โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ฮ่องกงชุมนุมหลายหมื่นประท้วงการตัดสินจำคุกโจชัว หว่องและเพื่อน คำชี้แจง กิตติรัตน์ ณ ระนอง “...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

'ยิ่งลักษณ์' จำเป็นต้องสร้างการทูตไทยโฉมใหม่

Posted: 10 Jul 2011 09:28 AM PDT

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในไม่ช้านี้ ชัยชนะในการเลือกตั้งของเธอชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คนไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมรับวิธีการบริหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระยะเวลา 30 เดือนที่ผ่านมาภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ถูกบันทึกไว้ด้วยการต่อต้านที่นองเลือดและการสลายการชุมนุมอย่างโหดร้าย แน่นอนที่ยิ่งลักษณ์ต้องการที่จะจัดลำดับความสำคัญต่างๆ ของเธอเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความผิดพลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลก่อนหน้านี้และจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร พี่ชายของเธอเองด้วย

 
การให้ความสำคัญอันดับแรกสุดของยิ่งลักษณ์ คือการเยียวยาความแตกแยกในสังคมไทย คาดกันว่าเธอจะมุ่งความสนใจไปที่กระบวนการสมานฉันท์ที่กำลังดำเนินอยู่ แต่จุดสนใจนี้จะต้องไม่บดบังประเด็นอื่นๆ ที่มีความสำคัญโดยเท่ากัน รวมถึงเรื่องความจำเป็นที่จะส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในเวทีสากล ยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องแสดงบทบาทผู้นำทั้งภายในและนอกประเทศ ตอนนี้เป็นเวลาที่ประเทศไทยจะนำเสนอโฉมใหม่และเรียกชื่อเสียงในระดับสากลที่ควรได้รับคืนกลับมา กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องสร้างการทูตโฉมใหม่โดยเร่งด่วน
 
ช่วงที่ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีระหว่างปี พ.ศ.2544-2549 การทูตไทยเผชิญกับการยกเครื่องอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้บางเรื่องของเป็นการแต่งแต้มให้ดูดี ขณะที่เรื่องอื่นๆนั้นเป็นเรื่องที่มีสาระ ทักษิณริเริ่มดำเนินการนโยบายต่างประเทศจำนวนมากแบบที่ไม่กำกวมเลย เขาต้องการที่จะครองโลกด้วยโครงการต่างๆ ที่เป็นความทะเยอทะยานของเขาอย่างชัดเจน นับได้จากการประชุมความร่วมมือเอเซีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Mekong-Chao Phraya Economic Cooperation Strategy: ACMECS) และข้อสรุปของข้อตกลงทางการค้าหลายฉบับ
 
ภายในกระทรวงต่างประเทศ บรรดาทูตไทยได้รับการแต่งตั้งเหมือนเป็นซีอีโอของสถานทูต พวกทูตยังคงสามารถจิบแชมเปญภายใต้โคมไฟระย้าที่หรูหรางดงาม แต่พวกเขาจะต้องทำหน้าที่เป็นเซลล์แมนของประเทศด้วย อำนาจอันท่วมท้นในมือของนักการทูตไทยกับนโยบายการการทูตแบบยึดธุรกิจเป็นศูนย์กลางนั้นสะท้อนมุมมองในการบริหารที่เป็นปัญหาของทักษิณ เขาถูกกล่าวหาว่าหาประโยชน์จากการทูตเพื่อสร้างความร่ำรวยให้ธุรกิจของครอบครัว การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษแก่พม่าเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงนโยบายต่างประเทศที่สามารถถูกนำไปใช้เพื่อสะสมความมั่งคั่งส่วนบุคคล และไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ
 
ในช่วงต้นของรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดูเหมือนว่ากระทรวงต่างประเทศภายใต้การนำของกษิต ภิรมย์ ผู้เป็นฝ่ายต่อต้านทักษิณนั้นกระตือรือร้นที่จะขับเคลื่อนไปให้พ้นจากระบบทักษิณที่มีข้อตำหนินี้ ทำให้ผู้เขียนเชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะเห็นคุณค่าแห่งการยึดถือหลักการต่างๆ มากกว่าเรื่องของกำไรล้วนๆ ตราบเท่าที่ยังคำนึงถึงการทูต แต่กลับปรากฎว่า ประเทศไทยภายใต้การนำของอภิสิทธิ์-กษิต นั้นสูญสียทั้งหลักการและกำไร การทูตในยุคนี้ถูกใช้ในการทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ประเด็นประสาทพระวิหารคือหลักฐานว่าการทูตไทยนั้นถูกชิงไปใช้เพื่อผลประโยชน์อันคับแคบของผู้มีอำนาจ
 
ครั้งนี้เป็นโอกาสของยิ่งลักษณ์ที่จะซ่อมแซมภาพลักษณ์ที่ด่างพร้อยนี้ของการทูตไทย ขณะที่ยิ่งลักษณ์ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องการทูต เราไม่น่าจะได้เห็นการริเริ่มนโยบายต่างประเทศเทศที่สง่างามภายใต้รัฐบาลพรรคเพื่อไทย แต่ความจริงข้อนี้ไม่ได้ปิดกั้นประเทศไทยจากการปฏิบัติตนในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบหรือเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบของประชาคมภูมิภาค
 
ประการแรก ยิ่งลักษณ์สามารถหาข้อมูลการฟื้นฟูสถานะของประเทศไทยในประชาคมอาเซียน อาเซียนเคยเป็นเหมือนเสาหลักสำคัญของนโยบายต่างประเทศของไทย แต่ทั้งรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลอภิสิทธิให้ความสนใจน้อยมากกับองค์กรภูมิภาคแห่งนี้ ช่วงปี 2551-2552 ที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ความสัมพันธ์ในภูมิภาคถูกบดบังด้วยสถานการณ์รุนแรงในประเทศไทย รัฐบาลอภิสิทธิ์ล้มเหลวในการที่จะหยุดยั้งกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงที่ขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยาเมื่อเดือนเมษายน 2552 เหตุการณ์ที่น่าอับอายครั้งนั้นแสดงให้เห็นถึงการที่ทั้งสองฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้งในประเทศไทยไม่ได้ให้ความเคารพต่อประชาคมอาเซียน
 
สมมติว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่จนครบสี่ปีตามกำหนด เธอจะได้เห็นอาเซียนบรรลุจุดมุ่งหมายในการสร้างประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.2558 ดังนั้น ยิ่งลักษณ์มีภารกิจในการที่จะสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยได้ปฏิบัติการตามความต้องการทั้งหมดที่จำเป็นในอันที่จะให้บรรลุเป้าประสงค์นี้ ตัวอย่างเช่น เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการเมืองและความมั่นคงของชุมชนอาเซียน ประเทศไทยภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์อาจต้องทำให้เกิดการเจรจาครั้งใหม่ที่มีความหมายกับกัมพูชาในประเด็นความขัดแย้งกรณีประสาทพระวิหารทั้งที่ผ่านกลไกระหว่างสองประเทศและกลไกภูมิภาค
 
ยิ่งลักษณ์ต้องฟื้นฟูความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอาเซียน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลไกจัดการความขัดแย้งที่มีอยู่ การยืนกรานของอภิสิทธิ์ที่จะใช้การเจรจาระหว่างสองประเทศเท่านั้นในการแก้ปัญหาเป็นเรื่องเหนือจริง เอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้นไม่ได้มีเพียงประเทศไทยและกัมพูชา ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาได้ส่งผลกระทบด้านลบกับทั้งภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค
 
โดยความจริง ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชานั้นไม่ได้ราบรื่น ปี 2551 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)ได้ใช้ข้อพิพาทเรื่องประสาทพระวิหารมาเป็นประเด็นการเมืองเพื่อทำลายรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช พธม.ปลุกปั่นสำนึกชาตินิยมเพื่อที่จะให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการเมืองด้วยการทำลายความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับกัมพูชา ตอนนั้นกษิตเปิดฉากทำสงครามด้วยการหมิ่นแคลนศักดิ์ศรีของนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นของกัมพูชา ผลลัพท์คือ สร้างความยุ่งเหยิงให้กับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา และอยู่ในระดับที่ค่อนข้างอันตราย
 
ยิ่งลักษณ์ต้องสางปมเหล่านี้ ต้องนึกถึงความจริงว่าเราสามารถเลือกคบเพื่อนได้แต่เราไม่สามารถเลือกเพื่อนบ้านได้ รัฐบาลที่ถูกเรียกว่าชนชั้นนำของอภิสิทธิ์นั้นรู้สึกว่าเป็นความยากลำบากที่จะมีไมตรีกับเพื่อนบ้าน นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการวางมาดทำตัวหัวสูงของชนชั้นนำไทย แต่ประเทศที่มีความรับผิดชอบจะไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อสนองวาระที่เป็นเรื่องภายในประเทศ ยิ่งลักษณ์มีสองทางเลือก ว่าจะทำตัวเป็นชนชั้นนำที่วางมาดหัวสูงอีกคน หรือจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ควรค่ากับการได้รับความยอมรับนับถือจากประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา
 
 
........................................................
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เป็นอดีตนักการทูต ปัจจุบันเป็นนักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัย แห่งชาติสิงคโปร์
 
แปลจาก Yingluck needs to invent a new kind of Thai diplomacy by Pavin Chachavalpongpun Published on The Nation July 7,2011
 
 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ความขัดแย้งของคนเสื้อแดง ข่าวใหม่ตรงไหน?

Posted: 10 Jul 2011 08:12 AM PDT

มันน่าแปลกใจตรงไหนหรือ? ที่เห็นแกนนำคนเสื้อแดงแตกกัน สำหรับผม มันน่าแปลกใจมากกว่าว่า ทำไมสื่อเพิ่งจะเห็น หรือพูดให้ตรงขึ้นก็ต้องบอกว่า ทำไมสื่อจึงเพิ่งมานำเสนอข่าวความขัดแย้งนี้ในห้วงเวลาที่นักการเมืองผู้ได้รับการเลือกตั้งกำลังวิ่งฝุ่นตลบเพื่อเขยิบจุดประสงค์ของการลงเลือกตั้งจากการเป็น ส.ส. ไปสู่การมีบทบาทด้านการบริหารในตำแหน่งรัฐมนตรี

หากเป็นอาการที่ “เพิ่งจะมาเห็น” อาการนี้ก็ย่อมสะท้อนว่า สื่อเองไม่ได้มีความเข้าใจขบวนการคนเสื้อแดง ขบวนการประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัยเลย!! ซึ่งผมไม่เชื่อ

หากรู้อยู่แล้ว แต่เพิ่งจะเลือกมานำเสนอในห้วงการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี ทั้งๆ ที่แทบไม่เคยเสนอเลย ไม่เคยสนใจความเป็นไปขบวนการเสื้อแดง ก็น่าสงสัยว่า จะเป็นไปเพื่อประโยชน์อันใด เป็นเครื่องมือของนักการเมืองอาชีพกลุ่มไหน หรือเกรงกลัวบทบาทของคนเสื้อแดงที่มีอิทธิพลสูงขึ้นเรื่อยๆ ในพรรคเพื่อไทย

ในการเคลื่อนไหวเดือนเมษายน 2552  ซึ่งถือกันว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อกดดันครั้งใหญ่ครั้งแรกของคนเสื้อแดงที่จบลงด้วยการพ่ายแพ้นั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เกิดขึ้นจากความไร้เอกภาพของการเคลื่อนไหวนี่เอง เพราะในขณะที่แกนนำ นปช. ซึ่งนำโดยวีระ มุสิกพงศ์ ยืนยันจะปักหลักยืดเยื้อบริเวณทำเนียบรัฐบาล มวลชนและแกนนำส่วนหนึ่งที่ต้องแบกความรับผิดชอบต้นทุนการชุมนุมอันมหาศาล ประกอบกับเชื่อมั่นในจำนวนมวลชนอันไพศาลที่แห่แหนมาร่วมชุมนุม และเลือกที่จะดำเนินแนวทางเผด็จศึกด้วยการรุกกดดัน เคลื่อนขบวนไปปิดถนนเพื่อกดดันรัฐบาลทั่ว กทม. เปิดช่องให้รัฐบาลใช้อ้างเป็นเหตุผลตอบโต้ ด้วยการประกาศให้เป็นวันหยุดยาวต่อเนื่องเพื่อเตรียมพร้อมไปสู่การสลายการชุมนุมในที่สุด

พูดง่ายๆ ความไม่ลงรอยของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นมีมาตั้งแต่เริ่มอยู่แล้ว และถูกบีบให้สู้ร่วมกัน และได้พัฒนาจนเกิดโครงสร้างที่เหมาะสมสำหรับรองรับธรรมชาติของกลุ่มคนเสื้อแดงร้อยพ่อพันแม่ที่ตื่นตัวขึ้นมาแบบท่วมท้นหลายล้านคนพร้อมๆ กัน หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ขบวนการเสื้อแดงเกิดจากการ ‘กวน’  ไม่ใช่การ ‘ก่อ’ ภายในขบวนการเอง

ความขัดแย้งอันเป็นธรรมชาตินี้ ไม่ใช่จำกัดวงเฉพาะแกนนำที่ปรากฏนามบนหน้าสื่อเท่านั้น แม้แต่ ‘แดง’ ตามตรอกซอกซอย ความไม่ลงรอยในแนวทางการต่อสู้ก็มีให้เห็นเป็นเรื่องปกติ มีปัญหาตั้งแต่เรื่องยุทธศาสตร์ยุทธวิธีไปจนกระทั่งเรื่องกิจกรรมการเคลื่อนไหว จะวิชาการ จะวัฒนธรรม จะนักวิชาการ หรือจะศิลปิน จะแนวไหน สไตล์ใคร จะลูกทุ่ง หรือจะเพลงเพื่อชีวิต ไปจนถึงวิธีระดมทุน ว่าจะจัดผ้าป่าหรือจะจัดโต๊ะจีน

ภายใต้ธรรมชาติและความขัดแย้งนี้ อย่าลืมนะครับว่า เพียงปีเดียว คนเสื้อแดงก็พิสูจน์ให้เห็นถึงการปราบไม่หมด ฆ่าไม่ตาย ยุให้แตกก็ไม่ได้ (เพราะแตกอยู่แล้ว) ถามว่าความไร้เอกภาพนั้นยังคงมีอยู่หรือไม่ ก็เมื่อมันเป็นธรรมชาติ มันจะหายไปได้อย่างไร และก็อย่างที่บอก ภายใต้การต่อสู้ในช่วงหลายปี มันได้ก่อพลวัตรใหม่ในแบบที่ ‘สมบัติ บุญงามอนงค์’ เรียกว่า ‘แกนนอน’ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การไม่เห็นด้วยว่า ใครจำเป็นจะต้องผูกขาดการนำใครไปตลอดทุกกาล ทุกประเด็น

สำหรับ ‘มวลชน คนเสื้อแดง ความขัดแย้งแตกแยกของแกนนำที่นำเสนอในหน้าสื่อ อาจจะมีผลเป็นการเสื่อมศรัทธา (ถ้ามีความศรัทธานั้นอยู่ในตัวแกนนำบางคน) แต่สำหรับ ‘ขบวนการเสื้อแดง’ ความขัดแย้งของแกนนำนั้นเป็นปัญหาที่มีน้ำหนักดังขนนก ตราบเท่าที่ปัญหาว่าด้วยความเป็นธรรม ความยุติธรรม ระบบการเมืองสองมาตรฐาน ปัญหาว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นคนที่เหมือนกัน รวมเรียกด้วยคำใหญ่ๆ ว่า ‘ประชาธิปไตย’ ที่มีความหมายมากกว่าการมีการเลือกตั้งนั้น ยังไม่เกิดขึ้นจริง

เรื่องราวในแบบที่คนเสื้อแดงถูกกระทำ การถูกสังหาร การถูกนำมาฆ่าซ้ำแบบไม่เคารพกัน ไม่หาความจริง ใส่ร้าย หมิ่นแคลนเพื่อนผู้จากไป หรือการจับคนเสื้อแดงเข้าคุกโดยไม่ได้ประกัน ถูกตีความยัดข้อหาหมิ่นฯ ถูกปฏิบัติไม่เป็นธรรมเพียงเพราะความคิดความเห็นที่ต่าง ถูกกล่าวหาว่าซื้อได้ โง่เขลา ผู้นำพรรคฯที่เขาเลือกถูกดำเนินการสอบสวนเพราะไปผัดหมี่โคราช อยู่กับระบบการเมืองที่สองมาตรฐาน หรือการต้องอยู่กับข่าวสารประเภทที่ว่า แกนนำอยากมีอยากได้ตำแหน่ง นำความขัดแย้งแบบที่ "ไม่เคยเป็นข่าว" ไม่เคยได้รับความสนใจมาก่อน มาบิวด์มาปั้นเพื่อ "เป็นข่าว" ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ขายข่าวธรรมดา หรือด้วยจุดประสงค์ทางการเมือง เหตุการณ์แบบนี้นี่แหละที่จะทำให้ขบวนการเสื้อแดงเติบโตต่อไป

อันที่จริง หากสื่อมวลชนรวมทั้งประชาไทเองเสนอความขัดแย้งในขบวนการเสื้อแดงอย่างตรงกับข้อเท็จจริงและตรงไปตรงมา คนไทยกลุ่มหนึ่งอาจจะได้เข้าใจและมองขบวนการเสื้อแดงได้อย่างเป็นจริงในแบบไม่เหมาเข่ง เช่น เผาบ้านเผาเมือง ล้มเจ้า สร้างรัฐไทยใหม่ หรือเพ้อเจ้อเพ้อฝัน เพราะมันอาจจะถูกทุกข้อหรือบางข้อก็ได้ แต่มันผิดแน่นอน ถ้าไปเหมาเข่งนิยามเป้าหมายการต่อสู้ของขบวนการเสื้อแดงแบบนั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่า ผมอยากเห็นคนเสื้อแดงเข้าไปนั่งเป็นรัฐมนตรี ผมเพียงแต่ทำในสิ่งที่คิดว่าตัวเองสนใจและให้ความสำคัญคือการ “เท่าทันสื่อ” เพราะในทัศนะผม แม้ความปรารถนาจะได้ไปนั่งบริหารประเทศเป็นสิทธิและไม่ใช่เรื่องที่ผิดบาปอะไร แต่คนเสื้อแดงก็ไม่ควรไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี อาจจะยกเว้นอยู่บ้างก็ได้แก่ แกนนำเสื้อแดงที่เป็นนักการเมืองในพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว เพราะนั่นเป็นสิ่งที่เขาเลือกเป็นมาตั้งแต่ต้น เป็นนักการเมืองที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเพื่อหวังจะได้เป็นนักการเมือง

นอกจากนี้ ผมก็ไม่ได้ปรารถนาจะมาปกป้องขบวนการเสื้อแดง ด้วยตระหนักว่า ขบวนการเสื้อแดงในเวลานี้มีภารกิจที่ไกลเกินกว่าใคร กลุ่ม องค์กร หรือสถาบันใดๆ จะบั่นทอนหรือทำลายได้ง่ายๆ ไม่เช่นนั้น คงจะถูกทำลายไปนานแล้ว

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

จดหมายถึงมาร์คจากกะทิ (2)

Posted: 10 Jul 2011 08:03 AM PDT

หากยังจำได้กะทิเขียนถึงมาร์คครั้งสุดท้ายเมื่อเมษาปี 2552 แต่ก็ไม่มีวี่แววว่ามารค์จะตอบกลับ  จนกะทิมาตระหนักในตอนเมษาปี 2553 ว่าหมดคำพูดที่จะคุยเสียแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้... มาร์คดูมีเรื่องที่อยากจะพูดมากมาย มากกว่าจะอยากฟังโดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง กะทิทำได้เพียงแต่ส่ายหัวทอดถอนใจกับข้อเขียนที่ล้นเกินที่วนเวียนอยู่กับ แต่เรื่องความรู้สึกของตัวเอง... วันนี้ ... ทำไมมารค์หยุดเขียนเฟซบุ้คไปเสีย เฉยๆ เล่า ... เรื่องเล่าของผู้แพ้อาจจะมีแง่มุมที่เป็นมนุษย์มากกว่าคำพูดภายใต้หัวโขน นายกรัฐมนตรีนะ...ว่าแต่ว่ามาร์คถอดมันออกแล้วหรือยัง

กะทิ ยังจำวันแรกในความประทับใจถึงมาร์คอาจารย์หนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ลุกขึ้นมาไฮด์ปารค์ขับไล่นายกฯ สุจินดาในปี 2535 ได้ดี เพื่อนนักศึกษาสาวๆ กรี๊ดกันกระหึ่มให้กะทิขำๆ ไม่ได้คิดถือสาอะไรว่าเขาอาจจะหลงใหลหน้าตามากกว่าคำพูดคมคายหนักแน่นของมาร์ค แต่วันนี้มวลชนหน้ามืดที่กะทิไม่คิดถือสากลับมีจริงจังกว่าที่คิด มาร์คได้อ่านข่าววันนี้ไหม ที่คุณยายอายุ 80 คนหนึ่งกินยาฆ่าหญ้าฆ่าตัวตายเพราะเสียใจที่มาร์คแพ้การเลือกตั้ง

เปล่าเลย ... กะทิไม่ได้ต้องการบอกว่ามาร์คได้รับความนิยมที่แท้จริงจนมีความสำคัญต่อมนุษย์คนอื่นถึงขั้นยอมเอาชีวิตตัวเองเข้าแลก หรือจะบอกว่าคุณยายนั้นโง่ ... แต่กะทิคิดว่าความนิยมที่มาร์ค build อารมณ์มนุษย์หลายต่อหลายคนขึ้นมาให้นิยมในตนนั้น มันช่างเป็นอันตรายและจอมปลอมเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคุณยายที่มีประสบการณ์ชีวิตมา 80 ปี กลับยอมลดทอนตัวเองลงไปมีค่าไม่มากไปกว่าต้นหญ้าที่ทำลายกันได้ง่ายๆ

แน่นอน ... กะทิรู้ดีว่ามาร์คไม่อาจทำมันสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียว กลไกสร้างมาร์คให้เป็นนายกฯ ในฝันนั้นเหนือชั้นกว่าที่แกรมมี่สร้างพี่เบิร์ดอยู่หลายขุม .... มาร์คเป็นฮีโร่ที่ถูกใช้เป็นอาวุธไว้ฟาดฟันเหล่าอธรรมที่อยู่ตรงข้ามผู้ถืออาวุธ ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าขั้นเทพจนออกจะเหนือจริงและเหลือเชื่อว่าจะกล้าทำ จนผิดวิสัยราวกับมารในหลายครั้ง นำพามาซึ่งกองเชียร์ไม่น้อยที่ทั้งสะใจทั้งคาดเดาไม่ทันกับการเชือดเฉือนภาย ใต้พลังพิเศษแต่ละครั้งของมาร์ค มาร์คจึงกลายเป็นเทพหรือตัวกลางผู้รับสารจากเทพที่กองเชียร์รอดื่มกินชัยชนะ ไม่รู้จบ จนมาถึงวันที่เทพตกสวรรค์ ความผิดหวังของมาร์คอาจไม่มากไปกว่าเหล่ากองเชียร์ ที่ฮึกเหิมจนไม่ทันตั้งรับกับการผิดหวังเสียใจ และวันนี้มาร์คก็กลับเป็นอันตรายยิ่งกว่า เพราะที่ผ่านมามันไม่ต่างกับการสร้างมาร์คไว้เป็นอาวุธเพื่อให้ผู้คนเอาไว้ฆ่าตัวตาย ...

นักออกแบบโรงแรมรีสอรท์รุ่นบุกเบิก ที่เรียกกันเร็วๆ ว่าสไตล์บาหลีผู้มีฐานอยู่ในเมืองไทยมากว่า 20 ปี เคยกล่าวว่า “สถานที่แบบนี้ก็คือพื้นที่รองรับผู้คนชั้นกลาง - สูงที่ต้องการ ”หนี” มาจากชีวิตประจำวัน ฉะนั้นเราก็จงมาทำให้มันเป็น ”สวรรค์” ไม่ก็ ”นรก” ไปซะเลย เพียงแต่คุณได้หนีมาอยู่ในสถานะเทพทั้งในสองรูปแบบของสถานที่นั้นๆ ด้วยการบริการปรนเปรอกันเต็มพิกัดที่จะหาไม่ได้ในชีวิตประจำวัน เซอร์ไพรส์นั้นเป็นสิ่งสำคัญทั้งโดยการเสพทางสายตาและประสบการณ์ ที่แน่ๆ ... สถานที่นี้ต้องไม่ใช่โลกมนุษย์ขี้เหม็นอันคุ้นเคยน่าเบื่อ เพราะนั่นคือที่ที่คุณต้องการหนีมันมา”

การเมืองไทยในรอบ 5 ปีอาจกลายร่างเป็นพื้นที่แห่งการหนีของคนกลุ่มเดียวกัน เพราะมีปริมณฑลทางการเมืองอันน่าเบื่อหน่ายตั้งไว้ก่อนแล้วเช่นเดียวกัน แล้ววันหนึ่งเราก็มีผีร้าย มีทั้งสีสัญญลักษณ์ และ presenter หน้าตาดีสลับสับเปลี่ยนมาขายตัว ไม่ต่างจากการเลือกเชียร์ทีมฟุตบอล นักฟุตบอล หรือเลือกกรี๊ดดาราเกาหลีสักสองสามคน ดังเช่นที่แฟนๆ บางคนของมารค์หลังวันเลือกตั้ง ผู้เลือกที่จะเบื่ออีกครั้งนั้นกล่าวว่ากลับไปตามดาราเกาหลีดีกว่า น่าตื่นเต้นและมีลุ้นกว่ากันเยอะ ... โชคยังดีที่คนนี้เลือกหนีไปสวรรค์ แต่คนที่เลือกไปนรกนี่สิ ... มันก็อาจเป็นคล้ายอาการหลังจบเกมฟุตบอลแพ้ ดังที่นักจิตวิทยาออกมาวิเคราะห์เรียกมันว่า political depressive เขาอาจเลือกยกพวกไปตีทีมที่ชนะ (ก็มันฟุตบอลนี่หว่า)

คล้ายกับวันนี้ที่พ่อผู้สมัคร ส.ส. คนหนึ่งของมาร์ค เอามีดไล่ฟันรถขอบคุณประชาชนของฝั่งผู้ชนะขณะรถตระเวนไปกลางสาธารณชน ไปจนถึงอาจพัฒนาเป็นกลยุทธ์ขั้น advance ที่เนียนได้มากกกว่านั้น โดยเฉพาะเทคนิค double speak ที่มาร์คถนัดและงัดมาใช้ถี่ๆ จนเฝือ จนถูกจับได้ จนแพ้เลือกตั้ง ... หรือหากว่าเขาหาทางบรรเทาไม่เจอ โดยเฉพาะพวกที่หมกมุ่นอยู่แต่กับเฟซบุ้คไม่ออกมาเจอเพื่อนมนุษย์ ก็เป็นไปได้ว่าอาจเลือกหนทางเดียวกับคุณยาย

กะทิไม่ได้อยู่ใน กลุ่ม ”หนี” เพราะกะทิเป็นคนหนึ่งที่เลือกมอบความพ่ายแพ้ให้มาร์ค กะทิไม่ได้คิดหนีจากพระเอกไปหานางเอก แต่กะทิแค่รู้ว่าโลกแห่งความเป็นจริงนั้นไม่มีปีศาจ เราจึงไม่ต้องกลัวมันและไม่ต้องการพระเอก - นางเอกมาช่วย กะทิไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าใช้เสียงเลือกตั้งบอกว่ากะทิไม่เอาการเมืองเห่ยๆ แบบที่ผ่านมาหลังปฎิวัติ 19 กันยา ไม่เอาพลังพิเศษมายุ่มย่าม กะทิต้องการนักการเมืองขี้เหม็น ที่กะทิด่าได้เมื่อเห็นท่าไม่ดี คนที่กะทิเลือกไม่ใช่คนดี เพราะคนที่พอใช้ได้ถูกแบนไปจนไม่เหลือมาให้เลือกไปก่อนหน้านี้เพราะพลังบ้าบอนั่นแล้ว กะทิภูมิใจที่ได้บอกว่า พลังเทพที่มาร์คเอามาช่วยบริหารนั้นห่วยกว่านักการเมืองเลวที่กะทิเลือกไป เมื่อวันที่ 3 ก.ค. เสียอีก

กะทิติ้นเขินทางการเมืองมาก เพราะการเมืองของการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกทำให้แบนไม่เหลือมิติที่คนธรรมดา อย่างกะทิจะได้พูดในสิ่งที่อยากพูดให้มากไปกว่านี้ กะทิแค่หวังว่าหลังจากนี้เพื่อนๆ กะทิจะคุยการเมืองกันอย่างเห็นหัวคนอื่น (ถ้าเขายังไม่หายหัวหนีไปไหน) รู้ว่ากะทินั้นเป็นแค่ชนบทในนิยายหลอกเด็กลูกหลานคนชั้นกลาง นักการเมืองนั้นใครดี-เลวก็ต้องใช้สติปัญญาตัวเองวิเคราะห์ ไม่ใช่ข่าวลือ - ผังหลอกที่ทั้งกระพือทั้งแตกตื่นกันจนราวกับเพิ่งรู้ว่าโลก กลมผ่านทางอินเตอร์เน็ต กระเหี้ยนกระหือรือในการควานหานักการเมืองเลวมาด่าเพื่อเสริมสถานะรักชาติ ของตัวเอง แล้วเรียกมันว่าการมีจิตสำนึกและกระตือรือล้นในทางการเมือง 5 ปีที่ผ่านมานี้เรามีการเมืองของมวลชน (คนชั้นกลาง) ที่ปัญญาอ่อนเอามากๆ ไม่น้อยไปกว่ามวลชน (คนบ้านนอก) ที่ก้าวหน้าเช่นกัน เราเถียงกันในเรื่องที่เขาเลิกเถียงไปแล้ว สอบตกประวัติศาสตร์ นิติศาสตร์ มานุษยวิทยา และเกือบทุกศาสตร์ แต่คลิกแป้นพิมพ์ได้เร็วขึ้นเท่านั้นเอง

มาร์คคงรู้แล้วว่าฝันในวัยเด็กของการอยากเป็นนายกฯ กับการเป็นนายกแห่งประเทศไทยจริงๆ ในวิถีทางที่มารค์ถลำเลือกนี่มันอาจเป็น การบรรลุฝันอันสุดยอดของมารค์ แต่มันเป็นฝันร้ายของคนอื่นเราดีๆนี่เอง วันไหนที่มารค์นอนร้องไห้ช่วยมาปราศรัยบอกกะทิอีกทีแล้วกัน ... กะทิล่ะงงว่า ทำได้ไง ... โดยไม่เขิน ...

กะทิขอจบด้วยย่อหน้าสุดท้ายเดียวกันของ จม.ถึงมาร์คเมื่อ 2 ปีก่อน...

มาร์คไปถึงฝันที่เป็นนายก แต่กลับประสบความล้มเหลวในความเป็นมนุษย์ไปทั้งชีวิต ประวัติศาสตร์คงจะจดจำมารค์ไว้เป็นเพียงจิ๊กซอว์อีกชิ้นหนึ่ง ที่เชื่อมโยงไปถึงวงจรอำนาจอุบาทว์ ที่เลือกลงมือกระทำกับประชาชนเพื่อผลแห่งอำนาจอีกครั้ง จดจำอย่างไม่ลืมว่าเป็นนายกผู้สร้างประวัติศาสตร์บาดแผลอีกครั้ง  

กะทิหวังเพียงว่ามาร์คเองจะ เลือกจดจำสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงที่รายรอบตัวในวันนี้อย่างไม่บิดเบือน แล้ววันที่เรากลับมาทบทวนประวัติศาสตร์หน้านี้กันอีกครั้ง มาร์คจะบอกเล่าถึงวงจรสามานย์ที่มันกดดันมาร์คได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาและ ไม่บิดเบือนอย่างในวันนี้ กะทิและเพื่อนอีกหลายสิบล้านคนจะรอวันนั้นอย่างมั่นคง

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"สดศรี"ชี้ยิ่งลักษณ์ผัดหมี่-อภิสิทธิ์แคะขนมครกเป็นเรื่องปกติ-เผยช่วยไถนายังมีมาแล้ว

Posted: 10 Jul 2011 01:02 AM PDT

ชี้ถ้าไม่ให้ผู้สมัครทำอะไรเลยระหว่างหาเสียงคงต้องอยู่บ้านเฉยๆ เผยไม่ได้มีแค่มาร์ค-ยิ่งลักษณ์ แต่ยังมี "ชุมพล ศิลปอาชา" ไสน้ำแข็งใส "นพ.วรรณรัตน์" ตัดผมให้เด็ก "พรทิวา" ทอดปาท่องโก๋ ถ้าผิดก็ผิดกันหมด คงเปิดประชุมสภาไม่ได้ ยันทั้งหมดไม่น่าผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้ง เคยมีกรณีผู้สมัคร ส.ส. ถูกฟ้องหลังไปช่วยชาวบ้านไถนาและ กกต. ยกคำร้องไปแล้ว

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันนี้ (10 ก.ค.) รายงานคำพูดนางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง ซึ่งกล่าวว่า การประกาศรับรอง ส.ส.ในวันที่ 12 ก.ค.นี้จะเป็นในกลุ่มของคนที่ไม่ถูกร้องคัดค้าน ส่วนคนที่ถูกร้องคัดค้านจะประกาศภายใน 1 เดือนเพื่อให้ทันการเปิดสภา โดยยังบอกตัวเลขที่ชัดเจนไม่ได้ว่าจะรับรองกี่คน แต่คาดว่าไม่ถึง 95 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากจนผิดปกติ

นางสดศรี กล่าวว่า ส่วนที่มีการร้องเรียนการผัดหมี่โคราชของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จ.นครราชสีมานั้น ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ กกต. กลางยังไม่เห็นสำนวนของกกต.จังหวัด ทราบจากเลขาธิการกกต.ว่า กกต.จังหวัดส่งเรื่องมาแล้ว และอยู่ที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านการสืบสวนสอบสวน คาดว่าจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมกกต.ในวันที่ 12 ก.ค.นี้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการโฆษณาตัวเอง เป็นเรื่องปกติของการหาเสียง เช่นเดียวกับการแคะขนมครกของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในขณะลงพื้นที่หาเสียง หรือ นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ไสน้ำแข็งใส น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินที่ตัดผมให้เด็ก รวมถึงการทอดปาท่องโก๋ของนางพรทิวา นาคาศัย เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย

นางสดศรี กล่าวว่า ถ้ามองว่าพฤติกรรมเช่นนี้ผิดกฎหมายก็ผิดกันหมด และคงไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้ แต่ถ้าไม่ให้ผู้สมัครทำอะไรระหว่างหาเสียงต้องอยู่บ้านเฉยๆ ส่วนตัวมองว่าต้องดูเจตนาว่าจงใจจัดเลี้ยงหรือไม่ กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องดูว่าของที่นำมานั้นขนมาจากกรุงเทพฯ เจตนาจะมาจัดเลี้ยง หรือทำแจกประชาชนหรือไม่ แต่ส่วนใหญ่ในช่วงการหาเสียงเห็นว่าเวลาที่บุคคลสำคัญที่มีสื่อเดินตามหาเสียง หากสื่อร้องขอให้ทำก็จะทำหรือพ่อค้าแม่ค้าร้องขอให้มาผัด มาแคะ จะเป็นโชว์สปิริต แอ๊กชั่นเพื่อออกสื่อ

นางสดศรี กล่าวว่า พฤติกรรมดังกล่าวมองว่าไม่น่าจะผิดตามมาตรา 53 พ.ร.บ.การเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต อย่างกรณีมีการร้องเรียน ผู้สมัครคนหนึ่งไปหาเสียงและช่วยชาวบ้านไถนา กกต.ได้ยกคำร้องไปแล้ว เพราะมองว่าเป็นการหาเสียงตามปกติ ไม่ได้ให้ประโยชน์ เงินทอง ตอบแทนหรือซื้อเสียง จึงต้องดูเจตนาที่มีผลมาจากการกระทำ

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น