โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ผาสุก ชี้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสร้างความยุติธรรม แนะปฏิรูปเพิ่มในอัตราก้าวหน้า วงเสวนาระบุ ต...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

ฉลองแบบโต้รุ่ง "24 มิถุนายน 2475" ที่หมุดคณะราษฎร

Posted: 23 Jun 2013 08:46 AM PDT

เปิดตัว "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" พร้อมกับจัดงาน "24 มิถุนาฯ เฉลิมฉลองวันชาติประชาชน" ที่หมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยจัดแบบโต้รุ่งจนถึงเช้าพรุ่งนี้

(วิดีโอ) โต้รุ่งรำลึก "24 มิถุนายน 2475" ครบปีที่ 81

เปิดตัว "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" และการกล่าวรำลึกเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง โดย พ.ต.พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายของพระยาพหลพลหยุหเสนา ผู้นำคณะราษฎร

ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรม "24 มิถุนาฯ เฉลิมฉลองวันชาติประชาชน" ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ

กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) จำหน่ายโปสการ์ด "บรรพชนอภิวัฒน์"
สำหรับระดมทุนเพื่อทำกิจกรรมนักศึกษา 

การแสดงดนตรีโดยวงกำปั้น

การแสดงละคร "เก้าแผ่นดิน" โดยกลุ่มประกายไฟการละคร

 

ช่วงค่ำวันนี้ (23 มิ.ย.) กลุ่มประชาสังคมหลายกลุ่ม เช่น สมาคมญาติ 14 ตุลา 2516 เครือข่ายเดือนตุลา มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย กลุ่ม 24 มิถุนาฯ ประชาธิปไตย  กลุ่มประกายไฟ  คนเสื้อแดงกลุ่มย่อย และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ สนนท. ร่วมกันจัดงาน "24 มิถุนาฯ เฉลิมฉลองวันชาติประชาชน" โดยเป็นการจัดงานรำลึกเพื่อโหมโรง ก่อนถึงวันครบรอบ 81 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ที่จะมาถึงในเช้าวันพรุ่งนี้

ในโอกาสนี้ ทางกลุ่มได้ร่วมกันเปิดตัว "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" ที่บริเวณหมุดคณะราษฎร ลานพระบรมรูปทรงม้าด้วย โดยนายจรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตแกนนำ นปช.รุ่น 2 ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าวเปิดเผยว่าที่ตั้งคณะกรรมการ 14 ตุลา ขึ้นมาอีกกลุ่มเนื่องจากมีคนเตือนตุลาบางกลุ่มหันไปอยู่ฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งผิดกับเจตนารมณ์ของการต่อสู้ของคนเดือนตุลา โดย "คณะกรรมการ 14 ตุลาเพื่อประชาธิปไตยสมบูรณ์" จะดำเนินงานโดยยึดคำขวัญ "จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม" ของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จนถึงวันรำลึกเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในเดือนตุลาคมนี้

สำหรับบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยตั้งแต่ช่วงเย็น พ.ต.พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายของพระยาพหลพลหยุหเสนาได้กล่าวรำลึกการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 นอกจากนี้การร่วมร้องเพลงวันชาติ 24 มิถุนายน แสดงลำตัดประชาธิปไตยคณะพี่น้องแสงธรรม โดยวัฒน์ วรรลยางกูล การร่วมร้องเพลงวันชาติ 24 มิถุนายน การแสดงดนตรีโดยวงกำปั้น ละครการเมือง "เก้าแผ่นดิน" โดยกลุ่มประกายไฟการละคร

นอกจากนี้กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ได้จัดระดมทุนสำหรับทำกิจกรรมด้วยการจำหน่ายโปสการ์ด "บรรพชนอภิวัฒน์" เป็นรูปผู้ก่อการคณะราษฎร ได้แก่ ปรีดี พนมยงค์ พระยาพหลพลพยุหเสนา จอมพล ป. พิบูลสงคราม และนักหนังสือพิมพ์ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย กุหลาบ สายประดิษฐ์

ขณะที่ในเวลา 24.00 น. คืนนี้ ที่หมุดคณะราษฎร ณัฐพล ใจจริง อาจารย์ประจำสาขาการปกครองท้องถิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มีกำหนดการขึ้นอ่านสุนทรพจน์วันชาติครั้งที่ 1 ของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยการจัดงานจะดำเนินไปจนถึงเวลา 6.00 น. ของวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ครบรอบปีที่ 81

อนึ่งประเทศไทยเคยประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายนของทุกปีเป็นวันชาติ เพื่อรำลึกถึงวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 รัฐบาล พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (ยศในขณะนั้น) ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง "วันชาติ" โดยถือเป็นวันหยุดราชการด้วย กระทั่งต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง "ให้ถือวันพระราชสมภพเป็นวันเฉลิมฉลองของชาติไทย" ขึ้นมาแทน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

Prachatai Eyes View: เกาหลีใต้ ในวันแดดจ้า ฟ้าครึ้ม และละอองฝน

Posted: 23 Jun 2013 08:36 AM PDT

Prachatai Eyes View: เกาหลีใต้ ในวันแดดจ้า ฟ้าครึ้ม และละอองฝน

กระแสเกาหลีฟีเวอร์ในไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้คนไทยนิยมเดินทางไปท่องเที่ยวเกาหลีกันเป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กระทั่งมีทัวร์ตามรอยตัวละครในหนังซีรีย์ที่สุดแสนโรแมนติก หรือบ้างก็เพื่อตามไปชมการแสดงของวงดนตรีหรือนักร้องคนโปรด เท่าที่ไถ่ถามเพื่อนฝูงและคนที่รู้จักรอบตัวในรอบ 3-4 ปีมานี้ ส่วนใหญ่ล้วนบอกว่าเคยไปเยือนเกาหลีกันมาคนละครั้งหรือหลายครั้งแล้วทั้งสิ้น

แม้จะเป็นการเยือนเกาหลีครั้งแรกและไม่อยู่ในช่วงเกาหลีฟีเวอร์อินไทยแลนด์แบบขาขึ้นก็ตาม หรือพูดง่ายๆ ว่าไปช้ากว่าชาวบ้านชาวช่องเขามาก อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นพวก 'เอ้าท์' หรือไม่อินเทรนด์ก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ตาม จนถึงวันนี้ประเทศเกาหลีก็ยังคงอยู่ที่เดิมไม่หนีไปไหน เพียงแต่รอให้เราพร้อมและเดินทางไปเยือนเท่านั้นเอง

ความรู้สึกเมื่อแรกเยือน

เกาหลีในเดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่อากาศกำลังสบาย ไม่หนาว ท้องฟ้าโปร่ง แดดจัด และอากาศร้อนบ้างในบางช่วงของวัน สลับกับวันที่มีเมฆหมอกปกคลุมทั่วท้องฟ้าและมีละอองฝนโปรยปราย อันเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูฝน

หากจะเอ่ยถึงความรู้สึกต่อเกาหลีเมื่อครั้งแรกเยือน กล่าวได้ว่าช่างแตกต่างจากความรับรู้เกี่ยวกับเกาหลีเมื่อตอนอยู่เมืองไทยค่อนข้างมาก เพราะเกาหลีไม่ได้มีดีแค่นักร้อง นักแสดงหล่อๆ สวยๆ ไม่ได้มีแค่เพลงแดนซ์กระจาย ไม่ได้มีแค่ละครซีรีย์เรียกน้ำตา หรือไม่ได้มีแค่สมาร์ทโฟนยี่ห้อดัง หรือกระทั่งรถยนต์ยี่ห้อเกีย ฮุนได แต่กลับมีอะไรที่น่าสนใจมากกว่านั้นเยอะ

'อินซาดอง' ถนนศิลปะและแหล่งชอปปิ้งสุดฮิป

อินซาดอง เป็นจุดหมายหนึ่งที่คู่มือหรือเว็บไซต์ท่องเที่ยวเกาหลีมักแนะนำให้ต้องไปเยือน เมื่อได้มาเยือนแล้วพบว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจมากแห่งหนึ่ง นอกจากสารพันสินค้าที่วางจำหน่ายตามร้านรวงต่างๆ แล้ว การออกแบบและการจัดการพื้นที่ก็ทำได้ดีจนน่าทึ่ง ทั้งในแง่ภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม ตึกรามต่างๆ ที่ดูทันสมัย กลมกลืน และมีลักษณะเฉพาะแบบ 'ฝรั่งตะวันออกสไตล์เกาหลี' รวมถึงมีการจัดพื้นที่ให้รองรับต่อรสนิยมและความต้องการที่หลากหลายของผู้คนที่มาใช้ ซึ่งมีทั้งหนุ่มสาว เด็ก และผู้สูงวัย ที่มาเดินเล่น มาพบปะเพื่อนฝูง หรือมาพักผ่อนหย่อนใจ

นอกจากความสวยงามของสถานที่และอาณาบริเวณที่กว้างขวางเดินเที่ยวกันได้ทั้งวันแล้ว ยังมีอาร์ตแกลเลอรี่ขนาดเล็กแทรกตัวอยู่ตามตึกต่างๆ ตลอดถนนทั้งสาย แต่ละแห่งจะมีการจัดแสดงงานศิลปะหลากหลายประเภททั้งภาพวาด งานประติมากรรม งานจัดวาง ทั้งร่วมสมัยและแบบดั้งเดิม และยังมีแหล่งรวมของร้านขายเครื่องดนตรีโดยเฉพาะกีตาร์โปร่ง กีตาร์ไฟฟ้า ลำโพง เครื่องเสียง และเครื่องเป่าต่างๆ ยี่ห้อดังในราคาที่ไม่สูงนัก นอกจากนี้ ยังมีร้านน้ำชาแบบเทรดดิชันแนลให้แวะเวียนเข้าดื่มด่ำบรรยากาศและรสชาติชาแบบเกาหลีอีกด้วย

โซล และระบบขนส่งมวลชนเกาหลี

โซล เป็นเมืองใหญ่ที่ผสมกลมกลืนวัฒนธรรมเก่าแก่ของเกาหลีเข้ากับความทันสมัยของโลกยุคใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง โซลจึงเป็นเมืองทันสมัยที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้า แต่มีพื้นที่ให้กับประวัติศาสตร์ยุคเก่าได้บอกเล่าเรื่องราวของตัวเองได้อย่างไม่ขัดเขิน ดังเช่น ป้อมปราการต่างๆ หรือพระราชวัง เช่น เคียงบก หรือท็อกซูกุง ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ย่านธุรกิจของโซล

ระบบขนส่งมวลชนของที่นี่พูดได้ว่ามีประสิทธิมาก โดยเฉพาะโครงข่ายระบบรางที่ใหญ่โตและครอบคลุม ซึ่งเชื่อมโยงการเดินทางของประชาชนจากเมืองบริวารของโซลทางฝั่งตะวันออก ตะวันตก เหนือ และใต้เข้าหากัน โดยใช้ขบวนรถไฟซึ่งมีทั้งรถไฟความเร็วสูงและรถไฟแบบธรรมดา

ชาวเกาหลีนิยมเดินทางด้วยรถไฟ เนื่องจากสะดวก รวดเร็ว สามารถเดินทางไปได้ทั่วถึง และมีราคาถูก (ราว 1,000 วอนต่อเที่ยว หรือประมาณ 30 บาท) การจ่ายค่ารถไฟ รถประจำทาง กระทั่งรถแท็กซี่ สามารถจ่ายโดยระบบจะหักเงินจากบัตรเติมเงินใบเดียวกัน คนเกาหลีจึงไม่ต้องพกบัตรหลายใบเพื่อแยกจ่ายเป็นค่าโดยสารรถไฟสีนั้นสายนี้ หรือแม้แต่รถประจำทางให้สับสนวุ่นวาย

ฮานึลปาร์ค ภูเขาจากภูเขาขยะ

สิ่งที่น่าอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งเมื่อมาเยือนเกาหลี คือความสามารถในการฟื้นฟูและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้กลับมาสวยงามและใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน

คลองชองเกซอนในโซล เป็นคลองที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ทราบกันดีว่าปรับปรุงมาจากอดีตคลองที่เน่าเสียในช่วงของการเร่งพัฒนาประเทศ ปัจจุบัน ชองเกซอนเป็นลำคลองที่สวยงาม และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนแวะเวียนมาเยือนเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน และเป็นสถานที่ออกกำลังกายและพักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมของชาวเกาหลีในช่วงเย็นย่ำ

แต่ห่างออกไปในโซล ใกล้กับ Seoul World Stadium มีสิ่งที่ทำให้ต้องอัศจรรย์ใจยิ่งกว่า นั่นก็คือ 'ฮานึลปาร์ค' ภูเขาที่ดูเหมือนภูเขาตามธรรมชาติแต่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ ในช่วงทศวรรษ 1970 พื้นที่บริเวณที่เป็นฮานึลปาร์ค เคยเป็นเพียงที่ทิ้งขยะขนาดใหญ่และเป็นแหล่งเสื่อมโทรมของเมือง ต่อมาได้มีการปลูกต้นไม้ ปรับปรุงสภาพแวดล้อมใหม่จนภูเขาขยะกลายมาเป็นภูเขาที่สวยงาม มีต้นไม้ ดอกไม้ และพรรณพืชนานาชนิด มีสัตว์จำพวกนก แมลง และอื่นๆ มาอยู่อาศัยเป็นระบบนิเวศน์ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นจุดชมวิวพาโนรามาแม่น้ำฮานช่วงที่ไหลผ่านโซลที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง 

เกาหลีคันทรี่ไซด์

เมื่อเดินทางออกจากโซลไปยังเมืองบริวารที่อยู่รอบนอกทางฝั่งตะวันตกอย่างบูชอน หรืออินชอน การไปกลับด้วยรถไฟยังคงสะดวกสบาย ความเจริญของเมืองก็ไม่แตกต่างจากโซลมากนัก แต่ดูสงบและพลุกพล่านน้อยกว่า และช่องว่างของรายได้กับค่าครองชีพก็ไม่ถีบห่างมากเท่าในโซล

การเดินทางออกไปเยือนชนบทของเกาหลี ทิวทัศน์สองฟากถนนที่รถโดยสารประจำทางแล่นผ่านไป ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะนาข้าวแปลงเล็กๆ ตามที่ราบเชิงเขา สลับกับแปลงนาขนาดใหญ่ในบางครั้งตามแต่ลักษณะภูมิประเทศ บ้างก็เป็นแปลงปลูกผักผลไม้เมืองหนาว และไร่ชา

การค้าขายหรือร้านค้าในตลาดเล็กๆ ตามหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะขายอาหารสดพวกผัก ปลา หัวหอม และผลผลิตจากป่า เช่น หน่อไม้ ลูกเบอร์รี่ต่างๆ โสม และสมุนไพรท้องถิ่นนานาชนิด แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ ในเมืองขนาดเล็กที่ได้ไปเยือนอย่างชอนจู และจอนจู ในตัวเมืองก็มีความเจริญและความสะดวกสบายไม่แพ้ในโซล มีชอปปิ้งสตรีทคล้ายกับย่านชอปปิ้งขึ้นชื่ออย่าง 'เมียงดง' ที่อยู่ในโซล มีร้านอาหาร ร้านขายเสื้อผ้า มินิมาร์ทอยู่ทั่วไป เพียงแต่ตัวเมืองมีขนาดเล็กกว่าเท่านั้น

นอกจากโซลแล้ว ยังมีเมืองขนาดใหญ่ที่มีความเจริญทัดเทียมกันตั้งอยู่ทางตอนใต้คือ เมืองปูซาน ซึ่งเป็นเมืองชายทะเลที่ทันสมัยและสวยงาม

ขบวนการประชาธิปไตยในเกาหลี

กวางจู เมืองใหญ่ทางตอนใต้ของเกาหลี เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนยุคใหม่ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงอนาคตของเกาหลีจากภายใต้เผด็จการทหารไปสู่การเป็นประชาธิปไตยเต็มรูปแบบในเวลาต่อมา

ริมถนนใหญ่ในตัวเมืองกวางจู ต้นไม้เก่าแก่ซึ่งยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้ใบ ถูกประคับประคองด้วยไม้ค้ำยันอย่างแน่นหนา ถนนที่มีรถราคับคั่งสายนี้เป็นถนนเส้นเดียวกับที่ชาวกวางจูเคยต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ may 18th และเป็นถนนที่ประชาชนถูกทหารยิงเสียชีวิตจำนวนมาก ปัจจุบันเมืองกวางจูพยายามรักษาต้นไม้เก่าแก่ต้นนั้นไว้ เนื่องจากเป็นต้นไม้ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ และเป็นต้นเดียวที่ยังเหลือรอดมาได้

ที่อนุสรณ์สถาน 18 พฤษภาในเมืองกวางจู การลุกฮือของนักศึกษาและประชาชนชาวกวางจูในเหตุการณ์ may 18th ในระหว่างวันที่ 18-27 พฤษภาคม ปี 1980 เพื่อต่อต้านการประกาศกฎอัยการศึกของเผด็จการทหารชุน ดู ฮวาน นักศึกษาและประชาชนชาวกวางจูร่วมกันจับอาวุธขึ้นสู้กับการปราบปรามอย่างรุนแรงของกองทัพ มีนักศึกษาและประชาชนเสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนั้นราว 165 คน การลุกฮือที่กวางจูเป็นการจุดประกายและเป็นแสงสว่างให้กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนเกาหลีในเวลาต่อมา ซึ่งต่อเนื่องยาวนานมาอีกนับสิบปีจนได้รับชัยชนะ ทำให้ชุน ดู ฮวาน และโรห์ แต วู ผู้สั่งการให้ฆาตกรรมหมู่ประชาชนกวางจูในเหตุการณ์ may 18th ถูกนำตัวขึ้นดำเนินคดีในกระบวนการยุติธรรมภายหลังหมดอำนาจในปี 1996 และถูกตัดสินลงโทษ

อนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่ และพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญและวีรกรรมของชาวเมืองกวางจู การได้มาเยือนทำให้รู้สึกถึง การให้ความสำคัญต่อเหตุการณ์ may 18th ทำให้การสละชีวิตของนักศึกษาและประชาชนกวางจูในปี 1980 เป็นบทเรียนประชาธิปไตยที่มีค่ายิ่ง เป็นแรงบันดาลใจ และความตายที่ไม่สูญเปล่า

สัญลักษณ์เล็กๆ ของการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและสิทธิมนุษยชนอีกแห่งในโซลในย่าน 'ดงแดมุน' แหล่งขายเสื้อผ้าชื่อดัง ที่ด้านหน้าตลาดเสื้อผ้า Pyoung Hwa มีรูปปั้นครึ่งตัวของ 'ชุน เต-อิล' ในวันที่ 13 พฤศจิกายน 2513 ชุน เต-อิล กรรมกรหนุ่มโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าเกาหลีวัย 22 ปี ตัดสินใจสละชีวิตโดยการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องสิทธิของแรงงาน หลังจากพยายามนำเสนอปัญหาของคนงานและการเอารัดเอาเปรียบของนายจ้างต่อกระทรวงแรงงานเกาหลีมาหลายปี แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลใดๆ การเสียชีวิตของชุน เต-อิล นำไปสู่การเคลื่อนไหวให้มีการปรับปรุงคุณภาพชีวิตแรงงานให้ดีขึ้นในเวลาต่อมา

10 มิถุนายน 2556 มีการชุมนุมเล็กๆ ที่ด้านหน้าพระราชวังท็อกซูกุงในโซล อดีตนักศึกษาปริญญาโทเกาหลีบอกว่ามักจะพบเห็นการประท้วงได้เสมอๆ ในโซล เย็นวันนั้น กลุ่มนักบวชและคริสต์ศาสนิกชนราว 100 คนร่วมกันชุมนุมอย่างสงบ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนงานที่ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม จากการบอกเล่าของผู้สื่อข่าวเกาหลีพอจับความได้ว่า หนึ่งในจำนวนของคนงานที่ถูกเลิกจ้างราว 20 คนได้ฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมนี้ และเป็นเหตุให้นักบวชและคริสต์ศาสนิกชนมาร่วมชุมนุมกัน

เกาหลี มีอะไรมากกว่าที่คิด

การพบเห็นเกาหลีในมุมต่างๆ แบบคร่าวๆ ทำให้เห็นว่าเกาหลีเป็นประเทศที่น่าสนใจ และมีสิ่งที่น่าศึกษาและน่านำมาเป็นตัวอย่าง เช่น การจัดการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ, การจัดการพื้นที่โบราณสถานเพื่อการท่องเที่ยว, การจัดการสิ่งแวดล้อม, การคมนาคมระบบราง, การนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อตอบสนองต่อชีวิตประจำวัน, การประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก, การดูแลผู้สูงอายุ, การจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, การทำงานของเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน รวมไปถึงการเรียนรู้บทเรียนทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะทางการเมืองเพื่อให้ประชาธิปไตยเดินไปข้างหน้าและไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย การไปเยือนเกาหลีในวันแดดจ้า ฟ้าครึ้ม และละอองฝน จึงมีอะไรมากมายกว่าที่คิดไว้จริงๆ

 

เดอะ การ์เดียน แฉสำนักงานข่าวกรองอังกฤษสอดแนมโหดกว่า NSA

Posted: 23 Jun 2013 04:03 AM PDT

เดอะการ์เดียนเปิดโปงปฏิบัติการ Tempora ของสำนักงานข่าวกรองอังกฤษ (GCHQ) จากเอกสารชุดล่าสุดของเอ็ดเวิร์ด สโนวเดน ซึ่งเผยว่าเป็นโครงการสอดแนมข้อมูลอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ที่ใหญ่ยิ่งกว่าโครงการของหน่วยความมั่นคงสหรัฐฯ (NSA)

สำนักข่าวเดอะ การ์เดียน เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 มิ.ย. ที่ผ่านมาว่าสำนักงานข่าวกรองของอังกฤษ (GCHQ) สามารถลักลอบเข้าถึงการส่งผ่านข้อมูลการใช้โทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตของโลกได้ และได้ทำการประมวลผลข้อมูลลับส่วนตัวโดยมีการแชร์ข้อมูลนั้นกับองค์กรพันธมิตรของอเมริกันอย่างสภาความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NSA)

โครงการดังกล่าวของอังกฤษถูกเปิดโปงโดยเอ็ดเวิร์ด สโนวเดน ผู้ที่เคยเปิดโปงโครงการสอดแนมของสหรัฐฯ มาก่อนหน้านี้ โดยสโนวเดนได้ส่งเอกสารถึงเดอะ การ์เดียน โดยบอกว่าเขาต้องการเผยให้เห็นโครงการสอดแนมที่น่าสงสัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

"มันไม่ใช่แค่ปัญหาของสหรัฐฯ อย่างเดียว อังกฤษเองก็มีอาวุธใหญ่ในการต่อสู้นี้" สโนวเดนกล่าว "พวกนั้น (GCHQ) แย่ยิ่งกว่าสหรัฐฯ เสียอีก"

ปฏิบัติการสอดแนมข้อมูลของอังกฤษมีชื่อเรียกว่า Tempora ซึ่งมีการดำเนินการมาเป็นเวลาราว 18 เดือนแล้ว และมีความเป็นไปได้ที่ปฏิบัติการของอังกฤษจะทำให้พวกเขาได้รับ Metadata (ข้อมูลเบื้องต้นที่ระบุว่าใครติดต่อกับใครโดยไม่ต้องมีเนื้อความ) มากกว่า NSA เสียอีก

Tempora เป็นเสมือน "หน้าต่าง" หรือ "ตัวกลางของอินเตอร์เน็ต" สำหรับผู้ใช้เวิร์ลไวด์เว็บ 2 พันล้านคน ซึ่งสามารถดูดข้อมูลการสื่อสารทุกประเภทไว้ได้

เดอะ การ์เดียนระบุว่า องค์กรข่าวกรองอังกฤษมีความทะเยอทะยานในการควบคุมอินเตอร์เน็ตและแสวงหาประโยชน์จากระบบโทรคมนาคมโลก ด้วยวิธีการสอดแนมอินเตอร์เน็ตและดักฟังโทรศัพท์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย GCHQ ใช้ความสามารถเข้าไปยังแหล่งเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มาจากใยแก้วนำแสง ซึ่งข้อมูลจะคงอยู่เป็นเวลา 30 วัน ทำให้พวกเขาสามารถลอบเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลได้

โครงการสอดแนมของทั้ง GCHQ และ NSA ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างได้ไม่ว่าจะเป็นของผู้ต้องสงสัยหรือของผู้บริสุทธิ์ ประเภทข้อมูลมีทั้งการบันทึกการพูดคุยโทรศัพท์ เนื้อหาในอีเมลล์ ข้อความในเฟซบุ๊ค และข้อมูลประวัติการเข้าถึงเว็บไซต์ (history) ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต โดยแม้ว่าพวกเขาจะอ้างว่าเป็นการกระทำถูกต้องตามกฏหมาย แต่ตามระบบของหมายค้นแล้วควรมีการจำกัดขอบข่ายของเป้าหมาย

เดอะ การ์เดียน แหล่งข่าวผู้มีความรู้ด้านข่าวกรองผู้หนึ่งเห็นตรงกับฝ่ายทางการว่า ข้อมูลเหล่านี้ถูกรวบรวมอย่างถูกต้องตามกฏหมายภายใต้ระบบที่มีการคุ้มครองอย่างดี นอกจากนี้ยังสามารถให้ข้อมูลสำคัญในการตรวจจับและป้องกันอาชญากรรมร้ายแรงได้


อ้างกฏหมายเก่ามาใช้กับเทคโนโลยีใหม่

เอกสารดังกล่าวเปิดเผยว่า เมื่อปี 2012 ที่ผ่านมา GCHQ ได้รับ "ข้อมูลการใช้โทรศัพท์" 600 ล้านรายต่อวัน โดยพวกเขาได้เจาะใยแก้วนำแสง 200 แหล่งและสามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างน้อย 46 แหล่งภายในเวลาเดียวกัน ในแต่ละใยแก้วสามารถส่งผ่านข้อมูลได้ 10 กิกะบิท (พันล้านบิท) ต่อวินาที นั่นหมายความว่าตามทฤษฏีแล้วมันสามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่า 21 เพตาไบต์ (พันล้านล้านไบต์) ต่อวัน  และทาง GCHQ ยังได้พยายามขยายความสามารถโดยมีเป้าหมายให้สามารถส่งผ่านข้อมูลได้ในระดับเทระบิท (ล้านล้านบิท) ในคราวเดียว

โดยทาง GCHQ ใช้วิธีการติดตั้งระบบดักข้อมูลไว้ที่ใยแก้วนำแสงซึ่งพาดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก พวกเขาได้มีการตกลงอย่างลับๆ กับบริษัทธุรกิจที่มีการระบุไว้ในเอกสารว่า "ผู้ให้ความร่วมมือช่วยดักข้อมูล"

ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองบอกว่ามีเรื่องของกระบวนการจดทะเบียนทำให้บริษัทจำใจต้องร่วมมือกับ GCHQ อย่างไม่มีทางเลือก

แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญยังได้กล่าวอีกว่าวิธีการของ GCHQ เหมือนเป็นการ "งมเข็มในมหาสมุทร" แต่พวกเขาก็มีวิธีการตรวจหาแต่ "เข็ม" ที่เป็นเป้าหมายนั้นโดยไม่จำเป็นต้องอ่านข้อมูลอื่นๆ และเมื่อเจอเป้าหมายแล้วจะมีการบันทึกไว้ให้คณะกรรมการดักข้อมูลได้พิจารณา โดยเป้าหมายที่ระบุถึงคือเรื่องด้านความมั่นคง การก่อการร้าย องค์กรมาเฟีย และเรื่องสภาพความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจ

แต่เดอะ การ์เดียน ก็ยังคงตั้งข้อสงสัยในแง่ความชอบธรรมทางกฏหมาย เนื่องจากที่ปรึกษาด้านกฏหมายของ GCHQ ยอมให้องค์กรนำกฏหมายเก่ามาใช้กับเทคโนโลยีใหม่ คือกฏหมายข้อบังคับอำนาจสอบสวน (RIPA) ปี 2000 ซึ่งระบุให้การลอบดักข้อมูลเป้าหมายต้องมีหมายอนุญาตค้นที่เซนต์รับรองโดยรัฐมนตรีมหาดไทยหรือรัฐมนตรีการต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามทาง GCHQ ได้ใช้ข้อได้เปรียบทางกฏหมายโดยให้รัฐมนตรีต่างประเทศเซนต์รับรองการดักข้อมูลในหลายรูปแบบตราบใดที่ข้อมูลการสื่อสารด้านใดด้านหนึ่งอยู่ที่ต่างประเทศ และกฏหมายเมื่อ 13 ปีที่แล้วก็ไม่ได้ระบุขอบข่าย ทำให้ GCHQ ใช้ช่องโหว่ตรงจุดนี้ได้

นอกจากนี้การจำแนกประเภทเป้าหมายเช่นการก่อการร้าย, การค้ายาเสพติด, การฉ้อโกง ก็เป็นเรื่องปิดลับและไม่มีการนำมาถกเถียงในที่สาธารณะ

ตั้งแต่เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2012 นักวิเคราะห์ 300 คนจาก GCHQ และ 250 คนจาก NSA ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบข้อมูลจำนวนมาก เดอะ การ์เดียน กล่าวว่ามีพนักงาน NSA ทั้งหมด 850,000 คน และบริษัทเอกชนของสหรัฐฯ ที่มีสิทธิเข้าถึงเอกสารลับสุดยอดสามารถเข้าดูฐานข้อมูล ของ GCHQ ได้

 

เรียบเรียงจาก

GCHQ taps fibre-optic cables for secret access to world's communications, The Guardian, 21-06-2013
 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักศึกษาแสดงพลังค้าน มข.ออกนอกระบบ หน้าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย

Posted: 23 Jun 2013 03:07 AM PDT

กลุ่มนักศึกษา มข.ปฏิบัติการแต่งหน้า ชูป้าย เรียกร้องคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบ หน้าที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ณ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 
วันที่ 23 มิ.ย.56 เวลา 9.00 น.ที่สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เครือข่ายนักศึกษาคัดค้านมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกนอกระบบได้รวมตัวแสดงพลังโดยการถือป้ายและตะโกนข้อความ โดยมีใจความเรียกร้องให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่มาร่วมประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ให้สรุปบทเรียนข้อดี-ข้อเสียการบริหารงานของมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบแล้วและให้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวแก่สาธารณะโดยทั่วถึง
 
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.56 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบใน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ หรือ 'มหาวิทยาลัยนอกระบบ' ต่อมาในวันที่ 18 มิ.ย.56 ทางกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาคัดค้านมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกระบบได้ทำการส่งหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรีให้มีการเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว
 
โดยในวันดังกล่าวทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ทางกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาฯ จึงได้มีปฏิบัติการแต่งหน้าลายงิ้ว ยืนชูป้าย ต้อนรับและแสดงความคิดเห็นต่อบรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัย 27 สถาบันที่มาร่วมประชุม อยู่หน้าสำนักงานอธิการบดี
 
 
นายศักรินทร์ อ้องาม ผู้ประสานงานเครือข่ายนักศึกษาฯ กล่าวว่า ประเด็นปัญหาของมหาวิทยาลัยนอกระบบ นั้นใจความสำคัญอยู่ที่ผู้บริหารหรือผู้ส่วนเกี่ยวข้องในการผลักดันนโยบายดังกล่าวขาดความจริงใจในเผยแพร่ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างทั่วถึงและรอบด้านจากบรรดานักศึกษาและผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว
 
นายศักรินทร์ กล่าวด้วยว่า วันนี้เครือข่ายนักศึกษาฯ มายังที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั่วประเทศมารวมตัวกัน เป็นโอกาสดีที่บรรดานักศึกษาซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบตัวจริงจากนโยบายมหาวิทยาลัยนอกระบบ จะได้มาแสดงสิทธิขั้นพื้นฐานของตนที่ถูกลิดรอนไปจากบรรดาผู้มีอำนาจในสถาบันการศึกษา และจะบอกว่าเครือข่ายนักศึกษาฯ ไม่เอานโยบายดังกล่าว รวมถึงเรียกให้มีการทำการเผยแพร่ข้อมูลอย่างรอบด้านไปให้นักศึกษาทั่วถึงและจริงใจกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแท้จริง
 
"ในขณะที่ประเทศกำลังก้าวหน้าและเดินทางไปสู่การเป็นประชาธิปไตยในทุกๆวัน แต่สภาพการณ์ในมหาวิทยาลัยกลับไม่เคยปรับตัวตาม ยังคงสภาพกลิ่นอายเผด็จการในทุกๆตารางนิ้ว ทั้งการลิดรอนสิทธิต่างๆและปิดหูปิดตานักศึกษาไม่ให้รู้ข้อมูลอีกด้วย" นายศักรินทร์กล่าวทิ้งท้าย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รายงาน: เมื่อนักโทษการเมืองร่วมฉลองวันชาติ (24 มิถุนา)

Posted: 23 Jun 2013 02:48 AM PDT

 



 

ก่อนจะมีงานรำลึกวันชาติในเย็นวันนี้ (23 มิ.ย.) จนถึงเช้ามืดวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.) ซึ่งเป็นย่ำรุ่งของการประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองที่หมุดคณะราษฎร บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล นำโดย สุดา รังกุพันธุ์ หรือที่ใครๆ เรียก อาจารย์หวาน และกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงอิสระอื่นๆ อีกราว 40 คน ได้ร่วมกันฉลองวันชาติกับนักโทษการเมือง ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

สุวรรณา ตาลเหล็ก จากกลุ่ม 24 มิถุนาฯ กล่าวว่า เนื่องจากนักโทษการเมืองที่ยังหลงเหลืออยู่เกือบ 20 คน (ไม่รวมคดี มาตรา 112) นั้นไม่มีโอกาสได้ร่วมเฉลิมฉลองวันชาติดั้งเดิมของประเทศไทยกับคนอื่นๆ พวกเขาจึงขนย้ายหมุดคณะราษฎรอันเบ้อเริ่ม (จำลอง) มาที่นี่และร่วมร้องเพลงชาติ เวอร์ชั่น 24 มิถุนา กับนักโทษการเมือง

นอจากนี้ยังมีการจัดเลี้ยงอาหารทั้งผัดไทยปู ก๋วยเตี๋ยวหมู ขนมหวาน ผลไม้ โดยได้รับการสนับสนุนจากคนเสื้อแดงจากพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มีนบุรี ลาดกระบัง จันทบุรี รวมถึงจังหวัดอื่นๆ ที่แวะเวียนสลับกันมาจัดทำอาหารให้นักโทษการเมือง นอกจากนี้ยังมีการเล่นดนตรีของวงไฟเย็นและเปิ้ล วารี ด้วย

อันที่จริง ประเพณีการเยี่ยมนักโทษเสื้อแดงนั้นมีมานาน ตั้งแต่มีการย้ายผู้ต้องขังคดีการเมืองแยกออกมาจากเรือนจำปกติ ตามเสียงเรียกร้องของหลายฝ่ายว่าการกระทำผิดจากแรงจูงใจทางการเมืองนั้นต่างออกไปจากการก่ออาชญากรรม เสียงสำคัญเสียงหนึ่งคือ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)

ประเพณีนี้น่าสนใจในแง่ที่จุดเริ่มต้น การจัดการ กระบวนการต่างๆ นั้นเกิดขึ้นจากประชาชนที่พยายามดูแลประชาชนด้วยกันเองหลังการสลายการชุมนุมเมื่อเดือนพ.ค.53

ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค.2553 หรือ ศปช. รายงานว่าช่วงต้นๆ ของการจับกุมคุมขังนั้นมีประชาชนถูกจับกุมถึงเกือบ 2,000 คน ช่วงนั้นเรียกว่าเป็นช่วงฝุ่นตลบที่ยังไม่มีใครช่วยเหลือใครได้ ส่วนใหญ่เป็นคดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนที่ต้องยกฟ้องไปก็มีหลายคดี เพราะเป็นเพียงผู้ผ่านทาง มีกระทั่งกรณีคนเร่ร่อนเก็บขยะที่ยังโดนจับกุมและอยู่ในเรือนจำนาน 6 เดือนก่อนศาลจะยกฟ้อง (อ่านที่ ยกฟ้องคดีคนเร่ร่อนฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังจำคุกกว่า 5 เดือน) จนกระทั่งผ่านมา 1 ปีหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมก็ยังพบว่ามีผู้ต้องขังทั่วประเทศอีกราว 130 กว่าคน ส่วนใหญ่จากข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

จากนั้นจึงเหลือผู้ที่ถูกฟ้องคดีและต้องโทษนานนับปีที่จะถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรือนจำคลองเปรม และเรือนจำประจำจังหวัดอื่นๆ ที่มีความพยายามเผาศาลากลาง กระทั่งวันที่ 17 ม.ค.2555 จึงมีคำสั่งย้ายนักโทษจากการสลายการชุมนุมมารวมกันที่เรือนจำหลักสี่ ยกเว้นคดี มาตรา 112 ซึ่งในเรื่องนี้สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือแซ่ด่าน ได้เคยท้วงติงไว้ว่า คดีมาตรา 112 ถือเป็นนักโทษทางความคิด เป็นการเมืองเสียยิ่งกว่าการเมือง

 


ตุ๋ย กัลยา
 

ตุ๋ย กัลยา เป็นหนึ่งในเสื้อแดงหลายๆ คนที่ตระเวนเยี่ยมเยียนนักโทษเป็นประจำ รวมทั้งจัดการสิ่งต่างๆ แม้แต่การซื้อหาหยูกยาให้นักโทษเล่าว่า เธอเริ่มเยี่ยมนักโทษตั้งแต่ก่อนที่สุรชัย แซ่ด่านจะโดนจับเมื่อ 21 ก.พ.54 และพบว่าพวกเขาส่วนใหญ่มีฐานะยากจน มีความเป็นอยู่ในเรือนจำที่ยากลำบาก ครอบครัวก็ลำบาก ทำให้เกิดความสงสารและต้องมาเยี่ยมพวกเขาบ่อยครั้ง จนกระทั่งมีการย้ายผู้ต้องขังจำนวนหนึ่งไปเรือนจำหลักสี่ก็ตามไปเยี่ยมทั้งสองที่

"เราได้ข่าวว่าพวกนักโทษ(ที่หลักสี่)อดๆ อยากๆ ก็เลยขออนุญาตผู้คุมเอาอาหารมาเลี้ยง ตอนแรกๆ มาทุก จันทร์ อังคาร ศุกร์ ทำได้สักสามสี่เดือนก็ต้องลดลงเหลืออาทิตย์ละวัน เพราะมื้อนึงก็ต้องควักประมาณสี่พัน" กัลยากล่าว

ทั้งนี้ เรือนจำหลักสี่มีการคุมขังเหมือนผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วไป แต่อนุโลมในระเบียบบางประการ เช่น สามารถฝากอาหารได้ และไม่จำกัดเวลาเยี่ยม

จากนั้นกลุ่มแดงมีนบุรีที่เธอสังกัดจึงเริ่มช่วยกันระดมทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัตถุดิบมาทำอาหาร แต่สุดท้ายความช่วยเหลือก็ดูเหมือนเริ่มขยายวง

"มวลชนเขาก็ช่วยกันบริจาค แต่พอเห็นญาตินักโทษแล้ว เราก็เอาไม่ลง เลยบริจาคเป็นค่าเดินทางให้ญาตินักโทษไป" เจ้าตัวกล่าวพร้อมหัวเราะ

บรรยากาศลุ่มๆ ดอนๆ ของกลุ่มต่างๆ ที่สลับแวะเวียนกันมาที่เรือนจำมีให้เห็นไม่ขาดสาย รวมถึงกลุ่มปฏิญญาหน้าศาลที่เข้ามาร่วมเลี้ยงอาหารและหลายๆ ครั้งก็จัดกิจกรรมเสวนาที่เรือนจำด้วย

อาจกล่าวได้ว่าในช่วง 2553 กับ 2554 ทั้งปีจะเป็นช่วงที่ผู้ต้องขังอยู่ในสภาพที่ยากลำบาก และได้รับการประคับประคอง ดูแลทั้งการเยี่ยม อาหาร การเงินจากคนเสื้อแดงด้วยกันเอง ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่คนมีฐานะ โดยไม่มีแกนนำ ไม่มีนักการเมืองเข้ามากให้การดูแลไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม กระทั่งปลายปี 54 จึงมีการระดมทุนจากเสื้อแดงต่างประเทศและเริ่มมีความช่วยเหลือนักโทษและญาติอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เป็นค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ รายเดือน

ประสิทธิ์ พลอยทับทิม ผู้ต้องขังที่ถูกศาลลงโทษจำคุก 1 ปีกว่า จากการขัดขวางเทศกิจเข้ามารื้อเวทีกลุ่มพิราบขาว และถูกเทศกิจตีจนขาหัก เล่าว่า คดีของเขาเกิดเมื่อปี 50 แต่เพิ่งถูกตัดสินจำคุกเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากที่ผ่านมาเขาได้ขึ้นศาลเพียง 2-3 ครั้ง แล้วทนายก็ไม่ติดต่ออีก เขาจึงคิดว่าคดีสิ้นสุดแล้วและประกอบอาชีพ รปภ.ที่ชลบุรีต่อไปตามปกติจนกระทั่งถูกจับกุมและพิพากษาจำคุก 1 ปี  

ประสิทธิ์พูดทั้งน้ำตาว่า ถ้าเขาไม่ได้มวลชนคอยมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ และ "ป้าน้อย" ภรรยาสุรชัย แซ่ด่าน ที่มาเยี่ยมและคอยให้ความช่วยเหลือลูกสาวคนเดียวของเขาที่อุดร เขาคงคิดฆ่าตัวตายในคุกในนานแล้ว

 


ลูกสาวประสิทธิ์ พลอยทับทิม

"ถึงเราจะเป็นคนยากคนจน เราก็รู้เรื่อง เราสู้เรื่องประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 48 แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีใครเหลียวแล ผมไม่โทษใคร แต่ผมน้อยใจ ที่ยังอยู่ได้ก็เพราะห่วงลูกสาว รับจ้างทำนาเลี้ยงยายคนเดียวอยู่ที่อุดร ค่าจ้างก็ได้แค่ข้าว 2 กิโล ลงมาเยี่ยมเดือนละครั้งก็ยากลำบาก มันเครียดมากๆ เพราะเรารู้สึกว่าไม่ได้ทำผิดอะไร คนอื่นมีญาติมาเยี่ยม แต่เราไม่มี ลูกก็ต้องมาลำบาก" ประสิทธิ์กล่าว

กัลยา ยังเล่าว่า นักโทษการเมืองหลายคนมีอาการซึมเศร้า โดยยกตัวอย่างพิทยา แน่นอุดร อดีตผู้ต้องขังคดีครอบครองวัตถุระเบิดหรือประทัดยักษ์ อยู่ในเรือนจำมา 3 ปีกว่า ก่อนที่จะได้รับการพักโทษ ซึ่งเป็นมาตรการทั่วไปสำหรับนักโทษชั้นดี เขาเคยมีอาการซึมเศร้า เครียดจัดจนถึงขั้นทำร้ายตัวเอง เพราะหลังจากเขาอยู่ในเรือนจำไม่นานพ่อก็เสียชีวิตลง จากนั้นไม่ถึง 2 เดือนแม่ก็เสียชีวิตตามไป ทำให้เพื่อนผู้ต้องขังต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

 "พวกเขาไมได้ทำผิดอะไร เขาเป็นแค่นักโทษการเมือง 3 ปีที่จับมาขังอย่างนี้พอหรือยัง ในเมื่อแกนนำก็ยังให้ประกันได้ ทำไมพวกนี้ถึงไม่ได้ เขาไม่มีพิษมีภัยอะไร มีแต่คนยากคนจนทั้งนั้น" กัลยากล่าวท้ายที่สุด

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หน้ากากขาวมาตามนัดรวมตัว 'เซ็นทรัลเวิลด์-ตจว.-ตปท.'

Posted: 23 Jun 2013 02:10 AM PDT

หน้ากากขาวรวมตัว เซ็นทรัลเวิลด์ ต่างจังหวัด "ออสเตรเลีย-ฮ่องกง" เอาด้วย บชน.คาดชุมนุมหน้ากากขาว 3,000 ยันดูแลเต็มที่ 40 ส.ว.ซัด 'เฉลิม' ขู่หน้ากากขาวหวังสกัดมวลชน

 
 
 
 
 
 
 
 
การชุมนุมของกลุ่มหน้ากากขาวในกรุงเทพ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ (ที่มาภาพ: www.facebook.com/V.For.Thailand)
 
 
23 มิ.ย.56 - เว็บไซต์คมชัดลึกรายงานว่าเมื่อเวลาประมาณ 13.00 น. กลุ่มหน้ากากขาว ได้รวมตัวกันที่ด้านหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยทางห้างได้นำรั้วเหล็กมากั้นเอาไว้ แต่ผู้ชุมนุมก็ยังเข้ามาชุมนุมในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  ทั้งนี้ในการรักษาความปลอดภัยได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยรักษาความปลอดภัยอยู่ที่บริเวณทางเข้าห้าง และเข้มงวดเรื่องการตรวจอาวุธ  
 
จากนั้นเวลา 14.25 น. กลุ่มหน้ากากขาวเคลื่อนตัวออกจากหน้าห้างเซ็นทรัลเวิลด์ มุ่งหน้าไปจัดกิจกรรมที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างเคลื่อนขบวนได้มีมอเตอร์ไซค์นำหน้า จากนั้นตามมาด้วยมวลชน  ทั้งนี้ระหว่างทางที่ผ่านสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็หยุดขบวนและกล่าวโจมตีการทำงานของตำรวจและพร้อมใจกันตะโกนข้อความ "ขี้ข้าทักษิณ" โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 กองร้อยนำโล่มาตั้งแถวป้องกัน
 
นอกจากวันนี้ที่มีการนัดรวมตัวของกลุ่มหน้ากากขาวทั่วประเทศไทยแล้วยังมีการรวมตัวของกลุ่มคนไทยใส่หน้ากากขาวในต่างจังหวัด และต่างประเทศ ที่ประเทศออสเตรเลีย และ เกาะฮ่องกง ด้วย โดยมีการโพสต์รูปและคลิป ผ่านทางโซเชียลเน็ทเวิร์กอย่างคึกคัก
 
"สุริยะใส" ชี้ปรากฎการณ์หน้ากากขาว ฉีกหน้ากาก ปชต.ของระบอบทักษิณ
 
ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics) กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่มคนหน้ากากขาวว่า ตนเห็นว่าการขยายตัวในวงกว้างของหน้ากากขาวทั้งในประเทศ และนอกประเทศมีมากขึ้น บวกกลับมีหน้ากากขาวกำลังไล่รัฐบาลในบางประเทศ เช่น ที่บราซิล ตุรกี เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ออกอาการหวั่นไหว จึงพยายามข่มขู ทำลายความชอบธรรมไม่เว้นแต่ละวัน กระแสหน้ากากขาวทะลุทะลวงสภาวะการเมืองไทย 2 ระดับจนอาจส่งผลให้รัฐบาลชุดนี้พังพาบไปก่อนเวลา การทะลวงระดับหนึ่ง คือ การก่อรูปของขบวนการต่อต้านระบอบทักษิณที่ยังมีอยู่ แต่ที่ผ่านมากระจัดกระจายรวมกันไม่ติดและถูกตราตรึงด้วยกลไกลที่ฉ้อฉลของรัฐ และคำสั่งศาลที่ห้ามแกนนำร้อยกว่าคนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหว
 
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า ก่อนหนี้มีความพยายามฮึดสู้ขององค์กรพิทักษ์สยามหรือม็อบ เสธ.อ้าย แต่สุดท้ายก็ถูกจัดการด้วยกฎหมาย ความรุนแรงและสารพัดเล่ห์กลของรัฐจนหยุดการชุมนุมเสธ.อ้ายได้ ทำให้รัฐบาลย่ามใจว่าเป็นจุดจบและขาลงของขบวนการต้านระบอบทักษิณ พอมีปรากฎการณ์หน้ากากขาว ทำให้ขบวนการต้านระบอบทักษิณฟื้นคืนชีพมาอีก และขยายวงได้เร็วและกว้างขึ้นกว่าเดิม ยิ่งรัฐบาลขาลงปรากฎการณ์การณ์หน้ากากขาวยิ่งทรงพลังสวนทางกัน
 
ส่วนการทะลวงในระดับที่สอง คือ การตีฝ่ากับดักทางยุทธศาสตร์ "โลกล้อมประเทศ" ที่พ.ต.ท.ทักษิณ เคยว่าจ้างไหว้วานบริษัทล็อบบี้ยิสต์กล่าวหาประเทศไทยว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะมีการยึดอำนาจของเขาที่มาจากการเลือกตั้ง และวาดภาพว่าประเทศไทยเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย และล่าสุดสปีชของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ที่มองโกเลียและศรีลังกา ที่บิดเบือนว่าประเทศไทยยังมีกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยป้ายสีการตรวจสอบรัฐบาลว่าเป็นขบวนการนอกรัฐธรรมนูญ พอมีหน้ากากซึ่งเป็นสัญลักษณต่อสู้กับอำนาจที่ฉ้อฉลในระดับสากลทำให้ต่างประเทศหูตาสว่างว่าประเทศไทยกำลังถูกครอบงำด้วยระบอบทักษิณ เพราะขบวนการหน้ากากขาวได้ฉีกหน้ากากประชาธิปไตย หรือเผด็จการทางรัฐสภาของรัฐบาลหุ่นเชิดลงอย่างสิ้นเชิง
 
 
บชน.คาดหน้ากากขาวม็อบ 3,000 ยันดูแลเต็มที่
 
เว็บไซต์ไอเอ็นเอ็นรายงานว่า พล.ต.ต.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวย้ำกับสำนักข่าว ไอ.เอ็น.เอ็น. ถึงการนัดหมายการชุมนุมของหน้ากากขาวในวันนี้ บริเวณลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 13.00 น. ว่า จากการประเมินตัวเลขของผู้ร่วมชุมนุม คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 3,000 คน ซึ่งการวางกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยนั้น ก็ได้มีการเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ อีกทั้งมีการประเมินสถานการณ์และการข่าวชั่วโมงต่อชั่วโมง เพื่อพิจารณาการเพิ่ม-ลดกำลังเจ้าหน้าที่ เนื่องจากสถานที่รวมตัวเป็นพื้นที่เปิด พื้นที่สาธารณะ จะต้องพิจารณาการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง เพราะอาจไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชนที่อาศัยเเละสัญจรผ่านไปมา หรือเดินศูนย์การค้าดังกล่าวได้
 
ขณะเดียวกัน การเฝ้าระวังก็เป็นอีกเรื่องที่ตำรวจให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งระหว่างผู้สนับสนุนและฝ่ายตรงข้าม รวมไปถึงมือที่สาม ที่อาจจะเข้ามาก่อความวุ่นวายได้ อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.ฐิติราช ยังกล่าวย้ำว่า ตำรวจจะพยายามดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเต็มที่
 
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการชุมนุมของหน้ากากขาว ว่า ได้มีการคุยกันว่าเป็นกลุ่มเดิมที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลที่เคลื่อนไหวเพื่อต้องการล้มรัฐบาล ซึ่งก็ติดตาม และดูข้อเรียกร้องอยู่ ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะมีมือที่ 3 วางระเบิดนั้น ก็คงจะเป็นการพูดเพื่อปรามมือที่ 3 ด้วย ซึ่งมีความเป็นห่วงเช่นกัน เพราะขณะนี้สภาปิด การเมืองก็อยู่นอกสภา แต่เชื่อว่า สถานการณ์เหล่านี้จะหมดไปเมื่อสภาเปิด
 
 
 
40 ส.ว.ซัด "เฉลิม" ขู่หน้ากากขาวหวังสกัดมวลชน
 
ด้านเว็บไซต์โพสต์ทูเดย์รายงานว่านายประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหาในฐานะประธานอนุกรรมาธิการศึกษาติดตามการดำเนินงานด้านสิทธิเสรีภาพ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่าอาจมีระเบิดโยนใส่ที่ชุมนุมกลุ่มหน้ากากขาวว่า ว่า เป็นความต้องการที่จะข่มขู่เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม หลังจากที่รู้ดีว่าหมดปัญญาที่จะหยุดการเติบโตของกลุ่มหน้ากากขาวได้แล้ว จึงใช้วิธีการที่ถนัดคือการข่มขู่ พร้อมกับป้ายสีว่ากลุ่มหน้ากากขาวได้รับใบสั่ง ทั้งที่ความจริงไม่มีใกล้บงการกลุ่มนี้ได้ ทั้งนี้ กลุ่มหน้ากากขาวอาจจะมาจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งเสื้อเหลือง กลุ่มหลากสี กลุ่มสนามหลวง ประชาธิปัตย์ หรือนานาประชาชนแต่ก็มีหัวใจดวงเดียวกันคือ ไม่เอาเผด็จการทุนสามานย์ของระบอบทักษิณและเห็นว่าบ้านเมืองบรรลัยไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว
 
"หน้ากากขาวมีความเชื่อมั่นในพลังแห่งความถูกต้องที่ต้านยันใครหรือกลุ่มใดก็ตามซึ่งทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน ใช้อำนาจบาตรใหญ่ฉ้อฉลและย่ำยีประเทศชาติ เขาไม่จำเป็นต้องรู้จักกัน เขาไม่ต้องมีใครมาชี้นำ แต่เขารู้ว่าเขาควรทำอย่างไร และจะเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างไร ด้วยการใช้สิทธิแสดงออกตามรัฐธรรมนูญคือชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งไม่มีกฏหมายฉบับใดมาเอาผิดได้ โดยไม่ได้ใช้ความเถื่อนถ่อยหรือวิธีอันธพาลใดๆเลยไนายประสารกล่าว
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กานดา นาคน้อย: ข้าว เหล้า ไวน์

Posted: 23 Jun 2013 01:14 AM PDT

ช่วงนี้รัฐบาลโดนโจมตีว่านโยบายจำนำข้าวสร้างภาระทางการคลังมากมายมหาศาล   ยังไม่ชัดเจนว่ามหาศาลเท่าการขาดทุนขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน(ปรส.)หรือเท่าการเพิ่มงบประมาณกลาโหมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รัฐประหารปี 2549หรือไม่?    บ้างก็เสนอว่านโยบายประกันราคาข้าวดีกว่านโยบายจำนำข้าว     ที่จริงแล้วมีนโยบายช่วยชาวนาที่ดีกว่าการแทรกแซงราคาข้าวแต่ยังไม่มีรัฐบาลไหนสนใจทำ  อาทิ  การจัดตั้งโรงสีในรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อลดอำนาจตลาดของโรงสีเอกชน   เปิดเสรีธุรกิจสุราเพื่อส่งเสริมการแปรรูปข้าว   ฯลฯ 

ไทยเปิดแล้วตั้งแต่พศ. 2546แล้วไม่ใช่หรือ?

แม้ว่าในยุครัฐบาลทักษิณ 1 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ส่งเสริมการใช้ผลผลิตทางการเกษตรทำสุรากลั่นชุมชนของประชาชนในท้องถิ่น   การส่งเสริมดังกล่าวมีข้อจำกัดมากจนเกินกว่าจะเรียกได้ว่าไทยเปิดเสรีสุราแล้ว   ข้อจำกัดที่สำคัญมีดังต่อไปนี้

1.    อนุญาตให้ผลิตสุราชุมชนแบบ"สุรากลั่น"แต่ไม่อนุญาตให้ผลิต"สุราแช่"  และกำหนดว่าสุรากลั่นชุมชนต้องมีแรงแอลกอฮอล์เกินกว่า 15 ดีกรีแต่ไม่เกิน 40 ดีกรี

สุราแช่อาศัยการหมักซึ่งให้สุราที่มีแอลกอฮอล์ต่ำกว่าสุรากลั่น   สุราแช่มีแอลกอฮอล์ระหว่าง 4-23 ดีกรี (อาทิ ไวน์คูลเลอร์  เบียร์ ไวน์  พอร์ต)   ประเด็นสำคัญคือมติครม.สงวนสุราแช่ไว้ให้ผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่ราย   การไม่เปิดเสรีหมายความว่ารัฐบาลยินยอมให้ผู้ผลิตสุราไม่กี่รายเป็นอภิมหาเศรษฐีโดยไม่แบ่งกำไรให้ผู้ผลิตชุมชน   ประชาชนที่ถือศีล 5 อาจจะหวาดกลัวว่าการเปิดเสรีจะทำให้อาชญากรรมเพิ่มขึ้น   ขอแนะนำให้ศึกษากรณีของญี่ปุ่น   ญี่ปุ่นอนุญาตให้รายย่อยผลิตสุราแช่ได้  ญี่ปุ่นมีสุราแช่สารพัดยี่ห้อจนนับไม่ถ้วน    แต่ญี่ปุ่นมีอาชญากรรมน้อยติดอันดับโลก  

2.    กำหนดว่าสุรากลั่นชุมชนต้องติดฉลากว่า"สุราขาว"

การจำกัดฉลากว่าสุราขาวหรือที่เรียกกันว่า "เหล้าขาว"ทำให้มีภาพพจน์ว่าสุราชุมชนเป็นสินค้าคุณภาพต่ำทั้งๆที่สุรากลั่นในต่างประเทศมีคุณภาพหลากหลายและมีชื่อเรียกสารพัดแล้วแต่ว่าใช้วัตถุดิบอะไร   ที่จริงแล้วสุรากลั่นที่ตีตลาดโลกจนขายดีทีสุดในโลกคือสุรากลั่นเกาหลีใต้ที่ทำจากข้าว(เดี๋ยวนี้ใช้แป้งชนิดต่างๆรวมทั้งแป้งมันสำปะหลังด้วย)    รัฐบาลควรยกเลิกการจำกัดฉลากสุราชุมชนด้วยคำว่า "สุราขาว"และตั้งชื่อใหม่ตามแต่วัตถุดิบเพื่อยกระดับภาพพจน์ของสุรากลั่น     ที่สำคัญ   ถ้ารัฐบาลอนุญาตให้ผู้ผลิตสุราชุมชนผลิตสุราแช่ได้   สุราชุมชนสามารถติดฉลาก "ไวน์คูลเลอร์"หรือ "ไวน์" หรือ "เบียร์" ได้เหมือนผู้ผลิตรายใหญ่   ไวน์ไม่จำเป็นต้องผลิตจากองุ่นเท่านั้น    ในต่างประเทศมีไวน์ข้าวสารพัดยี่ห้อ   ไวน์ผลไม้ก็มีสารพัดชนิด   เช่น ไวน์สัปปะรด   แทนที่รัฐบาลไทยจะสงวนฉลาก "ไวน์"ไว้ให้ไวน์นำเข้าและไวน์องุ่นของผู้ผลิตรายใหญ่   รัฐบาลน่าจะให้ฉลาก"ไวน์"กับสุราชุมชนเพื่อขยายตลาดข้าว(และสินค้าเกษตรต่างๆ)ให้กว้างขึ้น

3.    อำนาจของอธิบดีกรมสรรพสามิตที่จะอนุญาตให้ผลิตสุราชุมชนหรือไม่ยังอ้างอิงพรบ.สุราพศ. 2493 ที่กีดกันการแข่งขัน

สาระสำคัญของพรบ.ดังกล่าวคือการส่งเสริมการผูกขาดการผลิตและจำหน่ายสุราโดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล   การกีดกันด้วยอัตราภาษีนำเข้าทำให้ผู้ผลิตในประเทศไม่กี่รายที่รัฐบาลคุ้มครองอยู่ขายสุราด้วยราคาแพงได้    พรบ.สุราพศ.2493โดนแก้มาหลายครั้งโดยเฉพาะทีเกี่ยวข้องกับอัตราภาษีแต่ยังไม่ยกเลิก  ที่สำคัญ  อำนาจของอธิบดีกรมสรรพสามิตที่จะอนุญาตให้ผลิตสุราหรือนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง   พรบ.นี้เก่าแก่ล้าหลังและสนับสนุนการผูกขาดยิ่งกว่าพรบ.การธนาคารพาณิชย์   

ก้าวไปให้พ้นการจำนำข้าว

การเปิดเสรีสุราสามารถเปลี่ยนโครงสร้างการตลาดเพื่อช่วยชาวนาและเกษตรกรโดยรวมในระยะยาวได้   การเปิดเสรีสุราเป็นนโยบายทั่วไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว   ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  สหรัฐฯ  หรือประเทศพัฒนาแล้วในยุโรปตะวันตก   การเปิดเสรีไม่ได้หมายความว่าใครก็ลุกขึ้นมาผลิตสุราขายได้เหมือนขายเสื้อ   แต่หมายความว่ากระบวนการให้ใบอนุญาตโปร่งใสและตรวจสอบได้กว่ากระบวนการของไทย   และกฎหมายสนับสนุนการแข่งขันไม่ใช่ส่งเสริมการผูกขาด     การเปิดเสรีสุราดีกว่าการจำนำข้าวที่มีผลระยะสั้น    ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกผันผวนมากดังนั้นรัฐบาลควรเลิกยึดติดกับสถานะ"ผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ในตลาดโลก"   การเปิดเสรีสุราจะช่วยขยายตลาดในประเทศให้แก่ข้าวและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ    

ว่าแต่ว่านักการเมืองที่โจมตีการจำนำข้าวจะผลักดันการเปิดเสรีสุราไหม?   หรือว่าขี่หลังสิงห์หลังช้างแล้วลงไม่ได้?   

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จากจลาจลที่บราซิลสู่การประท้วงหน้ากากขาว

Posted: 22 Jun 2013 11:14 PM PDT

เดิมกะจะเล่าเรื่องการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 และสัปดาห์หนังสือการเมือง-ประวัติศาสตร์ที่ร้านทีพีนิวส์ซึ่งเริ่มต้นแล้วในวันนี้ แต่มีข่าวคืบหน้าจากเหตุจลาจลประท้วงในบราซิลที่น่าสน ใจมาก เราสนทนาเรื่องนี้มาแล้วสองวัน ผมต้องขออีกสักวัน เพื่อเล่าเรื่องต่อให้สมบูรณ์ พรุ่งนี้คงจะได้เข้าเรื่อง 24 มิถุนา และหนังสือดีบางเล่มที่อาจช่วยให้ชาวประชาธิปไตยเราเดินถูกทางขึ้น ด้วยการเชื่อมโยงเจตนา วิธีการ จุดเด่น และจุดด้อยจากสมัยคณะราษฎร์มาจนถึงสมัยปัจจุบัน กรณีศึกษาล่าสุดจากบราซิลอาจทำให้เรามองเห็นตัวเราชัดเจนขึ้นในหลายทางคล้ายกับส่องกระจก ส่วนไหนเป็นประเพณีการเมืองของเขาที่เราไม่ปรารถนาจะรับ เราก็ถามประชาชนและผลักออกไว้ที่ด้านข้าง จุดที่อยากเพ่งมองลงไปในวันนี้ไม่ใช่ตัวขบวนประท้วงหรือสภาพการประท้วง แต่เป็นผลกระทบต่อผู้ที่ทำหน้าที่รัฐบาลอยู่ โดยเฉพาะประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงมาก่อน
 
ประธานาธิบดีคนปัจจุบันแห่งสาธารณรัฐบราซิลเป็นสุภาพสตรี มีชื่อว่า ดิลม่า รุสเสฟฟ์ อายุ 65 ปี เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2554 ต่อจาก หลุยส์ ลูล่า เดอ ซิลวา ผู้เป็นอดีตประธานาธิบดีที่นางรุสเสฟฟ์ทำหน้าที่ปลัดบัญชาการทำเนียบประธานาธิบดี หรือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาหมายเลขหนึ่งมาก่อนนั่นเอง ประธานาธิบดีลูล่าและรุสเสฟฟ์จึงสังกัดพรรคการเมืองเดียวกัน คือพรรคแรงงานบราซิล (Workers' Party) ความแปลกประหลาดของประธานาธิบดีรุสเสฟฟ์มาจากภูมิหลังแต่เดิมของครอบครัวเธอ ในขณะที่อดีตประธานาธิบดีลูล่าเป็นนักวิชาการฝ่ายซ้ายที่ใช้ชีวิตคลุกคลีมากับชนชั้นกรรมกรและสื่อสารกับคนจนของประเทศได้ดี 
 
ประธานาธิบดีรุสเสฟฟ์กลับเป็นลูกสาวเศรษฐีเชื้อสายบัลแกเรียที่มั่งคั่ง เธอเติบโตแบบชนชั้นกลางค่อนข้างสูงมาตลอดชีวิต แต่เลือกเป็นนักสังคมนิยมในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยในภายหลัง ชื่อเสียงของเธอเริ่มขจรขจายเมื่อเธอร่วมต่อสู้กับเผด็จการทหารในช่วงปี พ.ศ.2513-2515 คล้ายๆ ขบวนการนักศึกษาไทยที่เริ่มเผชิญหน้ากับระบอบถนอม-ประภาส เธอถูกจับและถูกทรมานหลายครั้ง เมื่อออกจากคุกก็ร่วมตั้งพรรคการเมืองชื่อแรงงานประชาธิปไตยขึ้นมา ได้รับตำแหน่งสูงในระดับท้องถิ่นและได้เป็นรัฐมนตรีระดับชาติหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็เกิดความขัดแย้งในช่วงรัฐบาลประธานาธิบดีโอลิวิโอ้ ดูดร้าและตัดสินใจย้ายพรรคมาสู่พรรคแรงงานบราซิล จนได้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในช่วงที่ "ครูใหญ่" คือลูล่าได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ส่วนตำแหน่งปลัดบัญชาการทำเนียบประธานาธิบดีนั้น เธอมาเป็นในภายหลัง ซึ่งกลายเป็นฐานการเมืองที่ผลักดันให้เธอเป็นทายาททางการเมืองของประธานาธิบดีลูล่าและรับตำแหน่งต่อจากลูล่าจนปัจจุบัน
 
เหตุที่ต้องเล่าประวัติของประธานาธิบดีรุสเสฟฟ์มายืดยาว เพราะเกี่ยวกับเหตุประท้วงและคำปราศรัยฉุกเฉินของนางเมื่อคืนนี้ เมื่อเห็นแล้วว่าการประท้วงเพราะรัฐบาลขึ้นค่ารถเมล์และขนส่งมวลชนกลายสภาพเป็นการจลาจล ด้วยเรื่องที่พอกพูนขึ้นมาเป็นการต่อต้านโครงสร้างเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม และการฉ้อราษฎร์บังหลวง ประธานาธิบดีรุสเสฟฟ์ก็แสดงความรู้ร้อนรู้หนาวโดยประกาศเลื่อนเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเป็นปี และให้สัมภาษณ์ว่านางรู้สึก "ภูมิใจ" ที่เห็นคนบราซิลใช้สิทธิพลเมืองอย่างเต็มที่ในการชุมนุมประท้วง แต่แล้วการประท้วงก็ยังดำเนินต่อไป ทั้งที่กรุงบราซิเลีย นครเซาเปาโล นครริโอเดอจาเนโร่ และอีกหลายต่อหลายจุด ทำท่าจะขยายตัวไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการประท้วงการแข่งขันฟุตบอลนัดต่างๆ รวมทั้งฟุตบอลโลกที่บราซิลเป็นเจ้าภาพในปีหน้า ประชาชนกลุ่มนี้รู้สึกว่ารัฐบาลใช้งบประมาณเกินตัวจนกระทบต่อสวัสดิการสังคมด้านอื่นๆ สุดท้ายนางรุสเสฟฟ์ตัดสินใจเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดฉุกเฉินเมื่อวานนี้ หลังจากนั้นก็นำมาตรการที่สรุปได้ปราศรัยให้ประชาชนทั่วประเทศฟังทางโทรทัศน์และสื่ออื่นๆ ทุกประเภท สิ่งที่ประธานาธิบดีบราซิลกล่าวนั้นเรียกได้ว่าเป็น "สัญญาประชาคม" และน่าจะนำมาใคร่ครวญให้มาก
 
นางรุสเสฟฟ์ประกาศว่า รัฐบาลบราซิล "ได้ยิน" เสียงตะโกนของประชาชนในครั้งนี้อย่างชัดเจน นางออกตัวว่าการควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีการใช้น้ำและแก๊สน้ำตา เป็นมาตรการปกติในการจำกัดความเสียหายจากการจลาจล มิใช่การสื่อสารว่ารัฐบาลปฏิเสธที่จะฟัง นางประกาศว่าจากนี้เป็นต้นไป รัฐบาลจะวางแผนการใหม่ที่จะปฏิรูประบบขนส่งมวลชนของประเทศ โดยจะใช้แนวคิดแบบสังคมนิยมมากขึ้นในการผลักดันนโยบายเหล่านั้น ถึงจะต้องผสมผสานกับการจัดการแบบทุนนิยม ซึ่งเอาความโลภของนักธุรกิจมาเป็นเครื่องมือกระตุ้นประสิทธิภาพ (ข้อหลังนี้ผมพูดเองครับ ไม่ใช่นางรุสเสฟฟ์) 
 
ส่วนเรื่องสำคัญเรื่องที่สองคือ จะปรับโครงสร้างการนำรายได้จากน้ำมันเสียใหม่ โดยจะจัดเงินรายได้เหล่านี้ให้กับการศึกษามากขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่สำคัญอีกเงื่อนไขหนึ่งของผู้ประท้วง 
 
เรื่องที่สามคือการปฏิรูประบบรักษาพยาบาล รัฐบาลจะจ้างแพทย์จากทั่วโลกมาทำงานในบราซิลเพื่อเพิ่มจำนวนแพทย์ที่ขาดแคลนอย่างหนักจนกระทบต่อบริการสุขภาพในภาพรวม 
 
เรื่องที่สี่คือนางจะพบปะกับกลุ่มต่างๆ ที่กำลังประท้วงจลาจลอยู่โดยให้จัดส่งผู้แทนเข้ามาคุยกันอย่างทั่วถึง 
 
เรื่องสุดท้ายคือความเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลนั้น นางปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิก แต่สัญญาว่าจะปรับวิธีการจัดการแข่งขันให้กระเทือนต่อประชาชนน้อยที่สุด นางย้ำว่า รายจ่ายและการลงทุนทั้งหมดมิได้มาจากเงินภาษีของประชาชนเลย แต่มาจากค่าธรรมเนียมซึ่งบริษัทธุรกิจทั้งหลายต้องจ่ายล่วงหน้าให้รัฐบาลเพื่อให้ได้สัมปทานใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับการจัดงาน นางจึงจะเดินหน้าต่อไป แต่จะรับฟังความเห็นจากผู้ประท้วงเพื่อนำมาปรับปรุงในรายละเอียด
 
คำพูดที่ผมติดใจและนำมาคิดต่อ มาจากประโยคเกือบสุดท้ายที่นางกล่าวเป็นภาษาปอร์ตุเกส ซึ่งแปลเป็นอังกฤษว่า "I want institutions that are more transparent, more resistant to wrongdoing" เมื่อแปลเป็นไทยคงออกมาในทำนองที่ว่า "ดิฉันต้องการจะเห็นสถาบันทางสังคมต่างๆ โปร่งใส และมีอำนาจต้านทานการกระทำผิดต่างๆ มากขึ้น" 
 
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ในเมืองไทยของเรานั้นมักจะชี้ผิดชี้ ถูกกันที่ตัวละครไม่กี่ตัว รัฐบาล ฝ่ายค้าน กองทัพ ศาล องค์กรอิสระ ฯลฯ องค์กรทางสังคมพวกนี้เรียกรวมๆ ได้ว่า สถาบันทางสังคม คือการรวมตัวของคน ระบบ แผนงาน ค่านิยม ผลประโยชน์ จนมีบุคลิกภาพของตัวเองขึ้นมา เกิดประเพณีและจารีตแบบของตนเองขึ้นมา จนบางทีก็แปลกแยกไปจากคนอื่นๆ ในสังคมเดียวกันไปเลย ดูหน่วยงานอย่างกระทรวงการต่างประเทศ การบินไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ สำนักพระราชวัง เป็นต้น สถาบันทางสังคมแบบนี้เขาถือตัวของเขาว่าเป็นอิสระอยู่ภายในกำกับของรัฐบาล เวลาต้องการอะไรจากรัฐบาลเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล แต่เวลารัฐบาลต้องการอะไรจากเขา โดยที่เขาอาจไม่เห็นด้วย ก็จะเกิดการแข็งข้อเป็นอิสระขึ้นมาทันทีเดี๋ยวนั้น และวิ่งไปขอสถาบันทางสังคมที่ใหญ่กว่าเป็นที่พึ่งและคุ้มครอง สถาบันที่นางรุสเสฟฟ์พูดถึง จึงสามารถเบ่งตัวขึ้นเป็นรัฐน้อยๆ จนเป็น "อิสระ" อยู่ในภายในรัฐใหญ่ได้ บางครั้งก็ถึงขั้นแปรพักตร์ไปร่วมมือกับสถาบันทางสังคมอื่นๆ ในรัฐ เช่น กองทัพ เป็นต้น เอาอาวุธมาก่อรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลเลยก็มี นางรุสเสฟฟ์จึงกำลังพูดถึงส่วนประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในสังคม และพูดอย่างถูกต้องด้วยว่า ต้องปฏิรูปสถาบันทางสังคมเหล่านี้ควบคู่ไปกับประชาธิปไตยด้วย มิฉะนั้นสถาบันพวกนี้จะกลายเป็นเซลล์มะเร็งที่กัดกินร่างกายของตัวรัฐเอง จนรัฐอยู่ไม่ได้ในที่สุด
 
รายละเอียดเล็กๆ ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ มีคนกลุ่มหนึ่งใช้หน้ากากขาว ("V For Vendetta") เป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงในครั้งนี้ด้วย ผมจึงนึกขึ้นได้ว่าคนที่ใส่หน้ากากขาวในเมืองไทยขณะนี้แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ประท้วงโดยบริสุทธิ์ใจเพราะไม่ชอบการกระทำบางอย่างของรัฐบาลจริงๆ ไม่ได้ออกมาเพื่อเล่นการเมืองกับใครเลย กลุ่มที่สองซึ่งเอาสัญลักษณ์หมูหมากาไก่อะไรก็ได้มาต่อต้านฝ่ายเสื้อแดง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเหลืองและหลากสีเก่า กลุ่มสุดท้ายเป็นนักยุทธศาสตร์ของฝ่ายอำมาตย์ศักดินาซึ่งกำลังหวังว่าจะพลิกเรื่องทั้งหมดของการทำลายประชาธิปไตยให้เป็นการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทุกยุค และทำให้ตัวเองอยู่ในฝ่าย "คนดี" เหมือนช่วงที่สังคมแบ่งออกเป็น "เทพ" และ "มาร" ในห้วงก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อ พ.ศ.2535
 
กลุ่มหลังนี่ล่ะครับที่ควรระมัดระวัง เพราะเขาจะอาศัยความบริสุทธิ์ใจของกลุ่มแรก มาทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยโดยคนในกลุ่มแรกก็อาจไม่รู้ตัวเลย เมื่อประธานาธิบดีบราซิลจี้จุดสำคัญได้ถึงขนาดนี้ เราควรหันมามองเมืองไทยและแยกแยะเสียให้ชัดระหว่าง 1) หน้ากากขาว 2) หน้ากากเก่า และ 3) หน้ากากผี. 
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น