โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info สิงห์ดำยุคหน้า ก้าวแรกสู่คณะรัฐศาสตร์ ก้าวต่อไปสู่อะไรดี? ตำรวจห้ามเครือข่ายประชาชนฯ ชุมนุมท...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

อังคณา เผยเตรียมร้อง ปอท. หลังถูกโพสต์สร้างความเกลียดชังในโซเชียลฯ

Posted: 06 Jun 2017 01:13 PM PDT

อังคณา กสม. โพสต์ระบุเตรียมเข้าร้องต่อ ปอท. เรื่องการถูกละเมิดสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ถูกเกลียดชังโดยการใช้ภาพ และข้อความเผยแพร่ทางเฟซบุ๊กต่างๆ โดยล่าสุดถูกปั่นว่าเรียกร้องให้สังคมให้อภัยเปรี้ยว

6 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.59 น. ที่ผ่านมา อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก 'Angkhana Neelapaijit' ซึ่งเป็นภาพบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับ อังคณา พร้อระบุว่า ทำงานตรวจสอบการละเมิดสิทธิฯมานาน พรุ่งนี้(7 มิ.ย.60) 10.00 น. จะไปแจ้ง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 4 อาคาร B เรื่องการถูกละเมิดสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทำให้ถูกเกลียดชังโดยการใช้ภาพ และข้อความเผยแพร่ทาง facebook ต่างๆ โดยล่าสุด คือกรณี เปรี้ยว ทั้งที่ไม่ได้อยู่ประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งนี้คำพูดเพื่อสร้างความเกลียดชัง (HateSpeech) บนแอพพลิเคชั่น เริ่มมีมากขึ้นตั้งแต่ทำหน้าที่ กรรมการสิทธิฯ ในฐานะที่รับผิดชอบ สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเรื่องร้องเรียนเรื่องการละเมิดสิทธิฯต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การละเมิดที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางคน

"อยากรู้ว่า ปอท. ในฐานะที่มีหน้าที่รับผิดชอบการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จะคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพประชาชนกรณีนี้ได้อย่างไร" อังคณา โพสต์ทิ้งท้าย
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วิกฤตบิ๊กชาติอาหรับคว่ำบาตรกาตาร์-โดนัลด์ ทรัมป์ทวิตหนุนปิดล้อม

Posted: 06 Jun 2017 10:37 AM PDT

โดนัลด์ ทรัมป์ ทวิตเป็นนัยหนุนคว่ำบาตรกาตาร์ ขณะที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ จะใช้ฐานทัพในกาตาร์ปฏิบัติภารกิจต่อไป ด้านซาอุดิอาระเบียหัวหอกในการนำชาติอาหรับคว่ำบาตรล่าสุดปิดสำนักงานของกาตาร์แอร์เวย์ รวมทั้งสื่ออย่างอัลจาซีรา ส่วนอิหร่านประกาศส่งสินค้าประเภทอาหารให้กาตาร์ ขณะที่ภาคธุรกิจกาตาร์ยังอ่วม ขนสินค้าไปขายทางเรือไม่ได้ สายการบินต้องระงับเที่ยวบิน

นครโดฮาร์ ประเทศกาตาร์ ภาพถ่ายในปี 2014 (แฟ้มภาพ/JanManu/Wikipedia)

ภาพเมื่อคืนวันที่ 5 มิถุนายน เวลา 23.57 น. ตามเวลา UTC แสดงสภาพการจราจรทางอากาศหลังชาติอาหรับนำโดยซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ ยูเออี บาห์เรน เยเมน ลิเบีย รวมทั้งมัลดีฟส์ ตัดความสัมพันธ์การทูตและเศรษฐกิจต่อกาตาร์ ซึ่งมีผลต่อการปิดน่านฟ้าด้วย โดยในภาพเที่ยวบินจากกาตาร์ต้องบินขึ้นไปในทิศเหนือมุ่งหน้าไปทางน่านฟ้าอิหร่านซึ่งยังคงมีความสัมพันธ์การทูตปกติแทน (ที่มา: Flightradar24.com)

 

6 มิ.ย. 2560 สืบเนื่องจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (5 มิ.ย.) ที่ซาอุดิอาระเบีย อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน เยเมน ลิเบียและประเทศนอกภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างมัลดีฟส์ ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตและเศรษฐกิจกับกาตาร์ โดยมีเหตุผลว่าเป็นการปกป้องความมั่นคงของรัฐ โดยสำนักข่าวของรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ระบุต้นเหตุว่า เป็นเพราะกาตาร์ "ให้ที่พักพิงแก่ผู้ก่อการร้ายและกลุ่มลัทธิต่างๆที่มุ่งหวังจะสร้างความไม่มีสเถียรภาพในภูมิภาค" โดยหลายประเทศมีมาตรการปิดชายแดนทั้งทางบก เรือ อากาศ บีบชาวกาตาร์ให้เดินทางกลับประเทศ และเรียกทูตกลับ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

 

 

ล่าสุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ทวีตเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า "ระหว่างการไปเยือนตะวันออกกลาง ผมบอกว่าจะไม่มีการสนับสนุนความคิดหัวรุนแรงอีกต่อไป เหล่าผู้นำชี้ไปที่กาตาร์ - ดูสิ!

รายงานของการ์เดียน ระบุว่า ถ้อยแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันอังคารนี้ สร้างความรู้สึกช็อกแก่กาตาร์ ซึ่งถือตัวว่าเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา และยังเป็นบ้านของทหารสหรัฐอเมริกาที่ประจำการอยู่กว่า 1 หมื่นนาย และท่าทีนี้คงสร้างความยินดีแก่ซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเมื่อหลายปีก่อนต้องสู้กับข้อกล่าวหาจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่ว่ารัฐบาลซาอุดิอาระเบียเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

ทั้งนี้เอกสารที่วิกิลีกส์เผยแพร่ในปี 2552 (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง) ระบุถึงเอกสารของฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้นที่เรียกร้องนักการทูตสหรัฐฯ เพิ่มความพยายามเป็น 2 เท่าในการหยุดยั้งเงินทุนจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งแหล่งสำคัญสุดคือจากซาอุดิอาระบีย ที่เข้าไปเสริมพวกก่อการร้ายสุดขั้วในปากีสถานและอัฟกานิสถาน ขณะที่ชาติอาหรับอีก 3 ประเทศในบัญชี ยังมีคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์

อัลจาซีรารายงานด้วยว่า ทางด้าน รมว. กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อันวาร์ การ์กาช กล่าวในทวิตเตอร์ว่ากาตาร์ไปอยู่ข้างเดียวกับ "สื่อ เงินตรา และพวกสุดโต่ง" และต้องการคำมั่นจากกาตาร์ว่าต้องสร้างโรดแมปที่สามารถสร้างความมั่นใจให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้

"เราต้องการโรดแมปที่จะสร้างความมั่นใจให้กับพวกเราหลังจากความสัมพันธ์ของเราขาดสะบั้น" อันวาร์ กล่าว

อัลจาซีรา รายงานว่า ประธานาธิบดีตุรกี เรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน สนทนากับผู้นำของกาตาร์ รัสเซีย คูเวตและ ซาอุดิอาระเบียผ่านโทรศัพท์ ขอให้บรรเทาระดับความตึงเครียดลง

"สิ่งสำคัญสำหรับสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคนั้นอยู่บนการพูดคุย รวมถึงการให้ความสำคัญกับการทูตเพื่อลดระดับความตึงเครียดที่มีอยู่ลง" แหล่งข่าวรายงานกับอัลจาซีรา

ทางชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลรามาน อัล ธานี รมว. ต่างประเทศของกาตาร์ ออกมาแถลงว่า ทางกาตาร์ไม่ทราบว่าจะมีเหตุผลอะไรที่ก่อให้เกิดความตึงเครียดเช่นนี้ขึ้นได้ เพราะเมื่อประชุมสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย หรือการประชุมผู้นำ อเมริกัน-อิสลาม-อาหรับ ก็ไม่มีวี่แววที่จะเป็นชนวนเลย โดยทางกาตาร์มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจามากกว่าการปะทะกัน

"มีการยกระดับ (ความตึงเครียด) ที่ไม่คาดคิดจากสื่อมวลชน (ของประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย) … แต่กาตาร์ไม่ได้รับมือกับการยกระดับดังกล่าวด้วยวิธีเดียวกัน" รมว.ต่างประเทศของกาตาร์ กล่าว

ในคืนวันจันทร์ (5 มิ.ย.) สำนักข่าว KUNA ของคูเวตรายงานว่า เจ้าผู้ครองนครคูเวต เอมีร์ ชีค ซาบาห์ อัล อาหมัด อัล ซาบาห์ ได้เรียกร้องให้เจ้าผู้ครองนครกาตาร์ เอมีร์ ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี ให้มีน้ำอดน้ำทนและไม่ใช้มาตรการใดๆ ที่จะยกระดับความตึงเครียดบนอ่าวเปอร์เซีย

ทางศูนย์บัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า "ไม่มีแผนการที่จะเปลี่ยนท่าทีในประเทศกาตาร์" นอกจากนั้น พันตรี เอเดรียน เจที แรนคิน-แกลโลเวย์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า กองทัพอากาศสหรัฐฯ จะยังคงใช้ฐานทัพอากาศ อัล อูดีด ในกาตาร์สำหรับการปฏิบัติการทางอากาศในอาฟกานิสถาน อิรักและซีเรียดังเดิม

ขณะที่ อาวิกดอร์ ลิเบอร์มัน รมว.กระทรวงกลาโหมของอิสราเอล แสดงความชื่นชมการตัดสัมพันธ์ทางการทูตของชาติอาหรับกับกาตาร์ โดยกล่าวว่า "ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าสิ่งนี้จะเปิดความเป็นไปได้อีกหลายทาง สำหรับความร่วมมือกันในการต่อสู้กับภัยก่อการร้าย"

อย่างไรก็ดี เมื่อวันจันทร์ (5 มิ.ย.) รีซา นูรานี ประธานสหภาพการส่งออกผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรกล่าวว่า เรือขนสินค้าอาหารที่ส่งจากอิหร่านจะไปถึงกาตาร์ใน 12 ชั่วโมง นอกจากนี้ บาห์ราม กาเซมี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านเรียกร้องให้มี "การพูดคุยกันอย่างมีความชัดเจน" ระหว่างประเทศคู่กรณี โดยทางอิหร่านกล่าวว่า ความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาคอ่าวและประเทศเพื่อนบ้าน เป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของทุกประเทศในภูมิภาค

ธุรกิจกาตาร์ยังอ่วม ขนสินค้าไปขายไม่ได้ ซาอุฯ สั่งธนาคารขายเงินสกุลกาตาร์
ปิดออฟฟิศสายการบิน สำนักข่าวอัลจาซีรา

นอร์ส ไฮโดร บริษัทสัญชาตินอร์เวย์ที่ถือหุ้นร้อยละ 50 กับบริษัทกาตาลุมของกาตาร์ในการทำอลูมิเนียมกล่าวว่า การส่งออกอลูมิเนียมของกาตาร์ถูกสกัดไว้โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ธุรกิจการผลิตอลูมิเนียมของทั้งสองบริษัทสามารถผลิตอลูมิเนียมได้มากกว่า 600,000 ตันต่อปี โดยมีลูกค้าหลักอยู่ในทวีปเอเชีย ยุโรป และสหรัฐอเมริกา โดยบริษัท นอร์ส ไฮโดร กล่าวว่า "โดยปรกติ ผลผลิตจะถูกส่งผ่านท่าเรือ เจเบล อาลี ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ท่าเรือดังกล่าวปิดไม่ให้การขนส่งจากกาตาร์เข้าไปตั้งแต่เช้าวันนี้แล้ว"

และในวันอังคารนี้ (6 มิ.ย.) กาตาร์ แอร์เวย์ส ยกเลิกเที่ยวบินสู่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์และบาห์เรนแล้ว โดยแจ้งผู้โดยสารที่มีตั๋วเที่ยวบินระหว่างวันที่ 5 มิ.ย. ถึง 6 ก.ค. ว่ามีสิทธิ์ในการจองเที่ยวบินใหม่ โดยเลือกวันเดินทางได้สูงสุด 30 วัน นับจากวันเดินทางเดิม โดยกาตาร์ แอร์เวย์ส จะยังคงให้สำนักงานในประเทศต่างๆทำงานต่อไปจนกว่าจะมีการแจ้งเพิ่มเติม

สื่อซาอุดิอาระเบียรายงานว่า หน่วยงานคมนาคมของซาอุดิอาระเบีย ได้ยกเลิกใบอนุญาตกาตาร์ แอร์เวย์ส ไม่ให้ปฏิบัติงานในซาอุดิอาระเบีย และปิดสำนักงานของกาตาร์ แอร์เวย์สในราชอาณาจักร เพิ่มเติมจากเมื่อคืนวันจันทร์ ที่สื่อท้องถิ่นและรอยเตอร์ส รายงานว่า ธนาคารกลางซาอุดิอาระเบียได้ขอให้ธนาคารท้องถิ่นขายเงินสกุลริยาลส์ของกาตาร์ และห้ามไม่ให้ซื้อเข้ามา นอกจากนั้นยังสั่งปิดสำนักงานของอัลจาซีรา ซึ่งเป็นสื่อที่กาตาร์ให้การสนับสนุนในประเทศตนเองแล้ว

ส่วนสถานการณ์ตลาดหุ้นกาตาร์ วันนี้ดีดตัวกลับขึ้นมาแล้ว โดยมีดัชนีเพิ่มขึ้นมาสูงสุดร้อยละ 3.2 และดัชดีดตัวขึ้นมาถึงร้อยละ 2.7 หลังตลาดหุ้นเปิดทำการซื้อขายแค่ครึ่งชั่วโมง

ขณะเดียวกัน เมื่อวานนี้ ทางสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศหรือ FIFA ได้ออกมาแถลงการณ์สั้นๆว่า ขณะนี้ทาง FIFA ได้คุยกับคณะผู้จัดงานในกาตาร์แล้ว และขณะนี้ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติมใดๆ ออกมา โดยกาตาร์ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2565

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

หมอมงคล เปิดใจถึงประยุทธ์ชี้กำลังมีการทำลายหลักการ 30 บาทผ่านการแก้ กม.บัตรทอง

Posted: 06 Jun 2017 08:59 AM PDT

หมอมงคล อดีต รมว.สาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊กถึง พล.อ.ประยุทธ์ ชี้กำลังมีการทำลายหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าผ่านแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ระบุหากนายกฯ ปล่อยให้มีการแก้ไขตามที่กำลังทำอยู่ จะเป็นการทำลายหลักการแยกผู้ซื้อบริการออกจากผู้จัดบริการ เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน และใช้งบประมาณแผ่นดินที่ไม่เป็นธรรม

6 มิ.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นพ.มงคล ณ สงขลา อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข โพสต์ข้อความ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Mongkol Na Songkhla ในลักษณะสาธารณะ ถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ขอให้นายกฯ พิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะมีความพยายามจากกลุ่มผู้ให้บริการเสนอแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้ถ้านายกฯ ปล่อยให้มีการแก้ไขตามที่กำลังทำอยู่ จะเป็นการทำลายหลักการแยกผู้ซื้อบริการออกจากผู้จัดบริการ เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน และใช้งบประมาณแผ่นดินที่ไม่เป็นธรรม

นพ.มงคล โพสต์ข้อความ มีรายละเอียดดังนี้

"ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านนายกฯ แทนประชาชนคนไทยที่ยืนยันต่อสาธารณะว่าไม่มีการยกเลิกหลักประกันสุขภาพทั่วหน้าหรือ 30 บาท แต่ต้องรีบเสนอเรื่องนี้ต่อไปเพื่อขอให้พิจารณาอย่างรอบคอบถึงการที่มีความพยายามจากผู้ให้บริการ พยายามเสนอแก้กฏหมายเพื่อให้อำนาจการตัดสินใจการบริหารจัดการ สปสช.และงบประมาณไปอยู่ในอำนาจของตน ถ้าท่านนายกปล่อยไปจะเป็นการทำลายหลักการแยกผู้ซื้อบริการ คือ สปสช.ที่ทำหน้าที่แทนประชาชน ออกจากผู้ให้บริการ เพราะหากเงินเอาไปใส่มือให้ผู้ให้บริการแล้วจะไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าผู้บริการจะควักกระเป๋าเอาเงินมาจ่ายค่าบริการให้ประชาชนอย่างเหมาะสม

เรื่องนี้มีที่มาที่ไป เมื่อครั้งวางหลักเกณฑ์โครงการ 30 บาทปี 2540 ผมเป็นผู้นำปฏิบัติตกลงกันว่าถ้ากระทรวงสาธรณสุขกระจายอำนาจให้หน่วยบริการออกไป กระทรวงจะทำหน้าที่ซื้อบริการ สปสช.ก็ไม่จำเป็นตัองตั้งขึ้นมา แต่สุดท้ายกระทรวงไม่ยอมปล่อยหน่วยบริการออกไป และต่างก็เห็นพ้องด้วยกันว่าต้องตั้ง สปสช.ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่แทนประชาชน                    

ท่านนายกฯ ครับกฎหมายที่แก้ไขหลายประเด็นที่ทำลายหลักการที่กล่าวมาแล้ว เช่น ตัดเงินเดือนไปให้กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มสัดส่วนกรรมการผู้ให้บริการ และให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธาน ลดกรรมการภาคประชาชนลง ดึงงบจัดซื้อยาราคาแพงและจำเป็นไปทำเอง ทั้งที่ประจักษ์ชัดว่า สปสช.บริหารงบฯ ก้อนนี้ประหยัดไปได้เป็นแสนล้านในระยะไม่กี่ปี                     

ท่านนายกฯ ครับ กฎหมายที่กรรมการแก้ไขและกำลังจะเสนอท่านนั้น ผมพิจารณาเห็นว่ามีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนและใช้งบประมาณแผ่นดินที่ไม่เป็นธรรมครับ"

 

ขณะเดียวกัน นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) ได้โพสต์บทความของ ดร.ปกป้อง จันวิทย์ ใน Facebook/ติดตามการปฏิรูปประเทศกับหมอชูชัยว่า "ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งคนทั่วไปอาจจะคุ้นกับชื่อ 30 บาท รักษาทุกโรค มากกว่า ไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นการสร้างระบบสวัสดิการสังคมที่ช่วยเหลือทุกคนอย่างถ้วนทั่ว เพราะมันเปลี่ยนสถานะของบริการสาธารณสุขจาก 'สินค้า' ในระบบตลาดที่คนมีเงินเท่านั้นที่เข้าถึงได้ หรือ 'ส่วนบุญ' ในระบบสังคมสงเคราะห์ที่ต้องพกบัตร ต้องจน ต้องถูกแบ่งแยกกดต่ำ ต้องแสดงให้เห็นว่าตน 'ด้อย' กว่าจึงจะได้รับความช่วยเหลือ ให้เป็น 'สิทธิ' ของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็น 'สิทธิ' ที่ไม่ต้องร้องขอ และไม่ต้องรอให้ใครอนุมัติก่อน 

ประเด็นนี้มีความสำคัญมากและถือเป็นจิตวิญญาณของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็ว่าได้ เพราะมันเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์เชิงอำนาจแนวดิ่งที่หมอหรือโรงพยาบาลถือครองอำนาจเหนือกว่าผู้ป่วย มาเป็นความสัมพันธ์เชิงพันธสัญญาที่หมอหรือโรงพยาบาลต้องกลายมาเป็นผู้ให้บริการผู้ป่วยไม่ว่าเขาจะยากดีมีจน มีการศึกษาสูงต่ำเพียงใด มันทำให้พลังอำนาจของหมอกับคนไข้เข้าใกล้กันมากขึ้น"

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประยุทธ์ สั่งเช็คกล้องวงจรปิด จนท.คนใดบกพร่องจะต้องถูกลงโทษทางวินัย

Posted: 06 Jun 2017 05:56 AM PDT

ยันใครก็ไม่สามารถทำการสืบทอดอำนาจได้ ชี้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้าอาวุธสงครามต้องดำเนินการทางกฎหมาย ยันยังไม่ว่ามีการรั่วไหลออกจากคลังแสง หากตรวจพบก็จะต้องลงโทษสถานหนักทั้งทางวินัยและทางอาญา

แฟ้มภาพ เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล

6 มิ.ย. 2560 เมื่อเวลา 14.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ได้กล่าวชี้แจงถึงเรื่องที่นายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อมวลชนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล ดังนี้

กรณีเรื่องการ เซ็ตซีโร่ กกต. ปปช. ทางฝ่ายการเมืองบางกลุ่มมองว่าเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจของ คสช. นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตอบว่า ทำไมถึงมอง คสช. ในแง่ที่จะสืบทอดอำนาจ มองได้อย่างไร ส่วน กกต. ก็มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้ง ประชาชนมาก็มีสิทธิที่จะไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งจะไปแก้ไขคะแนนเสียงได้อย่างไร กกต. หรือใครก็ไม่สามารถทำการสืบทอดอำนาจได้

กรณีปัญหาการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นถี่ โดยเฉพาะการก่อการร้ายในรูปแบบโลนวูล์ฟ หรือที่ผู้ก่อการร้ายไม่ได้เชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการป้องกันยาก รัฐบาลจะให้ความมั่นใจได้อย่างไรว่าไทยพร้อมรับมือ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในเมื่อผู้ถามก็รู้คำตอบอยู่แล้ว ในกรณีที่การก่อร้ายไม่ได้เชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่ ป้องกันได้ยาก ซึ่งคำตอบมีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว โดยทางรัฐบาลเอง ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการป้องกันและปรามปราบในทุกระบบ ต้องสร้างการเรียนรู้ภาคประชาชนและสังคมให้มีส่วนร่วม ช่วยเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุร้ายขึ้นในสังคม ในส่วนการจัดหาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ก็อยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายความมั่นคงอยู่แล้ว ส่วนการจัดชื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เป็นการซื้อเพื่อทดแทนสิ่งที่ชำรุด ในการป้องกันภัยคุกคามทั้งรูปแบบเก่า และรูปแบบใหม่ ในส่วนภัยคุกคามในรูปแบบใหม่ ได้แก่ สงครามอิเล็กทรอนิกส์และภัยจากไซเบอร์

กรณีประเด็นเรื่องความไม่โปร่งใสใน ศอ.บต. ซึ่งล่าสุดพบว่า การติดตั้งเสาไฟโซล่าเซลล์นั่นชำรุดใช้งานไม่ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าได้ให้ทางฝ่ายความมั่นคง ศอ.บต. กอ.รมน. และหน่วยงานทุกหน่วยที่รับผิดชอบในการจัดหา การบำรุงรักษา และการใช้งาน ไปตรวจสอบว่ามีอะไรที่บกพร่องบ้าง แล้วก็ให้รายงานผลให้ทราบภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ เพื่อจะได้เร่งดำเนินการแก้ไขโดยทันที่ โดยหลายหน่วยงานมีงบประมาณในการจัดหากล้อง CCTV อยู่แล้ว ส่วนบางพื้นที่ที่ซื้อมาก็เป็นกล้องที่เก่าใช้งานมาอย่างยาวนานซึ่งได้หมดอายุลง และก็มีหน่วยงานบางหน่วยที่ไม่มีงบประมาณในการดูแลรักษา ซึ่งเรื่องนี้ทางรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการสำรวจ ซ่อมแซม และการจัดซื้อมาใหม่ทดแทนของเดิม โดยจะต้องระบุการจัดซื้อจัดหาที่ดูแลได้ครบวงจร ส่วนถ้าเกิดมีเจ้าหน้าที่คนใดบกพร่องจะต้องถูกลงโทษทางวินัย

สำหรับการปฏิรูปตำรวจมีหลายประเด็นซึ่งกำลังดำเนินการอยู่ทั้งในเรื่องโครงสร้าง กระบวนการในการบริหารงานเป็นเรื่องที่จะต้องทำไปพร้อม ๆ กัน เพราะเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดระยะเวลาไว้ชัดเจน ส่วนเรื่องการทำงานของตำรวจนั้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้รับทราบแล้วทุกเรื่อง

เรื่องทหารเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้าอาวุธสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวตอบว่า เป็นสิ่งที่กองทัพพยายามดำเนินการมาโดยตลอดที่จะไม่ให้ทหารเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ การค้าอาวุธสงคราม หรือกระบวนการต่าง ๆ เป็นเรื่องที่จะต้องกวดขัน และต้องตรวจตราอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ร่วมขบวนการมีทั้งเจ้าหน้าที่ ประชาชน และคนไม่ดีต่าง ๆ ซึ่งใครที่ไปร่วมในขบวนการเหล่านี้จะต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

กรณีที่ถามว่ามีรายงานจากฝ่ายความมั่นคงหรือไม่ว่าอาวุธสงครามที่จับได้มีแหล่งที่มาจากที่ไหน และมีการขโมยอาวุธในคลังแสงไปด้วยหรือไม่ นั้น ขณะนี้ตรวจสอบพบว่ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังไม่ว่ามีการรั่วไหลออกจากคลังแสง หากตรวจพบก็จะต้องลงโทษสถานหนักทั้งทางวินัยและทางอาญา

ส่วนรถที่ใช้ขนอาวุธสงครามระบุว่าเป็นรถของทางราชการนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากที่ตรวจสอบพบไม่ใช่รถของทางราชการ แต่มีการสวมทะเบียนและติดป้ากรงจักรเพื่อให้ผ่านด่านได้ เพราะฉะนั้น จึงได้เน้นย้ำทุกด่านตรวจให้เข้มงวดตรวจสอบรถทุกคันอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะมีตราของหน่วยงานราชการใด

กรณีที่ทหารได้ส่งระเบิดทางไปรษณีย์เอกชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ให้หน่วยทหารตรวจสอบแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ ผู้บัญชาการทหารบกก็ให้ติดตาม รวมถึงให้ผู้บัญชาการทุกหน่วยหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้ และร่วมดำเนินการสืบสวนสอบสวนกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

เรื่องการติดตามหาตัวคนร้ายกรณีระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี รัฐบาล และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กังวลกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ มีความกังวลกับทุกเรื่องทั้งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นและเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็เป็นเรื่องที่ยากจะกำจัดให้ได้หมด เพราะฉะนั้นทุกคนในฐานะที่เป็นคนไทยจะต้องสร้างความเข้มแข็งไปด้วยกัน คนที่คิดว่าเป็นเรื่องของการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายเดียวกัน อยากทราบว่าเอาอะไรมาคิด และคนคิดคนจ้างก็ต้องจ้างคนที่สามารถทำการได้ อาจจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือคนไม่ดีที่ไหนก็ได้ เพราะฉะนั้น ทหาร ตำรวจ ที่เขาจ้างมาอาจจะเป็นคนที่อยู่ในราชการหรือนอกราชการก็ได้ ซึ่งใครที่เป็นคนไม่ดีล้วนมีสิทธิ์ที่จะก่อเหตุการณ์เช่นนี้ได้ทั้งสิ้น

กรณี เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ขอให้นายกรัฐมนตรีตรวจสอบฐานะการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประสบภาวะขาดทุน นายกรัฐมนตรี กล่าวตอบว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่รับเรื่องร้องเรียนจากบุคคลที่มาพูดแบบนี้ แต่จะรับเรื่องที่ฝ่ายกฎหมาย องค์กรอิสระ หรือกระบวนการยุติธรรม ส่งเรื่องมาให้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ไม่ได้รับเรื่องโดยตรงจากบุคคลพลเรือน โดยขอให้ไปดำเนินการเข้าช่องทางให้ถูกต้อง และขอให้รับฟังธนาคารแห่งประเทศไทยชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้น

กรณีแนวทางการรวบรวมคำตอบต่อคำถาม 4 ข้อของนายกรัฐมนตรี นั้น นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รวบรวมคำตอบ โดยขอให้ประชาชนไปให้ข้อมูลได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว เพราะเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง และมีวัตถุประสงค์ให้สังคมและประชาชนเรียนรู้เท่าทันทางการเมือง สร้างหลักคิดในเรื่องประชาธิปไตย และการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แก้ไขปัญหาในอดีต วางรากฐานรัฐบาลในอนาคต เมื่อมีการเลือกตั้งจะได้เลิกมองถึงเรื่องการสืบทอดอำนาจ

กรณีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเหตุใดจึงมีทหารเข้าไปเป็นบอร์ดจำนวนมาก นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา ก็มีปัญหาภายในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ก็ได้มีการจัดให้ทหารเข้าไปนั่งสังเกตการณ์ ไม่ใช่ไปนั่งยกมือแสดงความคิดเห็น หลายเรื่องรัฐบาลก็ได้แก้ไขปัญหาไปแล้วโดยได้รับข้อมูลเป็นสัดส่วนของกรรมการในบอร์ดตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการเอาทหารเข้าไปนั่งในบอร์ดจำนวนมาก แล้วตัดส่วนอื่นออกและเป็นบอร์ดกรรมการทั่วไปไม่ได้เป็นบอร์ดกรรมการเฉพาะทาง

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์จีน สร้างความสับสนให้ธุรกิจต่างชาติ

Posted: 06 Jun 2017 04:03 AM PDT

กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ของจีนเพิ่งมีผลอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และในขณะเดียวกันมันก็สร้างความสับสนให้กับธุรกิจต่างชาติ จากความไม่แน่นอนในด้านการนิยาม และแม้กฎหมายจะบังคับใช้แล้วแต่ก็ยังแก้ไขไม่แล้วเสร็จในบางส่วน ทำให้บริษัทต่างชาติไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรกันแน่

6 มิ.ย. 2560 สื่อซีเอ็นเอ็นระบุว่าทางการจีนผ่านกฎหมายความมั่งคงไซเบอร์ตั้งแต่ปี 2559 โดยอ้างว่าจะเป็นกฎหมายเพื่อเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและและตอบโต้การต้มตุ๋นในโลกออนไลน์ แต่กฎหมายนี้ก็ยังมีความคลุมเครือและปล่อยให้รายละเอียดของกฎหมายรวมถึงการนำมาใช้อยู่ในดุลยพินิจของสำนักงานบริหารไซเบอร์ของจีน (Cyberspace Administration of China - CAC) สร้างความมึนงงกับธุรกิจต่างชาติโดยเฉพาะกับบริษัทเทคโนโลยีที่สับสนว่ามันจะส่งผลต่อพวกเขาอย่างไร

ในขณะที่กฎหมายบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้วแต่ผู้กำกับดูแลอินเทอร์เน็ตในจีนอย่าง CAC ก็บอกว่ายังคงมีการเพิ่มเติมกฎเกณฑ์และมาตรการลงไปในกฎหมายนี้ไม่เสร็จสมบูรณ์ดี ในกฎหมายความมั่นคงฉบับนี้มีส่วนที่ระบุให้อนุญาตทางการจีนในการเข้าตรวจสินค้าเทคโนโลยีและบริการที่อาจจะกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้ ซึ่งมีคนวิจารณ์ว่าข้อกฎหมายนี้มีลักษณะล่วงล้ำและกีดกันการค้ามากเกินไป 

กฎหมายไซเบอร์ของจีนยังมีปัญหาตรงที่ไม่มีการนิยามชัดเจนว่าสินค้าที่จะส่งผลต่อ "ความมั่นคงในชาติ" ของจีนคือสินค้าแบบใดบ้าง และวิธีการตรวจสอบพิจารณาสินค้าเหล่านี้จะใช้วิธีไหน

ซีเอ็นเอ็นระบุอีกว่าก่อนหน้านี้ในเดือน พ.ค. องค์กรธุรกิจหลายแห่งรวมถึงองค์กรหอการค้าสหรัฐฯ เคยล็อบบี้รัฐบาลจีนให้ชะลอการออกกฎหมายความมั่นคงไซเบอร์นี้ออกไปก่อนโดยอ้างว่าจะทำให้บริษัทในจีนเองได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมและเป็นการสร้างอุปสรรคทางการค้า

ส่วนหนึ่งในกฎหมายที่ทาง CAC ระบุให้รอการพิจารณาคือเรื่องการบังคับให้บริษัทต้องเก็บรักษาข้อมูลส่วนตัวและ "ข้อมูลสำคัญ" ไว้ในเซอร์เวอร์ของจีน ซึ่งมีผู้วิจารณ์ว่าข้อบังคับนี้จะฉุดรั้งพัฒนาการทางการค้าและนวัตกรรมในจีนเพราะบริษัทต่างชาติที่มีกิจการในจีนมีความจำเป็นต้องส่งข้อมูลออกไปนอกประเทศ

การรอคอยให้ทางการจีนพิจารณากฎหมายเหล่านี้อาจจะสร้างความไม่สะดวกใจให้กับบางบริษัท ซึ่งพอล แมคเคนซี ผู้จัดการร่วมของบริษัทกฎหมายมอร์ริสันแอนด์ฟอร์สเตอร์ในกรุงปักกิ่งกล่าวว่าอาจจะมีการพิจารณากฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายฉบับนี้เสร็จในปี 2561

กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ของจีนยังระบุอีกว่าบริษัทที่ไม่กระทำตามข้อบังคับเก็บข้อมูลไว้ในจีนจะต้องถูกปรับเป็นเงินตั้งแต่ 50,000 ถึง 500,000 หยวน (ราว 250,000 - 2,500,000 บาท)

 

เรียบเรียงจาก

China's new cyber law just kicked in and nobody's sure how it works, CNN, 01-06-2017

http://money.cnn.com/2017/06/01/technology/business/china-cybersecurity-law/

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

คนรักหลักประกันสุขภาพ ค้านประยุทธ์แก้กฎหมายบัตรทอง

Posted: 06 Jun 2017 03:17 AM PDT

เครือข่ายจากทั่วประเทศรวมกันนับพันคนหน้าตึก UN ค้านแก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ชี้ กฎหมายใหม่ลดบทบาทภาคประชาชน กระบวนการไม่โปร่งใสตั้งแต่ต้น ให้อำนาจผู้ให้บริการ กระทรวงสาธารณสุขมากกว่าผู้ใช้บริการ 49 ล้านคน ส่วนร่วมภาคประชาชนน้อยลง เวทีรับฟังความเห็นเข้าถึงยาก จัดแค่ 4 จังหวัด แต่ข้าราชการเข้าร่วมฟรี จวกนายกฯ ต้องแก้สาระกฎหมายอย่าพูดอย่างเดียว

6 มิ.ย. 2560 เวลา 8.00 น.  รายงานข่าวแจ้งว่า เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพกว่า 1,000 คนชุมนุมหน้าอาคารสหประชาชาติ ถ.ราชดำเนินนอก เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุติกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันแห่งชาติ แล้ว "เซ็ตซีโร่" เริ่มต้นกระบวนการใหม่โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนมากกว่าเดิม

การชุมนุมมีขึ้นเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ… ที่มี รศ.วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างกฎหมายฉบับแก้ไขแล้วเสร็จ และเริ่มกระบวนการประชาพิจารณ์ระหว่างวันที่ 2-21 มิ.ย. 2560 นี้ พร้อมกับเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้หยุดการทำประชาพิจารณ์แล้วเริ่มกระบวนการแก้ไขกฎหมายใหม่ตั้งแต่ต้น เนื่องจากกระบวนการปรับแก้กฎหมายในครั้งนี้ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน

ทั้งนี้ เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพได้เตรียมส่งตัวแทนจำนวน 10 คน ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 10.00 น. อย่างไรก็ดี พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้เจรจากับนิมิตร์ เทียนอุดม หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ให้รีบยุติการชุมนุมและให้งดการใช้เครื่องขยายเสียง ดังนั้น ทางผู้ชุมนุมจึงเลื่อนเวลาเข้ายื่นหนังสือขึ้นมาเป็นเวลา 09.30 น. พร้อมทั้งแถลงเหตุผลในการออกมาชุมนุมเรียกร้องในครั้งนี้

ก.ม. ใหม่ลดบทบาทภาคประชาชน กระบวนการไม่โปร่งใสตั้งแต่ต้น

มีนา ทองรศ ตัวแทนศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชน กล่าวว่า การมาวันนี้ก็มีความเกรงกลัวอยู่ลึกๆ เพราะไม่ได้มาเรียกร้องภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตย แต่จะกลัวมากกว่านั้นถ้า พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติถูกแก้ไข ซึ่งล่าสุดได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ…แล้วและเตรียมทำประชาพิจารณ์ แต่กระบวนการแก้ไขกฎหมายไม่มีความโปร่งใส ไม่มีความเป็นธรรม ไม่มีการมีส่วนร่วมจากประชาชน จึงขอคัดค้านกระบวนการนี้

"ก่อนจะมาที่นี่ก็มีตำรวจ ทหารไปที่บ้านของศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพประชาชนในหลายจุดในภาคอีสาน โดยอาจจะมองว่าเป็นเสื้อแดง แต่จริงๆ อยากบอกว่าเราคือคนๆ หนึ่งที่รักหลักประกันสุขภาพ เราต่อสู้เพื่อให้รัฐจัดสวัสดิการการรักษาและการดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นสิทธิ ไม่ใช่เรื่องของการสงเคราะห์ เราต้องการให้ระบบนี้ยังคงอยู่ นายกฯ บอกว่าไม่ล้มระบบหลักประกันสุขภาพแน่ แต่ไม่มีข้อมูลวิชาการเลยในการแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ" มีนา กล่าว

มีนา กล่าวอีกว่า คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพเป็นหัวใจขององค์กร เป็นผู้ตัดสินใจนโยบายและนำไปสู่การจัดซื้อบริการ แต่การแก้กฎหมายครั้งนี้กลับเพิ่มสัดส่วนกรรมการที่มาจากฝั่งผู้ให้บริการ ทำให้มีโอกาสตัดสินใจมากกว่า เท่ากับย้อนกลับไปแบบเดิมคือผู้ให้บริการเป็นหลัก ไม่ได้ฟังเสียงของผู้รับบริการ ไม่ได้มองประชาชนว่ามีส่วนร่วมในการจัดบริการสุขภาพแต่มองว่าเป็นคนเจ็บป่วยที่รับการรักษาเท่านั้น ดังนั้นขอให้ยกเลิกการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และขอให้หยุดเวทีประชาพิจารณ์ที่ไม่เป็นธรรม หยุดทุกอย่างที่เป็นการเสแสร้งหลอกลวง

สุชิน เอี่ยมอินทร์ ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายครั้งนี้ เจ้ากระทรวงที่รับผิดชอบด้านนี้ไม่เคยเอากระแสพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ว่าเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใส่เกล้าเลย ถ้ากระทรวงเข้าถึงปัญหา เข้าใจปัญหาและนำมาพัฒนา เชื่อว่าก็คงไม่เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ ดังนั้นขอเรียกร้องให้หยุดการแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่เช่นนั้นพี่น้องเครือข่ายจะออกมามากกว่านี้ ถึงช่วงนี้อยู่ในภาวะไม่ปกติก็จะออกมา ดีกว่ารอวันตายที่บ้านอย่างทรมาน

ก.ม. ใหม่ยกอำนาจให้ผู้ให้บริการเยอะกว่าประชาชน 49 ล้านคน

อภิวัฒน์ กวางแก้ว ตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วยและเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะส่งสัญญาณว่าไม่มีการยกเลิกระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่การแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ก็เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ระบบอ่อนแอและล้มลง

"เนื้อหาสาระที่แก้ไขมีหลายประเด็นที่น่ากังวล เช่น โครงสร้างคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพมี 30 คน แต่ให้ตัวแทนภาคประชาชนซึ่งเป็นตัวแทนคน 49 ล้านคนเพียง 2 คน แล้วกฎหมายจะบิดเบี้ยวไปขนาดไหน นอกจากนี้ เนื้อหาอื่นๆ ที่มีการแก้ไขก็สุ่มเสี่ยงมากที่จะไม่เป็นหลักประกันให้ประชาชนได้เข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะการอธิบายว่ากระทรวงสาธารณสุขมีฐานะเป็นผู้จัดบริการให้ประชาชนทุกคน ส่วนสำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) มีหน้าที่ซื้อบริการแทนประชาชน 49 ล้านคน เพราะฉะนั้นผู้ซื้อบริการและผู้จัดบริการต้องแยกบทบาทให้ชัดเจน แล้วเหตุใดเมื่อแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพจึงขาดการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน"  ตัวแทนเครือข่ายผู้ป่วยและเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าว

สุภัทรา นาคะผิว กล่าวว่า ในนามของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพและเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรียุติกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งไม่ชอบธรรมมาตั้งแต่ต้น และขอให้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายชุดใหม่ที่มีความสมดุลขององค์ประกอบ มีภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างสมดุลและเป็นสัดส่วนที่มีความหมายอย่างแท้จริง และอยากเรียกร้องว่ากระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่เกิดขึ้นนี้ ไม่มีความหมายอะไรเลยเพราะกระบวนการไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้น จึงควรยุติกระบวนการทั้งหมดแล้วเริ่มต้นใหม่

เตือนใจ สมานมิตร ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ภาคกลาง กล่าวว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้เห็นชัดว่าพยายามแก้กฎหมายเพื่อที่จะจำกัดช่องทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เช่น การไม่เปิดโอกาสให้องค์กรชุมชน องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรรับงบประมาณจากกองทุนในการร่วมจัดบริการ แต่กลับแก้กฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้หน่วยบริการ จากที่เคยถูกคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) บอกว่าจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟไม่ได้ ซึ่งจริงๆ โรงพยาบาลก็ต้องใช้จ่ายได้ เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งของการให้บริการ

เตือนใจ กล่าวอีกว่า ในขณะที่การแก้กฎหมายเอื้อให้โรงพยาบาลดำเนินการได้กลับไปตัดโอกาสภาคประชาชน โดยให้หน่วยบริการพิจารณา หากประเมินว่าจัดบริการบางอย่างไม่ได้ก็สามารถให้ภาคประชาชน หรือองค์กรสาธารณประโยชน์มารับงบจากหน่วยบริการไปดำเนินงานแทน ซึ่งเห็นชัดเจนแล้วว่าไม่มีความจริงใจที่จะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมให้บริการ

"สิ่งที่รับไม่ได้อีกอย่างหนึ่งคือกระบวนการแก้กฎหมายไม่มีธรรมาภิบาล เพราะคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ที่มีทั้งหมด 26 คน แต่มีตัวแทนภาคประชาชนแค่ 2 คน แม้จะมีการทักท้วงเพื่อขอเพิ่มจำนวนให้เหมาะสมระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการแต่ก็ไม่เป็นผล เนื้อหาที่ออกมาจึงเอื้อประโยชน์ให้กระทรวงสาธารณสุข แต่ภาคส่วนอื่นๆ กลับถูกลดบทบาทลง" เตือนใจกล่าว

ด้านนิมิตร์ เทียนอุดม ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า หลักการถ่วงดุลอำนาจด้วยการแยกบทบาทระหว่างผู้ให้บริการ หรือกระทรวงสาธารณสุข และผู้ซื้อบริการให้ประชาชน หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นการจัดระบบบริการที่คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน ขณะเดียวกันก็สามารถตรวจสอบได้ แต่การแก้กฎหมายกลับไปเพิ่มอำนาจผู้ให้บริการ ด้วยการเพิ่มจำนวนผู้ให้บริการและผู้ประกอบวิชาชีพในกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขเพียงฝั่งเดียว ในขณะที่ภาคประชาชนมีจำนวนเท่าเดิม ส่วนตัวแทนท้องถิ่นถูกลดจำนวนลง โดยไม่มีเหตุผลอธิบายว่าการเพิ่มจำนวนคณะกรรมการจะช่วยให้ระบบมีความก้าวหน้าอย่างไร

เวทีรับฟังความเห็นเข้าถึงยาก จัดแค่ 4 จังหวัด แต่ข้าราชการเข้าร่วมฟรี จวกนายกฯ ต้องแก้สาระกฎหมายอย่าพูดอย่างเดียว

ปฏิวัติ เฉลิมชาติ ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคอีสาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็นต่อร่างกฎหมาย ต้องลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ง่ายที่ประชาชนจะได้เข้าร่วม อีกทั้งการจัดเวทียังทำเพียง 4 ครั้ง คือที่เชียงใหม่ ขอนแก่น กรุงเทพฯ และสงขลาเท่านั้น ประชาชนคนใดต้องการมาร่วมต้องหาเงินค่ารถเดินทางมาเอง แต่ผู้ให้บริการที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กลับสามารถมาร่วมโดยเบิกจากต้นสังกัดได้

"ทั้งนี้ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพเห็นด้วยว่ากฎหมายที่มีอายุกว่า 15 ปีควรได้รับการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อลดช่องว่างที่เป็นอุปสรรคในการทำงานของทุกฝ่าย แต่การแก้ไขต้องคุ้มครองให้ประชาชนได้รับสิทธิบริการสาธารณสุขอย่างมีมาตรฐานและต้องไม่ทำลายหัวใจของการมีระบบหลักประกันสุขภาพ ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้เห็นชัดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์กับระบบ จึงอยากเรียกร้องให้นายกฯ ยุติกระบวนการพิจารณาแก้กฎหมายแล้วเริ่มต้นกระบวนการใหม่ เพื่อให้กฎหมายเป็นธรรมกับคนทุกกลุ่ม และเพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังคงยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ถูกบิดเบือนเจตนารมณ์ นายกฯ จะได้ไม่ต้องไปตบปากใครที่จะจ้องล้มระบบเหมือนที่เคยเป็นข่าว" ปฏิวัติ กล่าว

อภิวัฒน์ กล่าวย้ำว่า นายกรัฐมนตรีต้องฟังประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ใช่บอกว่าไม่เลิกๆ แต่เนื้อหาสาระที่มีการแก้ไขในแต่ละมาตรา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในสังคมมากยิ่งขึ้น

"ท่าน [พล.อ. ประยุทธ์] บอกว่าต้องมีเวทีรับฟัง 4 ภาค ประชาชน 49 ล้านคน ท่านให้ฟังเพียงภาคละ 300 ท่าน ลงทะเบียนออนไลน์ พวกเราเองก็ต้องบอกว่า ไม่มีสิทธิ์เลย ถูกปิดปาก ปิดทุกสิ่งอย่างไม่ให้ออกมาสื่อสาร และเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนไม่รู้เรื่องนะครับ ประชาชนอย่างพวกเรารู้เรื่อง อ่านกฎหมาย ต้องบอกว่า พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นสมบัติชิ้นเดียวที่ประชาชน 49 ล้านคนยังมีอยู่ พณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านต้องเงี่ยหูมาฟังประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ใช่มาบอกว่าไม่ต้อง ไม่เลิก ท่านท่องได้ครับ แต่เนื้อหาสาระของกฎหมายในแต่ละมาตรานำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และทำให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น" อภิวัฒน์ กล่าว

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการแก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพ พ.ศ. 2545 

iLaw รายงานข้อมูลจากกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพในประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับการแก้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 3 ประการ ดังนี้

1. การแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ ไม่มีความเป็นธรรม อ้างอิงจากคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้กฎหมายบัตรทองเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 ปรากฎว่ามีคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย 26 คน แต่มีภาคประชาชนเข้าไปนั่งอยู่ในคณะกรรมการดังกล่าวเพียง 2 คน และแม้จะมีการเสนอให้เพิ่มจำนวนคณะกรรมการฯ เพื่อความสมดุลแล้ว แต่ก็ไม่ผ่านการพิจารณา

2. เนื้อหาของการแก้ไข พ.ร.บ. ขัดกับหลักการของระบบบัตรทองเดิม การแก้ไขกฎหมายโดยเสนอให้เพิ่มจำนวนคณะกรรมการในฝั่งผู้ให้บริการและผู้ประกอบวิชาชีพในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข แต่ตัวแทนภาคประชาชนยังคงมีจำนวนเท่าเดิม และตัวแทนจากท้องถิ่นกลับถูดลดจำนวนลง การแก้ไขดังกล่าวขัดกับหลักการเดิมของกฎหมายที่ต้องการให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจด้วยการแยกบทบาทระหว่างผู้ให้บริการ (กระทรวงสาธารณสุข) และผู้ซื้อบริการให้ประชาชน (สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ) เพื่อให้การจัดระบบบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรวจสอบได้จริง

นอกจากนี้ ยังแก้ไขบทบาทขององค์กรประชาชนที่ไม่แสวงหากำไรให้ทำได้แค่เรื่องส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเท่านั้น ส่วนการพัฒนาศักยภาพความเข้มแข็งให้ภาคประชาชนได้เข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพนั้นทำไม่ได้ ทั้งยังกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนหรือองค์กรชุมชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ของบได้จากกองทุนหลักประกันสุขภาพพื้นที่หรือหน่วยให้บริการไม่สามารถขอจากบอร์ด สปสช. ได้โดยตรง ซึ่งทั้งหมดนี้ขัดกับหลักระบบสุขภาพเป็นของทุกคน ทุกภาคส่วนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบได้

3. รูปแบบการมีส่วนร่วมต่อร่างกฎหมายไม่มีความเหมาะสม ปแบบการรับฟังความคิดเห็นเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจาก ต้องมีการลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์เท่านั้นจึงจะให้ความเห็นได้ นอกจากนี้ มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพียงแค่ 4 ครั้ง ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ ขอนแก่น และสงขลา โดยคนที่สนใจร่วมเวทีต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาให้ความเห็น ขณะที่การเดินทางของข้าราชการเปิดโอกาสให้สามารถเบิกได้

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า ประเด็นสำคัญที่อยู่ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพ พ.ศ.2545 ซึ่งสมควรจะได้รับการแก้ไข กลับไม่ได้อยู่ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เลย ได้แก่

1. การไม่ยอมยกเลิก 'การร่วมจ่าย' ที่ทำให้การรักษาพยาบาลไม่ได้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึ่งได้รับจากรัฐ และกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้คนเข้าไม่ถึงการรักษาที่เท่าเทียม

2. การ 'ไม่ขยายสิทธิ' ให้ครอบคลุมกลุ่มคนที่รอพิสูจน์สถานะบุคคลและกลุ่มคนที่ตกสำรวจ ทั้งที่เป็นคนไทยเหมือนกันเพียงแต่ยังไม่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3. กฎหมายที่มีอยู่ไม่อำนวยความสะดวกให้ สปสช. มีอำนาจในการจัดซื้อยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น ยากแก้พิษ เซรุ่ม ยากำพร้า ยารักษาโรคเรื้อรัง เพื่อเป็นหลักประกันให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าหากป่วยด้วยโรคใดก็ตามจะได้รับการรักษา ตามหลักการของกฎหมายที่ว่า "ประชาชนทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และมีมาตรฐาน"

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เตรียมชงปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 แก้ขาดแคลนแรงงานประมงทะเล

Posted: 06 Jun 2017 03:13 AM PDT

กระทรวงแรงงานเผยผลการประชุมผู้ประกอบการในกิจการประมงทะเล และ IOM เตรียมปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาท พร้อมจัดสวัสดิการ ที่พัก ทำประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ สร้างแรงจูงใจในการทำงาน หวังแก้ปัญหาขาดแรงงานประมง

แฟ้มภาพ

6 มิ.ย. 2560 รายงานข่าวแจ้งว่า สุทธิ สุโกศล ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการข่าวสาร กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานในกิจการประมงทะเล โดยได้มอบหมายให้กระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางานจัดประชุมผู้ประกอบการประมงจังหวัด 11 จังหวัด ได้แก่ ภูเก็ต สงขลา ตรัง ตราด สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ระนอง สมุทรสาคร  สมุทรสงคราม สมุทรปราการ  ปัตตานี กระบี่ นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และเจ้าหน้าที่องค์การแรงงานระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน ประจำประเทศไทย เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายตามข้อเสนอแนะของสหภาพยุโรป บรรเทาปัญหาขาดแคลนแรงงานในมาตรการระยะสั้นอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งรับทราบสภาพการจ้าง  อัตราค่าจ้าง สวัสดิการต่าง ๆ สัญญาจ้าง เป็นต้น ในเบื้องต้น ที่ประชุมมีข้อเสนอเกี่ยวกับค่าตอบแทน โดยให้จ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนๆ ละ 12,000 บาท  พร้อมจัดสวัสดิการ จัดที่พัก และอาหารให้แก่แรงงาน รวมทั้งรับผิดชอบในการรักษาพยาบาล โดยจัดทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้ยังเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับขึ้นค่าจ้างในอัตราวันละไม่น้อยกว่า 400 บาทอีกด้วย

สุทธิ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายนำเข้าแรงงานต่างด้าวแบบ G TO G ซึ่งในส่วนของค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท นั้น กระทรวงแรงงานจะนำข้อเสนอเข้าคณะอนุกรรมการค่าจ้างต่อไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เลขาฯ สมช. ยังไม่มีข้อสรุปทหารอากาศลักลอบขนอาวุธสงครามแจงยังตรวจสอบ

Posted: 06 Jun 2017 02:52 AM PDT

6 มิ.ย. 2560 จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดตราด เข้าจับกุมต่อ พ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ และพวกรวม 3 ราย ขณะลักลอบขนอาวุธสงครามจากฝั่งประเทศกัมพูชาเข้ามาในประเทศไทย ผ่าน จ.ตราด ไปยังชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก พร้อมดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีอาวุธสงครามโดยไม่ได้รับอนุญาต 

ล่าสุดวันนี้ (6 มิ.ย.60) พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ  (สมช.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ ประชาคมข่าวกรองกำลังรวบรวมรายละเอียด และเมื่อรวบรวมแล้ว จะแลกเปลี่ยนข้อมูลกันจน สามารถสรุปได้ว่าเป็นอาวุธที่ขนจากไหน ไปไหน หรือ ใครเป็นผู้บงการ ใครเกี่ยวข้อง ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป

เมื่อถามต่อว่า เตรียมอาวุธเข้ามาก่อเหตุอะไรหรือไม่  พล.อ.ทวีป กล่าวว่า ยังไม่สามารถสรุปได้ และทุกครั้งที่มีการจับกลุ่ม เราต้องตั้งไว้หลายประเด็น  เพื่อให้หน่วยข่าวได้ร่วมกันหาข้อมูล และว่า ขณะนี้ ยังให้ข้อมูลไม่ได้ อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดเหตุระเบิดหลายจุด  และยังไม่สามารถจับผู้กระทำความผิดได้  ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทำงานหนักกันทุกคน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่น

"สมช. เป็นฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลด้านการข่าว เพื่อหาแนวทางที่ชัดเจน แต่ผู้ปฏิบัติทั้งทหารและตำรวจ ข่าวกรอง เจ้าหน้าที่ทุกคน ระดมกำลังทำงานกันหมด คงต้องใช้เวลา และขอเวลาในการทำงาน เพื่อให้ความมั่นใจ และให้เกิดความชัดเจน" พล.อ.ทวีป กล่าว

เมื่อถามถึงพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ พล.อ.ทวีป กล่าวว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ กำชับให้เน้นดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะช่วงการถือศีลอดของพี่น้องมุสลิม  ส่วนพี่น้อง กทม. ก็ให้ดูสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น รถไฟ สนามบิน  ซึ่งจะเป็นพื้นที่ที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

พล.ต.อ.ศรีวราห์ ลงพื้นที่เร่งรัดคดี 

ขณะที่วานนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ จ.ตราด เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งรัดขยายผลในคดีในกรณีดังกล่าวที่ใช้รถตรากงจักร ขนอาวุธสงครามจำนวนมาก เช่น ปืนอาก้า ปืนกล และเครื่องกระสุน โดยระหว่างขนอาวุธสงครามรถเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำที่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด โดยที่ประชุมได้มอบนโยบายด้านความมั่นคงเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบค้าอาวุธสงครามและอาวุธปืนเถื่อน การดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในคดีดังกล่าว โดยให้มีการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับเครือข่ายผู้ร่วมกระทำความผิด และให้พิจารณามาตรการฟอกเงินมาใช้ด้วย

คุมตัว 17 ทหาร-ตร.-พลเรือน เอี่ยวส่งระเบิดทางไปรษณีย์

เมื่อวันที่ 4 มิ.ย.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.ศรีวราห์  ได้สั่งการพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลประชุมสืบสวนสอบสวน ขยายผลกรณีพบมีการส่งวัตถุระเบิดผ่านทางพัสดุไปรษณีย์ โดยพบว่านอกจากกล่องบรรจุระเบิด 2 กล่องและกระสุนปืนอีก 1 กล่องที่ส่งผ่านบริษัทเคอรี่เอ็กซ์เพรสในย่านบางเขน มีการส่งไปรษณีย์จากบุคคล ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวไปยังปลายทาง 22 กล่อง ไปยัง 15 จังหวัด โดยส่งทั้งพลเรือน เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ซึ่งวันที่ 3 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารได้นำตำรวจเข้าค้นปลายทางของพัสดุทาง 22 กล่อง 15 จังหวัด ดังนี้ 1.กทม. ส่งไปให้ทหารยศ ร.ท. ย่านเตาปูน 2.จ.ลพบุรี ส่งไปให้ทหาร ส.อ. 3.จ.สมุทรปราการ ส่งให้ชายคนหนึ่ง ตรวจยึดอาวุธปืนยาวหลายกระบอกกระสุนจำนวนมาก 4.จ.จันทบุรี พบว่าส่งให้ทหารยศ ร.อ.มีประวัติเคยสั่งซื้อมีดเดินป่า 5.จ.ชลบุรี มีการส่งไป 2 แห่งคือที่ อ.สัตหีบ เจ้าหน้าที่คุมตัวชายหนึ่งคน และ อ.พนัสนิคม ไม่พบตัวบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นคนสั่งของ 6.จ.ปราจีนบุรี ส่งให้ทหารยศ ส.อ. 7.จ.ราชบุรี คุมตัวชายคนหนึ่งได้ที่ อ.สวนผึ้ง 8.จ.พิษณุโลก เจอตัว จ.ส.อ. พร้อมปืนลูกซองและกระสุน 9.จ.ขอนแก่น พบว่าส่งไปที่ อ.ชุมแพและ อ.ชนบท 10.จ.สงขลา ส่งไปสองจุดใน อ.หาดใหญ่ และส่งให้ตำรวจยศ ส.ต.ต.ในอ.สะบ้าย้อย 11. จ.ประจวบคีรีขันธ์ ส่งให้ชายคนหนึ่งที่ อ.กุยบุรี 12. จ.ปัตตานี ส่งให้ทหารยศ ร.ท.ใน ต.บ่อทอง อ.หนองจิก 13.จ.สมุทรสาคร ส่งให้ชายคนหนึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจยึดวัตถุระเบิด, อาวุธปืนอาก้า อาวุธปืนพกสั้น เสื้อเกราะกันกระสุน และกระสุนจำนวนมาก 14.จ.นครศรีธรรมราช พบว่ามีการส่งให้ชาย 4 คน พบวัตถุระเบิดอาวุธปืนสั้นปืนยาวจำนวนมาก และ 15.จ.สุราษฎร์ธานี พบว่าส่งให้ชายคนหนึ่งใน อ.นาสาร พบของกลางอาวุธปืนสั้น  ปืนยาว กระสุน และยาเสพติด

รายงานข่าวแจ้งว่า ทหารได้ตัวผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ได้ 17 คน และรองผบ.ตร.ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนประสานงานไปยังทหารเพื่อขอหลักฐานอาวุธต่างๆที่ตรวจยึดได้นำไปประกอบสำนวนคดีเพื่อเข้าสู่กระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประสานเพื่อขอตัวผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาสอบสวน ระหว่างนี้กำลังให้ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีความผิดทั้งหมด และพร้อมจะจับตัวตามหมายจับทันทีที่ทางทหารส่งมอบตัวให้  ขณะที่มีรายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน สน.บางเขน รวบรวมหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับทหารยศ ส.ท.ที่เป็นคนส่งวัตถุระเบิด ผ่านพัสดุ ซึ่งระหว่างนี้ทหารคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวไว้ที่มณฑลทหารราบที่ 11 เขตบางเขน อีกทั้งยังมีรายงานว่า ในช่วงบ่ายของวันที่ 5 มิ.ย.พล.ต.อ.ศรีวราห์ จะลงพื้นที่จ.ตราดเพื่อติดตามการสืบสวนสอบสวนกรณีจับกุมเจ้าหน้าที่ทหารยศ พ.อ.อ.พร้อมรถกระบะที่บรรทุกอาวุธสงครามจำนวนมาก โดยแนวทางการสืบสวน สันนิษฐานว่าจะนำส่งให้ลูกค้าภายในประเทศ

 

ที่มา : สำนักข่าวไทยและเดลินิวส์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สภานิสิตจุฬาฯ แถลงการณ์เชื่อโลกร้อนจริง หวันปมสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส

Posted: 06 Jun 2017 02:09 AM PDT

สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์เชื่อมั่นว่าภาวะโลกร้อนเป็นความจริงและกำลังบ่อนทำลายความยั่งยืนของโลกเราเป็นอันมาก พร้อมแสดงความกังวลกรณีถอนตัวออกจากความตกลงปารีสของสหรัฐอเมริกา 
 
 
เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.ที่ผ่านมา สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแถลงการณ์ เรื่อง จุดยืนของสภานิสิตต่อความตกลงปารีส (Paris Agreement) และการแสดงความกังวลต่อกรณีการถอนตัวออกจากความตกลงปารีสของสหรัฐอเมริกา
 
ตามที่ที่ประชุม COP 21 ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ได้รับรองความตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 โดยเป็นตราสารกฎหมายที่รับรองภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ฉบับล่าสุด ต่อจากพิธีสารเกียวโตและข้อแก้ไขโดฮา เพื่อกำหนดกฎกติการะหว่างประเทศที่มีความมุ่งมั่นมาก ยิ่งขึ้นสำหรับการมีส่วนร่วมของภาคีในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งเสริมสร้างการ ตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก ในบริบทของการพัฒนาที่ยั่งยืนและ ความพยายามในการขจัดความยากจน
 
ตามที่เจตนารมณ์ของสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประกาศชัดแจ้งแล้วว่าสภานิสิตต้องส่งเสริมและสนับสนุนระบบนิเวศภายในมหาวิทยาลัยให้ยั่งยืน และต้องสนใจปัญหาของโลกภายนอกมากขึ้นนั้น สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงขอแสดงจุดยืนในการเห็นด้วยและสนับสนุนความตกลงดังกล่าว อันไม่เพียงแต่ทำให้ระบบนิเวศภายในมหาวิทยาลัยยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังทำให้การพัฒนาโลกของเราเป็นไปอย่างยั่งยืนและสมดุลทั้งในมิติของความเจริญทางด้านวัตถุควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติร่วมกับอีก 191 ประเทศทั่ว โลกที่ลงนามในความตกลงฉบับนี้
 
ทั้งนี้ สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอแสดงความกังวลต่อกรณีที่ โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศนำสหรัฐอเมริกาในฐานะประเทศมหาอำนาจและมีส่วนในการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 2 ของโลก ถอนตัวออกจากความตกลงปารีส เพียงเพราะเชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นเพียงเรื่องหลอกลวง และความตกลงฉบับนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาเสียเปรียบจีนและอินเดีย ซึ่งขัดต่อหลักการอเมริกาต้องมาก่อนและอเมริกาต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งของประธานาธิบดีทรัมป์แต่การที่อเมริกาต้องมาก่อนกลับต้องแลกมาด้วยการทิ้งโลกทั้งใบไว้ข้างหลัง ด้วยอุณหภูมิโลกที่จะเพิ่มขึ้น 0.3 องศาเซลเซียส ปัญหา การกัดเซาะชายฝั่งและปัญหาภัยธรรมชาติอื่น ๆ ที่จะรุนแรงมากขึ้น เมื่อไม่มีสหรัฐอเมริกาอยู่ในความตกลงฉบับดังกล่าว
 
สภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังคงเชื่อมั่นในข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าภาวะโลกร้อนเป็นความจริงและกำลังบ่อนทำลายความยั่งยืนของโลกเราเป็นอันมาก และสภานิสิตเชื่อว่าโลกของเราทั้งใบต้องมา พร้อมกัน อันจะช่วยทำให้โลกของเรายิ่งใหญ่และดีขึ้นกว่าเดิม หาใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงแต่ประเทศเดียว และทำให้โลกของเราทั้งใบพัฒนาต่อไปอย่างยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้นกว่าเดิม
 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

“พ่อค้าข้าวหางโจว” รุก เมืองหลวงข้าวหอมมะลิ

Posted: 06 Jun 2017 01:21 AM PDT

"ผู้ว่าฯ ร้อยเอ็ดโรดโชว์ข้าวแดนมังกร พ่อค้าเมืองหางโจวตอบรับ จัดทริปเยือนเมืองหลวงข้าวหอมมะลิ แนะปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต ตอบโจทย์ความต้องการคนจีน"

 

"ข้าว" เป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศไทยและประชากรส่วนใหญ่ของภาคอีสานประกอบอาชีพเกษตรกรปลูกข้าวขายสร้างรายได้ สร้างอาชีพ หล่อเลี้ยงคนอีสานมาอย่างยาวนาน สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของอีสานจะตกต่ำหรือดี ขึ้นอยู่กับราคาข้าวแต่ละฤดูกาล

การเดินทางของพ่อค้าข้าวเมืองหางโจว มลฑลเจ้อเจียง สป.จีน มายังจังหวัดร้อยเอ็ดที่มีผืนดินปลูกข้าวหอมมะลินาม "ทุ่งกุลาร้องไห้" เมืองหลวงของข้าวหอมมะลิ ขึ้นชื่อเรื่องความหอมที่สุดในโลกนั้นเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าติดตาม

เมื่อวันที่ 9-14 พ.ค. 60 นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการจากผู้แทนภาครัฐ ภาคเอกชนของจังหวัดร้อยเอ็ด และคณะได้เดินทางไปเจรจาการค้าข้าวกับผู้ประกอบการค้าข้าว ณ เมืองฝางเฉิงก่างกับเมืองหางโจว สป.จีน

ทำให้ผู้ประกอบการค้าข้าวเมืองหางโจว มีความสนใจข้าวหอมมะลิร้อยเอ็ด และได้ติดต่อกลับมาเพื่อที่จะเข้าพื้นที่เยี่ยมชมสถานประกอบการของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ในวันที่ 31 พ.ค. 60 โดยผู้ประกอบการค้าข้าวจากเมืองหางโจว สป.จีน พร้อมด้วยตัวแทนบริษัท ไร้ส์แลนด์ฟูดส์ จำกัด ได้มาเยี่ยมชมสถานประกอบการของกลุ่มสหกรณ์การเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย

1.สถานประกอบการและผลิตภัณฑ์สินค้าของสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ร้อยเอ็ด ต.หนองพอก อ.ธวัชบุรี 2.สถานประกอบการและผลิตภัณฑ์สินค้าของสหกรณ์การเกษตร อ.เกษตรวิสัย 3.สถานประกอบการและผลิตภัณฑ์สินค้า ที่โรงสีสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด จำกัด ต.เหล่าหลวง อ.เกษตรวิสัย และ 4.สถานประกอบการและผลิตภัณฑ์สินค้าที่สหกรณ์การเกษตร อ.เมือง

ทั้งนี้ผู้ประกอบการค้าข้าวเมืองหางโจว สป.จีน ได้กล่าวชื่นชมเรื่องการผลิตของสถานประกอบการทั้ง 4 แห่ง และให้ข้อแนะนำที่ควรปรับปรุงด้านเครื่องมือเครื่องจักรเทคโนโลยี การบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยตรงต่อความต้องการของประเทศจีน พร้อมกันนี้จะได้มีการหารือถึงการเพิ่มรายละเอียดในด้านการเจรจาซื้อข้าวหอมมะลิกันต่อไปกับจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งตั้งเป้าไว้การจำหน่ายข้าวหอมมะลิปี 60 อยู่ที่ 10 ล้านบาท

ความน่าสนใจอย่าที่ว่า หากพ่อค้าชาวจีนกลุ่มนี้มาประสานการค้าในท่วงทำนองอย่างกัลยาณมิตร แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม นับเป็นเรื่องดีและเป็นก้าวสำคัญที่ข้าวหอมมะลิได้มีโอกาสไปเปิดตลาดแดนมังกรที่มีประชาชนอาศัยอยู่กว่า 1.3 พันล้าน สร้างรายได้ให้คนร้อยเอ็ดและคนอีสาน

ทว่าเป็นไปในท่วงทำนองตามแบบทฤษฎีกินรวบดังที่พ่อค้าชาวจีนดำเนินธุรกิจในหลายพื้นที่ การเข้ามาลุงทุนตั้งโรงงานผลิต โรงสีข้าวในจังหวัดร้อยเอ็ดของพ่อค้าชาวจีนซึ่งเป็นกลุ่มทุนใหญ่นั้นคงจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก ชาวร้อยเอ็ดและชาวอีสานต้องพึงระวังเรื่องการผูกขาดการค้าข้าวและไร้ซึ่งอำนาจต่อรอง

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ศาลสั่งจำคุก 15 ปี 'หญิงไก่' หมิ่นกษัตริย์ฯ สารภาพลดเหลือ 7 ปี 6 เดือน

Posted: 06 Jun 2017 01:08 AM PDT

ศาลพิพากษาจำคุก 'หญิงไก่' ฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ รวม 3 กระทงๆ ละ 5 ปี จำคุกทั้งสิ้น 15 ปี ซึ่งจำเลย ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยเป็น 7 ปี 6 เดือน

6 มิ.ย. 2560 ศาลนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกคดีหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ. 3186/2559 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง มณตาหรือหญิงไก่ หยกรัตนกาญ อายุ 61 ปี ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท  ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ภายหลัง ก่อนจะดำเนินการสืบพยานในวันนี้ (6 มิ.ย.60)  มณตา จำเลยได้แถลงต่อศาล ขอกลับคำให้การ จากเดิมที่เคยให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ซึ่งศาลถามอัยการโจทก์แล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงมีคำพิพากษาดังกล่าว และตลอดการพิจารณาคดี มณตา ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว 

สำหรับคดีนี้ อัยการยื่นฟ้อง เมื่อวันที่ 28 ก.ย.59 ที่ผ่านมา ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อเดือน พ.ค.55 – ส.ค.56 เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยได้แสดงตัว และกระทำการว่าได้รับการแต่งตั้งโปรดเกล้าฯ เป็นคุณหญิงและได้บอกต่อบุคคลที่สามในลักษณะว่าเป็นบุคคลใกล้ชิดเบื้องสูงซึ่งข้อความที่กล่าวนั้นได้สื่อให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่า จำเลยได้ใกล้ชิดเบื้องสูง เป็นการกระทำจาบจ้วงล่วงเกิน ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพ สักการะต่อสถาบัน เหตุเกิดที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาในจำเลยทราบเมื่อวันที่ 7 ก.ค.59 ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

รายงานข่าวระบุด้วยว่า ตลอดการพิจารณา มณตา ถูกคุมขังในทัณฑสถานหญิงกลาง เนื่องจากไม่ได้รับการประกันตัว  ซึ่ง มณตา ยังถูกอัยการยื่นฟ้องคดีมนุษย์อีก 2 สำนวน โดยวันนี้ (6 มิ.ย.60) ศาลเบิกตัว มณตา มาจากทัณฑสถานหญิงกลาง อย่างไรก็ดี ก่อนจะดำเนินการสืบพยาน มณตา จำเลยได้แถลงต่อศาล ขอกลับคำให้การ จากเดิมที่เคยให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพ ซึ่งศาลถามอัยการโจทก์แล้วไม่คัดค้าน ศาลจึงมีคำพิพากษาในวันนี้

โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม จึงพิพากษาให้จำคุก ฐานหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ฯ รวม 3 กระทงๆ ละ 5 ปี จำคุกทั้งสิ้น 15 ปี ซึ่งจำเลย ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยเป็น 7 ปี 6 เดือน

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าราชทัณฑ์ จะได้ควบคุมตัว มณตา ไปคุมขังยังทัณฑสถานหญิงกลาง

รายงานข่าวยังระบุอีกว่า นอกจากคดีนี้แล้ว มณตา ยังถูกดำเนินคดีอื่นอีก เช่น คดีค้ามนุษย์ ที่อัยการยื่นฟ้องมณตานั้น ประกอบด้วย คดีหมายเลขดำ คม. 76/2559 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีค้ามนุษย์ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง มณตา ในความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยกระทำแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี  ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4 , 6 และ 52 ซึ่งยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 10 ต.ค.59 กรณีต้นเดือน มิ.ย.49 – ปลายเดือน ต.ค.53 ได้หลอกเด็กสาว 3 รายจาก จ.ปทุมธานี และ จ.แม่ฮ่องสอน มาทำงานแม่บ้านบังคับใช้แรงงานตั้งแต่เวลาตีห้า ถึงห้าทุ่ม โดยไม่มีวันหยุด และไม่จ่ายค่าจ้าง แล้วยังข่มขู่ผู้เสียหายหากไม่ยอมทำงานก็จะแจ้งตำรวจ จับบิดา-มารดา

และคดีหมายเลขดำ คม.98/2559 ในความผิดเดียวกัน ซึ่งอัยการ ได้ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 29 พ.ย.59 จากกรณีระหว่างต้นเดือน พ.ค.51 – 30 พ.ย.53 ซึ่งได้หลอกลวงเด็กสาวอายุ 16 ปี จาก จ.แม่ฮ่องสอน มาใช้แรงงานให้ทำงานบ้านโดยไม่มีวันหยุดเช่นกัน โดยทั้ง 2 คดี อัยการได้ขอคัดค้านการให้ประกันตัว เนื่องจากจำเลยถูกฟ้องคดีอื่นอีกหลายคดี ประกอบกับคดีที่ฟ้องนี้มีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากได้ปล่อยชั่วคราวจำเลยจะหลบหนี หรือไปยุ่งเหยิงกับหลักฐาน ซึ่งชั้นพิจารณา มณตา ให้การปฏิเสธสู้คดี โดยขณะนี้ทั้ง 2 คดีอยู่ระหว่างการไต่สวนพยานบุคคล

 

ที่มา : คมชัดลึกออนไลน์และโพสต์ทูเดย์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วินัยทหารที่ควรจะหายไปจากสังคมไทย

Posted: 06 Jun 2017 01:00 AM PDT

เคยมีนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งขออนุญาตเข้ามาดูงานในโรงพยาบาลที่ผมทำงานอยู่เพราะต้องการเรียนรู้วิชาชีพแพทย์เพื่อตัดสินใจศึกษาต่อ ในวันแรกที่เขามาเราก็ให้เขาติดตามการทำงานไปตลอดทุกที่ทุกเวลาตราบที่เขาได้รับอนุญาตให้เข้าไปในสถานที่นั้นๆ จากนั้นพอเริ่มตกช่วงเย็นที่เราต้องเริ่มอยู่เวร (ซึ่งอยู่กันถึงเช้า) ลองทายสิว่าเราให้เขาทำอะไร?

แน่นอนว่าเราให้เขากลับไปพักผ่อน เราไม่ได้ให้เขามาอยู่เวรด้วยกับเราถึงเช้าแต่อย่างใด

ทำไมเราไม่ได้ให้เขาอยู่เวรด้วยถึงเช้า? ก็เพราะการอดตาหลับขับตานอนอยู่เวรถึงเช้ามันเป็นพฤติกรรมที่ผิดไปจากชีวิตคนปกติแบบสุดโต่งมาก และยังเป็นสิ่งที่จำเพาะมากกับวิชาชีพแพทย์ ไม่ได้มีอาชีพอื่นอีกสักเท่าไหร่ที่จะต้องมาทำอย่างเดียวกัน ในเมื่อมันเป็นสถานการณ์ที่สุดโต่งและไม่จำเป็นสำหรับวิชาชีพอื่นๆแล้วเราจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องเอามันไปบังคับทำกับเด็กนักเรียนมัธยมปลาย ถ้าเมื่อไหร่เขาเลือกมาเป็นหมอแล้วก็ค่อยให้เขาไปทำตอนนั้น

ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่สามารถจะเห็นด้วยเลยกับการที่โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตรเอาทหารเข้ามาฝึกวินัยนักเรียนชั้นประถม

ผมไม่มีปัญหาอะไรกับการที่เด็กๆจะเรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพทหาร เป็นเรื่องดีที่เด็กจะได้รู้จักอาชีพต่างๆเพื่อเค้าจะได้มีความเข้าใจที่กว้างขวางขึ้น ถ้าเป็นการที่ให้ทหารมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้เด็กเรียนรู้ หรือแม้กระทั่งให้ทหารด้วยกันทำเป็นตัวอย่างให้เด็กดู อันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาครับ ผมเองก็เคยไปเล่าสู่กันฟังให้เด็กๆฟังเหมือนกันว่าอาชีพแพทย์เป็นอย่างไร

แต่โรงพยาบาลไม่อ้างความอดทนแล้วเอาเด็กๆมาอยู่เวรถึงเช้าฉันใด ทหารก็ไม่ควรอ้างวินัยแล้วเอาเด็กๆมาฝึกแบบทหารฉันนั้น เพราะความอดทนหรือวินัยที่ว่ามันอยู่ในระดับที่ผิดปกติจากชีวิตคนทั่วไป และมันไม่มีเหตุอันใดเลยที่จะต้องเอาสถานการณ์สุดโต่งในระดับนั้นไปบังคับทำกับเด็ก มันมีความแตกต่างกันมากระหว่างการเรียนรู้วิชาชีพกับการเอาเรื่องสุดโต่งของอาชีพตัวเองที่ไม่จำเป็นกับใครไปบังคับให้คนอื่นทำ

จากคำบอกเล่าของเด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ผ่านผู้ปกครองนั้นได้ใจความว่าในระหว่างกิจกรรมนั้นก็มีการสั่งเดิน สั่งซ้ายหันขวาหัน มีการใช้คำพูดไม่สุภาพกับเด็ก และมีการขู่ว่าจะเลิกช้าหรือส่งเข้าค่ายถ้าไม่เชื่อฟัง ซึ่งเป็นการเอาวินัยทหารแบบที่ทำกันในกองทัพมาบังคับทำกับเด็กอย่างชัดเจน และในเรื่องนี้คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ของมศว ประสานมิตรก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด กลับยอมรับด้วยซ้ำว่าตั้งใจให้ทหารมาฝึกวินัยเด็กจริง

วินัยแบบทหารนั้นนอกจากในกองทัพแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยในสังคมยุคปัจจุบัน ใครที่เชื่อว่าวินัยทหารเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักเรียนผมอยากจะขอให้ลองคิดดูสักนิด นี่เรากำลังพูดถึงเรื่องวินัยแบบที่สั่งซ้ายหันขวาหันก็ต้องทำตามทันที ห้ามตั้งคำถาม ยอมรับให้ผู้ที่มีสถานะเหนือกว่าขู่ตะคอกได้ และให้ทำการลงโทษได้ทันทีที่ขัดคำสั่งแม้แต่เพียงนิดเดียว หรือบางครั้งไม่ต้องขัดคำสั่งก็ยังสามารถสั่งลงโทษได้ด้วยซ้ำ นี่เป็นลักษณะสังคมที่เราต้องการรึ? นอกจากกองทัพแล้วยังมีส่วนไหนในสังคมอีกหรือที่ต้องการวินัยในลักษณะนี้?

ถ้าสถาบันการศึกษาไหนคิดว่านักเรียนของตนเองต้องการวินัยในลักษณะนี้ล่ะก็ ผมคิดว่าสถาบันการศึกษานั้นควรต้องพิจารณาใหม่ได้แล้วว่าตนเองกำลังสร้างบุคคลที่คิดเองได้ทำเองได้ หรือว่ากำลังสร้างหุ่นยนต์ที่ทำได้แค่ปฏิบัติตามคำสั่งอยู่กันแน่ ถ้าอยากจะได้นักเรียนที่มีวินัยก็ไปใช้วินัยในระดับที่เหมาะสมกับนักเรียนถึงจะถูก

นี่ยังไม่นับเรื่องที่การฝึกวินัยทหารนั้นเป็นเชิง "บังคับวินัย" ไม่ใช่เป็นการ "สร้างวินัย" วินัยทหารนั้นมีลักษณะตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับวินัยที่จะพาเยาวชนไปสู่การเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าแสดงออก จิตใจใฝ่รู้กล้าค้นหาอะไรใหม่ๆ เพราะวินัยทหารนั้นบังคับมาจากภายนอกไม่ใช่สร้างให้เกิดจากภายใน ตีกรอบแนวทางปฏิบัติไม่ใช่เปิดกว้างให้คิดนอกกรอบ รวมทั้งสั่งสอนให้สยบต่อโครงสร้างและอำนาจไม่ใช่สั่งสอนให้สร้างความเปลี่ยนแปลง

มันมีเหตุผลที่ดีว่าทำไมในปัจจุบันประเทศที่เอาทหารเข้าไปฝึกวินัยในโรงเรียนถึงมีแค่เกาหลีเหนือกับบรรดาประเทศที่กำลังมีสงครามกลางเมือง

ผมเห็นคนในแวดวงการศึกษาและผู้มีอำนาจในสังคมจำนวนนับไม่ถ้วนบอกว่าต้องการเยาวชนที่จะนำพาประเทศไปข้างหน้า กล้าแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์คิดนอกกรอบ ถ้าคิดแบบนี้จริงก็ควรจะต้องยุติการเอาแนวคิดทางวินัยแบบทหารออกไปจากสถาบันการศึกษาเสียที และนี่ไม่ได้หมายถึงแค่ให้เลิกนำทหารเข้ามาฝึกวินัยเด็กในโรงเรียน แต่ให้ยุติแนวคิดทางวินัยแบบทหารที่รวมไปถึงรูปแบบอำนาจทุกอย่างที่ปิดกั้นเด็ก ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดว่าเด็กห้ามเถียงครู การที่ครูถูกเสมอไม่เคยผิด ถือตัวยกตนข่มท่าน หรือแม้กระทั่งการที่ครูสามารถลงโทษนักเรียนได้ตามใจโดยไม่ต้องอิงกฎเกณฑ์อะไร สิ่งเหล่านี้แม้ไม่ได้มีทหารเป็นส่วนร่วมแต่ก็ล้วนถอดแบบมาจากวินัยทหารเป๊ะๆ และควรจะต้องถูกขุดรากถอนโคนออกไปจากการศึกษาไทยเสียที

ไม่งั้นมันก็เข้าทำนองมือถือสากปากถือศีลนั่นแล

 


เกี่ยวกับผู้เขียน: อธิพงศ์ พัฒนเศรษฐพงษ์ เป็นแพทย์ประจำภาควิชาวิสัญญีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อดีต กก.หลักประกันสุขภาพ อัดเวทีประชาพิจารณ์ ก.ม.บัตรทอง แค่ปาหี่

Posted: 06 Jun 2017 12:39 AM PDT

ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ อัดเวทีประชาพิจารณ์กฎหมายบัตรทองฉบับใหม่เหมือนปาหี่ ชี้ข้าราชการมาร่วมงานกลับไปเบิกค่าเดินทางกับต้นสังกัดได้ แต่ประชาชนเดินทางข้ามจังหวัดมาแสดงความคิดเห็นกลับต้องควักเงินเอง ส่อเจตนากีดกัน ไม่ได้ต้องการการมีส่วนร่วมจากประชาชนจริงๆ

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ อดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพสัดส่วนภาคประชาชน 

6 มิ.ย.2560 รายงานข่าวแจ้งว่า นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ อดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพสัดส่วนภาคประชาชน เปิดเผยว่า การจัดเวทีประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งจะดำเนินการใน 4 ภาคระหว่างวันที่ 10-18 มิ.ย.2560 นี้ มีกระบวนการที่กีดกัน ไม่ได้เปิดกว้างให้ประชาชนเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง

นิมิตร์ ขยายความว่า แม้คณะผู้จัดเวทีประชาพิจารณ์จะประกาศว่าเปิดกว้างให้ประชาชนที่เข้าร่วมได้ แต่เบื้องต้นต้องลงทะเบียนออนไลน์ ซึ่งขั้นตอนนี้ก็กรองหรือบล็อกประชาชนจำนวนหนึ่งแล้ว กล่าวคือต้องเป็นผู้มีความรู้และเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจึงจะสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้

ประการต่อมา การเข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์เพื่อแสดงความคิดเห็นของประชาชน ต้องมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางหรือแม้แต่ค่าที่พัก โดยประชาชนต้องรับผิดชอบส่วนนี้เองแต่ในส่วนของข้าราชการที่มาร่วมเวทีประชาพิจารณ์ สามารถนำค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปเบิกกับต้นสังกัดได้ อีกทั้งไม่ถือว่าเป็นวันลา

"เรื่องนี้มันทำให้การจัดเวทีรับฟังความเห็นเหมือนปาหี่ จัดแบบกีดกันไม่ได้เปิดกว้างให้ประชาชนจริงๆ คุณไปจัดระดับเขตหรือระดับภาค หมายถึงประชาชนที่อยากเข้าร่วมก็ต้องกระเสือกกระสนไปจังหวัดที่จัดงาน อย่างภาคเหนือจัดที่ จ.เชียงใหม่ คนที่อยู่จังหวัดอื่นในภาคเหนือที่ไม่ได้อาศัยในตัวเมืองเชียงใหม่ก็ต้องเดินทางมา ถ้าระยะทางไกลก็ต้องค้างคืน ต้องหยุดงาน เสียรายได้ มันก็สร้างอุปสรรคกับการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นของประชาชน ต้องให้เขาช่วยเหลือตัวเองทั้งค่ารถ ค่าที่พัก ซึ่งก็ต้องเป็นคนที่พร้อมจริงๆ ถึงจะไปได้ ต้องเสียสละอย่างมากเพื่อจะเดินทางไปบอกว่าเอาหรือไม่เอาประเด็นที่จะมีการแก้ไขใหม่ในกฎหมายฉบับนี้" นิมิตร์ กล่าว

นิมิตร์ ย้ำว่า กระบวนการแบบนี้เหมือนเรื่องปาหี่ ไม่เอื้อให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้จริง ใช้กลไกลักษณะนี้กรองและกีดกันประชาชนจำนวนมากออกไปจากการร่วมเวทีรับฟังความคิดเห็น เพราะฉะนั้นกระบวนการประชาพิจารณ์ต้องไม่เป็นอุปสรรคในการกั้นไม่ให้คนเข้าร่วม อย่างน้อยควรมีค่าเดินทางให้ประชาชนที่มาร่วม หรือหากประชาชนมีความยากลำบากในการเดินทางก็ต้องไปหาประชาชนในแต่ละจังหวัด ต้องกระจายเวทีย่อยในจังหวัดต่างๆ ไม่ใช่เอาแต่ความสะดวกของผู้จัดงานอย่างเดียว

"ยกตัวอย่างที่ผ่านมา เวลาสถาบันพระปกเกล้าทำเวที เขามีค่าเดินทางให้ แต่อันนี้ไม่มี มันก็ส่อเจตนาว่าไม่ได้ต้องการการมีส่วนร่วมจากประชาชนจริงๆ" นิมิตร์ กล่าว

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เกิดเหตุกราดยิงในออร์แลนโด ตำรวจเผยคราวนี้เป็นความขัดแย้งที่ทำงานมากกว่าก่อการร้าย

Posted: 06 Jun 2017 12:20 AM PDT

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในเมืองออร์แลนโดอีกครั้งเมื่อมีชาย 54 ปี บุกยิงคนในที่ทำงานเก่าของเขาเอง เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานเหตุรุนแรงในครั้งนี้ว่าอาจจะมาจากความขัดแย้งในที่ทำงาน คนร้ายไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายใดๆ โดยในปีที่แล้วช่วงเวลาใกล้เคียงกันเคยเกิดเหตุกราดยิงอย่างโหดร้ายมาแล้วในไนท์คลับเกย์

 
6 มิ.ย. 2560 เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐฟลอริดาเปิดเผยว่ามีเหตุคนร้ายบุกยิงสถานประกอบการอุตสาหกรรมในออร์แลนโด ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ราย แล้วฆ่าตัวตาย โดยที่ผู้ก่อเหตุเป็นอดีตพนักงานของสถานประกอบการดังกล่าวที่ถูกไล่ออกเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ทางตำรวจเปิดเผยอีกว่าไม่พบมูลเหตุว่าผู้ก่อเหตุเป็นสมาชิกของกลุ่มหัวรุนแรงหรือกลุ่มก่อการร้ายแต่อย่างใด
 
เจอร์รี เดมมิงส์ นายอำเภอแห่งเทศมณฑลออเรนจ์กล่าวว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุก็พบว่ามีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ราย ผู้เสียชีวิตรายที่ 5 เสียชีวิตในระหว่างนำส่งโรงพยาบาล เดมมิงส์สันนิษฐานแรงจูงใจในการก่อเหตุว่าอาจจะมาจากความขัดแย้งในที่ทำงาน
 
ตำรวจเปิดเผยว่าผู้ก่อเหตุชื่อ จอห์น โรเบิร์ต นิวแมนน์ จูเนียร์ อายุ 54 ปี เขาก่อเหตุกับที่ทำงานของบริษัทเฟียมมา อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องมือเครื่องใช้สำหรับรถบ้าน (RV) โดยที่ทาบริษัทไล่นิวแมนน์ออกเมื่อสองเดือนที่แล้ว นิวแมนน์ก่อเหตุด้วยการใช้ปืนขู่ลูกจ้างชั่วคราวคนใหม่แล้วบอกให้เธอออกไปหลังจากนั้นจึงก่อเหตุสังหารคน 5 คน ในขณะที่มีคนอีก 8 คนอยู่ในอาคารเกิดเหตุ
 
เดมมิงส์เปิดเผยต่อไปว่านิวแมนน์อาศัยอยู่เพียงลำพังในพื้นที่ เขาเป็นทหารผ่านศึกที่ออกจากราชการอย่างมีเกียรติในปี 2542 
 
ก่อนหน้านี้ในปีที่แล้วออร์แลนโดก็เคยเกิดเหตุสะเทือนขวัญเมื่อมีคนใช้อาวุธเข้าไปกราดยิงไนท์คลับเกย์จนมีผู้เสียชีวิต 49 ราย และกำลังจะครบรอบ 1 ปีของเหตุการณ์นี้ในอาทิตย์หน้า
 
ริค สก็อตต์ ผู้ว่าการรัฐฟลอริดากล่าวว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ชุมชนออร์แลนโดก็เผชิญปัญหาท้าทายอย่างไม่เคยมีมาก่อน เขายังประณามการก่อเหตุครั้งล่าสุดว่าเป็น "การก่อเหตุรุนแรงอย่างไร้สติ"
 
เรียบเรียงจาก
 
Florida shootings: Five killed by sacked employee, BBC, 6 Jun. 2017
 
Gunman 'singled out' victims in Orlando shooting spree, CNN, 5 Jun. 2017
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เพศวิถีศึกษา : ‘ปีศาจ’ ของ ‘วัฒนธรรมไทย’ ตลอดกาล

Posted: 05 Jun 2017 11:50 PM PDT

ภาพจากชุมนุม Sex Plus โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์
 

"ปีศาจ" สำหรับคุณมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้างครับ?

น่าเกลียดน่ากลัวตัวใหญ่ยักษ์เหมือนนางผีเสื้อสมุทร อสูรร้ายกลายพันธุ์ตัวเท่าคนธรรมดาที่วิ่งไล่กัดกินแพร่เชื้อสู่มนุษย์เหมือนซอมบี้ในภาพยนตร์ฮิต Train to Busan หรือจะเป็นเหมือนกัปตันซาลาซาร์ คนตายที่รอการฟื้นคืนชีพและได้ชำระแค้นจากเรื่อง Pirates of the Caribbean : Dead Men Tell No Tales

แต่มีท่านใดบ้างครับที่คิดว่าแท้ที่จริงแล้ว "ปีศาจ" ก็สามารถปรากฏตัวในรูปแบบการมีอยู่ของแนวคิดหนึ่งที่ขัดต่อแนวคิดมีการใช้เพื่อควบคุมคนในสังคมและมีการทำงานเชิงอำนาจ ซึ่งปีศาจที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นปีศาจในรูปแบบนี้ และเป็นปีศาจที่อยู่ในคราบการเรียนการสอน "เพศวิถีศึกษา" ในสถานศึกษาไทย

ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าหลายท่านในที่นี้ต้องรู้จัก "ปีศาจ" ตนหนึ่งที่ได้รับสถาปนาโดย เสนีย์ เสาวพงศ์ เมื่อปี 2500 เพราะ "ปีศาจ" ตนนี้เป็นนวนิยายเลื่องชื่อและเป็นอมตะ โดยที่ปีศาจในนัยของนวนิยายเรื่องนี้คือ การเข้ามาของชุดความคิดใดก็ตามที่ขัดต่อชุดความคิดเดิมที่ทรงอำนาจและกำลังใช้บังคับควบคุมคนในสังคมอยู่ขณะนั้น

"นายสาย สีมา" เป็นตัวเอกของเรื่องและเป็นตัวแทนของ "ปีศาจ" ที่ชัดเจนที่สุด เขาเป็นลูกชาวนาที่มีโอกาสได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ถูกมองว่าเป็น "ปีศาจ" เพราะไปพบรักกับหญิงสาวต่างชนชั้นอย่าง "รัชนี" จนเกิดเป็นความไม่พอใจในหมู่ญาติพี่น้องของหญิงสาว พ่อของเธอจึงเชิญสายไปรับประทานอาหารที่บ้านท่ามกลางผู้คนชนชั้นสูง เพื่อหวังจะทำลายให้เสียเกียรติ แต่สายกลับลุกขึ้นยืนอย่างทระนงและตอกหน้าสังคมชั้นสูง ในฐานะ "ปีศาจแห่งกาลเวลา"

จริงของสายนะครับที่เรียกตนว่าเป็น "ปีศาจแห่งกาลเวลา" เพราะจนบัดนี้ก็ผ่านมา 60 ปีแล้ว ปีศาจที่ว่านี้ก็ยังคงตามหลอกหลอนและท้าทายอำนาจดั้งเดิมอยู่

ผมได้เห็นปีศาจในคราบ "เพศวิถีศึกษา" เมื่อไม่นานมานี้ที่ห้องประชุมแห่งหนึ่งในกระทรวงศึกษาธิการ เป็นการจัดงานแถลงผลการวิจัยเกี่ยวกับการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาในสถานศึกษาไทย การรายงานดำเนินไปด้วยการแถลงของทีมวิจัย รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนองค์การ UNICEF Thailand ที่ให้การสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผมไม่ใช่สิ่งเหล่านี้หรอกครับ แต่เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ขึ้นมาพูดแสดงทรรศนะในฐานะเป็นตัวแทนนักเรียนผู้คร่ำหวอดในเรื่องเพศวิถีศึกษา เธอชื่อ มนชนก เดชกำแหง

มนชนกเป็นนักเรียนโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ และเป็นประธานชุมนุม "SEX PLUS" ของโรงเรียนด้วย ชุมนุมในลักษณะนี้มีความแปลกใหม่มาก สำหรับตัวผมเองไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีโรงเรียนใดมีชุมนุมลักษณะนี้ด้วย และที่น่าสนใจกว่านั้นคือการที่เด็กผู้หญิงในโรงเรียนหญิงล้วนออกมาขับเคลื่อน สนับสนุนการเรียนเพศวิถีศึกษาด้วยตนเองนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมาก

"SEX PLUS" มีความหมายว่า เซ็กซ์ในทางบวก จากการพูดคุยกับมนชนกพบว่า กิจกรรมและการสอนในชุมนุมมุ่งเน้นให้นักเรียนสมาชิกชุมนุมมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเพศอย่างแท้จริง ให้สมาชิกสามารถนำความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติจริงได้ โดยเน้นที่กิจกรรมและให้สมาชิกชุมนุมได้ลองปฏิบัติจริง "เช่นการใส่ถุงยาง หนูก็สอนน้องเลยว่าต้องใส่อย่างไร ต้องวัดขนาดของผู้ชายก่อนนะ แล้วทุกคนต้องออกมาใส่ให้ดู ใครใส่ผิดก็ใส่ใหม่" เพราะมนชนกมองว่าการได้ปฏิบัติจริงเป็นวิธีที่ดีกว่าถ้าอยากให้ผู้เรียนเข้าใจและสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างถูกต้อง

มนชนก เดชกำแหง ประธานชุมนุม Sex Plus

การที่สามารถเปิดชุมนุมในลักษณะนี้ในโรงเรียนหญิงล้วนได้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของคณาจารย์และบุคลากรในโรงเรียนด้วย ผมจึงถือโอกาสนี้พูดคุยกับ วารณี ศโรภาส อาจารย์ผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาชุมนุม SEX PLUS วารณีกล่าวว่าชมรมนี้ก่อตั้งมา 6 ปีแล้ว โดยเธอรวมตัวกับเด็กนักเรียนที่สนใจในเรื่องเพศวิถีศึกษาก่อตั้งชุนนุมนี้ขึ้นมาเพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญว่าเด็กควรมีความรู้เรื่องเพศวิถีศึกษาก่อน จึงจะสามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและมีสติในโลกที่สื่อออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลได้ "เราได้รับการสนับสนุนจากการองค์การ Path2health ด้วย ในตอนนั้นเขาทำแคมเปญเกี่ยวกับโรคเอดส์ในโรงเรียน เขาก็ให้เงินสนับสนุนแล้วก็มาอบรมให้เราด้วย เขาเขียนหลักสูตรให้เราด้วยนะ เราเลยคิดว่าอยากสานต่อเพราะเห็นว่ามีประโยชน์และเด็ก ๆ ก็สนใจ"

แต่การเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาและชุมนุม SEX PLUS กลายเป็นปีศาจได้อย่างไร ผมขอเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่กระทรวงศึกษาธิการในวันนั้นนะครับ หลังจากที่มนชนกได้พูดแสดงทรรศนะและฝากข้อเสนอแนะของเธอให้กระทรวงศึกษาธิการรับไว้พิจารณาแล้ว ได้มีผู้หญิงคนหนึ่งออกมาแสดงทรรศนะของตนเองเกี่ยวกับประเด็นนี้เช่นกัน แต่ความคิดเห็นนี้แตกต่างจากมนชนก เธอกลับเห็นว่าการสอนเพศวิถีศึกษาอาจจะไม่ใช่เรื่องแรกสุดที่โรงเรียนควรสอน แต่ควรปลูกฝังเรื่องการ "รักนวลสงวนตัว" และ "เห็นคุณค่าในตนเอง" ให้เด็กผู้หญิงก่อน ให้เหตุผลว่าควรเป็นไปตาม "วัฒนธรรมไทย"

"โดยส่วนตัวคิดว่าจะทำอย่างไรให้นักเรียนตระหนักและเห็นคุณค่าในตัวเองให้มากที่สุดก่อน ท้ายที่สุดแล้วถ้ามันเกิดเหตุการณ์จำเป็นจริง ๆ จึงจะเสริมทักษะต่าง ๆ ให้เด็ก แต่ที่ผ่านมาเน้นแต่กิจกรรม ซึ่งรู้สึกว่าเป็นอะไรที่หลายคนต่อต้านอยู่ที่ว่า ไปชี้โพรงให้กระรอกหรือเปล่า มันน่าจะเกิดจากความตระหนักให้เห็นคุณค่าในตัวเอง วัฒนธรรมไทยเราคือรักนวลสงวนตัวให้มากที่สุด แต่ท้ายที่สุดแล้วถ้าเหตุการณ์บังคับ มันจำเป็นต้องเกิดกับตัวเอง ค่อยคิดว่าจะป้องกันเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างไร"

ตีความได้ว่าเธอไม่เห็นด้วยกับการมุ่งเน้นจะสอนเพศวิถีศึกษาเป็นอันดับแรก และอีกนัยหนึ่งคือเพศวิถีศึกษานี้ยังเป็นปฏิปักษ์หรือ "ปีศาจ" สำหรับ "วัฒนธรรมไทย" อันดีงามและ "ค่านิยม" ของตัวเธอเอง

แล้ววาทกรรม "รักนวลสงวนตัว" มาจากไหน สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยให้ข้อมูลไว้ในการบรรยายในหัวข้อ "หญิงเป็นนาย ชายเป็นบ่าว เอาผัวเอาเมียแบบบ้านๆ" เมื่อปี 2556 ว่า แท้ที่จริงการรักนวลสงวนตัวไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย แต่เดิมการมีอารมณ์ทางเพศของผู้หญิงและการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด และแม้แต่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์เองก็ยังไม่มีวาทกรรมเรื่อง "รักนวลสงวนตัว" เกิดขึ้น

"ตัวอย่างเช่นนางสีดา และนางพิมพิลาลัย ที่เป็นนางในวรรณคดียุครัตนโกสินทร์ ทั้งสองเสียตัวและแต่งงานตอนอายุ 16 ปีทั้งคู่ แม้ในยุคดังกล่าวจะมีการแต่งสุภาษิตสอนหญิง และตำนานท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศออกมา แต่วรรณกรรมเหล่านี้มีไว้ให้ลูกสาวของชนชั้นสูงยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ชายในราชสำนักสนใจเอาไปเป็นภรรยา ไม่ต่างจากหมอนวดในปัจจุบัน"

นอกจากนี้ สุจิตต์ยังเห็นว่า การผลักภาระให้ผู้หญิงต้อง "รักนวลสงวนตัว" แทนที่จะสอนวิธีการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย แล้วอ้างวัฒนธรรมความเป็นไทย เป็นการใช้ความเป็นไทยมาทำร้ายธรรมชาติของมนุษย์เสียเอง ซึ่งทั้งที่จริง ๆ แล้วความเป็นไทยแท้นั้นไม่มีจริง เป็นเพียงแค่การหยิบเอาวัฒนธรรมของชาติอื่น ๆ มาผสมกันแล้วคิดเอาเองว่ามันคือความเป็นไทยเท่านั้น

ฉะนั้นพึงระลึกไว้เสมอว่า "รักนวลสงวนตัว" ไม่ใช่วัฒนธรรมไทย แต่เป็นเพียงวาทกรรมที่มีการทำงานเชิงอำนาจเพื่อลดทอนความเป็นมนุษย์ของเพศหญิง ผลักภาระให้เพศหญิงต้องบริสุทธิ์ รักษาพรหมจรรย์จนกว่าจะถึง "วัยอันควร" ซึ่งผู้เคร่งวัฒนธรรมทั้งหลายมีใครบอกได้บ้างไหมครับว่า วัยอันควรที่ว่านี้คือต้องอายุเท่าไร

Valarie Taton รองผู้อำนวยการองค์การ UNICEF Thailand กล่าวสุนทรพจน์ในการรายงานผลการวิจัยฯ

ในขณะที่องค์การ UNICEF Thailand และกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ออกมาเคลื่อนไหวรณรงค์เรื่องการสอน "เพศวิถีศึกษา" อย่างถูกต้องและครบถ้วน ครอบคลุมมิติความเป็นมนุษย์ การคุมกำเนิดอย่างถูกวิธี การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เป็นอันตราย อำนาจ สิทธิ ความหลากหลายทางเพศ ความเท่าเทียมทางเพศ ฯลฯ แต่เรื่องพวกนี้กลับเป็น "ปีศาจ" คอยหลอกหลอนผู้ยึดติดกับ "วัฒนธรรมไทย" ที่ไม่มีจริงอยู่จนถึงปัจจุบันนี้

ผมได้อ่านนวนิยายอมตะเรื่อง "ปีศาจ" มานานมาก ได้เห็นตัวอย่างของ "ปีศาจ" ในสังคมไทยปัจจุบันมามาก เคยได้ลองถกเถียงอภิปรายในชั้นเรียนกับเพื่อนและอาจารย์มาก็มาก แต่การที่ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมฟังการรายงานการวิจัยที่กระทรวงศึกษาธิการในครั้งนั้นก็ได้ทำให้ผมเชื่อแล้วครับว่า "ปีศาจ" ยังจะคงตามหลอกหลอนผู้คนอยู่ตลอดไป และ "เพศวิถีศึกษา" ก็จะตามหลอกหลอน "วัฒนธรรมไทย" ที่ชื่อว่า "รักนวลสงวนตัว" ตลอดไปเช่นกัน

เพราะบางครั้ง "ปีศาจ" สำหรับคนเคร่งวัฒนธรรมไทยปลอม ๆ ก็ไม่ได้หน้าตาน่ากลัวเหมือนผีเสื้อสมุทร ซอมบี้ หรือซาลาซาร์หรอกครับ แต่เป็นการหลอกหลอนจากปีศาจที่ชื่อ "เพศวิถีศึกษา" มากกว่าที่สร้างความตื่นกลัวและรับไม่ได้ จนถึงกับลืมมองมิติความเป็นมนุษย์ไป

 

รายการอ้างอิง : 

เสนีย์ เสาวพงศ์. ปีศาจ. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : มติชน, 2559

สุจิตต์ วงษ์เทศ รื้อถอนวาทกรรม "สาวไทยต้องรักนวลสงวนตัว" https://prachatai.com/journal/2013/05/46559

 

สำหรับ พชร คำชำนาญ ผู้เขียนบทความนี้ เป็นนิสิตคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิชาวารสารสนเทศ ชั้นปีที่ 3 สนใจประเด็นสิทธิมนุษยชนและเรื่องเพศ และปัจจุบันยังเป็นนักศึกษาฝึกงานกับประชาไท 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น