โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สนง.ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนฯ ยินดี หลังแรงงานพม่าชนะคดีฟาร์มไก่ ไม่จ่ายค่าจ้าง สุเนตร: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันเสาร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

นิสิตวิศวะจุฬาฯ โวย หลังต้องจ่าย 5 พันเป็นค่าฝึกงานซัมเมอร์

Posted: 10 Jun 2017 08:24 AM PDT

นิสิตวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ โวยกิจการนิสิตหลังต้องจ่ายเงิน 5 พันบาทเป็นค่าหน่วยกิตฝึกงานภาคฤดูร้อน ชี้เหตุผลในการจ่ายเงินยังคลุมเครือ ด้านกิจการนิสิตแจง การจ่ายเงินเป็นไปตามระเบียบการลงทะเบียนเรียนของจุฬาฯ

ภาพจากเฟซบุ๊ก 'กิจการนิสิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ – เพจ'

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสวิพากษณ์วิจารณ์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กของนิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีต่อกิจการนิสิตของคณะขึ้น หลังจากที่กิจการนิสิตออกมาชี้แจงถึงเหตุผลที่นิสิตฝึกงานภาคบังคับในภาคฤดูร้อนทุกคนต้องจ่ายเงิน 5,000 บาท โดยนิสิตจำนวนมากมองว่าการชี้แจงนี้เป็นการตอบไม่ตรงคำถาม และไม่แสดงให้เห็นว่าเงินที่ต้องจ่ายไปนั้นทางคณะฯ นำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง

"สุดท้ายก็ตอบมาโดยที่ไม่ได้ตอบคำถามนิสิต ทุกคนก็ไม่พอใจ เหมือนถาม why แต่ตอบ what คืออยากได้เหตุผลว่าทำไมต้องจ่าย แจงมาให้เห็นว่านำเงินไปทำอะไรบ้าง หรือมันปรับอะไรไม่ได้เลยหรอ" นิสิตคนหนึ่งกล่าว

ส่วนนิสิตอีกคนหนึ่งก็ให้ความเห็นว่า ไม่ควรตอบคำถามด้วยการนำระเบียบมาอ้าง เพราะตนไม่ได้ใช้ทรัพยากร ห้องเรียน ตลอดจนเครื่องมือของทางคณะฯ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยเลย จึงคิดว่าการตอบคำถามของอาจารย์ในลักษณะนี้ยิ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่นิสิต

"มันทุเรศมากที่เด็กทวงคำถามแล้วเอาระเบียบมาอ้าง โดยไม่ได้คิดเลยว่าก็ระเบียบมันมีปัญหา อย่ามาบอกว่าเป็นค่าเล่าเรียน เราไม่ได้เรียน เราฝึกงาน แล้วมาอ้างว่าระเบียบมันเป็นแบบนี้ คนเป็นอาจารย์ถ้าจะตอบแบบนี้ไม่ต้องตอบหรอก มันเป็นเรื่องเพราะเขาตอบแบบนี้แหละ" นิสิตคนเดิมกล่าว

ทั้งนี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสืบเนื่องมาจากวันปฐมนิเทศนิสิตฝึกงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2560 โดยหลังจากการชี้แจงความสำคัญและระเบียบของการฝึกงานเสร็จสิ้น ก็มีการเปิดโอกาสให้นิสิตได้ถามคำถามที่สงสัย ทว่านิสิตกลับไม่ได้คำตอบที่น่าพอใจทั้งในห้องประชุมวันนั้นและการชี้แจงของกิจการนิสิตในเฟซบุ๊กที่ผ่านมานี้

"มีเพื่อนลุกขึ้นมาถามเลย ว่าทำไมต้องจ่ายเงิน เขาก็ตอบกลับมาว่า ไม่รู้ค่ะ เพิ่งเข้ามาทำงานปีแรก เดี๋ยวหาข้อมูลให้นะคะ พอมีอีกคนลุกขึ้นมาถามว่า คณะนิเทศไม่เห็นต้องจ่าย ทำไมเราต้องจ่าย เขาก็ตอบแบบเดิม คือถามอะไรเขาก็ตอบแต่ว่าไม่รู้ค่ะ เพิ่งมาใหม่ มันน่าหงุดหงิด" นิสิตคนหนึ่งกล่าว

นอกจากนี้ นิสิตคนนี้ยังบอกกับผู้สื่อข่าวอีกว่า เงินที่จ่ายไปกับสวัสดิการที่ได้มามันไม่คุ้มค่ากัน เพราะทางคณะก็ไม่ได้จัดหาที่ฝึกงานให้นิสิต ยังมีนิสิตจำนวนหนึ่งที่ยังไม่มีที่ฝึกงาน หรือมีเงินสนับสนุนให้นิสิตน้อยเกินไป การฝึกงานของคณะวิศวกรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ได้เงินเป็นรายวันจากสถานที่ฝึกงานอยู่แล้วก็จริง แต่ก็ไม่ใช่จำนวนมากมายถ้าเทียบกับค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าที่พักในกรณีต้องไปฝึกงานต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ

"คือคณะจะมีเงินซัพพอร์ทให้สำหรับคนที่ฝึกแล้วไม่ได้เงิน แต่เงินตรงนี้มันน้อยมาก 1,000 กว่าบาทราวๆ นี้ ซึ่งมันไม่พอ แล้วยังต้องมารับภาระจ่ายค่าเทอมอีก คือเงิน 5,000 บาทเรามีกำลังจ่ายแหละ แต่มันไม่สมเหตุสมผลไง เราไม่ได้เห็นเหตุผลเลยว่าสุดท้ายจ่ายไปทำไม"

นิสิตอีกคนหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวในเรื่องการทำงานของกิจการนิสิตของคณะที่ตนรู้สึกว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่สมควร และทำให้รู้สึกว่าจ่ายเงินไปไม่คุ้มค่า

"ทางบริษัทที่เรายื่นฝึกงานเขาจะส่งอีเมลมาที่กิจการนิสิต คราวนี้เราก็รอนานจนคิดว่ามันไม่ใช่และ เลยติดต่อไปถามบริษัท เขาบอกว่าส่งอีเมลมานานแล้ว พอถามกิจการนิสิตเขาบอกว่าเขายังไม่ได้ เราเลยให้บริษัทส่งมาให้ แล้วพอกิจการนิสิตส่งให้เรามันขึ้นเป็นฟอร์เวิร์ด หมายถึงเขาเคยส่งมาให้กิจการนิสิตแล้วแต่กิจการนิสิตน่าจะลืม"

เมื่อราวๆ ต้นปีที่ผ่านมา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับเรื่องการบังคับนิสิตให้ใส่ชุดนิสิตทุกครั้งที่เข้าคณะ รวมทั้งให้การใส่เสื้อช็อปเป็นสิ่งผิดระเบียบ ต้องใส่ในวันช็อปเท่านั้น และต้องใส่ทับชุดนิสิตอีกทีด้วย ประเด็นนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สร้างความไม่พอใจให้นิสิตและมีนิสิตบางคนโยงมันเข้ากับเรื่องการจ่ายเงินฝึกงานภาคฤดูร้อนในครั้งนี้ โดยนิสิตคนหนึ่งให้เหตุผลว่ากิจการนิสิตเอาจริงเอาจังกับการจับนิสิตที่แต่งกายผิดระเบียบมาก แต่เรื่องฝึกงานที่สำคัญกว่ากลับมีอาจารย์ของกิจการนิสิตเพียงคนเดียวที่รู้เรื่อง

"เอาแต่เวลามาจับเสื้อช็อป ทั้งๆ ที่เรื่องสำคัญกว่าคือฝึกงาน กลับมีคนรู้เรื่องแค่คนเดียว แต่ตอนจับเสื้อช็อปใช้บุคลากรตั้งกี่คนมาเฝ้าลานเกียร์" นิสิตคนนี้กล่าว

นิสิตวิศวะฯ อีกคนหนึ่งยังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรในเร็วๆ นี้เพื่อเป็นประโยชน์กับรุ่นน้อง หรือยิ่งเปลี่ยนเร็วเท่าไรยิ่งดี พร้อมกล่าวอีกว่า "มันอาจจะเปลี่ยนใน 2-3 ปีนี้ไม่ทันแน่ๆ มันเพิ่งปรับหลักสูตรไป แต่อย่างน้อยให้มันตื่นตัว ให้เอาเข้าที่ประชุมไว้หน่อย กลัวเขาลืม อยากให้เปลี่ยนจริงๆ เพราะวิชานี้มัน 2 หน่วยกิตที่ไม่คิดหน่วยกิตเป็นเกรด ลดภาระของนิสิตได้"

ผู้สื่อข่าวยังได้พูดคุยกับนิสิตคณะนิเทศศาสตร์คนหนึ่งในฐานะที่เป็นคณะที่ถูกกล่าวถึงในที่ประชุม และกำลังฝึกงานอยู่เช่นกัน นิสิตคนนี้ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยกิตการฝึกงานของคณะนิเทศศาสตร์ว่า ปกติการจ่ายเงินค่าเทอมของจุฬาฯ เป็นแบบเหมาจ่าย โดยหน่วยกิตของการฝึกงานช่วงซัมเมอร์นั้นได้นำไปรวมกับหน่วยกิตของภาคเรียนที่ 1 ของปีที่ 4 ทำให้ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมในช่วงซัมเมอร์

นอกจากนี้ นิสิตคณะนิเทศศาสตร์คนนี้ยังได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีของคระวิศวกรรมศาสตร์ว่า "ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ต้องจ่ายค่าเทอมฝึกงาน เพราะว่าฝึกงานมันเป็นการเรียนรู้นอกมหาวิทยาลัย เราไม่ต้องใช้อะไรในมหาวิทยาลัยเลย ที่ฝึกงานเราก็ขวนขวายหาเอง คณะก็ไม่ได้หาให้ คือแค่ออกจดหมายส่งตัวให้เราเฉยๆ ก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจ่ายถึง 5,000 ซึ่งเขาเคลมว่าต้องมีค่าเดินทางมาหาของอาจารย์ มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราต้องจ่ายเงิน ยิ่งกว่านั้นคือเงินมันมากเกินไป"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักวิชาการสื่อชี้ คนหมู่มากชินชากับความรุนแรงเพราะสื่อชี้นำทำเพื่อรายได้

Posted: 10 Jun 2017 12:44 AM PDT

สังคมชินชากับความรุนแรงผ่านการเสพสื่อ  รับข้อมูลด้านเดียวทำเสียงส่วนใหญ่กลบเสียงส่วนน้อย แต่เสียงส่วนน้อยอาจส่งเสียงสะท้อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเสพสื่อ ความนิยม ทุนนิยมทำสื่อ โซเชียลใส่สีตีไข่ สร้างดราม่า ฉากละครบนเหตุการณ์จริง

   ภาพบรรยากาศการเสวนา (ที่มา: สมาคมนักข่าว หนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย)

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2560 มีงานเสวนา "ข่าวเปรี้ยว ข่าวเปรี้ยง! สะท้อนความป่วยไข้ของสังคมไทย?" ที่ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา ได้แก่ ปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กนกพร ประสิทธิ์ผล นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ วรัชญ์ คุรจิต ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ วริษฐ์ ลิ้มทองกุล ผู้อำนวยการเว็บผู้จัดการออนไลน์ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

ความนิยม ทุนนิยมทำสื่อ โซเชียลใส่สีตีไข่ สร้างดราม่า ฉากละครบนเหตุการณ์จริง

ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร ยังย้ำอีกว่า โรคนิยมความรุนแรงผ่านการนำเสนอของสื่อ ทำให้ผู้คนในสังคมเฉยชาจนมองเป็นเรื่องกึ่งบันเทิง พร้อมทั้งการเกาะกระแสตามสื่อจนไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ทั้งนี้สื่อเป็นปัญหาเช่นกันในพฤติกรรมต่างๆ อาทิ ห่วงเรตติ้ง ทำให้ไม่กล้าเปิดประเด็นใหม่ๆที่แตกต่างออกไปจากเดิม พร้อมทั้งติดดราม่า โดยในการประกอบสร้างความจริงบนสื่อผ่านเรื่องเล่าและตัวละคร ซึ่งไม่สามารถแยกได้ว่าอันไหนเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง

ด้าน กนกพร ประสิทธิ์ผล กล่าวว่า การเข้าถึงออนไลน์ทำให้ครองสื่อได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งในสื่อโทรทัศน์ รายได้มาจากการนำโฆษณามาลงสื่อ หากเรตติ้งตก โฆษณาไม่เข้ารายก็จะลดลงไปด้วย จึงทำให้ดูกระแสตามสื่อสังคมออนไลน์ ยกกรณีศึกษา ThaiPBS ทำข่าวเปรี้ยว จะเซ็นเซอร์หน้าตาผู้ต้องหา ตามหลักจริยธรรม ขณะที่เพจบนโซเชียลกลับลงวิดีโอ ใช้คำดึงดูดเหมือนพาดหัวข่าวคลิกเบท ให้คนเข้ามาดู

ยิ่งไปกว่านั้น นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ กล่าวอีกว่า อัลกอริทึมของเฟซบุ๊กจะจัดสรรการเลือกเสพให้เป็นไปตามที่เราเสพสื่อต่างๆ เช่น เราเข้าเพจนั้นบ่อยๆ ก็จะขึ้นมาในหน้านิวส์ ฟีดของเรา โดยผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร กล่าวว่า หลักการทำงานของสื่อสังคมออนไลน์ตรงกับทฤษฎีวงเกลียวแห่งความเงียบที่กล่าวว่า ถ้าไม่มีเสียงค้าน เสียงส่วนใหญ่จะครอบงำเสียงส่วนน้อย

ดร.วรัชญ์ คุรจิต  ทิ้งท้ายว่า "หากเสียงเล็กๆมีส่วนเปลี่ยนแปลง ไม่ยินยอมไปรับสิ่งที่ไม่ดี เหมือนกับการโยนก้อนหินลงไปในน้ำ ยิ่งมีมากขึ้น หินจะมีขนาดใหญ่ เสียงสะท้อนไปสู่การปรับตัวสื่อก็ยิ่งดังขึ้น"

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ว่าด้วยการวิจารณ์ ท่าทีทางการเมือง ความหมายปลายเปิดและการวิวัฒน์ของความหมายในศิลปะ

Posted: 10 Jun 2017 12:35 AM PDT

หลายปีที่ผ่านมา ผมมีอาการผะอืดผะอมทุกครั้งเวลาได้ยินคนพูดถึงการตีความหมายในศิลปะ ทั้งจากผู้ชมหรือจากเจ้าของผลงานศิลปะก็ตาม ที่ต่างกำลังบอกว่าเราอยู่ในยุคของความลื่นไหลในตัวบทและทุกอย่างเป็นไปได้หมดตามแต่มุมมองที่อยากจะให้เป็น

ใช่.....นั่นมันเริ่มมาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลาที่การเมืองในตัวบทและความเป็นเผด็จการของผู้ประพันธ์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง

ปัจจุบัน นิยามของคำว่า 'การเมือง' มิได้อยู่ในปริมณฑลของการศึกษาทางรัฐศาสตร์แบบเดิม หากแต่มีเนื้อหาที่กินความกว้างขวาง ทุกอย่างผูกโยงเข้ากับความหมายทางการเมืองโดยทั้งสิ้น ตั้งแต่การหาเช้ากินค่ำ การอบขนมปังกินเอง การเป็นฮิปสเตอร์ การเขียนรูปทิวทัศน์ การใส่หรือไม่ใส่ยกทรงเป็นต้น

อาจจะเป็นเพราะทุกอย่างถูกผูกโยงเข้ากับนิยามทางการเมืองที่กว้างขวางนี้ เลยทำให้ทุกอย่างแลดูพร่าเลือนจับต้องไม่ได้กันไปหมด ลื่นไหล ปลายลิ้นตวัด ขาดจุดยืนที่แน่ชัดกันไปหมด

การวิจารณ์การเมืองของตัวบทและความเป็นเผด็จการของผู้ประพันธ์ที่เริ่มเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ทำให้ลักษณะทางภาวะวิสัยในความหมายมิได้มีความสำคัญเท่ากับความเป็นปัจเจกวิสัยในการทักทอความเข้าใจต่างๆ ด้วยตัวปัจเจกชนกันเอง

ทว่า ผ่านมา 40 ปี พลังของการวิจารณ์ในลักษณะนี้กำลังทดถอยลงไปเรื่อยๆ เพราะความเป็นปัจเจกชนที่มัวแต่สนุกกับความไหลลื่น และขาดความรับผิดชอบที่จะแสดงทัศนะความเข้าใจของตนเอง

......อื่มมมม.....อ่าาาา....มันก็มองได้หลายมุมอ่ะ

......เอ่อ.....ก็แล้วแต่ผู้ชมจะมองกันเองยังไง

......ฮือออ....ก็ไม่รู้สิ.....ก็ปล่อยให้มันสลิ่มๆ อย่างนี้ไปก่อน

งานที่ดี ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนหรือผลงานศิลปะ มีนัยยะของความหมายที่ทำให้เกิดความเข้าใจในหลายระดับ หลายมิติแน่ๆ เช่นมันทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจใหม่ ทำให้มองเห็นมิติของอำนาจในมุมอื่นๆ ทำให้เห็นปัญหาของทัศนียภาพ สุนทรียภาพ เพศสภาพ และเรื่องอื่นไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ผู้อ่านและผู้ชมสามารถนำไปขยายความและอภิปรายกันต่อได้อีกอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนงานหรือผู้สร้างงานรู้ดีอย่างที่สุดในจุดยืนและประเด็นในงานตัวเองต่อสาธารณะชน

ผมเข้าใจว่าการทำอะไรให้มันดูลึกลับและเบลอหน่อยๆ สามารถทำให้ศิลปินได้สวมอาภรณ์ของความเป็นปราชญ์ผู้ลึกซึ้งได้ดี

แต่นั่นมันเป็นภาพลักษณ์ที่มาจากภาพยนตร์ และผมคิดว่ามันไม่ได้เรื่อง

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ภาคประชาชนวอล์คเอาท์เวทีแก้ กม.บัตรทอง เหตุมุ่งแก้เจตนารมณ์กระทบผู้ป่วย

Posted: 10 Jun 2017 12:29 AM PDT

เริ่มแล้ว เวทีประชาพิจารณ์แก้ กม.บัตรทอง ประเดิมรับฟังความเห็นพื้นที่ภาคใต้ จ.สงขลา ผู้ร่วมประชาพิจารณ์คึกคัก ภาคประชาชนแสดงจุดยืน "วอล์คเอาท์ ไม่ร่วมประชาพิจารณ์" พร้อมแถลงการณ์ เรียกร้องยุติรับฟังความเห็น เหตุมุ่งแก้ไขเจตนารมณ์ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทบผู้ป่วย ขณะที่ภาพรวมผู้ให้บริการ หนุนเดินหน้าแก้ไข

 
 
10 มิ.ย. 2560 ที่โรงแรมลีการ์เดนท์พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา – เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2560 นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์พิจารณา (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีประชาพิจารณ์  (Public Hearing) เรื่อง "การแก้ไขเพิ่มเติม (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ ซึ่งเป็นเวทีประชาพิจารณ์ครั้งแรก โดยมีผู้แทนวิชาชีพทางการแพทย์ ผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ และเครือข่ายประชาชนสนใจเข้าร่วมเพื่อแสดงความเห็นทั้งลงทะเบียนล่วงหน้าและลงทะเบียนที่ที่ประชุมเป็นจำนวน เกือบ 300 คนตามเป้าหมาย
          
นพ.พลเดช กล่าวว่า การประชาพิจารณ์วันนี้เป็นการรับฟังความเห็นและระดมข้อเสนอแนะต่อประเด็นการแก้ไขเพิ่มเติม (ร่าง) พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่ ...) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการดำเนินการภายหลังจากที่คณะกรรมการยกร่างแก้ไขกฎหมายที่มี รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน ได้จัดทำร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ แล้วเสร็จ ตามมาตรา 77 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ โดยจะมีการเปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน และนำมาประกอบการพิจารณาในกระบวนการตรากฎหมายทุกขั้นตอน
          
สำหรับการประชาพิจารณ์ครั้งนี้ นับเป็นการเปิดเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯ เป็นครั้งแรก โดยคณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์ฯ กำหนดจัดเวที 4 ภาค ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (11 มิ.ย.) จะเป็นเวทีประชาพิจารณ์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ส่วนเวทีประชาพิจารณ์ภาคอีสาน จ.ขอนแก่น และเวทีประชาพิจารณ์ภาคกลาง กรุงเทพ จะมีขึ้นในวันที่ 17 มิ.ย. และ วันที่ 18 มิ.ย. ตามลำดับต่อไป นอกจากนี้ยังมีการจัดเวทีปรึกษาสาธารณะ (Public Consultation) ซึ่งเป็นเวทีลำดับสุดท้ายในกระบวนการรับฟังความคิดเห็น โดยจะมีการถกแถลงผู้แทนกลุ่มเครือข่ายจากภาคส่วนต่างๆ ที่เข้าร่วม ส่วนการรับฟังความเห็นผ่านเว็บไซด์ www.lawamendment.go.th ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้มีประชาชนร่วมแสดงความเห็นเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
          
"การประชาพิจารณ์ในวันนี้มีความสำคัญมากจะนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แก้ไขปัญหาและอุปสรรคเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขอย่างครอบคลุมและทั่วถึง ซึ่งจะส่งผลระบบให้ยั่งยืน" ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์ กล่าว
 
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชาพิจารณ์ฯ ในเวทีได้มีการเปิดให้ผู้เข้าร่วมประชาพิจารณ์แสดงความเห็นอย่างหลากหลาย ทั้งจากฝ่ายผู้รับบริการ ผู้ให้บริการ และตัวแทนเครือข่ายต่างๆ  โดยภาพรวมแทนผู้ให้บริการส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ ทั้งการแยกเงินเดือน การเพิ่มกรรมการสัดส่วนผู้ให้บริการในบอร์ด สปสช. การร่วมจ่ายค่าบริการ เป็นต้น ขณะที่ภาพรวมผู้รับบริการและภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายนี้ 
 
ทั้งนี้ในช่วงที่ นางชโลม เกตุจินดา ประธานเครือข่ายหลักประกันสุขภาพภาคประชาชนภาคใต้ ได้แสดงเห็นโดยระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติซึ่งดำเนินมาร่วม 15 ปีแล้วถือเป็นระบบที่ดี ซึ่งเท่าที่ดูข้อเสนอ 14 ประเด็น ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข เนื่องจากมองว่ากำลังทำให้ประชาชนถูกริดรอนสิทธิการเข้าถึงบริการสุขภาพ และจะทำให้ สปสช.กลายเป็นกรมหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุข อีกทั้งกระบวนการรับฟังความเห็นนอกจากไม่เปิดกว้าง ยังจำกัดเวลามาก ดังนั้นเครือข่ายภาคประชาชนจึงเห็นว่าอยากให้เริ่มต้นกระบวนการแก้ไขกฎหมายใหม่  พร้อมกับตะโกนข้อความว่า "หากแก้ไขแล้วแย่ อยากให้เริ่มใหม่"
          
ต่อจากนั้นกลุ่มเครือข่ายหลักประกันสุขภาพประชาชนภาคใต้ได้วอล์คเอาท์ออกจากเวทีประชาพิจารณ์ฯ นี้ พร้อมกับได้ร่วมตัวอ่านแถลงการณ์บริเวณหน้าห้องประชุม เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ "แก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพประชาชนต้องมีส่วนร่วม หยุด!!!กระบวนการและเริ่มใหม่"
          
โดยแถลงการณ์ระบุว่า "เครือข่ายฯ ได้ติดตามการใช้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2545 สร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อระบบบริการสุขภาพภาพรวมเป็นอันมาก ลดการล้มละลายครัวเรือนชัดเจน ขณะเดียวกันก็พบข้อติดขัดทางปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามหลักการระบบหลักประกันสุขภาพ ได้แก่ มาตรฐานการรักษาเดียวกันทุกกองทุน การแยกผู้จัดบริการและผู้บริการ การครอบคลุมประชากรทุกลุ่ม การร่วมจ่ายภาษีทางตรงและทางอ้อม ไม่เรียกเก็บ ณ จุดบริการ และสิ่งสำคัญคือหลักการการมีส่วนร่วมที่ต้องสนับสนุนให้ภาคประชาชนจัดบริการ 
          
ทั้งเราพร้อมร่วมประชาพิจารณ์เพื่อแก้ไขกฎหมายแต่ต้องคงหลักการสำคัญข้างต้น แต่กระบวนการรับฟังความเห็นที่จำกัดผู้เข้าร่วม 300 คน กำหนดเวลา 3 นาที รวมทั้ง 14 ประเด็นที่แก้ไขยังมีนัยยะขัดหลักการสำคัญที่เครือข่ายกังวล ทั้งการเพิ่มกรรมการ สปสช.ในสัดส่วนผู้ให้บริการ การเน้นปลดล็อกการเบิกจ่ายเงินหน่วยบริการ ทั้งไม่ให้ความสำคัญต่อข้อเสนอประชาชนต่อการเข้าถึงยา ดังนั้นเพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์รับฟังไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 77 และทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเกิดความยั่งยืน จึงขอเรียกร้องให้ยุติกระบวนการรับฟังความเห็นครั้งนี้ และจัดกระบวนการรับฟังความเห็นใหม่โดยให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มจัดทำข้อเสนอ ซึ่งเครือข่ายฯ จะยังคงติดตามการแก้ไขกฎหมายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคงเจตนารมณ์และหลักการต่อไป  
          
ด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา กล่าวว่า การที่ภาคประชาชนว็อกเอาท์ออกจากเวทีควรมีการทบทวน เพราะการพูด 3 นาทีในประเด็นสำคัญไม่ตอบโจทย์ เพราะไม่มีการแลกเปลี่ยนความเห็น ดังนั้นในการจัดเวทีความเห็นกลางทางสถาบันพระปกเกล้าควรจัดเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเพื่อให้ตกผลึก ซึ่งจะทำให้เกิดความสมานฉันท์และเกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จจริง ทั้งมองว่ากฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ภาพรวมยังดำเนินไปได้อยู่ หากจะแก้ไขเห็นว่าควรเป็นการแก้หลังเลือกตั้ง ไม่ควรรีบเร่งจนทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจขึ้น
 
ขณะที่ นพ.พลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่เครือข่ายประชาชนออกจากเวทีประชาพิจารณ์ก่อน และแถลงการณ์นอกห้องประชุม นับเป็นการแสดงออกทางประชาธิปไตยและเป็นสันติวิธี แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการ แต่อยากฝากไปยังประชาชนที่ออกไปก่อนว่ายังสามารถแสดงความเห็นผ่านทางระบบออนไลน์ได้ โดยยังเปิดกว้างรับฟังความเห็นเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ดียิ่งขึ้นตามที่มุ่งหวัง
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กรมขนส่งยืนยันไม่ปรับอัตราภาษีรถเก่า

Posted: 10 Jun 2017 12:15 AM PDT

กรมการขนส่งทางบกยืนยันเก็บภาษีรถประจำปีในอัตราคงเดิม ไม่มีแนวคิดปรับอัตราการจัดเก็บภาษีรถประจำปีรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์

 
10 มิ.ย. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่ากรณีโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจะดำเนินการปรับขึ้นอัตราภาษีป้ายทะเบียนรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ที่มีอายุมากกว่า 7 ปี ขึ้นไป โดยจัดเก็บตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งเพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะรถยนต์ประหยัดพลังงาน ที่มีประสิทธิภาพในการลดมลพิษมากขึ้นนั้น
 
นายสนิท พรหมวงษ์  อธิบดีกรมการขนส่งทางบก  ชี้แจงว่าจากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวเก่าที่เคยเผยแพร่เมื่อปี 2559 โดยไม่ใช่นโยบายหรือมาตรการที่มีผลในทางปฏิบัติ  จากสำนักงานเศษฐกิจอุตสาหกรรม (สอศ.)  ในส่วนของกรมการขนส่งทางบกได้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้ว พร้อมยืนยันยังคงจัดเก็บภาษีรถประจำปีในอัตราคงเดิมตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย  และยังไม่มีแนวคิดที่จะปรับอัตราการจัดเก็บภาษีรถประจำปีรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี แต่อย่างใด แต่เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐาน การตรวจสภาพรถสำหรับรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนชำระภาษีรถประจำปี 
 
กรมการขนส่งทางบก ยังมีแนวคิดที่จะ "ลดอัตราภาษี" ในระบบระบบรถสาธารณะ ทั้ง พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.ขนส่ง เพื่อจูงใจในการสร้างมาตรฐานคุณภาพการให้บริการประชาชน และลดต้นทุนการเดินรถ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เอื้อต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยรวม (เสนอแก้ไข พ.ร.บ. แล้วในการรวมกฎหมาย ซึ่งปัจจุบันผ่านการพิจารณาของ สคก.แล้ว เพื่อเสนอ สนช.ต่อไป )
 
น.ส.นิสากร จึงเจริญธรรม รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ไม่เคยมีนโยบายดังกล่าว โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ขอยืนยันว่าไม่เคยมีนโยบายเช่นนี้มาก่อน เข้าใจว่าข่าวนี้น่าจะเป็นข่าวเก่า เมื่อปี 2559 ในช่วงที่ สศอ.แถลงดัชนีอุตสาหกรรมรายเดือน ประจำเดือนเมษายน 2559 จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเชื่อและส่งต่อข่าวนั้นๆ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจจะเกิดขึ้น
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สิริพรรณ นกสวน: เมื่อโลกเค้าเลือกตั้ง

Posted: 10 Jun 2017 12:05 AM PDT



ปีที่แล้วต่อปีนี้ มีการเลือกตั้งใน 4 ประเทศมหาอำนาจประชาธิปไตย

ประเด็นหลักในการเลือกตั้งเมื่อวานนี้คือ In April, May called a June election. She won with a hung parliament

ปรากฎการณ์ hung parliament คือ ไม่มีพรรคการเมืองใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาดหรือเกินครึ่ง เพื่อสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ เมื่อเกิด "รัฐสภาแขวน" พรรคที่ชนะเลือกตั้งมี 3 ช่องทางที่ทำได้คือ

1. โน้มน้าวพรรคอื่นให้ยกมือสนับสนุนเมื่อต้องลงคะแนนผ่านงบประมาณ และเมื่อมีการลงคะแนนอื่น ๆ เช่น อภิปรายไม่ไว้วางใจ เรียกว่า "confidence and supply" arrangement โดยไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างเป็นทางการร่วมกัน

2. จัดตั้งรัฐบาลผสมอย่างเป็นทางการกับพรรคการเมืองอื่นในสภา เพื่อคุมคะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด (ประเทศไทยใช้ช่องทางนี้้ป็นส่วนใหญ่)

3. จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสูงที่พรรคชนะเลือกตั้งจะบริหารประเทศในฐานะ "รัฐบาลเสียงข้างน้อย" (Minority Government)

ประสบการณ์รัฐบาลเสียงข้างน้อยในสหราชอาณาจักร มักจะอยู่ไม่นาน

สภาพ hung parliament เกิดขึ้นล่าสุดในปี 2010 นายกรัฐมนตรี David Cameron จากพรรค Conservative เลือกช่องทางที่ 2 โดยร่วมจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค Liberal Democrats ซึ่งมี Nick Clegg เป็นหัวหน้าพรรค และอาจเป็นสาเหตุให้ Clegg แพ้การเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในครั้งนี้ไปอย่างเฉียดฉิว

หากไม่ใช้ 3 ช่องทางข้างต้น นายกรัฐมนตรี Theresa May อาจเลือกยุบสภาให้เลือกตั้งใหม่อีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง ช่องทางนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 1974 ที่พรรค Labour ชนะเลือกตั้งในเดือนกุมภา แต่ไม่ได้คุมเสียงข้างมาก เลือกจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ต่อมาจึงยุบสภาเลือกตั้งอีกครั้งในเดือนตุลา ปีเดียวกัน และกลับมาคุมที่นั่ง 2 ใน 3

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า นายกรัฐมนตรี May เลือกแนวทางที่ 1 โดยพรรค the Democratic Unionists (the DUP) ซึ่งมี 10 ที่นั่ง จะทำหน้าที่เป็น "King maker" ให้ความร่วมมือแก่พรรค Conservative หรือTories ที่ครอง 318 ที่นั่ง (ต้องการ 326 จาก 650) จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่จะไม่ร่วมรัฐบาลผสมอย่างเป็นทางการ

พรรค the DUP เป็นพรรคจากไอร์แลนด์เหนือ ที่มีจุดยืนไม่แบ่งแยกออกจากสหราชอาณาจักร pro-Brexit และอนุรักษ์นิยมเข้มข้นทางสังคม เช่น ต่อต้านการแต่งงานของเพศเดียวกัน ต่อต้านการทำแท้ง (เป็นเรื่องผิดกฎหมายในไอร์แลนด์เหนือ ยกเว้นกรณีที่แพทย์รับรอง)

การเลือกตั้งครั้งนี้ แม้พรรค Labour จะได้ที่นั่งในสภาน้อยกว่า แต่ได้คะแนนเสียงโหวตและที่นั่งเพิ่มขึ้นมากถึง 29 ที่นั่ง จนทำให้ดูเหมือนผู้แพ้คือ นายกรัฐมนตรี May ที่คุมที่นั่งเสียงข้างมากในสภาอยู่ดี ๆ กลายมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยเสียที่นั่งไป 12 ที่นั่ง

กล่าวกันว่า ผลเลือกตั้งที่น่าประทับใจคราวนี้เป็นการสิ้นสุดของพรรค Labour ยุค Tony Blair และเริ่มยุคสมัย Labour ภายใต้ Jeremy Corbyn นักสังคมนิยม (a socialist) ตัวกลั่น พูดถึง "ความซ้าย" แล้วล่ะก็ ซ้ายกว่าลุง Bernie Sanders แห่งพรรค Democrat อยู่หลายช่วงตัว ตัวอย่างมันส์ ๆ ของจุดยืน Corbyn เช่น เสนอให้ระบบรถไฟกลับมาเป็นของรัฐ (renationalizing rail system) ยกเลิกค่าเล่าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพิ่มภาษีทั่วหน้าในอัตราสูงมาก ตั้งเพดานเงินเดือนผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ และควบคุมค่าเช่าบ้านเพื่อให้อยู่ในวิสัยที่ประชาชนทั่วไปจ่ายได้

อเมริกาเลือกตั้งไปเมื่อเดือนพฤศจิกาปีที่แล้ว โดยใช้ระบบคณะผู้เลือกตั้ง (Electoral College) ได้ Donald Trump เป็นประธานาธิบดี จนถึงวันนี้ มีความพยายามอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายพรรคเดโมเครต ในการริเริ่มกระบวนการไต่สวนถอดถอน (Impeachment Trial) ด้วยข้อกล่าวหา Trump แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะแสดงท่าทีต่อนาย James Comey อดีตผอ.FBI ให้ยุติการสอบสวนนาย Michael Flynn ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ กรณีที่เกี่ยวพันกับรัสเซีย โดยขอพบถึง 3 ครั้ง และโทรมากดดันอีกหลายครั้ง จนในที่สุดนาย Comey ถูกไล่ออกกลางอากาศ

แต่เรื่องนี้คงจะไม่ง่ายและไม่เร็วนัก คาดว่าTrump ยังคงอยู่สร้างสีสันในแวดวงการเมืองอเมริกาและการเมืองโลกต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง

ฝรั่งเศสเลือกตั้งไปเมื่อเดือนเมษาและพฤษภาที่ผ่านมา ด้วยระบบเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเด็ดขาด สองรอบ (Majority-Two Round System) ได้ Macron ประธานาธิบดีอายุน้อยที่สุด เป็นนักการเมืองที่ไม่มีฐานจากพรรค (post-party) เสนอนโยบายมองไปข้างหน้า (outward-looking) ไม่ยึดติดอุดมการณ์ ไม่ซ้าย ไม่ขวา (post-ideological) มุ่งสู่การปฎิรูประบบเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและฟื้นฟูจุดขายเชิงวัฒนธรรมซึ่งเป็นสมบัติแห่งชาติ

Macron ยังคงต้องพิสูจน์ฝีมือในการบริหาร แต่ได้ "โชว์เหนือ" ประธานาธิบดี Trump ในการจับมือไปแล้วเมื่อครั้ง Trump เยือนยุโรป

ชัยชนะของ Macron ต่อนักการเมืองอนุรักษ์นิยมประชานิยมฝ่ายขวา (right-wing populist) อย่าง Marine Le Pen ตามด้วยการที่พรรค Labour ได้ที่นั่งในสภาและคะแนนโหวตเพิ่มขึ้น ทำให้แนวร่วมฝ่ายซ้ายและและกลุ่มผู้นิยมสังคมนิยมประชาธิปไตยรู้สึกว่ามันก็จะกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาหน่อย ๆ

วันที่ 24 กันยายน เยอรมันนีจะเลือกตั้งสมาชิกสภา Bundestag ด้วยระบบเลือกตั้งแบบผสม หนึ่งเขตหนึ่งคนและระบบสัดส่วน (mixed member proportional representation system (MMP) ขณะนี้ คะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรี Angela Merkel ผู้นำแนวร่วมอนุรักษ์นิยม จากพรรค Christian Democratic Union (CDU) ที่ผนึกกำลังกับพรรคน้อง Christian Social Union (CSU) ยังนำโด่งอยู่ คู่แข่งคนสำคัญคือ อดีตประธานสภายุโรป (European Parliament President) Martin Schulz

ส่วนการเลือกตั้งของไทย ถึงแม้จะยังไม่มีวี่แวว แต่น่าสนใจว่า จะเกิดขึ้นภายใต้ กกต. ที่จะได้รับแต่งตั้งเข้ามาใหม่ 7 คน โดยจะมี "ผู้ตรวจการเลือกตั้ง" ทำหน้าที่แทน กกต.จังหวัด

 


หมายเหตุ: เขียนหลังจาก Dominic Thiem แพ้ให้ Nadal #มันก็จะง่วงๆหน่อย เผยแพร่ครั้งแรกใน Facebook

Siripan Nogsuan Sawasdee

 


อ่านเพิ่มเติมได้จาก

http://uk.businessinsider.com/what-is-a-hung-parliament-general-election-theresa-may-jeremy-corbyn-2017-5

https://www.vox.com/world/2017/6/8/15752210/uk-election-2017-british-polls

https://www.theguardian.com/politics/2017/jan/10/corbyn-proposes-maximum-wage-for-all-government-contractors

https://www.nytimes.com/2017/06/08/us/politics/james-comey-testimony-hearing.html?_r=0

https://www.washingtonpost.com/news/global-opinions/wp/2017/04/13/how-the-coming-elections-in-france-and-germany-can-save-the-west/?utm_term=.47a0a8c6ec3d

http://www.express.co.uk/news/politics/713430/German-election-2017-federal-vote-will-Angela-Merkel-lose-prediction-AfD-CDU-SDP-polls

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'เชลซี แมนนิง' ให้สัมภาษณ์สื่อเหตุเปิดโปงกองทัพและสู้เพื่อสิทธิคนข้ามเพศจากในเรือนจำ

Posted: 09 Jun 2017 11:08 PM PDT

 
อดีตทหารสหรัฐฯ ที่ถูกสั่งจำคุกฐานเปิดโปงเอกสารความโหดร้ายของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามอิรักและอัฟกานิสถานออกมาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อครั้งแรกหลักออกจากคุก ทั้งเรื่องที่เธอเผชิญอุปสรรคถูกกีดกันบริการทางการแพทย์สำหรับหญิงข้ามเพศในเรือนจำและเรื่องที่เธอคิดว่ากองทัพควรเป็นสิ่งที่รับใช้ประชาชน

 
ภาพของเชลซี เอลิซาเบธ แมนนิง ที่เจ้าตัวโพสท์บนทวิตเตอร์เมื่อ 18 พ.ค. 2560 (ที่มา: วิกิพีเดีย)
 
10 มิ.ย. 2560 เชลซี แมนนิง อดีตทหารสหรัฐฯ ผู้เคยเปิดโปงความโหดร้ายของกองทัพตัวเองในปฏิบัติการที่อิรักจนถูกสั่งจำคุกเป็นเวลาหลายปีก่อนจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเอบีซีซึ่งถือเป็นการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้รับการปล่อยตัว
 
แมนนิงนั่งให้สัมภาษณ์ต่อพิธีกร จูจู ชาง แห่งรายการ "ไนท์ไลน์" ของสื่อเอบีซี ด้วยรูปลักษณ์และชื่อใหม่ เธอเป็นหญิงข้ามเพศที่แต่เดิมชื่อแบรดลีย์ แต่เธอก็เปิดเผยหลังจากอยู่ในคุกว่าเธออยากเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้หญิงที่ชื่อเชลซี แมนนิง เรือนจำเคยพยายามกีดกันไม่ให้เธอเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่จะช่วยเหลือเธอในการแปลงเพศจนเธออดอาหารประท้วง
 
เดิมทีแล้วแมนนิงต้องโทษข้อหาจารกรรมและความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีโทษถึง 35 ปี แต่ได้รับอนุญาตปล่อยตัวล่วงหน้าจากบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดี ความผิดของเธอมาจากการที่เธอเผยแพร่ข้อมูลเอกสาร 700,000 ฉบับ ของกองทัพสหรัฐฯ ให้กับวิกิลีคส์ เอกสารเหล่านี้เปิดโปงการกระทำแย่ๆ ของกองทัพสหรัฐฯ เช่น การสังหารพลเรือนในสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน ทำให้แมนนิงถูกบางคนบอกว่าเป็นผู้ทรยศ แต่สำหรับบางคนแล้วเธอเป็นฮีโร่ ตัวเธอเองกล่าวในการให้สัมภาษณ์ว่า "ฉันก็เป็นแค่ตัวฉันเองนี่แหละ"
 
เมื่อพิธีกรถามว่าเธอรู้สึกว่าต้องขอโทษชาวอเมริกันในสิ่งที่เธอกระทำหรือไม่ แมนนิงบอกว่าเธอยอมรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง เพราะเธอเป็นคนตัดสินใจทำมันด้วยตนเองไม่มีใครบอกให้เธอทำ เมื่อมีการถามถึงว่าทำไมเธอถึงเสี่ยงตัวเองเพื่อเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ แมนนิงตอบว่าเมื่อเธอได้รับข้อมูลต่างๆจากหลายๆ แหล่ง พูดถึงความตาย การทำลายล้าง ความย่อยยับ มันมีแค่เพียงข้อเท็จจริงทั้งสถิติ รายงาน วันเวลา สถานที่ แล้วพอถึงจุดหนึ่งเธอก็หยุดมองว่ามันเป็นแค่ข้อมูลและสถิติ เธอเริ่มมองเห็นผู้คน
 
แมนนิงกล่าวว่าเธอเผยแพร่เอกสารเหล่านี้เพราะต้องการกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงอภิปรายกันระดับสาธารณะและเธอมองว่า การที่เธอเผยแพร่เอกสารเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ เธอบอกอีกว่าเธอต้องทำงานอยู่กับข้อมูลพวกนี้ทุกกวันจนมันทำให้เธอรู้ เธอเชี่ยวชาญ ไม่ใช่พวกนายพลที่เขียนเรื่องพวกนี้ เมื่อถามว่าทำไมเธอถึงไม่ร้องเรียนเรื่องที่เธอกังวลผ่ายสายการบังคับบัญชา เธอบอกว่า "มีช่องทางอยู่ แต่มันไม่ได้ผล"
 
ในเรื่องเกี่ยวกับการที่เธอเปิดเผยตัวเองว่าเป็นคนข้ามเพศเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2556 ทางกองทัพไม่ยอมให้เธอได้รับบริการทางการแพทย์ทำให้เธอเผชิญความเจ็บปวดมากขึ้นเรื่อยๆ เรื่องนี้ทำให้ เชส สแตรงกิโอ ทนายความจากสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน (ACLU) เป็นตัวแทนแมนนิงฟ้องร้องดำเนินคดีในเรื่องนี้จนกระทั่งทำให้แมนนิงได้รับบริการทางการแพทย์ขณะถูกคุมขังอีกครั้ง สแตรงกิโอกล่าวว่า กรณีของแมนนิงกลายเป็น "นักโทษเรือนจำทหารคนแรกที่ได้รับบริการสุขภาพเกี่ยวกับการแปลงเพศและเป็นการเปลียนวิธีการปฏิบัติจนนำไปสู่การยกเลิกการห้ามบริการทางสุขภาพแก่คนข้ามเพศในกองทัพ"
 
แมนนิงเองพูดถึงเรื่องนี้ว่าการได้รับการบำบัดโดยฮอร์โมนถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับเธอมันทำให้เธอมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ มันทำให้เธอไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในร่างกายที่อยากได้ "ฉันเคยรู้สึกแย่ๆ แบบนี้ คือฉันเคยพยายามฉีกกระชากร่างกายตัวเองออกจากกันแล้วฉันก็ไม่อยากจะต้องประสบกับความรู้สึกแบบนี้อีกแล้ว มันแย่ แย่จริงๆ" แมนนิงกล่าว
 
แมนนิงกล่าวถึงความรู้สึกหลังจากที่เธอได้ออกจากคุกมันทำให้เธอรู้สึกแตกตื่นเมื่อต้องมาอยู่ในภาวะที่ต่างจากเดิมกระทันกันน่าจะเป็นเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ผ่านสถานการณ์แบบนี้ แมนนิงยังพูดถึงมุมมองของเธอที่มีต่อกองทัพสหรัฐฯ อีกว่า เธอมีความเคารพในกองทัพอย่างที่สุด ขณะเดียวกันกองทัพสำหรับเธอมันกว้างใหญ่และมีอะไรหลากหลายที่สำคัญที่สุดคือมันเป็นของประชาชน กองทัพมีบทบาทเพื่อประชาชน มีภาระหน้าที่รับใช้ประชาชน เธอเคารพกองทัพในแง่ที่ต่อสู้เพื่อปกป้องประเทศตัวเอง
 
แมนนิงยังใช้โอกาสในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้กล่าวขอบคุณอดีตประธานาธิบดีโอบามา ผู้ที่ให้เธอออกจากคุกก่อนกำหนดด้วย
 
 
แปลและเรียบเรียงจาก
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 4-10 มิ.ย. 2560

Posted: 09 Jun 2017 09:25 PM PDT

 
ก.แรงงาน เตรียมรับ 12 คนงานไทย กลับจากซาอุฯ หลังทางการประกาศนิรโทษกรรมบุคคลไม่มีใบรับรองถิ่นที่อยู่
 
กระทรวงแรงงาน โดย สนร.ริยาด ให้ความช่วยเหลือส่งแรงงานไทย 12 คน กลับจากซาอุดิอาระเบีย ประสานหางานทำให้ตามความต้องการ หากลุ่มแรงงานที่ได้รับนิรโทษกรรมเดินทางกลับประเทศไทย เหตุแรงงานกลุ่มนี้ไม่มีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ จนทางการกักตัวไว้นานกว่า 25 ปี ภายหลังได้ประกาศนิรโทษกรรมปล่อยตัวออกมา
 
นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าวสารกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากการที่ทางการซาอุดิอาระเบียได้ประกาศนิรโทษกรรมให้กับบุคคลต่างชาติที่ไม่มีหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ (ใบอีกาม่า) ให้สามารถเดินทางกลับประเทศของตนเองได้โดยยกเว้นโทษปรับในจำนวน 10,000 รียาล หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ เกือบหนึ่งแสนบาทนั้น สำหรับการนิรโทษกรรมในครั้งนี้มีระยะเวลา 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2560 ถึง 26 มิถุนายน 2560 จึงทำให้มีชาวต่างชาติที่พำนักอย่างไม่ถูกต้องได้เข้ามารายงานตัวเป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้ได้มีคนไทยและแรงงานไทยรวมอยู่ด้วย โดยแต่ละคนนั้นได้อยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบียเป็นเวลานานกว่า 25 ปี และมีอายุเกินกว่า 60 ปี เกือบทุกคน ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด และสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเจดดาห์ ได้ให้ความช่วยเหลือให้บุคคลกลุ่มนี้ออกมาลงทะเบียน จึงมีผู้ออกมารายงานตัวจำนวน 86 คน แบ่งเป็น เขตความรับผิดชอบ สอท.ริยาด จำนวน 23 คน และ สกญ.เจดดาห์ จำนวน 58 คน ซึ่งบางส่วนได้เดินทางกลับไปบ้างแล้ว 
 
นายสุทธิ ยังกล่าวต่อว่า ในวันที่ 3 มิถุนายนนี้ จะมีแรงงานไทย เดินทางกลับ จำนวน 12 คน โดยออกเดินทางจากเมืองริยาดจำนวน 7 คน โดยสายการบินคูเวต เที่ยวบินที่ KU 411 ในเวลา 18.30 น. และจะถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 10.50 น.ของวันที่ 4 มิถุนายนนี้ ส่วนแรงงานไทยที่เหลืออีก 5 คน จะเดินทางออกจากเมืองดัมมั่ม โดยสายการบินกาตาร์ เที่ยวบินที่ FZ 0523 ในเวลา 19.00 น. และจะถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเวลา 12.35 น.ของวันที่ 4 มิถุนายนนี้เช่นเดียวกัน
 
อย่างไรก็ดี กลุ่มแรงงานไทยที่ได้เดินทางกลับพร้อมทั้งครอบครัวต่างมีความรู้สึกซาบซึ้งยินดีที่ได้รับการอภัยโทษ ทั้งนี้ สำนักงานแรงงานในประเทศซาอุดิอาระเบีย (สนร.ริยาด) จะได้ดำเนินการหาคนกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มได้รับการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ได้เดินทางกลับมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และคนกลุ่มนี้ถือเป็นแรงงาน
 
สูงวัย นอกจากนี้ สนร.ริยาด ยังได้ประสานกับแรงงานไทยบางคน ที่มีความประสงค์จะทำงานต่อไปและได้จัดหางานให้ด้วยแล้ว ซึ่งการประกาศนิรโทษกรรมในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศไทยและซาอุดิอาระเบียด้วย
 
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 4/6/2560
 
นายจ้างใช้เด็กทำงานต้องแจ้งต่อพนักงานใน 15 วัน
 
กระทรวงแรงงาน กำชับนายจ้างจ้างเด็กอายุ 15 ถึง 18 ปี เข้าทำงาน ต้องแจ้งการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ลูกจ้างเด็กทำงานฝ่าฝืนมีโทษอาญา
 
นายสุเมธ มโหสถ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดเผยว่า จากการดำเนินการตรวจเข้มสถานประกอบกิจการที่มีการใช้แรงงานเด็กตามมาตรการ 3-3-2 ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม 2560 มีสถานประกอบกิจการผ่านการตรวจ 843 แห่ง พบสถานประกอบกิจการปฏิบัติไม่ถูกต้อง 161 แห่ง ในจำนวนนี้ เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการจ้างแรงงานเด็ก 29 แห่ง ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานได้กำกับให้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว ทั้งนี้จากการตรวจสอบพบความผิดที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องมากที่สุดคือการไม่แจ้งการจ้างแรงงานเด็ก จำนวน 18 แห่ง ทั้งนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามไม่ให้นายจ้างจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าทำงาน สำหรับการจ้างเด็กอายุ 15 ปี ถึง 18 ปี เข้าทำงานนายจ้างจะต้องแจ้งการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เด็กเข้าทำงาน หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมีโทษทางอาญา
 
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจ้างเด็กเข้าทำงานเป็นเรื่องที่สามารถทำได้และเป็นประโยชน์แก่เด็กที่ต้องการหาประสบการณ์หรือเรียนรู้ที่จะปรับตัว เมื่อก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน แต่นายจ้างต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานใช้บังคับเฉพาะกรณีที่เป็นการจ้างแรงงานเท่านั้นไม่ได้หมายรวมถึงการที่พ่อแม่ ผู้ปกครองให้เด็กทำงานในครอบครัว หากนายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการใดมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ กองคุ้มครองแรงงาน โทรศัพท์ 0 2245 7170, 0 2246 6389 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ทั้ง 10 พื้นที่ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือหมายเลขโทรศัพท์สายด่วน 1546
 
 
อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เผย ยอดตั้งโรงงาน พ.ค.เพิ่มขึ้น 18.31 % เงินลงทุนกว่า 5 หมื่นล้านบาท
 
นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า การขอใบอนุญาตประกอบกิจการ ร.ง.4 และการขยายกิจการในเดือนพฤษภาคม 2560 มีจำนวนโรงงานขอทั้งสิ้น 433 โรงงาน เพิ่มขึ้น 18.31% มูลค่าการลงทุนรวม 50,240 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120.94% จากช่วงเดียวกันของปี 2559 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีการจดประกอบกิจการใหม่มากที่สุด 3 อันดับแรกในเดือนพฤษภาคม คือ อุตสาหกรรมอาหาร 46 โรงงาน มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5,691 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 50.83% อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 40 โรงงาน มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1,680 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้น 181.53% อุตสาหกรรมพลาสติก 32 โรงงาน มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 1,473 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี ก่อน เพิ่มขึ้น 114.11%
 
สำหรับข้อมูล การขอใบอนุญาตประกอบกิจการและขยายกิจการโรงงานเดือนมกราคม – พฤษภาคม 2560 มีจำนวน 1,975 โรงงาน แรงงาน 82,610 คน มูลค่าการลงทุนรวม 167,283 ล้านบาท ส่วนการแจ้งเริ่มประกอบกิจการและแจ้งเริ่มส่วนขยายกิจการ จำนวน 1,527 โรงงาน แรงงาน 66,255 คน มูลค่าการลงทุนรวม 145,867 ล้านบาท
 
 
กสถ.เตรียมเปิดรับสมัครสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 2.1 หมื่นอัตราปลายเดือน มิ.ย. นี้
 
วันที่ 4 มิถุนายน นายเชื้อ ฮั่นจินดา ประธานสมาพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) แห่งประเทศไทย ในฐานะ คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ขอให้ผู้สนใจสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนจังหวัด อบต. และเทศบาล ทั่วประเทศเตรียมตัวให้พร้อม คาดว่า กสถ.จะมีประชุมและกำหนดเปิดรับสมัครสอบทางอินเตอร์เน็ตได้ช่วงปลายเดือนมิถุนายน นี้ โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการจัดสอบภายใน 4 เดือน เพื่อให้ทันบรรจุข้าราชการและพนักงานท้องถิ่นรอบแรกได้ในวันที่ 1 ตุลาคม นี้ ล่าสุดมีอัตรากว่า 21,000 ตำแหน่ง เพื่อใช้บรรจุในองค์กรปกครองท้องถิ่น( อปท.) ทั่วประเทศ
 
นายเชื้อ กล่าวว่า สำหรับการสอบภาค ก ภาครู้ความสามารถทั่วไป 100 ข้อ คณะกรรมการกลางข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ได้ประชุมเพื่อพิจารณามีมติเห็นชอบตามที่ กสถ. เสนอ โดยให้มีการสอบวิชาภาษาอังกฤษ 20 ข้อ เป็นคะแนนส่วนหนึ่งในการสอบภาค ก ของทุกตำแหน่ง โดยผู้สอบผ่านภาค ก ต้องได้คะแนนรวมทุกวิชาไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ถือว่าสอบผ่าน ทั้งนี้ การทดสอบภาษาอังกฤษ จะมีการสอบในตำแหน่งสายทั่วไป วุฒิ ปวช.และ ปวส. และตำแหน่งสายวิชาการ ใช้วุฒิปริญญาตรี เช่นเดียวกับการสอบบรรจุของข้าราชการพลเรือน คาดว่าจะมีผู้สนใจสมัครสอบแข่งขันครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 6 แสนคน ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกันในการป้องกันการทุจริตเช่นเดียวกับการจัดสอบเมื่อปี 2556
 
 
กอช.แนะสมาชิกออมต่อได้ แม้ผันตัวเป็นแรงงานในระบบ
 
กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. แนะนำสมาชิกเมื่อเปลี่ยนอาชีพเข้าสู่การเป็นแรงงานในระบบยังสามารถออมเงินกับ กอช. ต่อได้ หากอายุครบ 60 ปี มีโอกาสรับเงินบำนาญจาก กอช.
 
นายสมพร จิตเป็นธม เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. กล่าวว่า กอช. เป็นเครื่องมือการออมระยะยาวเพื่อให้มีเงินใช้จ่ายยามชราภาพ ซึ่งเป็นสวัสดิการทางสังคมภายใต้การกำกับดูแลของรัฐที่เป็นที่พึ่งพาของกลุ่มคนทำงานอิสระหรือแรงงานนอกระบบซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองหรือไม่มีหลักประกันทางสังคมจากการทำงาน อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่เคยเป็นสมาชิก กอช. แล้ว และได้ผันตนเองไปเป็นแรงงานในระบบ ไม่ว่าจะรับราชการหรือเป็นพนักงานบริษัทเอกชน ก็ยังคงรักษาสถานภาพการเป็นสมาชิก กอช. ต่อไปได้ เพียงแต่ในขณะที่สมาชิกเป็นแรงงานในระบบนั้น จะไม่ได้รับเงินในส่วนที่รัฐบาลสมทบให้ แต่ยังสามารถส่งเงินสะสมและได้รับดอกผลอย่างต่อเนื่อง และเมื่ออายุครบ 60 ปี ก็มีโอกาสได้รับเงินบำนาญเช่นเดียวกัน
 
"นักเรียนนักศึกษาที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถสมัครเป็นสมาชิก กอช. ได้โดยไม่ต้องกังวลว่าการออมจะสูญเปล่าเมื่อเรียนจบและได้เข้าทำงานเป็นแรงงานในระบบ เนื่องจากเงินที่สะสมและเงินที่รัฐสมทบที่ผ่านมาจะถูกนำไปลงทุนในตราสารประเภทที่ให้ผลประโยชน์อย่างมั่นคงในระยะยาว เพื่อสร้างผลตอบแทนแก่การออมระยะยาวของสมาชิก ทั้งนี้สมาชิกควรมีวินัยทางการออม เมื่อมีการออมที่สม่ำเสมอบวกกับระยะเวลาในการเก็บออมและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ย่อมส่งผลให้มีหลักประกันขั้นพื้นฐาน มีเงินใช้จ่ายในยามชราภาพอย่างแน่นอน"นายสมพรกล่าว
 
อย่างไรก็ดี ยังมีสมาชิกจำนวนหนึ่งที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขต่างๆ ของ กอช. ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจออม จึงขอให้ประชาชนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ กอช. ให้ถี่ถ้วน โดยสามารถศึกษาข้อมูลเบื้องต้นผ่านทาง www.nsf.or.th เฟซบุ๊ก (Facebook) กองทุนการออมแห่งชาติ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง สายด่วนเงินออม 02-017-0789 เพื่อประโยชน์ต่อตนเอง
 
สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ กอช. สายด่วนเงินออม 02-017-0789 ในวันและเวลาทำการ และติดต่อสมัครสมาชิกได้ที่ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. และ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ
 
 
กระทรวงอุตสาหกรรม ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำ 7 สายหลักทั่วประเทศ พบโรงงานริมน้ำปล่อยน้ำเสียเกินมาตรฐาน 68 แห่ง จาก 1,044 แห่ง
 
ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายสมชาย หาญหิรัญ ระบุว่า สถานการณ์ฝนที่ตกหนักในขณะนี้ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมายให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักทั่วประเทศ โดยเฉพาะริมแม่น้ำสายหลัก 7 สาย ประกอบด้วย แม่น้ำท่าจีน เจ้าพระยาตอนบนและล่าง น้ำพอง บางปะกง แม่กลอง และทะเล สาบสงขลาซึ่งมีโรงงานจำนวน 1,400 โรง ซึ่งได้มีการตรวจสอบเสร็จแล้ว 1,044 โรง คิดเป็นร้อยละ 75 โดยพบว่า คุณภาพน้ำจากปลายท่อน้ำทิ้งโรงงาน มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเป็นส่วนใหญ่ แต่มีโรงงานที่มีผลการตรวจวัดเกินกว่าเกณฑ์ จำนวน 68 โรง จึงมีคำสั่งให้แก้ไขปรับปรุงตาม พ.ร.บ.โรงงาน ปี 2535 มาตรา 37 แล้ว
 
 
ก.แรงงาน หารือปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท
 
นายสุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า พลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานในกิจการประมงทะเล โดยได้มอบหมายให้จัดหางานจัดประชุมผู้ประกอบการประมงจังหวัด 12 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สงชลา ตรัง ตราด สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ระนอง สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ปัตตานี กระบี่ เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย
 
เบื้องต้นที่ประชุมมีข้อเสนอเกี่ยวกับค่าตอบแทน โดยให้จ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนๆ ละ 12,000 บาท นอกจากนี้ยังเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราวันละไม่น้อยกว่า 400 บาทอีกด้วย
 
 
ดันลูกจ้าง "ประมงทะเล" เงินเดือน 12,000 บาท บวกค่าที่พัก-อาหาร-รักษา-ประกันชีวิต
 
นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีความห่วงใยและเห็นความสำคัญของแรงงานในภาคประมงที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศ จึงได้สั่งการให้กรมการจัดหางานเร่งรัดดำเนินการหารือผู้เกี่ยวข้องในการปรับปรุงสภาพการจ้างและการทำงานพร้อมจัดสวัสดิการทุกรูปแบบให้กับแรงงานในภาคประมงเพื่อจูงใจให้แรงงานที่ทำงานในกิจการประมงทะเลโดยเฉพาะแรงงานไทยไม่ต้องห่างครอบครัวไปลงเรือประมงในต่างแดน ดังนั้น กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานจึงร่วมมือกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทยผลักดันให้มีการปรับสภาพการจ้างงานเพื่อจูงใจแรงงานไทยหันมาทำงานในกิจการประมงทะเลเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเบื้องต้นทั้งสองฝ่ายมีข้อยุติร่วมกันว่าจะจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างเป็นรายเดือนๆละ 12,000 บาท พร้อมกับจัดสวัสดิการด้านที่พัก อาหาร การรักษาพยาบาล ประกันสุขภาพ ประกันสังคม รวมทั้งประกันชีวิตและประกันอุบัติเหตุให้กับแรงงานภาคประมงอีกด้วย โดยจะต้องมีการทำสัญญาจ้างที่กำหนดอัตราค่าจ้างและสวัสดิการต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับแรงงาน
 
นายอนันต์ชัย กล่าวว่า การปรับสภาพการจ้างงานที่เป็นธรรม รวมทั้งสวัสดิการต่าง ๆ จะช่วยให้แรงงานไทยมีรายได้ที่ดี มีความมั่นคงในชีวิตการทำงาน และจะช่วยจูงใจให้แรงงานไทยไม่ปฏิเสธงานประมง และไม่ต้องใช้ชีวิตบนท้องทะเลในต่างแดน หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อรายละเอียดหรือสอบถามได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
 
 
กระทรวงแรงงานเผยสถิติเดือนพฤษภาคม คนงานไทยไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น พบนิยมไปไต้หวันมากสุดกว่า 3,000 คน
 
กรมการจัดหางาน เผยสถิติเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คนงานไทยนิยมไปทำงานไต้หวันมากที่สุด 3,375 คน คิดเป็นร้อยละ 37.14 ของจำนวนคนงานไทยที่เดินทางไปทำงานและฝึกงานในต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวน 9,087 คน ขณะที่ยอดระงับการเดินทางของผู้ที่มีพฤติการณ์จะลักลอบไปทำงานในต่างประเทศ มีจำนวน 13 คน โดยระงับไปบาห์เรนมากที่สุด
 
นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า คนงานไทยยังนิยมไปทำงานต่างประเทศโดยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีคนงานไทย เดินทางไปทำงานและฝึกงานในต่างประเทศผ่านด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิ จำนวน 9,087 คน เมื่อเทียบกับเดือนก่อนพบว่ามีจำนวน เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 22.90 ซึ่งมีจำนวน 7,390 คน โดยไปทำงานไต้หวันมากที่สุด 3,375 คน รองลงมาคือ เกาหลีใต้ 1,070 คน อิสราเอล 801 คน ญี่ปุ่น 668 คน ตามลำดับ ขณะที่มีการระงับการเดินทางของผู้ที่มีพฤติการณ์จะลักลอบไปทำงานในต่างประเทศ และให้การยอมรับว่าจะไปทำงานในต่างประเทศ รวม 13 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนน้อยลง คิดเป็นร้อยละ 56.67 ซึ่งมีจำนวน 30 คน โดยประเทศที่ถูกระงับการเดินทางมากที่สุดเป็นบาห์เรน รองลงมาเป็น สิงคโปร์ อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
 
นายวรานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการหลอกลวงคนหางานผ่านสื่อสังคมออนไลน์เป็นจำนวนมาก จึงขอย้ำเตือนอีกครั้งว่าการไปทำงานต่างประเทศจะต้องไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มีใบอนุญาตทำงาน มีสัญญาจ้างที่ผ่านการรับรองสัญญาจ้างจากหน่วยงานภาครัฐของทั้งสองประเทศ ใช้วีซ่าท่องเที่ยวในการทำงานไม่ได้ เพื่อป้องกันการหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ จึงขอให้ตรวจสอบกับกรมการจัดหางานก่อน โดยสอบถามข้อมูล แจ้งเรื่องร้องทุกข์หรือแจ้งเบาะแสการหลอกลวงคนหางานได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0-2248-2278 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694
 
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 10/6/2560
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คน กทม.เห็นควรเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียสูสีไม่เห็นด้วย

Posted: 09 Jun 2017 09:06 PM PDT

บ้านสมเด็จโพลล์สำรวจคน กทม. 42.3% คิดว่าควรมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการบำบัดน้ำเสีย 41.7% ไม่เห็นด้วย และ 54.9% คิดว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเกิดจากขาดความรับผิดชอบของคน กทม. เอง

 
 
 
10 มิ.ย. 2560 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่ อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,150 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 7 - 9 มิถุนายน 2560  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง
 
ผู้ช่วยศาสตราจารย์สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร การให้ความสำคัญต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร การเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการกำจัดขยะและการเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการบำบัดน้ำเสีย ปัญหาด้านมลพิษอากาศ ปัญหาด้านขยะมูลฝอย ปัญหาด้านน้ำเสีย ปัญหาด้านมลพิษทางเสียง ปัญหาชุมชนแออัด ปัญหามลภาวะทางสายตา ปัญหาแผ่นดินทรุดตัว ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาการขาดแคลนพื้นที่สีเขียว ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครต้องประสบพบเจอในทุกๆวัน ในปัจจุบันและปัญหาใดที่อยากให้มีการแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 
 
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนด้านสิ่งแวดล้อม อันดับหนึ่งคือ ปัญหาด้านมลพิษอากาศ ร้อยละ 27.0 อันดับสองคือ ปัญหาด้านขยะมูลฝอย ร้อยละ 26.6 อันดับสาม คือ ปัญหาชุมชนแออัด ร้อยละ 11.4 อันดับสี่คือ ปัญหาด้านน้ำเสีย ร้อยละ 10.9 และอันดับห้าคือ ปัญหาน้ำท่วม ร้อยละ 8.0
 
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.8 ทราบว่าปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีขยะมูลฝอย วันละประมาณ 10,000 ตัน รองลงคือ ไม่ควร ร้อยละ 32.0 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 12.2
 
และคิดว่าตนเองมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาด้านขยะมูลฝอยร้อยละ 58.7  รองลงคือ ไม่ควร ร้อยละ 25.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 15.5
 
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 49.8 มีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาด้านขยะมูลฝอยโดยการแยกขยะ รองลงคือ ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ร้อยละ 34.9 และไม่แน่ใจว่ามีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาด้านขยะมูลฝอย ร้อยละ 15.3
 
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.3 คิดว่าควรมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการบำบัดน้ำเสีย รองลงคือ ไม่ควร ร้อยละ 41.7 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 16.0
 
และคิดว่าควรมีการเก็บเงินค่าธรรมเนียมในการบำบัดน้ำเสียรวมไปในค่าน้ำประปา ร้อยละ 43.1 รองลงคือ ไม่ควร ร้อยละ 41.7 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 15.2
 
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.9 คิดว่าในปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพมหานครเกิดจากการขาดความรับผิดชอบของคนกรุงเทพมหานคร รองลงคือ ไม่ควร ร้อยละ 27.0 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 18.1
 
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'สมชัย' ชี้เซ็ตซีโร่ กกต. ไม่ต่าง 'นิรโทษกรรมสุดซอย'

Posted: 09 Jun 2017 08:10 PM PDT

'สมชัย ศรีสุทธิยากร' ระบุการลงมติของ สนช.ในการเซ็ตซีโร่ กกต. คือตราบาปสำคัญกับการเมืองไทย ไม่ต่างอะไรกับการลงมตินิรโทษสุดซอย ที่อาศัยอำนาจและเสียงข้างมากที่ฝ่ายตนมีกระทำการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

 
 
 
10 มิ.ย. 2560 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Srisutthiyakorn Somchai ถึงกรณีที่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเสียงข้างมาก เซ็ตซีโร่ กกต. ว่า ด้านมืดของการปฏิรูปการเลือกตั้ง เราอาจเคลิบเคลิ้มกับด้านสว่างเจิดจรัสจองการปฏิรูปการเลือกตั้งด้วยการกำหนดคุณสมบัติที่เข้มขึ้นของผู้มาทำหน้าที่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง สร้างทีม กกต.ใหม่ที่เป็นปลาน้ำเดียว ภายใต้ข้ออ้างการมีโครงสร้างใหม่ และวลี "หากต้องการปฏิรูปต้องมีคนเจ็บบ้าง" โดยหวังว่า กกต.ใหม่ที่มา จะเป็นกลาง มีความกล้าหาญ จริงจังกับหน้าที่ และ ทำให้การเลือกตั้งมีผลเป็นที่ยอมรับ ลดความขัดแย้งในสังคมและเป็นทางออกของประเทศ 
 
นายสมชัย ระบุอีกว่า แต่อีกด้านหนึ่งที่อาจต้องเตรียมใจและเตรียมสู้ของฝ่ายประชาชน คือ กลไกการสรรหา กกต.ใหม่ มิใช่การสรรหาภายใต้ภาวะปกติของการมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากประชาชน แต่เป็น สนช. ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่ว่ากรรมการสรรหาจะเสนอชื่อใครมา สนช. ที่ปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภา อาจส่งคืนให้ไปสรรหามาใหม่จนกว่าจะเป็นที่พอใจ 
 
"หาก คสช. คือคณะบุคคลที่เข้ามากอบกู้บ้านเมืองในยามวิกฤติและพร้อมวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้ง คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีจุดหมายทางการเมืองในอนาคต และมีส่วนได้ส่วนเสียหากพรรคใดแพ้พรรคใดชนะ และปณิธานอันเจิดจรัสของ กรธ. กมธ. และการลงมติของ สนช.ในการเซ็ตซีโร่ กกต. คือ ตราบาปสำคัญกับการเมืองไทยที่ไม่ต่างอะไรกับการลงมตินิรโทษสุดซอยที่อาศัยอำนาจและเสียงข้างมากที่ฝ่ายตนมีกระทำการเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน" นายสมชัย ระบุ
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนเชื่อ กกต. เตรียมตรวจสอบคุณสมบัติ 9 รัฐมนตรีเป็นเกมการเมือง

Posted: 09 Jun 2017 07:20 PM PDT

กรุงเทพโพลล์สำรวจความเห็นประชาชนระบุกรณี กกต. เตรียมตรวจสอบคุณสมบัติ 9 รัฐมนตรีในช่วงนี้เป็นเกมการเมืองเพื่อสร้างข้อต่อรองในการลงมติของ สนช. 

 
 
 
10 มิ.ย. 2560 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง "กกต. เตรียมตรวจสอบคุณสมบัติ 9 รัฐมนตรี ประชาชนคิดอย่างไร" โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ  จำนวน 1,237 คน พบว่า
 
การที่กกต. เรียกตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี 9 รายกรณีถือครองหุ้น ในช่วงที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีการพิจารณาเรื่องการเซ็ตซีโร่ กกต.ประชาชนร้อยละ  37.3 ระบุว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อสร้างข้อต่อรองในการลงมติของ สนช.รองลงมาร้อยละ 29.5 ระบุว่า เป็นการหยิบยกเรื่องที่สำคัญมาทำให้เสร็จก่อนมีกกต. ชุดใหม่ ร้อยละ 17.8 ระบุว่าเป็นเรื่องที่กกต. ถึงวาระที่จะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาพอดี และร้อยละ 15.4 ระบุว่า เป็นการตั้งใจตอบโต้เพื่อเอาคืนรัฐบาล
 
เมื่อถามว่าหาก กมธ. ไม่มีการเสนอให้เซ็ตซีโร่ กกต.  จะหยิบยกคำร้องมาพิจารณาและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี 9 รายหรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 66.2 เห็นว่าน่าจะนำมาพิจารณาและตรวจสอบอยู่แล้ว ขณะที่ร้อยละ 33.8 เห็นว่าคงไม่นำมาพิจารณาและตรวจสอบ
 
ส่วนการที่ กกต. เตรียมตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี9 ราย ในช่วงนี้มีความชอบธรรมหรือไม่นั้น ประชาชนร้อยละ 66.2 ระบุว่า มีความชอบธรรม ขณะที่ ร้อยละ 23.8 ระบุว่า ไม่มีความชอบธรรม ที่เหลือร้อยละ 10.0 ระบุว่าไม่แน่ใจ
 
สำหรับความมั่นใจต่อ กกต. ว่าจะมีการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี 9 รายด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมปราศจากอคติทางการเมือง ประชาชนร้อยละ 39.2 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ รองลงมาร้อยละ 22.8 ระบุว่าค่อนข้างมั่นใจ และร้อยละ 20.0 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย 
 
เมื่อถามว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรี 9 รายจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในรัฐบาลยุค คสช. เพียงใด ประชาชนร้อยละ 56.5 ระบุว่า ส่งผลกระทบค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 43.5 ระบุว่า ส่งผลกระทบค่อนข้างมากถึงมากที่สุด
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น