โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

บัณฑิต อานียา กับ มาตรา 112

Posted: 23 Aug 2013 10:31 AM PDT

 
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ได้มีการจัดงานชื่อ "คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหา 112 " ซึ่งเป็นงานมุทิตาจิตที่จัดให้แก่คุณสมอลล์ บัณฑิต อานียา ในโอกาสครบรอบอายุ 72 ปี ซึ่งครั้งนี้น่าจะเป็นการจัดงานวันคล้ายวันเกิดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาทีเดียว และเป็นการเตรียมตัวล่วงหน้า ก่อนที่ศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ในคดีที่คุณบัณฑิตถูกฟ้อง-คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 
 
บัณฑิต อานียา เดิมชื่อ จือเช็ง แซ่โค้ว เกิดที่หมู่บ้านหอชั้ง ตำบลแต้เอี้ย จังหวัดแต้จิ๋ว ประเทศจีน เมื่อ พ.ศ.2484 เดินทางมาอยู่ที่นครราชสีมาตั้งแต่อายุได้ 6 ขวบ และอยู่ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน มารดาของบัณฑิตชื่อ ไอ้เน้ย ถูกเตี่ยของเขาตบตีทำทารุณจนมีอาการทางจิต และถูกส่งเข้าโรงพยาบาลประสาทจนเสียชีวิตในโรงพยาบาล คุณบัณฑิตเติบโตขึ้นมาในสภาพที่บิดาไม่รัก จึงได้เรียนหนังสือแค่ประถม 4 และต้องหนีออกจากบ้านไปบวชเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ.2499  ทำให้เขาได้มีเวลาที่จะศึกษาความรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่เขาศึกษาเองจนถึงขั้นแปลหนังสือได้ เขาได้รับรู้ถึงความหน้าไหว้หลังหลอกในวงการสงฆ์จึงตัดสินใจสึกเมื่อ พ.ศ.2508 แล้วมาชีวิตเป็นนักเขียน ดำรงชีวิตอย่างยากจน ไร้ทรัพย์สิน แต่เขามีงานเขียนมากกว่า 40 เล่มส่วนมากขายไม่ดีนักในตลาดหนังสือ
 
จากพื้นฐานทางครอบครัวและสังคม ทำให้คุณบัณฑิตกลายเป็นคนนอกคอก คิดนอกกรอบสังคม ปฏิเสธรัฐและกระแสหลัก เขาจึงถูกถือว่าเป็นนักเขียนกึ่งบ้า นักเขียนต่างประเทศคนสำคัญที่เขาแปลงานเขียนออกเป็นภาษาไทย คือ บี.ทราเวน ก็เป็นเพียงนามปากกาของนักเขียนลึกลับ ที่ต่อต้านสังคม และมีแนวคิดแบบอนาธิปไตย แต่ในกรณีของสังคมไทยที่ถูกครอบงำด้วยความคิดอนุรักษ์นิยมเจ้า ปิดกั้นความคิดต่างเพื่อให้คนทั้งสังคมต้องรักใคร่บูชาในสิ่งเดียวกัน ลักษณะความคิดและพฤติกรรมของบัณฑิต อานียา จึงไม่มีที่ยืนในสังคม เมื่อ พ.ศ.2508 เขาเคยไปกางมุ้งนอนหน้าสถานทูตโซเวียตเพราะเห็นว่าสังคมคอมมิวนิสต์โซเวียตดีกว่าสังคมไทย เขาจึงถูกจับส่งโรงพยาบาลศรีธัญญา ต่อมา แม้ว่าเขาจะเป็นนักเขียนที่เขียนหนังสือสม่ำเสมอ แต่ก็ถูกปฏิเสธจากกลุ่มนักประพันธ์กระแสหลัก และในที่สุด เขาก็ถูกฟ้องเล่นงานในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112
 
กรณีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ.2546 ในการพูดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของคุณบัณฑิตต่อการประชุมสัมมนาของคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.)ร่วมกับศาลรัฐธรรมนูญที่จัดขึ้นในหัวข้อ "กฎหมายพรรคการเมือง: โอกาสและข้อจำกัดในการส่งเสริมและพัฒนาพรรคการเมือง" ซึ่งในงานนี้ เขานำเอกสารชุดละ 20 บาทไปขาย 2 ชุด ในชื่อว่า "สรรนิพนธ์เพื่อชาติ (ฉบับตัวอย่าง)" และ "วรสุนทรพจน์ (ฉบับร่าง) เนื่องในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร" ในที่สุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ  ประธาน กกต. ได้ยื่นฟ้องต่อเขาในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เขาถูกจับกุมในวันที่ 24 พฤศจิกายน ถูกคุมขังในเรือนจำ 98 วันก่อนที่จะได้รับการประกันตัว ด้วยความช่วยเหลือของ ดร.ปีเตอร์ โคเร็ท นักวิชาการอิสระชาวอเมริกันที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งเคยมีงานเขียนเรื่องเกี่ยวกับนายนรินทร์ กลึงออกเป็นภาษาอังกฤษ
 
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาเป็นการลับ แต่ต่อมาเป็นที่เปิดเผยในคำพิพากษาของศาลว่า คุณบัณฑิตได้กล่าวข้อความว่า "ในศาลยุติธรรมของทุกประเทศในโลกควรอย่างยิ่งที่จะมีเพียงตราชูเท่านั้นที่ติดไว้เหนือบัลลังก์ศาล เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม นอกจากนี้แล้วไม่สมควรที่จะเอารูปอื่นใดหรือรูปบุคคลใดไปติดไว้ในศาลนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ควรเป็นอย่างยิ่งที่จะเอารูปของผู้ปกครองที่มีอำนาจอยู่เหนือกฎหมายไปติดไว้ในศาลยุติธรรมโดยเด็ดขาด" ซึ่งข้อความนี้ ศาลวินิจฉัยแล้วเห็นว่า เป็นข้อความที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นอกจากนี้ คือ การที่คุณบัณฑิตเขียนเรื่อง"หมาสูงกว่าคน" ศาลก็ตีความว่า คุณบัณฑิตต้องการเปรียบเทียบเรื่องหมาทองแดง ซึ่งเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ 
 
ดังนั้น ในวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2549 ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้จำคุกคุณบัณฑิต 4 ปี แต่เนื่องจากจำเลยสูงอายุและป่วยเป็นโรคจิต ศาลจึง "เห็นควรให้โอกาสจำเลยบำบัดรักษาเพื่อจะได้หายเป็นปกติและเป็นพลเมืองดีต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยไว้"
 
ต่อมา วันที่ 17  ธันวาคม พ.ศ.2550 ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยมีความผิด และยังคงมีสติสมบูรณ์จึงกลับคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ แต่คุณบัณฑิตยังได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดีในขั้นฎีกา ที่น่าสนใจคือ ฝ่ายจำเลยไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำตัดสินความผิด แต่ฎีกาเพียงขอให้ศาลมีความเมตตารอการลงโทษไว้ "เพื่อให้โอกาสจำเลยได้รับการรักษาและปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีต่อไปในช่วงบั้นปลายชีวิต"
 
ก่อนอื่นคงต้องแสดงความเห็นต่างกับคำพิพากษาของศาลว่า คำกล่าวของคุณบัณฑิตเช่นนั้น ไม่ได้เป็นการหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้ายต่อใครเลย สถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมไม่อาจเสื่อมพระเกียรติเพียงเพราะคำพูดลักษณะนี้ และยิ่งไม่เป็นการสมควรที่จะนำเอาผู้สูงอายุในลักษณะนี้ไปจำคุกด้วยคดีอันไม่เป็นธรรมเช่นคดี 112
 
ในที่สุด คุณเวียง-วชิระ บัวสนธ์ แห่งสำนักพิมพ์สามัญชน ได้ทำหนังสือถึง คณะผู้พิพากษาแห่งศาลฎีกา เรื่อง ขอความเมตตาต่อคดี 'บัณฑิต อานียา'โดยอธิบายว่า บัณฑิต อานียาเป็น "นักเขียนนักแปลที่เชื่อมั่นในอำนาจวรรณกรรม เขาจึงอาศัยมันทำหน้าที่สื่อความในใจไปยังสังคมวงกว้าง เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้อ่านร่วมยุคสมัยตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากลต่างๆ นานาที่ดำรงอยู่ในบ้านเมืองของเราตลอดมา พูดอีกนัยหนึ่งก็อาจสรุปได้ว่า ท่านผู้นี้เพียงทำหน้าที่จุดโคมเล็กๆ ดวงหนึ่งท่ามกลางความมืดที่ตนเองแลเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น" และขณะนี้ คุณบัณฑิตก็เป็น "ชายชราวัยไม้ใกล้ฝั่ง หากสุขภาพของเขาก็ถือว่าอยู่ในขั้นย่ำแย่ กระเพาะปัสสาวะถูกตัดออกไปนานแล้ว เช่นเดียวกับที่เหลือไตแค่ข้างเดียว" คุณเวียงจึงหวังในความมีมนุษยธรรมของผู้พิพากษาแห่งศาลฎีกาให้มีความเมตตากรุณาต่อจำเลยผู้นี้ด้วย
 
คงต้องขอเอาใจช่วยคนนอกแบบคุณบัณฑิต อานียาให้รอดพ้นจากภัยร้ายของมาตรา 112 และยังหวังว่าในระยะยาวสังคมไทยจะได้สติ และนำมาสู่การยกเลิกมาตรา 112  อย่างจริงจังต่อไป เพื่อจะได้ไม่ต้องมีใครมาติดคุกในข้อหาเช่นนี้อีก
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กลุ่มคัดค้านขึ้นแอลพีจีชุมนุมหน้า ปตท. เรียกร้องยกเลิกมติ ครม.ปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน

Posted: 23 Aug 2013 10:18 AM PDT

23 ส.ค. 56 - สำนักข่าวไทยรายงานว่ากลุ่มผู้ชุมนุมภายใต้เครือข่ายประชาชนเจ้าของพลังงานไทย รวมตัวชุมนุมประท้วงด้านหน้า ปตท.สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดี-รังสิต เพื่อเรียกร้องยกเลิกมติ ครม.ปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคครัวเรือน หลังจากกำหนดปรับเพิ่ม 50 สต.ต่อเดือน ตั้งแต่กันยายนนี้เป็นต้นไป เป็นเวลา 1 ปี รวมทั้งหมด 6 บาท แม้รัฐบาลจะชดเชยให้รายย่อย แต่มองว่ายังมีปัญหาตามมาหลายด้าน จึงเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบต้นทุนราคาแอลพีจีของโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เนื่องจาก ปตท.แจ้งราคาต้นทุนแอลพีจี สูงถึง 16.50 บาทต่อกิโลกรัม เพราะเมื่อสร้างโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้น 5 โรง คงจะมีต้นทุนการผลิตลดลง และควรยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันจากประชาชน ซึ่งจะเห็นว่าหลังจากเก็บค่าธรรมเนียมแอลพีจี เข้ากองทุนน้ำมันในอัตราเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นในราคา 12.55 บาท ทำให้ภาระหนี้กองทุนน้ำมันหมดไป
 
นอกจากนี้ เรียกร้องให้ยกเลิกระบบสัมปทานการขุดเจาะก๊าซและน้ำมันเปลี่ยนไปเป็นระบบแบ่งปันผลผลิตจากก๊าซและน้ำมัน เพราะส่วนใหญ่เป็นของภาครัฐ เพื่อดำเนินการเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศอาเซียน อีกทั้งเสนอให้คณะกรรมการปฏิรูปพลังานแห่งชาติขึ้นมาโดยเร็วขึ้นตรงนายกรัฐมนตรี โดยมีคณะกรรมการจากประชาชน นักวิชาการอิสระ ภาครัฐ และเอกชนมากกว่าครึ่งหนึ่งของคณะกรรมการทั้งหมด เพื่อทำหน้าที่เสนอแผนปฏิรูปพลังงานให้เกิดความเป็นธรรมด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม เพื่อให้ภาครัฐได้รับประโยชน์ตอบแทนจากกิจการปิโตรเลียมให้เหมือนประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส เพราะกระทรวงพลังงานมองว่าราคาแอลพีจีปัจจุบันควรอยู่ที่ 24.82 บาท ความจริงมองว่าควรอยู่ที่ 16-17 บาทต่อกิโลกรัม หรือต่ำกว่าแอลพีจีตลาดโลกร้อยละ 40
 
ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมระบุว่า การชุมนุมในวันนี้จะใช้เวลาไม่นาน และจะกลับมารวมตัวอีกครั้งวันที่ 1-2 กันยายน ที่เริ่มปรับราคาแอลพีจีไปแล้ว ขณะที่ รปภ.และตำรวจได้ตรึงกำลังด้านในของ ปตท. ส่วนการจราจรบนนถนนวิภาวดียังเป็นปกติ มีเพียงถนนด้านหน้าของปตท.เท่านั้นที่ปิดการจราจรไป
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เคาะ 2 ทางเลือกจำนำข้าวปี 56/57 ให้ 1.5 หมื่นรอบเดียว หรือ 1.3 หมื่น 2 รอบก่อนชง กขช.อนุมัติ

Posted: 23 Aug 2013 10:10 AM PDT

23 ส.ค. 56 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่านายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการหารือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ สมาคมส่งเสริมชาวนาไทย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย และสมาคมชาวนาข้าวไทย เพื่อกำหนดเกณฑ์การรับจำนำข้าวฤดูการผลิตปี 2556/57 ว่า ได้ข้อสรุปออกมา 2 ทางเลือก คือ 1. รับจำนำที่ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท ไม่เกินวงเงิน 5 แสนบาท แต่ให้จำนำได้รอบเดียว และ 2. รับจำนำราคาตันละ 1.3 หมื่นบาท ให้ 2 รอบ วงเงินรอบละ 3 แสนบาท
       
"ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ได้ให้ตัวแทนเกษตรกรไปหารือกันให้ได้ข้อยุติว่าจะเลือกแนวทางไหน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วก็จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) พิจารณาในวันที่ 26 ส.ค. 2556 เพื่ออนุมัติต่อไป"
       
ทั้งนี้การรับจำนำข้าวทั้ง 2 ทางเลือกดังกล่าว ทางเลือกที่ 1 จะรับจำนำข้าวปริมาณ 15 ล้านตัน ทางเลือกที่ 2 ปริมาณ 16.5 ล้านตัน ซึ่งทั้ง 2 ทางเลือกจะใช้วงเงินในการรับจำนำไม่เกิน 2.5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับวินัยทางการเงินการคลัง และเชื่อว่าจะไม่ขาดทุนเกินไปกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท
       
สำหรับการรับจำนำข้าวหอมจังหวัด ข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว จะยังคงรับจำนำในราคาเดิมเพราะปริมาณผลผลิตมีไม่มาก
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พธม.แถลงยุติบทบาททางการเมือง

Posted: 23 Aug 2013 09:57 AM PDT

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงยุติบทบาท อ้างเหตุพรรคประชาธิปัตย์ไม่เสียสละลาออก หากพรรคประชาธิปัตย์ลาออก แกนนำพร้อมเสียสละร่วมเปลี่ยนแปลงประเทศ

 
23 ส.ค. 56 - เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานว่าเมื่อเวลา 20.00  น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง สองแกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ร่วมกันออกรายการพิเศษ ทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ในช่วง "คุยทุกเรื่องกับสนธิ โดยมี นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพธม. เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมกันนี้ ยังมีบรรดาแกนนำรุ่น 1 รุ่น 2  มาร่วมออกรายการด้วย
 
ทั้งนี้ นายปานเทพ ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 5 ชี้แจงว่า ที่ประชุมพธม.มีมติเอกฉันท์ยุติบทบาทการเคลื่อนไหว เหตุเพราะ พธม.ได้ยื่นข้อเสนอให้พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ลาออกมาร่วมเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ซึ่งแม้ว่า แกนนำพธม. จะติดเงื่อนไขการประกันตัวจากศาล แต่ก็พร้อมเสียสละ
 
"แต่ในเมื่อ ปชป.มีทุกสิ่งทุกอย่างที่พร้อม ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปราศรัย ผู้ชุมนุม เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ ไม่ตอบรับ พธม.จึงจำเป็นต้องยุติบทบาทไปก่อน แต่หากวันใดที่ปชป.ตัดสินใจลาออก พธม.ก็พร้อมจะเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนประเทศ" 
 
อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ มีมวลชนที่เคลื่อนไหวโค่นล้มระบอบทักษิณอยู่ ซึ่งแม้จะมีประเด็นที่ไม่ตรงกับการเคลื่อนไหวของพธม.อยู่บ้าง เพราะพธม. คัดค้านประเด็นปัญหาแต่ละประเด็นไป  แต่พธม. ก็พร้อมให้การสนับสนุน โดยเปิดโอกาสให้นักปราศรัย ศิลปิน  ประชาชนที่สนับสนุนพธม. ตัดสินใจด้วยตัวเองในการเข้าร่วมหรือไม่ก็ได้อย่างอิสระเสรี่ไม่ต้องรอมติจากพธม.อีก
 
จากนั้น นายปานเทพ ได้ให้สถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี เปิดเพลง แสงดาวแห่งศรัทธา  ก่อนที่บรรดาแกนนำรุ่น 1 รุ่น 2 ได้สลับขึ้นกล่าวแสดงจุดยืนไปในทำนองเดียวกัน ที่ยุติบทบาทไปก่อนแต่พร้อมกลับมา
 
อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็มได้ที่ลิงก์นี้ http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9560000105650
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เครือข่ายนักศึกษา-ประชาสังคมใต้ค้านรัฐประหาร-สังหารหมู่ในอียิปต์

Posted: 23 Aug 2013 09:24 AM PDT

เครือข่ายนักศึกษา-ประชาสังคมใต้ค้านรัฐประหาร-สังหารหมู่ในอียิปต์ ย้ำรัฐบาลไทยต้องทบทวนความสัมพันธ์ไทยกับอียิปต์ พร้อมยืนจดหมายเปิดผนึกต่อนายกรัฐมนตรี ผ่านศอ.บต. เผยรัฐให้นักศึกษาที่กลับจากอียิปต์เรียนต่อได้ใน 3 มหาวิทยาลัยในประเทศ

 

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2556 เวลา 9.00 น. บริเวณหน้ามัสยิดกลาง จ.ยะลา เครือข่ายนักศึกษา องค์กรมุสลิมและองค์กรภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ 150 คน รวมตัวกันอ่านแถลงการณ์เรื่อง "คัดค้านการรัฐประหารการสังหารหมู่ประชาชนในประเทศอียิปต์" นำโดยนายด้นยาย อับดุลเลาะห์ นักศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) อ่านแถลงการณ์

นายด้นยาย แถลงว่า จากเหตุการณ์ที่กองทัพอียิปต์ที่นำโดย พล.อ.อับดุลฟัตตาห์ อัล - ซีซี่ ได้ทำการรัฐประหาร และปลด ดร.มูหัมมัด มูร์ซีย์ ประธานาธิบดีอียิปต์ ซึ่งเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของอียิปต์ ทำให้ประชาชนชาวอียิปต์ที่สนับสนุนพรรคยุติธรรมและเสรีภาพของประธานาธิบดีดร.มูหัมมัด มูร์ซีย์ ไม่พอใจและออกมาชุมนุมเรียกร้องให้กองทัพคืนอำนาจให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่กองทัพกลับใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ใช้อาวุธสังหารประชาชนที่มาชุมนุมโดยสันติเพื่อสลายการชุมนุมทั่วประเทศอียิปต์

นายด้นยาย แถลงต่ออีกว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าวทางกระทรวงสาธารณสุขของอียิปต์รายงานว่ามีผู้ที่เสียชีวิต 800 กว่าคน บาดเจ็บ 4,000 กว่าคน แต่กลุ่มภราดรภาพมุสลิมรายงานว่า มีผู้ที่เสียชีวิต 2,600 คน บาดเจ็บ 10,000 กว่าคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

"เหตุดังกล่าวนับว่าเป็นพฤติกรรมที่โหดเหี้ยมและทำลายทั้งหลักนิติรัฐ นิติธรรม รวมทั้งหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ซึ่งประชาชนทั่วโลกไม่สามารถยอมรับได้" นายด้นยาย แถลง

นายด้นยาย แถลงต่อไปว่า ดังนั้นทางเครือข่ายองค์กรนักศึกษาฯ จึงขอใคร่ขอให้ ฯพณฯ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลไทยได้โปรดพิจารณาดำเนินการ ดังนี้ 1.ออกแถลงการณ์ในนามรัฐบาลไทยเพื่อประณามการก่อรัฐประหารและเข่นฆ่าประชาชนในประเทศอียิปต์ 2.ใช้มาตรการทางการทูตทุกรูปแบบ เพื่อกดดันรัฐบาลอียิปต์ที่มาจากการรัฐประหารให้คืนอำนาจให้แก่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และหยุดการกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบต่อประชาชนโดยเร่งด่วน 3.ทบทวนความสัมพันธ์ทุกด้านกับรัฐบาลอียิปต์ที่มาจากการรัฐประหาร

ต่อมาเวลา 10.30 น. เครือข่ายนักศึกษาฯ ได้เดินขบวนไปยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) เพื่อยืนจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี โดยมีนายวิทยา พานิชพงศ์ รองเลขาธิการศอ.บต.เป็นผู้ออกมารับ

นายวิทยา กล่าวหลังจากรับจดหมายว่า มีความรู้สึกที่ดีที่เครือข่ายองค์กรนักศึกษาฯ ออกมาแสดงจุดยืนที่ไม่ต้องการเห็นการใช้ความรุนแรง ตนจะนำจดหมายฉบับนี้มอบให้ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศอ.บต.เพื่อนำไปมอบให้แก่นายกรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ในช่วงค่ำวันเดียวกัน สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทยสาขายะลา ร่วมกับมัสยิดตลาดเมืองใหม่ มัสยิดซูบูลุสสลามตลาดเก่า มัสยิดโรงเรียนพัฒนาวิทยาและเครือข่ายองค์กรนักศึกษา องค์กรมุสลิม และองค์กรภาคประชาสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะจัดเสวนาในหัวข้อ "วิกฤติในอียิปต์" โดยชัยคริฎอ อะหมัด สมะดี ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ White Channel อ.มัสลัน มาหะมะ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา อ.อิบรอฮีม ยานยา นักวิชาการอิสระ อ.ซูฮัยมีย อาแว นักวิชาการอิสระ เป็นผู้ดำเนินรายการ ณ บริเวณลานมัสญิดโรงเรียนพัฒนาวิทยา เขตเทศบาลนครยะลา

 

รัฐให้เรียนต่อได้ใน 3 มหาวิทยาลัยในประเทศ

ด้านดร.มะรอนิง สาแลมิง รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) เปิดเผยถึง แนวทางการแก้ปัญหานักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศอียิปต์ ซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศไทย เพราะเกรงจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศอียิปต์ว่า รัฐบาลมีแผนที่รับจะเทียบโอนหรือรับเข้าศึกษาต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ทั้งนี้มีมหาวิทยาลัยในประเทศ 3 แห่ง ที่สามารถเทียบโอนได้หรือเข้าศึกษาต่อได้ ได้แก่ วิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา และมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ แต่ทาง ศอ.บต.จะนัดประชุมกับนักศึกษาเหล่านี้อีกครั้ง เพื่อกำหนดแนวทางว่าจะต้องดำเนินการการอย่างไร

ดร.มะรอนิง เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้มีนักศึกษาไทยที่ยังอยู่ในประเทศอียิปต์ อีก 1,000 กว่าคน ซึ่งทางรัฐบาลได้ขอร่วมมือไม่ให้นักศึกษาเหล่านี้ไปยังสถานที่ชุมนุมต่างๆ ในประเทศอียิปต์ เนื่องจากอาจจะเกิดอันตราย นอกจากนี้ยังมีนักนักศึกษาอีกจำนวนกว่า 60 คนที่ลงทะเบียนจะกลับประเทศไทย

ดร.มะรอนิง เปิดเผยถึงการติดต่อประสานงานกับนักศึกษาที่ยังอยู่ในประเทศอียิปต์ว่า ทางกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร และสมาพันธ์นักเรียนเก่าอียิปต์ในประเทศไทยได้มีการติดต่อกับสมาคมนักเรียนไทยในไคโร เป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง เพื่อจะประเมินสถานการณ์ในประเทศอียิปต์

 

สมาพันธ์นักเรียนเก่าอียิปต์ประณามทหารฆ่าประชาชน

ก่อนหน้านี้วันที่ 21 สิงหาคม 2556 ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ประธานสมาพันธ์นักเรียนเก่าอียิปต์ในประเทศไทย ออกแถลงการณ์ประณามการรัฐประหารและเข่นฆ่าประชาชนจนทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก โดยแหล่งข่าวของรัฐบาลอ้างว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 500 คน ขณะที่แหล่งข่าวภาคประชาชนระบุว่าผู้เสียชีวิตมีมากกว่า 3,000 คน นอกจากนี้มีการเผาผู้บาดเจ็บซึ่งยังไม่เสียชีวิต เผามัสยิด และหน่วงเหนี่ยวศพมิให้ญาติรับไปทำพิธีทางศาสนา

จากเหตุการณ์รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารในอียิปต์สั่งสลายการชุมนุมของประชาชนชาวอียิปต์ ณ กรุงไคโรเพื่อประท้วงการก่อรัฐประหารและให้นำรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งกลับ มาบริหารประเทศอีกครั้ง สมาพันธ์นักเรียนเก่าอียิปต์ รับทราบเหตุการณ์ดังกล่าวรวมทั้งเหตุการณ์ทำร้ายผู้ชุมนุมอย่างสันติก่อน หน้านี้หลายครั้งด้วยความเศร้าสลดหดหู่ยิ่ง และขอประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง ถือเป็นการกระทำอันเกิดจากจิตใจที่โหดเหี้ยมเกินขอบเขตของคำว่าชั่ว เพราะประชาชนที่ถูกสังหารต้องเสียชีวิตไปเพียงเพราะเพรียกหารัฐบาลที่ถูก ต้องชอบธรรม และต่อต้านการรัฐประหารล้มล้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญของประชาชน อันเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

สมาพันธ์ฯ จึงขอประณามการปฏิวัติรัฐประหารในอียิปต์รวมทั้งการกระทำใดๆ อันเป็นการล้มล้างระบบการปกครอง หรือล้มล้างรัฐบาลซึ่งประชาชนเลือกเข้ามาบริหารประเทศอย่างชอบธรรม อีกทั้งประณามผู้อยู่เบื้องหลังและสนับสนุนการปฏิวัติทุกคน เพราะเป็นการส่งเสริมให้เกิดความชั่วซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม ดังอัลลอฮฺทรงตรัสไว้ความว่า"จงส่งเสริมช่วยเหลือกันในเรื่องความดีและความยำเกรง แต่อย่าส่งเสริมช่วยเหลือกันในเรื่องบาปกรรมและความเป็นอริบาดหมาง"

สมาพันธ์ฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหารในอียิปต์เคารพต่อสิทธิและ เจตนารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ โดยการนำรัฐบาลที่ประชาชนเลือกแล้วกลับมาปกครองประเทศดังเดิม

ขอเรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่สนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ยุติการให้ความช่วยเหลือ และสนับสนุนทุกรูปแบบเพราะเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ความช่วยเหลือที่รัฐบาลทหารอียิปต์ได้รับนั้น ถูกนำมาใช้ปราบปรามและเข่นฆ่าประชาชนผู้เรียกร้องสิทธิอันชอบธรรมของตนอย่างเหี้ยมโหดเพียงใด

สมาพันธ์ฯ ขอให้กลุ่มประเทศตะวันตกยึดมั่นรักษาหลักการแห่งประชาธิปไตยอย่างเคร่งครัด ขอให้ใช้หลักการประชาธิปไตยต่อประเทศต่าง ๆ ด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อสร้างความยุติธรรมแก่คนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

สมาพันธ์ฯ ขอสนับสนุนการต่อสู้ด้วยสันติของประชาชนคนอียิปต์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมอย่างเต็มที่ ขอให้ผู้ต่อสู้จงยึดมั่นในสันติวิธีอย่างอดทนจนกว่าจะบรรลุเป้าหมายในการนำ รัฐบาลที่ชอบธรรมกลับสู่ประเทศอีกครั้ง ตามพระบัญชาแห่งอัลลอฮฺในซูรอฮฺอาละอิมรอน อายะฮฺที่ 120 ความว่า"แม้นหากพวกเจ้าอดทนและยำเกรงต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริงกลอุบายใด ๆ ของพวกเขาก็จะทำลายพวกเจ้าไม่ได้ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้ถึงสิ่งที่พวกเขากระทำ"

สมาพันธ์ขอเรียกร้องสื่อมวลชนที่รายงานข่าวสถานการณ์ในอียิปต์ ให้ยึดมั่นในจรรยาบรรณของสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด ไม่ควรใช้อคติรายงานข่าวอย่างเอนเอียง เพื่อช่วยเหลือฝ่ายหนึ่ง และทำลายอีกฝ่ายหนึ่งอย่างอยุติธรรม

สมาพันธ์ฯ ขอขอบคุณต่อรัฐบาลไทยและสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร เป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้ความสงเคราะห์นักศึกษาไทยและคนไทยในอียิปต์เป็นอย่าง ดี และขอให้รัฐบาลไทยยืนบนจุดของความเที่ยงธรรมโดยส่งเสริมสิทธิ์และเสรีภาพตาม ระบอบประชาธิปไตยของประชาชน และควรประณามการทำลายสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวอย่างจริงจัง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ครูอธิคม ติวงศ์ จากเชียงใหม่ไปสู่สุขคติที่ชายแดนใต้ “ชอบที่นี่เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย”

Posted: 23 Aug 2013 09:07 AM PDT

จากเชียงใหม่สู่ปัตตานี ครูอธิคม ติวงศ์ แห่งโรงเรียนบ้านประจัน เหยื่อไฟใต้จากวงการการศึกษารายละสุดในชายแดนใต้ "เขาบอกว่าชอบปัตตานี เพราะที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย มีเพื่อนมุสลิมเยอะ ชอบคลุกคลีกับคนมุสลิม ทำให้รู้วัฒนธรรมในพื้นที่มากกว่าคนดั้งเดิมในพื้นที่เสียอีกและไม่เคยขัดแย้งกับใคร" ครูอ๋าเล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

 
 
นางสาวปนิดา สีลาภเกื้อ ภรรยาครูครูอธิคม ติวงศ์
 
"ก่อนหน้านี้ฝันว่าอยากมีลูก อยากซื้อบ้านอยู่ร่วมกัน แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน คงต้องให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน แล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป" 
 
นางสาวปนิดา สีลาภเกื้อ หรืออ๋า ครูชำนาญการ สอนวิชาคอมพิวเตอร์ คู่ชีวิตนายอธิคม ติวงศ์ หรือ มาร์ท อายุ 34 ปี ครูสอนวิชาพลศึกษา โรงเรียนบ้านประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2556 เล่าถึงสามีพร้อมน้ำตาคลอเบ้า
 
นางสาวปนิดา เล่าว่า สมัยที่มาร์ทเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เขามีเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นมุสลิมชาวบ้านปาลัส อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มาร์ทตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดใน จ.เชียงใหม่ ลงใต้มุ่งหน้าตรงสู่ จ.ปัตตานี หลังจากเรียนจบแล้ว
 
และด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลายในพื้นที่ชายแดนใต้ ยังเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้มาร์ทตั้งใจมาเรียนรู้สิ่งที่น่าสนใจอีกมากมายในพื้นที่แห่งนี้
 
ปลายปี 2551 มาร์ทมาสมัครเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนบ้านราวอ อ.มายอ จ.ปัตตานี แม้มาร์ทเรียนจบสาขาพลศึกษา แต่ในช่วงแรกนี้เขาก็ไม่ได้สอนวิชาพลศึกษาตามที่เรียนมา
 
กระทั่งปี 2554 เขาได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครูในตำแหน่งครูพลศึกษา ที่โรงเรียนบ้านประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 
 
นอกจากสอนวิชาพลศึกษาแล้ว เขายังสอนให้นักเรียนใช้สื่อประกอบการเรียน เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนด้วยตัวนักเรียนเอง เช่น ทำหนังสั้น ถ่ายคลิปวิดีโอ เพื่อเล่าเรื่องราวในพื้นที่ให้คนภายนอกได้รับรู้ ผลงานล่าสุดของนักเรียน เป็นหนังสั้นที่ส่งเข้าประกวดในระดับประเทศ
 
ทั้งนี้ เนื่องจากมาร์ทเห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กในชายแดนภาคใต้ที่ค่อนข้างต่ำ มาร์ทจึงใช้กิจกรรมต่างๆ เช่น การผลิตสื่อดังกล่าว เพื่อดึงคุณภาพและศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของเด็กในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ออกมา
 
ด้วยนิสัยชอบไขว่คว้าหาความรู้ด้วยตัวเองอยู่เสมอ จึงทำให้เขามีความสามารถพิเศษด้านไอที(เทคโนโลยีสารสนเทศ)อีกทางหนึ่ง เขาได้รับคัดเลือกให้เป็นแกนนำวิทยากรด้านไอซีที ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปัตตานี เขต 2 
 
นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของจังหวัดไปแข่งขันโครงการอินโนเวทีฟ (นวัตกรรม) ที่บริษัท ไมโครซอฟ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร  2 ปีซ้อน
 
ในปีนี้ก็ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของ สสวท. ในโปรแกรมสแคช เพื่อนำความรู้ที่ได้จากการอบรมดังกล่าวมาเผยแพร่ให้ครูชายแดนใต้ต่อไป
 
มาร์ทยังได้เปิดเพจในเว็บไซต์เฟสบุ๊คชื่อ 'ชมรมครูปัตตานี 2' เพื่อดึงเครือข่ายครูในพื้นที่และนอกพื้นที่ให้มารวมกลุ่มเป็นเครือข่าย ซึ่งจะทำให้ครูส่วนใหญ่ได้รับข่าวสารต่างๆ จากเพจนี้ด้วย
 
"เขาบอกว่า ชอบปัตตานี เพราะที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย และด้วยความที่เขามีเพื่อนมุสลิมเยอะ ชอบคลุกคลีอยู่กับคนมุสลิมเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เขารู้วัฒนธรรมของคนมุสลิมในพื้นที่มากกว่าเราที่เป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่เสียอีก และเขาไม่เคยมีความขัดแย้งกับใคร" อ๋าบอกด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
 
"เขาเคยบอกว่าชาวบ้านรอบข้างดีกับเขา แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีที่ไหนปลอดภัย แม้กระทั่งบ้านของเราเอง แต่เขาก็ระวังตัว ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่คอยคุ้มครองเขาและเพื่อนครูได้ตลอดเวลา"
 
อ๋า เล่าว่า สิ่งที่ทำให้เธอหลงรักมาร์ท เพราะมาร์ทเป็นคนอ่อนโยน ใจเย็น อารมณ์ดี อัธยาศัยดี แม้จะชอบใครหรือไม่ชอบใครเขาก็จะยิ้มไว้ก่อน เป็นคนมุ่งมั่นในการทำงาน เป็นคนที่ชอบไขว่คว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ซึ่งตั้งแต่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกันมาร่วมปี ก็ยังไม่เคยมีการทะเลาะเบาะแว้งใดๆกันเลย
 
หลังจากทั้งคู่พิธีวิวาห์กันในปี 2555 มาร์ทก็สอบบรรจุเป็นข้าราชการที่โรงเรียนบ้านประจันได้ จึงได้เช่าห้องพักอาศัยในย่านถนนเจริญประดิษฐ์ ในตัวเมืองปัตตานี และขับรถมอเตอร์ไซค์ไป-กลับระหว่าง อ.เมืองและอ.ยะรังทุกวัน แต่ทุกวันศุกร์มาร์ทจะกลับบ้านอ๋าที่ อ.ปานาเระ จ.ปัตตานี และกลับไปสอนอีกครั้งในเช้าวันจันทร์
 
หากมาร์ทไม่ได้กลับไปหาอ๋าที่ อ.ปานาเระ บ่อยครั้งอ๋าก็เข้าไปอยู่กับมาร์ทในตัวเมือง เพื่อทำหน้าที่แม่บ้านให้กับมาร์ท
 
เช้าวันจันทร์ก่อนเกิดเหตุ มาร์ทโทรศัพท์มาหาอ๋าบอกว่า จะกลับมาหาอ๋าที่ปานาเระในตอนเย็น เพื่อจะได้ไปประชุมที่ตัวเมืองปัตตานีพร้อมกันตอนเช้าวันอังคารที่ 20 สิงหาคม 2556 
 
นั่นคือเสียงสุดท้ายของมาร์ท
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คปก.ยื่นความเห็นแก้ไข รธน.ตั้งประเด็นที่มา ส.ว. เสี่ยงขัด รธน. กระทบต่อดุลยภาพระบบรัฐสภา

Posted: 23 Aug 2013 08:17 AM PDT

23 ส.ค. 56 -  นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ลงนามในหนังสือบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะคปก.  เรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ .. ) พุทธศักราช .... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 111 มาตรา 112 มาตรา 115 มาตรา 116 วรรคสอง มาตรา 117มาตรา 118   มาตรา 120และมาตรา241 วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา 113 และมาตรา 114)เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน
 
จากการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่..) พุทธศักราช .... และจากสำรวจ ศึกษา และวิเคราะห์ทางวิชาการ ประกอบกับการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง คปก.มีความเห็นว่า การแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามและการยกเลิกข้อห้ามต่างๆเป็นการไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สำหรับประเด็นคณะกรรมการสรรหาตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 113ของรัฐธรรมนูญนั้น อาจไม่สอดคล้องเหมาะสม  หากจะปรับปรุงเห็นควรปรับปรุงในส่วนของคณะกรรมการสรรหาให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชน ในกลุ่มวิชาชีพ และสาขาอาชีพต่าง ๆ เพื่อให้เป็นหลักประกันว่าคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวจะได้ทำหน้าที่ในการสรรหาผู้ที่มีความรู้ ประสบการณ์และมีความหลากหลาย เพื่อให้วุฒิสภามีความเป็นกลาง โปร่งใสและปลอดจากการแทรกแซงใด ๆ
 
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550  มีเจตนารมณ์ที่จะสร้างความโปร่งใสและสร้างดุลยภาพในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยการกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา  ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการตรวจสอบและกลั่นกรองกระบวนการนิติบัญญัติรวมถึงการพิจารณาเลือก แต่งตั้ง ให้คำแนะนำ หรือให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ และการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง วุฒิสภาจึงควรมีความเป็นกลาง ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
 
ดังนั้น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าว คปก.เห็นว่าควรคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญประกอบด้วย การยกเลิกข้อห้ามทั้งสามกรณีดังกล่าวมีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ สามารถมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ทันที เช่นนี้ย่อมเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของรัฐธรรมนูญโดยภาพรวม อีกทั้งยังเป็นการเอื้อให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ อาจเข้าแทรกแซงและครอบงำวุฒิสภาได้ เป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้สมาชิกวุฒิสภามีความ เป็นกลาง โปร่งใสและปลอดจากการแทรกแซงใด ๆ
           
"ระบบรัฐสภาที่มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการถ่วงดุลยภาพ" นั้น จะสามารถทำหน้าที่ได้โดยอิสระและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรมได้นั้น การได้มาของตุลาการและกรรมการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จะต้องปราศจากการแทรกแซงทางการเมืองของอำนาจฝ่ายต่าง ๆ ให้กระบวนการในการสรรหาตุลาการและกรรมการขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถ  สรรหาผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่นั้น ๆ ภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้ย่อมทำให้ความมุ่งหมายที่จะให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่นสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรม สามารถบรรลุความมุ่งหมายได้  ซึ่งย่อมหมายถึง ดุลยภาพระหว่างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ภายใต้ระบบรัฐสภาของไทยย่อมเป็นไปอย่างมีดุลยภาพ
 
การแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการแก้ไขที่มา คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกวุฒิสภาในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของระบบรัฐสภาที่มีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในการถ่วงดุลยภาพอย่างมีนัยสำคัญ เพราะการบัญญัติให้คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามระหว่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีความเหมือนกัน ตลอดจนปราศจากข้อห้ามการห้ามดำรงตำแหน่งหลังจากพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือการดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง ย่อมส่งผลทำให้อิทธิพลของพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทต่ออำนาจของวุฒิสภามากขึ้น จนไม่อาจแยกความแตกต่างระหว่างที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาได้ในที่สุด การที่อำนาจของพรรคการเมืองเข้ามามีบทบาทครอบงำอำนาจของวุฒิสภาย่อมส่งผลกระทบต่อดุลยภาพของ "ระบบรัฐสภาไทย"
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เมืองคอนฯ ชาวสวนยางพาราชุมนุมร้องขึ้นราคา ปะทะ ตร.บาดเจ็บ 2 ฝ่าย

Posted: 23 Aug 2013 06:56 AM PDT

นครศรีฯ ตร.ปราบจลาจลปะทะเดือดผู้ชุมนุมชาวสวนยางฯ ร้องขึ้นราคา บนถนนสายเอเชีย 41 อัมพาต เจ็บทั้ง 2 ฝ่าย ผู้ว่าฯเจรจายังไม่สำเร็จ รมต.สำนักนายกฯประสาน ส.ส.ปชป.นครศรีฯ คุยนายกฯ โดยตรง ตร.ระบุผู้ประท้วงเป็น 'กลุ่มหน้ากากขาว'

23 ส.ค.56 เดลินิวส์ รายงาน 15.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีม็อบเรียกร้องราคายางพาราและราคาปาล์ม ที่ปิดถนนเอเชีย 41 ขาขึ้นบริเวณสี่แยกควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช  ว่า  ขณะที่นายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.นครศรีธรรมราช พร้อมด้วย พล ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช อยู่บนรถขยายเสียงพยายามพูดผ่านเครื่องขยายเสียงเกลี้ยกล่อมกลุ่มผู้ชุมนุมให้กลับบ้าน เนื่องจากเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องสลายการชุมนุมเพื่อเปิดการจราจรให้ได้ก่อนค่ำนี้

จากนั้นผวจ.นครศรีธรรมราช ก็สั่งการให้ตำรวจชุดปราบจลาจลที่มีทั้งกระบอง และโล่ที่เดินทางมาสมทบราว 1,200 นาย ทำการสลายการชุมนุมเพื่อเปิดการจราจรให้ได้  แต่กลุ่มผู้ชุมนุมขัดขืนไม่ยอมล่าถอย แถมยังมีท่าทีแข็งกร้าวขึ้น พร้อมใช้ก้อนอิฐหินและขวดน้ำขว้างปาตอบโต้เจ้าหน้าที่ที่เข้าประชิดตัว  จนเกิดเหตุชุลมุนวุ่นวายกันขึ้นหลายครั้ง  ล่าสุดถึงขั้นตะลุมบอนกันเดือดนานหลายสิบนาที  ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายบาดเจ็บเลือดตกยางออกจำนวนมาก  แต่ไม่มีใครอาการสาหัส  ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องล่าถอย ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมโดยเฉพาะที่เป็นวัยรุ่นสามารถยึดถนนได้ทั้งสองฝั่งโดยใช้ยางรถยนต์ขวางทำให้รถทุกชนิดไม่สามารถผ่านไปมาได้

เมื่อตรวจสอบพบตำรวจชุดปราบจราจลได้รับบาดเจ็บ 43 นาย หลังปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่รพ.ชะอวด นอกจากนี้พบว่าวิทยุสื่อสารของเจ้าหน้าที่  2 เครื่อง หายไป  ส่วนผู้ชุมนุมหลายสิบคนก็มีสภาพสะบักสะบอมไม่แพ้กัน  และยังถูกควบคุมตัวไปสอบสวนหลายสิบคนด้วย

ต่อมาเวลา 16.30 น.กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปิดถนนทั้งสองฝั่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงควบคุมสถานการณ์อยู่ใกล้ ๆ โดยขอให้รถทุกชนิดใช้เส้นทางสำรอง โดยผู้ที่เดินทางมาจาก จ.พัทลุง เมื่อถึงแยกไม้เสียบ ให้เลี้ยวเข้าอ.ชะอวด ไปออกแยกบ้านตูล เลี้ยวเข้าแยกบ้านกุมแป ไปออกบ้านเขาชุมทอง และร่อนพิบูลย์ ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากอ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ให้เลี้ยวที่แยกสวนผัก เข้าอ.ร่อนพิบูลย์ แล้วเลี้ยวเข้าเส้นทางบ้านเขาชุมทอง บ้านกุมแป บ้านตูล อ.ชะอวด ออกถนนสายเอเซียที่บ้านไม้เสียบ

ขณะที่ ผวจ.นครศรีธรรมราช และผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช  ยังพยายามเจรจาผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้ผู้ชุมนุมเปิดการจราจร และให้ส่งตัวแทนมาเจรจายื่นข้อเสนอไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหา เพราะการปิดถนนเป็นการกระทำผิดกฎหมาย  สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น จำเป็นต้องเปิดการจราจรเพราะการปิดถนนไม่สามารถทำให้ราคายางพาราสูงขึ้น อีกทั้งยังทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดได้รับความเสียหายด้วย

คลิปเหตุการณ์ปะทะ จากเพจ ท่าข้ามเรดิโอ

'วราเทพ' ประสาน 'วิทยา' คุยนายกฯ โดยตรง

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานด้วยว่า เวลา 17.50 น. ที่รัฐสภา นายวราเทพ รัตนากร รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี และ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงกรณีที่นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช หารือด่วน เรื่องชาวบ้านนครศรีธรรมราชชุมนุมว่า ขณะนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทราบเรื่องนี้แล้ว โดยสั่งการให้ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เร่งประสาน งานกับทางจังหวัดแล้ว ขณะที่ตนได้พูดคุยประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ทราบว่าผู้ชุมนุมได้ปิดถนน และเจ้าหน้าที่ตำรวจขอเจรจราเปิดถนนแล้ว แต่เปิดแค่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นและปิดถนนใหม่ โดยมีการปะทะกันด้วย เนื่องจากเกิดการขว้างปาสิ่งของ ยิงหนังสติ๊ก ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บ 5 นาย โดยมีระดับรองผู้บังคับการบาดเจ็บด้วย แต่ขณะนี่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถอยออกจากพื้นที่ และควบคุมสถานการณ์อยู่บริเวณใกล้เคียง ทั้งนี้ ยืนยันจะไม่มีการสลายการชุมนุมอีก ส่วนการจราจรได้ประกาศให้ผู้สัญจรใช้ทางเบี่ยงอ้อมไปอีก 10 กิโลเมตร สถานการณ์จึงไม่มีความรุนแรงอะไร นอกจากนี้ ยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมสถานการณ์เพียง 500-600 นายเท่านั้น ไม่ใช่ 3 พันนาย

ทั้งนี้ นายวิทยาได้ท้วงติงว่า ข้อเท็จจริงของนายวราเทพ ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ตนได้รับจากพื้นที่ เพราะทราบว่ามีชาวบ้านบาดเจ็บได้รับกระจัดกระจาย ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บประมาณ 40 นาย โดยไม่มีการล่าถอยออกจากพื้นที่ดังกล่าวแต่อย่างใด หลังจากนั้นนายวราเทพประสานงานให้นายวิทยา แก้วภราดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ มาพูดคุยโดยตรงกับนายกรัฐมนตรี

 

ตร.ระบุผู้ประท้วงเป็น 'กลุ่มหน้ากากขาว'

ทั้งนี้ปรากฏหนังสือ(ด่วนที่สุด)ซึ่งเผยแพร่ต่อกันทางเฟซบุ๊ก ระว่าออกโดย พ.ต.อ.ธงชัย ถาวระ รองผู้กำกับการฯ ปฎิบัติหน้าที่แทนผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.นครศรีธรรมราช ลงวันที่ 23 ส.ค.56 เรื่อง "ขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์กรณีการชุมนุมประท้วง" ถึง ผอ.สถานีวิทยุกระจายเสียง อสมท. โดยระบุว่า "มีการประท้วงของกลุ่มหน้ากากขาวและกลุ่มประชาชนต่อต้านรัฐบาล ได้มีการปิดถนนขาขึ้นและขาล่องบริเวณสี่แยกควนหนองหงส์ ถนนสายเอเชีย 41 ม.1 ต.ควนหนองหงส์ อ.ชะอวด จ.นวครศรีธรรมราช จึงขอความร่วมมือประสานสื่อมวลชนในสังกัดเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบสถานการณ์โดยให้ใช้เส้นทางรองซึ่งมีตำรวจจราจรอำนวยความสะดวก

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ส.ส.เพื่อไทยท้าบุญยอดลาออก ถ้าเรื่องลงกลางทางที่ดอนเมืองไม่เป็นจริง

Posted: 23 Aug 2013 03:33 AM PDT

3 ส.ส. เพื่อไทยแถลงโต้ 'บุญยอด สุขถิ่นไทย' ว่าไม่ได้ขอลงจากเครื่องบินกลางทางที่ดอนเมือง พร้อมท้าถ้าเรื่องที่กล่าวหาไม่เป็นจริงขอให้บุญยอดลาออก ด้านบุญยอดบอกทำตามหน้าที่ กมธ. ส่วนเรื่องลาออกประชาชนไม่เดือดร้อนเพราะเขาเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ด้านการบินไทยชี้แจงเรื่องกัปตันให้ผู้โดยสารลงจากเครื่องที่ดอนเมืองทำตามมาตรฐานการบินแล้ว

ตามที่มีการนำเสนอข่าว นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส. จ.เชียงราย โพสต์ในสเตตัสว่าเกิดเหตุเครื่องบินลงจอดดอนเมืองจริง เพราะต้องเติมน้ำมัน และตัวเขาไปยังลงที่สุวรรณภูมิเพราะลูกสาวไปรอรับอยู่แล้ว หลังมีข่าวที่ลงในสื่อเครือผู้จัดการว่า ส.ส. โทรสั่งผู้ใหญ่การบินไทยขอลงที่ดอนเมือง หลังนักบินนำเครื่องลงสุวรรณภูมิไม่ได้เพราะอากาศแปรปรวนและจอดพักที่ดอนเมือง (อ่านข่าวก่อนหน้านี้) และต่อมา นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้นำไปแถลงต่อว่ามี ส.ส.พรรคเพื่อไทย 3 คน ให้เครื่องบินของบริษัทการบินไทย ลงจอดที่สนามบินดอนเมืองแทนการลงจอดที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น

 

ส.ส.เพื่อไทยท้า 'บุญยอด' ลาออก ถ้าเรื่องแฉลงกลางทางดอนเมืองไม่เป็นจริง

ล่าสุด ข่าวสด รายงานว่า ในวันนี้ (23 ส.ค.) นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ และนางอรุณี ชำนาญยา ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้นายบุญยอด สุขถิ่นไทย และยืนยันว่าไม่ได้ลงกลางทางที่สนามบินดอนเมืองตามที่ถูกกล่าวหา คนที่ลงจากเครื่องบินเป็นผู้โดยสารกลุ่มอื่น โดยนายสามารถ ได้เสนอให้นายบุญยอด และกรรมาธิการกิจการสภานำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการกิจการสภาตามที่พูดไว้ เพื่อที่เขาจะได้ขอใช้อำนาจเรียกข้อมูลประกอบด้วย 1.บันทึกการบิน 2.เรียกเจ้าหน้าที่บริการบนเครื่องบินมาให้ข้อมูล 3.รายชื่อบุคคลที่ขอลงสนามบินดอนเมือง และ 4.ขอให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) ตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยืนยันในช่วงเวลาดังกล่าวพวกตนทั้ง 3 คน ได้อยู่ในบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิจริง

ส่วนนายวิสุทธิ์ กล่าวท้านายบุญยอด ว่าถ้ามีหลักฐานจริงและนำมายืนยันได้พวกตนทั้ง 3 คน จะขอลาออกจาก ส.ส. ตัวเขาที่เป็นรองประธานสภาฯ ก็จะขอลาออก และจะไม่กลับมาเหยียบกรุงเทพฯ อีก แต่ถ้าเรื่องที่นายบุญยอด พูดไม่เป็นความจริงก็ขอให้นายบุญยอด ลาออก พวกตนขอท้า 3 ต่อ 1 และขอย้ำว่านายบุญยอด อย่าถอย

 

การบินไทยชี้แจงกรณีให้ผู้โดยสารลงดอนเมือง กัปตันทำตามมาตรฐานการบิน

ขณะเดียวกัน จดหมายข่าว TG Update ฉบับวันที่ 22 สิงหาคม 2556 ได้ชี้แจงหลังจาก ASTV ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม พาดหัวข่าวว่า "พท.แหกกฎบินไทย บีบกัปตันเปิดประตู" โดยการบินไทยชี้แจงว่า "บริษัทฯ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบว่า เที่ยวบินดังกล่าวไม่สามารถลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรรภูมิซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่กำหนดไว้ในตารางบินได้ เนื่องจากในวันนั้นบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสภาพอากาศมีพายุฝนฟ้าคะนอง หอบังคับการบินไม่อนุญาตให้เครื่องบินลงจอด ทำให้กัปตันได้นำเครื่องบินเที่ยวบินทีจี 141 ลงจอดที่ท่าอากาศยานดอนเมืองแทนเพื่อพักรอให้สภาพอากาศที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิดีขึ้น ซึ่งกัปตันได้ประกาศแจ้งให้ผู้โดยสารทราบถึงการปฏิบัติการบินดังกล่าว โดยมีผู้โดยสารบางท่านเข้าใจว่าจะสามารถลงจากเครื่องบินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองได้ เมื่อเครื่องบินลงจอดเรียบร้อยมีผู้โดยสารกลุ่มหนึ่งจำนวน 17 คน ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งและยืนรอที่ประตูเครื่องบินเพื่อเตรียมตัวลงจากเครื่องบิน ทางพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินได้อธิบายให้ผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวทราบว่าการลงจอดที่ท่าอากาศยานดอนเมืองเป็นการลงจอดรอไม่ใช่การจอดส่งผู้โดยสาร แต่ผู้โดยสารได้ให้พนักงานต้อนรับฯ แจ้งขอกัปตันเพื่อลงที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เนื่องจากการจอดรอนั้นไม่ทราบว่าต้องใช้เวลารอนานเท่าใด"

"กัปตันจึงรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาและได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อนำผู้โดยสารลงจากเครื่องบิน ในกรณีนี้กัปตันได้ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านการบินอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้การให้ผู้โดยสารลงจากเครื่องดังกล่าวกัปตันไม่ได้นำเรื่องตำแหน่งและหน้าที่การงานของผู้โดยสารมาพิจารณา และไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแต่อย่างใด"

 

บุญยอดบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพราะสื่อเขียนข่าวสั้นไป
และหากเขาลาออกประชาชนก็ไม่เดือดร้อนเพราะเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ

ล่าสุด โพสต์ทูเดย์ รายงานความเห็นของนายบุญยอด ว่าเป็นเพราะสื่อมวลชนเขียนข่าวสั้นไป จึงกลายเป็นว่ามีการกดดันให้เครื่องบินลงจอดสนามบินดอนเมือง ส่วนการท้าให้ออกจากตำแหน่ง ส.ส. นั้น เห็นว่าตัวเขาเป็นการทำหน้า กมธ. เพราะเมื่อมีกระแสข่าวว่าสส.ไปบีบบังคับพนักงาน ก็ต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อตรวจสอบ และบอกว่า ส.ส.เพื่อไทยทั้ง 3 คน มีสิทธิชี้แจงใน กมธ. หากไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งไม่มีอะไรยุ่งยาก หากเป็นเรื่องจริงแล้ว ผมก็สงสารประชาชนชาวพะเยา และเชียงราย ที่จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ และจะเป็นการสิ้นเปลืองภาษี แต่สำหรับผมหากลาออกประชาชนก็ไม่เดือดร้อนเพราะเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

[ข้อมูลประกอบข่าว] ค้านยุบ กอช. - ตารางเปรียบเทียบหลักเกณฑ์เดิมของ กอช.

Posted: 23 Aug 2013 02:21 AM PDT

ตารางเปรียบเทียบหลักเกณฑ์เดิมของกองทุนการออมแห่งชาติ
และหลักเกณฑ์ใหม่ภายใต้กองทุนประกันสังคม มาตรา ๔๐ ทางเลือกที่ ๓
(ประกอบบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะ เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ....)

ประเด็น พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ มาตรา ๔๐ ทางเลือกที่ ๓
๑. วัตถุประสงค์ของกองทุน - เพื่อส่งเสริมการออมเพื่อการชราภาพ และเป็นหลักประกันการจ่ายบำนาญและให้ประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิก - เพื่อเป็นทุนใช้จ่ายให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ
๒. การบริหารจัดการกองทุน

- บริหารโดยคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ และมีคณะอนุกรรมการการลงทุนให้คำปรึกษาด้านการลงทุน

- คณะกรรมการ กอช. ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการที่ได้รับเลือกจาก สมาชิก ๖คน ผู้รับบำนาญ ๑ คนและผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน

- การเลือกกรรมการกอช.ที่เป็นสมาชิกและผู้รับบำนาญโดยคำนึงถึงการกระจายตัวในทุกภูมิภาค และความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย

- กำหนดให้คณะกรรมการ กอช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการลงทุน 

- บริหารโดยคณะกรรมการประกันสังคม  คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบบริหารมาตรา ๔๐ และมีคณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนให้คำปรึกษาด้านการลงทุน

- คณะกรรมการประกันสังคมเป็นระบบไตรภาคี ประกอบด้วย กรรมการโดยตำแหน่ง ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งมาจากผู้แทนของสหภาพแรงงาน รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา

๓. เลขาธิการกองทุน

- คณะกรรมการกอช.พิจารณาแต่งตั้ง เลขาธิการ และรองเลขาธิการด้านการลงทุน โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

- เลขาธิการมีคุณสมบัติที่พระราชบัญญัติกำหนด เช่น สามารถทำงานเต็มเวลา  ไม่เคยถูกปลดออก ไล่ออกเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ส่วนได้เสียในกิจการหรือสัญญากับกองทุนฯ

- การดำรงตำแหน่งและเงื่อนไขการทำงานเป็นไปตามสัญญาจ้างที่คณะกรรมการกำหนด มีสัญญาจ้างคราวละไม่เกิน ๔ ปี ต่อได้ไม่เกิน ๔ ปี 

- เป็นข้าราชการ พลเรือนประเภทบริหารระดับสูงโดยกระทรวงแรงงาน เสนอให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง

- ไม่มีคุณสมบัติ เงื่อนไข และไม่มีวาระดำรงตำแหน่งชัดเจน  การออกจากตำแหน่งเพราะเกษียณอายุหรือถูกโยกย้ายโดยมติครม.

๔. การจัดตั้งและสถานะของกองทุน - ให้จัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐและมีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ - เป็นกองทุนในสำนักงานประกันสังคม ซึ่งเป็นส่วนราชการ
๕. คุณสมบัติสมาชิก - บุคคลสัญชาติไทย อายุ ๑๕- ๖๐ ปี และ ไม่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญ ที่มีการสมทบเงินจากรัฐหรือนายจ้าง - อายุ ๑๕–๖๐ ปี และไม่เป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา ๓๓ (เช่น ลูกจ้างของสถานประกอบการ พนักงานบริษัทเอกชน) และมาตรา ๓๙ (ผู้ที่พ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ แต่ประสงค์ที่จะส่งเงินต่อ)
๖) เงินสมทบจากสมาชิก

- สมาชิกจ่ายเงินออมไม่ต่ำกว่าครั้งละ ๕๐ บาท แต่เมื่อรวมกันแล้วในปีหนึ่งๆ ต้องไม่เกินจำนวนที่จะกำหนดในกฎกระทรวง (๑๓,๒๐๐ บาท/ปี)

- ไม่ต้องสะสมเท่ากันทุกเดือน หรือเดือนไหนไม่สะสม รัฐบาลก็จะไม่สมทบ

- เมื่อได้งานเป็นลูกจ้างเอกชนที่เข้าสู่ระบบประกันสังคมหรือข้าราชการ ยังคงเป็นสมาชิก มีสิทธิส่งเงินสะสมได้ แต่รัฐบาลไม่สมทบจนกว่ากลับเป็นแรงงานนอกระบบและส่งเงินสมทบตามกองทุนนี้

- ผู้ประกันตนสมทบเงินเข้ากองทุนประกันสังคมไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๑๐๐ บาท แต่สูงสุดไม่เกินเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท
๗) เงินสมทบจากรัฐ

- รัฐบาลจ่ายเงินสมทบตามระดับอายุของสมาชิก และเป็นอัตราส่วนกับจำนวนเงินสะสม โดยไม่เกินเงินสมทบตามที่จะกำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งจะไม่เกินกว่าจำนวนเงินสมทบสูงสุดที่กำหนดในบัญชีแนบท้าย พระราชบัญญัติ กอช.

- อายุ ๑๕- ๓๐ ปี รัฐสมทบร้อยละ ๕๐ แต่ไม่เกินปีละ ๖๐๐  บาท (ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาทตาม พ.ร.บ.)

- อายุ ๓๑-๕๐ ปี รัฐสมทบร้อยละ๘๐  แต่ไม่เกินปีละ ๙๖๐ บาท

(ไม่เกิน ๔,๘๐๐ บาทตามพระราชบัญญัติฯ)

- อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป รัฐสมทบร้อยละ ๑๐๐ แต่ไม่เกินปีละ ๑,๒๐๐ บาท

(ไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาทตามพระราชบัญญัติฯ)

- ในระยะแรกรัฐบาลมีนโยบายอุดหนุนให้ ๑๐๐ บาท และผู้ประกันตนจ่าย ๑๐๐ บาทต่อเดือน (รัฐสมทบร้อยละ ๑๐๐ คิดเป็นจำนวนเงินไม่เกิน ๑,๒๐๐ บาทต่อปี)

- มาตรา ๔๐ทางเลือกที่ ๓ใช้หลักเกณฑ์กอช.และปรับให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.ประกันสังคมฯให้ความคุ้มครองเฉพาะกรณีชราภาพ (บำนาญ-บำเหน็จ)

๗) ประโยชน์ทดแทนที่สมาชิกจะได้รับ - สมาชิกมีสิทธิ์ได้รับบำนาญเมื่ออายุครบ ๖๐ ปี หรือหากออมน้อยจนทำให้บำนาญที่คำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่าเงินดำรงชีพ (จำนวนเงินดำรงชีพกำหนดในกฎกระทรวง) สมาชิกจะได้รับ เงินดำรงชีพเป็นรายเดือน จนกว่าเงินในบัญชีจะหมดไป

- ประโยชน์ทดแทน ๑ กรณี คือ บำเหน็จ หรือบำนาญเมื่ออายุครบ ๖๐ ปีและแจ้งยุติการเป็นผู้ประกันตน

(๑) รับบำนาญเมื่อจ่ายเงินสมทบเป็นเวลาไม่น้อยกว่า๔๒๐ เดือน โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายติดต่อกันทุกเดือน

(๒) รับบำเหน็จเมื่อจ่ายเงินสมทบเป็นเวลาน้อยกว่า ๔๒๐ เดือน

๘) การสิ้นสมาชิกภาพ

- อายุครบ ๖๐ ปี

- ตาย

- ลาออก

- อายุครบ ๖๐ ปี และไม่ประสงค์เป็นผู้ประกันตนต่อ

- ตาย

- ลาออก

๙) การค้ำประกัน ผลตอบแทน

- รัฐบาลจะรับประกันให้สมาชิกได้รับผลตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ย

เงินฝากประจำประเภท ๑๒ เดือน

โดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์แห่งใหญ่ ๕ แห่ง ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจะคำนวณเปรียบเทียบผลตอบแทนที่ได้รับกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำดังกล่าวในวันที่สมาชิกสิ้นสมาชิกภาพเพราะอายุครบ ๖๐ ปี หรือเสียชีวิต

- ไม่ค้ำประกันผลตอบแทน ซึ่งการลงทุนจะเป็นไปตามแนวทางของสำนักงานประกันสังคม (ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของเงินกองทุน)
๑๐) บทเฉพาะกาล

๑. ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีเงินกองกลางจำนวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน

๒. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งทำหน้าที่คณะกรรมการ กอช. และให้ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังทำหน้าที่เลขาธิการ กอช. ไปพลางก่อน

๓. ให้คัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และแต่งตั้งเลขาธิการ กอช. ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ

๔. ให้เลือกกรรมการซึ่งเป็นสมาชิกภายใน ๓๖๐ วันนับจากวันที่หมวด ๓  ใช้บังคับ (นับจากวันที่เปิดรับสมาชิก)

๕. ภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่กองทุนเปิดรับสมาชิก หากในวันที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก ผู้สมัครคนใดมีอายุ ๕๐ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ให้ผู้นั้นมีสิทธิเป็นสมาชิกของกองทุนต่อไปได้อีก ๑๐ ปีนับแต่วันที่เป็นสมาชิก

- ภายใน ๑ ปีนับแต่วันที่กองทุนเปิดรับผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ ทางเลือกที่ ๓ กำหนดให้

- ผู้ที่อายุเกิน ๖๐ ปี มีสิทธิสมัครเป็นผู้ประกันตนได้

- ผู้ประกันตนและรัฐบาลจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้จนวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕

** รวบรวมข้อมูลจาก

๑. เปรียบเทียบ กอช. และ กองทุนประกันสังคมมาตรา ๔๐ซ้ำซ้อน หรือ ซ้ำเสริม, บัณฑิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ๒๕๕๖.

๒. เปรียบเทียบหลักเกณฑ์เดิมของกองทุนการออมแห่งชาติและหลักเกณฑ์ใหม่ภายใต้กองทุนประกันสังคม มาตรา ๔๐ทางเลือกที่๓, สำนักนโยบายการออมและการลงทุนสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง, ๒๕๕๖.

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คปก.ห่วงยุบกองทุนการออมฯ ลดการมีส่วนร่วมบริหารเงินกองทุน

Posted: 23 Aug 2013 01:56 AM PDT

23 ส.ค.56  คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้ลงนามในหนังสือบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะ คปก.  เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ....เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน

คปก. เห็นว่า รัฐบาลควรเร่งรัดการบังคับใช้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554  ซึ่งประกาศใช้แล้วไปก่อนตามเจตนารมณ์ ของกฎหมายและการเล็งประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นทั้งต่อบุคคลและต่อการที่ประเทศจะมีเงินออมเพิ่มเติมความแข็งแกร่งให้กับฐานะการคลังของประเทศ แทนที่จะมีร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ....  โดยที่พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 นี้ คณะรัฐมนตรีและรัฐสภาได้มีเจตจำนงในการตรากฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนและมีการเตรียมพร้อมจะดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ จึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่มีความชอบธรรมในการยุบเลิก

อีกทั้งการเร่งรัดร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... และเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาเพื่อเพิ่มทางเลือกที่ 3 ในมาตรา 40 พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งจะขัดต่อเจตจำนงดังกล่าวของฝ่ายนิติบัญญัติ  และหลักการของกระบวนการตรากฎหมาย และการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังมีผลกระทบในการลดทอนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในเชิงการบริหารเงินกองทุน ดังนั้นการจะยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติจะต้องพิจารณาถึงเหตุผล ความจำเป็นในการตรากฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่อยู่เบื้องหลังด้วย

พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ..ศ. 2554 เป็นกฎหมายเพื่อประโยชน์สาธารณะที่ผ่านความเห็นชอบของฝ่ายนิติบัญญัติและมีส่วนร่วมผลักดันจากทุกภาคส่วนมาอย่างกว้างขวาง การที่กระทรวงการคลังเสนอร่างพระราชบัญญัติยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. .... จึงถือเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ.2554 นี้ด้วย เพราะมีผลเป็นการตัดสาระสำคัญของกฎหมายลงทั้งหมด โดยขาดเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอที่จะไปลบล้างประโยชน์สาธารณะที่เป็นเจตจำนงของฝ่ายนิติบัญญัติที่ตราพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 ขึ้นมา

ดังนั้น หากกระทรวงการคลังหรือคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาจะยกเลิกกฎหมายดังกล่าวจะต้องมีเหตุผลที่แสดงให้เห็นชัดเจนและชอบธรรมว่ามีคุณค่าเหนือกว่ากฎหมายเดิม การร่างกฎหมายยุบเลิกกองทุนการออมแห่งชาติที่มีผลเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาตินี้  กรณีนี้จึงอาจขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 84(4)  ที่ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามมาตรา 270 ได้

อย่างไรก็ตามในระยะยาว คปก. เห็นว่าควรต้องพัฒนาหลักการส่งเสริมการออมตั้งแต่วัยทำงานในฐานะบำนาญภาคประชาชนให้อยู่ในกฎหมายเดียว เป็นหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายเฉพาะ มีโครงสร้างการมีส่วนร่วมชัดเจนในกฎหมายและเปลี่ยนแนวคิดจากการสงเคราะห์  ซึ่งพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554 จึงมีโอกาสพัฒนาให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากกว่านี้ในระยะยาวเพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาการออมแห่งชาติในอนาคต

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เตรียมจัดละครเวที 'เพื่อชาติ เพื่อ HUMANITY' เผยภารกิจเสรีไทย 'จำกัด พลางกูร'

Posted: 23 Aug 2013 01:52 AM PDT

คณะนิสิตเศรษฐศาสตร์การเมือง กลืม  "จำกัด พลางกูร"  เสรีไทยหนุ่มผู้กล้ารับหมายภารกิจอันสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของเขา   "เพื่อชาติ  เพื่อ HUMANITY"   รอบสื่อมวลชน    30 สิงหาคม 2556  เวลา 18.30 น.  ณ โรงละครสดใส พันธุมโกมล  ชั้น 6 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย          

ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง และชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยวันนี้ (30 ส.ค.) ว่า ได้ร่วมกันจัดละครเวทีเรื่อง "เพื่อชาติ เพื่อ HUMANITY" ว่าด้วยวีรกรรมของนายจำกัด พลางกูร  หนึ่งในสมาชิกขบวนการเสรีไทย สายในประเทศ ที่ปฏิบัติภารกิจข้ามเขตทหารของกองทัพญี่ปุ่น เพื่อไปเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรที่เมืองจุงกิง ประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยไม่ถูกปรับให้เป็นประเทศผู้แพ้สงคราม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ วีรกรรมของเขาจึงถือเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ แต่ชื่อเสียงและภารกิจนี้ กลับไม่เป็นที่รับรู้ในสังคมเท่าที่ควร  ละครเวทีประวัติศาสตร์เรื่องนี้ จัดแสดงโดยศิษย์เก่าและนิสิตปัจจุบันของคณะเศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา  ผู้เขียนต้นฉบับแรกของบทละครกล่าวว่า  "ในการค้นคว้าเรื่องขบวนการเสรีไทย ผมพบว่าคุณจำกัด พลางกูร มีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะเขาคือผู้ที่ยอมสละชีวิต เสี่ยงภัยเดินทางไปยังเมืองจีนเพื่อขอเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร  ให้รับทราบการเกิดขึ้นของขบวนการเสรีไทยในประเทศ  และให้การยอมรับสถานะของขบวนการจนกระทั่งส่งผลให้ประเทศรอดพ้นจากการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามในที่สุด" (อ่านข่าวอภิปรายของฉัตรทิพย์)

การปฏิบัติภารกิจของนายจำกัด ได้รับมอบหมายจากนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำขบวนการ เดินทางเสี่ยงการถูกฝ่ายทหารญี่ปุ่นจับตัว  เพื่อไปยังเมืองจุงกิง เมืองหลวงของรัฐบาลจีนคณะชาติ เพื่อหาโอกาสเจรจากับนายพล เจียงไคเช็ค ผู้นำกองกำลังทหารพรรคก๊กมินตั๋ง และประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ให้ถือคำประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรโดยรัฐบาลไทยขณะนั้น ซึ่งนำโดย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะ และขอให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองความชอบธรรมของขบวนการเสรีไทยที่กำลังต่อต้านฝ่ายอักษะ นอกจากนี้ ยังขอการสนับสนุนหาทางให้นายปรีดี พนมยงค์ จัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในประเทศอินเดียด้วย

บันทึกประจำวัน เขียนด้วยลายมือ ความหนานับพันหน้าของนายจำกัด พลางกูร และจดหมายโต้ตอบนับหลายฉบับระหว่างเขากับ พ.ท.ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน  คณะกู้ชาติสายอังกฤษ  ได้เผยความนึกคิดและสภาพความเป็นอยู่อันยากแค้นของเขาระหว่างปฏิบัติภารกิจนี้อย่างโดดเดียวในแผ่นดินจีนจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต  ที่สำคัญที่สุด จากบันทึกฉบับนี้ ความจริงหลายเรื่องในประวัติศาสตร์ช่วงปีพ.ศ.2486 ก็ปรากฏชัดขึ้น ความจริงเบื้องหลังที่ทำให้ชาติไทยธำรงเอกราชไว้ได้

"คุณูปการ 3 ข้อ จากบันทึกประจำวันของนายจำกัดฉบับนี้ ชี้ให้สังคมไทยเห็นว่า หนึ่ง จีนเป็นประเทศแรกของฝ่ายสัมพันธมิตรที่รับปากว่าจะให้การรับรองเอกราชของไทย ซึ่งนี่น่าจะเป็นข้อมูลที่บอกว่า จีนมีบทบาทสำคัญพอ ๆ กับสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอาวุธแก่ขบวนการเสรีไทยเลยทีเดียว  สอง เรื่องราวในจดหมายระหว่างนายจำกัดกับ ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ พระเชษฐาในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระราชินีในรัชกาลที่ 7 สะท้อนให้เห็นการประนีประนอมยอมรับระบอบการปกครองใหม่ ระหว่างฝ่ายเจ้ากับคณะราษฎรอย่างมีนัยยะสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยคือ การที่ฝ่ายเจ้าก็ให้การยอมรับหลักการของคณะราษฎรที่ชูความสำคัญของรัฐธรรมนูญ และการนำของนายปรีดี ด้วยคำพูดบางตอนของ ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯ ในบันทึกที่ว่า 'ถึงผมจะเป็นเจ้า แต่ก็บูชาประชาธิปไตย'  และคุณูปการข้อสุดท้ายคือ การทำให้พลังประชาชนในชาติมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองไทยครั้งนั้น จำต้องอาศัยความรักและความร่วมมือของคนในชาติอย่างแท้จริง ลำพังการประกาศจุดยืนของเสรีไทยนอกประเทศที่ขาดกำลังคน ย่อมไม่อาจบรรลุผล"  ฉัตรทิพย์ นาถสุภา กล่าวย้ำ

ด้าน พรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกูล  กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย ในฐานะประธานชมรมศิษย์เศรษฐศาสตร์การเมืองและนักแสดงหลักในละครเรื่องนี้  เผยว่า "เราทุกคนได้อ่านเรื่องของนายจำกัดแล้วจากหนังสือชื่อ เพื่อชาติ เพื่อ HUMANITY เขียนโดยท่านอาจารย์ฉัตรทิพย์ นาถสุภา แล้วรู้สึกภูมิใจมากที่ประเทศไทยมีคนกล้า ยอมเสียสละแม้ชีวิตเพื่อชาติ เสี่ยงภัยที่ไม่อาจคาดเดาได้ จนฟันฝ่าไปถึงจุดหมายและมุ่งมั่นจัดการภารกิจที่ได้รับมอบหมายให้ลุล่วง ถ้าขาดเขา ปานนี้ไม่รู้ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรเลย"

คณะผู้จัดงานและการแสดงละครเวที  คาดหวังว่าการจัดการแสดงละครครั้งนี้ จะลบข้อครหาที่เคยมีผู้กล่าวว่า นายจำกัด พลางกูร ได้มอบชีวิตของเขาให้แก่ประเทศชาติ แต่ทุกวันนี้ กลับมีคนน้อยมากที่รับรู้และสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งถึงความรักชาติและความกล้าหาญของเขา  โดยการแสดงรอบสื่อมวลชนจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคม 2556 เวลา 18.30 น.  ณ โรงละครสดใส พันธุมโกมล  ชั้น 6 อาคารมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสามารถสอบถามได้ที่คณะผู้จัดละคร

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น