โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สนง.ข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนฯ ยินดี หลังแรงงานพม่าชนะคดีฟาร์มไก่ ไม่จ่ายค่าจ้าง สุเนตร: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

โฆษก ทบ. แจงซื้อรถเกราะล้อยาง 2.3 พันล้าน ไม่ได้เกรงใจจีน แต่คำนึงถึงความทันสมัย

Posted: 16 Jun 2017 11:52 AM PDT

โฆษกกองทัพบก แจงซื้อรถเกราะล้อยาง 2.3 พันล้าน คำนึงถึงความทันสมัย มีระบบอาวุธที่หลากหลาย ระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีเกราะป้องกันตัวเอง และความคล่องแคล่วสูง ไม่ได้เกรงใจจีน แต่ได้พิจารณาตามคุณสมบัติที่กำหนด 

16 มิ.ย. 2560 จากกรณี เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้อนุมัติโครงการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง วีเอ็น 1 (VN1) จำนวน 34 คัน จากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน งบประมาณ 2,300 ล้านบาท ตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำเข้า ครม. โดยอนุมัติงบผูกพัน ปี 2560-2563 และอนุมัติให้กองทัพบก(ทบ.)เดินทางไปเซ็นสัญญาจัดซื้อแบบรัฐต่อรัฐ(จีทูจี) นั้น

วันนี้ (16 มิ.ย.60) สำนักข่าวไทย รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงชี้แจงการจัดซื้อยานเกราะล้อยาง VN-1 จากจีน ดังกล่าวว่า เป็นเรื่องของความจำเป็น เนื่องยานเกราะรุ่นเดิม V-150 ไม่สอดรับกับภารกิจและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ซ่อมไม่คุ้มค่า อีกทั้งกองทัพบกมีแผนปรับกำลังให้มีความพร้อมรบ ในปี พ.ศ.2560 - 2564 การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จึงต้องคำนึงถึงความทันสมัย มีระบบอาวุธที่หลากหลาย ระบบสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีเกราะป้องกันตัวเอง และความคล่องแคล่วสูง 

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ทางคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์ (กมย.) ของกองทัพบก จึงได้พิจารณาคุณสมบัติดังกล่าวจาก 4 ประเทศที่ผลิตยานเกราะ ทั้งยูเครน รัสเซีย สิงค์โปร์ และจีน แต่จีนมีความโดดเด่นเรื่องการส่งกำลังบำรุง รวมถึงความร่วมมือในการตั้งศูนย์ซ่อมสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ในประเทศไทย  ส่วนที่ไม่ได้จัดซื้อจากประเทศยูเครน เหมือนที่แล้วมานั้น เนื่องจากมีปัญหาขัดข้องในการจัดส่งจากสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศที่ไม่สามารถควบคุมได้  ยืนยันว่าการจัดซื้อยานเกราะไม่ได้จำเพาะที่ประเทศจีน และไม่ได้เกรงใจประเทศจีน แต่ได้พิจารณาตามคุณสมบัติที่กำหนด ซึ่งการจัดซื้อครั้งนี้เป็นรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี จึงมีความน่าเชื่อถือ 

พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ส่วนที่ไม่ได้พิจารณายานเกราะล้อยาง 8 คูณ 8 (8x8) ที่สถาบันเทคโนโลยีและป้องกันประเทศ (สทป.)  สามารถผลิตต้นแบบได้เองแล้วนั้น เพราะยังอยู่ระหว่างของการวิจัยและพัฒนา ยังไม่เข้าสู่สายพานการผลิต ซึ่งคาดว่าต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 2-3 ปี อีกทั้งยังไม่ทราบว่าจะมีราคาเท่าไหร่ ส่วนกรณีที่เอกชนไทยก็สามารถผลิตยานเกราะล้อยางได้นั้น ก็เป็นแบบ 4 คูณ 4  (4x4) ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการ แต่กองทัพบก โดย กอ.รมน. ก็ได้นำมาใช้งานในพื้นที่จังหวัดใช้แดนภาคใต้ แล้ว 13 คัน

โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กรมสรรพาวุธทหารบก ได้ประกาศราคากลางการจัดซื้อยานเกราะจีน ในเว็บไซต์เพื่อยืนยันถึงความโปร่งใส ถึงแม้จะไม่มีกฎระเบียบที่ต้องประกาศเพราะเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ  ส่วนการที่ไม่ได้เปิดเผยตั้งแต่แรกเนื่องจากการจัดซื้อ ครั้งนี้เป็นการจัดซื้อเพื่อทดแทนไม่ใช่เป็นการจัดซื้อใหม่ ที่ประชาชนจะให้ความสนใจมากกว่า  เช่น การจัดซื้อเรือดำน้ำ

การจัดซื้ออาวุธในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาจากจีน

- เม.ย.60 ครม.อนุมัติโครงการซื้อรถถัง วีที-4 จากจีน 2,000 ล้านบาท (ก่อนหน้านั้น ปี 59 ทบ.ได้ลงนามซื้อรถถัง วีที-4 จากประเทศจีนไปแล้ว 28 คัน วงเงิน 4,900 ล้าน)
- พ.ค.60 ครม. อนุมัติให้จัดซื้อเรือดำน้ำหยวนคลาส เอส 26 ที จากจีน จำนวน 1 ลำ วงเงิน 13,500 ล้านบาท จากแผนการของกองทัพเรือจัดซื้อเรือดำน้้ำชนิดดังกล่าวจากจีนทั้งหมด 3 ลำ วงเงิน 36,000 ล้านบาท
- มิ.ย. 60 อนุมัติโครงการจัดซื้อรถเกราะล้อยาง วีเอ็น 1จำนวน 34 คัน จากจีน งบประมาณ 2,300 ล้านบาท

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ยูนิเซฟชี้เด็กเล็ก 2 ใน 3 คนในไทยไม่ได้เล่นและทำกิจกรรมร่วมกับพ่อ

Posted: 16 Jun 2017 11:27 AM PDT

ยูนิเซฟระบุ ร้อยละ 55 ของเด็ก 3-4 ปีใน 74 ประเทศทั่วโลก ประมาณ 40 ล้านคนไม่ได้เล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้กับพ่อของพวกเขา เช่น  อ่านหนังสือร่วมกัน เล่านิทาน ร้องเพลง ทำกิจกรรมข้างนอก เล่น วาดรูป หรือนับเลข ร้องรัฐ-ภาคธุรกิจส่งเสริม 

ภาพ: คุณกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่และลูกสาว (ภาพจาก องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย) 

16 มิ.ย. 2560 รายงานข่าวจากองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย แจ้งว่า ยูนิเซฟออกมาระบุวันนี้ว่า ร้อยละ 55 ของเด็กอายุ 3-4 ปีใน 74 ประเทศทั่วโลก หรือ ประมาณ 40 ล้านคนไม่ได้เล่นและทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้กับพ่อของพวกเขา เช่น  อ่านหนังสือร่วมกัน เล่านิทาน ร้องเพลง ทำกิจกรรมข้างนอก เล่น วาดรูป หรือนับเลข

สำหรับประเทศไทย ผลสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2559 จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ด้วยการสนับสนุนจากยูนิเซฟ ซึ่งสำรวจความเป็นอยู่ของเด็กในกว่า 28,000 ครัวเรือนทั่วประเทศระหว่างเดือนพฤจิกายน 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2559 พบว่า มีพ่อถึงร้อยละ 66 ในประเทศไทยที่ไม่ได้ทำกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้เหล่านี้กับลูก โดยในครัวเรือนยากจน มีพ่อถึงร้อยละ 75 ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้กับลูกเมื่อเทียบกับพ่อในครัวเรือนที่ร่ำรวยมากที่ไม่ได้ทำกิจกรรมกับลูก (ร้อยละ 48) 

โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า "ขวบปีแรกๆ ของชีวิตคือโอกาสครั้งสำคัญที่มีเพียงครั้งเดียวในชีวิตสำหรับการพัฒนาสมองของเด็ก และพ่อแม่เป็นผู้มีบทบาทมากที่สุดในกระบวนการดังกล่าว ยิ่งพ่อแม่และสมาชิกครอบครัวมอบความรัก ความคุ้มครอง และโภชนาการที่ดี รวมทั้งมีการเล่นกับลูกมากเท่าไหร่ โอกาสที่เด็กจะมีสุขภาพดี มีความสุขและมีความสามารถในการเรียนรู้ ก็มีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น การเลี้ยงดูเด็กเล็กที่ดีแม้ในสถานการณ์ตึงเครียดอย่างที่สุด เช่น อยู่ท่ามกลางภาวะสงครามหรือความยากจนข้นแค้น ก็ยังสามารถปกป้องและช่วยให้เด็กมีการพัฒนาอย่างเต็มที่ได้ ดังนั้น พ่อมีส่วนสำคัญมากในการดูแลลูกไม่ใช่ให้เรื่องเหล่านี้ตกเป็นภาระของแม่แต่เพียงผู้เดียว"

สถิติของการทำกิจกรรมระหว่างพ่อกับลูก ได้มาจากการสำรวจแบบพหุดัชนีแแบบจัดกลุ่ม (Multiple Indicators Cluster Survey - MICS) ซึ่งเป็นการส่ารวจครัวเรือนในแต่ละประเทศ ซึ่งให้ข้อมูลเชิงสถิติเกี่ยวกับเด็กและครอบครัวในด้านต่างๆ เช่น สุขภาพ พัฒนาการ การศึกษา และการเก็บข้อมูลสถิติที่สามารถใช้เปรียบเทียบกันในประเทศต่างๆ ได้

ทั้งนี้ ยูนิเซฟได้ออกมารณรงค์ให้พ่อทำกิจกรรมร่วมกับลูกมากขึ้น ผ่านแคมเปญที่เปิดตัวทั่วโลกวันนี้ชื่อว่า "ยอดคุณพ่อ" หรือ "Super Dads" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูบทบาทของพ่อ พร้อมทั้งเน้นถึงความสำคัญของความรัก การเล่นกับเด็ก การคุ้มครอง และการส่งเสริมโภชนาการเพื่อพัฒนาการทางสมองที่ดีของเด็กเล็ก แคมเปญนี้ชวนคุณพ่อทุกท่าน โพสต์ภาพและวิดีโอเกี่ยวกับการเป็นยอดคุณพ่อผ่านในอินสตาแกรมและทวิตเตอร์ โดยพิมพ์ #ยอดคุณพ่อ #EarlyMomentsMatter #SuperDads

ในประเทศไทย แคมเปญ #ยอดคุณพ่อ ได้รับความร่วมมือจาก คุณซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง Friend of UNICEF, คุณกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่,  คุณบี้ ธรรศภาคย์ ชี, คุณตั๊ก บริบูรณ์ จันทร์เรือง มาร่วมทำสื่อรณรงค์ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อให้พ่อทุกคนหันมาใช้เวลากับลูกมากขึ้น โดยพวกเขากล่าวว่า  "สำหรับลูกๆ แล้ว พ่อคือฮีโร่ของพวกเขา" พ่อไม่จำเป็นต้องมีพลังวิเศษอะไรก็เป็นฮีโร่ของพวกเขาได้  แค่ทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น พูดคุย เล่นด้วยกัน อ่านนิทาน  ร้องเพลง ก็ช่วยกระตุ้นสร้างพัฒนาการพื้นฐานเพื่อให้พวกเขาเติบโตอย่างสมบูรณ์!"  นอกจากนี้ ในประเทศต่างๆ พ่อคนดังจากวงการบันเทิงและกีฬาก็เข้าร่วมสนับสนุนแคมเปญ "ยอดคุณพ่อ" ด้วย เช่น ฮิวจ์ แจ็คแมน, เดวิด เบคแฮม, โนวัค ยอโควิช, ลูอิส แฮมิลตัน, มาเฮอร์ชาลา อาลี, แดเนียล คอร์เมีย และดิ ออล แบลคส์ ชมภาพและข้อมูลต่างๆ ของพวกเขาได้ ที่นี่

ยูนิเซฟได้เรียกร้องให้รัฐบาลและภาคธุรกิจเพิ่มการลงทุนในการดูแลเด็กปฐมวัย โดยเน้นส่งเสริมให้พ่อแม่มีความรู้และทักษะในการดูแลลูกให้มากขึ้น การศึกษาทั่วโลกพบว่า การดูแลเอาใจใส่และการกระตุ้นพัฒนาการในช่วงปีแรกๆ ของชีวิต จะช่วยกระตุ้นการเชื่อมโยงของเซลล์สมองของเด็กในอัตรา 1,000 ครั้งต่อวินาที ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพและความสามารถต่างๆ ของเด็กเมื่อเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ เช่น ความสามารถในการเรียนรู้ การจัดการกับความเครียด หรือศักยภาพในการทำงานในอนาคต  ในทางกลับกัน  งานวิจัยพบว่าความรุนแรงและการขาดการกระตุ้นพัฒนาการในวัยเด็ก มีส่วนหยุดยั้งการเชื่อมโยงของเซลล์สมอง ดังนั้น เมื่อเด็กมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับพ่อ เด็กจะมีสุขภาพจิต ความเคารพตัวเอง และความพึงพอใจในชีวิตในระยะยาวที่ดีขึ้น   

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศรีสุวรรณ จ่อร้อง 'ศาล รธน. - ผู้ตรวจฯ' พิจารณาคำสั่งปลดล็อครถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

Posted: 16 Jun 2017 10:57 AM PDT

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จ่อร้อง 'ศาล รธน. - ผู้ตรวจฯ' พิจารณาคำสั่งหัวหน้า คสช.ปลดล็อครถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จันทร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ ระบุทำให้ไทยสูญเสียบูรณภาพแห่งอธิปไตยของชาติ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 52

แฟ้มภาพ

16 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ว่าทางสมาคมฯ ออกแถลงการณ์ เรือง คัดค้านคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 30/2560 กรณีปลดล็อครถไฟความเร็วสูงไทย-จีน พร้อมระบุว่า ทำให้ไทยสูญเสียบูรณภาพแห่งอธิปไตยของชาติ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 52 โดยระบุด้วยว่า จึงจะนำความดังกล่าวไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อวินิจฉัยและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ? ใ นวันจันทร์ที่ 19 มิ.ย. นี้ เวลา 10.00 น. ณ ห้อง 903 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม.

รายละเอียดแถลงการณ์ มีดังนี้

แถลงการณ์สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
เรือง คัดค้านคำสั่งคสช.ที่ 30/2560 กรณีปลดล็อครถไฟความเร็วสูงไทย-จีน
ทำให้ไทยสูญเสียบูรณภาพแห่งอธิปไตยของชาติ ขัดต่อรธน.2560 มาตรา 52

ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 30/2560 เรื่อง มาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงชาวงกรุงเทพฯ - นครราชสีมา เมื่อวันที่15 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมานั้น การออกคำสั่งดังกล่าว มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 52 โดยชัดแจ้งเนื่องจากเป็นคำสั่งที่ทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียอธิปไตยบูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีอธิปไตย และก่อให้เกิดความเดือดร้อนและไม่เป็นธรรมแก่ประชาชน และอาจเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ

ทั้งนี้เนื่องจากในคำสั่ง คสช.ที่30/2560 กำหนดให้บุคคลธรรมดา นิติบุคคลวิศวกรและสถาปนิกของจีนได้รับการยกเว้นไม่อยู่ภายใต้การบังคับของพระราชบัญญัติวิศวกร 2542และพระราชบัญญัติสถาปนิก 2543 ซึ่งหากบุคคลต่าง ๆ ดังกล่าวสร้างความเสียหายให้กับโครงการฯหรือกับสภาพแวดล้อมและคนไทย จะไม่สามารถนำกฎหมายดังกล่าวมาดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายไทยหรือขึ้นต่อศาลไทยได้ นอกจากนั้นยังเป็นการยกเว้นการนำกฎหมายของไทยมาใช้ปฏิบัติบังคับกับโครงการฯอีกกว่า 7 ฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยความผอดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ ฯลฯ จะทำให้โครงการฯและบุคคลธรรมดา นิติบุคคล วิศวกรและสถาปนิกของจีน มีสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งอยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของคนไทยโดยชัดแจ้ง อีกทั้งคำสั่งดังกล่าวเป็นการขัดต่อหลักธรรมาภิบาล (มาตรา 75 ) ขัดต่อวินัยทางการเงินการคลังของรัฐ (มาตรา 62, 76) และเป็นการเลือกปฏิบัติ (มาตรา 27) ที่กำหนดให้มีการใช้อำนาจการกำหนดราคากลางได้ตามอำเภอใจโดยการใช้อำนาจการยกเว้นไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 107/3 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2554

นอกจากนั้น หากโครงการดังกล่าวนำไปสู่การปฏิบัติและลงนามในสัญญากันระหว่างไทย-จีน รัฐบาลจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อนไม่เช่นนั้นก็จะเข้าข่ายขัดต่อาตรา 178 แห่งรัฐธรรมนูญ 2560 ทันทีด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยไม่อาจปล่อยให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ใช้อำนาจไปโดยไม่สอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2560 ต่อไปได้

จึงจะนำความดังกล่าวไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่? ในวันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2560 เวลา 10.00 น. ณ ห้อง 903 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ อาคาร B ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม.

ประกาศมา ณ วันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2560
ศรีสุวรรณ  จรรยา
เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

รังสิมันต์ โรม ตอบ 4 คำถามประยุทธ์ เผยคำถามตั้งธงคำตอบไว้หมดแล้ว

Posted: 16 Jun 2017 08:11 AM PDT

รังสิมันต์ โรม เข้าศูนย์ดำรงธรรมตอบ 4 คำถามของประยุทธ์ จันโอชา เผยเหตุที่มาเพราะต้องการแสดงให้นายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีคนไม่เห็นด้วยอยู่ ระบุทุกคำถามเป็นการตั้งธงคำตอบไว้หมด ชี้แม้ คสช. จะถามถึงเรื่องธรรมภิบาล แต่การกระทำของรัฐบาลเรื่อง เร่งรัดโครงการรถไฟไทย-จีน กลับไร้ธรรมาภิบาลเสียเอง

ภาพจาก Banrasdr Photo

16 มิ.ย. 2560 เมื่อเวลา 14.00 น. รังสิมันต์ โรม และกรกช แสงเย็นพันธ์ สมาชิกกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้เดินทางไปที่ศูนย์ดำรงธรรง ที่กระทรวงกลาโหม โดยรังสิมันต์ ให้สัมภาษณ์กับประชาไท หลังตอบคำถามทั้ง 4 ข้อว่า ที่มาตอบคำถามในวันนี้เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของรัฐบาลในการตั้งคำถามในลักษณะนี้อยู่ เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาตอบคำถามดังกล่าวอาจจะมีแนวโน้มที่เห็นด้วย หรือเห็นไปในทางเดียวกันกับรัฐบาลและ คสช. มาก ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลและ คสช. อาจจะไม่กล้าแสดงออกโดยการมาตอบคำถามดังกล่าวที่ศูนย์ดำรงธรรม เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลต่างๆ ในบัตรประชาชนเอาไว้ด้วย ซึ่งอาจจะกังวลว่า หากตอบคำถามโดยที่เป็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจะทำให้เกิดผลกระทบตามมา

ทั้งนี้รังสิมันต์ ระบุด้วยว่า คำถามทั้ง 4 คำถามที่ได้มีการตั้งไว้นั้นเป็นการตั้งคำถามที่มีธงคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว และตัวคำถามเองก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักธรรมภิบาล จึงทำให้อดคิดถึงเรื่องการใช้ ม.44 ดันโครงการรถไฟฟ้าความเร็วไม่ได้ โดยรังสิมันต์เห็นว่า หนึ่งในหลักธรรมาภิบาลที่รัฐบาลที่ดีพึงยึดถือคือ หลักความโปร่งใส และหลักการตรวจสอบได้ หลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่มีไว้เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐว่ามีความโปร่งใส ไม่มีการคอรัปชั่นหรือเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง แต่การออกคำสั่งจาก ม.44 เพื่อเร่งรัดโครงการรถไฟไทยจีนที่เรื้อรังมานาน ได้ยกเว้นกฎหมายหลายฉบับที่มีขึ้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ ซึ่งนัยหนึ่งของกฎหมายเหล่านี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการคอรัปชั่น และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยต่อชีวิตคนไทยเอง

คำตอบของรังสิมันต์โรม

1. ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่?

ธรรมาภิบาลไม่ได้เกิดจากการได้คนดีมาเป็นรัฐบาล แต่เกิดจากการวางระบบที่ส่งเสริมหรือกำกับให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม ระบบในที่นี้ได้แก่รัฐธรรมนูญนั่นเอง ซึ่งหากผู้ถามมีความมั่นใจในประสิทธิภาพของรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว ย่อมไม่เกิดคำถามนี้ขึ้นตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้กำหนดให้ ส.ว. ศาลและองค์กรอิสระมีอำนาจควบคุมการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น จึงต้องตั้งคำถามด้วยว่าจะมีกลไกใดที่จะกำกับให้องค์กรเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่อย่าง "มีธรรมาภิบาล" เช่นเดียวกันกับรัฐบาล

2. หากไม่ได้ จะทำอย่างไร?

จากที่กล่าวไปแล้วว่าธรรมาภิบาลเกิดจากการออกแบบรัฐธรรมนูญที่ดี หากรัฐบาล (หรือองค์กรอื่นๆ) ขาดธรรมาภิบาล แสดงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐบาลจะมีธรรมาภิบาล แต่ก็จะถูกครอบงำโดย ส.ว. ศาลและองค์กรอิสระอยู่ดี ดังนั้นจึงต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลมีอำนาจหน้าที่สมกับเป็นผู้แทนประชาชนเสียก่อน

3. การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวที่ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ และเรื่องอื่นๆ เช่น ประเทศชาติจะมียุทธศาสตร์และการปฏิรูปหรือไม่นั้น ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง?

การเลือกตั้งกับการวางยุทธศาสตร์หรือการปฏิรูปสามารถเกิดขึ้นด้วยกันได้ เพราะนักการเมืองเองก็พยายามเสนอยุทธศาสตร์หรือการปฏิรูปด้วยผ่านนโยบายต่างๆ ที่หาเสียงกับประชาชน ซึ่งเมื่อรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนแล้ว ย่อมต้องรับผิดชอบต่อนโยบายที่ตนเสนอไปด้วย

การรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชนต่างหากที่ไม่ถูกต้อง แม้จะมียุทธศาสตร์หรือการปฏิรูปก็ตาม เพราะเป็นยุทธศาสรต์หรือการปฏิรูปที่คนเพียงกลุ่มเดียวยัดเยียดให้กับประชาชนทั้งประเทศ

4. ท่านคิดว่า กลุ่มนักการเมือง ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทุกกรณี ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้อีก เกิดปัญหาอีก แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร?

ในระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญย่อมไม่สามารถเข้าสู่การเลือกตั้งได้ และหากใครเข้ามาแล้วมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมก็อาจถูกลงโทษตามกฎหมายได้ด้วยเช่นกัน

ระบอบเผด็จการต่างหากที่อนุญาตให้ผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเข้ามามีอำนาจได้โดยไม่ต้องผ่านความมยินยอมของประชาชนแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ต้องรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตนเพราะได้นิรโทษกรรมตัวเองไว้แล้ว ตัวอย่างได้แก่ผู้ถามนั่นเอง

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สนช.ผ่านข้อบังคับประชุมใหม่ จากขาดลงมติเป็นเกณฑ์ขาดประชุมเกิน 1 ใน 4 สิ้นสมาชิกภาพ

Posted: 16 Jun 2017 04:51 AM PDT

สนช.เห็นชอบในวาระ 3 ประกาศใช้ข้อบังคับการประชุมฉบับใหม่  ใช้เกณฑ์ขาดประชุมเกิน 1 ใน 4 ของวันประชุม สิ้นสมาชิกภาพ  รองประธาน สนช. แจงความจริงหลังสื่อเสนอข่าวกระทบชื่อเสียง ยันยกร่างใหม่ เป็นไปตามเกณฑ์ รธน.60    

แฟ้มภาพ

16 มิ.ย. 2560 เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติในวาระที่ 3 เห็นชอบให้ประกาศใช้ร่างข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เป็นข้อบังคับ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 198 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง ทั้งนี้ หากหลังจาก 5 วัน  แล้วมีสมาชิก สนช.ทักท้วงว่าข้อบังคับฯ ขัดกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560  ก็สามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความได้

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง กล่าวว่า กรณีที่มีบางสื่อนำเสนอข่าวว่า  สนช. ได้ยกร่างข้อบังคับการประชุมฉบับใหม่โดยตัดเนื้อหาสำคัญเรื่องการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ของสมาชิกสนช. หากขาดการลงมติมากกว่า 1 ใน 3 ออกไปนั้น  ทำให้ สนช. เสียชื่อเสียงอย่างมาก โดยรองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง ยืนยันว่า ที่ต้องยกร่างข้อบังคับการประชุมขึ้นมาใหม่ ก็เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2560 โดยในรัฐธรรมนูญ 2560 มีบทบัญญัติ ว่า ส.ส. และ ส.ว. จะขาดสมาชิกภาพเมื่อขาดการประชุมเกิน 1 ใน 4 ของวันประชุม ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวใช้กับสมาชิก สนช. ด้วย  ดังนั้น สมาชิก สนช. ที่ขาดประชุมเกินกำหนด ก็จะต้องสิ้นสภาพสมาชิกโดยรัฐธรรมนูญ 2560 เช่นกัน พร้อมย้ำว่า ในรัฐธรรมนูญ 2560  ไม่ได้ใช้เกณฑ์ขาดการลงมติทำให้ขาดสมาชิกภาพแบบในรัฐธรรมนูญ 2557 และไม่มีบทบัญญัติให้ สนช. ออกข้อบังคับใช้กับกรณีดังกล่าวได้  ดังนั้น กรรมาธิการที่ทำหน้าที่ยกร่างข้อบังคับฯ  จึงไม่อาจบรรจุหลักเกณฑ์แบบนั้นไว้ในข้อบังคับฯ ฉบับใหม่ได้ เพราะการยกร่างข้อบังคับฯ นั้น  จะต้องถือตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ทำได้เท่านั้น

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เหตุระเบิด ซ.สุขุมวิท 40 หน้าสำนักงานยูเนสโก บาดเจ็บ 2 ราย

Posted: 16 Jun 2017 04:50 AM PDT

พนักงานกวาดถนนไปพบเข้า แกะดูแล้วเกิดระเบิด ตำรวจคาดเป็นระเบิดปิงปอง มาจากกลุ่มวัยรุ่นเนื่องจากแถวนั้นโรงเรียนเยอะ

ภาพเหตุการณ์ (ที่มา: ม.ล.ท. 06 และ พระราม 9 58-09)

16 มิ.ย. 2560 เมื่อเวลา 13.00 น. ร.ต.อ. อาทิตย์ เกตุทอง รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ทองหล่อ รับแจ้งเหตุระเบิดมีผู้บาดเจ็บบริเวณหน้าสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ถ.สุขุมวิท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย

ที่เกิดเหตุมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ประกอบด้วย ศิริวรรณ ศรีเพ็ง อายุ 51 ปี บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าขาทั้งสอง และน้ำหวาน สุขกลิ่น อาย 43 ปี ได้รับบาดเจ็บที่ขา ผู้บาดเจ็บทั้งสองคนถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แล้ว

พ.ต.อ.ขจรพงศ์ จิตต์ภาคภูมิ ผกก.สน.ทองหล่อ ระบุว่า การสอบสวนเบื้องต้นพบว่า ผู้บาดเจ็บกำลังเก็บกวาดขยะที่บริเวณหน้า ร.ร.ปทุมคงคา และไปพบถุงกระสอบซุกอยู่ในพุ่มไม้จึงเก็บมาเปิดดู พบวัตถุลักษณะคล้ายระเบิดปิงปองพันด้วยเทปดำจึงได้ถือไปด้วย ซึ่งระหว่างนั้นได้ทำถุงดังกล่าวตกถึง 3 ครั้งแต่กลับไม่เกิดระเบิดจึงได้ตัดสินใจแกะวัตถุดังกล่าวจึงทำให้เกิดระเบิดขึ้น

ขจรพงศ์ คาดว่า เป็นระเบิดปิงปอง และอาจจะเกิดจากการกระทำของเด็กวัยรุ่น และไม่ได้หวังผลเพื่อเอาชีวิต อาจจะเกิดจากการกระทำของเด็กวัยรุ่นเนื่องจากเป็นบริเวณใกล้สถานศึกษาหลายแห่ง

ที่มา

มติชน, ด่วน!! ระเบิด ซ.สุขุมวิท 40 พนักงาน กทม. เจ็บ 2 คาดระเบิดปิงปอง

บีบีซี, เพิ่มเติม: ระเบิด ซ.สุขุมวิท 40 หน้าสำนักงานยูเนสโก

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วิศวกรรมสถาน ชี้ไทยอาจไม่ได้ประโยชน์จากการเร่งรัดรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

Posted: 16 Jun 2017 04:50 AM PDT

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แถลงข่าวต่อกรณีการเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน อาจะเป็นการใช้งบประมาณของประเทศโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใดจากจีน พร้อมระบุใช้กฎหมายพิเศษอาจทำให้ขาดความเชื่อมั่นเรื่องธรรมาภิบาล

16 มิ.ย. 2560 เมื่อวานนี้ ที่ห้องรามคำแหง 2 โรงแรมเอสซีปารค์ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำโดย ธเนศ วีระศิริ , พิชญะ จันทรานุวัฒน์ และรองศาสตราจารย์ เอนก ศิริพานิชกร ได้จัดงานแถลงข่าวแสดงท่าทีต่อโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ร่วมทั้งข้อเสนอต่อรัฐบาล โดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาเพื่อเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาคนี้ตามแนวนโยบาย ( road map) ของรัฐบาล แต่มีความกังวล และไม่เห็นด้วยกับการเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่จะใช้งบประมาณของประเทศโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใดจากจีน ทั้งนี้ไม่รวมถึงความวิตกกังวลต่อท่าทีของรัฐบาลที่อาจกระทบการความเชื่อมั่น ขวัญ และกำลังใจของสมาชิกวิศวกรผู้ปฎิบัติวิชาชีพตามกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างความปลอดภัยสาธารณะ

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2560 สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงคมนาคม โดยเฉพาะแผนการสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา กระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศใช้มาตรา 44 ใน "การเสนอใช้ ม.44 นั้นเพื่อแก้ปัญหาที่มันช้าและติดขัดให้ทะลุปรุโปร่ง ส่วนจะเป็นเรื่องการสอบใบอนุญาตมาตรฐานวิศวกรจีนหรือไม่นั้นต้องรอดูต่อไป แต่ยืนยันว่าคนละเรื่องกับขั้นตอนการเสนอโครงการต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรอบยังตามเดิมคือเสนอภายในเดือนนี้ ส่วนมูลค่าการก่อสร้างก็เหมือนเดิม แผนก่อสร้างเหมือนเดิม ก็หวังว่าจะช่วยลดปัญหาอุปสรรคทุกขั้นตอนให้เดินหน้าต่อไปได้"

ต่อมาวันที่ 14 มิ.ย. พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่านายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคสช. ได้กำชับว่าการใช้อำนาจมาตรา 44 นั้นสามารถทำได้ หากมีเหตุและผลรองรับ และหากทำให้ประชาชนได้รับทราบเหตุผลนั้น เกิดการยอมรับ และเกิดความเชื่อมั่นว่าทุกอย่างที่ทำไม่ได้ทำให้ระบบงานเสียหาย แต่กลับจะช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เป็นไปตามโรดแมพที่วางไว้ได้

ล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย. 2560 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๐/๒๕๖๐เรื่อง มาตรการเร่งรัดและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพ – นครราชสีมา (อ่านข่าวที่นี่)

ข้อเสนอต่อรัฐบาล กรณีเร่งรัดดำเนินการโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 1 กรุงเทพ-นครราชสีมา

โดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ตามกระแสข่าวเรื่องรัฐบาลจะเร่งดําเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 1 กรุงเทพนครราชสีมาระยะทาง 250 กิโลเมตรที่รัฐบาลไทยจะมอบหมายให้รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ผ่านบริษัทของจีนที่ได้รับการคัดเลือกโดยใช้กฎหมายพิเศษในการเร่งดําเนินการนี้วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์มีท่าทีและข้อเสนอดังมีสาระที่ควรได้พิจารณาในด้านวิศวกรรมดังต่อไปนี้

1. วิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ เห็นด้วยกับสภาวิศวกรที่ได้เสนอให้นิติบุคลวิศวกรรม และวิศวกรจีนที่จะเข้ามาปฏิบัติงานในโครงการนี้ต้องผ่านการจดทะเบียนรับรองการปฏิบัติวิชาชีพวิศวกรรมของสภาวิศวกร ทั้งนี้ในการเข้าทำงานวิศวกรรมควบคุมในประเทศต่าง ๆ วิศวกรผู้นั้นจำเป็นต้องมีความรู้ทั้งในด้านกฎหมายก่อสร้าง สภาพการรับน้ำหนักบรรทุกของดินฐานราก สภาวะ และการตอบสนองของน้ำหนักบรรทุกสำคัญ เช่น น้ำหนักบรรทุกจร แรงลม และแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว

รวมทั้งมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง การใช้กฎหมายมาตราพิเศษเพื่อยกเว้นให้วิศวกรจีนเช่นนี้ จะสร้างความเหลื่อมล้ำในการทำงานวิศวกรรมของวิศวกรต่างชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิศวกรในภูมิภาคอาเซียน(AEC) ที่ต้องผ่านการประเมินคุณสมบัติเป็นภาคีวิศวกรพิเศษจากสภาวิศวกรแล้วจำนวนกว่า 180 คนและหากวิศวกรต่างประเทศขาดความเข้าใจในภูมิสัณฐาน และระเบียบวิธีการปฎิบัติงานวิชาชีพ จะเสี่ยงต่อความปลอดภัยสาธารณะของประเทศไทย

2. การดำเนินการโครงการขนาดใหญ่

รัฐบาลได้ส่งข้อความสื่อสารสำคัญ (key message) เพื่อทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่กับสาธารณะเมื่อเร็ว ๆ นี้ ประกอบไปด้วย

2.1 คณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลโครงการที่มีมูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป (super board) ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตและให้มีการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ

2.2 พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานทำสัญญากับรัฐที่มีการควบคุมผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั้งบุคคล และนิติบุคล เช่น งานวิศวกรรม

การใช้กฎหมายพิเศษเพื่อยกเว้นแนวทางที่สร้างธรรมาภิบาลดังกล่าวข้างต้น อาจทำให้เกิดความสับสน และสร้างความไม่เชื่อมั่นในการเร่งรับดำเนินการโครงการนี้

3. การก่อสร้างโครงการที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง

การทำสัญญาโครงการที่มีงานวิศวกรรมหรือเทคโนโลยีขั้นสูงโดยทั่วไป อาจดำเนินการผ่าน "สัญญาการจัดซื้องานวิศวกรรม" (engineering procurement contract, EPC) ซึ่งสอดคล้องกับข่าวเบื้องต้นที่จะทำ EPC ที่สถานีกลางดง นครราชสีมาในระยะทาง 3.5 กิโลเมตร โดยใช้งบประมาณ 2,000 ล้าน ซึ่งหากดำเนินการตามนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยดังนี้

3.1 การทำ EPC จะดำเนินการโครงการทั้งหมดในระยะทางสั้น และงบประมาณน้อย ซึ่งจีนเองก็ได้ดำเนินการในลักษณะเช่นนี้เมื่อเริ่มโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

3.2 ในระหว่างการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงโดยทำ EPC รัฐบาลควรกำหนดให้มีการถ่ายโอนเทคโนโลยี (technology transferring) โดยสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ การคำนวณออกแบบ (design) การกำหนดรายการประกอบแบบ และวัสดุ (specifications) การก่อสร้าง และการติดตั้ง (construction and erection) รวมทั้งการซ่อม และบำรุงรักษา (repair andmaintenance) ซึ่งเกาหลีใต้แม้มีความสามารถดำเนินการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้ามาแล้ว แต่ยังมีความจำเป็นต้องต้องนำเข้าชิ้นส่วน และเทคโนโลยี และเมื่อประมาณราว พ.ศ. 2525 ได้ใช้โอกาสของการทำโครงการรถไฟความเร็วสูงในการถ่ายโอนเทคโนโลยี โดยได้จัดทำเงื่อนไขสำหรับผู้เสนองาน (request for proposal, RFP)1 โดยมีเงื่อนไขว่าผู้เสนองานต้องช่วยให้เกาหลีใต้มีรถไฟความเร็ว 300 กม./ชม. และอนุญาตให้เกาหลีใต้ถ่ายทอด (ขาย) เทคโนโลยีให้ประเทศที่ 3ได้ รวมทั้งการใช้ชิ้นส่วน และวัสดุภายในประเทศ

4. ข้อเท็จจริงรถไฟความเร็วสูง และโครงสร้างสาธารณูปโภค

4.1 รถไฟความเร็วสูงเป็นคู่แข่งขันกับสายการบินภายในประเทศ ด้วยเหตุที่การขนส่งโดยระบบรางนี้สามารถรับ และส่งในเมืองโดยไม่ต้องรอคอย และต้องใช้พาหนะอื่นเมื่อเปรียบกับการโดยสารเครื่องบิน ซึ่งการพิจารณาเพื่อกำหนดเส้นทางควรพิจารณาค่าโดยสารเครื่องบินต้นทุนต่ำซึ่งปัจจุบันมีราคาค่าตั๋วถูกมาก และเมืองหรือจังหวัดสำคัญจะมีระยะทางบินไกลสุดในประเทศไม่เกิน 1 ชั่วโมง 20 นาที หากพิจารณาระยะเวลาเดินทางรวมรอการเดินทางโดยเครื่องบินจะไม่เกิน 4 ชั่วโมง ดังนั้นหากระยะเวลาเดินทางของรถไฟความเร็วสูงในระยะทางไกล จึงอาจแข่งไม่ได้กับสายการบินต้นทุนต่ำ เนื่องจากค่าตั๋วโดยสารรถไฟความเร็วสูงนี้จะมีราคาแพงสำหรับผู้ใช้บริการทั่วไป                                                                                                                        

4.2 รัฐบาลควรพิจารณาการสร้างเมืองบริวาร โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดเส้นทางที่ไกลมาก เพื่อให้เมืองบริวารที่สามารถเดินทางได้ภายใน 2 ชั่วโมงเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่เป็นแหล่งที่ตั้งของธุรกิจและแรงงาน ทั้งนี้การดำ เนินการเช่นนี้จะหยุดยั้งการอพยพของธุรกิจและแรงงานเข้ากรุงเทพมหานครได้

4.3 รัฐบาลควรพิจารณาการพัฒนาเมือง และอสังหาริมทรัพย์ในเมืองบริวารที่ยังมีราคาไม่แพง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงในราคาไม่สูงมาก เช่น หากจะทำรถไฟฟ้าความเร็วสูงเพื่อเจตนาส่งเสริมการท่องเที่ยว และธุรกิจที่อำเภอหัวหิน อาจต่อสายทางไปถึงระนองเพื่อให้มีการพัฒนาเมืองในราคาไม่แพงและสามารถเดินทางไปหัวหินได้รวดเร็วมาก แต่ไม่มีความจำเป็นที่จะสร้างสายทางไปที่ไกลมาก ๆ

4.4 การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงไปยังเมืองบริวารจะเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางของประชาชน(modes of transportation) จากรถโดยสารเป็นรถไฟ และกระจายผู้โดยสาร ณ เมืองบริวารด้วยรถประจำทางปกติ ซึ่งจะลด และบรรเทาปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ และลดจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งนี้หากนำประเด็นนี้ไปเพื่อหาความตอบแทนทางเศรษฐกิจ (economicalinternal rate of return, EIRR) จะทำให้โครงการเป็นไปได้มากขึ้น และหากรัฐบาลจะพิจารณาร่วมลงทุนจะทำให้โครงการมีศักยภาพที่จะเป็นไปได้ทางการเงิน (finance internal rate of return, FIRR) โดยมีราคาค่าผ่านทางที่ต่ำลง

4.5 ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกโครงสร้างสาธารณูปโภค ทั้งงานระบบวิศวกรรมโยธา/โครงสร้าง งานระบบวิศวกรรมอาคาร รวมทั้งงานวิศวกรรมที่ปรึกษา/ควบคุมงาน ไปยังประเทศต่าง ๆ อาทิเช่นอินเดีย บังคลาเทศ ไต้หวัน เป็นต้น

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทหารปล่อย 'พิชัย' ออกจากค่ายแล้ว หลังถูกเชิญรอบที่ 8 พร้อม 6 ข้อ เร่งแก้เศรษฐกิจ

Posted: 16 Jun 2017 04:03 AM PDT

พิชัย นริพทะพันธุ์ ออกจากจากกองทัพภาคที่ 1 แล้ว หลังถูกเชิญรอบที่ 8 พร้อมเสนอ คสช. 6 ข้อ เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

ที่มาภาพ เพจ Banrasdr Photo 

16 มิ.ย. 2560 จากกรณี วันนี้เมื่อเวลา 11.45 น.ที่ผ่านมา พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถูกเชิญตัวเข้าค่ายทหารอีกครั้งเป็นรอบที่ 8 ในวันนี้ (16 มิ.ย.60) ที่กองทัพภาคที่ 1 โดยมีทหารมารับถึงบ้าน หลังจากได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจ ซึ่ง Voice TV รายงานด้วยว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก อ้างว่าไม่ใช่การเรียกปรับทัศนคติ แต่เป็นการเชิญมาให้ความคิดเห็นทางด้านเศรษฐกิจเท่านั้น

ที่มาภาพ เพจ Banrasdr Photo 

ต่อมาเวลา 15.13 น. พิชัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Pichai Naripthaphan' ว่าตนเอง ได้ออกมาจาก กองทัพภาคที่ 1 แล้วในเวลา 14:35 น ใช้เวลาพูดคุยประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น และให้เกียรติ โดยมี พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาค 1 และ ทีมเศรษฐกิจของ คสช. นำโดย ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล เข้ารับฟังและแลกเปลี่ยนความเห็น โดยพิชัยได้เสนอ 6 แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และเตรียมพร้อมสำหรับรัฐบาลที่จะมาจากประชาชนดังนี้

1) เร่งแก้เสาหลักเศรษฐกิจที่เสื่อม และเร่งสร้างความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยหาทางเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ โดยเร็ว หากยังเจรจาไม่ได้ก็ให้เร่งเตรียมการหลังมีรัฐบาลจากประชาชนจะได้เจรจาได้ทันที 2) เร่งสร้างบรรยากาศที่เป็นปกติ และไม่กดดัน โดยเปิดเสรีให้แสดงความคิดเห็น ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ไม่จับประชาชนที่เห็นต่างอย่างไม่มีเหตุผล เพื่อสร้างความเชื่อถือของนานาชาติ  3) ให้เสรีภาพแก่สื่อ โดยให้มีการควบคุมกันเองเหมือนเดิม เพื่อสร้างภาพพจน์ที่ดีของประเทศ

4) ทบทวน กฏหมายที่เป็นอุปสรรคสำหรับธุรกิจในอนาคต เช่น พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ และ ซิงเกิลเกตเวย์ ที่ทำให้ธุรกิจที่มีเทคโนโลยีสูงไม่มาลงทุนในไทย และจะเป็นอุปสรรคในการพัฒนา ไทยแลนด์ 4.0 และต้องปรับตัวตามทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  5) เร่งช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อย เช่น เกษตรกร และกรรมกร โดยเพิ่มให้รายได้เพิ่มต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่แจกเงิน  6) เร่งกลับสู่รัฐบาลจากประชาชนเพื่อให้ต่างประเทศยอมรับ ทั้งนี้ อยากให้ คสช เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โดยอยากเห็นประเทศไทยกลับมาแข่งขันในเวทีโลกได้อีกในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้ คสช. ได้ขอให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างสร้างสรรค์และมีข้อเสนอแนะนำที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

นักการศึกษาแนะ ศตวรรษ 21 ผู้เรียนคือศูนย์กลาง ทุกคนคือฟันเฟืองของระบบการศึกษา

Posted: 16 Jun 2017 03:23 AM PDT

ระบบการศึกษาในปัจจุบันเปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ควรพัฒนาทักษะที่ตัวผู้เรียนมากกว่าเน้นเนื้อหาสาระของการเรียน เทคโนโลยีเปลี่ยนบทบาทครูเป็นผู้สนับสนุนมากกว่าผู้สอน ย้ำ การศึกษาเป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่แค่เรื่องของโรงเรียน

ซ้ายไปขวา: กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อรรถพล อนันตวรสกุล

สืบเนื่องจากวันที่ 11 มิ.ย. 2560 จัดงานเสวนา "การศึกษาเพื่อเตรียมคนเป็นพลเมืองโลก" หลังฉายภาพยนตร์ Most Likely to Succeed ที่หอศิลปวัฒนธรรม กรุงเทพฯ โดยมีผู้ร่วมเสวนา ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ นักวิชาการอิสระเป็นพิธีกร

เนื้อหาของภาพยนตร์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในโรงเรียนไฮเทค โรงเรียนใต้กำกับของรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเรียนในรูปแบบทำงานโปรเจคท์และจัดนิทรรศการ โดยเล่าเรื่องราวชีวิตของเด็กผ่านการเรียนรู้ในรูปแบบการเรียนใหม่ ทั้งยังตั้งคำถามกับระบบการศึกษาเดิมในการวัดผลและประเมินอีกด้วย  

ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน กล่าวว่าในภาพยนตร์เป็นการตั้งคำถามกับระบบการศึกษาว่าเป็นไปแค่การสร้างแรงงานและผู้บริโภคหรือไม่ ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีสารสนเทศที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งเด็กรุ่นใหม่ที่โตมากับเทคโนโลยีดิจิตอล เข้าถึงยุคที่ทุกๆ คนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้วยตนเอง  ทำให้ทักษะการใช้ข้อมูลมีความสำคัญต่อยุคสมัยปัจจุบัน

อรรถพล กล่าวว่า บริบทของอินเทอร์เน็ตมีผลกระทบอย่างมาก เมื่อก่อนการเป็นครูต้องมีความรู้เพื่อถ่ายทอดให้กับเด็ก  ในโลกยุคใหม่ กำแพงการเข้าถึงความรู้ถูกทลายลง เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้เข้าถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งครูต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากผู้จัดสรรความรู้ให้กับเด็กสู่การสนับสนุนให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยความสำคัญในปัจจุบันอยู่ที่ตัวทักษะ ไม่ใช่ความรู้ การสอนมีหลากหลายแบบ เช่น เรียนผ่านกรณีศึกษา  ประเด็นปัญหาสังคม การทำโครงการ หรือการเรียนผ่านสถานการณ์จริงของโลก ทั้งหมดเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นผู้กระทำในการเรียน และครูเป็นผู้สนับสนุนในการเรียนมากยิ่งขึ้น โดยในภาพยนตร์จะกำหนดชัดเจนว่า ครูจะเป็นคนตั้งคำถามและผู้กำหนดข้อตกลงร่วมกันในห้องเรียน

อาจารย์จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพสูงประกอบด้วย การให้ค่าการศึกษาเป็นผลประโยชน์สาธารณะ เพราะการพัฒนาการศึกษานอกจากโรงเรียนแล้ว ยังเป็นเรื่องของเด็กและผู้ปกครองที่จะร่วมมือแก้ไขพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน มีเป้าหมายที่ชัดเจนและมีความหวังร่วมกันว่าจะพัฒนา พร้อมทั้งมีมุมมองการศึกษาที่เน้นสร้างความเป็นธรรม และมีการกระจายอำนาจและการเสริมสร้างความเข้มแข็งท้องถิ่นในการจัดการศึกษา ยกตัวอย่าง การให้เทศบาลลงเงินช่วยเหลืออุดหนุนการศึกษาเด็กในชนบท เป็นต้น

อรรถพล กล่าวทิ้งท้ายว่า นวัตกรรมการศึกษามีเพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ พร้อมทั้งมีพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งนี้ทุกๆคนต้องมีส่วนในการรับผิดชอบร่วมกัน โดยมีวิสัยทัศน์ร่วมและเป้าหมาย การเคารพในความหลากหลาย และการเชื่อมโยงกันระหว่างกลไก นอกจากนี้ ความไว้เนื้อเชื่อใจก็เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21

 

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทนายอานนท์ประกาศหาญาติผู้ต้องหาวัย 62 คดีระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ

Posted: 16 Jun 2017 03:10 AM PDT

พล.ต.อ.ศรีวราห์ เผยผู้ต้องหาสารภาพ ยันคนเดียว อ้างอยากให้ทหารเจ็บปวด เหมือนสลายแดง รวมทั้งระเบิดโรงละครแห่งชาติ หน้ากองสลาก ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันเมื่อปี 50 ที่ หน้าห้างเมเจอร์รัชโยธิน ซ.ราชวิถี 24 และ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก อีกด้วย

16 มิ.ย. 2560 ความคืบหน้าเหตุระเบิดในช่วงสายวานนี้ (22 พ.ค.60) บริเวณที่เกิดเหตุเป็นห้องรับรองนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการ หน้าห้องวงษ์สุวรรณ ภายใน รพ.พระมงกุฎเกล้า ถนนราชวิถี กทม. จนมีผู้บาดเจ็บหลายราย นั้น

วานนี้ (15 มิ.ย.60) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ลอบวางระเบิดที่ห้องวงษ์สุวรรณ ภายในรพ.พระมงกุฎเกล้าได้แล้ว เป็นชายวัย 62 ปี โดยอยู่ในขั้นตอนกระบวนการสอบสวน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมได้ แต่ยังไม่เชื่อมโยงทหารแตงโม เพราะอยู่ระหว่างการขยายผลการจับกุมว่าจะมีใครร่วมวางแผนและก่อเหตุหรือไม่ เขาเองก็ยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุจริง

ทนายอานนท์ประกาศหาญาติผู้ต้องหา

วันนี้ (16 มิ.ย.60) เมื่อเวลา 11.27 น. อานนท์ นำภา ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า ท่านใดพอรู้จักหรือติดต่อญาติ ลุงวัฒนา วัย 62 ปี ที่โดนจับเมื่อวาน ผู้ถูกกล่าวหาว่าวางระเบิด รพ.พระมงกุฎฯ หรือไม่ รบกวนติดต่อตนด่วนทางกล่องข้อความ

ศรีวราห์เผยผู้ต้องหาสารภาพ ยันคนเดียว อ้างอยากให้ทหารเจ็บปวด เหมือนสลายแดง

ขณะที่ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 16 มิ.ย.60 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.เปิดเผยว่า ตนได้เร่งรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคดีที่วัฒนา (สงวนนามสกุล) อายุ 61 ปี ผู้ต้องสงสัยในการก่อเหตุวางระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า อย่างละเอียดก่อนที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามจะเดินทางไปขออำนาจศาลอาญาในการออกหมายจับวัฒนา เบื้องต้นในข้อหาการมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำซึ่งทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ซึ่งตอนนี้ตนยังตอบไม่ได้ว่าใครเกี่ยวข้องบ้างวัตถุพยานจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด แต่จากการสืบสวนหากพบว่าใครเป็นผู้ต้องสงสัยหรือมีการรู้จักสนิทสนมกับนายวัฒนาก็จะเชิญตัวมาสอบปากคำทั้งหมดรวมถึงในกรณีของครู โรงเรียนเอกชนรายหนึ่งซึ่งเป็นคนสนิทของนายวัฒนาทางเจ้าหน้าที่ทหารได้เชิญตัวมาสอบปากคำในฐานะพยานเท่านั้น

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวต่อว่า จากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ทหารถึงความเป็นไปได้ที่ วัฒนาจะเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิดดังกล่าวหรือไม่ ก็ทราบเพียงว่า วัฒนาเรียนจบทางด้านวิศวะไฟฟ้า แค่จะเป็นผู้ก่อเหตุหรือไม่นั้นอยู่ที่พยานหลักฐานและดุลพินิจของศาลว่าจะพิจารณาออกหมายจับในข้อหาตามที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนไปหรือไม่ หากศาลพิจารณาอนุมัติหมายจับก็แสดงว่าพยานหลักฐานในสำนวนที่พนักงานสอบสวนส่งไปมีความน่าเชื่อถือ และจากการสอบสวนยังไม่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่าหากตรวจสอบพบว่า วัฒนามีความเกี่ยวข้องกับการวางระเบิดเมื่อปี 2550 จะมีการขออำนาจศาลในการออกหมายจับได้หรือไม่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวเพียงสั้นๆว่า หากยังไม่ขาดอายุความก็สามารถดำเนินการได้และหากพบว่าพยานหลักฐานบ่งชี้ว่าตรงกับการก่อเหตุในปี 2550 และพล.ต.อ.จักทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการให้ดำเนินคดี ตนก็จะดำเนินการ

มีรายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ทหาร วัฒนา รับสารภาพแล้วว่าตนเป็นผู้ก่อเหตุวางระเบิด รพ.พระมงกุฎเกล้าจริงและกระทำการคนเดียวไม่มีผู้เกี่ยวข้อง โดยมีการเตรียมการในการเดินทางไปดูสถานที่ดังกล่าวภายในโรงพยาบาลเพื่อเตรียมก่อเหตุตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เพราะต้องการให้ทหารเจ็บปวดเหมือนที่ทหารเคยสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง และนอกจากที่การวางระเบิดที่ รพ.พระมงกุฎเกล้าแล้วนั้น ตนยังก่อเหตุวางระเบิดที่บริเวณ โรงละครแห่งชาติ หน้ากองสลาก ถ.ราชดำเนิน รวมถึงการก่อเหตุในลักษณะเดียวกันเมื่อปี 2550 ที่ หน้าห้างสรรพสินค้าเมเจอร์รัชโยธิน ซ.ราชวิถี 24 และ หน้ากองบัญชาการกองทัพบก อีกด้วย

รายงานข่าวระบุอีกว่า ในการขออำนาจศาลออกหมายจับ วัฒนา นั้น เบื้องต้นในข้อหาการมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การทำซึ่งทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บและข้อหาพยายามฆ่า

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จำเลยคดีฉีกบัตรประชามติเผย AIS นำข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผยระหว่างการสืบพยานโดยไม่ชอบ

Posted: 16 Jun 2017 01:43 AM PDT

ปิยรัฐ จงเทพ จำเลยคดีฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติเผย เจ้าหน้าที่ AIS พยานโจทก์นำข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผยระหว่างการสืบพยาน โดยที่ไม่มีคำสั่งศาลให้เปิดเผยข้อมูลมาก่อน ซึ่งข้อมูลที่นำเปิดเผยประกอบด้วยรายละเอียดการใช้งานการโทร ข้อความ และการระบุตำแน่งรับสัญญาณ

ที่มาภาพจาก เฟซบุ๊ก 'ทรงธรรม แก้วพันพฤกษ์'

16 มิ.ย. 2560 ปิยรัฐ จงเทพ นายกสมาคมเพื่อเพื่อน FFA ซึ่งหนึ่งในจำเลยคดีฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ เปิดเผยว่า ศาลจังหวัดพระโขนง ได้นัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ในคดีฉีกบัตรออกเสียงประชามติ ซึ่งมีนักกิจกรรม 3 รายเป็นจำเลยได้แก่ ปิยรัฐ จงเทพ ทรงธรรม แก้วพันธุ์พฤกษ์ และจิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ โดยเริ่มสืบตั้งแต่วันที่ 13 – 16 มิ.ย. นี้

โดยในวันที่ 14 มิ.ย. ซึ่งเป็นการสืบพยานฝ่ายโจทก์ ปิยรัฐให้ข้อมูลว่า ในกระบวนการสืบพยาน ฝ่ายโจทก์ได้เบิกพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานจาก AIS ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัทพ์เคลื่อนที่ มาให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องการกับใช้บริการของจำเลยทั้ง 3 คน ซึ่งเป็นข้อมูลรายชื่อเบอร์โทรติดต่อทั้งหมดในช่วงเวลาก่อน และหลังวันที่ 7 ส.ค. 2559 (วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ) รวมทั้งข้อความต่างๆ ที่มีการเคลื่อนไหวของผู้ใช้บริการทั้ง 3 คน แต่ไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาของข้อความ หรือเนื้อหาของการพูดคุย แต่อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ได้มีการนำมาเปิดเผยนั้นได้ระบุถึงตำแหน่งที่จำเลยทั้ง 3 อยู่ในช่วงเวลาต่างๆ

ปิยรัฐ ระบุว่า ข้อมูลที่มีการเปิดเผยทั้งหมดนั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฉีกบัตรประชามติแต่อย่างใด เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลว่า ในวันเวลาต่างๆ ทั้ง 3 คน อยู่ที่ไหนบ้าง ติดต่อกับใครบ้าง ซึ่งเป็นข้อมูลโดยละเอียด เช่นรู้ว่า ทั้งสามคนจะไปสถานที่ไหนเป็นประจำ ติดต่อกับใครเป็นประจำ และรวมทั้งข้อมูลการทำธุรการการเงินซึ่งได้มีการผูกบัญชีในระบบ mobile bank

"เขารู้หมดครับว่า วันไหนผมไปไหนบ้าง มีอยู่วันหนึ่งที่ไปโรมแรมแห่งหนึ่งเขาก็รู้ รู้กระทั่งว่าผมโทรหาใครก่อนที่จะไป เข้าใจว่าที่เขามาเบิกความในศาลแบบนี้ เพราะต้องการแสดงให้ศาลเห็นว่าพวกเราทั้ง 3 คน รู้จักกันเป็นเพื่อนกันมากก่อน ซึ่งมันไม่จำเป็นที่จะต้องไปเอาข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผยแบบนี้ เพราะว่าเราก็อยู่ในที่แจ้งอยู่แล้ว เราเป็นเพื่อนกัน รู้จักกันอยู่แล้ว เราไม่เคยปฏิเสธ" ปิยรัฐ กล่าว

ปิยรัฐ ให้ข้อมูลต่อว่า ทนายจำเลยได้มีการคัดค้านหลักฐานดังกล่าวแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเป็นหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากการที่ผู้บริการจะสามารถเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้บริการได้นั้น จำเป็นที่ต้องมีคำสั่งศาลที่อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการได้ แต่ในกรณีนี้ไม่มีคำสั่งศาล มีแต่เพียงการส่งหนังสือขอความร่วมมือจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีเพียงเท่านั้น

สำหรับคดีฉีกบัตรลงคะแนนเสียงประชามติ เกิดขึ่นเมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2559 เวลาประมาณ 12.00 น. ณ หน่วยลงคะแนนเสียงในสำนักงานเขตบางนา โดยปิยรัฐ ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์เนื่องจากเห็นว่าการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นโดยไม่เป็นธรรม จึงได้ทำการฉีกบัตรลงคะแนนเสียง พร้อมกับตะโกนว่า "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" และถูกเข้าควบคุมตัวในทันที ปิยรัฐถูกจับกุมดำเนินคดีใน 4 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาทำลายบัตรออกเสียง และก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแแนน ตามพ.ร.บ.ประชามติ, ข้อหาทำลายเอกสารราชการ และข้อหาทำให้ทรัพย์สินสาธารณะเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่เพื่อนทั้งสองคน ซึ่งได้ติดตามถ่ายวีดีโอขณะนายปิยรัฐแสดงออก ก็ได้ถูกกล่าวหาในข้อหาก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแนนด้วย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เหตุระเบิดหน้า รร. อนุบาลในมณฑลเจียงซู ตาย 8 เจ็บเกือบ 70

Posted: 16 Jun 2017 01:29 AM PDT

เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ราย บาดเจ็บว่า 65 ตำรวจสันนิษฐานเบื้องต้นเป็นการก่ออาชญากรรม คาดตัวผู้ต้องสงสัยแล้ว ด้านสื่อจีนรายงาน ระเบิดเป็นระเบิดทำมือ ผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุแล้ว

ผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลในเขตเฟิงเสี้ยน (ที่มา: twitter/CGTN)

เมื่อ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา สำนักข่าวซินหัวของประเทศจีน รายงานว่า เมื่อเวลา 16.48 น. มีเหตุระเบิดบริเวณรั้วของโรงเรียนอนุบาลในเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ทางภาคตะวันออกของจีน แรงระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย และเสียชีวิตหลังส่งโรงพยาบาลอีก 6 ราย

ในเวลา 23.00 น. จำนวนผู้บาดเจ็บมีทั้งสื้น 65 ราย โดยมี 8 รายยังอยู่ในสภาพสาหัส อย่างไรก็ดี ไม่มีรายงานว่าครูและเด็กบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยทีมแพทย์อาวุโสจำนวนมากกว่า 10 นาย จากเมืองหนานจิงและอู๋ซี มณฑลเจียงซู ได้รุดไปยังสถานที่เกิดเหตุ นอกจากนั้นยังมีทีมสืบสวนและทีมชันสูตรลงพื้นที่เกิดเหตุด้วยเช่นกัน

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นการก่ออาชญากรรม และคาดตัวผู้ต้องสงสัยเอาไว้แล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลมณฑลเจียงซูได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบความปลอดภัยบนพื้นที่ทำการผลิตแล้ว 

ล่าสุด ทวิตเตอร์ของ China Global Television Network (CGTN) เครือข่ายสื่อจากประเทศจีน ทวีตว่า ระเบิดที่ใช้เป็นระเบิดทำมือ และผู้ก่อเหตุเสียชีวิตในที่เกิดเหตุแล้ว

 

 

โศกนาฎกรรมที่เกิดขึ้นกับเด็กอนุบาลในประเทศจีนครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ในรอบกว่า 1 เดือน หลังจากเมื่อ 9 พ.ค. เกิดเหตุการณ์รถโรงเรียนอนุบาลเกิดเพลิงไหม้ในอุโมงค์ที่มณฑลซานตง คร่าชีวิตเด็กสัญชาติเกาหลี 11 ราย เด็กและคนขับรถสัญชาติจีนอีก 2 ราย และเหตุการณ์รถโรงเรียนตกถนนลงไปในคูน้ำข้างทางในพื้นที่ปกครองตนเองกว่างสีจ้วง เมื่อ 24 พ.ค. ที่ผ่านมา ทำให้มีนักเรียนบาดเจ็บ 32 ราย

แปลและเรียบเรียงจาก

Xinhua, At least 8 dead in China kindergarten blast, 15 Jun. 2017

Global Times, 32 kindergarten children injured in south China traffic accident, 24 May 2017

Daily Mail, 11 South Korean, Chinese children killed in China bus crash, 9 May 2017

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สนช.ลงมติผ่าน พ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนดเงินประเดิมพรรคไม่น้อยกว่า 1 ล้าน ผู้ก่อตั้งร่วมจ่ายผ่านธนาคาร

Posted: 16 Jun 2017 12:15 AM PDT

มติ สนช. เห็นชอบวาระ3 ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดทุนประเดิมพรรคไม่น้อยกว่า 1 ล้าน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคฯร่วมจ่ายคนละ 1,000 – 50,000 บาท พร้อมกำหนดข้อห้ามบุคคลภายนอกเข้าควบคุม ครอบงำ ชี้นำพรรคการเมือง

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2560 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงในการพิจารณาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว มี 142 มาตรา โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบในวาระ3 ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 180 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง

สำหรับประเด็นที่ถูกอภิปรายอย่างกว้างขวางคือทุนประเดิมพรรค และ การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยที่ประชุม สนช. มีมติให้การจัดตั้งพรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิม ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท และให้ผู้จัดตั้งพรรคทุกคน ต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิม ไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกิน คนละ 50,000 บาท และจะต้องชำระเงินทุนประเดิมผ่านธนาคาร หากพรรคการเมืองใดไม่ชำระทุนประเดิมจัดตั้งพรรคการเมือง จะไม่มีสิทธิส่งผู้สมัคร ส.ส. ขณะที่การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครเลือกตั้งจากตัวแทนที่ได้รับการโหวตเลือกจากสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ส่วนผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัคร เพื่อส่งให้สาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดพิจารณาจัดลำดับบัญชีรายชื่อผู้สมัคร โดยหัวหน้าพรรคอยู่ในบัญชีลำดับที่ 1 นอกจากนี้ยังห้ามกรรมการบริหารพรรคยินยอมให้บุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เข้าควบคุม ครอบงำ ชี้นำการดำเนินกิจการของพรรค หากฝ่าฝืนจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และมีความผิดต้องรับโทษทั้งปรับและจำคุก

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น