเชียบุ๊คส์ ถอน 'นายใน'-'ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ' ออกจากชั้น

Posted: 08 Aug 2013 07:03 AM PDT


 

(8 ส.ค.56) เพจสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน เผยแพร่เอกสารจากเอเชียบุ๊คส์ ซึ่งส่งถึงสาขาต่างๆ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้ดำเนินการเก็บคืนหนังสือ 3 รายการ ภายในวันที่ 10 ส.ค. ประกอบด้วย "นายใน" สมัยรัชกาลที่ 6 และ ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อฯ ทั้งฉบับปกแข็งและปกอ่อน ด้วยเหตุผลว่า หนังสือภาษาไทยดังกล่าวมีเนื้อหาค่อนข้างเปราะบางกับสถานการณ์ในปัจจุบัน จึงขอเรียกเก็บคืนหนังสือทั้ง 3 รายการ

จากการสอบถามไปยังเอเชียบุ๊ค ผู้บริหารคนหนึ่งรับว่า ได้สั่งเก็บหนังสือดังกล่าวจริง อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์

สำหรับ "'นายใน' สมัยรัชกาลที่ 6" เขียนโดย ชานันท์ ยอดหงษ์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยเรื่อง "นายใน" โดยวิเคราะห์พระราชกรณียกิจ พระราชนิยม พระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับ "ความเป็นชาย" ของรัชกาลที่ 6 รวมถึงบทบาทของ "นายใน" ในพระราชสำนักสมัยรัชกาลที่ 6

ส่วน "ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม (พ.ศ. 2475-2500)" เขียนโดย ณัฐพล ใจจริง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน ว่าด้วยการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายปฏิปักษ์ของการปฏิวัติ 2475 และผลของการเคลื่อนไหวนี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุก 6 เดือนรอลงอาญา บก.ลายจุดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

Posted: 08 Aug 2013 06:53 AM PDT

ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก 6 เดือน ปรับ 6,000 สมบัติ บุญงามอนงค์ ฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ร่วมกับประชาชนนับพันชุมนุมไม่เห็นด้วยปฏิบัติการทหาร ที่เลียบทางด่วนรามอินทรา 2 วันหลังเหตุการณ์ 19 พ.ค.53

เมื่อวันที่ 7 ส.ค.56 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นคดีที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลยในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกนายสมบัติ เป็นเวลา 6 เดือนและปรับเป็นเงินจำนวน 6,000บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พ.ค.53 นายสมบัติและประชาชนประมาณ 1,000 คน ร่วมชุมนุมบริเวณใต้ทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์  โดยนายสมบัติได้ใช้โทรโข่งพูดแสดงความไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติการของทหารในการสลายการชุมนุมเมื่อ 19 พ.ค.53 นอกจากนี้ก็มีการปิดภาพถ่ายการสลายการชุมนุมของประชาชนที่เสาและผนังใต้ทาง ด่วน  ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างร้ายแรง (อ่านรายละเอียดคดีนี้ได้ที่ http://freedom.ilaw.or.th/th/case/357#detail )

ก่อนหน้านี้ นายสมบัติตกเป็นจำเลยในคดีลักษณะเดียวกันอีกคดีหนึ่งคือ คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน กีดขวางทางจราจร และก่อความไม่สงบแก่ประชาชน ในพื้นที่ซึ่งมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินจากกรณีที่จัดกิจกรรม "เปลือยเพื่อชีวิต" และเวทีชั่วคราวบริเวณใต้ทางด่วนดินแดง เมื่อวันที่ 18 พ.ค.53 แต่ศาลแขวงพระนครเหนือยกฟ้องคดีนี้โดยระบุว่า จำเลยไม่ใช่ผู้จัดชุมนุม ไม่มีการปราศรัยยั่วยุ การที่จำเลยเพียงแต่ กล่าวปราศรัยแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการใช้กำลังอาวุธเข้าสลายการชุมนุมจน เป็นเหตุให้มีประชาชนต้องบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ย่อมเป็นการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ว่ากฎหมายหรือกำลังใดๆ ก็หาอาจตัดสิทธิหรือจำกัดสิทธิเช่นว่านั้นได้  (อ่านรายละเอียดที่  เปิดคำพิพากษาศาลชั้นต้น "ยกฟ้อง" คดีที่ 2 "สมบัติ" ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ภาคประชาสังคมเสนอปรับ 'กฎหมายพนัน' เน้นกำหนดนิยาม-บทลงโทษให้ชัด

Posted: 08 Aug 2013 06:38 AM PDT

นักวิชาการ-ภาคประชาสังคมเสนอปรับกฎหมายพนันใหม่ทั้งหมด เน้นกำหนดคำนิยามให้ชัด ชี้ส่งเอสเอ็มเอสชิงโชค การพนันออนไลน์ในต่างประเทศเข้าข่ายการพนัน ทั้งควรเพิ่มโทษเจ้ามือ ส่วนเด็ก-เยาวชนควรลงโทษเป็นมาตรการพิเศษ ไม่ใช่โทษอาญา
 
วันนี้ (8 ส.ค.56) มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ร่วมกันแถลงข่าว "ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อปรับปรุง พ.ร.บ.การพนัน 2478 : คำนิยาม-บทลงโทษ" โดยนายรณวิทย์ สิมะเสถียร รองประธานสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน เสนอผลการวิจัยคำนิยามการพนันและการเสี่ยงโชคว่า ประเทศไทยควรกำหนดนิยามของการพนันให้ชัดเหมือนต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ที่กำหนดว่า หากมีการวางเดิมพัน การเสี่ยงโชค และรางวัล ถือเป็นการพนัน เช่น การส่งเอสเอ็มเอสชิงโชคที่มีราคาสูงกว่าปกติเพื่อให้ได้มาซึ่งรางวัลถือเป็นการพนัน หรือการพนันออนไลน์ที่เข้าข่ายการวางเดิมพันชัดเจน เพราะต้องโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารหรือวิธีการอื่นๆ
 
นายรณวิทย์ระบุอีกว่า ผลการวิจัยพบเป้าหมายของกฎหมายพนันของนานาประเทศที่เน้น 3 เรื่องสำคัญคือ ป้องกันไม่ให้การพนันสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมาย และการพนันนั้นต้องเป็นไปอย่างยุติธรรมและเปิดเผย ที่สำคัญที่สุดคือป้องกันเด็กและเยาวชนและกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบของการพนัน ขณะที่กฎหมายการพนันของไทยซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกายังไม่มีการระบุถึงการคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากผลกระทบของการพนันใดๆ ทั้งสิ้น

ด้านนายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการสลากในประเทศไทย วุฒิสภา ให้ข้อมูลว่ากฎหมายการพนันของไทยล้าสมัยมาก โดยบทลงโทษต่ำมาก ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งโทษสำหรับเจ้ามือและผู้เล่นใกล้เคียงกัน ทั้งยังไม่มีการควบคุมการโฆษณา ขณะที่กฎหมายของต่างประเทศนั้นเน้นลงโทษเจ้ามือมากกว่า จึงเสนอให้มีการแก้ไขบทลงโทษในกฎหมายการพนันของไทยให้ทันสมัย
 
นายไพศาลระบุว่ากฎหมายการพนันของไทยควรกำหนดโทษคนที่ทำความผิด 4 กลุ่มคือ เจ้ามือ ผู้เล่น ผู้รับใบอนุญาต และเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะผู้รับใบอนุญาตและเจ้าหน้าที่รัฐหากกระทำผิดควรต้องได้รับโทษในอัตราสูงสุด และยังเสนอว่าควรเปลี่ยนแปลงการลงโทษเด็กและเยาวชน เช่น ไม่ควรให้จำคุก แต่ควรเป็นมาตรการพิเศษ เช่น การให้ความรู้ หรือการทำงานให้สังคม นอกจากนี้นายไพศาลยังเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการการพนันที่เป็นองค์อิสระ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้หลายหน่วยงานเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ใช่มีเพียงกระทรวงมหาดไทยหน่วยงานเดียว
 
ขณะที่นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เลขาธิการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิวงส์ เน้นย้ำว่า การพนันสร้างผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และสังคมอย่างชัดเจนและรุนแรง ในด้านร่างกายนั้นผลการวิจัยด้านการแพทย์ยืนยันว่าสมองของเด็กและเยาวชนขณะกำลังเติบโตช่วงเด็กไปสู่วัยรุ่นหากมีประสบการณ์การพนัน จะส่งผลต่อเซลล์สมองเกี่ยวกับความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลและทักษะการใช้ชีวิต ทำให้กลายเป็นคนที่ชอบเสี่ยงโชค ลงทุนน้อยแต่หวังผลมาก ขณะที่ด้านจิตใจนั้นการพนันนั้นเป็นภาวะเสพติด
 
ส่วนด้านสังคมนั้นชัดเจนว่าการพนันเป็นบ่อเกิดของอาชญากรรม ทั้งจำนวนคดีการพนันที่มากขึ้นและจำนวนผู้เล่นการพนันที่ถูกจับกุมเป็นเรือนแสนคนต่อปี จึงเป็นความจำเป็นที่ต้องสร้างความชัดเจนในคำจำกัดความและบทลงโทษในกฎหมายการพนันของไทยทั้งเพื่อให้ก้าวทันกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนจากการกระทบของการพนัน ดังที่นานาประเทศได้ดำเนินการมาแล้ว
 
นายพงศธร จันทรัศมี ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนสังคมและนโยบายสาธารณะเพื่อลดปัญหาการพนัน มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงส์ กล่าวว่าขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. ...ซึ่งเสนอโดยกระทรวงมหาดไทยและคณะรัฐมนตรีรับหลักการเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้ภาควิชาการและภาคประชาสังคมยังมีความห่วงใยถึงผลกระทบที่จะตามมา เนื่องจากยังไม่มีการกำหนดนิยามที่ชัดเจน บทลงโทษที่เหมาะสมทันต่อสถานการณ์ ที่สำคัญไม่มีการระบุถึงการป้องกันเด็กและเยาวชนจากการพนัน
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เอ็นจีโอจัดเสวนาวิชาการทำความเข้าใจ ‘เมทิลโบรไมด์-โบรไมด์อิออน’ ตกค้างในข้าว

Posted: 08 Aug 2013 05:50 AM PDT

เสวนาวิชาการทำความเข้าใจผลกระทบสารรมควันเมทิลโบรไมด์ กลุ่มเอ็นจีโอแจงผลการทดลองขจัดสารตกค้างโดยการซาวน้ำและหุงที่แตกต่างกับหน่วยงานรัฐ ทั้งแนะไทยควรกำหนดค่าสารพิษตกค้าง MRLให้ต่ำกว่า 50 ppm พร้อมขอมีส่วนร่วมกำหนดค่ากับหน่วยงานรัฐ
 
 
วันนี้ (8 ส.ค.56) โครงการเฝ้าระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและพัฒนากลไกเพื่อยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เป็นอันตรายร้ายแรง และเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และมูลนิธิชีววิถี (Biothai) จัดเสวนาทางวิชาการ "ความจริงเรื่องเมทิลโบรไมด์ (methyl bromide) และโบรไมด์อิออน (bromide ion)" ณ เคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของการใช้เมทิลโบรไมด์ต่อสุขภาพของผู้บริโภค เผยแพร่ข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน รวมทั้งเสนอแนะแนวทางการควบคุมและการกำหนดค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (MRLs) ของสารดังกล่าวในอาหารและผลผลิตทางการเกษตร
 
จากกรณีมูลนิธิชีววิถี และมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เผยผลตรวจพบข้าวสารบรรจุถุงยี่ห้อโคโค่ มีการตกค้างของสารรมควันเมทิลโบรไมด์ ในรูปของโบรไมด์อิออน เกินค่ามาตรฐาน จนนำมาสู่การตรวจสอบโกดังบรรจุข้าวยี่ห้อนี้ และดำเนินการเรียกเก็บจากชั้นวางจำหน่ายในร้านค้าทั่วประเทศ ทำให้เกิดการตื่นตัวของสังคม และมีหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลการตกค้างและพิษภัยของเมทิลโบรไมด์และโบรไมด์อิออน แต่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพิษภัยและการจัดการสารดังกล่าวที่ตกค้างในอาหารของแต่ละหน่วยงานมีความแตกต่างกัน
 
วอยซ์ทีวีรายงานว่า นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี ชี้แจงว่า ทางมูลนิธิฯ ใช้ค่ามาตรฐานในการตรวจสอบสารตกค้างในข้าว แบบเดียวกับกรมวิชาการเกษตร และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมทั้งไม่ได้เข้าใจผิดหรือสับสนระหว่างการตรวจวัดค่าเมทิลโบรไมด์ และโบรไมด์อิออน พร้อมย้ำว่า ที่ผ่านมาทางมูลนิธิฯ ตรวจสอบการตกค้างของการรมควันเมทิลโบรไมด์ โดยตรวจวัดเป็นค่าโบรไมด์อิออน ตามค่ามาตรฐานของ CODEX (โคเด็กซ์) ซึ่งกำหนดค่าการตกค้างของโบรไมด์อิออนในข้าวสารไม่เกิน 50 ppm 
 
ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร กรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่า สารรมควันเมทิลโบรไมด์ มีความสำคัญด้านการฆ่าแมลงในเมล็ดธัญพืชทั่วโลก สิ่งสำคัญคือการใช้อย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้เกิดสารพิษตกค้างไปถึงผู้บริโภค แต่ก็ยอมรับว่าในอนาคตกำลังจะนำวิธีอื่นมาทดแทนสารนี้ 
 
นอกจากนี้ เว็บไซต์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) เผยแพร่สรุปประเด็นเสวนาวิชาการใน 4 ประเด็นสำคัญ ดังต่อไปนี้

1.การหาปริมาณสารรมควันพิษเมทิลโบรไมด์ตกค้างในข้าวสารบรรจุถุงของทุกหน่วยงาน คือกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมวิชาการเกษตร มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและมูลนิธิชีววิถี วัดค่าการตกค้างของสารโบรไมด์อิออนเหมือนกัน และแปลผลโดยเปรียบเทียบกับค่าปริมาณการตกค้างสูงสุดของโบรไมด์อิออนของโคเด็กซ์ (Codex MRL) ซึ่งกำหนดไว้ที่ 50 ppm เช่นเดียวกัน
 
ผลการตรวจวิเคราะห์พบการตกค้างสอดคล้องกันในข้าวสารบรรจุถุงยี่ห้อโคโค่ ดังนั้นทุกฝ่ายต่างเข้าใจตรงกันว่า วิธีการตรวจวัด ผลการตรวจ และการแปลผลของมูลนิธิชีววิถีและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคมิได้ผิดพลาด สับสน หรือแปลผลไม่ถูกต้องแต่ประการใด

2.ทุกฝ่ายเห็นร่วมกันว่าอันตรายของเมทิลโบรไมด์และโบรไมด์อิออนมีความแตกต่างกัน โดยเมทิลโบรไมด์มีพิษเฉียบพลันต่อผู้ใช้ และระยะยาวมีแนวโน้มเป็นสารก่อมะเร็ง
 
ในขณะที่โบรไมด์อิออนที่ตกค้างเกิน 50 ppm มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ เพราะโบรไมด์อิออนจะแย่งจับไอโอดีนในร่างกาย ทำให้เป็นปัญหากับประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มประชากรที่ขาดไอโอดีน ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ หรือประชากรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากทะเล เช่น บางมณฑลของจีนแผ่นดินใหญ่ สาธารณรัฐเช็ก และประชากรในพื้นที่ภาคอีสาน หรือภาคเหนือของไทยที่ยังพบว่ามีบางส่วนขาดไอโอดีน

3.ข้อมูลการขจัดโบรไมด์อิออนที่ตกค้างโดยการซาวน้ำและหุงของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและมูลนิธิชีววิถี เทียบกับหน่วยงานราชการมีส่วนที่สอดคล้องกันและแตกต่างกัน โดยเมื่อเปรียบเทียบงานวิจัยของ Nakamura และคณะ (1993) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารระหว่างประเทศที่น่าเชื่อถือ และการทดลองเบื้องต้นโดยกรมวิชาการเกษตร
 
พบว่ามีผลการวิจัยบางส่วนใกล้เคียงกัน คือ การซาวน้ำสามารถลดการตกค้างได้บางส่วน กล่าวคือ Nakamura นำข้าวมาซาวน้ำ 3 ครั้งๆละ 5 นาที จะเหลือโบรไมด์อิออนตกค้าง 51% ในขณะที่การทดลองของกรมวิชาการเกษตร พบว่า เมื่อซาวน้ำ 1 ครั้ง จะเหลือโบรไมด์อิออนตกค้าง 60.6% และเมื่อซาวน้ำ 2 ครั้งจะเหลือโบรไมด์อิออนตกค้าง 46.2%
 
แต่มีความแตกต่างกันของปริมาณการตกค้างหลังหุง ซึ่ง Nakamura พบว่ายังเหลือโบรไมด์อิออนตกค้างถึง 41.2% ในขณะที่การทดลองของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าเหลือโบรไมด์อิออนตกค้างเพียง 15.4% จากความแตกต่างของผลการทดลองดังกล่าว จึงควรมีการวิจัยเพิ่มเติมในประเด็นนี้เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค

4.การกำหนดค่าสารพิษตกค้าง หรือ MRL ในข้าวสาร ยังจำเป็นต้องหาข้อมูลและทำความเข้าใจเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

- การกำหนดค่า MRL โบรไมด์อิออนของประเทศจีน โดยมูลนิธิฯ อ้างอิงจากฐานข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA International Maximum Residue Level Database) ที่ระบุค่าเพียง 5 ppm แต่กรมวิชาการเกษตรแจ้งว่าได้ถามไปยังหน่วยงานของจีนแล้วได้รับคำตอบว่าตัวเลข 5 ppm เป็นการกำหนดค่าเมทิลโบรไมด์มิใช่โบรไมด์อิออน
 
ที่ประชุมเห็นว่าควรนำหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่านี้เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงของแต่ละฝ่ายในเรื่องดังกล่าว

- สำหรับค่าค่าของระดับที่ยอมรับได้ต่อวัน หรือ ADI ของโบรไมด์อิออนที่ Codex กำหนดไว้ 1 มก./กก.น้ำหนักตัว ต่อวัน นั้นมีงานวิชาการของ Van Leeuwen และคณะ (1983) ได้ทำการวิจัยและเสนอให้มีการปรับค่า ADI ว่าควรจะอยู่ที่ 0.1 มก./กก.น้ำหนักตัว ต่อวัน เท่านั้น (ค่า ADI มีความสำคัญต่อการกำหนดค่า MRL ต่อไป)
 
ในกรณีนี้มูลนิธิฯ เห็นว่าประเทศไทยควรกำหนดค่า MRL ของโบรไมด์อิออนให้ต่ำกว่าค่าของ Codex และประสงค์จะขอเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดค่าดังกล่าวของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป
 
ทั้งนี้ นักวิชาการที่ร่วมการเสวนาครั้งนี้ ประกอบด้วย ผศ.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางบุษรา จันทร์แก้วมณี ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร นางประภัสสรา พิมพ์พันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตร และนางกนกพร อธิสุข นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณาจารย์จากสถาบันการศึกษา สมาชิกเครือข่ายผู้บริโภค และตัวแทนจากมูลนิธิชีววิถีและมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ฟังคำสั่งไต่สวนการตาย ‘อากง’ 30 ต.ค.- ภรรยาฟ้องยื่นศาลปกครองฟ้องราชทัณฑ์

Posted: 08 Aug 2013 05:18 AM PDT

8 ส.ค.56  ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ มีการไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพ คดีหมายเลขดำ อช. 10/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ ยื่นคำร้องไต่สวนการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพกุล หรืออากง อายุ 61 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งเสียชีวิตในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อวันที่ 8 พ.ค.55 โดยในวันนี้มี นพ.กิติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นแพทย์ที่ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์การตรวจชันสูตรพลิกศพนายอำพลที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์  เบิกความเป็นปากสุดท้าย ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งวันที่ 30 ต.ค.นี้ เวลา 9.00 น. เพื่อระบุว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหน เมื่อใด รวมถึงสาเหตุและพฤติการณ์การตายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

ทั้งนี้ นายอำพล ถูกจับกุมฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาทและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตั้งแต่กลางปี2553  จากกรณีส่ง SMS จำนวน 4 ข้อความให้เลขานุการอดีตนายกรัฐมนตรี ศาลพิพากษาจำคุก 20 ปี ระหว่างถูกคุมขังยื่นประกัน 8 ครั้งแต่ศาลปฏิเสธ จนกระทั่งจำเลยเกิดอาการปวดท้องและถูกนำส่งโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันที่ 4 พ.ค.55 และต่อมาเสียชีวิตลงในวันที่ 8 พ.ค.55

น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความนายอำพล กล่าวถึงคำเบิกความของ นพ.กิติภูมิโดยสรุปว่า  สภาพศพของนายอำพลนั้นมีท้องโต หน้าท้องตึงใส เมื่อผ่าพบน้ำในช่องท้องจำนวนมากราว 2 ลิตร ไม่พบมะเร็งที่ลิ้น แต่พบมะเร็งที่จุดใหม่คือบริเวณตับ และปรากฏจุดมะเร็งตามผนังช่องท้อง มีความเห็นว่า นายอำพลเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม แต่ไม่ได้เสียชีวิตจากมะเร็ง หากแต่เพราะหัวใจล้มเหลว เนื่องจากมีน้ำในช่องท้องจำนวนมาก  และตามประวัติการรักษาในเวชระเบียน พบว่าไม่มีการเจาะน้ำในช่องท้องออก ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดจังหวะเนื่องจากน้ำไปดันกระบังลม มีผลต่อการสูบฉีดหัวใจ ซึ่งพบว่ามีการให้ยาขับปัสสาวะ ให้ยาลดการบีบตัวของหัวใจ แต่ไม่ได้มีการตรวจสอบคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

นพ.กิติภูมิกล่าวอีกว่า ในวันที่ 8 พ.ค.ซึ่งเป็นวันที่นายอำพลเสียชีวิตนั้น ตามเวชระเบียนพบว่ามีเพียงพยาบาลที่ให้ความช่วยเหลือกู้ชีพเบื้องต้นโดยการปั๊มหัวใจด้วยมือและเครื่องมือพื้นฐาน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วโรงพยาบาลที่รับผู้ป่วยในทุกแห่งต้องมีแพทย์ประจำการเพื่อร่วมปฏิบัติการกู้ชีพฉุกเฉิน มีการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ มีการให้ยากระตุ้นหัวใจด้วย แต่ปรากฏว่าไม่มีแพทย์อยู่ที่เกิดเหตุและไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 7 พ.ค.56 นางรสมาลิน  ภรรยานายอำพล ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นฟ้องกรมราชทัณฑ์ต่อศาลปกครอง เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้มีหน้าที่ตามกฎหมายในการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังป่วย แต่เจ้าหน้าที่ภายใต้สังกัดของผู้ฟ้องคดีได้ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร หรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่จนเป็นเหตุให้นายอำพลถึงแก่ความตาย ให้กำหนดให้กรมราชทัณฑ์ชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,225,250 บาท และดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าผู้ถูกฟ้องคดีจะชำระเสร็จสิ้น

ในคำฟ้องระบุถึงความยากลำบากและความล่าช้ากว่าที่นายอำพลจะได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แม้จะปรากฏอาการของโรคมาระยะหนึ่งแล้วก็ตาม

"นอกจากนี้ เมื่อผู้ตายได้ร้องขอไปรักษาที่ทัณฑ์สถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวตรงกลับวันหยุดสามวัน หน่วยงานในสังกัดผู้ฟ้องคดีกลับหยุดทำการใดๆ เพื่อวินิจฉัยหรือหาสาเหตุของโรค มีเพียงรักษาเพื่อประคองอาการเท่านั้น การไม่มีมาตรการรักษาโรคเชิงเฝ้าระวังต้องรอให้ผู้ต้องขังเจ็บป่วยใกล้ตายเสียก่อนจึงจะได้รับการรักษา ความไม่พร้อมของอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือและบุคคลากรทางการแพทย์ การหยุดการดำเนินการใดๆ เพื่อวินิจฉัยโรคในช่วงวันหยุด เป็นเหตุโดยตรงให้นำมาสู่ความตายของผู้ตาย" ตอนหนึ่งของคำฟ้องระบุ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศอ.รส.ยกเลิก พ.ร.บ.มั่นคงแล้ว

Posted: 08 Aug 2013 04:46 AM PDT

ศอ.รส. ยกเลิก พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่ เขตดุสิต ป้อมปราบฯ และ พระนคร แล้ว หลังร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านความเห็นชอบของสภาฯ ในวาระที่ 1

พล.ต.อ อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร ลงนามในคำสั่งประกาศศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศอ.รส. ที่ 4/2556  ยกเลิก ประกาศ ศอ.รส ทั้ง 2 ฉบับ 

ประกาศ ศอ.รส. ฉบับที่ 1/2556  เรื่อง ห้ามบุคคลเข้าหรือต้องออกจากบริเวณ พื้นที่ อาคาร หรือสถานที่ที่กำหนด ประกาศ ศอ.รส. ฉบับที่ 2/2556  เรื่อง ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือยานพาหนะ ใน 12 เส้นทางในพื้นที่ ใช้ พ.ร.บ.มั่นคง

ทั้งนี้ ศอ.รส ได้ประกาศให้ 3 พื้นที่ คือ เขตพระนคร ดุสิต และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบด้านความมั่นคง ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ตั้งแต่วันที่ 1-10 สิงหาคม 2556

อย่างไรก็ตาม ศอ.รส ยังคงประกาศ ศอ.รส ฉบับที่ 3/2556 ที่มีสาระสำคัญห้ามนำอาวุธออกนอกเคหะสถาน ยังคงบังคับใช้ต่อไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รองเลขาฯ กสทช. โต้ทีดีอาร์ไอ ไม่ได้ทำประเทศเสียหาย กรณียังไม่ประมูลคลื่น 1800

Posted: 08 Aug 2013 04:35 AM PDT

รองเลขาฯ กสทช. โต้ทีดีอาร์ไอ ระบุไม่ได้สร้างความเสียหายกับประเทศชาติ กรณีขยายเวลาให้เอกชนใช้สิทธิคลื่นความถี่ 1800 MHz อีก 1 ปี แต่มุ่งคุ้มครองประชาชนผู้ใช้บริการกว่า 18 ล้านรายไม่ให้ได้รับผลกระทบ

(8 ส.ค.56) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เผยแพร่ข่าวระบุ ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. ในภารกิจโทรคมนาคม กล่าวว่า จากกรณีที่ เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชนว่า การที่ กสทช. จะขยายเวลาให้เอกชนมีสิทธิใช้คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ออกไปอีก 1 ปี เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการให้มีเวลาพียงพอในการตัดสินใจย้ายผู้ให้บริการตามความต้องการ  สร้างความเสียหายให้กับประเทศและประชาชนเบื้องต้นเป็นมูลค่า 1.6 แสนล้านบาทหากไม่สามารถเปิดประมูลได้ในปีนี้  โดยอ้างว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามผลการวิจัยของสถาบันอนาคตประเทศไทยที่เคยประเมินความเสียหายจากความล่าช้าในการประมูลใบอนุญาตให้บริการ 3G คลื่น 2.1 GHz   รวมถึงตัวอย่างผลการศึกษาของประเทศอังกฤษที่ประมูลคลื่น 3G ล่าช้าเช่นเดียวกัน และทำให้ประเทศต้องเสียโอกาสทางธุรกิจประมาณ 1.4 แสนล้านบาท นั้น

สำนักงาน กสทช. ขอชี้แจงว่า ตัวเลขความเสียหายที่อ้างอิงเป็นสมมติฐาน ซึ่งในความเป็นจริงไม่สามารถนำการคำนวณค่าเสียหายจากความล่าช้ากรณีการประมูล 3G คลื่นความถี่ 2.1 GHz มาเทียบเคียงกับการประมูลคลื่น 1800 MHz ได้ เนื่องจากลักษณะของคลื่นความถี่ 2.1 GHz และ 1800 MHz มีความแตกต่างกันและสถานการณ์การใช้งานคลื่นความถี่ก็มีความแตกต่างกันกล่าวคือ คลื่น 2.1 GHz เป็นคลื่นว่างที่ไม่มีการใช้งาน แต่คลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz เป็นคลื่นที่ยังมีการใช้งานอยู่ ในช่วงระยะเวลาการเยียวยารายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำส่งรัฐเป็นรายได้แผ่นดิน  รัฐจึงยังได้รับประโยชน์จากการใช้งานคลื่นความถี่อยู่ซึ่งประมาณการว่ามากกว่ารายได้ที่ได้จากสัมปทาน

นายก่อกิจ กล่าวว่า สิ่งที่ควรคำนึงในกรณีของคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่อายุสัญญาสัมปทานกำลังจะสิ้นสุดลง คือ การดำเนินการที่ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง ตามหลักปฏิบัติทางสากลและที่หลายประเทศดำเนินการกัน คือ ต้องสอบถามผู้ที่ใช้งานความถี่นั้นๆ ว่าจะดำเนินการต่อได้เลยหรือไม่ และจะจัดสรรคลื่นความถี่อย่างไร สำหรับประเทศไทย พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 กำหนดให้ใช้วิธีการประมูลเท่านั้นในการจัดสรรคลื่นความถี่ เท่ากับว่า การดำเนินการและการปฏิบัติหลายเรื่องตามที่หลายประเทศปฏิบัติกัน เราดำเนินการไม่ได้เลย

สำนักงาน กสทช. เห็นว่า การเร่งรัดการประมูลโดยละเลยปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง อาจจะทำให้ประเทศชาติเสียหายยิ่งกว่า เนื่องจากประชาชนผู้ใช้บริการไม่สามารถใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี และมองว่าคำกล่าวดังกล่าวส่งผลด้านลบต่อบรรยากาศและความเชื่อมั่นทางการลงทุนของประเทศไทย
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คำถามเกี่ยวกับการลดราคาค่าบริการ 3G ลง 15% ที่ยังรอคำตอบจาก กสทช.

Posted: 08 Aug 2013 03:35 AM PDT

สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงข่าวเกี่ยวกับการติดตามตรวจสอบและกำกับค่าบริการสำหรับกิจการโทรคมนาคมเคลื่อนที่สากลย่านความถี่ 2.1 GHz หรือ 3G ตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2556  โดยในเนื้อหาของคำแถลง นายฐากร ยืนยันว่า

1. ในส่วนของแพคเกจเดิมในระบบ 2G ที่ผู้ประกอบการนำมาให้บริการต่อในระบบ 3G นั้นผู้ให้บริการทุกรายได้ลดราคาลงไม่น้อยกว่า 15% เรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งเป็นแพคเกจจาก AIS6 แพคเกจ TRUE 3 แพคเกจ และ DTAC 3 แพคเกจ

2. ในส่วนของแพคเกจใหม่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีเพียง 4 แพคเกจของ TRUE เท่านั้นที่ยังไม่ได้ลดลงไม่น้อยกว่า 15% ตามเงื่อนไขใบอนุญาต โดย กสทช. ได้แสดงตารางเปรียบเทียบอัตราค่าบริการของผู้ให้บริการแต่ละราย เป็นรายบริการดังนี้

 

ตารางที่ 1 สรุปการเปลี่ยนอัตราค่าบริการตามการศึกษาของ กสทช.

ที่มา: http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000097493

 

อย่างไรก็ดีคำแถลงดังกล่าวยังมีความไม่ชัดเจนในหลายประการ โดยโครงการศึกษาและติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (โครงการฯ) สรุปประเด็นคำถามและข้อร้องเรียนที่มีต่อ กสทช. เพื่อขอคำชี้แจงที่ชัดเจนดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1: ตามมติ กสค. (ครั้งที่ 16/2556) ผู้ประกอบการต้องลดราคาแพคเกจ 3G ที่เดิมเคยให้บริการในระบบ 2G ลงทุกแพคเกจ คำถามที่ตามมาคือ กสทช. พิจารณา แพคเกจเดิมที่ผู้ประกอบการให้บริการในระบบ 2G และนำมาใช้ต่อในระบบ 3G ครบถ้วนแล้วหรือไม่? แพคเกจเดิมของ AIS TRUE และ DTAC ที่นำมาให้บริการต่อในระบบ 3G มีเพียง 6,3 และ 3 แพคเกจ ตามลำดับ ดังที่เลขา กสทช. แถลงเท่านั้นหรือ? ซึ่งจากการตรวจสอบของโครงการ ฯ พบว่า ยังมีแพคเกจเดิมที่ยังไม่ลดราคา อาทิ แพคเกจ iPhone ของ AIS (ระบบ3G http://www.ais.co.th/3g-postpaid/th/package-detail/2/แพ็กเกจiPhone เทียบกับ ระบบ 2G http://www.ais.co.th/gsmadvance/th/smartphone_packages.aspx)และแพคเกจ iSmartของ AIS (http://www.ais.co.th/3g-postpaid/th/package-detail/1/แพ็กเกจiSmart) ซึ่งไม่มีอยู่ในรายการที่เลขา กสทช. แถลง และราคายังไม่ลดลง

ประเด็นที่ 2: สำหรับแพคเกจใหม่ กสทช. ประกาศราคาอ้างอิง และแสดงราคาเฉลี่ยที่ลดลง เป็นรายบริการ (ดูรูปที่ 1) ในขณะที่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ผู้ประกอบการรวมบริการต่าง ๆ เข้าด้วยกันและขายในรูปของแพคเกจ ซึ่งเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถแยกราคาแพคเกจออกมาเป็นรายบริการว่าแต่ละบริการมีราคาเท่าไร ดังนั้น กสทช. ควรเปิดเผยและแสดงที่วิธีการคำนวณราคารายบริการและแพคเกจที่ใช้คำนวณให้สาธารณะและผู้ประกอบการรับทราบและตรวจสอบได้ถึงความถูกต้อง ซึ่งจะเพิ่มความน่าเชื่อถือและความเข้าใจที่ตรงกันระหว่าง กสทช. และสาธารณะ

ประเด็นที่ 3: แพคเกจที่ใช้คำนวณมีผลต่อราคาเฉลี่ยที่คำนวณได้ เนื่องจากราคาเฉลี่ยที่ กสทช. คำนวณนั้นไม่ได้มีการถ่วงน้ำหนักกับจำนวนผู้บริโภคที่ใช้ ราคาเฉลี่ยที่ลดลงอาจจะมาจากแพคเกจที่มีผู้ใช้บริการน้อย ทำให้ราคาเฉลี่ยที่คำนวณได้มีค่าลดลง แต่ผู้บริโภคได้รับประโยชน์น้อยกสทช. ควรให้น้ำหนักที่มากขึ้นกับแพคเกจที่ผู้บริโภคใช้เป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่ 4: อัตราค่าโทรส่วนที่เกินแพคเกจของผู้ให้บริการทุกรายยังอยู่ในระดับสูงและยังไม่ลดลง คือ นาทีละ 1.25-1.5 บาทต่อนาที ซึ่งควรจะเป็นราคาที่ต้องลดลง 15% ด้วย แต่ราคาค่าโทรดังกล่าวซึ่งตรวจสอบได้ง่ายก็ยังไม่ได้มีการลดลง ยังมิต้องกล่าวถึงว่าอัตราดังกล่าวยังเกินกว่าอัตราขั้นสูงที่ กสทช. กำหนดไว้ตั้งแต่กลางปี 2555 ที่ 99 สตางค์ต่อนาทีเป็นอย่างมาก

ประเด็นที่ 5: กสทช. มีแนวทางในการชดเชยให้กับผู้บริโภคที่ยังไม่ได้รับการลดราคาค่าบริการอย่างไร?

ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่มีผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค และเป็นประเด็นสำคัญของ กสทช. ในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลควรจะต้องพิจารณาอย่างจริงจัง และแสดงให้เห็นว่า กสทช. ต้องการให้ ปี 2556 นี้เป็นปีแห่งการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างแท้จริง

 

 

อ้างอิง:

  1. http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=194025:---15--4&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524
    http://manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9560000097493
  2. แพคเกจ AIS ได้แก่ คุยสะใจ, โทรสะใจ, Smart Phone package 339, Smart Phone package 509, Smart Phone package 679 และ Smart Phone package 849
    แพคเกจ TRUE ได้แก่ ค่าบริการรายเดือน (2G) 399 บาท, (2G) 599 บาท, และ (2G) 899 บาท
    แพคเกจ DTAC ได้แก่ dtacSaveSave, Airtab 299 และ SMP 399

 

 

 

ที่มา: www.nbtcpolicywatch.org

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กรรมการสิทธิฯ เปิดรายงานสลายชุมนุม ปี 53 แล้ว

Posted: 08 Aug 2013 03:19 AM PDT

เว็บไซต์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เผยแพร่ "รายงานผลการตรวจสอบเพื่อมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2553 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553" จำนวน 92 หน้า แล้ว ที่ http://www.nhrc.or.th/2012/wb/img_contentpage_attachment/692_file_name_9897.pdf
 


 

ท้ายรายงานฉบับดังกล่าว คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปบทเรียนต่อกลุ่มต่างๆ ดังนี้
ผู้ชุมนุม
1. ผู้จัดการชุมนุมต้องสร้างเจตจำนงร่วมกันในการชุมนุมโดยสงบและสันติ ตลอดจนดูแลให้มีอุดมการณ์ที่ถูกต้องในการรักษาระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

2. ผู้จัดการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุมต้องมีหน้าที่ร่วมกัน ทำให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ยึดแนวทางสันติวิธีและเจรจาไกล่เกลี่ย ไม่ปลุกระดม อีกทั้งการชุมนุมนั้นต้องปราศจากอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธทุกชนิดในพื้นที่การชุมนุม รวมถึงไม่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือยั่วยุให้เกิดความรุนแรงทุกประเภท

3. ผู้จัดการชุมนุมและผู้ร่วมชุมนุมต้องชุมนุมในลักษณะที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั่วไป หรือให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมด้วย

ภาครัฐ
1. รัฐต้องดูแลการชุมนุมให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันมิให้กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกฝ่าย โดยคำนึงถึงกรอบแห่งกฎหมาย มาตรฐานสากล รวมถึงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

2. ควรหลีกเลี่ยงการประกาศใช้กฎหมายพิเศษเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม เพราะไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลสถานการณ์การชุมนุมได้อย่างมีประสทิธิภาพ รัฐจึงจำเป็นต้องมีมาตรการกฎหมายที่เหมาะสมหรือกลไกเฉพาะเพื่อดูแลและรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม

3. การดูแลสถานการณ์การชุมนุมโดยรัฐ ต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวต้องมีแผนปฏิบัติการและขั้นตอนที่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะในการทำงานด้านมวลชน รวมถึงเครื่องมือที่เหมาะสม

อ่านความเห็นและข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ที่นี่


อนึ่ง ก่อนหน้านี้ หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 ก.ค.2554 หน้า 3 ได้เปิดเผย "ผลการตรวจสอบ กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค.2553" ของคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมหลักฐานกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งต่อมา น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิฯ และประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ยอมรับว่า ฉบับร่างดังกล่าวเป็นของ กสม.จริง แต่เป็นเพียงร่างรายงานของ "คณะทำงาน" ซึ่งได้สำรวจ เก็บข้อมูล เบื้องต้นและยังต้องผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการเฉพาะกิจอีก 3 ชุด และกรรมการสิทธิชุดใหญ่อีกจึงจะเป็นรายงานที่พร้อมเผยแพร่  นอกจากนี้ กสม. ยังชี้แจงกับพะเยาว์ อัคฮาค มารดาของพยาบาลอาสา กมนเกด อัคฮาด ซึ่งหนึ่งในหกผู้เสียชีวิตที่วัดปทุมฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 ด้วยว่าร่างรายงานที่หลุดออกไปยังมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และรับปากว่าจะแถลงความคืบหน้าทุกเดือน โดยจะแจ้งข่าวให้ผู้เสียหายทราบและร่วมเข้าฟังด้วย

 


ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สภารับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษฯ ด้วยเสียงข้างมาก 300 ต่อ 124 เสียง

Posted: 08 Aug 2013 03:01 AM PDT

(8 ส.ค.56) มติชนออนไลน์ รายงานว่า ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 16.30 น. หลังจากมีการถกเถียงว่าให้มีการปิดการอภิปราย ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ เพื่อไทย หรือไม่นั้น ประธานในที่ประชุม นายเจริญ จรรย์โกมล ได้เปิดให้มีการลงมติ ซึ่งเสียงข้างมาก 300 เสียงเห็นควรให้ปิดการอภิปราย  ขณะที่ 126 เสียง เห็นควรให้เปิดอภิปรายต่อ งดออกเสียง 6 เสียง โดยที่ประชุมในขณะนั้นมี 323 เสียง

ต่อมานายเจริญ ก็เปิดให้ลงคะแนนมติรับหลักการวาระที่ 1 ทันที และเป็นไปตามคาดคือเสียงส่วนใหญ่ 300 เสียง รับหลักการ ส่วนไม่รับหลักการมีเพียงแค่ 124 เสียง งดออกเสียง 14 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 2 เสียง โดยที่ประชุมในขณะนั้นมี 437 เสียง จากนั้นจึงเข้าสู่วาระการตั้งคณะกรรมาธิการ


 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พิภพ ธงไชย

Posted: 08 Aug 2013 02:50 AM PDT

ถ้าเรามองหลักการของกลุ่มพันธมิตรฯ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่เข้าสภามันยังไม่ถึงเงื่อนไขของกลุ่มพันธมิตรฯที่จะไปนิรโทษกรรมคุณทักษิณ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่จำเป็นที่จะต้องออกมานำ อีกทั้งเราเคยแสดงความคิดเห็นว่าการนิรโทษกรรมคนบริสุทธิ์ที่ไม่ใช้ความรุนแรง กฎหมายก็ไม่ควรไปเอาเรื่อง

7 ส.ค.56, แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวถึงเหตุที่ไม่ชุมนุมต่อต้านนิรโทษกรรม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น