โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ชาวตาคลีร้องทบทวนแผนสร้างรถไฟรางคู่ ปมจุดข้าม-กลับรถ ห่าง 6.5 กม. แบ่งแยกชุมชน เปอร์โตริโก: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

ก.ต่างประเทศ แจ้งพบหญิงไทยในนอร์เวย์เสียชีวิต 1 ราย

Posted: 30 Jul 2011 07:21 AM PDT

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 54 ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่ามีหญิงไทยอายุ 21 ปี ในนอร์เวย์เสียชีวิต 1 ราย จากเหตุก่อการร้ายบนเกาะอูโทยา

โดยผู้หญิงคนดังกล่าวชื่อ นางสาวพรทิพย์ (พาเมล่า) อดัมส์ อายุ 21 ปี เป็นคนไทยสัญชาตินอร์เวย์ ซึ่งทางตำรวจนอร์เวย์แจ้งเรื่องนี้อย่างเป็นทาการแก่ นางสวรรยา อดัมส์ ผู้เป็นมารดาเมื่อวานนี้ (28 ก.ค.) ซึ่งทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงออสโล ได้ติดต่อไปยังนางสวรรยา เพื่อแสดงความเสียใจ และประสานให้ความช่วยเหลือต่าง ๆ ในเบื้องต้นแล้ว

สำหรับนางสาวพรทิพย์ เป็นบุตรสาวของนางสวรรยา กับนายนราพงษ์ โชว์พุทธา แต่แยกทางกัน และนางสวรรยาได้แต่งงานใหม่ กับสามีชาวนอร์เวย์ โดยได้พานางสาวพรทิพย์ไปพำนักอยู่ที่ประเทศนอร์เวย์ ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ จนขณะนี้ได้สัญชาตินอร์เวย์แล้ว

ทั้งนี้นางสวรรยา ผู้เป็นมารดา ได้ขอความช่วยเหลือทางการไทยและสื่อมวลชนไทย ให้ช่วยแจ้งข่าวเรื่องนี้แก่นายนราพงษ์ อดีตสามี ซึ่งไม่ได้ติดต่อกันมา 20 ปีแล้ว ครั้งสุดท้ายทราบว่า นายนราพงษ์ อยู่ที่บ้านย่านคลองเตย กทม.
 

ที่มาข่าว: ครอบครัวข่าว

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ปล่อยผี "ติ๊ก-เจษฎาภรณ์" ออนแอร์รายการบุกภูคิ้งได้

Posted: 30 Jul 2011 06:59 AM PDT

อนุญาตให้ออกอากาศในวันที่ 12 ส.ค. นี้ได้แล้วแต่ขอให้ตัดเนื้อหาออกบางส่วน เผย “ภูคิ้ง” ปิด 5-6 ปีแล้วหวังฟื้นฟูสภาพป่า ลือหึ่งพระเอกสุดหล่อเข้าพื้นที่ใช้เส้นระดับรัฐมนตรี

30 ก.ค. 54 - เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่านายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณี น.ส. กาญจนา  นิตยะ นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ ทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว (ทุ่งกะมัง) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้แจ้งความติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี พิธีกรรายการเนวิเกเตอร์และพระเอกชื่อดัง ที่ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเข้าไปถ่ายทำรายการในพื้นที่หวงห้ามบริเวณ ภูคิ้ง ในเขตรักษาพันธุ์ฯ ภูเขียว ว่า ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ทางกรมไม่ได้ดำเนินคดีกับนายเจษฎาภรณ์ แต่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ ที่เป็นห่วงเกรงจะเป็นการละเว้นการปฎิบัติหน้าที่จึงไปแจ้งความไว้ สำหรับกรณีดังกล่าวนายเจษฎาภรณ์ได้ทำเรื่องขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์และส่งสคริปต์รายการมาที่กรมอุทยานฯ และกรมก็ได้ส่งเรื่องไปที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ ภูเขียว โดยนายเจษฎาภรณ์ขอเข้าถ่ายทำในบริเวณทุ่งกะมัง และภูคิ้ง ซึ่งในส่วนของทุ่งกะมังได้รับการอนุญาตให้ถ่ายทำได้ แต่ในส่วนของภูคิ้งในสคริปต์รายการไม่ได้ระบุมาว่าเป็นจุดใด ซึ่งจุดภูคิ้งนี้หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ ภูเขียวไม่อนุญาตให้ถ่ายทำ เพราะเกรงจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เนื่องจากที่ผ่านมาคนเข้าไปท่องเที่ยวในพื้นที่มากมีการเหยียบย่ำพืชและสัตว์ รวมทั้งเอาสีไปทาก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่ดังกล่าวจนได้รับความเสียหาย

นายสุนันต์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามตนและคณะกรรมการของกรมได้ดูเทปรายการดังกล่าว และอนุญาตให้ออกอากาศในวันที่ 12 ส.ค. นี้ได้แล้ว แต่ขอให้ตัดบางส่วนออกไปเช่น ภาพที่ นายเจษฎาภรณ์ จับปู หรือต้นไม้เล็ก ๆ ขึ้นมา อย่างไรก็ตามบริเวณดังกล่าวเป็นทุ่งหญ้าตามธรรมชาติที่มีไม้พื้นล่างพืชและสัตว์เล็ก ๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งน.ส.กาญจนา มีความเป็นห่วงเพราะที่ผ่านมาเคยมีการเปิดให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่ได้ แต่ได้ปิดพื้นที่มา 5-6 ปีแล้ว เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง น.ส.กาญจนา เป็นนักวิชาการซึ่งก็คงมีเหตุผลของเขาในการอนุรักษ์พื้นที่ ที่ผ่านมา ผวจ.ชัยภูมิเคยขอให้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแต่ทางหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ ภูเขียวไม่ยอม เพราะเจ้าหน้าที่เรามีน้อยเกรงจะดูแลพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึง และอยากให้สภาพป่าได้ฟื้นฟูตัวเอง

อย่างไรก็ตามสำหรับคดีดังกล่าว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นคดีลหุโทษธรรมดา มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท แต่เมื่อเป็นคดีอาญาจึงยอมความไม่ได้ จากนี้จึงขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่เราก็เข้าใจว่า นายเจษฎาภรณ์ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวระบุว่า นายเจษฎาภรณ์ ไม่ได้ขออนุญาตกรมอุทยานฯ ก่อนเข้าพื้นที่ แต่ใช้วิธีการขออนุญาตผ่าน นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ ฯ นายสุนันต์ กล่าวว่า คงไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรี เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของอธิบดีกรมอุทยานฯ

ขณะที่ รายงานข่าวจากกรมอุทยานฯ ระบุว่า ข้าราชการในกรมอุทยานฯ มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ปัญหาเกิดขึ้นเพราะนายเจษฎาภรณ์ไม่ได้ทำหนังสือขอถ่ายทำรายการผ่านกรมอุทยานฯ แต่ได้ขอเข้าพื้นที่ผ่านนักการเมืองระดับรัฐมนตรีคนหนึ่ง โดย น.ส. กาญจนา นักวิชาการและเป็นข้าราชการที่มีความเคร่งครัดในหลักการจึงไม่อนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำรายการในพื้นที่หวงห้าม ซึ่งมีความเปราะบางด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นพิเศษ ซึ่งโดยหลักการแล้วเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ มีกฎหมายดูแลที่เข้มงวด มากกว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในเรื่องการท่องเที่ยว แต่เป็นพื้นที่อนุรักษ์และอนุญาตสำหรับการศึกษาวิจัยเฉพาะกรณีเท่านั้น

ทั้งนี้ นายเจษฎาภรณ์มีความผิดตาม  พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มาตรา 37 ซึ่งระบุว่า นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานอื่นใด ซึ่งต้องเข้าไปปฏิบัติการตามหน้าที่ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อีกทั้ง ผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ต้องปฏิบัติตาม เงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง.

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

หญิงเสื้อแดงถูกฟ้องข้อหายิงเฮลิคอปเตอร์ในช่วงชุมนุม ขึ้นศาลตัดสิน 10 ส.ค. นี้

Posted: 30 Jul 2011 05:28 AM PDT

นางนฤมล  อรุณรุ่งโรจน์ ถูกคุมขังมากว่า 1 ปี ข้อหายิงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์พร้อมมีอาวุธสงครามในช่วงระหว่างการชุมนุมของคนเสื้อแดง  ตัดสินคดี 10 ส.ค. 54 นี้ที่ศาลแขวงพระโขนง

30 ก.ค. 54 - นางธิดา ถาวรเศรษฐ แจ้งข่าวผ่านเฟซบุ๊คว่าได้มีคนเสื้อแดงแจ้งเรื่องและติดตามกรณีผู้หญิง 3 คนที่ถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลาง คลองเปรม และตนเองได้ให้ทีมเลขาไปตรวจดู ซึ่งในตอนนี้ได้เข้าเยี่ยมเพียงหนึ่งคน คือนางนฤมล  อรุณรุ่งโรจน์  ซึ่งถูกตั้งข้อหายิงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์พร้อมมีอาวุธสงคราม  โดยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำมาหนึ่งปีกว่าแล้ว และศาลจะตัดสินคดีในวันที่ 10 ส.ค. 54 ที่ศาลแขวงพระโขนง

ทั้งนี้ทางทีมงานยังไม่ได้เข้าเยี่ยมอีก 2 คนคือ นางเจียน  ทองมาก และนางพยอม  บุญสูงเนิน  ซึ่งทาง นปช. จะทยอยเข้าเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ต่อไป

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

อัยการสูงสุดเผยเตรียมเงินไว้แล้วหากแพ้คดีโบอิ้ง

Posted: 30 Jul 2011 05:08 AM PDT

''จุลสิงห์ วสันตสิงห์'' อัยการสูงสุด เผยศาลนัดสืบพยานคดียึดเครื่องบินโบอิ้ง 737 ในเดือน สิงหาคมนี้ ระบุทางอัยการสูงสุดและกระทรวงการคลัง เตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากแพ้คดี และจะมีการฟ้องกลับ

เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 54 ที่ผ่านมาสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นรายงานว่านายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเครื่องบินโบอิ้ง 737 ถูกอายัดที่ประเทศเยอรมนี ว่า ศาลแลนด์ชุท (Landshut) ประเทศเยอรมนี จะมีการนับสืบพยานในช่วงเดือน ส.ค. นี้ ซึ่งอัยการสูงสุด ย้ำว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องทำให้เสร็จสิ้น ในการนำเครื่องบินลำดังกล่าวกลับ ส่วนข่าวการอายัดเตรียมเครื่องบินลำที่ 2 หากเกิดขึ้นจริง จะต้องดำเนินการตอบโต้ เนื่องจากเครื่องบินลำที่ 2 ไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพอากาศแต่อย่างใด

ส่วนกรณีคดีที่บริษัท วอลเตอร์ บาว ยื่นฟ้องรัฐบาลไทย และขอให้ศาลบังคับคดีนั้น ทางไทยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลนิวยอร์กไปแล้วเมื่อวานนี้ และจะมีการนัดสืบพยานในช่วงปลายปี ทั้งนี้ ทางอัยการสูงสุด และกระทรวงการคลัง ได้จัดเตรียมหลักทรัพย์ไว้แล้วหากแพ้คดี และจะมีการฟ้องกลับบริษัท วอลเตอร์ บาว อย่างแน่นอน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด

นอกจากนี้ กรณีที่ทางการเยอรมัน ได้มีการถอนคำสั่งห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าประเทศนั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบกับคดี เนื่องจากเป็นสิทธิของแต่ละประเทศในการให้บุคคลใดเข้าออกก็ได้

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ธิดา ถาวรเศรษฐ: ทำไมประชาธิปัตย์จึงพ่ายแพ้การเลือกตั้ง

Posted: 30 Jul 2011 03:21 AM PDT

 
ได้อ่านคำสัมภาษณ์ของคนประชาธิปัตย์ที่ออกมาโวยวายกล่าวโทษผู้อื่นรวมทั้งประชาชน สื่อมวลชน ว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำดีที่สุดแล้วทำไมประชาชนยังไม่เปลี่ยนใจหันมาเลือกประชาธิปัตย์

ความจริง คนในพรรคประชาธิปัตย์มีมากมายที่เก่ง (ในระบบการศึกษาปัจจุบัน) มีกลไกรัฐและเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยทางการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคมสนับสนุนเต็มกำลัง มีทั้งการสร้างการอุ้มชูด้วยกองทัพและการทำรัฐประหาร หน่วยงานความมั่นคง ซ้ำด้วยตุลาการภิวัตน์และรัฐประหารทางกฎหมาย ประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคที่ไม่มีวันถูกยุบ แต่พรรคอื่น ๆ จะถูกยุบหมด ขนาดนี้แล้วยังแพ้การเลือกตั้ง ลงท้ายโทษประชาชนกับโทษสื่อ ที่ไม่โทษก็คือตัวเองแต่ละคน และพรรคประชาธิปัตย์ของตนเอง

ลองมาฟังดูไหมล่ะ ทำไมจึงแพ้ ?

เบื้องแรกเลย

ตัวช่วยของประชาธิปัตย์ทั้งหมดนั่นแหละทำให้แพ้ เพราะตัวช่วยของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดนั้นมี จุดยืนและผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกับประชาชน คนเหล่านี้ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกับประชาชน แต่เป็นพวกที่รักษาอำนาจในฐานะผู้ปกครองและกุมกลไกอำนาจรัฐไทยไว้มั่นคง พูดง่าย ๆ ยืนอยู่ตรงข้ามกับผลประโยชน์ประชาชน เมื่อคนเหล่านี้อยู่เบื้องหลังพรรคประชาธิปัตย์ ภาพที่ประชาชนมองเห็นพรรคประชาธิปัตย์ คือเป็นพรรคตัวแทนกลุ่มเครือข่ายระบอบอำมาตยาธิปไตยแท้ ๆ ชัด ๆ นั่นเอง ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า แม้แต่ทัศนะภูมิภาคนิยมในภาคใต้ ที่สนับสนุนพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างประชาธิปัตย์ ก็จะเสื่อมความนิยมไปได้ เมื่อรู้ความจริงว่าตั้งแต่อดีตก่อตั้งพรรคมาจนปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ยังมีจุดยืนเดิมที่เครือข่ายจารีตนิยม เพื่อรักษาอำนาจการปกครองไว้และกลายเป็นคู่ขัดแย้งหลักกับประชาชน

เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะคุณยืนอยู่คนละฟากกับประชาชนส่วนใหญ่ ยิ่งประชาชนรู้มากขึ้น เข้าใจการเมืองมากขึ้น เขาจะยิ่งหาทางเลือกใหม่ ๆ มากขึ้น

ประการสำคัญต่อมา คือ การดำเนินงานพรรคการเมืองใด ๆ ก็ตาม ถ้าจะเป็นพรรคใหญ่ พรรคหลักของประเทศในฐานะพรรครัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้านก็ตาม คุณต้องมีองค์ความรู้และแนวทางของพรรค สำหรับการขับเคลื่อนประเทศที่ชัดเจน แม้จะเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมก็ชอบที่จะมีหลักทฤษฎีเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม ตามแบบฉบับอนุรักษ์นิยม หรือจะจารีตนิยมสุดขั้วก็ตาม เพื่อให้สังคมไทยที่มีกลุ่มคนอนุรักษ์นิยมเป็นจำนวนมาก สนับสนุนแสดงออกถึงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ตามหลักการความเชื่อและแนวทางของพรรคตน

ตัวอย่างเช่น นโยบายทางเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ ควรให้สังคมรู้ว่าท่านเดินตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แบบไหน การเมืองการปกครอง ภาพที่สนับสนุนมาตรา 7 ไม่คัดค้านการรัฐประหาร จนถึงขั้นสนับสนุนออกหน้าออกตาก็มี หลายคนขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อจัดการกับรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช, สมชาย วงศ์สวัสดิ์ แสดงออกถึงการไม่เอาการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ด้านเศรษฐกิจยิ่งน่าเกลียดที่ไม่มีหลักการชัดเจน นอกจากการลอกเลียนสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยด่าว่าเป็นนโยบายประชานิยม ความจริงนโยบายเศรษฐกิจของพรรคไทยรักไทยเดิมเป็น “Dual Tracts” ทวิวิถีซึ่งมีรายละเอียดทั้งเศรษฐกิจภายนอก ภายใน เศรษฐกิจระดับบน ระดับล่าง และอื่น ๆ รวมทั้งการทำ Hub ภูมิภาคทางเศรษฐกิจการเมือง การนำเสนอวิสัยทัศน์ทางการเมืองการปกครอง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม เป็นเรื่องสำคัญที่พรรคใหม่ทุกพรรคทุกแนวทางต้องแสดงต่อสังคมให้ชัดเจน

คือจะเป็นพรรคอนุรักษ์นิยมก็แสดงองค์ความรู้วิสัยทัศน์ นโยบายให้ชัดเจนไปเลย ไม่ใช่คิดแย่งชิงประชาชนง่าย ๆ แบบดูถูกประชาชน คือแจกเงินดื้อ ๆ เกทับด้วยจำนวนเงินที่แจก เพราะคิดเอาง่าย ๆ ว่าถ้าแจกเงินมากกว่า เสนอผลประโยชน์มากกว่าน่าจะซื้อประชาชนได้ ขอโทษค่ะ ประชาชนไทยหลังรัฐประหารเขาก้าวหน้าไปไกลแล้ว

ประเด็นองค์ความรู้และหลักการของพรรคประชาธิปัตย์ต่อเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ปัญหางานต่างประเทศเรื่องเขาพระวิหารแต่ละครั้งท่านพูดไม่เหมือนกัน ตอนปี 43 ก็พูดอย่างหนึ่ง ตอนปี 51 ก็พูดอย่างหนึ่ง ปี 54 ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง แม้แต่พวกจารีตนิยมด้วยกันก็โจมตีหนัก และในที่สุดก็เดินตะแคงตามจารีตนิยมสุดขั้วอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ดีที่จบรัฐบาล หาไม่ จะทำอย่างไร เรื่องถอนทหาร นี่จึงแสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำงานการเมืองตามคำชี้นำของระบอบอำมาตยาธิปไตย ไม่ใช่เป็นการทำตามหลักการแนวทางทฤษฎีของพรรคของตน จึงเป๋ไปเป๋มา พาประเทศชาติถูลู่ถูกัง ตามการเดินแบบไร้หลักการในทุกด้านทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม นี่จึงสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชน ที่แม้จะมีวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยม หรือเป็นอนุรักษ์นิยมโดยชนชั้น ก็ไม่อาจเชื่อมั่นไว้วางใจพรรคประชาธิปัตย์ได้ แล้วเขาก็จะหาทางเลือกใหม่อีกเช่นกัน

ประเด็นที่สาม ประสิทธิภาพในการบริหารประเทศให้ก้าวหน้าประชาชนเป็นสุข เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ทำให้แพ้การเลือกตั้งหลังรัฐประหาร รัฐบาลอำมาตย์ของคณะรัฐประหารและรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้โอกาสบริหารประเทศ โดยจี้ปล้นอำนาจจากประชาชนไป แต่ไร้ฝีมือในการแก้ความทุกข์ยากของประชาชน ลองไปสำรวจความคิดเห็นของ SME ของพวกผลิต OTOP ของประชาชนรากหญ้า ชาวไร่ชาวนา แรงงานนอกระบบ แรงงานในระบบ ว่าเขาทุกข์ยากเพียงไร ?

ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มีจุดยืนกับประชาชน รู้ร้อนรู้หนาวกับความทุกข์ยากของประชาชน จะได้ยินเสียงร่ำร้อง คร่ำครวญถึงความทุกข์ยากทั่วทุกสารทิศในยามนี้ แม้แต่ นปช. ซึ่งมีข้อเรียกร้องทางการเมือง ทวงความยุติธรรมเป็นจุดสำคัญ ยังต้องยอมรับให้เวลารัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ดังนั้นฝีมือในการบริหารเศรษฐกิจถือว่าล้มเหลวในแง่ของคนรากหญ้า (เพราะนึกว่าแจกเงินคนชรา, อาสาสมัครสาธารณสุข, ทำประกันราคาข้าว, เรียนฟรีปลอม ๆ คงจะซื้อประชาชนได้)

ฝึมือในการบริหาร การเมืองการปกครอง การแก้ความขัดแย้งในสังคมยิ่งล้มเหลว หายนะ ระเนระนาด โดยเอาการทหารมาแก้ความขัดแย้งทางการเมือง ในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองพัฒนาสู่ระดับสูง จากข้อเรียกร้องให้ยุบสภาของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน พรรคประชาธิปัตย์โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าไปอยู่ในค่ายทหารนานนับเดือน ใช้วิธีคิดวิธีทำงานในการแก้ปัญหาการเมืองด้วย วิธีคิดวิธีทำงานแบบการทหาร และหน่วยงานความมั่นคงที่มีจุดยืนแบบการใช้อำนาจการทหาร เผด็จการ อำนาจของประชาชน นี่จึงไม่ใช่การบริหาร, แก้ไขความขัดแย้งที่ถูกต้อง เกิดการขอคืนพื้นที่, กระชับพื้นที่, ก่อนใช้อาวุธจริงและการรบเต็มรูปแบบตามที่เอกสารการทหาร เสนาธิปัตย์ได้ระบุไว้ และอ้างถึงผลสำเร็จในการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนอันเนื่องมาจากนโยบายรัฐบาลชัดเจนในการให้ปราบปราบประชาชน ทั้งจากคำสั่งที่ออกมาชัดเจนตามกฎหมาย ทั้ง พรบ.ความมั่นคงและ พรก.ฉุกเฉิน การบริหารประเทศเศรษฐกิจการเมืองที่ล้มเหลว ทำให้ประเทศชาติเสื่อมถอย ประชาชนทุกข์ยาก ถูกปราบปรามเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น รวมทั้งการใช้กฎหมายไม่เสมอภาค ตั้งข้อหารุนแรง จับกุมคุมขังโดยไร้หลักฐาน ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อลงโทษปฏิปักษ์ทางการเมืองแทนคำพิพากษา

ความอยุติธรรมเหล่านี้เป็นแรงส่งให้ประชาชนหันมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยกันเต็มกำลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแกนนำคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่าง ๆกลายเป็นแกนนำของประชาชนส่วนใหญ่ให้ตื่นตัวทางการเมือง นี่จึงเป็นประเด็นสุดท้ายที่ว่าประชาชนไม่ยอมให้พรรคการเมืองเครือข่ายระบอบอำมาตย์ปกครองต่อไป ความตื่นตัว ความเข้าใจทางการเมืองการปกครองและสาเหตุปัญหาทางเศรษฐกิจเหล่านี้มาจากการยกระดับความรู้ความเข้าใจของประชาชนทั้งประเทศ โดยการขับเคลื่อนจากการต่อสู้ของประชาชน การจัดองค์กร การสร้างแกนนำ ผู้ปฏิบัติงานทั่วประเทศ เหตุผลทั้งสี่ประเด็นนี้แหละที่ผู้เขียนเชื่อว่าคือเหตุผลหลักที่ทำให้ประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ยังไม่นับวิธีการที่พูดใส่ร้ายป้ายสีคน ที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงสภาพเช่นนี้อยู่ ก็คงแพ้อีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า กลุ่มอนุรักษ์นิยมอาจต้องหาทางตั้งพรรคใหม่ ไหวไหมล่ะ ?

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 24 - 30 ก.ค. 2554

Posted: 30 Jul 2011 03:05 AM PDT

กพร.เตรียมรับนโยบายค่าจ้าง 300 บ. เร่งทำแผนพัฒนาฝีมือแรงงานสรุป ส.ค.นี้

นายพานิช จิตร์แจ้ง รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงานเปิดเผยผลประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงมาตรการยกระดับฝีมือแรงงานไทยเพื่อให้มีทักษะฝีมือที่ เหมาะสมกับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ต่อวันตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่โดยในที่ประชุมได้มีข้อเสนอมาตรการรองรับใน เรื่องนี้ ได้แก่การส่งเสริมให้สถานประกอบการจัดซื้อเครื่องจักรเครื่องมือที่ทันสมัย มาใช้งานเพื่อให้แรงงานมีทักษะฝีมือสูงขึ้นและผลิตชิ้นงานได้มากขึ้นการส่ง เสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งจะสร้างแรงจูงใจโดยการลดหย่อนภาษีตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2554 ที่ปัจจุบันให้สิทธิประโยชน์แก่สถานประกอบการที่ดำเนินการใน 2 เรื่องข้างต้น สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีได้ถึง 200 เปอร์เซ็นต์ โดยในที่ประชุมได้มีการเสนอให้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 400-600 เปอร์เซ็นต์ การให้ผู้ประกอบการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานที่ปัจจุบัน มีเงินอยู่ 537 ล้านบาท มาใช้ในการพัฒนาฝีมือแรงงานการมีโครงการให้สถานประกอบการจัดอบรม ISO และ 5 ส.เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต

นายพานิช กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯชุดนี้ จะทำหน้าที่วิเคราะห์ เพื่อหาแนวทางพัฒนาแรงงานให้มีทักษะฝีมือสอดคล้องกับการได้รับค่าจ้างขั้น ต่ำ 300 บาทต่อวัน และ 2.คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์งานส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้ได้รับ ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการทั้ง 2 ชุดนี้จะรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆในที่ประชุมไปพิจารณาเพื่อจัดทำร่างแผนพัฒนา ฝีมือแรงงานเพื่อให้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันซึ่งคาดว่าร่างแผนนี้จะแล้วเสร็จ เสนอต่อคณะกรรมการฯได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้

(แนวหน้า, 24-7-2554)

เครือซีพี หนุนรัฐ-​เอกชน​เร่งลงทุน-ขึ้นค่า​แรง-นำทุนสำรองตั้ง Soveregin Wealth Fund

นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล รองประธานคณะกรรม​การบริหาร​การ​เงิน​และกรรม​การ​การลงทุน ​เครือ​เจริญ​โภคภัณฑ์ (ซีพี) ​ในฐานะอดีตปลัดกระทรวง​การคลัง กล่าวว่า รัฐบาลต้อง​เร่ง​การลงทุน​ใน​โครงสร้างพื้นฐานของประ​เทศ ​เช่น ด้านชลประทาน ​การ​เกษตร ลอจิสติกส์ ​การศึกษา ​เพื่อผลักดัน​การ​เติบ​โต​เศรษฐกิจของประ​เทศ

พร้อม​ทั้งกระตุ้นภาค​เอกชน​ให้​เร่ง ​การลงทุน​เพื่อขยายขีด​ความสามารถ​การ​แข่งขัน​และ​การผลิต ลด​การพึ่ง​การส่งออก​เพื่อลด​ความ​เสี่ยงทาง​เศรษฐกิจหาก​เศรษฐกิจ​โลก ผันผวน ​ซึ่งขณะนี้​ไทยมี​การปรับ​เปลี่ยนตลาดส่งออกจาก​เดิมที่​เน้นตลาดส่งออก​ใน สหรัฐ ยุ​โรป​และญี่ปุ่น ลดมาครึ่งหนึ่ง ​และหันมา​เน้น​ในตลาดอา​เซียน​และจีน

​ทั้งนี้ ตั้ง​แต่วิกฤติปี 40-53 ​เศรษฐกิจ​ไทย​เติบ​โต​เฉลี่ย 2.9%ต่อปี ​เนื่องมาจากมี​การลงทุนต่ำ

พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนน​โยบายของรัฐบาล​ใน​การปรับขึ้นค่า​แรงขั้นต่ำ ​เนื่องจากหลัง​เกิดวิกฤติ​เศรษฐกิจปี 40 ​การปรับขึ้นของค่า​แรงขั้นต่ำยังน้อยกว่าอัตรา​เงิน​เฟ้อ ​และน้อยกว่าราย​ได้ประชาชาติ​โดย​เฉลี่ย ​แสดง​ให้​เห็นว่า​แรงงานยังมี​ความ​เสีย​เปรียบ ​ซึ่ง​การปรับขึ้นค่า​แรงงานขั้นต่ำจะช่วย​เพิ่ม​ความต้อง​การ​ในประ​ เทศ(Domestic demand)​และลด​ความ​เหลื่อมล้ำของ​การกระจายราย​ได้ ​และ​เชื่อว่า​การปรับขึ้นค่า​แรงงานจะ​ทำ​ให้​แรงงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

อย่าง​ไร​ก็ตาม ​เชื่อว่า​ในช่วง​แรกหากมี​การปรับขึ้นค่า​แรงตามน​โยบายรัฐบาล คงมีผลกระทบต่อ​ผู้ประกอบ​การ​ในช่วง​แรก ดังนั้นภาครัฐจะต้อง​เข้ามาบรร​เทาผลกระทบด้วย​เช่นกัน ​โดย​เฉพาะภาคธุรกิจ​เอส​เอ็มอี รวม​ถึง​การอำนวยสิน​เชื่อที่​เข้า​ถึง​ได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ควรปรับปรุงระบบภาษี​เพื่อ​แข่งขันกับภูมิภาค​ได้ดีขึ้น ​ได้​แก่ ​การปรับลดภาษีนิติบุคคล ปรับ​โครงสร้างอัตราภาษี​เงิน​ได้บุคคลธรรมดา ปรับลด​การ​ให้สิทธิประ​โยชน์ทางภาษีของสำนักงานคณะกรรม​การส่ง​เสริม​การลง ทุน(บี​โอ​ไอ) ​เน้น​เฉพาะอุตสาหกรรมที่จำ​เป็นระยะยาว สนับสนุน​ไทย​ไปลงทุน​ในต่างประ​เทศ รองรับ​การลงทุนจากต่างประ​เทศ​โดย​ใช้​ไทย​เป็นสำนักงาน​ใหญ่ระดับภูมิภาค

"ภาครัฐต้อง​ทำอะ​ไรหลายๆอย่าง ​ทั้งค่า​แรง ราย​ได้ ภาษีนิติบุคคล ​การ​ใช้จ่ายภาครัฐ ถ้า​เลือก​ทำบางอย่างจะ​เสียของ จะสู้ประชาคม​ในอา​เซียน​ไม่​ได้ ถ้าสู้ต้องสู้​ให้​เต็มตัว ​และวันนี้​เราจะ​ไม่สู้​ไม่​ได้​แล้ว ​แต่หาทางบรร​เทาผลกระทบ อย่าหาทาง​ไม่​ทำ"นายศุภรัตน์ กล่าว

ขณะ​เดียวกัน​เสนอภาครัฐควรบริหารจัด ​การรัฐวิสาหกิจที่กระทรวง​การคลังถืออยู่​ให้​เกิดประสิทธิภาพดีขึ้น ​โดยนำรูป​แบบ​โฮลดิ้งคอมปานีมา​ใช้บริหารจัด​การ​การถือหุ้น​ในรัฐวิสาหกิจ ต่าง​ไ ​เพื่อ​ความคล่องตัว​และมีประสิทธิภาพ​ใน​การลงทุน

นายศุภรัตน์ ยัง​เสนอ​ให้​โอน​เงินสำรองระหว่างประ​เทศบางส่วนมาจัดตั้ง Soveregin Wealth Fund  ​เพื่อ​แก้ปัญหาผลตอบ​แทนที่ธนาคาร​แห่งประ​เทศ​ไทย(ธปท.) บริหารต่ำ​เกิน​ไป ​และมีต้นทุน​การบริหารจัด​การสูง รวม​ถึงขาดทุนจากอัตรา​แลก​เปลี่ยน ฉะนั้น ควรมองว่า​เงินสำรองระหว่างประ​เทศ​เป็นสมบัติของประ​เทศ ควรนำมาหาผลตอบ​แทนที่ดี ​เช่น​เดียวกับกองทุ​เทมา​เซคของรัฐบาลสิงค​โปร์  นอกจากนี้ดู​แล​ให้กองทุนประกันสังคม ​และกองทุนบำ​เหน็จบำนาญข้าราช​การมี​การลงทุนที่มีประสิทธิภาพด้วย

นายศุภรัตน์ กล่าวว่า หากรัฐบาล​ใหม่​เข้ามา​โครง​การลทุนต่างๆ จะ​ทำ​ให้ภาครัฐต้องขาดดุล​และกู้ยืม​เงิน​เพิ่มขึ้น ​โดย​เสนอว่า​ในช่วง 2 ปี​แรก​ทำงบประมาณขาดดุลปีละประมาณ 4-4.5% (รวมงบประมาณกับรัฐวิสาหกิจ) ​และ​ในช่วง 2 ปีถัดมาลดลงงบขาดดุล​เหลือ 3-3.5% จะมีวง​เงินลงทุน​เพียงพอประมาณ 2 ล้านล้านบาท ​โดยหนี้สาธารณะอยู่สูงสุดประมาณ 55%ของ GDP  ​เป็นระดับที่น่าจะรับ​ได้ จากที่​เคยมีระดับสูงสุดที่ 58% ของ GDP หลังจากนั้น​เตรียม​แผนดึงงบกลับมาสมดุล​และบริหารหนี้สาธารณะ​ให้ลดลง

"สิ่งที่ห่วงคือ​เรื่องคอรัปชั่น ที่ผ่านมา​การลงทุนขนาด​ใหญ่ของภาครัฐ​เกิดน้อยมาก ​แต่งบจะ​โต​ในงบประมาณประจำ ​การขาดดุล​แบบนี้ถ้า​เป็น​การขาดดุล​เพื่อลงทุนจะ​ได้ผลตอบ​แทนที่ค้ม ค่า"นายศุภรัตน์ กล่าว

 (อินโฟร์เควสท์, 25-7-2554)

สุดยอดนายจ้าง! ขึ้นค่าแรงลูกน้อง 300 แถมค่าเดินทาง 20

เมื่อเวลา 11.30 น. 25 ก.ค. นางนงคราญ นันทา อายุ 65 ปี เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวนงลักษณ์ อยู่บ้านเลขที่ 334/3 ซอยสี่แผ่นดิน เขตเทศบาลนครขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับลูกจ้างที่ทำงานในร้านก๋ยวเตี๋ยวนงลักษณ์ทั้ง 3 สาขา จำนวน 10 คน

โดยนางนงคราญ เปิดเผยถึงการขึ้นค่าแรงลูกจ้างว่า เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ และเพื่อเป็นกำลังใจให้กับลูกจ้าง เพราะแต่ละคนทำงานมานานเป็นสิบปี จึงขึ้นค่าแรงให้คนละ 300 บาท และยังเพิ่มค่าเดินทางให้อีกคนละ 20 บาท อีกทั้งตนก็ขายก๋วยเตี๋ยวมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 จากชามละ 3-5 บาท มาจนถึงปัจจุบันชามละ 40-45 บาท เมื่อก๋วยเตี๋ยวขึ้นราคา ก็ขึ้นค่าแรงให้กับลูกจ้างมาเรื่อยๆ ฉะนั้นการที่รัฐบาลชุดใหม่ประกาศขึ้นค่าแรงลูกจ้างวันละ 300 บาท ถือเป็นนโยบายที่ดี หากห้างร้านใดมีลูกจ้างจำนวนมาก และการค้าขายดี ก็สมควรจะขึ้นค่าแรงให้กับลูกจ้าง นอกจากจะสนองนโยบายรัฐบาลแล้ว ยังเป็นกำลังใจให้กับลูกจ้างอีกด้วย

ด้านนางสมหมาย สุขกาง อายุ 50 ปี ลูกจ้างร้านก๋วยเตี๋ยวนงลักษณ์ กล่าวว่า ทำงานที่ร้านนี้มาได้ 16 ปีแล้ว รับค่าแรงมาตั้งแต่วันละ 80 บาท ก่อนหน้านี้รับค่าแรงวันละ 280 บาท แต่พอนายจ้างขึ้นค่าแรงตามนโยบายรัฐบาล วันละ 300 บาท แถมยังเพิ่มค่าเดินทางให้อีกวันละ 20 บาท จึงถือว่าโชคดีอย่างมาก.

(ไทยรัฐ, 25-7-2554)

จี้ขึ้นค่าจ้าง 300 บ.- ขู่ฟ้องศาลผิดสัญญา

วันนี้ (25 ก.ค.) ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง “300 บาท ชะตากรรมใคร? รัฐ นายจ้าง หรือลูกจ้างโดย ศ.ภิชาน แล  ดิลกวิทยรัตน์    อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ   กล่าวว่า  จริงๆ แล้วต้นทุนการผลิตโดยเฉลี่ยแล้วมาจากค่าจ้างขั้นต่ำไม่เกินร้อยละ 10  ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 90 เป็นต้นทุนที่มาจากส่วนอื่นๆ แต่นายจ้างมักคิดว่าหากปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ก็ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นจนอยู่ไม่ได้ และต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะเกาหลีใต้ หรือไต้หวัน ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับประเทศไทย แต่ค่าจ้างขั้นต่ำกลับสูงกว่าประเทศไทย และยังสามารถแข่งขันได้ นั่นแสดงว่าประเทศเหล่านี้ได้พัฒนาต้นทุนส่วนที่เป็นร้อยละ 90
      
ศ.ภิชาน แล  กล่าวอีกว่า เดิมทีเดียวการที่ประเทศไทยมีค่าจ้างขั้นต่ำถูก คิดว่าเป็นการกดค่าจ้างชั่วคราว เพื่อดึงดูดนักลงทุนและแข่งขันเพื่อการส่งออก ไม่ใช่ผลิตเพื่อป้อนคนในประเทศ เพราะหากต้องการป้อนคนในประเทศก็ต้องทำให้คนในประเทศมีรายได้สูง และมีกำลังซื้อ แต่วันหนึ่งพบว่าในต่างประเทศเองก็เกิดวิกฤตต่างๆ ที่ส่งผลต่อการส่งออก และเอาคนงานออกซึ่งเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ดังนั้น หากวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงโดยเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำให้สูงขึ้นก็จะทำให้คนมี กำลังซื้อมากขึ้น ทำให้ประเทศสามารถพึ่งตัวเองได้
      
การที่มักพูดกันว่าค่าจ้างขึ้นแล้วจะทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อ  ผมคิดว่า เป็นการโยนภาระเงินเฟ้อให้แก่คนงานกันโดยตลอดซึ่งไม่เป็นธรรม จริงๆ แล้วรัฐควรดูเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมถึงปล่อยให้ราคาสินค้าขึ้นจนเงิน เฟ้อ ทั้งๆที่การขึ้นเงินเดือนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจก็ทำให้เกิดเงินเฟ้อเหมือนกัน ราคาสินค้าก็พากันขึ้นราคาทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกันเลย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เกินไปศ.ภิชาน แล กล่าว
      
ศ.ภิชาน แล กล่าวต่อไปว่า  สิ่งที่พรรคเพื่อไทย (พท.)จะทำไม่ได้อีกต่อไปมี 2 เรื่องคือ 1.ไม่สามารถปฏิเสธการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ในทันที เพราะประกาศไว้ชัดเจน และคนงานเห็นข้อแตกต่างระหว่างเพื่อไทย กับพรรคประชาธิปัตย์ หากรัฐบาลจะยืดเวลาออกไปก็ไม่สอดคล้องกับการทำให้เชื่อ  2.ผู้ฟังนโยบายของเพื่อไทยไม่มีใครคิดว่าจะทยอยได้ทีละจังหวัด สำหรับทางออกนั้น อาจให้นายจ้างจ่ายตามข้อเสนอ แต่ไปหักบางส่วนเอาจากกองทุนใดกองทุนหนึ่งที่ตั้งขึ้น และอาจเรียกเก็บภาษีเอาจากนายจ้าง หากเป็นธุรกิจที่เล็กรัฐอาจเก็บน้อยหน่อย
      
เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ราชประสงค์ส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยแก้ปัญหาบ้านเมืองอย่างสันติวิธี ถ้าไม่ทำในโอกาสนี้ในอนาคตจะไม่มีโอกาสเช่นนี้อีกแล้วและไม่มีใครสามารถ รับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นที่ราชประสงค์ครั้งที่ 2 และ ดังนั้น ผมอยากให้ลูกจ้างได้เท่ากับที่ควรจะได้ การจะไปได้ทีหลังหรือทยอยได้เป็นเรื่องไม่ถูก และจะกลายเป็นต้นทุนความสูญเสียสำหรับพรรคการเมืองที่แพงมาก  ” ศ.ภิชาน แล กล่าว
      
ศ.ภิชาน แล กล่าวด้วยว่า  กรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทยที่ออกคัดค้านการ ปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันที่ระบุว่าจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีโดยอ้างตัวเลข ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีจะต้องปิดกิจการ 2 ล้านแห่งในขณะที่ตัวเลขของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ระบุมีสถานประกอบการ เพียง 2 แสนแห่งเท่านั้น  จึงมีคำถามว่า ส่วนต่างนั้นมาจากไหน และสถานประกอบการที่เกินมาไม่ได้เหตุใดไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ซึ่งธุรกิจใน ส.อ.ท.และสภาหอการค้าฯไม่ใช่ธุรกิจเอสเอ็มอี จึงถือเป็นการตีตั๋วเด็กนำผลกระทบของธุรกิจคนอื่นมาปกป้องธุรกิจตัวเองเพราะ นายจ้างอยู่ไม่ได้ในระบบที่ตัวเองเคยอยู่และเป็นระบบที่เอารัดเอาเปรียบ ลูกจ้าง ทั้งนี้ ลูกจ้างก็ไม่ควรให้นายจ้างอยู่ในระบบเช่นนี้ต่อไป
      
ดร.ดิเรก   ปัทมสิริวัฒน์    อาจารย์คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ  สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า  การนำเสนอนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท เป็นแทกติกของพรรคการเมืองที่ง่ายดี และหากสำเร็จก็จะกลายเป็นแบรนเนมเหมือนกับเรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค และหาเสียงได้อีกนาน แม้เสี่ยงแต่ถือว่าคุ้มค่า แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในการลดความเหลื่อมล้ำและมีผลในการกระตุ้นค่าใช้ จ่าย
      
ดร.ดิเรก กล่าวว่า ในฐานะของรัฐบาลควรทำให้งานนี้เป็นได้กับได้ ซึ่งคิดว่า คงมีการคิดไว้หมดแล้ว เช่น การลดภาษีนิติบุคล หรือการเอาส่วนเพิ่มไปลดหย่อน แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้มีผลสะเทือนมาก และเห็นว่านโยบายใหม่ๆของพรรคการเมืองควรมีอะไรใหม่ๆ และงานวิจัยหลายชิ้นเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งผลการศึกษาหลายชิ้นพบว่ามีผลกระทบน้อย แต่มีปฎิกริยาเกินความเป็นจริงเกิดขึ้น และกลายเป็นเกมต่อรอง
      
รัฐบาลควรออกมาตรการลดหย่อนภาษี  ผมเห็นว่า นายจ้างหลายคนพร้อมที่จะรวมมือและจ่าย จริงๆแล้วต้นทุนที่เป็นองค์ประกอบในการผลิตไม่ได้สูงมากมาย ที่สำคัญ คือ นายจ้างก็ต้องปรับตัว ไม่ใช่เจอค่าจ้างปรับเพิ่มขึ้นก็อยู่ไม่ได้ มันอ่อนแอเกิดไป และหากต้องการลดความเหลื่อมล้ำ  คนรวยต้องยอมเฉียนเนื้อตัวเองบ้าง และผมไม่เห็นด้วยกับการจะเอาเงินภาษีของประชาชนมาชดเชยให้แก่นายทุนดร.ดิเรก กล่าว
      
ดร.ดิเรก  กล่าวด้วยว่า  รัฐบาลเองก็ควรมีมาตรการสำรองกรณีที่มีการปลดคนงานจริง เช่น หากนายจ้างตอบโต้ปลดคนงาน 5 แสนคนหรือ 1 ล้านคน ก็ควรตกลงกับเทศบาล อบต.จ่ายให้ครี่งหนึ่งต่อวัน คือ 150 บาท และรัฐบาลจ่ายครี่งหนึ่งซึ่งใช้งบประมาณเพียงกว่า   4 หมื่นล้านบาทในช่วง 6 เดือน
      
ดร.ดิเรก   กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลชุดใหม่ควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาวิจัยข้อมูลให้ชัดเจนว่าต้นทุนใน การปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันเพิ่มขึ้นเท่าไหร่เพื่อให้มีข้อมูลทางวิชาการมารองรับว่า จะส่งผลกระทบในส่วนใดบ้างไม่ใช่ปล่อยให้นายจ้างออกพูดฝ่ายเดียว เพราะต้นทุนที่นายจ้างบอกในตอนนี้อาจสูงกว่าความเป็นจริง ขณะเดียวกันก็ควรมีมาตรการรองรับเอาไว้บ้าง ซึ่งจริงๆ อาจไม่ต้องใช้ ที่สำคัญ คือ รัฐบาลต้องใจแข็ง ทั้งนี้ การจุดพลุเรื่อง 300 บาทเป็นการรุกที่สำคัญและก้าวกระโดด ซึ่งอาจสำเร็จครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าทางฝ่ายแรงงานก็น่าพอใจเพราะดีกว่าขึ้น ทีละ 2-3%
      
ดร.ณรงค์    เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเริ่มนับหนึ่งของสังคมชราภาพ โดยกำลังแรงงานลดลงซึ่งคนงาน 1 คน ต้องรับภาระทั้งลูกๆและคนชรา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้น การที่นายจ้างอ้างว่าประสิทธิภาพแรงงานไทยต่ำนั้น ตนคิดว่ามีเรื่องที่ควรพิจารณา อย่างกรณีประเทศจีนค่าจ้างวิ่งเร็วกว่าผลิตภาพ เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย ทั้งนี้ ขอยืนยันประสิทธิภาพแรงงานไทยไปเร็วกว่าค่าจ้าง ตอนนี้ค่าจ้างต่ำกว่าประสิทธิภาพ  หากมีการปรับค่าจ้างให้แรงงานไทย ก็เชื่อว่า จะทำให้ประสิทธิภาพของแรงงานไทยไปเร็วมากขึ้น
      
ดร.ณรงค์  กล่าวอีกว่า จากงานวิจัยของตน พบว่า ร้อยละ 60 ของลูกจ้างทั้งหมดมีค่าจ้างไม่ถึงเดือนละ 6 พันบาท แต่รายได้ที่ทำให้พออยู่ได้ คือ เดือนละ 7 พันบาท โดยคนงานต้องส่งลูกไปให้พ่อแม่เลี้ยงในต่างจังหวัด และเกิดปัญหาหย่าร้างขึ้นจำนวนมาก แต่หากมีการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 300 บาทก็จะช่วยเหลือคนงานได้มาก
      
ความสามารถที่นายจ้างจ่ายได้นั้น  หากปรับเพิ่ม 300 บาทต่อวัน  ต้นทุนรวมเพิ่มเพียง 3 บาท เท่านั้น ดังนั้น ความสามารถในการจ่ายของนายจ้างไม่น่ามีปัญหา แต่ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่คาดว่า จะทำให้ต้นทุนสูงนั้นก็ไม่ใช่ ส่วนที่อ้างว่าเอสเอ็มอีจะอยู่ไม่ได้นั้น ก็มีทางออกง่ายๆคือ   รัฐบาลชุดใหม่ตั้งกองทุนให้เอสเอ็มอีกู้และคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1-2  หากนายจ้างเอสเอ็มอีไปซื้อตึกแถวให้ลูกจ้างอยู่ติดกับสถานประกอบการก็จะช่วย เรื่องค่าเดินทาง ยิ่งจัดสวัสดิการให้ก็อาจไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าจ้างถึง 300 บาทต่อวันดร.ณรงค์ กล่าว
      
ดร.ณรงค์ กล่าวด้วยว่า  หาก เปรียบเทียบกับประเทศที่เคยพัฒนาพร้อมกับประเทศไทย ทั้งอินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย ต่างได้รับค่าจ้างสูงกว่าประเทศไทย แต่ข้อควรระวังคือ การมีอำนาจเหนือตลาด เช่น ต้นทุนเพิ่มแค่ร้อยละ 3 แต่ข้าวของกลับเพิ่มร้อยละ 10  ซึ่งเท่ากับเพิ่มค่าจ้างแต่รายได้ลด  อย่างไรก็ตาม ที่น่าห่วงกว่านั้นคือรัฐบาลไม่เคยบังคับนายทุนได้ หากเพิ่มค่าจ้างแต่นายทุนไปเพิ่มราคาสินค้าสูงรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้
      
ที่รัฐบาลควรระวังคือการที่บอกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไม่บังคับไปถึงแรง งานต่างด้าว เพราะเท่ากับเปิดช่องให้นายจ้างไปจ้างแรงงานต่างด้าว อย่างไรก็ตาม ผมเห็นว่า หากปรับค่าจ้าง 300 บาทได้น่าจะเป็นผลบวก มาก ที่สำคัญตอนนี้เราเข้าสู่สังคมการค้าอุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจะมีผลต่อการบริโภคและจีดีพีถึงร้อยละ 1” ดร.ณรงค์ กล่าว
      
ดร.ณรงค์ กล่าวต่อไปว่า  ขณะนี้ควรจะต้องปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ให้เท่ากันทั่วประเทศ เพราะค่าครองชีพของลูกจ้างทั่วประเทศไม่แตกต่างกันโดยเฉพาะในต่างจังหวัดค่า สินค้าอุปโภคบริโภค ค่าขนส่งและค่าเดินทางของแรงงานต่างจังหวัดแพงกว่าในกรุงเทพฯ  แต่ ถ้าไปคำนวณเหมารวมเอาอาชีพอื่นที่ไม่ใช่แรงงานเช่น เกษตรกรซึ่งทำงานอยู่กับที่ไม่ได้ไปไหนเข้ามาด้วย ก็จะทำให้อัตราค่าครองชีพโดยเฉลี่ยต่ำกว่าในกรุงเทพฯ  
      
ดร.ณรงค์  กล่าวด้วยว่า  เมื่อพูดถึงความสมเหตุสมผลพบว่า คนงานมีอำนาจต่อรองน้อยกว่านายจ้างเยอะ เนื่องจากปัจจุบันไทยมีสภาองค์การลูกจ้าง 13 องค์กรกรมีสมาชิกแค่ 3.5 แสนคนจากที่มีแรงงานที่ลงทะเบียนในระบบประกันสังคมกว่า 9.6 ล้าน  ทำให้มีอำนาจต่อรองต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับสภาแรงงานของเยอรมันที่สภาเดียวมี สมาชิกถึง 7 ล้านคนจึงอำนาจต่อรองลูก  ดังนั้น  ความสมเหตุสมผลจึงเป็นเรื่องของการต่อรอง  การเรียกร้องที่ควรควบคู่ไปกับค่าจ้าง คือการลดต้นทุนของสถานประกอบการ เช่น ลดเงินเดือนผู้บริหารต่างชาติที่สูงมาก
      
นอกจากนี้  ยัง มีต้นทุนมืดที่อยู่ใต้โต๊ะซึ่งไม่ค่อยได้ลดเพราะเป็นการสมรู้ร่วมคิดกัน ระหว่างผู้มีอำนาจและนายทุน นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของบริษัทก็ควรลดลง  ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำให้ต้นทุนเพิ่ม
      
สิ่งที่ชี้ขาดว่าคนงานจะได้ 300 บาทต่อวัน หรือไม่ คือ เรื่องของอำนาจการต่อรองเป็นกลไกหลักที่จะทำให้ค่าจ้าง 300 บาทต่อวันและเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาทเป็นจริงดร.ณรงค์ กล่าว
      
นายภวิศ ผาสุข  ประธานสมาพันธ์เหล็กและโลหะแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อยากถามนายจ้างว่ากดขี่แรงงานมา 30-40 ปียังไม่พออีกหรือ การที่นายจ้างส่วนหนึ่งมาคัดค้าน และในส่วนของรัฐบาลหากไม่ปฎิบัติตามที่ประกาศไว้ สมาชิกของตนกว่า 1 พันคน พร้อมที่จะฟ้องร้องตามมาตรา 53 ของพ.ร.บ.เลือกตั้งสส. ที่ระบุว่า นโยบายหาเสียงที่สัญญาไว้กับประชาชนและทำไม่ได้มีความผิด  ที่สำคัญการพูดแล้วไม่ทำคนงานเรียกว่าตอแหล
      
นายสมศักดิ์ ทองงาม  อนุกรรมการค่าจ้างอ่างทอง กล่าวว่า ได้ประชุมคณะอนุกรรมการค่าจ้าง โดยลูกจ้างบอกว่าที่เลือกพรรคเพื่อไทย เพราะรอ 300 บาท ทำให้ขณะนี้เป็นความหวัง และหาก 300 บาทมาจากนายจ้างเราดีใจ แต่ไม่เห็นด้วยที่เอามาจากภาษีของแรงงานมาจ่ายชดเชยให้แก่นายจ้างที่ขึ้นค่า จ้าง 300 บาทต่อวัน
      
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า 20 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของนายจ้างเปลี่ยนไปมาก ส่งลูกเรียนไปโรงเรียนดีๆ  ส่งไปต่างประเทศ ขณะที่คนงานไม่มีอะไรดีขึ้นเลย  พอมาวันหนึ่งจะปรับขึ้นค่าจ้างก็ออกมาคัดค้าน ดังนั้น ควรออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกันให้ชัด โดยเฉพาะที่ผลการสำรวจออกมาว่าจะทำให้เอสเอ็มอีได้รับผลกระทบถึง 2 ล้านแห่ง ขณะที่ตัวเลขของ สปส.บอกว่าเอสเอ็มอี 2 แสนแห่ง
      
ทั้งนี้ ภายหลังอภิปรายผู้ใช้แรงงาน นำโดย นายชาลี ลอยสูง ประธาน คสรท.ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ ระบุว่า  นโยบายปรับค่าจ้างเพิ่ม 300 บาท ต้องไม่ใช่แค่นโยบายการหาเสียง แต่ขณะนี้มีความไม่ชัดเจนคลุมเครือจุดยืนของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีเสียงคัดค้านจากส.อ.ท.และสภาหอการค้าฯ ทำให้เกิดความสับสนในสังคมมาก  ดังนั้น จึงขอสนับสนุนและเรียกร้องให้พรรค พท.ยืนหยัดนโยบายขึ้นค่าจ้าง 300 บาทต่อวันตามที่ได้หาเสียงไว้
      
นโยบายดังกล่าวถือว่าเป็นสัญญาประชาคมและเป็นความรับผิดชอบของพรรค เพื่อไทยต้องทำ ให้เป็นจริงตามสัญญา และเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ปรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจจากเดิมปกป้องอุตสาหกรรม ส่งออกที่เน้นใช้แรงงานราคาถูกมาสู่นโยบายการสร้างความเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจโดยใช้ค่าจ้างที่เป็นธรรม

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 25-7-2554)

แรงงานเหนือแถลง จงมุ่งมั่น 300 บาททั่วประเทศ และมั่นใจว่า ผู้ใช้แรงงานจะเคียงข้าง

24 กรกฎาคม 2554 สหภาพอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย ภาคเหนือ กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ ออกแถลงการณ์ร่วม "สนับสนุนนโยบายค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมให้กับผู้ใช้แรงงาน" เรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ผู้ได้รับเสียงสวรรค์จากประชาชน  ต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำนาจนอกระบอบ ประชาธิปไตยทั้งหลาย  และขอให้มั่นใจได้ว่า ผู้ใช้แรงงานพร้อมปกป้องความชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปไตย หากบุคคล องค์กรอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย จักทำลายระบอบประชาธิปไตยเหมือนเช่นที่ผ่านมา วอนมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

โดยแถลงการณ์มีรายละเอียด ดังนี้
 
0 0 0

แถลงการณ์
สนับสนุนนโยบายค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาลประชาธิปไตย
คืน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมให้กับผู้ใช้แรงงาน
ภายหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย ทำให้สิทธิเสียงของประชาชนไม่มีความหมายในทางการเมือง ทำให้สิทธิสียงไม่มีความหมายในการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันของผู้ใช้แรงงานและสังคมไทย เนื่องเพราะอำนาจตกอยู่ในมือของฝ่ายนอกระบบประชาธิปไตย
 
ต่อมาเมื่อมีการเรียกร้องให้ยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงของประชาชนกลับมีความหมายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   ผู้ใช้แรงงานก็เช่นกัน ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองที่จะเลือกพรรคการเมือง นักการเมือง เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน
 
ในช่วงที่มีการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยได้เสนอนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เป็นผลให้ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ได้สนับสนุนในการเลือกพรรคเพื่อไทย เนื่องเพราะนโยบายนี้จักทำให้ผู้ใช้แรงงานมีชีวิตที่ดีขึ้น หลังจากที่นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยนับเป็นเวลาร่วม หลายสิบปีไม่ได้มีนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้างผู้ใช้แรงงานเช่นนี้ แต่กลับเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แรงงานมีสภาพความเป็นอยู่อย่างอัตคัต มีหนี้สินล้นพ้นตัว จักมีชีวตอยู่รอดได้ต้องทำให้หนักขึ้น ต้องทำโอที ต้องไม่มีวันหยุด เป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้แรงงาน
 
นโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับผู้ใช้แรงงาน และคืนความยุติธรรมให้กับผู้ใช้แรงงาน ในฐานะผู้ใช้แรงงานเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคม เป็นผู้สร้างสรรค์ผลิตสรรพสิ่งให้กับสังคม ในฐานะผู้ใช้แรงงานมีส่วนสำคัญในการสร้างความเจริญ ความมั่งคั่งให้กับประเทศ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางที่ผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายนี้ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย กลับมีนายทุน องค์กรนายจ้าง เครือข่าย สื่อมวลชน นักวิชาการ ของฝ่ายอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว
 
เราในฐานะผู้ใช้แรงงานภาคเหนือ มีความคิดเห็นว่า การคัดค้านนโยบายนี้ก็เพียงเพื่อยึดผลประโยชน์ที่เห็นแก่ตัวของนายทุนที่ สนับสนุนอำนาจนอกระบบประชาธิปไตยมาตลอดเท่านั้นเอง 
 
เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปไตยภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย ผู้ได้รับเสียงสวรรค์จากประชาชน  ต้องไม่ไหวเอนไปตามการคัดค้านของนายทุนและเครือข่ายอำนาจนอกระบอบ ประชาธิปไตยทั้งหลาย 
 
จงมั่นใจได้ว่า ผู้ใช้แรงงานพร้อมปกป้องความชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปไตย หากบุคคล องค์กรอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย จักทำลายระบอบประชาธิปไตยเหมือนเช่นที่ผ่านมา
 
จงมุ่งมั่นทำตามนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ
 
จงเชื่อเถิดว่าผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่สนับสนุนนโยบายที่มีจุดยืนเคียงข้างผู้ใช้แรงงาน
เพื่อคืน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมให้กับผู้ใช้แรงงาน

(ประชาไท, 25-7-2554)

สปส.ผ่อนผันร.ร.เอกชนจดแจ้งทะเบียนประกันสังคมให้แก่บุคลากร

 นายพีรพัฒน์   พรศิริเลิศกิจ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม(สปส.)  กระทรวงแรงงาน(รง.) เปิดเผยว่า ขณะนี้พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2554 ได้มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งสปส.ได้เปิดให้โรงเรียนเอกชนมายื่นจดทะเบียนประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่ครู บุคลากรและลูกจ้างภายในเวลา 30 วันตามที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดคือภายในวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมาโดยแยกเป็น1.โรงเรียนในระบบที่ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติต้องยื่น จดทะเบียนประกันสังคมให้แก่บุคลากรส่วนอื่นๆที่ไม่ได้ทำหน้าที่สอนหรือสนับ สนุนการสอนเช่น   แม่บ้าน  พนักงานขับรถ พนักงานทำความสะอาด คนสวน   2.โรงเรียน นานาชาติให้ยื่นจดทะเบียนเฉพาะผู้ที่เคยอยู่ในประกันสังคมมาตรา 33 และส่งเงินสมทบมาก่อนวันที่ 12 มกราคม 2551 และไม่ใช่บุคลากรที่ทำหน้าที่สอนหรือสนับสนุนการสอน และ3.โรงเรียนนอกระบบเช่น  โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนวิชาชีพระยะสั้นให้ยื่นจดทะเบียนครู บุคลากรและลูกจ้างได้ทุกกลุ่ม
      
ยอดสรุป ณ วันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมามีโรงเรียนเอกชนยื่นจดทะเบียนประกันสังคมให้แก่ครู บุคลากรและลูกจ้าง 901 แห่ง  จำนวนบุคลากร 5,487 คน แม้ตามกฎหมายโรงเรียนเอกชนฉบับใหม่ ขณะนี้พ้นกำหนดที่ให้โรงเรียนเอกชนแจ้งจดทะเบียนประกันสังคมมาตรา 33 ให้แก่บุคลากรไปแล้ว แต่สปส.ผ่อนผันให้โรงเรียนเอกชนมาแจ้งจดทะเบียนได้ตลอด  โดยคิดค่าปรับโรงเรียนละ พันบาท  อย่างไรก็ตาม อยากให้โรงเรียนเอกชนเร่งดำเนินการยื่นจดทะเบียนเพื่อช่วยรักษาสิทธิของ บุคลากรและลูกจ้าง  และหากโรงเรียนเอกชนมีเจตนาหลบเลี่ยง  ก็จะเอาผิดตามกฎหมายประกันสังคมโดยมีโทษทางอาญาปรับ 2 หมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ”  นายพีรพัฒน์กล่าว
                       
 รองเลขาธิการสปส. กล่าวอีกว่า  จากข้อมูลของสปส.เมื่อวันที่  31 ม.ค. 2551  มีครู บุคลากรและลูกจ้างโรงเรียนเอกชนอยู่ในประกันสังคมมาตรา 33 จำนวน 42,488 คน จากโรงเรียนเอกชน 3,262 แห่ง แต่หลังจากพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ซึ่ง เขียนยกเว้นให้ครู และบุคลากรของโรงเรียนเอกชนไม่อยู่ภายใต้พ.ร.บ.ประกันสังคมและพ.ร.บ.เงินทด แทนมีผลบังคับใช้ ก็ได้ทำให้ครู บุคลากรและลูกจ้างของโรงเรียนเอกชนต้องเปลี่ยนมาเข้าประกันสังคมมาตรา 39 จำนวน 27,156 คน อย่างไรก็ตาม เมื่อพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนพ.ศ.2554 มีผลบังคับใช้  ก็ทำให้บุคลากรและลูกจ้างของโรงเรียนเอกชนที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งรวมทั้ง ผู้ที่ย้ายไปอยู่ในมาตรา 39 จำนวน 27,156 คนได้กลับมาอยู่ในประกันสังคมมาตรา 33 โดยโรงเรียนเอกชนต้องยื่นจดทะเบียน
                     
สปส.จะ ทำหนังสือสอบถามข้อสงสัยเกี่ยวกับการจดทะเบียนประกันสังคมของบุคลากร โรงเรียนเอกชน ซึ่งประกันสังคมในจังหวัดต่างๆสอบถามมายังสปส.ใน 3 ประเด็นได้แก่ 1.บุคลากรของโรงเรียนนานาชาติซึ่งเคยเป็นผู้ประกันตนและส่งเงินสมทบกองทุน ประกันสังคมก่อนวันที่ 12 ม.ค. 2551 ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตน แต่ไม่ต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายเงินทดแทนหรือไม่ 2.ขอให้ขยายความคำว่าผู้ปฏิบัติหน้าที่บริหารงานทั่วไปตามมาตรา 4 ของพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2554 ครอบคลุมตำแหน่งใดบ้าง  3.บุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนเอกชนยังมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดิมทุกคน หรือไม่ หลังพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2554 มีผลบังคับใช้  หรือ มีการกำหนดเกณฑ์เงื่อนไขเพิ่มเติมไว้อีกหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ จะส่งหนังสือนี้ถึงสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.)สังกัดศธ .ภายในเดือนกรกฎาคมนี้นายพีรพัฒน์ กล่าว

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 25-7-2554)

แรงงานทำนาเริ่มต่อรองขอขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มผู้รับจ้างมีการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อรองค่าแรงเพิ่ม ให้เท่ากับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท จากเดิมจ้างวันละ 200 บาท กับข้าวอีก 1 มื้อ แต่ชาวนาผู้ปลูกข้าวไม่สามารถกำหนดต้นทุน หรือ ราคาสินค้าได้ เหมือนในรูปแบบของโรงงานหรือบริษัท ซึ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น และรายได้ลดน้อยลง ซึ่งอาจจะไม่มีเงินจ้างแรงงานเข้ามาช่วย สุดท้ายก็เก็บเกี่ยวไม่ทัน และมีผลต่อผลผลิตที่ออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด

ด้าน นายอนุเดช เชี่ยวชาญวลิชกิจ นายกสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการเลี้ยงปลานิลและเป็ดเนื้ออย่างครบวงจร กล่าวว่า จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างอัตราค่าจ้างแรงงานเก่ากับแรงงานใหม่ โดยค่าจ้างแรงงานในปัจจุบันอยู่ที่วันละกว่า 200 บาท นอกจากนี้ แรงงานใหม่หากได้เท่ากัน 300 บาท ทุกประเภท ไม่แยกแรงงานฝีมือ กับแรงงานที่ไม่มีประสบการณ์ ก็จะมีผลกระทบมาก เพราะแรงงานใหม่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำงานกลับได้ค่าแรงงานมากกว่าแรงงาน เก่า

ทั้งนี้ ขอให้รัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอย่าให้ต้นทุนค่าแรงของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะแข่งขันไม่ได้โดยเฉพาะสินค้าส่งออก

(ช่อง 7, 26-7-2554)

ธุรกิจรับเหมาไฟฟ้า ค้านขึ้นค่าแรง 300 บ. ชี้ค่าใช้จ่ายเพิ่ม 12%

นายเชิดศักดิ์ วิทูราภรณ์ นายกสมาคมช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย เปิดเผยถึงนโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท และการปรับเงินเดือนพนักงานในระดับปริญญาตรี 15,000 บาท นั้น ในส่วนของสมาชิกของสมาคมซึ่งมีอยู่กว่า 526 กิจการ นั้น จะได้รับผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ถึง 12% และเนื่องจากการดำเนินกิจการของธุรกิจช่างเหมาไฟฟ้า และเครื่องกล จะต่างจากธุรกิจอื่นๆ เพราะจะรับงานและทำสัญญาล่วงหน้า 2 ถึง 3 ปี ดังนั้นจึงไม่สามารถผลักภาระตรงนั้นไปให้กับลูกค้าได้
      
ทั้งนี้ วอนขอให้ภาครัฐ ก่อนที่จะมีนโยบายดังกล่าวออกมา ควรจะได้มีการพูดคุยกับทุกภาคส่วนก่อน ถ้าไม่เช่นนั้น จะเกิดความเสียหายในวงกล้าว บริษัทที่มีสายป่านด้านการเงินไม่มากพอ อาจจะต้องปิดกิจการจำนวนมาก และควรได้มีแก้กฎหมายแรงงานต่างด้าว ถ้ามีการปรับจริง ควรจะให้เฉพาะแรงงานไทยเท่านั้น เหมือนกับทุกๆ ประเทศทั่วโลกที่แรงงานต่างชาติจะได้ค่าแรงถูกกว่าแรงงานในประเทศ
      
นอกจากนี้ ยังฝากไปถึงรัฐบาลใหม่ อยากให้ช่วยพิจารณาเรื่องของภาษี หัก ณที่จ่าย 3% เหลือ 2.3% เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับ นโยบายเยียวยา ผู้ประกอบการ โดยการลดภาษีให้กับผู้ประกอบการจาก 30% เหลือ 23% ด้วย
      
นายเชิดศักดิ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ถ้าเป็นไปได้ต้องการเห็นการจัดตั้งรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพราะตอนนี้ เหมือนการปล่อยเกียร์ว่าง ถ้าเป็นเช่นนี้ สัก 2-3 เดือน จะส่งผลต่อการเดินหน้าของผู้ประกอบการ เพราะหากไม่มีนโยบายของภาครัฐออกมาสนับสนุนอย่างชัดเจน หรือไม่ทราบนโยบายที่แน่นอน การตัดสินใจในการลงทุนของภาคเอกชนก็ต้องหยุดชะงัก ส่งผลต่อการขับเคลื่อนของภาคธุรกิจโดยรวม ซึ่งจะเสียหายมากเช่นกัน สำหรับในส่วนของธุรกิจช่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกล ช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตประมาณ 4-5% ถือว่าดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 26-7-2554)

 

นายกอุตสาหกรรมยานยนต์คาดยอดผลิตปีหน้าพุ่ง 2 ล้านคัน ลั่นขึ้นค่าแรงไม่กระทบ

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นางเพียงใจ แก้วสุวรรณ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวว่า ในปี 2555 คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ฐานการผลิตในไทยจะเพิ่มเป็น 2 ล้านคัน เพิ่มจากปี 2554 ที่มั่นใจว่ายอดผลิตจะทำได้จริงถึง 1.8 ล้านคัน แม้เกิดผลกระทบจากสึนามิที่ญี่ปุ่น เนื่องจากการความต้องการตลาดยังคงสูง โดยเฉพาะตลาดในประเทศ และหากรัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายเศรษฐกิจไม่ต่างไปจากรัฐบาลปัจจุบันก็จะยิ่ง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อของคนไทย และหลังเกิดภัยสึนามิ ทำให้หลายบริษัทญี่ปุ่นพิจารณาย้ายฐานการผลิตออกมา และไทยเป็นประเทศฐานการผลิตสำคัญประเทศหนึ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นพิจารณา ซึ่งล่าสุดบริษัทผลิตเกียร์ CVT ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุน ในประเทศไทยแล้ว และอีกปัจจัยที่จะพิจารณาย้ายฐานคือ ปริมาณความต้องการสินค้านั้นๆ ต้องมีมากเพียงพอด้วย

สำหรับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น วันละ 300 บาท ทั่วประเทศนั้น ไม่กระทบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เนื่องจากโดยภาพรวมมีการจ่ายค่าแรงตามทักษะแรงงาน และค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมนี้จ่ายค่าแรงสูงกว่าแรงงานขั้นต่ำอยู่แล้ว

ส่วนการที่รัฐบาลใหม่มีแนวนโยบายปรับ ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมยานยนต์ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้ว หากทำได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีและเชื่อว่าจะเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนอีกปัจจัย หนึ่ง

(มติชนออนไลน์, 26-7-2554)

ขู่เผาศึกษาภัณฑ์ หลังขึ้นค่าแรง 300 บาท

(26 ก.ค.) น.ส.ประกายพิมพ์ ประคุณสุขใจ อายุ 31 ปี ผู้จัดการฝ่ายการเงิน บริษัทศึกษาภัณฑ์ขอนแก่น จำกัด รับมอบอำนาจจาก นายประสม ประคุณสุขใจ กรรมการผู้จัดการบริษัทศึกษาภันฑ์ขอนแก่น ผู้เป็นบิดา เข้าแจ้งความกับ สภ.เมืองขอนแก่น ว่า มีจดหมายส่งถึงนายประสม ประคุณสุขใจ ในลักษณะข่มขู่ ให้ร้ายและหมิ่นประมาท

โดยซองจดหมายดังกล่าวผู้ฝากเขียนด้วย ลายมือว่า จากสำนักแรงงาน จ.ขอนแก่น มีใจความว่า ผู้เขียนทราบข่าวจากทางสื่อมวลชนถึงการที่บริษัทศึกษาภัณฑ์โดยนายประสม ประคุณสุขใจ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท ให้ลูกจ้าง พนักงาน ของร้านค้าศึกษาภันฑ์ ทั้ง 8 สาขา เป็นการทำตามการหาเสียงของนางยิ่งลักษณ์หรือนายกแดง เป็นการเอาใจปูแดงและเอาใจทักษิณ แต่เป็นการเอาเปรียบประชาชน

นอกจากนี้ในจดหมายยังเขียนอีกว่า จะร้องเรียน DSI ให้ทำการตรวจสอบกิจการศึกษาภันฑ์ และกล่าวหาว่าขายยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมาย และให้ระวังพระเพลิงจะมาเยือนร้าน ลงท้ายจดหมายว่า จากผู้ประกอบการยากจน

ด้านนายประสม เปิดเผยว่า กรณีที่มีจดหมายขู่เผาศึกษาภัณฑ์นั้นไม่ทราบว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร เพราะการที่ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับพนักงานบริษัทในเครือกว่า 300 คน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทำให้พวกเขามีขวัญกำลังใจทำงานเพิ่มขึ้น โดยบริษัทในเครือได้ขึ้นป้ายให้ประชาชนทั่วไปให้รู้ทั่วกันว่า บริษัทในเครือของผมสนองนโยบายรัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำทุกตำแหน่งงาน 300 บาท / วัน  ซึ่งอยากฝากไปยังผู้ที่ส่งจดหมายว่าคิดให้ดีถึงการกระทำ ไม่ใช่ว่าจะมาข่มขู่กันเช่นนี้ เนื่องจากตัวเองไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า ได้รับแจ้งความและลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน หากผู้เสียหายต้องการที่จะขอความคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถทำ เรื่องถึงผู้บังคับบัญชาได้ ส่วนเจ้าของจดหมายที่ส่งมานั้นขณะนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร มีต้นทางมาจากที่ไหน หรืออาจะเป็นผู้ไม่หวังดีสร้างสถานการณ์ขึ้นมา

(ไอเอ็นเอ็น, 26-7-2011)

เจโทรขอไทยเลือนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

นายเซยะ สุเกกาว่า รองประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยกรณีรัฐบาลใหม่อาจปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน ผู้ประกอบการระบุว่าอยากให้เลื่อนออกไปก่อน เพื่อให้บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้มีเวลาปรับตัว เพราะถ้าขึ้นค่าแรงช่วงนี้ทันที จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนมาก

ทั้งนี้ ส่วนของเจโทรคงไม่แสดงท่าทีต่อนโยบายภาครัฐว่าเป็นอย่างไร หรือค่าแรงขั้นนต่ำของประเทศไทยจะต้องอยู่ในระดับใด แต่บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่เข้ามาในไทยก็ยังคงต้องการนโยบายที่ชัดเจนของ ภาครัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าแรง การผลักดันการค้าและการพาณิชย์ หรือการส่งเสริมการดำเนินงานที่ทำอย่างไรให้บริษัทญี่ปุ่นในไทยมีความคล่อง ตัวและสามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล
        
จากการสำรวจ บริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นขอให้รัฐบาลไทย ที่จะมีนโยบายขึ้นค่าแรง ให้ชะลอออกไปก่อน เพราะบริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติมายังไม่ถึง 1 ปี อาจจะยังไม่สามารถปรับตัวรับผลกระทบที่จะเกิดกับต้นทุนในช่วงนี้ได้ โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีนายเซยะ กล่าว

(โพสต์ทูเดย์, 26-7-2554)

CPF หนุนน​โยบายขึ้นค่า​แรง 300 บาท ​เข้าทฤษฎี 2 สูงผลักดัน​เศรษฐกิจ​ไทย

นายอดิ​เรก ศรีประทักษ์ กรรม​การ​ผู้จัด​การ​ใหญ่ บมจ.​เจริญ​โภคภัณฑ์อาหาร (CPF) กล่าวสนับสนุนน​โยบายปรับค่าจ้าง​แรงงานขั้นต่ำ​และยกระดับราคาสินค้า​เกษตร ตามทฤษฎี 2 สูง ​เพราะ​เป็น​เรื่องจำ​เป็นอย่างยิ่ง​ใน​การผลักดัน​เศรษฐกิจ​ไทย​ให้ปรับตัว พัฒนาก้าวหน้าครอบคลุมผลประ​โยชน์ของคน​ในชาติทุกกลุ่มอย่างทั่ว​ถึง ​และ​เป็น​การ​เพิ่มกำลังซื้อของคนภาย​ในประ​เทศอย่างยั่งยืน

​การปรับราย​ได้ค่าจ้างขั้นต่ำ​เป็น 300 บาท รัฐบาลควรต้องมีมาตร​การรองรับอย่างชัด​เจน​เพื่อช่วย​เหลือธุรกิจ SME ​ให้สามารถดำ​เนินธุรกิจต่อ​ไป​ได้ ​โดยอาจดำ​เนิน​การ​ในระยะ​เริ่ม​แรกด้วย​การสนับสนุนด้าน​การ​เงิน​ในรูป​ แบบต่างๆ ตลอดจน​ใช้มาตร​การทางภาษีมาชด​เชย​เพื่อ​ให้ธุรกิจ SME ดำรงอยู่​ได้

ส่วนธุรกิจขนาด​ใหญ่​เชื่อว่าจะปรับ ตัว​ได้ ด้วย​การพัฒนา​และปรับปรุงประสิทธิภาพ​การ​ทำงานของพนักงาน​และคนงาน ตลอดจน​การลดค่า​ใช้จ่ายด้านอื่นๆที่มีผลต่อต้นทุน​การผลิต รวม​ทั้งมาตร​การที่รัฐบาลจะ​ให้​การส่ง​เสริมสนับสนุนภาคธุรกิจ อาทิ​เช่น มาตร​การทางภาษีนิติบุคคล ที่จะลดจากอัตรา​การจัด​เ​ก็บ 30% ​เหลือ 23%  ​ซึ่งจะส่งผลดี​ในภาพรวมด้วย ​เพราะปัจจุบันอัตรา​การจัด​เ​ก็บของประ​เทศ​ไทยสูงกว่าประ​เทศอื่นๆ

สำหรับ CPF มี​แรงงานประมาณ 40,000 คน ​โดยปกติ​ให้ค่าจ้างที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามที่รัฐบาลกำหนดอยู่​แล้ว ​และพร้อมที่จะปฏิบัติตามน​โยบายค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐบาล ​ทั้งๆ ที่​ในฐานะ​ผู้บริหาร​ก็มี​ความหนัก​ใจอยู่​ไม่น้อยที่จะดำ​เนิน​การ​ใน ทันที ​แต่​เมื่อรัฐบาลมี​เจตนานี้ ทาง CPF ​ก็พร้อม​และมี​ความยินดีสนับสนุน​เพื่อที่จะ​ทำ​ให้คนส่วน​ใหญ่ของประ​เทศ​ ได้รับผลประ​โยชน์สูงสุด ที่ผ่านมา CPF ​เรามุ่ง​เน้น​ใน​การ​เพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน​และคนงาน พร้อม​ทั้ง​ใช้​เทค​โน​โลยีที่ทันสมัย​เข้ามามีส่วนช่วย​ในกระบวน​การ​ทำงาน ​เพื่อ​เพิ่มประสิทธิภาพ​การผลิต​และ​ทำ​ให้สามารถ​แข่งขัน​ได้​เป็นปกติ อยู่​แล้ว

นายอดิ​เรก กล่าวว่า ภาวะราคาสินค้าที่​เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อ​เนื่องจะ​เห็น​ได้อย่างชัด​เจนว่า ​ในรอบระยะ​เวลา 40 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน​เบนซินจากลิตรละ​ไม่​เกิน 1.90 บาท ​เป็นกว่า 40 บาท​ซึ่งสูงขึ้นกว่า 20 ​เท่า ราคาทองคำจากบาทละ 400 บาท ปัจจุบัน 22,000 บาท สูงขึ้น 50 กว่า​เท่า ค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 20 บาท ปัจจุบัน 215 บาท สูงขึ้น 11 ​เท่า ​ไข่​ไก่จากฟองละ 0.50 บาท ปัจจุบัน 3.50 บาท สูงขึ้น 7 ​เท่า หมู​เป็นจากกิ​โลละ 7 บาท ปัจจุบัน 75 บาท สูงขึ้น 11 ​เท่า ​ไก่​เนื้อ จาก 12 บาท ​เป็น 38 บาท สูงขึ้น​เพียง 3 ​เท่ากว่า

ดังนั้น ​จึง​เห็น​ได้ว่า​ไก่​เนื้อราคาสูงขึ้นน้อยที่สุด​เนื่องจาก​เป็นสินค้าที่​ ไม่​ได้ถูกควบคุมราคา ​ทำ​ให้มี​ผู้สน​ใจ​เข้ามาลงทุน​ในธุรกิจดังกล่าวนี้​เพิ่มขึ้น ​ทำ​ให้มี​การ​แข่งขัน​ใน​การพัฒนา​เทค​โน​โลยี​การผลิตจน​ทำ​ให้ต้นทุน สามารถ​แข่งขันกับตลาด​โลก​ได้ มีผล​ทำ​ให้ส่งออก​ได้​และภาวะราคา​ในประ​เทศ​ไม่สูงจน​เกิน​ไปนัก ​ผู้บริ​โภค​ก็​ได้ประ​โยชน์ด้วย

ตรงกันข้ามกับ​ไข่ หมู ​ซึ่งถูกควบคุม​เป็นระยะๆตลอดทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ​ซึ่ง​เป็น​เรื่องที่​ไม่ถูกต้อง ​จึงมีผล​ให้​การพัฒนา​การผลิต​และประสิทธิภาพทาง​การผลิตน้อยกว่า อีก​ทั้งสถาบัน​การ​เงิน​ก็​ไม่​ให้​การสนับสนุน ส่งผล​ให้ภาวะราคามีอัตราปรับตัว​เฉลี่ยสูงกว่า​ไก่​เนื้อ

ดังนั้น ภาครัฐ​จึงควร​ให้กล​ไกของตลาด​เป็นตัวกำหนดราคาสินค้า​เกษตร ​โดย​ไม่ควบคุมราคา ​ซึ่งถือว่าจะ​เป็นประ​โยชน์ต่อ​เกษตรกรที่​เป็น​ผู้​ใช้​แรงงานกลุ่ม​ใหญ่ ของประ​เทศ ​เพราะที่ผ่านมา​ไม่​ได้รับ​การคุ้มครองภาย​ใต้น​โยบายค่าจ้างขั้นต่ำของ รัฐบาลอยู่​แล้ว พร้อม​ทั้งควรสนับสนุนทางด้าน​การ​เงิน​เพื่อ​ให้​เกิด​การขยาย​และพัฒนา​ เพิ่มประสิทธิภาพ​การผลิต​ให้สูงขึ้น​เพื่อ​ผู้บริ​โภคจะ​ได้สามารถหาซื้อ สินค้า​ได้​ในราคาที่​ไม่​แพงจน​เกิน​ไปนัก

"สรุป ​เราทุกคนควรต้องยอมรับ​การ​เปลี่ยน​แปลง​และต้องปรับตัว​ให้ทันต่อ​การ​ เปลี่ยน​แปลงที่​โลกยุคปัจจุบันมี​การ​เปลี่ยน​แปลงอย่างรวด​เร็ว​และ​ไม่ หยุดยั้ง มิฉะนั้นภาวะ​โดยรวมจะอยู่​ไม่​ได้ ​เพราะถ้าหาก​เราควบคุมราคาน้ำมันของ​โลก​ไม่​ได้ ​ก็มี​ความจำ​เป็นต้องมี​การปรับตัว​ให้สอดคล้องกับ​ความ​เป็นจริง" นายอดิ​เรก กล่าว

(อิน​โฟ​เควสท์, 26-7-2554)

อดีตคนงานเคเอฟซี วอนสถานทูตสหรัฐฯ เตือนนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายไทย

กรณี บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารและผู้ให้สิทธิแฟรนไชส์ร้านอาหารบริการด่วน เคเอฟซี และ พิซซ่าฮัท ในประเทศไทย เลิกจ้างพนักงาน 3 คน หลังพนักงานเคเอฟซี-พิซซ่าฮัทในกรุงเทพและปริมณฑล จำนวน 200 คน ร่วมกันลงชื่อเพื่อยื่นข้อเรียกร้องปรับปรุงสภาพการจ้าง เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 54

ล่าสุด (26 ก.ค.54) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย พร้อมด้วยอดีตพนักงาน เดินทางยื่นหนังสือต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกา โดยเรียกร้องต่อสถานทูตฯ ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย โดยให้ผู้บริหารบริษัท ยัมเรสเทอรองส์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นคนสัญชาติอเมริกา ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน และหยุดละเมิดสิทธิแรงงาน เพื่อให้เกิดมาตรฐานแรงงาน และความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับพนักงาน

ด้านนางอภันตรี เจริญศักดิ์ หนึ่งในสามพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง กล่าวว่า ยังอยากกลับเข้าทำงานและอยากให้มีการเจรจาไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่ผ่านมา พวกตนได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ (ครส.) กระทรวงแรงงาน เพื่อให้แก้ไขข้อพิพาทระหว่างพวกตนกับบริษัท ยัมฯ ซึ่ง ครส.ได้เรียกพวกตนเพื่อสอบถามความเป็นมาในวันที่ 28 ก.ค.ที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ นางอภันตรีระบุว่า ปัจจุบัน ยังมีการเลือกปฏิบัติต่อสมาชิกสหภาพฯ ระดับแกนนำ ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้จัดการร้าน 5-6 ราย อาทิ ไม่อนุญาตให้เข้าประชุมประจำไตรมาสตามปกติ ติดกล้องวงจรปิดจำนวนมากในสาขาที่พนักงานนั้นๆ ทำงาน เป็นต้น

------------------------------------------------------------
แถลงการณ์
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
หยุดละเมิดสิทธิแรงงาน หยุดคุกคามสหภาพแรงงาน

สืบเนื่องจาก บริษัท ยัมเรสเทอรองส์อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการ ผู้บริหารและผู้ให้สิทธิแฟรนไชส์ร้านอาหารบริการด่วน KFC และ PIZZA HUT ในประเทศไทย ได้ประกาศเลิกจ้างผู้แทนพนักงานจำนวน 3 คน ประกอบด้วย นายกฤษ สรวงอารนันท์ นางสาวศิวพร สมจิตร และนางอภันตรี เจริญศักดิ์ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 ในขณะที่พนักงานบริษัทฯ ในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และปทุมธานี จำนวน 260 คน จากพนักงาน 900 กว่าคน ได้ร่วมกันลงชื่อยื่นข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อบริษัท ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 13 พร้อมแต่งตั้งผู้แทนเจรจา 7 คน และนายจ้างมีพฤติกรรมที่ขัดขวางการจัดตั้งสหภาพแรงงานของพนักงาน ด้วยการข่มขู่คุกคาม

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เห็นว่าการเลิกจ้างพนักงาน KFC ทั้ง 3 คน และการขัดขวางการจัดตั้งสหภาพแรงงาน เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิแรงงานอย่างชัดเจน เนื่องจากอยู่ระหว่างการยื่นข้อเรียกร้องและอยู่ระหว่างการจัดตั้งสหภาพแรง งาน และนายจ้างกระทำการละเมิดกฎหมาย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 64

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เห็นว่า บริษัท ยัมเรสเทอรองส์อินเตอร์เนชั่นแนล มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ในด้านการให้บริการอาหารบริการด่วน KCF และ PIZZA HUT ที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือต่อผู้บริโภคในระดับสากลได้ เพราะเกิดจากกำลังแรงงาน การทำงานอย่างทุ่มเทของพนักงานเป็นส่วนสำคัญ ดังนั้นต้องปฏิบัติต่อพนักงานด้วยมาตรฐานแรงงานสากลด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะสิทธิแรงงานภายใต้อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ขอเรียกร้องต่อสถานทูตอเมริกา ให้ความช่วยเหลือแรงงานไทย โดยให้ผู้บริหารบริษัท ยัมเรสเทอรองส์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นคนสัญชาติอเมริกา ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงาน และหยุดละเมิดสิทธิแรงงาน เพื่อให้เกิดมาตรฐานแรงงาน และความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับพนักงาน

ท้ายนี้ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ขอสนับสนุนการต่อสู้ของพนักงาน KFC ในการเรียกร้องสิทธิในนามของ สหภาพแรงงานอาหารและบริการ ประเทศไทยอย่างถึงที่สุด

ด้วยความสมานฉันท์
คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
26 กรกฎาคม 2554
สถานทูตอเมริกา

(ประชาไท, 26-7-2554)

กระทรวงแรงงานสั่งทุกกรมทำแผนรับนโยบายเพื่อไทย

นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้วิเคราะห์นโยบายพรรคเพื่อไทยพบว่ามีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงแรงงาน 10 ด้าน และให้หน่วยงานในสังกัดทุกกรมเสนอแผนงานรองรับนโยบายดังกล่าวแล้ว

นพ.สมเกียรติ กล่าวว่าในส่วนของนโยบายด้านการสร้างตำแหน่งงานและเพิ่มการจ้างงานนั้น เบื้องต้นสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้เสนอแผนสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยปล่อยกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ แต่รายละเอียดต่างๆยังต้องมีการหารือกันอีกครั้ง ขณะเดียวกันกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะเร่งจัดทำมาตรฐานค่าจ้างตามฝีมือให้ได้มาก ขึ้นจากปัจจุบันที่มีอยู่ 22 สาขาแล้ว รวมทั้งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้สูงขึ้นสำหรับทั้งการส่งออกไปขยายตลาดแรง งานในต่างประเทศ และรองรับการเปิดเสรีอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ยังต้องปรับปรุงระเบียบ เกี่ยวกับการจัดการแรงงานต่างด้าว เช่น นโยบายการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อให้แรงงานต่างด้าวเดินทางมาทำงานในโรงงาน ตามแนวชายแดนสะดวกขึ้น

ขณะที่นโยบายด้านการจัดระบบสวัสดิการ สังคมนั้น สปส.จะเร่งเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลให้มากขึ้น ปรับปรุงระบบงานให้ผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาได้ทุกโรงพยาบาล รวมทั้งแก้ไขกฎหมายรับประกันการว่างงานและจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยงให้ ลูกจ้าง กรณีถูกเลิกจ้าง

เรื่องรองรับค่าแรง 300 บาท ต้องรอดูมาตรการของพรรคเพื่อไทยให้ชัด แต่หลักการก็คือต้องลดภาระผู้ประกอบการ และเมื่อเขาจ่ายสูงขึ้นก็ต้องการฝีมือแรงงานที่สูงขึ้นด้วย ซึ่งมาตรการลดภาระนายจ้างทำได้หลายวิธี เช่น การตั้งกองทุนให้ผู้ประกอบการกู้ยืม การลดภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นต้นนพ.สมเกียรติ กล่าว

(โพสต์ทูเดย์, 27-7-2554)

สหภาพแรงงานย่านรังสิต หนุนค่าแรง 300 พร้อมฝาก รบ.ใหม่ คุมราคาสินค้า

นายเสน่ห์ ชุ่มหฤทัย ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิต และพื้นที่ใกล้เคียง ประกอบด้วย สหภาพแรงงาน และองค์กรชุมชน ที่เป็นสมาชิก 32 องค์กร พร้อมด้วยประชาชนผู้ใช้แรงงานกว่า 20 คน เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผ่านทางนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรค

โดยเนื้อหาในเอกสารระบุว่า ขอให้พรรคเพื่อไทย สนับสนุนนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน รวมทั้งรัฐบาลต้องควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ให้ขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผลอันควร

ทั้งนี้ กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิต คาดหวังว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการ ตามนโยบายที่ได้ให้สัญญาไว้กับประชาชนก่อนการเลือกตั้ง และขอเป็นกำลังใจให้พรรคเพื่อไทย สามารถดำเนินนโยบายให้สำเร็จลุล่วงไปได้

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 28-7-2554)

ศาลสหรัฐจ่อดำเนินคดีฟาร์มลวงแรงงานไทย

28 ก.ค. 54 - อเล็กซ์ และ ไมค์ ซู 2 พี่น้องเจ้าของฟาร์มในรัฐฮาวายของสหรัฐฯ ที่หลอกลวงแรงงานไทย 44 คน ไปบังคับใช้แรงงานเยี่ยงทาส ถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาค้ามนุษย์และมีกำหนดต้องถูกนำตัวขึ้นศาลในสัปดาห์นี้ โดยหากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง อาจต้องรับโทษจำคุกนานถึง 20 ปี โดยไม่มีทัณฑ์บน โดยในรายงานข่าวระบุว่า อเล็ค และ ไมค์ ซู 2 พี่น้องเจ้าของ Aloun Farms ซึ่งเป็นฟาร์มปลูกผักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดบนเกาะโออาฮู ในมลรัฐฮาวายของสหรัฐฯ มีกำหนดต้องขึ้นศาลในสัปดาห์นี้ หลังหลอกลวงแรงงานจากภาคเหนือของประเทศไทย จำนวน 44 คน ไปทำงานเยี่ยงทาส โดยแทบไม่ได้รับค่าจ้างในฟาร์มของตนอย่างผิดกฎหมาย ทั้งยังกักขังหน่วงเหนี่ยวแรงงานชาวไทย ให้อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ที่สกปรกเป็นเวลานานหลายปี ข้อมูลจากอัยการมลรัฐฮาวาย ระบุว่า ทั้ง 2 พี่น้อง ได้สมคบกับนายหน้าค้าแรงงานชาวไทยหลอกลวงแรงงานกลุ่มนี้มาจากภาคเหนือของ ประเทศไทย อ้างว่าจะจ้างงานด้วยสัญญา 3 ปี และให้ทำงานในฟาร์ม 6 วันต่อสัปดาห์ เพื่อแลกกับค่าตอบแทนชั่วโมงละ 9.60 ดอลลาร์สหรัฐฯหรือ ราว 285 บาท

อย่างไรก็ดี แรงงานไทยกลุ่มนี้กลับต้องเสียค่านายหน้าไม่ต่ำกว่าคนละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 594,700 บาท ก่อนจึงจะได้งาน ทั้งนี้ คาดว่าการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์ด้านแรงงานคดีนี้ อาจสิ้นสุดลง ในวันที่ 5 ก.ย. ปีนี้ ซึ่งตรงกับวันแรงงานแห่งชาติของสหรัฐพอดี

(ไอเอ็นเอ็น, 28-7-2554)

สปสช.ระบุผู้ประกันตนยังคงใช้สิทธิรักษาฟรีได้

นพ.พีระ อารีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ย้ำผู้สมัครผู้ประกันตนตามมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคมยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองรักษาฟรีเหมือนเดิมทุกประการ ซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดหลักเกณฑ์และประโยชน์ทดแทนที่ออกมา หลังเกิดความสับสนว่าแรงงานนอกระบบที่สมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จะใช้สิทธิรักษาพยาบาลของประกันสังคมหรือสิทธิบัตรทองรักษาฟรี
      
นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครพนม กล่าวต่อไปว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จึงได้ชี้แจงเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและชัดเจนว่า ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 นั้น  ใช้สิทธิการรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองรักษาฟรี อยู่เช่นเดิม  ซึ่งเป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่ง สมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. 2554  ซึ่งผู้สมัครเป็นผู้ประกันตนตาม พ.ร.ฎ.นี้จะไม่ได้สิทธิรักษาพยาบาลตามกฎหมายประกันสังคมแต่อย่างใด สิทธิที่จะได้รับครอบคลุมเงินทดแทนการขาดรายได้เมื่อรักษาในสถานพยาบาล ประเภทผู้ป่วยใน เงินช่วยเหลือกรณีทุพพลภาพ กรณีเสียชีวิต ซึ่งไม่เกี่ยวกับสิทธิการรักษาพยาบาลในระบบประกันสังคม ดังนั้น ผู้สมัครที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา  40  ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533  ซึ่งขณะนี้  มีผู้สมัครแล้ว 2.2 แสนคนนั้น  ยังเป็นผู้มีสิทธิการรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเหมือนเดิม ทุกประการ.

(เดลินิวส์, 28-7-2554)

สภาองค์กรลูกจ้างฯ หนุนนโยบายเพื่อไทยปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท วอนสภาหอการค้าอย่าค้าน

เมื่อเวลา 14.00 น. กลุ่มตัวแทนสภาองค์การลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย นำโดยนายบรรจง บุญรัตน์ ประธาน และนายอินชวน ขันคำ เลขาธิการ พร้อมด้วยกลุ่มผู้ใช้แรงงานกว่า 30 คน ได้เดินทางมาหารือกับนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย เพื่อสนับสนุนนโยบายพรรคในเรื่องเพิ่มค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศ 300 บาท ทั้งนี้ ยังสนับสนุนนโยบายในด้านอื่นๆที่พรรคเพื่อไทยได้นำเสนอช่วงหาเสียง เพราะเชื่อว่าสามารถทำได้จริง

อย่างไรก็ตาม กลุ่มสภาองค์กรลูกจ้างฯ ยังเรียกร้องให้กลุ่มสภาอุตสาหกรรมหรือสภาหอการค้า อย่าออกมาคัดค้านการปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท โดยอ้างเหตุผลในเรื่องของต้นทุนที่จะมีการปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากค่าจ้างขั้นต่ำที่กำหนดไว้เดิมก่อนหน้า ไม่เพียงพอต่อการครองชีพในปัจจุบัน ดังนั้น ทางกลุ่มผู้ใช้แรงงานจึงรวมตัวมาสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย และพร้อมชี้แจงตัวเลขอัตราจ้างงานที่เหมาะสม ร่วมกับผู้ประกอบการต่างๆ หากมีการเรียกหารือ

ขณะที่ นายจารุพงศ์ กล่าวยืนยันว่า  พรรคเพื่อไทยจะนำประเด็นปัญหามาพิจารณา เพื่อให้ได้ผลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และปฏิบัติได้จริง

(โพสต์ทูเดย์, 28-7-2554)

เจ็ทสตาร์ ปัดใช้แรงงานทาสลูกเรือชาวไทย

ตามแถลงการณ์ โดยสายการบินเจ็ทสตาร์ ระบุ ความเหนื่อยล้าเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจใส่อย่างถึงที่สุด และขอปฏิเสธเรื่องการบีบบังคับให้บรรดาลูกเรือทำงานในภาวะที่เหนื่อยล้า ตามที่อดีตพนักงานและพนักงานปัจจุบัน รวมถึงนักบินของสายการบิน ได้กล่าวกับทีวีออสเตรเลีย ว่า พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแบกภาระที่หนักเกินไป

ด้าน นายบรูซ บิวคานัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจ็ทสตาร์ กรุ๊ป กล่าวว่า จำนวนมากของการเรียกร้องถูกสร้างขึ้นโดยเท็จ และทางเจ็ทสตาร์ ได้ปฏิเสธต่อข้อเรียกร้องเหล่านั้น ส่วนเรื่องเงินเดือนของพนักงานเจ็ทสตาร์ในประเทศไทย มีจำนวนอย่างน้อย 20,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 775,000 บาท) ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นรายได้ในลำดับต้นๆ ของประเทศ

(ไอเอ็นเอ็น, 28-7-2554)

ทีดีอาร์ไอชี้เงินเดือน ป.ตรี1.5 หมื่นบาท ทำเด็กอาชีวะเห่อเรียนปริญญา-ทำบัณฑิตตกงานพุ่ง

รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ.วิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงนโยบายการปรับเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีรุ่นใหม่เป็น 1.5 หมื่นต่อเดือนของรัฐบาลชุดใหม่ ว่า จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของแผนการพัฒนากำลังคนของประเทศ จะทำให้มีเด็กที่เรียนจบปริญญาตรีตกงานมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันตลาดแรงงานในส่วนของภาคเอกชนมีความต้องการใช้แรงงานที่มี วุฒิปริญญาตรีแค่ 5% ขณะที่จำนวนบัณฑิตที่ตกงานเฉลี่ยอยู่ 1 แสนคนต่อปี ซึ่งในจำนวนนี้ 70% เป็นบัณฑิตสายสังคมศาสตร์ เชื่อว่านโยบายนี้จะทำให้โครงการสร้างกำลังคนของประเทศมีความบิดเบือนมาก ยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมาปัญหาค่านิยมเรียนต่อ ปริญญาตรีของเด็กไทยมีมากอยู่แล้ว เมื่อนโยบายเรื่องนี้ออกมา จะยิ่งเป็นแรงจูงใจให้เด็กม.ปลายและอาชีวะหันไปเรียนต่อปริญญาตรีมากยิ่ง ขึ้นเพราะมองเห็นถึงรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยในไทยที่มีประมาณ 160 แห่งต่างเปิดสอนคณะและสาขาวิชาซ้ำซ้อนกัน นโยบายนี้จะยิ่งไปซ้ำเติมปัญหาบัณฑิตปริญญาตรีตกงานมากยิ่งขึ้น  บัณฑิตที่ตกงานโดยเฉพาะสายวิทยาศาสตร์นั้นหน่วยงานราชการควรดึงบัณฑิตกลุ่ม นี้ไปเป็นครู อาจารย์สอนในระดับปวช.และปวส.หรือสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษในโรงเรียน ทั้งนี้ นโยบายนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเตรียมการรองรับรศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว

รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า หากจะปรับเงินเดือนแรกเข้าของหน่วยงานราชการเป็น 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน  จะมีผลกระทบทำให้ต้องปรับโครงสร้างบัญชีเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เนื่องจากปรับแค่เงินเดือนแรกเข้า จะไม่ยุติธรรมกับข้าราชการเดิม ขณะที่ในส่วนของภาคเอกชนจะต้องมีการคัดเลือกคนเข้าทำงานที่เข้มข้นขึ้นเพราะ รับคนได้น้อยลง เนื่องจากต้นทุนค่าแรงสูงขึ้น ทำให้โอกาสที่บัณฑิตปริญญาตรีจะตกงานมีเพิ่มขึ้นซึ่งหมายถึงตลาดแรงงานระดับ ปริญญาตรีจะแคบลง อย่างไรก็ตาม ระยะยาวจะส่งผลเสียทำให้รัฐสูญเปล่าด้านงบประมาณในการผลิตบัณฑิต แต่ก็จะมีผลดีต่อตลาดแรงงานระดับกลางที่มีความต้องการรับผู้จบวุฒิปวช.และ ปวส. เพราะจะทำให้มีตัวเลือกมากขึ้นโดยผู้ที่จบปริญญาตรีที่ตกงานจะยอมลดวุฒิมา ใช้วุฒิปวช.และปวส.สมัครงาน
 
ศ.พิเศษ ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ผู้ร่างนโยบายด้านการศึกษาของพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า การที่พรรคมีนโยบายเงินเดือนแรกเข้า ป.ตรี 1.5หมื่นบาท เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาผู้ที่เข้าสู่ระบบราชการเงินเดือนน้อย ไม่เพียงพอต่อการครองชีพ กว่าจะได้เงินเดือนที่สูงก็อายุมากแล้ว อย่างไรก็ตามนโยบายนี้จะดำเนินการในกลุ่มของข้าราชการที่บรรจุใหม่ จะไม่ครอบคลุมไปถึงข้าราชการระดับสูง เพราะได้รับเงินเดือนสูงอยู่แล้ว จะทำให้ช่องว่างเงินเดือนข้าราชการแรกเข้ากับสุดท้ายแคบลง

ทั้งนี้ นโยบายด้านการศึกษาของเพื่อไทยมีแผนที่จะปรับการผลิตอัตรากำลังคนให้สอด คล้องกับความต้องการของประเทศ โดยจะมีการเชิญสถานประกอบการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) และสถาบันอุดมศึกษา มาหารือร่วมกันในเรื่องนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีเด็กที่จบ ม.3 เรียนต่อม.ปลาย และอาชีวะ อยู่ในสัดส่วนร้อยละ 60 ต่อ 40 ซึ่งจะต้องขยับสัดส่วนเด็กเรียนอาชีวะให้สูงขึ้น

โดยเฉพาะในส่วนของสายช่างสาขาต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีเด็กเรียนน้อย ส่วนใหญ่จะเรียนอาชีวะสายสามัญ เช่น บริหารธุรกิจ ขณะที่สถานประกอบการต้องการแรงงานอาชีวะสายช่างมากกว่า รวมถึงปรับสัดส่วนการผลิตบัณฑิตระหว่างสายสังคมศาสตร์ กับสายวิทยาศาสตร์ จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 70 ต่อ 30 มาเป็น ร้อยละ 60 ต่อ 40

ปัจจุบันเด็กอาชีวะมีค่านิยมเรียน ต่อปริญญาตรีอยู่แล้ว โดยเด็กจบปวช.เข้าสู่ตลาดแรงงานแค่ 50% ที่เหลือไปเรียนต่อปริญญาตรี เชื่อว่านโยบายนี้ จะไม่ไปซ้ำเติมปัญหาปริญญาตรีล้นตลาด เพราะต่อไปอาชีวะจะมีการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา และจะเปิดสอนถึงระดับปริญญาตรี ทำให้เด็กอาชีวะเรียนต่อถึงปริญญาตรีได้ และได้รับค่าจ้างสูงขึ้นและมีความก้าวหน้าในการทำงาน อย่างไรก็ตาม พรรคจะหารือกับผู้ประกอบการเพื่อให้ปรับเงินเดือนผู้ที่จบ ปวช.และ ปวส.สูงขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทีมเศรษฐกิจของพรรคกำลังหารือกัน เพื่อจูงใจให้เด็กเรียนสายอาชีวะและเข้าสู่ตลาดแรงงานมากขึ้นศ.พิเศษดร.ภา วิช กล่าว

(แนวหน้า, 28-7-2554)

พนง.รถไฟพื้นที่เสี่ยงภัยผวา ร้องขอจนท.คุ้มครอง

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. นางนวลอนงค์ วงษ์จันทร์ หัวหน้ากองประชาสัมพันธ์ การรถไฟแห่งประเทศไทย แจ้งว่า ตามที่คนงานของการรถไฟฯได้เข้าซ่อมทางและได้รับอันตรายจากการเหยียบกับ ระเบิดจนได้รับบาดเจ็บภายหลัง จากที่เข้าซ่อมบำรุงทางรถไฟในจุดที่เกิดเหตุจากคนร้ายลอบวางระเบิดทางรถไฟ ช่วงสถานีมะรือโบกับสถานีตันหยงมัส จนได้รับความเสียหายเมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2554 ทำให้ผู้บังคับบัญชา และพนักงานรถไฟที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่บ้าน เมืองเพื่อดำเนินการคุ้มครองความปลอดภัย อาทิ การจัดกำลังทหารรักษาความปลอดภัยให้กับพนักงานรถไฟในการขนอุปกรณ์ในการซ่อม บำรุงทางเข้าพื้นที่, การใช้รถเกรดพื้นที่บริเวณสองข้างทางรถไฟ ณ จุดเกิดเหตุให้โล่งเตียน, จัดรถเก็บกู้วัตถุระเบิดทำการตรวจตราอย่างต่อเนื่องตลอดการซ่อมบำรุงจนกว่า จะแล้วเสร็จเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่พนักงานรถไฟในการ ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการซ่อมบำรุงทางรถไฟที่เสียหายน่าจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้

สำหรับสถานการณ์ด้านการเดินขบวนรถไฟ ใน วันนี้ (28 ก.ค.) ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 37/38 และขบวนรถเร็วที่ 171/172 (กรุงเทพ-สุไหงโกลก-กรุงเทพ) สามารถเดินรถได้ถึงสถานียะลาเท่านั้น ส่วนขบวนรถท้องถิ่น ให้เดินขบวนรถรับส่งเพื่อบริการประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใน บางขบวนจากช่วงหาดใหญ่ถึงสถานีใกล้กับจุดเกิดเหตุ ทั้งนี้ สามารถติดตามสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับกำหนดเวลาการเดินรถได้ที่ศูนย์บริการ ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1690 ได้ตลอด 27 ชั่วโมง.

(ไทยรัฐ, 28-7-2554)

ดักคอราชการ อย่าฉวยช่วงสุญญากาศการเมือง ยกร่าง กม.สถาบันความปลอดภัย

(29 ก.ค.54) นางสมบุญ สีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ระบุว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา กลุ่มผู้ใช้แรงงาน อาทิ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยฯ คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง กลุ่มผู้ใช้แรงงานรังสิตและใกล้เคียง ประมาณ 30 คน เข้ายื่นหนังสือคัดค้านการพิจารณายกร่างกฎหมายการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความ ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

หนังสือดังกล่าว ระบุข้อเรียกร้องให้กระทรวงแรงงาน ชะลอการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากในการร่างกฎหมาย มีข้อโต้แย้งที่สำคัญในเรื่องความเป็นอิสระของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ตลอดจนวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และที่มาของคณะกรรมการสถาบันฯ ควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายฉบับดังกล่าว รวมถึงให้ทบทวนโครงสร้างของคณะอนุกรรมการยกร่าง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

"...เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ข้า ราชการประจำ ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนส่วน ใหญ่ของประเทศ จะอาศัยช่องว่างสุญญากาศแห่งอำนาจ รวบรัดดำเนินการยกร่างกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ข้ออ้างเรื่องระยะเวลาที่จำกัด ก็ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากยังมีระยะเวลาอีกหนึ่งปีก่อนการประกาศใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว" หนังสือดังกล่าวระบุ รวมถึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานดำเนินการชะลอการยกร่างกฎหมายฉบับ ดังกล่าวไว้ จนกว่าจะมีการหารือร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป

ด้านนายนคร ศิลปอาชา รองปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นผู้รับหนังสือแทนปลัดกระทรวง กล่าวว่า จะพิจารณาสัดส่วนโครงสร้างของคณะกรรมการเสียใหม่ รวมถึงจะชะลอการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ก่อนจนกว่ารัฐมนตรีใหม่จะมา ด้วย

 

 

////////

ที่พิเศษ ๔ / ๒๕๕๔

๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔

เรื่อง ขอคัดค้านการพิจารณายกร่างกฎหมายการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
เรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน)
สำเนาถึง ๑) ปลัดกระทรวงแรงงาน
                ๒) อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ตามที่ สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย สมัชชาคนจน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ร่วมกับ กลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง กลุ่มผู้ใช้แรงงานรังสิตและใกล้เคียง กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง สภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์แห่งประเทศไทย สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เครือแรงงานนอกระบบ เครือข่ายปฏิบัติการแรงงานข้ามชาติ และเครือข่ายผู้นำแรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรม นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน รวมทั้งเครือข่ายภาคประชาชน ได้ยื่นหนังสือต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และต่อมา ฯพณฯ ได้กรุณาเชิญตัวแทนเข้าพบเพื่อหารือ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ในประเด็นเรื่อง การพิจารณายกร่างกฎหมายการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน โดยคณะอนุกรรมการยกร่างฯชุดที่กระทรวงแรงงานแต่งตั้ง สาระสำคัญของการหารือสรุปได้ว่า

๑. ให้กระทรวงแรงงาน ชะลอการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวออกไปก่อน เนื่องจากในการร่างกฎหมาย มีข้อโต้แย้งที่สำคัญในเรื่องความเป็นอิสระของสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ตลอดจนวัตถุประสงค์ อำนาจหน้าที่ และที่มาของคณะกรรมการสถาบันฯ ควรเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงจากกฎหมายฉบับดังกล่าว

๒. ให้มีการทบทวนโครงสร้างของคณะอนุกรรมการยกร่าง เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

๓. ฯพณฯ รมต.กระทรวงแรงงานเห็นว่า ควรได้มีการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะมีกระบวนการในการยกร่างกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนโครงสร้างคณะอนุกรรมการฯ ตามคำสั่งคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่ ๓๙/๒๕๕๔ เรื่อง การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างกฏหมายจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ โดย นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ รองปลัดกระทรวงแรงงาน หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านประกันความมั่นคงในการทำงาน ประธานกรรมการความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ลงวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

ซึ่งต่อมา ได้มีการจัดประชุมคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายฯในวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยกะทันหัน การดำเนินการดังกล่าว เป็นการดำเนินการที่ภาคประชาชนไม่เคยรับรู้มาก่อน และไม่เป็นไปตามความเห็นร่วมของที่ประชุมหารือในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔

กฎหมายการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความ ปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริม ปกป้อง คุ้มครองสวัสดิภาพ ความปลอดภัย ของผู้ใช้แรงงาน ทั้งในระบบและนอกระบบกว่ายี่สิบล้านคน กฎหมายดังกล่าว เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านสวัสดิการของรัฐบาล ที่กำลังจะถูกจัดตั้งขึ้นในเร็ววันนี้ สมควรอย่างยิ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งกำลังจะเริ่มเข้ามาบริหารจัดการ จักต้องรับรู้และมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายดังกล่าวตั้งแต่เริ่มต้น จึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่ข้าราชการประจำ ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนส่วน ใหญ่ของประเทศ จะอาศัยช่องว่างสุญญากาศแห่งอำนาจ รวบรัดดำเนินการยกร่างกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ข้ออ้างเรื่องระยะเวลาที่จำกัด ก็ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจากยังมีระยะเวลาอีกหนึ่งปีก่อนการประกาศใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ภาคประชาชนที่ประกอบด้วยสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศ ไทย สมัชชาคนจน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน ร่วมกับ กลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยาและใกล้เคียง กลุ่มผู้ใช้แรงงานรังสิตและใกล้เคียง กลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรีและใกล้เคียง สภาองค์การลูกจ้างแรงงานสัมพันธ์แห่งประเทศไทย สภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย เครือแรงงานนอกระบบ เครือข่ายปฏิบัติการแรงงานข้ามชาติ และเครือข่ายผู้นำแรงงานในพื้นที่อุตสาหกรรม นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน รวมทั้งเครือข่ายภาคประชาชน

จึงขอคัดค้านการยกร่างกฎหมายจัดตั้ง สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่กำลังดำเนินการโดยกระทรวงแรงงานในปัจจุบัน และขอให้ ฯพณฯ ดำเนินการชะลอการยกร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวไว้ จนกว่าจะมีการหารือร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

(ประชาไท, 29-7-2554)

สาวิทย์นำทีมสหภาพรถไฟฯเตรียมยื่นอุทธรณ์ หลังศาลสั่งเลิกจ้าง

จากกรณีศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษา อนุญาตให้การรถไฟแห่งประเทศไทยเลิกจ้างนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย และกรรมการสหภาพฯรวม 7 คนและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยรวมเป็นเงิน 15 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี เนื่องจากทั้ง 7 คนได้รณรงค์เรื่องความปลอดภัยของพนักงานขับรถและช่างเครื่อง จนเป็นเหตุให้พนักงานการรถไฟฯหยุดปฏิบัติหน้าที่นำรถไฟออกไปให้บริการ ประชาชนโดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถือเป็นการยุยงชักชวนให้พนักงานขับรถ ช่างเครื่องและพนักงานอื่นของการรถไฟฯหยุดการปฏิบัติหน้าที่ เป็นการจงใจทำให้ผู้เป็นนายจ้างได้รับความเสียหายและเป็นการละทิ้งการ ปฏิบัติหน้าที่นั้น
                 
วันนี้ (29 ก.ค.) นายสาวิทย์ กล่าวว่า  แม้ศาลแรงงานชั้นต้นมีคำพิพากษาดังกล่าวออกมา  แต่ตนและกรรมการสหภาพฯอีก 6 คน  ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานชั้นฎีกาได้ภายใน 15 วัน ดังนั้น จะให้ทนายความยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแรงงานชั้นฎีกาในสัปดาห์หน้า      ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ที่การรถไฟฯนั้นตามหลักกฎหมายแล้ว  หากคดียังไม่สิ้นสุด  ตนกับกรรมการสหภาพฯอีก 6 คนก็ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไปจนกว่าคดีนี้จะสิ้นสุด ซึ่งตามปกติกระบวนการและขั้นตอนการพิจารณาของศาลแรงงานชั้นฎีกาจะอยู่ที่ ประมาณ 1-2 ปีคดีจึงจะสิ้นสุด  อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับหนังสือคำสั่งใดๆหรือหนังสือเลิกจ้างจากการรถไฟฯ   ส่วนการทำงานในตำแหน่งประธานสหภาพฯก็ยังคงเป็นไปตามเดิมเพราะเป็นคนละเรื่อง กัน 
                 
ผมเคารพในคำตัดสินของศาลแรงงาน  อย่างไรก็ตาม    เรื่องความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานและการเดินรถไฟนั้น ขอยืนยันว่าคณะกรรมการสหภาพฯทำเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศ  และอยากให้การรถไฟฯดูแลเรื่องนี้ให้มากขึ้นเพราะมีผลกระทบต่อการทำงานของ พนักงานการรถไฟฯและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนเช่นกรณีรถไฟขบวนที่ 84 จ.ประจวบคีรีขันธ์ประสบอุบัติเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต คนนั้นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษทางอาญาพนักงานขับรถโทษฐานกระทำการโดยประมาททำ ให้ผู้โดยสารเสียชีวิตโดยสั่งจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา  
                 
นอกจากนี้  ยังมีญาติผู้โดยสารที่เสียชีวิตไปฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพฯใต้ซึ่งศาลมีคำสั่ง ให้พนักงานขับรถชดใช้เป็นค่าทำขวัญเป็นเวลา 10 ปีเดือนละ 5 พันบาทและให้การรถไฟฯจ่ายค่าเสียหาย 1 ล้านบาท   จึงอยากให้สังคมและสื่อมวลชนช่วยตรวจสอบในเรื่องนี้ นายสาวิทย์ กล่าว

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 29-7-2554)

รฟท.ยันเลิกจ้าง 7 สหภาพไม่จ่ายค่าชดเชย

29 ก.ค. 54 - รายงานข่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า กรณีที่ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้การรถไฟฯ เลิกจ้างนายภิญโญ เรือนเพชร นายบรรจง บุญเนตร์ นายสาวิทย์ แก้วหวาน นายธารา แสวงธรรม นายเหลี่ยม โมกงาน นายสุพิเชฐ สุวรรณชาตรี และนายอรุณ ดีรักชาติ เป็นจำเลยที่ 1-7 โดยจำเลยที่ 3 เป็นประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย และกรรมการกิจการสัมพันธ์การรถไฟแห่งประเทศไทย ส่วนจำเลยที่ 1-2 และ 4-7 เป็นกรรมการนั้น ในเรื่องดังกล่าวฝ่ายบริหารการรถไฟฯ จะดำเนินการไปตามคำสั่งศาล เนื่องจากทางการถไฟฯ ได้ยื่นฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เลิกจ้างจำเลยดังกล่าวไปแล้วรอเพียงคำสั่ง ศาลออกมาเท่านั้น และจำเลยทั้งหมดจะไม่ได้ค่าตอบแทน ค่าชดเชยใดๆ จากการรถไฟฯ

(ข่าวสด, 29-7-2554)

กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ 3 ทางเลือกขึ้นค่าแรง 300 บาท

(30 ก.ค.) นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงการเสนอรัฐบาลชุดใหม่ตั้งคณะศึกษาปรับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท โดยนำมาประกอบในแผนการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมถึงความเป็นไปได้ของอุตสาหกรรมสาขา ต่างๆ ซึ่งต้องเดินหน้าพร้อมกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน รายงานข่าวระบุว่า เมื่อพิจารณาฐานข้อมูลอุตสาหกรรมพบว่า นโยบายนี้กระทบธุรกิจ SME ไม่มากนัก แต่ที่น่าเป็นห่วงคืออุตสาหกรรมขนาดกลางที่ใช้แรงงานเป็นหลัก เพราะต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้ ต่างจากกิจการขนาดใหญ่ที่มีกำไรมาก ขณะที่กิจการขนาดเล็กส่วนใหญ่ก็ใช้แรงงานน้อย

กระทรวง จึงจัดทำผลกระทบและข้อเสนอวิธีขึ้นค่าแรงใน 3 แนวทาง ได้แก่ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งขัดแย้งกับการสนับสนุนให้ตั้งโรงงานในภูมิภาคซึ่งเดินหน้ามานานนับสิบปี เพื่อกระจายรายได้ ทางเลือกที่ 2 ให้ขึ้นค่าแรง 300 บาทเฉพาะจังหวัดที่มีศักยภาพ ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลบ่าสู่จังหวัดที่ปรับขึ้นค่าแรง และทางเลือกที่ 3 ให้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานฝีมือรายโรงงาน เช่น ต้องได้ผลผลิต 100 ชิ้นต่อวันจึงจะสามารถรับค่าแรงตามอัตราใหม่ เพื่อพัฒนาแรงงานพร้อมๆ กับรายได้ที่เพิ่มขึ้น

ขณะ ที่สัปดาห์หน้า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมสรุปโครงการเร่งด่วน พร้อมกับพิจารณาโครงการและแผนที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับแนวทางรัฐบาลใหม่ เช่น แผนการส่งเสริมนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ, การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายทั้งระบบ, โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์, โครงการลงทุนเหล็กขั้นต้นคุณภาพสูง, การบริหารจัดการพื้นที่เหมืองแร่ในเชิงรุก และการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ ส่วนแผนและยุทธศาสตร์การลงทุนในระยะ 5 ปีข้างหน้า ยังมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะ ญี่ปุ่น ยุโรป และคาดว่าเม็ดเงินลงทุนปีนี้อยู่ที่ 400,000-500,000 ล้านบาท

(TPBS, 30-7-2554)

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สังสรรค์กับ "พฤกษ์ เถาถวิล" และ "ประสาท ศรีเกิด" คำถามถึงผู้ถามถึงนักปฏิรูป ...ก่อนจะปฏิรูปกันต่อไป

Posted: 30 Jul 2011 01:14 AM PDT

บทความของพฤกษ์ เถาถวิล : คำถามถึงนักปฏิรูป...ก่อนจะปฏิรูปกันต่อไป และบทความ วิสาสะกับพฤกษ์ เถาถวิล: คำถามถึงนักปฏิรูป….ก่อนปฏิรูปกันต่อไป ของประสาท ศรีเกิด ล้วนเป็นทัศนะที่ให้มุมมองที่กว้างขึ้นมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสะท้อนตัวตนของแต่ละคน....

ผู้เขียนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ในฐานะผู้จัดการประชุม ครั้งที่กล่าวขานถึงกัน....

มีสองความเห็นที่อยากกล่าวถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เขียนสำเหนียกมาตลอดว่า....ในฐานะของคนที่อยู่กับมวลชน และทุกย่างก้าวของการเคลื่อนไหวซึ่งมีมวลชน....กันรับรู้สภาพความพร้อมของมวลชน....การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความคาดหวัง...การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความสมหวังและผิดหวัง....ของการเคลื่อนไหวมวลชนในหลายครั้ง....และทุกครั้งผู้เขียนเองก็ยังอยู่กับมวลชน....ซึ่งเรียกว่า “ความรับผิดชอบต่อมวลชน” ตรงนี้จึงน่าจะเป็นความต่างของผู้ทำงานทางสังคมที่มีมวลชน กับผู้ที่ไม่มีมวลชน

ประการที่หนึ่ง ความตั้งใจแรกสุดในการจัดการประชุม ก็เป็นไปเพื่อให้การศึกษา เติมเต็มข้อมูลจากทุกด้านของชุดความรู้ ชุดความเห็นต่าง ๆ แก่มวลชน ที่เป็นผู้นำชาวบ้าน และงานดังกล่าวได้รับความอนุเคราะห์จากวิทยากรหลายท่าน โดยแต่ละท่านก็ต่างมีชุดความรู้ ชุดความคิดที่ต่างกัน ตรงนี้เป็นประโยชน์อย่างมากแก่มวลชน และที่สำคัญกลุ่มผู้ร่วมประชุม ได้แสดงความก้าวหน้า ที่ได้ก้าวข้ามความรู้ที่คุ้นชินจากชุดความรู้ที่สัมผัสมาตลอด แต่ได้เปิดใจกว้าง รับเอาความรู้ ที่เป็นชุดความคิดที่แตกต่าง

การประชุมจัดอยู่ที่ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้านปากมูน พื้นที่ซึ่งมีการต่อสู้ที่ยาวนาน และผ่านเหตุการณ์เจ็บปวดมาแล้วมากมาย มีเหตุการณ์มีชาวบ้านจดจำไม่ลืม เมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทย เป็นรัฐบาล คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกหมาดๆ ยังไม่มี ครม.ด้วยซ้ำ คุณทักษิณ หิ้วข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง มากินกับชาวบ้านปากมูนที่ข้างทำเนียบ  ต่อจากนั้นไม่กี่เดือนคุณทักษิณ ก็เดินทางมาปล่อยปลาที่ท้ายเขื่อนปากมูลร่วมกับชาวบ้าน พร้อมกับมอบหมายให้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านปากมูน แต่เมื่อมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีศึกษาแล้วเสร็จและเสนอให้รัฐบาลเปิดประตูเขื่อนปากมูลตลอดทั้งปี รัฐบาลทักษิณ กลับฉีกงานวิจัยที่ตนเองเป็นผู้จ้างทิ้ง ซึ่งทำให้ชาวบ้านต้องไปชุมนุมที่ข้างทำเนียบอีกครั้ง ซึ่งรัฐบาลทักษิณ ก็ต้อนรับด้วยการสั่งให้นายสมัคร สุนทรเวช ผู้ว่าราชการกรุงเทพนำกำลังเทศกิจ พร้อมกับรถขนขยะมาขนชาวบ้านกลับ....ชาวบ้านปากมูนยังไม่ลืมครับ....

แต่นั่นก็เป็นเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง จากหลายครั้งและหลายรัฐบาลที่กระทำกับชาวบ้านปากมูน ซึ่งชาวบ้านก็สรุปแบบชาวบ้านง่ายๆ ว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล ตราบใดที่ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ก็จะต้องชุมนุมกันต่อไปครับ โดยการชุมนุมแต่ละครั้ง (แต่ก่อน) ก็จะถูกปรามาสว่า พวกม๊อบรับจ้าง....พวกได้แล้วไม่รู้จัดพอ....และทุกครั้งที่มีคำถามลักษณะนี้พวกเราก็อธิบายกันตลอด จนทุกวันนี้สังคมเริ่มเข้าใจว่าพวกชาวบ้านเดือดร้อนจริงจึงได้มาชุมนุม ...การชุมนุมแต่ละครั้งมักจะดำรงอยู่ภายใต้หลักสามประการ คือ ๑)มีเหตุผล ๒)ได้ประโยชน์ ๓)รู้ประมาณ ครับ แนวทางการชุมนุมยึดหลักสันติวิธีอย่างเคร่งครัด และแสวงหาแนวร่วม+พันธมิตร ตลอดเวลาครับ

กลุ่มคนที่มาประชุมกันก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันครับ คือ ถูกรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาหลายรัฐบาลหลอก แต่พวกเราก็ไม่ท้อ และพยามช่วงชิงชัยชนะมาให้ได้ ....เพียงแต่ยังไม่สำเร็จเท่านั้น....แล้วเราจะอธิบายความมุ่งมั่นในการผลักดันการแก้ไขปัญหาของชาวบ้านที่ผ่านมาในช่วงหลายสิบปีนี้ว่าเป็น “พวกปฏิกิริยาล้าหลัง” อย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่คุณูปการที่พวกเขาเพียรทำมาเลย....กระนั้นหรือ

ประการที่สอง การประชุมครั้งที่ผ่านมา นับว่าเป็นความสำเร็จร่วมกันของทุกฝ่าย (เฉพาะผู้เขียน) ที่เป็นเวทีที่มีไม่กี่ครั้งที่ผู้ที่มีชุดความคิดที่ต่างกัน ได้แสดงความคิดของตนเองอย่างเต็มที่ และมีชาวบ้านร่วมแลกเปลี่ยน ซึ่งผู้เขียนมองว่า หากมีรูปแบบการพูดคุยลักษณะเช่นนี้ในหลายพื้นที่ ความคิดที่หลากหลายก็จะถูกนำไปพัฒนาต่อ ซึ่งหากจะให้ดีไม่ว่าจะเป็น สีแดง หรือสีเหลือง หรือแม้กระทั่งกลุ่มอื่นใดก็ตาม หากมีวงพูดคุยกันจะเชิญพวกเราไปร่วมด้วยก็จะยิ่งดี ผู้เขียนคิดว่าการถามกันไปมาเกิดประโยชน์น้อยกว่าการกระทำมากนัก

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังคำถามต่าง ๆ นี้ยังจำเป็นต้องถกกันต่อไปอีกด้วยซ้ำว่า เมื่อไหร่ เราจะเป็นพวกเดียวกัน ภายใต้ความหลากหลาย ทั้งทางความคิดและวิธีการ ผู้เขียนเคยได้ยินว่า เหรียญนั้นมีสองด้าน หากจะทำให้สองด้านนั้นเป็นแบบเดียวกัน ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ แต่สำหรับผู้เขียนมองว่า ทั้งสองด้านต่างมีความเป็นลักษณะเฉพาะของตัวมันเอง หากให้เลือกผู้เขียนขอเลือกเป็นตรงกลางระหว่างด้านดีกว่า ก็คือเป็นสันกลางของเหรียญแล้วจัดความสัมพันธ์กับทั้งสองด้าน เพราะเราอยู่ในเหรียญเดียวกัน คือประเทศไทย

สุดท้าย ผู้เขียนขอออกตัวนิดหน่อยว่า ไม่ใคร่ยึดทฤษฎี อะไรมากมาย ตลอดเวลาการทำงานมักกระทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย คือ ความเดือดร้อนของชาวบ้านได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรม ยิ่งหากเป็นการแก้ไขปัญหาที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน หรือที่เรียกว่า ชนะร่วมกันทุกฝ่าย น่าจะมีความสุขมากกว่ามีผู้ชนะ และมีผู้แพ้....

การต่อสู้เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ชัยชนะร่วมกันจึงเป็นเป้าหมายของการทำงานของผู้เขียน

จึงไม่ตอบคำถามใด....ของใครเลย....และไม่ถามคำถามใด....ต่อผู้ใด....ทำเลยดีกว่า....และขอบคุณสำหรับข้อกังวลจากกัลยาณมิตร

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สำรวจวงจรกา​รค้ามนุษย์ เมื่อเด็กเวี​ยดนามถูกใช้​ให้ปลูกกัญ​ชา

Posted: 30 Jul 2011 12:41 AM PDT

รายการ People & Power ของ Aljazeera นำเสนอเรื่องราวของ เด็กเวียดนามที่ถูกบังคับให้ทำงานในโลกมืดเกี่ยวกับการค้ากัญชา เหม่ย-หลิง แมคนามารา โปรดิวเซอร์ของรายการในตอน "เด็กผู้ค้ากัญชา" ได้เขียนบทความเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ในประเด็นของการค้ามนุษย์ ความยากจน และการกดขี่แรงงานเด็กให้ทำงานผิดกฏหมาย

 

ทางรายการของ Aljazeera ได้ทำการสำรวจตลาดการค้ามนุษย์เด็กที่ถูกบังคับให้ทำงานค้ากัญชา พวกเขาเป็นเชลยของหนี้สินและความยากจน และมักจะถูกทางการจับเป็นอาชญากรแทนที่พวกเขาจะมองพวกเขาเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

รัฐบาลของเวียดนามในตอนนี้ได้ประกาศเรื่องการผลักดันการส่งออกแรงงานไปนอกประเทศ ขณะเดียวกันชาวอังกฤษก็มีความต้องการเสพย์กัญชาปลูกเองเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการกดขี่เด็กชาวเวียดนามเพื่อการค้าหากำไรอย่างผิดกฏหมายในอุตสาหกรรมยาเสพย์ติด ซึ่งถือเป็นค่านิยมที่น่ารังเกียจและไม่มีทีท่าว่าจะหมดสิ้นไป

เป็นเวลาเกือบสิบปีแล้วที่ตำรวจในอังกฤษต้องพยายามต่อสู้จัดการกับอาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการค้ากัญชาอย่างผิดกฏหมายในประเทศซึ่งดูจะเฟื่องฟูขึ้นมา การเติบโตเช่นนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามาจากการเพาะปลูกกัญชาตามบ้านเพิ่มขึ้นอย่างมาก มักจะซุกซ่อนอยู่ตามแถบชานเมืองและที่ดินรกร้างภายในประเทศอังกฤษ ยิ่งทางการพยายามปราบปรามแหล่งผลิตเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ ก็กลับจะยิ่งผุดขึ้นมามากขึ้น มีอยู่จำนวนมากที่มีส่วนผูกโยงกับเครือข่ายมาเฟีย การทุจริต และความรุนแรง

ย้อนกลับไปในปี 2004 ตำรวจอังกฤษได้พบสิ่งหนึ่งจากการค้าผิดกฏหมายชนิดนี้ คือการอาศัยเด็กและวัยรุ่นชาวเวียดนามที่ถูกส่งตัวมาผ่านการค้ามนุษย์ข้ามประเทศและถูกใช้ให้เป็นแรงงานทาสในฟาร์ม ที่ไม่ธรรมดาคือ มีแก๊งค์มาเฟียชาวเวียดนามที่เป้นเจ้าของการค้ากัญชาอย่างผิดกฏหมายในอังกฤษ และมักจะมีการใช้แรงงานเด็กอย่างกดขี่ เนื่องจากครอบครัวของเด็กพวกนี้มีหนี้สินติดค้างกับเจ้าหนี้ในประเทศของตน พวกเด็กๆ จึงถูกใช้งานในกระบวนการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการเสพย์ของชาวอังกฤษ

ไร่กัญชาสามารถทำกำไรได้มหาศาล แต่ก็มีบ้างที่ต้องใช้เงินถลุงไปกับค่าที่ดินหรือในสภาพที่เด็กๆ ทำงานหนัก มีการตั้งสถานที่อุตสาหกรรมหรือสถานที่พักอาศัยส่วนบุคคลเพื่อการปลูกต้นกัญชาไว้ในเรือน ซึ่งมีอยู่นับพันแห่ง

เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง มีบางคนอายุเพียง 13 ปี อีกหลายคนอายุยังไม่เกิน 16 ถูกใช้ให้เป็น 'ชาวสวน' อยู่ภายในอาคาร 24 ชั่วโมงต่อวัน คอยดูแลและรดน้ำอยู่เบื้องหลังกระจกมืดทืบ ไม่มีช่องระบายอากาศ กิน นอน และทำงานอยู่ภายใต้ตะเกียงให้ความร้อน ต้องเจอกับสารเคมีเป็นพิษทุกวัน พวกเราต้องเสี่ยงกับการถูกไฟฟ้าช็อตและถูกเพลิงไหม้อยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ยังต้องเผชิญกับความรุนแรง ถูกข่มขู่ กรรโชก จากพวกแก๊งค์มาเฟีย ที่ต้องการรีดไถ่ทุกอย่างจากเด็กๆ จนกว่าจะชดใช้หนี้สินได้หมด โดยไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่

แต่เมื่อตำรวจตรวจพบและบุกทลายสถานที่ปลูกกัญชา ที่มีเพิ่มมากขึ้นจนข่าวการบุกทลายกลายเป็นเรื่องสามัญ ชะตากรรมโหดร้ายของเด็กพวกนี้ก็ยังไม่จบลงง่ายๆ หลายๆ ครั้งที่เด็กเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดในธุรกิจค้ายา แทนที่จะถูกปฏิบัติในฐานะเหยื่อของการค้ามนุษย์

นอกจากนี้ เด็กหลายคนยังได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ เกิดบาดแผลทั้งทางร่างการและทางอารมณ์จากสิ่งที่พวกเขาได้ประสบมา บางครั้งพวกเขาก็หวาดกลัวที่จะเล่าเรื่องให้ตำรวจฟัง เพราะพวกเขากลัวว่าถ้าพวกเขาพูดออกไป ครอบครัวของพวกเขาในเวียดนามจะถูกลงโทษเพราะไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ให้กับแก๊งค์มาเฟียได้

วงจรอุบาทว์

ในตอนนี้เด็กชาวเวียดนามกลายเป็นเด็กกลุ่มใหญ่ที่สุดที่ถูกค้ามนุษย์เข้ามาในอังกฤษ เพื่อที่จะถูกใช้งานหนักโดยเฉพาะในการเพาะกัญชา องค์กรป้องกันการใช้แรงงานเด็ก (CEOP) ของอังกฤษระบุว่า มีเด็กกว่า 300 คนต่อปีถูกขายเข้ามาในอังกฤษ และราวหนึ่งในสี่ถูกใช้ให้ทำงานในไร่กัญชา

ถ้าหากพวกเขาถูกทางการจับกุมตัว พวกเขาก็จะตกอยู่ภายใต้ความกดดันมากทำให้พวกเขาต้องออกจากสถานเลี้ยงดู เพราะผู้ค้ามนุษย์มักจะข่มขู่พวกเขา หลังจากที่ได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวจากที่คุกแล้ว ราว 2 ใน 3 ของเด็กชาวเวียดนามจะหายตัวไปจากสถานดูแลไม่นานหลังจากนั้น

จากการรายงานของเจ้าหน้าที่สถานดูแลพบว่ามีเด็กบางคนที่ถูกซื้อตัวมาอีกครั้งเพื่อให้กลับไปทำงานในไร่กัญชาต่อ ขณะที่คนอื่นๆ กลับไปหาผู้ค้ามนุษย์เพื่อจ่ายหนี้และหลีกเลี่ยงการส่งตัวกลับประเทศ การข่มขู่จะใช้กำลังกับเด็กหรือกับครอบครัวพวกเขาถูกใช้เป็นเครื่องมือที่มีอำนาจมากในการขืนใจให้เด็กๆ ยอมทำตามคำสั่ง

ชาวเวียดนามจำนวนมากถูกจับ ดำเนินคดี และตัดสินในข้อหาผลิตและมีกัญชาไว้ในครอบครอง แต่มีเด็กเพียง 58 คนเท่านั้นที่ถูกให้ถือว่าค้าตัวมาเมื่อได้พบพวกเขาในสภาพเช่นนี้ มาจนถึงวันนี้ยังไม่มีการดำเนินการจับกุมอาชญากรเวียดนามที่ค้าเด็กพวกนี้เข้ามาในอังกฤษเพื่อให้พวกเขาทำไร่กัญชาเลย

กลุ่มเครือข่ายผู้มีอิทธิพลอาจจงใจใช้เด็กเนื่องจากพวกเด็กมีโอกาสจะถูกขังในเรือนจำหรือถูกกักตัวไว้ในที่ปลอดภัยน้อยกว่าผู้ใหญ่ และสามารถกลับมาใช้งานหนักพวกเขาได้อีกอย่างง่ายดาย

กัญชาทะลักในอังกฤษ

เมื่อสิบปีที่แล้ว กัญชาที่เสพย์ในอังกฤษ มีเพียงร้อยละ 11 ที่ปลูกภายในประเทศ ในตอนนี้อัตราการปลูกภายในประเทศมีสูงขึ้นถึงร้อยละ 90 เจ้าหน้าที่บอกว่าการค้ากัญชานั้นเฟื่องฟูมากจนพวกเขากลัวว่าผลผลิตส่วนเกินจำนวนมหาศาลจะถูกส่งออกไปตามประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป

เมื่อปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่ทางการอังกฤษพบกัญชาจำนวน 1.3 ล้าน ต้น เป็นเงินเฉลี่ย 410 ล้านดอลลาร์ (ราว 12,173 ล้านบาท) บ้านหลังหนึ่งสามารถผลิตกัญชาได้ถึง 500,000 ดอลลาร์ (ราว 14,912,500 บาท)
 หรือมากกว่านั้นต่อปี และในช่วงปี 2010 ตำรวจพบโรงงานกว่า 7,000 แห่งขณะที่มีการบุกทลาย ซึ่งถือว่าเพิ่มจำนวนขึ้นถึงร้อยละ 900 ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่อังกฤษประมาณว่ามีราวร้อยละ 75 ของแก๊งค์อาชญากรที่มีส่วนในการซื้อขายเป็นชาวเชื้อสายเวียดนาม แม้พวกเชื้อสายอังกฤษและยุโรปตะวันออกจะเริ่มเข้ามาเล่นด้วย อย่างไรก็ตามมีการสำรวจพบว่า 'ชาวสวน' ที่คนพวกนี้ใช้ยังเป้นชาวเวียดนามอยู่ดี โดยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือไม่ก็ยึดครองไปอยู่อีกแก๊งค์

เหยื่อที่ถูกค้ามนุษย์พบได้ในทั่วทุกภูมิภาคของเครือจักรภพอังกฤษรวมถึงเวลส์ ส่วนใหญ่จะพบในยอร์กไชร์ตะวันตก มิดแลนดืตะวันตก และเกรตเตอร์ลอนดอน ตอนนี้มีพบในสก็อตแลนด์ รวมถึงมีรายงานว่าพบแหล่งผลิตกัญชาในไอร์แลนด์เหนือ

แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจสอบไร่กัญชาในประเทศเพิ่มมากขึ้น แต่กลุ่มเครือข่ายของแก๊งค์ก็สามารถหาทางย้ายฐานการผลิต ทำให้สามารถหลบหนีตำรวจได้ ดังนั้นจำนวนเด็กที่ถูกค้ามนุษย์และถูกใช้งานในไร่กัญชาก็จะยังคงอยู่ในระดับสูงเหมือนเดิม

การขู่เข็น สรรหาแรงงานเด็ก และบ่วงหนี้สิน

เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่จนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเวียดนามต้องพึ่งพารายได้จำนวนมากถึงราว 2 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 59 ล้านล้านบาท) จากการส่งเงินกลับประเทศโดยแรงงานที่ไปทำงานนอกประเทศ เมื่อปีที่ผ่านมามีผู้อพยพราว 100,000 รายถูกส่งออกให้ไปทำงานนอกประเทศ

ในภาวะเช่นนี้เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการกดขี่ ทั้งจากตัวแทนจ้างงานอย่างผิดกฏหมายและจากผู้ค้ามนุษย์ที่ปลอมตัวเป็นตัวแทนจ้างงานสำหรับนายจ้างต่างประเทศ เป็นเรื่องปกติที่บริษัทจัดหางานนอกประเทศซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเครือของรัฐ จะชาร์จค่าธรรมเนียมโดยอ้างกฏหมาย บางครั้งก็ขอมากถึง 20,000 ดอลลาร์ (ราว 590,000 บาท) เป็นมัดจำในการให้โอกาสทำงานนอกประเทศ

การจะหาเงินมาจ่ายคืนให้ได้จำนวนเท่าเดิมเป็นเรื่องยากมากเป็นพิเศษ และคนงานเวียดนามนอกประเทศรวมถึงผู้อพยพด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจต่างก็มีโอกาสสูงในการติดหนี้สินและถูกบังคับใช้แรงงาน พอพวกเขาไปถึงประเทศเป้าหมายแล้ว แรงงานจำนวนมากก็ถูกใช้ให้ทำงานอันตรายหรืออยู่ในสภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยได้รับค่าจ้างเพียงน้อยนิดหรือไม่ได้รับเลย พวกเขาไม่สามารถหาหนทางที่น่าเชื่อถือใดๆ เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฏหมาย เมื่อตัวงานเองนั้นผิดกฏหมาย ทำให้หลายกรณีที่คนเวียดนามเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทางการจะเป็นคนสุดท้ายที่แรงงานอย่างพวกเขาจะขอความช่วยเหลือ

คนเหล่านี้มักจะติดหนี้สินอยู่ด้วย จากการที่กลุ่มค้ามนุษย์และเครือข่ายอาชญากรรมเป็นผู้ที่กำหนดจำนวนหนี้ที่คนงานจะต้องจ่าย โดยให้พวกเขาจ่ายชดเชยด้วยการทำงานอย่างไม่มีค่าจ้างแทน หนี้ของคนเหล่านี้มาจากการเดินทางโดยสาร, การเตรียมการ, ค่าอาหารและค่าธรรมเนียมมายังต่างประเทศ ซึ่งรวมแล้วมักจะเป็นเงินมหาศาล ซึ่งจะต้องทำงานหลายปีกว่าจะชดใช้หมดได้ ภาระหนี้สินของคนเหล่านี้อยู่ระหว่าง 25,000 ดอลลาร์ ถึง 60,000 ดอลลาร์ (744,000 บาท ถึง 1,787,000 บาท) โดยประมาณ

ในเวียดนาม ผู้ค้ามนุษย์มักจะทำตัวเป็น 'คนกลาง' ในตลาดค้าแรงงานส่งออก มักจะหาเป้าหมายเป็นเด็กที่ถูกทิ้งหรือครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างยากจน พวกเขาให้สัญญาหลอกว่าจะทำให้เด็กๆ มีชีวิตที่ดีกว่าในอังกฤษ ด้วยการให้โอกาสในการศึกษาหรือทำงาน เพื่อให้เด็กๆ พวกนี้ช่วยเหลือตัวเองและทางบ้านของพวกเขาได้ โดยเด็กๆ หรือครอบครัวพวกเขาจะต้องแบกภาระหนี้สินไว้เพราะไม่สามารถออกค่าเดินทางเองได้ และเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบโดยประเทศเป้าหมาย

เหยื่อบางรายถูกส่งไปรัสเซียด้วยบัตรประชาชนปลอมและจากนั้นจึงถูกส่งไปสาธารณรัฐเชค เยอรมนี และฝรั่งเศส มายังอังกฤษโดยวิธีการลักลอบผ่านทางท่าเรือ เมื่อพวกเขามาถึงแล้วก็ถูกกดขี่โดยเหล่าแก๊งค์อันธพาลที่พาพวกเขาตรงไปยังไร่กัญชา พวกแก๊งค์รู้จักครอบครัวของเด็กที่ประเทศเดิมและคอยให้พวกเขาชดใช้หนี้

เครือข่ายอาชญากรรมมีการจัดการเป็นกระบวนการ มีความยืดหยุ่น และทำให้เกิดเม็ดเงินจำนวนมากจากการเก้บเกี่ยวและการขายส่งกัญชา

ตัวแทนพวกนี้มักจะให้กรอกเอกสารการเดินทางแต่ก็ริบเอาเอกสารไปจากเด็กหลังจากที่ถูกใช้แล้ว นำมันไปใช้ต่อกับเด็กรายอื่น ตัวแทนค้ามนุษย์มักจะริบหรือไม่ก็บอกให้เด็กทำลายเอกสารก่อนเข้าไปยังอังกฤษ เมื่อไม่มีเอกสารแล้ว ก็ยากที่จะระบุตัวตนจริงของพวกเด็กๆ รวมถึงอายุและแหล่งกำเนิดของพวกเขาด้วย ทำให้กระบวนการเชื่องช้าและช่วยคุ้มครองพวกผู้ค้ามนุษย์ให้ยังคงอยู่และทำการค้าในตลาดมืดต่อไป

ที่มา
Children of the cannabis trade, Aljazeera, 27-07-2011
http://english.aljazeera.net/programmes/peopleandpower/2011/07/201172795838377646.html

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น