โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ยังพิจารณาอยู่ อัยการเลื่อน 'ทนายจูน' ฟังคำสั่งครั้งที่ 8 คดีซ่อนเร้นพยานหลักฐาน ยูน...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

การไกล่เกลี่ย ฮุน เซน - สม รังสี โดยกษัตริย์นโรดม สีหมุนียังไม่ประสบผล

Posted: 14 Sep 2013 12:35 PM PDT

กษัตริย์กัมพูชาเชิญฮุน เซน - สม รังสี เข้าหารือหลังเกิดวิกฤตการเมืองหลังเลือกตั้ง 28 ก.ค. พร้อมเชิญทั้งสองฝ่ายมาประชุมสภา 23 ก.ย. นี้ แต่หารือได้ 20 นาทีฮุน เซน ก็เดินออกมาและไม่ยอมตอบคำถามสื่อ ขณะที่สม รังสี ยืนยันจะชุมนุมใหญ่วันอาทิตย์นี้ เพื่อประท้วงการเลือกตั้งที่ไม่ชอบมาพากล

ภาพจากสำนักข่าวแห่งกัมพูชา (AKP) เป็นภาพการหารือระหว่างฮุน เซน และสม รังสี โดยมีกษัตริย์นโรดม สีหมุนี พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ที่พระราชวังเขมรินทร์ เมื่อ 14 ก.ย. ในภาพของ AKP กษัตริย์กัมพูชายังมอบจดหมายเชิญ ส.ส. ทั้งสองพรรคเข้าร่วมเปิดการประชุมรัฐสภาในวันที่ 23 ก.ย. นี้ด้วย อย่างไรก็ตามสำนักข่าวต่างประเทศเชื่อว่าการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ล้มเหลว โดยที่การหารือผ่านไปได้ 20 นาที ฮุน เซน ก็ออกจากที่หารือและไม่ยอมตอบคำถามผู้สื่อข่าว ขณะที่สม รังสี ก็ประกาศเดินหน้าจัดการชุมนุมในวันอาทิตย์นี้ (15 ก.ย.)

คลิปจากสถานีโทรทัศน์ TVK ของกัมพูชา เป็นภาพการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฮุน เซน และผู้นำฝ่ายค้าน พรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) สม รังสี ที่พระราชวังเขมรินทร์ โดยมีกษัตริย์นโรดม สีหมุนี พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี เป็นผู้ไกล่เกลี่ย เมื่อ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา

ป้ายพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ที่หน้าสำนักงานสาขาพรรคย่านบึงกัก กรุงพนมเปญ ภาพนี้ถ่ายในเดือนพฤศจิกายนปี 2555 ทั้งนี้ พรรคประชาชนกัมพูชาเป็นพรรครัฐบาลที่ครองอำนาจในกัมพูชามาอย่างยาวนานตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 ขณะที่นายฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาประกาศว่าจะครองอำนาจไปอีก 30 ปี (ที่มา: ประชาไท/แฟ้มภาพ)

 

เมื่อวานนี้ (14 ก.ย.) พระบาทสมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี กษัตริย์กัมพูชาได้เชิญฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ผู้นำพรรคประชาชนกัมพูชา (CCP) และสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) มาหารือที่พระราชวังเขมรินทร์ ทั้งนี้สำนักข่าวแห่งกัมพูชา (AKP) ระบุว่าการพบปะดังกล่าวเป็นการเชิญโดยสมเด็จนโรดม สีหมุนี

นอกจากนี้ AKP รายงานด้วยว่า กษัตริย์ของกัมพูชา ยังมอบจดหมายเชิญ ส.ส. ของทั้งพรรคประชาชนกัมพูชา 68 ราย และ ส.ส.พรรคสงเคราะห์ชาติ 55 ราย เข้าร่วมพิธีเปิดประชุมสภา ซึ่งจะจัดขึ้นที่รัฐสภาในวันที่ 23 ก.ย. นี้ด้วย

ทั้งนี้เป็นการพบกันเป็นครั้งแรกระหว่างฮุน เซน และสม รังสี นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งทั่วไป 28 ก.ค. ซึ่งพรรคฝ่ายค้านประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยเชื่อว่ามีความไม่ชอบมาพากล โดยพรรคฝ่ายค้านได้จัดการชุมนุมหลายครั้งในกรุงพนมเปญ เพื่อเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุทุจริตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาครั้งนี้น่าจะล้มเหลว เนื่องจากผ่านไปไม่ถึง 20 นาที นายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ก็ออกมาจากที่ประชุมและไม่ได้ให้ตอบอะไรกับผู้สื่อข่าว ได้แต่บอกว่า "ไม่มี ไม่มี ไม่มีอะไร" อัลจาซีร่าระบุ

ด้านสม รังสี นั้นภายหลังได้เดินทางกลับไปที่สำนักงานพรรคสงเคราะห์ชาติ และเปิดการแถลงข่าวกับผู้สื่อข่าว และในเฟซบุคเพจของเขา ยังเผยแพร่คลิปที่เป็นการแถลงของเขา และเข็ม สุขขา ผู้นำพรรคฝ่ายค้านอีกคนหนึ่ง เพื่อเชิญชวนผู้สนับสนุนร่วมการประท้วงที่จะจัดในวันอาทิตย์นี้ (15 ก.ย.) ด้วย "เพื่อเป็นการทวงความยุติธรรมให้กับผู้เลือกตั้ง ภายหลังการเลือกตั้งโกง 28 ก.ค." เขาระบุในสเตตัส

โดยจะมีการชุมนุมของฝ่ายค้านระหว่างวันที่ 15 ถึงวันที่ 17 ก.ย. อย่างไรก็ตาม มีรายงานการพบระเบิดหลายลูกใกล้กับรัฐสภา และสวนสาธารณะในกรุงพนมเปญ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 ก.ย.) ซึ่งสร้างความตึงเครียดให้กับสถานการณ์การเมืองในพนมเปญเป็นอย่างยิ่ง รวมไปถึงความวิตกว่าจะเกิดความวุ่นวายทางการเมือง

ทั้งนี้สมเด็จนโรดม สีหมุนี พยายามที่จะมีบทบาทเช่นเดียวกับพระบิดา คือสมเด็จนโรดม สีหนุ กษัตริย์พระองค์ก่อนที่มีบทบาทยุติสงครามกลางเมืองกัมพูชาได้ใน พ.ศ. 2534 ตามมาด้วยการเลือกตั้งทั่วไปใน พ.ศ. 2536

สำหรับพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เดิมชื่อพรรคประชาชนปฏิวัติกัมพูชา (KPRP) ครองอำนาจมาตั้งแต่ปี 2524 โดยนายฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปกครองกัมพูชามาอย่างยาวนานกว่า 27 ปี และประกาศว่าจะอยู่ในอำนาจอีก 30 ปี ส่วนพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) เกิดจากการรวมกันของพรรคฝ่ายค้านกัมพูชา 2 พรรคคือพรรคสม รังสี และพรรคสิทธิมนุษยชนตั้งแต่กลางปี 2555 และจะร่วมกันแข่งขันในการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนกรกฎาคมนี้

ทั้งนี้เมื่อ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา กษัตริย์นโรดม สีหมุนีของกัมพูชาได้พระราชทานอภัยโทษให้กับ สม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านพรรคสงเคราะห์ชาติ (CNRP) ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ต่างประเทศมาร่วม 4 ปี โดยผู้ขอพระราชทานอภัยโทษคือฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และต่อมาสม รังสีได้เดินทางกลับพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ในวันที่ 19 ก.ค. และหลังจากกลับมาแล้ว เขาได้เข้ามาช่วยลูกพรรคหาเสียง แม้ว่า กกต.กัมพูชา จะระบุว่าเขาขาดคุณสมบัติที่จะสมัครเป็นผู้แทนก็ตาม

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อิสมาอีล ฮายีแวจิ: หลังจากนี้ผมคงไม่กล้านอนบ้านอีกหลายคืน..

Posted: 14 Sep 2013 07:29 AM PDT

วันนี้ (ศุกร์ที่ 13.09.2013 เวลา 13:30 น. ณ บ้านพัก ซ.เชิงสะพาน ถ.โรงเหล้า สาย ก. ต.สะบารัง อ.เมือง จ.ปัตตานี) เกิดเหตุไม่คาดคิดกับตัวผมเอง ทำให้ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อชาวบ้านและประชาชนที่เจอะเจอกับเหตุการณ์เสมือนกับที่ผมเจอในวันนี้

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางศาสนกิจ (ละหมาดวันศุกร์) หรือกลับจากการทำหน้าที่อ่อมน้อมถ่อมตน แสดงความเคารพภักดีต่อผู้สร้าง (โดยเฉพาะผู้ที่ศรัทธาว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และนบีมูฮำหมัดเป็นศาสนฑูตของพระองค์)

ผมบวกกับรถคู่ชีวิต 2 ล้อ มุ่งกลับสู่บ้านพักอย่างไม่รอช้า โดยหวังที่จะไปตระเตรียมคู่มือเอกสารการเรียนและปากกาด้ามหนึ่งเพื่อเข้าห้องเรียนสันติภาพ "หลักสูตรประกาศณียบัตรผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อสันติภาพ รุ่นที่ 1" ณ วิทยาลัยประชาชน (People' College)

เพียงไม่กี่วินาที่ก็ถึงที่หมาย อาจจะด้วยระยะทางระหว่างมัสยิดกับบ้านพักผมอยู่ไม่ไกลมากนัก ทำให้ถึงด้วยเวลาเพียงครู่เดียว

ทันใดนั้นใจผมก็บังคับให้นิ้วมือกดหมายเลขโทรศัพท์หาภรรยาที่เคารพให้ช่วยลงมาเปิดประตูบ้าน แต่โทรไปกี่สายก็ไม่สามารถติดต่อได้ ผมเลยสั่งการให้ใจบังคับนิ้วมือทั้งห้านิ้วเคาะประตูบ้านพร้อมเรียกภรรยาแทนด้วยชื่อที่เราสองคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี สักพักภรรยาผมก็ขานรับพร้อมกับเดินลงมาเปิดประตู

แต่ใช้เวลาเปิดประตูค่อนข้างที่จะช้านิดหนึ่ง เนื่องจากบ้านผมมักใช้กุญแจล็อกหลายชั้นพอสมควร

ช่วงจังหวะที่ทำให้ใจผมเต้นแรงผิดปกติก็มาถึง เมื่อแม่กุญแจอันสุดท้ายถูกไขออกพร้อมกับประตูบ้านถูกแง้มเปิด โดยมีภรรยาผมยืนยิ้มสง่างามอยู่หน้าประตูขาว รถดำสี่ประตู Mitsubishi Triton ป้ายทะเบียน (กค 1204 ปัตตานี) ก็จอดนิ่งหน้ารั้วประตูบ้านเพียงไม่กี่วินาที ภารกิจลับชายฉกรรจ์ 4 นาย สวมเสื้อยืดคอกลมสีดำ 2 นาย สีเปลือกไข่ 1 นาย พร้อมสร้อยพระห้อยคอ กับอีก 1 นาย สวมเสื้อคอปกขาวทับด้วยเสื้อยีน ซึ่งคาดเดาว่าน่าจะเป็นหัวหน้าฝูง เดินลงมาจากรถมุ่งสู่ประตูบ้านผมอย่างเร่งรีบ ผมไม่ทันที่จะปิดประตูก็มีหนึ่งในสี่คนดึงประตูและผลักประตูเหล็กอีกชั้นหนึ่งออก พร้อมก้าวเท้าเข้ามาในบ้านผมโดยที่เราสองคนไม่ทันตั้งตัว ภรรยาผมตกใจวิ่งหลบหลังม่านประตูบ้าน เวลานั้นเองชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าวก็ก้าวเท้าถอยออกจากบ้าน (เขาอาจจะตกใจที่เห็นคนวิ่งหลบแว็บๆ)

หนึ่งในจำนวนนั้นเอ่ยขึ้นมาว่า

"นั้นใคร ?" โดยอีก 3 คนที่เหลือยืนจับเอวเสมือนกับจับอาวุธปืนที่ซ่อนอยู่ในเสื้อ ด้วยสีหน้าที่เข้มงวด

ผม : ภรรยาผมเองครับ !

ชายฉกรรจ์ : แล้วหลบหนีทำไม ?

ผม : ออ...เขาไม่ทันใส่ผ้าคลุมครับ !

ชายฉกรรจ์ : อยู่ที่นี่หรอ ?

ผม : ครับ !

ชายฉกรรจ์ : แล้ววันนี้ไม่ทำงานหรอ ?

ผม : …..ยืน งง นิ่ง (เงียบ)...

ชายฉกรรจ์ : ทำงานอะไร ?

ผม : นักข่าวครับ !

ด้วยประโยคถามตอบเพียงไม่กี่ประโยคพวกเขาก็เดินกลับขึ้นรถคันเดิม ผมยืนงงนิ่งอยู่สักพักเพื่อทบทวนและตั้งสติว่า "เขาเป็นใคร ? มาทำไม ? จะเอาอะไร ? แล้วเราควรทำอะไรต่อไป ?" เลยตัดสินใจโทรแจ้งเพื่อนนักข่าวถึงสิ่งที่ผมพอเจอเมื่อสักครู่และปิดประตูบ้านอย่างช้าๆ

วางสายจากหูโทรศัพท์ผมก็แง้มดูทางหน้าต่างเพื่อให้มั่นใจว่ารถคันดังกล่าวยังอยู่อีกหรือไม่ มองซ้าย มองขวา ไม่เห็นมีแม้แต่เงา สักพักเพื่อนผมก็มาถึงเลยตัดสินใจเปิดประตูบ้านพร้อมเดินออกไปคุยกับเพื่อนสักครู่หันไปทางขวามือเห็นรถคันดังกล่าวจอดหลบอยู่โดยมีชายฉกรรจ์กลุ่มเดิมหนึ่งในจำนวนนั้นยืนมองผมและเพื่อนด้วยสายตาที่ดุดันข้างหลังรถกระบะคันดังกล่าว พร้อมเดินขึ้นรถและขับออกไป

"อัลฮัมดุลิลลาฮฺ" ...เป็นคำกล่าวคำแรกที่ออกมาในใจผมหลังจากกลุ่มมัจจุราชเหล่านั้นขับรถออกไป

..........

ผมกลับมานั่งคิดแล้วคิดอีก ลองทบทวนดูแล้วดูอีกว่าที่ผ่านมาผมมีใครเป็นศัตรูบ้าง ผมเป็นนักข่าว ผมเขียนข่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างตรงไปตรงมา เพื่อหวังที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เพื่อหวังที่จะช่วยถ่ายทอดข้อเท็จจริงที่ช่องสื่อกระแสหลักไม่สามารถเข้าถึงได้ ผมทำงานอย่างนี้แล้วจะให้คิดว่าใครน่าจะเป็นศัตรูผม ? แต่สังเกตจากลักษณะการแต่งกาย ท่าทาง และการพูดคุยแล้วมันเหมือนกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบน่ะ

..........

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

ขอบคุณผู้สร้าง ที่ปกป้องและมอบความปลอดภัยให้กับผม ภรรยา และลูก

ขอบคุณอัลลอฮฺ ที่มอบลมหายใจให้เราได้หายใจเข้าและหายใจออกเพิ่มอีก 1 วินาที่ / 1 นาที / 1 ชั่วโมง / และอีก 1 วัน ขอบคุณ ขอบคุณ / Jazakallah Khairan / Terima Kasih

........

 

"หลังจากนี้ผมคงไม่กล้านอนบ้านอีกหลายคืน.."

 

อิสมาอีล ฮายีแวจิ

บรรณาธิการ สำนักสื่อ Wartani

[02:27 น. 14.09.2013]

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บ.ก Wartani รุดแจ้งความถูก 4 ชายฉกรรจ์บุกรุกบ้าน

Posted: 14 Sep 2013 07:17 AM PDT

บก. Wartani เปิดใจไม่กล้านอนบ้านหลังเหตุชายฉกรรจ์ 4 คนบุกเข้าสอบถามข้อมูลและซุ่มดู เผยก่อนหน้านี้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารขอจดข้อมูลบัตรปชช. และเข้าไปหาข้อมูลจากในครอบครัว

อสมาอีล ฮายีแวจิ บรรณาธิการ Watani

บก.สื่อภาคใต้ Wartani เข้าแจ้งความหลังถูกชายฉกรรจ์ 4 คนบุกประชิดตัวที่บ้าน หลังทำข่าวชุมนุมเรียกร้องปล่อยตัวครูตาดีกาแล้วถูกเจ้าหน้าที่ทหารขอข้อมูลจากบัตรประชาชน หลังจากนั้นถูกโจมตีทางโซเชียลมีเดียและมีเจ้าหน้าที่ทหารไปถามข้อมูลจากคนในครอบครัว

เวลาประมาณสามทุ่มเศษของคืนวันที่ 13 กย.2556 ที่สถานีตำรวจอำเภอเมือง ปัตตานี นายอิสมาอีล ฮายีแวจิ ได้ไปแจ้งความเรื่องการถูกกลุ่มบุคคลพร้อมอาวุธบุกเข้าบ้าน โดยมีร้อยตรีปิยะวุฒิ บุญสนิท รับเรื่องลงบันทึกประจำวันเอาไว้

โดยนายอิสมาอิล เล่าว่าในช่วงบ่ายของวันที่ 13 กย.เขาได้ออกไปธุระนอกบ้านแล้วแวะกลับบ้านเพื่อไปเอาเอกสาร โดยขี่มอเตอร์ไซค์ไปจอดหน้าบ้านแล้วเรียกภรรยาซึ่งอยู่ในบ้านตามลำพังลงมาเปิดประตูให้โดยที่ไม่ทันได้สังเกตว่ามีกลุ่มคนแอบซุ่มอยู่ใกล้บ้านและตามมาข้างหลัง

ขณะที่ภรรยาเปิดประตูบ้านกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนฉวยโอกาสจังหวะที่นายอิสมาอิลเข้าบ้านแทรกตัวเข้าประตูไปด้วย โดยที่ภรรยานายอิสมาอิลเองก็คิดว่าเป็นเพื่อนของสามี บุคคลทั้งสี่จึงเข้าไปในบ้านได้ และถอยออกจากบ้านในเวลาต่อมา สามในสี่คนใช้มือกุมบั้นเอวที่มีอาการนูนเด่นเป็นรูปอาวุธปืนพกขนาดสั้นเอาไว้

หนึ่งในกลุ่มชายฉกรรจ์ทำหน้าที่พูดคุยกับนายอิสมาอิล โดยคำแรกที่พูดได้ตั้งคำถามถึงภรรยาของนายอิสมาอิลที่รีบเดินหลบไปหลังม่านว่าเหตุใดจึงต้องหลบหนี ซึ่งนายอิสมาอิลตอบว่าภรรยาของเขารีบหลบไปเพื่อจะใส่ผ้าคลุมศรีษะเนื่องจากมีชายแปลกหน้าเข้าบ้านและตามหลักศาสนาสตรีมุสลิมต้องแต่งกายให้มิดชิด "จากนั้นชายฉกรรจ์ถามต่อว่า ทำงานอะไร และพักอยู่ที่นี่หรือ โดยนายอิสมาแอตอบว่าเขาเป็นนักข่าว จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็ออกจากบ้านไปท่ามกลางความตกตะลึงของเจ้าของบ้าน

นายอิสมาอิลตั้งข้อสังเกตว่า กลุ่มบุคคลทั้งหมดแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ในชุดนอกเครื่องแบบ บ้างสวมกางเกงยีนหรือไม่ก็กางเกงธรรมดาใส่เสื้อยืดสีดำ ไม่มีใครมีเอกสารใดๆ ทั้งไม่ประกาศตนหรือเจตนาการเข้าเคหะสถานดังกล่าว ด้วยความตกใจนายอิสมาอิลจึงรีบโทรศัพท์เรียกเพื่อนสนิทให้ไปหา หลังจากนั้นจึงสังเกตเห็นว่า กลุ่มชายฉกรรจ์กลุ่มดังกล่าวยังคงซุ่มอยู่ข้างบ้านแอบสังเกตพฤติกรรมของคนในบ้านระยะหนึ่ง

นายอิสมาอิลได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า เขาได้จดเลขทะเบียนป้ายเอาไว้เป็นรถกระบะมิตซูบิชิ Triton สีดำสี่ประตู กค 1204 ปัตตานี เจ้าหน้าที่ตำรวจรับปากจะตรวจสอบหมายเลขทะเบียนรถดังกล่าวให้

บันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นายอิสมาอิลเปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกวิตกมาก ในจังหวะที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นรู้สึกเป็นห่วงภรรยามาก และภรรยาอยู่ในบ้านตามลำพังไม่มีหนทางที่จะป้องกันตัวเองได้หากเกิดอะไรขึ้น ในขณะที่ในซอยบ้านพักแม้จะอยู่ในเมืองแต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผู้คนไปทำงานจึงเงียบมาก "ตอนนั้นผมนึกในใจว่าคงไม่รอดแน่แล้ว แต่ถ้าพวกเขาจะทำอะไรผมก็คงไม่มีใครรู้" หลังเกิดเหตุได้ขอให้ภรรยาไปนอนบ้านเพื่อน ตัวเขาเองก็ไม่กล้านอนบ้านเช่นกัน "แล้วผมก็ไม่รู้ว่า ถ้าจะไปลงพื้นที่ทำงานคนเดียว ควรจะทำต่อไหม" 

อิสมาอีลและภรรยาในวันรับปริญญาของเขาเมื่อปี 2555 (อิสมาอีล จบการศึกษาจากสำนักวิชาศิลปศาสตร์ สาขาภูมิภาคศึกษา ม.วลัยลักษณ์)

ส่วนสาเหตุที่ทำให้สงสัยว่ากลุ่มบุคคลที่เข้าบ้านตนอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่นั้น นายอิสมาอิลกล่าวว่า เคยมีเจ้าหน้าที่ไปไต่ถามที่บ้านแม่อันเป็นที่อยู่เดิมก่อนที่ตนจะจัดงานแต่งแยกมาเช่าบ้านเป็นเวลาสามเดือน โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ไปพบคนในครอบครัวแต่ไม่บอกว่าต้องการอะไร 

เขาให้ข้อมูลว่าก่อนหน้าที่เจ้าหน้าที่จะมาหาที่บ้านนั้น เขาเคยตามไปทำข่าวการชุมนุมประท้วงเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวครูตาดีกาคนหนึ่งซึ่งถูกเจ้าหน้าที่จับตัวไป โดยการชุมนุมเกิดขึ้นที่หน้าฐานทหารที่วังพญา ยะลา ในขณะที่มีการชุมนุมนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนของผู้นำการชุมนุมสี่คนไปถ่ายเอกสารเก็บรายละเอียด และยังได้ขอบัตรประชาชนของนายอิสมาอิลไปด้วย

"เขาเปิดกระเป๋าตังค์ผมแล้วก็ถ่ายรูปหมด ทั้งบัตรประจำตัวประชาชนผม แล้วก็รายละเอียดอื่นๆของญาติผมที่บังเอิญอยู่ในกระเป๋าด้วย พอผมทักเขาก็รีบคืนให้ แต่คืนให้หลังจากที่เอารายละเอียดไปหมดแล้ว" อิสมาอิลเล่าว่า หลังจากเหตุการณ์หน้าค่ายทหารที่วังพญากลุ่มแกนนำการชุมนุมรวมทั้งตัวเขาเองพบว่า ได้กลายเป็นเป้าหมายของการข่มขู่คุกคามทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีการตั้งกลุ่มขึ้นในเฟสบุคเช่นกลุ่ม South Dark ลงรูปพร้อมกับกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ รูปที่ลงก็เห็นได้ชัดว่ามาจากรูปที่เจ้าหน้าที่ถ่ายพวกตนหน้าค่ายทหารที่วังพญานั่นเอง

"อาเต็ฟ โซะโก หนึ่งในสี่คนที่เป็นคนนำชุมนุมก็เจอหนัก และก่อนหน้านี้ก็มีกลุ่มคนมีอาวุธไปป้วนเปี้ยนแถวบ้านเขา มีคนแปลกหน้าไปเคาะเรียกให้เปิดประตูคืนหนึ่ง เขาโพสต์เรื่องของเขาในเฟสบุ๊กด้วย ตอนนี้ทุกคนระวังตัวเพราะคิดว่าเป็นเป้าหมายของอะไรสักอย่าง"

"ช่วงหลังนี้รถไตรตั้นสีดำสี่ประตูเป็นสัญลักษณ์ของการก่อเหตุ คนในพื้นที่หลายคนได้ยินแล้วก็หวาดกลัว เพราะว่าก่อนหน้านี้ก็มีคนพูดเรื่องไตรตันสีดำสี่ประตูกับเหตุการณ์กราดยิงและอื่นๆ"

"ผมก็ไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่ทำ แต่ก็นึกไม่ออกว่าตัวเองมีเรื่องกับใครยกเว้นเหตุการณ์ที่วังพญาที่ว่า มันอาจจะเป็นเหตุบังเอิญ ไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่มันบังเอิญมากไปหรือเปล่า" อิสมาอิลกล่าวว่า เขาได้หารือกับเพื่อนๆหลายคนที่ทำงานด้วยกันและได้รับคำแนะนำว่า ควรจะรีบพูดคุยเพื่อสะสางทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายกับตัวเอง และส่วนตัวก็เชื่อว่า การสะสางทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่เป็นเรื่องจำเป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดใดๆและการไปแจ้งความก็เพื่อจะให้มีบันทึกไว้เป็นหลักฐาน

ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 362 ประกอบ 356 การกระทำของชายทั้ง 4 เข้าข่ายความผิดฐานบุกรุกโดยผู้กระทำความผิดมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

อนึ่ง สำนักข่าว Wartani เป็นสื่อเว็บไซท์ที่นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดทำโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ เป็นส่วนหนึ่งของสื่อทางเลือกไม่กี่กลุ่มที่เหลืออยู่

 

หมายเหตุ

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบทะเบียนรถ กค 1204 ปัตตานี พบว่าเป็นทะเบียนรถของรถยนต์โตโยต้า สีบรอนซ์ ไม่ใช่มิตซูบิชิ ไตรตัน สีดำ ตามที่นายอิสมาอีลระบุ โดยเจ้าหน้าที่ตรวจสันนิษฐานว่ารถมิตซูบิชิไตรตันใช้ป้ายทะเบียนปลอม

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

AI ชี้โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยให้ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในอินเดีย

Posted: 14 Sep 2013 12:50 AM PDT

เอไอชี้โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยให้ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในอินเดีย  การปฏิรูปขั้นตอนปฏิบัติและโครงสร้างหน่วยงานอย่างกว้างขวางต่างหากที่จะเป็นทางออกเพื่อแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงอย่างแพร่หลายในอินเดีย
 
 
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลออกแถลงการณ์หลังจากศาลกรุงนิวเดลีลงโทษประหารชีวิตชายสี่คนในคดีรุมโทรมที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ชี้โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยให้ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในอินเดีย  การปฏิรูปขั้นตอนปฏิบัติและโครงสร้างหน่วยงานอย่างกว้างขวางต่างหาก เป็นทางออกเพื่อแก้ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงอย่างแพร่หลายในอินเดีย
 
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ศาลตัดสินว่าชายทั้งสี่คนมีความผิดในข้อหารุมโทรม ฆ่าคนตายและข้อหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนหน้านี้เยาวชนอายุ 17 ปีได้ถูกตัดสินลงโทษให้เข้ารับการควบคุมตัวในสถานพินิจเด็กและเยาวชนเป็นเวลาสามปีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมในข้อหาเดียวกัน ส่วนจำเลยอีกคนหนึ่งเสียชีวิตระหว่างอยู่ในห้องขังเมื่อวันที่ 10 มีนาคม
                
ธารา ราว แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินเดียกล่าวว่าการข่มขืนกระทำชำเราและการสังหารหญิงสาวในกรุงเดลีเมื่อปีที่แล้ว เป็นอาชญากรรมที่น่าสะพรึงกลัว และเราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียหาย ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษ แต่การใช้โทษประหารชีวิตไม่ได้เป็นคำตอบ
                
"การส่งชายทั้งสี่คนเข้าสู่แดนประหารเป็นเพียงการแก้แค้นชั่วคราว ความโกรธเกรี้ยวของประชาชนอันเป็นผลมาจากคดีนี้ เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถึงอย่างนั้นทางการต้องหลีกเลี่ยงการใช้โทษประหารเพื่อเป็นการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าโทษประหาชีวิตมีส่วนช่วยป้องปรามการก่ออาชญากรรมอย่างชัดเจน และการใช้โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยกำจัดความรุนแรงที่กระทำต่อผู้หญิงในอินเดีย"
 
                
คดีข่มขืนกระทำชำเราและความรุนแรงรูปแบบอื่นต่อผู้หญิงยังเกิดขึ้นทั่วประเทศอินเดีย ในเดือนเมษายน รัฐบาลออกกฎหมายใหม่เพื่อเอาผิดกับความรุนแรงต่อผู้หญิงในหลายรูปแบบ ทั้งการสาดน้ำกรด การเฝ้าติดตามตัว และการถ้ำมอง ง อย่างไรก็ดี การข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยายังไม่ถือเป็นความผิดทางอาญาตามกฎหมาย กรณีที่ภรรยามีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงยังได้รับการยกเว้นความผิดจากการใช้ความรุนแรงทางเพศ
                
"การแก้ปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยการปฏิรูปกฎหมาย รวมทั้งความใส่ใจอย่างต่อเนื่องของทางการที่จะประกันให้ระบบยุติธรรมในทุกระดับตอบสนองต่อปัญหาอย่างเป็นผล ตั้งแต่การรับแจ้งความคดีข่มขืนกระทำชำเราและความรุนแรงทางเพศในรูปแบบอื่น" ราวกล่าว    
               
"นอกจากให้ความสนใจต่อคดีนี้ ทางการจะต้องให้ความสนใจต่อคดีความรุนแรงทางเพศอีกหลายพันคดีซึ่งเกิดขึ้นในอินเดียเช่นกัน ทางการต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่าง ๆ รวมทั้งการแต่งตั้งผู้พิพากษามากขึ้นเพื่อประกันให้มีการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมและรวดเร็วในทุกคดี"
                
ที่ผ่านมามักมีการแจ้งความคดีความผิดต่อผู้หญิงน้อยกว่าความเป็นจริง ทางการยังไม่ได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะที่ก้าวหน้าหลายประการของ Justice Verma Committee (คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2555 เพื่อเสนอแนะการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอาญาให้มีการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็วขึ้นและมีการลงโทษผู้ใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงอย่างเป็นผลมากขึ้น นำโดยผู้พิพากษาศาลฎีกา J.S. Verma – ผู้แปล) รวมทั้งการฝึกอบรมและปฏิรูประบบตำรวจ และการเปลี่ยนวิธีการรับแจ้งความและการสืบสวนสอบสวนคดีความรุนแรงทางเพศ
                
"ต้องมีความพยายามที่ประสานกันจากหลายฝ่ายเพื่อแก้ไขทัศนคติที่เลือกปฏิบัติต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิง ซึ่งเป็นสาเหตุที่รากเหง้าของความรุนแรง เพื่อให้มาตรการเหล่านี้เป็นผลมากขึ้นในระยะยาว และทำให้ผู้หญิงอินเดียปลอดภัยมากขึ้น เราต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก" ราวกล่าว
                
แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลต่อต้านโทษประหารทุกกรณีโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาที่มีลักษณะหรือพฤติการณ์อย่างไร ไม่ว่าผู้ที่จะถูกประหารจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือมีความประพฤติอย่างไร หรือไม่ว่าทางการจะใช้วิธีประหารชีวิตแบบใด  
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รัฐแคลิฟอร์เนียผ่านร่างกม. ค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 10 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง

Posted: 13 Sep 2013 11:33 PM PDT

วุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนียอนุมัติร่าง กม. ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งจะทำให้กลายเป็นรัฐที่มีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดในประเทศสหรัฐฯ ขณะที่ในวอชิงตัน กม. ที่บังคับให้ห้างยักษ์อย่างวอลมาร์ทจ่ายค่าจ้างเพิ่มถูกคัดค้านจากนายกเทศมนตรี

13 ก.ย. 2013 - วุฒิสภารัฐแคลิฟอร์เนียอนุมัติให้มีการขึ้นเงินค่าจ้างขั้นต่ำของรัฐเป็นชั่วโมงละ 10 ดอลลาร์ (ราว 320 บาท) ต่อชั่วโมง ภายในปี 2016 ซึ่งถือว่าเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่สูงที่สุดในประเทศสหรัฐฯ

วุฒิสภาแคลิฟอร์เนียผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวด้วยคะแนนเสียง 26 ต่อ 11 ทำให้มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจากอัตราเดิมคือชั่วโมงละ 8 ดอลลาร์ (ราว 250 บาท) หลังจากนั้นก็จะมีการผ่านร่างกฎหมายนี้ไปยังสภารัฐแคลิฟอร์เนียและผู้ว่าการรัฐ เจอร์รี่ บราวน์ ซึ่งสนับสนุนมาตรการนี้เช่นกัน

ขณะที่นายกเทศมนตรีวินเซนต์ เกรย์ ในรัฐวอชิงตันดีซี โหวตคัดค้านร่างกฎหมายมาตรการ "ค่าจ้างเพื่อยังชีพ" (living wage) ซึ่งจะทำให้ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างวอลมาร์ทต้องจ่ายค่าจ้างพนักงานมากขึ้น

เกรย์กล่าวว่า เขาปฏิเสธร่างมาตรการที่สภาเทศบาลอนุมัติ เนื่องจากคิดว่ามันไม่ได้เป็นมาตรการที่แท้จริงในการแก้ปัญหาค่าจ้างเพื่อยังชีพ และเป็นมาตรการที่ให้ประโยชน์แค่เฉพาะแรงงานส่วนน้อยในพื้นที่วอชิงตัน

ก่อนหน้านี้ในปี 2010 วอลมาร์ทได้ประกาศแผนการตั้งสาขาเพิ่มในวอชิงตันดีซีแต่แผนการนี้ก็ถูกพักไว้เมื่อมีกฎหมายว่าด้วยภาระความรับผิดชอบของห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ (Large Retailer Accountablilty Act หรือ LRAA) ซึ่งบังคับให้ห้างค้าปลีกซึ่งมียอดขายรวมของบริษัทอยู่ที่ 1 พันล้านดอลลาร์หรือมากกว่าและมีพื้นที่ร้านค้าในรัฐอย่างน้อยขนาด 75,000 ตารางฟุต ต้องจ่ายค่าจ้างรวมสวัสดิการให้พนักงานไม่ต่ำว่า 12.50 ดอลลาร์ (ราว 400 บาท) ต่อชั่วโมง

เกรย์อ้างว่าหากมีการผ่านร่างกฎหมาย LRAA จะทำให้วอลมาร์ทไม่สามารถตั้งสาขาในเมืองวอชิงตันได้ ซึ่งจะเป็นการลดการจ้างงานลง อย่างไรก็ตามเกรย์บอกว่าเขาจะพยายามทำงานร่วมกับสภาเทศบาลในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้กับคนงานทุกคน

ในปัจจุบันรัฐวอชิงตันมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสูงสุดในสหรัฐฯ อยู่ที่ 9.19 ดอลลาร์ (ราว 290 บาท) เว้นแต่บางเมืองเช่นเมืองซานฟรานซิสโกในรัฐแคลิฟอร์เนียมีอัตราค่าจ้างสูงกว่าเล็กน้อย

ขณะที่รัฐอื่นๆ อย่างคอนเนคติคัท, นิวยอร์ก และโรดไอส์แลนด์ ต่างก็มีการอนุมัติขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำภายในปี 2014 ส่วนอีก 34 รัฐ และเปอร์โดริโกยังคงมีการพิจารณากฎหมายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีร่างกฎหมายอีก 5 ร่างในสภาคองเกรสที่เกี่ยวกับการพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 7.25 ดอลลาร์ (ราว 230 บาท)

ก่อนหน้านี้ในช่วงปลายเดือน ส.ค. พนักงานร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วสหรัฐฯ ได้มีการเดินขบวนและประท้วงด้วยการเดินออกจากที่ทำงานเพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและชั่วโมงการทำงาน แต่ดูเหมือนยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายนายจ้างมากนัก

 


เรียบเรียงจาก

California set for historic minimum wage raise while DC rejects 'living wage bill', RT, 13-09-2013
http://rt.com/usa/california-dc-minimum-wage-798/

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: การศึกษาไทยยังเกรียนอยู่

Posted: 13 Sep 2013 04:07 PM PDT

"เรื่องระบบการศึกษาไทย หลายคนคิดว่ามันล้มเหลวที่เด็กจบมาเเล้วคิดไม่เป็น เเต่จริงๆมันประสบความสำเร็จต่างหากเพราะถ้าคิดดูดีๆ การศึกษาไทยมันก็ไม่ได้กะจะสร้างเด็กที่คิดเป็นตั้งเเต่เเรกเเล้ว ก็เเค่สร้างเด็กว่านอนสอนง่ายอยู่ในกรอบ ยอมหมอบกราบต่อขนบธรรมเนียม ต่อผู้มีอำนาจ ลองดูกิจกรรมต่างๆที่เราทำกันในโรงเรียนสิ ลองดูชุดที่เราใส่ ทรงผมของเรา วิธีคิดต่างๆ ค่านิยม ล้วนถูกกำหนดกรอบอันดีงามมาหมด เด็กไทยไม่ได้เกิดมาคิดไม่เป็นหรอกเเต่ระบบการศึกษาไทยต่างหากที่ทำให้เด็กคิดไม่เป็น"

จากเฟซบุ๊กของ Karn Chusatakarn

 

ในระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่ผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทย โดย World Economic Forum (WEF) ซึ่งระบุว่า ระดับคุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในลำดับที่ 8 ในภูมิภาคอาเซียน โดยรองจากประเทศเวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่า ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหาอย่างมาก และกลายเป็นประเด็นที่รองนายกรัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา ต้องเสนอว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยพิจารณาจากหลักสูตรและคุณภาพผู้สอน และยังเชื่อว่า ถ้ามีการจัดการที่ดีพอ การศึกษาไทยก็ยังสามารถที่จะยกระดับคุณภาพได้

ที่ยกเอาประเด็นนี้มาคงไม่ได้ต้องการที่จะเห็นคัดค้านข้อมูลของ WEF เพียงแต่เห็นว่า ระบบการศึกษาของไทยมีปัญหามาเป็นเวลาช้านาน ด้วยเหตุนี้จึงมีนักเรียนมัธยมกลุ่มหนึ่งได้ตั้งกลุ่มขึ้นมาเพื่อเสนอแนวคิดในการปฏิรูปการศึกษา โดยใช้ชื่อว่า สมาพันธ์นักเรียนไทยเพื่อปฏิวัติระบบการศึกษาไทย สมาพันธ์นี้ได้ออกแถลงการณ์ก่อตั้งอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555 โดยอธิบายว่ามีนักเรียนจาก 13 สถาบันเข้าร่วม และเลขาธิการของสมพันธ์นักเรียนฯในขณะนี้คือ เนติวิทย์ โชติไพศาล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ขณะนี้องค์กรนี้ก็เป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่นักเรียนทั่วไป และเฟซบุ๊กของสมาพันธ์นักเรียนฯมีคนเข้ามากดถูกใจมากกว่า 15,000 คน จึงถือเป็นปรากฏการณ์อันน่าสนใจในวงการศึกษาไทย

แถลงการณ์สมาพันธ์นักเรียนฯได้อธิบายว่า ความล้มเหลวของการศึกษาไทยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็น แต่มาจากการขาดประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร อันเนื่องมาจากการขาดความรับผิดชอบของระบบการศึกษาต่อนักเรียนและผู้ปกครอง การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างความรับผิดชอบของผู้จัดการศึกษา ทั้งภาครัฐ โรงเรียน และครู

ข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมของสมาพันธ์นักเรียนฯ เช่น การลดชั่วโมงเรียน เพื่อให้เด็กได้แบ่งเวลาไปทำกิจกรรมที่ผ่อนคลายหรือกิจกรรมที่เขาสนใจ ไม่เคร่งเครียดกับการเรียนอย่างเดียว มีเวลาทำงานอดิเรกหรือบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม การจัดการเรื่องการแข่งขันในการเรียนให้เป็นไปเพื่อพัฒนาศักยภาพของแต่ละบุคคล มากกว่าจะมาทำร้ายเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การวิพากษ์และตั้งคำถามต่อตำราเรียน และการให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างกฎระเบียบ เป็นต้น

เนติวิทย์ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบการศึกษาของไทยไม่ค่อยเปิดโอกาสให้คิดแย้งได้ ตั้งคำถามได้ ชอบให้คิดไปในแบบเดียวกัน ถ้าใครชอบตั้งคำถาม จะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหา แต่ประเด็นสำคัญที่เนติวิทย์เสนอ คือ การ"ยกเลิกความเป็นไทย" ซึ่งเขาหมายถึง

"ความเป็นไทยที่ถูกสร้างขึ้นมา เป็นความเป็นไทยที่ไม่มีประโยชน์ เป็นความเป็นไทยที่ไม่มีเหตุผล แล้วก็ความเป็นไทยตรงนี้ก็เอาไปผูกโยงกับวัฒนธรรมการห้ามเถียงห้ามถาม อาทิเช่น กรณีทรงผมนักเรียน กรณีเคารพธงชาติ ก็อ้างว่านี่คือความเป็นไทย เราเป็นคนไทย ชาติไทยไม่เหมือนชาติอื่นในโลก อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเขาก็เลยได้รับรู้มาแบบนี้ว่าอ๋อนี่คือความเป็นไทย ทำให้ความเป็นไทยกลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายไปเลย ทำให้ผมเสนอยกเลิกความเป็นไทยตรงนี้"

เนติวิทย์ยังอธิบายด้วยว่า ในส่วนเนื้อหาสาระการเสนอ โดยเฉพาะวิชาสังคมศึกษา หมวดประวัติศาสตร์ เป็นการเรียนการสอนอันคับแคบ เน้นการท่องจำจนเกินไป และยัดเยียดชุดความคิดแบบด้านเดียวที่พวกเขาสร้างประดิษฐ์กรรมขึ้นมา ซึ่งซึมเข้าสู่สังคมจนสังคมคิดวิเคราะห์ไม่เป็น การศึกษาอดีตของไทยจึงเป็นของปลอม ไม่ให้คนมีความลึกซึ้ง คนที่อยากจะเรียนรู้จึงหวังพึ่งตำราเรียนไม่ได้

สรุปแล้วเนติวิทย์ได้เสนอข้อเสนอที่มีความแหลมคมหลายเรื่อง เช่น การยกเลิกเครื่องแบบนักเรียน ยกเลิกการเคารพธงชาติทุกเช้า การคัดค้านการสวดมนต์ และการสอนพุทธศาสนาในโรงเรียน แต่ให้สอนศาสนาสากลแทน เพราะเห็นว่า การนับถือศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกชน ไม่ควรบังคับศรัทธาแบบรวมหมู่ ซึ่งจะไม่ทำให้คนเข้าใจพระรัตนตรัยที่เนื้อหาสาระ เป็นแต่เพียงพิธีกรรม และล่าสุด คือ การคัดค้านระบบโซตัสในโรงเรียน และระบบที่เน้นความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในโรงเรียน โจมตีการหมอบคลานในโรงเรียนกรณีวันไหว้ครูว่า เหมือนสัตว์เลื้อยคลาน โจมตีการเซ่นไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์แม้กระทั่งรูป เสด็จพ่อ ร.5 ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ

กรณีเหล่านี้ที่ทำให้เด็กนักเรียนอายุเพียง 16 ปีอย่างเนติวิทย์ถูกโจมตีอย่างหนักจากผู้ใหญ่ทั้งหลายที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม และเห็นว่า สังคมไทยมีวัฒนธรรมอันดีงาม และที่สำคัญยังถูกรุมกระหน่ำในสื่อมวลชนฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์แนวหน้า และ สำนักข่าวทีนิวส์ รวมทั้งมีการจัดตั้งกลุ่มที่ต่อต้านสมาพันธ์นักเรียนฯโดยตรง ประเด็นหลักใจการโจมตีคือการเสนอว่า เนติวิทย์เป็นเด็กที่มีแนวคิดอันตราย เสนอสิ่งที่สุดขั้วรุนแรงและ"ต้องการโค่นล้มรากเหง้าวัฒนธรรมของชาติตนเอง อันเป็นสิ่งที่คนส่วนมากยังไม่สามารถยอมรับได้" มีการด่าด้วยถ้อยคำก้าวร้าวรังเกียจ (hate speech) และที่ร้ายกว่านั้น ก็คือการหาทางโจมตีเนติวิทย์ด้วยข้อหาโค่นล้มสถาบัน หวังจะเอาเข้าคุกห้ามประกัน เพื่อจะขจัดความคิดที่พวกเขาเห็นว่านอกรีตเช่นนี้ แล้วกลับมาทำให้สังคมไทยคิดแบบเดียวกันเหมือนเดิม

กรณีของสมาพันธ์นักเรียนฯ และเนติวิทย์นี้ สะท้อนความหน้าไหว้หลังหลอกอย่างหนึ่งของสังคมไทยอย่างชัดเจน เพราะคนจำนวนมากต่างพูดกันว่า ต้องการให้เด็กไทยคิดเป็นวิเคราะห์เป็น แม้กระทั่งปรัชญาการศึกษาที่เป็นทางการก็เสนอเป้าหมายให้เด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ แต่กรณีวิพากษ์และโจมตีเนติวิทย์ชี้ให้เห็นว่า สังคมไทยเพียงต้องการให้เด็กคิดในกรอบที่ผู้ใหญ่ชอบ และกลัวต่อการที่เด็กจะวิเคราะห์อะไรไปถึงที่สุด ไปไกลกว่าผู้ใหญ่

นี่ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะการศึกษาไทย แต่เป็นปัญหาความคับแคบทางความคิดของสังคมไทยทั้งหมด

 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: ประชาชนต้องไม่ประมาทภัยจากเผด็จการ

Posted: 13 Sep 2013 03:40 PM PDT

ในระยะสองปีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย สถานะของฝ่ายประชาธิปไตยยังคงเข้มแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฝ่ายจารีตนิยมดูเหมือนจะอ่อนแรงลงทั้งในแง่กำลังและเอกภาพ การรุกของพวกเขาที่กระทำต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ประสบความล้มเหลว ท่าทีของฝ่ายกองทัพที่อ่อนตัวลงอย่างชัดเจน จนทำให้เกิดความรู้สึกในฝ่ายประชาธิปไตยบางส่วนว่า "ได้ชัยชนะแล้ว"

ความพยายามที่จะระดมพลังมวลชนเสื้อเหลืองให้ออกมาชุมนุมก่อจลาจลบนท้องถนนกรุงเทพฯ เพื่อสร้างเงื่อนไขสถานการณ์ให้ตุลาการและกองทัพเข้าแทรกแซง ได้ประสบความล้มเหลวถึงสองครั้ง

การเคลื่อนไหวชุมนุมเพื่อ "แช่แข็งประเทศไทย" เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 เป็นความพยายามระดมกำลังครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเสื้อเหลืองเมื่อปี 2551 โดยครั้งนี้ มีการเตรียมพร้อมทั้งเงินทุนและกำลังคนมากที่สุด แต่ก็ประสบความพ่ายแพ้ไปในเวลาเพียงวันเดียว

การเคลื่อนไหวมวลชนระลอกหลังสุดเมื่อกรกฎาคม-สิงหาคม 2556 ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการเสลื่อมสลายของพลังมวลชนเสื้อเหลืองอย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวมีลักษณะเกี่ยงแย่ง กระจัดกระจาย และขัดแย้งกันจนต้องสลายไปเองในที่สุด เหลืออยู่แต่พวกกากเดนการเมือง เช่น กลุ่มสันติอโศก และกลุ่มมวลชนอดีตพันธมิตรเสื้อเหลือจำพวกเหลือขอเท่านั้น ขณะที่ผู้คนจำนวนมากท้อแท้สิ้นหวังและได้ถอยออกมา คนกลุ่มหลังนี้แม้จะไม่หันมาอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่ก็ไม่สนับสนุนพวกเผด็จการอย่างเอาการเอางานเหมือนในอดีต

ความอับจนของฝ่ายเผด็จการยังเห็นได้จากการดิ้นรนกระเสือกกระสนอย่างหนักของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ก่อความวุ่นวายในรัฐสภา ขัดขวางการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติทุกขั้นตอน สร้างบรรยากาศที่ไร้ระเบียบ ล้มเหลวและเสื่อมทรุดของรัฐสภา ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่สามารถแอบอยู่ข้างหลังคอยสนับสนุนการเคลื่อนไหวมวลชนนอกสภาอย่างที่เคยทำมาตลอดได้อีกต่อไป จำต้องออกมาเคลื่อนไหวมวลชนด้วยตัวเองอย่างเปิดเผย เริ่มด้วยการระดมพลังมวลชนของตนในกรุงเทพฯ ให้ออกมาสู่ถนน เลียนแบบพวกพันธมิตรเสื้อเหลืองเมื่อปี 2551 แต่ก็ประสบความล้มเหลว ไม่สามารถแปรฐานคะแนนเสียงเลือกตั้งในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นพลังมวลชนสู้รบบนท้องถนนได้

การเคลื่อนไหวนอกสภาของพรรคประชาธิปัตย์จึงหันไปยังฐานกำลังที่แท้จริงของตนเองคือ ในภาคใต้ โดยอาศัยเครือข่ายอิทธิพลและกลุ่มติดอาวุธในท้องถิ่นของตน ระดมมวลชนออกมาก่อจลาจลบนถนนหลวงในภาคใต้ อ้างปัญหาราคาสินค้าเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์ม เป็นเครื่องบังหน้า แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือ การติดอาวุธให้กับมวลชนของตน ให้เกิดการปะทะกันระหว่างมวลชนกับตำรวจ สร้างเป็นสถานการณ์ความรุนแรงนองเลือดให้จงได้ ควบคู่กับการสร้างความปั่นป่วนภายในสภา เป้าหมายคือ การสร้างสถานการณ์จลาจลและล้มเหลวของทั้งรัฐสภาและรัฐบาล เพื่อเปิดโอกาสให้ตุลาการและฝ่ายทหารเข้าแทรกแซง ดังเช่นที่ทำกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชนเมื่อปี 2551

ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องเข้าใจว่า แม้ฐานมวลชนเสื้อเหลืองของฝ่ายจารีตนิยมจะเสื่อมสลายไปมากแล้ว แต่อำนาจรัฐที่แท้จริงที่ควบคุมตุลาการและกองทัพก็ยังคงอยู่ในมือพวกเขาอย่างมั่นคง แม้ฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะเลือกตั้งเมื่อปี 2554 แต่ก็ได้มาเพียงเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและอำนาจบริหารบางส่วนในมือคณะรัฐมนตรีเท่านั้น สถานการณ์ปัจจุบัน จึงยังไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยแต่อย่างใด

ท่าทีของบุคคลบางคนในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และในคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนการสรรหาบุคลากรใหม่ของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ฝ่ายจารีตนิยมกำลังจัดกำลังฝ่ายตนเพื่อเตรียมการรุกใหญ่ต่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง และที่สำคัญคือ พวกเขาอาจอับจนถึงขั้นก่อการรุกแบบสุ่มเสี่ยง โดยที่ไม่มีพลังมวลชนเสื้อเหลืองและกระแสความปั่นปวนทางการเมืองเป็นเครื่องสนับสนุนเพียงพอ

ดาบแรกที่พวกเขาจะใช้ฟาดฟันรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะยังคงเป็นการใช้ตุลาการเช่นเดิม แต่การใช้ตุลาการมีจุดอ่อนคือ มีขั้นตอนเชื่องช้า มีผลเป็นรายบุคคล และไม่สามารถเปลี่ยนดุลกำลังภายในรัฐสภาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด การ "ชี้มูล" ให้นายกรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือกระทั่งปลดนายกรัฐมนตรี จะมีผลเพียงเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีหรือเปลี่ยนคณะรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย ส่วนการ "ยุบพรรค" ก็มีผลเพียงให้มีการย้ายพรรคและเปลี่ยนชื่อพรรคเท่านั้น แม้แต่การถอดถอน สส.และสว.ทั้งหมดที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถกระทำได้โดยง่ายและรวดเร็ว ฉะนั้นจึงต้องมีดาบสองที่ตามด้วยการแทรกแซงของฝ่ายทหาร เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจบริหารอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

จุดวิกฤตคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่จะเข้าสู่วาระสองและวาระสามในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้

แล้วฝ่ายประชาธิปไตยจะตระเตรียมการอย่างไรเพื่อรับมือกับการรุกใหม่ของพวกเผด็จการ หัวใจสำคัญคือ ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของพรรคเพื่อไทย

ประการแรก พรรคเพื่อไทยจะต้องเดินหน้าผลักดันพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด

ประการที่สอง พรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะต้องแสดงท่าทีชัดเจน ไม่ยอมรับและไม่ปฏิบัติตามการวินิจฉัยตัดสินที่ไม่ชอบธรรมและขัดต่อหลักนิติรัฐของกลุ่มตุลาการ ที่กระทำต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และต่อพรรคเพื่อไทย

ประการที่สาม พรรคเพื่อไทยจะต้องไม่หาทางออกด้วยการยุบสภาอย่างเด็ดขาด หากพรรคเพื่อไทยตัดสินใจยุบสภาโดยเข้าใจอย่างผิด ๆ ว่า เป็นการ "ต่อสู้" กับเผด็จการแล้ว นั่นก็เป็นการกระทำผิดพลาดอย่างมหันต์ การยุบสภาในขั้นตอนปัจจุบันจะเป็นผลดีอย่างเลิศต่อฝ่ายจารีตนิยม เพราะเท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายของพรรคเพื่อไทย สภาผู้แทนราษฎรจะหมดสภาพ วุฒิสภาจะทำหน้าที่แทนรัฐสภาทั้งหมด ทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะไม่มีอำนาจบริหาร เป็นได้เพียง "รักษาการ" ข้าราชการ ตำรวจและทหารที่สนับสนุนรัฐบาลจะถอยห่าง ทั้งหมดนี้จะเป็นช่องว่างทางอำนาจให้ฝ่ายจารีตนิยมใช้วุฒิสภา ตุลาการ และกองทัพเข้ามาแทรกแซง จนไม่มีการเลือกตั้งใหม่อย่างแน่นอน นำไปสู่วิกฤตที่ไม่มีทางออกที่พวกเขาต้องการพอดี ดังเช่นสถานการณ์ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั่นเอง

พรรคเพื่อไทยจะต้องไม่ลืมบทเรียนอันเจ็บปวดของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเมื่อปี 2548-49

ประการสุดท้าย รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยมีอาวุธที่สำคัญที่สุดคือ พลังมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและมีจำนวนไพศาลในปัจจุบัน พรรคเพื่อไทยจะต้องเชื่อมั่น ให้การสนับสนุน และอาศัยมวลชนฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ขจัดความระแวงสงสัยในหมู่มวลชนให้หมดไป ให้พวกเขาเชื่อมั่นในจุดยืนและแนวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย

ปัจจุบัน แม้ฝ่ายจารีตนิยมจะสูญเสียฐานมวลชนไปมากแล้ว แต่กำลังในอำนาจรัฐก็ยังคงเข้มแข็ง ฝ่ายประชาธิปไตยยังไม่ได้รับชัยชนะ การต่อสู้เพื่อช่วงชิงประชาธิปไตยที่แท้จริงจะยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง พรรคเพื่อไทยและประชาชนจะต้องไม่ประมาท ไม่ประเมินสถานะของตนสูงเกินไป เตรียมพร้อมรับการรุกอีกครั้งของฝ่ายเผด็จการที่จะเกิดขึ้นในเร็ววัน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น