โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info โลกวิจารณ์ 'ทรัมป์' กรณีประกาศ 'เยรูซาเลม' ละเมิดกฎหมายนานาชาติ วงเสวนาระบุ ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: ดูการเมืองอเมริกันอย่างไรให้มันส์ ตอนที่ 2

Posted: 20 Oct 2012 02:20 PM PDT

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา เทปนี้คุยกันต่อกับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้า ถึงการเมืองอเมริกันที่ใกล้วันเลือกตั้งประธานาธิบดีเข้ามาทุกที มาฟังการวิเคราะห์วิจารณ์หลังการดีเบตของว่าที่รองประธานาธิบดีของ 2 พรรคใหญ่ โจ ไบเดน จากเดโมเครต กับ พอล ไรอัน จากรีพับลิกัน เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่าเนื้อหาลีลาของใครเป็นอย่างไร ยกนี้ใครเหนือกว่า ใครได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไร

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เรื่องจริงไม่อิงนิยายของราชสำนักกัมพูชา (1): เรื่องเล่าของเจ้าชายน้อย กับชีวิตที่พลัดพราก

Posted: 20 Oct 2012 09:57 AM PDT

- 1 -
เจ้าชายน้อย กับชีวิตที่พลัดพราก

 

ราชนิกูลน้อยแห่งราชสกุลนโรดม นาม "รณฤทธิ์" ต้องเผชิญกับความพลัดพรากเพียงหลังลืมตาขึ้นดูโลกได้ไม่นาน ด้วยมีมารดาเป็นสามัญชน เจ้ารณฤทธิ์ผู้เป็นโอรสองค์โตของพระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุ จึงถูกส่งไปอยู่ในความอุปถัมภ์ของเจ้าย่า  ชีวิตที่ถูกพรากจากอกแม่ที่เป็นนางรำเอกในราชสำนัก ทำให้เจ้าชายน้อยโหยหาความเอื้อเอ็นดูจากผู้เป็นบิดามาทดแทน  หากสิ่งที่ได้มาคือความผิดหวัง

เจ้าชายรณฤทธิ์ประสูติในปี พ.ศ.2487  สามปีหลังที่พระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุขึ้นครองราชย์  หากพระราชยศแห่งองค์กษัตริย์นั้นได้สร้างระยะห่างกางกั้นโอรสออกไปจากความสัมพันธ์ฉันท์บิดาและบุตร เจ้ารณฤทธิ์จึงเติบโตมากับความรู้สึกอ่อนไหว เปราะบางทางอารมณ์ของวัยเยาว์ที่ซ่อนเร้นไว้เบื้องลึก

เจ้ารณฤทธิ์ประสูติในอาณาบริเวณของบ้านหลังใหญ่ที่ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนถนนสุธารถในกรุงพนมเปญ  ถนนเลียบแม่น้ำสายนี้ถูกตั้งชื่อตามพระนามของเจ้าสุธารถ พระอัยกาของกษัตริย์สีหนุ  เจ้าสุธารถถูกสกัดกั้นไม่ให้ขึ้นสู่ราชบังลังก์กัมพูชา ด้วยอิทธิพลของฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมที่เข้ามามีบทบาทในการแต่งตั้งกษัตริย์และร่วมเล่นการเมืองในราชสำนักกัมพูชาที่เป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศสในช่วงเวลานั้น  เจ้าชายรณฤทธิ์ประสูติที่บ้านตามธรรมเนียมโบราณ ความทรงจำทั้งหมดในวัยเด็กของเจ้ารณฤทธิ์อยู่ที่บ้านหลังนี้ บ้านที่ถูกครอบครองโดยสถานทูตรัสเซียภายหลังโศกนาฏกรรมของชาวกัมพูชาในช่วงทศวรรษ 1980 (1980s)ของสงครามประชาชน และเจ้ารณฤทธิ์ไม่เคยได้สมบัติชิ้นนี้กลับคืนมาอีกเลย

เจ้าชายน้อยเติบโตมากับความปวดร้าวในวัยเด็กกับชีวิตที่ถูกพรากจากมารดาที่เป็นสามัญชน ราชนิกูลน้อยถูกส่งให้มาอยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้าหญิงรัศมีโสภา (Princess Rasmi Sobhana) พระกนิษฐาภคินีของเจ้าสุรมฤต (Norodom Suramarit) พระบิดาของกษัตริย์สีหนุ  เมื่อพระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุประกาศสละราชบังลังก์ในปี พ.ศ.2498  เจ้านโรดม สุรมฤตได้รับการสถาปนาให้ขึ้นครองราชบังลังก์กัมพูชาสืบต่อจากพระโอรส

 "ตอนที่ข้าพเจ้าเกิด พ่อมีภรรยาอยู่ 3 คน แม่ข้าพเจ้าเป็นนางรำเอกในราชสำนัก พ่อมองเห็นนางรำมีเสน่ห์ทุกคน"

ปี 2485 เป็นปีที่พระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุ ทรงวุ่นวายอยู่กับชีวิตสมรส พระองค์สมรสกับสุภาพสตรี 2 คน คือ นักนางพัต กันฮอล (Neak Moneang Phat Kanhol) มารดาของเจ้ารณฤทธิ์ และเจ้าหญิงสีสุวัตถิ์ พงสานมุนี (Princess Sisowath Pongsanmoni)

ชีวิตวัยเด็กของเจ้ารณฤทธิ์ถูกแวดล้อมด้วยสตรีเพศในตำหนักของเจ้าหญิงรัศมีโสภาที่ครองตัวเป็นโสดตลอดชนม์ชีพ เจ้าหญิงรัศมีโสภาสิ้นพระชนม์ พ.ศ.2514

พี่สาวร่วมบิดรมารดาของเจ้ารณฤทธิ์ คือ เจ้าหญิงบุปผาเทวี (Buppha Devi) ถูกส่งไปอยู่ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จย่า คือ พระนางสีสุวัตถิ์ กุสุมะ นารีรัตน์ (Sisowath Kossamak Nearireath) ราชธิดาของพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งกัมพูชาองค์ที่ 3

เจ้าหญิงบุปผาเทวีนั้นสืบสายเลือดศิลปินมาจากมารดา และกลายเป็นนางรำที่โดดเด่นเช่นเดียวกับมารดา

ราชนิกูลสองพี่น้องตระหนักดีว่า ราชประเพณีโบราณแห่งราชสำนักไม่มีที่เหลือให้กับการทำตามความพอใจส่วนตัว ชีวิตที่ต้องถูกพรากจากอกแม่ผู้เป็นสามัญชนนั้น เป็นไปตามราชประเพณีที่ทั้งสองไม่มีทางเลือก

"ตามประเพณีของเรานั้น เราไม่สามารถจะต่อต้านขัดขืนต่อความต้องการของพระราชินีและเจ้าป้าใหญ่ได้ ข้าพเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น เมื่อสมเด็จย่า (พระนางสีสุวัตถิ์ กุสุมะ)  ได้ปรึกษากับโหรหลวงเกี่ยวกับอนาคตของข้าพเจ้า และพวกเขาทำนายว่าข้าพเจ้าจะต้องเติบโตเป็นนายทหาร"

คำทำนายของโหรหลวงเป็นที่มาของนาม "รณฤทธิ์" แต่เมื่อเติบโตขึ้น เจ้ารณฤทธิ์กลับพบว่าความเป็นทหารนั้นมิใช่สิ่งที่ตัวเองปรารถนา แต่กลับเป็นสิ่งที่ท่านไม่ชอบเลย แม้แต่การเป็นนายทหารฝ่ายวิชาการ

คำทำนายเริ่มเป็นความจริงในปี พ.ศ.2526 เมื่อพระราชบิดาขอให้เจ้าชายเข้ามาบริหารพรรคฟุนซินเปก (Funcinpec Party) และฝ่ายกองกำลังทหารของพรรค เจ้ารณฤทธิ์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการ Sihanoukist army และต่อมาในปี พ.ศ.2533 (1990s) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับบัญชาการร่วมของกองทัพหลวงแห่งกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces)

บรรยากาศอบอุ่น เอื้ออาทร ณ ที่พำนักบนถนนสุธารถนั้นขัดแย้งแตกต่างกับความอ้างว้างที่แผ่คลุมวังหลวง กษัตริย์สีหนุประทับอยู่ในพระราชวัง แต่โปรดให้บรรดาสนมของพระองค์พำนักแยกในบ้านพักในตัวเมือง ยามใดที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์ให้สนมคนใดถวายงาน จึงจะทรงโปรดเรียกให้เข้าเฝ้าที่วังหลวง

 ความสำราญของกษัตริย์สีหนุกับนางกำนัลในราชสำนักนั้น เป็นความคุ้นเคยที่เจ้ารณฤทธิ์เห็นมาตั้งแต่เยาว์วัย

"เมื่อข้าพเจ้าโตเป็นหนุ่ม พ่อมักจะกล่าวหาว่าข้าพเจ้าเป็นเพล์บอย แต่จริงๆแล้วพระองค์เป็นเพล์บอยมากกว่าข้าพเจ้า"

คำกล่าวหาตอบโต้ของเจ้ารณฤทธิ์ต่อพระบิดานั้น ดูเหมือนจะยืนยันได้จากพระโอษฐ์ของกษัตริย์สีหนุเอง ซึ่งตรัสเล่าอย่างสนุกสนานถึงเรื่องราวส่วนพระองค์และความสำราญในราชสำนัก ให้บรรดาข้าราชบริพารที่ติดตามพระองค์ฟัง เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2528

"ข้าพเจ้ายอมรับว่าข้าพเจ้าเคยเป็นเพล์บอย ข้าพเจ้ามีลูก 14 คน และไม่รู้ว่ามีหลานอีกกี่คน แต่ข้าพเจ้ามีผู้หญิงในชีวิตนับได้ไม่เกิน 20 คน พ่อของข้าพเจ้าก็เป็นเพล์บอยเหมือนกัน และมีผู้หญิงเกือบ 200 คน และปู่ของข้าพเจ้ามีสนม 360 คน ซึ่งเหลือเวลาว่างให้ตัวเองเพียงห้าวันในหนึ่งปี แต่ตอนนี้ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นเพล์บอยอีกต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าแก่แล้ว และข้าพเจ้าก็มีภรรยาสวย"

ชาวเขมรนั้นยอมรับกับธรรมเนียมปฏิบัติของราชสำนักที่กษัตริย์จะมีสนมหลายคน เพื่อแสดงถึงความเป็นชายและบารมีของพระองค์  มารดาของเจ้ารณฤทธิ์เป็นสนมคนแรกที่กษัตริย์สีหนุลงพระนามในเอกสารแสดงการสมรส

"ไม่มีพิธีแต่งงานระหว่างพระบิดาและมารดาของข้าพเจ้า แต่ทั้งสองท่านได้ลงนามในเอกสารแสดงการสมรส แม่ของข้าพเจ้าเป็นภรรยาคนแรก เราไม่มีคำเฉพาะที่ใช้เรียกภรรยาคนแรก หรือคนที่สอง เราเรียกว่าเป็นสนมคนโปรด พ่อไม่เคยแต่งงานกับผู้หญิงคนไหน นอกจากพระราชินีโมนิก (Queen Monique) การมีคู่สมรสหลายคน เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในเวลานั้น"

เจ้าชายน้อยไม่มีโอกาสบ่อยนักที่จะได้ไปเยี่ยมมารดาของท่าน เพราะเจ้าย่าไม่โปรด จริงๆแล้วเจ้าหญิงรัศมีโสภาไม่ต้องการให้เจ้ารณฤทธิ์ทราบด้วยซ้ำว่าใครคือมารดาที่แท้จริงของท่าน

"ตอนแรก ทุกคนต้องการให้ข้าพเจ้าเชื่อว่ามารดาที่แท้จริงของข้าพเจ้าคือเจ้าหญิงรัศมีโสภา ตอนที่ข้าพเจ้ายังเล็ก ข้าพเจ้ามีแม่นมประจำตัว เมื่อโตขึ้นมาหน่อย ข้าพเจ้าถึงได้รับอนุญาตให้ไปหาแม่ได้บ้าง"

 ในสายตาของเจ้ารณฤทธิ์ ราชนิกูลของกัมพูชามีความเป็นเสรีนิยมมาก เป็นเรื่องปกติที่กษัตริย์จะมีสนมคนโปรดหลายคน แต่ผลที่ตามมาคือ คือบรรดาพระสนม และลูกๆ ที่มีจำนวนมากนั้นต่างเข้าถึงกษัตริย์ได้ยากนัก

 "ข้าพเจ้าไม่เคยมีผู้ปกครองที่แท้จริงเลย ไม่มีทั้งพ่อและแม่ที่แท้จริง พ่อในฐานะที่เป็นพระมหากษัตริย์นั้นอยู่ห่างไกลจากข้าพเจ้ามากเหลือเกิน"

 ความรู้สึกโหยหามารดานั้น ทำให้เจ้ารณฤทธิ์ต้องการความสนใจจากพระบิดาเป็นพิเศษ แต่ท่านก็ไม่มีโอกาสบ่อยนักที่จะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว

"เป็นเรื่องยากมากที่ลูกๆจะได้เข้าเฝ้าพระบิดาในพระราชวังในบรรยากาศที่ไร้พิธีรีตอง พ่อเคยเรียกให้ลูกๆไปหาพร้อมๆกัน ตอนที่พระองค์ยังหนุ่มอยู่ พระองค์ทรงโปรดการเล่นเทนนิสและขี่ม้า พระองค์เคยเรียกข้าพเจ้าว่า 'ทับ' (Thab) ข้าพเจ้าไม่ทราบว่ามันมีความหมายอย่างไร แต่นั่นคือชื่อเล่นของข้าพเจ้า พวกเราจะมีโอกาสได้พบกับพระบิดาเดือนละครั้ง ในวาระพิเศษจริงๆ"

 บรรดาโอรสและธิดาถูกวาดกรอบให้อยู่ในความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกับพระบิดา กษัตริย์สีหนุจะร่วมเสวยพระกะยาหารกลางวันกับลูกๆทั้ง 14 คนและพระญาติพร้อมๆกัน ไม่เคยมีครั้งใดที่พระบิดากับบรรดาโอรสและธิดาจะได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างอบอุ่นเป็นส่วนตัว

แต่พฤติกรรมห่างเหินเย็นชาเช่นนี้ของบิดา กลายเป็นความคุ้นเคยที่มิอาจซ้ำเติมความรู้สึกโหยหาของเจ้ารณฤทธิ์ได้อีกต่อไป ท่านสรุปความรู้สึกนี้ว่า  "เป็นเพราะความเข้มแข็งในตัวข้าพเจ้า"

 เจ้ารณฤทธิ์ในวัยที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ พยายามกลบฝังความร้าวรานแห่งอดีตของชีวิตที่ถูกพรากจากมารดาไว้เบื้องหลัง

 "ข้าพเจ้าเป็นคนอิสระ ที่แทบจะไร้ความรู้สึก ข้าพเจ้าไม่คิดถึงแม่ และไม่ได้รู้สึกคิดถึงพ่อมากนักด้วย ข้าพเจ้าเติบโตมากับเจ้าย่า รักท่านเสมือนแม่ อีกท่านหนึ่งที่ข้าพเจ้าผูกพัน คือเจ้าป้า เจ้าหญิงเกศกันยา (Princess Ketkanya Mam) ซึ่งเลี้ยงดูข้าพเจ้ามาเหมือนกับเป็นมารดาแท้ๆของข้าพเจ้า"

หากเงาอดีตแห่งความขมขื่นยังฉายชัดอยู่ในแววตา ยามที่เจ้ารณฤทธิ์พูดถึงพ่อ ความรู้สึกของคนถูกหักหลังนั้นหลั่งไหลผ่านถ้อยคำ

"ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างพ่อและข้าพเจ้าคือสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดถึงความเหินห่างระหว่างเรานับตั้งแต่ข้าพเจ้าเป็นเด็ก เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าทำไมพ่อจึงไม่เคยเลือกที่ยืนอยู่ข้างข้าพเจ้าเลย"

สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ กับพระบาทสมเด็จนโรดม สีหมุนี พระอนุชาต่างมารดา

เจ้าหญิงบุปผาเทวี พี่สาวร่วมพระชนกและมารดาสามัญชน


หมายเหตุผู้เขียน: เรียบเรียงจาก WARRIOR PRINCE เขียนโดย HARISH C. METHA (First published in 2001 by Graham Brash (Pte) Ltd., Singapore


 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 14-20 ต.ค. 2555

Posted: 20 Oct 2012 09:35 AM PDT

เผย 20 อาชีพขาดแคลนหนัก "พนักงานขาย-พนักงานธุรการ" ติดท็อป 5

15 ต.ค. 55 - กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยข้อมูลตำแหน่งงานที่ขาดแคลนแรงงานสูงสุด 20 อันดับแรก นับจากเดือน ม.ค.-ก.ย.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.แรงงานทั่วไป 2.แรงงานด้านการผลิต 3.พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้า 4.พนักงานขายสินค้าประจำร้าน พนักงานขายของหน้าร้าน 5.เสมียนพนักงานทั่วไป พนักงานธุรการ

6.พนักงานขับรถยนต์ 7.เจ้าหน้าที่คลังสินค้า 8.พนักงานบัญชี 9.พนักงานบริการลูกค้า 10.เจ้าหน้าที่เก็บเงิน แคชเชียร์ 11.พนักงานดูแลความปลอดภัย หรือยาม 12.ช่างไฟฟ้าทั่วไป 13.บริกร พนักงานเสิร์ฟ 14.นักการตลาด เจ้าหน้าที่การตลาด และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย 15.แรงงานด้านการประกอบ

16.พนักงานขับรถบรรทุกและรถตู้ขนาดใหญ่ 17.แม่บ้านประจำสำนักงาน 18.ช่างเย็บผลิตภัณฑ์สิ่งทอสิ่งถักและเครื่องแต่งกาย ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม 19.แรงงานบรรจุ และ 20.ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้า

(โพสต์ทูเดย์, 15-10-2555)

ลูกจ้างศอ.บต.นับร้อยบุกร้องถูกลอยแพ

ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ถ.สุขยางค์ อ.เมืองฯ จ.ยะลา ลูกจ้างตามโครงการสร้างงานของศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในตำแหน่งนักประชาสัมพันธ์และบริการประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอ มี อ.นาทวี สะบ้าย้อย เทพา และ อ.จะนะ จ.สงขลา) ซึ่งทำหน้าที่เป็นล่ามตัวเชื่อมระหว่างประชาชนผู้มาติดต่อกับหน่วยงานราชการ 5 หน่วยงาน คือ โรงพยาบาล สถานีตำรวจภูธร สำนักงานที่ดิน ที่ว่าการอำเภอ และศาลจังหวัดในท้องที่ จำนวน 148 คน มารวมตัวกันเพื่อยื่นหนังสือขอความยุติธรรมกรณีถูกศูนย์อำนวยการบริหาร จัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้เลิกจ้าง โดยส่งข้อความผ่าน SMS ว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป โดยไม่มีกำหนด

นางวีรนุช อินไชย ลูกจ้างตามโครงการสร้างงานของศูนย์อำนวยการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำ อ.ธารโต จ.ยะลา ตัวแทนลูกจ้างทั้งหมดได้ยื่นหนังสือถึง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการศูนย์ฯ โดยมีนายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. และนายสมเกียรติ อ้นทอง ผอ.สำนักนโยบายและแผน ศอ.บต. เป็นผู้แทนรับหนังสือดังกล่าวไว้

นายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษา ศอ.บต. รับจะนำหนังสือไปยื่นต่อ พ.ต.อ.ทวีให้พิจารณาโดยเร็ว เพราะเข้าใจถึงความเดือดร้อนจำเป็นของลูกจ้างดังกล่าว ขณะที่นางวีรนุชกล่าวว่า ไม่มีลูกจ้างผู้ใดทราบมาก่อนล่วงหน้าว่าจะถูกเลิกจ้างอย่างกะทันหัน มาทราบภายหลังจากได้รับ SMS ในวันที่ 30 ก.ย.55 ว่าให้ยุติปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีกำหนด ทำให้เดือดร้อน และหน่วยงานที่ไปประจำก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จำเป็นต้องมีล่ามประจำเพื่ออำนวยความ สะดวกผู้มาขอรับริการ จึงจำเป็นต้องร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว.

(ไทยโพสต์, 15-10-2555)

แนะผลิตบิณทิตสังคม-วิทย์สัดส่วน 50/50 แก้ป.ตรีตกงาน

รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผอ. วิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาบัณฑิตปริญญาตรีตกงานกว่า 1 แสนคนต่อปีว่า ระบบอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันใช้เวลาเรียน 4 ปี ทั้งนี้ ช่วงที่เรียนชั้นปีที่ 1-2 มหาวิทยาลัยต่างๆจะต้องจัดการศึกษาโดยเน้นพัฒนาความรู้ความสามารถของนัก ศึกษาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน เช่น ความรู้และทักษะอาชีพในสาขาวิชาที่เรียน ทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน หลังจากนั้นเมื่อเรียนชั้นปีที่ 3 จะต้องสำรวจว่าถึงความต้องการของนักศึกษาแต่ละคนแต่ละสาขาภายในมหาวิทยาลัย ว่า เมื่อเรียนจบแล้วต้องการจะไปประกอบอาชีพอะไรบ้าง

รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวอีกว่า เมื่อได้ข้อมูลข้างต้นแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ประสานไปยังสถานประกอบการด้าน ต่างๆเพื่อหาข้อมูลว่าสถานประกอบการต้องการบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะอาชีพ อย่างไรบ้างแล้วเติมเต็มความรู้ในการประกอบอาชีพดังกล่าวให้แก่นักศึกษา เมื่อเข้าสู่ชั้นปีที่ 4 เพื่อจะได้มีความรู้ความสามารถรอบด้านและสอดคล้องกับความต้องการของสถาน ประกอบการ เพื่อที่เมื่อเรียนจบแล้ว จะสามารถทำงานได้ทันที สถานประกอบการไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกงานให้เพิ่มเติม

"ผมคิดว่าการอบรมความรู้เพิ่มเติมให้แก่นักศึกษาเมื่อเรียนชั้นปีที่ 4 เช่น ทักษะด้านอาชีพ ทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากที่มหาวิทยาลัยจะต้องดำเนินการเพื่อช่วยให้นัก ศึกษามีโอกาสได้งานทำสูงขึ้น ไม่ตกงาน นอกจากนี้ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ควรขยายการดำเนินโครงการสหกิจศึกษาให้กว้าง ขวางยิ่งขึ้นโดยใช้มาตรการจูงใจสถานประกอบการให้เข้าร่วมโครงการด้วยการลด หย่อนภาษี เพื่อให้การผลิตบัณฑิตปริญญาตรีเป็นไปอย่างสอดคล้องกับความต้องการของสถาน ประกอบการในด้านต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้นักศึกษามีความรู้ความสามารถออกมาเป็นผู้ประกอบการได้" รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว

รศ.ดร.ยงยุทธ กล่าวด้วยว่า ส่วนระยะยาวนั้นรัฐบาล ศธ.และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ควรร่วมมือกับภาคธุรกิจ สถานประกอบการต่างๆปรับแผนการผลิตบัณฑิตจากปัจจุบันสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาย ศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์อยู่ที่ 70% และสายวิทยาศาสตร์อยู่ที่ 30% เปลี่ยนเป็นผลิตบัณฑิตสายศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ สายวิทยาศาสตร์ให้อยู่ที่สายละ 50% โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพและภาษาต่างประเทศและภาษาอาเซียนให้แก่ บัณฑิตปริญญาตรีและแรงงานไทยในทุกสาขาด้วยเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอา เซียน(เออีซี)ที่จะเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2558

(เนชั่นทันข่าว, 16-10-2555)

ม็อบพยาบาลลูกจ้างบุกทำเนียบฯทวงสัญญาบรรจุพยาบาล

16 ต.ค. 55 - เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข นำโดยนายสราวุฒิ ที่ดี ประธานเครือข่ายฯเดินทางมายังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรมกับรัฐบาล ในการบรรจุแต่งตั้งพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวให้ เป็นข้าราชการ เพราะปฏิบัติงานรับผิดชอบภาระงานเหมือนข้าราชการทุกอย่าง แต่สวัสดิการความมั่นคงไม่เท่าข้าราชการ อีกทั้งรัฐบาลไม่เปิดกรอบบรรจุเพิ่มทำให้ขาดแคลนพยาบาลในระบบบริการสุขภาพ นอกจากนี้ยังทำให้โรงพยาบาลต้องเบียดเงินบำรุงมาจ่ายค่าตอบแทน แทนที่จะได้ใช้พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ประชาชนในระดับรากหญ้าได้รับบริการ ที่ดีขึ้น โดยที่ผ่านมาเคยยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว และได้มีการแถลงข่าวว่าจะบรรจุผู้ที่เริ่มปฏิบัติงานปี 2549 และปี 2549-2550 ในปีงบประมาณ 2555 จำนวน 3,667 อัตรา ทั้งนี้ สิ้นปีงบประมาณแล้วแต่กลับไม่มีการดำเนินการ ดังนั้น ทางเครือข่ายฯจึงต้องการทวงสัญญาจากรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม น.พ.ประสิทธิ์ ชัยวิรัตน รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย น.พ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ขึ้นเวทีรับเรื่องจากเครือข่ายชี้แจงและยืนยันว่าจะเร่งรัดการบรรจุ บุคลากร โดยยอมรับว่า บุคลากรทางการแพทย์ยังขาดแคลนอยู่ และขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการโดยจะมีความชัดเจนเบื้องต้นในเดือน พ.ย.นี้ ส่วนระยะยาวจะหารือกับสำนักการพยาบาล และ กพ. ถึงการบรรจุอัตรากำลัง สำหรับค่าสวัสดิการที่เรียกว่า พีฟอร์พี หรือค่ากิจกรรมที่คิดเป็นค่าตอบแทนรายเดือนนั้นจะได้เร่งรัดการจ่ายต่อไป

(ครอบครัวข่าว, 16-10-2555)

จับหนุ่มระยองตุ๋นแรงงานไทยทำงานต่างประเทศ

17 ต.ค.55 - พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป. พ.ต.ท.นิคม ชัยเจริญ สว.กก.1 บก.ป.นำกำลังจับกุม นายสุก ตันเสน อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 79/12 หมู่ 1 ต.พลา อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น ที่ 335/2551 ลงวันที่ 14 กรกฎาคม 2551 ข้อหา จัดหางานให้คนงานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต และหรือหลอกลวงคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และฉ้อโกง จับกุมได้ที่ ลานจอดรถอาคาร สิงสหัส อพาร์ทเม้นท์ ซอยอ่อนนุช 43 แขวงและเขตสวนหลวง กทม.
      
สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ ผู้ต้องหาได้หลอกลวงแรงงานว่าสามารถหางานทำในประเทศต่างๆ ได้ จนมีผู้หลงเชื่อยอมจ่ายเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ แต่ภายหลังกลับไม่ได้เดินทางไปทำงานตามที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า ผู้ต้องหาหลบหนีคดีมาอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าว จึงวางแผนเข้าจับกุมตัวไว้ได้ นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัติพบว่ายังมีหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ จ 356/2551 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2551 ในข้อหาเดียวกัน จากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา จึงนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น รับไว้ดำเนินคดีต่อไป

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 17-10-2555)

คนไทย 218 คนติดค้างสนามบินอินชอนเกาหลีใต้

นายเจริญ วังอนานนท์ โฆษกสหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย  เปิดเผยว่า ขณะนี้เฟตต้ารับทราบเรื่องเข้ามาว่า มีคนไทยกว่า 200  คน ที่เดินทางไปเที่ยวประเทศเกาหลีผ่านบริษัทนำเที่ยวหลายๆ แห่งรวมกัน ประสบปัญหาติดอยู่ที่สนามบินอินชอน ประเทศเกาหลี ไม่สามารถเดินทางกลับมาได้ เนื่องจากทางสนามบินอินชอน ระงับไม่ให้สายการบินพีซี แอร์ ที่กลุ่มคนไทยจะโดยสารกลับมา ออกจากสนามบิน เนื่องจากสายการบินพีซี แอร์ ค้างชำระค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าภาษีสนามบิน และค่าธรรมเนียมการลงจอดที่สนามบิน หากยังไม่ชำระก็จะไม่ปล่อยให้ออกจากสนามบิน จึงอยากวอนให้หน่วยงานภาครัฐ เช่นกระทรวงการต่างประเทศ เข้าไปช่วยเหลือคนไทยทั้งหมดด้วย

ด้านนายปีเตอร์ ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการบิน พี.ซี.แอร์ กล่าวถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เป็นเหตุที่เกิดกับเที่ยวบิน จีที221 อินชอน –กรุงเทพฯ ซึ่งออกจากสนามบินอินชอนไม่ได้ตามกำหนดการ ตั้งแต่วันที่ 16 คต.ค. ทำให้มีผู้โดยสารติดค้างที่สนามบิน 218 คน โดยสายการบินยืนยันว่าจะรับผิดชอบหาเที่ยวบินทดแทนให้ เพื่อให้ผู้โดยสารที่ติดค้างกลับมาถึงเมืองไทยได้หมดภายในเย็นวันนี้ และจะให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ –อินชอน ต่อไป ส่วนค่าเสียหายจากเหตุการณ์นี้ที่สายการบินต้องรับผิดชอบ คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ได้แก่ ค่าชดเชยตั๋วเครื่องบินสายการบินอื่ให้ผู้โดยสาร รายละ 18,000 บาท และการชำระเงินค้างให้กับสนามบินอินชอนอีก 5 ล้านบาท ทั้งค่าเชื้อเพลิง ภาษีสนามบิน และค่าบริการจัดการภาคพื้นดิน ที่ขาดชำระมา 3 เดือน ทั้งนี้ยืนยันว่า สายการบิน ไม่มีเจตนาค้างชำระค่าบริการ แต่ปัญหาเกิดจากบริษัทตัวแทนการบิน

ด้านนายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า นายชุมพล ศิลปะอาชา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รับทราบปัญหาดังกล่าวแล้ว และได้สั่งการให้ประสานงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ขอให้สถานทูตไทยประจำประเทศเกาหลีใต้ ช่วยดูแลนักท่องเที่ยวไทยที่ตกค้างอยู่ในสนามบิน  เบื้องต้นพบว่า นอกจากกลุ่มคนไทย 218 คนที่ติดอยู่ ยังมีอีก 3 กลุ่มที่จะเดินทางกลับวันที่ 17-19 ต.ค.นี้ อีกกว่า 900 คน หากสายการบินยังแก้ปัญหาไม่ได้ กระทรวงได้เตรียมไว้ 2 แนวทางคือ อาจจะจัดเครื่องบินทหารไปรับ หรือใช้เงินกองทุนของกระทรวงท่องเที่ยวที่มีอยู่ ช่วยเหลือให้ผู้โดยสารหาตั๋วเครื่องบินสายการบินอื่นกลับมาให้ได้ก่อน แล้วจึงให้ผู้โดยสารทำเรื่องร้องเรียนต่อไป

(กรุงเทพธุรกิจ, 17-10-2555)

มะกันรวบ 32 คนไทยปลอมกรีนการ์ด

วันนี้ (18 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ประจำประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานว่าหนังสือพิมพ์ปาล์ม บีช โพสต์ ประจำวันที่ 15 ต.ค.รายงานข่าวว่า เจ้าของร้านอาหารไทยและเพื่อน 4 คน  รวมทั้งพนักงานร้านอาหาร คนไทยอีก 28 คน ถูกจับข้อหาจ้างวานทำกรีนการ์ด (บัตรเขียว-ใบอนุญาตสำหรับผู้อพยพถาวรในสหรัฐอเมริกา)ปลอม

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรเมืองเวโร บีช รัฐฟลอริด้า แจ้งว่าเมื่อวันที่ 11 ต.ค. เจ้าหน้าที่ได้บุกเข้าจับนางทิพย์ฝัน (ไม่ทราบนามสกุล) เจ้าของร้านอาหารซาร่าห์ ทิพย์ฝัน บางกอก เรสเตอรองท์ ตั้งอยู่บนถนนโฟร์ตี้ อเวนิว พร้อมเพื่อนอีก 3 คน ในข้อหาได้จ่ายสินบนให้แก่สายลับซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจคนเข้า เมือง และศุลกากร ของกลางเงินสด 3.13 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 9.39 ล้านบาท เพื่อแลกกับการทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่คนงาน 28 คนจากประเทศไทย

จากบันทึกเอกสารของศาลแจ้งว่า ร้านอาหารซาร่าห์ ทิพย์ฝัน บางกอก เรสเตอรองท์ ถูกปิดเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องมาจากการสืบสวนทางลับของสายสืบในช่วง  11 เดือนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สายลับได้แสดงตนเป็นบุคคลผู้สามารถจะทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่ พนักงานได้ ในราคา 2 หมื่นดอลลาร์ต่อคน โดยให้จ่ายเงินล่วงหน้าคนละ 1 หมื่นดอลลาร์ ส่วนที่เหลือจะจ่ายในวันรับกรีนการ์ดปลอม

ทั้งนี้เอกสารของศาลระบุว่านางทิพย์ฝัน(Tipfun) เจ้าของร้าน เป็นผู้ริเริ่มขบวนการนี้ โดยศาลกล่าวว่า นางทิพย์ฝัน ได้กระทำผิดกฎหมายมาตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค.2554 ถึง ต.ค.2555 นอกจากนางทิพย์ฝันแล้ว ยังมีผู้ร่วมขบวนการชื่อนายสถาพร พนมวัน ณ อยุธยา เจ้าของร้านไก่ทอดที่เมืองกิ๊ฟฟอร์ด นายฉัตรชัย  นครไพร เจ้าของห้องอาหารไทยที่เมืองเมลเบิร์น พร้อมทั้งน้องสะใภ้ของฉัตรชัย  คือนางบัวติ่ง น่วมปะโทน โดยเอกสารของศาลไม่ได้ระบุชื่อร้านอาหารทั้ง 2 แห่งไว้ในบันทึก

เอกสารของศาลเปิดเผยต่อไปว่า นางทิพย์ฝันผู้จ้างวานทำกรีนการ์ดปลอมนี้ ได้มอบเงินให้แก่สายลับ  และได้เป็นผู้ประสานงานให้สายลับพบกับพนักงานที่ต้องการกรีนการ์ดปลอมที่ บ้านของเธอ หรือที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เมืองฟอร์ดเพี๊ยซ ซึ่งเธอเคยเป็นเจ้าของมาก่อน  ในการพบกันระหว่างพนักงานที่อยู่อย่างผิดกฎหมายหลายคนกับสายลับครั้งหนึ่ง นางทิพย์ฝัน ได้บอกแก่สายลับว่าอย่านับเงินสดต่อหน้าพนักงานที่ต้องการกรีนการ์ดปลอม เพราะทางผู้ประสานงานได้เรียกร้องเงินจากผู้ต้องการมากเกินกว่าที่ทางสายลับ เรียกร้อง   อย่างไรก็ตาม พนักงานหลายคนได้ไปหานางทิพย์ฝัน เพื่อนัดหมายให้ได้พบกับสายลับ และในการพบกับสายลับครั้งแรก นางทิพย์ฝันตกลงจะจ่ายค่าทำกรีนการ์ดปลอมในราคา  2 หมื่นดอลลาร์ต่อคน   

นอกจากนี้เอกสารของศาลยังระบุอีกว่า นางทิพย์ฝันอาสาจะแนะนำเจ้าของห้องอาหารไทยคนอื่นๆ ให้แก่สายสืบลับได้รู้จัก เพื่อทำกรีนการ์ดปลอมให้แก่พนักงานอื่นๆ ด้วย.

(เดลินิวส์, 18-10-2555)

กองปราบจับผู้ต้องหาหลอกแรงงานไปต่างประเทศ

19 ตุลาคม ที่ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.ท.นิคม ชัยเจริญ พร้อมกำลังจับกุมผู้ต้องหาหลอกลวงแรงงานไปทำงานต่างประเทศ 2 ราย รายแรกจับกุม นางสุมาลี คู่กระสังฆ์ อายุ 46 ปี อยู่บ้านหมู่ 4 ต.ในเมือง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ตามหมายจับศาลจังหวัดพล ที่ 95/2548 ลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2548 ข้อหาร่วมกันหลอกลวงคนงานไปทำงานต่างประเทศ และฉ้อโกง ได้ที่ถนนริมทางรถไฟ แขวงและเขตคลองเตย สอบสวนผู้ต้องหาปฏิเสธว่า เคยเป็นลูกจ้างอยู่ที่บริษัทจัดหางานแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ชักชวนผู้ที่ต้องการไปทำงานที่ประเทศบรูไน และประเทศต่างๆเท่านั้น จึงนำตัวส่ง สภ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น ดำเนินคดี
อีกรายจับกุม นายโรม เภารังค์ หรือ รม เธารัง อายุ 42 ปี ผู้รับเหมาก่อสร้าง อยู่บ้านหมู่ที่ 14 ต.แสนสุข อ.พนมไพร จ.ร้อยเอ็ด ตามหมายจับของศาลจังหวัดอุดรธานี ที่ 466 /2550 ข้อหา ร่วมกันจัดหางานให้คนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือส่งไปฝึกงานยังต่างประเทศได้ และร่วมกันฉ้อโกง โดยจับกุมได้ที่ บริเวณหน้าไซร์งานก่อสร้าง ถนนรัชดาภิเษก (แยกอโศก) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา

ทั้งนี้เมื่อปี 2549-2551 ผู้ต้องหาได้ร่วมกับนายหมอน วันชมและนายอ่อน แก้วสุวรรณ ที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ก่อเหตุหลอกลวงผู้เสียหายในพื้นที่ต่างๆ ของภาคอีสานว่าสามารถส่งไปทำงานต่างประเทศได้ อาทิ อิสราเอล ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น แต่จะต้องจ่ายดำเนินการคนละ 30,000 บาท เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินให้ทั้งหมดกลับเชิดเงินหลบหนีไป

จากการสอบสวน นายโรม รับว่า มีหน้าที่หาคนงานไปทำงานที่ต่างประเทศ เช่น อิสราเอล ไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่นให้กับบริษัทจัดหางานแห่งหนึ่งย่านดอนเมือง โดยตนจะได้ค่านายหน้า 10,000 บาทต่อหัว แต่ทางบริษัทดังกล่าวกลับไม่ส่งคนงานไปตามที่ตกลงไว้ จึงนำตัวส่ง สภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ดำเนินคดีต่อไป.

(เนชั่นทันข่าว, 19-10-2555)

'เผดิมชัย' ยันเดินหน้าขึ้นค่าจ้าง 300 บ .70 จว.

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.รง.) กล่าวถึงกรณีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)จะนำปัญหาการปรับขึ้นค่า จ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2556 เข้าหารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีผ่านเวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ที่จ.สุราษฎร์ธานีเพื่อขอให้ชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างใน 70 จังหวัดที่เหลือออกไปจนถึงปี 2558

โดยให้เหตุผลการปรับขึ้นค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ จะทำให้ผู้ประกอบการต่างจังหวัดโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีเดือดร้อนอย่างมาก ว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศมีเป้าหมายเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยให้ดี ขึ้น รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงได้ประกาศนโยบายนี้ออกมา ขณะเดียวกันคณะกรรมการค่าจ้างกลางก็ได้มีมติเห็นชอบและมีมติยืนยันมติใน เรื่องนี้ไปเมื่อเร็วๆนี้ ดังนั้น การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัดที่เหลือจะต้องเดินหน้าต่อไป

รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า รัฐบาลและกระทรวงแรงงานยินดีรับฟังปัญหาและหาทางช่วยเหลือจากภาคธุรกิจต่างๆ เช่น ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตนจะสอบถามรายละเอียดจากผู้แทนส.อ.ท.และภาคธุรกิจต่างๆในที่ประชุมกรอ.ว่า มีกลุ่มธุรกิจใดบ้างที่ได้รับผลกระทบ อยู่ในพื้นที่ใดบ้าง และสภาพปัญหาเป็นอย่างไร เช่น การใช้แรงงานเข้มข้นทำให้ต้นทุนสูงขึ้น การขาดสภาพคล่องทางการเงิน รวมทั้งธุรกิจเอสเอ็มอีที่ระบุว่าได้รับความเดือดร้อนนั้นอยู่ในพื้นที่ใด และมีปัญหาอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนและจะได้หาทางช่วยเหลือได้สอดคล้องกับปัญหาที่ เกิดขึ้น

นายเผดิมชัย กล่าวด้วยว่า ตนอยากให้ภาคธุรกิจต่างๆแจ้งข้อมูลปัญหาและความเดือดร้อนจากการปรับขึ้นค่า จ้างเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศมาให้ชัดเจน รัฐบาลและกระทรวงแรงงานจะได้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีนั้น แม้จะระบุว่าไม่ได้รับประโยชน์จากการมาตรการลดภาษีนิติบุคคล แต่ที่ผ่านมาธุรกิจเอสเอ็มอีก็ได้รับประโยชน์ด้านภาษีมาโดยตลอด อีกทั้งรัฐบาลและกระทรวงแรงงานก็ยังได้มีมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ เช่น การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นไปขอลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่าของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นมา การขยายเวลาลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้แก่นายจ้าง โครงการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือธุรกิจของสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ที่เตรียม วงเงินไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ขณะนี้มีสถานประกอบการยื่นกู้เพียง 400 ล้านบาท

"ถ้ามีข้อมูลชัดเจนว่าภาคธุรกิจโดยเฉพาะเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบหนัก ทางกระทรวงแรงงานยินดีจะเสนอต่อรัฐบาล เพื่อขอขยายเวลามาตรการช่วยเหลือต่างๆ ทั้งนี้ สถานประกอบการสามารถแจ้งปัญหาและผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างต่อหน่วยงาน ต่างๆของกระทรวงแรงงานได้ทั้งในส่วนกลางและตามจังหวัดต่างๆ แต่ช่วงที่ผ่านมามีสถานประกอบการแจ้งปัญหาเข้ามาจำนวนไม่มาก " รมว.แรงงาน กล่าว

นายพูลศักดิ์ เศรษฐนันท์ รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงแรงงาน (รง.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ได้ประชุมผู้บริหาร 5 หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน เพื่อเตรียมการและหาแนวทางป้องกนผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทใน 70 จังหวัด โดยที่ประชุมซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน, กรมการจัดหางาน (กกจ.),กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) , กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) และสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะเสนอให้กระทรวงแรงงานจัดตั้งศูนย์เพื่อติดตามผลกระทบจากการปรับขึ้นค่า จ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท รวมถึงรับร้องเรียนปัญหาการได้รับค่าจ้างและสวัสดิการที่ไม่เป็นธรรมโดยจัด ตั้งศูนย์นี้ที่กระทรวงแรงงาน 1 แห่งและจัดตั้งศูนย์นี้จังหวัดละ 1 แห่ง รวมทั้งหมด 77 แห่งทั่วประเทศ

นายพูลศักดิ์ กล่าวอีกว่า ศูนย์นี้ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลปัญหา ผลกระทบและประเมินสภาพการณ์โดยภาพรวมระดับประเทศและระดับจังหวัด โดยแต่ละศูนย์ให้มีคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้แทนทั้ง 5 หน่วยงานของกระทรวงแรงงาน หน่วยงานรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการการทำงานร่วมกันเพื่อ ประเมินสภาพปัญหาและเสนอมาตรการช่วยเหลือ จะเสนอเรื่องนี้ต่อนพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดรง.โดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ คาดว่าศูนย์ทั้ง 77 แห่งนี้จะจัดตั้งได้ในปลายเดือนต.ค.นี้หรืออย่างช้าสุดช่วงต้นเดือนพ.ย.นี้ หลังจากนั้นจะให้แต่ละศูนย์เร่งรวบรวมข้อมูลปัญหา ผลกระทบและประเมินสภาพการณ์ในแต่ละจังหวัด เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้มาสรุปเป็นภาพรวมในระดับประเทศเสนอรมว.แรงงานและ รัฐบาลต่อไป

"ที่ประชุมยังได้หารือกันถึงข้อเสนอของภาคธุรกิจเพื่อลดผลกระทบจากการ ปรับขึ้นค่าจ้างใน 70 จังหวัด เช่น การขยายเวลาลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมให้แก่นายจ้าง การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นไปขอลดหย่อนภาษีโดยเพิ่มเป็นขอลด หย่อนได้ 3 เท่าจากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 เท่าของค่าจ้างที่ปรับเพิ่มขึ้นมา การปรับสัดส่วนการจ้างงานผู้พิการซึ่งขณะนี้สถานประกอบการที่จ้างงานคนปกติ 100 คน จะต้องจ้างงานผู้พิการ 1 คนได้มีเสียงเรียกร้องอย่างมากจากสถานประกอบการต่างๆให้กลับไปใช้สัดส่วน เดิมคือ จ้างงานคนปกติ 200 คน จะต้องจ้างงานผู้พิการ 1 คน หรือใช้วิธียกเว้นการจ้างงานให้แก่ธุรกิจบางประเภทซึ่งไม่เหมาะแก่การจ้าง งานผู้พิการ เช่น ธุรกิจขนส่ง จะช่วยลดภาระในการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิการให้แก่สถานประกอบการได้อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ จะต้องมีการหารือกันต่อไป " นายพูลศักดิ์ กล่าว

(กรุงเทพธุรกิจ, 19-10-2555)

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เตรียมออกกฎ​เหล็กห้ามนุ่งสั้น​เข้าวัด

Posted: 20 Oct 2012 06:19 AM PDT

กรมศิลปากร เผยพบวัยรุ่นนุ่งสั้น​แต่งกาย​ไม่​เหมาะสมกับ​เขตวัด​เป็นจำนวนมากขึ้น ​เห็นว่าควรจะจัดสร้างห้อง​เปลี่ยน​เสื้อผ้า​ให้​แก่ นักท่อง​เที่ยว ​หรือคน​ไทย​เอง ​ได้​เปลี่ยน​เสื้อผ้าที่ทางวัด​ได้​เตรียม​ไว้ ​เช่น ผ้าถุง ​หรือ​เสื้อคลุ่มต่างๆ



20 ต.ค. 55 - หนังสือพิมพ์แนวหน้ารายงานว่าพระครูอรุณธรรมนุวัตร ​ผู้ช่วย​เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ​เปิด​เผย​ความคืบหน้ากรณี​เกิด​เหตุฟ้าผ่ายักษ์บริ​เวณพระปรางค์องค์​เล็ก ด้านทิศตะวันออก​เฉียง​ใต้ ของวัดอรุณราชวราราม จน​เศียรยักษ์หักออก​เป็น 2 ท่อน ว่า ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ห่วง​ใยวัดอรุณ ตั้ง​แต่ช่วง​เช้ามีประชาชน​ให้​ความสน​ใจ ​ความ​เสียหายของ​เศียรยักษ์ ​ซึ่ง​ทั้งสื่อ​และประชาชนอาจจะมอง​ถึง​เหตุอา​เพศ ​หรือลางร้าย ​แต่​ก็​ไม่อยาก​ให้คิด​เช่นนั้น อยาก​ให้มอง​เป็น​เรื่องของธรรมชาติ ​และ​เป็นอุบัติ​เหตุจากอุปกรณ์สายล่อฟ้า​เก่าชำรุด หากมองอีกมุม ​เทวดาอาจจะมาอนุ​โมทนา ที่ทางรัฐบาล ​และทุกฝ่าย มาบูรณะพระปรางค์วัดอรุณ ​ซึ่งภาย​ในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุขององค์สม​เด็จพระสัมมาสัมพุทธ​เจ้า​ก็​เป็น​ได้

ด้าน นายสหวัฒน์ ​แน่นหนา อธิบดีกรมศิลปากร ​เปิด​เผยว่า กรมศิลปากร จะ​เข้า​ไปตั้งนั่งร้าน​ในวันที่ 21 ต.ค. ​เพื่อบูรณะ​เศียรยักษ์บนพระปรางค์องค์​เล็กของวัดอรุณ​แล้ว ​โดยจะ​เร่งดำ​เนิน​การ​ให้​เสร็จสมบูรณ์ พร้อม​ทั้งจะตรวจสอบระบบสายล่อฟ้าว่า มีจุด​ใดชำรุด​หรือ​ไม่ ​เพื่อป้องกัน​เหตุ​การณ์​เกิดขึ้นซ้ำอีก

นอกจากนี้ยัง​ได้หารือกับ พระครูอรุณธรรมานุวัตร ​เกี่ยวกับ​การจัดระบบ​การ​เข้า​เขตพุทธาวาสของวัดอรุณ ​เนื่องจากพบว่า ขณะนี้มีนักท่อง​เที่ยว ​หรือ​แม้​แต่วัยรุ่นบางส่วน นุ่งสั้น ​และ​แต่งกาย​ไม่​เหมาะสมกับ​เขตวัด​เป็นจำนวนมากขึ้น กรมศิลปากร ​จึง​เห็นว่า ควรจะจัดสร้างห้อง​เปลี่ยน​เสื้อผ้า​ให้​แก่ นักท่อง​เที่ยว ​หรือคน​ไทย​เอง ​ได้​เปลี่ยน​เสื้อผ้าที่ทางวัด​ได้​เตรียม​ไว้ ​เช่น ผ้าถุง ​หรือ​เสื้อคลุ่มต่างๆ ที่สำคัญทางวัด​และกรมศิลปากร ​เห็นด้วยกับ​การ​ให้นักท่อง​เที่ยว ​หรือพุทธศาสนิกชน ถอดรอง​เท้า​ใน​เขตพุทธาวาส ​โดย​เฉพาะ​การขึ้นบริ​เวณพระปรางค์ของวัดอรุณฯ ​เพราะพระปรางค์​เป็นสถานที่ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ​ซึ่งตามธรรม​เนียมปฏิบัติของคน​ไทย​ให้​ความ​เคารพอย่างสูง ​ให้กลาย​เป็นธรรม​เนียมปฏิบัติ​ทั้งของคน​ไทย​และชาวต่างชาติ​ใน​การ​เข้าวัด ​ทั้งนี้​แนวทางดังกล่าว ​ในหลายประ​เทศที่มีพุทธศาสนสถาน​หรือวัด ​ก็ปฏิบัติอย่าง​เคร่งครัด ​เช่น ​ในประ​เทศพม่า ต้องถอดรอง​เท้าตั้ง​แต่ทาง​เข้าวัด ​เป็นต้น

"​เรื่อง​การนุ่งสั้น มีตัวอย่าง​ให้​เห็นที่วัดพระ​แก้ว หากคน​ไทย​หรือชาวต่างชาติ ​แต่งกาย​ไม่​เหมาะสม​ก็จะ​ไม่​ให้​เข้า​เขตพระบรมมหาราชวัง ส่วนบริ​เวณวัดพระ​แก้ว ​ก็จะมีบางจุดที่ต้องถอดรอง​เท้า ​ซึ่งผมคิดว่า ​การถอดรอง​เท้า​เข้า​เขตพุทธาวาส ​เป็นสิ่งที่ดี ​และจะมี​การนำร่องที่วัดอรุณฯ​เป็น​แห่ง​แรกก่อน หลังจากนั้น จะประสานกับวัดสำคัญๆ​ใน​เขตกรุง​เทพมหานคร ​ให้​ใช้​เป็น​แนวปฏิบัติ​เดียวกัน ​เพื่อ​ให้กลาย​เป็นธรรม​เนียมปฏิบัติของคน​ไทย​และชาวต่างชาติ​ใน​การ​เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ​เคารพสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา รวม​ทั้งจะต้องมี​การ​ให้​ความรู้​แก่นักท่อง​เที่ยว​ให้​เข้า​ใจธรรม​เนียมปฏิบัติดังกล่าวด้วย หากทุกฝ่ายร่วมกันปฏิบัติ​ไป​ในทิศทาง​เดียวกัน ​ก็จะมี​การขอ​ความร่วมมือทุกวัดทั่วประ​เทศร่วมกัน​ใช้​แนวทางดังกล่าว"อธิบดีกรมศิลปากร กล่าว
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนสะเอียบจัดเวรเฝ้าจุดสร้าง“เขื่อนแก่งเสือเต้น” 24 ชม. สกัดรัฐส่ง จนท.ลอบเข้า

Posted: 20 Oct 2012 05:59 AM PDT

ชาวสะเอียบยังไม่วางใจรัฐบาล ไม่ยอมล้มเลิกแผน "สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ยมบน ยมล่าง" จัดเวรยามเฝ้าระวังไม่ให้ จนท.รัฐ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ตลอดจน 24 ชั่วโมง หลังก่อนหน้านี้มีทั้งเจ้าหน้าที่บริษัทที่ปรึกษา-เจ้าหน้าที่รัฐลอบเข้าพื้นที่ แถมล่าสุดมีข่าวแพร่สะพัด "ปลอด" เล็งลงพื้นที่อีก


       


ชาวสะเอียบจัดเวรยามเฝ้าระวังไม่ให้ จนท.รัฐ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ตลอดจน 24 ชั่วโมง
ที่มาภาพ: ASTV ผู้จัดการออนไลน์


20 ต.ค. 55 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงานว่า ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ วันนี้ (20 ต.ค.55) ว่า ชาวสะเอียบ พื้นที่เป้าหมายของรัฐบาลที่จะอพยพออก เพื่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ยังคงไม่ไว้วางใจหน่วยงานภาครัฐ ที่พยายามเร่งดำเนินการวางแผนสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น แม้ว่าชุมชนท้องถิ่น นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน จะออกมาคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลต้องการอนุรักษ์ป่าไม้ธรรมชาติผืนใหญ่ และสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม
       
ขณะนี้ชาวสะเอียบต้องตั้งเวรยามสกัดการเข้ามาทำข้อมูล เพื่อสร้างเขื่อนของภาครัฐ วันละ 8 คน เฝ้าบริเวณหน้าที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ยม จุดที่กำหนดเป็นที่ตั้งหัวงานสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น มีการเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง
       
นายสมมิ่ง เหมืองร้อง ประธานกรรมการหมู่บ้านต้านเขื่อนแก่งเสือเต้น กล่าวว่า เป็นความเดือดร้อนของชุมชนอย่างมาก ที่รัฐบาลไม่ฟังเหตุผลของชาวบ้านในการชี้ทางออกแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำยม โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น รัฐบาลต้องการเดินหน้าเร่งสร้างเขื่อนโดยไม่ฟังเหตุผล ทำให้ประชาชนทั้ง 4 หมู่บ้าน ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและเกิดความกดดัน จนต้องมีมาตรการรุนแรงออกมา มีการจัดเวรยามเฝ้าไม่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนเข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด
       
ชุมชนฯมีประกาศไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน 55 แต่ปรากฏว่า รัฐบาลก็ยังไม่ฟังเสียงชาวบ้านพยายามที่จะส่งคนเข้ามาดำเนินการสร้างเขื่อน เช่น วันที่ 13 กันยายน 55 ชาวบ้านสามารถจับกุมเจ้าหน้าที่บริษัท ปัญญาคอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาของกรมชลประทาน และต่อมาได้จับกุมเจ้าหน้าที่ของบริษัทอิตาเลียนไทยฯ ที่พยายามเข้ามาทำข้อมูลสร้างเขื่อน นอกจากนั้น ชาวบ้านยังช่วยกันจับกุมเจ้าหน้าที่จาก กรมเจ้าท่า ที่เข้ามาปักหลักเขตแม่น้ำยมบริเวณจุดที่จะสร้างเขื่อน
       
ในทุกกรณีที่ชาวบ้านล้อมจับได้ เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายได้ เนื่องจากอาจจะมีคนที่ไม่ฟังประกาศของแกนนำ ซึ่งถ้าอยู่ในความดูแลของแกนนำ ก็จะปลอดภัยโดยจะจัดส่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ ส่งออกจากหมู่บ้านไปโดยปลอดภัย แต่ถ้ายังคงเข้ามาและถ้าไม่มีแกนนำชาวบ้านอยู่ปัญหาความรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ เพราะความกดดันของชาวบ้านที่รัฐบาลสร้างขึ้น
       
ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่ทหารจากค่าย ม.พัน 12 ค่ายพระยาไชยบูรณ์ อ.เด่นชัย จ.แพร่ จำนวน 4 คน เข้ามาเจรจากับนายชุม สะเอียบคง นายก อบต.สะเอียบ ,นายเส็ง ขวัญยืน กำนัน ต.สะเอียบ และผู้นำชุมชนทั้ง 4 หมู่บ้านที่ อบต.สะเอียบ และมีกระแสข่าวว่า 18-19 ต.ค.55 ที่ผ่านมา พ.อ.ผดุง ยิ่งไพบูลย์สุข รองเสนาธิการกองทัพภาคที่ 3 จะเดินทางมาพบกับนายชุม สะเอียบคง นายก อบต.สะเอียบ แต่ปรากฎว่ามีเพียงเฮลิคอปเตอร์ทหารเข้ามาบินสำรวจพื้นที่สร้างเขื่อนโดยไม่ได้ลองจอด ซึ่งชาวบ้านที่เฝ้าเวรยามได้บันทึกเหตุการณ์ไว้แล้ว
       
นายสมมิ่ง กล่าวว่า ที่ผ่านมาทหารเข้ามาช่วยเหลือชุมชนอย่างต่อเนื่อง ในการแก้ปัญหาการทำลายป่าไม้ แต่การมาในครั้งนี้ยังไม่ทราบเจตนารมณ์ของทหารที่ชัดเจน กรรมการหมู่บ้าน จึงต้องขอให้หยุดภารกิจไว้ก่อน ซึ่งถ้าได้คุยกันชัดเจนว่า ยังคงเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านอนุรักษ์ป่าเช่นในอดีตชาวบ้านก็ยินดี การบินตรวจพื้นที่ก็คงได้เห็นสภาพป่าขอให้กลับไปรายงานหน่วยเหนือได้ทราบว่า พื้นที่ดังกล่าวที่จะสร้างเขื่อนมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ คิดเป็นมูลค่ามหาศาลเป็นทรัพย์สินของประเทศที่ต้องร่วมกันอนุรักษ์ไว้
       
แหล่งข่าวในจังหวัดแพร่ รายงานว่า รัฐบาลต้องการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นให้ได้ โดยล่าสุดมีข่าวแพร่สะพัดว่า นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.กระทรวงวิทย์ฯ จะเดินทางมาพบกับแกนนำหมู่บ้านเป็นการส่วนตัว เพื่อเจรจาให้ยุติการต่อต้าน และเปิดทางให้รัฐบาลได้เร่งแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งในลุ่มน้ำยม ซึ่งชาวบ้านกำลังเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิดในขณะนี้

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยะลาจัดกิจกรรม “ศุกร์ สุข หรรษา” สร้างความเชื่อมั่นให้กับร้านค้าที่ประกอบกิจการในวันศุกร์

Posted: 20 Oct 2012 05:41 AM PDT

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 55 ที่ผ่านมา ที่ บริเวณชุมชนตลาดเก่า หน้ามัสยิดกลางจังหวัดยะลา นายสถาพร   กาจญนบุษ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา ได้เดินทางพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในเขตเทศบาลนครยะลา เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ประกอบการ โดยการแจกคูปองให้กับร้านค้าผู้ประกอบกิจการในวันศุกร์ เพื่อต้องการรณรงค์ยุติความรุนแรง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการได้กลับมาเปิดร้านค้าในวันศุกร์ตามปกติ โดยการจัดโครงการ "ศุกร์ สุข หรรษา" ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหัวหน้าส่วนราชการ, เจ้าหน้าที่เทศบาลนครยะลา, เจ้าหน้าที่ทหาร, ตำรวจ, และภาคประชาชนได้เป็นอย่างดี

ในการนี้ นายสถาพร  กาจญนบุษ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา กล่าวว่า บรรยากาศในเขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันศุกร์ของสัปดาห์ที่ผ่านมา มีร้านค้าเปิดร้านเพียงแค่ 1 - 2 ร้าน แต่เมื่อเทียบกับวันนี้ จากการที่ได้เดินสำรวจและพบปะเยี่ยมเยียนกลุ่มผู้ประกอบการทำให้ได้เห็นภาพบรรยากาศในสัปดาห์นี้ ซึ่งถือว่าดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมากว่าร้อยละ 80 เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการ เริ่มมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ที่ข่มขู่ประชาชนไม่ให้เปิดร้านวันศุกร์ได้ จึงทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าในช่วงสัปดาห์หน้า น่าจะกลับมาคึกคักเช่นเดิม เพราะช่วงสัปดาห์หน้า เป็นเทศกาลวันฮารีรายออีดิ๊ลอัฎฮา ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม โดยในวันนี้ทางเทศบาลนครยะลาจึงได้จัดกิจกรรม "ศุกร์ สุข หรรษา" เพื่อต้องการสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนได้กลับมาค้าขายกันตามปกติ เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการต้องการความมั่นใจในการประกอบกิจการในวันศุกร์ ทางเทศบาลนครยะลาจึงได้จัดเจ้าหน้าที่ของเทศบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และมูลนิธิต่างๆในจังหวัดยะลา ออกมาสร้างขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้เกิดความสบายใจและก่อให้เกิดแรงจูงใจในการกลับมาค้าขายเช่นเดิม    ทั้งนี้ ทางเทศบาลนครยะลา จึงจัดโครงการแจกรางวัลให้กับร้านค้าและพนักงานร้าน ที่ประกอบกิจการในวันศุกร์โดยผู้ที่ได้รับรางวัลที่ 1 เป็นเงินสด 5,000 บาท ได้แก่ นางสมหมาย  ออนประเสริฐ์ และพนักงานร้าน ที่ได้รับรางวัลสร้อยคอทองคำ 1 สลึง ได้แก่ นางสาวเจะลีเมาะ  มะแซ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจในการประกอบกิจการสำหรับผู้ประกอบการและพนักงานร้านและเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กลับมาคึกคักเช่นเดิม
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาสวัต บุญศรี: รำลึกน้ำท่วมปี 54 กับสรยุทธ์ เล่าข่าวเช้านี้

Posted: 20 Oct 2012 12:02 AM PDT

ตอนนี้สรยุทธกำลังประสบภาวะโดนเร่งงานด้านศีลธรรมจากกรณี ปปช.ชี้มูลความผิดกรณีค่าโฆษณาใน อสมท. แล้วมันยิ่งชวนคิดว่าสรยุทธกำลังนำเสนอภาพเหตุการณ์เก่า ๆ ในเชิง "ทวงบุญคุณ" หรือเปล่า

เหตุการณ์น้ำท่วมปีที่แล้วยังตามหลอกหลอนคนไทยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประสบภัยไม่หายนะครับ เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันตั้งแต่เล่นสงกรานต์ว่าปีนี้เมืองไทยจะเผชิญกับภาวะน้ำท่วมใหญ่อีกหรือเปล่า ช่วงไหนพายุเข้า ชาวไทยเราก็ถึงกับตื่นตระหนกด้วยหวั่นเกรงว่าฉันจะต้องจมอยู่ในบึงบาดาลอีกแล้ว โดยเฉพาะคนกรุงที่ฝนตก น้ำท่วมเพราะระบายน้ำไม่ทัน ก็กลายเป็นประเด็นร้อนถึงกับต้องไปรื้อถุงทรายเอย ไปค้นหาอุโมงค์ยักษ์เอยว่าอยู่ที่ไหน แล้วทำงานอย่างไร ทำไมถึงปล่อยให้น้ำท่วมแบบนี้

ผ่านเดือนตุลาคมมาเกือบครึ่งเดือนแล้ววี่แววน้ำท่วมใหญ่แบบปีที่แล้วยังไม่มีให้เห็นเนื่องด้วยไม่มีน้ำเหนือไหลสมทบ จะมีบ้างก็เพียงบางชุมชนที่อยู่ในที่ลุ่มประสบภาวะน้ำท่วมทุกปีแล้ว ดังนั้นคนกรุงเทพฯ ก็หวั่นแต่เพียงน้ำท่วมเพราะฝนตกหนักเป็นพอ

หากให้ลองเอ่ยถึงรายการข่าวที่เกาะติดเรื่องน้ำท่วมและลงพื้นที่รายงานสภาพอย่างต่อเนื่องขึ้นมาสักหนึ่งรายการ เชื่อว่ารายการเล่าข่าวเช้านี้ของสรยุทธ สุทัศนะจินดา ต้องมาเป็นอันดับต้น ๆ เป็นแน่ ปีที่แล้วสรยุทธ์และทีมงาน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกาศข่าวสาวคู่กันที่ถูกเรียกติดปากว่า "น้องไบรท์" และนักแสดงตลกชื่อดัง โก๊ะตี๋ อารามบอย ไม่นับหลังฉากอีกมาก ได้ลงพื้นที่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างไล่มาถึงภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ที่น้ำไปทลายพรมแดนแบ่งเขตตำบล อำเภอ ไปเรียบร้อยแล้ว ผู้ชมได้เห็นภาพความลำบากของประชาชนที่น้ำมิดหลังคาบ้าน ต้องไปอาศัยวัดซึ่งมักเป็นที่ดอนประทังชีพ บางทีวัดเองก็มีสภาพไม่ต่างไปจากบ้านของฆราวาส ต่างร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน  และหลายครั้งสรยุทธ์ก็ได้เป็นกรรมการห้ามมวยระหว่างสองหมู่บ้าน เมื่อเกิดข้อพิพาททำนอง "น้ำท่วมไม่เท่ากัน" ไปจนถึงเรื่อง "แย่งถุงยังชีพ"
ต้องถือว่าการนำเสนอข่าวของสรยุทธช่วยในเรื่องจิตใจคนที่กำลังประสบภัยไม่น้อย อย่างน้อยที่สุดพวกเขาย่อมคิดว่าปัญหาที่ตนได้เจอถูกบอกกล่าวเผยแพร่ไปยังประชาชนกลุ่มอื่นแล้ว พวกเขากำลังประสบปัญหา ต้องการความช่วยเหลือ จะมีช่องทางไหนที่สื่อสารกับองค์กรภาครัฐได้เร็วไปกว่าสื่อมวลชน และอีกด้าน ไม่ต่างจากการฟังเรื่องรถติดใน จส.100 ที่ไม่ใช่เราเท่านั้นที่รถติด

กรณีนี้ก็เช่นกัน ไม่ได้มีแต่ชุมชนเราเท่านั้นที่น้ำท่วมหนัก!!!

ยังไม่ทันครบรอบหนึ่งปี รายการเล่าข่าวทั้งช่วงเช้าและช่วงเที่ยงเสาร์อาทิตย์ที่มีสรยุทธเป็นพิธีกรหลักก็เริ่มนำเอาภาพเหตุการณ์น้ำท่วมเก่า ๆ แบบรายวันมานำเสนอกันชนิด "วันนี้ของปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้น"

บอกตามตรง ผมนึกไม่ออกว่าสรยุทธจะนำมาเสนอทำไม

ตามหลักการนำเสนอข่าวนั้น ภาพในอดีตที่เกิดขึ้นเรานำเสนอได้ คล้ายเป็นเครื่องเตือนใจให้กับคนรุ่นหลังได้รับรู้ แต่อย่างน้อยที่สุดควรต่อยอดเรื่องราวให้เห็นถึงบทเรียนและการสร้างองค์ความรู้เพื่อรับมือ อย่างกรณีน้ำท่วม นอกจากพาไปดูว่าปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้น รายการก็ควรพาไปดู ณ เวลานี้ความเป็นอยู่ชาวบ้านเป็นอย่างไร ประสบปัญหาต่อเนื่องอะไรบ้าง ได้รับเงินชดเชยเยียวยาหรือยัง ไปจนถึงแผนในการรับมือน้ำท่วม หากเกิดอีกครั้ง เคยมีประสบการณ์และบทเรียนกันมาแล้ว จะเตรียมตัวรับมือภายในชุมชนอย่างไรกันก่อนดี อาจจะเลยไปถึงแผนระยะยาวที่ทาง อบต./ เทศบาลตำบลวางไว้

คนดูข่าวก็จะได้รู้ถึงการป้องกันและร่วมกันหาวิธีแก้ไขของชุมชนนั้น ๆ ซึ่งก็อาจจะสามารถต่อยอดนำไปใช้ในชุมชนตนได้

แต่ตอนนี้รายการคุณสรยุทธนำเสนอแต่ภาพในอดีตเสียส่วนใหญ่ ซึ่งก็แค่ได้รับรู้ว่าชุมชนนี้เคยประสบอะไรมา ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าตรงไหนคือประโยชน์ในการนำเสนอแบบนี้เป็นแน่

ยิ่งตอนนี้สรยุทธกำลังประสบภาวะโดนเร่งงานด้านศีลธรรมจากกรณี ปปช.ชี้มูลความผิดกรณีค่าโฆษณาใน อสมท. แล้วมันยิ่งชวนคิดว่าสรยุทธกำลังนำเสนอภาพเหตุการณ์เก่า ๆ ในเชิง "ทวงบุญคุณ" หรือเปล่า

ตัวรายการเองก็มีแฟนคลับไม่น้อย แถมบทบาทต่อความคิดของผู้ชมก็ไม่ใช่เล่น ๆ หลายประเด็นที่ถูกจุดติดกลายเป็นประเด็นร้อนก็มาจากการปั่นกระแสของสรยุทธ (แม้บางเรื่องผมจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ อย่างเรื่องควายหาย เป็นต้น) และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลาย ๆ เรื่องคลี่คลายก็เพราะฝีมือของเขา

ตรรกะที่เราเจอกันได้บ่อยคือ คนที่ทำดีมาเยอะ ๆ เราก็พร้อมจะให้อภัยเขายามเขาทำผิดพลาดไป ไม่รู้เหมือนกันว่ากรณีการนำเสนอแบบนี้ สรยุทธกำลังกระตุ้นให้แฟนคลับที่คิดตีจาก รวมไปถึงคนที่กำลังโจมตีเขาให้หันกลับมองคุณงามความดีที่เขาเคยทำไว้ แล้วเพลา ๆ เล่นงานเขาบ้าง

ถ้าวันข้างหน้า หมดน้ำท่วมแล้วขุดข่าวเก่า ๆ มารายงานอีกนี่ทฤษฎีนี้คงยิ่งชัด ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปครับ
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คปก.ถก นักกฎหมาย ร่างพ.ร.บ.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ถกความเหมาะสมบทลงโทษ

Posted: 19 Oct 2012 08:37 PM PDT

คณะกรรมการเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดการประชุมรับฟังความเห็นนักวิชาการ-ทนายความ  ร่างพ.ร.บ.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญถกความเหมาะสมบทลงโทษ-การละเมิดอำนาจศาล<--break- />

19 ตุลาคม 2555 - คณะกรรมการเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดการประชุมรับฟังความเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ…. โดยมีนายสุขุมพงศ์  โง่นคำ กรรมการปฏิรูปกฎหมายและประธานคณะกรรมการเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้มีผู้แทนจากสภาทนายความ นักวิชาการกฎหมาย และทนายความสิทธิมนุษยชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งมีการอภิปรายใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1. การละเมิดอำนาจศาลตามาตรา 16 และ 17 สมควรบัญญัติไว้หรือไม่และบทกำหนดโทษมีความเหมาะสมหรือไม่ 2. ความเหมาะสมในการบัญญัติบทบัญญัติและบทกำหนดโทษเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองชั่วคราว

สำหรับประเด็นเรื่องการละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 16 ที่ประชุมมีความเห็น  2 แนวทาง คือ เห็นควรที่จะบัญญัติมาตรา 16 ไว้ เนื่องจากมาตรานี้มีขึ้นเพื่อรักษาความสงบในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ และศาลเองมิใช่คู่ความ แต่เป็นคนกลางในการตัดสินคดีจึงสมควรที่จะได้รับความคุ้มครอง ส่วนที่ไม่เห็นควรให้บัญญัติมาตรา 16 ให้เหตุผลว่าบทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็นซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ และยังสามารถใช้กฎหมายเกี่ยวกับการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทแล้วแต่กรณีมาปรับใช้ได้

ขณะเดียวกันในเรื่องความเหมาะสมในการกำหนดบทลงโทษตามมาตรา 16 ที่ประชุมยังมีความเห็นแตกต่างกันโดยส่วนใหญ่มีความเห็นเป็น 2 แนวทางคือ เห็นว่าบทกำหนดโทษนั้นไม่กำหนดโทษขั้นต่ำ ซึ่งมีความเหมาะสมแล้ว แต่ทั้งนี้ควรระบุถึงการอุทธรณ์คดีกรณีถูกตัดสินลงโทษด้วย เนื่องจากไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ส่วนเหตุผลของผู้ที่เห็นว่าไม่ควรมีการกำหนดโทษ มีความเห็นว่า คดีที่เข้ามาสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่แตกต่างจากคดีแบบอื่น ดังนั้น จึงควรใช้มาตรการเชิงบวกคือ การพูดคุยเจรจาจะเหมาะสมกว่า และเป็นห่วงว่าการเปิดช่องให้ตุลาการใช้ดุลยพินิจในการลงโทษอาจก่อให้เกิดการเลือกปฏิบัติได้

นอกจากนี้ที่ประชุมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า การบัญญัติมาตรา17 มีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และจูงใจให้มีการวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญมากกว่าจำกัด  อีกทั้งการวิพากษ์วิจารณ์ ยังเป็นประโยชน์ในแง่การพัฒนาการทำงานของศาล   ส่วนประเด็นการกำหนดวิธีการคุ้มครองชั่วคราวนั้น ที่ประชุมเห็นสอดคล้องว่า สมควรระบุเอาไว้เป็นกฎหมายในพ.ร.บ.ให้ชัดเจน เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 212 กำหนดให้ประชาชนมีสิทธิฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะกำหนดเอาไว้เพื่อเป็นการบรรเทาความเสียหายของคู่ความ และคุ้มครองประชาชนด้วย

 

หมายเหตุ:  ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ...

มาตรา ๑๖ ให้ศาลมีอำนาจรักษาความสงบเรียบร้อยของการพิจารณาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลที่เข้ามาหรือจะเข้ามาในที่ทำการศาล หรือบริเวณที่ทำการศาล หรือเข้าฟังการไต่สวนของศาล หรือมีคำสั่งให้บุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกระทำการหรืองดเว้นกระทำการ เพื่อให้การพิจารณาคดีดำเนินไปโดยสงบเรียบร้อยและรวดเร็ว รวมทั้งวางระเบียบเพิ่มเติมเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งศาลหรือระเบียบตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจดังต่อไปนี้

(๑) ตักเตือน โดยจะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรด้วยหรือไม่ก็ได้

(๒) ไล่ออกจากบริเวณศาล

(๓) ลงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การใช้อำนาจตามวรรคสอง ให้ศาลใช้อย่างระมัดระวังและเท่าที่จำเป็นตามพฤติการณ์แห่งกรณี ทั้งนี้ ให้ดำเนินการบังคับโทษตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการบังคับโทษในทางอาญา

มาตรา ๑๗ การวิจารณ์การพิจารณาคดีหรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเป็นวิธีการทางวิชาการ ซึ่งได้กระทำโดยสุจริต ย่อมกระทำได้ โดยไม่มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ผู้ใดวิจารณ์ที่ไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลมีอำนาจตักเตือน โดยจะมีคำตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ก็ได้ หรือลงโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท และให้นำมาตรา ๑๖ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น