โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info วิจารณ์หนัก กรณีนำงานวิจัย AI สแกนว่าใครเป็นคนรักเพศเดียวกันจากการตรวจสอบใบหน้า กลุ่ม Black ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ความยากยิ่งในการพยากรณ์การเมืองอียิปต์

Posted: 25 Aug 2013 10:21 AM PDT

อนาคตอาจจะมีคนอียิปต์จำนวนมากอาจเข้าสู่ภาวะนิ่งเฉยในเรื่องการเมือง เพราะเกรงว่าความขัดแย้งที่รุนแรงมากกว่านี้อาจนำอียิปต์ไปสู่ความเป็นรัฐล้มเหลว

จนถึงวินาทีนี้อาจมีคนอียิปต์เสียชีวิตเพราะถูกกองทัพปราบปรามอย่างหนักหน่วงถึงหรือกว่า 1,000 ศพไปแล้ว ทำให้ผู้เขียนระลึกถึงตอนปี 2553 ที่มีคนไทยเสียชีวิตไปเกือบร้อยศพกลางเมืองหลวงด้วยสถานการณ์เดียวกัน ข้อกล่าวหาแบบเดียวกัน และสิ่งที่น่าสลดหดหู่เช่นเดียวกันระหว่างไทยกับอียิปต์คือความนิ่งเฉยจากคนส่วนใหญ่ของประเทศ อาจมีคนบางกลุ่มประท้วงรัฐบาลบ้าง อันนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจแต่ที่แน่ชัดก็คือไม่มีคนอียิปต์ออกมาประท้วงการสังหารหมู่เช่นนี้เป็นเรือนล้านเหมือนกับตอนขับไล่นายมอร์ซีเมื่อก่อนวันที่ 3 กรกฏาคม อันสะท้อนภาพให้เห็นได้ว่าคนอียิปต์โดยเฉพาะพวกเสรีนิยมมีความหวาดกลัวต่ออิทธิพลของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมหัวอนุรักษ์นิยมและนิยมความรุนแรงเสียจนต้องไปซุกปีกอันอบอุ่นของทหาร แม้อาจจะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตามแต่คงมีคนอียิปต์จำนวนมากถือสุภาษิตว่า "ศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา" อย่างน้อยทหารถึงแม้จะเป็นอภิสิทธิ์ชนแต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนอียิปต์จำนวนมากชื่นชอบคือการไม่ข้องเกี่ยวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของพวกเขา เพราะประธานาธิบดีอียิปต์ที่ผ่านมาหลายคนพยายามสร้างลัทธิฆารวาสนิยม (Secularism) เพื่อคานอำนาจกับพวกมุสลิมหัวรุนแรง

เมื่อมีนักวิชาการแนวสังคมนิยมบางคนจะพยายามวิเคราะห์เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชนชั้นและบทบาทของมวลชนคือชนชั้นแรงงาน แต่ดูเหมือนท่านจะไม่เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างผู้นับถือศาสนาอิสลามในอียิปต์และทั่วโลกซึ่งมีความหลากหลายคือเป็นไปได้ตั้งแต่หัวรุนแรง หัวปฏิรูป หัวปานกลางจนเป็นไปถึงหัวอ่อนหรือฆารวาสที่เน้นทางโลก  หรืออาจจะไม่นับถือศาสนาอะไรเลยดังที่เรียกว่าพวก Atheist (แต่ในบริบทของสังคมอิสลามแบบตะวันออกกลาง เป็นการเสี่ยงเกินไปที่ ประกาศตนอย่างชัดเจน)  นักวิชาการท่านนี้จึงไม่สามารถพยากรณ์เหตุการณ์การสังหารโหดเช่นนี้ได้ในบทความแรก (และผู้เขียนบทความนี้เองก็ยอมรับเหมือนกันว่ามองข้ามบทบาทของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมเหมือนกันอาจเพราะข้อมูลเกี่ยวกับอียิปต์มีไม่เพียงพอ) ท่านได้สรุปเพียงว่าเพราะคนไม่พอใจการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐที่หันไปซบกับเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ ทำให้มวลชนออกมาประท้วงซึ่งดูเหมือนจะจงใจเน้นบทบาทของชนชั้นกรรมาชีพ จนลืมไปว่าผู้ออกมาประท้วงนายมอร์ซีนั้นมีชนชั้นกลางจำนวนมากที่ไม่ได้พอใจความไร้ความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของนายมอร์ซีเพียงอย่างเดียว  เพราะถ้านายมอร์ซีมาจากพรรคการเมืองธรรมดาเป็นพวกเสรีนิยม ประชาชนก็คงไม่ออกมาประท้วงเป็นจำนวนมากและรวดเร็วเช่นนี้เพราะได้ดำรงตำแหน่งเพียง 1 ปี (หากมองให้เป็นกลาง อาจเป็นไปได้ว่านายมอร์ซีไม่ได้ตั้งใจแช่แข็งการเมืองยุคมูบารักเสมอไป แต่เพราะเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งบนเงื่อนไขและสภาพของสังคมที่ระบอบเก่ายังคงทรงอิทธิพลอยู่ และอำนาจของเขาก็ยังคงมีจำกัด จึงน่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เขาเห็นว่าการสร้างอิทธิพลของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมย่อมทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งให้นานเสียก่อนที่จะมีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น)   

แน่นอนว่าความหวาดกลัวและความเกลียดชังต่ออิทธิพลของพวกเคร่งศาสนาอิสลามย่อมเป็นตัวเร่งขนานใหญ่และระเบิดออกมาในรูปแบบของการสนับสนุนกองทัพในการเข่นฆ่ากลุ่มภราดรภาพมุสลิมโดยทางตรงและตรงอ้อม ทางตรงได้แก่การเดินขบวนสนับสนุนรัฐบาลในขณะที่พวกสนับสนุนมอร์ซีกำลังประท้วงหรือบางกลุ่มก็เข้าร่วมในการทำร้ายและเข่นฆ่ากลุ่มสนับสนุนมอร์ซีด้วย ส่วนทางอ้อมเช่นการนิ่งเฉยดังที่กล่าวมา ตัวอย่างที่สนับสนุนแนวคิดนี้คือการที่รัฐบาลตัดสินใจกวาดล้างฆ่าฟันคนนับพันได้ก็ต้องคาดคะเนถึงทัศนคติของประชาชนทั่วประเทศเสียก่อน ดังนั้นเพียงแค่ตีตราพวกสนับสนุนนายมอร์ซีเป็นพวกผู้ก่อการร้าย รัฐบาลก็สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่กลัวต่อเสถียรภาพของรัฐบาล(เช่นเดียวกับรัฐบาลนายอภิสิทธิ์) ที่สำคัญยังมีคนจำนวนมากเห็นว่าผู้บัญชาการทหารเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วย  อนึ่งการสังหารหมู่เช่นนี้ยังเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูคือให้มวลชนกลุ่มอื่นเกรงกลัวว่าอาจอยู่ในชะตากรรมเดียวกับพวกสนับสนุนมอร์ซี ในที่สุดแล้วความเงียบของชาวอียิปต์ที่เคยอึงคะนึงเมื่อตอนโค่นมูรซีสะท้อนความคิดว่าถ้าพวกเขาไม่ร่วมมือกับทหารและชนชั้นปกครอง กลุ่มมุสลิมอื่นๆ นอกจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมก็อาจเข้ามาแทรกแซงการเมืองอันอาจซ้ำรอยเดิมเหมือนกับตอนที่นายมอร์ซีได้ขึ้นครองอำนาจก็ได้

การที่นักสังคมนิยมท่านนี้พยายามผูกขาดคำว่ามวลชนเป็นชนชั้นกรรมาชีพโดยเฉพาะในบทความแรกทำให้มองข้ามสมาชิกของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมว่าแท้ที่จริงพวกเขาก็เป็นมวลชนเหมือนกันที่ยึดครองพื้นที่ในการเมืองอียิปต์ที่เหนียวแน่นกว่ากลุ่มสังคมนิยมเพราะตั้งแต่มีการจัดตั้งองค์กรตั้งแต่ปี  1928 แม้ว่าจะถูกรัฐบาลทหารพยายามกวาดล้างเพียงใด องค์กรนี้ก็ยังคงดำรงอยู่และเฟื่องฟูในยุคท้ายๆ ของนายมูบารักจนได้เป็นรัฐบาลในที่สุด   สมาชิกขององค์กรนี้ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและชนชั้นกลางค่อนล่าง แต่น่าจะมีอีกมากที่เป็นชนชั้นรากหญ้า ประกอบอาชีพเป็นกรรมกร เป็นช่างฝีมือต่างๆ ที่ก็หวังถึงชีวิตที่ดี สวัสดิการที่ดี และคิดว่านายมอร์ซีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอียิปต์คงจะนำเศรษฐกิจของประเทศหรืออย่างน้อยก็กลุ่มของตัวเองให้ดีขึ้น สิ่งที่แตกต่างจากกลุ่มสังคมนิยมคือคนพวกนี้ยึดมั่นในศาสนาและองค์การแบบขวาจัดอย่างเหนียวแน่น (ซึ่งผู้เขียนก็ไม่ได้ว่าเป็นคนดีเสมอไปเพราะไปก่อกวนและทำร้ายกลุ่มศาสนาคริสต์นิกายคอปติก) ผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยกับการตัดความสำคัญของศาสนาออกไปโดยเฉพาะบริบทของภูมิภาคตะวันออกกลางดังเช่นการเมืองอียิปต์นั้นเราไม่สามารถวิเคราะห์ได้โดยชนชั้นและผลประโยชน์ของชนชั้นเช่นเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวเพราะสังคมอียิปต์คือความแตกต่างและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอัตลักษณ์อันหลากหลายซึ่งถูกกดทับในยุคของนายมูบารัก โดยเฉพาะกลุ่มทางศาสนาคงไม่ได้มีแค่ภราดรภาพมุสลิมแต่ก็คงกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงกลุ่มอื่นเช่นกลุ่มนูร์ที่นับถือนิกายซาลาฟิสต์ พวกนิกายชีอะห์   กลุ่มศาสนาคริสต์นิกายคอปติก ฯลฯ  รวมไปถึงกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มต่างๆ  หรือแม้แต่กลุ่มสตรีซึ่งเสียเปรียบมาตลอดไม่ว่ายุคไหน แม้แต่ตอนออกมาประท้วงก็โดนล่วงละเมิดทางเพศ

ทั้งนี้ไม่นับชนชั้นกลางจำนวนหลายล้านคนซึ่งต่อต้านนายมูบารักและนายมอร์ซีเพราะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและคุณภาพของชีวิตในภาพรวม จำนวนมากคงไม่ใส่ใจเรื่องเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่หรือบางทีไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำนอกจากเรื่องปากท้องของตน คงมีจำนวนมากที่สนใจในเรื่องประชาธิปไตยผสมทุนนิยมทั่วไปไม่ได้สนใจแนวคิดสังคมนิยมหรืออาจจะต่อต้านเสียด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นไปได้ยากที่คนเหล่านั้นจะสามารถเป็นพันธมิตรกันได้ไปตลอดแม้ว่าปัญหาเรื่องเศรษฐกิจจะได้รับการแก้ไขอย่างน่าพอใจในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีตัวแปรสำคัญคือสหรัฐฯ และโลกตะวันตกซึ่งวิตกกังวลอยู่เรื่องเดียวคือความมั่นคงของอียิปต์ที่จะไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมุสลิมหัวรุนแรงหรืออยู่ในภาวะไร้ขื่อไร้แปรเหมือนซีเรีย

นักสังคมนิยมท่านนั้นอาจมองการเมืองอียิปต์ในด้านดี เชื่อมั่นในพลังมวลชนที่สามารถคลี่คลายไปทางเดียวในอนาคตคือการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการและนายทุนได้ในที่สุด สารภาพว่าตามจริงแล้วผู้เขียนก็อยากจะให้เป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้เขียนเห็นว่าอียิปต์ในยุคหลังมอร์ซีได้เข้าสู่ภาวะที่พยากรณ์ได้ยากยิ่งเพราะการเมืองอียิปต์เข้าสู่ภาวะแบบแตกเป็นเสี่ยงๆ  (Fragment) เกินกว่าจะแบ่งเป็น 2 ฝ่ายแบบง่ายๆ มีชนชั้นปกครองและชนชั้นถูกปกครองที่ร่วมใจกันประท้วง แต่ผู้เขียนขอเสี่ยงตายทำนายว่าในอนาคตไม่ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้หรือไม่ ชนชั้นปกครองที่มีอำนาจทับซ้อนกับรัฐบาลอย่างเช่นทหารและตุลาการก็ยังได้รับการสนับสนุนจากมวลชนอย่างล้นหลามไม่ว่าจะมีจำนวนผู้ประท้วงมากเท่าใดก็ตาม ปัจจัยหนึ่งก็เพราะความกลัวต่อความขัดแย้งของกลุ่มทางศาสนา (Sectarian rift)  ซึ่งแน่นอนว่าย่อมเปิดประตูให้กับผู้ก่อการร้ายและความวุ่นวายสับสนในสังคมอียิปต์มากขึ้น ปรากฏการณ์เช่นนี้ได้เกิดมาแล้วกับอิรักที่ใครหลายคนเชื่อว่ากำลังมุ่งหน้าสู่สงครามกลางเมืองหลังจากกองทัพสหรัฐฯ กำจัดซัดดัม ฮุสเซนออกไปในปี 2003 

ผู้เขียนยังเชื่ออีกว่าในอนาคตอาจจะมีคนอียิปต์จำนวนมากอาจเข้าสู่ภาวะนิ่งเฉยในเรื่องการเมือง เพราะเกรงว่าความขัดแย้งที่รุนแรงมากกว่านี้อาจนำอียิปต์ไปสู่ความเป็นรัฐล้มเหลว ตัวอย่างที่น่าสลดของซีเรียอาจจะทำให้คนอียิปต์จำนวนมากหวาดกลัวและต้องการกลับไปอยู่ในยุคของมูบารักอีกก็เป็นได้ 

อย่างไรก็ตามบทความชิ้นนี้จะถูกต้องหรือไม่ก็ต้องดูสถานการณ์กันต่อไป

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประมงท่าศาลาจี้ ‘เชฟรอน’ ถอน EHIA ด้านบริษัทฯ ยันซ้ำล้มโครงการ ‘ชอร์เบส’ แล้ว!

Posted: 25 Aug 2013 10:20 AM PDT

<--break->
 
วันที่ 23 ส.ค.56 เครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ตัวแทนประมงพื้นบ้าน จ.สุราษฎร์ธานี และมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม ร่วมแถลงแถลงข่าว กรณีการประกาศยกเลิกโครงการก่อสร้างศูนย์สนับสนุนการการปฏิบัติงานในอ่าวไทย หรือ ชอร์เบส ของบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในพื้นที่ ต.กลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ยืนยันเจตนารมณ์คุ้มครองพื้นที่ผลิตอาหาร และความไม่ชอบด้วยกฎหมายในกระบวนการพิจารณา รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ (EHIA) โครงการท่าเรือเชฟรอน 
 
สืบเนื่องจาก เมื่อเดือน ธ.ค.55 บริษัทเชฟรอนได้ประกาศยุติโครงการก่อสร้างศูนย์ดังกล่าว แต่ได้ส่งหนังสือคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ยืนยันให้พิจารณารายงาน EHIA ของโครงการฯ ต่อ และขณะนี้ รายงาน EHIA ได้ถูกส่งเข้ากระบวนการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นประกอบของคณะกรรมการองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม (กอสส.) เพื่อให้ กอสส.ให้ความเห็นประกอบการพิจารณาซึ่งต้องแล้วเสร็จใน 27 ก.ย.นี้ แล้วส่งต่อให้กรมเจ้าท่าเพื่อออกใบอนุญาต
 
คำถามที่ประชาชนในพื้นที่และสาธารณะสงสัย คือ เมื่อบริษัทได้ประกาศยุติโครงการแล้ว เหตุใดหน่วยงานของรัฐจึงต้องใช้ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณแผ่นดิน เพื่อพิจารณารายงาน EHIA ต่อไป และเหตุใดบริษัทจึงไม่แสดงเจตนาในการยุติโครงการโดยการถอนรายงาน EHIA จาก กอสส.และยกเลิกคำขออนุญาตดำเนินโครงการจากกรมเจ้าท่า
 
"เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความลักลั่น และเชื่อได้ว่าบริษัทเชฟรอนมีเจตนาแอบแฝง หลอกหลวง ไม่เคารพสิทธิชุมชน ซึ่งชุมชนไม่อาจยอมรับพฤติกรรมนี้ได้ และจะเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องท้องทะเลและชายฝั่งท่าศาลาทุกวิถีทาง ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ขอให้บริษัทเชฟรอนถอนรายงาน EHIA ออกไป ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่บริษัท และจะตรงตามเจตนารมณ์ของบริษัทที่ประกาศไว้กับสาธารณะว่าจะยุติโครงการ" คำประกาศของชุมชนท่าศาลา
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ส.ค.56 บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด แจ้งข่าวระบุ ยืนยันยุติการดำเนินงานโครงการก่อสร้างศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติงานในอ่าวไทย หรือ ชอร์เบส ในเขตพื้นที่บ้านบางสาร ต.กลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เป็นที่แน่นอน แม้ว่ารายงาน EHIA จะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ สำนักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 11 ก.ย.55 ไปแล้วก็ตาม
 
สำหรับในกรณีที่ สผ.ได้ยื่นรายงาน EHIA ดังกล่าวต่อให้กับ กอสส.เมื่อวันที่ 27 ก.ค.56 นั้น เป็นกระบวนการและขั้นตอนการปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
 
บริษัทเชฟรอนชี้แจงด้วยว่า ส่วนสาเหตุที่บริษัทฯ ไม่ได้ขอถอนรายงานฯ จาก สผ.หลังจากที่บริษัทฯ ประกาศยุติโครงการฯ นั้น เนื่องจากบริษัทฯ มีความประสงค์ที่จะให้สาธารณชนได้รับประโยชน์จากข้อมูลที่สมบูรณ์ของรายงานฯ อันเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ โดยไม่ได้มุ่งหวังเพื่อดำเนินการขอใบอนุญาตก่อสร้างแต่อย่างใด นอกเหนือจากนั้นรายงานฯ ดังกล่าวก็ยังจะช่วยยืนยันความโปร่งใสในขั้นตอนการทำและการจัดเตรียมข้อมูลของรายงานฯ ที่ได้ถูกดำเนินการไปแล้ว
 
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับทุกฝ่ายเกี่ยวกับการยุติโครงการชอร์เบสนั้น วันนี้ (21 ส.ค.56) บริษัทฯ จึงได้มีหนังสือถึง สผ.เพื่อขอให้แจ้งความประสงค์ไปยัง กอ.สส.ให้ยุติกระบวนการในการพิจารณารายงาน EHIA ฉบับดังกล่าวในขั้นตอนต่อไป
 
นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อคืนพื้นที่โครงการฯ ที่เคยได้ทำการเช่าซื้อไว้ในช่วงของการศึกษาโครงการฯ ให้กับเจ้าของที่ดินอีกด้วย ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนาของบริษัทฯ ในการยุติโครงการฯ อย่างแท้จริง

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ว.วชิรเมธี กับข้อเสนอ “องค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนา”

Posted: 25 Aug 2013 10:10 AM PDT

 " ข้อเสนอให้มีองค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนาของพระ ว.วชิรเมธี
จึงเป็นข้อเสนอเชิงอำนาจที่เป็นการลดทอนความหลากหลาย
ของการตีความพุทธศาสนาให้สนองตอบต่อความหลากหลาย
ของทุกข์ในชีวิตปัจเจกและทุกข์ทางสังคม "
 
คำให้สัมภาษณ์นิตยสาร Way (ฉบับสิงหาคม 2556) ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง เมื่อท่านเสนอให้
 
"ปฏิรูปการเผยแผ่พุทธศาสนาในเมืองไทย ใครก็ตามที่จะเทศน์จะสอน อย่างน้อยก็ควรมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งรับประกันคุณภาพคำเทศน์คำสอน เวลาเราเข้าไปในร้านอาหารต่างๆเขายังมี อย.รับประกันเลย เขาคุ้มครองผู้บริโภคใช่ไหม เราชาวพุทธก็ควรจะมีการคุ้มครองพุทธบริษัทญาติโยมผู้เป็นผู้บริโภคพุทธธรรมคำสอน ทุกวันนี้เราไม่มีระบบคุ้มครองผู้บริโภคทางจิตวิญญาณ..."
 
เมื่อพิจารณาจากที่ท่านให้เหตุผลต่อมาว่า
 
"...เราจึงมีพระที่ผลิตคำเทศน์คำสอนที่สวนทางกับพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย เป็นคำสอนที่ปลอมปนเข้ามาในพระพุทธศาสนา เราเลอะเทอะเปรอะเปื้อนขนาดนี้แต่ไม่มีใครสำเหนียก อาตมาถึงบอกว่ากรณีที่เป็นข่าวอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ การเผยแผ่พระธรรมที่ไม่ตรงตามพระพุทธเจ้าต่างหากที่น่ากลัวที่สุด เพราะนั่นคือการทำลายพระพุทธศาสนาหยั่งลึกถึงรากแก้ว"
 
จากเหคุผลนี้จะเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวก็คือข้อเสนอให้มี "องค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนา" นั่นเอง ผมคิดว่าข้อเสนอนี้สะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
 
ที่ว่ากันว่าพระทุกวันนี้สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่อง แต่พระ ว.วชิรเมธีเป็นพระทันสมัย สื่อสารกับคนรุ่นใหม่รู้เรื่องจนเป็นพระเซเลบของคนชั้นกลางนั้น เอาเข้าจริงแล้วหากตัดลีลา สำนวนโวหาร การเอาคำพูดของผู้รู้อื่นๆ มาตัดต่อประดิษฐ์ใหม่ หรือทักษะการเล่นกับกระแสได้เก่งแล้ว น่าคิดว่าอะไรคือ "เนื้อหา" ความคิดของพระ ว.วชิรเมธีที่เข้ากันได้กับคุณค่าสมัยใหม่ หรือสนับสนุนความเป็นมนุษย์ที่มีความเสมอภาค มีเสรีภาพที่จะเลือกการกระทำหรือวิถีชีวิตด้วยการใช้เหตุผลหรือวิจารณญาณของตนเอง
 
คุณค่าสมัยใหม่วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า "มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันในทางศีลธรรม" แน่นอนว่าในรายละเอียดปลีกย่อย คนเราย่อมมีความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจ การงาน เพศ ผิว เชื้อชาติ ศาสนา ความโง่ ฉลาด ฯลฯ แต่ในทางศีลธรรมทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน คิดแบบอิมมานูเอล ค้านท์ นักปรัชญาชาวเยอรมันก็คือ มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าหรือศักดิ์ศรีในตัวเองที่ต้องได้รับการเคารพอย่างเสมอภาค เราไม่สามารถใช้เพื่อมนุษย์เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายของตัวเราเองได้ เพราะเราต้องเคารพความเป็นอิสระในตัวเอง (autonomy) ของแต่ละคนที่จะใช้เหตุผลอย่างเป็นตัวของตัวเองในการตัดสินถูกผิด หรือการเลือกชีวิตที่ดีของตนเอง
 
สำหรับค้านท์ เงื่อนไขของความเป็นไปได้ในการมีศีลธรรมบนพื้นฐานของความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์คือ "เสรีภาพ" หมายความว่า เราต้องมีเสรีภาพจากอิทธิพลครอบงำ การบังคับของอำนาจ องค์กรทางศาสนา จารีตประเพณี และอื่นๆ เสียก่อน การมีชีวิตที่มีค่าอย่างเป็นตัวของตัวเองจึงจะเป็นไปได้ หากเราจะยอมรับหรือทำตามคุณค่าหรือค่านิยมใดๆ ก็ต่อเมื่อได้ใช้เหตุผลของตนเองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าการยอมรับหรือทำตามคุณค่าหรือค่านิยมนั้นๆจะไม่เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ของตัวเองและคนอื่นๆ
 
ฉะนั้น เราจึงต้องตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกเรื่องก่อนที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ สังคมไทยที่มักอ้างอิงความเชื่อทางศาสนา ศีลธรรมอันดี (?) อ้างอิงสถาบันกษัตริย์มาเซ็นเซอร์ความคิดและการแสดงออกของประชาชน จึงเป็นสังคมที่ลดทอนความเป็นคนของประชาชน เป็นสังคมที่ทำลายศักยภาพที่แตกต่างหลากหลายที่แฝงอยู่ในปัจเจกภาวะของประชาชน จึงเป็นสังคมที่ไม่เปิดกว้างสำหรับการสร้างสรรค์ที่อาจเป็นไปได้อย่างไม่จำกัด
 
ข้อเสนอให้มีองค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนาของพระ ว.วชิรเมธี จึงเป็นข้อเสนอเชิงอำนาจที่เป็นการลดทอนความหลากหลายของการตีความพุทธศาสนาให้สนองตอบต่อความหลากหลายของทุกข์ในชีวิตปัจเจกและทุกข์ทางสังคม
 
และอันที่จริงแล้วก็เป็นข้อเสนอที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะจะตัดสินอย่างแน่นอนตายตัวลงไปได้อย่างไรว่าใคร "สอนตรงตามพระพุทธเจ้า" จริงๆแม้จะอ่านหรืออ้างพระไตรปิฎกจากข้อความเดียวกัน หรือพระสูตรเดียวกันก็เป็นไปได้เสมอที่จะมีการตีความต่างกัน เป็นแบบนี้มาแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่สังฆะหรือสังคมชาวพุทธก็ใช้วิธีตักเตือนกันอย่างกัลยาณมิตร ใช้วิธีแก้ไขด้วยวัฒนธรรมปรึกษาหารือของสังฆะกลุ่มต่างๆเอง ไม่เคยมีองค์กรระดับชาติจะมีอำนาจเซ็นเซอร์คำเทศนาพระสงฆ์ทั้งหมด
 
หากมีองค์กรอย่างที่ว่าจริง ถามว่าจะจัดการอย่างไรกับคำสอน "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" เพราะไม่มีหลักอ้างอิงในพระไตรปิฎกรองรับว่าตรงตามพุทธะสอนอย่างไร และหากจะว่าไปคำพูดนี้ไม่ว่าจะพูดในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ไม่ว่าผู้พูดจะมีเจตนาสนับสนุนความรุนแรงหรือไม่ จะมีประวัติการศึกษาพุทธศาสนามาอย่างไร เป็นพระที่มีคนนับถือมากหรือไม่ แต่คำพูดที่ว่า "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" ก็เป็นคำพูดที่มีความหมายรุนแรงในตัวมันเองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
 
นึกถึงที่ผมสัมภาษณ์อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เมื่อเร็วๆนี้ ตอนหนึ่งเราพูดถึงวัฒนธรรมการเรียนรู้พุทธศาสนาในสังคมไทย อาจารย์ประมวลตั้งข้อสังเกตว่า
 
"การเรียนรู้พุทธศาสนาเถรวาทไทยเป็นการปลูกฝังการคิดเรื่องผิดเรื่องถูก และการคิดเรื่องผิดเรื่องถูกนี้เป็นการคิดเชิงอำนาจ ก็คือพยายามใช้อำนาจของความคิดว่าดีเพื่อไปลงโทษหรือกำกับกระทำของคนที่คิดว่าไม่ดี แม้กระทั่งในคนคนเดียวกันนี่แหละถ้าเราพูดในเชิงความหมายที่ละเอียดลึกซึ้ง ผมสารภาพตรงๆเลยนะครับว่าในสมัยที่ผมปฏิบัติธรรมแบบเถรวาทและมีความคิดว่า กิเลสเป็นมลทินต้องขจัดให้หมดสิ้นเป็นความคิดที่ผิด ในความรู้สึกของผมนะ แต่ผมไม่พูดสิ่งนี้กับคนอื่นนะครับ" 
 
ซึ่งผมมองว่า "การคิดในกรอบศาสนาเรื่องผิดเรื่องถูกเชิงอำนาจ" ดังกล่าวมันเป็นฐานของความรุนแรงในสังคม และอาจารย์ประมวลเสริมว่า "เป็นความรุนแรงในตัวเองด้วย เป็นความรุนแรงในตัวเองเลย"
 
ในความเห็นของอาจารย์ประมวลการเรียนรู้พุทธศาสนาควรเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่ฝึกฝนบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า "โพธิจิต" ให้เกิดขึ้นในตัวเราแต่ละคน หมายความว่า เราควนเปิดพื้นที่ทางจิตใจให้ปัญญาและกรุณาได้งอกงามขึ้นผ่านการใช้ชีวิตจริงๆ
 
ปัญญาคือการเลิกคิดเรื่องผิดถูกเชิงอำนาจ แต่พยายามมองความเป็นจริงอย่างเปิดกว้างไม่พิพากษาตัดสินผิดถูก นี่ไม่ใช่การไม่เคารพหลักการกติกาผิดถูกที่ชอบธรรมทางสังคม แต่หมายความว่าไม่ติดอยู่กับการคิดในกรอบผิดถูกตามความเคยชิน แต่เปิดให้กับความเป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจความเป็นมนุษย์ในมิติต่างๆ ทั้งด้านดี ด้านร้าย ด้านที่เข้มแข็งและอ่อนแอเป็นต้นด้วยจิตใจที่มีกรุณาคือความรัก ความปรารถนาดี และแสดงออกต่อบุคคล ต่อบริบทต่างๆ รวมทั้งการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม
 
นี่คือความหมายที่ผมสรุปจากการสนทนากับอาจารย์ประมวล เราเห็นสอดคล้องกันว่าแม้การเรียนรู้พุทธศาสนาในบ้านเราจะมีประโยชน์อยู่ส่วนหนึ่งก็จริง (เช่นให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กชนบทอย่างผมเป็นต้น) แต่การเรียนรู้ในระบบพุทธศาสนาแห่งรัฐได้สร้างฐานวัฒนธรรมตัดสินผิดถูกเชิงอำนาจขึ้นมาในสังคม จนถูกนำไปอ้างอิงสนับสนุนความรุนแรงบ่อยๆ ในนามปกป้องอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นต้น
 
ที่สำคัญระบบการเรียนรู้พุทธศาสนาดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุจุดหมายทางพุทธศาสนาเอง ดังอาจารย์ประมวลเล่าว่ามีพระราชาคณะท่านหนึ่งอายุประมาณ 90 ปีแล้ว รำพึงกับอาจารย์ว่า "โลกียสุขก็ไม่ได้เสพ โลกุตตรสุขก็ไปไม่ถึง" อาจารย์ประมวลบอกว่า "ผมสะเทือนใจมากเลยว่า นี่หรือภาพรวมของนักบวชไทยที่เป็นผลผลิตของระบบการเรียนรู้พุทธศาสนาไทย"
 
ผมอ่านข้อเสนอเรื่ององค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนาของพระ ว.วชิรเมธีแล้ว ก็อดสะเทือนใจ (ต่อระบบและผลผลิตของการเรียนรู้พุทธศาสนาไทย) ไม่ได้เช่นกันครับ
 
 
 
 
 
หมายเหตุ:  เผยแพร่ครั้งแรกในโลกวันนี้วันสุข, 24-30 ส.ค.2556

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ว.วชิรเมธี กับข้อเสนอ “องค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนา”

Posted: 25 Aug 2013 10:10 AM PDT

 " ข้อเสนอให้มีองค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนาของพระ ว.วชิรเมธี
จึงเป็นข้อเสนอเชิงอำนาจที่เป็นการลดทอนความหลากหลาย
ของการตีความพุทธศาสนาให้สนองตอบต่อความหลากหลาย
ของทุกข์ในชีวิตปัจเจกและทุกข์ทางสังคม "
 
คำให้สัมภาษณ์นิตยสาร Way (ฉบับสิงหาคม 2556) ของพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือ ว.วชิรเมธี กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียอีกครั้ง เมื่อท่านเสนอให้
 
"ปฏิรูปการเผยแผ่พุทธศาสนาในเมืองไทย ใครก็ตามที่จะเทศน์จะสอน อย่างน้อยก็ควรมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งรับประกันคุณภาพคำเทศน์คำสอน เวลาเราเข้าไปในร้านอาหารต่างๆเขายังมี อย.รับประกันเลย เขาคุ้มครองผู้บริโภคใช่ไหม เราชาวพุทธก็ควรจะมีการคุ้มครองพุทธบริษัทญาติโยมผู้เป็นผู้บริโภคพุทธธรรมคำสอน ทุกวันนี้เราไม่มีระบบคุ้มครองผู้บริโภคทางจิตวิญญาณ..."
 
เมื่อพิจารณาจากที่ท่านให้เหตุผลต่อมาว่า
 
"...เราจึงมีพระที่ผลิตคำเทศน์คำสอนที่สวนทางกับพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นเยอะแยะมากมาย เป็นคำสอนที่ปลอมปนเข้ามาในพระพุทธศาสนา เราเลอะเทอะเปรอะเปื้อนขนาดนี้แต่ไม่มีใครสำเหนียก อาตมาถึงบอกว่ากรณีที่เป็นข่าวอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ การเผยแผ่พระธรรมที่ไม่ตรงตามพระพุทธเจ้าต่างหากที่น่ากลัวที่สุด เพราะนั่นคือการทำลายพระพุทธศาสนาหยั่งลึกถึงรากแก้ว"
 
จากเหคุผลนี้จะเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าวก็คือข้อเสนอให้มี "องค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนา" นั่นเอง ผมคิดว่าข้อเสนอนี้สะท้อนอะไรหลายๆอย่าง
 
ที่ว่ากันว่าพระทุกวันนี้สื่อสารกับคนรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่อง แต่พระ ว.วชิรเมธีเป็นพระทันสมัย สื่อสารกับคนรุ่นใหม่รู้เรื่องจนเป็นพระเซเลบของคนชั้นกลางนั้น เอาเข้าจริงแล้วหากตัดลีลา สำนวนโวหาร การเอาคำพูดของผู้รู้อื่นๆ มาตัดต่อประดิษฐ์ใหม่ หรือทักษะการเล่นกับกระแสได้เก่งแล้ว น่าคิดว่าอะไรคือ "เนื้อหา" ความคิดของพระ ว.วชิรเมธีที่เข้ากันได้กับคุณค่าสมัยใหม่ หรือสนับสนุนความเป็นมนุษย์ที่มีความเสมอภาค มีเสรีภาพที่จะเลือกการกระทำหรือวิถีชีวิตด้วยการใช้เหตุผลหรือวิจารณญาณของตนเอง
 
คุณค่าสมัยใหม่วางอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า "มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันในทางศีลธรรม" แน่นอนว่าในรายละเอียดปลีกย่อย คนเราย่อมมีความแตกต่างทางฐานะเศรษฐกิจ การงาน เพศ ผิว เชื้อชาติ ศาสนา ความโง่ ฉลาด ฯลฯ แต่ในทางศีลธรรมทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน คิดแบบอิมมานูเอล ค้านท์ นักปรัชญาชาวเยอรมันก็คือ มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าหรือศักดิ์ศรีในตัวเองที่ต้องได้รับการเคารพอย่างเสมอภาค เราไม่สามารถใช้เพื่อมนุษย์เป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมายของตัวเราเองได้ เพราะเราต้องเคารพความเป็นอิสระในตัวเอง (autonomy) ของแต่ละคนที่จะใช้เหตุผลอย่างเป็นตัวของตัวเองในการตัดสินถูกผิด หรือการเลือกชีวิตที่ดีของตนเอง
 
สำหรับค้านท์ เงื่อนไขของความเป็นไปได้ในการมีศีลธรรมบนพื้นฐานของความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์คือ "เสรีภาพ" หมายความว่า เราต้องมีเสรีภาพจากอิทธิพลครอบงำ การบังคับของอำนาจ องค์กรทางศาสนา จารีตประเพณี และอื่นๆ เสียก่อน การมีชีวิตที่มีค่าอย่างเป็นตัวของตัวเองจึงจะเป็นไปได้ หากเราจะยอมรับหรือทำตามคุณค่าหรือค่านิยมใดๆ ก็ต่อเมื่อได้ใช้เหตุผลของตนเองพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าการยอมรับหรือทำตามคุณค่าหรือค่านิยมนั้นๆจะไม่เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ของตัวเองและคนอื่นๆ
 
ฉะนั้น เราจึงต้องตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกเรื่องก่อนที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ สังคมไทยที่มักอ้างอิงความเชื่อทางศาสนา ศีลธรรมอันดี (?) อ้างอิงสถาบันกษัตริย์มาเซ็นเซอร์ความคิดและการแสดงออกของประชาชน จึงเป็นสังคมที่ลดทอนความเป็นคนของประชาชน เป็นสังคมที่ทำลายศักยภาพที่แตกต่างหลากหลายที่แฝงอยู่ในปัจเจกภาวะของประชาชน จึงเป็นสังคมที่ไม่เปิดกว้างสำหรับการสร้างสรรค์ที่อาจเป็นไปได้อย่างไม่จำกัด
 
ข้อเสนอให้มีองค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนาของพระ ว.วชิรเมธี จึงเป็นข้อเสนอเชิงอำนาจที่เป็นการลดทอนความหลากหลายของการตีความพุทธศาสนาให้สนองตอบต่อความหลากหลายของทุกข์ในชีวิตปัจเจกและทุกข์ทางสังคม
 
และอันที่จริงแล้วก็เป็นข้อเสนอที่ไม่มีทางเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพราะจะตัดสินอย่างแน่นอนตายตัวลงไปได้อย่างไรว่าใคร "สอนตรงตามพระพุทธเจ้า" จริงๆแม้จะอ่านหรืออ้างพระไตรปิฎกจากข้อความเดียวกัน หรือพระสูตรเดียวกันก็เป็นไปได้เสมอที่จะมีการตีความต่างกัน เป็นแบบนี้มาแต่สมัยพุทธกาลแล้ว แต่สังฆะหรือสังคมชาวพุทธก็ใช้วิธีตักเตือนกันอย่างกัลยาณมิตร ใช้วิธีแก้ไขด้วยวัฒนธรรมปรึกษาหารือของสังฆะกลุ่มต่างๆเอง ไม่เคยมีองค์กรระดับชาติจะมีอำนาจเซ็นเซอร์คำเทศนาพระสงฆ์ทั้งหมด
 
หากมีองค์กรอย่างที่ว่าจริง ถามว่าจะจัดการอย่างไรกับคำสอน "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" เพราะไม่มีหลักอ้างอิงในพระไตรปิฎกรองรับว่าตรงตามพุทธะสอนอย่างไร และหากจะว่าไปคำพูดนี้ไม่ว่าจะพูดในบริบทความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ไม่ว่าผู้พูดจะมีเจตนาสนับสนุนความรุนแรงหรือไม่ จะมีประวัติการศึกษาพุทธศาสนามาอย่างไร เป็นพระที่มีคนนับถือมากหรือไม่ แต่คำพูดที่ว่า "ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน" ก็เป็นคำพูดที่มีความหมายรุนแรงในตัวมันเองอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
 
นึกถึงที่ผมสัมภาษณ์อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ เมื่อเร็วๆนี้ ตอนหนึ่งเราพูดถึงวัฒนธรรมการเรียนรู้พุทธศาสนาในสังคมไทย อาจารย์ประมวลตั้งข้อสังเกตว่า
 
"การเรียนรู้พุทธศาสนาเถรวาทไทยเป็นการปลูกฝังการคิดเรื่องผิดเรื่องถูก และการคิดเรื่องผิดเรื่องถูกนี้เป็นการคิดเชิงอำนาจ ก็คือพยายามใช้อำนาจของความคิดว่าดีเพื่อไปลงโทษหรือกำกับกระทำของคนที่คิดว่าไม่ดี แม้กระทั่งในคนคนเดียวกันนี่แหละถ้าเราพูดในเชิงความหมายที่ละเอียดลึกซึ้ง ผมสารภาพตรงๆเลยนะครับว่าในสมัยที่ผมปฏิบัติธรรมแบบเถรวาทและมีความคิดว่า กิเลสเป็นมลทินต้องขจัดให้หมดสิ้นเป็นความคิดที่ผิด ในความรู้สึกของผมนะ แต่ผมไม่พูดสิ่งนี้กับคนอื่นนะครับ" 
 
ซึ่งผมมองว่า "การคิดในกรอบศาสนาเรื่องผิดเรื่องถูกเชิงอำนาจ" ดังกล่าวมันเป็นฐานของความรุนแรงในสังคม และอาจารย์ประมวลเสริมว่า "เป็นความรุนแรงในตัวเองด้วย เป็นความรุนแรงในตัวเองเลย"
 
ในความเห็นของอาจารย์ประมวลการเรียนรู้พุทธศาสนาควรเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่ฝึกฝนบ่มเพาะสิ่งที่เรียกว่า "โพธิจิต" ให้เกิดขึ้นในตัวเราแต่ละคน หมายความว่า เราควนเปิดพื้นที่ทางจิตใจให้ปัญญาและกรุณาได้งอกงามขึ้นผ่านการใช้ชีวิตจริงๆ
 
ปัญญาคือการเลิกคิดเรื่องผิดถูกเชิงอำนาจ แต่พยายามมองความเป็นจริงอย่างเปิดกว้างไม่พิพากษาตัดสินผิดถูก นี่ไม่ใช่การไม่เคารพหลักการกติกาผิดถูกที่ชอบธรรมทางสังคม แต่หมายความว่าไม่ติดอยู่กับการคิดในกรอบผิดถูกตามความเคยชิน แต่เปิดให้กับความเป็นไปได้ที่เราจะเข้าใจความเป็นมนุษย์ในมิติต่างๆ ทั้งด้านดี ด้านร้าย ด้านที่เข้มแข็งและอ่อนแอเป็นต้นด้วยจิตใจที่มีกรุณาคือความรัก ความปรารถนาดี และแสดงออกต่อบุคคล ต่อบริบทต่างๆ รวมทั้งการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตาธรรม
 
นี่คือความหมายที่ผมสรุปจากการสนทนากับอาจารย์ประมวล เราเห็นสอดคล้องกันว่าแม้การเรียนรู้พุทธศาสนาในบ้านเราจะมีประโยชน์อยู่ส่วนหนึ่งก็จริง (เช่นให้โอกาสทางการศึกษาแก่เด็กชนบทอย่างผมเป็นต้น) แต่การเรียนรู้ในระบบพุทธศาสนาแห่งรัฐได้สร้างฐานวัฒนธรรมตัดสินผิดถูกเชิงอำนาจขึ้นมาในสังคม จนถูกนำไปอ้างอิงสนับสนุนความรุนแรงบ่อยๆ ในนามปกป้องอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นต้น
 
ที่สำคัญระบบการเรียนรู้พุทธศาสนาดังกล่าวยังเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุจุดหมายทางพุทธศาสนาเอง ดังอาจารย์ประมวลเล่าว่ามีพระราชาคณะท่านหนึ่งอายุประมาณ 90 ปีแล้ว รำพึงกับอาจารย์ว่า "โลกียสุขก็ไม่ได้เสพ โลกุตตรสุขก็ไปไม่ถึง" อาจารย์ประมวลบอกว่า "ผมสะเทือนใจมากเลยว่า นี่หรือภาพรวมของนักบวชไทยที่เป็นผลผลิตของระบบการเรียนรู้พุทธศาสนาไทย"
 
ผมอ่านข้อเสนอเรื่ององค์กรเซ็นเซอร์คำเทศนาของพระ ว.วชิรเมธีแล้ว ก็อดสะเทือนใจ (ต่อระบบและผลผลิตของการเรียนรู้พุทธศาสนาไทย) ไม่ได้เช่นกันครับ
 
 
 
 
 
หมายเหตุ:  เผยแพร่ครั้งแรกในโลกวันนี้วันสุข, 24-30 ส.ค.2556

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เป้าหมายที่ดีงามให้ความชอบธรรมแก่วิธีการที่ต่ำช้า (The End justify the means)

Posted: 25 Aug 2013 10:02 AM PDT

ในการต่อสู้แบบสันติวิธี ผ่านการใช้เหตุผลและความคิด ด้วยวิธีการสื่อสารนั้น ย่อมต้องคำนึงถึงการให้โอกาสถกเถียงกันอย่างเสมอภาค หรือหลักการให้อาวุธอย่างเสมอภาคกัน (Equal of Weapons Theory) ในการต่อสู้ถกเถียงเพื่อให้ได้มาซึ่ง เหตุผล ที่ดีและตอบกับเงื่อนไขทางสังคมที่มี   ดังนั้นในหลายประเด็นที่มีความเห็นไม่ลงรอยกัน แต่ละฝ่ายจึงได้ทุ่มเทความสามารถและทรัพยากรในการสนับสนุนความคิดและเหตุผลของตนเอง เพื่อให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ตนต้องการกระทำ

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง กลับไม่มีความเท่าเทียมระหว่างรัฐใหญ่รัฐกับรัฐเล็ก ฝ่ายรัฐความมั่นคง กับ องค์กรภาคประชาชน    โดยเฉพาะเมื่อเป็นการขับเคี่ยวกันรัฐกำลังพัฒนาที่มีความเหลื่อมล้ำทางอำนาจสูง   รัฐและฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจในการโฆษณาชวนเชื่อผ่านสื่อผสมและช่องทางที่หลากหลาย เช่น ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ แผ่น และฉายซ้ำตามความต้องการได้ผ่านอินเตอร์เน็ต ช่องทางที่เข้าถึงได้ไม่ยาก และเนื้อหาที่เข้าใจง่าย เร้าให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมอย่างแรงกล้า จนกลบทับความจริงอื่น ได้แพร่ไปยังมวลชนวงกว้างจนทำให้ความน่าเชื่อถือของเหตุผลอยู่นอกการรับรู้ของอารมณ์ความสึกรุนแรงดังกล่าว

ฝ่ายสิทธิมนุษยชนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเนื่องจากมีทรัพยากร เครื่องมือผลิตเนื้อหา และช่องทางในการสื่อสาร น้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะฉะนั้น เนื้อหาที่ออกมาจึงอยู่ในลักษณะของข้อเท็จจริง เหตุผล ที่จริงจังจนถึงขั้น เครียด และน่าเบื่อไปสำหรับผู้รับสื่อ และไม่อาจแพร่ไปในวงกว้างเพราะต้องใช้พลังงานในการย่อยข้อมูลเป็นอย่างมาก และฝ่ายรณรงค์ประเด็นสิทธิมนุษยชนจำนวนไม่น้อยก็ติดกับตัวเองโดยคิดว่าจะต่อสู้ด้วยเหตุผลโดยพยายามไม่เร้าอารมณ์ความรู้สึก ทั้งที่เรื่องชีวิตมนุษย์นั้นเกี่ยวพันกับจิตวิญญาณ ซึ่งบุคคลทั่วไปอาจจะรับรู้ เข้าถึง เข้าใจ กลุ่มเสี่ยงที่ถูกละเมิดสิทธิได้ผ่านการบอกเล่า ประสบการณ์จริงที่สั่นสะเทือนความรู้สึก มากกว่าเหตุผลที่เข้าใจแต่ไม่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อเปลี่ยนโลก

กระแส หรือ Trend หนังของวงการ Hollywood ในยุคของ Barack Obama นั้นสะท้อนความรักชาติในแนวทางใหม่ Patriotism in new wave  กล่าวคือ แต่เดิมจะเป็น Super Hero หรือวีรบุรุษผู้แข็งแกร่งและเก่งไปซะทุกอย่างแบบเหนือมนุษย์   เป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ มีข้อบกพร่องในชีวิต หรือครอบครัว  และไม่ได้เก่งกล้าไปเสียทุกอย่าง   แต่มีความสามารถบางอย่างแล้วทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับงานที่ตนทำ จนสูญเสียชีวิตส่วนตัวไป แต่ก็สามารถทำงานได้บรรลุเป้าหมายโดยอาจไม่ได้รับความนิยมชมชอบจากสังคมวงกว้าง ดุจดัง "พระมหาชนกที่ว่ายน้ำแบบไม่เห็นฝั่ง" โดยเชื่อว่าสิ่งที่ตนนั้นเป็นประโยชน์แม้ไม่มีใครเห็นค่า เฉกเช่น "นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ"นั่นเอง

ตัวอย่างภาพยนตร์ในแนวทางนี้ได้แก่ บทบาทนำของตัวแสดงนำ จากหนัง James Bond ซึ่งมีสายลับ 007 ที่เป็นสายลับ MI6 แห่งสหราชอาณาจักรประเทศพันธมิตรหลักของสหรัฐอเมริกา เจมส์เป็นสายลับที่มีข้อบกพร่อง ผิดพลาด ไม่พร้อม แต่ก็สามารถทุ่มเททำงานในส่วนของตนจนประสบความสำเร็จ และทำงานร่วมกับทีมได้ ซึ่งเป็นการสะท้อนการทำงานที่ใกล้เคียงกับโลกความเป็นจริงมากขึ้น   แต่สิ่งที่ซ่อนมาในนัยยะดังกล่าว คือ การกระทำจำนวนมากของสายลับ และองค์กรนั้น เต็มไปด้วยการฝ่าฝืนและละเมิดกฎหมาย แต่อ้างว่ากระทำไปเพื่อ "เป้าหมายที่ดีงาม" นั่นคือทำเพื่อความอยู่รอดของรัฐ

ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกเรื่องมาจากหนังเรื่อง Zero Dark Thirty ซึ่งสร้างจากชีวิตจริงของสายลับ CIA ซึ่งมีบทบาทในการเสาะแสวงหาตัวผู้ก่อการร้ายสำคัญ โอซาม่า บินลาเด็น ที่เป็นภัยคุกคามหลักของสหรัฐอเมริกา   ในช่วงต้นของเรื่องหนังแสดงให้เห็นถึงการใช้วิธีโหดร้ายป่าเถื่อน คุกคาม ทรมาน และทำร้ายชีวิตมนุษย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่นำไปสู่ บิน ลาเด็น ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จ   ในทางกลับกันวิธีการที่สำเร็จกลับเป็นการใช้เทคโนโลยีและความสามารถด้านสารสนเทศและจารกรรมจนนำไปสู่การบ่งชี้ว่า บิน ลาเด็น อยู่ ณ ที่ใด   อย่างไรก็ดี วิธีการที่ใช้แม้จะประสบความสำเร็จ แต่ก็มีหลายส่วนที่ละเมิดต่อกฎหมายและสิทธิมนุษยชน เช่น การละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยการใช้เทคโนโลยีสอดส่องจารกรรม และการใช้อาวุธเข้าประหัตประหารจน บิน ลาเด็น ตาย ในท้ายที่สุด  แม้จะดูดีกว่าในช่วง จอร์จ บุช ที่ทรมานแต่ล้มเหลว   แต่ก้ได้สะท้อนนัยยะให้ความชอบธรรมแก่การกระทำของตนในการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อปราบปรามผู้ก่อการร้าย เพื่อเรียกคะแนนนิยมในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายความมั่นคงเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึง "การทำให้เรื่องผิดกฎหมายกลายเป็นเรื่องปกติ" (Normalize the illegal behaves) โดยทำเรื่องที่กฎหมายและหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยต่อต้าน เช่น การทรมาน torture, กระบวนการยุติธรรมที่ดีประกันสิทธิของประชาชน due process และ กฎแห่งการใช้กำลัง (rule of engagement)  ซึ่งมีส่วนสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้อำนาจในทางลับของฝ่ายมั่นคง แม้จะมีการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายด้วยก็ตาม

ในช่วงที่เริ่มเขียนบทความนี้เมื่อครึ่งปีก่อน ผู้เขียนคิดว่า การใช้เทคโนโลยีในการดัก แชร์ ล้วง และสืบข้อมูล โดยมิชอบจะมีมากขึ้น และเรื่องดังกล่าวก็ถูกยืนยันด้วย เหตุอื้อฉาวที่นายสโนว์เดน อดีตลูกจ้างบริษัทเอกชนที่รับจ้างสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา เข้าสอดส่องข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในโลกออนไลน์

และมีหลักฐานเพิ่มเติมจากการมอบรางวัลพลเมืองผู้ช่วยเหลือ CIA ให้กับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ที่ องค์กร CIA ถึงกับกล่าวยกย่องว่าสิ่งที่เกิดขึ้นใน Facebook คือ สิ่งที่ CIA ปรารถนามาตลอดนั่นคือ การมีเครื่องมือที่รวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและวิถีชีวิตของประชาชนที่มีการปรับให้ทันสมัยตลอดเวลา (Real-time Updated) โปรแกรมสื่อสารในโลกออนไลน์จึงกลายมาเป็นเครื่องมือการข่าวที่สำคัญของฝ่ายมั่นคง (Social Media as a new spy)  และที่ยังพูดถึงไม่มากนักคือ พลังของเครื่องมือ Search Engine ที่ให้บริการหลากหลายครอบคลุมวิถีชีวิตหลากแง่มุมมากขึ้นของ Google ที่มีทั้งการเก็บข้อมูลว่าเราค้นหาอะไร สนใจอะไร แผนที่และรูปถ่ายสถานที่ต่างๆ การอ่านงานทั้งหลาย เรื่อยไปถึง อีเมลล์ส่วนบุคคล ซึ่งรวบรวมข้อมูลของบุคคลและอาจนำไปใช้อย่างมิชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือด้านการสื่อสารแบบเครือข่ายสังคมยังถูกยกให้เป็นอาวุธสำหรับการปฏิวัติที่ทรงพลังมากที่สุดในยุคของประธานาธิบดีโอบาม่า (Social Media as a gift to the whole resistant groups in developing countries) ดังที่ปรากฏในกระแสอาหรับสปริงส์ที่มีการชุมนุมสืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ผ่านโปรแกรมเครือข่ายทางสังคมเหล่านี้ (Social Networks)   แต่สิ่งที่พึงระลึกเช่นกัน คือ ข้อมูลเหล่านั้นย่อมอยู่ในการควบคุมของบรรษัทผู้ให้บริการ และอาจถูกแทรกแซงจากรัฐมหาอำนาจในการใช้ข้อมูลในทางปริปักษ์หรือส่งเสริมกลุ่มขบวนการต่างๆ แล้วแต่จุดยืนของมหาอำนาจ เช่น หนุนให้โค่นผู้นำที่ตนไม่ชอบใน ลิเบีย แต่เอาข้อมูลไปหนุนรัฐบาลซีเรีย หรือกองทัพในอียิปต์ เป็นต้น   

จุดเด่นอีกประการ คือ การสื่อสารของผู้ใช้ผ่านเครือข่ายทางสังคมนี้มีลักษณะพิเศษ คือ ทันต่อสถานการณ์ หลากหลาย เสมือนจริงมาก จึงมีลักษณะกระตุ้นเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้รับและส่งสารอย่างแรงกล้า เนื่องจากมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าด้วยสื่อหลากหลายรูปแบบ อาทิ คลิปเหตุการณ์เคลื่อนไหว ภาพถ่ายจากสนาม เสียง และการพาดหัวอธิบายเรื่องราว หรือการบรรยายประกอบทั้งหลาย   ดังนั้นสื่อเหล่านั้นจึงกระตุกเร้าคนจำนวนมากให้มีอารมณ์ร่วมกับเรื่องราวที่บอกเล่า (Dramatization) โดยอาจขาดสติยั้งคิดเรื่องข้อเท็จจริง เหตุผล หลักการ หรือสูญเสียความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ไป   กลายเป็นการกระตุ้นเร้าให้เกิดความรู้สึกรุนแรง (Passion) เรื่อยไปจนเกิดการแสดงออกอย่างรุนแรงและเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์ผู้อื่นแบบ ผู้เผยแผ่ความเกลียดชัง (Hate Spreaders)  

อย่างไรก็ดี อารมณ์และความรู้สึก เป็นสิ่งที่ติดตัวมนุษย์ไม่อาจขจัดหรือทำลาย หรือห้ามมิให้มนุษย์เกิดอารมณ์ได้   ทางออกของ ภาวะ Dramatization แบบไร้สติ จึงมิใช่การปฏิเสธการใช้อารมณ์    แต่ต้องปอกเปลือก Dramatize ของผู้ที่เผยแพร่ความเกลียดชัง และโฆษณาชวนเชื่อของรัฐและฝ่ายความมั่นคงเพื่อให้เห็น "ความจริงที่ถูกกลบซ่อน" ไว้ ให้เหตุผลที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขข้อเท็จจริง   และฝึกการนำเสนอบอกเล่าประสบการณ์จริงของเหยื่อให้มวลชนเข้าถึงง่าย และเข้าใจได้ ผ่านการเล่าเรื่องที่กระตุกอารมณ์ความรู้สึกด้วยกระบวนการ Dramatization แทน   ดังที่กลุ่มขบวนการภาคประชาชนรุ่นใหม่พยายามทำผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ และการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์  

นอกจากนี้การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรจากทุกหน่วยงานองค์กรที่นำทรัพยากรส่วนกลางไปใช้ ก็มีความสำคัญยิ่ง การปฏิเสธและปล่อยให้ฝ่ายรัฐและฝ่ายความมั่นคง ยึดครองทรัพยากรในการสื่อสาร ก็เท่ากับปล่อยให้อาวุธอยู่กับคนอื่น ซึ่งเป็นการสูญเสียโอกาสและความเป็นไปได้ที่จำนำเสนอปัญหาของกลุ่มให้มวลชนรับรู้ และเข้าใจเป็นวงกว้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมเพื่อการเปลี่ยนแปลง   การวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่าทอ และไม่เข้าแย่งทรัพยากรในการสื่อสาร อาจจะไม่เพียงพออีกต่อไป   และวิธีในการแย่งชิงก็ไม่จำเป็นต้องแตกหักแต่สามารถซึมลึกเข้าไปยึดครองและเปลี่ยนสัดส่วนเนื้อหาไปเรื่อยๆก็ได้ ตราบใดที่ยังมีความเชื่อมั่นว่ามนุษย์เปลี่ยนความคิด อารมณ์และความรู้สึกได้   แต่ถ้าหากคิดว่าคนอื่นไร้สติปัญญาเสียแต่ต้นและป่วยการที่จะเปลี่ยน ก็เท่ากับปล่อยให้รัฐและฝ่ายความมั่นคงยึดครองจิตใจมวลชนต่อไปอย่างต่อเนื่องโดยจะมีคนรุ่นถัดๆไปที่คิดไปแนวเดียวกับรัฐและฝ่ายความมั่นคง

 

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นิรโทษกรรมแบบณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ กับละครลิงหลอกเจ้า

Posted: 25 Aug 2013 09:50 AM PDT

ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมของนายวรชัย  เหมะ ได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งด้วยคะแนนเสียง 300 ต่อ 125 งดออกเสียง 14 ไม่ออกเสียง 2 เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา มีการตั้งคณะกรรมาธิการ 35 คน เพื่อไปลงมติวาระสอง และสามก่อนไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภาภายใน 60 วัน ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ทำการคัดค้านทุกรูปแบบทั้งในสภาและนอกสภา โดยอ้างว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้กระทำความผิดอาญาในคดีเผาบ้านเผาเมือง และคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมทั้งเป็นการลบล้างความผิดให้กับทักษิณ  ชินวัตร ในขณะที่นายณัฐวุฒิ  ไสสเกื้อ ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ว่าร่าง พรบ.นิรโทษกรรมไม่รวมถึงผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

1. ต้านนิรโทษกรรมประชาชนเพื่อใคร ?
แต่ไหน แต่ไรมานั้นพรรคประชาธิปัตย์อาศัยสถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทำลายผู้อื่น และใช้เป็นวิธีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือไม่ก็ทำตัวเป็นมือ เป็นตีนให้กับเผด็จการทหารเพื่อจะได้เป็นรัฐบาลส้มหล่นอยู่เสมอ

นี่คือพรรคประชาธิปัตย์ที่อ้างนักหนาว่าเทิดทูนประชาธิปไตย และประชาชนต้องมาก่อน แต่ในความเป็นจริงไม่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาก่อนเลยในรอบ 60 ปีที่ผ่านมา ในบางสถานการณ์ยังสร้างเงื่อนไขไปสู่การรัฐประหารเสียเอง แม้ได้เป็นรัฐบาลก็มักเอื้อประโยชน์ให้กับเผด็จการทหาร ดังเช่น รัฐบาลนายควง  อภัยวงศ์  ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ก่อการรัฐประหารในปี่ 2488  และ ปี 2490 สมัยนายชวน  หลีกภัย เป็นพรรคร่วมรัฐบาลพลเอกเปรม  ติณสูลานนท์ ก็เคยนิรโทษกรรมให้กับการรับประหารของกลุ่มยังเตริก หรือล่าสุดในยุคของนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ ยังสนับสนุนรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมาตรา 390 ได้นิรโทษกรรมให้กับคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ดังนั้นการที่พรรคประชาธิปัตย์ทำการต่อต้านการนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่กระทำความผิดอันเนื่องมาจากการชุมนุม และความขัดแย้งทางการเมือง จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงจุดยืนได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นรักษาผลประโยชน์ให้กับเผด็จการอย่างไม่ลืมหูลืมตาเลยทีเดียว

2.กลยุทธตีปลาหน้าไซสู่เป้าหมาย

อันที่จริงพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2533 เป็นผู้กระทำความรุนแรงต่อประชาชนทั้งการเข่นฆ่าอย่างป่าเถื่อน การอาศัยสถาบันกษัตรย์ให้ร้ายป้ายสีดำเนินคดีตามมาตรา 112 อย่างไม่เป็นธรรม ในจณะที่กระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมาเป็นที่ประจักษ์ชัดถึงปัญหาสองมาตรฐาน ไม่อาจเป็นหลักประกันความยุติธรรมได้ มีผู้ถูกกล่าวหาหลายคนถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวตามกฎหมาย รวมทั้งถูกบังคับให้ต้องรับสารภาพแทนการต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดในเมื่อพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่มีความชอบธรรมในการเป็นกรรมาธิการแปรญัตติ พรบ.นิรโทษกรรม โดยเนื้อแท้แล้วการต่อต้านนิรโทษกรรมหัวชนฝาของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะไม่ให้รวมถึงผู้ต้องขังตามมาตรา 112 จึงเป็นเกมการเมืองสกปรกที่มีวาระซ่อนเร้นหวังผลเป็นการตีปลาหน้าไซ และตีวัวกระทบคราดอย่างชาญฉลาดด้วยเล่ห์เพทุบายเยี่ยงสุนัขจิ้งจอก

3.ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

การกระทำความผิดอาญาด้วยเหตุแรงจูงใจทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรทั่วไป จำนวนมากเป็นเพียงแพะรับบาปตามความถนัดแบบไทย ๆ หรืออาจเกิดจากการที่ศาลตีความกฎหมายเกินขอบเขต กระทั่งไปจำกัดสิทธิตามกระบวนการยุติธรรม ในกรณีความผิดตามมาตรา 112 เสียเอง ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกประณามรัฐบาลไทย และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองเหล่านี้ ทั้งหมดจึงควรได้รับการนิรโทษกรรมเป็นอันดับแรก การจำกัดสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติย่อมขัดกับหลักนิติธรรม

หากพิจารณาจากโทษผู้กระทำความผิดในมาตรา 112 มีโทษระหว่าง 3 – 15 ปี ส่วนใหญ่ศาลตัดสินให้มีโทษหนึ่งกรรมไม่เกิน 5 ปี แต่ถ้าเป็นความผิดกรณีเผา หรือทำลายสถานที่ราชการ หรือเอกชน หรือมีอาวุธปืน วัตถุระเบิด มีโทษสูงระหว่าง 20 – 30 ปี  หรือการก่อการร้ายยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบิน โทษสูงสุดถึงจำคุกตลอดชีวิต การนิรโทษกรรมที่ไม่รวมคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีโทษน้อยกว่า และเป็นเพียงความผิดจากการแสดงความคิดเห็น จึงปราศจากเหตุผล และความชอบธรรมในแง่หลักนิติธรรม และความเสมอภาคโดยสิ้นเชิง

หากพรรคเพื่อไทยจะตอบสนองตามความต้องการของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะไม่รวมคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สุดท้ายพรรคเพื่อไทยก็จะถูกตำหนิติเตียน อีกทั้งยังมีนักโทษการเมืองดรงอยู่อีกต่อไป หากเป็นเช่นนี้ย่อมหนีไม่พ้นจะถูกพรรคประชาธิปัตย์โจมตีว่าเป็นพรรคการเมือง เผาบ้าน เผาเมือง เพราะการเมืองแบบไทย ๆ ไร้ซึ่งจริยธรรม และพร้อมที่จะระยำสุนัขกันได้ตลอดเวลา นอกจากนี้อาจตอกลิ่มให้คนเสื้อแดงแตกแยกกันเอง เท่ากับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

แต่ถ้าพวก Hyper - Royalist และพวกค้านหัวชนฝาทั้งหลาย อาจจะยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้อีกก็ขอให้ไปอ่านพระราชดำรัสของในหลวงเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ทรงตรัสไว้ว่า "ที่จริงพระมหากษัตริย์ไม่เคยบอกให้เข้าคุกตั้งแต่สมัยรัชการก่อน ๆ เป็นกบฏยังไม่เคยจับใส่คุก ไม่ลงโทษ รัชการที่ 6 ท่านไม่ลงโทษ ไม่ลงโทษผู้ที่เป็นกบฏ มาจนกระทั่งถึงต่อมารัชกาลที่ 9 นี่ ใครเป็นกบฏ ซึ่งไม่เคยมี แท้ ๆ ที่จริงก็ทำ ทำแบบเดียว ไม่ให้เข้าคุกให้ปล่อย หรือถ้าเข้าคุกแล้วก็ให้ปล่อย ถ้าไม่เข้าคุกก็ไม่ฟ้อง เพราะว่าเดือดร้อนผู้ที่ถูกด่าเป็นคนเดือดร้อน อย่างที่คนที่ละเมิดพระมหากษัตริย์นั่นแล้วก็ถูกทำโทษ ไม่ใช่คนนั้นเดือนร้อน พระมหากษัตริย์เดือดร้อนนี่ก็แปลก คราวนี้นักกฎหมายก็ชอบให้ฟ้อง ให้จับเข้าคุก อันนี้นักกฎหมายก็สอน สอนนายกบอกว่าต้องฟ้อง ต้องลงโทษ นี่ก็ขอสอนนายกว่าใครบอกให้ลงโทษ อย่าลงโทษเขา ลงโทษไม่ดี ลงท้ายไม่ใช่นายกเดือดร้อน แต่พระมหากษัตริย์เดือดร้อน"

การกระทำความผิดด้วยเหตุมาจากแรงจูงใจทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรทั่วไป จำนวนมากเป็นเพียงแพะรับบาปตามแบบฉบับไทย ๆ หรืออาจเกิดจากศาลตีความกฎหมายเกิดขอบเขตไปจำกัดสิทธิเสรีภาพในกระบวนการยุติธรรมในกรณีมาตรา 112 เสียเอง จนทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลกประนามประเทศไทย และเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองให้หมดไป

การดำรงอยู่ของนักโทษการเมืองตามมาตรา 112 ไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยฉันใด การออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยไม่รวมเอาความผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อสถาบันกษัตริย์ฉันนั้น   อีกทั้งยังทำให้การนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่มีคุณค่าความหมายต่อระบอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย

การนิรโทษกรรมที่ไม่รวมความผิดตามมาตรา 112 จึงขัดแย้งกับคำพูดของ นายวรชัย  เหมะ ที่ประกาศอย่างหนักแน่นว่าต้องการช่วยเหลือประชาชนที่ติดคุกให้หมดไป ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของคนเสื้อแดงที่ประกาศเป็นกฏิญาณร่วมกันที่โบนันซ่าเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2555 ปรากฏการณ์แบบนี้ไม่ต่างอะไรจากละครลิงหลอกเจ้า

ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มคนเสื้อเหลือง ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล และยึดสนามบิน ได้รับการประกันตัว และการดำเนินคดีที่ยืดเยื้อยาวนาน ด้วยความเมตตาจากศาล นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่นิรโทษกรรมครอบคลุมถึงพวกเขา ส่วนคนเสื้อแดงติดคุกติดตะรางกันจนชีวิตวอดวายไปหลายคนแล้ว

การอภิปรายของนายณัฐวุฒิ  ไสยเกื้อ ในกรณีนิรโทษกรรมไม่รวมมาตรา 112 นั้น อาจตีความด้วยนัยยะหลายประการ กล่าวคือ หนึ่ง...นายณัฐวุฒิ ไร้เดียงสา ไม่เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของพรรคประชาธิปัตย์  สอง...นายณัฐวุฒิ กำลังประจบสอพลอ เพราะได้เป็นอำมาตย์แล้ว  สาม...นายณัฐวุฒิ ไม่เข้าใจแก่นสารการนิรโทษกรรม เพราะไม่มีเวลาศึกษาการนิรโทษกรรมในอดีต  สี่...นายณัฐวุฒิ แกล้งโง่ เพื่อให้การอภิปรายในวันที่ 8 สิงหาคม 2556 ยุติโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามขอให้ตระหนักกันว่า ไม่ว่าจะเป็นคดีเผาบ้าน เผาเมือง หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการต่อต้านการรัฐประหาร ด้วยความรักชาติ รักประชาธิปไตย การนิรโทษกรรมจึงต้องไม่มีข้อยกเว้นที่เป็นการเลือกปฏิบัติ หรือกีดกันใด ๆ ทั้งสิ้น ความสงบสันติสุข และการปรองดองจะเกิดขึ้นอย่างแท้จริง

 

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "มติประชาธิปไตย"

Posted: 25 Aug 2013 04:56 AM PDT

ไทยขื่นขัน อันหาที่สิ้นสุดมิได้ "มติประชาธิปไตย"

หมอวิทิตยื่นเอกสารเพิ่มฟ้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง

Posted: 25 Aug 2013 01:57 AM PDT

25 ส.ค. 56 - หมอวิทิตพร้อมทนายความและกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ได้ฤกษ์เตรียมเดินทางไปศาลปกครองเช้าวันที่ 26 สค. 2556 ยื่นเอกสารคำชี้แจงเพิ่มเติมขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองให้ยกเลิกมติ ครม.ที่ให้เลิกจ้าง โต้มติบอร์ดองค์การเภสัชกรรมทุกประเด็น แจงศาลจากข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า

1.คำสั่งปลดหมอวิทิต จาก ผอ.อภ.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2.การให้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไป จะทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาทั้งแก่ผู้ฟ้องคดี ประเทศชาติ ประชาชน และองค์การเภสัชกรรม               

3.การทุเลาการบังคับคดีตามคำสั่งดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานขององค์การเภสัชกรรมและจะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตขององค์การเภสัชกรรม

คดีนี้หมอวิทิตได้ยื่นฟ้อง ครม. และ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม ต่อศาลปกครอง เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 ตามคดีหมายเลขดำที่ 1421/2556 และ องค์การเภสัชกรรม ได้ยื่นเอกสารชี้แจงตามคำสั่งศาลปกครองเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลเพื่อออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครองและบรรเทาทุกข์ชั่วคราว

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล อดีต ผอ.องค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า จำเป็นต้องยื่นฟ้องเพื่อขอความยุติธรรมจากศาลปกครอง และเพื่อปกป้องความมั่นคงของระบบยาของประเทศ ไม่ให้ถูกครอบงำโดยผู้อำนาจที่มีเจตนาเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจยาข้ามชาติและธุรกิจเอกชน รวมทั้งปกป้องการแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองจากองค์การเภสัชกรรมที่เป็นรัฐวิสากิจมูลค่าขายปีละหมื่นกว่าล้านบาท  "การบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือขององค์การเภสัชกรรม และสร้างความวุ่นวายในการบริหารงานภายใน เป็นเวลาต่อเนื่องกว่าครึ่งปีที่ผ่านมาของผู้มีอำนาจทางการเมืองและอดีตข้าราชการเกษียณที่ขายวิญญาณพร้อมทำตามใบสั่งโดยไม่คำนึงถึงผลเสียหายที่จะกระทบต่อผู้ป่วย และต่อระบบยาของประเทศ กำลังส่งผลทำให้โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนที่เป็นความมั่นคงของประเทศหยุดชะงัก ทำให้ยอดขายโดยรวมขององค์การเภสัชกรรมปีนี้และปีหน้ามีแนวโน้มถดถอย วัคซีนที่มีความจำเป็นในการป้องกันโรคของเด็กและประชาชนกลุ่มอายุต่างๆ รวมทั้งยาที่สำคัญที่องค์การเภสัชกรรมจัดหาให้กับ สปสช. เริ่มมีปัญหาการจัดหา มีความเสี่ยงกับการขาดแคลน โดยเฉพาะยาละลายลิ่มเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจหลายหมื่นคน กำลังมีความเสี่ยงขาดแคลน โดยไม่มีผู้บริหารคนใดกล้าตัดสินใจดำเนินการ เพราะมีไอ้โม้งที่มีอำนาจทางการเมืองคอยสั่งการกำกับสั่งการอยู่ข้างหลัง" อดีต ผอ.องค์การเภสัชกรรมเปิดเผยด้วยความเป็นห่วงระบบยาของประเทศ

แหล่งข่าวจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การเภสัชกรรม  เปิดเผยว่าขณะนี้องค์การเภสัชกรรม  กำลังถูกฝูงเหลือบเข้าแสวงหาประโยชน์ มีการเสนอแต่งตั้ง ผอ.คนใหม่ที่ไม่เคยมีผลงานด้านบริหารโดดเด่น เติบโตมาจากจังหวัดสระแก้ว คนในกระทรวงเรียกมิสเตอร์เยส "เร็วๆนี้มีการแต่งตั้งผู้ใกล้ชิดนักการเมืองหลายคนเป็นบอร์ดองค์การเภสัชกรรม เพิ่มเติม และ เมื่อวันที่ 29 กค. 2556 ที่เพิ่งผ่านมา บอร์ดองค์การเภสัชกรรม  ก็เพิ่งมีมติเพิ่มค่าตอบแทนและเบี้ยประชุมให้พวกตนเองมากขึ้นเป็นสามเท่าตัว ตั้งเป้าให้ทุกคนได้อย่างน้อยคนละสามหมื่นบาทต่อเดือน โดยอ้างว่ามติ ครม.เปิดช่องให้ทำได้ สร้างความไม่พอใจให้กับ จนท.องค์การเภสัชกรรม  อย่างมาก" แหล่งข่าวกล่าว

ด้านกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ นำโดย นส.สุรีรัตน์ ตรีมรรคา กล่าวว่าทางกลุ่มกำลังจับตาบทบาทองค์การเภสัชกรรม  ที่กำลังเปลี่ยนไปภายในการสั่งการของผู้มีอำนาจทางการเมืองว่าจะทำให้ระบบยาของประเทศรวมทั้งการจัดหายาละลายลิ่มเลือด ยาโรคเอดส์ และยามะเร็ง ราคาต่ำที่องค์การเภสัชกรรม  เคยดำเนินการภายใต้มาตรการบังคับสิทธิโดยรัฐหรือที่เรียกว่า CL จะถูกยกเลิกด้วยการลดบทบาทความเข้มแข็งขององค์การเภสัชกรรมลง "ได้ข่าวว่ายาละลายลิ่มเลือดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจกำลังถูกไอ้โม้งกำกับให้ขาดตลาด เพื่อให้องค์การเภสัชกรรม  ต้องกลับไปจัดหายาราคาสูงเท่ากับก่อนทำ CL ทำให้ สปสช. ต้องเพิ่มงบประมาณอีกปีละหลายร้อยล้านบาท และบริษัทยาเอกชนได้ประโยชน์"  นส.สุรีรัตน์ กล่าวต่อว่าเช้าวันที่ 26 ทางกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพจะไปร่วมให้กำลังใจหมอวิทิต ที่ศาลปกครอง และตอนบ่ายจะแถลงข่าวถึงปัญหาความถดถอยของระบบหลักประกันสุขภาพและการปฏิรูปกระทรวงสาธารณสุข ในยุคสมัยที่มี นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นรัฐมนตรี
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การให้อภัยที่ไม่สิ้นสุด ฮารีรายอจากใจในเรือนจำคดีไฟใต้

Posted: 25 Aug 2013 01:47 AM PDT

การให้อภัยที่ไม่สิ้นสุด ฮารีรายอของผู้ต้องขังคดีไฟใต้ สิ่งที่ฉันเห็น คือภาพความเคลื่อนไหวแห่งสายใยผูกพัน คงมีไม่กี่ครั้งที่พวกผู้ชายสวมเสื้อที่มีหมายเลขกำกับอยู่ด้านหลังได้ทำหน้าที่นี้ มันช่างน่าเศร้าเหลือเกิน



"Ma-af Zahir dan Batin"

ประโยคสั้นๆ แต่กินใจนี้ มักถูกเอ่ยขึ้นซ้ำไปซ้ำมา ต่อคู่สนทนา ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหน้าไหนหรือต่อหน้าใครๆทุกคนที่พบพานในช่วงวันนั้น ช่วงวันรายอ อันเป็นเทศกาลแห่งการให้อภัยซึ่งกันและกัน

หากแต่จะยิ่งลึกซึ้งกินใจไปถึงก้นบึ้ง สำหรับคนที่ย้อนนึกถึงความหลังอันโหดร้ายที่มีต่อคู่ปราศรัยที่อยู่ต่อหน้าหรือเพียงแค่สนทนาผ่านคลื่นอากาศ ทั้งร้ายลึก ร้ายเล็กๆ หรือแม้แต่ความร้ายกาจที่ซ่อนเร้น ที่ยังไม่เห็นเป็นการกระทำ

เพราะเป็นประโยคที่ความหมาย "ขออภัยทั้งต่อหน้าและลับหลัง" หรือ "ทั้งเปิดเผยและปกปิด" หรือ "ทั้งภายนอกและภายใน" แล้วแต่ใครจะสาธยาย แต่ล้วนอธิบายได้ด้วยอากัปกิริยาโอบกอด สัมผัสมือหรือแค่ปากเปล่า

นั่นเป็นวิถีปกติของมวลประชาชาติมุสลิม เมื่อถึงคราวฮารีรายอ ที่มีเพียง 2 ครั้งต่อปีตามปฏิทินอิสลาม คือ อีดิ้ลฟิตตรี หรือวันฉลองสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน อย่างที่เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน กับอีดิ้ลอัฎฮาที่จะถึงในอีกไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้า

แล้วคนที่มีวิถีชีวิตที่ไม่ปกติเหมือนคนอื่น วันรายอของพวกเขาจะเป็นอย่างไร อย่างผู้ต้องขังคดีความมั่นคง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวของกับเหตุรุนแรงต่างๆนาๆ ในชายแดนใต้

สิ่งที่ฉันเห็น เมื่อครั้งกลุ่มด้วยใจนำจัด "กิจกรรมสานสัมพันธ์วันอีดิ้ลฟิตตรี" ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ภายในเรือนจำกลางสงขลา คงเหมือนภาพชินตาที่เห็นเป็นปกติ ที่มีพ่อแม่ลูกหรือคนในครอบครัวได้ตั้งวงพูดคุยสนทนา รับประทานอาหารร่วมกัน ถ้าไม่ใช่ที่นี่

สิ่งที่ฉันเห็น บรรดาญาติได้ร่วมทำกิจกรรมกับผู้ต้องขัง ได้ร้องเพลงอนาซีด ได้ฟังการอ่านคัมภีร์อัล-กรุอ่านจากผู้ต้องขัง ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่จะมีอีก ที่สามารถเข้าเยี่ยมได้อย่างใกล้ชิดอย่างนี้ มันช่างเป็นโอกาสพิเศษเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น บรรดาญาติผู้ต้องขังจากจังหวัดสงขลาและนราธิวาส 46 ครอบครัว ครอบครัวละ 3คน ได้พบญาติที่เป็นผู้ต้องขังคดีความมั่นคง 52 คน มันช่างอบอุ่นเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น กิจกรรมบนเวทีทั้งหมด พวกเขาเป็นคนดำเนินการเองและจัดแสดงเอง ถึงแม้ว่าฉันอาจจะฟังเนื้อเพลงภาษามลายูไม่เป็นสักเท่าไร แต่ก็รับรู้ได้ถึงความตั้งใจที่พวกเขาจะสื่อออกมา "ขอให้อดทน เพราะมันเป็นแค่บททดสอบจากพระผู้เป็นเจ้า" มันช่างปลอบใจได้ดีเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น คือภาพความเคลื่อนไหวแห่งสายใยผูกพัน พ่อกล่อมลูกน้อยที่งอแงเพราะง่วงนอน แม่นั่งนวดขาลูกชาย สามีโอบกอดภรรยา สามีบรรจงจูบหน้าผากภรรยา ลูกชายโผเข้ากอดแม่ น้องสาวฝึกเขียนมลายูกับพี่ชาย มันช่างเป็นภาพที่ประทับใจเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น (และฉันคิด) คงมีไม่กี่ครั้งที่พวกผู้ชายสวมเสื้อที่มีหมายเลขกำกับอยู่ด้านหลังได้ทำหน้าที่นี้ มันช่างน่าเศร้าเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น พวกเขายิ้มได้ หัวเราะเฮฮาดังๆ ทั้งที่พวกเขาอยู่ในโลกหนึ่งที่จำกัดสิทธิเสรีภาพบางอย่างไว้ มันช่างเป็นอะไรที่ขัดแย้งกับภาพในความรับรู้ของคนทั่วไปอย่างฉันเสียเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น ผู้ต้องขังคดีความมั่นคงคนหนึ่งที่ไม่สามารถเดินเหินได้อย่างคนปกติ ต้องนั่งรถเข็ญอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นผลมาจากอาการบาดเจ็บที่ท้ายทอยอันเนื่องมาจากถูกยิงระหว่างถูกจับกุม ระบายความรู้สึกด้วยน้ำเสียงนุ่มลึกแต่สีหน้ายิ้มแย้ม

"ผมต้องการย้ายไปอยู่ที่เรือนจำปัตตานีเพราะใกล้บ้าน และอีกอย่างเพื่อนนักโทษมุสลิมแดน 6 ด้วยกันที่ช่วยดูแลผมจะพ้นโทษปีหน้าแล้ว" มันช่างน่ากังวลใจแทนเขาเหลือเกิน

"ผมยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษตั้งแต่ปี 2548 แต่รู้สึกว่าจนวันนี้ก็ยังไม่ทราบความคืบหน้า พ่อผมจึงก็ขอความช่วยเหลือไปทางศอ.บต.อีกทางหนึ่ง เพื่อดำเนินการเรื่องนี้"

สิ่งที่ฉันเห็น คำว่า ขออภัยและให้อภัยสำคัญเสมอ... แม้กระทั่งกับความผิดทางกฎหมาย และความผิดต่อพระผู้เป็นเจ้า ดังที่พระองค์ทรงครองชื่อ "ผู้ทรงให้อภัย"

สิ่งที่ฉันเห็น หลังจากฟังเสียงร้องเพลงจากกลุ่มผู้ต้องขังแล้ว จึงให้ทุกคนแนะนำตัวจนกระทั่งคนสุดท้าย จากนั้นจึงปล่อยให้ทุกคนได้สนทนายปราศรัยกันเองตามอัธยาศัย และรับประทานอาหารร่วมกัน บรรยากาศช่างเป็นกันเองเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น บางคนบอกว่า ไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้มานานหลายปีนับแต่ถูกจำขัง แต่ทว่าเวลาก็ไม่คอยท่า เมื่อเจ้าหน้าที่ประกาศว่า กิจกรรมทุกอย่างต้องให้เสร็จสิ้นในอีกสิบนาที ทำไมบรรยากาศเช่นนี้มันช่างผ่านอย่างรวดเร็วเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น คือต้องจากลา ทุกฝ่ามือยื่นสัมผัสให้สลาม อวยพร โอบกอด พร้อมเสียงสะอื้น นัยน์ตาบางคู่เริ่มมีน้ำตาซึม มันช่างเป็นภาพน่าซึ้งใจเหลือเกิน

สิ่งที่ฉันเห็น (และเข้าใจดี) ฉันไม่สามารถเก็บภาพบรรยากาศ บันทึกรูป รส แม้กระทั่งกลิ่นเสียงในเขตแดนนี้ได้ มันช่างน่าเสียดายเหลือเกิน ฉันขออภัย สิ่งฉันทำได้คือเก็บความทรงจำนี้ไว้ แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ

สิ่งที่ฉันเห็น ทุกคนเปล่งเสียงวาจาฝากความสันติสุขถึงคนที่อยู่ข้างนอกนั้นด้วย เป็นสิ่งเดียวที่ฉันรับฝากไว้ได้ เป็นอามานะห์หรือความรับผิดชอบที่ฉันต้องนำส่งถึงทุกคน เท่าที่สามารถทำได้ไม่สิ้นสุด

และทุกความผิดพลาดใดๆ ฉันต้องขออภัยทุกคนดั่งเช่นที่พวกเขาขออภัยจากพวกเรา และเราจะให้อภัยซึ่งกันและกัน

"Ma-af Zahir dan Batin"
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไฟใต้เริ่มกลับมาแรง วันเดียว 5 เหตุ เจ็บ 11 ชาวบ้านตาย 5

Posted: 25 Aug 2013 01:41 AM PDT



เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2556 เกิดเหตุไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 5 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตถึง 5 คน ทังหมดเป็นชาวบ้าน และมีผู้บาดเจ็บรวม 11 คนซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเพียง 4 คน นับว่าสถานการณ์เริ่มแรงมากขึ้นและมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นนับตั้งแต่หลังเดือนรอมฎอนเป็นต้นมา

โดยเวลา 8.50 น. คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงราษฎร ใส่ร้านชาในหมู่บ้านแอแกง หมู่ที่ 5 ต.เกะรอ อ.รามัน จ.ยะลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย ชื่อ 1.นายฮารง ตายา 2.นายชาลี สามะโต 3.นายต่วนโช๊ะ วาบา และได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นายยะยา วาเยะ

เหตุเกิดขณะทั้ง 3 คน กำลังดื่มน้ำชาที่ร้านหน้ามัสยิดในหมู่บ้าน โดยมีคนร้ายประมาณ 7-8 คน แต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ อ.ส. ขับรถยนต์กระบะมาจอดหน้าร้านและใช้อาวุธสงครามยิงหลายนัดหลังจากเกิดเหตุคนร้ายได้นำอาวุธของผู้ที่เสียชีวิตจำนวน 3 กระบอกไปด้วย จากการตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืน M 16 จำนวน 16 ปลอกตกอยู่ในที่เกิดเหตุ

เวลา 18.00 น. คนร้ายขับรถยนต์กระบะใช้อาวุธปืนสงครามยิงราษฎร เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย คือ นายอับดุลเลาะ บินมามะ อายุ 33 ปี และนางสาวรอกีเยาะ สะราวอ อายุ 31 ปี อยู่บ้านกูวิง หมู่ที่ 3 ต.ไทรทอง อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน

เหตุเกิดขณะทั้งสองขับรถกระบะมาจากส่งบุตรสาวที่ปอเนาะลาลอวิทยา อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยคนร้ายขับรถกระบะขับแซงแล้วใช้อาวุธปืนสงครามยิงใส่ ทำให้รถกระบะของนายอับดุลเลาะเสียหลักพุ่งชนท้ายรถกระบะที่จอดอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้าม จากนั้นคนร้ายได้จอดรถก่อนลงไปยิงซ้ำจนทั้งสองเสียชีวิต

เวลา 18.40 น. เกิดเหตุระเบิดบริเวณทางแยกเข้าโรงเรียนบุญญลาภนฤมิตร ถ.ประชาวิวัฒน์ ต.สุไหงโก-ลก อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 ราย คือ นายอันวาร์ อาแซ อายุ 19 ปี นายซอลีฮีน สุหลง อายุ  27 ปี นายมะสุกรี วารี อายุ 27 ปี นางสาวซำซียะห์ อุเซ อายุ 17 ปี ส.อ.พินิจ คมสันต์ อายุ 27 ปี พลทหารผจน ธิวาลัย อายุ 22 ปี พลทหารสิทธิชัย ลาจันทร์ อายุ 22 ปี พลทหารฉันฑิต วิลัยพรหม อายุ 22 ปี

เหตุเกิดขณะกำลังพล 4 นาย ขับขี่รถจักรยายนตร์กลับฐานหลังเสร็จจากเข้าเวรรักษาการณ์ประจำจุดตรวจในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลกผ่าน คนร้ายได้จุดชนวนระเบิดขึ้นจนทำให้ราษฎรที่สัญจรผ่านไปมาและเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ตรวจที่เกิดเหตุพบเป็นระเบิดแสวงเครื่องซุกซ่อนไว้ในถังขยะบริเวณทางแยกโรงเรียนบุญญลาภนฤมิตร

เวลา 02.00 น.คนร้ายยิงราษฎรได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ชื่อ 1.นายชาญวิทย์ บุญอนันต์ 2.นายพรเทพ บุญอนันต์ ทั้ง 2 อยู่บ้านเลขที่ 86/1 บ้านคลองแงะ หมู่ที่ 5 ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลา เหตุเกิดในสวนยางพาราบ้านหินลูกช้าง หมู่ที่ 3 ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา

เวลา 8.00 น.เกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงกล้องวงจรปิดบริเวณในพื้นที่ หมู่ที่ 1 กับ หมู่ที่ 4 ต.บ้านแหร อ.ธารโต จ.ยะลา ทำให้กล้องวงจรปิดได้รับความเสียหาย 8 ตัว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พีมูฟประณามผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุบตีเกษตรกรชาวสวนยาง-สวนปาล์ม

Posted: 25 Aug 2013 01:36 AM PDT



25 ส.ค. 56 - ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ออกแถลงการณ์ขอประณามผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุบตีเกษตรกรชาวสวนยาง สวนปาล์ม และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตที่ตกต่ำ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
 

แถลงการณ์ฉบับที่ 35
ขอประณามผู้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทุบตีเกษตรกรชาวสวนยาง สวนปาล์ม
และเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตที่ตกต่ำ


    
ตามที่ได้มีเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมัน ได้ทำการชุมนุมที่ถนนสายเอเชียขาขึ้น บริเวณแยกควนนางหงส์ อ.ชะอวด จ.นครศีธรรมราช เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคายางแผ่น เศษยาง (ขี้ยาง) และประกันราคาปาล์มน้ำมัน ที่กำลังตกต่ำอย่างมาก นั้น
    
การชุมนุมของพี่น้องชาวสวนยางและสวนปาล์ม เกิดขึ้นจากเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งได้มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไปแล้ว 4 ข้อ (รายละเอียดทราบแล้วนั้น) โดยในครั้งนั้นนายวิโรจน์ จิวะรังสรรค์ ผวจ.นครศรีธรรมราช ได้เข้าไปเจรจาและรับหนังสือของชาวสวนยาง และขอให้เปิดถนนซึ่งชาวบ้านได้ยินยอมสลายการชุมนุม และระบุว่าจะขอรับคำตอบในวันที่ 19 สิงหาคม 2556
    
19 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมาชาวสวนยางได้นัดรวมตัวกันที่ อ.จุฬาภรณ์ เพื่อฟังคำตอบแต่ไม่ได้รับคำตอบเป็นที่พึงพอใจจึงได้นำมาสู่การชุมนุมในครั้งนี้
    
ดังนั้นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องของเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์ม ได้เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากความล่าช้า และความไม่จริงใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคายางและปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำ และสุดท้ายได้นำมาสู่การเผชิญหน้า และการปะทะกันในครั้งนี้
    
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) มีความเห็นต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ดังนี้
    
1.) กลุ่มเกษตรกรสวนยาง และสวนปาล์ม ได้ยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลมานานแล้ว และเมื่อรัฐบาลไม่ยอมให้ความตอบใดเลย ก็เป็นความจำเป็นที่กลุ่มเกษตรกรเหล่านั้นต้องจัดการชุมนุม อันเป็นความชอบธรรมและเป็นสิทธิ์ที่ทำได้
    
2.) การแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เป็นหน้าที่หลักของรัฐบาลอยู่แล้ว รัฐบาลควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน ไม่ควรให้เป็นภาระของเกษตรกร ที่ทนไม่ไหว จนต้องออกมาชุมนุม
    
3.) ไม่มีความชอบธรรมอันใด ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช จะสามารถทุบตี และทำร้ายประชาชนได้
    
4.) การปฏิบัติต่อกลุ่มเกษตรกรผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่รัฐควรยึดถือหลักการสากล และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด (การใช้กระบองเป็นการปฏิบัติ ขั้นที่ 6) ซึ่งเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ และไม่เป็นไปตามขั้นตอนสากล
    
ต่อสถานการณ์ ดังกล่าว ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอเรียกร้องต่อรัฐบาล ดังนี้
    
1.) รัฐบาลต้องสั่งการโดยเร่งด่วน ให้ย้าย ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช และผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ออกจากพื้นที่ เพื่อลด ผ่อนคลายความตรึงเครียด
    
2.) รัฐบาลต้องเร่งเปิดการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ กับตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อหาข้อยุติในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน
    
3.) รัฐบาล ต้องตั้งกรรมการสอบสวน นำตัวผู้เกี่ยวข้องในการทำร้ายกลุ่มเกษตรกรผู้ชุมนุมมาลงโทษ เพื่อสร้างบรรทัดฐาน ที่ดี เป็นสากลของสังคมไทย
    
ทั้งนี้ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง อย่างสันติ และยุติธรรม

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)
25 สิงหาคม 2556
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สปสช.ศึกษาแนวทางญี่ปุ่นปรับการจ่ายชดเชยค่ารักษา

Posted: 25 Aug 2013 01:26 AM PDT

สปสช.ศึกษาระบบการจ่ายตามรายการของญี่ปุ่น หวังประยุกต์ใช้จ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเงินการคลังด้านสุขภาพของประเทศ หลังพบสถานการณ์ไทยตามรอยญี่ปุ่น ทั้งการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ แนวโน้มของโรคเปลี่ยนไป



25 ส.ค.56 - นายแพทย์วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ได้ร่วมกับองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency - JICA) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การพัฒนารูปแบบการจ่ายชดเชยค่าบริการในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศญี่ปุ่น มาแลกเปลี่ยนการปรับปรุงระบบการจ่ายค่าบริการแบบ Fee Schedule ของญี่ปุ่น หรือการจ่ายตามรายการที่กำหนด เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย แม้ระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่นมีหลายระบบ แต่ระบบการเบิกจ่ายใช้การจ่ายตามรายการที่กำหนด(Fee schedule) ซึ่งการเบิกจ่ายควบคุมดูแลโดยรัฐ ทั้งมาตรฐาน เงื่อนไข และราคาเบิกจ่าย เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ใช้ทั้งหน่วยบริการรัฐและเอกชน มีการออกเป็นกฎหมาย และทบทวนรายการที่กำหนดทุกๆ 2 ปี ข้อดีของการจ่ายตามรายการที่กำหนด คือ มีการกำหนดรายการและอัตราค่าบริการล่วงหน้า ทำให้โรงพยาบาลและผู้มีสิทธิทราบและเป็นมาตรฐานเดียวกัน นอกจากนั้นยังสามารถกำกับการให้บริการที่มีคุณภาพมาตรฐานได้โดยสะดวก

นายแพทย์วินัย กล่าวว่า เหตุที่ระบบหลักประกันสุขภาพของญี่ปุ่นใช้วิธีการจ่ายตามรายการที่กำหนดนั้น เนื่องมาจาก ค่าใช้จ่ายโดยรวมด้านสุขภาพของประเทศญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่การจัดเก็บรายได้จากภาษีลดลง สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ขณะที่วัยแรงงานลดลง แนวโน้มของโรคที่พบเปลี่ยนไปจากเดิมจากโรคติดต่อเป็นโรคติดต่อไม่เรื้อรัง โรคที่ทำให้มีอัตราตายสูงในประเทศญี่ปุ่น คือ มะเร็ง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง โรงพยาบาลภาครัฐมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพและเป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายของรัฐ ดังนั้นญี่ปุ่นจึงเพิ่มประสิทธิภาพการเงินการคลังด้านสุขภาพของประเทศ โดยการกำหนดมาตรฐานบริการ เงื่อนไขบริการ และราคาเบิกจ่าย ในอัตราเดียวกันทั้งประเทศ ภายใต้ระบบจ่ายตามรายการที่กำหนดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการรพ.รัฐ และการดูแลผู้สูงอายุ โดยจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพระยะยาว (Long Term Care Insurance) ดูแลผู้สูงอายุ ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการขึ้นทะเบียน และคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย

"ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ด้านระบบสาธารณสุขของไทยในขณะนี้ที่มีระบบประกันสุขภาพมา 10 ปี เมื่อเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่มีระบบประกันสุขภาพมาแล้วกว่า 50 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ใช้งบประมาณด้านสุขภาพเป็นสัดส่วนที่สูง ดังนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อม ทั้งระบบการดูแล ชุดบริการ บุคลากร และการเงิน โดยยึดหลักการว่า งบประมาณต้องเพียงพอ หน่วยบริการอยู่ได้ ผู้ให้บริการมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม ท้องถิ่นมีส่วนร่วม ประชาชนเป็นเจ้าของระบบและได้รับบริการมีประสิทธิภาพตรงตามกลุ่มโรคและความจำเป็นจริงๆ เบื้องต้นคาดว่าจะนำมาให้บริการผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมไปถึงการบริการผู้ป่วยฉุกเฉิน 3 กองทุน ซึ่งมีการหารือกับโรงเรียนแพทย์ สนใจระบบดังกล่าว อาจนำร่องในร.พ.สงขลานครินทร์ ร.พ.ศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น"" เลขาธิการสปสช. กล่าว

ด้าน ศ.จอห์น เครกตัน แคมพ์แบล จากมหาวิทยาลัยโตเกียว และโครงการหุ้นส่วนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าญี่ปุ่นและธนาคารโลก กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นและไทย ที่มีผู้มีส่วนได้เสีย(Stakeholder) หลายแห่ง ซึ่งเป็นโอกาสดีในการนำปัญหามาช่วยกันแก้ไขผ่านประสบการณ์ของญี่ปุ่น ซึ่งไทยนั้นประสบความสำเร็จในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยใช้เวลาสั้นมาก การใช้ระบบเหมาจ่ายรายหัว(Capitation) เป็นวิธีที่ดี แต่เมื่อทำไประยะหนึ่งอาจต้องมองหาทางเลือกอื่น เพื่อปรับปรุงคุณภาพบริการ การเริ่มใช้ Fee schedule หรือการจ่ายตามรายการที่กำหนด โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ มีความเป็นไปได้ ซึ่งสุดท้ายเมื่อวิเคราะห์แล้ว บางอย่างอาจใช้ระบบการจ่ายตามรายการที่กำหนด บางอย่างเป็นระบบเหมาจ่ายรายหัวหรือใช้ร่วมกันก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ การจ่ายเงินชดเชยค่าบริการสาธารณสุขนั้นมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียต่างกัน เช่น

1. Fee for Services หรือจ่ายตามที่เรียกเก็บ ระบบนี้เป็นการจ่ายปลายเปิดเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดบริการขึ้นเท่าไรในปีนั้นๆ สวัสดิการข้าราชการใช้ระบบนี้ ซึ่งมีผลกระทบต่อการเงินการคลังสุขภาพอย่างมาก

2. DRGs หรือการจ่ายตามกลุ่มโรคและน้ำหนักของโรค ปัจจุบันสปสช.ใช้ระบบนี้กับการจ่ายแบบผู้ป่วยใน ขณะที่สปส.ใช้เฉพาะกลุ่มโรคร้ายแรง

3. Capitation หรือเหมาจ่ายรายหัว สปสช.ใช้กับบริการผู้ป่วยนอก สปส.ใช้ทั้งกลุ่มผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในบางรายการ

4. Fee Schedule เป็นการจ่ายตามรายการที่กำหนด คือกำหนดรายการและราคาที่จะจ่ายชดเชยให้ เช่น เย็บแผลจ่ายเข็มละ 50 บาท ฯลฯ

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเปิดตัวหนัง 'LOVE+ รักไม่ติดลบ'

Posted: 25 Aug 2013 01:21 AM PDT

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เปิดตัวหนัง  "LOVE+ รักไม่ติดลบ" หวังสร้างความเข้าใจกับสังคมเพื่อลดการตีตราผู้ติดเชื้อ ด้านเยาวชนย้ำ ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นได้

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2556 เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ จัดงานเปิดตัวภาพยนตร์ "LOVE+ รักไม่ติดลบ"  ขึ้น ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์        รัชโยธิน โดยในงานมีการเสวนา  "เบื้องหลังหนัง มีชีวิต(บวก)" ด้วย
        
นิว เยาวชนอาสาสมัครโครงการเด็กและเยาวชน หน่วยวิจัยเซิร์ซ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า เขาเรียนจบปริญญาตรีด้านการตลาด ตอนนี้ อายุ 22 ปีแล้ว สุขภาพแข็งแรงดี ส่วนการมีเชื้อเอชไอวีของตัวเองนั้น นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ที่ผ่านมายังไม่เคยบอกใคร

"สิ่งที่ยากลำบากมากของวัยรุ่นที่มีเชื้อ คือ เราไม่รู้ว่าเพื่อนหรือคนรอบข้างจะคิดยังไง ถ้าเขารู้ว่าเราเป็นผู้ติดเชื้อ เพื่อนยังจะคุย จะเล่น ไปเที่ยวกับเราเหมือนเดิมไหม แล้วถ้ามีแฟน แฟนจะรับเราได้ไหม ถ้าเข้าใจก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ารับไม่ได้ แล้วเลิกกันไป เราก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น อย่างหนังเรื่อง LOVE+ สะท้อนให้เห็นส่วนหนึ่งที่วัยรุ่นอย่างเรากำลังเผชิญอยู่ เรามั่นใจว่าเรามีชีวิตไม่ต่างจากคนอื่นๆ เรียนหนังสือ เรียนจบทำงาน บางคนก็มีแฟน เราเชื่อว่าเราอยู่ด้วยกันได้ แต่คนอื่นๆ จะยอมรับและอยู่ร่วมกับเราได้หรือเปล่า" เยาวชนอาสา กล่าว
    
นิว ให้ความเห็นว่า ทุกคนในสังคมมีส่วนช่วยให้เยาวชนที่มีเชื้อ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยขอให้เชื่อมั่นว่า คนที่มีเชื้อเอชไอวี ก็ใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนอื่นๆ และเอชไอวีไม่สามารถติดต่อจากการอยู่ร่วมกัน หรือแม้การมีเพศสัมพันธ์กับผู้มีเชื้อก็ไม่ทำให้ติดเชื้อ หากใส่ถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง

นางสุดรัก ละครพล  ผู้ประสานงานโครงการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า การทำงานกับเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากเอชไอวี/เอดส์มากว่า 10 ปี พบว่า สถานการณ์ปัญหาเปลี่ยนแปลงไปและซับซ้อนขึ้น เมื่อก่อนทำงานเพื่อให้เด็กได้รับการรักษา มีชีวิตรอด แต่ปัจจุบัน เด็กๆ ได้รับการดูแลรักษาที่มีมาตรฐาน และมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น พร้อมกับเติบโตเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น แล้วก็พบว่าเด็กหลายคนถูกตีตราหลายเรื่อง เช่น ถูกห้ามว่าไม่ควรมีคู่ เพราะเกรงว่าจะส่งต่อเชื้อเอชไอวีไปยังคู่ได้ โดยลืมไปว่า เมื่อทุกคนเข้าสู่วัยรุ่นย่อมมีความสนใจเรื่องเพศเป็นธรรมชาติตามวัย หรือเด็กบางคนไม่ได้รับการส่งเสริมด้านการเรียนอย่างเต็มที่ เพราะผู้ดูแลบางส่วนยังไม่เชื่อว่า เด็กเติบโตมีอนาคตได้

นางสุดรัก กล่าวว่า เขาได้ยินว่าที่ทำงาน หรือที่เรียนบางแห่ง ยังบังคับตรวจเลือด ซึ่งปัญหาที่ตามมาคือ เมื่อวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวี ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างจากวัยรุ่นคนอื่น เขาก็ไม่มั่นใจที่จะฝันหรือคิดถึงชีวิตในอนาคต ทั้งเรื่องชีวิตคู่ การเรียน การประกอบอาชีพ ทั้งที่จริงแล้ว เยาวชนเหล่านี้คือทรัพยากรที่สำคัญของประเทศเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

ด้านนายอภิวัฒน์  กวางแก้ว  ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า เขาตรวจเลือดและรู้ว่ามีเชื้อเอชไอวีเมื่ออายุ 21 ปี ซึ่งคาดว่าน่าจะได้รับเชื้อมาก่อนหน้านั้นแล้ว  

"ตอนนั้น คิดอย่างเดียวว่า ต้องตายแน่ๆ ชีวิตหมดหวังแล้ว เราไม่รู้เรื่องการรักษาเลย แต่ที่เครียดและกังวลกว่าคือจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างไร ญาติพี่น้องจะรับเราได้ไหม จะรังเกียจที่ต้องอยู่บ้านเดียวกันหรือไม่ มันเป็นความรู้สึกอึดอัดที่บอกไม่ถูก ตอนนั้น ด่านแรกที่ต้องผ่านให้ได้คือ ทำยังไงให้มีชีวิตอยู่ได้ก่อน ก็ต้องแสวงหาข้อมูล หาการรักษา จนเมื่อแข็งแรงดี ก็ค่อยๆ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นว่า เราอยู่ได้ พร้อมๆ กับครอบครัวก็เรียนรู้และเข้าใจไปด้วยกัน จนวันนี้ผ่านมาจะ 20 ปีแล้ว ตอนนี้เอชไอวีไม่ได้เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตของผมเลย ยืนยันว่าเอดส์รักษาได้จริงๆ ทั้งสิทธิบัตรทอง ประกันสังคมหรือข้าราชการ ก็ใช้สิทธิการรักษาได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย" นายอภิวัฒน์ กล่าว

ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำความเข้าใจกับสังคมเรื่องลดการตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรณรงค์ควบคู่ไปกับการทำความเข้าใจเรื่องการป้องกัน และเรื่องเอดส์รักษาได้ จึงจัดทำภาพยนตร์เรื่อง "LOVE+ รักไม่ติดลบ" ขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กโดยชุมชน (CHILDLIFE) และได้รับการสนับสนุนจากกองทุนโลก (Global Fund to Fight AIDS TB and Malaria) โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากวัยรุ่นที่มีเชื้อเอชไอวี 3 เรื่องราว ผลงานของผู้กำกับ 3 คน คือ กิตติพงษ์ สอาดดี, ปฏิภาณ บุณฑริก และเสรีย์ หล้าชนบท ซึ่งเป็นอาสาสมัครที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายฯ มาอย่างต่อเนื่อง โดยหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะช่วยให้สังคมเข้าใจและเป็นส่วนหนึ่งของการลดอคติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี
 
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สภาทนายความเสนอให้รัฐมีนโยบายในการแก้ไขปัญหาโรฮิงญา

Posted: 25 Aug 2013 01:14 AM PDT

กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ เสนอให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนเกือบ 2,000 คน  โดยระบุว่าที่ผ่านมาไม่มีนโยบายแก้ไขปัญหาทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข



ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน เมื่อวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2556 มีการเสวนาเรื่อง "โรฮิงญาในประเทศไทย ทางออกควรเป็นอย่างไร" ซึ่งนายสุรพงษ์  กองจันทึก กรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความ ได้ให้ความเห็นประกอบเอกสารเสนอแนะรัฐบาล 7 ข้อดังนี้

ข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาในประเทศไทย

1.รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กองทัพเรือ กองทัพบก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต้องไม่ผลักดันชาวโรฮิงญาอย่างผิดกฎหมาย  เนื่องจากขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ คือ การผลักดันไปสู่อันตรายหรือความตาย (Non Refoulement) และขัดต่อกฎหมายภายในประเทศ โดยต้องดำเนินการตามกฎหมายภายในประเทศอย่างเคร่งครัด และใช้มาตรา ๑๗ แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ให้ชาวโรฮิงญาอาศัยอยู่ชั่วคราวในประเทศไทย

2.รัฐบาลต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของชาวโรฮิงญาแต่ละคนโดยละเอียด เพื่อให้ได้ข้อมูลอันนำไปสู่การจำแนกและจัดการให้ถูกต้องตามหลักมนุษยธรรมและกฎหมาย

3.รัฐบาลต้องจัดหาสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นที่พักชั่วคราวให้แก่ชาวโรฮิงญา  โดยให้ครอบครัวอยู่ร่วมกัน มีอิสระ เสรีภาพพอสมควร มิใช่ในที่ต้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือสถานีตำรวจท้องที่

4.รัฐบาลต้องประสานงานกับรัฐบาลประเทศต้นทางและสถานทูตในประเทศไทย  ทั้งประเทศพม่าและประเทศบังคลาเทศในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้  ซึ่งที่ผ่านมาประเทศบังคลาเทศเคยรับชาวโรฮิงญากลับประเทศอย่างปลอดภัยมาแล้ว

5.รัฐบาลต้องประสานงานกับองค์กรระหว่างประเทศในการเข้ามาช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระของรัฐบาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งสามารถให้การดูแล ให้สถานะผู้ลี้ภัย และช่วยประสานงานในการกลับประเทศต้นทางหรือประเทศที่สามต่อไป

6.รัฐบาลต้องดำเนินการกับขบวนการนำพาและขบวนการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง ทั้งขบวนการนายหน้าในต่างประเทศและในประเทศไทย  รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่แสวงหาประโยชน์จากขบวนการเหล่านี้ด้วย

7.รัฐบาลต้องทำความเข้าใจและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและประชาชน ได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบและแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยมุสลิมที่พร้อมจะร่วมดูแลชาวโรฮิงญา
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผอ.กรุงเทพโพลล์เผยเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถดถอยในลักษณะชะลอตัวไม่ใช่หดตัว

Posted: 25 Aug 2013 01:08 AM PDT

25 ส.ค. 56 - นายกิตติศักดิ์  พรหมรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจที่มีการถกเถียงกันว่า "เศรษฐกิจปัจจุบันถดถอย หรือไม่ถดถอย" ซึ่งก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เศรษฐกิจถดถอยกับวิกฤติเศรษฐกิจเป็นคนละเรื่องกัน  แต่ถ้าหากเศรษฐกิจถดถอยกินเวลานานเราอาจมองเป็นวิกฤติเศรษฐกิจก็ว่าได้  การถดถอยทางเศรษฐกิจ(Recession) หรือเรียกภาษาชาวบ้านว่าเศรษฐกิจขาลง ส่วนด้านตรงข้ามของเศรษฐกิจช่วงนี้คือ เศรษฐกิจขยายตัว(Recovery) หรือเรียกว่าเศรษฐกิจขาขึ้น  ซึ่งภาวะเศรษฐกิจทั้งสองด้านนี้นักเศรษฐศาสตร์เรียกรวมว่าวัฎจักรเศรษฐกิจ(Economic Cycle)

ทีนี้มาดูผลสำรวจความคิดเห็นนักเศรษฐศาสตร์จากองค์กรชั้นนำ 32 แห่ง จำนวน 62 คน ที่กรุงเทพโพลล์สำรวจเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาโดยเมื่อถามว่า "สถานะเศรษฐกิจในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในระยะข้างหน้าท่านคิดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงใดของวัฏจักรเศรษฐกิจ"  พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 63  เห็นว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงถดถอย  รองลงมาร้อยละ  13  เห็นว่าอยู่ในช่วงขยายตัว  ร้อยละ 8  เห็นว่าอยู่ในช่วงรุ่งเรือง (Peak) และร้อยละ 3 เห็นว่าอยู่ในช่วงตกต่ำ (Trough)  ส่วนร้อยละ 13 ขอไม่ลงความเห็น

ในส่วนข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือที่เราเรียกกันว่า สภาพัฒน์ฯ นั้น  อยากให้ดูข้อมูล 2 ส่วนประกอบกันไป คือ อัตราการขยายตัวจีดีพีที่แท้จริง (real term) กับอัตราการขยายตัวของจีดีพีที่ปรับเอาปัจจัยฤดูกาลออก (การขยายตัวเศรษฐกิจในแต่ละปีส่วนหนึ่งจะขึ้นลงตามฤดูกาลยกตัวอย่างเช่น การส่งออกข้าวในแต่ละเดือนจะมีจำนวนที่แตกต่างกันคือช่วงหลักฤดูเก็บเกี่ยวก็จะมีการส่งออกข้าวมากแต่ช่วงที่กำลังเพาะปลูกก็จะมีการส่งออกข้าวน้อย ดังนั้นจึงใช้วิธีการทางสถิติปรับเอาปัจจัยฤดูกาลออก) ทั้งนี้นับจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในปี 2009 ที่ทำให้จีดีพีในปีนั้นติดลบ 3 ไตรมาสรวด  แต่หลังจากนั้นเศรษฐกิจไทยก็มีการขยายตัวมาตลอดและมาติดลบอีกครั้งในไตรมาส 4 ปี 2011 ซึ่งเป็นปีที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่เศรษฐกิจก็ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น  แม้กระทั่งไตรมาสล่าสุดก็ยังคงขยายตัวร้อยละ 2.8  ขณะที่จีดีพีปรับฤดูกาลโดยปกติในแต่ละปีจะมีการขยายตัวติดลบแค่ 1 ไตรมาส (ยกเว้นปีที่ถูกน้ำท่วมใหญ่) หรือไม่มีเลย  แต่ในปีนี้จีดีพีปรับฤดูกาลมีการติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาสรวดซึ่งแตกต่างจากรูปแบบของการขยายตัวในปีก่อนๆ  อีกทั้งลักษณะการเติบโตของจีดีพีมีแนวโน้มลดลงนับจากปี 2010

ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า (1) เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะถดถอยในลักษณะชะลอตัวไม่ใช่หดตัว (2) การถดถอยที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการถดถอยตามวัฎจักรเศรษฐกิจไม่ใช่การถดถอยที่จะนำไปสู่วิกฤติเศรษฐกิจ (3) การถดถอยที่เกิดขึ้นจะกินเวลาสั้นหรือยาวข้อมูลจีดีพีในไตรมาส 3 ของปีนี้น่าจะบอกได้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น