โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ชุมชนร่วมเสนอทางออกป้องถูกไล่รื้อ เส้นทางรถไฟสายสีแดง 'ตลิ่งชัน – ศิริราช'

Posted: 28 Oct 2012 10:40 AM PDT

สลัม 4 ภาคจัดเสวนาหาทางออกหวั่นชุมชนถูกไล่รื้อ เผยแนวทางเน้น 'ชุมชนอยู่ได้ โครงการก็อยู่ได้' กรรมการสมัชชาปฏิรูปแนะการรถไฟฯ ชูนโยบายยุติไล่รื้อทำ CSR ด้านบอร์ดการรถไฟฯ แจง 'เว้นระยะความปลอดภัย' ไม่เกี่ยวนำพื้นที่ไปทำธุรกิจ

 
 
วันนี้ (28 ต.ค.55) เครือข่ายชุมชนริมทางรถไฟสายใต้-ตะวันตกและเครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะ "รถไฟสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช กับทางเลือกเพื่อความเป็นธรรมด้านที่อยู่อาศัย" ที่ชุมชนบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ เพื่อนำเสนอทางเลือกต่อการทำโครงการรถไฟสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช ในแบบที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการทำโครงการบ้านมั่นคงของชุมชน และนำทางเลือกดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนกับภาคประชาสังคมและสื่อสารต่อสาธารณชน
 
 
จากรณี การรถไฟแห่งประเทศไทยจะดำเนินโครงการรถไฟสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช โดยมีพื้นที่ 4 ชุมชน คือบางกอกน้อย 1, บางกอกน้อย 2, บางกอกน้อย ฝั่งวงเวียนกลับหัวรถจักร และบางระมาดรวมอยู่ในโครงการด้วย ซึ่งจะทำให้ชาวบ้านในชุมชนดังกล่าวต้องย้ายออกไปจากพื้นที่ ทั้งที่ได้ทำการพัฒนาพื้นที่มาในระดับหนึ่งแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการบ้านมั่นคง
 
ทั้งนี้ ชาวชุมชนระบุว่าจากการสอบถามบริษัทที่ออกแบบพบว่า แนวก่อสร้างของโครงการจะอยู่บริเวณรางรถไฟฝั่งขวาซึ่งจะใช้พื้นที่ราว 18 เมตร จากศูนย์กลางรางเดิม ดังนั้นจึงมีการเสนอขอใช้พื้นที่ประมาณ 12 เมตร เพื่อทำโครงการที่อยู่อาศัย โดยพื้นที่ดังกล่าวนั้นชุมชนมีสัญญาเช่าอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามการเจรจายังไม่มีข้อยุติ เพราะการศึกษาของบริษัทที่ออกแบบระบุว่าการรถไฟฯ ต้องการใช้พื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดินบริเวณแนวเส้นทางและสถานี จูงใจให้เกิดการลงทุน
 
สถานการณ์ล่าสุดขณะนี้ การเจรจาในกรณีปัญหาดังกล่าวจะมีขึ้นอีกครั้งในวันที่ 30 ต.ค.55
 
 
 
เครือข่ายสลัม 4 ภาค ย้ำต้องการให้ชุมชนอยู่ได้ โครงการก็อยู่ได้
 
ประทิน เวคะวากยานนท์ เครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่าที่ผ่านมาชุมชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราชทั้ง 4 แห่ง ได้ร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของชุมชน โดยการเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ เพื่อทำโครงการบ้านมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีการทำสัญญาเช่าที่ดินแล้ว และกำลังอยู่ในกระบวนการทำโครงการบ้านมั่นคง และหลังจากไดรับข้อมูลว่าจะมีโครงการดังกล่าวเมื่อ 3 เดือนก่อน ก็ได้พยามยามเคลื่อนไหวเพื่อเสนอการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยใช้แนวทาง "แบ่งที่ดินให้ชุมชนอยู่ได้ และโครงการก็อยู่ได้"
 
ประทิน กล่าวว่า ข้อเสนอของชาวบ้านคือการแบ่งใช้ที่ดิน โดยโครงการฯ ใช้พื้นที่จริง 18 เมตร จากศูนย์กลางรางเดิม และเหลือพื้นที่ให้ชุมชนเช่าอยู่ 12 เมตร ซึ่งจะนำมาแบ่งเป็นพื้นที่สร้างบ้าน 10 เมตร และทำถนน 2 เมตร แต่การรถไฟฯ มีท่าทีต้องการให้ชาวชุมชนออกจากพื้นที่ทั้งหมด เพราะหากให้ชาวบ้านอยู่ต่อไปจะเก็บค่าเช่าได้น้อย แต่หากเก็บเอาไว้ให้เอกชนประมูลทำโครงการอื่นๆ เช่นการปรับภูมิทัศน์จะทำรายได้ให้มากกว่า ซึ่งจากประสบการณ์ชาวชุมชนเกรงว่าจะมีการหมกเม็ดดำเนินการดังกล่าว ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของโครงการบ้านมั่นคงอย่างสิ้นเชิง
 
 
เสนอ 3 ข้อลดผลกระทบต่อชาวชุมชน
 
ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวถึงข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล กระทรวงคมนาคม และการรถไฟฯ ว่ามี 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.การดำเนินโครงการรถไฟสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช ให้ดำเนินการในรัศมี 18 เมตร และให้ยกระดับแนวรางรถไฟ ส่วนรัศมีอีก 12 เมตรที่เหลือให้จัดเป็นที่อยู่อาศัย
 
2.กรณีการสร้างสถานีจรัญสนิทวงศ์ ให้ก่อสร้างในแนวพื้นที่ที่ไม่มีผลกระทบต่อศูนย์พักคนไร้บ้าน โดยลดขนาดสถานีลง หรือขยับไปใช้พื้นที่จอดรถขยะของสำนักงานเขตบางกอกน้อยแทน 3.กรณีการสร้างศูนย์ซ่อมบำรุงรถจักรบริเวณสถานีธนบุรี ให้ลดระยะรางลงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนที่เช่าที่ดินอยู่อาศัยบริเวณวงเวียนกลับหัวรถจักร  
 
 
 
เสนอการอยู่ร่วม 'ชุมชน-รถไฟ' ด้วยการปรับภูมิทัศน์โดยชุมชน
 
ดร.ฤทธิรงค์ จุฑาพฤฒิกร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า การก่อสร้างรางรถไฟเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา แต่การรถไฟฯ อาจหลงลืมว่าในพื้นที่โครงการมีคนอยู่ ซึ่งจะต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ทางพัฒนาไปพร้อมๆ กับการพัฒนาคน และสำหรับความเป็นไปได้ในการออกแบบสถาปัตยกรรมตามข้อเสนอของชาวชุมชนนั้นทำได้ แต่จะให้ดีที่สุดเสนอว่าควรมีพื้นที่สร้างบ้าน 13 เมตร และพื้นที่ถนน 3 เมตร เพื่อให้รถพยาบาลและรถดับเพลิงเข้าไปบริการในชุมชนได้
 
อย่างไรก็ตาม การออกแบบสถาปัตยกรรมในขณะนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนของชาวบ้านที่จะมีข้อตกลงที่แน่ชัดกับการรถไฟฯ ส่วนในฐานะสถาปนิกสามารถมาช่วยเสริมได้ในขั้นตอนหลังจากที่การรถไฟอนุญาตให้ใช้พื้นที่ หรือหากต้องการให้ออกแบบอาคารในชุมชนร่วมกับการรถไฟฯ
 
ดร.ฤทธิรงค์ กล่าวต่อมาในส่วนของการปรับภูมิทัศน์ ว่าเสนอการสร้างบ้านให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์ ให้คนอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม หากมีการดูแลบ้านที่ดี ชุมชนสวยงาม ภูมิทัศน์ก็จะดูดีตามไปด้วย อีกทั้งการรถไฟฯ ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนมาดูแล ถือเป็นการปรับภูมิทัศน์โดยชุมชน
 
"เราอยู่ร่วมกันได้ เพียงแต่จะอยู่อย่างไรเท่านั้นเอง" ดร.ฤทธิรงค์กล่าว
 
 
แนะการรถไฟฯ ชูนโยบายยุติไล่รื้อทำ CSR
 
ปรีดา คงแป้น กรรมการสมัชชาปฏิรูป กล่าวว่า ปัญหาเรื่องที่ดินเป็นปัญหาสำคัญของไทยและสะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมที่มีอยู่สูง อย่างไรก็ตามในไทยยังมีการแก้ปัญหาที่ดินในเขตเมืองโดยใช้การแบ่งปันที่ดิน (Land sharing) ดังกรณีของที่ดินการรถไฟฯ ที่มีการเจรจาเช่าที่ดินของชุมชน และในกรณีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับชาวบ้านซอยเซ่งกิ่งซึ่งเป็นกรณีแรกๆ ที่มีการแบ่งปันที่ดิน หรือกรณีที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ลงทุนก่อสร้างอาคารให้ชาวชุมชนอยู่ โดยแบ่งที่ดินส่วนหนึ่งที่ได้คืนเพื่อสร้างอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อีกทั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ ยังดำเนินนโยบายไม่ไล่รื้อที่ดินด้วย
 
ปรีดา กล่าวด้วยว่า ช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมาทั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ และการรถไฟมีสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ทั้งนี้ ในส่วนของการรถไฟฯ น่าจะนำตรงนี้มาทำ CSR (Corporate Social Responsibility: ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร) โดยทำให้เป็นแนวนโยบายที่ชัดเจนเหมือนกับที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ทำ เพราะที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการโฆษณาในตรงนี่เท่าไรนัก นอกจากนี้ การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเป็นโอกาสดีในการแก้ปัญหาคนจนเมืองซึ่งไทยถือว่ามีความก้าวหน้ามากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียนที่ยังคงมีการใช้ความรุนแรงและการเผาไล่รื้อที่ดิน
 
 
เปลี่ยนแนวคิดต่อคนจนเมือง-หนุนประชาธิปไตยกินได้ แนวโน้มที่ดีต่อการแก้ปัญหา
 
ผศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าปัจจุบันการแก้ปัญหาของชุมชนมีแนวทางที่ดีขึ้น จากที่สังคมเคยมองชุมชนเหมือนเป็นเนื้อรายของเมืองที่ต้องตัดทิ้ง เปลี่ยนเป็นหันมามองอย่างเข้าใจมากขึ้นว่าคนเหล่านี้เป็นผลพวงหนึ่งของการพัฒนา และคนที่อยู่ในสลัมก็ได้เข้าไปหนุนเกื้อกับเศรษฐกิจของคนที่เป็นลูกจ้าง แรงงานในเมือง ถือเป็นเศรษฐกิจนอกระบบที่เกื้อหนุนคนในระบบซึ่งจะมองแยกกันไม่ได้ การมองด้วยวิธีคิดที่เปลี่ยนไปสู่รูปแบบใหม่ๆ นี้ เป็นทางออกที่ดีสำหรับการแก้ปัญหา
 
ผศ.ดร.ประภาส เสนอด้วยว่า กระบวนการตัดสินใจสำหรับนโยบายสาธารณะขนาดใหญ่ ควรมีการเจรจา มีผู้ได้รับผลกระทบมาร่วมหาทางออก ทางเลือก ตรงนี้ถือเป็นประชาธิปไตยที่กินได้ ก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมในการตัดสินใจร่วมกันซึ่งหากเกิดขึ้นได้จะเป็นสิ่งที่ดี นอกจากนั้นควรมีการปรับทัศนคติเรื่องการใช้ที่ดิน ในกรณีการใช้ที่ดินสาธารณะ ที่ดินของรัฐ เช่นที่ราชพัสดุ ที่ดินทหาร เพื่อการทำธุรกิจควรต้องมีการพูดคุยในเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง และควรปรับให้มีการใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยเห็นกับชีวิตของผู้คนมากขึ้น
 
สำหรับการปรับภูมิสถาปัตย์ควรมองคนจนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเมือง แล้วการออกแบบก็จะให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนเหล่านี้มากขึ้น รวมทั้งพยายามคิดร่วมกันเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วย
 
 
'ทางรถไฟยกระดับ' ทางออกที่เห็นร่วมกัน
 
ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์ ประธานมูลนิธิชุมชนไท กล่าวว่าวันนี้รู้สึกดีใจที่ได้เห็นข้าราชการ นักวิชาการ สถาปนิก ที่มองเห็นคนเป็นคน จากที่เคยพบแต่กลุ่มคนที่มองเห็นคนไม่มีคุณค่า เพราะตกอยู่ในอำนาจของนักเศรษฐศาสตร์ที่มองเห็นแต่ตัวเลขโดยไม่คิดว่าได้สร้างความทุกข์ยากให้กับผู้คน พร้อมทั้งเสนอถึงการสร้างทางรถไฟยกระดับซึ่งจะช่วยรองรับการพัฒนาของเมืองได้ และจะช่วยให้ชาวบ้านสามารถสร้างบ้านอยู่อาศัยได้อย่างมั่นคงด้วย
 
ขณะที่ สุชิน เอี่ยมอินทร์ ผู้ประสานงานกลุ่มคนไร้บ้าน ซึ่งจะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าว แสดงความเห็นสนับสนุนข้อเสนอเรื่องทางรถไฟยกระดับ โดยกล่าวว่าจะทำให้ชุมชนสามารถขยับพื้นที่ไปได้ราว 14 เมตร พร้อมยกตัวอย่างของกรณีรถไฟฟ้าที่สร้างใกล้กับอาคารสูงได้โดยเว้นระยะไม่กี่เมตร และยังระบุว่าระยะ 12 เมตรตามที่ชาวบ้านขอใช้พื้นที่ก่อนหน้านี้ถือว่าหลังชนกับปากเหวแล้ว แต่ก็ต้องยอมเพราะชาวบ้านต้องการที่จะอยู่ในพื้นที่เดิม และเรื่องต่อมาที่อยากให้คำนึงถึงคือความปลอดภัยของชาวชุมชนในเรื่องถนนที่กว้างเพียงพอสำหรับใช้สัญจร โดยเฉพาะเมื่อเกิดไปไหม้หรือสำหรับรถพยาบาล
 
 
บอร์ดการรถไฟฯ แจง 'เว้นระยะความปลอดภัย' ไม่เกี่ยวนำพื้นที่ไปใช้ทำธุรกิจ
 
ด้านสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ขณะนี้การรถไฟฯ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการดำเนินโครงการรถไฟสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช สำหรับกรณีการเว้นพื้นที่ด้านข้างทางรถไฟนั้นเป็นการเว้นระยะความปลอดภัยจากเสาไฟฟ้าแรงสูง เนื่องจากทางรถไฟสร้างคู่ขนาดไปกับทางรถไฟฟ้าจึงต้องมีการกันพื้นที่และทำรั้วกั้นตลอดแนว ทั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการนำพื้นที่ไปใช้ทำธุรกิจ เพราะถ้าชาวบ้านอยู่ไม่ได้เอกชนก็มาลงทุนอะไรไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการปรับภูมิทัศน์ตลอดเส้นทาง
 
ส่วนข้อเสนอให้ทำทางรถไฟยกระดับ สร้อยทิพย์กล่าวแสดงความเห็นด้วยโดยระบุว่าการทำทางรถไฟยกระดับนั้นนอกจากจะเป็นข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาของชุมชน โครงการดังกล่าวยังมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟและรองรับการจราจรที่ขยายตัวด้วย ทั้งนี้ การทำทางรถไฟยกระดับจะต้องใช้ต้นทุนเพิ่มขึ้นราว 400-500 ล้านบาท อย่างไรก็ตามโครงการรถไฟสายสีแดง ตลิ่งชัน – ศิริราช ยังไม่ผ่าน ครม.โดยอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล การนำปัญหาต่างๆ ออกมานำเสนอและร่วมพูดคุยกันถือเป็นสิ่งที่ดีต่อการดำเนินโครงการต่อไป
 
ภายหลังจากการเสวนา ดร.มรว.อคินได้ร่วมกับชาวชุมชนเปิด "ศูนย์บ้านศิลป์...ดินรถไฟ" เพื่อใช้ศูนย์ดังกล่าวเป็นเวทีในการจัดกิจกรรมสาธารณะทั้งในมิติด้านศิลปวัฒนธรรมและการพัฒนาชุมชน โดยเฉพาะสำหรับเด็กและเยาวชนในชุมชนและชุมชนใกล้เคียง
 
 
ทั้งนี้ โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วง "ตลิ่งชัน-ศิริราช" ระยะทาง 6.5 กิโลเมตร ที่มีจุดเริ่มต้นเพื่อเสริมโครงข่ายแก้ปัญหาการจราจรโดยรอบโรงพยาบาลศิริราชให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้นนั้น รูปแบบโครงการจะก่อสร้างทางใหม่ขึ้นมาอีก 1 เส้นทางบนเขตทางเดิมที่เหลืออยู่ 30 เมตร ซึ่งจะวิ่งคู่ไปกับเส้นทางรถไฟเดิม สำหรับโครงสร้างงานโยธาเป็นทางระดับดิน มียกข้ามจุดตัด 2 แห่ง คือ บริเวณแยกฉิมพลีและแยกจรัญสนิทวงศ์ ส่วนสถานีที่จะก่อสร้างมีทั้งหมด 3 สถานี คือ สถานีตลาดน้ำตลิ่งชัน สถานีจรัญสนิทวงศ์ และสถานีธนบุรี-ศิริราช ส่วนศูนย์ซ่อมบำรุงอีก 1 แห่งนั้น จะตั้งอยู่ใกล้กับสถานีปลายทางคือ สถานีธนบุรี-ศิริราช
 
โครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินก่อสร้างประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท และใช้ที่ดินเขตทางของการรถไฟฯ แต่มีปัญหาอุปสรรค คือจะต้องโยกย้ายชุมชนริมเขตทางรถไฟที่มีอยู่หนาแน่นทั้งเขตตลิ่งชันและบางกอกน้อยร่วม 67 ชุมชน ซึ่งจากการประเมินคร่าวๆ ตัวเลขอยู่ที่ 1,000 ครัวเรือน
 
โครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงช่วง "ตลิ่งชัน-ศิริราช" นี้เป็นเส้นทางต่อเชื่อมกับโครงการรถไฟสายสีแดงช่วง "บางซื่อ-ตลิ่งชัน" ที่ปัจจุบันการรถไฟฯ ได้ก่อสร้างงานโยธาเสร็จแล้ว รอวันเวลาเปิดบริการเต็มรูปแบบพร้อมสายสีแดงช่วง "บางซื่อ-รังสิต" อีก 4 ปีข้างหน้า
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

"พิทักษ์สยาม" ชุมนุมนับหมื่น - เตรียมนัดเคลื่อนไหวอีกรอบ

Posted: 28 Oct 2012 09:15 AM PDT

องค์การพิทักษ์สยามและเครือข่ายชุมนุมนับหมื่น "ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ" อัดนโยบายจำนำข้าว ชี้เงิน 3 แสนบาทเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่หรือไม่ และข้าวที่มาจำนำก็สวมสิทธิมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้าน "ประยงค์ ไชยศรี" อัด "ทักษิณ" มีพฤติกรรมจ้องล้มสถาบันฯ ส่วน "นิติราษฎร์" คิดเลิก ม.112 ลั่นจะต้องแก้ ม.112 ให้โทษหนักขึ้น

วันนี้ (28 ต.ค. 55) ผู้ชุมนุมกลุ่มองค์การพิทักษ์สยาม นำโดย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ และเครือข่ายได้แก่กองทัพธรรมสันติอโศก มวลชนบางส่วนของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ได้รวมตัวกันที่ราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ หรือสนามม้านางเลิ้ง โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมนับหมื่นคน มีนายสำราญ รอดเพชรเป็นพิธีกรเวทีปราศรัย

โดย พล.อ.บุญเลิศขึ้นเวทีแถลงย้ำจุดยืนเหตุผลขับไล่รัฐบาล 3 ข้อ ได้แก่ 1. รัฐบาลปล่อยให้มีการจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบัน โดยไม่มีการปกป้อง 2. รัฐบาลชุดนี้เป็นหุ่นเชิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารและขาดธรรมาภิบาล และ 3. รัฐบาลชุดนี้ปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดขึ้น

 

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ กล่าวว่าชาวนา 20 ล้านคนไม่จ่ายภาษี ส่วนมนุษย์เงินเดือน 17 ล้านคนจ่ายภาษี

ด้านนายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปราศรัยต่อนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลว่า มีการทุ่มงบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาท โดยทั่วประเทศมีประชากรที่ประกอบอาชีพทำนากว่า 20 ล้านคน เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ 65 ล้านคนนั้น ที่มีมนุษย์เงินเดือนเป็นพนักงาน 17 ล้านคนต้องจ่ายภาษี แต่ชาวนาไม่ต้องจ่ายภาษีดังกล่าว อย่างไรก็ตามชาวนาที่ยังยากจนอยู่ก็มี ซึ่งเป็นชาวนาจากภาคอีสาน 5 ล้านคน ที่ต้องปลูกข้าวนาปี และนำไปขายต่อได้คนละไม่เกิน 5 เกวียน ฉะนั้นตนอยากจะถามไปยังรัฐบาลว่า เม็ดเงินจำนวนกว่า 3 แสนล้านบาทเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ โดยข้าวในโกดังที่รับซื้อไปก็เป็นข้าวสวมสิทธิ์จากประเทศกัมพูชาหรือพม่าทั้งนั้น เมื่อมีผู้ออกมาคัดค้านนโยบายนี้ ทางรัฐบาลก็ได้นำชาวนาบางกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์ออกมาสนับสนุน พร้อมต่อต้านด่าทอกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว

 

ประยงค์ ไชยศรี อัดนิติราษฎร์ตรรกะหัวแม่ตีนคิดเลิก ม.112 ลั่นต้องแก้ ม.112 เพิ่มโทษหนักขึ้น

ด้านนายประยงค์ ไชยศรี อดีตผู้สมัครพรรคมัฌชิมาธิปไตย ปราศรัยโจมตีนายสุรชัย แซ่ด่าน และนายวีระ มุสิกพงศ์ ว่าเคยหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเมื่อได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วก็หมิ่นพระบรมเดชานุภาพซ้ำอีก คนกลุ่มนี้อย่าว่าแต่พระราชทานอภัยโทษเลยครับ ฆ่าให้ตายก็ไม่รู้สึกสำนึก ต่อมาปี 2545 มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีเจตนาจ้องล้มสถาบันฯ ซึ่งสามารถสืบพฤติกรรม เจตนาและเป้าหมายของคนๆ นี้ได้ชัดเจนก็คือให้ลิ่วล้อจาบจ้วงสถาบันจนมีการฟ้องร้องหลายคดี ที่สำคัญคนที่ถูกฟ้องร้องไม่ว่าจะเป็นดา ตอร์ปิโด อากง หรือใครต่อใคร กลับเป็นฮีโร่ของคนเหล่านี้ ซึ่งคนที่ถูกศาลลงโทษต้องอับอาย ต้องได้รับความเสียหายกลับถูกยกย่องเป็นฮีโร่

นอกจากนี้กลุ่มนิติราษฎร์ บอกว่ากฎหมายมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาเป็นปัญหาของประเทศ มีคนกระทำผิดมาก ทางแก้คือยกเลิก ม.112 จะได้จาบจ้วงโดยเสรี คุณเอาตรรกะที่ไหนมาคิด ต้องยืมสำนวนคุณสนธิ ลิ้มทองกุลว่าตรรกะแบบนี้คือตรรกะหัวแม่ตีน ต้องถามว่าการยกเลิกกฎหมายที่มีคนกระทำผิดมากๆ นั้น ใช้อะไรคิด ถ้าคิดแบบนี้ประมวลกฎหมาย อาญา ลักวิ่งชิงปล้น คุณต้องยกเลิกกฎหมายลักทรัพย์ กฎหมายยาเสพย์ติด เพราะมีผู้กระทำความผิดหรือครับ ขณะที่ปัจจุบันมีผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคดียาเสพย์ติดมากขึ้นจากเดิมที่ต้องขึ้น 3 ศาล คือศาลชั้นต้น ศาลอุทธร์ ศาลฎีกา ก็เหลือเพียง 2 ศาล คือศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ นอกจากนั้นยังมีโทษปรับหลายล้านเพื่อกำราบปราบปราม นี่คือตรรกะของการใช้กฎหมายปกครองประเทศ ถ้าใช้วิธีคิดอย่างเดียวกันนี้ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต้องแก้ไขให้มีโทษหนักขึ้น และให้ประชาชนผู้จงรักภักดีเมื่อพบการกระทำผิดให้เป็นผู้เสียหายโดยตรง และแท้ที่จริงแล้วคดีที่เกิดขึ้นในศาลยังถือว่าน้อย เพราะถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารได้ปฏิบัติหน้าที่มันต้องฟ้องกันเป็นแสนๆ คนแล้ว

การปราศรัยของ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ (ที่มา: FMTV)

นอกจากนี้ยังมีผู้ปราศรัยประกอบด้วย นายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีตรองประธานวุฒิสภา นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ขณะเดียวกัน น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ แกนนำพันธมิตร ร่วมสังเกตการณ์หลังเวที พร้อมขึ้นปราศรัยในช่วงค่ำ โดย น.ต.ประสงค์ระบุว่ารัฐบาลนี้ก่อวิกฤต 5 ด้าน คือเศรษฐกิจ สังคม ระบบราชการ ความมั่นคงแห่งชาติ การบังคับใช้กฎหมาย และวิกฤตภาวะผู้นำประเทศ 

พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ปราศรัยปิดการชุมนุม (ที่มา: FMTV)

 

และในเวลา 18.10 น. พล.อ.บุญเลิศกล่าวปิดการชุมนุม อ้างว่ามีมวลชนมาร่วมลงชื่อ 20,000 รายชื่อ เดินไปเดินมาอีก 10,000 คนไม่ได้มาลงชื่อ มากกว่าที่รัฐบาลประเมินไว้ ถ้าผู้ชุมนุมฟังการปราศรัยแล้วพอใจ ถูกใจ เห็นด้วย ขอให้เชิญชวนพวกท่านมาร่วมอีกหนึ่งคนต่อ 100 คน เมื่อพร้อมแล้วเราจะนำท่านไปสู่ความสำเร็จนำนักการเมืองชุดนี้พ้นไปจากประเทศไทย

อนึ่ง หนังสือพิมพ์ข่าวสด ได้รายงานความเห็นของ นพ.ตุลย์ ที่ว่าแกนนำทุกเครือข่ายจะประชุมแนวทางการเคลื่อนไหวอีกครั้งสัปดาห์หน้า ก่อนนัดชุมนุมใหญ่เดือนหน้าซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายม้วนเดียวจบ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักข่าวพลเมือง: เยาวชนตาสว่างอุบลฯ ผุดกิจกรรมใช้ทีวีเป็นเครื่องมือ "ฟังข่อยแหน่"

Posted: 28 Oct 2012 08:47 AM PDT

ประเทศนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ใหญ่ เยาวชนตาสว่างอุบลฯ ผุดกิจกรรมใช้ทีวีเป็นเครื่องมือ "ฟังข่อยแหน่" หวังสร้างสังคมตื่นรู้ ผู้ใหญ่ตื่นตัว "พูด คิด เห็น เสนอ"



เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2555 ที่ห้องบัวทิพย์ 5 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ศูนย์ประสานงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน ภาคอีสาน (ศสอ.) ร่วมกับสื่อสร้างสุขอุบลราชธานี จัดเวทีเสียงของเด็ก "คิด สะท้อนสังคม" โดยมีกลุ่มเด็กเยาวชนตาสว่าง กลุ่มเยาวชนอีสาน Young กล้าดี กลุ่มเยาวชนแว่นขยาย กลุ่มสื่อใสวัยทีน กลุ่มเยาวชน NJ ผู้ประกาศปอดสะอาด รวมทั้งแกนนำนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกว่า 30 คน เข้าร่วมในกิจกรรม

อาจารย์สุรสม กฤษณะจูฑะ นักวิชาการ/ที่ปรึกษา ศสอ.กล่าวว่า เครือข่ายเด็กและเยาวชนตาสว่างนี้ มีแนวคิดเพื่อให้เกิดกลุ่มเด็กและเยาวชนที่สามารถมองเห็น ตระหนักถึงปัญหา และสามารถสะท้อนปัญหาจากความคิดของเยาวชนเองออกสู่สังคมและติดตามตรวจสอบผลต่อการเปลี่ยนแปลงในประเด็นนั้นๆ กลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่อยู่ในและนอกระบบการศึกษาอายุ 15-25 ปี ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดมหาสารคาม โดยเริ่มต้นที่อุบลราชธานีผ่านกลไกความร่วมมือในพื้นที่ เช่น เครือข่าย กลุ่มเด็กเยาวชน ร่วมกับสื่อมวลชน จนพัฒนาเป็นรายการ"ฟังข่อยแหน่"  "ซึ่งวันนี้มีการสะท้อนข้อมูลเรื่องวัยรุ่นกับเฟสบุค เรื่องวัยรุ่นทีวี และเรื่องค่านิยของวัยรุ่นในปัจจุบัน "เรื่องของเด็ก ถ้าฟังจากสื่อจะได้เเบบนั้น เเต่ถ้าเราสื่อสารจากตัวเด็ก เราจะได้มุมที่ต่าง เราต้องเอาเสียงเด็กตัวเอกเป็นการยืนยันเเละสื่อสารต่อไป"
    
นางสาวปัญญารัตน์ ศรีแย้ม (นีล) กลุ่มเยาวชนสื่อใสวัยทีน บอกว่า บางเรื่องที่สะท้อน ที่ผ่านมาตนคิดคนเดียว ไม่ได้สื่อสาร เมื่อมีพื้นที่แบบนี้ เราได้แชร์ความคิดของเราให้คนอื่นรู้
    
นายเจนณรงค์ วงษ์วิจิตร กลุ่มเยาวชนแว่นขยาย บอกว่า "การมีพื้นที่ตรงนี้ ดีขึ้นกว่าเราคุยกันคนเดียว คนอื่นดูก็มากกว่าเราดูกันเอง รู้ว่าเราคิดอะไร ต้องการแบบไหน ถ้าผู้ใหญ่รับฟังน่าจะเป็นผลดี เพราะปกติเสียงเด็กเยาวชนเขาไม่ค่อยอยากรับฟังกัน
    

นางสาวเสาวนีย์ สายยาง (แอน) กลุ่มเยาวชนอีสาน Young กล้าดี บอกว่า "รายการเเบบนี้เมื่อสื่อสารออกไป คงสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนที่ชมได้บ้าง อีกอย่างเราควรนำข้อมูลไปตรวจสอบตนเองด้วย บางทีเราไม่ได้ดูตนเองว่าตามเขาอยู่  เช่น เรื่องเฟสบุค ฟังเเล้วสะกิดใจ ที่ผ่านมาทำอะไรเเล้วโพสตลอด ตอนนี้ตั้งใจเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม จะไม่โพสเเบบไร้สาระ
    
นางสาวปาริษา กิติจันทร์โรภาส (ลูกแก้ว) นักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี บอกว่า "รายการนี้เป็นช่องทางการสื่อสารหนึ่งของเยาวชนออกไป บางอย่างเป็นเเง่มุม ที่เราเคยรู้ พฤติกรรมบางอย่างเคยทำเเต่ลืมไปเเล้ว การชวนเยาวชนหลายกลุ่มมานั่งวิเคราะห์ทำให้เห็นมุมที่แตกต่าง โดยเฉพาะข้อสรุปในแต่ละประเด็นเยาวชนที่ดูอยู่จะเรียนรู้ สื่อสารจากเราซึ่งอยู่วัยไกล้เคียงกัน มากกว่าฟังจากผู้ใหญ่ที่ ห้าม บอก เตือน หรือพูดเป็นวิชาการ 
    

นายตุลาการ เชยจันทา (คำหล้า) บอกว่า "เป็นครั้งเเรกที่ได้ทำรู้สึกตื่นเต้น เป็นการขยายเสียงเราออกไปแม้เป็นการคุยกันในกลุ่มเล็ก ๆ เเต่เนื้อหามีเยอะ ได้เห็นหลายๆเเง่มุม"
    
บรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และบันทึกรายการเป็นไปด้วยความสนุกสนาน ส่วนใหญ่เยาวชนมีความตื่นเต้นเนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ได้มีส่วนร่วมในการผลิตรายการ และนำเสนอเรื่องราวที่ตนเองสนใจในมุมที่ลึกขึ้น โดยมีอาจารย์จากสาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นผู้กำกับและดูแลด้านแอคติ้งและขอบเขตประเด็น
ข้อสรุปของการทำงาน เยาวชนอยากให้มีการดำเนินงานต่อ ช่วงท้ายจึงมีการวางแผนการทำงานโดยตั้งเป้าหมายทำรายการรูปแบบนี้ให้เกิดความต่อเนื่อง และพัฒนาให้เกิดความน่าสนใจเช่น สกู๊ปประกอบ มีข้อมูล งานวิจัยรองรับในบางเรื่อง มีการเปลี่ยนบรรยากาศ ใช้พื้นที่ ๆ มีความเกี่ยวข้องกับประเด็นนั้น  ๆ แผนที่เยาวชนระดมความคิดมีการกำหนดทีมชุดแรก และสร้างกลุ่มทางสื่อออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยน พูดคุย หาประเด็น เก็บข้อมูลพื้นฐาน ก่อนนำมาหารือกำหนดประเด็นคิดสะท้อนสังคมต่อไป  
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สุรพศ ทวีศักดิ์ : ปรัชญาตายแล้ว!

Posted: 28 Oct 2012 05:28 AM PDT

 
เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมได้ฟังศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ปาฐกถาในการสัมมนาทางวิชาการของสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย พูดตอนหนึ่ง (ประมาณ) ว่า
 
"วิชาปรัชญากำลังจะตายไปจากอุดมศึกษาไทย เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่รู้ว่าปรัชญาคืออะไร มองว่าวิชาปรัชญาไม่มีประโยชน์ การวิจัยทางปรัชญาที่ใช้วิธีวิจัยทางมนุษยศาสตร์โดยการกำหนดประเด็นปัญหาทางปรัชญา สำรวจข้อโต้แย้งทางปรัชญา ตีความ วิเคราะห์ วิจารณ์ ความคิด ทฤษฏีปรัชญาต่างๆนั้น ผู้มีอำนาจในการอนุมัติทุนวิจัยในหน่วยงานระดับชาติมองว่า วิธีแบบนี้ไม่ใช่วิธีวิจัย เพราะไม่ได้ใช้หลักสถิติ อีกทั้งผู้เรียนก็น้อยลง ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งต้องยกเลิกวิชาปรัชญาไปโดยปริยาย"
 
ในช่วงแลกเปลี่ยน อาจารย์บางคนบอกว่านักศึกษามักจะบ่นว่า "เรียนปรัชญาน่าเบื่อ ไม่รู้เรื่อง" อาจารย์สอนปรัชญาก็มักจะตอบทันทีว่า "ปรัชญามันต้องไม่รู้เรื่อง ถ้ารู้เรื่องก็ไม่ใช่ปรัชญา" (ฮา) อีกอย่างนักศึกษาเรียนปรัชญาไปแล้วก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร เพราะไม่มีอาชีพรองรับ ฯลฯ
 
นานมากแล้วที่ผมไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาทางปรัชญา (เคยไปครั้งนี้เป็นครั้งที่สาม) แต่ก็เห็นได้ชัดว่า คนในวงวิชาการด้านปรัชญายังพูดถึงปัญหาเดิมๆ ของตัวเองมาหลายสิบปี (เช่นเดียวกับคนในแวดวงศาสนา) มันคือปัญหา "ความมั่นคง" ของวิชาปรัชญา และ/หรือสถานภาพของอาจารย์ นักวิชาการด้านปรัชญา แต่ไม่ค่อยได้เห็นการถกเถียงว่า "ปรัชญาทำหน้าที่อะไรในสังคมไทยปัจจุบัน?" (หรือผมอาจอยู่ "ชายขอบ" เกินไปเลยไม่รู้ว่าเขาก็เถียงเรื่องนี้กันอยู่)
 
โดยเฉพาะ 80 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นประชาธิปไตยที่ยังหา "จุดลงตัว" ไม่ได้ ในสภาวะที่ยังหาจุดลงตัวไม่ได้ยิ่งนานวันขึ้นมันยิ่งสะท้อนปัญหาพื้นฐานทางปรัชญาเด่นชัดมากขึ้นๆ ตั้งแต่ปัญหาพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรม ความหมายของ "คน" หรือ "ประชาชน" ในโลกประชาธิปไตยสมัยใหม่ ปัญหาอุดมการณ์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ VS.อุดมการณ์ประชาธิปไตย ปัญหาความเป็นไทย VS.ความเป็นสากล ปัญหาว่าศาสนาครอบงำ ลดทอน หรือส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และศีลธรรมทางสังคม
 
รวมทั้ง "ปัญหามโนธรรมทางสังคม" ที่ดูเหมือนจะสรุปความขัดแย้งทางการเมืองกันง่ายๆ แค่ว่า การนองเลือดครั้งต่างๆ ที่ผ่านมานั้น เป็นความผิดของแกนนำที่พาคนไปตาย น่าเห็นใจนักศึกษาประชาชนที่ถูกปลุกปั่นให้กลายเป็น "เหยื่อ" ของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง แต่ขาดความเอาใจใส่อย่างลึกซึ้งจริงจังต่อประเด็นมนุษยธรรม และการอ้างอิงหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนเพื่อกดดันให้รัฐบาล และกลุ่มอำนาจนอกระบบที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังรับผิดชอบทางกฎหมายและศีลธรรมทางสังคม
 
ถามว่า ท่ามกลางปัญหายากๆ และซับซ้อนต่างๆ นั้น "ปรัชญา" และ/หรือนักวิชาการด้านปรัชญาในบ้านเราทำหน้าที่อะไร? หากปรัชญาไม่ทำ หรือไม่สามารถจะทำอะไรในเชิงช่วยให้สังคมกระจ่างชัดในประเด็นปัญหาพื้นฐานและข้อโต้แย้งต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องอุดมการณ์ทางสังคมการเมืองที่ส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรมเป็นต้นได้เลย ปรัชญาก็สมควรตายไปจากสังคมนี้มิใช่หรือ? การตีโพยตีพายว่าคนอื่นๆ ไม่รู้จัก และไม่เห็นประโยชน์ของปรัชญาย่อมเป็นเรื่องที่ไร้ความหมาย
 
สำหรับผมแล้ว เราอาจมองปรัชญาเป็นสองส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่เป็น "ความคิดทางปรัชญา" กับส่วนที่เป็น "ทักษะทางปรัชญา" ส่วนแรกคือแนวคิดหรือทฤษฎีของนักปรัชญาหรือสกุลปรัชญาสำนักต่างๆ ส่วนหลังคือวิธีการทางปรัชญาได้แก่ "วิภาษณ์วิธี" (dialectic) บางทีเราเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น "กิจกรรมทางปรัชญา" คือ การที่เราใช้วิธีคิดเชิงวิพากษ์มาทำความกระจ่างในประเด็นปัญหาทางความคิดที่ยุ่งยากซับซ้อน การริเริ่มประเด็นปัญหาพื้นฐานและข้อโต้แย้งต่างๆ การวิเคราะห์หักล้างข้อโต้แย้งต่างๆ ตลอดถึงการเสนอความคิดใหม่ หรือทางเลือกใหม่ สรุปคือส่วนที่เป็นทักษะทางปรัชญาช่วยให้เราคิดอะไรชัดเจน เป็นระบบ สมเหตุสมผล ไม่สับสนหรือขัดแย้งในตัวเอง
 
โดยปกติเมื่อเราผ่านการศึกษาทางปรัชญาแล้ว "ความคิดทางปรัชญา" ที่ประทับใจเราจะไม่มีวันตายไปจากเรา เช่น ความคิดเรื่องธรรมชาติของเหตุผล อารมณ์ คุณค่าของชีวิต เสรีภาพ ความยุติธรรม ฯลฯ ส่วนทักษะทางปรัชญานั้นก็ไม่มีวันตายไปจากเรา เหมือนทักษะอื่นๆ เช่นการปั่นจักรยาน เป็นต้นที่จะตายไปพร้อมกับชีวิตเรา
 
ปัญหาอยู่ที่ว่า วิธีการเรียนการสอนปรัชญาในบ้านเรานำไปสู่การสร้าง "รอยประทับ" ของความคิดทางปรัชญาที่แจ่มชัดลงในห้วงคำนึง การคุ่นคิดอย่างลึกซึ้งของผู้เรียนหรือไม่ ทำให้ผู้เรียนมีทักษะทางปรัชญาที่สามารถนำไปใช้ "จับปลากินเอง" หรือไปจับประเด็นปัญหาซึ่งพบเห็นได้ในสังคม ในชีวิตประจำวันขึ้นมาวิเคราะห์วิพากษ์เชิงปรัชญาได้เพียงใด
 
รวมทั้งนักวิชาการในแวดวงปรัชญาได้ใช้ทักษะทางปรัชญามาทำความกระจ่างในปัญหาพื้นฐานต่างๆ ในทางสังคมการเมืองเป็นต้นอย่างไร คือถ้าเราทำให้ปรัชญามีชีวิต ปรัชญาก็จะไม่ตาย แต่ถ้าจำกัดพื้นที่ให้ปรัชญาอยู่แค่ในห้องเรียนแคบๆ เอาไว้เรียนกันตามที่พูดๆ กันว่า "ปรัชญามันต้องเรียนไม่รู้เรื่อง ถ้ารู้เรื่องก็ไม่ใช่ปรัชญา" ก็บอกได้เลยครับว่า ปรัชญาตายแน่ๆ (รีบจองศาลา เตรียมฌาปกิจได้เลย)
 
ทำไมปรัชญาทั้งส่วนที่เป็น "ความคิดทางปรัชญา" กับส่วนที่เป็น "ทักษะทางปรัชญา" จึงไม่ตายไปจากสังคมตะวันตก คงไม่ใช่เพียงเพราะว่าเขาเรียนกันทั้งระดับมัธยมและอุดมศึกษาเท่านั้น ที่สำคัญว่านั้นคือถ้าเราสังเกตจะเห็นว่า คนตะวันตกเขามี "character ทางปรัชญา" ที่ปรากฏออกมาในบุคลิกภาพของเขาตั้งแต่การมองความหมาย คุณค่าของชีวิต การเคารพสิทธิ เสรีภาพ ความเป็นตัวของตัวเอง อดทนต่อความเห็นต่าง มีความคิดเชิงวิพากษ์ ต้องการคำตอบปัญหาต่างๆ ที่อ้างอิงความรู้ ความเป็นเหตุเป็นผล ฯลฯ ซึ่งบุคลิกภาพเช่นนี้มันถูกวางรากฐานและมีพัฒนาการคลี่คลายมาเป็นพันๆ ปี อย่างน้อยก็ตั้งแต่ยุคภูมิปัญญากรีกเป็นต้นมาที่ส่งเสริมความเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งใช้เสรีภาพและเหตุผลของตนเองอย่างเต็มศักยภาพในการแสวงหาการมีชีวิตที่มีคุณค่า การสร้างหลักปรัชญา อุดมการณ์ และระบบสังคมการเมืองที่ยุติธรรม
 
ที่จริงปรัชญาไม่ควรจะตาย เพราะมีปัญหาให้ปรัชญาไปร่วมถกเถียงด้วยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่น โพสต์ในเฟซบุ๊กของ "ตี้" นิติพงษ์ ห่อนาค ที่ว่า
 
"แผ่นดินสยามครั้งที่ยังอยู่ในพระหัตถ์ปิยกษัตริย์ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว มีประปา เลิกทาสได้อย่างนิ่มนวล มีรถไฟพร้อมญี่ปุ่น ฯลฯ ต่อเมื่อแผ่นดินอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่คน เปลี่ยนมือกันไปมา ก็ก้าวหน้าตามที่เห็นแล อดคิดไม่ได้ว่า ถ้ายังไม่เปลี่ยนการปกครอง ป่านนี้อาจมี 6G ใช้แล้วก็ได้...กษัตริย์ไทย บารมีพระมากพ้น รำพันโดยแท้"
 
แค่โพสต์นี้ก็ชวนให้ถกเถียงทางปรัชญาได้มากมายเลยครับ ถ้าคนในวงวิชาการปรัชญามองเห็นจริงๆ ว่า ปรัชญายังมีคุณค่าต่อสังคม นำทักษะทางปรัชญามาร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนที่ถูกครอบงำ กดขี่ให้มากขึ้น ปรัชญาก็จะไม่ตาย!
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

บ้านเมืองไม่ใช่ของเรา: ดูการเมืองอเมริกันอย่างไรให้มันส์ ตอนที่ 3

Posted: 28 Oct 2012 05:08 AM PDT

มาคุยกันต่อกับ ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิจัยจากสถาบันพระปกเกล้า ถึงการเมืองอเมริกัน หลังการดีเบตรอบ 2 หรือรอบ Hall town ของว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 บารัค โอบามา กับคู่ท้าชิง มิค รอมนีย์ คะแนนสนับสนุนของทั้งสองฝั่งเริ่มสูสีกันมากขึ้น มาจับตาดูมลรัฐที่มักเป็นตัวชี้ขาดชัยชนะการเลือกตั้ง หรือที่เรียกว่า swing state ว่ามีมลรัฐไหนบ้าง และมาดูอินโฟกราฟฟิคสนุกๆ ทำนายทางเลือกของว่าที่ประธานาธิบดีทั้ง 2 คนว่าจะออกมาในรูปใดที่ http://elections.nytimes.com/2012/electoral-map?hp#scenario

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กมธ.สธ.สั่งกรมเจรจาฯ รับข้อห่วงใยผลกระทบเอฟทีกับอียูต่อการเข้าถึงยา

Posted: 28 Oct 2012 04:19 AM PDT

เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาเรื่องร้องเรียนของเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทยและภาคประชาสังคม 14 องค์กรที่ขอให้พิจารณาตรวจสอบกระบวนการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับด้านยา โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่า กระบวนการจัดทำความตกลงข้างต้นของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ขัดกับหลักเกณฑ์ว่าด้วยการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 หรือไม่ และได้มีการกำหนดกรอบการเจรจาในประเด็นที่จะมีลักษณะทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศคู่เจรจา อาทิ การขยายระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์ที่มีเงื่อนไขมากเกินไปกว่าข้อตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวพันกับการค้า (TRIPS) ขององค์การการค้าโลกซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว อาจทำให้เกิดการผูกขาดสินค้าประเภทเภสัชภัณฑ์ ประชาชนจำนวนมากจะไม่สามารถเข้าถึงยาที่มีสิทธิบัตรที่มีราคาสูงกว่ายาชื่อสามัญ (Generic Drugs) เพราะประเทศไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดซื้อยาดังกล่าวหรือไม่

ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการ อย. ได้ให้ความเห็นกับคณะกรรมาธิการระบุว่า ที่ผ่านมา อย.ได้ทำหนังสือชี้แจงข้อห่วงใยการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปโดยเฉพาะประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีความเกี่ยวพันกับยาและเวชภัณฑ์ไปยังกรมเจรจาฯ ว่าจะมีผลกระทบโดยตรงอย่างสูงและรุนแรงต่อประเทศชาติ ใน 3 ประเด็นหลักคือ การขยายเวลาการคุ้มครองสิทธิบัตร (Patent Term Extension), การผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity) และ มาตรการ ณ จุดผ่านแดน (Border Measure)

"เพราะจะทำให้การพัฒนายาชื่อสามัญในประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น อุตสาหกรรมยาชื่อสามัญในไทยจะถูกแช่แข็ง จะกระทบกับกลไกยืดหยุ่นในความตกลงทริปส์มิให้เกิดผลในทางปฏิบัติ จะมียาที่เป็นทางเลือกในการรักษาน้อยลง และจะกระทบการเข้าถึงยาของประชาชน เพราะมูลค่าการใช้จ่ายด้านยาอันเนื่องจากยาที่มีสิทธิบัตรนำเข้าจะยิ่งสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์จะยิ่งรุนแรงกว่าเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา จากเดิมยานำเข้ามีประมาณร้อยละ 32 แต่หลังการแก้ พรบ.สิทธิบัตร ปัจจุบันค่าใช้จ่ายจากยานำเข้าที่มีสิทธิบัตรคิดเป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 75"

ในเอกสารความยาว 8 หน้ากระดาษที่ อย.ได้มอบต่อ กมธ.สธ. ทาง อย.ได้รวบรวมข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆตลอดจนผลการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยสำนักวิจัยชั้นนำของประเทศซึ่งให้ข้อสรุปตรงกันว่า การยอมรับข้อตกลงที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์หรือทริปส์พลัส ประเทศชาติจะต้องพึ่งพายานำเข้าที่มีราคาแพงมาก และขาดความมั่นคงทางยาของประเทศในที่สุด เนื่องจากยาชื่อสามัญออกสู่ตลาดได้ช้าลง ส่งผลให้ประเทศชาติต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านยาเพิ่มขึ้น และทำให้ประชาชนเข้าถึงยายากขึ้น นอกจากนั้น ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยาสามัญในประเทศอีกด้วย อีกทั้งยังต้องให้สิทธิเหล่านี้กับประเทศสมาชิกขององค์การการค้าโลกทั้งหมด ซึ่งจะไม่เพียงแค่การเจรจาทวิภาคีกับสหภาพยุโรปเท่านั้น

นางอัจฉิมา ธนสมบัติ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ก็ได้ชี้แจงกับ กมธ.สาธารณสุขเช่นเดียวกันว่า หากประเทศจะต้องยอมรับทริปส์พลัสตามข้อเสนอของกรมเจรจาฯ จะต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทางด้านนายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวว่า ภาคประชาสังคมไม่ได้ค้านการเจรจาเอฟทีเอ แต่ต้องการเห็นการเจรจาการค้าที่ประเทศได้ประโยชน์อย่างแท้จริง และไม่ก่อให้เกิดผลผลกระทบถึงประชาชนและสังคมอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเยียวยาได้ จึงขอให้คณะกรรมาธิการช่วยติดตามเพื่อให้กระบวนการจัดทำเป็นไปอย่างเปิดเผยโปร่งใส

ขณะที่นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ รองอธิบดีกรมเจรจาฯ ชี้แจงว่า ขณะนี้ขั้นตอนยังอยู่ในฝ่ายบริหาร ที่ผ่านมาไม่ได้มีการแสดงความผูกพันใดๆกับสหภาพยุโรป เป็นเพียงการคุยกันไปมาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขคนที่ 1 ซึ่งขณะนี้มีชื่อจะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข สรุปว่า แม้ขณะนี้การจัดทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปยังอยู่ในส่วนของฝ่ายบริหาร แต่การที่กรมเจรจาการค้าฯตั้งท่าทีเมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมาเสนอให้รับทริปส์พลัสได้นั้นจะกระทบทั้งการเข้าถึงยาและอุตสาหกรรมยาในประเทศ ประเด็นจึงอยู่ที่การมีส่วนร่วมเพื่อทำร่างกรอบเจรจาและท่าทีของประเทศ ดังนั้น จึงขอให้ฝ่ายนโยบาย และฝ่ายราชการที่นำนโยบายไปปฏิบัติให้รับเอาข้อห่วงใยทั้งของผู้ร้องเรียนและนักวิชาการ 84 คนที่มีถึงนายกรัฐมนตรีไปประกอบการทำร่างกรอบเจรจาก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 3

Posted: 28 Oct 2012 03:59 AM PDT

โปรดเกล้าฯ ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 แล้ว "ปลอดประสพ" นั่งรองนายกฯ "พงศ์เทพ" รองนายกฯควบ รมว.ศธ. "จารุพงศ์" คุมมหาดไทย "ณัฐวุฒิ" นั่งรมช.พาณิชย์



28 ต.ค. 55 - เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานว่าราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ครม.ยิ่งลักษณ์3) ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีตามประกาศลงวันที่ 5 ส.ค. 2554 และแต่งตั้งรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการแผ่นดินตามประกาศลงวันที่ 9 ส.ค. 2554  และประกาศครั้งสุดท้ายลงวันที่ 18 ม.ค. 2555 นั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลว่า ได้มีรัฐมนตรีลาออกบางตำแหน่ง สมควรปรับปรุงรัฐมนตรีบางตำแหน่ง เพื่อความเหมาะสมและบังเกิดประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 171 และมาตรา 183 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีและแต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

1.พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

2.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

3.นางนลินี ทวีสิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

4.นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.คลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

5.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

6.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

7.พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

8.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

9.นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รมว.พลังงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

10.นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

11.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

12.นายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

13.นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

14.นางสุกุมล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

15.นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

16.นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

17.นายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

18.นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุขพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

19.นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุขพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

20.ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รมว.อุตสาหกรรมพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

 

ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

1.นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง

2.นายปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นรองนายกรัฐมนตรี

3.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ

4.นายวราเทพ รัตนากร เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

5.น.ส.ศันสนีย์ นาคพงศ์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

6.นายยุคล ลิ้มแหลมทอง เป็นรมว.เกษตรและสหกรณ์

7.นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์

8.นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร เป็นรมช.เกษตรและสหกรณ์

9.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรมว.คมนาคม

10.พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต เป็นรมช.คมนาคม

11.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เป็นรมช.คมนาคม

12.นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล เป็นรมว.พลังงาน

13.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรมช.พาณิชย์

14.นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นรมว.มหาดไทย

15พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก เป็นรมช.มหาดไทย

16.นายประชา ประสพดี เป็นรมช.มหาดไทย

17.นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นรมว.วัฒนธรรม

18.นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

19.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช เป็นรมช.ศึกษาธิการ

20.นายประดิษฐ สินธวณรงค์ เป็นรมว.สาธารณสุข

21.นายชลน่าน ศรีแก้ว เป็นรมช.สาธารณสุข

22.นายประเสริฐ บุญชัยสุข เป็นรมว.อุตสาหกรรม

23.นายฐานิสร์ เทียนทอง เป็นรมช.อุตสาหกรรม

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 27 ต.ค. 2555 เป็นปีที่ 67 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สองฝ่ายในซีเรียละเมิดข้อตกลงหยุดยิงช่วงวันอีด

Posted: 28 Oct 2012 03:23 AM PDT

หลังรัฐบาลประกาศยอมรับข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวในช่วงวันอีดซึ่งเสนอโดยสหประชาชาติ แต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายก็กลับมาปะทะกันโดยต่างอ้างว่าอีกฝ่ายเริ่มต้นใช้ความรุนแรงก่อน ผู้นำศาสนาในพิธีฮัจญ์เทศนาให้ชาวอาหรับและชาวมุสลิมช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่



 

28 ต.ค. 2012 - สำนักข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่าเหตุการณ์ความรุนแรงในซีเรียยังคงดำเนินต่อไปแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศสงบศึกชั่วคราวเนื่องในวันอีดอัฎฮาแล้วก็ตาม

กองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเปิดเผยว่ารัฐบาลได้ระดมยิงอาวุธหนักใส่ในหลายพื้นที่ของเมืองใหญ่ นักกิจกรรมในเมืองดิแอร์ อัล-ซอร์, เขตของชานเมืองของดามาสกัสและในอเล็ปโป ที่กลุ่มกบฏครอบครองพื้นที่โดยมากได้อยู่ บอกว่ามีการยิงปืนครกใส่เขตที่อยู่อาศัยของประชาชนเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์

การยิงวัตถุระเบิดดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 2 ของการประกาศสงบศึกโดยผู้แทนพิเศษ ลัคห์ดาร์ บราฮิมี ที่หวังว่าการหยุดยิงชั่วคราวในครั้งนี้จะช่วยปูแนวทางไปสู่การหยุดยั้งความขัดแย้งที่ดำเนินมาตลอด 19 เดือน ที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลให้ข้อมูลว่ามีคนเสียชีวิตไปแล้วทั้งหมด 32,000 คน

รายงานข่าวระบุว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็ละเมิดสัญญาหยุดยิงหลังจากที่ประเทศซีเรียอยู่ในความสงบช่วงวันอีดวันแรก

"กองกำลังรัฐบาลเริ่มยิงปืนครกเมื่อช่วง 7 นาฬิกาตอนเช้า มีการระเบิดเกิดขึ้นนับได้ 15 ครั้ง และเราก็ทราบว่ามีประชาชน 2 รายเสียชีวิต" โมฮัมเม็ด โดวมานี นักกิจกรรมจากเขตชานเมืองโดวมาของกรุงดามาสกัสกล่าว เขตโดวมาเป็นเขตที่มีฐานทัพของฝ่ายกบฏอยู่

"ในตอนนี้ผมไม่เห็นความแตกต่างระหว่างก่อนประกาศหยุดยิงและหลังประกาศหยุดยิงเลย" โดวมานีกล่าว


ข้ออ้างจากทั้งสองฝ่าย

ทางด้านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลซีเรียรายงานว่า 'กลุ่มก่อการร้าย' ได้วางระเบิดรถยนต์บนถนนหลักของดิแอร์ อัล-ซอร์

ผู้ประกาศข่าวช่องรัฐบาลซีเรียรายงานว่า "กลุ่มผู้ก่อการร้ายได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงอีกครั้งโดยการวางระเบิดรถยนต์หน้าโบสท์ซีแรค ในดิแอร์ อัล-ซอร์ สร้างความเสียหายต่อด้านหน้าของโบสท์"

นักกิจกรรมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ก่อเหตุ ขณะที่แหล่งข่าวของกองกำลังกบฏ FSA บอกว่าสมาชิกของตน 4 รายเสียชีวิตจากเหตุระเบิดดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ทั้งฝ่ายรัฐบาลซีเรียและฝ่ายกบฏต่างก็ยอมรับข้อตกลงสงบศึกชั่วคราวในช่วงวันอีด 4 วัน แต่ก็ยังขอใช้สิทธิในการตอบโต้การโจมตีจากฝ่ายตกข้าม

กองทัพรัฐบาลซีเรียอ้างว่าพวกเขาตอบโต้การโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยผู้นำเหล่าทัพบอกว่า 'ผู้ก่อการร้าย' ได้ละเมิดการหยุดยิงโดยการยิงมาที่จุดตรวจ และใช้อาวุธระเบิดกับสารวัตรทหารที่ตรวจการอยู่ในอเล็ปโป

แต่ทางด้านผู้บัญชาการฝ่ายกบฏก็บอกว่าตนไม่ได้เป็นผู้ละเมิดสัญญาหลุดยิง แต่กระทำการไปเพื่อเป็นการป้องกันตัว

"ผมอยู่ในแนวหน้าหลายที่เมื่อวานนี้ กองทัพรัฐบาลไม่ยอมหยุดใช้อาวุธหนักยิงถล่ม" อับเดล แจบบาร์ อัล-โอคาดี ผู้นำกองกำลังฝ่ายกบฏในเมืองอเล็ปโปกล่าว "ภารกิจของพวกเราคือการปกป้องผู้คน ไม่ใช่ฝ่ายเราที่เป็นฝ่ายโจมตี"

นอกจากนี้สื่อฝ่ายรัฐบาลยังได้รายงานเรื่องเหตุระเบิดรถยนต์เมื่อวันศุกร์ (26) ที่ผ่านมา แรงระเบิดส่งผลกระทบกับย่านที่พักอาศัยโดยรอบที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและครอบครัวอาศัยอยู่ เป็นเหตุให้มีอย่างน้อย 8 คนเสียชีวิต


อิหม่ามในพิธีฮัจญ์เรียกร้องให้ชาวอาหรับและชาวมุสลิมช่วยเหลือผู้ถูกกดขี่

อิหม่ามประจำมหามัสยิดกรุงเมกกะที่มีผู้คนหลายล้านคนได้เข้าร่วมพิธีฮัจญ์ได้เรียกร้องให้ชาวอาหรับและชาวมุสลิมดำเนินการโดยด่วนตามแนวทางที่เป็นไปได้เพื่อยับยั้งการนองเลือดในซีเรีย

"โลกควรมีส่วนรับผิดชอบต่อหายนะที่สาหัสและยาวนานในซีเรีย และความรับผิดชอบที่ว่านั้นควรจะมีมากกว่าในหมู่ชาวอาหรับและชาวมุสลิม ผู้ที่ควรเรียกร้องให้ทุกคนสนับสนุนให้ผู้ที่ถูกกดขี่ต่อต้านผู้กดขี่" ชีค ซาเลห์ โมฮัมเม็ด อัล-ทาเลบ กล่าวในช่วงเทศน์วันอีด

"การแก้ไขปัญหานี้ควรเป็นไปอย่างเร่งด่วยและทำตามแนวทางที่เป็นไปได้ เนื่องจากผู้กดขี่นับวันยิ่งจะโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ"


ที่มา:

Syria fighting rages despite truce deal, Aljazeera, 27-10-2012
http://www.aljazeera.com/news/middleeast/2012/10/201210278422871248.html

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 21 - 27 ต.ค. 2555

Posted: 28 Oct 2012 03:03 AM PDT

กรอ.เล็งเสนอนายกฯ พิจารณาชะลอค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

วันที่ 20 ต.ค. นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ.สัญจร ในวันพรุ่งนี้ ที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ภาคเอกชนจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ทั่วประเทศ ซึ่งจะบังคับใช้ในวันที่ 1 ม.ค. ปี 2556 ในส่วน 70 จังหวัดที่เหลือออกไปก่อน โดยให้คงค่าจ้างขั้นต่ำไว้จนถึงปี 2558 หลังจากนั้น จะขอให้มีการพิจารณาปล่อยให้ค่าแรงเป็นไปตามกลไกตลาด โดยให้แต่ละพื้นที่มีการแข่งขันกันเองอย่างเสรี

ทั้งนี้ การกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ควรให้แก่แรงงานที่จบการศึกษาขั้นต่ำประถมศึกษาปีที่ 4 ขึ้นไป เพื่อให้แรงงานพัฒนาด้านการศึกษาไม่ใช่ให้เป็นการทั่วไป และขอให้รัฐบาลหามาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงนำร่องไปแล้วด้วย เนื่องจากแบกรับภาระไม่ไหว อีกทั้ง ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันต่ำลง

 อย่างไรก็ตาม นายสมมาต คาดว่า ในปีหน้าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มพบความยากลำบาก จากปัญหาเศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ทำให้การหาตลาดยากขึ้น หากมีภาระค่าแรงเข้ามาเพิ่มก็จะยิ่งซ้ำเติมให้ขีดความสามารถทางการแข่งขัน ต่ำลง

(มติชน, 21-10-2555)

 

ก.​แรงงานชี้ 5 ​เดือน​ผู้ประกันตนขอรับ​เงินว่างงานทะลุ 2 ​แสนคน

กองวิจัยตลาด​แรงงาน กรม​การจัดหางาน กระทรวง​แรงงาน ​เผยตัว​เลข​ผู้ประกันตนที่ขึ้นทะ​เบียนขอรับประ​โยชน์ทด​แทนกรณีว่างงาน ตั้ง​แต่​เดือนพฤษภาคม ​ถึง กันยายนที่ผ่านมาพบว่ามี​ผู้ขอ​ใช้สิทธิ​แล้ว 2 ​แสนคน ​แบ่ง​เป็น​การลาออกจากงาน​เอง 1.79 ​แสนคน ​และถูก​เลิกจ้าง 2.7 หมื่นคน ​ทั้งนี้ข้อมูลพบว่า ​แรงงานอุตสาหกรรมที่มี​ผู้ประกันตนลาออก​และถูก​เลิกจ้างมากที่สุด 5 อันดับ​แรก ประกอบด้วย

1. อุตสาหกรรม​การผลิต มี​ผู้ขอรับประ​โยชน์ทด​แทนกรณีว่างงาน 7.9 หมื่นคน ​แบ่ง​เป็น ​การลาออก​เอง 6.7 หมื่นคน ​และถูก​เลิกจ้าง 1.2 หมื่นคน

2. อุตสาหกรรม​การขายส่ง ​การขายปลีก ​การซ่อมยานยนต์​และรถจักรยานยนต์ มี​ผู้ขอรับประ​โยชน์ทด​แทนกรณีว่างงาน 4 หมื่นคน ​แยก​เป็น ลาออก​เอง 3.6 หมื่นคน ​และถูก​เลิกจ้าง 3,898 คน

3. อุตสาหกรรมที่พัก​แรม​และบริ​การด้านอาหาร มี​ผู้ขอรับประ​โยชน์ทด​แทนกรณีว่างงาน 1.4 หมื่นคน ​แบ่ง​เป็น ลาออก​เอง 1.2 หมื่นคน ​และถูก​เลิกจ้าง 2,341 คน

4. กิจกรรม​การบริหาร​และบริ​การสนับสนุนอื่นๆ มี​ผู้ขอรับประ​โยชน์ทด​แทนกรณีว่างงาน 1.3 หมื่นคน ​แยก​เป็น​การลาออก​เอง 1.1 หมื่นคน ​และถูก​เลิกจ้าง 1,436 คน

5. ​การก่อสร้าง มี​ผู้ขอรับประ​โยชน์ทด​แทนกรณีว่างงาน 9,980 คน ​แบ่ง​เป็น ​การลาออก​เอง 7,536 คน ​และถูก​เลิกจ้าง 2,444 คน

ส่วนสา​เหตุ​การลาออกจากงาน อาทิ ​การ​เปลี่ยนงาน ​ไปประกอบธุรกิจส่วนตัว ดู​แลคน​ในครอบครัว ​และหมดสัญญาจ้าง

(อินโฟร์เควสท์, 22-10-2555)

 

ครม.เห็นชอบให้ข้าราชการบวชไม่ถือเป็นวันลา

นางสุกุมล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ครม.ได้เห็นชอบให้ข้าราชการลาอุปสมบท ในโครงการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2555 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 12 สิงหาคม 2555 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 28 กรกฎาคม 2555 โดยไม่ถือเป็นวันลาตามที่ กรมการศาสนา(ศน.) กระทรงวัฒนธรรม(วธ.) เสนอ

นางสุกุมล กล่าวต่อไปว่า สำหรับการใช้สิทธิการลาดังกล่าว กำหนดระยะเวลาอุปสมบทไม่เกิน 15 วัน โดยให้สิทธิแก่ข้าราชการ (ยกเว้นข้าราชการการเมือง และข้าราชการส่วนท้องถิ่น) พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจที่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการมาแล้ว

สามารถลาอุปสมบทเพื่อเฉลิมพระเกียรติตามมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ได้อีก ส่วนผู้ที่ไม่เคยลาอุปสมบทระหว่างรับราชการ หากได้ลาอุปสมบทเพื่อเฉลิมพระเกียรติในครั้งนี้แล้ว จะไม่กระทบสิทธิในการลาอุปสมบทในอนาคต นอกจากนี้ การใช้สิทธิตามมติคณะรัฐมนตรี ผู้ลาจะต้องเข้าร่วมอุปสมบทในโครงการที่ส่วนราชการ หน่วยงานภาครัฐ

หรือภาคเอกชนจัดขึ้นเป็นโครงการอย่างชัดเจน หากอุปสมบทเป็นเอกเทศ โดยไม่ได้เข้าร่วมโครงการ จะไม่ได้รับสิทธิในการลาดังกล่าว
"กิจกรรมโครงการนี้ เราจะจัดพร้อมกันในเดือน ธันวาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ข้าราชการได้มีโอกาสบำเพ็ญคุณงามความดี เพื่อถวายเป็น พระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ด้วยการอุปสมบทเฉลิมพระเกียรติ และเพื่อเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนในการทำความดีที่สำคัญผู้เข้าร่วมอุปสมบทจะ ได้รับการอบรมตามหลักสูตรศาสนาศึกษา สำหรับผู้บวชระยะสั้นตามที่กรมการศาสนาหรือคณะสงฆ์กำหนดด้วย"รมว.วัฒนธรรม กล่าว

(เนชั่นทันข่าว, 22-10-2555)

 

นำร่องศูนย์ฝึกภาษา 27 แห่ง แห่เข้าอบรมกว่า 2.5 พันคน

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านภาษาต่างประเทศให้แก่นัก เรียน นักศึกษา และแรงงานไทย เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งกระทรวงแรงงานร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าขณะนี้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ได้ร่วมกับสถานศึกษาสังกัด ศธ.จัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้นแล้วในสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค (สพภ.) และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.) จำนวน 27 แห่งทั่วประเทศ เช่น นนทบุรี สุพรรณบุรี มหาสารคาม อุบลราชธานี

นพ.สมเกียรติกล่าวว่า ขณะนี้มีสถานศึกษาสังกัด ศธ.เข้าร่วมเป็นศูนย์อบรมย่อย จำนวน 50 แห่ง และได้จัดทำหลักสูตรอบรมด้านภาษา เช่น ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ภาษาอังกฤษเพื่อการบริการและการขาย ภาษาอังกฤษเพื่อการนวด ภาษาจีนเพื่อการทำงาน ภาษาพม่าเพื่อการสื่อสาร โดยตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับการอบรมแล้ว จำนวน 2,576 คน

"ได้ให้ กพร.ขยายการจัดตั้งศูนย์อบรมด้านภาษาต่างประเทศให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่ว ประเทศภายในปีนี้ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่มีนโยบายต้องการเร่งพัฒนาทักษะด้านภาษา ต่างประเทศและภาษาอาเซียนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และแรงงานไทยในสาขาต่างๆ เนื่องจากปัจจุบันคนไทยมีจุดอ่อนในเรื่องนี้" นพ.สมเกียรติกล่าว

(ประชาชาติธุรกิจ, 23-10-2555)

 

ส.อ.ท.เลิกชง กรอ.ชะลอค่าแรง 300 บาท โดน สศช.เบรกแถมแกนนำเห็นต่าง

นายสมมาต ขุนเศษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ไม่สามารถเสนอให้ชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันที่เหลือ 70 จังหวัดที่จะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2556 ในเวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นประธานที่เกาะสมุยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา เนื่องจากตัวแทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ขอให้ไปหารือกับนายกรัฐมนตรีในเวทีอื่นแยกออกไป

"ถ้าเป็นเวทีอื่น ส.อ.ท.คงแค่ยื่นเรื่องเสนอ หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีคงให้กระทรวงแรงงานไปดูแล แน่นอนว่ากระทรวงแรงงานจะเดินหน้าขึ้นค่าแรงต่อไป เรื่องนี้ ส.อ.ท.ทำดีที่สุดแล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม หรือเอสเอ็มอี คงต้องทำใจและดูแลตัวเองต่อไป" นายสมมาตกล่าว

นายสมมาตกล่าวว่า ทั้งนี้ ช่วงไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) ของปี 2556 คาดว่าจะเห็นผลชัดเจนขึ้นจากผลกระทบค่าแรง เพราะจะส่งผลถึงราคาวัตถุดิบ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังมีผลจากเศรษฐกิจโลกที่ยังถดถอยโดยเฉพาะสหภาพยุโรป อาจทำให้เอสเอ็มอีต้องทยอยปิดกิจการลง และค่าแรงยังมีผลต่อจิตวิทยาทำให้ราคาสินค้าปลายทางขยับตามอย่างเลี่ยงไม่ ได้ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเพราะค่าครองชีพจะสูงกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งดูแลเพราะมาตรการที่ระบุว่าจะช่วยเหลือเอสเอ็มอียัง ไม่เป็นรูปธรรม

รายงานข่าวจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ประจำเดือนตุลาคม แจ้งว่า ในการประชุมที่ผ่านมาได้พิจารณาวาระค่าแรงเพื่อกลั่นกรองก่อนเสนอกรอ.ซึ่งมี ตัวแทนจาก สศช.เข้าหารือด้วย โดย สศช.ได้ขอให้กกร.เสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการส่วนตัวกับนายกรัฐมนตรีเพราะเห็น ว่าเป็นเรื่องใหญ่ควรหารือกันนอกรอบก่อน ไม่ควรเสนอเข้า กรอ.ทันที ขณะเดียวกันทาง ส.อ.ท.เองยังมีความเห็นที่ต่างกันเพราะระดับแกนนำใน ส.อ.ท.ต่างเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าแรง ทำให้ไม่มีการผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง

(มติชน, 23-10-2555)

 

มทร.พระนคร อุ้มพนักงานมหาวิทยาลัย ปรับ​เงิน​เดือน-สวัสดิ​การ ​เทียบ​เท่าข้าราช​การ

รศ.ดวงสุดา ​เต​โชติรส อธิ​การบดี มหาวิทยาลัย​เทค​โน​โลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พระนคร) ​เปิด​เผยว่า จากผล​การประชุมคณะกรรม​การบริหารงานบุคคลสำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย มทร.พระนคร ครั้งที่ 4 /2555 ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติอนุมัติร่างประกาศคณะกรรม​การบริหารงานบุคคลสำหรับพนักงาน มหาวิทยาลัย มทร.พระนคร มีผลคับ​ใช้ตั้งวันที่ 1 ตุลาคม 2555 จำนวน 2 ​เรื่อง คือ ​เรื่องหลัก​เกณฑ์​และวิธี​การประ​เมินผล​การปฏิบัติงาน​เพื่อ​เลื่อนค่าตอบ ​แทนพนักงานมหาวิทยาลัย ​และ​เรื่องหลัก​เกณฑ์​และวิธี​การ​เลื่อนค่าตอบ​แทนพนักงานมหาวิทยาลัย ส่งผล​ให้​การปรับ​โครงสร้าง​เงิน​เดือน​เท่า​เทียมกับข้าราช​การ

รศ.ดวงสุดา กล่าวว่า นอกจากนี้จาก​การอนุมัติร่างประกาศดังกล่าว ยังสะท้อน​ให้​เห็นว่า มทร.พระนคร ดู​แลพนักงานมหาวิทยาลัย​ไม่น้อย​ไปกว่าข้าราช​การ ขณะนี้​ได้​เร่งปรับลูกจ้างชั่วคราว​ให้​เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ​เพื่อลด​ความ​เหลื่อมล้ำระหว่างพนักงานมหาวิทยาลัย ข้าราช​การ ​และลูกจ้างชั่วคราว​ในสถาบัน​การศึกษา ที่สำคัญคณะกรรม​การสวัสดิ​การภาย​ใน มทร.พระนคร ยัง​ได้จัดสวัสดิ​การ​ให้พนักงานมหาวิทยาลัย 2 ประ​เภท คือ 1.ประ​เภทสวัสดิ​การสง​เคราะห์ ​ได้​แก่ กรณีสมรส กรณีคลอดบุตร กรณี​เจ็บป่วย กรณี​ถึง​แก่กรรม ส่วนประ​เภทที่ 2 กรณีจัดกิจกรรม ​หรือสวัสดิ​การประ​เภทอื่น ​ได้​แก่ กรณีประสบภัยจาก​การปฏิบัติงาน ​และ​เกิด​ความ​เสียหายร้าย​แรงต่อร่างกาย กรณีสนับสนุนค่า​เชื้อ​เพลิง​ใน​การ​เดินทาง​ไปร่วมพิธีศพ กรณีสนับสนุน​ใน​การตรวจสุขภาพประจำปี กรณีสนับสนุนค่าประกันภัยอุบัติ​เหตุสำหรับบุคลากร ​และยัง​ให้​ความช่วย​เหลือบุคลากรที่ประสบปัญหาอุทกภัยด้วย

"พนักงานมหาวิทยาลัย​เป็นส่วนสำคัญ​ใน​การผลักดัน มทร.พระนคร​ให้มีคุณภาพ ​โดยที่ผ่านมา​ผู้บริหาร มทร.พระนคร ห่วง​ใย ​เอา​ใจ​ใส่สวัสดิ​การของบุคลากรทุกคน รวม​ทั้ง​ได้ปรับ​เงิน​เดือน​ให้​ผู้ที่จบ​การศึกษาปริญญาตรี 15,000 บาท ​เพื่อ​ให้บุคลากรของ มทร.พระนครมีขวัญ​และกำลัง​ใจ​ใน​การ​ทำงาน ​จึงขอ​เชิญชวน​ให้บุคลากรที่มีสิทธิ​ในสวัสดิ​การดังกล่าวมา​ใช้สิทธิอย่าง ​เต็มที่ ​เพราะ​เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัย​เทค​โน​โลยีราชมงคลพระนครจัด​ไว้​ให้​ แล้ว"รศ.ดวงสุดา กล่าว

(แนวหน้า, 23-10-2555)

 

กพร.ตั้งเป้าผลิตแรงงานกว่า 3 แสนคน

นายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีส่งมอบกำลังแรงงานคุณภาพให้แก่สถานประกอบการใน จังหวัดอุบลราชธานีใน 3 สาขาจำนวน 39 คน แบ่งเป็นสาขาช่างซอมรถยนต์ สาขาเครื่องมือช่างกลและสาขาช่างสีอุตสาหกรรมว่า กพร.ได้ให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค(สพภ.)และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.)พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานตามโครงการระบบประกันคุณภาพการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกิจการและ เพิ่มผลิตภาพแรงงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้น ต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทั้งนี้ กพร.ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งผู้ที่จบม.3 ปวช. ปวส.ที่ว่างงานตลอดทั้งปี โดยตั้งเป้าหมายจะพัฒนาให้ได้ประมาณ 3 แสนคน ภายใต้งบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท ทั้งนี้ เยาวชนและผู้ว่างงานที่สนใจสมัครเข้าอบรมได้ที่สพภ.และศฝจ.ทุกแห่ง
อธิบดีกพร. กล่าวอีกว่า ผู้ที่เข้าอบรมจะได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือด้านช่างในสาขาที่สมัครเข้าอบรม และทักษะภาษาอังกฤษ รวมถึงอบรม 9 พฤติกรรมสู่ความสำเร็จ เช่น ความอดทน ซื่อสัตย์ มีวินัยโดยใช้เวลาอบรมและฝึกงานในสถานประกอบการรวมประมาณ 15 เดือน เมื่อจบหลักสูตรอบรมแล้ว สถานประกอบการจะรับผู้ผ่านการอบรมเข้าทำงานโดยได้รับค่าจ้างมากกว่าวันละ 300 บาท นอกจากนี้ กพร.จะร่วมกับผู้ประกอบการต่างๆในการฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่แรงงานที่ ทำงานอยู่ในสถานประกอบการต่างๆจำนวน 3 ล้านคนโดยใช้สถานประกอบการเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้วย

"เชื่อว่าโครงการระบบประกันคุณภาพการพัฒนาฝีมือแรงงาน จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสาขาต่างๆในภาพรวมของประเทศได้ หลังจากนี้กพร.จะขยายผลโครงการนี้โดยขอให้กรมการจัดหางาน(กกจ.)ซึ่งจัดงาน นัดพบแรงงานในจังหวัดต่างๆเป็นประจำทุกเดือน ช่วยสำรวจปัญหาความขาดแคลนแรงงานของสถานประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ต่างๆ เมื่อมีข้อมูลในเรื่องนี้แล้วกพร. จะได้เร่งฝึกอบรมแรงงานป้อนให้แก่สถานประกอบการโดยในส่วนของปัญหาการขาดแคลน แรงงานสาขาก่อสร้างนั้น กพร.จะนัดประชุมร่วมกับสมาคมผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อจะได้รู้ถึงความต้องการ ด้านแรงงานที่แท้จริง รวมทั้งประสานกับกกจ.ให้จัดงานนัดพบแรงงานโดยเน้นสาขาช่างก่อสร้างด้วย" นายนคร กล่าว

(เนชั่นทันข่าว, 24-10-2555)

 

ชลบุรีจัดทำโครงการศูนย์กำลังคนด้านแรงงาน แก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคน

เมื่อเร็วๆนี้ นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการศูนย์ข้อมูลกำลังคนด้านแรงงานจังหวัดชลบุรี ณ ห้องประชุมพระพิพิธโภไคย ศาลากลางจังหวัดชลบุรี ตามที่จังหวัดชลบุรี ได้จัดทำศูนย์กำลังคนด้านแรง ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกระทรวงแรงงาน สถาบันการศึกษา สมาคมบริหารงานบุคคลภาคตะวันออก รวมถึงสถานประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ของจังหวัดชลบุรี โดยจัดหางานจังหวัดชลบุรี ได้เชิญผู้ประกอบการกว่า 70 แห่ง มาเปิดรับสมัครงานกว่า 5,000 อัตรา

นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า จังหวัดชลบุรี ได้จัดทำโครงการศูนย์กำลังคนด้านแรงงาน (CHONBURI LABOUR BANK) ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานกระทรวงแรงงาน สถาบันการศึกษา สมาคมบริหารงานบุคคลภาคตะวันออก รวมถึงสถานประกอบการในกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ของจังหวัดชลบุรี ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงแรมและบริการ และกลุ่มโลจิสติกส์

เนื่องจากจังหวัดชลบุรี รวมถึงจังหวัดเขตรอยต่อโดยรอบ มีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หลายแห่ง เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีความต้องการแรงงานจำนวนมากหลายประเภท มีการหลั่งไหลของแรงงานจากทั่วทุกภูมิภาคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาทำงานและประกอบอาชีพในภาคอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การท่องเที่ยวและภาคเกษตรกรรม ความต้องการกำลังแรงงานจำนวนมากทำให้เกิดการแข่งขันด้านแรงงานสูง สถานประกอบการต่างๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในแต่ละปีสูงมากเพื่อการสรรหาแรงงาน กาจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงานเถื่อนเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ ที่จะช่วยแก้ปัญหาแรงงานระยะยาวและเป็น Chonburi Model อีกด้วย

ศูนย์กำลังคนด้านแรงงานจังหวัดชลบุรี เป็นแนวทางการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคน ซึ่งเกิดจากปัญหาการผลิตแรงงานไม่เพียงพอ และคุณภาพกำลังคนไม่ตรองกับความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงนโยบาย การจัดทำฐานข้อมูลกำลังคนเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยแบ่งเบาปัญหาดังกล่าว และเป็นหนทางในการเสนอแนะการพัฒนากำลังคนให้มีประสิทธิภาพ โดยความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานด้านการศึกษา และผู้มีส่วนได้เสีย การจัดเก็บข้อมูลความต้องการแรงงานจากสถานประกอบการ นายจ้าง นักบริหารงานบุคคล หน่วยงานบริการจัดหางาน ผ่านช่องทาง Website http//:www.cld.go.th หลังจากนั้นผู้จัดการข้อมูลทำหน้าที่จัดเก็บ จำแนก ประมวลผล และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ในการพัฒนากำลังคนของจังหวัดต่อไป

(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 24-10-2555)

 

จัดหางานย​โสธร​เตือนระวัง มา​เลย์จ้าง​แรงงานหญิง​แต่งงาน

นายปรีชา อินทรชาธร จัดหางานจังหวัดย​โสธร ​เปิด​เผยว่า สำนักงาน​แรงงาน​ในมา​เล​เซีย​แจ้งข้อมูล​เกี่ยวกับ​การร้องทุกข์ของ​แรงงาน หญิง​ไทยที่​เดินทาง​ไป​ทำงาน​ในประ​เทศมา​เล​เซีย ​โดยบริษัทนายจ้าง​ในประ​เทศมา​เล​เซียมี​การจ้าง​แรงงานหญิง​ไทยด้วย​การ​ เสนอ​ให้​แต่งงานกับ​ผู้ประกอบ​การ ​หรือ​เจ้าของบริษัท มี​การวาง​เงินสินสอด​ให้ครอบครัวของ​แรงงานหญิง​ไทย​และมี​การ​ทำสัญญากัน​ เป็นลายลักษณ์อักษร​เกี่ยวกับ​เงื่อน​ไข​ใน​การ​ทำงาน พร้อม​ทั้งจัด​ทำ​ใบอนุญาต​ทำงาน​ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ​แต่​เนื่องจาก​เจ้าของบริษัทมีภรรยาอยู่ก่อน​แล้วหลายคน ตามหลัก​การของศาสนาอิสลาม​ผู้ชายจะสามารถสมรสกับสตรี​ได้​ไม่​เกิน 4 คน ​ทำ​ให้หญิง​ไทย​ไม่สามารถ​ทำ​ใจยอมรับ​ได้​จึง​เดินทางกลับประ​เทศ​ไทย

สำนักงานจัดหางาน จ.ย​โสธร ​จึงขอประชาสัมพันธ์​ให้​แรงงานหญิง​ไทยที่จะ​เดินทาง​ไป​ทำงาน​ในมา​เล​ เซียตรวจสอบข้อมูล​ให้​แน่ชัดก่อนตัดสิน​ใจ​เดินทาง​ไป​ทำงาน​ในลักษณะดัง กล่าว หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อสอบถามรายละ​เอียด​เพิ่ม​เติม​ได้ที่ สำนักงานจัดหางาน จ.ย​โสธร ​โทรศัพท์หมาย​เลข 0-4572-2057

(แนวหน้า, 24-10-2555)

 

กพร.ตั้งเป้าผลิตแรงงานกว่า 3 แสนคน

นายนคร ศิลปอาชา อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีส่งมอบกำลังแรงงานคุณภาพให้แก่สถานประกอบการใน จังหวัดอุบลราชธานีใน 3 สาขาจำนวน 39 คน แบ่งเป็นสาขาช่างซอมรถยนต์ สาขาเครื่องมือช่างกลและสาขาช่างสีอุตสาหกรรมว่า กพร.ได้ให้สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานภาค(สพภ.)และศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด (ศพจ.)พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานตามโครงการระบบประกันคุณภาพการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อผลิตแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกิจการและ เพิ่มผลิตภาพแรงงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการปรับขึ้นค่าจ้างขั้น ต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทั้งนี้ กพร.ตั้งเป้าหมายจะพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้แก่ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งผู้ที่จบม.3 ปวช. ปวส.ที่ว่างงานตลอดทั้งปี โดยตั้งเป้าหมายจะพัฒนาให้ได้ประมาณ 3 แสนคน ภายใต้งบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท ทั้งนี้ เยาวชนและผู้ว่างงานที่สนใจสมัครเข้าอบรมได้ที่สพภ.และศฝจ.ทุกแห่ง
อธิบดีกพร. กล่าวอีกว่า ผู้ที่เข้าอบรมจะได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือด้านช่างในสาขาที่สมัครเข้าอบรม และทักษะภาษาอังกฤษ รวมถึงอบรม 9 พฤติกรรมสู่ความสำเร็จ เช่น ความอดทน ซื่อสัตย์ มีวินัยโดยใช้เวลาอบรมและฝึกงานในสถานประกอบการรวมประมาณ 15 เดือน เมื่อจบหลักสูตรอบรมแล้ว สถานประกอบการจะรับผู้ผ่านการอบรมเข้าทำงานโดยได้รับค่าจ้างมากกว่าวันละ 300 บาท นอกจากนี้ กพร.จะร่วมกับผู้ประกอบการต่างๆในการฝึกอบรมพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่แรงงานที่ ทำงานอยู่ในสถานประกอบการต่างๆจำนวน 3 ล้านคนโดยใช้สถานประกอบการเป็นศูนย์ฝึกอบรมด้วย

"เชื่อว่าโครงการระบบประกันคุณภาพการพัฒนาฝีมือแรงงาน จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในสาขาต่างๆในภาพรวมของประเทศได้ หลังจากนี้กพร.จะขยายผลโครงการนี้โดยขอให้กรมการจัดหางาน(กกจ.)ซึ่งจัดงาน นัดพบแรงงานในจังหวัดต่างๆเป็นประจำทุกเดือน ช่วยสำรวจปัญหาความขาดแคลนแรงงานของสถานประกอบการในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม ต่างๆ เมื่อมีข้อมูลในเรื่องนี้แล้วกพร. จะได้เร่งฝึกอบรมแรงงานป้อนให้แก่สถานประกอบการโดยในส่วนของปัญหาการขาดแคลน แรงงานสาขาก่อสร้างนั้น กพร.จะนัดประชุมร่วมกับสมาคมผู้รับเหมาก่อสร้างเพื่อจะได้รู้ถึงความต้องการ ด้านแรงงานที่แท้จริง รวมทั้งประสานกับกกจ.ให้จัดงานนัดพบแรงงานโดยเน้นสาขาช่างก่อสร้างด้วย" นายนคร กล่าว

(เนชั่นทันข่าว, 24-10-2555)

 

ก่อสร้างไทยส่อวิกฤติ ขาดแรงงานกว่า 3 แสนคน

นายจักรพร อุ่นจิตต์ ผู้อำนวยการสถาบันการก่อสร้างแห่งประเทศไทย กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์อุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในขณะนี้พบว่า ผู้ประกอบไม่สามารถขยายงานได้ตามแผนที่วางไว้ และเริ่มชะลอรับงานใหม่

สาเหตุเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานกว่า 300,000 คน โดยเฉพาะโครงการบ้านที่อยู่อาศัย ที่ส่งผลให้การส่งมอบบ้านให้ลูกค้าล่าช้าตามไปด้วย และยังคาดการณ์ว่าแรงงานที่มีในปัจจุบันไม่เพียงพอสำหรับโครงการก่อสร้างใน ปี 2555-2556

นายจักรพร ยังกล่าวถึงแรงงานของไทยในปัจจุบันว่า แรงงานไทยตอนนี้เฉลี่ยมีอายุมากขึ้น อีกทั้งเด็กใหม่มักจะเลือกงานบริการมากกว่าที่จะใช้แรงงาน โดยเฉพาะในภาคก่อสร้างที่ถูกมองว่าเป็นงานหนัก แม้ว่าเอกชนพยายามหาเทคโนโลยีมาทดแทน แต่ก็ไม่สามารถจะรองรับได้ทั้งหมด

นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังประเมินว่า ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบ หลังจากกรณีที่ พม่ามีการรณรงค์ให้แรงงานที่อยู่ในต่างประเทศกลับเข้าไปทำงานในประเทศ เพื่อรองรับการขยายตัวในการก่อสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ รวมถึงระบบสาธารณูปโภค จากการที่พม่าได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในปี 2556 ด้วย

(Mthai News, 24-10-2555)

 

ฝึกทหารเป็นสิงห์รถบรรทุกรับเปิดเสรีอาเซียน

ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก ศ.ดร.สุจินต์ จินายน อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร พร้อมด้วยพล.ท.ชาญชัยณรงค์ ธนารุณ แม่ทัพภาคที่ 3 นายวัฒนา พัทรชนม์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายวชิรศักดิ์ เล้าประเสริฐ นายกสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และพลเอก ดร.ศิริ ทิวะพันธุ์ ประธานสถาบันพัฒนาสี่แยกอินโดจีน ได้ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ในการจัดฝึกอบรมพนักงานขับรถบรรทุก เพื่อผลิตพยักงานขับขี่รถที่มีคุณภาพ ลดปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถในภาคการขนส่ง พร้อมทั้งยกระดับพนักงานขับรถให้มีความรู้ ความสามารถทั้งในเรื่องของการขับขี่รถที่ถูกต้องปลอดภัย และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่ง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สนับสนุนกำลังพลซึ่งปลดประจำการให้มีทักษะวิชาชีพ และมีแหล่งงานรองรับที่ชัดเจน และถือว่าเป็นกิจกรรมนำร่องในการบูรณาการ ความร่วมมือทุกภาคส่วนในการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป โดยเบื้องต้นผู้เข้ารับการอบรมจะมาจากกำลังพลซึ่งปลดประจำการในสังกัดกองทัพ ภาคที่ 3 ซึ่งมีระยะเวลาในการฝึกอบรมทั้งสิ้น 12 สัปดาห์

ทั้งนี้ทางวิทยาลัยโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยนรศวร ได้เล็งเห็นความสำคัญของการยกระดับวิชาชีพพนักงานขับรถบรรทุก ทั้งนี้การจัดการโซ่อุปทาน ในอุตสาหกรรมการขนส่งและโลจิสติกส์ ยังถือว่าขาดแคลนเป็นอย่างมาก และจากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ของระบบโลจิสติกส์ไทยใน ปัจจุบันพบว่าประสิทธิภาพของการจัดการโลจิสติกของไทยยังต่ำกว่าประเทศคู่ค้า ทั้งในด้านศักยภาพผู้ขับขี่และด้านต้นทุน จำเป็นต้องปรับปรุงประสิทธิภาพในทุกระดับเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การ เป็นประเทศสมาชิกประชาคมอาเซียนดังกล่าว

ดร.ดุษฏี สถิรเศรษฐวี รองผอ.วิทยาลัยโลจีนติกส์และโซ่อุปทาน มหาวิทยาลัยนเรศวร เปิดเผยว่า สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้มาปรึกษาวิทยาลัยฯ อยากพัฒนาพนักงานขับรถบรรทุกที่มีคุณภาพ และให้มีเพียงพอกับความต้องการของผู้ประกอบการ ที่ปัจจุบัน มีรถบรรทุก 30 % ที่ต้องจอดอยู่เฉย ๆ เนื่องจากขาดพนักงานขับรถบรรทุก จึงปรึกษากับกรมการขนส่งทางบก และได้รับคำตอบว่ามีโครงการอบรมพนักงานขับรถบรรทุก แต่คนที่จะเข้ามาในตลาดนี้มีไม่มาก และสถิติการเกิดอุบัติเหตุก็มีมาก พนักงานขับรถขาดการควบคุมยานพาหนะอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ประเทศไทย กำลังจะเปิดเสรีอาเซียน หากผู้ขับรถบรรทุกมีไม่เพียงพอ ก็จะขาดโอกาส จึงประสานกับกองทัพภาคที่จัดทำโครงการนี้ขึ้นมา โดยดึงกำลังพลที่ใกล้จบประจำการ มาฝึกอบรมเป็นพนักงานขับรถบรรทุก มีระยะเวลาฝึกอบรม 12 สัปดาห์ ทั้งภาคทฤษฏีและภาคปฏิบัติ และภายหลังจากการฝึกอบรม ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับใบอนุญาตขับขี่รถบรรทุกของกรมการขนส่งทางบก และมีโอกาสได้เข้าทำงานกับผู้ประกอบการขนส่งสินค้า ที่เป็นสมาชิกสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดยมีรายได้และสวัสดิการที่เหมาะสม

(เนชั่นทันข่าว, 24-10-2555)

 

แรงงานไทยในอิสราเอลได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 รายจากการปะทะกัน

24 ต.ค. 55 - เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ข่าวการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยใน อิสราเอล ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในเมืองเอสโก โดยระบุว่า

ด้วยวันนี้ (๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๕) นายมนัสวี ศรีโสดาพล อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกรณีแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บจากการปะทะระหว่าง อิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ในเมืองเอสโก (Eshkol) ใกล้บริเวณฉนวนกาซา โดยมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

๑. สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้รายงานว่า เมื่อวันนี้ (๒๔ ต.ค. ๒๕๕๕) เวลา ๐๗.๐๐ น. (เวลาท้องถิ่น) ได้มีการปะทะกันระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส โดยมีการยิงจรวดจากฉนวนกาซาเข้ามาในเมือง Eshkol ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอิสราเอล ทำให้แรงงานไทย ๓ คน ซึ่งกำลังทำงานในฟาร์มเลี้ยงไก่ได้รับบาดเจ็บ โดยจำนวน ๒ คนบาดเจ็บสาหัส และ ๑ คน บาดเจ็บเล็กน้อย ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทางการอิสราเอลได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปรับผู้บาดเจ็บเพื่อนำส่งโรงพยาบาลโซโรกา (Soroka) ในเมืองเบียเชวา (Beer Sheva)

๒. ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บทั้งสามที่โรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว เพื่อเตรียมประสานงานและให้ความช่วยเหลือ โดยทราบว่าผู้ที่บาดเจ็บสาหัส ๒ คน อยู่ระหว่างการผ่าตัด ทั้งนี้ ได้มีการดำเนินการประสานแจ้งให้ญาติแรงงานไทยดังกล่าว ซึ่งมีภูมิลำเนาที่ จ.อุดรธานี (๒ คน) และ จ.นครพนม (๑ คน) แล้ว

๓. นอกจากนี้ นายมนัสวีให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน โดยมีประมาณ ๒๗,๐๐๐ คน ทำงานในภาคการเกษตร และในกรณีที่แรงงานไทยได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีนั้น หากเป็นแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทางการอิสราเอล และบริษัทจัดหางานจะรับผิดชอบด้านการรักษาพยาบาล.

(ไทยรัฐ, 24-10-2555)

 

แรงงานแนะอย่าพกยาเข้ายูเออี

นายอนุสรณ์ ไกรวัฒนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายบัญญัติ ศิริปรีชา อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ณ กรุงอาบูดี สหรัฐอาหรับเอมิเรต ว่า เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา นายสเหมียน ศรีสะอาด แรงงานไทยจาก จ.ตาก อายุ 41 ปี ถูกนำขึ้นศาลอาบูดาบี ในข้อหานำยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม จำนวน 195 เม็ด ยาแก้แพ้ จำนวน 195 เม็ด และยาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (Tramadol) จำนวน 30 เม็ด เข้าประเทศ โดยนายสเหมียน ถูกจับที่สนามบินอาบูดาบี ซึ่งศาลตัดสินจำคุก 1 ปี ปรับ 20,000 ดีแรห์ม หรือประมาณ 178,000 บาท และจะถูกเนรเทศ ห้ามเข้ายูเออีตลอดชีวิต

ทั้งนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2554 ทางการสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ออกประกาศ เรื่อง ยารักษาโรคต้องห้ามและเข้มงวด 374 รายการ ส่วนหนึ่งเป็นยาสามัญประจำบ้านที่คนไทยซื้อหากันได้ตามร้านขายยาทั่วไป แต่ประเทศยูเออีห้ามนำเข้า ดังนั้น แรงงานไทยทุกคนที่จะเข้ามาทำงานในประเทศยูเออี ไม่ควรนำยาเข้ามาโดยเด็ดขาด ยกเว้นมีใบรับรองแพทย์เป็นภาษาอังกฤษระบุว่า จำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาโรคดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีแรงงานไทยถูกจับมาแล้ว 4 ราย

ขอเตือนให้แรงงานทุกคนควรระมัดระวังในเรื่องนี้ให้มาก ก่อนเดินทางออกจากประเทศไทย กำชับให้กรมการจัดหางาน (กกจ.) เร่งประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจกับแรงงานไทย และสั่งให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิสอบถามแรงงานไทยอีกครั้ง ก่อนการเดินทางด้วย อย่างไรก็ตาม แรงงานที่จะเดินทางไปทำงานที่ยูเออีสามารถตรวจสอบรายละเอียดสิ่งของต้องห้าม ก่อนการเดินทางได้ที่ www.overseas.doe.go.th

(เนชั่นทันข่าว, 25-10-2555)

 

ห่วงพยาบาล​เจอ 2 ​เด้ง​เปิด​เออีซีส่อตกงานอื้อ

ดร.กฤษดา ​แสวงดี อุปนายกสภา​การพยาบาล กล่าวปาฐกถา​เรื่อง​การ​เตรียม​ความพร้อมพยาบาล​ไทยสู่อา​เซียน ตอนหนึ่งว่า จาก​การสำรวจ​ความ​เข้า​ใจของบุคลากร 7 สาขาที่จะ​เปิด​ให้มี​การ​เคลื่อนย้าย​แรงงาน​ได้หลัง​เปิดประชาคมอา​เซียน นั้น พบว่า บุคลากรด้าน​การพยาบาลมี​ความรู้​ความ​เข้า​ใจ​ใน​เรื่องนี้​เพียง10% ​เท่านั้น ​ในขณะที่​ความท้าทาย​ในระบบบริ​การสุขภาพที่จะ​เกิดจาก​การรวม​เป็นประชาคม นั้นมีหลาย​เรื่อง​ทั้ง​โรคติดต่อ ​โรคอุบัติ​ใหม่ ​และ​การควบคุม​โรค ​การ​เคลื่อนย้าย​แรงงาน​ซึ่งถือ​เป็น​เรื่องที่อ่อน​ไหวมาก​เพราะปัจจุบัน ประ​เทศ​ไทยยังขาด​แคลนบุคลากรทาง​การ​แพทย์อีก​เยอะ

ทั้งนี้ ​การขาด​แคลนกำลังคน​เป็น​เรื่องสำคัญ​เพราะ​ผู้ป่วยมากขึ้น ​โรคมี​ความซับซ้อนมากขึ้น ที่สำคัญคือ​การออกจากระบบของ​แรงงานภาครัฐ ​ซึ่งพบว่า​การ​เติบ​โตของ​เศรษฐกิจ​โลก​ทำ​ให้ตลาดงาน​เปิดมากขึ้น ​เมื่อมี​เมดิคัลฮับมี​การส่ง​เสริม​ให้ต่างชาติ​เข้ามารักษา​ในประ​เทศ​ไทย ​โดยส่วน​ใหญ่​เป็นบริ​การของ​โรงพยาบาล​เอกชน ​ทำ​ให้ต้อง​ใช้พยาบาลมากขึ้น ซ้ำ​เติมปัญหา​ความขาด​แคลน ​แต่ตนยัง​ไม่กังวล​เรื่องพยาบาลจากต่างประ​เทศจะ​เข้ามา​แย่งงานของพยาบาล​ ในประ​เทศ​ไทย ​เพราะยังมีข้อกำหนด​เรื่อง​การสอบ​ใบอนุญาตที่ต้อง​ทำตามข้อกำหนดของประ​ เทศ​ไทยอยู่ ​แต่​ไม่สามารถนิ่งนอน​ใจ​ได้ว่าข้อกำหนด​การขอ​ใบอนุญาตจะคุ้มครองพยาบาล​ ไทย​ได้​ถึง​เมื่อ​ไหร่​เพราะหากบุคลากร​ในประ​เทศ ​ไทย​เอง​ไม่มี​ความพร้อมอาจจะมี​การ​เรียกร้อง​ให้มี​การ​แก้​ไขข้อกำหนด ​เพื่อ​ให้มี​การนำ​เข้าพยาบาลต่างประ​เทศ​เข้ามาทด​แทน

"​เราต้อง​เตรียม​ความพร้อมของตัว​เอง​ให้​เป็นคนที่มีคุณภาพ ภาษาต้องดี อย่า​ให้กลายมา​เป็นอุปสรรค ที่ผ่านมา​เคยมีคนถามว่า​ทำ​ไม​เรา​ไม่ผลิตพยาบาล​เพิ่มขึ้น ถ้า​เหลือ ​เรา​ก็ส่งออก​ได้ ​แต่ดิฉันตอบ​ไปว่า ​เรา​เป็น​ผู้ผลิตนักวิชาชีพที่ต้องดู​แลชีวิตคน ​ไม่​ใช่ผลิต​เครื่องจักร​เราต้อง​การผลิตคนที่มีคุณภาพ มีสมรรถภาพสากล ​ไม่​ใช่ผลิต​เอาปริมาณ ​เพราะฉะนั้น ​เราต้องมาทบ ทวน ว่า​เราพร้อม​เพียง​ใด อะ​ไรที่​เป็นจุด​แข็ง อะ​ไร​เป็นจุดอ่อน ​และจะพัฒนาอย่าง​ไร" ดร. กฤษดากล่าว

ศ.​เกียรติคุณ ดร.วิจิตร ศรีสุพรรณ นายกสภาพ​การยาบาล กล่าวว่า ​การก้าว​เข้าสู่ประชา คมอา​เซียนจำ​เป็นมากที่ต้องผลิตพยาบาล​เพิ่ม​ให้​เพียงพอที่จะบริ​การ​ผู้ ป่วยที่​เพิ่มมากขึ้นด้วย ​แต่ปัจจุบันยังมีปัญหา​เรื่อง​การขาด​แคลนบุคลากรทาง​การ​แพทย์​ทั้งหมด ​โดย​ในส่วนของพยาบาลนั้น ขณะนี้ขาด​แคลนพยาบาล​ทำงานอยู่ประ มาณ 40,000 คน ​ในขณะที่กำลัง​การผลิต​ทำ​ได้ปีละ 8,500 คน คาดว่าภาย​ใน 4 ปีนี้น่าจะมีพยาบาล​เพียงพอ ​แต่ต้องดึงคน​ให้อยู่​ในระบบ​ให้​ได้

"อาจารย์ที่สอนด้าน​การพยาบาลมีประ มาณ 4,000 คน ​แต่ประมาณ 30% คือ​ผู้ที่มีอายุ​เกิน 50 ปีขึ้น​ไป ​ในอีก 10 ข้างหน้าหาก​ไม่มีตำ​แหน่งรองรับคน​เหล่านี้ ​หรือตำ​แหน่ง​ใหม่​ให้คนก้าว​เข้ามา จะ​ทำ​ให้อาจารย์สอนด้าน​การพยาบาลขาด​แคลน​ได้​เช่นกัน" นายกสภา​การพยาบาลกล่าว

​ผู้สื่อข่าวถาม​ถึง​ความคืบหน้ากรณีพยาบาลลูกจ้าง​เรียกร้อง​ให้บรรจุ​ เป็นข้าราช​การ ศ.ดร.วิจิตรกล่าวว่า ​การ​เพิ่มอัตรากำลังคนของกระทรวงสาธารณสุขขึ้นอยู่กับ ก.พ. อีก​ทั้งยัง​เป็นน​โยบายของรัฐบาลที่​ไม่​ให้​เพิ่มอัตราข้าราช​การ ​ซึ่งตน​เห็นว่าต้อง​เปลี่ยนน​โยบาย ว่าวิชาชีพ​ใดที่ขาด​แคลน​ไม่ต้อง​ใช้ข้อกำหนด​เหมือนวิชาชีพอื่น​และที่ ผ่านมาสภา​การพยาบาล​ได้​ทำหนังสือ​ถึงรัฐบาล​เพื่อชี้​ให้​เห็น​ถึง​ความ สำคัญของพยาบาลหลายครั้ง​แล้ว ​ก็​ได้คำตอบ​เหมือน​เดิม คือรับทราบ​และอยู่ระหว่างดำ​เนิน​การ ​แต่​เมื่อวันที่22 ต.ค.ที่ผ่านมา ตน​ได้มี​โอกาส​ได้พบกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี ​จึง​ได้สอบถาม​ความคืบหน้า​เรื่องดังกล่าว​โดยนายกิตติรัตน์​ได้​แจ้งกับตน ว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มี​ความ​เป็นห่วง​ใน​เรื่องดังกล่าว​จึง​ได้​เร่งรัดหน่วยงานที่​เกี่ยวข้อง ดำ​เนิน​เรื่อง​ให้​แล้ว​เสร็จภาย​ในสิ้น​เดือน พ.ย.นี้.

(ไทยโพสต์, 25-10-2555)

 

อิสราเอล-บริษัทช่วย 3 แรงงานไทย สถานทูตติดตามอาการบาดเจ็บ

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ  นายมนัสวี ศรีโสดาพล อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ กล่าวถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ที่กอง กำลังปาเลสไตน์ยิงจรวดถล่มบริเวณฉนวนกาซา ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 24 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล รายงานว่าแรงงานไทย 3 คนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ อาศัยอยู่ในเมืองเอชโคล ซึ่งทำงานในนิคมเกษตรของเมืองดังกล่าว ทั้งนี้ คนไทย 3 คนนี้ได้ถูกนำส่งโรงพยาบาลโซโรกา เมืองเบียเชวาแล้ว และแพทย์กำลังผ่าตัดช่วยชีวิต ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทยฯกำลังติดตามผลการผ่าตัด ขณะเดียวกันก็ได้ติดต่อไปยังญาติของทั้ง 3 คนเพื่อแจ้งข่าวให้ทราบด้วย

นายมนัสวี กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตไทยฯ ยังได้เดินทางไปเยี่ยมแรงงานไทยอีกหลายคนที่อยู่ในนิคมเกษตรดังกล่าว เพื่อปลอบขวัญ ให้กำลังใจ และให้คำแนะนำในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ทางการอิสราเอลมีแนวทางปฏิบัติมาตรฐานในกรณีเช่นนี้อยู่แล้ว ซึ่งจะมีการนำส่งโรงพยาบาล การอพยพ และการให้ค่าชดเชย ซึ่งกรณีนี้บริษัทที่นำแรงงานข้ามาได้ให้การช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายของ แรงงานไทยที่ได้รับบาดเจ็บอยู่แล้ว สถานเอกอัครราชทูตไทยฯจะได้ติดตามการชดเชยและให้ความช่วยเหลืออย่างดีที่สุด แก่คนไทยที่ได้รับบาดเจ็บครั้งนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยขอขอบคุณรัฐบาลอิสราเอลที่ให้การดูแลแรงงานไทย และอำนวยความสะดวกแก่เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตไทยฯในการเข้าเยี่ยมแรง งานไทยอย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่ามีแรงงานไทยต้องการขอกลับประเทศหรือไม่ นายมนัสวี กล่าวว่า ยังไม่มีแรงงานไทยคนใดร้องขอเดินทางกลับ เมื่อถามต่อว่าสถานเอกอัครราชทูตไทยฯประเมินสถานการณ์อย่างไร นายมนัสวี กล่าวว่า สถานเอกอัครราชทูตไทยฯมองว่าเหตุการณ์นี้เป็นการปะทะที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ยังไม่ใช่สถานการณ์สงคราม ซึ่งเรามีแผนที่รองรับอยู่แล้ว โดยตอนนี้ได้มีการเตือนคนไทยให้ระมัดระวังในการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม การอพยพคนไทยกลับประเทศนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคนว่าต้องการจะกลับประเทศหรือไม่ ทั้งนี้ รัฐบาลไทยมีความกังวลต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องกลับเข้าสู่กระบวนการเจรจา สันติภาพ

(เดลินิวส์, 25-10-2555)

 

ชาวจุฬาฯเฮ! ฐานเงินเดือนใหม่

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ศ.กิตติคุณ ดร.คุณหญิงสุชาดา กีระนันทน์ นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีมติเห็นชอบนโยบายการบริหารงานบุคคลของจุฬาฯ พร้อมโครงสร้างอัตราเงินเดือนใหม่ ซึ่งจะครอบคลุมการปรับเงินเดือนให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยที่เข้าใหม่ สายปฏิบัติการ ปริญญาตรี สาขาทั่วไป 16,500 บาท จากเดิม 11,000 บาท และจะเพิ่มขึ้นจนถึงกว่า 20,000 บาทในสาขาขาดแคลน

ส่วนพนักงานมหาวิทยาลัยสายวิชาการ อัตราแรกเข้า ปริญญาเอก 35,450 บาท จากเดิม 21,000 บาท ปริญญาโท 25,100 บาท จาก 14,000 บาท ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2555 พร้อมกันนี้จะปรับเพิ่มเงินเดือนให้แก่พนักงานมหาวิทยาลัยเดิม จำนวนร้อยละ 70 ของจำนวนพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งหมด 5,000 คน ในอัตราที่เหมาะสม เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานและเพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ คัดสรรบุคลากรที่มีศักยภาพรองรับการทำหน้าที่ทางวิชาการเพื่อรับใช้สังคมต่อ ไป

(เดลินิวส์, 26-10-2555)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น