โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เริ่มถกวาระ 2 พ.ร.บ.งบประมาณปี 57 ฝ่ายค้านแปรญัตติ 137 คน

Posted: 14 Aug 2013 12:15 PM PDT

14 ส.ค.56  การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 2,525,000 ล้านบาท ในวาระ 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยกรรมาธิการมีการเสนอปรับลดงบประมาณลง จำนวน 31,000 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณที่ปรับลดเป็นงบท้องถิ่น กว่า 8,500 ล้านบาท งบของกระทรวง ทบวง กรมกว่า 12,000 ล้านบาท และงบพัฒนายุทธศาสตร์ กว่า 7,500 ล้านบาท

สำหรับกรอบเวลาการอภิปรายกำหนดไว้ 2 วัน ระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคมนี้ ตั้งแต่เวลา 09.30 - 24.00 น. มีผู้สงวนคำแปรญัตติ จำนวน 163 คน โดยฝ่ายค้าน มีผู้แปรญัตติ 137 คน ทั้งนี้ จะมีการถ่ายทอดสดการประชุมผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ตามปกติ

เวลา 09.30 น. เริ่มการประชุม โดยมีนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯได้นำเสนอรายสรุปสาระสำคัญต่อที่ ประชุมว่า กมธ.เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย. -30 ก.ค.56  รวมเวลา39 วัน พิจารณารายละเอียดของหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ   หน่วยงานอื่น กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน ที่ได้รับงบประมาณรวม 463 หน่วยงาน และรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้รับงบประมาณ รวม 12 หน่วยงาน ปรับลดงบประมาณลง  31,899,360,300 บาท เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ของประเทศ เป้าหมายการดำเนินการ ผลการดำเนินการจริง ระยะเวลาและความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ  กมธ.ให้ความสำคัญกับการนำผลการใช้จ่ายจริงในปีงบประมาณที่ผ่านมาเป็นข้อมูล ประกอบการพิจารณาอย่างเข้มงวด ตลอดความพร้อมในการดำเนินงาน อาทิ 1.โครงการ/รายการ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน  หรือโครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว โดยใช้จ่ายโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณ หรือเป็นโครงการที่กันเงินไว้กว่า 1 ปี  2.โครงการที่มีเป้าหมายไม่ชัดเจน มีความจำเป็นน้อย มีการดำเนินการที่ไม่ประหยัด เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้ประหยัด  โดยยังคงเป้ามายเดิมไว้ได้ เช่บ งบอบรมสัมมนา การจ้างเหมาบริการ การจ้างที่ปรึกษา และการวิจัยเป็นต้น 3.โครงการที่มีผลการดำเนินการล่าช้ากว่าแผนที่กำหนด และคาดว่าไม่สามารถใช้จ่ายงบประมาณได้ทันในปี 2557  หรือรายการผูกพันงบประมาณเดิมที่ผลการจัดซื้อจัดจ้างต่ำกว่าวงเงินงบประมาณ ที่เสนอไว้ 4.รายการงบประมาณที่สามารถประหยัดงบประมาณได้ เช่น การปรับครุภัณฑ์บางประเภท ตามแนวโน้มตลาดที่มีราคาลดลง 5.รายการ/โครงการที่สามารถใช้เงินจากแหล่งอื่นได้ นอกเหนือจากเงินงบประมาณได้ เช่นเงินรายได้ เงินสะสม เงินทุนหมุนเวียน หรือการได้รับการจัดสรรเงินกู้ เป็นต้น 

นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการเพิ่มงบประมาณของส่วนราชการต่างๆ ตามที่ ครม.ได้ให้ความเห็นชอบ และรายการที่หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ เสนอคำขอแปรญัตติขอเพิ่มงบประมาณต่อ กมธ.โดยตรง  ในวงเงินเท่ากับที่ปรับลดคือจำนวน  31,899,360,300 บาท โดยจำแนกดังนี้ จัดสรรเพิ่มให้ 1.หน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน วงเงิน 22,459,512,000 บาท เพื่อการสนับสนุนการพัฒนาเมือง พัฒนาศักยภาพด้านสวัสดิการสังคม ความเข้มแข็งของชุมชน แก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ป้องกันปัญหายาเสพติด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม การท่องเที่ยว  ศึกษา และการสาธารณสุข 2.จัดสรรให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)จำนวน 8,553,022,300 บาท  เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการองค์บริหารส่วนท้องถิ่น ในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน  3.หน่วยงานของรัฐสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ 886,825,000 บาท เพื่อให้หน่วยงานดังกล่าวดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นายกิตติรัตน์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการปรับลดและเพิ่มงบประมาณ กมธ.ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับเป้าหมายการดำเนินงาน  ผลการดำเนินการที่ผ่านมา รายการที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย  2,525,000,000,000 บาท

จากนั้นเวลา 10.00น. ที่ประชุมได้เริ่มพิจารณาเรียงตามรายมาตรา ซึ่งมีจำนวน 35 มาตรา โดยสมาชิกเริ่มอภิปรายที่ มาตรา 3 ภาพรวมงบประมาณปี57

นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ได้อภิปรายนานกว่า 2 ชม. โดยเน้นไปที่การปฎิบัติตนสองมาตรฐานในการบังคับใช้กฎหมายของสำนักงานตำรวจ แห่งชาติ (สตช.)และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งทางสตช. ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทในการสลายม็อบองค์การพิทักษ์สยาม  มีการเกณฑ์ตำรวจมา 2-3 หมื่นราย เพื่อปราบม็อบที่อยู่ตรงข้ามรัฐบาล ในขณะที่กลุ่มเสื้อแดงกลับปล่อยให้ชุมนุมอย่างอิสระ แม้แต่บริเวณหน้ารัฐสภา ถ้าอย่างนั้นก็อยากให้ม็อบสวนลุมฯ มาชุมนุมหน้าสภาบ้าง  อีกทั้งในยุคนี้ประชาชนไม่มีความปลอดภัยในชีวิต เช่น คดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ อัญชันบุตร นักธุรกิจชื่อดัง มีการปิดคดีอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ยังอยู่ในความเคลือบแคลงสงสัยของประชาชน  นอกจากนี้ในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ )โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ก็จ้องแต่จะบังคับใช้กฎหมายกับพรรคประชาธิปัตย์เพียงพรรคเดียว   ตรงนี้สองมาตรฐานหรือไม่

นายวัชระ ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใส่ในการจัดซื้อจัดจ้างภายในสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ในโครงการต่างๆ เช่น นาฬิกาแขวนผนังจำนวน 200 เรือนๆละ 7.5 หมื่นบาท การเปลี่ยนแปลงงบประมาณเพื่อปรับปรุงพื้นที่รัฐสภา เช่น ห้องจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน รถประจำทาง รถไฟ และยังใช้งบ 5 ล้านบาทในการปรับปรุงห้องสื่อมวลชนที่ถือว่าแพงที่สุดในโลก การปรับปรุงห้องประชุมงบประมาณ 36 ล้านบาท รวมทั้งโครงการพาชมทุ่งดอกกระเจียว จ.ชัยภูมิ จำนวน 3.3 ล้านบาท นอกจากนี้ตามร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี57 ยังมีการตั้งงบประมาณไว้ 80 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อไมโครโฟนติดตั้งในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยจัดงบ 30 ล้านบาท เพื่อติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดในพื้นที่รัฐสภาและในห้องเลขาธิการสภาผู้ แทนราษฎร จำนวน 40 ล้านบาท และยังพบว่ามีการใช้งบ  2.3 ล้านบาทต่อปี เพื่อจ้างบริษัทเอกชนดำเนินการจัดเก็บขยะในรัฐสภา จากเดิมที่จ้างหน่วยงานของกรุงเทพมหานครในราคา 1 หมื่นบาทต่อปี

"ในชั้นการพิจารณาของกมธ. เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอ้างว่าเป็นไปตามดำริ ของประธานสภาผู้แทนราษฎร และที่กมธ. ร้องขอเอกสารจัดซื้อจัดจ้าง ก็ไม่ได้รับเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้เหตุที่ตนขอปรับลดงบประมาณเพราะไม่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งมีการเปิดช่องให้มีการทุจริตโครงการต่างๆ"นายวัชระ กล่าว

นายสมศักดิ์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมกล่าวว่า ในเรื่องของนาฬิกาแขวนผนังตนไม่รู้เรื่อง มาทราบเมื่อปรากฏเป็นข่าวแล้ว ซึ่งตนขอสาบานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่อยู่ในห้องประชุมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดระยะเวลาการอภิปรายกว่า 2 ชม.ได้มีส.ส.พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะๆ อาทิ นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศีรษะ ส.ส.สุรินทร์ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ เป็นต้น เนื่องจากเห็นว่านายวัชระ อภิปรายเหมือนในวาระที่ 1 ที่ผ่านมา

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ  ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการฯ ชี้แจงถึงงบประมาณในการปรับปรุงซ่อมแซมมอาคารรัฐสภา โดยเฉพาะห้องประชุมงบประมาณ จำนวน 36 ล้านบาท ว่าเป็นงบในปี 55 ไม่เกี่ยวกับงบปี 57

จากนั้นส.ส.ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง  ส่วนใหญ่ท้วงติงถึงการจัดงบประมาณที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่งบประมาณช่วยเหลือเกษตรกร ที่มีผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ รัฐบาลจัดสรรงบน้อยเกินไป

เวลาประมาณ 11.30 น. วันที่ 14 สิงหาคม น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำประมาณ พ.ศ.2557 เสียงข้างน้อย อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายชื่อประจำปี 2557 ขอสงวนความเห็นให้มีการปรับลดงบประมาณลง 5 % เพราะพบว่า การเสนอของบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2557 พบมีการหมกเม็ดและยัดไส้เพิ่มหน่วยงาน อีกทั้งมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์โครงการจากการเสนอของบประมาณ ในชั้นรับหลักการ อาทิ กองทุนส่งเสริมจดหมายเหตุแห่งชาติ ที่พบว่ามีการนำเสนอเข้ามาช่วงที่ กมธ.พิจารณาชั้นแปรญัตติ โดยไม่มีรายละเอียด

สำหรับโครงการที่มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์โครงการ คือการจัดซื้อรถตู้รับ-ส่งนักเรียนขอกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรองรับนักเรียนโรงเรียนที่ถูกยุบ 1,000 คัน แต่เมื่อได้รับการท้วงติงจากสภาได้เปลี่ยนนโยบายเป็นการจัดซื้อรถตู้จำนวน 300 คัน เพื่อใช้ในโครงการโรงเรียนดีศรีตำบล

นอกจากนั้น ในเอกสารงบประมาณ ระบุว่ารถตู้ 12 ที่นั่ง แต่จัดซื้อราคาสูงพบว่าต้องซื้อรถ 16 ที่นั่งแล้วถอดเก้าอี้ออก เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบคือ รถโรงเรียนมี 12 ที่นั่ง พร้อมกับมีการปรับเปลี่ยนตกแต่งภายในด้วย

น.ส.ผ่องศรีกล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือเออีซี รวบรวมตัวเลขทุกหน่วยงานพบว่ามีจำนวน 1.45 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการศึกษาดูงานเท่านั้น นอกจากนั้น แล้วมีบางโครงการที่มีการของบประมาณในปีที่ผ่านๆ มา เพื่อศึกษาออกแบบโครงการแล้วเสร็จ แต่ในปีงบประมาณ 2557 ได้เปลี่ยนแปลงเช่น โครงการรถไฟรางคู่ ลพบุรี-ปากน้ำโพ ใช้งบประมาณศึกษา ปี 2553-2556 หลักร้อยล้านบาทและปี 2557 ระบุไม่ศึกษาต่อและจะมีการเปลี่ยนโครงการใหม่

สำหรับโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดของรัฐบาล พบว่าในส่วนของการจ่ายค่าเช่าโกดังสินค้าขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) งบที่ขอไว้แต่ละปีเพิ่มขึ้น เช่น อ.ต.ก. ปี 2556 ขอใช้งบประมาณเพื่อเช่าโกดัง เพื่อรับรองสินค้าเกษตร จำนวน 1,400 ล้านบาท แต่ในปี 2557 เสนอของบฯจำนวน 3,063 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการตรวจสอบการใช้งบประมาณของหน่วยงานส่วนดังกล่าวที่ผ่านมา พบว่ามีงบประมาณค้างท่อ เบิกจ่ายไปแล้วเพียง 10-20% เท่านั้น และในปี 2557 มีการเสนอของบประมาณโดยมีช่วงเวลาใช้งบประมาณ คือ 11 เดือน หรือตลอดฤดูกาล นอกจากนั้น พบอีกว่ารายการของบประมาณเพื่อใช้โครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ปี 2551 เป็นแบบผลุบๆ โผล่ๆ เช่น อคส.งบปี 2555 ไม่ขอเพื่อใช้เช่าโกดัง แต่ขอในปี 2557

กรรมาธิการเสียงข้างน้อยกล่าวต่อว่า สำหรับงบประมาณเพื่อใช้ดำเนินการเกี่ยวกับการวางจำหน่ายสินค้าโอท็อบ จำนวน 500 ล้านบาท ในกระทรวงพาณิชย์พบว่า ในชั้นแปรญัตติได้รับเงินเพิ่มอีก 1,500 ล้านบาท นอกจากนี้ ค่าดำเนินการติดตั้งอินเตอร์เน็ตไร้สาย (ไวไฟ) เพื่อสนับสนุนโครงการแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาจำนวน 43,000 โรงเรียน โดยแบ่งเป็นการเสนอของบจำนวนมากถึง 89,000 บาทต่อโรงเรียน 1 แห่ง ทั้งนี้ ปกติจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 8,000 บาทต่อแห่งเท่านั้น

"ในส่วนขององค์กรมหาชนพบว่า มีการจัดงบประมาณที่ซ้ำซ้อน เช่น องค์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว (อพท.) ได้ตั้งองค์การมหาชนใหม่ คือสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ที่ได้รับงบประมาณจำนวน 744 ล้านบาท ตั้งขึ้นเพื่อทำเรื่องการท่องเที่ยวเฉพาะพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เช่น ศูนย์ประชุมเชียงใหม่และไนท์ซาฟารี โดยเฉพาะโครงการไนท์ซาฟารีได้รับงบประมาณ 688 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าองค์การสวนสัตว์ที่ดูแลสวนสัตว์ทั่วประเทศ ที่ได้รับงบประมาณเพียง 888 ล้านบาท การเสนอของบประมาณหลายโครงการไม่มีรายละเอียดให้ตรวจสอบ มีโครงการแปรญัตติเข้ามาในวันสุดท้ายของการพิจารณาเช่น โครงการพัฒนาศักยภาพความเข้มแข็งของชุมชน ที่เสนอขอประมาณ จำนวน 1,000 ล้านบาท, โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ จำนวน 2,000 ล้านบาท โดยอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย โดยเป็นโครงการบรรทัดเดียว" กมธ.เสียงข้างน้อยกล่าว

จากนั้นนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย (ปชป.) ในฐานะรองประธาน กมธ.เสียงข้างมาก ชี้แจงว่า การเสนอของบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ไม่มีการหมกเม็ด โดยที่ผ่านการขอแปรญัตติเพิ่มงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ผ่านชั้นการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว โดยเฉพาะกองทุนจดหมายเหตุ ที่ ครม.ได้มีการพิจารณาแล้ว อีกทั้งไม่ใช่เป็นการตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาแต่อย่างใด

 

ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์(1),เว็บไซต์เดลินิวส์(2), เว็บไซต์มติชน, เว็บไซต์เนชั่นชาแนล

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คิม จอง อึน ตรวจสมาร์ทโฟนรุ่น 'อารีรัง' แต่ภาพที่เห็นอาจไม่ใช่โรงงานสมาร์ทโฟนจริงๆ

Posted: 14 Aug 2013 10:51 AM PDT

หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน ตีพิมพ์ภาพผู้นำเกาหลีเหนือทดสอบสมาร์ทโฟน 'อารีรัง' และยกย่องการพัฒนาแอพลิเคชั่น 'สไตล์เกาหลี' แต่ผู้เชี่ยวชาญไอทีเกาหลีเหนือเชื่อว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้น่าจะสั่งผลิตจากจีน และยังไม่มีภาพที่แสดงให้เห็นว่าเป็นโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนจริงๆ และในภาพข่าวยังมี 'เจ้ากรมโฆษณาชวนเชื่อ' ติดตามคิม จอง อึน ไปทดสอบสมาร์ทโฟนด้วย

ภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน เป็นภาพ คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือเยี่ยม "โรงงาน 11 พฤษภาคม" และทดสอบสมาร์ทโฟน "อารีรัง" ที่สื่อของเกาหลีเหนือระบุว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ผลิตได้เองในประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ภาพที่เห็นในข่าว ไม่มีสิ่งใดที่ระบุให้เห็นว่านี่เป็นโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนจริงๆ และเชื่อว่าเกาหลีเหนือน่าจะสั่งผลิตสมาร์ทโฟนมาจากจีน และส่งมายังโรงงานแห่งนี้เพื่อการทดสอบก่อนจำหน่าย

ภาพตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน เป็นภาพ คิม จอง อึน ให้คำแนะนำขณะเยี่ยมชมโรงงาน ในภาพคนยืนหันหลังคือนายรี แจ อิล กรรมการกลางบริหารพรรคแรงงานเกาหลี และเป็นหัวหน้าแผนกการโฆษณาชวนเชื่อ  

ภาพตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน เป็นภาพสมาร์ทโฟนรุ่น 'อารีรัง' ที่ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีเกาหลีเหนือเชื่อว่า อาจจะไม่ได้ผลิตในเกาหลีเหนือ แต่สั่งผลิตมาจากโรงงานในจีน

 

สื่อเกาหลีเหนือแพร่ข่าว "คิม จอง อึน" ตรวจโรงงานสมาร์ทโฟน "อารีรัง"

หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน หรือหนังสือพิมพ์กรรมกร ของพรรคแรงงานเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีเหนือ ฉบับวันที่ 12 ส.ค. 56 ที่ผ่านมา รายงานว่า คิม จอง อึน เลขาธิการคนที่หนึ่งของพรรคแรงงานเกาหลี ประธานคณะกรรมการธิการป้องกันประเทศ และ ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพประชาชนเกาหลี ได้เยี่ยมชมโรงงาน "11 พฤษภาคม" โดยระบุว่าโรงงานนี้ เป็นโรงงานผลิตสมาร์ทโฟน "อารีรัง" (아리랑) ยี่ห้อซึ่งตั้งชื่อจากเพลงพื้นบ้านซึ่งเป็นที่นิยมของชาวเกาหลี

ตามข่าวระบุว่า คิน จอง อึน ได้แสดงความชื่นชมต่อ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความรักชาติอย่างแรงกล้า ของเจ้าหน้าที่และพนักงานของโรงงาน ที่วางรากฐานของการผลิตโทรศัพท์มือถือแบบอุตสาหรรม ด้วยกระบวนการผลิตมือถือรุ่นใหม่

 

กล่าวยกย่อง "แอพพลิเคชั่นสไตล์เกาหลี" และกล้องถ่ายรูปความละเอียดสูง

คิม จอง อึน ยังได้ยกย่องคนงานของโรงงาน ที่ได้พัฒนาแอพลิเคชั่น "สไตล์เกาหลี" ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ และให้หลักประกันเรื่องความปลอดภัย

มีรายงานด้วยว่า หลังจากที่ คิม จอง อึน ได้ชมการสาธิตวิธีการใช้มือถือแบบ "จอสัมผัส" แล้ว เขากล่าวว่าโทรศัพท์มือถือสะดวกสำหรับผู้ใช้ เมื่อมีส่วนหนึ่งของโทรศัพท์ที่สามารถตอบสนองได้ และมือถือเหล่านี้จะยิ่งสะดวกสำหรับผู้ใช้มากขึ้นไปอีก หากฟังก์ชั่นกล้องถ่ายรูปในตัวเครื่องเป็นรุ่นที่ให้ความละเอียดของภาพสูง

หนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน รายงานด้วยว่า หลังจากที่คิม จอง อึน ทราบว่าโทรศัพท์มือถือ "อารีรัง" ซึ่งโรงงานได้เริ่มผลิตเมื่อไม่กี่วันมานี้ เป็นที่ต้องการในหมู่ประชาชนอย่างสูง เขากล่าวว่า เขารู้สึกยินดีที่ประชาชนชื่นชอบสมาร์ทโฟน

คิม จอง อึน ยังกล่าวด้วยว่า กระบวนการผลิตสินค้าแบบอุตสาหกรรม และใช้สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีเป็นแบรนด์เพื่อสร้าง "ความภูมิใจในชาติ" และ "การเคารพในตนเอง" ในหมู่ประชาชนเกาหลี

ในข่าวระบุด้วยว่า คิม จอง อึน กล่าวด้วยว่า คุณภาพของผลิตภัณฑ์นี้จะยิ่งขับเน้นตัวผลิตภัณฑ์ และประชาชนก็จะชอบผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้เอง และสมาร์ทโฟน "อารีรัง" นี้ก็จะเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง

 

ผู้เชี่ยวชาญไม่เชื่อสมาร์ทโฟนผลิตในเกาหลีเหนือจริง

อนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว เกาหลีเหนือเคยเปิดตัวแท็บเล็ตแบบออฟไลน์ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ รุ่น "ซัมจิยอน" (Samjiyon/삼지연) ตั้งชื่อตามทะเลสาบเล็กๆ ทางตอนเหนือของประเทศ สถานที่ซึ่งคิม อิล ซุง ผู้ก่อตั้งประเทศเกาหลีเหนือ ได้รวมกำลังต่อต้านการยึดครองของญี่ปุ่น และ "อาชิม" (Achim/아침) หรือ ยามเช้า (อ่านข่าวก่อนหน้านี้)

อย่างไรก็ตาม หลังการเผยแพร่ข่าวของโรดอง ซินมุน บีบีซี ของอังกฤษ ได้รายงานความเห็นของ มาร์ติน วิลเลียม ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเกาหลีเหนือ ที่เขียนบทความลงใน Northkoreatech ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเปิดเผยว่าแท็บเล็ตจากเกาหลีเหนือรุ่น "ซัมจิยอน" น่าจะผลิตในประเทศจีน โดยเคยรีวิวว่ามีชิ้นส่วนหนึ่งของแท็บเล็ตดังกล่าวมีรหัสซอฟท์แวร์ที่เชื่อมโยงกับโรงงานผลิตจากฮ่องกง (อ่านบล็อกที่รายงานโดยมาร์ติน วิลเลียม) โดยในกรณีของสมาร์ทโฟน "อารีรัง" ดังกล่าว วิลเลียมกล่าวว่าไม่น่าจะผลิตในเกาหลีเหนือเช่นกัน โดยเขาตั้งข้อสังเกตว่า ในข่าวที่เผยแพร่ออกมาจากสื่อเกาหลีเหนือนั้น ไม่มีภาพที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นโรงงานผลิตสมาร์ทโฟนจริงๆ และอุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่เห็น "อาจจะสั่งผลิตมาจากโรงงานจีน และส่งมายังโรงงาน 11 พฤษภาคม ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งพวกเขามาตรวจสิ่งของก่อนที่จะนำไปจำหน่าย"

 

"เจ้ากรมโฆษณาชวนเชื่อ" ติดตาม คิม จอง อึน ทดสอบสมาร์ทโฟนด้วย

ทั้งนี้ตามข่าวของหนังสือพิมพ์โรดอง ซินมุน อีกร่องรอยหนึ่งก็คือ ในการเยี่ยมชม "โรงงาน 11 พฤษภาคม" ของคิม จอง อึนนี้ ยังมีผู้ติดตามอีก 2 คน คือ นายรี แจ อิล ซึ่งมีตำแหน่งเป็นกรรมการกลางบริหารพรรคแรงงานเกาหลี และเป็นหัวหน้าแผนกการโฆษณาชวนเชื่อ และ คิม เปียง โฮ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกลางเกาหลี ซึ่งเป็นสื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือด้วย

อนึ่งก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ เทเลกราฟ เคยรายงานภาพข่าวสมาร์ทโฟนบนโต๊ะทำงานของคิม จอง อึน ต่อมา ซัมซุง บริษัทผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของเกาหลีใต้ ได้แถลงข่าวทันทีว่าภาพที่เห็นไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ของซัมซุง ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยงานข่าวกรองของเกาหลีใต้ได้วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นมือถือยี่ห้อ HTC ของไต้หวัน

ทั้งนี้เกาหลีเหนือ เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือตั้งแต่ปี 2551 ร่วมลงทุนโดยมีบริษัทจากอียิปต์ Orascom ส่วนเครือข่ายอินทราเน็ตภายในประเทศเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่ผู้ลงทะเบียนใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศอยู่ที่ราว 1 ล้านคน แต่ก็เป็นเครือข่ายที่ใช้ได้เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น เช่นเดียวกับอินทราเน็ตที่ถูกตัดขาดจากโลก "เวิลด์ไวด์เว็บ" ภายนอกอย่างสิ้นเชิง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวบ้านโวยอบต.สลักได จี้แก้ปัญหาน้ำท่วม-ขยะล้น

Posted: 14 Aug 2013 10:28 AM PDT

 

เมื่อวันที่ 13 ส.ค.56 รายงานข่าวแจ้งการร้องเรียนจากชาวบ้านจะแกโกน ม.16 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้เกิดน้ำท่วมขังบริเวณศาลาประชาคมหมู่บ้านมานานนับแรมเดือน เป็นเส้นทางหลักสัญจรด้วยความยากลำบากถนนเกิดน้ำท่วมขัง แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ จนกลายเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ใจกลางหมู่บ้าน  เพราะระบบระบายน้ำที่ ทาง อบต.สลักไดก่อสร้างไม่มีประสิทธิภาพ ไร้การเหลียวแลจาก อบต.สลักไดซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ จนชาวบ้านต้องลงขันช่วยตัวเองในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการซื้อหินคลุกมาถมถนนให้สามารถสัญจรไปมาได้ และนำรถแม็คโคมาขุดเพื่อใส่ท่อระบายน้ำใหม่ด้วยการสนับสนุนเครื่องจักรจากผู้ใหญ่บ้านจะแกโกน รวมทั้งปัญหาไฟฟ้าส่องสว่าง และปัญหาที่ทิ้งขยะหรือการจัดการขยะในพื้นที่ ม.16 ประกอบด้วย หมู่บ้านเทพธานี หมู่บ้านการเคหะแห่งชาติสุรินทร์ หมู่บ้านเอื้ออาทรและหมู่บ้านจะแกโกน ซึ่งเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ กว่า 1,000 ครัวเรือน ตามที่เคยมีการนำเสนอข่าวไปแล้ว

 ต่อมามีการยื่นหนังสือร้องทุกข์ ที่ อบต.สลักได เพื่อขอให้ นายก อบต.สลักได ได้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาความเดือนร้อนของชาวบ้านจะแกโกน อย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะ ปัญหา น้ำท่วมขัง ขยะล้นหมู้บ้าน ไฟฟ้าชุมชนไม่สว่าง และยื่นหนังสือขอตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของ อบต.สลักได ตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2546

นายมานพ แสงดำ นายก อบต.สลักได กล่าวว่า หากนำปัญหาทั้งหมดมาให้นายก อบต.สลักได รับผิดชอบคนเดียวนั้นคงทำทั้งหมดไม่ไหว จึงอยากสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนช่วยกันจัดการ  ปัญหาขยะล้นหมู่บ้านชาวบ้านต้องรู้จักการคัดแยกขยะ ถ้าไม่มีวินัยก็เป็นเหมือนบ้านจะแกโกน หมู่ 16 ขณะนี้รถเก็บขยะของ อบต.สลักได ไม่ออกเก็บขยะแล้วเพราะไม่มีที่จะทิ้ง ไม่ถือว่าเป็นการผลักภาระให้ชาวบ้านหรือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด เพราะชาวบ้านต้องมีจิตสำนึกร่วมกันว่า อันไหนที่เราช่วยกันได้ต้องช่วย หากเป็นเมื่อก่อนชาวบ้านจะเอาไปทิ้งที่ไหนก็ได้ แต่ทุกวันทำแบบนั้นไม่ได้แล้วต้องมาคุยกัน  ตนขอย้ำว่าไม่ใช่การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพราะได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว ส่วนกรณีปัญหาน้ำท่วมขังที่ศาลากลางหมู่บ้านจะแกโกนนั้นคิดว่าน้ำคงจะไหลออกจากศาลากลางหมู่บ้านเอง โดยลงไปตามทางและลงไปที่ถนนทางหลวงแผ่นดิน 226 พอที่จะแก้ปัญหาได้ ซึ่งการแก้ปัญหาในระยะยาวคงต้องมีการสำรวจและคงต้องใช้งบประมาณพอสมควร แต่งบประมาณของ อบต.มีเพียงน้อยนิด

ด้าน นายธรรมสุนทร บัวหลวง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านจะแกโกน กล่าวว่า ปัญหาเกี่ยวกับน้ำท่วมในหมู่บ้านและท่อระบายน้ำริมทางหลวงแผ่นดิน 226 ในเขตของบ้าน จะแกโกน ม.16 ต.สลักได อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้รับความช่วยเหลือจากภาคเอกชน ให้ทั้งท่อคอนกรีตและหินคลุกมา รวมถึงเงินจำนวนหนึ่งเพื่อมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยเหลือตัวเอง เนื่องจากทาง อบต.สลักได ไม่ได้ลงมาช่วยเหลืออะไรเลย ส่วนปัญหาของขยะก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ทาง อบต.สลักไดก็ไม่รับผิดชอบ  ผู้ใหญ่บ้าจะแกโกนและตนจำเป็นต้องประสานงานขอความช่วยเหลือไปทางจังหวัดสุรินทร์กันเอง  และจังหวัดสุรินทร์ได้ประสานงานไปยังทางหลวงสุรินทร์มาจัดเก็บขยะให้ 2-3 ครั้งแล้ว ที่จริงแล้วงบประมาณของ อบต.สลักไดก็น่าจะช่วยเหลือตรงนี้ได้บ้าง ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย ซึ่งทำให้ชาวบ้านมองไม่ดี ตนในฐานะผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสิ่งไหนที่พอช่วยแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านได้ก็จะพยายามทำให้เต็มที่ แต่ อบต.สลักได ก็ควรออกมาดูแลพี่น้องประชาชนให้ดีกว่านี้ อย่าปล่อยลอยแพคนตำบลสลักได

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทางการอียิปต์ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังปราบปรามผู้ชุมนุมอย่างหนัก

Posted: 14 Aug 2013 10:23 AM PDT

ทางการอียิปต์ ออก "กวาดล้าง" การชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 149 ราย บาดเจ็บ 1,403 ราย ตามตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีนักข่าวต่างประเทศรวมอยู่ด้วย หลังจากนั้นก็ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลาหนึ่งเดือน

14 ส.ค. 2013 - เมื่อช่วง 16.00น. ตามเวลาของอียิปต์ ทางการอียิปต์ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินผ่านทางโทรทัศน์ช่องรัฐบาลเป็นเวลาหนึ่งเดือน หลังจากมีการปราบปรามผู้ชุมนุมสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ที่ถูกรัฐประหารช่วงต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

อาดลี มานซูร์ รักษาการประธานาธิบดีของอียิปต์ ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพประกาศให้ "กองทัพร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้มาตรการทุกวิถีทางในการควบคุมความสงบเรียบร้อยและปกป้องชีวิตของประชาชนและทรัพย์สินของทั้งทางราชการและเอกชน"

เขอรีน ทาดรอส ผู้สื่อข่าวอัลจาซีรา รายงานจากกรุงไคโรว่า กองทัพทหารอียิปต์ได้รับมติเห็นชอบจากสภาให้ดำเนินการปราบปรามผู้ชุมนุมหลังมีการยกระดับสถานการณ์และการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ยิ่งเป็นการเน้นย้ำความล่อแหลมของสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอยู่แล้ว

ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้ใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปักหลักชุมนุมในกรุงไคโรสองแห่ง โดยมีแหล่งข่าวให้ตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตต่างกัน

โดยกระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 149 รายจากการปะทะกันที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ และมีผู้บาดเจ็บ 1,403 ราย ขณะที่ทางกลุ่มภราดรภาพมุสลิมกล่าวว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 2,200 ราย และมีราว 10,000 รายได้รับบาดเจ็บ


เหตุ "กวาดล้าง" การชุมนุม

ทางการอียิปต์ปฏิเสธว่า เหตุการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมไม่ได้มาจากกระสุนปืน โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมแต่ถูกกลุ่มติดอาวุธกลุ่มหนึ่งจากทั้งสองแหล่งชุมนุมกระหน่ำยิงใส่ ทำให้มีเจ้าหน้าที่บางส่วนเสียชีวิต ประกอบด้วยตำรวจ 4 นาย ทหารเกณฑ์ 2 นาย ขณะที่โฆษกรัฐบาลอียิปต์กล่าวชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ผ่านสื่อรัฐบาล โดยบอกว่าเจ้าหน้าที่ใช้ "ความอดกลั้น" ทำให้มีฝ่ายผู้ชุมนุมเสียชีวิต "เพียงเล็กน้อย" เท่านั้น

ทางด้านนักข่าวรอยเตอร์เปิดเผยว่า พวกเขาเห็นฝ่ายทหารเปิดฉากยิงใส่ผู้ชุมนุม และเห็นผู้ชุมนุมราว 20 คนถูกยิงที่ขา สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานตรงกันว่ามีภาพกลุ่มควันลอยอยู่ทั่วจัตุรัสนาห์ดาในช่วงเช้า ขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์ของตำรวจลอยบินอยู่บนท้องฟ้า

สำนักข่าวดิอินเพนเดนท์ กล่าวถึงเหตุการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งติดอาวุธปืนอัตโนมัติและแก๊สน้ำตาได้ล้อมปราบกลุ่มผู้ชุมนุมที่นั่งปักหลักชุมนุมจากทุกทิศ ทางด้านผู้ชุมนุมพยายามนำอิฐมาก่อเป็นแนวกั้นชั่วคราว ในขณะที่มีกระสุนปืนดังอยู่ตามอาคารโดยรอบ ขณะที่ผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งก็พยายามเตรียมระเบิดเพลิงขณะซ่อนตัวอยู่หลังกระบะทราย มีผู้ชุมนุมรายหนึ่งโชว์ภาพของชายที่ใบหน้าครึ่งหนึ่งฉีกออกให้นักข่าวดิอินเพนเดนท์ดู พร้อมทั้งก่นด่าเจ้าหน้าที่ว่า "ป่าเถื่อน"

ทางการอียิปต์เปิดเผยอีกว่ามีผู้สนับสนุนมอร์ซี 543 คน ถูกจับกุมหลังมีการสลายการชุมนุมซึ่งผู้ชุมนุมพากันมาปักหลักชุมนุมที่มัสยิดราบา และจัตุรัสนาห์ดา โดยทางการอ้างว่าได้จับกุมบุคคลเหล่านี้เนื่องจากพวกเขามีอาวุธปืนอัตโนมัติไว้ในครอบครอง รวมถึงกระสุนปืนอีกจำนวนหนึ่ง

สำนักข่าวบีบีซีเปิดเผยว่า ผู้ชุมนุมสนับสนุนมอร์ซีเริ่มปักหลักชุมนุมที่จัตุรัสนาห์ดา และมัสยิดราบา มาตั้งแต่หลังจากที่มอร์ซีถูกโค่นล้มจากการรัฐประหาร เพื่อเรียกร้องให้มีการคืนตำแหน่งให้เขา ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีการปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิตตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ค. จนกระทั่งทางการอียิปต์ได้ประกาศว่าสามารถกวาดล้างการชุมนุมในพื้นที่ได้ในช่วงเช้าของวันที่ 14 ส.ค. ตามเวลาในอียิปต์

โดยหลังจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ กลุ่มภราดรภาพมุสลิมได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวอียิปต์ออกมาตามท้องถนนเพื่อ "หยุดยั้งการสังหารหมู่"

ดี. ปาร์วาซ ผู้สื่อข่าวอีกคนหนึ่งของอัลจาซีรารายงานข่าวจากหน่วยพยาบาลใกล้กับแหล่งชุมนุมที่ราบาว่าผู้ชุมนุมไม่มีใครยอมแพ้ ดูเหมือนพวกเขาไม่กลัวการถูกยิง ขณะที่ในสถานพยาบาลมีเหยื่อที่ถูกยิงจากหลายช่วงอายุและเต็มไปด้วยบาดแผล


ผู้สื่อข่าวเสียชีวิตในการปราบผู้ชุมนุม

ทางอัลจาซีราเปิดเผยอีกว่า ในกลุ่มผู้เสียชีวิต มีลูกชายและลูกสาวของโมฮัมหมัด เบลทากี หัวหน้าพรรคฟรีดอมแอนด์จัสติสซึ่งเคยเป็นพรรครัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมรวมอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผู้สื่อข่าวสองรายที่ถูกสังหารในขณะทำข่าวเหตุรุนแรงในอียิปต์ รายแรกคือ มิค ดีน จากสำนักข่าวสกายนิวส์ของอังกฤษ รายที่สองคือ ฮาบิบา อับด เอลาซีซ จากสำนักข่าวเอ็กเพรส (Xpress) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งทั้งสองคนเสียชีวิตจากกระสุนปืน

การปราบปรามการชุมนุมในครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสโต้ตอบจากนานาชาติ โดยทางสหภาพยุโรป (อียู) กล่าวถึงยอดตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตว่าน่าเป็นห่วงมาก ทางอียูยังได้ออกแถลงการณ์กล่าวเรียกร้องให้ทางการอียิปต์มีความอดกลั้น เนื่องจากความรุนแรงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใดๆ



เรียบเรียงจาก

Cairo massacre: 'Hundreds' dead and national emergency declared as Egyptian army opens gun fire on pro-Morsi protesters, The Independent, 14-08-2013
http://www.independent.co.uk/news/world/africa/cairo-massacre-hundreds-dead-and-national-emergency-declared-as-egyptian-army-opens-gun-fire-on-promorsi-protesters-8760379.html

Egypt declares national emergency, BBC, 14-08-2013
http://www.bbc.co.uk/news/world-middle-east-23700663

Egypt declares state of emergency, Aljazeera, 14-08-2013
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2013/08/201381413509551214.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถาบันพระปกเกล้าจับมือเครือข่ายคนอุบลแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

Posted: 14 Aug 2013 10:00 AM PDT

           

 

14 ส.ค.56 ที่ห้องบุษยรัตน์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าจังหวัดอุบลราชธานี สภาเครือข่ายพลเมืองอุบลราชธานี สื่อสร้างสุขอุบลราชธานีจากการสนับสนุนของโครงการสะพานเพื่อประชาธิปไตย นักวิจัยสถาบันและภาคพลเมือง ร่วมระดมสมองหาทางออกให้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองอุบลราชธานี ซึ่งกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เนื่องจากการพัฒนาการลงทุนอย่างไร้ทิศทาง โดยมีการจัดเวทีระดมความเห็นของนักวิชาการเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม มีประชาชนเข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

สุชัย เจริญมุขยนันท ผู้อำนวยการสื่อสร้างสุขอุบลราชธานี ถามเรื่องผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้กับ ผศ.ดร.อนุชา เพียรชนะ ประธานสาขาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผู้ทำวิจัยและติดตามการขยายตัวการปล่อยน้ำเสียลงตามแหล่งน้ำคูคลองสาธารณะ โดยระบุว่า ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงด้านผังเมือง ทำให้ลำน้ำมูลน้อยที่เป็นแหล่งน้ำดิบใช้ผลิตประปามีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ต่ำมากคือชั้น 4 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์วิกฤติ เพราะมีการสะสมแบคทีเรียจากการทิ้งน้ำอุจจาระ ปัสสาวะลงในท่อสาธารณะ ก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำ เมื่อเข้าตรวจสอบตามแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และเล็ก รวมทั้งชุมชนพบเป็นตัวปัญหาปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำสาธารณะ จึงมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ในน้ำในระดับสูง และเมื่อใช้คลอรีนเป็นตัวฆ่าเชื้อโรคก่อนจ่ายน้ำให้ประชาชนใช้ คลอรีนเมื่อใช้ในปริมาณมากจะเป็นสารก่อมะเร็งในอนาคต

ผศ.ดร.อนุชาระบุต่อว่า สำหรับปัญหาของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ซึ่งก่อสร้างติดริมลำน้ำมูลน้อย และเดอะบัวโรงแรมที่พักขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างเพิ่มเติม ยังไม่สามารถให้คำตอบเรื่องระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำมูลน้อยได้ และการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ทั้ง 2 แห่ง มีการหลีกเลี่ยงการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพราะมีการแบ่งซอยพื้นที่ให้ไม่เข้าขายต้องทำ EIA หรือการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนการก่อสร้าง

 "ทั้งหมดคือปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในจังหวัดอุบลราชธานี ที่ทุกฝ่ายต้องระดมมาช่วยกันแก้ปัญหา"

ขณะที่ ผศ.ดร.สิทธา เจนศิริศักดิ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งทำการศึกษาด้านผังเมืองจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า การก่อสร้างโครงการต่างๆขณะนี้ อาศัยช่องว่างที่ยังไม่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวมของจังหวัด ซึ่งได้สิ้นสุดอายุใช้งานไปเมื่อปี 2554 จึงมีการก่อสร้างไปคนละทิศละทาง บางครั้งการก่อสร้างไปกีดขวางทางน้ำไหลผ่าน บางจุดมีความพยายามถมลำคลองสาธารณะ โดยเฉพาะบริเวณถนนสายรอบเมืองในเขตตำบลแจระแม ภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาสู้ด้วยตนเอง แกนนำก็ถูกข่มขู่ๆฆ่าเอาชีวิต ส่วนภาครัฐก็ไม่ได้ทำอะไร เพราะอ้างแต่ระเบียบกฎหมาย จึงต้องการให้การกำหนดผังเมืองเป็นความต้องการของประชาชน โดยคนอุบลเป็นผู้กำหนดทิศทาง เพื่อใช้แก้ปัญหาการพัฒนาที่ไร้ทิศทาง ปัจจุบันการใช้ผังเมืองเป็นอำนาจของท้องถิ่น แต่ที่ผ่านมาท้องถิ่นทั้งเทศบาล อบต.บอกเพียงว่าไม่มีความรู้เข้าไปจัดการ

 "แม้ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศใช้ผังเมืองรวม แต่ก็มีพระราชบัญญัติควบคุมการใช้อาคาร ซึ่งสามารถนำมาใช้แทนกันได้ สำหรับการทำผังเมืองแบบเฉพาะในแต่ละพื้นที่ในประเทศไทยยังไม่มีที่ใดนำมาใช้ เพราะการออกประกาศต้องผ่านการอนุมัติจากสภา"

สิทธากล่าวต่อว่า หากไม่มีการกำหนดทิศทางการพัฒนา อนาคตจะทำให้จังหวัดประสบปัญหาต่างๆที่เกิดจากการก่อสร้างได้

 

 ด้านนายวิรุฬห์ ฤกษ์ธนะขจร ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อมที่ 12 อุบลราชธานี กล่าวถึงคุณภาพน้ำในลำน้ำมูลน้อยวันนี้ พบว่าต้นน้ำค่าออกซิเจนในน้ำยังมีปริมาณสูง แสดงว่าต้นน้ำไม่ใช้ปัญหาทำให้คุณภาพน้ำต่ำ แต่เมื่อสำรวจตามเส้นทางน้ำไหลมาถึงกลางและปลายน้ำ ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำลงเป็นลำดับ โดยอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยระดับ 3-4 ซึ่งถือเป็นค่าน้ำในระดับเสื่อมโทรมถึงเสื่อมโทรมมาก

ส่วนสาเหตุที่ทำน้ำเน่าเสียมาจากหลายปัจจัยทั้งการทำฟาร์มเลี้ยงสุกรตามลำน้ำสาขาแล้วปล่อยน้ำลงสู่ลำน้ำมูลน้อย การปล่อยน้ำเสียออกจากอาคารที่พักขนาดใหญ่ไปถึงบ้านเรือนทั่วไป และการปล่อยน้ำจากห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำ

การแก้ปัญหาได้เสนอให้มีการขุดลอกแม่น้ำมูลน้อยตลอดทั้งสาย เพื่อใช้แก้ปัญหาการไหลของน้ำ ช่วยยกคุณภาพน้ำในลำน้ำให้สูงขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอำนาจควบคุมโดยตรง ต้องพิจารณาการอนุญาตโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องมีระบบกำจัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่ลำน้ำอย่างชัดเจน ไม่ใช่ให้อนุญาตอย่างเดียวแล้วไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

ขณะภาคพลเมืองเสนอว่า แม้การพัฒนาด้านเศรษฐกิจมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของจังหวัด แต่ต้องอนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ส่งผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่แต่เดิม พร้อมเรียกร้องให้ภาคราชการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ เกิดจากภาคราชการที่ไม่เอาจริงในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ชาวชุมชนหาดคูเดื่อ ทัพไทย ท่ากกแห่ที่อยู่ในพื้นที่ต้องลุกขึ้นมาสู้ด้วยตัวเอง และเกิดความแตกแยกในชุมชน เพราะมีทั้งฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ตอบแทนแล้วเห็นด้วย และฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นฝ่ายไม่เห็นด้วย หากภาครัฐเอาจริงกับกลุ่มทุน จะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นกับชุมชนต่างๆ

สำหรับการจัดเวทีการจัดการตนเองกับปัญหาสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ สามารถชมเทปรายการย้อนหลังได้ที่ช่อง Sangsook วีเคเบิ้ลทีวี โสภณเคเบิ้ลทีวี ราชธานีเคเบิ้ลทีวี และทางทีวีดาวเทียม Next step ช่องของดีประเทศไทย รวมทั้งสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันอุบลราชธานี FM 102.75 MHz และสถานีวิทยุ Clean radio FM 92.50 MHz อุบลราชธานี เวปไซต์ www.sangsook.net และ App: สื่อสร้างสุข

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แอมเนสตี้ แถลงรับนักสิทธิมนุษยชนในบังคลาเทศเป็นนักโทษทางความคิด

Posted: 14 Aug 2013 09:46 AM PDT

 

14 ส.ค.56 อับบาซ ฟาอิซ (Abbas Faiz) นักวิจัยของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศบังคลาเทศ เปิดเผยว่าแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล รับนายอดิลู รามัน ข่าน (Adilur Rahman Khan) เป็นนักโทษด้านความคิดแล้ว หลังการทางการจับกุมตัวเขาโดยไม่มีหมายจับเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่าน สาเหตุที่เขาถูกควบคุมตัวเพียงเพราะประท้วงอย่างสงบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองกำลังของบังคลาเทศ

 "การจับกุมอดิลู รามัน ข่าน เป็นการส่งสัญญาณถึงบรรดาฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เพื่อเตือนว่าถ้าใครแสดงความกังวลด้านสิทธิมนุษยชน ก็อาจได้รับผลกระทบร้ายแรงเช่นนี้ ทางการจะต้องปล่อยตัวเขาโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข" ฟาอิซกล่าว

เขากล่าวเสริมว่าแทนที่จะหาทางลงโทษนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ทางการบังคลาเทศควรต้องแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิตามที่ถูกกล่าวหา โดยต้องจัดให้มีการสอบสวนและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

สำหรับอดิลู รามัน ข่านเป็นเลขาธิการของโอดิกา (Odhikar) หน่วยงานสิทธิมนุษยชนซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงธากา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พนักงานสอบสวนยังได้ค้นสำนักงานของโอดิกา มีการยึดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อื่น ๆ ไปด้วย

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โอดิกาได้วิพากษ์วิจารณ์กองกำลังของบังคลาเทศที่เข้าปฏิบัติการในระหว่างการชุมนุมประท้วงของกลุ่มเฮฟาซัต อี อิสลาม (Hefazat-e-Islam) ซึ่งเป็นกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมื่อวันที่ 5 และ 6 พฤษภาคมปีนี้

มีผู้เสียชีวิตระหว่างการประท้วงอย่างน้อย 44 คน ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นเพราะการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในขณะที่มีรายงานว่าตำรวจ 2 นายและเจ้าหน้าที่พิทักษ์ชายแดนอีก 1 นายได้ถูกผู้ประท้วงสังหาร

ในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา โมนิรูล อิสลาม (Monirul Islam) ผู้บัญชาการร่วมตำรวจนครบาลกรุงธากาอธิบายเหตุผลที่ต้องมีการควบคุมตัวข่านว่า "โอดิกาได้ตีพิมพ์รายงาน โดยตีพิมพ์ภาพของผู้ที่เสียชีวิตในระหว่างการปราบปรามกลุ่มเฮฟาซัตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย รัฐบาล และของประเทศ"

โอดิการายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 61 คนในระหว่างการชุมนุมประท้วงเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่ประกาศว่าจะไม่ตีพิมพ์รายชื่อของเหยื่อผู้เสียชีวิต เพราะเกรงว่าญาติจะได้รับอันตราย แต่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการเพื่อไต่สวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นอิสระและอย่างไม่ลำเอียง ซึ่งสอดคล้องกับเสียงเรียกร้องของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลและหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอื่น ๆ

"แทนที่จะสอบสวนการเสียชีวิตของประชาชนหลายสิบคนตามที่มีรายงาน ทางการกลับหันมาเล่นงานคนที่พยายามส่งสารของกลุ่มโอดิกา รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ชีก หัสเสนา (Sheikh Hasina) กำลังปล่อยให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงที่มีส่วนในการละเมิดสิทธิมนุษยชนลอยนวล และปราบปรามคนที่ร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างชัดเจน ซึ่งตรงข้ามกับสัญญาของตัวแทนรัฐบาลบังคลาเทศที่มีต่อรัฐภาคีสหประชาชาติอื่น ๆ ว่าจะปกป้องสิทธิมนุษยชน" อับบาซ ฟาอิซ กล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กสทช. ผ่านร่างเยียวยาคลื่น 1800 ยันมีกฎหมายรองรับ

Posted: 14 Aug 2013 09:14 AM PDT

(14 ส.ค.56) สำนักงาน กสทช. เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ว่า กสทช. เห็นชอบผลการรับฟังความเห็นสาธารณะและเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือ สัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. .... หลังจากนี้จะนำร่างประกาศ กสทช. ดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ให้ทัน 25 สิงหาคมนี้

ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. แถลงผลการประชุม กสทช. ครั้งที่ 7/2556 ว่า ที่ประชุม กสทช. มีมติ 9 ต่อ 2 เห็นชอบผลการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและประชาชนทั่วไป และเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือ สัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. .... โดยหลังจากนี้จะนำร่างประกาศ กสทช. ดังกล่าวไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ต่อไป

ฐากร ระบุว่า ผลการรับฟังความเห็นในประเด็นหลักๆ คือ  ก่อนสิ้นสัญญาสัมปทานเป็นสิทธิของผู้ให้บริการ   การย้ายลูกค้าทั้งหมดไปยังผู้ให้บริการรายอื่นก่อนสิ้นสัญญาสัมปทานแม้จะทำได้ทางวิศวกรรมแต่ทางกฎหมายไม่สามารถดำเนินการโดยพลการ ต้องเป็นไปโดยสมัครใจของผู้บริโภค   การให้บริการต่อเนื่องเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในระยะเวลา 1 ปี  โดยให้ประชาสัมพันธ์ผู้ใช้บริการเปลี่ยนไปใช้บริการกับผู้ให้บริการรายอื่นมากที่สุด  และผู้แทนกระทรวงการคลังได้แสดงความเห็นว่าการหยุดรับลูกค้าใหม่เป็นการดำเนินการตามมาตรการชั่วคราว ในส่วนของรายได้ให้แสดงรายได้ รายจ่าย และให้นำรายได้เหลือจากการหักรายจ่ายนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน  และควรให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT) และบริษัท ทรู มูฟ จำกัด (True Move) รวมถึงบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (DPC) ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตเดิมตามกฎหมายร่วมกันจัดทำแผนดำเนินการให้บริการในช่วงมาตรการเยียวยาเพื่อนำเสนอ กทค.

ทั้งนี้ในส่วนของการนำคลื่นที่ประมูลได้ไปใช้ให้บริการกับเทคโนโลยีใดเป็นสิทธิของผู้ประมูลได้ การดำเนินการของ กสทช. ในครั้งนี้เป็นไปโดยฐานอำนาจปกครอง เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ให้เป็นกฎเกณฑ์

โดยนายแก้วสรร อติโพธิ พร้อมคณะทำงานได้ชี้แจงถึงประเด็นสำคัญ 4 ประเด็นในการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ได้แก่ 1. ประเด็นฐานอำนาจทางกฎหมาย 2. ประเด็นผู้ให้บริการตามร่างประกาศฉบับนี้หมายถึงใคร 3. ประเด็นเงินรายได้ที่จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน 4. ประเด็นร่างประกาศฉบับนี้เป็นการขยายเวลาสัมปทานหรือไม่ 

โดยในประเด็นที่ 1 เรื่องฐานอำนาจทางกฎหมาย กสทช. มีฐานอำนาจในการดำเนินการตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 20 ที่กำหนดว่า ผู้ให้บริการจะหยุดการให้บริการไม่ได้นอกจากจะได้รับความเห็นชอบจาก กสทช.  และมาตรา 15 ว่า ในการคุ้มครองผู้บริโภค กสทช. สามารถกำหนดเงื่อนไขการประกอบกิจการเพิ่มเติมได้ ซึ่งในกรณีนี้สัญญาของ CAT True และ DPC ยังไม่สิ้นสุด ทาง กสทช. จึงได้กำหนดเงื่อนไขการประกอบกิจการเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค

ประเด็นที่ 2 เรื่อง ผู้ให้บริการตามร่างประกาศฉบับนี้ ในร่างประกาศฉบับเดิม "ผู้ให้บริการ" ให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้บริการผู้ใช้บริการในระยะเวลาตามมาตรการเยียวยาเท่านั้น เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในบอร์ด กทค. ได้มีความเห็นว่าผู้ให้บริการหมายถึง บมจ. กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด อีกสัญญาหนึ่งหมายถึง บมจ. กสท โทรคมนาคม และบริษัท ดีพีซี  โดยช่วงเวลาตามมาตรการเยียวยาจะไม่มีผู้รับใบอนุญาต ไม่มีผู้ให้สัมปทาน ผู้รับสัมปทาน คู่สัญญาสัมปทานเดิมเคยดำเนินการอย่างไร ก็ให้ดำเนินการอย่างนั้นต่อไป (Stand Still) 

ประเด็นที่ 3 เรื่อง เงินรายได้ที่จะนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดิน ตามร่างประกาศฉบับนี้ ในช่วงเวลาเยียวยา รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นถือเป็นรายได้ของแผ่นดิน จะนำส่งรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 3 ส่วน คือ ค่าต้นทุนโครงข่าย ค่าธรรมเนียมเลขหมาย และต้นทุนรายจ่ายในการบริหารจัดการ ส่งเข้ากระทรวงการคลังเป็นรายได้ของแผ่นดิน โดยจะมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณารายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นระหว่างมาตรการเยียวยามา คณะทำงานชุดนี้จะประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการคลัง สำนักงานอัยการสูงสุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบัญชี และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มาร่วมกันพิจารณารายได้และรายจ่ายดังกล่าวเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยอาศัยฐานอำนาจ จาก พ.ร.บ. เงินคงคลัง  พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 และ พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 10 ที่ให้ กระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดิน การประเมินราคาทรัพย์สิน การบริหารพัสดุภาครัฐ กิจการเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ทรัพย์สินของแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร กิจการหารายได้ที่รัฐมีอำนาจดำเนินการได้แต่ผู้เดียวตามกฎหมายและไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการอื่น การบริหารหนี้สาธารณะ การบริหารและการพัฒนารัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ ของกระทรวงการคลังหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงการคลัง

ประเด็นที่ 4 เรื่อง ร่างประกาศฉบับนี้เป็นการขยายเวลาสัมปทานหรือไม่ ร่างประกาศฉบับนี้ เป็นแนวทาง เป็นทางเลือกสำหรับประชาชน กรณีเมื่อสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน เนื่องจากเลขหมายที่ค้างอยู่ในระบบขณะนี้มีถึง 17 ล้านเลขหมายไม่สามารถดำเนินการให้ยุติการใช้หรือย้ายระบบได้ทันที

 

เสียงข้างน้อยยันร่างประกาศขัดกฎหมาย เอื้อเอกชน  

ด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.เสียงข้างน้อย แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ได้ลงมติไม่รับร่างประกาศฯ เนื่องจากมองว่า จะขัดกับกฎหมาย กสทช. และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พร้อมระบุด้วยว่า การอ้างป้องกันซิมดับ แท้จริงคือการจับเอาผู้บริโภคเป็นตัวประกัน เพื่อ stand still ประโยชน์ให้เอกชนแบบท้าทายกฏหมายของ กสทช. เอง

สุภิญญา แสดงความเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 40 / 50 ออกแบบให้มีองค์กรอิสระแบบ กสทช. เพื่อแก้ปัญหายากๆ อันนี้ แบบที่คลื่นความถี่ฯสมัยอยู่ภายใต้รัฐบาลเขาไม่ทำหรือทำไม่ได้ ... สัมปทานหมดอายุก็คือหมดอายุ ทางประนีประนอมสุดคือให้รัฐวิสาหกิจบริหารคลื่น ส่วนจะจ้างเอกชนค่อยไปว่ากัน แต่ไม่ใช่ขยายสัญญาร่วมการงานต่อ 1 ปี ที่สำคัญร่างประกาศฯฉบับนี้ไม่ใช่จะใช้เฉพาะกรณี 1800 (TrueMoe & DPC) เท่านั้นแต่เหมาเข่งครอบจักรวาลคลุมไปถึงคลื่น 900 (AIS) และ 800 (Dtac) ในอนาคตด้วย

สุภิญญา กล่าวต่อว่า ร่างประกาศฯวันนี้เป็นภาค 2 ต่อจากการประมูลคลื่น ‪2100MHz‬ (3G) กลุ่มที่ win-win-win สุดคือ 3 ค่ายมือถือที่มีผู้บริโภคอยู่ในกำมือ ถ้ารักษาจุดยืนเรื่องการจัดสรรคลื่นหลังยุคสัมปทานสิ้นสุดรายแรกนี้ไม่ได้ ก็จะสร้างบรรทัดฐานที่ผิดพลาดสู่อนาคต เหมือนติดกระดุมผิดเม็ด กสทช.ชุดนี้ยังอยู่อีก 4 ปี ต่อจากเรื่องคลื่น 1800 รอดูคลื่น 900 กันต่อไม่นานจากนี้

สุภิญญา เสนอด้วยว่า การแก้ปัญหาสัมปทานสิ้นสุด มีทางตรงเดินได้คือ 1. เร่งให้ลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิม 2. กรณี 1800MHz ให้เจ้าของสัมปทานคือ CAT บริหารต่อโดยซิมไม่ดับ ถ้ามีคนถามว่าจะให้ CATบริหาร เขาจะทำได้หรือ ดีเลย ใช้กรณีนี้พิสูจน์เลย ถ้า CAT บริหารไม่ได้ ความชอบธรรมในการถือครองคลื่นจะไม่เหลืออยู่แล้ว การขอคืนคลื่นมาประมูลใหม่จะได้ง่าย ผลออกมาเช่นนั้นอาจจะเจ็บปวด แต่เราต้องยอมเจ็บปวดเพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบใหม่ ลองบีบให้ CAT ต้องหัดบริหารคลื่นเอง ทำไม่ได้ คืนคลื่นมาเลย การรักษาสภาพเดิม (status-quo) แบบเอื้อเอกชนแต่ปล่อยรัฐวิสาหกิจให้เป็นเสือนอนกิน จะไม่แก้ปัญหาประเทศชาติทั้งคู่ บีบให้เขาต้องแข่งขันกันคืองานของเรา เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของ 1800 เป็นบัตรเติมเงิน ซึ่งที่จริงถ้าเขาไม่เติมเงินใน 30 วัน ซิมก็ดับแล้ว ถ้า กสทช.จริงใจกับผู้บริโภคจริง ต้องกำกับเรื่องบัตรเติมเงิน ไม่รีบตัดวันเขามากกว่า

ทั้งนี้ สุภิญญา ระบุด้วยว่า ถ้าท่านใดใน กสทช.จะกล่าวหาว่าดีแต่ค้านก็ได้ แต่อยากให้เปิดใจดูด้วยว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเราได้พยายามทำงาน ชงเรื่องอะไรให้บอร์ดแก้ปัญหาผู้บริโภคแล้วบ้าง ถ้าค้านอย่างเดียวแล้วไม่ทำงานเพื่อเสนอทางออก อันนี้เราสมควรถูกด่า แต่ถ้าเราพยายามทำงานแล้ว ชงเรื่องแล้ว เสนอวาระแล้ว ท่านไม่ฟัง เราก็เหนื่อย ถ้าท่านใดใน กสทช.จะกล่าวหาว่า 2 เสียงข้างน้อย มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ ค้านตลอด อยากให้อ่านข่าวนี้ย้อนหลังปีที่แล้วก่อน 31 สิงหาคม ปีที่แล้ว ตนเองและ นพ.ประวิทย์ ได้จัดเวที NBTC Public Forum เสนอทางออกคลื่น 1800MHz ก่อนที่ กทค.จะขยับเสียอีก

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จุฬาฯ จัดเสวนา ‘นาซี’ ประวัติศาสตร์ของคนอื่น?

Posted: 14 Aug 2013 08:44 AM PDT

 

14 ส.ค.56  ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดบรรยายพิเศษ ประวัติศาสตร์ของคนอื่น?: อาชญากรต่อมนุษยชาติของนาซี โดย ดร. ภาวรรณ เรืองศิลป์ และ ดร. วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ภาควิชาประวัติศาสต์ จุฬาฯ, ดร. วิศรุต พึ่งสุนทร ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก่อนเริ่มการบรรยายมีการกล่าวเชื่อมโยงถึงกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อศูนย์ไซมอน วีเซนธาล (Simon Wiesenthal Center) ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนของชาวยิวได้ออกจดหมายประณามจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่นิ่งเฉยต่อการใช้รูปภาพอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นภาพประกอบฉากถ่ายรูปวันรับปริญญาของนิสิต และทำให้ต่อมาทางมหาวิทยาลัยต้องออกจดหมายขอโทษอย่างเป็นทางการ (อ่านที่ จุฬาฯ ขอโทษอย่างเป็นทางการกรณีป้ายภาพฮิตเลอร์) เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดการจัดการบรรยายพิเศษในครั้งนี้ โดยพิธีกรตั้งคำถามสำคัญก่อนเริ่มอภิปรายว่า เราจำเป็นจะต้องเรียนรู้เรื่องราวของนาซีและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวหรือ Holocaust หรือไม่ เพียงไร โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประวัติศาสตร์ระยะใกล้และในภูมิภาคอื่นๆ เช่นกัน และเหตุใดเหตุการณ์นี้จึงมีความสำคัญ

ภาวรรณกล่าวว่า ภายหลังเหตุการณ์ เรื่องราวของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ยังไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก จนกระทั่งในปี 1960 ที่เกิดการทำลายป้ายหลุมศพของชาวยิวขึ้นจึงพูดถึงเรื่องนี้อย่างจริงจังในเยอรมนี จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกจดจำทันทีหลังเหตุการณ์ บางคนกล่าวว่าเป็นเพราะผู้คนยังช็อคจากสงคราม จึงต้องใช้ระยะเวลาหนึ่งกว่าจะกล้าเผชิญหน้ากับอดีตตรงนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ความไม่รู้ก็อาจทำให้ดูเหมือนเราไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเจ็บปวดของคนอื่น และคนที่ไม่รู้ย่อมเกิดความประทับใจได้ง่ายเพราะจักรวรรดิที่ 3 นั้นถูกออกแบบให้โน้มน้าวใจคน แต่ก็ยังมีอีกกรณีคือ รู้แต่เลือกจำ ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ในเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการทำลายสุสานคนยิวในเซอร์เบีย โปแลนด์ และอีกหลายที่

วาสนา กล่าวว่า เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวนั้นต่างจากกรณีอื่นๆ เช่น กรณีของนานกิง แม้จะเป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับเหยื่อประชาชนชาวจีน 300,000-350,000 รายซึ่งถูกญี่ปุ่นผู้รุกรานกระทำ แต่ก็เป็นสิ่งที่เกิดในภาวะของสงคราม และต่างจาก Holocaust ในแง่ที่ไม่ได้กระทำอย่างเป็นระบบทั่วภาคพื้นทวีปรวมทั้งไม่ได้กระทำกับคนทุกกลุ่มที่แตกต่างหรือเห็นว่าด้อยกว่า ที่สำคัญ เหตุที่ต้องเรียนรู้เรื่องนี้เพราะเหตุการณ์ Holocaust ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์เราจึงไม่ควรยอมรับความรุนแรงแบบนี้ที่ทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน และควรเป็นทุกข์เป็นร้อนกับสิ่งนี้ไม่ว่าจะเกิดกับใคร

วิศรุต กล่าวว่า เหตุการณ์ Holocaust นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน นักวิชาการทุกแขนงต่างสร้างถกเถียงถึงความสำคัญของเหตุการณ์นี้มากมายหลายมุมมอง แต่สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งของเหตุการณ์นี้นอกจากเหนือชาวยิวซึ่งเสียชีวิตไปขจำนวนมากถึง 6 ล้านคนโดยประมาณ (ไม่นับรวมกลุ่มอื่นๆ เช่น LGBT ยิปซี ฯ) แล้ว เรื่องนี้ยังสำคัญตรงที่เป็นแม่แบบในการอธิบายความรุนแรงในลักษณะที่รัฐกระทำกับ subject ของตัวเองซึ่งอยู่นอกเหนือกรอบของสงคราม มีการกระทำอย่างเป็นระบบ ค่อยๆ ดำเนินการกันอย่างยาวนานไล่ตั้งแต่การกีดกันชาวยิวทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การนำเข้าค่ายกักกัน กระทั่งนำสู่ค่ายสังหาร ทั้งหมดกินเวลานานหลายปี ที่สำคัญ มันยังเกิดขึ้นที่ประเทศซึ่งในขณะนั้นเป็นศูนย์กลางอารยธรรมสมัยใหม่ เป็นตัวแทนความก้าวหน้าของโลกสมัยใหม่ ทั้งทางด้านการปฏิวัติอุตสาหกรรม เทคโนโลยี การศึกษา การเมือง ระบบรัฐสภา ระบบกฎหมาย

"มันสำคัญในแง่ที่ว่าเหตุการณ์นี้ถ้าเกิดขึ้นที่นี่ได้ ก็เกิดที่อื่นได้" วิศรุต กล่าวและว่าอย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการบางส่วนเช่นกันที่เห็นว่ามีการสังหารผู้คนจำนวนมากอย่างเป็นระบบเช่นนี้ไม่สามารถเกิดก่อนยุคสมัยใหม่หรือในที่ที่ไม่มีระบบที่มีประสิทธิภาพได้ เพราะต้องอาศัยกลไกต่างๆ ที่ก้าวหน้ามารองรับ ตัวอย่างเช่นอิตาลีนั้นก็มีการส่งคนเข้าค่ายกักกันเช่นกันแต่มีจำนวนน้อยกว่ามาก เพราะระบบมีประสิทธิภาพต่ำ

"การสังหารคนได้ขนาดนี้ มาจากความก้าวหน้าในการจัดการของสังคมสมัยใหม่"

"ท่ามกลางผู้คนที่มีจิตสำนึกประชาธิปไตย มีสำนึกเรื่องขันติธรรม จึงกลายเป็นคำถามใหญ่ว่าทำไมสิ่งนี้ยังเกิดขึ้นมาได้ "

"ถึงไม่มีฮิตเลอร์ ใครที่ขึ้นมาตรงนั้นก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์เดียวกัน เพราะปัญหาเกิดขึ้นในระดับโครงสร้างของสังคม" วิศรุตกล่าว

ภาวรรณ กล่าวว่า หากเราไม่เรียนรู้เรื่องนี้เราะจะพลาดโอกาสในการเรียนรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก พลาดการเรียนรู้เรื่องจริยธรรม และไม่สามารถเยียวยาผู้สูญเสียได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมัยนาซีเกิดจากการไม่เอาใจเขามาใส่ใจเรา การวางเฉยของผู้คนทั้งด้านการเมืองและศีลธรรมจริยธรรม คนเยอรมันหลายคนออกมาปฏิเสธหลังสงครามว่าเหตุที่ปล่อยให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้เพราะ "ไม่รู้" อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่าง เอียน เคอร์ชอว์ (Ian Kershaw) วิเคราะห์ไว้ว่า คนเยอรมันตอนนั้นเอาแต่ใส่ใจตัวเอง พยายามเอาตัวให้รอดเสียมากกว่า

วาสนากล่าวต่อว่า เหตุหนึ่งที่คนไทยใส่ใจเรื่องเหล่านี้น้อยเป็นเพราะเราหมกมุ่นอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติของเราเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นแต่ประเทศไทยเท่านั้นประเทศอื่นๆ ก็เป็นท่ามกลางรัฐชาติที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างชัดเจนในยุคหลัง และเมื่อสังคมเกิดวิกฤตโดยเฉพาะวิกฤตเศรษฐกิจ กระแสชาตินิยมก็จะยิ่งเข้มข้นมากโดยเรามักจะโทษหรือโยนความผิดให้กับคนที่แตกต่างจากเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงระวัง  

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ดีเอสไอรับสอบ 'มัลลิกา' โพสต์ภาพตัดต่อนายกฯ คู่ป้าย 'เสือ สิงห์ กระทิง' เป็นคดีพิเศษ

Posted: 14 Aug 2013 06:38 AM PDT

'ธาริต รับคดีพิเศษทันที หลัง 'วิญญัติ' ทนาย นปช. ร้อง ดีเอสไอ สอบ 'มัลลิกา'  รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์  โพสต์ภาพตัดต่อข้อความ นายกฯ กับป้ายจุดชมวิว "เสือ สิงห์ กระทิง" ระบุเข้าข่ายความผิด ม.14  พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ 
14 ส.ค.56 เดลินิวส์เว็บ รายงาน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  เดินทางเข้าพบนายธาริต  เพ็งดิษฐ์  อธิบดีดีเอสไอ  เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์ให้สอบสวนและดำเนินคดีอาญา น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่มีการโพสต์รูปภาพ น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี ขณะเดินทางไปอุทยานแห่งชาติกุยบุรี  จ.ประจวบคีรีขันธ์  เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมาและได้ถ่ายภาพคู่กับป้ายอุทยานแห่งชาติกุยบุรีไว้เป็นที่ระลึกโดยมีภาพปรากฏในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ของ น.ส.มัลลิกา โดยป้ายชมวิวตามที่โพสต์นั้นมีคำว่า "เสือ สิงห์ กระทิง" และมีภาพนายกรัฐมนตรียืนข้างป้าย  ซึ่งเป็นข้อความที่คลาดเคลื่อนและไม่ตรงกับความเป็นจริงของอุทยานฯ  เพราะข้อความเดิมเป็นป้ายที่เขียนข้อความว่าจุดชมวิว "ช้างป่า  กระทิง  กุยบุรี" สร้างความเสื่อมเสียกับนายกฯที่เป็นผู้นำประเทศ เห็นว่าเข้าข่ายความผิดม. 14  พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์  ว่าด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไมวาจะทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ  โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นและประชาชนและเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมหรือขอมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ และอาจเข้าข่าย ม.16 เกี่ยวกับการตัดต่อและทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง
 
เมื่อถามว่าเหตุใดจึงไม่ไปยื่นเรื่องให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ปอท.) นายวิญญัติ  กล่าวว่า เพราะนายกฯเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญในประเทศ และกฎหมายดีเอสไอมีอำนาจหน้าที่ ตนมองว่าดีเอสไอมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้ ส่วนตนไม่ได้ประสงค์ที่จะเอาผิดไปถึงผู้ที่กดไลค์ แต่ในส่วนที่กดแชร์ภาพนั้นตนก็ขอให้ดีเอสไอตรวจสอบทั้งหมดด้วย
 
ด้านนายธาริต กล่าวว่าตนได้สั่งการให้คดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษทันที เนื่องจากเป็นความผิดตามพ.ร.บ.แนบท้ายการสอบสวนคดีพิเศษ  ตนขอบอกเลยว่าให้ความสำคัญกับคดีนี้มากกว่าปกติ ซึ่งผู้ร้องระบุชัดเจนว่าหากมีผู้ใดเกี่ยวข้องก็ให้สอบสวนกลับไปทั้งหมด ดีเอสไอจึงจะเริ่มการสอบสวนตั้งแต่ น.ส.มัลลิกา  ทั้งนี้ ตนจะมอบหมายให้พ.ต.ต.ยุทธนา  แพรดำ  ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนเพื่อเดินหน้าคดีดังกล่าวทันที
 
"ต้องรับเป็นคดีพิเศษแน่นอนเพราะบุคคลในภาพเป็นถึงนายกฯ  ไม่ว่าจะเป็นการส่งต่อหรือโพสต์เองถือว่ามีความผิดชัดเจน ผมไม่ได้รับใช้การเมืองแต่นายกฯเป็นถึงประมุข" อธิบดีดีเอสไอกล่าว และหลังจากยื่นหนังสือ นายธาริตได้สั่งการให้ พ.ต.ต.ยุทธนา สอบปากคำนายวิญญัติทันทีด้วย
 
ทนาย นปช. เชื่อดีเอสไอมีศักยภาพในคดีบุคคลสำคัญ
Spring News รายงานด้วยว่า นายวิญญัติ กล่าวว่า ต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษจับกุมผู้ที่กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวทั้งหมด โดยมุ่งเน้นการจับกุมตัวการหลักที่ตัดต่อภาพและเผยแพร่ ส่วนเหตุที่ไม่ไปร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. เรื่องจากเชื่อว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีศักยภาพมากกว่า ในการดูแลคดีของบุคคลสำคัญ
 
มัลลิกา ขอโทษ ระบุแชร์ต่อมาอีกที พร้อมโพสต์ภาพจริงชี้แจง
ด้าน น.ส.มัลลิกา ได้โพสต์ภาพที่มีการตัดต่อข้อความกับภาพที่ไม่มีการตัดต่อเพื่อเปรียบเทียบ พร้อมข้อความชี้แจงเมื่อวันที่ 11 ส.ค.ที่ผ่านมาผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ "Mallika Boonmeetrakool" ว่า "ต้องขออภัย ลงภาพผิดไปจริงๆค่ะ เพราะภาพนั้นถูกแชร์มาต่ออีกทีหนึ่ง จึงขออนุญาตลงใหม่เทียบให้เห็นกันอีกครั้งค่ะ" 

ภาพที่ไม่มีการตัดต่อข้อความ

มาตรา 14 ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

มาตรา 14 ผู้้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(5) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (1) (2) (3) หรือ (4)
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สตูดิโอจิบลิต้านสงคราม วิจารณ์การแก้รัฐธรรมนูญให้อำนาจกองกำลังฯ ญี่ปุ่น

Posted: 14 Aug 2013 06:08 AM PDT

ขณะที่ ส.ส. ญี่ปุ่นต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนกองกำลังป้องกันตนเองให้เอื้อต่อการทำสงคราม สมาชิกของสตูดิโอจิบลิเจ้าของผลงาน "spirited Away" และ "สุสานหิ่งห้อย" ได้กล่าววิจารณ์กรณีนี้ไว้ในบุ๊คเล็ทฉบับล่าสุด

ฮายาโอะ มิยาซากิ ผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นและสมาชิกคนอื่นๆ ของสตูดิโอจิบลิ ซึ่งสร้างชื่อเสียงจากการ์ตูนเรื่อง "Spirited Away" ได้แสดงความเห็นต่อต้านการที่นักการเมืองญี่ปุ่นพยายามปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญให้มีการสนับสนุนสงคราม ผ่านทางบุ๊คเล็ทหรือหนังสือเล่มเล็ก

ขณะที่ ส.ส. ร้อยละ 75 ของญี่ปุ่นสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นในทางสนับสนุนสงคราม มิยาซากิและสมาชิกสตูดิโอจิบลิได้แสดงความเห็นผ่านบุ๊คเล็ทที่ชื่อ "เนปปุ" (แปลว่า "ลมร้อน" ในภาษาญี่ปุ่น) ต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญของ ส.ส. ญี่ปุ่น เช่น การแก้มาตรา 9 ให้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถวางกำลังข้ามน่านน้ำได้ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงมาตรา 21 ที่มีการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นและการชุมนุม

ในญี่ปุ่นมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดโดยพรรคเสรีนิยมประชาธิปไตยเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งกลายมาเป็นประเด็นหลักในช่วงการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งล่าสุด มีนักวิจารณ์บางคนเกรงว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะกระทบต่อสิทธิมนุษยชนและทำให้กองทัพมีอำนาจมากขึ้น

แม้จะได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส. จำนวนมาก แต่การสำรวจความเห็นจากประชาชนทางโทรศัพท์พบว่ามีร้อยละ 44 ที่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ และอีกร้อยละ 38 ต่อต้านการแก้รัฐธรรมนูญ

บุ๊คเล็ทของสตูดิโอจิบลิประกอบด้วยบทความจากผู้เขียน 4 คน โดยเริ่มต้นบรรยายสั้นๆ แสดงความกังวลเกี่ยวกับแผนการแก้รัฐธรรมนูญ และอยากให้นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ แสดงความเห็นของตนชัดเจนกว่านี้

ในเวลาต่อมาการแสดงความเห็นผ่านบุ๊คเล็ทของพวกเขาก็ได้รับความสนใจจากสื่อกระแสหลักของญี่ปุ่น ทำให้ผู้จัดพิมพ์นำเสนอบุ๊คเล็ทดังกล่าวเป็นฉบับดิจิตอล ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้จนถึงวันที่ 20 ส.ค. เท่านั้น โดยปกติแล้วบุ๊คเล็ทของพวกเขาจะสามารถซื้อได้จำนวนจำกัดจากร้านหนังสือเท่านั้น


ฮายาโอะ มิยาซากิ : แค่คนนำระบบไปใช้ในทางที่ผิด ไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิรูประบบ

ในเนื้อหาบทความ ฮายาโอะ มิยาซากิ กล่าวถึงรัฐธรรมนูญในความเห็นของเขาว่ารัฐธรรมนูญเป็นเสมือนเป้าหมาย เขาไม่คิดว่าการแก้รัฐธรรมนูญให้ใช้ภาษาดีขึ้นจะช่วยทำให้คนหายจนได้ แต่ว่าการปกป้องมาตรา 9 ในรัฐธรรมนูญและการร่วมกันกู้วิกฤติเศรษฐกิจของญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ประเทศญี่ปุ่นมีจำนวนคนที่อดตายเหลือน้อยมาก

"...จนถึงช่วงเวลาหนึ่ง คนญี่ปุ่นรวมถึงกระทั่งนักการเมืองฝ่ายขวา พยายามอย่างหนักในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งขึ้นหลังสงคราม คือการสร้างสังคมที่มีความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริง" มิยาซากิกล่าว

มิยาซากิกล่าวอีกว่า หลังจากชาวญี่ปุ่นสามารถบรรลุเป้าหมายได้แล้ว พวกเขาพบว่าเศรษฐกิจไม่สามารถเจริญเติบโตได้มากกว่านี้อีก ก็เริ่มมีความเห็นเชิงว่า "ระบบนี้มันไม่ดี" แต่การที่มีคนไม่ดีบางคนใช้ระบบไปในทางที่ผิดไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิรูประบบ

มาตราที่ 9 ของรัฐธรรรมนูญญี่ปุ่นระบุให้ญี่ปุ่นมี "กองกำลังป้องกันตนเอง" (ซึ่งไม่นับว่าเป็นกองทัพ) แต่ไม่สามารถประกาศสงครามโดยอ้างสิทธิการปกป้องอธิปไตยของประเทศและไม่มีการใช้กำลังทหารในความขัดแย้งกับต่างชาติ มิยาซากิ กล่าวว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรานี้ แม้ว่ากองกำลังป้องกันตนเองจะไม่เป็นไปตามกฎหมายมาตรานี้ แต่ก็ดีกว่าการเปลี่ยนกองกำลังป้องกันตนเองให้กลายเป็นกองทัพของชาติ

"สังคมที่สงบสุขของเราจะไม่อาจเป็นจริงได้ หากไม่มีกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตราที่ 9" มิยาซากิกล่าว เขาเขียนในบทความอีกว่า ประชาชนทั่วไปเป็นห่วงเรื่องชีวิตประจำวันของเขามากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงการถือตัวของนักการเมืองเท่านั้น


อิซาโอะ ทากาฮาตะ : ผู้ที่ริเริ่มสงคราม ไม่มีใครเลยที่จินตนาการถึงความโหดร้ายของสงคราม

ทางด้านอิซาโอะ ทากาฮาตะ หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิและผู้กำกับเรื่อง "สุสานหิ่งห้อย" (Grave of the Fireflies) ซึ่งเป็นเรื่องของสองพี่น้องที่เผชิญกับความยากลำบากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แสดงความเห็นว่า ตัวกฎหมายมาตรา 9 เป็นอุดมการณ์ที่ควรจะนำมาใช้ทั่วโลก และรัฐบาลญี่ปุ่นควรใช้กฎหมายนี้เป็นหลักการทางการทูต

"จากการสร้างเรื่อง 'สุสานหิ่งห้อย' ผมไม่คิดว่าภาพยนตร์การ์ตูนแนวนี้จะมีพลังมากพอในการต่อต้านสงคราม ในทุกวันนี้เราสามารถเห็นความโหดร้ายของสงครามได้ผ่านจอโทรทัศน์โดยไม่ต้องย้อนความจำในอดีต และผู้ที่ริเริ่มสงครามก็ไม่มีใครเลยที่จินตนาการถึงความโหดร้ายของสงคราม"

ทากาฮาตะกล่าวอีกว่า นักวิชาการและผู้ที่เคยตั้งคำถามกับสงครามเริ่มเปลี่ยนใจไปสนับสนุนการเดินหน้าทำสงครามของนักการเมือง พวกเขาไม่ได้ใช้เหตุผลและสติปัญญาอีกแล้ว มีผู้กล่าวแสดงความเห็นด้วยกับทากาฮาตะในเว็บโซเชียลเน็ตเวิร์กของญี่ปุ่น โดยบอกว่าในทุกวันนี้มีคนถูกชักจูงไปสู่สงครามได้ง่ายเพราะใช้อารมณ์นำ แต่ก็มีประชาชนบางคนที่บอกว่าสงครามจะไม่เกิดขึ้นแม้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะเรื่อง "สุสานหิ่งห้อย" ได้สอนให้พวกเขาต่อต้านสงคราม

อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนหนึ่งในอินเทอร์เน็ตที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับบทความในบุ๊คเล็ท โดยกล่าวหาว่าสตูดิโอจิบลิเริ่มทำตัวเป็นองค์กรทางการเมืองมากขึ้น ขณะที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ทามาฮิโระ โมชิยามะ มองว่ามิยาซากิไม่ใช่นักสันตินิยม แต่เป็นเพียงคนที่สนับสนุนกองกำลังป้องกันตนเอง โดยแม้เขาจะปกป้องมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังมีการอนุญาตให้มีกองกำลังป้องกันตนเอง มีตัวอย่างจากหลายประเทศที่มีกองทัพแต่ไม่อนุญาตให้ใช้สงครามเป็นหลักในการแก้ไขความขัดแย้งกับต่างชาติ เช่น ประเทศเยอรมนี สเปน และอิตาลี

 

 

 

เรียบเรียงจาก

'Spirited Away' Director Criticizes Plans to Amend Japan's Pacifist Constitution, Global Voices, 10-08-2013
http://globalvoicesonline.org/2013/08/10/spirited-away-director-criticizes-plans-to-amend-japans-pacifist-constitution/

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สสส.เตรียมประชุมนานาชาติ ดัน 'การลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพ' วาระโลก

Posted: 14 Aug 2013 05:02 AM PDT

สมาพันธ์นานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการศึกษา ร่วมกับ สสส. แถลงเตรียมจัดประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 21 ที่ พัทยา 25-29 ส.ค.นี้ ขับเคลื่อนวาระ "การลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพ" สู่วาระสุขภาพโลก

14 ส.ค.56 สำนักข่าวสร้างสุข รายงาน ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการแถลงข่าวการจัดการประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 21(The 21st IUHPE World Conference on Health Promotion 2013) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์ประชุมพีช พัทยา จ.ชลบุรี

โดย ดร.ไมเคิล สปาร์ก ประธานสมาพันธ์นานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการศึกษา (The International Union for Health Promotion and Education : IUHPE) กล่าวว่า การประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพครั้งที่ 21 ถือเป็นครั้งแรกที่จัดประชุมขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาแถบทวีปเอเชีย โดย IUHPE ได้ก่อตั้งมาเป็นที่ 62 และได้จัดการประชุมฯ เวียนไปยังประเทศสมาชิกทุก 3 ปี ซึ่ง สสส. เป็นประเทศสมาชิกหลักของ IUHPE และเป็นประเทศที่มีบทบาทส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลก  การประชุมครั้งนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างเสริมสุขภาพจากทุกมุมโลกเข้าร่วมการประชุม อาทิ ดร.ซาเนีย นิชทาร์ รัฐมนตรีว่าการะทรวงสาธารณสุข ประเทศปากีสถาน, ดร.แดเนียล เวียสต็อก สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยมอนเทรียล แคนาดา, ศ.แอนน์ มิลส์ นักวิชาการด้านนโยบายและเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข อังกฤษ, นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร กระทรวงสาธารณสุข ประเทศไทย และ น.ส.สมสุข บุญญะบัญชา มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย เป็นต้น

"ปัจจุบันการทำงานด้านสร้างเสริมสุขภาพทั่วโลกล้วนประสบกับปัญหา เกิดจากการพัฒนาและความสามารถทำกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพแตกต่างกันในแต่ละประเทศและแต่ละภูมิภาคทั่วโลก วิกฤตเศรษฐกิจระดับโลกยังส่งผลกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพ รวมถึงการลดงบประมาณสนับสนุนการทำงานและการวิจัยการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์และแสวงหาทางออกในการประชุมที่พัทยา เพื่อร่วมค้นหาคำตอบว่า การลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพคืออะไร และใครควรเป็นผู้ลงทุนหลัก" ดร.ไมเคิล กล่าว

ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม ประธานกรรมการจัดการประชุมนานาชาติด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ครั้งที่ 21 สสส. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ สสส. เป็นเจ้าภาพหลัก ร่วมกับ เมืองพัทยา และมีเจ้าภาพร่วม 4 หน่วยงาน คือ กระทรวงสาธารณสุข  สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยการประชุมภายใต้หัวข้อหลักคือ การลงทุนที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพ (Best Investments for Health) สะท้อนถึงการลงทุนใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และความเท่าเทียมกัน นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีขึ้น โดยผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 2,000 คน จากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเสริมฐานที่มั่นคงในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพไปสู่วาระสุขภาพหลักของโลก

ศ.นพ.อุดมศิลป์ กล่าวว่า กิจกรรมการประชุมตลอดทั้ง 5 วัน มีทั้งด้านวิชาการ สันทนาการ และองค์ความรู้ด้านสุขภาพทั้งของไทยและทั่วโลก การประชุมวิชาการมีห้องประชุมรวม 126 ห้อง มีหัวข้อการประชุมวิชาการน่าสนใจ 9 ประเด็น เช่น นวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ โรคไม่ติดต่อ ระบบการสร้างเสริมสุขภาพ ชุมชนเข้มแข็ง การมีส่วนร่วม ฯลฯ นอกจากนี้ มีการส่งบทคัดย่อทางวิชาการเข้ารับการคัดเลือกกว่า 2,000 ชิ้น การศึกษาดูงานในพื้นที่ต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพของสสส. และภาคีเครือข่าย ในจังหวัดใกล้เคียง 8 เส้นทาง และการจัดงานคืนวัฒนธรรมไทย เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพของภาคีในประเทศไทย ทั้งนี้ การจัดประชุมครั้งนี้ จะช่วยพัฒนาศักยภาพคนทำงานของไทยและภูมิภาค ขยายเครือข่ายนานาชาติ ส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลาง (hub) ด้านการสร้างเสริมสุขภาพในภูมิภาค และส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย

ด้าน นายอิทธิพล  คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวว่า เมืองพัทยามีความยินดีและเป็นเกียรติในการต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุม การสร้างเสริมสุขภาวะถือเป็นวิสัยทัศน์หนึ่งของการบริหารการพัฒนาเมืองพัทยาให้เป็นเมืองน่าอยู่ของคนทั่วโลก (Pattaya Healthy City) มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง ระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ โดยมุ่งเน้นอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ และมีนโยบายและแผนการดำเนินงานให้เมืองพัทยาเป็นเมืองน่าอยู่ เช่น โครงการหมอถึงบ้าน โรงพยาบาลเมืองพัทยา 20,000 เตียง การพัฒนาสาธารณสุข ครบ 4 มิติ ทั้งส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส และ การบริหารจัดการขยะมูลฝอย และมลพิษ เป็นต้น ซึ่งพื้นที่พัทยา ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางสุขภาพที่ผู้เข้าร่วมการประชุมจะได้เข้าศึกษาดูงานด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หมอประเวศ ไม่ร่วมเวทีปฏิรูปฯ ขอช่วยอยู่เบื้องหลัง หนุนเป็นวาระแห่งชาติ

Posted: 14 Aug 2013 03:04 AM PDT

ราษฎรอาวุโส ไม่ร่วมเวทีปฏิรูปฯ ขอช่วยอยู่เบื้องหลัง หนุนเป็นวาระแห่งชาติ เสนอแยกจากการปรองดอง 'พงษ์เทพ-วราเทพ' เตรียมนำข้อเสนอที่ประชุมสภาปฏิรูปฯ โดยจะมีหลัง 20 ส.ค.นี้ 'จุรินทร์'ชี้ แค่เป้าหลอก เป้าจริงเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

14 ส.ค.56 ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และ นายวราเทพ รัตนากร  เข้าพบ นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เพื่อส่งเทียบเชิญ เข้าร่วม เวทีปฏิรูปการเมือง ด้าน นพ.ประเวศ ตอบปฏิเสธไม่ขอเข้าร่วมเวทีปฏิรูปฯ แต่ขอช่วยอยู่เบื้องหลัง พร้อมหนุน เป็นวาระแห่งชาติ และมอบโรดแม็พการปฏิรูปฯ

นายแพทย์ประเวศ กล่าวว่า พร้อมสนับสนุนการปฏิรูปการเมือง แต่ไม่ขอเข้าร่วมเวทีดังกล่าว โดยตนขอสนับสนุน อยู่เบื้องหลัง เพราะอายุมากแล้ว และปกติชอบทำงานคนเดียว เชื่อว่า ถ้าได้ทำงานอิสระ จะสามารถช่วยสภาปฏิรูปการเมืองครั้งนี้ ได้มากกว่า ทั้งนี้ ควรมีการผลักดันให้เรื่องนี้ เป็นวาระแห่งชาติ 

นอกจากนี้ นายแพทย์ประเวศ ยังเสนอให้แยกการปฎิรูปการเมือง กับ การปรองดอง ออกจากกัน เพราะเรื่องปรองดอง เป็นเรื่องของอดีตที่แก้ไขได้ยาก ต้องมีคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งบางที ยิ่งจะทำให้ทะเลาะกันมากขึ้น

ส่วนเรื่องการปฏิรูปนั้น ต้องมองในภาพรวมว่า ต้องแก้ไขอะไรบ้าง โดยนายแพทย์ประเวศ ได้มอบเอกสาร การออกแบบปฏิรูปการเมืองให้ได้ผลจริง แก่ นายพงษ์เทพ นายวราเทพ และสื่อมวลชน โดยมีเนื้อหา ที่เสนอกลไกการปฏิรูปการเมืองว่า ควรมี 3 กลไก คือคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการเครือข่ายประชาชนปฏิรูปการเมือง และสภาปฏิรูปการเมือง

อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การปฏิรูป ควรออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะหากมีการเปลี่ยนรัฐบาล ระเบียบนี้ ก็สามารถที่จะให้รัฐบาลต่อไป มาสานต่อได้ ทั้งนี้ ก็พร้อมที่จะเข้าไปชี้แจง แนวคิดของตนให้กับที่ประชุมสภาปฏิรูป

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เข้าร่วมเวทีนี้ นายแพทย์ประเวศ ก็ขอให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไป เพื่อแสดงความจริงใจ และเปิดกว้าง เพราะสุดท้าย หากเวทีนี้ เกิดประโยชน์ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็อาจจะมาเข้าร่วมส่วนปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ ขอให้ทุกคนอย่าหมดหวัง การแก้ปัญหาต้องใช้ระยะเวลา และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่รัฐบาลมีความคิดริเริ่มเช่นนี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี และมาถูกทางแล้ว

ด้านนายพงษ์เทพ และ นายวราเทพ กล่าวว่า จะนำข้อเสนอของ นายแพทย์ประเวศ เข้าสู่ที่ประชุมสภาปฏิรูป และในวันพรุ่งนี้ จะนัดสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้าไทย และสภาการท่องเที่ยว มาร่วมพูดคุย ที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 18.00 น  ส่วนการประชุมครั้งแรกคาดว่า จะมีขึ้นหลังวันที่ 20 สิงหาคมนี้

โดยก่อนหน้านี้ทั้งนายพงษ์เทพและนายวราเทพได้เข้าเชิญบุคคลสำคัญจำนวนมากเพื่อชวนเข้าร่วมเวทีปฏิรูปนี้ โดยมีคนที่ตอบรับ เช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ  พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน นายอุกฤษ มงคลนาวิน นายอุทัย พิมพ์ใจชน นายบรรหาร ศิลปอาชา นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายกมล ทองธรรมชาติ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และนายโคทม อารียา เป็นต้น

ทั้งนี้เมื่อ ก.ค. 53 นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เข้าร่วมเวทีปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานคณะสมัชชาปฏิรูปประเทศ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ จำนวน 27 คน โดยทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล รับฟังความคิดเห็น และเสนอนโยบายในการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งสมัชชาปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการปฎิรูปประเทศ ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้นตั้งขึ้นภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

'จุรินทร์'ชี้'สภาปฏิรูป'แค่เป้าหลอก เป้าจริงเขียนรัฐธรรมนูญใหม่

ขณะที่เมื่อวันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา คมชัดลึกออนไลน์ รายงาน นายจุรินทร์ ลักษณะวิศฺษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวต่อถึงกรณีที่รัฐบาลเดินหน้าตั้งสภาปฏิรูปการเมืองว่า วันนี้มีความชัดเจนขึ้นแล้วว่า มีเป้าหมายเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้สอดรับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม หรือจะใช้คำว่า "หางโผล่" แล้ว เพราะคนที่อยู่ต่างประเทศและนายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.เกษตรและสหกรณ์ พูดชัดเจนว่า ต้องการเห็นการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ การปฏิรูปการเมืองจึงเป็นแค่เป้าลวง แต่เป้าหมายจริงคือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่และกินรวบประเทศ วิปฝ่ายค้านเห็นว่า สภาปฏิรูปการเมืองไม่ใช่การทำให้ปรอดงดองแต่จะเป็นสภาข้างเดียว ซึ่งข้อสังเกต ได้แก่ 1. การเดินสายเชิญบุคคลต่างๆ แค่การสร้างภาพ 2. การเชิญคนจากต่างๆ ประเทศเป็นแค่ผักชี หากเสนอแนวทางไม่ตรงกับที่รัฐบาลตั้งใจไว้ก็จะไม่รับฟังและไม่นำไปสู่แนวทางปฏิบัติ 3. รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการซึ่งไม่เหมาะสม เพราะเป็นคู่ขัดแย้งไม่เป็นกลาง ไม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย การทำหน้าที่ด้วยตัวเอง เนื่องจากต้องการล็อกสเปคคำตอบที่เตรียมแล้วแล้วให้ได้คำตอบตามที่ต้องการ 4. ผู้ที่ไม่เข้าร่วมปฏิรูป มีหลายคนและหลายองค์กร ไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ชาวสะเอียบแถลงขอโทษ 'กูเกิล' เหตุเข้าใจผิด - ถ้ามาเยือนอีกจะต้อนรับเป็นอย่างดี

Posted: 14 Aug 2013 02:39 AM PDT

กรณีเชิญคนขับรถ 'กูเกิลสตรีทวิว' มาสาบานว่าไม่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อนนั้น ล่าสุดชาวสะเอียบแถลงขอโทษแล้ว-ระบุเป็นเรื่องเข้าใจผิด หากรถกูเกิลสตรีทวิวมาอีกจะต้อนรับเป็นอย่างดี ขณะที่ชุมชนระบุในพื้นที่ตึงเครียดมากหลัง 'ปลอดประสพ' ประกาศจะสร้างเขื่อนให้ได้ ชาวบ้านจึงต้องจัดเวรยามเฝ้าพื้นที่ และก่อนหน้านี้เคยมีบริษัทเอกชนสวมรอยเข้ามาสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อน

ภาพรถ "Google Maps Camera Car" หรือที่เรียกกันติดปากว่า รถกูเกิลสตรีทวิว ซึ่งเข้ามาในพื้นที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ เมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) โดยชาวบ้านได้เชิญตัวคนขับรถมาที่ทำการกำนัน ต.สะเอียบ ให้ชี้แจงการเข้ามาในพื้นที่ และให้สาบานต่อหน้าพระประธานวัดบ้านดอนชัย ล่าสุด ชุมชนได้แถลงแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิด และได้ขอโทษต่อบริษัทกูเกิล และขอโทษต่อคนไทยทั้งชาติที่ทำให้เสียชื่อเสียง

"Google Maps Camera Car" หรือที่เรียกกันติดปากว่า รถกูเกิลสตรีทวิว จอดหน้าที่ทำการกำนัน ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ วานนี้ (13 ส.ค.) หลังชาวบ้านได้เชิญตัวคนขับรถมาที่ทำการกำนัน ต.สะเอียบ ให้ชี้แจงการนำรถติดกล้องเข้ามาสำรวจในพื้นที่ ล่าสุดวันนี้ (14 ส.ค.) ชุมชนได้แถลงแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิด และได้ขอโทษต่อทั้งคนขับรถกูเกิลสตรีวิวและบริษัทกูเกิล และยินดีต้อนรับหากรถกูเกิลสตรีทวิว กลับมาเยือนชุมชนอีก

ภาพนายดีพร้อม ฟองฟอน คนขับรถกูเกิลสตรีทวิว (นั่งแถวใกล้พระประธาน ขวามือ) ระหว่างสาบานต่อหน้าพระประธานวัดบ้านดอนชัย ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อน เมื่อวานนี้ (13 ส.ค. 56) ล่าสุด ชุมชนได้แถลงแล้วว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการเข้าใจผิด และได้ขอโทษต่อทั้งคนขับรถกูเกิลสตรีวิวและบริษัทกูเกิล รวมทั้งขอโทษต่อคนไทยทั้งชาติที่ทำให้เสียชื่อเสียง

ภาพป้ายคัดค้านการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น และเขื่อนในพื้นที่ต้นแม่น้ำยม ที่ติดในพื้นที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ทั้งนี้แกนนำชุมชนสะเอียบระบุด้วยว่า ภายหลังจากที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กบอ.) ประกาศว่าจะสร้างเขื่อนให้ได้ ทำให้ชาวบ้านต้องจัดเวรยามเฝ้าพื้นที่ และก่อนหน้านี้เคยมีบริษัทเอกชนสวมรอยเข้ามาสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อน

 

จากข่าวประชาชนในพื้นที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ เชิญตัวคนขับรถ "Google Maps Camera Car" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "รถกูเกิลสตรีทวิว" มาสอบถาม ณ ที่ทำการกำนัน ต.สะเอียบ และให้สาบานต่อหน้าพระประธาน วัดบ้านดอนชัย ว่าที่เข้ามาในพื้นที่ไม่ได้มาสำรวจเรื่องเขื่อนนั้น (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (14 ส.ค. 56) ชุมชนได้มีการสอบถามแล้ว พบว่าเป็นการเข้าใจผิด เพราะรถกูเกิลสตรีทวิวที่เข้ามาถ่ายรูปในหมู่บ้านมีกล้องรอบทิศทาง และเมื่อเช็คข่าวตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วว่าไม่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อน ชาวบ้านจึงมีมติให้ขอโทษ และขอโทษต่อคนไทยทั้งประเทศที่ทำให้เสียชื่อเสียง

ทั้งนี้ชาวบ้านในนามของกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ได้ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2556 ระบุ ขอโทษต่อบริษัทกูเกิล (Google) ที่มาการสำรวจแผนที่สถานที่ท่องเที่ยว แต่เข้าใจผิดว่าเข้ามาถ่ายรูปสำรวจเพื่อการสร้างเขื่อน

โดยนายวิชัย รักษาพล ประธานคณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ต.สะเอียบ กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) ได้พูดคุยกับคนขับรถกูเกิลสตรีทวิว คือนายดีพร้อม ฟองฟอน ว่า

"น้องเขาก็บอกว่ามาถ่ายรูปทำแผนที่ให้บริษัทกูเกิล แต่ชาวบ้านไม่เชื่อใจเพราะมีหลายบริษัทเข้ามาทำอย่างนี้แล้วเอาข้อมูล ภาพถ่าย ไปสรุปว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน ผมในฐานะประธาน ก็ต้องขอโทษต่อน้องเขาด้วย ขอโทษบริษัทกูเกิลด้วย รวมทั้งขอโทษต่อคนไทยทั้งชาติที่ทำให้คนไทยเราเสียชื่อเสียงในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รับรองมาคราวหน้าเราจะต้อนรับเป็นอย่างดี ต้องขอโทษด้วยนะครับ" นายวิชัย กล่าว

ด้านนายวุฒิชัย ศรีคำภา กลุ่มเยาวชนตะกอนยม ก็ออกมากล่าวขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นกัน โดยขอให้สังคมไทยยกโทษให้ด้วย เพราะชาวบ้านเครียดกับการสร้างเขื่อน ที่จะต้องถูกอพยพโยกย้าย บ้านแตกสาแหรกขาด ชุมชนล่มสลาย อีกทั้งป่าสักทองผืนสุดท้ายก็จะถูกทำลายไปด้วย

"ชาวบ้านเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกมาสำรวจเพื่อการสร้างเขื่อน จึงต้องมีมาตรการเข้มงวด ยิ่งเห็นกล้องบนหลังคารถถ่ายภาพรอบทิศอย่างนั้นเป็นใครใครก็งง ทุกวันนี้ชาวบ้านทุกครอบครัวต้องส่งตัวแทนครอบครัวละ 1 คน รวม 20 คนต่อวัน ในการไปเฝ้าเวรยามในพื้นที่ที่จะสร้างเขื่อน ต้องออกค่าใช้จ่ายกันเอง เฝ้าป่าไม่ให้เขื่อนมาทำลาย ไม่ใช่เพื่อคนสะเอียบเท่านั้น แต่เพื่อคนไทยทั้งประเทศ และคนทั้งโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อเราตรวจสอบแล้วว่าไม่เกี่ยวกับการสร้างเขื่อน เราก็ต้องขอโทษ ผมในฐานะเยาวชนสะเอียบก็ต้องขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยครับ" นายวุฒิชัย กล่าว

โดยแกนนำชุมชนได้อ่านแถลงการณ์ขอโทษกูเกิล และกล่าวในท้ายที่สุดว่า หากรถกูเกิลสตรีทวิวมาอีกจะต้อนรับเป็นอย่าดี จากนั้นชาวบ้านจึงได้แยกย้ายกันไป และกำชับเวรยามให้ใช้ท่าทีที่ดีและพิจารณาให้ดีก่อนที่จะมีมาตรการใดๆ 

000

แถลงการณ์กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่
ขอโทษ Google ในการเข้าใจผิดการสำรวจแผนที่สถานที่ท่องเที่ยว

จากการที่ชาวบ้านสะเอียบกว่า 20 คน ได้เชิญตัวเจ้าหน้าที่บริษัท Google มาสาบานต่อหน้าพระประธานวัดดอนชัย ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ว่าการสำรวจ ถ่ายภาพของบริษัทไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง และได้เชิญตัวออกนอกพื้นที่เมื่อวานนี้นั้น

กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ ขอแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และ ขอโทษเจ้าหน้าที่และบริษัท Google เป็นอย่างสูง เนื่องจากสถานการณ์ในพื้นที่มีความตึงเครียดมากจากการที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี ประธาน กบอ. ได้ประกาศชัดเจนว่าต้องสร้างเขื่อนให้ได้ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างวิตกกังวลเป็นอย่างมาก และได้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้งจนทำให้ชาวบ้านเกรงว่าจะมีการสวมรอยเข้ามาสำรวจพื้นที่

จากการตรวจสอบพบว่า Google ได้ทำการสำรวจเส้นทางและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อนำไปไว้ในแผนที่ของทางบริษัท เพื่อให้คนทั่วโลกได้โหลดไปใช้ประโยชน์ ฟรีบ้าง เสียเงินบ้าง ตามแต่บริษัทจะกำหนด กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อชุมชนและอนาคตของลูกหลานคนไทยและคนทั่วโลก จึงประกาศขอโทษต่อเจ้าหน้าที่และบริษัท Google รวมทั้งขอโทษต่อคนไทยทั้งชาติ ที่ทำให้คนไทยเสียชื่อเสียงในเรื่องที่เกิดขึ้น

กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ ขอความเห็นใจมายังทุกท่านได้โปรดเข้าใจและเห็นใจชาวบ้านสะเอียบ ที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องรักษาป่าสักทองและชุมชนสะเอียบ เพื่อคนไทยทั้งชาติ และคนทั่วโลก เช่นกัน ทั้งนี้กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ยืนยันที่จะคัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนยมบน เขื่อนยมล่าง สืบต่อไป และเสนอให้รัฐบาลและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ หันมาใช้ 12 แนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งลุ่มน้ำยม เพื่ออนาคตของลูกหลาน เพื่อคนไทยทั้งชาติ และเพื่อเพื่อนร่วมโลก

ขอแสดงความนับถือ
กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่
14 สิงหาคม 2556 ณ วัดดอนชัย ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่

 

000

ภาพจาก maps.google.com พื้นที่ซึ่งกูเกิลให้บริการมุมมองแบบ "สตรีทวิว" จะปรากฏขึ้น เมื่อคลิกที่ไอคอน "Pegman" หรือมนุษย์หมุด แล้วลากมาที่แผนที่ พื้นที่สีน้ำเงินในแผนที่หมายถึง พื้นที่ซึ่งมีการสำรวจ และให้บริการมุมมองแบบ "สตรีทวิว" โดยเมื่อเดือนมิถุนายนปี 2555 กูเกิลประกาศว่าได้บริการข้อมูลแล้ว 3,000 เมืองใน 39 ประเทศทั่วโลก รวมระยะทาง 8.045 ล้านกิโลเมตร คิดเป็นความจุในฮาร์ดดิสก์รวม 20 ล้านจิกะไบท์ (ที่มา:Google Maps)

 

ผู้สื่อข่าว รายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับ กูเกิล สตรีท วิว (Google Street View) เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาโดย Google Maps และ Google Earth ของบริษัทกูเกิล เพื่อบริการภาพแบบพานอรามาจากตำแหน่งต่างๆ ตามถนนหลายแห่งบนโลก โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาและขยายไปยังหลายเมืองทั่วโลก โดยในเดือนมิถุนายนปี 2555 กูเกิลประกาศว่าได้บริการข้อมูลกูเกิล สตรีท วิวแล้ว 3,000 เมืองใน 39 ประเทศทั่วโลก รวมระยะทาง 5 ล้านไมล์ หรือประมาณ 8.045 ล้านกิโลเมตร หรือเท่ากับการเดินทางรอบโลกประมาณ 201 รอบ คิดเป็นความจุในฮาร์ดดิสก์รวม 20 เพตะไบท์ หรือ 20 ล้านจิกะไบท์ และในปีนี้กูเกิลประกาศอย่างเป็นทางการว่าอยู่ระหว่างสำรวจอีก 13 ประเทศ ได้แก่ สวาซิแลนด์ บังกลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา อินโดนีเซีย ออสเตรีย กรีซ ไอซ์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก สโลวาเนีย โคลัมเบีย เปรู เอกวาดอร์ นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ซึ่งมีการสำรวจไปแล้ว แต่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการอีก 6 พื้นที่ รวมเขตเวสแบงก์ในพื้นที่ของปาเลสไตน์ด้วย

โดยในปี 2554 กูเกิลร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้เริ่มถ่ายรูปเส้นทางต่างๆ และสถานที่สำคัญในประเทศไทยเพื่อทำ Google Street View ใช้อุปกรณ์ถ่ายภาพแบบเคลื่อนที่ติดตั้งบนรถยนต์ "Google Maps Camera Car" รุ่น Subaru Impreza จำนวน 15 คัน ขับตระเวนขับไปตามเส้นทางต่างๆ ทั่วประเทศไทย และในเดือนมีนาคม 2555 ได้เริ่มให้บริการ Google Street View ที่ กทม. เชียงใหม่ และภูเก็ต และต่อมาเดือนตุลาคม 2555 ได้ให้บริการเพิ่มอีก 7 จังหวัดได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครนายก และเชียงราย นอกจากนี้กูเกิลยังมีแผนสำรวจทางหลวงสายหลักของประเทศไทยด้วย ก่อนที่ล่าสุด จะมาสำรวจที่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ และเกิดเหตุเข้าใจผิดจนชาวบ้านในชุมชนพาคนขับรถ "กูเกิลสตรีทวิว" ไปสาบานต่อหน้าพระประธาน และมีการแถลงข่าวขอโทษเนื่องจากเหตุเข้าใจผิดดังกล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ม.เที่ยงคืน แถลงเดินหน้านิรโทษกรรมต้องเพื่อมวลชน โปร่งใส ไร้ประโยชน์ทับซ้อน

Posted: 14 Aug 2013 02:07 AM PDT

"ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่ต้องการให้กฎหมายนิรโทษกรรมสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เข้ามาร่วมมือกันในการกดดันให้แต่ละฝ่ายยอมรับในหลักการสำคัญที่ว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้มุ่งออกกฎหมายเพื่อมวลชน โปร่งใส และ ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน" มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนแถลง

14 ส.ค.56 มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ออกแถลงการณ์นิรโทษกรรมต้องเพื่อมวลชน ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนและโปร่งใส โดยเรียกร้องว่าเป้าหมายของการนิรโทษกรรมต้องอยู่ที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการชุมนุมเป็นหลัก ส่วนผู้มีบทบาทโดยตรงในการสร้างความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แกนนำของทุกสี ชายชุดดำ นักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบ ไม่สมควรได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้ ส่วนคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมต้องไม่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความรุนแรงโดยตรง โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีในขณะเกิดเหตุ พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสามารถรายงานข้อถกเถียงและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการฯ ได้อย่างเสรี เพื่อให้สาธารณชนสามารถมองเห็นจุดยืน บทบาท และการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่คณะกรรมาธิการฯ 

0000
แถลงการณ์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
เรื่อง นิรโทษกรรมต้องเพื่อมวลชน ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนและโปร่งใส
 
 
กฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งขณะนี้อยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเยียวยาความเสียหายและการสร้างความเป็นธรรมให้คนกลุ่มต่างๆ ในสังคมการเมืองไทย อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวนี้ยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญหลายประการที่มีผลให้การพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอาจไม่สามารถคืบหน้าต่อไปได้
 
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนมีข้อเสนอต่อการพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมให้ห้วงเวลานี้ดังต่อไปนี้
 
ประการแรก เป้าหมายของการนิรโทษกรรมต้องอยู่ที่ประชาชนซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมการชุมนุมเป็นหลัก
 
เนื่องจากในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมามีประชาชนที่มีทัศนะทางการเมืองแตกต่างกันเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับฝ่ายต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งในการเคลื่อนไหวก็ได้มีผู้คนจำนวนไม่น้อยกระทำการที่เป็นการละเมิดกฎหมาย หากมีการดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้ก็อาจทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไม่อาจบรรเทาลงได้ ดังนั้น ประชาชนหรือมวลชนที่เข้าร่วมในการชุมนุมจึงต้องเป็นเป้าหมายหลักของการนิรโทษกรรมในครั้งนี้
 
ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ ในความขัดแย้งทางการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องและมีบทบาทโดยตรงกับการสร้างความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แกนนำของทุกสี ชายชุดดำ นักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบ จึงต้องไม่ใช่ผู้ที่สมควรได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้
 
ประการที่สอง ในส่วนของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมต้องไม่มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความรุนแรงโดยตรง
 
กฎหมายนิรโทษกรรมจะมีผลเกี่ยวเนื่องไปถึงบุคคลหลายฝ่ายที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ฉะนั้น บุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเหล่านี้จึงต้องไม่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ เพราะจะเป็นการบัญญัติกฎหมายโดยที่ตนเองมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องอยู่ การปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ในกระบวนการนี้อาจนำไปสู่ข้อโต้แย้งในเรื่องความชอบธรรมและความเป็นกลางของการปฏิบัติหน้าที่ได้ รวมทั้งมีผลในทางสร้างความไม่ไว้วางใจกับฝ่ายที่อยู่ตรงกันข้ามว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้อง
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังจากที่ศาลได้มีคำวินิจฉัยชี้เหตุการณ์การเสียชีวิตของประชาชนจำนวน 6 รายในวัดปทุมวนารามว่าเป็นผลมาจากการใช้อาวุธของเจ้าหน้าที่รัฐ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าวเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในขณะนั้นจึงเป็นผู้มีบทบาทเกี่ยวข้องโดยตรง แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่ได้มีการดำเนินคดีเพื่อเรียกร้องความรับผิดหรือความเสียหายแก่บุคคลผู้เสียชีวิตไปก็ตาม แต่ในฐานะของนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดของตนเองได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์ จึงไม่อยู่ในสถานะที่มีความชอบธรรมต่อการดำรงตำแหน่งในกรรมาธิการฯ ชุดดังกล่าวนี้
 
ประการที่สาม ต้องเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนสามารถรายงานข้อถกเถียงและการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมาธิการฯ ได้อย่างเสรี เพื่อให้สาธารณชนสามารถมองเห็นจุดยืน บทบาท และการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่คณะกรรมาธิการฯ ได้ว่ากำลังปฏิบัติหน้าที่โดยมีเป้าหมายหรือผลประโยชน์อื่นใดแอบแฝงหรือซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังหรือไม่
 
การผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่บังเกิดขึ้นยังคงมีข้อถกเถียงที่ต้องทำความเข้าใจระหว่างแต่ละฝ่ายที่อาจมีความเห็นแตกต่างอย่างมากในแต่ละประเด็น ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตของความผิดที่บุคคลได้กระทำลงไป ควรรวมเอาความผิดในมาตรา 112 หรือไม่ ฯลฯ ซึ่งการถกเถียงทั้งหมดนี้จะสามารถบังเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในหลักการพื้นฐานที่สำคัญเสียก่อน
 
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนจึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่ต้องการให้กฎหมายนิรโทษกรรมสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เข้ามาร่วมมือกันในการกดดันให้แต่ละฝ่ายยอมรับในหลักการสำคัญที่ว่าการนิรโทษกรรมครั้งนี้มุ่งออกกฎหมาย "เพื่อมวลชน" "โปร่งใส" และ "ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน"
 
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
 
14 สิงหาคม 2556
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จาก ริว จิตสัมผัส สู่สไปรท์ฮอร์โมน: นโยบายประชากรไทยกับร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ฯ

Posted: 14 Aug 2013 01:33 AM PDT

ประโยคดังที่คนในสังคมไทยได้ยินบ่อยครั้งแต่ก็ยังอดสะดุดคิดไม่ได้ที่ว่า "ถ้าจะกินสไปรท์ต้องใส่ถุง" กับ "คุณทำแท้งมาใช่ไหม"   ซึ่งมีที่มาจากรายการโทรทัศน์ชื่อดังสองรายการ คือ ละครฮอร์โมนวัยว้าวุ่น และคนอวดผี   นั้นสะท้อนความคิดสองชุดที่เกี่ยวข้องกับนโยบายประชากรของไทยอย่างชัดเจน นั่นคือ การพยายามควบคุมการตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมผ่านวาทกรรมสองชุดที่แตกต่างในที่มาและวิธีคิดอย่างสิ้นเชิง

การตั้งคำถามของคุณริว จิตสัมผัส ว่า "คุณทำแท้งมาใช่ไหม" เป็นการควบคุมความคิดและพฤติกรรมของคนผ่านการสร้างความรู้สึก "ผิดบาป" และ ผลกรรมที่ตาม "หลอกหลอน" และพร้อมจะไล่ล่าเอาคืนโดยไม่มีวันชำระล้างบาปให้หมดไปได้ง่ายๆ จากบาปแห่งการทำแท้งนั้น ได้ถูกสืบทอดผ่าน คำบอกเล่าของ พระมาลัย หลากหลายรูปแบบตั้งแต่ หนังสือธรรมทานที่แจกเป็นเล่มมีการ์ตูนประกอบ การเทศนาของนักบวชทั้งหลายที่อาศัยวิธีการสร้างผลสืบเนื่องอันน่าสะพรึงกลัวเป็นเครื่องมือหลักในการ ควบคุมคนในสังคม มิให้ริอาจมีเพศสัมพันธ์อันจะนำไปสู่การตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมแล้วต้องลักลอบทำแท้ง จนมีบาปติดตัวไปตลอดชีวิต

วิธีการนี้เป็นเทคโนโลยีการควบคุมเนื้อตัวร่างกายของบุคคลที่เป็นมรดกสืบทอดมาจากระบอบความคิดในสังคมแบบจารีตที่ยึดถือระบบศีลธรรมที่ผูกโยงกับ "เรื่องเล่า" ทางศีลธรรมที่สร้างจินตนาการร่วมให้กับคนในสังคมให้มีภาพของสวรรค์นรกไว้ในหัว ประกอบกับการบอกเล่าของ "นักเล่า" ผู้มีอิทธิพลทางความคิด เช่น ริวจิตสัมผัส ที่นำเสนอผ่านรายการโทรทัศน์และมีการพูดถึงวิญญาณและผลร้ายที่ตามจองเวรจองกรรมผู้ที่ทำแท้งเนื่องจากตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมนั้น ได้ผลในแง่ของการทำให้คนในสังคมที่รับชมสื่อดังกล่าวเกิดอาการหวาดกลัว และเกรงกลัวต่อการทำบาป   แต่สิ่งที่ขาดไป คือ การให้ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชายแลหญิง หรือความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเพศของวัยเจริญพันธุ์ที่มีหลากหลาย และมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละคู่แตกต่างกันไป

ดังนั้นในบางสถานการณ์ สิ่งที่ ริว จิตสัมผัส สร้างจินตนาการขึ้นบนหัว ไม่อาจยับยั้งการทำแท้งหรือตั้งครรภ์แบบไม่พร้อม ในบางเงื่อนไข เช่น การต้องต่อสู้กับความพลุ่งพล่านของอารมณ์ความรู้สึกจากร่างกายของวัยเจริญพันธุ์ทั้งหลายที่อยู่สถานที่และเวลาซึ่งเอื้อต่อการมีเพศสัมพันธ์   ดังนั้นในหลายกรณีจึงเกิดการมีเพศสัมพันธ์โดยมิได้มีการวางแผนป้องกันใดๆ เมื่อเลยจุดของความกลัวไปแล้ว    ต่อเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมขึ้นแล้ว หญิงและชายคู่นั้นจำต้องเผชิญกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา รวมถึงความรู้สึกผิดหางจำเป็นจะต้องทำแท้ง   โดยหญิงที่ทำแท้งอาจต้องได้รับผลกระทบทางสุขภาพกายและใจไปตลอดชีวิต

แนวทางของ ริว จิตสัมผัส เป็นแนวทางที่สังคมไทยคุ้นเคยเนื่องจากเป็นวิธีทางศีลธรรมสร้างความรู้สึกผิดบาปซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสังคมตะวันออกมาตั้งแต่ครั้งโบราณ   อย่างไรก็ดีแนวทางนี้กลับมีข้อบกพร่องดังที่ได้กล่าวไปแล้ว  

ในทางกลับกัน บทบาทของ "สไปรท์" ในละครชุดฮอร์โมน ที่มีลักษณะของผู้หญิงที่กล้าจะมีเพศสัมพันธ์กับชายตามที่ตนปรารถนาแต่ต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขสำคัญนั่นคือ หากชายจะมีเพศสัมพันธ์กับตนจะต้องมีสวมถุงยางอนามัย และในตอนที่แม่ตนเองตั้งครรภ์ สไปร์ทก็ได้ถามถึงการป้องกันตนของแม่อีกด้วย   ภาพลักษณ์ของ "สไปรท์" อาจเป็นการยากที่จะยอมรับสายตาของผู้ใหญ่และคนในสังคมไทย   แต่กลับมีความสอดคล้องกับแนวทางของ กฎหมายคุ้มครองอนามัยวัยเจริญพันธุ์ทั้งในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระดับโลก และการยกร่างพระราชบัญญัติคุมครองสิทธิด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย  

เนื่องจาก "สิทธิทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์" มีสาระสำคัญอยู่ที่ การให้สิทธิแก่บุคคลเจ้าของเนื้อตัวร่างกายในการกำหนดอนาคตตนเองเพื่อเลือกในการมีเพศสัมพันธ์ตามวิถีแห่งตน   และการวางแผนในด้านดูแลสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ของตน โดยที่รัฐต้องมีส่วนสนับสนุนในการให้ความรู้ และจัดกลไกมารองรับการดูแลสิทธิข้างต้น

หากสังคมไทยเห็นว่า การทำแท้งเป็นสิ่งที่บาปและต้องแก้ไข   แนวทางแก้ไขที่สอดคล้องกับความเป็นจริงและไม่กดทับซ่อนเร้นปัญหา เห็นจะไม่พ้นการยอมรับความจริงเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ของบุคคลว่า เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาแม้บุคคลจะพยายามหักห้ามใจและรู้สึกผิดที่จะทำแล้วก็ตาม    ดังนั้นการสร้างความรู้และกลไกต่างๆเพื่อทำให้เกิดเพศสัมพันธ์ที่รู้เท่าทันต่างหากที่จะเป็นการป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อม และไม่นำไปสู่การทำแท้ง  

หากเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นแล้ว การสร้างตราบาปให้กับการทำแท้งไม่ช่วยให้คนยุติการทำแท้ง กลับกันการเพิ่มผลร้ายให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการตั้งครรภ์ต่างหากที่จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการทำแท้ง อาทิ การไล่ออกจากการเรียน การทำให้เป็นที่อับอาย หรือแม้กระทั่งการทำให้ครอบครัวไม่ยอมรับ เรื่อยไปจนถึงไม่มีสวัสดิการต่างๆมารองรับการเกิดครอบครัวใหม่ขึ้นในสังคม

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะอัตราการเกิดลด ผู้สูงอายุมากขึ้น รัฐไทยเสี่ยงต่อการขาดแรงงานและผู้ผลิตรายได้อันจะเป็นภาษีในการดูแลผู้เกษียณอายุที่จะมีอัตราเพิ่มขึ้นทุกปี   ดังนั้นการจัดมาตรการรองรับการตั้งครรภ์ไม่ว่าจะ ตั้งครรภ์เมื่อพร้อมหรือไม่พร้อมก็ตาม ย่อมมีผลดีเสียมากกว่าการปล่อยให้เกิดการทำแท้งเถื่อนที่ทำลายศักยภาพในการตั้งครรภ์ของบุคคลในอนาคต และทำลายโอกาสในการลืมตาสู่โลกของเด็กรุ่นใหม่ที่อาจเป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป    การสร้างมาตรการทางสังคมที่มีส่วนช่วยให้ผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถดูแลตนเอง เลี้ยงดูบุตร และพัฒนาศักยภาพต่อไปโดยไม่ชะงักงัน ย่อมมีความจำเป็นมาก  

เทียบกับประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนที่เห็นพ่อแม่วัยรุ่นเดินเข็นเด็กเต็มเมืองอังกฤษและหลายประเทศในยุโรปเนื่องจากรัฐสวัสดิการทั้งหลายมีมาตรการในการดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและพัฒนาศักยภาพแรงงานของตนให้เข้มแข็ง เนื่องจากการมีบุตรเมื่อสูงวัยย่อมมีความเสี่ยงต่อเด็กมากกว่า

ดังนั้นการสร้าง "ความรู้สึกผิดบาป" ไม่อาจช่วยแก้ไขปัญหาประชากรได้รอบด้าน เป็นเพียงการใส่โปรแกรมความกลัวลงไปในหัวคนที่คิดเยอะไม่ให้มีบุตรส่วนคนที่ไม่คิดอะไรก็ยังมีเพศสัมพันธ์ต่อไปโดยไร้ซึ่งความรู้สึกผิดและไม่มีความรู้เรื่องการจัดการกับสุขอนามัยเจริญพันธุ์ของตน   ซ้ำร้ายการสร้างความกลัวต่อการมีบุตรในคนรุ่นใหม่นี้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออัตราการเกิดในปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยกำลังเดินตามแนวของสิงคโปร์และญี่ปุ่น ที่ประชากรมีความเครียดและเกรงกลัวต่อการสร้างครอบครัวและมีบุตร เนื่องจากต้องแบกรับ "ความเสี่ยง" เป็นอย่างมาก 

แก่นของเรื่องจึงอยู่ที่การจัดการ "ความเสี่ยง" โดยอาศัยการเพิ่ม "ความรู้" และ "มาตรการประกันความเสี่ยง"   โดยมาตรการประกันความเสี่ยงในรูปของสวัสดิการต่างๆที่ทำให้ผู้ที่จะมีบุตรนั้นอยู่ในขอบอำนาจของฝ่ายบริหารที่จะริเริ่มสร้างสรรค์มาตรการทั้งหลายออกมา ซึ่งสามารถดูแบบได้จากประสบการณ์ของหลายประเทศที่ใช้ระบบรัฐสวัสดิการ เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี เป็นต้น   ส่วนเรื่อง "ความรู้" และการสร้าง "ความเข้าใจ" อย่างถูกต้องมิสร้างตราบาปให้กับคนในสังคมนั้น   ร่าง พรบ.คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ มีการออกแบบไว้อย่างน่าสนใจ โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

1. สิทธิทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์– รับรองสิทธิที่จะตัดสินใจและรับผิดชอบร่วมกันในการวางแผนมีบุตร ซึ่งต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน รวมทั้งรับรองว่าคนทุกคนมีสิทธิเลือกวิถีทางเพศของตนและ สัมพันธภาพทางเพศต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ ปลอดภัย เคารพซึ่งกันและกันและมีความรับผิดชอบ

2. การจัดการศึกษา – กำหนดให้สถานศึกษาจัดการสอนเพศศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนและ พัฒนาบุคลากรให้สอนเพศศึกษาและอนามัยการเจริญพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การจัดบริการด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์– กำหนดให้สถานบริการด้านสาธารณสุขให้การปรึกษาและบริการที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอที่ผู้รับบริการจะสามารถตัดสินใจ เลือกได้อย่างอิสระและการบริการต้องละเอียดอ่อนต่อคนทุกเพศทุกวัย รักษาความลับ เคารพความเป็นส่วนตัว ไม่ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกอับอาย

4. การคุ้มครองผู้หญิงตั้งครรภ์ – กำหนดให้สถานศึกษา หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ให้การคุ้มครองนักเรียน นักศึกษาที่ตั้งครรภ์และประสงค์จะศึกษาต่อให้สามารถศึกษาต่อได้หรือลาพักและกลับมาเรียนต่อได้และสถาน ประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนต้องไม่ขัดขวางการลาคลอดตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่งเสริมการให้นมบุตรอย่างต่อเนื่อง และให้ความช่วยเหลือดูแลลูกจ้างที่ตั้งครรภ์โดยไม่พร้อมและประสบปัญหาในการดูแล บุตร

5. การป้องกันปัญหาการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน – กำหนดว่าหน่วยงานรัฐและเอกชนต้องป้องกันไม่ให้มีการคุกคามหรือก่อความเดือดร้อนทางเพศในที่ทำงาน"

(อ้างอิงจากเว็บไซต์ มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพหญิง สคส. http://www.whaf.or.th/)

6. กลไกระดับชาติ – กำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติ (กอช.) โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง มีบทบาทดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์

กล่าวโดยสรุป นโยบายเรื่องประชากรเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่ออนาคตของสังคมไทย เป็นปัญหาความมั่นคงแห่งรัฐไทยอย่างแท้จริง   การปล่อยให้มีการกำหนดควบคุมผ่าน สิ่งที่มองไม่เห็น และไร้ระบบความรู้ที่เท่าทันกับธรรมชาติของมนุษย์และความเปลี่ยนแปลงของสังคม   ย่อมไม่อาจสร้างแนวทางในการพัฒนามนุษย์ให้มีคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีได้ตามการกำหนดอนาคตตนเองของคนสังคมอย่างแท้จริง   การนำ "ความรู้" มาประกอบการตัดสินใจต่างหากที่จะเป็นพลังให้คนที่พร้อมกายสามารถตัดสินใจได้เอง ส่วนรัฐและสังคมก็ต้องสร้างความพร้อมทางเศรษฐกิจและสังคมขึ้นมารองรับ ครอบครัวใหม่ที่จะเกิดขึ้นมาเพิ่มเติมเป็นกำลังสำคัญต่อไปในอนาคต

หากทำได้ บาปแห่งการทำแท้ ย่อมน้อยลงไปผกผันกับ "ความรู้" และ "มาตรการประกันความเสี่ยง" ที่เพิ่มมากขึ้น   ส่วนการให้ความรู้และมาตรการประกันความเสี่ยง เพื่อส่งเสริมการมีครอบครัวและเพิ่มอัตราการเกิดจะทำให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร โปรดติดตามในบทความตอนต่อๆไป

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น