โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สนง.ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนฯ ยินดี หลังแรงงานพม่าชนะคดีฟาร์มไก่ ไม่จ่ายค่าจ้าง สุเนตร: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

กสท.สั่งฟันการ์ตูน ‘เคนชิโร่’ ชี้ละเมิดศีลธรรม

Posted: 26 Aug 2013 12:00 PM PDT

กสท.สั่งพิจารณาบทลงโทษช่อง'แกงค์การ์ตูน'ฉาย'ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ ภาค 2' ชี้ละเมิดศีลธรรม เพจต้นสังกัดแจงไม่ได้ฉายแล้ว 'สุภิญญา' ระบุไม่เห็นด้วยใช้ ม.37 พร่ำเพรื่อจะไร้ความหมาย 'จ่าพิชิต Drama-addict'  ยันเรื่องนี้อัดแน่นไปด้วยคุณธรรม

26 ส.ค.56 มติชนออนไลน์ รายงาน พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า บอร์ด กสท.มีมติมอบหมายให้สำนักงาน กสทช.พิจารณาบทลงโทษช่องรายการ 'แกงค์การ์ตูน' ของบริษัท โรส มีเดีย แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ที่ออกอากาศบนโครงข่ายทีวีดาวเทียมและเคเบิลทีวี

เนื่องจากพบว่ามีผู้ร้องเรียนว่าไม่นานมานี้ช่องดังกล่าวได้มีการออกอากาศรายการการ์ตูนเรื่องหนึ่งที่ออกอากาศเวลา 23.00 น. มีเนื้อหาละเมิดศีลธรรมในลักษณะที่มีการข่มขู่ให้ตัวละครฝ่ายหญิงมีการถอดเสื้อออกและมีท่าทางในการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งฉากดังกล่าวถือว่าขัดต่อ ม. 37 พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและ กิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ที่ว่าด้วยการห้ามออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาขัดต่อศีลธรรมอันดี และลามกอนาจาร เป็นต้น โดย กสท.ได้ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นเรื่องจริง ทั้งนี้ในส่วนของละครโทรทัศน์ เรื่อง "ฟ้าจรดทราย" ยังไม่ได้มีการนำมาพิจารณาในการประชุมแต่อย่างใด

"ตามหลักการแล้วช่องแกงค์การ์ตูน เป็นช่องที่มีให้เด็กดู ซึ่งกรณีเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างมาก จึงไม่สมควรที่นำเนื้อหาไปสู่เด็กและเยาวชน ไม่เหมาะและขัดต่อศีลธรรม" พ.อ.นทีกล่าว

 

เพจ GangCartoon ระบุเป็นเรื่อง ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ ภาค 2 แจงไม่ได้ฉายแล้ว

ขณะที่เมื่อ 21.00 น. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'GangCartoon' โพสต์ชี้แจงด้วยว่า "การ์ตูนที่ตกเป็นข่าวคือ Souten no Ken หรือ ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ ภาค 2 นะครับ ซึ่งอันที่จริงข่าวนี้เป็นประเด็นตั้งแต่เดือนก่อนแล้วครับ ซึ่งปัจจุบัน เรื่องนี้ไม่ได้ฉายในเวลาห้าทุ่มแล้ว หลาย ๆ คนที่ติดตามช่องเราอาจจะได้เห็นโอตาคุแมนขึ้นมาประกาศเรทติ้งอนิเมที่ติดเรทก่อนจะฉายเรื่องนั้น ๆ อยู่บ้าง ส่วนที่ว่านี้ก็เป็นไปตามสิ่งที่ทาง กสท. ตกลงกับทางเรามานั่นล่ะครับ"

นอกจากนี้เฟซบุ๊กแฟนเพจนี้ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ข่าวดังกล่าวไม่ได้ทำให้ทางเราต้องยกเลิกการออกอากาศการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งไป เพียงแต่ให้มีการแจ้งเรทติ้งและอาจจะต้องตัดบางฉากออกไปบ้างเท่านั้นครับ ไม่ต้องเป็นห่วงกัน

'สุภิญญา' แจง ไม่เห็นด้วยกับมติ กสท. ใช้ ม.37

สุภิญญา กลางณรงค์ หนึ่งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. โพสต์ข้อความบทเฟซบุ๊ก 'Supinya Klangnarong'  ว่าตนไม่เห็นด้วยกับมติ กสท. ในเรื่องการใช้ ม. 37 กับรายการการ์ตูนในทีวีดาวเทียมช่องหนึ่ง ส่วนตัวคิดว่าเนื้อหามีความละเอียดอ่อนสำหรับเด็ก เยาวชน แต่เจ้าของช่องจัดเรทว่าสำหรับเยาวชนอายุ 18+ และเขาฉายช่วง 5 ทุ่ม ดังนั้นข้าพเจ้าจึงลังเลที่จะใช้ ม.37 กับกรณีนี้ เพราะถ้าเนื้อหาใดจัดเข้า ม.37 แปลว่าเป็นเนื้อหานั้นต้องห้ามคือวัยใดก็ดูไม่ได้ แต่ถ้าผู้ใหญ่กับวัยรุ่นดูได้ แต่เด็กดูไม่ได้ เราต้องใช้การจัดเรทความเหมาะสมของเนื้อหาแทน หรือใช้แนวทางสากลคือ Watershed หรือ Safe Habor แต่ไม่ใช่เนื้อหาต้องห้ามสำหรับทุกคน ถ้าเราจะกำหนดช่องใดว่าเป็นช่องเด็กต่ำกว่า 18 เราต้องบอกกฏนี้ล่วงหน้ากับผู้ประกอบการ

สุภิญญา กล่าวด้วยว่า ถ้าใช้ ม.37 พร่ำเพรื่อ ก็เหมือนใช้ยาพาราเซตามอลแบบติดต่อกันทุกวัน ในที่สุด ม.37 ก็จะไร้ความหมาย แต่กว่าจะถึงวันนั้น กสทช.คงโดนรุมจนเละ เราต้องตั้งหลักให้ถูกในการกำกับเนื้อหาโดยใช้รูปแบบให้เหมาะสม ความเห็นข้าพเจ้าวันนี้อาจจะผิดก็ได้ แต่สรุปกับตนเองแล้วว่าคงต้องยืนหยัดสู้ทางความคิดเรื่อง ม.37 กันตลอดเวลาที่อยู่ กสทช. ถ้าถ่วงดุลทางความคิดได้ ถือว่าคุ้มแล้วที่ได้มาทำงานนี้ เรื่อง ม.37 เป็นความต่างทางความคิด ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์เหมือนเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ฯ แต่ไม่แน่อาจจะยากมากกว่าในการหาจุด win-win ที่เหมาะสมตามหลักวิชาการและแนวทางสากลก็เป็นได้ ไม่เป็นไร ตั้งใจต่อสู้ทางความคิดเรืองนี้เพื่อหาจุดสมดุลใน กสทช.ให้ได้

 

'จ่าพิชิต Drama-addict'  ยันการ์ตูนเรื่องนี้ อัดแน่นไปด้วยคุณธรรม

จ่าพิชิต ขจัดพาลชน โพสต์ในเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Drama-addict' ของตนเองโต้มติของ กทช. ต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า "แม้ฉากรุนแรงและวาบหวิวอยู่เยอะเพราะมันเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กโต ไปจนถึงผู้ใหญ่ ถ้าฉายในทีวีตอนดึกๆ และกำหนดเรทให้เป็นเด็กโตเท่านั้นที่ควรดูก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่การถอดการ์ตูนเรื่องนี้ออกเพราะขัดต่อจริยธรรมอันดีงามของสังคมไทยไม่ทราบว่าไอ้คณะกรรมการมึงเคยดูการ์ตูนเรื่องนี้ซักตอนไหม มึงดูไม่รู้เรื่องเหรอว่าการ์ตูนเรื่องนี้แม่งอัดแน่นไปด้วยคุณธรรมน้ำมิตรของชาวยุทธ ตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย ตัวละครในการ์ตูนเรื่องนี้แทบทั้งหมดให้เกียรติผู้หญิง ยอมทำทุกอย่างเพื่อผู้หญิงที่ตนรักกระทั้งยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังทำได้

จ่าพิชิต ยังกล่าวด้วยว่า "ถ้าเอามาเทียบกับละครไทยที่พยายามยัดเยียดแนวคิดว่าผู้หญิงวันๆไม่มีอะไรทำ นอกจากตบตีแย่งกระปู๋เลี่ยมทองของพระเอก พระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปรกติ ตัวอิจฉาถูกข่มขืนเป็นเรื่องสาสม ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนต้องสมยอมตกเป็นเมียของพระเอกโดยไม่มีทางเลือก จ่าคิดว่าละครไทยมันโคตรเศษเดนและไร้จริยธรรมฉิบหายเลยว่ะ เมื่อเอามาเทียบกับการตูนเรื่องนี้"

 

ม.37 ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551

มาตรา 37 ห้ามมิให้ออกอากาศรายการที่มีเนื้อหาสาระที่ก่อให้เกิดการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือมีการกระทำซึ่งเข้าลักษณะลามกอนาจาร หรือมีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
 
ผู้รับใบอนุญาตมีหน้าที่ตรวจสอบและให้ระงับการออกอากาศรายการที่มีลักษณะตามวรรคหนึ่ง หากผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการ ให้กรรมการซึ่งคณะกรรมการมอบหมายมีอำนาจสั่งด้วยวาจา หรือเป็นหนังสือให้ระงับการออกอากาศรายการนั้นได้ทันที และให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยพลัน
 
ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนแล้วเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเกิดจากการละเลยของผู้รับใบอนุญาตจริง ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขตามที่สมควร หรืออาจพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อียิปต์ : เมื่อการปล่อยตัวฮอสนี มูบารัค สร้างความไม่พอใจแก่นักปฏิวัติปี 2011

Posted: 26 Aug 2013 10:58 AM PDT

อัลจาซีรวิเคราะห์ ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายรัฐประหารกับกลุ่มต่อต้านรัฐประหารปี 2013 ยังไม่มีข้อยุติ การตัดสินใจปล่อยตัวมูบารัคจากเรือนจำเพื่อรอการพิจารณาคดีก็ทำให้ผู้ที่เคยต่อต้านโค่นล้มเขาในปี 2011 ไม่พอใจขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นความซับซ้อนของหลากกลุ่มก้อนผู้ประท้วงในอียิปต์

25 ส.ค. 2013 - สำนักข่าวอัลจาซีร่ากล่าวถึงความเห็นของชาวอียิปต์หลังจากที่มีการปล่อยตัวอดีตผู้นำเผด็จการฮอสนี มูบารัค ที่ถูกโค่นล้มหลังจากการปฏิวัติในปี 2011 ออกจากคุก

อดีตผู้นำมูบารัคถูกโค่นล้มหลังจากมีการชุมนุมประท้วง 18 วันในปี 2011 และกำลังอยู่ระหว่างการถูกดำเนินคดีเรื่องการทุจริตและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารผู้ชุมนุม เขาถูกปล่อยตัวหลังจากการจำคุกช่วงก่อนการพิจารณาคดีจะเสร็จสิ้นเป็นเวลาสองปี ซึ่งเป็นเวลาสูงสุดที่ตามกฏหมายอียิปต์อนุญาตไว้ โดยในตอนนี้มูบารัคถูกกักขังอยู่ภายในบริเวณที่กำหนด

วาเอล คาลิล นักกิจกรรมและบล็อกเกอร์ฝ่ายซ้ายที่เข้าร่วมเหตุการณ์ลุกฮือในช่วงปี 2011 กล่าวว่าการปล่อยตัวมูบารัคทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าและคำว่า "การปฏิวัติต้องดำเนินต่อไป" ไม่ใช่แค่เพียงคำพูดโหลๆ เพราะคิดว่ารัฐบาลเผด็จการที่พวกเขาต่อสู้เพื่อโค่นล้มไม่ได้ถูกแตะต้องเลย

อัลจาซีราระบุว่า หลังจากมูบารัคถูกโค่นล้มก็มีการดำเนินคดีทั้งกับตัวเขาเอง, ลูกชาย, อดีตคณะรัฐมนตรี และสมาชิกของพรรคเอนดีพีซึ่งตอนนี้ถูกยุบไปแล้ว โดยพวกเขาถูกตั้งข้อหาตั้งแต่เรื่องการทุจริตไปจนถึงการมีส่วนพัวพันกับการสังหารผู้ประท้วงมากกว่า 800 คน ในช่วงการลุกฮือปี 2011 ซึ่งคดีส่วนใหญ่จบลงด้วยการให้ผู้ต้องหาพ้นโทษหรือไม่ก็ให้มีการระงับข้อพิพาท (settlement) ซึ่งเป็นไปได้ที่คดีทุจริตของมูยารัคจะได้รับการตัดสินไปในทางเดียวกัน

คาลิลปฏิเสธจะเข้าร่วมทีมที่ปรึกษาของอดีตประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด มอร์ซี ที่เข้าสู่ตำแหน่งจากการเลือกตั้งหลังการโค่นล้มมูบารัค จนกระทั่งถูกก่อรัฐประหารยึดอำนาจในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา

คาลิลกล่าวว่าสิ่งที่น่าชื่นชมอย่างหนึ่งของรัฐบาลมอร์ซี คือการตั้งทีมคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อช่วยหาหลักฐานในการเสริมรูปคดี แต่รายงานของคณะกรรมการไม่ได้ถูกนำมาใช้และถูกลืมไปแล้ว

อัลจาซีร่าระบุว่า หลังการรัฐประหารในเดือน ก.ค. อียิปต์ก็ต้องเผชิญกับความรุนแรงครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปีเมื่อมีการปราบปรามผู้ชุมนุมที่เรียกร้องให้มอร์ซีกลับคืนสู่อำนาจ ทางรัฐบาลจากการรัฐประหารโดยกองทัพยังได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและเคอร์ฟิวหลังจากมีการชุมนุมใหญ่ จนกระทั่งมีการประกาศปล่อยตัวมูบารัคเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

"ดูจากข้อหาที่ใช้ฟ้องร้องมูบารัคแล้ว มันก็ชี้ให้เห็นว่าคดีนี้จะไม่ถูกดำเนินการไปอย่างเหมาะสมตั้งแต่วันแรก" คาลิลกล่าว "แทนที่เขาจะถูกป้องร้องเรื่องการทุจริตทางการเมืองและสร้างความเสียหายต่อประเทศมาตลอด 30 ปี เขากลับถูกฟ้องเรื่องได้รับของขวัญจากสื่อหนังสือพิมพ์ของรัฐและเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญน้อยกว่า"

คดีที่คาลิลกล่าวถึงคือกรณีที่มูบารัครับของขวัญราคา 11 ล้านดอลลาร์ จากหนังสือพิมพ์ อัล-อาราม ของรัฐบาลและพยายามยักยอกเงินงบประมาณไปใช้ในการบูรณะทำเนียบประธานาธิบดี

โดยก่อนหน้าที่จะถูกปล่อยตัว มูบารัคถูกจับอยู่ที่เรือนจำโทรา ซึ่งมีเหล่าผู้นำกลุ่มภราดรภาพมุสลิมทยอยถูกจับกุมตัวเข้ามาอยู่ด้วย หลังจากมูบารัคถูกปล่อยตัวสถานีโทรทัศน์ช่องรัฐบาลก็เผยแพร่ภาพเขาโดยสารเฮลิคอปเตอร์แพทย์จากเรือนจำไปยังโรงพยาบาลของทหารในย่านมาดิ กรุงไคโร ที่เขาเคยอยู่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีการกักบริเวณจนกว่าคดีจะเสร็จสิ้น

กลุ่มผู้สนับสนุนมอร์ซีอ้างว่ากลุ่มอำนาจที่ยังหลงเหลืออยู่จากสมัยมูบารัครวมหัวกันโค่นล้มมอร์ซี โดยอ้างถึงการที่กลุ่มสนับสนุนมูบารัคเข้าร่วมการประท้วงต่อต้านมอร์ซีในวันที่ 30 มิ.ย. ขณะเดียวกันก็มีบางกลุ่มที่เคยประท้วงต่อต้านมูบารัคในปี 2011 เช่นกลุ่มขบวนการเยาวชน 6 เมษาฯ ได้ล่ารายชื่อถอดถอนมอร์ซี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นคนช่วยเหลือหาเสียงให้มอร์ซีในการเลือกตั้งปธน. ปี 2012

โดยในหน้าเพจเฟซบุ๊คของกลุ่มเยาวชน 6 เมษาฯ ก็กล่าววิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัวมูบารัคว่าเป็นการเบี่ยงเบนจากเส้นทางการปฏิวัติโค่นล้มเขาก่อนหน้านี้ โดยทางกลุ่มยังได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการชุมนุมปกป้องการปฏิวัติปี 2011 แต่การเรียกร้องชุมนุมวันศุกร์ (23 ส.ค.) ที่ผ่านมาก็ถูกยกเลิกเนื่องจากเกรงว่าจะมีการทับซ้อนกับการชุมนุมของกลุ่มภราดรภาพมุสลิมที่ประท้วงการจับกุมตัวผู้นำกลุ่มภราดรภาพฯ

กลุ่มเยาวชน 6 เมษาฯ บอกว่าพวกเขากำลังศึกษาวิธีการโต้ตอบอย่างเหมาะสมกับกรณีการปล่อยตัวมูบารัคแต่ก็เน้นย้ำว่าพวกเขาไม่ต้องการถูกใช้เป้นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวเพื่อให้มอร์ซีกลับคืนสู่ตำแหน่ง

อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มแนวร่วมกู้ชาติอียิปต์ (National Salvation Front) ซึ่งเป็นกลุ่มเสรีนิยมฆราวาสนิยม ได้ยกเลิกการชุมนุมต่อต้านการปล่อยตัวอดีตประธานาธิบดี อาห์เหม็ด อัล-ฮาวารี โฆษกของกลุ่มและสมาชิกพรรคดุสตูร์ กล่าวว่าการปล่อยตัวมูบารัคไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่ก็สร้างความไม่พอใจ

ฮาวารีกล่าวอีกว่าอัยการหลายคนที่เกี่ยวข้องกับคดีหลังการโค่นล้มมูบารัคทำหน้าที่ได้แย่มาก เช่นการทำหลักฐานหายหรือการไม่นำเสนอหลักฐานใหม่ ฮาวารีกล่าวอีกว่ากลุ่มของเขาเลื่อนการประท้วงออกไปเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันเป็นการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจระหว่างกองทัพกับฝ่ายภราดรภาพมุสลิม

"การปล่อยตัวมูบารัคถือเป็นการหมิ่นหยามผู้เสียสละต่อสู้และประชาชนชาวอียิปต์ จะไม่มีการปล่อยให้ผ่านไปเฉยๆ" ฮาวารีกล่าว


เรียบเรียงจาก

Mubarak release enrages 2011 revolutionaries, Aljazeera, 25-08-2013
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กกต.จ่อยุบภูมิใจไทย รอชี้ขาดสัปดาห์หน้า

Posted: 26 Aug 2013 10:53 AM PDT

สดศรี เผย มติ อนุฯ ไต่สวนข้อเท็จจริง กกต. ลงมติ 4 ต่อ1 เห็นชอบเสนอให้อภิชาต สุขขัคคานนท์ ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นต่ออัยการ ขอให้ศาล รธน. ยุบพรรคภูมิใจไทย เหตุไม่แจ้งค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2554 ทั้งหมด 3 กรณี

26 สิงหาคม 2556 นางสดศรี สัตยธรรม เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริง กกต. มีมติ 4 ต่อ 1 เห็นควรเสนอให้นายทะเบียนพรรคการเมือง แจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบ ภท. ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 มาตรา 94 (5) ประกอบมาตรา 65 เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยได้รับเงินบริจาคจากบุคคลภายในพรรคภูมิใจไทย เพื่อไปเช่าพื้นที่หน้าด่านเก็บเงินของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อแจกแผ่นพับโฆษณาประชาสัมพันธ์แนะนำนโยบายพรรคภูมิใจไทย แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเงินดังกล่าว ไม่ได้ปรากฏในบัญชีแสดงรายรับจากการบริจาคของพรรคภูมิใจไทย

สำหรับคำร้องดังกล่าว ผู้ร้องคือนายทรงกรด ไชยแก้ว ยื่นคำร้องให้ กกต.พิจารณาสั่งยุบพรรคภูมิใจไทย โดยกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยไม่แจ้งค่าใช้จ่ายในเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2554 ทั้งหมด 3 กรณี ได้แก่ 1. ค่าเช่าพื้นที่ด่านเก็บค่าผ่านทาง 300 แห่ง ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย เพื่อยืนแจกใบปลิว 2. ค่าจ้างผู้ช่วยหาเสียง ที่ไปยืนแจกใบปลิว 3. ค่าขนส่งเอกสาร (ใบปลิว) จากสำนักพิมพ์ไปยังด่านเก็บค่าผ่านทางต่างๆ ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย รวมเป็นจำนวนกว่าล้านบาท ไว้ในรายงานประจำปี 2554 ที่จะต้องแจ้งต่อ กกต. จึงอาจจะเข้าข่ายผิดมาตรา 52 ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ประกอบมาตรา 42 มาตรา 93 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง

ผลการสอบสวนของคณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของนายทะเบียนพรรคการเมือง มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 เห็นว่า พรรคภูมิใจไทยมีการกระทำความผิดตามที่มีการกล่าวหาจริง และมีความเห็นเสนอต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง

นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ระบุว่า ขั้นตอนหลังจากที่คณะกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงของนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้สอบสวนคำร้องดังกล่าวเสร็จสิ้นและได้เสนอเรื่องไปยังนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว จากนี้คำร้องที่ขอให้ยุบพรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาของนายทะเบียนว่าจะมีความเห็นเป็นอย่างไร ซึ่งคาดว่าพิจารณาแล้วเสร็จและส่งเรื่องเข้าที่ประชุม กกต. ได้ภายในสัปดาห์หน้า

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อัยการเลื่อนไต่สวนแกนนำพธม.คดียึดทำเนียบไป 28 พ.ย.

Posted: 26 Aug 2013 07:52 AM PDT

ศาลอาญาเลื่อนนัดการตรวจพยานหลักฐานในคดีแกนนำพันธมิตรฯ บุกรุกทำเนียบรัฐบาลปี 51 และอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ โดยทนายอ้างเหตุจำเลยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ด้านสนธิให้สัมภาษณ์พร้อมจับมือกลุ่มอื่นหากมุ่งปฏิรูปประเทศ

 
เว็บไซต์ข่าวสด รายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 26 สิงหาคม  ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า ที่ห้องพิจารณาคดี 708 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีกลุ่มพธม.บุกรุกทำเนียบรัฐบาล ปี 2551 ในคดีหมายเลขดำ อ. 4925/2555 ที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมพวกซึ่งเป็นแกนนำรวม 4 คน และคดีหมายเลขดำ อ.276/2556 ที่ยื่นฟ้องนายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสุริยะใส กตะศิลา ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และร่วมกันทำให้ให้เสียทรัพย์กรณีร่วมกันบุกรุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล เมื่อปี 2551 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 , 91 , 358 , 362 และ 365  ซึ่งในชั้นสอบคำให้การจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ 
         
โดยวันนี้นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความจำเลย แถลงต่อศาลขอเลื่อนตรวจพยานหลักฐานไปอีก 1 นัด เนื่องจากจำเลยได้ขอแต่งตั้งทนายความเพิ่มเติมอีก 2 คน ส่วนอัยการโจทก์แถลงคดีมีเอกสารต้องพิจารณาจำนวนมาก  ขณะเดียวกันทนายความจำเลยได้ยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีลับหลังจำเลย เนื่องจากระบุว่าจำเลยทั้ง 6 คนติดภารกิจเดินทางไปต่างจังหวัดและต่างประเทศบ่อยครั้ง ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ทุกนัด ซึ่งศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ และสั่งเลื่อนการตรวจพยานหลักฐานไปวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ เวลา 09.00 น. 
         
ด้านนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. กล่าวภายหลังว่า  กลุ่มพันธมิตรฯ ได้แถลงยุติบทบาทลง เพราะมีเป้าหมายสำคัญที่ต้องการเปลี่ยนแปลงและปฎิรูปการเมืองของประเทศไทย โดยขณะนี้มวลชนก็สามารถไปเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มต่างๆได้อย่างอิสระ ส่วนในวันข้างหน้าหากประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันแล้วว่ามีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปประเทศไทย ทางแกนนำพันธมิตรฯ ก็สามารถจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง  และพร้อมจะเข้าร่วมกับทุกกลุ่ม ไม่เว้นแม้กับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพราะทั้ง 2 มีกลุ่มมีอุดมการณ์การสู้เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติเหมือนกัน แต่กลุ่มนปช. ต้องก้าวข้ามพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก้าวข้ามการหมิ่นสถาบันไปได้ 
 
นอกจากนั้น นายสนธิ ยังยืนยันว่า การยุติบทบาทของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้รับเงินจากพ.ต.ท.ทักษิณ อย่างที่หลายฝ่ายเข้าใจ
 
ด้านเว็บไซต์ผู้จัดการ เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของนายสนธิ ต่อบทบาทหลังการยุติกลุ่มพันธมิตรฯ และจุดยืนต่อการปฏิรูปประเทศ ดังนี้
       
สนธิ : อย่างที่ได้แถลงไปแล้ว การยุติบทบาทก็คือว่า เราเปิดโอกาสให้พวกพันธมิตรฯทั้งหลายซึ่งมันเป็นนามธรรมสามารถจะเลือกตัดสินใจได้ว่าจะเข้าไปต่อสู้เรื่องอะไรบ้าง สำหรับเราแล้ว เราสู้เรื่องเดียวเท่านั้นเอง คือเรื่องการปฏิรูปการเมือง เราต้องการจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเปลี่ยน ไม่เปลี่ยนไม่ได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแล้วพังพินาศหมดเลย เพราะฉะนั้นแล้วการปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลทำนั้น เป็นเรื่องหลอกลวงคน ในที่สุดแล้วก็กลับไปสู่ความพินาศชิบหายเหมือนเดิม
       
ประเทศต้องรื้อใหม่หมด ระบบการเมืองต้องเปลี่ยน การแบ่งชนชั้นต้องลดน้อยลง ความไม่เท่าเทียมกันในทางด้านเรื่องรายได้ต้องแคบลง คนไทยจะต้องมีโอกาสมากขึ้นในการทำมาหากิน แล้วก็บริบทของทุนจะต้องถูกกำจัดลงไป แล้วการที่จะมีตัวแทนของประชาชนเข้าไปนั้น ไม่ใช่จะมีจากการเลือกตั้งอย่างเดียว เพราะการเลือกตั้งอย่างเดียวนั้นคือการสะสมคะแนน สะสมตัวเลข เพื่อไปบวกลบคูณหารกันในสภา แล้วทำอย่างไรที่จะให้ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัตินั้นต้องแยกจากกันโดยเด็ดขาด เพราะว่าโดยพื้นฐานแล้ว บริหารกับนิติบัญญัติต้องเป็นคนละพวกกัน แต่การเมืองเมืองไทยเป็นมาหลายสิบปีแล้ว บริหารกับนิติบัญญัติเป็นพวกเดียวกันหมด ประธานรัฐสภาก็เป็นพวกเดียวกัน
       
เพราะฉะนั้นแล้วอนาคตทางการเมืองแบบนี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความพินาศชิบหาย พันธมิตรฯ แกนนำพันธมิตรฯ เห็นแล้วว่ามันไปไม่ได้ เราก็เลยคิดว่าถ้าอย่างนั้นแล้ว เรายุติบทบาทของเราก่อนเป็นยุทธวิธี แล้ววันหนึ่งข้างหน้าถ้าคนเห็นด้วยกับเราก็จะกลับมาหาเรา ถ้าวันนั้นถ้าเขาพร้อม เราพร้อม เราก็จะเข้าร่วมกับเขา ไม่จำเป็นต้องเป็นแกนนำอีก ไม่จำเป็น อันหนึ่งที่แน่นอนคือแกนนำพันธมิตรฯ ไม่ได้มีเงินรายได้พิเศษมาจากทักษิณ ชินวัตร เหมือนคนอื่นเขามี เพราะฉะนั้นแล้วทุกอย่างที่เราทำ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ จบไหม
       
นักข่าว : แล้วในเรื่องของที่ตอนนี้มันมีหลายกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหว
       
สนธิ : ก็ต้องปล่อยเขาว่ากันไป จะกลุ่มไหนก็ตาม แต่สำหรับพวกเราแล้ว ผมในขณะนี้เป็นแค่พันธมิตรฯ คนหนึ่ง ถ้าผมจะเข้าร่วมกับใครนั้น กลุ่มนั้นจะต้องเป็นชูธงการปฏิรูป เปลี่ยนแปลงประเทศ ผมต้องการความเปลี่ยนแปลง ผมต้องการความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าเสื้อแดง เสื้อเหลือง การเปลี่ยนแปลงสำคัญมาก เปลี่ยนแปลงให้ลูกหลานเราได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น เปลี่ยนแปลงยังไงที่จะทำให้เด็กบ้านนอกเรียนหนังสือได้สู้เด็กในกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงยังไงจะทำให้คนจนมีโอกาสทำมาหากิน ได้รับทุนอุดหนุนสนับสนุนให้เขาเจริญเติบโตได้ เปลี่ยนแปลงยังไงที่จะให้คนจน เวลาไปรักษาพยาบาลไม่ต้องกินยาพาราเซตามอล เพื่อแลกกับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค นั่นคือสิ่งที่ผมอยากจะเปลี่ยนแปลง
       
และผมคิดว่านี่เป็นสิ่งซึ่งไม่มีสี ถ้าเสื้อแดงก้าวข้ามทักษิณ ชินวัตร ไปได้ ต้องก้าวข้ามทักษิณ ชินวัตรให้ได้ แล้วถ้าเสื้อแดงก้าวข้ามเรื่องสถาบันกษัตริย์ไปได้ ผมคิดว่าสิ่งที่เสื้อแดงกับพวกเราเรียกร้องไม่ต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะประชาธิปไตยของผมไม่ได้ว่าเป็นประชาธิปไตยที่จะเอาทักษิณกลับบ้าน หรือประชาธิปไตยของผมไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยที่จะให้รัฐบาลมีอยู่ต่อแล้วก็คดโกง แล้วนักการเมืองร่ำรวย แล้วใช้มวลชนเป็นเครื่องมือ นั่นคือสิ่งที่ผมต่อสู้ให้
       
นักข่าว : ก็หมายความว่าถ้าสมมติว่าเสื้อแดงก้าวข้ามทักษิณอะไรได้ ถ้ามีจุดประสงค์เดียวกันเราก็พร้อมที่จะร่วม
       
สนธิ : ผม ส่วนตัวผมพร้อม ถ้าเขาก้าวข้ามทักษิณได้ ก้าวข้ามเรื่องสถาบันกษัตริย์ได้ เขายังเทิดทูนสถาบันกษัตริย์เหมือนกัน ผมคิดว่าสิ่งที่เขาสู้ไม่ได้ต่างอะไรกัน เราสู้เรียกร้องให้เอา ปตท. กลับคืนมาสู่ประเทศไทย คนไทยมันบ้ากันไปแล้ว น้ำมัน 2 ลิตรร้อยบาทมันอยู่กันได้ยังไง แล้วให้ไอ้พวก ปตท.มันรวย ให้พวกนักการเมืองที่ถือหุ้น ปตท.อยู่รวย แล้วคนไทยลำบากถ้วนหน้า นี่คือสิ่งที่ผมสู้ ถ้าไม่อยากเห็นด้วย ไม่อยากจะร่วมด้วยก็ไม่เป็นไร ก็ปล่อยให้ชาติบ้านเมืองมันชิบหายไปเลย ชัดเจนไหม
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนงานต่างชาติหยุดงานประท้วงในบาห์เรน หลังเพื่อนร่วมงานฆ่าตัวตาย

Posted: 26 Aug 2013 06:40 AM PDT

 
คนงานร่วม 500 คนหยุดงานประท้วง ณ ที่พักคนงาน เรียกร้องสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น หลังเพื่อนร่วมงานฆ่าตัวตาย (ที่มาภาพ: Gulf Daily New)
 
เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 56 ที่ผ่านมา Gulf Daily News รายงานว่าแรงงานจากเนปาล, ปากีสถาน, อินเดียและบังคลาเทศร่วม 500 คน ได้หยุดงานประท้วงเพื่อเรียกร้องสภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ที่แคมป์คนงานแห่งหนึ่งในประเทศบาห์เรน
 
นอกจากนี้เหล่าคนงานต่างพากันเดือดดาลกับเหตุการณ์ที่เพื่อนตายอย่างมีเงื่อนงำ โดย Deu Ram Rai แรงงานหนุ่มวัย 22 ปีจากเนปาลถูกพบสภาพเป็นศพแขวนคอตายที่แค้มป์คนงานของบริษัทที่เขาทำงานอยู่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (22 ส.ค.) หลังจากที่เขามาทำงานที่บาห์เรนได้เพียง 20 วัน
 
ข้อเรียกร้องที่สำคัญของกลุ่มคนงานที่ระบุว่าพวกเขาจะหยุดงานอย่างไม่มีกำหนดเวลานั้นก็คือการขอวันหยุดเพิ่มขึ้นและสวัสดิการโรงอาหารในที่พัก
 
โดยการเจรจาระหว่างนายจ้างและแรงงานเป็นไปอย่างตึงเครียดท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายนายจ้างระบุว่าฝั่งคนงานใช้ประโยชน์จากความตายของคนงานคนดังกล่าวในการปลุกระดม แต่ตัวแทนคนงานกล่าวกับนักข่าวว่าพวกเขาต้องอยู่ในห้องที่เบียดเสียดกัน 8-9 คน ในอาคารห้าชั้นที่มีห้องพักขนาดเล็ก ไม่มีโรงอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างอื่น ทั้งนี้คนงานต้องการสวัสดิการโรงอาหารแทนที่การต้องออกไปซื้ออาหารจากที่อื่นทุกวัน และคนงานบางส่วนระบุว่าพวกเขาทำงานมา 5-6 ปีแล้วแต่ยังคงไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือนแต่อย่างใด
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อัยการสั่งเลื่อนคดี 'อภิสิทธิ์-สุเทพ' คดีสลายชุมนุม 53

Posted: 26 Aug 2013 04:22 AM PDT

อธิบดีอัยการคดีพิเศษเลื่อนสั่งคดี "อภิสิทธิ์-สุเทพ" คดีการเสียชีวิตการชุมนุมทางการเมืองปี 2553 อีกครั้ง นัดให้ฟังการสั่งคดีอีกครั้ง 25 ก.ย.

 
เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ นัดสั่งคดีการเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐจากเหตุการณ์รุนแรงทางการเมืองปี 2553 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี อดีตรองนายกฯ และอดีต ผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ตกเป็นผู้ต้องหาที่ 1-2 ที่พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องข้อหาร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าและพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59,80, 83, 84 และ 288 จากกรณีที่ ศอฉ. มีคำสั่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการขอคืนพื้นที่ จากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) ระหว่างเดือน เม.ย.-พ.ค. 53 บริเวณ ถ.ราชดำเนิน และแยกราชประสงค์ ส่งผลมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย
 
นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เปิดเผยว่า วันนี้ทนายของผู้ต้องหาได้ขอเลื่อนการฟังคำสั่งออกไปก่อน เนื่องจากทั้งสองเป็น ส.ส.ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสมัยประชุมสภา ขณะที่การพิจารณาสำนวนคดีที่ประชุมคณะทำงานที่มีตนเป็นหัวหน้าคณะ เห็นว่า สำนวนการสอบสวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ ประกอบกับผู้ต้องหาได้ร้องขอความเป็นธรรม จึงสั่งให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น โดยนัดให้ฟังการสั่งคดีอีกครั้ง 25 ก.ย.นี้ เวลา 10.00 น.ซึ่งวันดังกล่าวอัยการจะสามารถมีความเห็นว่าจะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องได้หรือไม่นั้น ก็ต้องรอพิจารณาผลสอบเพิ่มเติมอีกครั้ง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้คณะพนักงานสอบสวน ได้สรุปสำนวนการสอบสวนเอกสารหลักฐานทั้งสิ้น 9 ลัง 61 แฟ้ม 11,242 แผ่น พร้อมความเห็นสมควรสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผล จากกรณีการเสียชีวิตของนายพัน คำกอง อายุ 43 ปี และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี และข้อหาก่อให้ผู้อื่นพยายามฆ่าฯ กรณีที่นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ทั้งสองได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการด้วยทั้งประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่าดีเอสไอไม่มีอำนาจสอบสวน เพราะคดีนี้เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งการสอบสวนจะต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยการเลื่อนสั่งคดีนี้ ถือเป็นการเลื่อนครั้งแรกจากที่ดีเอสไอส่งสำนวนให้อัยการเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ที่ผ่านมา
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สพฉ. จัดประชุมถกภารกิจการแพทย์ฉุกเฉินในเขตท้องถิ่น

Posted: 26 Aug 2013 02:10 AM PDT

สพฉ.จัดประชุมการดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินในอบจ.–เทศบาล "อุบล-เลย-หนองบัวลำภู-รังสิต" ชูโมเดล ต้นแบบการจัดการแพทย์ฉุกเฉิน ย้ำการจัดระบบต้องผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ 

 
26 ส.ค. 56 - ที่โรงแรมกานต์มณี พาเลช กรุงเทพมหานคร สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) จัดประชุมการดำเนินงานการแพทย์ฉุกเฉินในองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล โดยมีเวทีเสวนาในประเด็น " การแพทย์ฉุกเฉิน: ภารกิจที่ท้าทายองค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล" เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินการให้ได้มาตรฐาน การพัฒนาบุคลากร รวมถึงการป้องกันการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 
 
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)  กล่าวว่า  สพฉ. เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดระบบการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และป้องกันให้การเจ็บป่วยฉุกเฉินเกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งที่ผ่านมา สพฉ.ได้ประสานความร่วมมือกับหลากหลายหน่วยงานเพื่อออกปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความครอบคลุม ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญและทำให้การบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินมีประสิทธิภาพและครอบคลุมการให้บริการมากขึ้น คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดและเทศบาล ซึ่งหากท้องถิ่นมีการจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ดี ก็ย่อมส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับโอกาสและเข้าถึงการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินที่มากขี้นด้วย
 
นายสุรชัย ยิ้มเกิด ผู้เชี่ยวชาญพิเศษประจำองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินใน จ.อุบลราชธานี เกิดขึ้นจากการประสานความร่วมมือระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด และหน่วยงานสาธารณสุขจังหวัด โดยตั้งเป้าการทำงานร่วมกันในพื้นฐานที่ว่า ท้องถิ่นมีทรัพยากร ส่วนสาธารณสุขจังหวัดมีบุคลากรและมีอุปกรณ์ในด้านการกู้ชีพ จึงเกิดการทำงานร่วมกันในรูปแบบเอ็มโอยู โดยในช่วงเริ่มต้นโครงการ อบจ.ได้สนับสนุนรถและบุคลากรประจำรถจำนวน 42 คัน  กระจายลงทุก 42 เขตเพื่อให้เกิดความครอบคลุม ซึ่งในปีเริ่มต้นเราได้จัดอบรมการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย และส่งบุคลากรเข้าร่วมฝึกอบรมในเรื่องการกู้ชีพเบื้องต้นกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดด้วย 
 
ทั้งนี้การทำงานในช่วงเริ่มต้นก็เหมือนกันในอีกหลากหลายพื้นที่ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนและหน่วยงานราชการ ทั้งในส่วนบุคลากรเองก็เกิดความไม่เข้าใจเพราะต้องทำงานเพิ่มขึ้นในหลายหน้าที่ แต่เมื่อมีการพูดคุยกันและเนื้องานชัดเจนทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจและเล็งเห็นถึงประโยชน์ในการทำหน้าที่นี้ ทุกคนจึงเต็มใจและอาสาที่จะช่วยทำ จากนั้นในระยะที่สองของโครงการได้เพิ่มจำนวนรถกู้ชีพเป็น 60 คัน จนล่าสุดปัจจุบันมีรถกู้ชีพทั้งหมด 220 คัน และรถทุกคันจะถูกกระจายไปในทุกตำบล ในโรงพยาบาลชุมชน และเทศบาลต่างๆ และรับผิดชอบชีวิตประชาชนกว่า 1.8 ล้านคน ซึ่งรถกู้ชีพทุกคนได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก อบจ.ในการเช่ารถ นอกจากนี้ยังมีการริเริ่มโครงการร่วมกับ สสจ. ตั้งศูนย์ตอบโต้อุบัติภัยและสาธารณภัย โดย สสจ.ได้ย้ายเครื่องมือมาไว้ภายในศูนย์ฯ นี้เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนในยามภัยพิบัติ และในเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที และปัจจุบันไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไร ชาวอุบลราชธานีจะโทรแจ้งสายด่วน 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือทั้งหมด เนื่องจากมีการทำงานที่รวดเร็วและเป็นที่พึงพอใจกับประชาชน อีกทั้งยังมีโครงการคุณธรรม "พาคนรักกลับบ้าน" โดยนำผู้ป่วยที่รักษาอยู่ที่โรงพยาบาลและแพทย์ไม่สามารถรักษาต่อได้แล้ว ส่งกลับมาที่บ้านไม่ว่าจะมีลมหายใจหรือไม่มีลมหายใจก็ตาม
 
ด้าน นพ.ศราวุธ สันตินันตรักษ์  นายก อบจ.หนองบัวลำภู กล่าวว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่จังหวัดหนองบัวลำภูเกิดขึ้นเพราะต้องการหนุนเสริมระบบพื้นฐานเดิมที่มีอยู่แล้วให้พัฒนาเพื่อรับใช้ประชาชนในพื้นที่ได้มากยิ่งขึ้น โดยการทำงานของเราจะทำงานด้วยความร่วมมือร่วมใจของ อบจ. เทศบาล อบต. และวางแผนการทำงานร่วมกันในการบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเราจะบริการรถไว้รับส่งประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งยังมีโครงการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยให้พนักงานทุกคนเข้าการอบรม และมีการจัดตั้งกองทุนระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณให้สามารถใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวและทันต่อเหตุการณ์ โดยเงินในกองทุนนี้ร้อยละ 40 จะถูกกันไว้เพื่อใช้อภิบาลระบบการแพทย์ฉุกเฉิน และส่วนที่เหลือจะเปิดโอกาสให้เทศบาล หน่วยงานส่วนท้องถิ่นเสนอโครงการเข้ามาขอทุนสนับสนุนเพื่อจัดระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยขณะนี้เรามีการกระจายการให้บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉินครอบคลุมเกือบทุกตำบลแล้ว และในอนาคตจะมีการพัฒนาระบบแจ้งเหตุและพัฒนาระบบป้องกันอุบัติเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ด้วย
 
ขณะที่นายธรรมนูญ ภาคธูป  เลขานุการนายก อบจ.เลย  กล่าวว่า การบริหารจัดการแพทย์ฉุกเฉินในพื้นที่จังหวัดเลยเน้นการร่วมมือจากคนในพื้นที่เป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องบุคลกร ที่จะมาให้บริการ เนื่องจากเราเป็นพื้นที่เล็ก ทั้งนี้ เราไม่ได้เน้นให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังด้วย ซึ่งก่อนเดินหน้าดำเนินการจะมีการหารือร่วมกันระหว่าง สาธารณสุขจังหวัด  สพฉ. อบจ. เพื่อแลกเปลี่ยความเห็น อาทิ จะวางจุดให้บริการในพื้นที่ใดบ้าง จำนวนรถที่จะใช้  ส่วนเรื่องงบประมาณจะเน้นการจ้างเหมารวมเป็นหลัก ทั้งนี้จากการจัดระบบการแพทย์ฉุกเฉินมาระยะหนึ่งแล้ว มีผลตอบรับที่น่าพอใจมาก เพราะจากเดิมประชาชนเข้าถึงระบบแพทย์ฉุกเฉินน้อยมาก แต่ปัจจุบันมีการเข้าถึงมากขึ้น หรือเพิ่มถึงร้อยละ 85
 
 นายธีรวุฒิ กลิ่นกุสุม นายกเทศมนตรีนครพัฒนารังสิต กล่าวว่า ในส่วนการแพทย์ฉุกเฉินของเทศบาลนครพัฒนารังสิต จะไม่ได้ให้บริการเฉพาะแพทย์ฉุกเฉินเพียงอย่างเดียว แต่ยังบริการไปยังผู้ป่วยโรคเรื้อรังด้วย สำหรับการจ้างบุคลากรจะเน้นไปที่การจ่ายจ้างเหมาบริการแทน ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่กู้ชีพที่สับเปลี่ยนกันอยู่เวรประจำรถกู้ชีพตลอด 24 ชั่วโมง โดยงบประมาณที่นำมาใช้จะมาจาก 2 แหล่ง คือ เทศบาล และกองทุนเสริมสร้างสุขภาพชุมชน  แต่จุดเด่นของการจัดการจะอยู่ที่การใช้ระบบสารสนเทศจะมาเป็นตัวช่วยมาบริการ โดยมีการติดตั้งระบบจีพีเอส ติดไว้ที่รถ เพื่อที่จะรู้ว่ารถรับส่งผู้ป่วย อยู่ที่ใดบ้าง เพื่อเป็นการประหยัดเวลา เกิดความรวดเร็วในการรับส่งผู้ป่วย 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์: ดุลยภาพทางการเมืองในสายตาชนชั้นนำไทย

Posted: 26 Aug 2013 01:03 AM PDT

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 56 ซึ่งเป็นวันแรกของการประชุมวิชาการนานาชาติ: ไทยศึกษาในสายลมตะวันออก (International Conference: Thai Studies through the East Wind) ซึ่งจัดที่โรงแรมฟูรามา จ.เชียงใหม่ ศ.ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอหัวข้อ "ดุลยภาพทางการเมืองในสายตาชนชั้นนำไทย"

อรรถจักร์ นำเสนอว่า สิ่งที่้ต้องคิดต่อจากการนำเสนอของอาจารย์ทามาดะและนักวิชาการคนอื่น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ก็คือ มีกระบวนการที่เรียกว่า "ปฏิเสธประชาธิปไตยเพื่อปฏิเสธทักษิณ หรือปฏิเสธทักษิณเพื่อปฏิเสธประชาธิปไตย" ด้วย ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างเข้มข้น รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองช่วงทศวรรษ 2540 ถึงปัจจุบันว่าเราจะเข้าใจเรื่องนี้ว่าอย่างไร

เราอาจจะต้องเริ่มคิดกันที่" อำนาจ" ให้ชัดเจน ทุกสังคมเกิดขึ้นมาได้จากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ  และที่สำคัญอำนาจนั้นไม่ได้มีที่มาจากแหล่งเดียวกัน อำนาจในความหมายกว้าง อันหมายถึงศักยภาพในการทำให้คนอื่นกระทำไปตามที่ตนเองต้องการนั้นมีที่มาหลากหลาย เวลาคนไทยคิดถึงอำนาจ เรามักจะคิดว่ามันเป็นก้อนเดียว แต่ในความเป็นจริงแล้วผมคิดว่าอย่างน้อยที่สุดก็มาจากสามด้านด้วยกัน ได้แก่  อำนาจทางด้านการเมือง  ทางด้านเศรษฐกิจ  และทางด้านวัฒนธรรม

อำนาจทั้งหมดสามด้านจะปฏิสัมพันธ์กันในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งอำนาจทั้งสามด้านนี้ รูปแบบสังคมจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับปฏิสัมพันธ์ของอำนาจสามด้านนี้ สิ่งสำคัญคือทำไมชนชั้นสูงและชนชั้นกลางคิดแบบที่อาจารย์ทามาดะเสนอ ผมจึงเสนอว่าจะต้องมาดูว่าอำนาจทั้งสามด้านมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร

ในการนำเสนอของอรรถจักร์ ตอนหนึ่งกล่าวว่า  ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอำนาจทั้งสามด้านคือ หลัง 2516 ที่อำนาจของรัฐบาลเผด็จการหลุดไปอำนาจทั้งหลายอยู่ในสภาพ "หัวเปียงกัน" (เท่าเทียมกัน) อำนาจทั้งหมดจึงวิ่งเข้าหาสถาบันกษัตริย์ จึงยิ่งทำให้สถาบันกษัตริย์ ดำรงสถานะเป็นอำนาจทาง Social Power

ต่อมาความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังปี 2540 ทำให้ดุลย์ทางอำนาจทั้งสามสั่นคลอน กลุ่มทุนที่ควบคุมเศรษฐกิจไทยได้แก่ทุนการเงินนั้นพัง การพังทลายของกลุ่มทุนการเงินได้เปิดโอกาสให้แก่กลุ่มทุนอื่นๆ เพิ่มบทบาทของตนเองมากขึ้นด้วย ทักษิณ ชินวัตร ก็โผล่ขึ้นมาและเริ่มทำให้ระบบราชการที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอิสระ สูญเสียความมั่นคง เพราะว่าทักษิณเข้าไปโยกย้ายทหารโดยผิดขนบเดิม ขนบคืออะไร ขนบเดิมคือต้องเข้าไปหา พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์

ทันทีที่ทักษิณไม่ทำตามขนบชนชั้นนำ ปัญหาเกิด ทักษิณทำให้ดุลอำนาจสั่นคลอน คนที่จะรักษาดุลยภาพเริ่มสั่นคลอน ดังนั้นมันจึงเป็นแรงผลักให้ชนชั้นกลางและชนชั้นนำกลุ่มหนึ่ง

และอารมณ์ความรู้สึกของการสูญเสียสมดุลทางการเมืองนั้นได้ทวีสูงขึ้นภายหลังจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะกลุ่มนี้ได้เน้นให้ประชาชนรู้สึกว่าการมีอำนาจเด็ดขาดของทักษิณชินวัตรกระทบกระเทือนพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการรักษา" ดุลยภาพ" ของสังคม โดยมีการชูประเด็นว่า "สู้เพื่อในหลวง" สู้เพื่อรักษาดุลยอำนาจนี้

อย่างไรก็ตามดุลยภาพเป็นเพียงจังหวะหนึ่งของประวัติศาสตร์และในความเป็นจริงนั้นดุลยภาพอาจไม่มีจริง ดุลยภาพจริงๆ นั้นไม่มีจริง เพราะในสังคมเปลี่ยนตลอด ถ้าหากเรายังยึดว่าดุลยภาพเป็น "อกาลิโก" เกิดความขัดแย้งแน่

ดังนั้น จะทำอย่างไรที่จะทำให้ชนชั้นนำไทยมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในเวลานี้และมองหาทางเดิน เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนอย่างชัดเจน ถ้าหากไม่เปลี่ยนปัญหามันก็จะยิ่งยุ่งมากขึ้น

สุดท้าย อรรถจักร์ กล่าวถึงการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยแถลงยุติบทบาท การดำรงอยู่ของพันธมิตประชาชนเพื่อประชาชาธิปไตยอาจจะเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มอื่นๆ จึงยุติบทบาทไป ปล่อยให้กลุ่มอื่นทำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือตัวแทนที่เคลื่อนไหวในนามดุลยภาพก็รู้ตัวเองว่าหมดน้ำยา แต่ว่าสิ่งสำคัญคือเราอ่านจดหมาย อ่านแถลงการณ์ฉบับนี้ ดูว่าคนกลุ่มนี้อ่านสถานการณ์ทางสังคมอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ การรับรู้สมดุลของอำนาจเปลี่ยนไปแล้ว การเคลื่อนไหวของพันธมิตรก็รู้ตัวอยู่ว่าการดิ้นรน หรือสู้บนเรื่องการรักษาดุลยภาพแบบเดิมเป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่าการรับรู้ดุลยภาพแบบใหม่กำลังเกิดขึ้นการเมืองประชาธิปไตยที่ต้องมีการเลือกตั้ง ผมเชื่อว่าจะเดินหน้า ผมเชื่อว่ารัฐประหารไม่น่าจะเกิดขึ้น การสร้างดุลยภาพแบบใหม่กำลังจะเกิดขึ้น พรรคการเมืองกำลังจะกลายเป็นฐานที่สำคัญ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปรับตัวไม่ได้ ก็เชื่อว่าจะมีพรรคอื่นขึ้นมาแทน หรืออย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าจะมีการต่อรองในระดับล่าง ความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มจัดตั้งทางสังคมจะมีส่วนกดดันพรรคการเมืองมากขึ้น

ผมคิดว่าเป็นจังวะของสังคมไทยที่จะต้องเปลี่ยน ผมมองโลกในแง่ดีว่า เราจะก้าวไปสู่อนาคตที่จะดีมากขึ้น กระแสของการที่จะผลักดันคนมาสู่การรักษาดุลภาพแบบเดิมคงจะหมดพลังลงไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนรักหลักประกันสุขภาพร้องสธ. ผลักดัน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย

Posted: 26 Aug 2013 12:56 AM PDT

กลุ่มคนรักหลักประกันเดินหน้าสู้คดี ย้ำกระทรวงสาธารณสุขต้องผลักดัน พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย อย่าเสียเวลาตั้งกรรมการดูแลคนต่างชาติ เร่งให้ทบทวนนโยบาย ฉุกเฉิน 3 กองทุน
 
 
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพเปิดแถลงข่าว ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ วันที่ 26 สิงหาคม 2556
 
นางสาวสุรีรัตน์ ตรีมรรคา ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ และจำเลยที่ 2 ในคดีหมิ่นประมาทที่สมาพันธ์แพทย์และบุคคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ฟ้องหมิ่นประมาทต่อแกนนำกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า การเปิดตัวกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพเมื่อ 8 มกราคม 2555 พร้อมด้วย ผังล้มระบบหลักประกันสุขภาพที่ชี้ให้เห็นกระบวนการที่มุ่งจะทำลายหลักกการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งป็นการจุดประเด็นให้สังคมเริ่มสังเกตุ และจับตามององคาพยพต่างๆ ผ่านเหตุการณ์ ปรากฎการณ์ และนโยบายที่เริ่มจะบิดเบี้ยวของกระทรวงสาธารณสุข เห็นการจับมือกันระหว่างหน่วยงานรัฐ บริษัทยา และธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนชัดเจนขึ้น  ทั้งหมดดูเหมือนมุ่งที่จะพาระบบสุขภาพของประเทศไปสู่จุดที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมจ่าย ณ หน่วยบริการ หรือแม้แต่การร่วมจ่ายค่ายาในหน่วยบริการ ก็เป็นแนวทางที่ธุรกิจสุขภาพผลักดันมาโดยตลอด
 
"เรื่องคดีความ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาโดยตลอด คือการจับตาระบบหลักประกันสุขภาพเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และปรากฎการณ์ต่างๆก็ปรากฎชัดเจนขึ้นว่า มีกระบวนการที่จ้องล้มระบบหลักประกันสุขภาพจริง ดังที่มีนโยบายต่างๆเกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ตั้งแต่การล่าลายมือชื่อเพื่อร่างกฎหมายใหม่ เพื่อล้ม สปสช. หรือนโยบายรัฐบาลที่เน้นดูแลคนต่างชาติมากกว่าคนไทย และความล้มเหลวของการให้บริการฉุกเฉิน 3 กองทุน" สุรีรัตน์ กล่าว
 
สำหรับด้านการต่อสู้คดี ผู้ประสานงานกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพกล่าวต่อ "เรายืนยันจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุด สำหรับการประกันตัววันนี้ เป็นการระดมหลักทรัพย์จาก ชมรมรักษ์ สปสช. มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เนื่องจากชมรมฯ เห็นด้วยกับแนวทางของกลุ่ม และพร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง ต่อสู้ร่วมกับกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ
 
นางสาวกชนุช แสงแถลง โฆษกกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่าเดือนเมษายน  2555 รัฐบาลประกาศนโยบายที่ดูจะเป็นความหวังของระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว โดยประกาศให้ทั้งสามระบบหลักประกันสุขภาพหลักของประเทศ ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินโดยมาตรฐานเดียวกัน ไปที่ใดก็ได้ไม่ต้องถามสิทธิ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างระบบบริการสาธารณสุขให้มีมาตรฐานเดียวกัน แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังมีประชาชนยังถูกการปฏิเสธการรักษาจากโรงพยาบาลบางแห่งดยอ้างเรื่องราคาที่ต่ำไป ทำให้ประชาชนจำนวนมากยังต้องสำรองจ่าย ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุจากรถ ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ได้ ยังคงต้องสำรองจ่ายและถูกปฏิเสธการรักษา
 
"ในด้านการจัดการก็มีปัญหาพบว่านโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้กับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมากขึ้น เพราะ สปสช.ในฐานะเคลียริ่งเฮ้าส์ ไม่สามารถตามเก็บเงินจากสำนักงานประกันสังคม และกรมบัญชีกลางได้ ฯลฯ เพราะไม่มีกลไกใดใดที่จะรองรับนโยบายดังกล่าวที่รัดกุมมากพอ ทั้งหมดนี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่านโยบายดังกล่าว เป็นเพียงภาพฝันที่สร้างขึ้น โดยที่รัฐบาลไม่ได้มีความจริงใจที่จะลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพให้กับประชาชน"
 
นายรุ่งเรือง กัลย์วงศ์ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดตั้งคณะกรรมการ เพื่อเปิดระบบไกล่เกลี่ยกรณีข้อพิพาททางการแพทย์ ทั้งในด้านคุณภาพการรักษาพยาบาล และอัตราค่าบริการขึ้นมาดูแลชาวต่างชาติโดยเฉพาะทั้งนี้เป็นหนึ่งนโยบาย เพื่อสนับสนุนนโยบายเมดิคัล ฮับ หรือการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์อย่างครบวงจร
 
"นโยบายนี้เป็นการใช้เวลาและทรัพยากรที่สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุของคนระดับบริหารของกระทรวงฯ ในขณะที่ไม่ให้ความสนใจที่จะดูแลคนไทย ไม่สนใจผลักดันให้มี ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ ฉบับประชาชน ที่รออยู่ในสภาฯมาหลายปี แต่กระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นหน่วยงานที่ ครม.มอบให้เป็นกลไก ทำร่าง พรบ.ของรัฐบาลประกบ  ไม่เดินหน้า  ซื้อเวลา ถ่วงเวลา  รอให้คนป่วย คนฉุกเฉิน ได้รับความลำบาก ต้องไปฟ้องร้องกันในศาล ซึ่งใช้เวลายาวนานและไม่มีครั้งไหนเลยที่ผู้ได้รับความเสียหายจะชนะคดี" นายบารมีกล่าว
 
กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ขอเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขเลิกล้มแนวคิดที่จะตั้งคณะกรรมการเพื่อเปิดระบบไกล่เกลี่ยกรณีข้อพิพาททางการแพทย์ แล้วใช้ทรัพยากร เวลาที่มีมาทุ่มกำลังในการร่วมผลักดัน ร่าง พรบ.คุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์  ฉบับประชาชน ซึ่งจะได้เป็นหลักประกันที่จะคุ้มครองสิทธิทุกคนทั้งผู้รับบริการ และผู้ให้บริการ และขอให้รัฐบาลรวมการบริหาร และกองทุนเกี่ยวกับการรักษาที่รัฐจ่ายให้คนแต่ละระบบมาไว้เป็นระบบเดียวกัน บริหารอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มงบประมาณอย่างเหมาะสมกับการก้าวเข้าสู่ยุคอาเซียน  กลุ่มยังคงจับตาการดำเนินงานของรัฐบาล รัฐมนตรีสาธารณสุข และคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ และกฎหมายที่ประชาชนร่วมสร้างมาแต่ต้น
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

Posted: 26 Aug 2013 12:47 AM PDT

"พวกผมจะสานต่อเจตนารมณ์ของมวลชนพันธมิตรในการต่อต้านระบอบทักษิณให้สำเร็จ และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนมวลชนพันธมิตรให้เดินไปกับเรา"

24 ส.ค.56 กล่าวบนเวทีผ่าความจริง "หยุดกฎหมายล้างผิด" ของพรรคประชาธิปัตย์ โควทโดย 'Korn Chatikavanij'

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 20 - 26 ส.ค. 2556

Posted: 26 Aug 2013 12:26 AM PDT

รมว.แรงงานเผยจัดหางานสำหรับคนไทยในอียิปต์แล้ว

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา ทันทีที่คนไทยเดินทางกลับมาจากประเทศอียิปต์ กระทรวงแรงงานได้ไปรับคนไทยทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ผู้ใดไม่มีงานทำก็มีการจัดหางานให้ ขาดเหลือ ตกหล่นอย่างไร ก็ได้นำประกันสังคมไปช่วย และได้ติดต่อกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไว้ด้วย ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ตัวเลขยังไม่ทราบว่ามีผู้ประสงค์ต้องการทำงานเป็นจำนวนเท่าไหร่
 

(มติชนออนไลน์, 20-8-2556)

พนักงาน-ลูกจ้างสวนสัตว์เชียงใหม่นัดรวมตัวทุกอังคารค้านโอนย้าย-เล็งตั้งสหภาพสู้

(20 ส.ค.) กลุ่มพนักงานและลูกจ้างของสวนสัตว์เชียงใหม่ ประมาณ 100 คน รวมตัวกันที่โบราณสถานวัดกู่ดินขาว โดยการรวมตัวดังกล่าวซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นอกจากจะเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยกับแผนการโอนย้ายสวนสัตว์เชียงใหม่ไป สังกัดภายในสำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) แล้ว ยังถือเป็นการดำเนินการครั้งแรกของทางกลุ่ม หลังจากที่มีความเห็นร่วมกันว่าจะทำการรวมตัวในลักษณะเดียวกันนี้ทุกๆ วันอังคาร จนกว่าเรื่องการโอนย้ายสวนสัตว์เชียงใหม่ไปสังกัดภายในสำนักงานพัฒนาพิงคน ครจะมีความชัดเจน
      
การรวมตัวกันในวันนี้ กลุ่มพนักงานและลูกจ้างที่มาร่วมงานได้ร่วมกันนมัสการพระศรีศากยมุนี สัตตบุรีลวบูชา ภายในโบราณสถานวัดกู่ดินขาว และรับประทานอาหารร่วมกัน ขณะเดียวกันยังมีการชี้แจงข้อมูลความคืบหน้าของการโอนย้ายสวนสัตว์เชียงใหม่ ไปสังกัดภายในสำนักงานพัฒนาพิงคนคร โดยได้มีการชี้แจงถึงรายงานข้อเท็จจริงในการรวมตัวที่วัดกู่ดินขาวของ พนักงานลูกจ้าง ซึ่งนายธนภัทร พงษ์ภมร ผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ได้ทำบันทึกข้อความส่งถึงผู้อำนวยการองค์การ สวนสัตว์เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา
      
ขณะเดียวกันยังมีการชี้แจงข้อมูลกรณีที่ตัวแทนพนักงานและลุกจ้างจาก องค์การสวนสัตว์ฯ ได้จดทะเบียนเป็นสมาชิกของสนมาพันธ์แรนงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้รับการยืนยันการเป็นสมาชิกแล้ว ทำให้หลังจากนี้จะสามารถดำเนินการจัดตั้งสหภาพแรงงานของพนักงานและลูกจ้าง ขององค์การสวนสัตว์ฯขึ้นได้ ซึ่งคดว่าจะมีการเปิดรับสมัครสมาชิกในเร็วๆ นี้
      
นายวิมุติ ชมพานนท์ นักวิทยาศาสตร์สวนสัตว์ 3 ตัวแทนกลุ่มพนักงานและลูกจ้าง กล่าวว่า กลุ่มพนักงานและลูกจ้างเห็นพ้องกันว่าจะมีการรวมตัวที่โบราณสถานวัดกู่ดิน ขาวในทุกๆ วันอังคาร เพื่อให้เกิดการพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันของพนักงานและลูกจ้าง รวมทั้งเพื่อนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีการโอนย้ายสวนสัตว์ เชียงใหม่ไปสังกัดภายในสำนักงานพัฒนาพิงคนคร เนื่องจากพนักงานและลูกจ้างบางส่วนยังไม่ทราบข้อมูล รวมทั้งยังมีบางส่วนที่ไม่สะดวกในการติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานอาวุโสที่การติดตามข่าวสารผ่านทางอินเทอร์เน็ตหรือ เครือข่ายสังคมออนไลน์อาจจะไม่คล่องตัวเหมือนพนักงานรุ่นใหม่ๆ
      
นายวิมุติ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีการจัดตั้งสหภาพนั้นคงเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการต่อไป แต่สิ่งที่ถือเป็นข่าวดีก็คือ ขณะนี้สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์กำลังอยู่ในระหว่างเสนอร่างพระราช บัญญัติพัฒนารัฐวิสาหกิจแห่งชาติ ซึ่งสาระสำคัญอย่างหนึ่งในร่างดังกล่าว คือ การห้ามไม่ให้มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ดังนั้นหากร่างดังกล่าวถูกประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ก็จะส่งผลดีมาถึงองค์การ สวนสัตว์ด้วย
      
สำหรับความคืบหน้าของกรณีการโอนย้ายสวนสัตว์เชียงใหม่ไปสังกัดภายใน สำนักงานพัฒนาพิงคนคร นายวิมุติกล่าวว่าหลังจากมีการรวมตัวกันของพนักงานและลูกจ้างเมื่อวันที่ 14 ส.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าในวันที่ 15 ส.ค.มีผู้แทนจากกรมคุ้มครองสวัสดิภาพและแรงงานได้เข้ามาสอบถามถึงการรวมตัว ของกลุ่มพนักงานและผลกระทบต่างๆ ที่พนักงานและลูกจ้างมีความเป็นห่วง
      
ส่วนการชี้แจงจากผู้บริหารนั้นจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการชี้แจงหรือให้ ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งกลุ่มพนักงานและลูกจ้างยังคงรอว่าจะมีการชี้แจงหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับ การโอนย้ายอย่างชัดเจนเมื่อใด เพราะการที่ไม่ทราบข้อมูลใดๆ ทำให้กลุ่มพนักงานและลูกจ้างรู้สึกวิตกกังวลต่ออนาคตของตนเองเป็นอย่างมาก
      
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจุดยืนของกลุ่มพนักงานและลูกจ้าง ภูมิใจในการเป็นพนักงานและลูกจ้างขององค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และไม่เห็นด้วยกับการโอนย้ายสวนสัตว์เชียงใหม่ไปสังกัดภายในสำนักงานพัฒนา พิงคนคร พร้อมทั้งจะติดตามตรวจสอบหากเห็นว่ามีความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานของ องค์กร ส่วนการที่มีข่าวว่าอาจจะมีการเลื่อนการพิจารณาหรือยกเลิกแผนการโอนย้ายนั้น ก็ได้ยินมาบ้าง แต่ยังไม่มั่นใจว่าข่าวดังกล่าวจะมีมูลความจริง
      
ทั้งนี้ นายวิมุติ เปิดเผยว่า เป็นที่น่ายินดีที่มีความเคลื่อนไหวจากพนักงานและลูกจ้างจากสวนสัตว์อื่นๆ ในสังกัดองค์การสวนสัตว์ รวมถึงอุทยานทั้ง 2 แห่งและโครงการคชอาณาจักร ที่ได้ติดต่อมายังกลุ่มพนักงานและลูกจ้างของสวนสัตว์เชียงใหม่เพื่อให้กำลัง ใจและแสดงการสนับสนุนการออกมารวมตัวแสดงพลัง โดยมีการสั่งซื้อเสื้อที่มีข้อความ "I Love CM Zoo" จากเพื่อนๆ ที่อยู่ในสวนสัตว์แห่งอื่นๆ เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีกลุ่มพนักงานของสวนสัตว์ดุสิตได้จัดทำสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความว่า "เรารัก(ษ์) สวนสัตว์เชียงใหม่" ส่งมาให้กลุ่มพนักงานและลูกจ้างของสวนสัตว์เชียงใหม่ด้วย
      
ส่วนการเคลื่อนไหวในขั้นตอนต่อไป นายวิมุติ กล่าวว่า จะมีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยหากยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าว ก็อาจจะมีการยกระดับการเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ แต่ไม่ใช่ในลักษณะของการก่อม็อบหรือประท้วงอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นการเคลื่อนไหวในรูปแบบใดนั้นคงจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง หนึ่ง

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 20-8-2556)

คนงานเลี้ยงไก่ "สหฟาร์ม"บุกขอความเป็นธรรม ผู้ว่าฯลพบุรี เดือดร้อนหนักไม่ได้เงินเดือน 

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 19 สิงหาคม    คนงานเลี้ยงไก่ของ บริษัท สหฟาร์ม จำกัด เดินทางโดยรถยนต์กระบะทั้งรถส่วนตัวและจ้างเหมาประมาณ 100 คน  รวมตัวกันที่ลานหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัดลพบุรี โดย พ.ต.อ.พรชัย ไข่สนอง ผกก.สส.ภ.จว.ลพบุรี พ.ต.อ.ณัชภูม วรรณวิไล ผกก.สภ.เมืองลพบุรี นำกำลังตำรวจและ อส.จังหวัด ประมาณ 30 นายป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้

ชาวบ้านที่เดินทางมารวมตัวกล่าวว่า การเดินทางมารวมตัวกันไม่มีความประสงค์มาก่อความวุ่นวาย แต่เดินทางมารวมตัวกันเพื่อขอความเป็นธรรมจากนายพิเชษฐ ไพบูลย์ศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ให้ช่วยเหลือในเรื่องที่พวกตนไม่ได้รับเงินค่าจ้างทำให้ได้รับความเดือดร้อน อย่างหนัก ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคอีสานและเดินทางมาทำงานเป็นคนงานเลี้ยงไก่ของบริษัท สหฟาร์ม จำกัด ตั้งอยู่ในเขตตำบลศิลาทิพย์ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 มาจนถึงปัจจุบัน  แต่ไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างใด เป็นเงินคนละ 20,000 กว่าบาทจนถึง 30,000 กว่าบาท แล้วแต่ฐานเงินเดือนของแต่ละคน ทำให้ได้รับความเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก เพราะมีภาระต้องจ่ายหนี้สินต่างๆ รวมถึงภาระที่ต้องรับผิดชอบ  โดยทางบริษัทฯก็ไม่ได้แจ้งว่า จะจ่ายเงินให้เมื่อไหร่
 
 ต่อมา น.ส.สมพิศ พันธุเจริญศรี สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดลพบุรี เดินทางมาพบและพูดคุยกับลูกจ้างเลี้ยงไก่บริษัท สหฟาร์ม  และโทรศัพท์พูดคุยกับฝ่ายบริหารบริษัท สหฟาร์ม  ซึ่งระบุว่า ทางบริษัทฯจะจ่ายเงินให้คนละ 1,000 บาทก่อน และในวันที่ 26  ส.ค. จะจ่ายให้อีกคนละ 1,000 บาท ซึ่งคนงานได้ต่อรองขอ  2,000 บาทก่อนแล้วจะเดินทางกลับ 

 "พวกเราได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจริงๆ จึงรวมตัวกันเดินทางมาร้องเรียนขอความเป็นธรรม และทุกคนที่เดินทางมาในวันนี้ก็เป็นคนไทยแท้ 100 % ไม่ใช่แรงงานต่างชาติ และไม่มีความคิดก่อความรุนแรงเหมือนลูกจ้างชาวพม่า และหากวันนี้พวกเราไม่ได้เงินคนละ 2,000 บาท พวกเราจะไม่ยอมกลับ จะขอนอนค้างที่สนามหญ้าแห่งนี้ เพื่อขอความเป็นธรรมจากผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีต่อไป จนกว่าจะได้รับความเมตตา"ลูกจ้างที่ได้รับความเดือดร้อนกล่าวและว่า หลังบริษัทฯเกิดปัญหาเรื่องการเงินตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2556 เป็นต้นมา ทางฝ่ายบริหารไม่เคยเดินทางมาพูดคุยกับคนงานแต่อย่างใด โดยการจ่ายเงินให้ล่าสุด จ่ายให้เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2556 คนละ 2,200 บาท หลังจากนั้นก็เงียบหายไปเลย ทำให้ยอดเงินค้างมีจำนวนมากดังกล่าว   อยากทราบว่า  จะจ้างต่อไปหรือไม่ ถ้าไม่จ้างก็ให้จ่ายเงินเดือนที่ค้างอยู่มา เพื่อจะได้เก็บไว้เป็นทุนในการหางานใหม่ทำต่อไป


(มติชนออนไลน์, 21-8-2556)

ทีดีอาร์ไอรับกระทบแรงงานแน่ หาก GDP ต่ำ 4%

"ยงยุทธ แฉล้มวงษ์" ผอ.ทีดีอาร์ไอ ระบุกรณีเศรษฐกิจชะลอตัวอาจต้องดูอย่างน้อย 1 ไตรมาสว่าจะกระทบตลาดแรงงานหรือไม่ และต้องดูว่ากระทบธุรกิจส่งออกหรือขายในประเทศ เชื่อนายจ้างส่วนใหญ่ยังรักษาลูกจ้างไว้เพื่อรอดูยอดการสั่งซื้อ ยอมรับหากจีดีพีชะลอต่ำลงมาขยายตัว 4% จะกระทบตลาดแรงงานแน่นอน โดยเฉพาะแรงงานใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานจะหางานได้ยากขึ้น

(ประชาชาติธุรกิจออนไลน์, 21-8-2556)

กพร.เร่งอบรมภาษาอังกฤษแรงงานไทย เน้นพูดกับลูกค้าต่างชาติรู้เรื่อง

(21 ส.ค.) นายวิสา คัญทัพ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรม "โครงการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในงานบริการ (English For hospitality )" โดยวิทยากรจากสถาบันสอนภาษา แอนดรูว์ บิ๊กส์ ณ โรงแรมบางกอกชฎา กรุงเทพมหานคร ว่า การเรียนภาษาอังกฤษ ครูผู้สอนต้องสื่อสารโดยใช้เทคนิคต่างๆ ที่เข้าใจง่าย พร้อมตั้งข้อสังเกตเรื่องการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ ที่ต่างจากการสื่อสารภาษาไทย ที่เริ่มจากการพูดก่อนเขียน แต่ปัจจุบันภาษาอังกฤษเริ่มจากการเขียนก่อนการสอน ดังนั้น ผู้เรียนต้องกล้าที่จะสนทนา เพื่อให้สื่อสาร เมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียนได้ แม้จะช้าไปบ้างในการเรียน แต่หากตั้งใจก็ไม่อยากเกินความสามารถ ล่าสุดผลสำรวจในปี 2555 ของธนาคารโลก พบว่าไทยมีอันดับในเรื่องของการสื่อสารภาษาอังกฤษต่ำกว่ากัมพูชา ที่อยู่อันดับที่ 41 ซึ่งไทยอยู่ในอันดับที่ 42 ของโลก
      
ด้านนายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กล่าวว่า เยาวชนไทยจำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องภาษาต่างประเทศ เพื่อรองรับเออีซี ควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านไอที ให้พร้อมที่จะรองรับการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรี และแข่งขันกับต่างประเทศได้ ทั้งทักษะความสามารถและการสื่อสาร ที่ไม่ด้อยกว่าชาติไหน หากจะพัฒนาจากระดับปฏิบัติการให้เป็นหัวหน้างานก็จะไม่ยากเกินความสามารถ พร้อมแนะนำให้กำลังแรงงานและเยาวชนไทยกล้าที่จะสนทนาภาษาต่างประเทศ เพื่อให้คุ้นชินและเข้าใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้หลักสูตรดังกล่าวยังเปิดอบรมที่ จ.เชียงใหม่ พังงา และ ขอนแก่น หลักสูตรละ 150 คนด้วย
      
"ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ ซึ่งส่วนใหญ่บุคคลที่จะต้องพบปะกับชาวต่างชาติมากที่สุดก็คือ พนักงานบริการในโรงแรม หรือตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ โดยการอบรมนี้จะเป็นเน้นการพูดเป็นหลัก เพื่อให้ผู้เข้าอบรมกล้าที่จะสนทนาภาษาอังกฤษมากกว่าการจำแค่หลักไวยากรณ์ และจะเน้นฝึกในส่วนของการบริการเป็นหลักเพราะต้องติดต่อกับลูกค้าชาวต่าง ชาติ" นายนคร กล่าว
      
ด้าน นายแอนดรูว์ บิ๊กส์ กล่าวว่า คนไทยกลัวที่จะพูด เพราะเกรงว่าพูดไปแล้วจะไม่ถูกตามหลักไวยากรณ์ที่เคยเรียนมา ทั้งที่ความเป็นจริงเมื่อมีการสนทนากับชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติเองก็พยายามที่จะทำความเข้าใจว่าคู่สนทนาพูดว่าอะไร เพราะหลักๆ แล้วการสนทนาต้องการแค่ข้อมูล และความต้องการของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น อาจจะไม่ต้องพูดคล่องมากเพียงแค่สนทนา และเกิดความเข้าใจระหว่างกันได้ก็ถือว่าดีแล้ว
      
"ถ้าหากอยากที่จะเก่งภาษาอังกฤษ มีกฎอยู่ 3 ข้อคือ 1.ให้ลืมกฎหลักไวยากรณ์ที่เคยรู้มาก่อน เพราะในต่างประเทศไม่จำเป็นต้องเรียนหลักไวยากรณ์ตั้งแต่เด็ก 2.ต้องเข้าใจว่าการพูดเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เพราะการพูดผิดเป็นเรื่องปกติ และเป็นสิ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ 3.พยายามอยู่กับภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ รับฟังและตอบเป็นภาษาอังกฤษ" นายแอนดรูว์ บิ๊กส์ กล่าว

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21-8-2556)

ประกันสังคม สั่งฟันนายจ้างเบี้ยวเงินสมทบลูกจ้างระวังเจอโทษหนัก

นางสุภาวดี ประชุมพร ประกันสังคมจังหวัดตรัง ออกเตือนนายจ้างที่มีพฤติกรรมทำผิดกฎหมายประกันสังคม กรณีหักเงินสมทบในส่วนของลูกจ้าง หรือ ผู้ประกันตนแล้ว แต่ไม่นำส่งสำนักงานประกันสังคม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับนายจ้างตามขั้นตอน ด้วยการให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบย้อนหลังตามจำนวนที่ยังไม่นำส่ง และจ่ายเงินเพิ่มในอัตราที่กฎหมายกำหนด

ส่วนส่วนนายจ้างที่ค้างชำระหนี้กองทุนประกันสังคม จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ยังไม่นำส่ง หรือส่วนที่ขาดอยู่จนครบ ส่วนนายจ้างที่ค้างชำระหนี้ของกองทุนเงินทดแทน จะต้องจ่ายเพิ่มในอัตราร้อยละ 3 ต่อเดือน ของเงินสมทบที่ยังค้างชำระ และหาก

กรณีที่สำนักงานประกันสังคม ได้ติดตามเร่งรัดหนี้ตามขั้นตอนดังกล่าวแล้ว แต่นายจ้างยังเพิกเฉย หรือไม่นำส่งเงินสมทบและเงินเพิ่ม (ค่าปรับ)ที่ค้างชำระ ทางสำนักงานประกันสังคม จะใช้มาตรการในการดำเนินคดีทางอาญากับนายจ้างตามขั้นตอนทันที ด้วยการดำเนินการยึด อายัด และขายทรัพย์สินทอดตลาด

ผลเสียจากกรณีดังกล่าวนอกจากนายจ้างจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้าง หรือผู้ประกันตนด้วย เพราะไม่สามารถขอรับสิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขการเกิดสิทธิประโยชน์ในแต่ละ กรณีได้ ดังนั้นจึงขอความร่วมมือไปยังลูกจ้าง หรือผู้ประกันตน หรือผู้ที่พบเห็นการกระทำดังกล่าว ให้แจ้งข้อมูลเบาะแสมาที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัดตรัง โทร.(075) 570-523 ได้ทุกวันเวลาราชการ

(RYT9.COM, 21-8-2556)

หอฯ เชียงใหม่คาดกำลังซื้อตก ทำ ศก.ครึ่งปีหลังชะลอตัว หวั่นแรงงานขาดแคลนกระทบลงทุน

(21 ส.ค.) นายเฉลิมชาติ นครังกุล ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าว CCC Coffee ครั้งที่ 2 ประจำเดือน ส.ค. 2556 ซึ่งเป็นการแถลงข่าวประจำเดือนต่อสื่อมวลชนของหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ว่า จากการประเมินสภาวะเศรษฐกิจของหอการค้า คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง พร้อมทั้งระบุว่าปัญหาการขาดแคลนแรงงานจะเป็นวิกฤตสำคัญอีกอย่างหนึ่งของ เศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่
      
โดยนายเฉลิมชาติกล่าวว่า จากการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน พบว่ากำลังซื้อของประชาชนในพื้นที่เริ่มถดถอยลง เห็นได้จากพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนที่เพิ่มความระมัดระวังมาก ขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งจากการซื้อรถ โดยเฉพาะตามโครงการรถคันแรก และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีการลงทุนเป็นจำนวนมากในจังหวัดเชียงใหม่ขณะ นี้
      
นายเฉลิมชาติกล่าวต่อว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีการปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรืออัตราเงินเดือน แต่จากการที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้ปรับตัวตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ในภาพรวมแล้วรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ในปีนี้ภาคการเกษตรมีการชะลอตัวลงอันเป็นผลมาจากการที่ราคาสินค้าเกษตรหลาย รายมีการปรับตัวลดลง ส่งผลให้รายได้ที่เข้าสู่ภาคการเกษตรลดลงซึ่งมีผลต่อเนื่องให้การจับจ่ายจาก ภาคเกษตรกรรมลดจำนวนลงตามไปด้วย
      
จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจ ของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังจะยังคงชะลอตัวตามกำลังซื้อที่มีแนว โน้มถดถอย
      
อย่างไรก็ตาม ในภาคการท่องเที่ยวซึ่งยังคงมีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง นั้นจะเป็นภาคเศรษฐกิจที่ยังคงมีการเติบโต และจะช่วยพยุงเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังไม่ให้ชะลอตัวลง มากนัก
      
ขณะเดียวกัน นายเฉลิมชาติระบุว่า มีสิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้จังหวัดเชียงใหม่จะมีการลงทุนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของอสังหาริมทรัพย์ คอนโดมิเนียม ห้างสรรพสินค้า รวมถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวตลอดช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ภาคการลงทุนมีแนวโน้มที่จะคึกคักต่อไปจนถึงปี 2557 และปี 2558
      
แต่ปรากฏว่าข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจจำนวนมากกลับพบ ว่าขณะนี้จังหวัดเชียงใหม่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานที่จะเข้ามาป้อนตลาด ในภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งๆ ที่หากพิจารณาจากภาวการณ์จับจ่ายของประชาชนที่ลดลง ซึ่งน่าจะส่งผลให้มีแรงงานที่ต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้น แต่ปรากฏว่าแรงงานกลับขาดแคลน และมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนของนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่ เริ่มมีการชะลอการลงทุนบ้างแล้ว
      
สำหรับแรงงานที่ขาดแคลนนั้นมีทั้งในส่วนของแรงงานที่มีทักษะฝีมือและแรง งานไร้ทักษะฝีมือ โดยเฉพาะในกลุ่มแรกที่ขาดแคลนอย่างหนัก อันเป็นผลมาจากการที่นักเรียนนักศึกษาส่วนมากไม่สนใจการศึกษาในสาย อาชีวศึกษา แต่เลือกที่จะศึกษาในระดับอุดมศึกษามากกว่า ทำให้แรงงานในสายอาชีวศึกษาขาดแคลน ขณะเดียวกันยังพบว่าคนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเลือกงานมากขึ้นกว่าเดิม หรือสนใจการทำธุรกิจของตัวเองมากกว่า
      
นายเฉลิมชาติเปิดเผยว่า จากการสำรวจทั้งโดยส่วนตัวและจากคณะของหอการค้า พบว่าแรงงานส่วนหนึ่งไม่มีการแจ้งข้อมูลต่อสำนักงานจัดหางานจังหวัดเมื่อ กลายเป็นผู้ว่างงาน ทำให้ข้อมูลแรงงานที่ว่างงานไม่มีความชัดเจน ขณะที่ส่วนหนึ่งมีค่านิยมทั้งโดยส่วนตัวหรือครอบครัวว่าอยากเรียนจบปริญญา ตรี จึงไม่สนใจการเรียนสายอาชีวศึกษา
      
อีกทั้งยังเห็นว่างานบางประเภทนั้นหนักเกินไป และอยากทำงานจำพวกงานสำนักงานมากกว่า นอกจากนี้บางส่วนยังเห็นว่าการประกอบธุรกิจของตนเองดีกว่าการเป็นลูกจ้างอีก ด้วย
      
ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ใน อนาคต จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการหาทางแก้ไขหรือกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหา โดยในส่วนของหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการประสานกับสถาบันการศึกษาเพื่อ ให้ข้อมูลและแนะแนวทาง เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานมีความสนใจในช่อง ทางอื่นๆ นอกเหนือจากการเรียนในระดับอุดมศึกษา อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงแรงงานเองก็จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของตนเองด้วย
      
ทั้งนี้ ประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า การขาดแคลนแรงงานนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำแต่อย่าง ใด เพราะขณะนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่การที่ค่าจ้างเพิ่มขึ้นแล้วทำให้มีการ เลิกจ้างแรงงาน แต่เป็นการที่แรงงานขาดแคลนมากกว่า โดยในธุรกิจหลายประเภทนั้นพบว่ามีการจ้างงานในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างแรงงาน ขั้นต่ำอยู่แล้ว
      
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการจ้างงานในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ แต่ปรากฏว่ากลับหาแรงงานได้ยาก เนื่องจากแรงงานเลือกงานหรือไม่สนใจเนื่องจากต้องการทำงานที่สบายกว่า

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21-8-2556)

บุรีรัมย์เร่งให้ญาติแรงงานไทยในอียิปต์แจ้งขอรับความช่วยเหลือ

(22 ส.ค.) นายอนันต์ กลั่นขยัน จัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ญาติแรงงานไทยมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัด บุรีรัมย์ที่เดินทางไปทำงานยังประเทศอียิปต์ ทั้งถูกต้องตามกฎหมายและลักลอบไปในรูปแบบต่างๆ โดยไม่ถูกต้อง ได้เข้ามาแจ้งขอรับความช่วยเหลือหรือประสงค์จะเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อ หลีกเลี่ยงอันตรายจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการชุมนุมประท้วงภายในประเทศ อียิปต์ ซึ่งสถานการณ์ค่อนข้างรุนแรงบานปลายขึ้นเรื่อยๆ จนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก
      
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ไม่มีแรงงานในระบบที่เดินทางไปทำงานยังประเทศ อียิปต์ ส่วนผู้ที่ลักลอบไปโดยไม่ถูกต้องไม่สามารถตรวจเช็กยอดได้ จึงขอให้ญาติเข้ามาแจ้งรายชื่อต่อทางสำนักงานจัดหางานจังหวัด หรือกรมการจัดหางานอย่างเร่งด่วน เพื่อจะได้ประสานหาแนวทางช่วยเหลือต่อไป
      
ล่าสุดได้มีญาติของ น.ส.สุภาพร กาวไธสง อายุ 39 ปี ที่มีภูมิลำเนาอยู่ อ.ลำทะเมนชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับ จ.บุรีรัมย์ ปัจจุบันทำงานนวดแผนโบราณอยู่ในประเทศอียิปต์ ได้เข้ามาแจ้งกับทางจัดหางานจังหวัดบุรีรัมย์ไว้เพียง 1 รายเท่านั้น หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ประสานให้ความช่วยเหลือ หรือนำตัวกลับประเทศไทยทันที ส่วนแรงงานรายอื่นที่ลักลอบไปทำงานในประเทศอียิปต์โดยไม่ถูกต้องยังไม่ได้ เข้ามาแจ้งเพิ่มเติมแต่อย่างใด

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 22-8-2556)

เตรียมปรับสิทธิผู้ป่วยโรคไตวาย ก่อนเป็นผู้ประกันตน

นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เตรียมปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตน กรณีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายก่อนการเป็นผู้ประกันตน จากอัตราเดิม 1,000 บาท/ครั้ง เป็นอัตรา 1,500 บาท/ครั้ง และจากสัปดาห์ละ 3,000 บาท เป็นสัปดาห์ละไม่เกิน 4,500 บาท

นอกจากนี้ สปส.ยังเห็นชอบตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล เรื่องลดความเหลื่อมล้ำของระบบประกันสุขภาพ โดยได้มีการบูรณาการสิทธิประโยชน์โรคไตภายใต้การดำเนินงานของ 3 กองทุน ในส่วนของผู้ประกันตนที่เคยใช้สิทธิบำบัดทดแทนไตกรณีผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) หรือสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการมาก่อนที่จะเข้าระบบประกันสังคมจะ ได้รับสิทธิต่อเนื่องโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาอนุมัติใหม่ด้วย

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 22-8-2556)

สถานการณ์แรงงานยังทรงตัว-อัตราเลิกจ้างไม่น่าห่วง

กรุงเทพฯ 23 ส.ค. - ปลัดกระทรวงแรงงานยืนยันสถานการณ์แรงงานยังปกติ อัตราการจ้างงานในระบบประกันสังคม ม.33 ขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.49 อัตราการว่างงานลดลงจากปีก่อน ขณะที่สถานการณ์เลิกจ้างยังไม่น่าห่วง

นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจการแรงงาน ศูนย์ข้อมูลเศรษฐกิจการแรงงานว่า ข้อมูลด้านแรงงานเดือนมิถุนายน 2556 พบว่าการจ้างงานอยู่ในภาวะปกติ จากข้อมูลจำนวนลูกจ้างที่มีนายจ้างในระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 จำนวน 9,600,371 คน มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 4.49 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 มีลูกจ้าง 9,187,828 คน มีอัตราการขยายอยู่ที่ร้อยละ 1.92 ทั้งนี้ หากพิจารณาอัตราการเปลี่ยนแปลงของเดือนมิถุนายน 2556 เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2556 ในเดือนมิถุนายน 2556 อัตราการขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 4.49 ลดลงจากเดือนพฤษภาคม 2556 อยู่ที่ร้อยละ 4.75 ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ปกติ

ด้านสถานการณ์การว่างงาน พบว่าในเดือนพฤษภาคม 2556 มีผู้ว่างงานขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน จำนวน 109,433 คน และขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในระบบประกันสังคมจำนวน 104,259 คน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ผู้ประกันตนขอรับประโยชน์ทดแทนจำนวน 120,265 คน แสดงให้เห็นว่ามีผู้ว่างงานลดลงจากปีก่อน โดยมีอัตราการชะลอตัวอยู่ที่ร้อยละ 13.31
 
เมื่อเทียบระหว่างเดือนมิถุนายนกับพฤษภาคม 2556 มีผู้ว่างงานลดลงอยู่ที่ร้อยละ 4.73 ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์การว่างงานในเดือนมิถุนายน 2556 ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับสถานการณ์การเลิกจ้างพบว่า มีผู้ถูกเลิกจ้างที่มาขึ้นทะเบียนขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากกรมการ จัดหางานในเดือนมิถุนายน 2556 มีจำนวน 5,787 คน เดือนพฤษภาคม มีจำนวน 5,015 คน ทั้งนี้ ตามสถานการณ์การเลิกจ้างยังไม่น่าห่วง เนื่องจากมีการชะลอตัวจากปีที่แล้วถึงร้อยละ 2.01 อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าแนวโน้มการจ้างงานในภาพรวมของตลาดแรงงานใน 12 เดือนข้างหน้า (มิ.ย.56-พ.ค.57) ยังอยู่ในภาวะปกติ

(สำนักข่าวไทย, 23-8-2556)

มติสภาฯ ผ่านร่างงบกระทรวงแรงงาน

23 ส.ค. 56 - สำหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณร่ายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ในวาระ 2 วงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท ล่าสุดในขณะนี้ ที่ประชุมได้เข้าสู่การอภิปรายในมาตรา 21 งบประมาณในส่วนของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วงเงิน 2,401 ล้านบาท โดยการอภิปรายยังคงเป็น ส.ส.รัฐบาล และ ส.ส.ฝ่ายค้าน สลับกันขึ้นอภิปราย ขณะที่ บรรยากาศในการประชุมยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยการประท้วงมีบ้างประปรายเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ที่ประชุมมีมติผ่านมาตรา 19 งบประมาณในส่วนของ กระทรวงแรงงาน วงเงิน 30,353 ล้านบาท โดยมีผู้เห็นด้วย 287 เสียง ไม่เห็นด้วย 110 เสียง งดออกเสียง 11 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง รวมทั้ง ที่ประชุมได้ผ่านมาตรา 20 งบประมาณในส่วนของ กระทรวงวัฒนธรรม วงเงิน 6,624 ล้านบาท โดยมีผู้เห็นด้วย 282 เสียง ไม่เห็นด้วย 108 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง และไม่ลงคะแนน 3 เสียง

(ไอเอ็นเอ็น, 23-8-2556)

ทปอ.เสนอตั้งงบตกเบิกพนักงานมหาวิทยาลัย 60,000 คน

กรุงเทพฯ 25 ส.ค. – ทปอ. เสนอรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาฯ ตั้งงบประมาณตกเบิกเงินพนักงานมหาวิทยาลัย ค้างนานถึง 21 เดือน กระทบพนักงานฯ กว่า 60,000 คน

ผศ.นพ.เฉลิมชัย  บุญยะลีพรรณ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  (มศว)  ในฐานะรองประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย  (ทปอ.)  กล่าวถึงผลการประชุม ทปอ. ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตหาดใหญ่ ว่า ที่ประชุมได้เสนอให้ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ช่วยสนับสนุนและแก้ไขปัญหาอุดมศึกษาในหลายประเด็น โดยเรื่องเร่งด่วน คือ การประสานกับสำนักงบประมาณ ตั้งงบกลางปี 2557 เพื่อจ่ายตกเบิกให้กับพนักงานมหาวิทยาลัยที่บรรจุอยู่ก่อน 1 มกราคม 2555 รวม 21 เดือน คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึง 30 กันยายน 2556 ซึ่งมีพนักงานฯ ได้รับผลกระทบกว่า 60,000 คน  แทนที่สำนักงบประมาณจะจัดสรรให้ในปีงบประมาณ 2558 รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณให้มหาวิทยาลัยทั้ง 27 สถาบัน ร่วมแก้ปัญหาความมั่นคง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการเสริมสร้างทัศนคติทางบวก พัฒนาการศึกษา  และสร้างอาชีพ

ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าวต่อว่า สำหรับปัญหาการช่วยเหลือมหาวิทยาลัย 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้น ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นผู้รับผิดชอบเท่านั้น อย่าง มศว เองมีความถนัดเรื่องการออกแบบ อาจทำโครงการแฟชั่นมุสลิม สร้างรายได้แก่แม่บ้านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้  นอกจากนี้ ประเด็นอื่น ๆ ที่ ทปอ.เสนอต่อ รมช.ศธ. ได้แก่ การสนับสนุนทุนวิจัย ปรับระบบการเทียบโอนการศึกษาระดับอุดมศึกษาภายในอาเซียน การชะลอพิจารณา พ.ร.บ.เกี่ยวข้องกับอุดมศึกษาเพื่อเปิดโอกาสแสดงความคิดเห็นให้กว้างขวาง ขึ้น  รวมถึงการเสนอผลการศึกษาของ  ทปอ. ที่เห็นสมควรให้จัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย โดยแยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการเดิม

(สำนักข่าวไทย, 25-8-2556)

กพร.ฝึกอบรมอาชีพกลุ่มสตรี

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าจากการที่รัฐบาลมีนโยบายในการพัฒนาสตรีโดยการจัดตั้ง "กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี" เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการลงทุน การพัฒนาอาชีพ การสร้างโอกาสในการทำงาน และการสร้างรายได้ และเล็งเห็นว่าในปัจจุบันแรงงานสตรีมีบทบาทที่สำคัญสมควรที่จะได้รับการ พัฒนาศักยภาพเพื่อยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่ง ขันในตลาดแรงงานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยกองพัฒนาศักยภาพแรงงานและ ผู้ประกอบกิจการซึ่งมีภารกิจในการพัฒนาอาชีพ จึงได้เข้ามาดำเนินการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือกลุ่มสตรีให้มีความรู้และเกิด ความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดความรู้ และสร้างเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในอนาคตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาด้านศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน เช่น การออกแบบหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ การทำอาหารญี่ปุ่น การแกะสลักผักและผลไม้ ซึ่งอาชีพเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและชุมชนได้

นายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การอบรมในครั้งนี้มีสมาชิกของกลุ่มกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเข้าร่วมโครงการ จำนวน 300 คน และมีการแบ่งกลุ่มการฝึกออกเป็น 10 รุ่น ระยะเวลาการฝึกอบรมรุ่นละ 3 วัน ในระหว่างวันที่ 23-28 ส.ค.56 นี้ หากผู้ใดสนใจฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ ที่ โทร.0-2245-4035

(บ้านเมือง, 26-8-2556)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศรีนวลเจ็บหนัก: ว่าด้วยเรื่องวรรณกรรมทำพิษ

Posted: 26 Aug 2013 12:12 AM PDT

ข้อดีของการเป็นนักอ่านคือมีนักเขียนทั่วโลกให้เราวิจารณ์ได้วันละสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอนบางคืนหากไม่มีกิจพิเศษใดให้ทำ แต่เมื่อใดที่เรากลายร่างเป็นนักเขียน เมื่อนั้นเตรียมตัวรับก้อนอิฐจากชาวบ้านที่ส่งมาให้แบบวิถีโค้งได้เลย แถมส่วนใหญ่จะลงกลางกระหม่อมเสียด้วย (เรื่องชื่อเสียงเกียรติยศและรายได้-มากบ้างน้อยบ้างนั้นช่างมันเถอะ ของแบบนี้ใคร ๆ ก็อยากได้)

เช่นเดียวกับนักแปล บรรณาธิการ เจ้าของสำนักพิมพ์ และบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิ วัยวุฒิ วจีวุฒิ และมโนวุฒิทั้งหลายต่างก็ต้องเตรียมตัวยอมรับดอกไม้และก้อนอิฐกันไปมากบ้างน้อยบ้างตามสถานการณ์ 

*** นอกเรื่องหน่อย นี่เริ่มเครียดแล้วนะเนี่ย... ผมกำลังจะพิมพ์ความเห็นส่วนตัวต่องานแปลเล่มหนึ่งที่กำลังมีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์อยู่ และ "มิตรสหายหลายท่าน" ก็ข้องเกี่ยวกันกับฝ่ายที่ขัดแย้งกันทั้งคู่อยู่ ขอบอกกล่าวไว้ก่อนว่าจะตั้งใจทำตัวให้เหมาะสมที่สุดเท่าที่ประสบการณ์ชีวิตจะอำนวยครับ***

ในมือผมมี "การเดินทางเที่ยวสุดท้ายของเรือปีศาจ" ของ ฯ มาเกซ ผู้เขียนหนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวอยู่ หนังสือเล่มนี้เป็นรวมเรื่องสั้นที่แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง นักเขียนและนักแปลผู้มากลวดลาย (เป็นหนึ่งในคนที่คอยยืนค้ำหัวไม่ให้ผมเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอยู่จนทุกวันนี้ ด้วยว่าถ้าเราเขียนไม่ได้ดีอย่างนั้นก็อย่าเขียนเสียดีกว่า) แดนอรัญเขียนไว้ในคำนำว่า...

"...ข้าพเจ้าแปลโดยไม่ได้ขอลิขสิทธิ์ กรุณาอย่าได้จ้างทนายความข้ามโลกมาฟ้องข้าพเจ้าและผู้จัดพิมพ์ หนังสือของท่านขายได้ไม่เท่าไหร่หรอกในประเทศของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ค่าจ้างแปลไม่กี่บาทหรอก ผู้จัดพิมพ์ หากเขาจะได้กำไร เขาก็ได้กำไรไม่กี่บาทหรอก (เกรงเสียแต่่ว่าจะเจ๊งมากกว่า)"

จากนั้นเขียนร่ายอีกหนึ่งย่อหน้าที่บอกเป็นนัยให้เรารู้ว่า "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวนั้นก็แปลกันอย่างไม่มีลิขสิทธิ์เช่นกัน ส่วนหนึ่งนั้นด้วยว่าติดต่อ ฯมาเกซ ไปอย่างไรเขาก็ไม่ติดต่อกลับ เลยจับมาแปลเสียดื้อ ๆ 

ทั้งหนึ่งร้อยปี ฯ และการเดินทางเที่ยวสุดท้าย ฯ นี้จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์ สามัญชน นะครับ

เอาเป็นว่าถ้าประเทศเราไม่มีใครสามารถติดต่อ มาเกซได้ และไม่มีใครสามารถซื้อลิขสิทธิ์หนึ่งร้อยปี ฯ มาได้ และไม่มีใครแปลเพราะกลัวจะโดนนักเขียนนามอุโฆษฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ดีไม่ดีจะเป็นหลักล้านเอาได้ คนไทยที่ไม่สามารถอ่านวรรณกรรมต่างภาษาได้ก็คงเสียโอกาสนั้นไปอีกนาน (รอให้คนเขียนตายไปสักพักแล้วค่อยเอามาแปลได้อย่างถูกต้องนะครับ แต่คงนานกว่าชาตินี้เป็นแน่)

กระนั้นเมื่อเราไม่สามารถเสพรสวรรณกรรมภาษาต่างประเทศได้ การมีใครสักคนเสี่ยงภยันตรายทั้งปวงเพื่อแปลสารพัดหนังสือมาให้เราอ่านอย่างไม่ถูกลิขสิทธิ์นั้นทำให้เรารู้สึกขอบคุณและรู้สึกว่าเป็นหนี้บุญคุณอย่างล้นเหลือจริง ๆ - อันนี้พิมพ์จากใจจริง ๆ ไม่ได้ประชด (อย่างน้อยถ้าใครตั้งทนายมาฟ้องนี่หมดทางชนะแน่ ๆ)

สมมติว่าวันดีคืนดี มาเกซพาลูกเมียมาเที่ยวฟูลมูนปาร์ตี้ที่เกาะพงันแล้วเห็นคนไทยถือ หนึ่งร้อยปี ฯ อ่านกันเต็มหาด แล้วมาเกซก็ไปจ้างทนายมาฟ้องสำนักพิมพ์ ก็เป็นภาระของสำนักพิมพ์ที่ต้องรัีบความเสี่ยงอันนี้ไป แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าถ้างานแปลชิ้นนั้นมันทำออกมาได้ดี คนอ่านอ่านแล้วเข้าถึง มันก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ดีไม่ว่าสำนักพิมพ์จะโดนฟ้องลิขสิทธิ์หรือไม่ แม้ว่าจะต่อให้ศาลตัดสินว่าผิด หากงานแปลมันมีคุณค่า มันก็ยังคงคุณค่าในตัวมันอยู่เสมอ ส่วนจะไปทำให้ถูกลิขสิทธิ์อย่างไรนั้นคงต้องเป็นภาระของสำนักพิมพ์เสียแล้ว

เข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ไม่งั้นคืนนี้ไม่จบ.. เวลา 19.30 น. วันนี้ (24 สค. 56) หน้าเพจ bookvirus & filmvirus พิมพ์ข้อความว่า "ตามที่สำนักพิมพ์กำมะหยี่ ทักท้วงเรื่องลิขสิทธิ์ "ศรีนวลจัดหนัก" เราขอต่อความยาวสาวความยืดอย่างอหังการ์มหากาพย์ว่าเป็นจริงอย่างที่กล่าวหา" 

ทาง bookvirus ยอมรับว่าได้แปลเรื่องสั้นหลายเรื่องจากนักเขี่ยนหลายคนโดยการคัดสรรเอาเรื่องที่เห็นว่าเหมาะสมมาลง และมีการทักท้วงจาก สำนักพิมพ์กำมะหยี่เรื่องลิขสิทธิ์เรื่องสั้นเรื่องหนึ่งของนักเขียนที่กำมะหยี่ซื้อลิขสิทธิ์มา (ผมไม่แน่ใจว่าครอบคลุมถึงเรื่องที่ bookvirus แปลหรือไม่  เพราะ post ต้นฉบับไม่อยู่แล้ว)

เท่าที่อ่านแถลงการณ์ของ bookvirus ทั้งหมดนั้นผมเข้าใจและเห็นใจ bookvirus เป็นอย่างยิ่ง ผมเข้าใจว่าทางสำนักพิมพ์ทำงานแปลออกมาโดยจับกลุ่มลูกค้ากลุ่มเล็ก แต่กระนั้นก็ยังมีหนังสือวางขายในตลาดทั่วไปอยู่ และเห็นใจว่าด้วยกลุ่มลูกค้าเล็ก ๆ นี้จะสนับสนุนสำนักพิมพ์(และงานภาพยนตร์)ให้อยู่ต่อไปได้ยาก แต่สิ่งที่ไม่เห็นในแถลงการณ์คือการขอโทษและการประนีประนอมหรือชดใช้ความเสียหายให้ทางกำมะหยี่

อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าการออกมายอมรับผิดนั้นไม่ใช่เรื่องเสียหาย คุณค่าในงานแปลมันก็มีอยู่ในตัวเองตลอดมา จริง ๆ ผมอยากให้ยอมรับผิดและเจรจาค่าเสียหายให้เรียบร้อย คือมาทำให้มันถูกต้องแล้วก็จบ-หายกันไป ทุกคนทำธุรกิจกันอย่างถูกต้อง ขายหนังสือได้เงิน(ไม่ว่าจะขาดทุนหรือกำไร)ก็ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้เจ้าของสิทธิ์ ...นี่แทบจะทำให้ผมต้องย้ายไปพิมพ์ใน ipad เลยนะนั่น window ของผมก็ใช้ว่าจะลิขสิทธิ์เสียเมื่อไหร่ แต่ถึงกระนั้นมันก็คนละประเด็นกัน

***หมายเหตุ: ในแถลงการณ์ของ bookvirus พูดถึง "ธุรกรรมวาวแพร" ไว้ดังนี้

"บางทีการได้ถอนหนังสือออกจากตลาด ทำธุรกรรมวาวแพร คงเป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญงานบรรณาธิการหลายคนปรารถนาจะเห็นในตอนนี้"

เรื่องนี้ไปค้นจาก google จะไม่ได้เรื่องอะไรนะครับ แต่เดาเอาเองว่าน่าจะเป็นเรื่องของนักเขียนใหม่คนหนึ่งที่ใช้ชื่อจริงแต่งนิยาย แต่กลับไปเหมือนกับนามปากกาของนักเขียนดังคนหนึ่ง(ที่ไม่ได้ใช้นามปากกานี้เขียนหนังสือมาหลายปีแล้ว) ทำให้นักเขียนดังถึงกับต้องส่งข้อความไปยังสำนักพิมพ์ให้เก็บหนังสือออกจากตลาด และห้ามนักเขียนใหม่ใช้นามปากกานี้เขียนหนังสืออีกต่อไป เราเข้าใจดีว่าสำนักพิมพ์เล็กนั้นถ้าต้องทำแบบนี้ก็แทบถึงกาลล่มสลายกันเลยทีเดียว ทาง bookvirus คงอยากเปรียบเทียบให้เห็นว่าการถอนศรีนวลออกจากท้องตลาดอาจถึงกับทำให้ bookvirus มีอันเป็นไปอย่างสำนักพิมพ์เล็กโดนคำสั่งจากนักเขียนใหญ่นั่นเอง **ไป search จาก google โดยใช้คำว่า "นามแฝงโหล ๆ drama addict" ได้นะครับ

ประเด็นนี้หากได้ความกระจ่างจากกำมะหยี่จะเป็นการเริ่มต้นหาทางออกที่ดี ผมเองไม่อยากให้เก็บหนังสือออกจากตลาด (อันนี้ไม่ทราบว่าเป็นข้อเสนอของกำมะหยี่ หรือทาง bookvirus เขียนเปรียบเทียบเอาเอง) แต่ควรเริ่มต้นด้วยการเจรจาค่าลิขสิทธิ์ครับ 

หวังว่าจะได้ทางออกที่ดีด้วยกันทั้งสองฝ่ายนะครับ

 

ต้นเรื่องจาก bookvirus

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=610260069018965&id=125068220871488#

โดยที่ Wiwat filmsick ในตำแหน่ง บก.เล่ม นำไป repost โดยไม่มีความเห็นเพิ่ม

เรื่องจากทางสำนักพิมพ์กำมะหยี่

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151545461496975&set=a.10151545470606975.1073741849.102174971974&type=1&comment_id=9581419&ref=notif&notif_t=like

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รวมข่าวนิติบัญญัติประจำสัปดาห์ 19-25 ส.ค. 2556

Posted: 26 Aug 2013 12:07 AM PDT

รวมข่าวจากฝ่ายนิติบัญญัติ กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ กฎหมาย ร่างกฎหมาย และความเคลื่อนไหวในรัฐสภาของ ส.ส. และ ส.ว. และพรรคการเมืองต่างๆ ประจำสัปดาห์
 
วุฒิสภา จัดงานฉลองให้น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ หลังคว้าแชมป์แบตมินตันหญิงเดี่ยว เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2013
 
19 ส.ค. 56 - วุฒิสภา มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เสื้อสามารถ พร้อมเงินอัดฉีดให้น้องเมย์ รัชนก อินทนนท์  หลังสร้างประวัติศาสตร์เป็น  นักแบดมินตันหญิงไทยคนแรกที่คว้าตำแหน่งแชมป์โลก ในการแข่งขัน เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2013
 
วุฒิสภา จัดพิธีฉลองตำแหน่งแชมป์โลกแบตมินตันหญิงเดี่ยว   ให้กับนางสาวรัชนก อินทนนท์ (น้องเมย์) นักแบดมินตันหญิงมือวางอันดับ 2 ของโลกชาวไทย หลังสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักแบดมินตันไทยคนแรกที่คว้าตำแหน่งแชมป์โลก จากการแข่งขันประเภทหญิงเดี่ยว ในการแข่งขัน เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2013 ที่เมืองกวางโจว ประเทศจีน  โดยนายนิคม  ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยนายจรัล จึงยิ่งเรืองรุ่ง ประธานคณะกรรมาธิการการกีฬา วุฒิสภา  ได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เสื้อสามารถและเงินอัดฉีด340,000 บาท ให้แก่น้องเมย์
 
ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า น้องเมย์ ได้สร้างประวัติศาสตร์นักแบดมินตันหญิงเดี่ยวที่มีอายุน้อยสุดที่คว้าชัยชนะในการแข่งขันครั้งนี้  ซึ่งคนไทยทั้งประเทศมั่นใจว่าน้องเมย์ต้องทำได้อย่างแน่นอน  และนอกจากความสามารถแล้ว ทุกครั้งในการแข่งขันน้องเมย์ยังมีความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยการไหว้กรรมการ เจ้าหน้าที่สนามและผู้ชม  และมีรอยยิ้มให้กับคนทั้งโลกไม่ว่าการแข่งขันในครั้งนั้นจะพ่ายแพ้ หรือได้รับชัยชนะ   ทั้งนี้ ตนเชื่อว่ามือหนึ่งของโลกไม่ไกลเกินฝัน  พร้อมฝากให้คุณหญิง ปัทมา  ลีสวัสดิ์ตระกูล นายกสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ช่วยผลักดันน้องเมย์ให้ถึงฝันด้วย
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง
 
ส.ว.สรรหา จี้ ประธานวุฒิฯ ชี้แจงกรณีให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์ เหตุ กระทบต่อชื่อเสียงและการทำหน้าที่
 
19 ส.ค. 56 - กลุ่ม ส.ว.สรรหา ไม่พอใจบทการให้สัมภาษณ์ของประธานวุฒิสภาต่อหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เหตุส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการทำหน้าที่ จี้ประธานวุฒิฯ ชี้แจง ให้สัมภาษณ์เช่นนั้นด้วยเหตุผลใด ด้านประธานวุฒิสภา ระบุ เตือนสื่อแล้วว่าอย่าจับเป็นประเด็นและอย่าลงให้ร้าย ย้ำ เป็นคนให้เกียรติคน
 
นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กล่าวชี้แจงในที่ประชุมวุฒิสภา ถึงกรณีการให้สัมภาษณ์ต่อหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ฉบับวันอาทิตย์ที่ 18 ส.ค.56 ซึ่งบทสัมภาษณ์บางส่วนสร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกวุฒิสภาสรรหาเป็นอย่างมากว่า ปกติตนเป็นคนให้สัมภาษณ์ในเชิงบวกเท่านั้น จึงต้องการให้สมาชิกที่อ่านบทสัมภาษณ์ไตร่ตรองให้ดีว่า ตนจะพูดได้อย่างไรว่า "มีแต่ ส.ว.เลือกตั้งเท่านั้นที่เข้าประชุม" มันเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดออกไปแบบนั้น หรือแม้กระทั้งคำที่ว่า "อย่างไปว่า ส.ว.เลือกตั้ง ไปดูสถิติได้เค้าก็ทำหน้าที่ดีได้ 5 ดาวหลายคน" ตนไม่ใช้คนดูถูกคนเป็นคนให้เกียรติคน และได้เตือนสื่อแล้วว่า เวลาให้สัมภาษณ์มันเป็นเหมือนการพูดคุยกัน อย่าจับเป็นประเด็นและอย่าลงให้ร้าย และตนคิดอยู่แล้วว่าหากหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ลงเมื่อไหร่คงตกเป็นจำเลยแน่ สมาชิกจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าตนทำให้เสียหายก็ต้องขอโทษด้วย  
 
นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา กล่าวว่า ตนเคารพประธานเป็นที่สุด แต่คำชี้แจงที่ให้กรุณาพูดให้ชัดเจนว่า 1.ท่านพูดหรือไม่พูด และ2.ถ้าท่านไม่ได้พูดตามเนื้อหาที่ลงในหนังสือพิมพ์จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไรต่อไป
 
ประธานวุฒิสภาชี้แจงต่อว่า บางประโยคพูดไปจริงแต่ลงมาไม่ครบ คือเวลาลงไม่ครบจะทำให้เกิดความเสียหาย
 
ด้านนายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา กล่าวว่า กรณีไทยโพสต์เป็นเรื่องหนึ่งที่ไม่ยาก ถ้าประธานอนุญาตจะหาเทปสัมภาษณ์และนำมาเปิดในสภา ตนในฐานะสื่อมวลชนเก่า ขอพูดผ่านไปยังสื่อมวลชนว่า ถ้าเป็นอย่างที่ประธานชี้แจง สื่อมวลชนใช้ไม่ได้ไร้จริยธรรม ไร้จรรยาบรรณ แต่มองอีกมุมหนึ่ง การให้สัมภาษณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดกับไทยโพสท์อย่างเดียวเกิดมาแล้วหลายครั้ง อาทิ มติชน ข่าวสด เดลินิวส์ ไทยรัฐ ฯลฯ ประธานฯเคยพูดพาดพิง ส.ว. สรรหา มาหลายครั้งแล้ว ขอความกรุณาชี้แจงให้หมดจะได้ทราบว่าท่านประธานทำหน้าที่เป็นกลางได้หรือไม่
 
ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า คำพูดที่ ส.ว.สมชาย ยกว่า "ใครไปลงชื่อแล้วถอดชื่อสมควรตาย" เป็นคำพูดที่ลงไม่ครบ เพราะสื่อถามว่าอาจมีส.ว.ถูกหลอกให้ลงชื่อ ตนก็ตอบไปว่า "คนที่มีวุฒิภาวะขนาดนี้ อายุขนาดนี้ถ้าถูกหลอกก็สมควรตาย" เพราะฉะนั้นถ้าอ่านข่าวก็ควรรู้ที่มาที่ไป
 
นายวันชัย ศรสิริ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา กล่าวว่า ตนเคารพความมีน้ำใจในนักกีฬาของท่านประธานที่ผิดแล้วกล้ารับผิด และกล่าวคำขอโทษ แต่ลำพังแค่คำว่าขอโทษอย่างเดียวคงไม่พอ ประธานจะต้องมีวิจารณญาณและมีความคิดมากกว่านี้ ถ้าเป็นไปได้ควรขอโทษต่อสาธารณะ ประธานจะต้องใช้ความระมัดระวังและรอบครอบมากกว่านี้ อย่าดูถูกเหยียดหยามกันเกิดไป หากพวกตนไม่ร่วมงานด้วยการทำงานก็เดินหน้ายากเช่นกัน จึงอยากเรียกร้องให้ท่านประธานวุฒิสภาทำอะไรมากกว่าคำว่าขอโทษ
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
วุฒิสภา เตรียมจัดพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ พ.ศ.2556 จันทร์ที่ 2 ก.ย. นี้
 
19 ส.ค. 56 - วุฒิสภา เตรียมมอบใบประกาศเกียรติคุณ โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ พ.ศ.2556   ในวันจันทร์ที่ 2 ก.ย. นี้  เวลา 07.00 –12.00 น. ณ ห้องประชุมรัฐสภา ชั้น2 อาคารรัฐสภา1
 
นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วย ศ.ดร.นิลวรรณ เพชระบูรณิน ประธานกรรมการโครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ พ.ศ. 2556 แถลงข่าวกำหนดการจัดพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ พ.ศ.2556  ให้แก่บุคคลและองค์กรต่าง ๆ  ที่มีผลงานในการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจหรือสร้างสรรค์ประโยชน์ทางสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม จำนวน 393 ผลงาน   โดยจะจัดพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ ในวันจันทร์ที่ 2 ก.ย. นี้ เวลา 07.00 –12.00 น. ณ ห้องประชุมรัฐสภา ชั้น2 อาคารรัฐสภา1
 
สำหรับ โครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ พ.ศ.2556  ได้จัดเป็นครั้งที่ 2 แล้ว เนื่องจากคณะกรรมการฯ มีความต้องการที่จะให้เกิดความตื่นตัวของสังคมในวงกว้าง เพื่อให้เกิดแรงกระตุ้นในการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ผลงานที่ได้การพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะต้องเป็นผลงานที่ยกระดับคุณภาพชีวิต  อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ  และต้องไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศน์และสุขภาพ
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง
 
ฝ่ายค้าน ยืนยัน ไม่เข้าร่วมหารือวิป 3 ฝ่าย ชี้ ไม่มีประโยชน์เพราะไม่ได้เวลาอภิปรายที่ตกลงไว้
 
19 ส.ค. 56 - ฝ่ายค้าน ยืนยัน ไม่เข้าร่วมการประชุมวิป 3 ฝ่าย ชี้ ไม่มีประโยชน์เพราะที่ผ่านมาไม่ได้เวลาอภิปรายตามที่ได้ตกลงไว้  
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการประชุมวิป 3 ฝ่ายเพื่อกำหนดกรอบการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ในการอภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) แบบรายมาตราทั้ง 3 ฉบับในวาระ 2 ว่า วิปไม่ขอเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาฝ่ายค้านไม่ได้เวลาอภิปรายตามที่ตกลงไว้ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเข้าร่วมการประชุม และมองว่าเรื่องการแก้ไข รธน.นั้น รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะแก้ไขทั้งฉบับและเพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งอาจนำไปสู่การรวมอำนาจศาลในอนาคต ขณะเดียวกันมีความกังวลว่าอาจมีการพิจารณารวดเดียวทั้ง 3ฉบับ เห็นได้จากการบรรจุระเบียบวาระ แต่อย่างไรก็ตามวิปฝ่ายค้าน ขอยืนยันว่า วันพรุ่งนี้ (20 ส.ค. 56) จะอภิปรายคัดค้านอย่างถึงที่สุดเพราะมีจุดยืนไม่เห็นด้วย
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
วิปฝายค้าน เผย พร้อมอภิปรายงบฯ 57 ที่คงค้างอย่างเต็มที่
 
19 ส.ค. 56 -  วิปฝ่ายค้าน ระบุ เหตุที่รัฐบาลเร่งรัดให้การพิจารณางบฯ 57 จบโดยเร็ว เนื่องจากเกรงฝ่ายค้านเปิดเผยข้อมูลการใช้งบของรัฐต่อสังคม ย้ำ พร้อมอภิปรายงบฯคงค้าง มาตรา 18- 35 โดยเฉพาะ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข งบการใช้จ่ายของ สนง.เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและกองทุนต่างๆ อย่างเต็มที่
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ว่า ที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดการพิจารณาให้ยุติโดยเร็ว เนื่องจากเกรงว่าฝ่ายค้านจะนำข้อมูลการใช้งบของรัฐฯ มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้และการเร่งปิดการประชุมก็ไม่ได้เป็นไปตามข้อตกลงที่วางกรอบเวลาการพิจารณาไว้ ซึ่งฝ่ายค้านก็ยึดหลักการทำหน้าที่การอภิปรายอย่างเต็มที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และหากฝ่ายค้านไม่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาลก็จะไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาตรวจสอบการใช้งบดังกล่าว ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวด้วยว่า การอภิปรายครั้งต่อไปที่ยังคงค้างไว้ที่มาตรา 18 ถึง มาตรา 35ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบโดยเฉพาะ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข งบการใช้จ่ายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและกองทุนต่างๆ รวมถึงจะทวงถามถึงเอกสารการใช้จ่ายงบฯของนายกรัฐมนตรีในการเดินทางไปต่างประเทศที่ผ่านมาและครั้งต่อไปด้วย
 
ส่วนกรณีมีการกล่าวหาว่า ฝ่ายค้านเตะถ่วงความเจริญในเรื่องการอภิปรายงบฯ ทำให้การใช้เงินงบประมาณล่าช้าออกไป นายจุรินทร์กล่าวว่า เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง คนที่เตะถ่วงความเจริญคือรัฐบาล เนื่องจากงบที่สภาฯอนุมัติไปเมื่อปี 56จนถึงวันนี้จะสิ้นปีงบประมาณแล้ว ยังมีเงินค้างอยู่อีกแสนเจ็ดหมื่นล้านบาท เพราะการบริหารจัดการการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินไม่มีประสิทธิ์ภาพ จึงขอเรียกร้องให้รัฐเร่งนำเงินบริหารจัดการโดยเร็วเพื่อสร้างความเจริญให้กับประเทศและควรดำเนินการด้วยความสุจริตโปร่งใส
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
มติวิป 2 ฝ่าย พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 20-21 ส.ค. 
 
19 ส.ค. 56 - ประธานวิปรัฐบาล เผย มติวิป 2 ฝ่าย พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 20-21 ส.ค. นี้ เริ่ม 9.30 – 22.00 น. เชื่อ การประชุมราบรื่น
 
นายอำนวย คลังผา ประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยผลการหารือคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาลและวุฒิสภา เกี่ยวกับกรอบเวลาการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะใช้เวลา 2 วัน คือ  วันที่  20-21 ส.ค.นี้ เวลา 9.30 – 22.00 น. มีผู้แปรญัตติ 202 ราย โดยจะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา เพียงฉบับเดียว ซึ่งเห็นว่าใช้เวลา 2 วัน น่าจะเพียงพอแล้ว  พร้อมขอให้ประธานในที่ประชุม ควบคุมให้สมาชิกยึดข้อบังคับการประชุมเป็นหลักเพื่อให้อภิปรายในวาระที่ 2 ราบรื่น และเป็นไปตามกติกา  ส่วนกรณีวิปฝ่ายค้านไม่ร่วมหารือ ไม่รู้สึกกังวล และเชื่อว่าฝ่ายค้านจะรักษากติกาและให้ความร่วมมือด้วยดี ทั้งนี้ยืนยันว่า ไม่มีการรวบรัดพิจารณารวดเดียว 3 มาตรา ตามที่ฝ่ายค้านกังวล โดยจะพิจารณาเฉพาะมาตราที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเท่านั้น ส่วนมาตราที่เหลือ จะกำหนดวาระการพิจารณาอีกครั้ง
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง
 
ประธานสภาผู้แทนราษฏร พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบการใช้งบสภาฯ
 
19 ส.ค 56 - ประธานสภาผู้แทนราษฏร พร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบการใช้งบสภาฯยืนยันการใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปตามระเบียบราชการเช่นเดียวกับคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ ขณะที่เลขาสภาผู้แทนราษฎร มั่นใจชี้แจงได้ทุกประเด็น พร้อมเตรียมชี้แจงการใช้งบอย่างละเอียดอย่างเป็นทางการ
 
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบใช้งบประมาณในการเดินทางเยือนต่างประเทศและการปรับปรุงอาคารรัฐสภาว่า พร้อมให้ตรวจสอบ เพราะตนดำเนินการทุกอย่างตามระเบียบราชการ     
 
ประธานรัฐสภา กล่าวถึงกรณีที่มีข่าวว่ามีการตั้งงบประมาณเพื่อจัดซื้อไมโครโฟนสำหรับประธานสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 80 ล้านบาทนั้น ความจริงแล้วเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาด เพราะขัดกับหลักความจริง อีกทั้งงบประมาณปี 2557 ก็ยังไม่ได้ใช้
 
ต่อข้อถามถึง  การใช้งบประมาณเดินทางไปต่างประเทศที่พบว่าประธานรัฐสภาเดินทางไปประเทศจีนถึง 3 ครั้ง นายสมศักดิ์ กล่าวว่าตนไม่ได้นับว่าไปกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งก็แจ้งให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏรดำเนินการให้ ซึ่งการเดินทางไปปฏิบัติราชการแต่ละครั้งก็ใช้ระเบียบเดียวกับคณะกรรมาธิการทั้ง 35  คณะ  ทั้งนี้ ตนได้สั่งการให้นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงต่อสื่อมวลชนด้วย   แต่ไมได้กำหนดว่าเมื่อใด เพราะต้องขอเวลาให้ฝ่ายข้าราชการเตรียมตัว ในส่วนที่กรรมาธิการ ป.ป.ช. ของสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำเอกสารชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ
 
ด้าน นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะแถลงข่าวเพื่อชี้แจงถึงการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐสภา ทั้งในเรื่องการปรับปรุงอาคารสถานที่  การจัดซื้ออุปกรณ์ และงบเดินทางต่างประเทศอย่างเป็นทางการ    ส่วนตัวไม่กังวลเพราะมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น   โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาได้ดำเนินการตามขั้นตอน และเป็นการสานต่อยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ตั้งแต่ก่อนเข้ารับหน้าที่ อีกทั้งมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ รวมถึงข้อเสนอของฝ่ายการเมืองที่แนะนำ ทั้งประเด็นการจัดซื้อนาฬิกา การปรับปรุงห้องทำงาน และการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในห้องเก็บขยะ ที่เป็นไปตามหลักวิชาการ พร้อมยืนยันว่าไม่รู้สึกท้อกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะทุกอย่างดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และเป็นการปรับปรุงให้ดีขึ้น
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, มันทนา   ศรีเพ็ญประภา   ข่าว/เรียบเรียง
 
ประธานวุฒิสภา ยืนยันทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ตามข้อบังคับการประชุม 
 
20 ส.ค. 56 -  ประธานวุฒิสภายืนยันทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ตามข้อบังคับการประชุม ส่วนกรณีจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยดำเนินตามกฎหมายทีหลัง ขณะที่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ชี้ประธานวุฒิสภานั่งเป็นประธานในที่ประชุมกระทบต่อความเป็นกลาง
 
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในวาระ 2 เริ่มขึ้นเวลา 09.30 น. โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ทั้งนี้ทันทีที่เริ่มการประชุมร่วมรัฐสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน ได้มีการหารือในที่ประชุมถึงประเด็นว่า ประธานวุฒิสภาสามารถทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมได้หรือไม่ เนื่องจากประธานวุฒิสภาได้ร่วมลงชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย จึงเป็นเรื่องที่มีส่วนได้เสีย ดังนั้นจึงไม่เหมาะสมที่จะนั่งเป็นประธานในที่ประชุม เพราะจะกระทบความเป็นกลางในการทำหน้าที่ ขณะที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาลแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับประเด็นดังกล่าว และขอให้ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป
 
ด้านนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ได้กล่าวยืนยันต่อที่ประชุมว่า ตนสามารถทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมได้ เนื่องจากเป็นการทำหน้าที่ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาในข้อ 19 ส่วนกรณีที่สมาชิกรัฐสภาเห็นว่าตนไม่สามารถทำหน้าที่ได้เพราะขัดรัฐธรรมนูญ หรือเห็นว่าไม่มีความเป็นกลาง ก็ให้ดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ตนยืนยันที่จะทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
ประธานรัฐสภา รับหนังสือของส.ส.เพื่อไทย เรียกร้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญ 
 
20 ส.ค. 56 - ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา รับหนังสือจาก ส.ส.เพื่อไทย เรียกร้องให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ด้านประธานรัฐสภา รับจะนำไปประกอบการพิจารณาต่อไป
 
นายสมศักดิ์  เกียรติสุรนนท์  ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา รับหนังสือจากนายแพทย์เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายอาคม รัตนพจนารถ ตัวแทนกลุ่มประชาชนผู้รักกฎหมาย เพื่อขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ดำเนินการลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อให้ดำเนินการแต่งตั้ง ส.ส.ร. ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นให้ทำประชามติก่อนมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว ขณะที่ นายอาคม กล่าวต่อว่า ตนได้ยื่นหนังสือต่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 ฉบับเพื่อขอให้มีคำสั่งยกคำร้อง หรือสั่งไม่รับคำร้องตาม ม.68 เพราะตนเชื่อว่า คำร้องทั้ง 5 ฉบับที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้พิจารณานั้น ไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ม.68 ที่ระบุว่าต้องเป็นการพบเห็นบุคคลหรือพรรคการเมืองเป็นผู้กระทำ แต่ครั้งนี้เป็นการแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งกระทำโดยรัฐสภา และมีอำนาจในการแก้ไขกฎหมายทุกฉบับ ทั้งนี้การแก้รัฐธรรมนูญก็เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญให้คำแนะนำก่อนหน้าด้วย พร้อมเสนอให้มีการเร่งรัฐสภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวดเดียวทั้งสามวาระ
 
ด้านนายสมศักดิ์  เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ได้กล่าวในตอนท้ายว่า ตนจะนำข้อเสนอดังกล่าวประกอบการพิจารณาต่อไป
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา,นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
ประธานชมรมช่างภาพการเมือง เรียกร้องประธานรัฐสภาสอบกรณี ส.ส.หนองคาย แสดงท่าทีคุกคามสื่อ 
 
20 ส.ค. 56 - ประธานชมช่างภาพการเมือง ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา จี้สอบกรณี ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย แสดงท่าทีคุกคามช่างภาพ หลังถ่ายภาพพฤติกรรมไม่เหมาะสมในห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎรระหว่างการพิจารณางบประมาณปี 57 ที่ผ่านมา
 
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา รับหนังสือจากนายฉลาด จันทร์เดช ประธานชมรมช่างภาพการเมือง เพื่อเรียกร้องให้มีการสอบข้อเท็จจริง ว่าที่ร้อยตรีพงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย แสดงท่าทีคุกคาม นายพงษ์ฤทธิ์ชา ขวัญเนตร ช่างภาพหนังสือพิมพ์เอเอสทีวีผู้จัดการ จากกรณีที่ นายพงษ์ฤทธิ์ชา ได้บันทึกภาพพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของว่าที่ร้อยตรีพงศ์พันธ์ ระหว่างการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 56 เวลาประมาณ 22.30 น. โดยว่าที่ร้อยตรีพงศ์พันธ์ ได้ใช้อุปกรณ์สื่อสารไอแพดที่ได้รับแจกจากสภาอันเป็นภาษีของประชาชน เปิดดูภาพที่ไม่เหมาะสมขณะกำลังทำหน้าที่แทนปวงชนชาวไทย
 
ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนจะมอบหมายให้เลขาธิการทำหนังสือถึงคณะกรรมาธิการกิจการสภาสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการตรวจสอบต่อไป
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
ส.ว.พัทลุง เรียกร้อง รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการบรรจุครูสอนวิชาศาสนาโดยตรง
 
20 ส.ค. 56 - ส.ว.พัทลุง เรียกร้อง รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการบรรจุครูที่จบวิชาพระพุทธศาสนามาสอนศาสนาในสถานศึกษาไทยโดยตรง หวังส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมเยาวชนไทยให้มีประสิทธิภาพ
 
นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดพัทลุง กล่าวเรียกร้องรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการบรรจุครูที่จบวิชาพระพุทธศาสนาโดยตรงมาสอนวิชาพระพุทธศาสนาในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย เพื่อเป็นการผลักดันการเรียนการสอนด้านศาสนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะภายหลังที่คณะอนุกรรมาธิการการสอนวิชาพระพุทธศาสนาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ได้พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าว แล้วพบว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทยยังไม่มีการบรรจุครูที่จบวิชาพระพุทธศาสนามาสอนโดยตรง ทั้งที่มีบุคคลากรที่จบวิชาด้านพระพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งเป็นจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการควรเร่งผลักดันในเรื่องดังกล่าวด้วย เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยมีคุณธรรมและจริยธรรม เช่นเดียวกับแนวทางการเรียนการสอนศาสนาอิสลามที่มีรากฐานที่ดี เพราะมีการบรรจุครูสอนวิชาศาสนาอิสลามโดยตรงมาเป็นเวลานานแล้ว
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, อรุณี ตันศักดิ์ดา / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง
 
ฝ่ายค้าน ชี้ บรรยากาศการประชุมร่วมฯไม่พร้อมเดินหน้าต่อ แนะประธานในที่ประชุมควรมีคำวินิจฉัยไปในทางเดียวกัน
 
20 ส.ค. 56 - ฝ่ายค้าน ชี้ บรรยากาศการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่าง รธน.แห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม มาตราที่เกี่ยวข้องกับที่มาของวุฒิสภา ยังไม่พร้อมเดินหน้า หากยังไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกฝ่ายค้านทำหน้าที่ตามข้อบังคับและรธน.อย่างสุดความสามารถ พร้อมแนะประธานในที่ประชุมควรมีคำวินิจฉัยไปในทางเดียวกัน ด้านรองประธานรัฐสภา ย้ำ มาตรฐานการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุมจะต้องยึดข้อบังคับการประชุม  
 
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวในที่ประชุมร่วมรัฐสภาหลังพักประชุม 15 นาทีและเปิดประชุมอีกครั้ง โดยมีนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภาเป็นประธานในที่ประชุมว่า บรรยากาศของที่ประชุมยังไม่พร้อมที่จะเดินหน้า ขณะที่ประธานยังไม่เปิดโอกาสให้พวกตนทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถตามข้อบังคับและรัธฐธรรมนูญ (รธน.) ประเด็นสำคัญคือการปฏิบัติหน้าที่ของประธานในที่ประชุมทั้ง 2 ท่านคนละมาตรฐาน ขณะที่ประธานนิคมได้วินิจฉัยก่อนลงจากบัลลังค์บอกว่า "จะเปิดโอกาสให้พวกตน 57 คน ที่ขอสงวนคำแปรญัตติไว้และมีปัญหาว่าจะขัดกับหลักการของร่าง รธน.หรือไม่ ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ที่เป็นเช่นนั้นเพราะแต่ละคนได้สงวนคำแปรญัตติที่มีรายละเอียดแตกต่างกันย่อมมีเหตุผลที่ต่างกัน ยกเว้นผู้ที่แปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติที่มีลักษณะอย่างเดียวกันก็รวมกลุ่มแสดงความเห็นได้ แต่เมื่อประธานสมศักดิ์ขึ้นทำหน้าที่กลับวินิจฉัยไปคนละทาง จึงเป็นที่มาของปัญหา ตนจึงต้องการถามท่านประธานว่า หากต้องการให้การประชุมเดินหน้าต่อไปได้การวินิจฉัยใดๆของประธานนิคม จะเป็นที่ยอมรับของประธานสมศักดิ์ด้วยหรือไม่ เมื่อท่านประธานนิคมขึ้นมาทำหน้าที่ตนเชื่อว่าจะรักษาคำพูด พวกตนคงไม่อภิปรายทั้ง 57 คน แต่อย่างน้อยกลุ่มความเห็นที่เหมือนกันควรได้แสดงความคิดเห็น ในการที่จะบอกว่าเหตุได้ต้องแปรญัตติและสงวนคำแปรญัตติ ถ้าเปิดโอกาสให้การประชุมจะดำเนินการไปได้
 
ด้านนายนิคม  กล่าวชี้แจงว่า มาตรฐานของประธานจะต้องยึดข้อบังคับการประชุม และเมื่อมีข้อขัดแย้งระหว่างผู้แปรญัตติกับประธาน กมธ.พิจารณาแก้ไข รธน.ก็ต้องอาศัยความเห็นจากที่ประชุมคือข้อ 127 และตนเรียนให้ทราบแล้วว่า ในข้อขัดแย้งทั้งหมดที่บอกว่าผิดข้อ 96 วรรค 3 มีทั้งหมด 4 เรื่อง คือ 1. ท่านใดที่ตัดมาตรา 1 คำว่า ชื่อร่าง รธน.ออกนั้นทำให้โครงสร้างกฎหมายผิดไป 2.ตัดมาตรา 2 วันประกาศใช้บังคับ ผิดโครงสร้างกฎหมาย 3.ที่มา ส.ว. ถ้าแปรญัตติให้มีเลือกตั้งด้วยสรรหาด้วยขัดต่อหลักการ และ4.เมื่อขัดต่อหลักการแล้วหากขอตัดมาตรา 112 ก็จะเป็นประเด็นคือ ยังคงให้มีคณะกรรมการสรรหาอยู่ซึ่งผิดไปจากหลักเกฎฑ์ที่กำหนดไว้ ดังนั้นเมื่อมีข้อขัดแย้งจึงต้องนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม  
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
ส.ส.ปชป.ตำหนิการทำหน้าที่ประธานรัฐสภา พร้อมยืนยันไม่ได้ทำร้ายตำรวจรัฐสภา
 
20 ส.ค. 56 - 4 ส.ส.ปชป. ร่วมแถลงข่าวตำหนิการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ชี้ ลุแก่อำนาจไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุม พร้อมยืนยัน เข้าใจการทำหน้าที่ของตำรวจรัฐสภา ย้ำไม่ได้ทำร้ายเป็นเพียงปฏิกิริยาของมนุษย์
 
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยองและนายกุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.อุทัยธานี พรรค ปชป. ร่วมแถลงข่าวตำหนิการทำหน้าที่ประธานในการประชุมของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะนายสมศักดิ์ ลุแก่อำนาจไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมและส่งสัญญาณให้ที่ประชุมลงมติ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะลงมติเรื่องอะไร รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้สมาชิกทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และใช้คำพูดท้าทายว่า "เป็นไงเป็นกัน" และได้ออกคำสั่งให้ตำรวจรัฐสภาทั้งหมดเข้ามาภายในห้องประชุมรัฐสภาเชิญตัว ส.ส.ออกภายนอกห้องประชุม
 
นายชวนนท์ กล่าวว่า คำสั่งของนายสมศักดิ์ไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาที่ต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา โดยทางพรรคจะไม่แจ้งความ เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของประธานรัฐสภา แต่หากเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาจะแจ้งความก็ไม่เป็นไร
 
ด้านนายกุลเดช กล่าวด้วยว่า เห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา จะเข้ามาลากตัว สส.ของพรรค จึงเข้าไปพูดคุยว่าเป็นเรื่องภายใน แต่กลับถูกล็อกตัวและได้สะบัดแขนออก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของมนุษย์ จึงอาจไปถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้ชกเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาแต่อย่างใด ซึ่งตนก็มีรอยฟกช้ำที่บริเวณไหล่เช่นกัน หลังจากนี้จะให้แพทย์ตรวจเพื่อลงบันทึกไว้ด้วย    
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
โฆษกเพื่อไทย จี้ ปธ.สภาที่ปรึกษาพรรคและหน.พรรค ปชป.รับผิดชอบพฤติกรรมลูกพรรค 
 
21 ส.ค. 56 - โฆษกเพื่อไทย ระบุ ตรวจสอบเฟซบุ๊กรัฐสภาไทยแล้วไม่พบรูปและข้อความที่โจมตีฝ่ายค้าน ชี้ พฤติกรรมฝ่ายค้านในที่ประชุมสภาฯ ทำลายตัวเองและภาพลักษณ์ของประเทศ เรียกร้องประธานสภาที่ปรึกษาพรรคและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์รับผิดชอบ
 
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวตอบโต้กรณีนายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าเฟซบุ๊กรัฐสภาไทย ที่มีประธานรัฐสภาเป็นผู้ดูแลและจ้างทีมงานดำเนินการโพสต์รูปและข้อความต่างๆ ได้โพสต์รูปเหตุการณ์ความวุ่นวายในรัฐสภาโจมตีฝ่ายค้านว่า ตนตรวจสอบแล้วไม่พบมีการโจมตีฝ่ายค้านแต่อย่างใด และการที่ฝ่ายค้านตีรวนการประชุมเมื่อวาน (20 ส.ค. 56) นั้นสื่ออื่นก็ได้นำภาพไปเผยแพร่ จึงไม่อยากให้นายสิริโชค รวมถึงสมาชิกฝ่ายค้านพยายามบิดเบือนและกล่าวหาว่ารัฐสภามาโจมตีฝ่ายค้าน ซึ่งไม่เป็นธรรม รวมถึงกรณีที่ส.ส.ฝ่ายค้านพยายามแก้ตัวว่า ตำรวจสภาเหยียบเท้าจึงได้ผลักออก พฤติกรรมเหล่านี้เป็นการทำลายตัวเอง ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศที่รัฐบาลได้สร้างไว้ ส่งผลให้ไม่มีใครกล้าเข้ามาลงทุน ทั้งนี้ตนไม่อยากให้ฝ่ายค้านกล่าวโทษประธานรัฐสภา ประธานในที่ประชุม เฟสบุ๊ครัฐสภา ควรหันมามองพฤติกรรมที่ซ้ำซากของตัวเอง ที่ไม่เคารพระบบรัฐสภา ระบบประชาธิปไตย ไม่เคารพกติกาบ้านเมืองและประชาชนที่ดูการถ่ายทอดการประชุม ตนอายแทนฝ่ายค้านที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ จึงขอเรียกร้องให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทบทวนพฤติกรรมของลูกพรรคและกลับมายึดมั่นในระบบรัฐสภาและระบบประชาธิปไตยมากกว่าการนำการเมืองข้างถนนมาเล่นในสภา   
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร หวั่น เหตุประชุมยืดเยื้อทำภาพลักษณ์สภาเสื่อมเสีย
 
21 ส.ค. 56 - โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร หวั่น เหตุประชุมแก้รัฐธรรมนูญยืดเยื้อทำภาพลักษณ์สภาเสื่อมเสีย ย้ำ ตำรวจรัฐสภาทำตามหน้าที่ และไม่ได้คุกคามสมาชิกรัฐสภา พร้อมยืนยัน เร่งตรวจสอบกรณีฝ่ายค้านกล่าวหาถูกเฟซบุ๊ครัฐสภาโจมตี หากพบคนแอบอ้างจริง ดำเนินการตามกฎหมายแน่
 
นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ2 ว่า   กรณีจะให้ผู้แปรญัตติทั้ง 57 คน  ได้อภิปรายว่าขัดหรือไม่ขัดหลักการแปรญัตตินั้น ที่ผ่านมาไม่เคยมีธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะหากปล่อยให้มีการอภิปราย เกรงว่าต่อไปจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่จะทำให้การพิจารณากฎหมายต่อ ๆ ไป ล่าช้า   อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจว่าเหตุการณ์ยืดเยื้อต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการต่อสู้ทางการเมืองของฝ่ายค้าน แต่เกรงว่าการกระทำต่าง ๆ นั้น จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐสภาเสื่อมเสีย  และจากการที่ได้เห็นได้จากพาดหัวข่าวของสื่อหลายฉบับ ที่ระบุ เช่น "อนาถสภาเสื่อม"   ขอยืนยันว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น และการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา.รวมทั้งการพิจารณากฎหมายก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ      ส่วนที่มีการพาดหัวหนังสือพิมพ์ว่า "ค้อนอัปยศ" นั้น เห็นว่าประธานรัฐสภา ได้ทำหน้าที่ในฐานะประธานรัฐสภาตามปกติ เพียงแต่การที่ประธานในที่ประชุมเคาะค้อน3 ครั้ง สมาชิกรัฐสภาต้องนั่งลง หากไม่นั่งลงถือว่าขัดต่อข้อบังคับและต้องให้ตำรวจรัฐสภาเชิญตัวออกจากห้องประชุม ซึ่งตำรวจรัฐสภาก็ต้องปฏิบัติไปตามหน้าที่ และไม่ถือว่าเป็นการคุกคาม  และการที่มีตำรวจนครบาลมาประจำการบริเวณด้านนอกรัฐสภา ก็ถือเป็นเรื่องปกติและเป็นเรื่องของการรักษาความปลอดภัยให้กับข้าราชการและสมาชิกรัฐสภา และตำรวจไม่ได้เข้ามาในตัวอาคาร เพราะถ้าตำรวจมีการเข้ามาจริง ตนก็ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน 
 
โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังได้กล่าวถึง กรณี ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้กล่าวว่ามีการนำเฟซบุ๊คของรัฐสภามาใช้โจมตีฝ่ายค้านว่า เรื่องนี้ต้องตรวจสอบก่อนว่ามีการจ้างทำตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหาหรือไม่ และถ้าหากตรวจสอบพบว่ามีคนแอบอ้างใช้เฟซบุ๊ครัฐสภา ก็จะเร่งดำเนินการตามกฎหมายอย่างแน่นอน
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง
 
โฆษกเพื่อไทย เรียกร้องตัวแทนกลุ่ม 40 ส.ว. ลาออก เหตุ ปฏิเสธสภาปฏิรูปการเมือง 
 
21 ส.ค. 56 - โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุ ตัวแทนกลุ่ม 40 ส.ว. ปฏิเสธเข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมืองและว่าเป็นเสมือนการตั้งสภาที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ถือเป็นหลักคิดที่บกพร่อง จิตใจคับแคบ เรียกร้องลาออกไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เหตุ ค้านทุกเรื่อง
 
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงกรณีกลุ่ม 40 ส.ว. โดยเฉพาะนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลส่งตัวแทนเชิญกลุ่ม 40 ส.ว. คือ   พลเรือเอกสุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายสมชาย แสวงการ นายคำนูณ สิทธิสมาน และนายไพบูลย์ เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมืองแต่ปรากฏว่า นายไพบูลย์ออกมาให้ข่าวว่า ไม่เข้าร่วมและมองว่า การที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีตั้งสภาปฏิรูปการเมือง เป็นเสมือนการตั้งสภาที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ซึ่งตนมองว่า การที่นายไพบูลย์และเพื่อสมาชิกที่มองแบบนี้จิตใจคับแคบ หลักคิดบกพร่อง กำลังทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 80 วรรค 6 ในเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนการรู้รักสามัคคีและการเรียนรู้ ปลูกจิตสำนึก ทั้งนี้ตนจะส่งรัฐธรรมนูญ 50 ไปให้ ส.ว. ทั้ง 4 คน คนละ 1 เล่ม เพื่อให้ศึกษาและทำความเข้าใจในหน้าที่ของ ส.ว.
 
โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวต่อว่า เมื่อประเทศขัดแย้งทุกฝ่าย อาทิ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานรัฐสภา อดีตประธานสภาฯ อดีตศาลรัฐธรรมนูญ ยินดีเข้าร่วมเพื่อหาทางออกของประเทศ แต่หลักคิดของกลุ่ม 40 ส.ว. เป็นหลักคิดแบบเดิมๆ ไม่เคยร่วมมือและทำตัวขัดแย้งซะเองเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ตามเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะได้เห็นว่า ส.ว.สรรหาที่อ้างว่าตนเองมีวุฒิภาวะได้รับการสรรหามาจากกรรมการสรรหาเพียง 7 คน แสดงวุฒิภาวะแล้วหรือไม่ ตนไม่แปลกใจว่า ที่พยายามแก้รัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. เพราะอะไร และขอเรียกร้องว่าหากนายไพบูลย์ยังมีความคิดแบบนี้อยู่ก็ขอให้ลาออกจากการทำหน้าที่ ส.ว.และไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน  
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
การประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่วันที่ 3 และกำลังพิจารณามาตรา 3 จาก 13 มาตรา 
 
22 ส.ค. 56 - การประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องที่มาของ ส.ว. สองวันที่ผ่านมาพิจารณาผ่านความเห็นชอบในมาตรา 2 จาก 13 มาตรา และในวันนี้จะพิจารณาต่อในมาตรา 3 ซึ่งเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. และจำนวน ส.ว.
 
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา วาระ 2 ในวันนี้ (22 ส.ค. 56) เป็นวันที่ 3 เริ่มขึ้นในเวลา 10.25 น. สำหรับการประชุมเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 56 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการประชุม ได้ลงมติผ่านความเห็นชอบเพียง 2 มาตรา จาก 13 มาตรา ทั้งนี้ ที่ประชุม ได้มีมติผ่านความเห็นชอบตามมาตรา 2 ด้วยคะแนน 349 ต่อ 157 เสียง ที่ให้มีผลบังคับใช้นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในเวลาเวลา 22.10 น. นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้สั่งพักการประชุม
 
อย่างไรก็ตามการพิจารณาในมาตรา 3 ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 200 คน จากการเลือกตั้งทั้งหมด  โดยประเด็นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ คือ เกรงว่าหากให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จะทำให้วุฒิสภาจะอิงกับพรรคการเมืองและเกิดการรวบอำนาจในระบบรัฐสภา
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยืนยัน ค่าก่อสร้างห้องประชุมยุทธศาสตร์ฯ ของสภา รวมค่าอุปกรณ์แล้ว
 
22 ส.ค. 56 - เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แจง กมธ.กิจการสภาฯ กรณีก่อสร้างห้องประชุมยุทธศาสตร์เพื่อการตัดสินใจของรัฐสภา  ยืนยันห้องยุทธศาสตร์มีความจำเป็นเพราะต้องใช้สำหรับบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณโดยรอบรัฐสภา ส่วนเหตุผลที่ต้องงบประมาณด้วยวงเงิน 24 ล้านบาท  เพราะรวมค่าอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ด้วย และการดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบพัสดุการจัดซื้อจัดจ้าง
 
คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายไพจิต ศรีวรขาน เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาโครงการจัดตั้งห้องประชุมยุทธศาสตร์เพื่อการตัดสินใจของรัฐสภา (วอร์รูม) โดย กมธ.ได้เชิญ นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง โดยนายสุวิจักขณ์ ได้ชี้แจงว่า โครงการจัดตั้งห้องประชุมยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าว ได้เริ่มมีแนวคิดมาตั้งแต่ปี 2548 เนื่องจากเกิดสถานการณ์การเมือง ต่อมาในปี 2554 มีการตั้งคณะกรรมการบริหารเหตุการณ์พิเศษ เพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และบริเวณโดยรอบรัฐสภา หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้น ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้เห็นชอบแต่งตั้งผู้บัญชาการสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อทำหน้าที่บริหารสถานการณ์ฉุกเฉินเป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีห้องทำงานให้กับคณะกรรมการชุดนี้ เพื่อให้เป็นเอกภาพเดียวกันในการดูแลความปลอดภัย
 
เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้ชี้แจงถึงการใช้งบประมาณในการก่อสร้างห้องยุทธศาสตร์ประมาณ 24 ล้านบาทว่า งบประมาณดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่การก่อสร้างห้องเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการติดตั้งอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ และเทคโนโลยีสำคัญต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลรักษาความปลอดภัยได้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งภายในและภายนอกอาคารรัฐสภาได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนมีห้องประชุมรองรับ สำหรับการประชุมและตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันการณ์ โดยก่อนดำเนินโครงการได้มีการศึกษาดูงานระบบการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานทั้งในและต่างประเทศมาแล้ว อาทิ ระบบการรักษาความปลอดภัยของกรมศุลกากร และรัฐสภาอิสราเอล พร้อมยืนยันว่าการจัดซื้อจัดจ้างโครงการฯ เป็นไปตามระเบียบพัสดุการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมีคณะกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน ทั้งนี้ภายหลัง กมธ.รับฟังคำชี้แจงได้กำชับให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้าง เนื่องจากทราบว่าสัญญาจ้างโครงการดังกล่าว ระบุไว้ว่าต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 18 กันยายนนี้ พร้อมขอให้ส่งเอกสารรายละเอียดการก่อสร้างต่างๆ ในโครงการมายัง กมธ.เพิ่มเติม
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, อรุณี ตันศักดิ์ดา / ข่าว มันทนา ศรีเพ็ญประภา / เรียบเรียง
 
ส.ว.มณเฑียร แนะรัฐ ปฏิรูปซื้อ-ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล
 
22 ส.ค. 56 - ส.ว.มณเฑียร เผย ราคาซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 9,240 บาทต่อเล่ม เฉลี่ย 92.40 บาทต่อใบ ระบุ หากไม่มีโควตาซื้อ 93 บาทต่อใบ แนะรัฐควรเร่งปฏิรูปซื้อ-ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลโดยเร็ว   
 
นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า รู้สึกแปลกใจที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำลังเชิญให้บุคคลสำคัญ เข้าร่วมสภาปฏิรูปการเมือง เนื่องจากขณะนี้มีเรื่องที่ต้องปฏิรูปเพราะส่งผลกระทบต่อปากท้องของพี่น้องประชาชน อาทิ การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลของประชาชน ที่ถือเป็นความคาดหวังเล็กๆน้อยๆ ของคนยากจน ชาวนา และผู้ใช้แรงงาน โดยเห็นว่า เรื่องดังกล่าวทำได้เลยไม่ต้องเชิญบุคคลใดเข้าร่วม อาศัยแต่เพียงความรู้ ความสามารถ ความเข้าใจและความปรารถนาดีต่อประชาชน
 
ส.ว.มณเฑียร เปิดเผยเพิ่มเติมถึงราคารับซื้อสลากหน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลว่า ราคาทั้งเล่มขายอยู่ที่ 9,240 บาท เฉลี่ย 92.40 บาทต่อใบ แต่ถ้าไม่มีโควตาสลากแล้วจะรับไปขาย ราคาต่อใบไม่น้อยกว่า 93 บาท แล้วจะขายในราคาควบคุมของรัฐบาลคือ 80 บาทได้อย่างไร เหตุใดถึงไม่ปฏิรูปในเรื่องราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลก่อนและตราบใดที่นโยบายของรัฐ กฎหมายว่าด้วยสำนักงานสลากยังมองสลากเป็นกลไกการหาเงินเข้ารัฐ ขายขาดคืนไม่ได้ มีนโยบายจัดสรรโควต้าให้กับคนรวยมากกว่าคนยากจน ผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการแล้ว พี่น้องผู้บริโภคสลากก็จะต้องซื้อสลากด้วยราคาที่ไม่เป็นธรรมต่อไป
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ ข่าว / เรียบเรียง
 
การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เริ่มวางเสาเข็มอาคารแล้ว 
 
23 ส.ค. 56 - การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่มีความคืบหน้าแล้ว โดยเริ่มวางเสาเข็มอาคาร ขณะที่บริษัทผู้รับเหมาแจ้งพบปัญหาการส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างไม่เป็นไปตาม TORพร้อมยืนยันจะแล้วเสร็จตามกำหนดสัญญา
 
นายนิคม  ไวยรัชพานิช  ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการให้คำปรึกษาและประสานงานในการกำกับดูแลโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เพื่อพิจารณาความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยมีตัวแทนบริษัทซิโน-ไทย เอนจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัดมหาชน ซึ่งเป็นบริษัทดำเนินการก่อสร้าง ร่วมประชุมและชี้แจงต่อคณะกรรมการ ทั้งนี้เบื้องต้น ตัวแทนบริษัทชี้แจงว่า การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่เริ่มก่อสร้างในวันที่ 8 มิถุนายน 2556 ส่วนความคืบหน้าถ้านับจากวันเริ่มก่อสร้างจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2556 รวมเวลา 73 วัน โดยได้เริ่มวางเสาเข็มอาคารแล้ว จำนวน 78 ต้น จากจำนวนเสาเข็มทั้งหมาด 1,673 ต้น ทั้งนี้การส่งมอบพื้นที่การก่อสร้างไม่เป็นไปตาม TOR ซึ่งกำหนดไว้ว่า การส่งมอบพื้นที่ครั้งแรกต้องส่งมอบพื้นที่ประมาณ 90 ไร่ แต่ส่งมอบได้จริงประมาณ 47 ไร่ ทำให้กระทบกับแผนการทำงานของผู้รับจ้าง โดยพื้นที่ยังไม่ส่งมอบคือ บริเวณโรงเรียนกองทัพบกอุปถัมภ์ ช่างกล ขส.ทบ. ซึ่งขณะนี้ได้ทราบว่าทางโรงเรียนแจ้งว่าจะส่งมอบพื้นที่ได้ภายในเดือนกันยายน ทั้งนี้ตัวแทนบริษัทซิโน-ไทย เอนจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัดมหาชน ยืนยันต่อที่ประชุมว่า การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ได้ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงกับการรัฐสภาอย่างเคร่งครัด และเชื่อมั่นว่าจะแล้วตามกำหนดสัญญา
 
สำหรับโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 424,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคารรัฐสภา สูง 11 ชั้น ใต้ดิน 3 ชั้น อาคารประกอบหลัก 2 อาคาร และอาคารประกอบอื่นๆ 11 อาคาร โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนเลขที่ กท.3049 ถนนทหาร (เกียกกาย) แขวงถนนนครไชยศรี เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร พื้นที่จำนวน 123 ไร่ 1 งาน 5.70 ตารางวา
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
ที่ประชุมร่วมรัฐสภา นัดประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ อีกครั้งในวันที่ 27 สิงหาคม หลังพิจารณาถึงมาตรา 3 ในคืนวันที่ 22 สิงหาคม
 
23 ส.ค. 56 - การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภา ผ่านมา 3 วันพิจารณาถึงมาตรา 3 และนัดประชุมต่อในวันที่ 27 สิงหาคม 2556
 
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภา ในมาตรา 3 ที่มี นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานสภารัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในการประชุมได้สั่งปิดการประชุม เมื่อเวลา 21.30 น. (วันที่ 22 สิงหาคม 2556) โดยได้นัดการประชุมอีกครั้ง ในวันอาคาร ที่ 27 สิงหาคม เวลา10.00 น. เพื่อพิจารณามาตรา 3 ต่อ
 
ทั้งนี้ ก่อนปิดการประชุม นายนิคม ได้แจ้งต่อที่ประชุม ว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้นัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาต่อในวันที่ 27-29 สิงหาคม 2556 แต่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ขอให้ทบทวนการประชุมเหลือเพียง 2 วัน เนื่องจากวันที่ 29 สิงหาคม 2556 ฝ่ายค้านต้องการให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากจะตั้งกระทู้ถามสดรัฐบาล เรื่องราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ซึ่ง นายนิคม กล่าวว่า จะไปแจ้งต่อประธานรัฐสภาให้รับทราบต่อไป
 
ขณะที่นายประสาร มฤคพิทักษ์ สมาชิกวุฒสภา กล่าวหารือด้วยว่า ตนไม่เห็นด้วยที่ประธานวุฒิสภาแจ้งงดประชุมวุฒิสภาในวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม 2556 เนื่องจากวาระการประชุมของวุฒิสภามีจำนวนมาก รวมถึงมีญัตติที่สมาชิกวุฒิสภาเสนอไว้ โดยเฉพาะกรณีการให้สัมภาษณ์ของประธานวุฒิสภาเกี่ยวกับประเด็นสมาชิกวุฒิสภาระบบสรรหา จึงอยากให้ประธานวุฒิสภาทบทวนการสั่งงดประชุมวุฒิสภาด้วย
 
ด้านประธานวุฒิสภา ได้ชี้แจง ว่าการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากต้องพิจารณาให้ทันก่อนเที่ยงคืนวันที่ 26 สิงหาคม เมื่อรัฐบาลประสานมาตนจึงต้องให้ความร่วมมือ ทั้งนี้การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับที่มาของวุฒิสภา เริ่มพิจารณาตั้งแต่วันที่ 20 - 22 สิงหาคม โดยพิจารณาถึงมาตรา 3 และยังไม่สามารถลงมติในมาตราดังกล่าวได้
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
โฆษกปชป. ชี้ ประธานสภาฯ ใช้อำนาจปิดหูปิดตาปิดปาก ส.ส. ส.ว. ทำประชุมสภาฯ ยืด
 
23 ส.ค. 56 - โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้ ปัญหาประชุมสภาฯ ยืดเยื้อ ไม่ได้เกิดจากฝ่ายค้าน แต่เกิดจากประธานสภาฯ ใช้อำนาจปิดหูปิดตาปิดปาก ส.ส. ส.ว. 
 
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมที่ยืดเยื้อ ทั้งในส่วนของการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ การพิจารณา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม  การประชุมร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่ให้ความร่วมมือ ตามที่ประธานสภาฯ กล่าวหา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านใช้สิทธิ ไม่เปิดให้อภิปรายแสดงความเห็น โดยเฉพาะการตัดสิทธิสมาชิกที่แปรญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 57 คน ไม่ให้อภิปรายว่าขัดกับหลักการแปรญัตติอย่างไร  ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าพอเปิดให้มีการอภิปรายในวันถัดมาการประชุมก็เรียบร้อยดี ตนขอเรียกร้องให้ประธานสภามอบสิทธิให้กับสมาชิกแสดงออกในฐานะผู้แทนประชาชน  อย่าใช้อำนาจปิดหูปิดตาปิดปากสมาชิก ซึ่งเท่ากับปิดหูปิดตาปิดปากประชาชน  ซึ่งเชื่อว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าต่อไปฝ่ายรัฐบาลให้ความร่วมมือและประธานทำปฏิบัติหน้าที่ให้เหมาะสมกับฐานะ เช่นเดียวกับการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2557  ก็ขอให้ทางรัฐบาลและประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ความร่วมมือกับส.ส.ฝ่ายค้าน ในการทำหน้าที่แทนประชาชน เพื่อให้การอภิปรายงบประมาณ 57 เกิดประโยชน์มากที่สุด
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง
 
รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง มอบรางวัลโครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชน พ.ศ.2556
 
23 ส.ค. 56 - รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดโครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชน พ.ศ.2556 หวังสร้างต้นแบบพลังงานในแต่ละชุมชม
 
นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลให้กับผู้เข้าร่วมประกวดผลงานโครงการพลังงานชุมชนเพื่อชุมชน พ.ศ.2556 ณ ห้องโถง อาคารรัฐสภา 1 ที่คณะกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา ร่วมกับกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศจัดขึ้น โดยนายสุรชัย ได้กล่าวชื่นชม กมธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้จัดประกวดผลงานครั้งนี้ เนื่องจากเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องถึง 3 มิติ คือ ความมั่นคงด้านพลังงาน แหล่งกำเนิดพลังงาน และพลังงานต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมั่นว่าโครงการนี้สามารถตอบโจทย์ทั้ง 3 มิติดังกล่าวได้ หากทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันโครงการที่ผ่านการประกวดให้นำไปสู่การทดแทนพลังงานที่มีอยู่เดิม ขณะเดียวกันยังสามารถช่วยให้ประเทศชาติประหยัดงบประมาณในการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้ และช่วยรักษาสังคมไทยให้มีความมั่นคงด้านพลังงาน ดังนั้นจึงขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องพัฒนาโครงการด้านพลังงานให้มีความก้าวหน้าและสามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบสร้างพลังงานในชุมชนของตนเอง เพื่อประโยชน์ของประเทศในอนาคตต่อไป
 
สำหรับการประกวดครั้งนี้มีผู้สนใจส่งโครงงานเข้าร่วมประกวดในประเภทต่างๆ จำนวน 48 โครงงาน จาก 25 จังหวัด แบ่งเป็น ชุมชนทั่วไป 14 โครงงาน ได้รางวัลดีเด่น 3 โครงงาน รางวัลดีมาก 4 โครงงาน รางวัลความคิดสร้างสรรค์ 7 โครงงาน สถาบันการศึกษา 12 โครงงาน ได้รางวัลดีเด่น 2 โครงงาน รางวัลดีมาก 2 โครงงาน รางวัลความคิดสร้างสรรค์ 8 โครงงาน ภาครัฐ จำนวน 19 โครงงาน ได้รางวัลดีเด่น 2 โครงงาน รางวัลดีมาก 4 โครงงาน ความคิดสร้างสรรค์ 13 โครงงาน ภาคเอกชน จำนวน 3 โครงงาน ได้รับรางวัลดีมาก ทั้ง 3 โครงงาน
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, อรุณี ตันศักดิ์ดา / ข่าว วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ / เรียบเรียง
 
ส.ส.บุญยอด ยืนยัน เสนอ กมธ.กิจการสภาฯ สอบ ส.ส.บีบเครื่องบินจอดดอนเมือง ทำตามหน้าที่
 
23 ส.ค. 56 - ส.ส.บุญยอด ปชป. ยืนยัน ทำตามหน้าที่ กรณีเสนอ กมธ.กิจการสภาฯ สอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระแสข่าว ส.ส.บีบบังคับให้เครื่องบินจอดสนามบินดอนเมือง           
 
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงชี้แจง กรณีที่แถลงข่าวเมื่อวานนี้ (22 ส.ค. 56) ว่า คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรได้รับเรื่องจะดำเนินการสอบสวนกรณีมีกระแสข่าวว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างน้อย 2 ท่าน ที่เดินทางจากจังหวัดเชียงราย ในวันที่ 12 สิงหาคม 2556 ได้บีบบังคับให้เครื่องบินไปลงจอดที่สนามบินดอนเมือง ทั้งที่ปลายทางอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิตามที่กำหนดไว้ โดยนายบุญยอดกล่าวว่า การแถลงข่าวเรื่องดังกล่าวถือเป็นการทำหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งนายไพจิต ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมาธิการ ก็เห็นควรรับเรื่องไว้เพราะเป็นประเด็นที่ปรากฎอยู่ในข่าวต่างๆ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ต้องนำมาพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมยืนยันว่าตนไม่ได้พูดว่า ส.ส. ไปบีบบังคับกัปตันให้ไปลงจอดที่สนามบินดอนเมืองตามที่รายงานข่าวอ้างถึงแต่อย่างใด พูดเพียงแต่เรื่องอากาศแปรปรวนเท่านั้น อย่างไรก็ตามหากเรื่องดังกล่าวไม่เป็นจริงตามกระแสข่าว ส.ส. ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็สามารถนำหลักฐานเข้ามาชี้แจงกับคณะกรรมาธิการได้
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, อรุณี ตันศักดิ์ดา / ข่าว วิจิตรา น้าวัฒนไพบูลย์ / เรียบเรียง
 
สภาผู้แทนราษฎรมีมติผ่านงบประมาณกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงานและกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว
 
23 ส.ค. 56 - ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบ งบประมาณของกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว
 
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557วาระ 2วงเงิน 2.525ล้านล้านบาท ซึ่งเริ่มประชุมมาตั้งแต่เวลา 10.00น. โดยเป็นการพิจารณาต่อ ในมาตรา 18งบประมาณของกระทรวงยุติธรรม วงเงินกว่า 19,843ล้านบาท เมื่อ 14.00น. นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานฯในที่ประชุม ได้ขอมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจากที่มีการอภิปรายในมาตรา 18งบกระทรวงยุติธรรม โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนน 288เสียงต่อ 109เสียง งดออกเสียง 12เสียง ไม่ลงคะแนน 1เสียง
 
จากนั้นเป็นการพิจารณาต่อในมาตรา 19 งบประมาณของกระทรวงแรงงาน วงเงินกว่า 33,489ล้านบาท โดยหลังการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้แปรญัตติไว้แล้ว ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนน 287เสียงต่อ 110เสียง งดออกเสียง 11เสียง ไม่ลงคะแนน 2เสียง
 
นอกจากนี้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณางบประมาณฯ ต่อในมาตรา 20 วงเงินกว่า 6,892 ล้านบาท โดยมีผู้ขอแปรญัตติจำนวน 1 คน และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากด้วยคะแนน 282เสียงต่อ 109 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง ไม่ลงคะแนน 3 เสียง
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
ส.ส.ประชาธิปัตย์ ย้ำมีหลักฐานชัดสหรัฐตีกลับข้าวไทยปนเปื้อน จี้ รัฐบาลเร่งตรวจสอบ
 
23 ส.ค. 56 - ส.ส.ประชาธิปัตย์ เรียกร้องรัฐบาลตรวจสอบคุณภาพข้าวส่งออกหลังสหรัฐอเมริกาตีกลับมา พร้อมเร่งตรวจสอบ  ย้ำ มีหลักฐานชัดข้าวมีสารปนเปื้อน หวั่นปนขายกับข้าวในประเทศจะก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน
 
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นำทีมส.ส.ประชาธิปัตย์ แถลงที่รัฐสภา เรียกร้องรัฐบาลกักบริเวณข้าวส่งออกที่สหรัฐอเมริกาตีกลับมา  และเรียกคืนข้าวส่วนหนึ่งที่ได้กระจายออกไปแล้ว พร้อมกับเรียกให้หน่วยงานรัฐ เช่น อย.  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ รวมถึงหน่วยงานของเอกชนเข้ามาตรวจสอบคุณภาพข้าว เพราะตนก็มีหลักฐานชัดเจนที่ได้จากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าข้าวดังกล่าวมีสารพิษตกค้างจริง  ซึ่งหากพบว่าข้าวมีสารอันตรายปนเปื้อนต้องรีบทำลายทิ้ง เพราะเกรงว่าจะมีการนำข้าวที่มีสารพิษตกค้างมาปนกับข้าวที่ขายในประเทศจนก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน  
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, เรณู เขมาปัญญา / ข่าว / เรียบเรียง
 
ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบอนุมัติงบประมาณปี 57 แล้ว 
 
24 ส.ค. 56 - ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ด้วยคะแนนเสียง 290 ต่อ 136 เสียง งดออกเสียง 19 เสียง และไม่ลงคะแนน 2 เสียง 
 
การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ในวาระ 2 วงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท ซึ่งหลังจากได้พิจารณาครบทั้ง 35 มาตราแล้ว  นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ได้ขอให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 ในวาระ 3 วงเงิน 2.52 ล้านล้านบาท  โดยที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2557 ด้วยคะแนนเสียง 290 เสียง ไม่เห็นด้วย 136 งดออกเสียง 19 เสียง ไม่ลงคะแนน 2 เสียง จากนั้นเป็นการลงมติเกี่ยวกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วย 436 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง
 
หลังจากนั้น นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในนามรัฐบาล ขอขอบคุณประธานสภาผู้แทนราษฎรและขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปี 2557 และขอให้ความมั่นใจว่างบประมาณที่ได้รับอนุมัติไปใช้ตามแผนที่กำหนด อย่างความโปร่งใส และบรรลุผลตามนโยบายที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อประเทศชาติ จากนั้นประธานในที่ประชุมสั่งปิดประชุมเมื่อเวลา 23.30 น.
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงในที่ประชุมสภา ระบุ ไม่เคยล้วงลูกการตั้งงบจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
 
24 ส.ค. 56 - ประธานสภาผู้แทนราษฎร ชี้แจงในที่ประชุมสภา ระบุ ไม่เคยล้วงลูกการตั้งงบจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมแสดงความมั่นใจเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงได้ 
 
นายสมศักดิ์  เกียรติสุรนนท์  ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 56 ถึงกรณีการตั้งงบประมาณเพื่อจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตามที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งข้อสังเกตในเรื่องดังกล่าวว่า ผ่านมาการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้น ตนไม่เคยไปล้วงลูกหรือยุ่งเกี่ยว เพราะมั่นใจว่าข้าราชการรัฐสภาทุกส่วน รวมถึงผู้อำนวยการทุกสำนักงานในสังกัด เป็นผู้ที่มีความรู้เข้าใจเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว จึงพยายามที่จะไม่ไปยุ่งเกี่ยว แต่เมื่อปัญหาสุดท้ายก็ไม่พ้นตัวเองอยู่ดี ดังนั้นต่อไปเพื่อความรอบคอบ ตนจะมีหนังสือเป็นเอกสารเรียนไปถึงเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้าใช้งบประมาณเกินกว่า 5 ล้าน ต้องรายงานให้ตนทราบก่อน  สำหรับการเช่าสำนักงานรัฐสภาจังหวัดอุบลราชธานี ปีละ 3ล้านบาทนั้น ตนได้สอบถามกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ยืนยัน ว่า เป็นเรื่องจริง ทั้งนี้ตนเคยให้นโยบายในการจัดตั้งสำนักงานรัฐสภาจังหวัดนำร่องทั้ง 6จังหวัด ในเรื่องสถานที่ ถ้าเป็นไปได้ขออย่าให้มีค่าใช้จ่าย ซึ่งก็ปรากฏว่า 6จังหวัดนั้น ใน 5จังหวัดไม่ได้ใช้เงินเลย ยกเว้นที่อุบลราชธานี ที่เคยเจรจาว่าจะไม่มีค่าใช้จ่าย แต่พอถึงวันจะทำการ เขาเปลี่ยนใจไม่ให้สถานที่แบบฉุกละหุกก็เลยต้องไปเช่าปีละ 3ล้านบาท แต่ตนก็สั่งในที่ประชุม 35คณะไปว่าถ้าหมดสัญญาเช่า 3เดือนไปแล้ว ให้ไปหาสถานที่ใหม่ที่ไม่ต้องไปเสียค่าเช่า เพราะตอนนี้เสียค่าเช่าเดือนละ 2.5แสนบาท แต่เช่าแค่ 3เดือน
 
ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังกล่าวด้วยว่า ตนอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมานาน และเคยพูดว่าที่นี่เป็นบ้านหลังแรก เพราะอยู่นานกว่าบ้านเกิด จึงขอให้มั่นใจว่าตนจะรักที่นี่เหมือนกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนอื่นรักเช่นกัน สำหรับกรณีการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้น ตนเชื่อมั่นว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสามารถชี้แจงได้  ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายถึงงบประมาณการจัดทำเฟสบุ๊ครัฐสภาไทย ตนยืนยันว่า ใช้งบประมาณเพียง 5 ล้านบาท และมีนโยบายทำหน้าที่เป็นกลาง ส่งเสริมประชาธิปไตย และประชาสัมพันธ์งานของรัฐสภาเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อปัญหาก็ได้ตำหนิผู้ที่รับผิดชอบและให้พ้นจากหน้าที่ในความรับผิดชอบไปแล้ว
 
ที่มา: วิทยุรัฐสภา, นภาทิพย์  นูโพนทอง  ผู้สื่อข่าว / เรียบเรียง
 
"สวนดุสิตโพล"เผยปชช.กว่า 78% ให้ความสนใจข่าวอภิปรายงบมากสุด แนะรบ.ควรจัดใช้ในสิ่งที่จำเป็น ส่วนข่าวอันดับ 2 สภาถกก.ม.นิรโทษ
 
24 ส.ค. 56 - ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาการเมืองมีกระแสร้อนหลายเรื่อง ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงได้นำเสนอและก่อให้เกิดกระแส วิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในภาพรวม โดยเฉพาะข้อเสนอแนะต่อการเมือง อันเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญต่อการพัฒนาการเมืองไทย "สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 1,148 คน ระหว่างวันที่ 23-24 สิงหาคม 2556 สรุปผลดังนี้
 
1. 6 อันดับข่าวการเมืองยอดนิยมและข้อเสนอแนะจากประชาชน อันดับ 1 การอภิปรายงบประมาณ 78.05 % เพราะเป็นเงินจำนวนมากที่ต้องนำไปพัฒนาประเทศ อยากรู้รายละเอียดการใช้เงิน ไม่อยากเห็นการทุจริตคอรัปชั่น ฯลฯ ข้อเสนอแนะ ควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมตามความจำเป็น มีคณะกรรมการติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ฯลฯ อันดับ 2 พ.ร.บ.นิรโทษกรรม 76.31 % เพราะเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง อยากรู้ความคืบหน้าของเรื่องนี้ ฯลฯ ข้อเสนอแนะ ควรรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากทุกๆฝ่าย พิจารณาตามกระบวนการขั้นตอน ยึดความถูกต้องยุติธรรม ฯลฯ อันดับ 3การปฏิรูปการเมืองโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ 64.11 % เพราะอยากเห็นการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น นักการเมืองสมัครสมานสามัคคี พัฒนาบ้านเมืองให้ดีขึ้น ฯลฯ ข้อเสนอแนะ ประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนให้กับประชาชน รับฟังความคิดเห็นและข้อท้วงติงต่างๆ ฯลฯ
 
อันดับ 4 การอภิปรายที่มาของ ส.ว. 55.75 % เพราะจะได้รู้ข้อมูลข้อเท็จจริงและเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของส.ว.มากขึ้น เป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอยู่ในขณะนี้ ฯลฯ ข้อเสนอแนะ พิจารณาอย่างเป็นธรรม ชี้แจงรายละเอียดและเหตุผลอย่างชัดเจน คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ฯลฯ อันดับ 5การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านนอกสภา 51.92 % เพราะไม่ค่อยได้เห็นบทบาทในลักษณะนี้ของฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ฯลฯ ข้อเสนอแนะควรพูดจากันด้วยเหตุผล รับฟังข้อมูลต่างๆอย่างมีวิจารณญาณ ยอมรับในความเห็นที่แตกต่าง ฯลฯ อันดับ 6 พันธมิตรแถลงยุติบทบาท 49.48 % เพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงในการยุติบทบาท เป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวและได้รับความสนใจจากสังคม ฯลฯ ข้อเสนอแนะ เคารพในสิทธิของแต่ละบุคคล ชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับรู้ ทุกฝ่ายควรหันหน้าพูดคุยกัน ฯลฯ
 
2. 7 ประเด็นสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยวุ่นวายในสายตาประชาชน อันดับ 1 การชุมนุมทางการเมืองของแต่ละฝ่าย 86.25 % อันดับ 2 การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของผู้สนับสนุนแต่ละพรรคการเมือง 75.00 % อันดับ 3 การปลุกระดมมวลชนโดยนักการเมือง 71.67 % อันดับ 4 การอภิปรายในสภาของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน 68.75 % อันดับ 5 การกล่าวโจมตี โต้ตอบทะเลาะเบาะแว้งของนักการเมือง 66.67 % อันดับ 6 การใช้สื่อของแต่ละฝ่ายโจมตี /กล่าวหากันของนักการเมือง 65.83 % อันดับ 7 การตั้งเวทีโต้ตอบของนักการเมือง 59.17%
 
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ
 
เลขาฯสภาชี้โต๊ะอาหารสุดหรูแพงแต่คุ้ม-สร้างภาพลักษณ์
 
24 ส.ค. 56 - นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย เปิดเผยเรื่องรัฐสภามีการสั่งซื้อชุดโต๊ะอาหารหลุยส์สไตล์อิตาเลียน ราคาชุดละ 1 ล้านบาท ว่า เป็นการจัดซื้อเมื่อปลายปี 2555 ราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยเป็นชุดที่มีโต๊ะยาวพร้อมเก้าอี้อีกประมาณ 14 ตัว  และได้นำมาใช้งานต้อนรับแขกบุคคลสำคัญที่มาเยือนรัฐสภาหลายครั้ง 7-8 งานแล้ว แต่ที่พบว่าถูกห่อหุ้มพลาสติกไว้และถูกวางรวมไว้ที่ใกล้กับห้องคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ชั้น 3 อาคารรัฐสภานั้น เพราะไม่มีที่เก็บ ซึ่งตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่หาห้องเก็บชุดโต๊ะอาหารเหล่านี้แล้ว อย่างไรก็ตาม การซื้อชุดโต๊ะอาหารดังกล่าวก็เพื่อใช้ในการรับรองแขกสำคัญระดับประเทศอย่างสมเกียรติ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อรัฐสภาไทย แม้มีราคาสูงแต่ก็ถือเป็นของดี ย่อมใช้งานได้นาน  เพราะแม้แต่เก้าอี้ในห้องประชุมรัฐสภา เป็นหนังแท้ และนำเข้าจากประเทศอิตาลี ก็ถูกซื้อมาเมื่อปี 2538 ในราคาตัวละ 30,00 บาท ซึ่งตอนนั้นถือว่ามีราคาแพง ก็ยังใช้งานกันอยู่ได้ถึงทุกวันนี้ คุ้มค่ามาก
 
นายสุวิจักขณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีใบปลิวโจมตีว่านายสุวิจักขณ์นำคนใกล้ชิดมาเปิดร้านขายดอกไม้เพื่อจัดดอกไม้รับรองแขกต่างประเทศครั้งละ 3-4 แสนบาท และใช้งบประมาณไปในทางที่ไม่เหมาะสมหลายเหตุการณ์ ว่า ตนยังไม่ได้เห็นใบปลิวดังกล่าว ทั้งนี้ ตนขอชี้แจงว่าผู้ที่จะมาประกอบกิจการร้านค้าต่างๆในรัฐสภาต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการสโมสรรัฐสภา ส่วนการเลือกผู้รับงานจัดดอกไม้นั้น ตนไม่มีหน้าที่สั่งการว่าจะเลือกร้านไหนบ้าง แต่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะเลือกร้านใดมาทำ แล้วเขาก็จะเสนอเรื่องขึ้นมาตามปกติ ทั้งนี้การจัดงานรับรองแขกคนสำคัญก็ต้องใช้ร้านดอกไม้ที่มีคุณภาพ เป็นร้านที่เราไว้ใจได้ว่าสามารถจัดดอกไม้เสร็จทันกำหนดการจัดงาน และมีฝีมือดี รวมถึงดอกไม้ที่ใช้จัดงานเป็นดอกไม้นำเข้ามาจากต่างประเทศ อีกทั้งการใช้งบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆก็มีการทำสัญญาอย่างถูกต้องเหมาะสม และมีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เข้ามาตรวจสอบพร้อมกับขอดูสัญญาทั้งหมด ซึ่งตนให้ความร่วมมือโดยส่งข้อมูลให้กับ สตง.ตรวจสอบ และบางครั้งตนก็ได้ขอคำปรึกษาจาก สตง.ในการดำเนินการขัดซื้อจัดจ้างให้มีความถูกต้องเช่นกัน.
 
ที่มา: เดลินิวส์
 
ปชป.จี้ เปิดสภาฯแก้ราคายาง ก่อนแก้ รธน.
 
25 ส.ค. 56 - เวลา 11.45 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการที่รัฐบาลจัดเวทีพูดคุย เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง ว่า พรรคพร้อมให้ร่วมมือสร้างความปรองดองหาทางออกให้ประเทศ แต่รัฐบาลต้องดำเนินการด้วยความตั้งใจ แต่ 2 ปีที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่มีจุดยืนที่จะดำเนินการ อีกทั้งเหตุใดรัฐบาลไม่นำข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) สถาบันพระปกเกล้า ที่เคยศึกษา และข้อเสนอของ นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นายมาร์ตติ โอยวา กาเลวิ อะห์ติซาริ อดีตประธานาธิบดีของฟินแลนด์ ที่เคยให้ความเห็นมาใช้ในการปฏิรูปฯ
 
ทั้งนี้ ตนขอย้ำว่า เวทีดังกล่าวคงเป็นเพียงปาหี่ทางการเมืองเท่านั้น เพราะดูจากรายชื่อผู้ที่เข้าร่วมแล้ว 60% เป็นฝ่ายเดียวกับรัฐบาล หรือมีความคิดใกล้เคียงกัน อีก 20% เข้าร่วมเพราะเกรงใจรัฐบาล ส่วนอีก 20% มีแนวคิดทั่วไป ไม่มีอะไรชัดเจน จึงเป็นไปได้ว่าการหาทางออกให้ประเทศรอบนี้่ ตั้งธงสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรม แบบเหมาเข่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้่ คงหาทางออกให้ประเทศไม่ได้ แต่จะเป็นการหาทางออกฉุกเฉินให้คนในรัฐบาลมากกว่า เพราะคนไทยจำนวนมากจะไม่ยอมให้รัฐบาลทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
 
พร้อมกันนี้ นายองอาจ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาแถลงยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า พรรคน้อมรับเคารพการตัดสินใจ แต่เชื่อว่าจิตใจการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ยังดำรงอยู่ เมื่อใดที่เงื่อนไขพร้อมก็เชื่อว่าจะออกมาอยู่เคียงข้างกับประชาชนเพื่อต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ และมวลชนที่ผ่านมา ถือว่าไม่สูญเปล่า แต่กลับได้สร้างคุณูปการให้กับสังคม เพราะการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ทำภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ เป็นการต่อสู้ด้วยความสงบสันติ ปราศจากอาวุธ ซึ่งแตกต่างจากมวลชนกลุ่มอื่นๆ ซึ่งการที่แกนนำให้มวลชนเข้าร่วมกับกลุ่มอื่นๆ ได้อิสระนั้น ขณะนี้แกนนำใน กทม. และต่างจังหวัดได้ส่งสัญญาณและมาพูดคุยกับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์แล้ว เพื่อร่วมมือกันต่อสู้กับระบอบทักษิณ ไม่ให้ขยายต่อไป
 
นายองอาจ กล่าวต่อว่า กรณีการประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 27-29 ส.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว. ต่อจากสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะวันที่ 29 ส.ค. ควรเปิดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติ เพื่อพิจารณาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาของเกษตรกร เช่น ชาวสวนยางที่ออกมาชุมนุมเนื่องจากเดือดร้อนจากราคาตกต่ำ จึงขอเรียกร้องรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่บอกตลอดเวลาว่าจะใช้เวทีสภาในการแก้ไขปัญหา ให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตามปกติ เพื่อหาทางออกให้เกษตรกร และรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วนก่อนที่จะมีการชุมนุมทั่วประเทศในวันที่ 3 ก.ย.นี้ สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา ส.ว.นั้น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แปรญัตติจำนวนมาก และยังไม่ได้อภิปราย เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี จึงคาดว่าไม่น่าจะจบได้ภายใน 3 วัน ดังนั้น รัฐบาลยังมีเวลาอีกมาก ก็สามารถพิจารณาต่อในวันพุธ สัปดาห์ต่อๆ ไปได้ หรือต้องการเร่งให้เสร็จตามที่ทุกคนเข้าใจกัน.
 
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์
 
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยัน ส.ส.ปชป.ไม่ลาออกแน่ แจงต้องใช้สภาฯ ต้าน พ.ร.บ.นิรโทษฯ แต่พร้อมอ้าแขนต้อนรับ พธม. หากยินดีเข้าร่วม
 
25 ส.ค. 56 - ที่ห้องประชุมกิจจาทร 1 อาคาร 20 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่มีการลาออกตามเงื่อนไขของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้พรรคออกมานำมวลชน เพราะการทำหน้าที่ในสภาฯ ยังมีความหมายและมีความจำเป็น มีหลายเรื่องที่รัฐบาลพยายามผลักดัน เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม ที่ต้องใช้เวที่สภาฯ คัดค้านก่อน เนื่องจากทำให้มีส่วนชะลอ หรือหยุดยั้งเรื่องต่างๆ ได้ และเห็นได้ว่ารัฐบาลปรับยุทธวิธีผลักดันกฎหมายตางๆ จึงทำให้พรรคต้องทำหน้าที่นี้ และต้องใช้สิทธิ ส.ส. ในการยื่นเรื่องหลายประเด็นอย่างที่อาจขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ พรรคก็เคารพการตัดสินใจของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งอาจจะมีความเห็นแตกต่างกันในแง่ยุทธวิธีการต่อสู้กับพรรค ถ้ามวลชนกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นว่าแนวทางนี้สมควรมาร่วมกับพรรค ก็พร้อมยินดีต้อนรับ แต่ถ้าไม่สบายใจก็พร้อมรับการตัดสินใจ ส่วนมวลชนของพรรคยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งกัน เพราะการต่อสู้จะทำคู่ขนานทั้งในและนอกสภาฯ
 
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดง มาประท้วงหน้าเวทีผ่าความจริงฯ ของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นการฟ้องอีกครั้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และ รมว.กลาโหม ไม่จริงใจเรื่องปรองดองและปฏิรูปการเมือง ทั้งที่จะตั้งเวทีสภาปฏิรูปการเมือง แต่กลับพยายามสร้างเวทีเพื่อสร้างความชอบธรรมให้พ้นผิด โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อกินรวบอำนาจ ซึ่งเวทีปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลจัดขึ้นวันนี้ (25 ส.ค.) ยังไม่สามารถคาดหวังอะไรได้ เพราะเป็นคนกลุ่มเดียวกับรัฐบาล และการที่รัฐบาลรอให้พรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมเวทีปฏิรูปในภายหลังนั้น ยืนยันว่าตนไม่เปลี่ยนจุดยืน หรือเปลี่ยนใจเข้าร่วมเวทีสภาปฏิรูปการเมือง ในขณะที่ยังมีการผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพราะตนสนับสนุนการปฏิรูปการเมืองและปรองดองแท้จริง โดยจะรอว่าเมื่อไรรัฐบาลจะทำตามที่พูดไว้เท่านั้น เพราะที่ผ่านมา ปฏิเสธทุกข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระชุดต่างๆ ที่เสนอเพื่อลดความขัดแย้ง แต่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งเพิ่มเติมแบ่งแยกประชาชน รวมทั้งสนับสนุนกลุ่มมวลชนของตัวเองที่เคลื่อนไหวแบบก่อกวนฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเชื่อว่าเป้าหมายสุดท้ายของเวทีปฏิรูปการเมือง คือการรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ดังนั้น ยืนยันต้องคัดค้าน อย่างไรก็ตาม กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สงวนท่าทีในการเข้าร่วมเวทีดังกล่าวนั้น ตนไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะร่วมเวทีได้อย่างไร เพราะขณะนี้ยังหาที่อยู่ไม่ได้
 
นอกจากนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังให้สัมภาษณ์กรณีที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือพยุงราคายางพารา ว่า ตนไม่อยากให้รัฐบาลเพิกเฉยความรู้สึกประชาชน ทั้งที่รัฐมนตรีในรัฐบาลก็เติบโตมาจากสวนยางพารา ที่ผ่านมามีการสัญญากับเกษตรกรว่า จะทำให้ราคายางพาราถึงกิโลกรัมละ 120 บาท แต่ขณะนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว จนกระทบความเป็นอยู่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างมาก ซึ่งอย่าลืมว่ารายได้ชาวสวนยาง ขณะนี้เมื่อเทียบกับรัฐบาลชุดที่แล้ว เหลือรายได้เพียง 1 ใน 3 เท่านั้น อีกทั้งยังมีปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น จึงถือว่ารัฐบาลซ้ำเติมประชาชน
 
ส่วนการที่รัฐบาลอ้างว่า ราคาตลาดโลกอยู่ที่กิโลกรัมละ 70 บาท จึงไม่แทรกแซงราคานั้น เห็นว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริง รัฐบาลคงไม่ทบทวนเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ต้น ซึ่งสมัยที่ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ ก็แทรกแซงราคายางพารา แต่วันนี้รัฐบาลทิ้งความรับผิดชอบไม่ได้ ทั้งนี้ ตนสงสัยว่าเหตุใดผลผลิตการเกษตรอื่น เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง รัฐบาลมีมาตรการรับจำนำได้ แต่ทำไมยางพารากลับไม่ช่วยเหลืออะไร ซึ่งไม่ทราบว่าเหตุใดรัฐบาลต้องเลือกปฏิบัติกับชาวสวนยาง รวมทั้งคนที่เป็นเจ้าของสวนยางในพื้นที่ต่างๆ ทั้ง ส.ส. แกนนำรัฐบาลจะรู้สึกอย่างไรกับการที่รัฐบาลตัดสินใจทอดทิ้งประชาชน ซึ่งรัฐบาลต้องพูดคุยกับชาวสวนยางเพื่อทำให้ราคายางขยับขึ้น แต่การที่รัฐบาลประกาศไม่ช่วยเหลืออะไรจะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น.
 
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น