โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

ปภ.ตานีเตือนภัยปกติ อีหม่ามวอนรัฐเร่งซ่อมไฟ

Posted: 03 Nov 2010 10:07 AM PDT

3 พ.ย. 53 - ปภ.ปัตตานีเตือนภัยปกติ พายุรอบสองไม่แรง ให้ประชาชนติดตามข่าวเสมอ ตั้งสติอย่าเครียด เหลือ 3 ตำบลในเมืองปัตตานี น้ำยังท่วม อีหม่ามหมู่ 2 รูสะมิแล วอนรัฐช่วยเหลือไฟฟ้าเร่งด่วน ชาวบ้านอยู่ในความมืดมาหลายวัน

นายปัญญาศักดิ์  โสภณวสุ  หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดปัตตานี  เผยว่า ทางจังหวัดปัตตานีได้ประสานกับทางศูนย์อุตุนิยมวิทยา จะมีการก่อตัวขึ้นของพายุที่บริเวณปลายแหลมญวน แต่จะไม่พัฒนาเป็นดีเปรชั่นโซนร้อน โดยจะลดกำลังลงในอ่าวไทย  และทางจังหวัดได้มีประกาศเตือนปกติ ยังไม่มีการประกาศเตือนภัยพิเศษ ถ้าหากว่ามีความคืบหน้าขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสาร โดยตั้งสติให้ดีอย่าเครียด หรือวิตกกังวลมากจนเกินไป

สถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ขณะนี้ ยังคงมีเพียงในพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ปะกาฮะรัง  บาราเฮาะ  และตะลุโบะ อ.เมืองปัตตานี และพื้นที่อำเภอรอบนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อำเภอที่ติดบริเวณชายฝั่งทะเล เช่น บ้านแหลมโพธิ์ ต.ยามู อ.ยะหริ่ง ทางด้าน ว่าที่ ร.ต. เลิศเกียรติ วงศ์โพธิพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้เข้าไปดูแลให้ความช่วยเหลือ จากพายุลมฝนเมื่อคืนวันที่ 1 พ.ย. 2553 บ้านเรือนราษฎรเสียหายทั้งหลัง กว่า 10 หลังคาเรือน ทรัพย์สิน เครื่องมือทำมาหากิน ถนน เรือประมง และกระชังปลากะพง เสียหายทั้งหมด

ส่วนความเสียหายของบ้านเรือนราษฎร ขณะนี้ทางจังหวัด ขอหารือไปทางกรมบรรเทาสาธารณภัย ถึงข้อตกลงในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในซ่อมบ้านเรือนให้ได้มากกว่าปกติ เพราะบ้านเรือนเสียหายจำนวนมาก บางหลังพังทั้งหลัง เพราะปีนี้พายุมาแรงมากที่สุดในรอบ 30 ปี

ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนในเบื้องตัน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ลงพื้นที่เข้าแก้ไขระบบต่างๆ เพื่อให้ใช้การงานได้ตามปกติ แต่ยังมีบางพื้นที่ยังไม่สามารถใช้การได้เนื่องจากพื้นที่เสียหาย เป็นพื้นที่วงกว้าง เสียหายจำนวนมาก เจ้าหน้าที่เร่งทำงานตลอด 24 ชั่วโมง จัดระบบการให้ความช่วยเหลือ อบต.เข้าดูแลเบื้องต้น อำเภอ จังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด เทศบาล รวมกำลังเต็มที่

แต่ทางด้าน นายสะสาแอ กูโน อีหม่าม(ผู้นำศาสนา) ม.2 บ้านบางปลาหมอ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี กล่าวว่า หลังจากที่เกิดพายุเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 53 ทำให้บ้านเรือนเสียหายและพายุได้สัดเสาไฟฟ้าเอียงจนเกือบจะล้มขวางถนนทาง เข้าวิทยาลัยประมง ทำให้ระบบไฟฟ้าขัดข้องใช้การไม่ได้ อยู่ในความมืดมาหลายวันแล้ว ส่งผลกระทบในหลายๆ หมู่บ้านในบริเวณนั้นจนไม่สามารถที่สตาร์ทเครื่องดูดน้ำเพื่อใช้เป็นน้ำใช้ ในหมู่บ้านได้ และยังมีอีกหลายหลังคาเรือนที่หลังคาบ้านถูกพายุพัดปลิวไป หรือไม่ก็โดนกิ่งไม้ขนาดใหญ่หล่นทับ จึงขอเรียกร้องไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องช่วยรีบมาให้ความช่วยเหลือ ชาวบ้านอย่างเร่งด่วนด้วย

นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล  ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ทางจังหวัดปัตตานี ได้เร่งระดมสรรพกำลัง เต็มศักยภาพ ทั้งฝ่ายปกครอง และทหารในพื้นที่ พร้อมถึงภาคเอกชน ที่ให้ความร่วมมือ เร่งให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทั้ง 12 อำเภอของจังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะในพื้นที่ ต.บานา อ.เมืองปัตตานี ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก และ ต.แหลมโพธิ์ ต.ตันหยง อ.ยะหริ่ง ซึ่งเป็นพื้นที่ติดทะเล ทางจังหวัดได้สนับสนุนเรือพร้อมเครื่องยนต์ 21 ลำ เครื่องสูบน้ำ   ขนาดใหญ่ กระสอบทราย 400 กระสอบ แจกถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค 400 ชุด และอพยพประชาชนไปยังจุดปลอดภัย และได้สั่งการพิเศษให้เร่งแก้ปัญหาระบบไฟฟ้าขัดข้องให้สามารถใช้การได้ตาม ปกติในทุกพื้นที่อย่างเร่งด่วน พร้อมนี้ ได้มีการสำรองน้ำดื่ม 500 โหล  เครื่องอุปโภค 2,000 ชุด และกระสอบทราย 1,000 ถุง

ความเสียหายจากพายุเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 53 ในจังหวัดปัตตานีสร้างความเสียครอบคลุกทุกพื้นที่ แต่พื้นที่ที่ที่หนักที่สุดเป็นพื้นที่ตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทย ได้แก่ พื้นที่ อ.เมือง หนองจิก และยะหริ่ง มีจำนานผู้ประสบภัยจำนวนประมาณ 95,305 คน 26,694 ครอบครัว 405 หมู่บ้าน ส่วนแนวโน้มของสถานการณ์น้ำในตัวเมืองปัตตานีปริมาณน้ำฝนลดลง แต่ปริมาณน้ำในแม่น้ำปัตตานีเพิ่มขึ้นเนื่องจากรับน้ำจากเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา

ที่มาข่าว:

ปภ.ตานีเตือนภัยปกติ อีหม่ามวอนรัฐเร่งซ่อมไฟ (BungarayaNews, 3-11-2553)
http://www.bungarayanews.com/news/view_news.php?id=533

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กวีประชาไท: อาจท่วมท้นถึงยอดพระสุเมรุ

Posted: 03 Nov 2010 09:45 AM PDT

ความแค้นคลั่งดั่งหนามแหลมแทงดวงจิต
หลายชีวิตสิ้นลงตรงเบื้องหน้า
แผ่นดินแดงด้วยเลือดอาบพสุธา
ช้ำเกินกว่าจะจำนรรศพเรียงราย

ความขมขื่นของทุกคนครั้งครานี้
หากไหลรี่ดั่งสายธารหลายร้อยสาย
หลายพันถิ่นที่เจ็บช้ำมิวางวาย
เป็นดั่งสายนทีที่เกรียงไกร

ความชอกช้ำระกำจิตที่ท่วมท้น
ย่อมเอ่อล้นท้นฝั่งเกินขานไข
ท่วมแผ่นดินสิ้นสมจมลงได้
กว้างเพียงไรไหลไปถึงทุกถิ่นนาม

แม้นภูผาสง่างามตระหง่านฟ้า
อาจเปื่อยตมล่มลาน้ำล้นหลาม
ค่อยค่อยเซาะเจาะพื้นจนลุกลาม
ก็พังพาบดั่งสนามลงพังภิณ

ยิ่งจับฆ่ายิ่งสะสมระทมเพิ่ม
ยิ่งสร้างเสริมก่อขยายเกินถวิล
เป็นมหาสมุทรสุดแดนดิน  
ยิ่งไหลรินยิ่งเอ่อล้นเหลือคณา

อาจท่วมท้นถึงยอดพระสุเมรุ
เทวดาจะหลบเร้นที่ใดหนา
เขาอาจยุบอาจล่มถล่มมา
เทวดาจะไปไหนเมื่อไร้ทาง

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

อัล จาซีรา เสนอรายงานเรื่อง "นายหน้าค้ามนุษย์ ขูดรีดเเรงงานข้ามชาติพม่า"

Posted: 03 Nov 2010 07:40 AM PDT

สำนักข่าว อัล จาซีรา เสนอรายงานเรื่อง "นายหน้าค้ามนุษย์ ขูดรีดเเรงงานข้ามชาติพม่า"  (โครงการยุติธรรมเพื่อเเรงงานข้ามชาติ ได้จัดทำวิดีโอพร้อมคำแปลไทย)

อนึ่งสารคดีข่าวเรื่องนี้เผยเเพร่สู่สาธารณะหลังจากนาย บัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติเดินทางเยือนกรุงเทพฯ เพื่อหารือกับเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติเเละนายรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยแอลลา แคลแลนผู้สื่อข่าวอัล จาซีรา เปิดประเด็นแรงงานข้ามชาติถูกรีดไถและเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ เนื่องจากนโยบายการกวาดล้างแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายของรัฐบาล ในการแถลงข่าวร่วมของนายอภิสิทธิ์  และนายบัน คี มุน เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553

บทบรรยายสารคดีข่าว "นายหน้าค้ามนุษย์ ขูดรีดเเรงงานข้ามชาติพม่า" (คำแปลภาษาไทยอย่างไม่เป็นทางการ โดยโครงการยุติธรรมเพื่อเเรงงานข้ามชาติ)

ผู้สื่อข่าว: น่านน้ำระหว่างไทย-พม่า   จ.ระนอง มีเรือบรรทุกเเรงงานข้ามชาติหลายร้อยคน เต็มลำเรือ เพื่อผลักดันออกนอกประเทศไทย แรงงานนับเเสนเสี่ยงถูกผลักดันตามนโยบายกวาดล้างแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายของไทย   เเต่คนบนเรือไม่ได้ถูกส่งกลับไปพม่า ในการผลักดันไม่เป็นทางการเช่นนี้

เชื่อว่าเรือเล็กเหล่านี้เป็นเรือของนายหน้าค้ามนุษย์ ที่รอซื้อแรงงานเเละขายต่อให้นายจ้างไทย

ชายที่เราไม่สามารถเปิดเผยตัวได้ เพื่อความปลอดภัย เล่าว่า  เพิ่งเดินทางกลับไทย หลังจากถูกขายไปหลายครั้ง ในราคาประมาณ 1,000 เหรียญสหรัฐ  เขาต้องทำงานเเลกกับค่าตัว

ชาย:  มีหลายคนเป็นเหมือนผม ถ้าไม่มีคนมาไถ่ตัว นายหน้าจะติดต่อ ต.ม. เเล้วถามว่าใครอยากไปทำงานบนเรือ1 ปี เงินที่นายหน้าได้ เอาไปเเบ่งกับตำรวจครึ่งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าว:  ก่อนแรงงานจะออกจากด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ระนอง นายหน้าก็เข้ามาซื้อตัวเเล้ว นายหน้าจะรออยู่นอกน่านน้ำไทย เเละนำเเรงงานที่ถูกส่งกลับเข้ามาในไทยอีกครั้งเพื่อทำงาน ดังนั้นการผลักดัน จึงไม่ใช่การส่งเเรงงานกลับพม่า เเต่เป็นวิธีการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่มีอยู่หาเงินเข้ากระเป๋าเจ้าหน้าที่รัฐเเละนายหน้าค้ามนุษย์

ผู้สื่อข่าว: ในย่านร้านคาราโอเกะที่มีการขายบริการ หญิงชาวพม่าถูกบังคับให้ค้าประเวณี หลังจากถูกหลอกให้มาทำงานในไทย เพราะต้องการชีวิตที่ดีกว่า

ผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่า เธออายุ 16 ปี ตอนที่ถูกขายให้สถานบริการเมื่อ 6  ปีที่เเล้ว

หญิง:  ตอนเเรกฉันจะไม่ทำ เเต่เขาบังคับว่า  เขาจ่ายค่าเดินทางให้ฉันมาที่นี่ สุดท้ายก็ต้องทำเพราะไม่มีเงินไถ่ตัวเอง   พอจ่ายหนี้หมด ฉันก็บอกว่าจะเลิก เเต่นายหน้าขู่ว่าถ้าเลิกจะโดนซ้อม หรือถูกฆ่า ก็เลยต้องอยู่ต่อ

ผู้สื่อข่าว:  เธอเล่าว่า ถูกบังคับให้หลับนอนกับเจ้าหน้าที่ไทย  ที่ขู่ว่าจะส่งเธอกลับประเทศเเละทำร้ายร่างกายด้วย

หญิง: ฉันไม่มีทางปฏิเสธ ถ้าไม่ทำก็โดนซ้อม

ผู้สื่อข่าว: ประเทศไทยมีเเรงงานข้ามชาติประมาณ 3 ล้านคน  รัฐบาลมีนโยบายจดทะเบียนเเรงงาน โดยอ้างว่าจะช่วยให้เเรงงานได้รับความคุ้มครองมากขึ้น

นายกรัฐมนตรี: สำหรับสถานการณ์ที่ระนอง  ผมได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมการฯ ต่อต้านค้ามนุษย์การ เเละกำลังให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลอยู่ เราทราบสถานการณ์แล้ว และรัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อเเก้ไขปัญหา โดยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเเละกระทรวงยุติธรรมดำเนินการ

ผู้สื่อข่าว: องค์กรสิทธิมนุษยชนต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

นายสาวิทย์ แก้วหวาน:  การทุจริตที่สื่อนำเสนอเกิดขึ้นจริง แต่ไม่ทราบว่ารัฐบาลจะยอมรับว่ามีหรือไม่ ส่วนนี้เราพยายามช่วยเหลือแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเเรงงานไทย หรือแรงงานข้ามชาติ  เเต่เมื่อรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเท่าเทียม ก็ต้องเรียกร้องให้ UN  เข้ามาช่วย

ผู้สื่อข่าว: กลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์เรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติช่วยเเทรกเเซง เเละตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนแรงงานข้ามชาติระหว่างการกวาดล้าง และให้กำจัดวงจรการกดขี่ขูดรีดเเรงงานข้ามชาติที่เป็นอยู่

แอลลา แคลเเลน  อัล จาซีรา รายงานจาก ระนอง ภาคใต้ของประเทศไทย
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

"ปู่ชัย” ชี้ช่องเสนอร่างแก้ รธน. อยากให้น้ำท่วม กทม. คนจะได้ไม่มาเดินขบวน

Posted: 03 Nov 2010 05:17 AM PDT

"ชัย” ชี้ช่องให้ “มาร์ค” เร่งเสนอร่างแก้ รธน. เชื่อทันเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะอายุรัฐบาลเหลืออีกเป็นปี ไม่หวั่นเสียงค้าน ก็แค่อยากดัง อยากให้น้ำท่วม กทม. คนจะได้ไม่มาเดินขบวน จะได้เกิดความสามัคคี

3 พ.ย. 53 - เว็บไซต์เดลินิวส์รายงานว่า ที่รัฐสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีที่ ครม.มีมติให้แก้รัฐธรรมนูญใน 2 มาตรา คือ มาตรา 190 เรื่องการทำหนังสือสนธิสัญญาที่ต้องรัฐสภาเห็นชอบ และมาตรา 93-98 เรื่องระบบเลือกตั้ง ส.ส. ว่า จะสามารถพิจารณาทันในสมัยประชุมนี้หรือไม่ ก็อยู่ที่นายกรัฐมนตรี ถ้าเสนอเข้ามาเร็วตนในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้อง และบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระ และนัดประชุมร่วมรัฐสภา เพื่อพิจารณาแก้ไข จากนั้น ก็ตั้งคณะกรรมาธิการ หากที่ประชุมเห็นว่าควรตั้งกรรมาธิการก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้ และแปรญัตติในสภาฯ ได้

จากนั้น ก็สามารถประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ ทั้งนี้ คิดว่าคงไม่มีปัญหา ส่วนที่หลายฝ่ายเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ เป็นการตกลงเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ขณะที่ ฝ่ายค้านยังไม่เห็นด้วยนั้น เป็นที่แน่นอน ถ้าพรรคร่วม และรัฐบาลไม่พิจารณาเรื่องนี้ คนอื่นก็ไม่มีสิทธิ์ คือ ถ้าเสนอมาก็คาอยู่ในสภาฯ อย่างที่เห็น ต้องให้รัฐบาล และวุฒิสภาให้ความร่วมมือก็จะผ่านไปได้ ส่วนคนที่ยังมีปัญหาก็เป็นเรื่องธรรมดา ถือเป็นสิทธิของคนที่อยากดัง เราไปห้ามเขาไม่ได้
 
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทางสภาฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องฟัง แต่เราจะฟังเสียงคนนอกไม่ได้ เพราะคนข้างนอก เป็นคนเลือก ส.ส.มาแล้ว ดังนั้น ส.ส.ก็มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย

เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะทำให้นักการเมืองได้ประโยชน์อย่างไร นายชัย กล่าวว่า เรื่องเขตเลือกตั้ง ส.ส.1 คน ก็มีสิทธิ์ที่จะออกบริการประชาชนในพื้นที่ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ทำให้ ส.ส.ใกล้ชิดประชาชนมากยิ่งขึ้น ความจริง ส.ส.ทั้ง 480 คน อยากให้คนทั้งประเทศเลือกด้วยซ้ำ ตามที่กฎหมายเขียนว่า เป็น “ผู้แทนปวงชน” แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นการเลือกตั้งผู้แทนในเขตเลือกตั้งนั้น ๆ เท่านั้น ซึ่งตนเห็นว่าต่างคนต่างได้เปรียบ ไม่มีใครเสียเปรียบ
   
เมื่อถามว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทันการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ นายชัย กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลเสนอมาเร็ว ก็ทัน เพราะอายุสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดวันที่ 23 ธ.ค.54 ซึ่งยังเหลือเวลาอีกเป็นปี ดังนั้น ก็คงทัน และขณะนี้ ก็ต้องแก้ปัญหาน้ำท่วม ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือน เวลาก็ปาไปครึ่งปี ดังนั้น จะมาทะเลาะกันไม่ได้แล้ว และอยากให้น้ำท่วม กทม. คนจะได้ไม่ต้องมาเดินขบวน จะได้เกิดความสามัคคี

ที่มาข่าว:

“ปู่ชัย”ชี้ช่อง“มาร์ค”เร่งเสนอร่างแก้ รธน.  (เดลินิวส์, 3-11-2553)
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=8&contentID=101897

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ตัดสิน "6 ส.ส." สิ้นสภาพถือหุ้นสัมปทานรัฐ "บุญจง-เกื้อกูล" ไม่รอด "16 ส.ว." ไม่เข้าข่าย

Posted: 03 Nov 2010 04:25 AM PDT

ศาล รธน. มติ 7 ต่อ 1 ตัดสิน 6 ส.ส. ถือหุ้นต้องห้าม-ขัดรัฐธรรมนูญ "เกื้อกูล-บุญจง-ม.ร.ว.กิติวัฒนา" ไม่รอด ส่วน ส.ว.ทั้ง 16 คน ไม่เข้าข่ายขัดกฎหมาย

3 ต.ค. 53 - มติชนออนไลน์รายงานว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 1 ให้ ส.ส.จำนวน 6 คนกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญปี 2550  ในมาตรา 265 จากกรณีการเข้าไปถือหุ้นในกิจการที่รับสัมปทานรัฐและกิจการสื่อหลังจากเข้า มารับตำแหน่ง ส.ส. ซึ่งถือเป็นการกระทำต้องห้าม จึงมีผลให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย

สำหรับ ส.ส. 6 คน ได้แก่ นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา, นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย, ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช (ลูกชาย นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช อดีต ส.ว.ขอนแก่น) ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ม.ร.ว.กิติวัฒนา(ไชยันต์) ปกมนตรี ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งมีทั้งกรณีที่เข้าไปถือหุ้นด้วยตัวเอง หรือคู่สมรสเข้าไปถือหุ้น

ทั้งนี้ นายเกื้อกูล ปัจจุบันเป็น รมช.คมนาคม และ นายบุญจง เป็น รมช.มหาดไทย ส่วน ส.ว.ทั้ง 16 คน ศาลฯ เห็นว่าไม่เข้าข่ายขัดรัฐธรรรมนูญ

อนึ่ง คดีนี้ประธานวุฒิสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของคณะกรรมการเลือก ตั้ง(กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 กรณีสมาชิกภาพของ 16 ส.ว. และ 29 ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 119(5) และ 106(6) เนื่องจากกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265(2) (4) ถือครองหุ้นในธุรกิจสื่อ และบริษัทที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐหรือไม่

ขณะที่ผู้ถูกร้องประกอบด้วย ส.ว. 16 คน และ ส.ส.อีก 29 คน ได้แก่ ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ 13 คน, เพื่อไทย 8 คน, เพื่อแผ่นดิน 3 คน, ภูมิใจไทย 2 คน, ประชาราช 2 คน และชาติไทยพัฒนา 1 คน โดยในจำนวนนี้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.สุราษฎร์ธานี ไปก่อนหน้านี้แล้ว

"บุญจง" จ่อลงสมัคร ส.ส.อีก

ด้านเว็บไซต์ไทยรัฐรายงานว่า นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในฐานะส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ให้พ้นจากตำแหน่งส.ส.กรณีการถือครองหุ้นว่า เพิ่งทราบข่าว ยังอยู่ในพื้นที่ทำงานช่วยประชาชนผู้ประสบอุทกภัยอยู่ จึงยังไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยว่ามีรายละเอียดอย่างไร ได้ยินแค่ว่าสิ้นสุดสภาพความเป็นส.ส.

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลมีคำตัดสิน ยอมรับและเคารพคำตัดสิน ส่วนขั้นตอนต่อไป คือการต้องเลือกตั้งใหม่ โดย กกต.จะเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง ทั้งนี้จะลงสมัครรับเลือกตั้งเองหรือไม่ จะต้องรอกรรมการบริหารพรรค ที่จะประชุมกันในวันที่ 9 พ.ย.นี้ โดยที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยจะกำหนดตัวผู้สมัคร

ส่วนกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพื่อลงสมัคร ส.ส. จะเป็นบรรทัดฐานที่ต้องปฏิบัติตามเหมือนกันหรือไม่ นายบุญจงตอบว่า อยู่ที่กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยกำหนด และทั้งหมดจะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายเป็นสำคัญ

นายสมเกียรติ ฉันทวานิช ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกศาลตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.กรณีถือครองหุ้นบริษัทที่ได้รับสัปทานรัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนทราบข่าวจากสื่อมวลชนที่โทรศัพท์มาสัมภาษณ์ แต่ยังไม่รู้ในรายละเอียดว่า ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง ส.ส.จากการถือครองหุ้นตัวไหน เพราะตนถือครองหุ้นอยู่ในมือหลายตัว แต่คาดว่าอาจจะเป็นหุ้นของปตท.ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ตนคงต้องหารือกับผู้ใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ก่อน

ด้าน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย รองหัวหน้าพรรค ภท. ส.ส.นครราชสีมา พ้นสภาพการเป็น ส.ส. ว่า ไม่เป็นไร ถึงพ้นจากความเป็น ส.ส แต่ไม่ได้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี และนายบุญจง ก็ไม่ได้ถูกตัดสิทธิ ส่วนพรรคจะมีการส่งนายบุญจง ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น ต้องหารือกับที่ประชุมพรรค เพื่อให้พรรคลงมติในเรื่องนี้ก่อน โดยไม่ได้รู้สึกหวั่นไหว ถึงแม้เก้าอี้ ส.ส. ของพรรคหายไป 1 ที่ เพราะเป็นธรรมดาของการเมือง

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก:

มติ 7 ต่อ 1 ฟัน "6 ส.ส." สิ้นสภาพถือหุ้นสัมปทานรัฐ "บุญจง-เกื้อกูล" ไม่รอด "16 ส.ว." ไม่เข้าข่าย (มติชนออนไลน์, 3-11-2553)
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1288775831&grpid=00&catid=

"บุญจง" จ่อลงสมัคร ส.ส.อีก (เว็บไซต์ไทยรัฐ, 3-11-2553)
http://www.thairath.co.th/content/pol/124110

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ฆ่าด้วยความรัก

Posted: 03 Nov 2010 04:05 AM PDT

ผมไม่ตั้งใจจะ “แซงคิว” ท่านพี่ “ใบต้องแห้ง” นะครับ ที่เขียนบ่อยก็ไม่ใช่เพราะว่างมาก แต่เจียดเวลานอนบ้าง วันหยุดบ้างมาเขียน แล้วมันก็อยากเขียนๆ เพราะความโศกเศร้ายังเกาะกินหัวใจ กลัวจะเป็นโรคซึมเศร้าเลยต้องระบายออกด้วยการเขียน ไม่ทราบว่าเมื่อไรเราจะก้าวผ่าน “ประวัติศาสตร์แห่งความโศกเศร้า” ไปได้

“ประวัติศาสตร์แห่งความโศกเศร้า” คือ “ประวัติศาสตร์แห่งการฆ่าด้วยความรัก” ผมครุ่นคิดซ้ำซากกับเรื่องที่พี่ (ขออนุญาตเรียก “พี่” นะครับ) ใบตองแห้ง พูดออกทีวีเมื่อช่วงรำลึก 6 ตุลา ที่ผ่านมาว่า “โมเดลที่ใช้ปราบคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ก็คือโมเดลเดียวกันกับที่ใช้ปราบนักศึกษาเมื่อ 6 ตุลา แต่ทำไมอดีตนักศึกษา 6 ตุลาที่อยู่ฟากเสื้อเหลืองจึงเชียร์ให้ใช้โมเดลนี้กับคนเสื้อแดง ทั้งที่ตัวเองเคยเป็นฝ่ายถูกระทำมาก่อน คุณทำได้ยังไงๆๆ” (พูดถึงตรงนี้พี่ใบตองแห้งร้องให้สะอื้นออกมาอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่)

ถ้าไม่มีการอ้างความรักสถาบัน รัฐประหาร 19 กันยา 49 ไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าไม่อ้างความรักสถาบัน การเรียกร้อง การเชียร์ การสั่งใช้กำลังทหารปราบประชาชนช่วง เมษา-พฤษภา 53 ก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น และถ้าไม่ใช่การฆ่าในนามของความรักสถาบัน ผู้ฆ่า ผู้สั่งให้ฆ่า คงถูกคนทั้งสังคมประณามในทางศีลธรรม และถูกดำเนินการทางกฎหมายไปแล้ว

ความโศกเศร้าจาก “การฆ่าด้วยความรัก” มีแง่มุมซับซ้อน เช่น

หนึ่ง ความรักเป็นสิ่งงดงาม ความรักสถาบันใดสถาบันหนึ่งทางสังคมก็เป็นสิ่งงดงาม และ “ความรัก” ย่อมตรงข้ามกับ “ความอำมหิต” หากรักอย่างมีเหตุผลย่อมเข้าใจสัจธรรมที่ว่าสถาบันใดๆ จะดำรงอยู่ได้ก็ด้วย “บุญคุณ” ของประชาชน ฉะนั้น เมื่อเรารักสถาบันใดๆ ในสังคม เราต้องรักประชาชนที่ค้ำจุนสถาบันนั้นๆ ด้วย (เช่น ด้วยการเสียภาษี ฯลฯ)

ประชาชนคือเจ้าของสถาบันทางสังคม อย่าคิดว่าสถาบันใดๆ จะมีบุญคุณกับประชาชน เช่น รัฐบาลแจกถุงยังชีพ จ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย ไม่ใช่รัฐบาลมีบุญคุณต่อประชาชน เพราะสิ่งของ เงินที่ใช้ทั้งหมดมาจากการบริจาคและภาษีของประชาชน

จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่สังคมเรามีการเรียกร้องให้รัก ให้สำนึกบุญคุณต่อสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่ละเลยที่จะเรียกร้องให้รัก ให้สำนึกในบุญคุณของประชาชน!

แถมยังยอมให้อ้างความรักอ้างบุญคุณของสถาบันเพื่อใช้ “กำลังทหาร” (ที่เลี้ยงชีวิต/มีชีวิตอยู่ได้/ไม่ตาย เพราะอาศัยเงินเดือนจากภาษีประชาชน) ปราบปรามประชาชนที่มาเรียกร้องสิทธิ อำนาจของเขา แค่ขอ “เลือกตั้ง” เท่านั้นเอง โดยผู้สั่งใช้กำลังทหารไม่ต้องแคร์ว่าใช้กองกำลังและอาวุธมากขนาดนั้น จัดการกับประชาชนมากขนาดนั้น เขาจะต้องบาดเจ็บล้มตายกันเท่าไร

สอง โศกเศร้ากับ “ข้อเท็จจริง” ที่เห็น คือ นักวิชาการ สื่อ อาจารย์มหาวิทยาลัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ตบเท้าเข้ารับตำแหน่งที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ออกทีวี เดินสายทั้งในและต่างประเทศไปอธิบายความชอบธรรมของรัฐประหาร

แต่คนขับแท็กซี่พลีชีพเพื่อต้านรัฐประหาร คนขับมอเตอร์ไชค์รับจ้าง แม่ค้า กรรมกร ชาวนา ป้าแก่ๆ จากชนบทจำนวนมากออกมาเสี่ยงตายเรียกร้องประชาธิปไตย ประชาชนพวกนี้ก็ถูกประณามว่าไม่เอาสถาบัน เป็นทาสของคนที่จ้องล้มสถาบัน โดยสื่อ นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ปัญญาชนชั้นนำนิ่งเฉยต่อการที่ประชาชนเหล่านี้ถูกประณาม!

สาม เศร้าโศกกับข้อตัดสินของคนมีการศึกษาในสังคมนี้ที่ว่า “ระบอบทักษิณคือเผด็จการในคราบประชาธิปไตย” แต่ระบอบอำมาตย์ที่วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ตรวจสอบไม่ได้เป็นประชาธิปไตย มีความชอบธรรมที่จะขจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

สี่ เศร้าโศกกับวิธีคิดของปัญญาชนชั้นนำของประเทศ อย่างเช่น ประเวศ วะสี ยุค ศรีอาริยะ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ฯลฯ ที่พยายามประดิษฐ์ “นวัตกรรมทางปัญญาพุทธ” มาใช้อธิบายปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เช่น อ้าง “กฎอิทัปปัจจยตา” ว่า “สรรพสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัยอิงอาศัยกันเกิดขึ้น” อ้างเหตุปัจจัยไปถึง “ระบบโลก” ทุนข้ามชาติ กระแสโลกาภิวัตน์ ฯลฯ เพื่อสรุปว่า รัฐประหาร 19 กันยา จำเป็นต้องเกิด เพราะมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องอย่างซับซ้อนและประจวบพร้อมให้ต้องเกิด

แต่จริงๆ คือ กฎอิทัปปัจจยตาในพุทธศาสนาหมายถึง “กฎทั่วไป” ที่บรรยายว่า “สรรพสิ่งในธรรมชาติมีความสัมพันธ์เป็นเหตุปัจจัยอิงอาศัยกันและกัน” เมื่อนำกฎนี้มาประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหา กฎประยุกต์นี้เรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท” คือ กฎที่ระบุสาเหตุที่เด่นชัดหรือแน่นอนในการเกิดทุกข์ (หรือการดับทุกข์) ในชีวิต ถ้าจะแก้ก็ต้องเจาะจงแก้ที่สาเหตุนั้น ไม่ใช่ต้องไปแก้เหตุปัจจัยอื่นๆ ครอบจักรวาล (เช่น อวิชชา ตัณหา เป็นสาเหตุที่แน่นอนหรือโดดเด่นของการเกิดทุกข์ในชีวิต ถ้าจะแก้ทุกข์ก็ต้องแก้ตรงๆ ที่สาเหตุนี้เป็นหลัก)

ฉะนั้น เมื่อประยุกต์กฎอิทัปปัจจยตา (ปฏิจจสมุปบาท) กับปัญหาประชาธิปไตย ก็ต้องระบุ “สาเหตุที่โดดเด่นหรือแน่นอนที่เป็นอุปสรรคหรือหยุดยั้งพัฒนาการประชาธิปไตย” ซึ่งสาเหตุที่โดดเด่นก็คือ “รัฐประหาร” โดยใช้โมเดลสถาบัน หรือการอ้างความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ใช่ไปอ้างเหตุปัจจัยครอบจักรวาล แต่ไม่แตะสาเหตุจริงๆ ที่เป็นอุปสรรคประชาธิปไตยมาตลอด แล้วก็พยายามจะปฏิรูปอะไรต่ออะไรครอบจักรวาล แต่ไม่ชัดเจนว่า จะปฏิรูปกองทัพอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้มีการใช้โมเดลสถาบันเพื่อทำรัฐประหาร และปราบปรามประชาชนอีก!

5. สุดท้ายก็เศร้าอย่างยิ่งกับสังคมนี้ที่เอาแต่ประณามว่า นาย ก นาย ข จาบจ้วง หรือหมิ่นสถาบัน แต่ไม่ประณาม ไม่คิดจะเอาผิดกับคนที่นำสถาบันมาเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง อ้างสถาบันเพื่อแบ่งแยกคนในประเทศเป็นฝักฝ่าย

นาย ก นาย ข ที่บอกว่าเขาจาบจ้วงหรือหมิ่นฯ ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ถ้ามีใครเห็นว่ากฎหมายหมิ่นฯ ไม่ยุติธรรม ก็ต้องเอามาเถียงกันได้เพื่อแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่อ้างการกระทำของนาย ก นาย ข เพื่อจะปิดปาก หรือใช้อำนาจควบคุมคนทั้งประเทศแบบเหมารวม หรืออ้างเพื่อยื่ดเวลาไม่ให้มีการเลือกตั้ง ฯลฯ

พูดอย่างตรงไปตรงมาถ้า นาย ก นาย ข หมิ่นฯ ก็จัดการตามกฎหมายเป็นรายๆ ไป ไม่ได้สร้างความแตกแยกแก่สังคมเหมือนกับการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ได้ทำให้เกิดรัฐประหาร การปราบประชาชน

แต่การอ้างความจงรักภักดีเพื่อใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองมักนำไปสู่รัฐประหาร และการปราบปรามประชาชน เป็นความเสียหายมากกว่าการกระทำของ นาย ก นาย ข อย่างเทียบกันไม่ได้ มันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่คนในสังคมไม่ประเมินปัญหาสองเรื่องนี้อย่างเที่ยงธรรม!

ฉะนั้น แทนที่จะปฏิรูปจิตสำนึกใหม่ เราควร “ปฏิรูปความรัก” เพื่อหาแนวทางป้องกันอย่างถาวรว่า จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ “ฆ่าด้วยความรัก” ในประเทศของเราอีกต่อไป!

ปล. คำขวัญปฏิรูปความรัก คือ “เรารักประชาชน : เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ !” (อย่าลืมติดสติ๊กเกอร์คำขวัญนี้ที่รถของคุณด้วยนะครับ!)

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ "การโต้กลับของฝ่ายขวา"

Posted: 03 Nov 2010 03:37 AM PDT

รู้จักกับ “เลือกตั้งกลางเทอม”

สหรัฐเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประธานาธิบดีเป็นประมุขฝ่ายบริหาร และมีรัฐสภาทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ การเลือกตั้งประธานาธิบดีมีทุกๆ 4 ปี ซึ่งเพิ่งเลือกตั้งไปเมื่อปี 2008 และชัยชนะเป็นของประธานาธิบดีบารัค โอบามา

ส่วนฝ่ายนิติบัญญัตินั้นแบ่งเป็นสภาผู้แทนราษฎร (house of representative หรือเรียกสั้นๆ ว่า house) จำนวน 435 คน และวุฒิสภา (senate) อีก 100 คน โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีวาระ 2 ปี ส่วนวุฒิสมาชิกมีวาระ 6 ปี การเลือกตั้ง ส.ส. จะเปลี่ยนชุดพร้อมกันหมดทั้ง 435 คน ส่วน ส.ว. จะเลือกตั้งไม่พร้อมกัน ขึ้นกับวาระของสมาชิกวุฒิสภาบางส่วน

จะเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐจะเลือกตั้งทุก 2 ปี ตามธรรมเนียมแล้วจะเกิดขึ้นในปีที่ลงท้ายด้วยเลขคู่ การเลือกตั้ง ส.ส. คราวก่อนเกิดขึ้นเมื่อปี 2008 พร้อมกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีนั่นเอง ชัยชนะในครั้งนั้นเป็นของพรรคเดโมแครตซึ่งเกาะกระแสบารัค โอบามาฟีเวอร์ สามารถแย่งเสียงมาจากพรรครีพับลิกันได้อีก 21 ที่นั่ง ทำให้พรรคเดโมแครตมีที่นั่งในสภาล่าง 257 ที่นั่ง เทียบกับรีพับลิกัน 178 ที่นั่ง คิดเป็นสัดส่วน 53.18 ต่อ 42.53

ผลการเลือกตั้ง ส.ส. สหรัฐปี 2008
รัฐที่เป็นสีฟ้าอ่อนคือรัฐที่พรรคเดโมแครตได้คะแนนเพิ่ม
(
ภาพจาก Wikipedia)

เมื่อเวลาผ่านมา 2 ปี ประธานาธิบดีทำงานมาได้ครึ่งวาระ และถึงเวลาสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งใหม่ การเลือกตั้งลักษณะที่เกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดียังอยู่ในวาระ จึงมีชื่อเรียกว่า “Mid-term Election” หรือ “เลือกตั้งกลางเทอม” นั่นเอง

การเลือกตั้งกลางเทอมประจำปี 2010 ไม่เพียงแต่ประกอบด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เท่านั้น ยังมีการเลือกตั้ง ส.ว. อีก 34 คน และการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ (ซึ่งถือเป็นการเมืองท้องถิ่น ไม่ใช่ระดับประเทศ) อีก 36 รัฐ เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน

และการเลือกตั้งกลางเทอมประจำปี 2010 จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายนนี้ ตามเวลาสหรัฐ (อ่านรายละเอียดได้จาก Wikipedia)

ปูมหลังการเลือกตั้ง: ความตกต่ำของรีพับลิกัน

พรรครีพับลิกัน ซึ่งเป็นตัวแทนความคิดสายอนุรักษ์นิยมของสหรัฐ เสื่อมความนิยมลงอย่างมากในช่วงปลายของรัฐบาลบุช (แม้ว่าช่วงแรกจะได้เสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากเหตุการณ์ 9/11 ก็ตาม) ส่วนหนึ่งเพราะสงครามทั้งในอิรักและอัฟกานิสถานที่ยืดเยื้อยาวนาน และเศรษฐกิจที่เริ่มตกต่ำ

กระแสนิยมที่ลดลงของพรรครีพับลิกัน ทำให้บารัค โอบามา จากพรรคเดโมแครต ซึ่งชูนโยบาย Change ที่เน้นการปฏิรูป และภาพลักษณ์ที่สดใหม่ คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2008 ได้อย่างงดงาม

ในการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา พรรคเดโมแครตเองก็ “ตีกิน” ที่นั่งของพรรครีพับลิกันมาเรื่อยๆ จนได้เสียงข้างมากทั้งในสภาสูง สภาล่าง และผู้ว่าการรัฐของสหรัฐ


ตารางแสดงคะแนนเสียงของพรรครีพับลิกัน ณ ปัจจุบัน (ก่อนเลือกตั้ง 2 พ.ย. 2010)
จะเห็นว่าพรรครีพับลิกันเป็นฝ่าย “เสียงข้างน้อย” ในการเมืองทุกระดับของสหรัฐ (ข้อมูลจาก
Wikipedia)

ท่ามกลาง “กระแส Change” อันเชี่ยวกราก พรรครีพับลิกันไม่มีทางเลือกนอกจากทำตัวสงบเสงี่ยม เจียมตัว และรอให้เดโมแครตเป็นฝ่ายพลาดพลั้งเสียก่อน

และโอกาสนั้นของรีพับลิกันก็มาเร็วกว่าที่คาด…

ความล้มเหลวของโอบามา

บารัค โอบามา ขี่กระแส “ความฝันและความหวัง” อันใหม่ของปวงชนชาวอเมริกันในยามที่ประเทศตกต่ำ วิกฤตเศรษฐกิจที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายปี 2008 กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงที่สุดของอเมริกันในรอบศตวรรษ แม้ว่าสหรัฐจะใช้แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจมากเพียงใด ก็ไม่สามารถฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเข้มแข็งได้ในระยะเวลาอันสั้น แถมยังมีโอกาสจะเกิดวิกฤตรอบสองด้วยซ้ำ

กราฟแสดงอัตราการว่างงานของประชาชนสหรัฐ เทียบกันระหว่างวิกฤตเศรษฐกิจรอบต่างๆ ในประวัติศาสตร์
จะเห็นว่ากราฟเส้นสีแดงของวิกฤตรอบล่าสุดนั้นร้ายแรงกว่ามาก (ที่มา –
Business Insider)

แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลโอบามา ใช้นโยบายแบบเคย์น (Keynesian ตามชื่อของ John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ที่ใช้แนวทางนี้แก้ปัญหา The Great Depression ในปี 1929) ซึ่งใช้งบประมาณภาครัฐจำนวนมหาศาลช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ อุ้มสถาบันการเงินและบริษัทขนาดใหญ่ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการจ้างงานเฉพาะหน้า

แต่เมื่อนโยบายของโอบามากลับไม่สามารถแก้ ปัญหาได้เร็วตามที่คาด ทำให้เกิดกระแสตีกลับ และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าโอบามานั้นเอาเงินภาษีของประชาชนไปอุ้มสถาบัน การเงินและบริษัท เมื่อผนวกกับพลวัตรของเศรษฐกิจโลกที่ย้ายภาคการผลิตไปยังประเทศจีน ทำให้ตำแหน่งงานของสหรัฐลดลง เกิดภาวะคนว่างงาน (ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตของประชาชน) อย่างหนัก

ชาวอเมริกันจำนวนมากจึงเริ่มหมดศรัทธากับแนว ทาง “สันติ-สายกลาง” ของโอบามา และหวนไปนึกถึง “ความฝันแบบอเมริกัน” ตามแนวทางของพรรครีพับลิกัน


กราฟแสดงความนิยมของประธานาธิบดีโอบามา (นับจากต้นปี 2009 ถึงปัจจุบัน) ข้อมูลจาก Rasmussen Reports

Tea Party การกำเนิดของ “ฝ่ายขวาใหม่”

ช่วงกลางปี 2009 กลุ่มคนที่ไม่พอใจแนวทางการแก้ปัญหาของโอบามา (รวมถึงนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลบุชช่วงปลาย) เริ่มรวมตัวกันในชื่อกลุ่ม Tea Party ซึ่งตั้งชื่อตามการประท้วงชุมนุมงานเลี้ยงน้ำชาที่บอสตัน (Boston Tea Party) ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐสมัยยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 1773

อุดมการณ์หลักของ Tea Party นั้นต่อต้านการอุ้มสถาบันการเงิน ต่อต้านงบประมาณขาดดุลและการขึ้นภาษี คนกลุ่มนี้เคยหวังกับ “ความเปลี่ยนแปลง” ของโอบามาแต่ก็ต้องผิดหวัง จึงพยายามสร้าง “การเมืองแบบใหม่” ในแบบฉบับของตัวเองที่แตกต่างไปจากโอบามา

จากการสำรวจพบว่ากลุ่ม Tea Party มักเป็นอเมริกันผิวขาวที่มีอายุมากกว่า 45 ปี มีการศึกษาและรายได้ดี มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมและเคยผ่านประสบการณ์ “ยุครุ่งเรืองของอเมริกา” และโหยหาอดีตอันหอมหวนอันนั้น

การประท้วงของกลุ่ม Tea Party ในวอชิงตันดีซี เมื่อเดือนกันยายน 2009 (ภาพจาก Wikipedia)

Tea Party เติบโตขึ้นเรื่อยๆ โดยผ่านการรวมตัวแบบหลวมๆ มีแนวทางสนับสนุนพรรครีพับลิกันแต่ไม่ใช่เห็นด้วยกับรีพับลิกันไปเสียทั้ง หมด (เราอาจมองว่าเป็นปีกหนึ่งของอุดมการณ์แบบรีพับลิกัน) กลุ่ม Tea Party ดำเนินการประท้วงหลายครั้งตลอดปี 2009-2010 และสามารถระดมคนมาร่วมประท้วงได้เป็นจำนวนมาก

Tea Party สนับสนุนแนวทางของซาร่าห์ เพ-ลิน ผู้สมัครรองประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกันในปี 2008 และต่อต้านนโยบายส่วนมากของโอบามา ข้อเสนอของ Tea Party คือการปฏิรูปภาษี ลดภาษี และงบประมาณแบบสมดุล Tea Party

Judah Sekscinski แกนนำหนุ่มของ Tea Party ในรัฐเดลาแวร์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าเข้าร่วมกับ Tea Party ตั้งแต่แรกเพราะรัฐบาลใช้งบประมาณฟุ่มเฟือย ประเทศมีหนี้มหาศาล และต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงใหม่ในวอชิงตัน เขาบอกว่ามีประชาชนที่ไม่สังกัดพรรคใด และอดีตผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตเข้าร่วมเป็นจำนวนไม่น้อย

กลุ่ม Tea Party บางคนประสบความสำเร็จถึงขนาดลงรับเลือกตั้งในนามพรรครีพับลิกัน เช่น Christine O’Donnell ที่ใช้คะแนนหนุนจากมวลชนเอาชนะนักการเมืองเก่าแก่ของพรรครีพับลิกัน ขึ้นมาเป็นตัวแทนในการชิงวุฒิสภาระดับรัฐได้สำเร็จ

การเกื้อหนุนกันระหว่างขบวนการ Tea Party ที่กำลังสร้างโมเมนตัม และพรรครีพับลิกันที่รอโอกาสนี้มานาน ทำให้เดโมแครตตกอยู่ในที่นั่งลำบาก

ประเมินผลการเลือกตั้ง:รีพับลิกันกำลังกลับมา

สำนักข่าว BBC ได้รวบรวมผลการประเมินจากนักวิเคราะห์การเมืองหลายราย แสดงกราฟคาดการณ์ผลการเลือกตั้งดังภาพ

ที่มา – BBC

จากการคาดการณ์ของ BBC พยากรณ์ว่าพรรครีพับลิกันจะได้คะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้นถึง 56 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 435) ชิงเสียงข้างมากในสภาล่างได้สำเร็จ แม้ว่าจะเป็นเสียงปริ่มน้ำคือมากกว่าเสียงข้างมาก 18 คะแนนก็ตาม

ส่วนในสภาสูงหรือวุฒิสภา คาดว่ารีพับลิกันจะได้ที่นั่งเพิ่มอีก 7 เสียง แต่เดโมแครตยังสามารถรักษาเสียงข้างมากได้แบบเฉียดฉิว

ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาในทิศทางเดียวกับที่ประเมินเอาไว้ การที่เดโมแครตสูญเสียที่นั่งทั้งในสภาบนสภาล่าง จะทำให้รัฐบาลโอบามาเริ่มประสบอุปสรรคในการดำเนินนโยบายสำคัญๆ โดยเฉพาะนโยบายในประเทศ ที่หลายๆ อย่างต้องอาศัยการสนับสนุนจากรัฐสภา แม้ว่าในระดับนโยบายต่างประเทศ โอบามาจะยังได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกันอยู่ก็ตาม

ความแตกแยกระหว่างสองขั้วในสังคมอเมริกัน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและสลายภาพฝันที่โอบามาสร้างไว้ จะส่งผลสะเทือนต่อเศรษฐกิจอเมริกันที่ทรุดหนักอยู่แล้วเข้าไปอีก เจ้าโลกอย่างอเมริกาคงยังอยู่ในช่วง “ขาลง” ไปอีกระยะหนึ่ง

การเลือกตั้งที่กำหนดทิศทางของประเทศอเมริกาจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามผลอย่างเป็นทางการในอีกไม่ช้า

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

บุญยืน สุขใหม่: ความยุติธรรมที่ถูกลืม

Posted: 03 Nov 2010 03:05 AM PDT

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 [*] มันเป็นวันที่สำคัญมากวันหนึ่งสำหรับคนที่รอคอยมานานไม่น้อยกว่าสิบห้าปี และระหว่างการรอคอยความยุติธรรมจากศาลมีหลายชีวิตต้องลมหายตายจากไปอย่างคนไร้เกียรติหรือไร้เหลียวแล นี่หรือคือผลจากการพัฒนาอุตสาหกรรมที่รัฐบาลหลายยุคหลายสมัยต่างก็ชื่นชมและเลี้ยงฉลองกับการประกาศค่า GDP กันอย่างใหญ่โตในโรงแรมหรู แต่ขณะเดียวกันยังมีชีวิตของคนงานอีกหลายชีวิตยังคงนอนนิ่งหายใจรวยรินรอคอยความตายอยู่ในซอกหลืบของสังคม โดยที่ไม่รู้ว่า“ความตาย” มันจะมาเยือนเมื่อไรเขาเหล่านั้นทำผิดอะไร ? เปล่าเลยเขาเหล่านั้นไม่ได้ทำผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าจะผิดก็คงจะผิดตรงที่เขาเกิดมาเป็นคนไทย !

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐภายใต้ชื่ออันสวยหรูว่า “การพัฒนา” นั้นมีให้เห็นมากมาย และคนที่ทุกคนน่าจะรู้จักดีก็คือ "ยายไฮ ขันจันทา" กับ 28 ปีของการเดินทางต่อสู้กับอำนาจรัฐ มันทั้งเจ็บปวดที่ถูกพูดจาถากถางจากเจ้าหน้าที่รัฐ และมันแสนคับแค้นใจเหนือคำบรรยายเมื่อถูกเพื่อนบ้านต่อว่า ว่าเป็นคนเห็นตัวแต่ใครจะเข้าใจหัวอกผู้ถูกกระทำเท่าพี่น้องสมัชชาคนจนด้วยกัน

ความแตกต่างของการรอคอยระหว่าง "ยายไฮ" กับ " คุณสมบุญ สีคำดอกแค" ซึ่งทั้งคู่ต่างก็เป็นสมาชิกสมัชชาคนจนเช่นเดียวกันแตกต่างกันที่ "คุณสมบุญ สีคำดอกแค และพี่น้องโรงงานทอผ้ากรุงเทพเหลือปอดเพียงข้างเดียว” แต่ทุกคนต่างก็มีจิตใจที่เข้มแข็งแน่วแน่บนเส้นทางแห่งการต่อสู้นี้ ถึงแม้ร่างกายที่อ่อนแอ บวกกับระยะทาง 15 ปี ที่เดินผ่านมา พบกับอุปสรรคและขวากหนามมากมาย สู้ทนขมขื่นเก็บกลั้นน้ำตาแห่งความปวดรวดร้าวนั้นไว้ บางครั้งมีเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญจากพี่น้องหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีคำเยาะเย้ยถากถางจากคนไทยหรือแม้แต่จากพี่น้องกรรมกรด้วยกัน

นี่แหละคือรางวัลสำหรับชีวิตของคนทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ตลอดระยะเวลาที่ต่อสู้มา 15 ปี เขาไม่ได้หวังเงิน โล่รางวัลหรือเหรียญตราใดๆ แต่สิ่งที่คุณสมบุญ สีคำดอกแค และผู้ป่วยทั้งหลายต้องการ “ความยุติธรรม” ซึ่งมันจะเป็นน้ำมันหล่อเลี้ยงจิตใจให้กับคนป่วยเหล่านี้ยืนหยัดต่อสู้ต่อไป มาถึงวันนี้โจทก์ที่ยื่นฟ้องต่อบริษัทฯ ทั้งสิ้น 38 คน หลายคนได้เสียชีวิตไปแล้ว และมีอีกหลายคนที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ทุกคนก็ยังคงเฝ้ารอคำพิพากษา เผื่อว่ามันอาจจะเป็นข่าวดีข่าวสุดท้ายสำหรับชีวิตของเขา

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 จะเหลือโจทก์สักกี่คนที่สามารถเดินทางไปฟังคำพิพากษาฏีกาของศาลแรงงานกลางได้ การเดินทางในการเข้าถึงในครั้งนี้ ต้องใช้เวลาในการเดินทางกว่า 15 ปี มันจะเรียกได้หรือไม่ว่า "ความยุติธรรม"

.....

[*] อ่านเพิ่มเติม ...  พิพากษาฎีกาแล้ว 15 ปี ที่ต้องรอคอย..... ของกลุ่มผู้ป่วยปอดเสื่อมจากการทำงาน ด้วยโรคบิสซิโนซิสปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้าย

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ชาวบ้านเชื่อ รัฐบาลพม่าจะไม่เลื่อนการเลือกตั้งในพื้นที่ประสบภัย

Posted: 03 Nov 2010 01:39 AM PDT

ชาวบ้านในรัฐอาระกันเชื่อว่า รัฐบาลพม่าจะไม่เลื่อนการเลือกตั้งในพื้นที่ประสบภัยพายุไซโคลนกิริ ออกไปจากกำหนดเดิม ในขณะเดียวกัน ยังไม่มีคำตอบจากทางคณะกรรมการเลือกตั้งพม่าถึงเรื่องนี้

นายเอหม่อง จากพรรคพัฒนาแห่งชาติยะไข่ (Rakhine Nationalities Development Party) เปิดเผยว่า ได้ส่งจดหมายไปยังคณะกรรมการเลือกตั้งพม่าให้เลื่อนการเลือกตั้งในเมืองคเยาก์พยู เมืองพอกทอ มะเยโบนและเมืองมินพยา ในรัฐอาระกันออกไปก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุดจากพายุไซโคลนกิริ โดยทางพรรคได้ส่งจดหมายไปให้คณะกรรมการเลือกตั้งในวันถัดมาหลังจากเกิดภัยพิบัติ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีใดๆจากทางคณะกรรมการเลือกตั้งแต่ ซึ่งเป็นไปได้ว่า รัฐบาลไม่ต้องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของนายเอหม่อง เขากล่าวว่า รัฐบาลควรเลื่อนการเลือกตั้งในพื้นที่ประสบภัยออกไปก่อน เนื่องจากเขาเห็นว่า ยังคงเป็นเรื่องยากที่ชาวบ้านจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติในช่วงเวลานี้ ด้านทาบาน จากพรรคสันนิบาตแห่งชาติอาระกันเพื่อประชาธิปไตย (Arakan League for Democracy) กล่าวว่า ที่จริงแล้วรัฐบาลควรเลื่อนการหย่อนบัตรในพื้นที่ประสบภัยในรัฐอาระกันออกไป โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ไซโคลนนาร์กิสในพื้นที่ปากน้ำอิรวดี ที่รัฐบาลยังเลื่อนการลงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญปี 2551 ออกไป 15 วัน

ด้านตัวเลขผู้เสียชีวิตจากไซโคลนกิริ ที่เข้าพัดถล่มชายฝั่งของรัฐอาระกันเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมาอยู่ที่ 170 รายแล้ว โดยชาวบ้านราว 170, 000 คน ยังคงไม่มีบ้านอยู่ โดยชาวบ้านในพื้นที่รายหนึ่งกล่าวว่า “รัฐบาลไม่ได้สนใจว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับเรา สิ่งที่พวกเขาให้ความสนใจก็คือ การรักษาอำนาจของตนต่อไป ในเวลาเดียวกัน เราถูกรัฐบาลกดดันอย่างหนักให้ไปเลือกตั้ง” ด้านชาวบ้านอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “เราไม่สนใจการเลือกตั้งครั้งนี้แต่อย่างใด สิ่งที่เรากำลังคิดในตอนนี้ก็คือ เราจะกลับมาเริ่มชีวิตใหม่อย่างไร”

ขณะที่ความเคลื่อนไหวอื่นๆ มีรายงานว่า พรรคการเมืองของรัฐบาลกำลังรณรงค์หาเสียงในพื้นที่อย่างหนัก เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน เช่นมีการแจกจ่ายอาหารให้กับผู้ประสบภัย การซ่อมแซมสุเหร่าให้กับชุมชนชาวมุสลิมในเมือง มงดอว์ ทางภาคตะวันตกของรัฐอาระกัน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ที่รัฐบาลอนุญาตให้มีการซ่อมแซมสุเหร่าได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลพม่าสั่งห้ามชาวมุสลิมซ่อมแซมหรือสร้างสุเหร่าแห่งใหม่

ส่วนในเมืองราทีดอง อีกเมืองหนึ่งของรัฐอาระกัน มีรายงานว่า รัฐบาลกำลังกดดันให้ข้าราชการในพื้นที่ลงคะแนนเสียงล่วงหน้าให้กับทางพรรคสหภาพและการพัฒนา (The Union Solidarity and Development Party - USDP) ของรัฐบาล

 ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลพม่าประกาศเคอร์ฟิวในเมืองหลอยก่อ เมืองหลวงของรัฐคะเรนนี โดยห้ามประชาชนออกจากบ้านตั้งแต่เวลา 18.00 น. - 06.00 น.หลังทหารพม่าถูกพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (Karenni National Progressive Party -KNPP) ซุ่มโจมตี จนทำให้มีทหารพม่าเสียชีวิต 4 นาย และทหารคะเรนนีเสียชีวิต 1 นาย

เช่นเดียวกับที่มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในเมืองเมาะละแหม่ง เมืองหลวงของรัฐมอญ หลังจากที่รัฐบาลพม่าออกมากล่าวหาว่า กองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นยู (Karen National Union) และกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ตั๊ดบิ่ว” เตรียมก่อเหตุวางระเบิดเพื่อขัดขวางการเลือกตั้ง โดยมีการตั้งด่านตรวจทั่วเมือง ซึ่งสถานการณ์คล้ายคลึงกับกรุงย่างกุ้ง เนื่องจากมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ร้านอาหารและร้านน้ำชาในย่างกุ้งถูกสั่งให้ปิดเร็วขึ้นกว่าปกติ

ขณะที่ในรัฐฉานเอง มีรายงานว่า ประชาชนในเมืองล่าเซี่ยว เมืองน้ำตู้ สี่ป้อ ทางภาคเหนือของรัฐฉานส่วนใหญ่ จะลงคะแนนเสียงให้กับพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทใหญ่ หรือ พรรคเสือเผือก (Shan National Democracy Party – SND) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของชาวไทใหญ่ มีรายงานเช่นเดียวกันว่า วัยรุ่นชาวคะฉิ่นที่อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของรัฐฉานเป็นจำนวนมากทยอยเดินทางเข้าจีนนับตั้งแต่วันที่ 21 เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องจากไม่ต้องการไปลงคะแนนเสียงให้กับรัฐบาลพม่าในวันอาทิตย์ที่ 7 พ.ย.ที่จะถึงนี้

ที่มา:

Narinjara/KNG/Irrawaddy/Mizzima/เวบไซต์ข่าวไทใหญ่ www.mongloi.org 2 พ.ย.53

แปลและเรียบเรียงโดย สาละวินโพสต์ "สื่อทางเลือกเพื่อแบ่งปันความเข้าใจสู่เพื่อนบ้าน"อ่านข่าวและบทความอื่นๆ อีกมากมายได้ที่เว็บไซต์ www.salweennews.org เฟซบุ๊ค http://www.facebook.com/Salweenpost ทวิตเตอ ร์http://twitter.com/salweenpost     

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

สุรพศ ทวีศักดิ์: “ความดี” ในจินตนาการของชาวพุทธไทย

Posted: 03 Nov 2010 01:27 AM PDT

ความดีในจินตนาการของชาวพุทธไทยคืออะไร? ทำไมชาวพุทธไทยจึงนิยมทำความดีตามเทศกาล ทำไมความดีจึงผูกพันอยู่กับวัด อยู่กับพิธีกรรม หรือมีรูปแบบเฉพาะ และมีความหมายพิเศษ เช่น จะทำความดีต้องไปนุ่งขาวห่มขาว ต้องไปนั่งหลับตา ต้องไปบริจาคให้พระ บริจาคมากได้บุญมาก แล้วความดีหรือบุญนั้นก็มีอานุภาพวิเศษหลายอย่าง

เช่น ดลบันดาลให้ถูกหวยก็ได้ (แต่พระบอกว่า “หวยเป็นอบายมุข” ผมเคยได้ยินมหาเปรียญ 9 อธิบายว่า การถูกหวยเป็นเพราะกรรมดีในอดีตส่งผล) ให้ร่ำรวยทำมาค้าขึ้นก็ได้ ให้ได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้าคนนายคนก็ได้ ให้ไปเกิดในสวรรค์มีนางฟ้าห้าร้อยเป็นบริวารก็ได้ (แต่ไม่เห็นมีเทพบุตรห้าร้อยเป็นบริวาร) ให้ไปนิพพานก็ได้ แต่แทบไม่เห็นสอนกันว่า ความดีหรือบุญทำให้สังคมมีความเป็นธรรมอย่างไร มีเสรีภาพ ความเสมอภาค ภราดรภาพอย่างไร หรือแม้แต่ด้วยการทำบุญหรือความดีนั้นทำให้เราเคารพ “ความเป็นคน” ของตนเองและเพื่อนมนุษย์อย่างไร

ผมเลยลองไปหาดูจากคัมภีร์ทางพุทธศาสนาว่า ความดีตามที่บันทึกในพระไตรปิฎกเหมือนกับความดีตามจินตนาการของชาวพุทธไทยไหม ก็พบประเด็นที่อยากนำมาแลกเปลี่ยน คือ

1. ความดี (ตามที่พุทธศาสนาสอนจริงๆ) เป็นวิถีชีวิตไม่ได้ผูกพันอยู่กับวัดกับรูปแบบพิธีกรรมใดๆ ตัวอย่างเช่น การทำความดีที่คลาสสิกมากๆ คือ การทำความดีของพระโพธิสัตว์ใน “ทศชาติชาดก” ที่เรียกกันว่าเป็นความดีสูงส่งในระดับของ “การบำเพ็ญบารมี” ที่ส่งผลต่อมาให้ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น สาระสำคัญจริงๆ แล้ว คือการทำความดีในวิถีชีวิต ในบริบทที่เราดำรงชีวิตอยู่จริง และการทำความดีบางอย่างหมายถึง “การต่อสู้เพื่อให้รอดชีวิต”

เช่น การทำความเพียรของพระมหาชนก ก็คือการใช้ความพยายามว่ายน้ำในมหาสมุทร 7 วัน 7 คืน เพื่อให้มีชีวิตรอด นี่หมายความว่าพุทธศาสนายกย่องความเพียรพยายามเพื่อให้ตนเองมีชีวิตรอดว่าเป็น “การบำเพ็ญบารมี” อย่างหนึ่งเลยทีเดียว

ชาวพุทธอาจอธิบายว่า ที่การทำความเพียรเพื่อรอดชีวิตของพระมหาชนกเป็นการ “บำเพ็ญบารมี” เพราะเป็นความเพียรของพระโพธิสัตว์ที่อธิษฐานมาก่อนว่าจะบำเพ็ญบารมีเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต (วิริยบารมีเป็นหนึ่งในบารมี 10 ข้อ) แต่ประเด็นคือ “เนื้อหา” ของ “ความเพียรพยายามเพื่อให้มีชีวิตรอด” ถ้ามีคุณค่าเป็นความดีภายใต้ความจำเป็นในบริบทชีวิตจริง (กรณีพระมหาชนก บริบทคือเรือแตกในมหาสมุทร จำเป็นต้องเพียรพยายามเพื่อให้รอดชีวิต และความเพียรพยายามนั้นเป็น “ความดี” ที่ได้รับการสรรเสริญ) แต่ทำไมการสอนเรื่อง “ความดี” ในสังคมพุทธไทย จึงไม่ค่อยให้คุณค่ากับการทำความดีในบริบทของชีวิตจริงอย่างที่ให้คุณค่าอย่างสูงยิ่งแก่การกระทำของพระมหาชนก

มีคนจำนวนมากในสังคมที่พยายามต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอด เช่น รอดจากความยากจน จากการถูกละเมิดสิทธิ แต่ชาวพุทธไทยไม่ได้ให้การยกย่อง คือไม่ได้ยกย่องผ่านคำอธิบายด้วยหลักคิดทางพุทธศาสนา เช่น กรณียายไฮ ขันจันทา ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเองเกือบ 30 ปี เรายกย่องผ่านหลักคิดของประชาธิปไตย ไม่ได้ยกย่องว่าเป็นความดีตามหลักพุทธศาสนา เพราะความเพียรของยายไฮ ไม่ใช่การทำบุญกับวัด ไม่ผ่านพิธีกรรมทางศาสนาใช่หรือไม่? (แต่ก็เป็นการทำความดีเพื่อความอยู่รอดในบริบทชีวิตจริงเช่นเดียวกับพระมหาชนกมิใช่หรือ?)

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ สุวรรณสามชาดก การทำความดีก็คือการมีความกตัญญูเลี้ยงดูบิดามารดาที่ตาบอด นี่ก็คือการทำความดีตามบทบาทหน้าที่ในครอบครัว ซึ่งคนในยุคปัจจุบันก็ทำแบบนี้อยู่ไม่น้อย (เช่น เรื่องราวของเด็กหญิงวัลลีย์ ฯลฯ) แต่ชาวพุทธไทยไม่ได้โปรโมทความดีในวิถีชีวิตจริงแบบนี้เท่ากับครึ่งเสี้ยวหนึ่งของการโปรโมทการทำดีด้วยการบริจาคเงินให้วัด หรือการทำความดีในรูปแบบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งมี “อานิสงส์” หรือ รางวัลตอบแทนเป็นสวรรค์ นิพพาน โชคลาภ ความมั่งคั่งร่ำรวย ฯลฯ (ต่อให้คุณทำความดีอื่นๆ ในวิถีชีวิตมากพียงใด แต่คุณไม่เคยเข้าวัดปฏิบัติธรรมคุณอาจไม่ใช่คนดีในมิติพุทธ)

ที่ยกมาเป็นตัวอย่างการทำความดีเฉพาะตัว หรือเป็นจริยธรรมเชิงปัจเจก ส่วนความดีเชิงสังคม เช่น กรณีของพระเวสสันดร การบริจาคช้างคู่บ้านคู่เมืองของตนเอง แก่ชาวเมืองอื่นที่เดือดร้อน เสียสละลูกเมียไปเป็นทาสของคนอื่น ถือเป็นการทำความดีเพื่อสังคม เพื่อผู้อื่นโดยยอมเจ็บปวดที่ต้องถูกเนรเทศออกจากเมือง ที่ต้องสูญเสียลูกเมียอันเป็นที่รัก

แต่ดูเหมือนการเรียนรู้เวสสันดรชาดกในบ้านเราไม่ได้เน้นคุณค่าของ “การเสียสละตนเองเพื่อสังคม” เพื่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการยอมเจ็บปวดเพื่อเพื่อนมนุษย์ แต่ให้ความสำคัญกับ “มิติจริยธรรมเชิงปัจเจก” ว่า ที่พระเวสสันดรทำเช่นนั้นต้องถือเป็นคุณลักษณะเฉพาะตัวของพระโพธิสัตว์ผู้มุ่งประสงค์ต่อพระโพธิญาณ

ฉะนั้น มิติของความดีในจินตนาการของชาวพุทธไทย จึงไม่มีมติทางสังคม ถ้าสังคมพุทธไทยมองมิติทางสังคมของการทำความดี (เช่นกรณีพระเวสสันดร) สังคมพุทธไทยย่อมมีวัฒนธรรมย่องย่องการทำความดีเพื่อสังคม เช่น การใช้ความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด การเสียสละตัวเองของคนอย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ เพื่อต่อสู้เปลี่ยนแปลงระบบสังคมการเมืองที่ไม่เป็นธรรม สร้างระบบสังคมการเมืองที่เป็นธรรม แต่กลับไม่ปรากฏว่าชาวพุทธยกย่องการเสียสละเช่นนี้ รวมถึงการเสียสละชีวิตต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของนักศึกษา ประชาชนในยุคต่างๆ ที่ผ่านมา

นอกจากไม่ให้คุณค่าแก่การเสียสละ (ความหมายสำคัญคือ “การเสียสละเพื่อสังคม” ต่างกันที่บริบท เช่น พระเวสสันดรกระทำการเสียสละในบริบทหนึ่ง จิตรฯ และคนอื่นๆ ในยุคปัจจุบันกระทำการเสียสละในบริบทหนึ่ง แม้อาจจะด้วยอุดมการณ์ที่ต่างกัน แต่การเสียสละตัวเอง ยอมเจ็บปวดฯลฯ เป็นการทำความดีในวิถีชีวิตในบริบทสังคมที่เป็นจริงเช่นกัน) ของคนทั่วไปในปัจจุบันดังกล่าวว่ามีความหมายเป็น “ความดี” ที่ควรยกย่องแล้ว ดูเหมือนว่าชาวพุทธไทยมองความเสียสละเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นธรรมเป็นเรื่องทางโลก ไม่เกี่ยวกับทางธรรม เป็นเรื่องของพวกหัวรุนแรง เป็นเรื่องของความวุ่นวาย ไม่นำไปสู่บุญกุศลและความสงบ กระทั่งไม่แคร์ต่อการที่คนเหล่านี้ถูกฆ่าด้วยซ้ำ (อย่างที่มีพระบอกว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ฯลฯ)

ฉะนั้น การทำความดีของชาวพุทธที่เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน จึงหมายถึงการระดมคนไปทำบุญไปปฏิบัติธรรมที่วัดมากๆ ถ้าคนสนใจปฏิบัติธรรม เข้าวัดทำบุญกันมากๆ พุทธศาสนาก็มั่นคง สังคมก็จะมีความสงบสุข (ไม่สนใจรับรู้ว่าสังคมจะเป็นธรรมไม่เป็นธรรม ฯลฯ)

2. การปฏิบัติธรรมที่ว่างเปล่า ผมพยายามเปิดหาในพระไตรปิฎกว่ามีไหมที่เวลาคนมีความทุกข์เมื่อไปหาพระพุทธเจ้าแล้วพระองค์แนะนำให้ไปนั่งหลับตากำหนดลมหายใจเข้า-ออกพร้อมกับบริกรรม (ท่องในใจ) “คำอะไรสักอย่าง” ที่ไม่มีความหมายต่อการทำความเข้าใจความทุกข์หรือปัญหาที่คนๆนั้น กำลังประสบอยู่ ปรากฏว่าผมหาไม่เจอว่าพระพุทธเจ้าเคยแนะนำแบบนี้เลย

มีตัวอย่างที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งคือ สตรีคนหนึ่งที่ลูกคนเดียวของเธอเสียชีวิตกะทันหัน เธอเสียใจมากอุ้มศพลูกไปเที่ยวหาหมอวิเศษเพื่อให้ชุบชีวิตลูกเธอให้ฟื้น จนไปพบพระพุทธเจ้าแล้วพระองค์ก็ออกอุบายว่าให้เธอไปหาเมล็ดผักกาดในบ้านของใครก็ได้ที่ไม่เคยมีคนตายเลย เมื่อหามาได้แล้วพระองค์จะช่วยชุบชีวิตลูกให้ เธอไปเที่ยวหาทั้งวันก็ไม่มีบ้านไหนที่ไม่เคยมีคนตาย ในที่สุดก็ตั้งสติได้ จัดการศพลูกเรียบร้อยแล้วก็มาพบพระพุทธเจ้า พระองค์ก็แสดงธรรมให้ฟังแล้วเธอก็บรรลุธรรม

เรื่องราวในพระไตรปิฎกจะเป็นแบบนี้แทบทั้งนั้น ส่วนใหญ่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมในลักษณะการสนทนาโต้ตอบปัญหาต่างๆ กับผู้ฟัง มีผู้ฟังจำนวนไม่น้อยที่บรรลุธรรมขณะสนทนาโต้ตอบกันจบลง หรือฟังธรรมจบลง หรือไม่ก็นำสิ่งที่ฟังนั้นมาใช้ในการดำเนินชีวิต ฉะนั้น การปฏิบัติธรรมของคนในยุคนั้นจึงหมายถึงการสนทนาแลกเปลี่ยน การฟัง การนำหลักธรรมที่มี “เนื้อหา” ที่สามารถตอบปัญหาหรือความทุกข์ที่เขาประสบอยู่มา apply กับการใช้ชีวิตจริง

ไม่ปรากฏว่ามีการจัดโครงการปฏิบัติธรรม ขนคนไปมากๆ แล้วไปนั่งหลับตาบริกรรม “คำที่ไม่มีเนื้อหา” ที่ทำให้เข้าใจชีวิตเลย หรือจัดทัวร์สวรรค์ทัวร์นิพพาน จองสถานที่ปฏิบัติธรรมเพื่อเอาบุญเอากุศลข้ามเป็นปีๆ อย่างที่นิยมทำกันเป็นล่ำเป็นสันในบ้านเรา ซึ่งผมเห็นว่าเป็นการปฏิบัติธรรมที่ว่างเปล่าจากความหมายที่จะทำให้ชีวิตมีคุณค่ามากขึ้นและสังคมดีขึ้น

และที่ผมรู้สึกสะเทือนใจมากคือ เมื่อได้เห็น “ชาวพุทธคุณภาพระดับแถวหน้า” ในบ้านเรา คนหนึ่งไม่กินเนื้อสัตว์ คนหนึ่งเป็นเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนากรรมฐานและเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ เรียกร้องให้รัฐบาลและทหารใช้มาตรการเด็ดขาดสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ผมงงมากว่า “ความดี” และ “การปฏิบัติธรรม” ในจินตนาการของชาวพุทธบ้าเราคืออะไร?

ทำไมคนที่อ้างความดี อ้างการปฏิบัติธรรมจึงไม่ให้ความสำคัญแก่การปกป้องชีวิตของเพื่อนมนุษย์เลย!?

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

D-magazine ชวนคนรักประชาธิปไตยส่งผลงานตีพิมพ์

Posted: 03 Nov 2010 01:13 AM PDT

D-magazine นิตยสารของคนรักสิทธิ เสรีภาพ ประชาธิปไตย สื่อทางเลือกในการทำความเข้าใจสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน ชวนเชิญผู้ที่สนใจส่งผลงานตีพิมพ์ ปิดต้นฉบับ 20 พ.ย. นี้

3 พ.ย. 53 - สำนักพิมพ์ราษฎร์ประสงค์ ร่วมกับ กลุ่มกวีตีนแดงมีโครงการจัดพิมพ์หนังสือ D-magazine นิตยสารสำหรับคนไทยที่มีใจรักในสิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย วัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อทางเลือกในการทำความเข้าใจสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการเปิดพื้นที่สำหรับเผยแพร่เรื่องราวและทรรศนะของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งในเบื้องต้นกำหนดออกเป็นรายสะดวก (ตามแต่ทุนทรัพย์จะเอื้ออำนวย) โดย D-magazine ฉบับต่อไป มีกำหนดพิมพ์เผยแพร่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 นี้

ทั้งนี้กองบรรณาธิการ จึงขอเรียนเชิญเพื่อนพ้องนักคิดนักเขียนอิสระ นิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วไปร่วมส่งบทความ บทวิเคราะห์ บทกวี เรื่องสั้นเพื่อพิจารณาลงตีพิมพ์ใน D-magazine โดยเริ่มเปิดรับบทความตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 พฤศจิกายน 2553 ส่งบทความทาง e-mail : freewrite2010@hotmail.com พร้อมชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์เพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับ

โดยบทความ บทวิเคราะห์ บทกวีทุกชิ้นจะต้องไม่เคยถูกตีพิมพ์หรือเผยแพร่ในที่ใดมาก่อน และต้องไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์จากผู้ใด สำหรับทุกบทความที่ได้ลงตีพิมพ์กองบรรณาธิการจะจัดส่งนิตยสารฉบับดังกล่าวให้ฟรีสองฉบับ และอาจมีค่าตอบแทนตามสมควร
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

กมธ.ร่วมแก้ร่าง กม. “กสทช.” ส่งคืนให้สองสภาลงมติ

Posted: 03 Nov 2010 12:39 AM PDT

กมธ.ร่วมฯ แก้ไขร่าง กม.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ ส่งคืนให้ สส. และ สว.ลงมติ เกรงไม่ทันปิดสภาฯ หลังแก้ไขประเด็นหลักที่วุฒิฯ ปรับ

เมื่อวันที่ 28 ตุ.ค. 53 ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. …ได้พิจารณาปรับปรุงร่างกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว และได้ส่งกลับคืนไปยังสภาผู้แทนราฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ทันในสมัยประชุมนี้ แต่ในสัปดาห์นี้ยังไม่ปรากฏวาระการประชุมทั้งสองสภา

มติกรรมาธิการร่วมฯ แก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายในห้าประเด็นหลัก คือ หนึ่ง-องค์ประกอบกรรมการ (ม.6) มีมติให้ กสทช.มีจำนวนสิบเอ็ดคนโดยตัดองค์ประกอบด้านศาสนาและด้านความมั่นคงออกไป สอง-คุณสมบัติกรรมการ(ม.7) มีมติให้ กสทช. มีอายุระหว่าง 35-70 ปี สาม-ลักษณะต้องห้ามของกรรมการ(ม.7) ต้องไม่อยู่ในระหว่างต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

สี่-การได้มาซึ่งกรรมการ(ม.9-19) มีมติให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นหน่วยงานธุรการในการดำเนินการสรรหาและคัดเลือกกรรมการ กสทช. ตามร่างของสภาผู้แทนราษฎร ห้า-การกำหนดระยะเวลาให้รัฐวิสาหกิจต้องนำรายได้จากผลประกอบการที่ให้อนุญาต สัมปทาน หรือสัญญา (ม.84) มีมติให้รัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการนำส่งเพื่อเป็นรายได้ของรัฐออกไปเป็นสามปีหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นแก้ไขเพิ่มเติม อาทิ วัตถุประสงค์ของกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ(ม.51(2)) ที่ประชุมมีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมระบุให้มีการส่งเสริมและสนับสนุน เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการ ผู้สูงอายุหรือ ผู้ด้อยโอกาส ตามที่นายมณเฑียร บุญตัน สว.และกรรมาธิการเสนอ

รวมทั้งประเด็นการจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชน(ม.85) ที่ประชุมมีมติให้แก้ไขปรับปรุงโดยเพิ่มความเป็นวรรคสาม ดังนี้ “หลังจากประกาศใช้แผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่แล้ว ในช่วงเวลาที่ยังไม่ได้ประกาศให้ใช้ระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ให้กสทช. จัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนได้ใช้ในกิจการโทรทัศน์เป็นการชั่วคราวเฉพาะในพื้นที่ที่มีคลื่นความถี่เพียงพอที่จะดำเนินการจัดสรรได้”

ทั้งนี้ระหว่างประชุมครั้งที่ 4  (22 ต.ค.)  นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ และนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการ ซึ่งเป็นกรรมาธิการร่วมฯ แสดงความเห็นสอดคล้องกัน ต่อร่างมาตรา 85 ที่ระบุเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ 20% ให้กับภาคประชาชนมาใช้บังคับ จนกว่าจะมีการจัดทำแผนในระบบดิจิตอลแล้ว โดยแสดงความเป็นห่วงว่าถ้าหากปล่อยให้ท้องถิ่นดำเนินกิจการโทรทัศน์ไปพลาง เกรงว่าจะเกิดปัญหาซ้ำรอยเช่นเดียวกับกรณีวิทยุชุมชนที่ในขณะนี้ กทช.เองไม่สามารถควบคุมดูแลได้ การให้สิทธิชั่วคราวจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคต อีกทั้งการจัดทำแผนในระบบดิจิตอลจะไม่ล่าช้าเพราะมีแผนแม่บทคลื่นความถี่กำกับอยู่

ด้านนางรสนา โตสิตระกูล สว.และกมธ.ร่วม ได้แสดงความเห็นยืนตามร่างวุฒิสภาที่ได้แก้ไขไว้ ว่าควรเปิดให้มีการจัดสรรคลื่นชั่วคราวในพื้นที่ที่มีคลื่นความถี่เพียงพอให้กับภาคประชาชนได้ใช้ระหว่างการเปลี่ยนผ่านเป็นระบบดิจิตอล เนื่องจากไม่มีหลักประกันว่าประชาชนจะเข้าถึงหรือได้รับสิทธิในคลื่นความถี่เมื่อใดหากการแปลงระบบไปสู่ดิจิตอลล่าช้าออกไป ทั้งยังได้ย้ำว่าอย่างไรก็ตามการกำหนดนิยาม “ภาคประชาชน” ควรต้องมีความชัดเจนไม่เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจหรือกลุ่มที่แสวงประโยชน์อื่นๆ เข้ามาแทรกแซงได้

ระหว่างกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายในคราวนี้มีผู้ยื่นข้อเสนอปรับปรุงแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฯ สี่หน่วยงาน ประกอบด้วย สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) สมาคมพนักงานองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และกลุ่มพลังใหม่ ทีโอที

ข้อสังเกตในการพิจารณาร่างกฎหมายครั้งนี้ พบว่าผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ นอกจากนักวิชาการ ตัวแทนภาคประชาชนแล้ว ยังปรากฎรายชื่อของนายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง ซีอีโอบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ CAT และ นายมนต์ชัย หนูสูง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) หรือ TOT อีกทั้งระหว่างการประชุมทุกครั้งจะมีตัวแทนจากสองรัฐวิสาหกิจเตรียมพร้อมเข้าชี้แจงและนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการนำส่งรายได้จากการสัมปทานโดยตลอด นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจาก คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ(คปส.) อสมท และเครือข่ายวิทยุเสียงธรรมเข้าติดตามการพิจารณาเป็นประจำ.
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

นักข่าวพลเมือง: โจ๋เมืองดอกบัวเข้าค่ายฝึกละครเพื่อฟื้นฟูคุณธรรม

Posted: 03 Nov 2010 12:22 AM PDT

2 พ.ย. 53 - ศูนย์ภูมิปัญญาไทบ้าน อ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี โครงการต้นกล้าคุณธรรมสร้างสรรค์สื่อเพื่อชุมชนคุณธรรม ร่วมกับ สื่อสร้างสุขอุบลราชธานี และแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน (สสย.) จัด “ค่ายเยาวชนสร้างสรรค์สื่อคุณธรรมนำชีวิต (ค่ายละครเพื่อคนคุณธรรม)” เพื่อพัฒนาทักษะการแสดงละคร และใช้เป็นสื่อในการส่งเสริมคุณธรรมให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนในพื้นที่อำเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานี

ค่ายละครเพื่อคนคุณธรรมเป็นการรวมตัวกันทำกิจกรรมของเด็กและเยาวชนจาก 3 โรงเรียนในพื้นที่อำเภอศรีเมืองใหม่คือ โรงเรียนศรีเมืองวิทยาคาร  โรงเรียนเอือดใหญ่พิทยาและโรงเรียนหนามแท่งพิทยาคมราชมังคลาภิเษก  โดยกิจกรรมจัดขึ้นทั้งหมด 3 วัน คือในระหว่างวันที่ ๓๑ ตุลาคม – ๒ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๕๓ ส่วนกิจกรรมที่น่าสนใจภายในค่ายนั้นมีหลายอย่างที่นอกจากจะสอนทักษะการเล่นละครเบื้องต้นแล้ว  ยังแฝงการปลูกฝังคุณธรรมเรื่องกาอยู่ร่วมกันในสังคมด้วย  โดยได้กลุ่มสื่อใสวัยทีน  กลุ่มเยาวชนที่มีประสบการด้านละครหลายรูปแบบมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้กับน้องๆตลอดการอบรมทั้ง 3 วัน  ส่วนบรรยากาศของกิจกรรมในวันสุดท้ายที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยมค่ายนั้น  เด็กและเยาวชนที่มาร่วมค่ายยังคงฝึกเล่นละครกันอย่างสนุกสนานแต่ก็ยังคงเห็นแววตาแห่งความเอาจริงเอาจัง   และดูเหมือนว่าทุกคนจะมีความเป็นกันเองมากขึ้น  ถึงแม้จะมาจากต่างโรงเรียนก็ตาม  ทำให้ค่ายนี้บรรลุผลในเรื่องการอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

อินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป: สภาวการณ์ชะงักงันในภาคใต้ของไทย

Posted: 02 Nov 2010 11:18 PM PDT

3 พ.ย. 53 - รัฐบาลไทยจะต้องฝ่าสภาวการณ์ชะงักงันของปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ด้วยการผลักดันการแก้ปัญหาด้วยการเมืองอย่างจริงจัง ด้วยการชำระปัญหาความอยุติธรรมในอดีต พูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบและแสวงหารูปแบบการปกครองแบบใหม่

สภาวการณ์ชะงักงันในภาคใต้ของไทย เป็นรายงานชิ้นล่าสุดของอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ปที่วิเคราะห์ถึงปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ในช่วงปีที่สองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในขณะที่การชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลใน กรุงเทพฯ ในช่วงต้น ปี ๒๕๕๓ ได้สะกดความสนใจของผู้คน ความรุนแรงในภาคใต้ก็ยังคงดำเนินต่อไป มันเป็นปัญหาที่อยู่ชายขอบของความสนใจสาธารณะซึ่งยังคงไม่ได้รับการแก้ไข มีผู้คนเสียชีวิตไปกว่า ๔,๔๐๐ คนแล้วในความขัดแย้งนี้ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อกว่าหกปีที่แล้ว

“ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตระหนักว่าการแก้ปัญหาด้วยการเมืองนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการยุติความขัดแย้ง แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามคำพูดที่กล่าวไว้ได้”, รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิเคราะห์ประจำประเทศไทย ของอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ป กล่าว “การเปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นสิ่งที่จำเป็น ควรจะมีการยอมรับว่าการผนวกกลืนเอาคนมลายูมุสลิมเข้ากับวัฒนธรรมของสังคมใหญ่นั้นล้มเหลว การยอมรับถึงอัตลักษณ์เฉพาะทางศาสนาและเชื้อชาติของพวกเขาเป็นสิ่งสำคัญต่อการแก้ปัญหาภาคใต้”

รัฐบาลนี้ไม่สามารถทำตามสิ่งที่เคยประกาศไว้ว่าจะพิจารณายกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ในทางตรงกันข้าม กฎหมายฉบับนี้กลับถูกนำไปใช้ในจังหวัดอื่นๆ เพื่อปราบปรามผู้ที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล นอกจากนี้ ยังไม่มีความคืบหน้าในการนำเอาผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในขณะที่การซ้อมทรมานและการละเมิดอื่นๆ ต่อผู้ที่ถูกควบคุมตัวยังคงดำเนินต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ตอกย้ำถึงปัญหาการละเว้นลงโทษผู้กระทำผิดและหนุนเสริมคำอธิบายของขบวนกาเรื่องการปกครองอันอยุติธรรม นอกจากนี้ ยังมีส่วนผลักดันให้คนเข้าสู่ขบวนการอีกด้วย

การปฏิรูปการบริหารการปกครองโดยเพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการกับปัญหาของตนเองจะเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างพื้นที่ให้คนมลายูมุสลิมนำเอาความอึดอัดคับข้องใจและผลักดันความต้องการของพวกเขาอย่างสันติ แม้ว่าจะมีการเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยในเรื่องนี้ได้อย่างเปิดเผยขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังไม่มีความพยายามอย่างจริงจังในการแสวงหารูปแบบที่เป็นไปได้ของการกระจายอำนาจภายใต้กรอบความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย

รัฐบาลจะต้องพยายามอย่างจริงจังที่จะพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบและมีความพร้อมที่จะยินยอมตามข้อเสนอบางอย่าง ที่ผ่านมา การประกาศหยุดปฏิบัติการรุนแรงแบบฝ่ายเดียวในพื้นที่จำกัดของกลุ่มก่อความไม่สงบสองกลุ่มกลับได้รับการยอมรับด้วยท่าทีเพิกเฉยจากรัฐบาล

รัฐบาลควรจะดำเนินตามนโยบายที่วางไว้ในการลดจำนวนทหาร โดยใช้กำลังตำรวจและอาสาสมัครในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยแทนในบางส่วน ในขณะที่กองทัพคาดหวังว่านโยบายตามมาตรา 21 ที่คล้ายกับการนิรโทษกรรม ซึ่งคาดว่าจะมีการบังคับใช้ในเร็ววันนี้จะสามารถโน้มน้าวให้ผู้ก่อความไม่สงบมามอบตัวได้ กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนกลับเกรงว่ามันอาจจะนำไปสู่การบังคับให้สารภาพ อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ ตราบใดที่บริบททางสังคมการเมืองที่เป็นปัญหายังคงไม่ได้รับการแก้ไข

นับเป็นความจริงที่โชคร้ายว่าหากการเมืองในกรุงเทพฯ ยังคงไร้เสถียรภาพ ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ก็จะยังคงถูกเพิกเฉยโดยรัฐบาลซึ่งวุ่นวายกับการจัดการปัญหาของตนเองเพื่อความอยู่รอด

“แม้ว่าจะมีเรื่องอื่นๆ มาดึงความสนใจ ในทุกภาคส่วนของรัฐบาลก็ควรจะครุ่นคิดว่าจะตอบสนองต่อท่าทีของขบวนการอย่างไร” จิม เดลลา-จิอาโคม่า ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของอินเตอร์เนชั่นแนลไครซิสกรุ๊ปกล่าว  “ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างตระหนักว่าไม่สามารถที่เอาชนะกันได้ด้วยการทหาร การแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้จะต้องแก้ด้วย การพูดคุยและประนีประนอม ซึ่งหมายถึงว่าฝ่ายขบวนการเองก็จำเป็นต้องมีข้อเสนอทางการเมืองที่เป็นเอกภาพด้วย”

 

 

สภาวการณ์ชะงักงันในภาคใต้ของไทย

I. บทนำ

ปัญหาการก่อความไม่สงบในภาคใต้ของประเทศกำลังอยู่ในสภาวการณ์ชะงักงัน แม้ว่าปฏิบัติการทางการทหารอาจจะมีส่วนที่ทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงบ้าง แต่รัฐบาลที่นำโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแทบจะไม่ได้จัดการกับเงื่อนไขทางการเมืองที่ผลักให้เกิดขบวนการต่อต้านรัฐไทยขึ้น การประกาศหยุดปฏิบัติการความรุนแรงในพื้นที่จำกัดแบบฝ่ายเดียว (a limited unilateral suspension of hostilities)โดยกลุ่มก่อความไม่สงบไม่ได้รับการตอบสนองอย่างมีนัยสำคัญจากรัฐบาล กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอย่างกว้างขวางก็ยังคงใช้บังคับอยู่เช่นเดิม ยังคงไม่มีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมกับผู้เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรงและการซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยก็ยังคงดำเนินต่อไป ในขณะที่การชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ ในช่วงต้นปี 2553 ได้ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนไป จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงในภาคใต้ก็ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การก่อความไม่สงบปะทุขึ้นเมื่อกว่าหกปีที่ผ่านมา ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้ได้กลายเป็นประเด็นชายขอบของการเมืองไทยและยังอาจแก้ไขได้ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็น รัฐบาลจะต้องตระหนักว่าความพยายามที่จะผนวกกลืนคนมลายูมุสลิมนั้นล้มเหลวและควรจะยอมรับว่าพวกเขามีอัตลักษณ์เฉพาะทางศาสนาและชาติพันธุ์ การพูดคุยกับกลุ่มก่อความไม่สงบและการปฏิรูปการบริหารราชการในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างจะเป็นสององค์ประกอบสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้วยการเมือง

ระดับความรุนแรงในภาคใต้นั้นค่อนข้างคงที่ในช่วงสามปีที่ผ่านมา กองกำลังทหารกว่า 30,000 นายยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่มีการก่อความรุนแรงในการโจมตีกองกำลังทหารตำรวจ ครู พระ คนพุทธ รวมถึงคนมุสลิมที่ถูกมองว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาล หลังจากปี 2551 ที่ความรุนแรงลดระดับลงอย่างสำคัญ จำนวนเหตุการณ์ความรุนแรงก็คงอยู่ที่ประมาณ 1,000 เหตุต่อปี โดยในสิบเดือนแรกของปี 2553 มีผู้เสียชีวิต 368 คน ปฏิบัติการทางการทหารเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะหยุดความรุนแรงได้

ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ตระหนักว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งในภาคใต้จะต้องแก้ด้วยการเมือง แต่คำพูดนั้นยังมิได้ปรากฎเป็นการกระทำที่ชัดเจนนัก รัฐบาลยังไม่ได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินที่ประกาศใช้ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่ปี 2548 ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลกลับใช้กฎหมายพิเศษที่มีความรุนแรงฉบับนี้ในการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลจังหวัดอื่นๆ รัฐบาลได้ปฏิเสธโอกาสในการเปิดเวทีพูดคุยกับขบวนการโดยเพิกเฉยต่อการที่ขบวนการก่อความไม่สงบสองกลุ่มได้ประกาศหยุดปฏิบัติการความรุนแรงในบางพื้นที่ แม้ว่าจะมีการเปิดพื้นที่ให้มีการอภิปรายเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนระบบบริหารราชการในภาคใต้มากขึ้นกว่ารัฐบาลก่อนๆ แต่รัฐบาลก็ยังไม่ได้พยายามอย่างจริงจังในการแสวงหารูปแบบการปกครองใหม่ที่เป็นไปได้ในกรอบของความเป็นรัฐเดี่ยว

รัฐบาลเตรียมการที่จะใช้ “ปฏิบัติการทางการเมือง” (political offensive) ใหม่ภายใต้พระราชบัญญัติความมั่นคงซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับการนิรโทษกรรม โดยคาดหวังว่ามาตรการนี้จะสามารถดึงให้ผู้ที่อยู่ในขบวนการมามอบตัวและทำให้ขบวนการอ่อนแอลง มาตรการนี้อนุญาตให้ทางการสามารถระงับการดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยในคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง โดยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลด้วย โดยผู้นั้นจะต้องเข้ารับการ “อบรบ” เป็นเวลาสูงสุดหกเดือน คงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการนี้จะได้ผลหรือไม่ นักสิทธิมนุษยชนยังคงกังขาและเกรงว่าผู้ที่มามอบตัวจะถูกบังคับให้สารภาพผิดต่อความผิดที่ตนไม่ได้ก่อ พวกเขาเรียกการอบรมนี้ว่าเป็น “การควบคุมตัวด้วยคำสั่งของฝ่ายบริหาร” (administrative detention) อย่างไรก็ดี มาตรการนี้เพียงอย่างเดียวไม่อาจที่จะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตราบใดที่บริบททางสังคมการเมืองที่เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ายังคงไม่ได้รับการแก้ไข

การซ้อมทรมานและการละเมิดในลักษณะอื่นๆ กับผู้ถูกควบคุมตัวยังคงเกิดขึ้น ในขณะที่การเรียกร้องความยุติธรรมต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมายังคงไม่ได้รับเสียงตอบรับ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องอดีตทหารพรานซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยคดีการสังหารโหดในมัสยิดอัลฟุรกอนในปี 2552 กรณีแบบนี้ได้ตอกย้ำความเชื่อที่ว่าคนกระทำผิดไม่ต้องถูกลงโทษ นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้กับคำอธิบายของขบวนการว่าการปกครองของรัฐไทยนั้นอยุติธรรมและเป็นการผลักให้คนเข้าสู่ขบวนการและจับอาวุธลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยมากขึ้น

จนกว่าที่เสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลไทยจะกลับคืนมา ปัญหาการก่อความไม่สงบในภาคใต้ก็จะยังคงเป็นประเด็นชายขอบในวาระของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ดี รัฐบาลจำเป็นจะต้องเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อท่าทีในอนาคตของขบวนการและวางพื้นฐานทางการเมืองสำหรับข้อตกลงจากการเจรจาที่อาจจะเกิดขึ้น ในพื้นที่อื่นๆ ที่เผชิญกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน การเจรจาเป็นส่วนประกอบสำคัญของแนวทางที่นำไปสู่การยุติความขัดแย้งและไม่จำเป็นที่จะต้องนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดนอย่างที่รัฐบาลไทยรู้สึกหวาดกลัวมาโดยตลอด

ในขณะที่โอกาสที่แต่ละฝ่ายจะได้รับชัยชนะทางการทหารเป็นไปได้ยาก ขบวนการเองก็ควรที่จะพิจารณายุทธศาสตร์ทางการเมืองใหม่ ตัวแทนของขบวนการควรจะมีข้อเสนอทางการเมืองอย่างรอบด้าน นอกเหนือจากการต่อสู้ด้วยความรุนแรง พวกเขาควรที่จะเตรียมพร้อมในการเสนอข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเมื่อโอกาสในการพูดคุยมาถึง

รายงานฉบับนี้นำเสนอบทวิเคราะห์สถานการณ์การก่อความไม่สงบในภาคใต้ในช่วงปีที่สองของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิจัยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงตุลาคม 2553 ซึ่งได้มีการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ ในภาคใต้ด้วย

 

 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

ชำนาญ จันทร์เรือง: หากจะยุบศาลรัฐธรรมนูญ ต้องยุบศาลปกครองด้วย

Posted: 02 Nov 2010 10:48 PM PDT

หลังจากที่มีการเผยแพร่ "คลิป” เกี่ยวกับคดีการยุบพรรคประชาธิปัตย์และการสอบคัดเลือกเจ้าหน้าที่ ศาลรัฐธรรมนูญออกมา ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือของศาลรัฐธรรมนูญและศาลอื่นๆ ด้วย มีการเสนอให้มีการปฏิรูปศาลทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นที่มาที่ไปของบุคคลากรและองค์ประกอบขององค์กร การสรรหาและการตรวจสอบจากรัฐสภาและประชาชน

อย่างไรก็ตามการปฏิรูปศาลทั้งระบบนั้นเป็นเรื่องใหญ่และต้องถกเถียงกันอีกมาก เพราะแรงต้านจากองค์กรที่จะถูกปฏิรูปคงมีอย่างแน่นอนและเป็นหนังเรื่องยาวชนิดหลายตอนจบ แต่ก็ต้องทำเพราะโลกได้หมุนไปข้างหน้ามากแล้วแต่เรายังไปไม่ถึงไหน ทั้งๆที่ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกามีเลือกตั้งผู้พิพากษากันแล้ว แต่ของเราอย่าว่าแต่เลือกตั้งผู้พิพากษาเลยแค่เพียงการตรวจสอบหรือวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนยังทำได้ยากเลย

ประเด็นที่น่าสนใจเป็นปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ก็คือ การเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญให้ไปรวมกับศาลอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตัวตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางนายเองที่อยากให้ยุบไปรวมกับศาลฎีกาหรือศาลปกครองเสียให้สิ้นเรื่องหากยังยุ่งนัก ประเด็นการยุบรวมนี้ดูเผินๆอาจจะดูง่ายๆ เพราะแก้กฎหมายเสียก็เป็นอันใช้ได้ แต่อันที่จริงแล้วการมีหรือไม่มีศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องใหญ่เพราะเป็นเรื่องของระบบศาลของประเทศนั้นๆเลยทีเดียว

แต่ก่อนที่จะไปถึงประเด็นที่ว่าไทยเราควรยุบหรือไม่ยุบศาลรัฐธรรมนูญ นั้น เรามาเข้าใจกันเสียก่อนว่าระบบศาลในโลกนี้มีอยู่ ๒ ระบบ คือ ระบบศาลเดี่ยวกับระบบศาลคู่

ระบบศาลเดี่ยว (Single Court System ) หมายถึงประเทศนั้นไม่มีการจัดตั้งศาลขึ้นมาพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชนเป็นการเฉพาะ ซึ่งศาลที่ใช้กฎหมายมหาชนที่ประกอบไปด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายปกครองก็คือศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองนั่นเอง เมื่อไม่มีการจัดตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ในประเทศที่ใช้ระบบศาลเดี่ยวซึ่งได้แก่ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์(Common Law) ได้แก่ประเทศอังกฤษและประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากประเทศอังกฤษก็จะใช้ศาลยุติธรรมทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองแทน

โดยศาลสูงสุดของแต่ละประเทศก็จะทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ เช่น สหรัฐอเมริกาใช้ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกา (the U.S. Supreme Court) หรือศาลสูงสุดของรัฐบาลกลาง (the Federal Supreme Court) เป็นศาลรัฐธรรมนูญ อังกฤษใช้ศาลยุติธรรมสูงสุดของอังกฤษ ซึ่งหมายถึง ศาลสภาขุนนาง (House of Lords) และญี่ปุ่นก็ใช้ศาลสูงสุดของญี่ปุ่น (The Supreme Court of Japan) เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนคดีปกครองที่อยู่ในอำนาจของ ศาลปกครองนั้นจะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมซึ่งอาจจะตั้งเป็นแผนกคดีปกครองเป็นการเฉพาะหรือในลักษณะศาลพิเศษ(Tribunal)ขึ้นมา แต่ยังสังกัดศาลยุติธรรม

ส่วนประเทศที่ใช้ระบบศาลคู่ (Dual Court System) นั้น หมายถึงประเทศที่มีการจัดตั้งศาลขึ้นมาพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับกฎหมายมหาชนเป็นการเฉพาะแยกอิสระจากศาลยุติธรรมในลักษณะคู่ขนาน ฉะนั้น คำว่าศาลคู่ในที่นี้จึงหมายความถึงคู่ขนานมิใช่ในความหมายของคำว่า”สอง” ประเทศที่ใช้ระบบศาลคู่จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีเพียงสองศาล อาจจะมีมากกว่าสองก็ได้ เช่น ในไทยเรามีทั้งศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลทหาร และเช่นเดียวกันคำว่าศาลเดี่ยวก็ไม่จำเป็นต้องมีเพียงศาลเดียว เช่น ไทยเราก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี ๔๐ เราใช้ระบบศาลเดี่ยว แต่เราก็มีทั้งศาลยุติธรรมและศาลทหาร

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือหากประเทศใดใช้ระบบศาลคู่ก็จะต้องมีศาลปกครองกับศาลรัฐธรรมนูญ หากประเทศใดใช้ระบบศาลเดี่ยวก็จะไม่มีศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองนั่นเอง ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่น่าขำที่มีการเสนอให้ยุบรวมศาลรัฐธรรมนูญเข้ากับศาลยุติธรรมโดยยังคงเหลือศาลปกครองไว้

แต่ที่น่าตลกที่สุดก็คือการเสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่กับศาลปกครอง เพราะโดยศักดิ์แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีสถานะเหนือกว่าศาลปกครองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอำนาจหน้าที่ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยว่ากฎหมายในระดับพระราชบัญญัติใดขึ้นไปขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ศาลปกครองมีอำนาจวินิจฉัยกฎหมายเพียงระดับกฎหมายรองคือกฎหมายในระดับที่ต่ำกว่าพระราชบัญญัติลงมาเท่านั้น อาทิ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ฯลฯ

ในระดับตัวผู้นำขององค์กรก็เช่นกัน ในงานพิธีต่างๆ ลำดับอาวุโสของตำแหน่งจะเรียงจากประธานศาลฎีกาก่อน ต่อด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ แล้วจึงมาถึงประธานศาลปกครองสูงสุด ฉะนั้น การที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะยุบรวมศาลฎีกาก็ยังพอฟังได้ แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญจะไปยุบรวมเป็นแผนกหนึ่งของศาลปกครองจึงเป็นข้อเสนอที่ตลกเอามากๆ

ในความเห็นของผมนั้น ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการการยุบศาลรัฐธรรมนูญเพราะนอกเหนือจากเหตุผลที่ว่าประเทศเราใช้ระบบศาลคู่แล้ว ผลงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี๔๑ศาลรัฐธรรมนูญทำได้ดีพอสมควรในเรื่องของการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยในหลายๆ ประเด็น อาทิ การยุบพรรคการเมืองต่างๆ หรือการตีความในกรณีรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ฯลฯ เพราะการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีที่มาอย่างหลากหลายย่อมทำให้การวินิจฉัยตีความรัฐธรรมนูญย่อมทำได้ดีกว่าการที่มีที่มาจากแหล่งเดียว

เป็นธรรมดาอยู่เองที่การใช้อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญของทุกประเทศ ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง หรือเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ขององค์กรของรัฐ เช่น รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และของเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมตลอดทั้งสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการควบคุมตรวจสอบ เป็นต้น

กอปรกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุดและเด็ดขาด มีผลผูกพันบุคคล องค์กร และหน่วยงานของรัฐทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ฉะนั้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องได้รับแรงเสียดทานและวิชามารจากฝ่ายการเมือง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าตัวตุลาการเองจะต้องมีจรรยาบรรณ ความสุจริต ไม่เอาความชอบความชังส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และต้องกล้ายืนหยัดในความถูกต้อง ที่สำคัญที่สุดต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบได้ด้วย ซึ่งก็รวมถึงการถูกยื่นถอดถอนจากวุฒิสภาด้วยหากจะมีขึ้น

กล่าวโดยสรุปก็คือหากจะยุบศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาจริงๆแล้วก็ต้องยุบศาลปกครองไปด้วย เพราะในเรื่องของระบบศาลนั้นศาลรัฐธรรมนูญกับศาลปกครองเป็นของคู่กัน แต่จะให้ดีที่สุดก็คือยังคงไว้ทั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองเพราะเป็นศาลที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ส่วนตัวบุคคลก็ว่ากันเป็นรายๆ ไป เพราะกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา ใครทำกรรมใดไว้ก็ต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น นั่นเอง

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
 

สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์

เปิดรายละเอียด: ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับบูรณาการแรงงาน)

Posted: 01 Nov 2010 06:50 PM PDT

เครือข่ายองค์กรแรงงาน ชวนผู้ประกันตนร่วมลงชื่อ 20,000 รายชื่อ เสนอร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม (ฉบับบูรณาการแรงงาน) เพื่อการปรับปรุงสำนักงานประกันสังคมไปสูงการบริหารจัดการองค์กรในรูปแบบองค์กรอิสระ ขยายสิทธิประโยชน์ และการขยายการคุ้มครองไปสู่ผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วนอย่างครอบคลุม
 
• ทำไมต้องปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533
 
สำนักงานประกันสังคมดำเนินภายใต้ พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2553 บังคับใช้มานานร่วม20 ปี(กันยายน 2533- กันยายน 2553) และการบังคับใช้กฎหมาย ในช่วงที่ผ่านมามีประเด็นปัญหาที่ผู้ประกันตนเข้าไม่ถึงสิทธิที่ควรจะได้รับ การมีส่วนร่วม ความไม่โปร่งใส และสิทธิประโยชน์บางส่วนไม่สอดคล้องกับพลวัตรการจ้างงานที่เปลี่ยนไป
 
กฎระเบียบและเนื้อหาบางส่วนของพระราชบัญญัติฯ ล้าสมัยไม่ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน อันส่งผลกระทบต่อรูปแบบการบริหารงานที่ขาดความคล่องตัว รวมไปถึงกรณีสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของผู้ประกันตนที่ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย , เครือข่ายแรงงานนอกระบบ, เครือข่ายองค์กรแรงงาน และเครือข่ายผู้ประกันตนต่างๆ เล็งเห็นความสำคัญของสภาพปัญหา จึงได้ร่วมกันยกร่าง “พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่..) พ.ศ. … (ฉบับบูรณาการแรงงาน)” เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อเสนอทิศทางในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสำนักงานประกันสังคม ทั้งในส่วนของการบริหารจัดการองค์กรที่ควรเป็นองค์กรอิสระ การขยายสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน และการขยายการคุ้มครองไปสู่ผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วนอย่างครอบคลุม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. …. (ฉบับบูรณาการแรงงาน) สู่การปฏิรูป เป็นองค์กรอิสระ โดยการมีส่วนร่วมจากผู้ประกันตนที่เห็นด้วยต่อการปฏิรูปประกันสังคม ด้วยการมีส่วนร่วมลงรายมือชื่อเสนอกฎหมายร่วมกัน (ดาวโหลดแบบฟอร์มล่ารายชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม)
 
แนวทางการแก้ไขกฎหมายประกันสังคม ดังนี้
 
(1)   ที่มาของคณะกรรมการประกันสังคมซึ่งมีสามฝ่าย คือ รัฐ/นายจ้าง/ลูกจ้าง โดยเฉพาะฝ่ายลูกจ้างซึ่งจะเป็นคนเดิมๆ ประกอบกับผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการก็มีเพียงองค์กรสหภาพแรงงานเท่านั้น ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยเมื่อเทียบกับ จำนวนผู้ประกันตนประมาณเก้าล้านกว่าคน
 
(2)   จำนวนเงินของกองทุนประกันสังคมมีเป็นจำนวนมากในการบริหารจัดการ โดยเฉพาะด้านการเงินและการประสานความร่วมมือกับกระทรวงอื่นๆ เพื่อให้สามารถดำเนินการตามแนวนโยบายได้สำเร็จ จึงให้เปลี่ยนตำแหน่งของผู้ที่จะเป็นประธานกรรมการ
 
(3)   การดำเนินการภายในสำนักงานประกันสังคม เลขาธิการสำนักงานมีอำนาจในการบริหารจัดการ ทำให้บทบาทของคณะกรรมการ ไม่สามารถบริหารจัดการให้เป็นไปตามแนวนโยบายได้ จึงเพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการสามารถควบคุมบริหารสั่งการ ให้เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมปฏิบัติตามคำสั่ง
 
(4) เมื่อผู้ประกันตนพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างก็จะไม่มีรายได้ในการยังชีพของลูกจ้างไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจึงให้ขยายความคุ้มครองลูกจ้างเพิ่มขึ้น
 
(5)   ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และยังไม่สามารถหางานใหม่ จะขาดรายได้เมื่อจะสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ซึ่งก็ต้องจ่ายเงินสมทบเป็นสองเท่า รัฐออกหนึ่งเท่า ในขณะที่ลูกจ้างตกงานไม่มีรายได้ เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประสงค์จะประกันตน
 
(6)   กรณีนายจ้างหักเงินค่าจ้างเพื่อนำส่งเงินสมทบประกันสังคม รวมทั้งเงินสมทบฝ่ายนายจ้าง แต่ไม่นำส่งหรือนำส่งไม่ครบจำนวน ทำให้ผู้ประกันตนมีปัญหาในกรณีประสงค์จะใช้สิทธิประโยชน์ต่างๆ ต้องร้องเรียนหรือฟ้องร้องไม่สามารถใช้สิทธิได้ทันทีตามที่ควร จะเป็น และบางคนไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ นายจ้างต้องรับผิดชอบในปัญหาที่เกิดขึ้น
 
(7)   การใช้บริการทางการแพทย์สามารถใช้ได้เฉพาะสถานพยาบาลตามสิทธิเท่านั้น ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจำเป็น ทำให้ผู้ประกันตนไม่ได้รับการบริการทางการแพทย์อย่างดีเท่าที่ควรและไม่ได้รับความสะดวก
 
(8)   การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยไม่สามารถใช้บริการทางการแพทย์ได้ ต้องเป็นผู้ประกันตนแล้วอย่างน้อยสามเดือน หากในระหว่างครบกำหนดสามเดือนเกิดประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยทำให้ลูกจ้างผู้ประกันตนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ เอง
 
สถานการณ์ดังกล่าวทางคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยและเครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยการสนับสนุนของแผนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จึงได้มีกระบวนการยกร่าง พระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (ฉบับบูรณาการแรงงาน) มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2552 โดยอิงกับร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคมฉบับที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดในบางมาตรา และเพิ่มมาตราใหม่หรือบทเฉพาะกาล โดยพิจารณาถึงความครอบคลุม ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ มุ่งหลักประกันระยะยาวและประสิทธิภาพในการให้บริการ รวมถึงการมุ่งเน้นให้สำนักงานประกันสังคมเป็นองค์การอิสระ
 
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประกันสังคมดังกล่าว คณะทำงานได้ศึกษาพิจารณากฎหมาย4 ฉบับ เพื่อเป็นแนวทางประกอบการปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมได้แก่
 
1. พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545
 
2. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550
 
3. พระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542
 
4. รายงานการศึกษาวิจัยเรื่องการจัดตั้งสำนักงานประกันสังคมเป็นองค์การมหาชน และร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ที่จัดทำโดยสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (2546)
 
 
• สาระสำคัญของร่างกฎหมายประกันสังคม (ฉบับบูรณาการแรงงาน) สรุปได้ดังนี้
 
(1) ขอบเขตการคุ้มครอง
 
1.1 ขยายคุ้มครองถึงลูกจ้างชั่วคราวทุกประเภทของราชการรวมถึงลูกจ้างผู้รับงานมาทำที่บ้านและลูกจ้างทำงานบ้าน อันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
 
1.2 ห้ามมิให้ส่วนราชการใดออกกฎหมายเพื่อยกเลิกการใช้บังคับแก่กิจการและลูกจ้างที่กฎหมายนี้ใช้บังคับในภายหลัง
 
1.3 การยกเว้นคุ้มครองกิจการหรือลูกจ้างกลุ่มใดในอนาคต ต้องได้รับการเห็นชอบโดยคณะกรรมการประกันสังคม
 
(2) ปรับปรุงคำนิยาม 4 คำได้แก่
 
2.1 “ลูกจ้าง” ให้หมายรวมถึง ลูกจ้างทำงานบ้านอันมิได้ประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย และลูกจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้าน
 
2.2 “นายจ้าง” หมายรวมถึง นายจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและผู้จ้างงานในงานที่รับไปทำที่บ้าน
 
2.3 “ค่าจ้าง” หมายรวมถึง เงินที่นายจ้างจ่ายให้ในวันที่ลูกจ้างหยุดงานโดยมิได้เป็นความผิดของลูกจ้าง
 
2.4 “ทุพพลภาพ” หมายรวมถึง ผู้ประกันตนที่สูญเสียอวัยวะส่วนใดหรือสูญเสียสมรรถภาพของร่างกาย โดยตัดคำว่า “จนไม่สามารถทำงานได้”เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนที่เป็นธรรมตามความเป็นจริง
 
(3) ปรับปรุงองค์ประกอบ คุณสมบัติ อำนาจหน้าที่ ที่มาและวาระของคณะกรรมการประกันสังคม ประกอบด้วยประธานและกรรมการอีก 4 ฝ่ายๆ ละ 8 คนรวมเป็น 33 คน ดังนี้
 
1. ประธานกรรมการ มาจากการสรรหาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับงานประกันสังคม โดยการสรรหาของกรรมการโดยตำแหน่ง, ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง, ฝ่ายผู้ประกันตนและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
 
2. กรรมการโดยตำแหน่ง ประกอบด้วย ผู้แทนกระทรวงแรงงาน สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการ สปส. รวม 8 คน
 
3. กรรมการฝ่ายนายจ้างและกรรมการฝ่ายผู้ประกันตน ฝ่ายละ 8 คน
 
4. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สรรหาโดยกรรมการข้อ 2 และ 3 เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ด้านต่างๆ ด้านงานประกันสังคม, งานหลักประกันสุขภาพ, ด้านการแพทย์, ด้านเศรษฐศาสตร์การคลัง, บริหารการลงทุน, ด้านกฎหมาย,ด้านสวัสดิการสังคม และด้านสิทธิมนุษยชนด้านละ 1 คน รวม 8 คน
 
3.1 กรรมการฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้าง
 
- มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของผู้ประกันตนและนายจ้างที่ขึ้นทะเบียนกับ สปส.
 
- ผู้ประกันตนอาจลงสมัครรับเลือกตั้งโดยอิสระหรือองค์กรเอกชน องค์กรด้านแรงงานที่ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือไม่ และดำเนินกิจกรรมด้านสวัสดิการแรงงานไม่น้อยกว่า5 ปี ส่งลงสมัครได้
 
- กำหนดคุณสมบัติผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนและฝ่ายนายจ้างให้กว้างขวางชัดเจน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือมีส่วนได้เสียกับการดำรงตำแหน่ง หรือเกี่ยวข้องกับการเมืองและเป็นบุคคลสุจริตเชื่อถือได้ เช่น ไม่เคยต้องโทษคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก, ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออกจากราชการหรือหน่วยงานเอกชน, กรรมการรวมถึงคู่สมรส บุตรและบุพการีต้องไม่ประกอบกิจการที่มีส่วนได้เสียกับสำนักงานไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม, ไม่เป็นผู้มีตำแหน่งทางการเมืองหรือรับผิดชอบบริหารพรรคการเมือง ฯลฯ
 
3.2 กำหนดให้กรรมการประกันสังคมถือเป็นตำแหน่งระดับสูงตามกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อเปิดเผยต่อสาธารณะชน และถือเป็นพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาด้วย
 
3.3 คณะกรรมการประกันสังคม มีอำนาจกำหนดนโยบายบริหารงานและควบคุมดูแลการบริหารงานประกันสังคมอย่างเต็มที่,รวมทั้งการเห็นชอบแผนงาน แผนการเงินงบประมาณของสำนักงานแต่ละปี, การกำหนดกฎเกณฑ์การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินประจำปีการบริหารงานทั่วไปและบริหารบุคลากร, การกำหนดหลักเกณฑ์การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย, หลักเกณฑ์การช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้เสียหายจากบริการทางการแพทย์โดยหาผู้กระทำผิดมิได้หรือไม่ได้รับค่าเสียหายในเวลาอันควร ฯลฯ
 
3.4 ปรับปรุงวาระดำรงตำแหน่งของกรรมการให้อยู่คราวละ 4 ปี ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน และพ้นจากตำแหน่งได้ถ้ากรรมการขาดประชุม3 ครั้งติดต่อกันโดยไม่มีเหตุสมควร หรือมีมติกรรมการ2 ใน
 
3 ของเท่าที่มีอยู่ ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะบกพร่องต่อหน้าที่, มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ และเปิดให้ผู้ประกันตนไม่น้อยกว่า 1,000 คน เข้าชื่อร้องขอให้คณะกรรมการพิจารณาถอดถอนกรรมการคนใดออกได้ด้วย
 
3.5 ปรับปรุงให้คณะกรรมการประกันสังคม (รวมทั้งคณะกรรมการอื่นๆ ตามกฎหมาย เช่น คณะกรรมการอุทธรณ์ คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการกองทุน) ที่มิใช่เป็นกรรมการมาโดยตำแหน่ง การแต่งตั้งต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของหญิงและชายกรรมการจะดำรงตำแหน่งอื่นตามกฎหมายนี้ไม่ได้ และกรรมการทุกชุดจะเป็นอนุกรรมการได้ไม่เกิน2 คณะ
 
(4) สำนักงานประกันสังคมและเลขาธิการ สปส.
 
4.1 กำหนดให้สำนักงาน มีฐานะนิติบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงแรงงานอยู่ภายใต้กำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี
 
4.2 เลขาธิการต้องเป็นผู้ทำงานเต็มเวลาและมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่เหมาะสมเกี่ยวกับการบริหารงานประกันสังคม และมีคุณสมบัติอีกหลายอย่างที่ต้องเป็นบุคคลมีวุฒิภาวะและตรวจสอบได้ว่าเป็นคนสุจริต เชื่อถือยอมรับได้ชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด ให้ดำรงตำแหน่งโดยมีสัญญาว่าจ้างกับสำนักงาน วาระ 4 ปี มีอำนาจบริหารควบคุมงานและบุคลากรตามนโยบายคณะกรรมการและกฎหมายโดยไม่ขึ้นกับรัฐมนตรีสั่งการ
 
(5) โครงสร้างการบริหารกองทุนประกันสังคม
 
นอกจากมีคณะกรรมการประกันสังคม คณะกรรมการอุทธรณ์และคณะกรรมการแพทย์ ตามรูปแบบกฎหมายเดิมแล้ว จะมีคณะกรรมการตรวจสอบ และคณะกรรมการลงทุนที่คณะกรรมการประกันสังคมออกระเบียบสรรหาขึ้นมา เพื่อเป็นหลักประกันในการตรวจสอบการบริหารกองทุนและจัดหาผลประโยชน์การลงทุนเป็นไปอย่างโปร่งใส ติดตามควบคุมได้โดยผู้มีความรู้ความสามารถ
 
และมีประสบการณ์
 
(6) อัตราเงินสมทบ และประโยชน์ทดแทน
 
6.1 ผู้ประกันตนมีโอกาสสามารถตรวจสอบนายจ้างได้ว่านำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนแก่ สปส. หรือไม่? เท่าไร? ทุกครั้งหรือไม่?โดยให้นายจ้างต้องเปิดเผยให้ทราบโดยปิดประกาศในสถานประกอบการโดยเปิดเผยตามระยะเวลาที่กำหนด
 
6.2 กำหนดให้ฐานค่าจ้างคำนวณเงินสมทบ ขึ้นกับค่าจ้างผู้ประกันตนแต่ละราย ไม่กำหนดอัตราสูงสุดไว้ และผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้เพิ่มขึ้นตามระยะเวลาจ่ายเงินสมทบ เช่น จ่ายเงินสมทบไม่ถึง120 เดือน มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ70 ของค่าจ้าง หากจ่ายเงินสมทบตั้งแต่120 เดือนขึ้นไปมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ร้อยละ80 ของค่าจ้าง
 
6.3 ผู้ประกันตนที่ออกจากงาน จะขยายให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนยาวนานขึ้นตามระยะเวลาจ่ายเงินสมทบ กล่าวคือ ถ้าจ่ายเงินสมทบไม่เกิน10 ปี มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนต่อเนื่องอีก 8 เดือน ถ้าจ่ายเงินสมทบตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนต่อไปได้อีก 12 เดือน
 
6.4 กำหนดให้ผู้ประกันตนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือทุพพลภาพที่มิใช่เนื่องจากการทำงาน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนบริการทางการแพทย์ ตั้งแต่วันแรกที่เป็นลูกจ้าง แม้ภายหลังออกจากงาน และรับประโยชน์ทดแทนกรณีบำนาญชราภาพจนกระทั่งตาย เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิประโยชน์ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกระทรวงสาธารณสุขดูแลอยู่ ประโยชน์ทดแทนกรณีเจ็บป่วยให้เพิ่มเติมค่าส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และตรวจสุขภาพประจำปี แก่ผู้ประกันตนด้วย
 
6.5 กำหนดให้ผู้ประกันตนเลือกไปใช้บริการสถานพยาบาลทุกแห่งได้ตามที่มีข้อตกลงกับสำนักงานประกันสังคม ไม่ว่ากรณีปกติหรือกรณีฉุกเฉิน โดยเป็นหน้าที่ของ สปส. กับสถานพยาบาลจะตกลงจ่ายค่าบริการ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการแพทย์กำหนดโดยไม่กำหนดให้ลูกจ้างต้องเลือกใช้สถานพยาบาลที่ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงานไว้ล่วงหน้าเหมือนเดิม
 
6.6 กำหนดให้ผู้ประกันตนหรือผู้อุปการะมีสิทธิรับเงินสงเคราะห์บุตรสำหรับบุตรอายุไม่เกิน20 ปีบริบูรณ์
 
6.7 กำหนดให้ผู้ประกันตนมีสิทธิระบุเป็นหนังสือให้บุคคลใดรับประโยชน์ทดแทนกรณีค่าทำศพและเงินสงเคราะห์กรณีตายรวมทั้งรับประโยชน์ทดแทนกรณีบำเหน็จชราภาพได้
 
6.8 ผู้ประกันตนตามมาตรา 39
 
- กำหนดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่จ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 7 เดือน (เดิม 12 เดือน) ต่อมาความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง มีสิทธิสมัครเป็นผู้ประกันตนยาวขึ้นคือภายใน12 เดือน (เดิม 6 เดือน) นับแต่สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน
 
- ผู้ประกันตน ม.39 ออกเงินสมทบ 1 เท่า และรัฐบาลออกเงินสมทบ 2 เท่า (เดิมรัฐจ่าย 1 เท่าผู้ประกันตนจ่าย 2 เท่า)
 
- ความเป็นผู้ประกันตน ม.39 สิ้นสุดลงเมื่อ
 
- ไม่ส่งเงินสมทบ 6 เดือนติดต่อกัน (เดิม 3 เดือน)
 
- ภายในระยะ 12 เดือนส่งเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน (เดิม 9 เดือน)
 
6.9 ผู้ประกันตนตามมาตรา 40
 
ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่าอัตราเงินสมทบที่ได้รับจากผู้ประกันตนมิใช่ลูกจ้าง(เดิมรัฐบาลไม่จ่าย และคณะกรรมการกฤษฎีกาแก้ไขเป็น ให้รัฐบาลจ่ายเงินสมทบไม่เกินกึ่งหนึ่งของอัตราเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่าย)
 
6.10 กรณีว่างงาน
 
1. ผู้ประกันตนไม่ต้องจ่ายเงินสมทบกรณีว่างงาน นับแต่เดือนถัดจากเดือนที่มีอายุ55 ปีบริบูรณ์
 
2. ผู้ประกันตนที่ว่างงาน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพพร้อมกับกรณีว่างงาน
 
3. ตัดเงื่อนไขเหตุยกเว้นไม่ได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานให้เหลือเพียงไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานจัดหางาน และเป็นผู้มีความสามารถทำงานได้ พร้อมทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้หรือไม่ปฏิเสธการฝึกงาน และได้ไปรายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง
 
(7) ยกเลิก 2 มาตรา คือ
 
7.1 มาตรา 55 ยกเลิกบทบัญญัติที่ให้นายจ้างขอลดส่วนเงินสมทบได้ เนื่องจากไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป กฎหมายใช้บังคับมานานแล้ว
 
7.2 มาตรา 61 ยกเลิกเหตุที่ผู้ประกันตนไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเพราะจงใจก่อให้เกิดขึ้น หรือยินยอมให้ผู้อื่นก่อให้เกิดขึ้น เพราะเป็นการนำหลักการประกันธุรกิจเอกชนมาใช้บังคับ โดยไม่สอดคล้องกับประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนจะได้รับจำนวนน้อยอยู่แล้ว
 
(8) เพิ่มบทลงโทษ
 
8.1 กรณีนายจ้างไม่นำส่งเงินสมทบหรือนำส่งเงินสมทบไม่ครบ เป็นเงินเพิ่มร้อยละ 4 (เดิมร้อยละ 2)

8.2 หากนายจ้างเคยถูกลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ยังทำผิดซ้ำความผิดเดียวกันอีก ให้ศาลพิจารณาเพิ่มโทษแก่นายจ้างนั้นอีก 1 ใน 3 ของอัตราโทษจำคุก หรือเพิ่มอีกกึ่งหนึ่งของอัตราโทษปรับสำหรับความรับผิดนั้น 

AttachmentSize
ดแบบฟอร์มลงรายชื่อสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม71.79 KB
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

This posting includes an audio/video/photo media file: Download Now

(ร่าง) หายนะของประเทศชาติ อันเนื่องจากนโยบายบริจาคหนังสือเสรี

Posted: 01 Nov 2010 06:12 PM PDT

 
ในประเทศที่เจริญแล้ว การคัดเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดโรงเรียน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ดำเนินงานด้านนี้ต้องศึกษา อย่างต่ำสุดก็ระดับปริญญาตรี และเห็นสำคัญจนมีหลักสูตรปริญญาเอก จนสูงกว่าปริญญาเอกด้วยซ้ำ มีแต่ประเทศป่าเถื่อนเท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ส่งหนังสืออะไรก็ได้ไปบริจาคตามโรงเรียน โดยไม่มีระเบียบหรือระบบวิธีคัดเลือก กลั่นกรองอย่างถี่ถ้วน และขณะนี้ รัฐบาลของไทยพยายามให้ประเทศของตนติดอยู่ในรายการชาติป่าเถื่อนอันดับหนึ่ง
 
------------------------------------------------------------------------------------------------
 
รัฐบาล โดยคณะรัฐมนตรี หลงเชื่อไปว่า การเปิดโอกาสให้คนในชาติบริจาคหนังสืออย่างเสรีโดยวิธีหักภาษีเงินได้ประจำปีเป็นสิ่งล่อนั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ คือ
 
“เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรักการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถสร้างพลังขับเคลื่อนให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการอ่าน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต โดยจูงใจให้เอกชนมีส่วนร่วมในการซื้อหนังสือบริจาคให้แก่สถาบันการศึกษาของราชการและเอกชนเพื่อส่งเสริมการอ่านอย่างทั่วถึง มาตรการดังกล่าวมีส่วนช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดหาหนังสือเข้าสู่หอสมุด ห้องสมุด หรือแหล่งหนังสืออื่น”
 
ช่างเป็นความหวังที่น่าอับอายขายหน้าประชาชาวโลกทั้งหลายเสียเหลือเกิน
 
เพราะเมื่อเป็นรัฐบาล และมีนโยบายจะให้คนของตนอ่านหนังสือ รัฐบาลต้องรับเป็นภาระและจำต้องหาหนังสือมาให้จงได้ ไม่ใช่ปัดความรับผิดชอบให้ประชาชนด้วยวิธีมักง่าย คือขอรับบริจาค เช่นเดียวกับการบริจาคอื่นๆ จนสังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการบริจาค และมีผู้ปรารถนาดีทำมาหากินจากการบริจาคจนเต็มบ้านเต็มเมือง จนกระทั่งประชนพลเมืองจำนวนไม่น้อยมีชีวิตอยู่ด้วยแนวคิดรอการบริจาค
 
กรณีนี้ รัฐบาลก็กำลังหากินกับวัฒนธรรมการบริจาคอย่างมักง่ายจนลืมไปว่า “ระบบหนังสือและการอ่าน” เป็นเรื่องสำคัญชนิดคอขาดบาดตายที่ไม่มีรัฐบาลประเทศไหนในโลกปล่อยให้ตกอยู่ในมือของ “ใครก็ไม่รู้” เพียงสักแต่ว่ามีเงินก็บริจาคหนังสือให้โรงเรียนทั่วประเทศได้ จะยัดไส้อะไรอย่างไรหรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือการค้าในรูปแบบเลวทรามอันจะส่งผลเสียต่อเด็กและเยาวชนของชาติเพียงไหนก็ไม่สนใจ
 
รัฐบาลควรจะต้องรู้และจำเป็นต้องรู้ว่า หนังสือ เป็นสิ่งที่จะรับบริจาคกันมั่วๆ ไม่ได้ 
 
เพราะหากหนังสือในห้องสมุดเอนเอียงไปในแนวทางใดแนวทางหนึ่ง หรือซ่อนเร้นครอบงำด้วยข้อมูลผิดพลาดอันจะส่งผลเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมอาจหมายถึงความมั่นคงของประเทศชาติจะง่อนแง่นไปได้ทันที และยากจะแก้ไข เพราะหนังสือแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตจิตใจและความเชื่อความนึกคิดของผู้ฅนได้รวดเร็ว แนบแน่นที่สุด
 
อย่าลืมว่า หนังสือไม่ใช่ปลากระป๋อง หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และไม่ใช่ ไข่เค็ม ที่จะบริจาคกันในยามอุทกภัย ซึ่งหากเป็นปลากระป๋องหมดอายุ หรือบะหมี่เสื่อมสภาพ หรือไข่เค็มเน่า ผู้บริโภคก็เพียงท้องเสีย แต่หนังสือเสียๆ เนื้อหาเน่าๆ จะทำร้ายและทำลายเด็กและเยาวชนของชาติได้ตลอดกาล แล้วหากประเทศชาติเต็มไปด้วยเด็กและเยาวชนเน่าๆ เสียๆ เล่า ความฉิบหายจะเกิดขึ้นเพียงไหน
 
รัฐบาลต้องคิดให้ไกล ให้ยาว ไม่ใช่คิดมักง่ายเพียงตื้นๆ เหมือนคนขอทานข้างถนนที่มีนโยบายแบมือขอไปวันๆ หากจะเปลี่ยนนโยบายบ้างก็เพียงเปลี่ยนถิ่นเปลี่ยนที่ เปลี่ยนรูปแบบการขอหรือภาชนะที่ใช้ขอเท่านั้น แต่วิธีคิดก็เหมือนเดิม คือ รับบริจาค
 
นอกจากความไร้เดียงสาเรื่องการบริหารระบบหนังสือและการเรียนรู้ของชาติแล้ว คณะรัฐมนตรียังแสดงให้เห็นความอ่อนด้อยในการพิจารณาเรื่องสำคัญของชาติด้วยพร้อมๆ กัน ดังปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า
 
“อย่างไรก็ตาม ครม.เห็นว่าเป็นมาตรการเบื้องต้นที่ไม่มีผลกระทบมากพอที่จะทำให้คนไทยอ่านหนังสือและซื้อหนังสือราคาถูกมากยิ่งขึ้น” รัฐมนตรีว่าการศธ.กล่าวอีกว่า ตนได้เสนอในที่ประชุมครม.ว่า “หากกระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องการลดหย่อนภาษีกระดาษและปรับเปลี่ยนฐานภาษี---โดยคิดภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ ๐ จะมีผลโดยตรงที่จะทำให้ราคาหนังสือลดลงได้ ซึ่งจะจูงใจให้ประชาชนอ่านหนังสือมากขึ้น เพราะสามารถซื้อหนังสือราคาถูก ตลอดจนยังทำให้มีการซื้อและบริจาคหนังสือมากขึ้นด้วย”
 
คำถามแรกคือ เมื่อรู้ว่าไม่ได้ประโยชน์เต็มที่ หรืออาจได้ไม่คุ้มเสีย แล้วจะดึงดันทำไปทำไม
 
คำถามที่สอง ตรรกะที่ว่า เมื่อหนังสือราคาถูกลงจะมีคนซื้อหนังสือเพิ่มขึ้นนั้น เป็นวิธีคิดที่ได้ข้อมูลจากงานลดราคาหนังสือแห่งชาติและระดับชาติ ที่คนแห่กันไปซื้อหนังสือลดราคา แต่ไม่ได้มองจากข้อเท็จจริงที่ว่า
 
ระบบหนังสือของชาติไม่ใช่การซื้อหนังสือเป็นหลัก แต่ต้องเน้นการบริการหนังสือสาธารณะ หรือก็คือการที่คนทั้งประเทศมีโอกาสและมีสิทธิ์อ่านหนังสือตามความต้องการได้ทัดเทียมกัน และเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจัดการ แต่ไม่ใช่เพียงแค่คิดว่าให้หนังสือราคาถูกเพื่อคนจะซื้อกันมากๆ หรือให้คนซื้อหนังสือบริจาคมากๆ นั่นเป็นวิธีคิดของพ่อค้าขายสินค้า ไม่ใช่แนวคิดระบบหนังสือของชาติ
 
“ระบบหนังสือ” และ “บริการหนังสือสาธารณะ” หรือ “ระบบหนังสือสาธารณะ” คืออะไร รัฐบาลรู้จักหรือไม่ 
 
ถ้ารัฐบาลซึ่งประกอบด้วยคณะรัฐมนตรีตั้งหลายสิบคน ออกจะงุนงงและมืดแปดด้านเรื่องระบบหนังสือและการอ่านของชาติ กระทั่งไม่เคยคิดไม่เคยรู้เลยว่า ผลเสียหายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากแนวคิดนี้มีอะไรบ้าง ก็ขอให้ลองพิจารณาสิ่งต่อไปนี้
 
๑. เด็กจะถูกนักการเมืองครอบงำด้วยหนังสือบริจาคที่ดำเนินการอย่างแยบยลและซับซ้อน โดยเฉพาะนักการเมืองที่ฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎหมายนี้ เพื่อหาเสียงผ่านเด็กโดยไม่ต้องเสียเงิน รัฐบาลจะแก้ปัญหาใหญ่โตนี้อย่างไร หรือนักการเมืองในคณะรัฐบาลเองก็ชอบที่จะฉกฉวยโอกาสนี้ ไม่สนใจไยดีว่าภาระหนักจะตกแก่เด็กอย่างไร หรือเด็กจะต้องเผชิญอันตรายจากหนังสือบริจาคที่ไม่ได้มาตรฐาน เป็นพิษเป็นภัยต่อวัยเด็กอย่างไร เพียงเห็นว่าเป็นช่องทางในการหาเสียงก็พอแล้ว
 
๒. บริษัทธุรกิจจะครอบงำเด็กเพื่อขายหนังสือหรือสินค้าของตน โดยเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มีช่องทางหรือเส้นสนกลในอยู่กับคนของนักการเมืองหรือคนของรัฐบาลและข้าราชการบางกลุ่ม
 
๓. ปัญหาการบริหารและจัดการหนังสือบริจาคที่อาจจะมีปริมาณมากจนล้นในบางแห่ง
 
๔. ปัญหาการแยกประเภทหนังสือที่ไม่เหมาะแก่วัยของนักเรียนในโรงเรียนที่ได้รับบริจาค
 
 
ยังมีข้ออื่นๆ อีกมากมายจนคนธรรมดาๆ อ่านแล้วต้องกระอักเลือด
แต่ แน่นอน รัฐบาลย่อมไม่รู้สึกรู้สา
ไม่เป็นไร เอาไว้ร่างเสร็จ บรรณาธิการกรุณาแก้ แล้วส่งให้หนังสือพิมพ์
 
(ฉบับร่าง) มูฮมัด 
๐๔.๔๒ น. อังคาร ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓
 
 
หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกใน Facebook ส่วนตัวของ Makut Onrudee
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ : “โคทาน” ภารตนวนิยายแปลของจิตร ภูมิศักดิ์

Posted: 01 Nov 2010 05:04 PM PDT

 
 
หมายเหตุ:  บทความวิชาการเกี่ยวกับจิตร ภูมิศักดิ์ ชิ้นนี้ ถูกนำเสนอในการสัมมนา 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ จัดโดย ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับมูลนิธิจิตร ภูมิศักดิ์และกองทุนจิตร ภูมิศักดิ์ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2553 ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ประชาไทขออนุญาตจากผู้เขียนนำมาเผยแพร่ต่อ
 
 
 
ณ เบื้องหน้าของเราบัดนี้คือหิ้งแห่งขุมทอง
แห่งวรรณคดีของโลก จงทอดสายตาไปยังขุมทองแห่งนี้
และหยุดอยู่ในช่วงระยะครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 เถิด
แล้วเราจะพบว่าเพชรน้ำหนึ่งของวรรณคดีจำนวนไม่กี่เล่ม
ของยุคนั้นคือ “โคทาน” มหากาพย์แห่งชีวิตชาวนาเบงกอล...
”โคทาน” คือมหากาพย์ใหม่ของชาวเบงกลี มันเป็นของชาวเบงกลี
ตั้งแต่ชื่อเรื่อง ซึ่งแปลว่า โคพลีกรรม ไปจนถึงตัวอักษรสุดท้าย.
 

                                                                                    ศรีนาคร (จิตร ภูมิศักดิ์)

 

 
ความนำ
 
จิตร ภูมิศักดิ์เป็นปัญญาชน นักคิด นักเขียนและนักปฏิวัติคนสำคัญของไทย ผลงานที่โดดเด่นเป็นที่รู้จักนั้นส่วนใหญ่เป็นงานวิชาการ บทกวีและบทเพลง ส่วนที่เป็นผลงานแปลประเภทนวนิยายนั้นไม่ค่อยมีผู้กล่าวถึงมากนัก จิตรแปลนวนิยายไว้ทั้งหมด ๓ เรื่อง ได้แก่ โคทาน แปลจากเรื่อง Godaan ของ เปรมจันท์ [1] คนขี่เสือ แปลจากเรื่อง He who rides tiger ของ ภวานี ภัฏฏาจารย์ และ แม่ แปลจาก Mother ของ แมกซิม กอร์กี้ บทความนี้จะนำเรื่องโคทาน มาศึกษา โดยมีสมมุติฐานอยู่ว่า ไม่ว่าจิตร ภูมิศักดิ์จะสร้างสรรค์งานเขียนประเภทใด เขามีเป้าหมายทางสังคมที่แจ่มชัด แม้แต่เรื่องโคทาน อันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีผู้อ่านคนไทยกล่าวถึงเท่าใดนักก็ตาม
 
 
เปรมจันท์ จิตร ภูมิศักดิ์และโคทาน
 
เปรมจันท์ มีนามจริงว่า ธนปัต ราย ศรีวัสตาวะ (Dhanpat Rai Srivastava) เป็นชาวฮินดู เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๔๒๓ (ค.ศ.1880) ที่ มันธวา ลัมหิ อันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ชานเมืองพาราณสี แคว้นอุตรประเทศ บิดาเป็นเสมียนในกรมไปรษณีย์ มารดาเสียชีวิตตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ บิดาแต่งงานใหม่ และเสียชีวิตเมื่อเขาอายุประมาณ ๑๖ ปี เปรมจันทร์ต้องอยู่กับมารดาเลี้ยงและน้องต่างมารดา เปรมจันท์เริ่มต้นศึกษาในโรงเรียนเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ในมัสยิดประจำหมู่บ้าน ซึ่งสอนด้วยภาษาอุรดู [2] เขาจึงใช้ภาษาอูรดูและภาษาเปอร์เซียได้ก่อนภาษาฮินดี
           
เปรมจันท์แต่งงานครั้งแรกเมื่ออายุ ๑๕ ปี โดยมารดาเลี้ยงเป็นผู้จัดการให้เนื่องจากต้องการสินสอด เปรมจันท์ต้องรับภาระเลี้ยงดูภรรยา มารดาเลี้ยง และน้องต่างมารดา พร้อมทั้งเรียนหนังสือไปด้วยหลังจากบิดาเสียชีวิต ด้วยการรับจ้างสอนพิเศษ ความเป็นอยู่ที่ยากแค้นทำให้เขาไม่อาจเข้าศึกษาในสาขาอักษรศาสตร์และนิติศาสตร์เพื่อสมัครเป็นทนายความตามความใฝ่ฝันของตนเอง แต่ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนฝึกหัดครู และบรรจุให้รับราชการในโรงเรียนประจำตำบลเมื่อ พ.ศ.๒๔๔๘ ต่อมาหย่าขาดกับภรรยา เนื่องจากเข้ากันไม่ได้ทั้งกับตนเองและมารดาเลี้ยง เมื่อมารดาเลี้ยงรบเร้าให้แต่งงานใหม่ เปรมจันท์ฝืนประเพณีโดยแต่งงานกับหญิงหม้ายชื่อ ศิวรานี เทวี และหญิงผู้นี้เป็นคู่ชีวิตที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางสังคมของเปรมจันท์ตลอดมา
 
เปรมจันท์เกลียดชังระบอบอาณานิคม ขณะที่รับราชการเป็นครู ได้ใช้ความสามารถทางการเขียน เขียนหนังสือวิพากษ์วิจารณ์ระบอบนี้ โดยใช้นามปากกาว่า “นาวับราย” เป็นเหตุให้หนังสือชื่อ Soz-e-Watan ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นมีเนื้อหากระตุ้นให้เกิดความรักชาติ ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งเก็บมาเผา ตัวเขาถูกตักเตือน พร้อมทั้งขอตรวจผลงานทุกชิ้นก่อนเผยแพร่ เขาจึงเปลี่ยนนามปากกาใหม่ เป็น “เปรมจันท์” ซึ่งหมายถึง ความพึงพอใจในความรัก และในที่สุดเขาก็ลาออกจากราชการ (พ.ศ.๒๔๖๔) เมื่อขบวนการเคลื่อนไหวของมหาตมะคานธีเร่งเร้าให้ข้าราชการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การบริหารทั้งหมดหยุดชะงัก ตามวิธีการขัดขืนทางพลเรือน (civil disobedience) และใช้วิธีการเขียนหนังสือเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นอาชีพ เพียงอย่างเดียว
 
เปรมจันท์เป็นคนมั่นคงในความคิด เมื่อเซอร์ วิลเลียม มาริส ผู้ว่าราชการรัฐอุตรประเทศเสนอมอบบรรดาศักดิ์ให้ เขากลับปฏิเสธโดยกล่าวกับภรรยาว่า หากยอมรับจะกลายเป็นข้าทาสของรัฐบาลอังกฤษ สิ้นสภาพของประชาชนไปทันที เช่นเดียวกับมหาราชาแห่งอัลวาส่งตัวแทนมาเจรจาขอว่าจ้างเปรมจันท์ในตำแหน่งราชเลขานุการด้วยเงินเดือนสูง พร้อมบ้านและรถยนต์ประจำตำแหน่ง แต่เปรมจันท์ปฏิเสธทั้งๆ อยู่ในสภาพที่ขัดสนเพราะออกจากข้าราชการครู เปรมจันทร์อธิบายกับภรรยาว่า “คนผู้ถนัดทางเทิดพระเกียรติเท่านั้น จึงเหมาะที่จะถวายตัวต่อราชาและมหาราชา ไม่มีใครหรอกจะสนใจคนที่เคารพตนเอง” (ปรีชา ช่อปทุมมา ๒๕๑๘: ๔๒)
 
เปรมจันท์เคยได้รับการว่าจ้างจากบริษัทสร้างภาพยนตร์ [3] ให้เขียนบทภาพยนตร์จากนวนิยายของเขา และเขาก็มีความคิดที่จะเผยแพร่ความคิดที่จะปฏิรูปสังคมอินเดียผ่านภาพยนตร์ เนื่องจากในอินเดียขณะนั้นประชาชนไม่รู้หนังสือถึงร้อยละ ๘๗ (ปรีชา ช่อปทุมมา ๒๕๑๘: ๔๓) ภาพยนตร์จึงเป็นสื่อการเรียนรู้ที่ได้ผลดีกว่าสื่อชนิดอื่น แต่ก็ต้องประสบความผิดหวัง เมื่อพบว่าธุรกิจภาพยนตร์ก็เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่แก่งแย่งแข่งขัน ทำทุกอย่างโดยหวังผลกำไรเป็นที่ตั้ง
 
เปรมจันท์เป็นนักเขียนที่ถือคติว่า วรรณกรรมนั้นต้องให้ความสว่างบางแง่บางมุมแก่ชีวิต ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบหลักปฏิบัติทางสังคมอย่างเข้มงวดและแข็งขัน ต้องขัดเกลาสัญชาตญาณซึ่งสืบทอดกันมาทางสายเลือดมนุษย์ให้เป็นไปในทางดี กอปรด้วยสัจจะและสุนทรียะ โดยเฉพาะต้องมีส่วนฝึกฝนความใคร่รู้ใคร่เห็นให้ว่องไวฉับพลัน (ปรีชา ช่อปทุมมา ๒๕๑๘: ๓๗)
 
ลักษณะงานเขียนของเปรมจันท์ จึงมาจากชีวิตของคนร่วมสมัยผสมกับอุดมคติของตนเอง ความคิดเห็นในเรื่องความรักและการบำเพ็ญประโยชน์ รวมทั้งทัศนคติของเขาต่อชีวิต ลักษณะเด่นของวรรณกรรมก็คือ ความเห็นอกเห็นใจชาวไร่ชาวนาอย่างแท้จริง (กิติมา อมรทัต ๒๕๑๙: ๕) เขาใช้ภาษาพื้นๆ เพื่ออธิบายสภาพปัญหาของชาวนาในชนบท หลีกเลี่ยงศัพท์สูงแบบสันสกฤตฮินดีอย่างที่นักเขียนฮินดีในยุคนั้นนิยมใช้ งานเขียนชิ้นแรกๆ เขียนด้วยภาษาอูรดู แต่ไม่สู้จะได้รับการต้อนรับเพราะผู้ที่ใช้ภาษาอูรดูในขณะนั้นอ่านหนังสือได้ไม่มากนัก จึงเปลี่ยนเป็นภาษาฮินดี ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับอย่างกว้างขวาง จนสามารถกล่าวได้ว่า ในกระบวนเรื่องสั้นและนวนิยายที่เขียนด้วยภาษาฮินดี จัดได้ว่าเรื่องของเปรมจันท์นั้นอยู่ในระดับที่ยิ่งใหญ่ และยิ่งใหญ่ไม่แพ้วรรณกรรมชั้นเยี่ยมของโลก (จิตติน ธรรมชาติ ๒๕๑๘ :๑๑)
 
เมื่อบั้นปลายชีวิต เขาได้มีส่วนจัดตั้งสมาคมนักเขียนกลุ่มก้าวหน้า (Indian Progressive Writer’s Association) ขึ้นที่ลัคเนาว์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมคนแรก นักเขียนกลุ่มนี้ได้แก่ เปรมจันท์ กอชิค ประทาปนารายณ์ ศรีวัสตาวะ ผกาวาติ จรัญวรมา สุดาจันทร์ เป็นต้น (กิติมา อมรทัต ๒๕๓๕: คำนำผู้แปล) เปรมจันทร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นจักรพรรดิแห่งนวนิยาย (กรุณา กุศลาสัย ๒๕๕๐: ๒๐๓) เป็นบิดาแห่งแนวอัตถนิยมใหม่ และเป็นแม็กซิม กอร์กี้แห่งอินเดีย (จิตติน ธรรมชาติ ๒๕๑๘: ๙) เขาเขียนเรื่องสั้นประมาณ ๓๐๐ เรื่อง นวนิยายหลายเรื่อง บทความ บทละคร ผลงานจำนวนหนึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษและภาษารัสเซีย เรื่องโคทานนี้เป็นนวนิยายเรื่องสุดท้ายและเขียนด้วยภาษาอูรดู เริ่มต้นเขียนเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๕ จบเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๗ เสนอสู่สาธารณชนเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ หลังจากนั้นไม่นานก็ถึงแก่กรรมเมื่อ ๘ ตุลาคม ๒๔๗๙ ในวาระสุดท้ายของชีวิต มีผู้นำแนะนำให้เอ่ยปากขอความเมตตาจากพระเจ้าก่อนสิ้นลม แต่เปรมจันทร์บอกว่า “ไม่อยากรบกวน” (ปรีชา ช่อปทุมมา ๒๕๑๘:๔๘)
 
ในสังคมไทยนั้น ความสนใจงานเขียนของเปรมจันท์มีมาก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง จิตติน ธรรมชาติ (สุภา ศิริมานนท์) ( ๒๕๑๘: ๙) กล่าวว่า เคยอ่านงานของเปรมจันท์บางเรื่อง [4] โดยข้อชี้แนะจากบทวิจารณ์หนังสือของนิตยสารอังกฤษในสมัยนั้น ต่อมา จิตร ภูมิศักดิ์มีความสนใจนวนิยายของเปรมจันท์ได้ขอยืมนวนิยายของเปรมจันทร์ไปหลายเล่ม ประมาณปลายทศวรรษ ๒๔๙๐ และได้แสดงความพอใจเรื่องโคทานเป็นพิเศษ และตั้งใจแปลไว้จนจบ แต่ไม่ทราบว่าต้นฉบับตกอยู่ที่ใด [5]
 
ในส่วนของ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็เคยเขียนถึงเปรมจันท์ไว้ในบทความชื่อ “เปรมจันทร์ วิศวกรผู้สร้างวิญญาณมนุษย์แห่งอินเดีย” เผยแพร่ในสายธาร ตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ [6] กล่าวว่า “เปรมจันท์ คือผู้เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน ผู้ริเริ่มวรรณกรรมแผนใหม่อันเป็นวรรณกรรมที่นำมวลมนุษย์ให้ก้าวไปข้างหน้า และก็วรรณกรรมนี้เองที่ทำให้เปรมจันท์กลายเป็นอมตะ, อมฤตภาพของมนุษย์นั้น มิใช่สิ่งที่มีมาโดยกำเนิดแบบวิญญาณของลัทธิที่หันหลังให้วิทยาศาสตร์ หากอมฤตที่แท้จริงคือผลงานที่ได้กระทำไว้เพื่อรับใช้และพัฒนาความดีงามของชีวิตมนุษยชาตินั้นเอง” [7]
 
นวนิยายเรื่องโคทานนี้จิตรแปลไว้ตั้งแต่ตอนที่ ๑ ถึงตอนที่ ๑๗ ใช้นามปากกาว่าศรีนาคร ส่วนตอนที่ ๑๘ ถึง ตอนที่ ๓๖ ผู้แปล คือ ภิรมย์ ภูมิศักดิ์ ผู้เป็นพี่สาวของจิตร โดยใช้นามปากกาว่าศริติ ภูริปัญญา พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ ในครั้งนั้นพิมพ์แยกเป็น ๒ เล่ม ฉบับสมบูรณ์พิมพ์เพื่อเป็นที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพของ นางแสงเงิน ฉายาวงศ์ ผู้เป็นมารดาของผู้แปลทั้งสอง ณ วัดบางขวาง นนทบุรี เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๓ หลังจากที่จิตรถึงแก่กรรมไปแล้ว ๑๔ ปี
 
ทวีป วรดิลก (๒๕๒๑: คำนำ) เคยกล่าวถึงจิตร ภูมิศักดิ์ ไว้ว่า จิตรเป็นคนที่มีความสามารถทางภาษา เป็นนักศึกษาศิลปะวรรณคดี ควบคู่ไปกับความเป็นกวีที่สามารถถ่ายทอดถ้อยคำออกมาได้อย่างหมดจดและประทับใจ และคุณลักษณะสำคัญของจิตรประการหนึ่งก็คือ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานแปล ไม่ว่าจะเป็นสารคดีหรือนวนิยาย จิตรจะพยายามใช้ถ้อยคำที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะง่ายได้ โดยเฉพาะถ้อยคำสนทนาของตัวละครในเรื่อง และจะพยายามอธิบายสำนวนหรือถ้อยคำต่างประเทศตลอดจนประเพณีต่างๆ ที่แตกต่างห่างไกลกับประเพณีและวิถีชีวิตของประชาชนไทย
 
ในเรื่องโคทานนี้ก็เช่นเดียวกัน จิตรใช้ภาษาธรรมดา แต่ความยากลำบากในการเข้าถึงงานชิ้นนี้อยู่ที่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมประเพณีระหว่างไทยกับอินเดีย ด้วยเหตุนี้จิตรจึงได้แทรกเชิงอรรถแทรกเอาไว้จำนวนมาก ซึ่งมีทั้งเชิงอรรถแปลความ ขยายความ อธิบายความ เพื่อให้ความกระจ่างในเนื้อเรื่อง เชิงอรรถเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นปริวรรณกรรมที่มีคุณค่าในการสร้างความเข้าใจเนื้อเรื่อง และมีคุณค่าในเชิงความรู้ในฐานะที่เป็นผลงานค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องอินเดีย
 
การที่นักคิดนักเขียนและนักภาษาคนสำคัญของไทย ถ่ายทอดวรรณกรรมชิ้นเอกของนักคิดนักเขียนชาวอินเดียเป็นภาษาไทยอย่างพิถีพิถันเช่นนี้ จึงก่อเกิดวรรณกรรมแปลชิ้นสำคัญและมีความหมายเรื่องหนึ่งในวงวรรณกรรมไทยนั่นคือ โคทาน
 
โคทาน เป็นเรื่องของชาวนาผู้ยากจนภายใต้ระบอบอาณานิคม และระบบความเชื่อทางศาสนาอันเคร่งครัด ทำให้เขาต้องผจญกับความทุกข์อย่างสาหัสที่มนุษย์กระทำต่อกัน โดยอ้างพระเจ้าและฐานะอันเป็นที่ยอมรับทางสังคมเป็นเหตุผล ในที่สุดเขาก็ต้องตายเพราะความเชื่อ และความเชื่อก็ยังคงสืบทอดและทำงานของมันต่อไปในสังคมชนบทของอินเดีย
 
เนื้อเรื่องโคทาน แบ่งออกเป็นสองส่วน เรื่องหลักเป็นเรื่องราวของชาวนาที่ยากจนชื่อโหริและตัวละครแวดล้อม ส่วนเรื่องแทรกนั้นเป็นเรื่องของซามินดาร์หรือเจ้าที่ดินใหญ่ซึ่งปรารถนาจะทำให้ตนเองเป็นที่ยอมรับในระดับสูงสุด เพื่อนำมาซึ่งอำนาจอันถือว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดของชีวิต เนื้อเรื่องทั้งสองตอนมีดังต่อไปนี้
 
นาฏกรรมของผู้ยากไร้
 
เรื่องเกิดขึ้นเมื่อโหริชาวนาผู้ยากจน และมีดวงตาเพียงข้างเดียว ไปได้วัวนมมาตัวหนึ่ง โดยไม่สามารถบอกสาเหตุที่แท้จริงของการได้มาให้ผู้ใดทราบว่า มาจากการรับอาสาหาภรรยาให้แก่ชายชราที่ยังหมกมุ่นในกามารมณ์ น้องของโหริเข้าใจว่ามาจากการยักยอกมรดกที่พ่อให้ไว้เพียงน้อยนิดไปซื้อวัว จึงแค้นใจพี่ชายวางยาวัวนม ลูกชายของโหริคือโคพรก็ฝ่าฝืนจารีตประเพณี ด้วยการลักลอบได้เสียกับแม่หม้ายต่างอนุภาควรรณะจนตั้งครรภ์ แล้วหลบหนีการพิพากษาของสังคมไปทำงานในเมือง โหริและธนิยาผู้เป็นภรรยารับเลี้ยงลูกสะใภ้แม่หม้ายด้วยความมีเมตตาธรรม ในขณะที่สังคมบังคับให้ขับไล่ แม้แต่พ่อของฝ่ายหญิงซึ่งก็คือชายชราที่ให้วัวนมแก่โหริ ก็บังคับโหริให้ขับไล่ เพราะลูกสาวของตนไม่ใช่ลูกแต่เป็นหญิงแพศยา หากรับเลี้ยงจะยึดวัวงานที่มีอยู่คืนแทนวัวนมที่ถูกวางยา โหริไม่ปฏิบัติตามจึงถูกยึดวัว และยังต้องเสียค่าปรับเป็นข้าว และเงิน แก่คณะกรรมการหมู่บ้านโทษฐานที่ทำผิดจารีตประเพณี โหริไม่มีเงิน ต้องจำนำบ้าน
 
เมื่อไม่มีวัวงาน โหริและครอบครัวก็ทำนาด้วยตนเองไม่ได้ ก็หันไปรับจ้างทำนาให้พราหมณ์ประจำหมู่บ้าน บนที่ดินอันน้อยนิดของตนเอง และปลูกอ้อยขาย พอได้เงินเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยสูงลิบลิ่วก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทวงหนี้ เจ้าหนี้เหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เป็นกรรมการหมู่บ้าน โหริเป็นคนซื่อเล่นแง่กับเจ้าหนี้ไม่เป็น เพราะเชื่อว่าชีวิตถูกลิขิตโดยพระเจ้า เงินทองที่ได้มาด้วยความเหนื่อยยากก็ตกเป็นของเจ้าหนี้ จะแต่งงานลูกสาวคนโตก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีเงินเป็นค่าสินสอด แต่โชคดีที่ฝ่ายชายไม่เรียกร้อง
 
ส่วนการแต่งงานลูกสาวคนเล็กนั้น โหริไม่มีทางเลือกมากนัก ระหว่างการเสียเกียรติเพราะถูกยึดที่ดินเนื่องจากติดค้างภาษีที่ดินหลายปี กับการให้ลูกสาวแต่งงานกับเศรษฐีหม้ายที่มีอายุคราวพ่อ และถูกสังคมซุบซิบนินทาว่าขายลูกสาว โหริเลือกอย่างหลังเพราะไม่ต้องจ่ายเงินค่าสินสอดและจัดงานแต่งงานและไม่ต้องถูกยึดที่ หลังจากนั้นโหริก็ทำงานหนักทั้งวันทั้งคืน หวังจะได้เงินมาซื้อวัว แต่ไม่ทันจะได้ก็สิ้นชีวิตเสียก่อน ไม่มีวัวสำหรับทำทาน ก่อนตาย เหลือเพียงเงิน ๒๐ อันนาสุดท้ายที่ได้จากการขายเชือกผูกวัวซึ่งภรรยาของเขาวางไว้บนมือต่างโคพลีกรรม
 
สิ่งที่นวนิยายเรื่องนี้ต้องการเสนอก็คือความไม่เป็นธรรมในสังคมอินเดีย ที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจากหนี้สินและพันธนาการทางสังคม ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ายได้เปรียบ สามารถแสวงหาผลประโยชน์จากเงื่อนไขทางสังคมเดียวกันนั้น ทั้งด้านการทำมาหากินและสิทธิ์พิเศษต่างๆ อีกทั้งยังได้รับการผ่อนปรนกรณีกระทำผิดจารีตประเพณีอีกด้วย
 
ตัวละครสำคัญในเรื่องคือ โหริ เป็นชาวนายากจนผู้ถูกจองจำให้อยู่ในระบบอย่างคุ้นเคย แม้จะถูกกระทำจากระบบทั้งในระดับนามธรรมและระดับปฏิบัติการ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่คิดตอบโต้และต่อต้าน จึงดูคล้ายกับเป็นคนซื่อจนโง่ในสายตาของคนอื่น
 
ในระดับนามธรรมนั้น โหริเชื่อมั่นในพระเจ้า เชื่อว่าความมั่งมีและความยากจนเป็นผลของกรรมที่ทำไว้แต่ชาติปางก่อน โหริมองเจ้าที่ดินด้วยสายตาชื่นชม มักสำคัญผิดคิดว่าตนเองเป็นที่ยอมรับของเพื่อนบ้านเพราะตนใกล้ชิดกับบรรดาเจ้าที่ดินและนายทุนเงินกู้ทั้งหลาย เมื่อถูกกระทำจากบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย เขาจึงไม่ต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นด้วยวาจาหรือด้วยการกระทำ หากมีให้ก็จะให้ ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือข้าว โดยไม่คิดว่าจะมีเหลือให้ลูกเมียได้กินหรือไม่ การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจึงเป็นหน้าที่ของธนิยาภรรยาปากร้ายแต่เพียงผู้เดียว โหริพยายามที่จะทำให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับในสังคม ด้วยการเป็นเจ้าของวัวนมให้ได้ ในสังคมชาวนาอินเดียนั้นการมีวัวนม หมายถึงความสำเร็จ การมีหน้าตา สามารถใช้โอ้อวดกับเพื่อนบ้านได้ ความเชื่อเช่นนี้นำมาซึ่งปัญหา และในที่สุดก็นำความตายมาสู่ตัวโหริ ก็เพราะการมุมานะทำงานหามรุ่งหามค่ำหาเงินมาซื้อวัว
 
ในระดับปฏิบัติการ โหริตกอยู่ในสภาพที่สิ้นไร้ไม้ตอก เพราะถูกกระทำจากคนด้วยกัน สร้างระบบขูดรีดให้เป็นกฎหมาย นั่นก็คือคณะกรรมการหมู่บ้าน ซึ่งเรียกว่าคณะปัญจายัต [8] ซึ่งประกอบด้วยเจ้าหนี้เงินกู้รายสำคัญ ตัวแทนของเจ้าที่ดิน และพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมของหมูบ้าน ซึ่งเป็นคณะบุคคลคอยตรวจสอบพฤติกรรมของชาวนาในหมู่บ้านว่าผิดจารีตประเพณีหรือไม่ หากไม่ชำระหนี้ หรือกระทำจารีตประเพณี คณะปัญจายัตก็มีวิธีการลงโทษ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดการขูดรีดชาวนายากจนแบบโหริจึงเป็นสิ่งชอบธรรม ทั้งในแง่ของหลักการและปฏิบัติการ เพราะเจ้าของหลักการและผู้ปฏิบัติก็คือคนชุดเดียวกัน
 
นอกจากนั้น เปรมจันทร์ยังสร้างตัวละครอีกชุดหนึ่งขึ้นมา เพื่อชี้ให้เห็นว่า ในสังคมที่เข้มงวด ใช้จารีตประเพณีเป็นกฎหมายนั้น ก็ยังมีคนที่แหวกกฎ การแหวกกฎนั้นแม้จะนำมาซึ่งความทุกข์อีกลักษณะหนึ่ง ก็คือการถูกลงโทษจากสังคม แต่ถ้าอดทนและรู้จักการสร้างตัว ชีวิตก็จะมีทางเลือกใหม่ที่ดีกว่าเดิม อย่างเช่น โคพร และฌุนิยา
 
โคพร เป็นลูกชายคนเดียวของโหริ เขาเชื่อในตัวเองและไม่ศรัทธาในพระเจ้า และไม่คิดว่าความมั่งมีหรือยากจนเป็นผลมาจากชาติปางก่อน โคพรและฌุนิยาทำผิดกฎของสังคม ลักลอบได้เสียกันจนตั้งครรภ์ โคพรหนีเข้าไปทำงานในเมืองเนื่องจากถูกพ่อและพี่ชายของฌุนิยาตามล่า ส่วนฌุนิยากลายเป็นหญิงแพศยา โคพรกลับมาหมู่บ้านอีกครั้ง พร้อมกับเงินที่เก็บหอมรอมริบจากการทำงานหนัก สถานะของโคพรและฌุนิยาก็เปลี่ยนไป สังคมต่างต้อนรับและลืมความหลังโดยสิ้นเชิง และตัวละครโคพรนี้เองที่เปรมจันทร์ใช้ต่อกรกับเหล่านายทุนเงินกู้และพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาทั้งหลาย โดยตรงก็คือการปะทะคารมใช้เหตุผลโต้แย้งกับความเห็นแก่ตัวและเอาแต่ได้ของบรรดานายทุนเงินกู้ โดยอ้อมก็คือให้โคพรจัดการแสดงละครเพื่อความบันเทิงในเทศกาลโหลิ โดยผูกเรื่องเสียดสีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจของบรรดานายทุนเงินกู้และพราหมณ์ประจำหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านทั้งหลายได้มีโอกาสปลดปล่อยและระบายความแค้นเคืองออกมา เพราะโลกแห่งความเป็นจริงในนวนิยายไม่อาจว่ากล่าวคนเหล่านี้ได้
 
แม้เปรมจันท์จะต่อต้านความเชื่อที่งมงายและระบบที่ไม่เป็นธรรม แต่เขาไม่ปล่อยตัวละครอย่างโคพรให้มีชีวิตที่ราบรื่นอย่างไม่สมเหตุสมผล เขาชี้ให้เห็นความจริงที่พบเห็นในชีวิตประการหนึ่งว่า การที่คนเราที่มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น แต่ชีวทัศน์กลับคับแคบลง ก็เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งเหมือนกัน เช่นเดียวกับโคพร เขาช่วยตัวเองได้มากขึ้นจากประสบการณ์การสู้ชีวิตในเมือง แต่เมื่อกลับสู่ชนบทเขากลับดูหมิ่นและลำเลิกบุญคุณพ่อแม่ เพราะสำคัญว่าตนเองฉลาด เก่ง และดีพร้อม เปรมจันท์ให้บทเรียนตัวละครตัวนี้เพื่อสั่งสอนในเรื่องความอวดดีของผู้ที่เพิ่งหลุดพ้นจากความไม่รู้ โคพรต้องสูญเสียลูก ต้องทำร้ายจิตใจคนที่รักเขาและบาดเจ็บสาหัสจากการถูกอุปโลกน์ขึ้นเป็นผู้นำการประท้วงหยุดงาน เมื่อเกิดการปะทะ เขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด และเหตุการณ์นั้นทำให้เขาสำนึกได้
 
นอกจากนั้นเปรมจันท์ ยังต้องการแสดงให้เห็นสังคมที่หน้าไหว้หลังหลอก สร้างกฎเกณฑ์เพื่อให้คนกลุ่มหนึ่งปฏิบัติ ส่วนคนคุมกฎกลับละเมิด อย่างเช่น มตทินลูกของพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีกรรมของหมู่บ้าน มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับบุตรสาวของช่างซ่อมรองเท้า ซึ่งอยู่ในวรรณะจัณฑาล แต่ก็สามารถล้างบาปและใช้ชีวิตตามปกติได้ด้วยการเพียงแต่ใช้ขี้ผึ้งและนำมันจันทร์ทาที่หน้าผาก และท่องคัมภีร์ภควัทคีตา คนในหมู่บ้านก็รู้แต่ไม่มีใครกล้าพูด หรือโนเขราม ซึ่งเป็นกรรมการหมู่บ้าน ลักลอบเป็นชู้กับภรรยาของคนอื่น ชาวบ้านและสามีของหญิงนั้นก็รู้แต่ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์
 
ความทุกข์ของซามินดาร์ [9]
 
ราอี สาหิบ อมาปาล สิงห์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ราอี สาหิบ เป็นคนพื้นเมืองอินเดียที่อังกฤษแต่งตั้ง โดยฐานะเป็นซามินดาร์หรือเจ้าที่ดิน อาศัยอยู่ในเมืองลัคเนาว์ เป็นผู้กว้างขวางในหมู่ชนชั้นสูงในเมือง ความปรารถนาของราอี สาหิบนั้น ก็คือการได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่การเอาชนะคู่แข่งทางการเมืองนั้น จำเป็นจะต้องมีเงินและอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคู่แข่งขันร่ำรวยระดับรายาประกาศตนว่าจะขอสู้ไม่ว่าจะต้องใช้เงินเท่าใดก็ตาม ราอี สาหิบ พยายามทุกวิถีทาง แต่ที่นำความทุกข์มาสู่ครอบครัวมากที่สุดได้แก่ การแต่งงานบุตรสาวกับมหาเศรษฐีพ่อหม้าย ซึ่งมีเบื้องหลังพัวพันกับแหล่งอบายมุขทั้งปวง เพื่อต้องการการสนับสนุนทางการเมืองที่ถูกท้าทายจากคู่แข่งขัน
 
ราอี สาหิบได้รับเลือกตั้งและยังได้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ครองตำแหน่งแรกของซาร์มินดาร์ และได้เลื่อนเป็นรายา เมื่อมาถึงจุดสูงสุดทางเกียรติยศ เขาจำเป็นจะต้องรักษาอำนาจทางการเมืองให้เป็นปึกแผ่น ราอี สาหิบจึงขอให้บุตรชายของตนแต่งงานกับบุตรสาวของคู่แข่งทางการเมือง แต่บุตรชายกลับปฏิเสธ แม้บิดาจะยื่นคำขาดตัดพ่อตัดลูกหากไม่ปฏิบัติตาม จากนั้นก็เดินทางไปอังกฤษพร้อมคู่รัก ไม่ใยดีที่จะสืบทอดมรดกและอำนาจของราอี สาหิบ ซึ่งได้มาด้วยความยากลำบาก
 
นอกจากนั้น บุตรสาวของเขาที่แต่งงานกับมหาเศรษฐีหม้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว เพราะแม้จะมีเงินทองทรัพย์แต่ก็ถูกทอดทิ้ง เนื่องสามีเป็นคนเสเพล ชอบใช้ชีวิตตามแหล่งอบายมุขต่าง ๆ สุดท้ายก็ต้องหย่าขาดจากกัน ราอี สาหิบ ต้องทนทุกข์กับครอบครัวที่ล้มเหลว เพราะตนเองเป็นผู้บงการ
 
เนื้อเรื่องในตอนนี้ต้องการจะชี้ให้เห็นความสุขความทุกข์ของนักการเมือง ความสุขเกิดจากการได้มาซึ่งอำนาจในระดับสูงสุด เป็นที่ยอมรับในสังคม แต่เบื้องหลังคือความทุกข์อย่างมหันต์ จากความเจ้ากี้เจ้าการเข้าไปจัดการชีวิตของลูกๆ ให้เป็นไปดังใจคิด เพื่อสนองตอบความปรารถนาที่จะมีอำนาจและการรักษาอำนาจของตน
 
เปรมจันท์สร้างเนื้อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นสู่อำนาจของตัวละคร ราอี สาหิบ คู่ขนานกับเรื่องราวของโหริ ชาวนาผู้ยากจน เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความทุกข์ของคน ๒ ชนชั้น คือคนมั่งมีกับคนยากไร้ ความทุกข์ของคนมั่งมีคือ ความไม่สมหวังเรื่องอำนาจ และความผิดหวังที่เลี้ยงลูกไม่ได้ดังคิด แต่ความทุกข์ของผู้ยากไร้เป็นความทุกข์จากความอัตคัดขาดแคลนปัจจัยสี่ อันเนื่องมาจากระบบที่ไม่เป็นธรรม ผลตอบแทนจากการทำงานหนักจึง กลายเป็นดอกเบี้ยแก่กลุ่มนายทุนเงินกู้ ทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับแคว้น สิ่งที่ช่วยรักษาระบบให้คงอยู่ก็คือ ความเชื่ออันล้าหลังที่แสนเข้มงวดในหมู่คนยากไร้ และผ่อนปรนในหมู่คนที่ได้เปรียบ
 
ในระหว่างที่เรื่องราวชีวิตทางการเมืองของราอี สาหิบ ดำเนินไป ตัวละครอื่นๆ ก็ผ่านเข้ามาแสดงบทบาท เพื่อฉายภาพของชนชั้นนำของเมืองลัคเนาว์ในแง่มุมต่างๆ ได้แก่ กลุ่มนายทุน นายหน้าประกันภัย สื่อมวลชน และปัญญาชน
 
นายทุนนั้นผ่านทางตัวละคร นายขันนา เป็นผู้จัดการธนาคารและเจ้าของโรงงานน้ำตาล เป็นนักลงทุนที่คิดแต่ผลกำไร เมื่ออยากได้สิ่งใดก็ใช้เงินซื้อ แต่ที่สุดเงินก็ซื้อไม่ได้ทุกอย่างโดยเฉพาะเรื่องความรัก
 
นายหน้าประกันภัย ได้แก่ นายตังขะ ที่พร้อมจะเข้าข้างกลุ่มที่เอื้อประโยชน์ และย้ายข้างไปสู่กลุ่มใหม่ที่จะให้ผลประโยชน์มากกว่า
 
สื่อมวลชน ได้แก่ บัณฑิตโองการนาถ เป็นบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ ประทีป เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่ดูภายนอกเหมือนมีอุดมการณ์ แต่แท้จริงก็อาศัยความเป็นสื่อมวลชนหาประโยชน์ให้ตนเอง
 
ปัญญาชน ได้แก่ เมหตา และ มาลตี เมหตาเป็นอาจารย์สอนปรัชญาในมหาวิทยาลัย มาลตีเป็นแพทย์หญิง สำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษ แม้ในตอนต้นตัวละครทั้งสองจะใช้ชีวิตตามอำเภอใจ แต่ภายหลังได้ตระหนักถึงปัญหาสังคม และอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสังคม โดยไม่เห็นแก่ความสุขส่วนตน แม้กระทั่งเรื่องความรักและการแต่งงาน ข้อถกเถียงของคนทั้งสองนำเสนออุดมคติเกี่ยวกับชีวิตที่เสียสละและการสร้างสังคมที่เป็นธรรม
 
เปรมจันท์เชื่อมต่อเรื่องในตอนนี้ให้เข้าเนื้อเรื่องหลักอย่างหลวมๆ ให้ตัวละครของแต่ละตอนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในระดับการพบปะ เช่น ให้โหริถูกเกณฑ์ไปช่วยงานเทศกาลทเศหรา [10] ที่บ้านราอี สาหิบ ในฐานะผู้เช่าที่ดิน ให้เมหโตและมาลตี เดินทางไปสงเคราะห์ผู้ทุกข์ยากในชนบท และพบกับโหริ ให้โคพรไปเป็นคนงานในโรงงานน้ำตาลของนายขันนา เป็นต้น
 
ภารกิจของภารตนวนิยายแปล “โคทาน”
 
เมื่อวิเคราะห์นวนิยายเรื่องโคทานทั้งส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องและตัวละครสำคัญดังที่กล่าวมาแล้ว จะพบว่ามีลักษณะสอดคล้องกับบทบาทของศิลปะที่จิตร ภูมิศักดิ์ นำเสนอไว้เมื่อกึ่งพุทธกาล ทั้งในด้านการเป็นศิลปะเพื่อชีวิต และศิลปะเพื่อประชาชน อันได้แก่ การฟอกความคิดเก่า การต่อกรกับความไม่เป็นธรรมทางสังคม และการสร้างสำนึกอันแจ่มใส [11] บทบาทดังกล่าวนี้เมื่อประมวลกับผลงานวิชาการด้านวรรณกรรมของจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เขียนไว้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ไม่ว่าจะเป็น โองการแช่งน้ำ บทวิเคราะห์มรดกวรรณคดีไทย ตลอดจนผลงานแปลนวนิยายของต่างประเทศ ทำให้มองเห็นภารกิจของภารตนวนิยายแปลเรื่องโคทาน ๒ ประเด็น ได้แก่
 
๑.โคทานเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน กล่าวได้ว่าการแปลเรื่องโคทานนี้เป็นกิจกรรมทางวิชาการกิจกรรมหนึ่ง ภายใต้กรอบของโครงการ [12] ศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ที่จิตรจัดทำขึ้น โดยเริ่มจากการ เขียนบทความ ศิลปเพื่อชีวิต และศิลปเพื่อประชาชนในรูปแบบของสรรนิพนธ์ เพื่อสร้างและนำเสนอกรอบแนวคิดเรื่องศิลปะเพื่อชีวิต และศิลปะเพื่อประชาชน ให้เข้าใจตรงกันเป็นเบื้องต้น จากนั้นจึงคลี่คลายไปสู่ภาคปฏิบัติ ให้รู้ว่าแนวคิดดังกล่าวทำงานได้ เริ่มจากการนำวรรณคดีโบราณมาวิเคราะห์ เช่น ระเด่นลันได นิราศหนองคาย เป็นต้น อันเป็นการอธิบายและขยายความแนวคิดศิลปะเพื่อชีวิตที่มีเป้าหมายหลักคือการฟอกความคิดเก่า เพื่อให้แนวคิดนี้ชัดเจนและมีรูปธรรมรองรับ
 
ในส่วนของแนวคิดเรื่องศิลปะเพื่อประชาชน ซึ่งเป้าหมายหลักของแนวคิดนี้ก็คือการสร้างงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่าต่อประชาชนนั้น จิตรผู้ไม่เคยมีผลงานเรื่องสั้นหรือนวนิยาย ใช้วิธีการคัดสรรวรรณกรรมจากต่างประเทศมาแปล ไม่ว่าจะเป็นคนขี่เสือ ของ ภวานี ภัฏฏาจารย์ โคทาน ของ เปรมจันทร์ และแม่ ของ แมกซิม กอร์กี้ มาแสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างการสร้างสรรค์งานเพื่อประชาชนว่าเป็นจริงได้ แม้ในระดับสากลก็มีผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว โดยเฉพาะในประเทศอินเดียที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับประเทศไทย
 
ด้วยเหตุนี้เองจึงกล่าวได้ว่า ภารตนวนิยายแปลเรื่องโคทาน ของ จิตร ภูมิศักดิ์ นั้น เป็นรูปธรรมรองรับการดำรงอยู่ของแนวคิดศิลปะเพื่อชีวิตศิลปะเพื่อประชาชน ทว่าข้อจำกัดในการเผยแพร่ในสมัยนั้น [13] ทำให้นักวิชาการทางวรรณคดีรุ่นหลังบางท่าน ที่มองผลงานของจิตรแบบแยกส่วน และตั้งข้อสงสัยเชิงโต้แย้งต่อผลงานของจิตร โดยเฉพาะผลงาน ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน เป็นต้นว่า
 
     อาจเป็นเพราะในหนังสือเล่มนี้ “ทีปกร” ต้องการเสนอแนวคิดและทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับศิลปะ มากกว่าที่จะวิเคราะห์เนื้อหาของศิลปะและวรรณคดีที่ปรากฏอยู่ จึงน่าเสียดายที่บางครั้งเขามองอย่างรวบรัด และผิวเผินเกินไป จนบางทีการยกตัวอย่างมีลักษณะคลุมเครือถึงขั้นโมเม (ดวงมน จิตร์จำนง ๒๕๒๘: ๑๙๘)
 
     อย่างไรก็ตาม “ทีปกร” มิได้แจกแจงและให้ตัวอย่างที่เห็นจริงว่า ความง่ายและแจ่มชัด ซึ่งมีความหมายทางนามธรรมนั้น ควรวัดจากอะไร กวีและศิลปินควรทำอย่างไร ที่จะให้งานศิลปะเป็นสื่อแห่งความคิดและอารมณ์ที่มีพลังจับใจ สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานหลายด้านต่ำกว่าเขา (ดวงมน จิตร์จำนง ๒๕๒๘: ๒๐๘)
 
     แต่สิ่งที่น่าชื่นชมก็คือ “ทีปกร” สามารถยั่วยุให้เกิดการใคร่ครวญ วิพากษ์วิจารณ์ และตั้งปัญหาเกี่ยวกับลักษณะและแนวทางของศิลปะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวรรณคดี อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แม้ว่าจะมีลักษณะเป็นทฤษฎีมากกว่าการเสนอผลของการศึกษาวิเคราะห์ศิลปะ และวรรณคดีที่เป็นมาอย่างถี่ถ้วนก็ตาม (ดวงมน จิตร์จำนง: ๒๑๔-๒๑๕)
 
หากพิจารณาผลทางวิชาการด้านวรรณกรรมของจิตรโดยรวม ควบคู่ไปกับปริบทการสร้างงาน และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้สร้างตามควร ก็จะสามารถทำความเข้าใจ และเห็นความสำคัญของงานชุดนี้ได้ไม่ยากนัก
 
๒. โคทานแสดงพัฒนาการของความรู้เรื่องภารตวิทยาในสังคมไทย แต่เดิมนั้นความรู้เรื่องอินเดียในสังคมไทยนั้นมีพัฒนาการ ๒ กระแส กระแสแรก เป็นการรับรู้เรื่องอินเดียแบบประยุกต์และปรับให้เข้ากับโลกทัศน์แบบไทย กระแสนี้มีมาก่อนรัชกาลที่ ๖ กระแสที่สอง เป็นการรับรู้ผ่านการแปลงานสันสกฤต-อังกฤษเป็นภาษาไทย ผู้ริเริ่มคือรัชกาลที่ ๖ โดยมี น.ม.ส. เสฐียรโกเศศ นาคะประทีป แสงทอง หรือแม้แต่ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ดำเนินรอยตาม พัฒนาการทั้งสองกระแสนั้น มุ่งไปที่วรรณกรรมอินเดียโบราณ ทั้งที่เป็นมหากาพย์ ปกรณัมนิทาน นิยายต่างๆ
 
ในส่วนมหากาพย์นั้น มหากาพย์อินเดียสองเรื่อง ได้แก่ รามายณะและมหาภารตะได้รับการถ่ายทอดเป็นภาษาไทยมหากาพย์ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องราวสรรเสริญวีรบุรุษซึ่งเป็นตำนานปรัมปราของชาติ ประกอบไปการต่อสู้และอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ในสังคมไทยนั้นรามายณะเป็นที่รู้จักในนามของรามเกียรติ์ และมีความผูกพันกับคนไทยทุกระดับชั้นมายาวนานกว่ามหาภารตะ
 
จิตร ภูมิศักดิ์ให้ความสำคัญแก่นวนิยายเรื่องโคทานระดับเดียวกับ “มหากาพย์” [14] แต่เป็น “มหากาพย์แห่งชีวิตชาวนาเบงกอล” หรือ “หรือมหากาพย์ใหม่ของชาวเบงกลี” มิใช่มหากาพย์ตามความหมายดั้งเดิม ซึ่งหมายถึงเฉพาะบทประพันธ์ร้อยกรองที่มีเนื้อหาสาระสดุดีการกระทำอันกล้าหาญของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายๆ คนรวมกัน (ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา ๒๕๓๔: ๑) แต่มหากาพย์แบบใหม่ของจิตร หมายถึง บทประพันธ์ที่พรรณนาเรื่องราวชีวิตอันขมขื่นของชาวนา ตั้งแต่ชื่อเรื่องจนกระทั่งจบเรื่อง มหากาพย์แบบใหม่นี้ผู้แต่งคือเปรมจันท์ เป็นคนธรรมดาไม่ใช่ฤๅษีที่เชี่ยวชาญคัมภีร์พระเวทแบบวาลมิกิมหาฤษี ผู้แต่งรามายณะ ที่ร่ายโศลกด้วยความเศร้ารันทดเมื่อเห็นนกกระเรียนตัวเมียเสียใจร้องหานกกระเรียนตัวผู้ที่ถูกพรานยิงตาย
 
การแปลนวนิยายเรื่องโคทานเป็นภาษาไทย จึงถือเป็นการทลายกรอบความรู้ด้านภารตวิทยาในสังคมไทย ที่เกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า วีรบุรุษในตำนาน เรื่องเหนือจริง เรื่องลับสมองประลองปัญญาอันเป็นจารีตดั้งเดิมของวรรณคดีสันสกฤตไปสู่เรื่องราวของชนชั้นชาวนาอินเดียภายใต้ระบอบวรรณะที่เข้มงวด และระบอบอาณานิคม เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ความเชื่อหรือพระเจ้าที่ฝังแน่นในความคิดนั้นคืออุปสรรคสำคัญที่ทำให้ชาวนาอินเดียต้องมีชีวิตที่ทุกข์ยาก ภารตวิทยาแบบใหม่จึงเป็น “ภารตวิทยาปฏิวัติ” เพราะนอกจากจะไม่เชื่อพระเจ้าแล้ว ยังพยายามท้าทาย หักล้าง และขุดโค่นความคิดเก่าอย่างถอนรากถอนโคน
 
ก่อนหน้าจิตรจะแปลเรื่องโคทาน ก็มีความคิดเช่นนี้อยู่ รูปธรรมที่เห็นชัดก็คือ ผลงานของนายผี หรืออัศนี พลจันทร์ ที่แปลเรื่องสั้น “พระเจ้าอยู่ที่ไหน” (Where is God ?) ของ ราษิท ชาหันเป็นภาษาไทยและพิมพ์ใน อักษรสาส์น เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๓ ทว่า โคทาน ผลงานของ จิตร เผยแพร่หลังจากช่วงเวลานั้นมานานถึงยี่สิบปีเศษ ปรากฏการณ์วรรณกรรมประการหนึ่งที่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า “ภารตวิทยาที่ปฏิวัติ” เป็นกระแสความคิดที่มีอยู่จริงและพัฒนาได้ ในสังคมที่มีเสรีภาพ นั่นก็คือปรากฏการณ์การแปลเรื่องสั้นและนวนิยายของนักเขียนชาวอินเดียเป็นภาษาไทยจำนวนมาก ทั้งงานของเปรมจันท์ ภวานี ฏัฏาจารย์ มุลค์ ราชอนันต์ กฤษณะ จันทร และของนักเขียนคนอื่น หลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ [15] นวนิยายแปลโคทาน ของ จิตร ภูมิศักดิ์ จึงสมทบเข้ากับกระแสนี้ในภายหลัง และแน่นอนว่าในสังคมที่ความคิดอนุรักษ์นิยมยังมีบทบาทสำคัญ ฐานะของภารตวิทยาปฏิวัติก็ยังคงเป็นความรู้นอกระบบ ไม่อาจปรากฏเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนในรายวิชาของสถาบันการศึกษาใด
 
บทส่งท้าย
 
เมื่ออ่านและทำความเข้าใจนวนิยายแปลเรื่องโคทานของจิตร ภูมิศักดิ์ หลังจากที่ผู้แปลเสียชีวิตไปสี่สิบกว่าปี และสกุลทางศิลปะที่เขานำเสนอเพื่อให้สังคมยอมรับก็มิได้เป็นที่นิยมและเกือบจะไม่มีผู้ใดนำไปใช้วิเคราะห์วรรณกรรมโดยตรง แต่ก็ทำให้เห็นกระบวนการทำงานที่น่าทึ่งของปัญญาชนนักวิชาการคนหนึ่ง ที่มีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง และพยายามพิสูจน์ความเชื่อนั้นด้วยผลงานวิชาการ โดยที่ไม่ต้องมีแหล่งทุนหรือองค์กรใดรองรับ นอกจากนั้นผลงานของเขายังส่งผลต่อความรู้และความคิดของปัญญาชนไทยในระดับลึกซึ้งและยาวนาน เชื่อว่าประเด็นเรื่องจิตรนี้คงจะไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ ในอนาคตก็คงมีการแลกเปลี่ยนกันต่อไป
 
.................................................................................................................................
 
[1] ต้นฉบับเดิมของเปรมจันท์เขียนด้วยภาษาอูรดู
[2] เป็นภาษาสันสกฤตผสมเปอร์เซีย
[3] วรรณกรรมของเปรมจันท์ที่นำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เช่น Sadgati (Salvation) , Shatranj Ke Khiladi (The Chess Players) โดย Satyajit Ray film , Sevasadan (House of Service) โดย M.S. Subbulakshmi เป็นต้น (ข้อมูลจาก wikipedia , the free encyclopedia )
[4] ได้แก่เรื่อง Seva –Sadan (เสวสถาน) (๒๔๕๐) เป็นเรื่องเกี่ยวกับซ่องโสเภณี
              Premashran (เปรมะจราญ)(๒๔๖๕) เป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้เช่าที่ดินและเจ้าที่ดิน
              Nirmala (นิรมล)(๒๔๖๖) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงานในสังคมอินเดีย
              Ranga-bhumi (รังคภูมิ) (๒๔๖๗) เป็นเรื่องโจมตีบรรดานายทุนทั้งหลาย
              Karma-bhumi (กรรมภูมิ) (๒๔๖๘) เป็นเรื่องโจมตีระบอบอาณานิคม และ
              Godaan (โคทาน) (๒๔๗๙) (จิตติน ธรรมชาติ ๒๕๑๘: ๑๓-๑๕)
[5] ขณะนั้น จิตติน ธรรมชาติ ยังไม่ทราบว่า จิตร แปลโคทานได้เพียง ๑๗ ตอน และต้นฉบับยังมิได้สูญหาย
[6] ข้อมูลจากจิตติน ธรรมชาติ ระบุว่าลงในสายธาร พ.ศ.๒๕๐๐ (จิตติน ธรรมชาติ ๒๕๑๘: ๔) แต่ ในส่วนนำของหนังสือโคทาน ฉบับพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ได้สรุปความบทความดังกล่าวและบอกแหล่งที่มาว่า มาจากนิตยสารกะดึงทอง กุมภาพันธ์ ๒๔๙๙ ซึ่งต้องตรวจสอบที่มาที่ถูกต้องต่อไป
[7] คัดจากตอนหนึ่งของบทสรุปความ “เปรมจันท์วิศวกรผู้สร้างวิญญาณมนุษย์แห่งอินเดีย” ในส่วนนำของ หนังสือโคทาน ที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า ๒๕๒๑ ไม่มีเลขหน้า
[8] สภาของหมู่บ้านแบบเก่าที่ชาวบ้านตั้งกันเอง (ศรีนาคร: ๑๘๗)
[9] หมายถึงเจ้าที่ดิน
[10] ทเศหรา คือเทศกาลฉลองวันพระรามชนะทศกัณฐ์ วันเพ็ญเดือนพฤศจิกายน มีการประดับโคมไฟ ทำรูปทศกัณฐ์ด้วยกระดาษ แล้วเผาไฟทิ้ง (ศรีนาคร: ๑๙)
[11] ดูรายละเอียดใน ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน ของจิตร ภูมิศักดิ์
[12] จิตร ระบุไว้ในการพิมพ์ครั้งแรกว่า ในการเขียนหนังสือเรื่อง ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน นั้น ได้วางแผนทำงานในลักษณะ “โครงการ” (ทีปกร: คำนำ) และโปรดดูเชิงอรรถที่ ๑๒ ประกอบด้วย
[13] จิตรกล่าวไว้ในคำนำหนังสือศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน ฉบับพิมพ์ครั้ง ๑ ถึงความยากลำบากในการเขียนไว้ว่า
            “ในการพิมพ์ครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้รื้อแก้ไขใหม่หลายตอน ทั้งนี้เพราะบทความเหล่านี้เขียนเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือที่มีเงื่อนไขต่างกัน ข้อความบางอย่างที่ปรารถนาจะกล่าวถึงก็ต้องหลบเลี่ยง ข้อความบางอย่างที่ไม่ปรารถนาจะกล่าวถึงก็จำใจบรรจุลงไป ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของแต่ละแห่ง มาในคราวนี้แก้ไขเพิ่มเติมตัดตอนเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น แต่กระนั้นก็ยังมีอีกหลายแห่งที่ไม่อาจเขียนได้ตามใจที่ปรารถนาได้ เนื่องด้วยยังมีเงื่อนไขอีกหลายประการ บีบบังคับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามหลักสิทธิมนุษยชนอยู่ นี่ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือ “เวลา” เพราะเหตุที่เวลาที่มีอยู่ต้องใช้ไปในด้านอื่น จึงทำให้บทความชิ้นท้าย ๆ มิได้รับการแก้ไขแต่งเติมสมดังที่ได้กะไว้ในโครงการ” (ทีปกร ๒๕๑๗: คำนำ)
[14] โปรดดู อารัมภบทของบทความนี้ ซึ่งเป็นข้อเขียนของศรีนาคร (จิตร ภูมิศักดิ์)
[15] เรื่องสั้นและนวนิยายอินเดียที่แปลเป็นไทย ได้แก่ ได้มาด้วยกาลเวลา ของ ปรีชา ช่อปทุมมา (๒๕๑๘) พระแม่เจ้าทองคำ ของ ทวีป วรดิลก(๒๕๑๙) ดวงอาทิตย์สีดำ ของ กิติมา อมรทัต (๒๕๑๙) ข้าวกำมือเดียว ของ ชยะ ศรีกฤษาณ (บรรณาธิการ ๒๕๒๑) คืนเดือนสอง ของ กิติมา อมรทัต และ วีนัส จรูญโรจน์ ณ อยุธยา (๒๕๒๓) เป็นต้น
 
 
บรรณานุกรม
           
กรุณา กุศลาสัย.ภารตวิทยา.กรุงเทพฯ: ศยาม, ๒๕๕๐.
กิติมา อมรทัต.”งานของเปรมจันทร์”.ใน กองทัพประชาชน. หน้า ๑-๑๙. กรุงเทพฯ: ชมรม
            หนังสือบัวแดง, ๒๕๑๙.
จิตติน ธรรมชาติ.”ตามสายตาของผู้อ่านธรรมดาสามัญ” ใน ได้มาด้วยกาลเวลา. หน้า ๑-๑๙.
            กรุงเทพฯ: บูรพาสาส์น, ๒๕๑๘.
ดวงมน จิตร์จำนง. “กลับไปอ่านศิลปเพื่อชีวิต ศิลปเพื่อประชาชน” ใน หลังม่านวรรณศิลป์.
            หน่ ๑๘๕-๒๑๖. กรุงเทพฯ: เทียนวรรณ, ๒๕๒๘.
ทวีป วรดิลก. “จิตร ภูมิศักดิ์กับแม่ชองแมกซิม กอร์กี้” ใน แม่. ไม่มีเลขหน้า. กรุงเทพฯ: เกิดใหม่
            ,๒๔๒๑.
ทีปกร.ศิลปเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน.กรุงเทพฯ: ชมรมโดม-ทักษิณ, ๒๕๑๗.
“เปรมจันท์ วิศวกรผู้สร้างวิญญานมนุษย์แห่งอินเดีย” ใน โคทาน มหากาพย์แห่งชีวิตและการ
            ต่อสู้. ไม่มีเลขหน้า. กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า, ๒๕๒๑.
ปรีชา ช่อปทุมมา. “เปรมจันท์ ผู้วางแนวนวนิยายอินเดีย” ใน ได้มาด้วยกาลเวลา. หน้า ๒๓-๔๘.
            กรุงเทพฯ: บูรพาสาส์น, ๒๕๑๘.
ศักดิ์ศรี แย้มนัดดา.วรรณวิทยา.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาฯ, ๒๕๓๔.
ศรีนาคร และศริติ ภูริปัญญา (แปล).โคทาน.ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ คุณแม่แสงเงิน ฉายาวงศ์
            วัดบางขวาง นนทบุรี วันเสาร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๒๓.
สมิทธิ์ ถนอมศาสนะ. “ประวัติศาสตร์นิพนธ์แนวคิด ศิลปะเพื่อชีวิต (พ.ศ.๒๔๙๒-๒๕๐๑)”
            วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาประวัติศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์
            มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๒๘.
 
สมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวจากประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดที่ http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper