โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info โลกวิจารณ์ 'ทรัมป์' กรณีประกาศ 'เยรูซาเลม' ละเมิดกฎหมายนานาชาติ วงเสวนาระบุ ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

รัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งเป้าขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ-เก็บภาษีบรรษัทรวยๆ

Posted: 03 Aug 2017 01:07 PM PDT

วอลสตรีทเจอนัลรายงานว่ารัฐบาลชุดใหม่ของเกาหลีใต้ ที่นำโดยประธานาธิบดี มุน แจอิน กำลังวางแผนขึ้นภาษีกับคนรวยและบริษัทใหญ่ๆ เพื่อนำมาใช้กับการสร้างงาน โดยวางแผนจ้างงานภาครัฐ 8 แสนตำแหน่ง ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 16% รวมถึงตั้งงบประมาณเสริม ทั้งหมดนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รองรับสังคมสูงอายุ

มุน แจอิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ระหว่างพิธีสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อ 10 พฤษภาคม 2560 (ที่มา: แฟ้มภาพ/Wikipedia/Korea.net)

 

3 ส.ค. 2560 มุน แจอิน ผู้นำคนใหม่ของสาธารณรัฐเกาหลี หรือเกาหลีใต้ที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ทำในสิ่งที่ตรงข้ามกับกระแสในโลกตะวันตก ด้วยการเน้นเก็บภาษีจากคนรวยเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนส่วนอื่นๆ ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษ ต่างก็ปรับลดภาษีบรรษัท

การกำหนดแผนการเศรษฐกิจในครั้งนี้มาจากคำมั่นสัญญาที่พวกเขาให้ไว้นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาที่ต้องการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการเพิ่มรายได้ครัวเรือน ต่างจากพรรคอนุรักษ์นิยมก่อนหน้านี้ที่เน้นพึ่งพาการส่งออกขนาดใหญ่

นอกจากนี้มุน แจอิน ยังพยายามเพิ่มงานในภาคส่วนของรัฐมากขึ้น 810,000 ตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นนักดับเพลิง ตำรวจ และนักสังคมสงเคราะห์ แผนการนโยบายเศรษฐกิจของมุนแจอินจะใช้งบประมาณ 160,000 ล้านดอลลาร์ โดยในตอนนี้มีการตั้งงบประมาณเสริมแล้ว 10 ล้านดอลลาร์ โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 16 ทั้งนี้เป็นไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

กระทรวงยุทธศาสตร์และการคลังของเกาหลีใต้เปิดเผยกฎหมายภาษีใหม่โดยเน้นเก็บภาษีจากคนรายได้สูง โดยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ในสองช่วงชั้นบนสุดของผู้เสียภาษี ผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 270,000 ดอลลาร์ต่อปีจะไม่มีการปรับเพิ่ม ในแง่ของอัตราภาษีบริษัทใหญ่ๆ รัฐบาลมุนแจอินมีแผนการปรับเพิ่มภาษีบริษัทที่ทำกำไรสุทธิราว 180 ล้านดอลลาร์ต่อปีอีกร้อยละ 3 เป็นสูงสุดร้อยละ 25 ส่วนบริษัทที่ทำกำไรน้อยกว่าเกณฑ์นี้จะไม่ถูกปรับเพิ่ม

แผนการนี้จะทำให้บริษัทซัมซุงอิเล็กโทรนิคที่จ่ายภาษีบรรษัท 2,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้วจะต้องจ่ายภาษีบรรษัทเพิ่มอีกราว 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทางบริษัทปฏิเสธจะให้ความเห็นในเรื่องแผนการปรับภาษีใหม่นี้

ถึงแม้ปัก จูกันกันประธานหน่วยงานการบริหารจัดการบรรษัท "ซีอีโอสกอร์" จะมองว่าภาษีบรรษัทจะส่งผลกระทบในมุมมองของธุรกิจ แต่รัฐบาลมุนแจอินก็มองว่าการปรับภาษีบรรษัทใหญ่เพิ่มเป็นสิ่งจำเป็นต่อนโยบายปีงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังจากที่เศรษฐกิจเกาหลีใต้ชะลอตัวมาเป็นเวลานานจากที่เคยเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยในช่วงรัฐบาลพรรคอนุรักษ์นิยมเคยมีการปรับลดภาษีบรรษัทใหญ่และไม่มีการปรับเพิ่มอีกเลยนับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน

ฝ่ายผู้วิจารณ์นโยบาย มุน แจอิน ยังมองว่าการปรับเพิ่งภาษีบรรษัทใหญ่อาจจะส่งผลเสียต่อด้านการลงทุน ด้านการจ้างงาน การปรับราคาสินค้าเพิ่ม หรือทำให้เกิดเงินเฟ้อ

แต่ทางรัฐบาลเกาหลีใต้ก็บอกว่าภาคเอกชนไม่สามารถทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นได้เป็นเวลานานแล้ว รวมถึงประเทศเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับปัญหาประชากรที่เริ่มกลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยจำนวนมากและอัตราการเกิดต่ำ ทั้งนี้ สถาบันการคลังสาธารณะเกาหลี (Korea Institute of Public Finance) ประเมินว่าการปรับเพิ่มภาษีบรรษัทร้อยละ 1 จะลดการจ้างงานลงร้อยละ 0.5 และลดรายได้ของบรรษัทลงร้อยละ 0.6

อย่างไรก็ตามแผนการของมุนแจอินยังต้องผ่านการพิจารณาจากในสภา โดยที่พรรคของมุนแจอินมีที่นั่งในสภา 120 ที่นั่งจาก 300 ที่นั่ง และแผนการนี้ต้องผ่านการลงมติจากเสียงข้างมากในสภา ทำให้มุนแจอินต้องพยายามหาความเห็นชอบจากพรรคอื่นๆ ซึ่งวอลสตรีทเจอนัลรายงานว่ามุนแจอินหาการสนับสนุนสำเร็จในที่สุดเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เรียบเรียงจาก

Tax Reform in Korea: Higher Rates to Fund a Higher Minimum Wage, Wall Street Journal, 02-08-2017

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

แรงงานรัฐวิสาหกิจ ค้านแนวนโยบายประยุทธ์ หวั่นแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

Posted: 03 Aug 2017 11:55 AM PDT

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ทั่วประเทศยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ ขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีและแนวโยบายของรัฐบาลที่นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 

ภาพจากเว็บไซต์ มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน

3 ส.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ภาคใต้' โพสต์ภาพพร้อมข้อความว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา เวลา 10.00 น. วิรุฬห์ สะแกคุ้ม เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) สาขาหาดใหญ่ และคณะประมาณ 60 คนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ณ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา เรื่องขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีและแนวนโยบายของรัฐที่นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

โดยเว็บไซต์ voicelabour.org รายงานด้วยว่า สรส. ทั่วประเทศ ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อขอให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรีและแนวโยบายของรัฐบาลที่นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยในแถลงการณ์ของ สรส. ระบุว่า เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจกลับถูกแทรกแซง การแสวงหาประโยชน์จากนักการเมืองที่มุ่งเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและกลุ่มทุนพวกพ้อง ความโปร่งใสในการบริหารจัดการ จนทำให้รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งต้องแบกรับภาระทางการเงิน ตลอดจนการกำหนดนโยบายที่มีการแปลงเจตนาของรัฐวิสาหกิจเป็นองค์การทางธุรกิจ ที่มุ่งเพียงผลกำไร ทำให้ประเทศต้องประสบปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท ซึ่งรัฐบาลซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้เหตุผลและแถลงต่อสื่อมวลชนว่า "มีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเสียใหม่ เพราะที่ผ่านมามีการแทรกแซง แสวงหาประโยชน์ จากนักการเมือง มีการทุจริต ทำให้ภารกิจของรัฐวิสาหกิจไม่สนองต่อความต้องการของประเทศชาติ ประชาชนได้อย่างเต็มที่"

หากมีการดำเนินการให้เป็นไปตามที่ได้แถลงเหตุผลไว้ สรส. และองค์กรสมาชิก ซึ่งได้ติดตามการดำเนินงานมาโดยตลอด ก็ถือเป็นแนวทางที่ดีหากรัฐบาลมุ่งมั่นเพื่อการแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจองค์กรที่เป็นเครื่องมือหลักของรัฐให้สามารถจัดบริการสาธารณะเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ของประชาชน สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาล

สรส. ระบุอีกว่า จากการติดตามผลงานตามนโยบายของรัฐบาลแล้วพบว่า การดำเนินการของรัฐกลับไม่เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้แถลงไว้ เข้าใจได้ว่าอาจจะมาจากการแปรความหมายการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตามแนวทางและเจตนารมณ์ของรัฐไปปฏิบัติ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนาที่ได้แถลงเอาไว้จนแสดงให้เห็นว่า เป็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อเอื้อประโยชน์จนนำไปสู่การส่งผลกระทบต่อประเทศและประชาชนมากกว่า อาทิ 1. กรณีที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้มีการประชุมการแก้ไขปัญหา บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จนนำไปสู่คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาเห็นชอบในหลักการ จัดตั้งบริษัท โครงข่าย บรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBN Co.) และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (NGDC Co.) ตามที่กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสนอ

กรณีการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. …. หรือที่เรียกว่า "ร่าง พ.ร.บ.บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" ที่มุ่งยกระดับและบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) จัดให้มี "บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ" ที่พร้อมรองรับการแปลงทุนเป็นหุ้นของรัฐวิสาหกิจ ที่เป็นบริษัท จำนวน 12 แห่ง ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของ เพื่อหวังเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ของรัฐเป็นของกลุ่มทุนต่าง ๆ จนนำไปสู่การผูกขาดสำหรับอนาคต และยังมุ่งออกแบบให้สามารถเพิ่มลดหุ้นจนพ้นสถานะความเป็นรัฐวิสาหกิจได้ ทั้งที่แนวทางดังกล่าวมีการดำเนินการจนเกิดผลกระทบต่อประเทศและประชาชนเป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นแล้ว กรณีการออก ร่าง พ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. …. เพื่อจัดตั้งกรมการขนส่งทางราง c]t กรณีข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่มุ่งให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจพิจารณาแนวทางการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่และการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ให้มุ่งเน้นดำเนินงานในลักษณะของการเป็นผู้กำกับดูแล และสนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมให้มากขึ้น

สิ่งที่กล่าวมาเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าเจตนารมณ์ที่จะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจได้แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงและกรอบในการดำเนินการก็มิได้ฟังเสียงของประชาชน หรือจากสหภาพแรงงาน ปราศจากการมีส่วนร่วม จากภาคส่วนต่าง ๆ เป็นการดำเนินการไม่แตกต่างจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จนเป็นชนวนเหตุให้เกิดวิกฤตของประเทศ และเป็นเหตุให้ประชนชน จำนวนมากออกมาขับไล่เพราะ "การแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นการทุจริตเชิงนโยบาย"

"ขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลทบทวนมติคณะรัฐมนตรีและแนวนโยบายของรัฐบาล ที่นำไปสู่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และขอยืนยันในเจตนารมณ์และจุดยืนที่ได้กระทำและแสดงออกเสมอมาว่า สรส. เห็นด้วยและพร้อมสนับสนุนกับการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่ไม่ให้นักการเมืองเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์ ต้องการให้มี การบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ปราศจากการทุจริต มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน" แถลงการณ์ของ สรส. ระบุในตอนท้าย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จุฬาฯ แจงเหตุล็อคคอนิสิตกลางพิธีถวายสัตย์ บอกเนติวิทย์-เพื่อนไม่เคารพข้อตกลงร่วม

Posted: 03 Aug 2017 10:49 AM PDT

รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิต จุฬาฯ แจงเหตุอาจารย์ล็อคคอนิสิตกลางพิธีถวายสัตย์น่าจะมาจากเนติวิทย์และนิสิตกลุ่มนี้ไม่เคารพในข้อตกลงที่มีร่วมกัน จึงโกรธถึงขีดสุด ยันกังวลกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดีต่อเนติวิทย์-หวันขยายเป็นความรุนแรง

3 ส.ค.2560 จากกรณีที่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานสภานิสิตจุฬาฯ ได้โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊ก 'Netiwit Chotiphatphaisal' ระบุว่า วันนี้เป็นวันถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของนิสิตใหม่ประจำปี 2560 แทนที่จะเกิดความปีติ แต่กลับจัดงานอย่างผิดพลาด ตอนแรกสุดบอกว่าจะให้พื้นที่สำหรับคนยืนเคารพ รองอธิการบดีสัญญากับตนก่อนงานว่า ถ้าฝนตกจะให้เด็กโค้งคำนับแล้วจบ เพราะเด็กจะเปียก จะเป็นไข้ได้ แต่เป็นว่าให้หมอบกราบถวายบังคมเหมือนเดิม 

"สภานิสิตและ อบจ. นั้นไม่มีร่มให้ เปียกโชก ผมทนไม่ได้ ผมกับเพื่อนหลายคน ซึ่งมีหลายเหตุผลด้วยกันจึงเดินออกมา นอกจากนี้ ยังมีอาจารย์มาทำร้ายร่างกาย ล็อคคอ กระชากดึงเพื่อนผม ด่าอย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นอาจารย์" เนติวิทย์ ระบุ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

เว็บไซต์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผยแพร่ คำชี้แจงกรณีภาพและข่าวเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ถึงพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯซึ่งจัดขึ้นในเย็นที่ผ่านมา พร้อมทั้งกรณีที่รองประธานสภานิสิตจุฬาฯ ถูกอาจารย์นำตัวออกจากพิธีนั้น  รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิต จุฬาฯ ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะมีหลายฝ่ายในสังคมซึ่งอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันคอยจับจ้องมองดูอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นทางมหาวิทยาลัยทราบมาว่ามีกลุ่มที่ไม่ประสงค์ดีต่อ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ประธานสภานิสิตและกลุ่มเพื่อน ซึ่งกำลังเฝ้ามองดูและอาจนำประเด็นตรงนี้ไปขยายเป็นความรุนแรงได้  ซึ่งที่ผ่านมา เคยมีคนพยายามคุกคามมาตามหา เนติวิทย์ ถึงมหาวิทยาลัย ตนเองในฐานะผู้กำกับดูแลด้านกิจการนิสิตก็ต้องพา เนติวิทย์ ไปแจ้งความที่โรงพัก และวันนี้ก็ได้มอบหมายผู้ช่วยอธิการบดีสองคนไปดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของนิสิตกลุ่มนี้เป็นพิเศษ

ในขณะเดียวกัน ทางฝ่ายกิจการนิสิต จุฬาฯ ก็เข้าใจและเคารพในความเห็นต่างและได้พยายามจัดพื้นที่ให้กับผู้ที่ประสงค์จะแสดงความเคารพด้วยการคำนับโดยมีข้อตกลงกันอย่างชัดเจนว่าจะอยู่ในแถวที่แยกออกไป และจะมาแสดงความเคารพเมื่อกระบวนการถวายบังคมเสร็จสิ้นลงแล้ว แต่กลุ่มของสภานิสิตไม่ได้เคารพข้อตกลงนั้นและพยายามจะจัดฉากให้ปรากฏภาพที่ขัดแย้งตรงข้ามกันระหว่างการถวายบังคมและการคำนับ

รศ.ดร.บัญชา กล่าวว่า ในส่วนของการแสดงออกของอาจารย์คนดังกล่าวที่มีภาพปรากฏออกสื่อไป น่าจะสืบเนื่องมาจากการที่เนติวิทย์และนิสิตกลุ่มนี้ไม่เคารพในข้อตกลงที่มีร่วมกัน จึงโกรธถึงขีดสุดว่าพูดกันแล้วไม่รู้เรื่อง และตั้งใจไม่ทำตาม

รศ.ดร.บัญชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตอนนี้ อาจารย์คนดังกล่าวเกิดภาวะเครียดอย่างรุนแรงจนต้องเข้ารักษาตัวในห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาล และจะดูอาการต่อในห้อง CCU คืนนี้ แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่ามีอาการ hyperventilation คือหายใจไม่ได้ กล้ามเนื้อเกร็ง ชีพจรสูง ซึ่งตนเดาว่าน่าจะเป็นเพราะอาจารย์คนดังกล่าวรู้สึกขัดแย้งอย่างสูงเพราะเป็นคนรักนิสิตและทำกิจกรรมคลุกคลีกับนิสิตมาตลอด

"ผมต้องขอโทษนิสิตคนนั้นแทนอาจารย์ด้วยที่อาจจะทำอะไรเกินไป ทางจุฬาฯพยายามเปิดพื้นที่ให้กับทุกคน แต่ผมว่ามันต้องให้ความยุติธรรมและให้การเคารพข้อตกลงซึ่งมีต่อกันและกัน สำคัญที่สุดคือต้องจริงใจต่อกันด้วย" รองอธิการบดีด้านกิจการนิสิตจุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

การดิ้นรนและการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการศึกษาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้ [ICTS13]

Posted: 03 Aug 2017 10:11 AM PDT

คลิปเสวนา "การบ่มเพาะตนเพื่อเป็น "มุสลิมที่ดี" และการแสวงหา "ชีวิตที่ดีกว่า" ผ่านการศึกษาแบบเป็นทางการ: การดิ้นรนและการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการศึกษาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้" สะท้อนมุมมองเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการศึกษาท้องถิ่น เสวนาโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง - มะรอนิง สาแลมิง - อับดุลฮาฟิส หิเล - อนุสรณ์ อุณโณ

คลิปวิดีโอจากการเสวนาโต๊ะกลม "การบ่มเพาะตนเพื่อเป็น "มุสลิมที่ดี" และการแสวงหา "ชีวิตที่ดีกว่า" ผ่านการศึกษาแบบเป็นทางการ: การดิ้นรนและการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการศึกษาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้" (Cultivating 'Good Muslims' and Seeking 'a Better Life' through Formal Education: Struggles and Initiatives in Education of Malay Muslims of Southern Thailand) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยเป็นส่วนหนึ่งของงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านไทยศึกษาครั้งที่ 13 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 ก.ค. 2560 ที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ (CMECC) จ.เชียงใหม่

โดยวิทยากรประกอบด้วย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) มะรอนิง สาแลมิง ผู้ทรงคุณวุฒิของจุฬาราชมนตรี เป็นเจ้าของโรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา อ.เมือง จ.ยะลา อับดุลฮาฟิซ หิเล นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลา และดันย้าล อับดุลเลาะ นักศึกษาปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินรายการโดย อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในช่วงแรก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตเลขา ศอ.บต. เสนอว่าสำหรับชาวมุสลิมแล้วนั้น การศึกษาคือหน้าที่ที่กำหนดไว้ในอัลกุรอาน อันเป็นธรรมนูญของชีวิต รัฐไม่ควรหวาดระแวงต่อการศึกษาของคนมลายูมุสลิมชายแดนใต้ แต่ควรมองว่าเป็นโอกาสและควรช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาทั้งสายศาสนาและสามัญ รวมทั้งต้องทำให้พี่น้องเกิดความรู้สึกว่า  "มุสลิมก็สามารถอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมุสลิม" อันจะเป็นหนทางสำคัญสู่การสร้างสันติภาพและแก้ปัญหาชายแดนใต้

มะรอนิง สาแลมิง ปัจจุบันเป็นผู้ทรงคุณวุฒิของจุฬาราชมนตรี เป็นเจ้าของโรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา ที่ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของปอเนาะที่กลายมาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามว่า ที่ผ่านมาปอเนาะจะถูกควบคุมกำเนิดหรือต้องมาแปรสภาพมาโดยตลอด แต่ปอเนาะก็ยังอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ เนื่องจากปอเนาะคือวิถีชีวิตของผู้คน เป็นความเชื่อถือ เป็นสถาบันที่ขาดไม่ได้ของสังคมในการทำให้คนเป็นคนดี เหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม 2547 ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่ทำให้ปอเนาะถูกจับตาและเพ่งเล็งอย่างหนักจากฝ่ายรัฐ ปอเนาะบางแห่งถูกปิด และรัฐบาลในยุคนั้นกำหนดให้ปอเนาะต้องมาจดทะเบียนอีกครั้ง เนื่องจากยังคงมองว่าปอเนาะเป็นสถานที่บ่มเพาะ BRN ข้อกำหนดการจดทะเบียนครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกที่เป็นการบังคับให้ยกเลิกหรือบังคับให้แปรสภาพ แต่ในครั้งนี้รัฐพยายามเข้ามาสนับสนุน และทำให้ปอเนาะมีความเป็นทางการมากขึ้น ในปีนั้นในระหว่างวันที่ 28 เมษายน จนถึงเดือนกรกฎาคม มีปอเนาะมาจดทะเบียนใหม่ถึง 249 แห่ง (อ่านรายละเอียด)

อับดุลฮาฟิซ หิเล นายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลา นำเสนอถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2476 ที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ จนถึงยุคปัจจุบันที่แม้ในปัจจุบันโรงเรียนจะเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างระบบการศึกษาของรัฐไทย มีการควบคุมหลักสูตร ประเมินคุณภาพ และให้งบประมาณอุดหนุนถึงขั้นเรียนฟรี แต่ถึงกระนั้น รัฐไทยก็ดูจะยังไม่ไว้วางใจโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยมักมีการตั้งแง่กับโรงเรียนอยู่เสมอในไม่ว่าจะเป็นในแง่คุณภาพการจัดการศึกษา ความโปร่งใสในการบริหารงาน หรือแม้แต่ข้อกล่าวหาว่ามีส่วนในการสนับสนุนขบวนการต่อต้านรัฐ

ที่ผ่านมารัฐอาจไม่ได้สนับสนุนความสามารถของนักเรียนในพื้นที่เท่าที่ควร มีกรณีที่เด็กนักเรียนได้แชมป์โลกอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งโรงเรียนท้องถิ่นก็ส่งไปแข่งกันเอง พอชนะได้รางวัล รัฐจึงมาเสาะหาตัวเด็กเพื่อจะให้รางวัล ทั้งนี้สามจังหวัดชายแดนใต้ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาภาษามลายู และประตูไปสู่อาเซียนที่ใช้ภาษามลายูอีกด้วย ยังไม่นับว่าลูกหลานจากสามจังหวัดไปเปิดร้านต้มยำกุ้งที่ประเทศมาเลเซีย บริษัทไทยที่ไปลงทุนอินโดนีเซีย แทบทุกบริษัทก็มีการจ้างงานลูกหลานในพื้นที่ซึ่งไปเรียนจบที่อินโดนีเซียทั้งนั้น

อนึ่งท่ามกลางอุปสรรคต่างๆ ผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ได้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายช่วยกันพัฒนาการศึกษาและสร้างร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในระดับนานาชาติ เพื่อที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจะได้ทำหน้าที่สร้างโอกาสในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ พร้อมๆ กับการทำหน้าที่ในการธำรงความเป็นมุสลิมที่ดีให้แก่เด็กนักเรียนด้วย

ดันย้าล อับดุลเลาะ จบการศึกษาจากวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปัจจุบันศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยนำเสนอในเรื่องการปรับตัวของนักศึกษาจากชายแดนใต้ที่ออกไปเรียนต่างพื้นที่ นอกจากการปรับตัวเรื่องภาษาไทยแล้ว การอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมที่แตกต่าง และผู้คนที่ไม่มีความละเอียดอ่อนต่อศาสนาอิสลามก็เป็นสิ่งท้าทายหนึ่ง และในบางครั้งพวกเขายังตกเป็นเป้าต้องสงสัยจากหน่วยงานด้านความมั่นคง จนนำมาสู่การบุกตรวจค้นที่พักอาศัยของพวกเขา ทั้งนี้ยังไม่นับรวมถึงปัญหาด้านเศรษฐกิจของทางบ้านที่ทำให้หลายคนต้องเรียนและทำงานส่งเสียตัวเองไปด้วยพร้อมกัน แต่ทั้งนี้ ท่ามกลางความยากลำบาก นิสิต/นักศึกษาเหล่านี้ก็ได้สร้างเครือข่ายความสัมพันธ์เพื่อให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการดำรงชีวิต และในการธำรงไว้ซึ่งวัตรปฏิบัติทางศาสนา เช่น การรวมตัวผ่านชมรมมุสลิมในมหาวิทยาลัยต่างๆ การจัดกิจกรรมการกุศลทางศาสนาร่วมกัน ในเวทีนี้ตัวแทนนิสิต/นักศึกษาจะมาเล่าให้ว่าพวกเขาใช้ชีวิตและทำงานในกรุงเทพฯ และในที่อื่นๆ อย่างไรบ้าง ด้วยความหวังที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นในทางเศรษฐกิจและสังคม พร้อมๆ ไปกับความสามารถในการธำรงตนเป็นมุสลิมที่ดี

โดยหลังจากวิทยากรนำเสนอแล้วเป็นช่วงตอบคำถามและแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมเสวนา

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ป.ป.ช.ยังไม่พิจารณาแนวทางยื่นอุทธรณ์คดีสลายพันธมิตร ปี 51 ประยุทธ์ชี้เป็นเรื่องของศาล

Posted: 03 Aug 2017 06:48 AM PDT

วิทยา เผยที่ประชุม ป.ป.ช. วันนี้ ยังไม่มีการพิจารณาถึงแนวทางการยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลกีฎาฯ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ยกฟ้อง สมชาย และพวกรวม 4 คน คดีสลายการชุมนุมพันธมิตรปี 51 ด้านประยุทธ์ชี้เป็นเรื่องของศาล

 

3 ส.ค.2560 หลังจากวานนี้ (2 ส.ค.60) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินยกฟ้องคดีที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นฟ้องสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากการสลายการชุุมนุมของชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าประชุมสภาได้ในเช้าวันที่ 7 ต.ค. 2551เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บอีก 471 คน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

สำนักข่าวไทย รายงานว่า วิทยา อาคมพิทักษ์ ป.ป.ช. เปิดเผยว่าที่ประชุม ป.ป.ช. วันนี้(3 ส.ค.60) ยังไม่มีการพิจารณาถึงแนวทางการยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลกีฎาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีที่ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง สมชาย และพวกรวม 4 คน ในเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 หลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยนายวิทยา ระบุว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ยังรอคำพิพากษาอย่างเป็นทางการจากศาลฎีกาฯก่อน และอยู่ระหว่างมอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักคดีประสานขอคำพิพากษาอย่างเป็นทางการจากศาลแล้ว จึงจะสามารถพิจารณาได้

ขณะที่ วานนี้ (2 ส.ค.60) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเดินทางลงพื้นที่จังหวัดสกลนคร ในการตรวจเยี่ยมและติดตามสถานการณ์น้ำท่วม โดยผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษายกฟ้องคดีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า ยังไม่ทราบ เป็นเรื่องของศาล

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

จี้ผู้บริหารพิจารณาพฤติกรรมอาจารย์ล็อคคอนิสิตจุฬาฯ กลางพิธีถวายสัตย์

Posted: 03 Aug 2017 05:59 AM PDT

กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ออกแถลงการณ์ จี้อธิการบดีและกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาพฤติกรรม อาจารย์ล็อคคอนิสิต จุฬาฯ กลางพิธีถวายสัตย์

3 ส.ค. 2560 จากกรณีที่ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานสภานิสิตจุฬาฯ ได้โพสต์ข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊ก 'Netiwit Chotiphatphaisal' ระบุว่า วันนี้เป็นวันถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของนิสิตใหม่ประจำปี 2560 แทนที่จะเกิดความปีติ แต่กลับจัดงานอย่างผิดพลาด ตอนแรกสุดบอกว่าจะให้พื้นที่สำหรับคนยืนเคารพ รองอธิการบดีสัญญากับตนก่อนงานว่า ถ้าฝนตกจะให้เด็กโค้งคำนับแล้วจบ เพราะเด็กจะเปียก จะเป็นไข้ได้ แต่เป็นว่าให้หมอบกราบถวายบังคมเหมือนเดิม 

"สภานิสิตและอบจ นั้นไม่มีร่มให้ เปียกโชก ผมทนไม่ได้ ผมกับเพื่อนหลายคน ซึ่งมีหลายเหตุผลด้วยกันจึงเดินออกมา นอกจากนี้ ยังมีอาจารย์มาทำร้ายร่างกาย ล็อคคอ กระชากดึงเพื่อนผม ด่าอย่างไม่น่าเชื่อว่าเป็นอาจารย์" เนติวิทย์ ระบุ

ล่าสุดกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ออกแถลงการณ์กรณีดังกล่าวด้วยว่า จากประเด็นเรื่องที่เกิดขึ้นในงานพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้มีการทำร้ายร่างกายโดยการล็อคคอนิสิต ซึ่งถือเป็นเรื่องฮือฮา และ เป็นภาพเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจยิ่งนัก แม้ว่านิสิตคนดังกล่าวไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนมากนัก แต่ก็อาจจะทำร้ายสภาพจิตใจของตัวนักศึกษาเองไม่น้อย 

กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ระบุอีกว่า ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา ระบุไว้ว่า ห้ามมิให้ลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือกลั่นแกล้ง หรือด้วยความโกรธหรือความพยาบาท โดยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า "อาจารย์ท่านนั้นกำลังละเมิดระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ"

ครู อาจารย์ ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำร้ายร่างกายนักเรียน การลงโทษนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการอบรมสั่งสอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ซึ่งเพียงแค่ว่ากล่าวตักเตือนด้วยวาจาก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีการทำร้ายร่างกาย นอกจากอาจารย์ท่านนั้นจะละเมิดกฎระเบียบกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังจะละเมิดสิทธิมนุษยชนของนักศึกษาด้วย แต่ที่น่าเศร้าใจยิ่งไปกว่านั้น คือ การกระทำดังกล่าว มาจากการบรรดาลโทสะและไม่ยั้งคิด แสดงให้เห็นถึงความไม่มีวุฒิภาวะของอาจารย์ คนแบบนี้หรือ ที่เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้กับนักศึกษา?

กลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ขอเรียกร้องให้อธิการบดีและกระทรวงศึกษาธิการ โปรดพิจารณาพฤติกรรมของอาจารย์ท่านนี้ และขอให้มีการดำเนินการเอาผิดทางวินัยกับอาจารย์ท่านนี้ด้วย 

สำหรับ เนติวิทย์ ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า แม้ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้เป็นประธานฯ ก็รู้สึกปลื้มปีติอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเห็นว่าสยามประเทศจะเจริญงอกงามได้นั้น จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ทันสมัย ไม่แพ้กับชาติตะวันตก ทรงเห็นว่าของเก่าบางอย่างนั้นที่ทำมา บัดนี้สมควรเลิกได้แล้ว มนุษย์ไม่สมควรจะกดขี่กันและกัน กริยาท่าทางนั้นสำคัญ ควรจะให้ไม่เกิดการดูเหลื่อมล้ำขึ้น เหมือนลักษณะสังคมทาสดั้งเดิม ดังทรงพระมหากรุณาธิคุณในการยกเลิกทาสและธรรมเนียมแบบทาสแม้ต่อหน้าพระพักตร์ พระองค์ก็ต้องการให้พวกเราแสดงความเคารพอย่างเป็นมนุษย์เสมอภาค ทรงประกาศพระบรมราชโองการยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานถวายบังคม ในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมาย และยังไม่มีผู้ใดหาญกล้าพอทีจะยกเลิกพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นนี้

เนติวิทย์ กล่าวด้วยว่า ด้วยความสำนึกในฐานะพลเมืองรุ่นใหม่ ในฐานะนิสิตในมหาวิทยาลัยตามพระนาม และประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่อาจปฏิเสธถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระองค์นี้ได้เลย ได้พิจารณาไตร่ตรองดีแล้วและเห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรน้อมทำตามอย่างยิ่ง กระนั้นก็ตาม ตนก็เกิดความสับสน เหตุใดมหาวิทยาลัยที่ตั้งตามพระนามและเป็นสังคมปัญญาชนถึงสร้างธรรมเนียมขึ้นมาใหม่ให้กลับไปกราบไหว้ถวายบังคม ซึ่งธรรมเนียมการถวายบังคมนี้ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่ของเก่า แต่เป็นของใหม่ที่มีมาเมื่อยี่สิบปีก่อน โดยก่อนหน้านี้มีการฟื้นฟูมาบ้างในสมัยรัฐบาลทหาร แต่นั่นก็ทำไปเพราะมีเป้าหมายทางการเมืองมิใช่หรือ โดยพวกเขาไม่อ่านตามพระราชประสงค์ พวกเขาอาจจะไม่รู้ว่า เมื่อพระองค์เจ้าหญิงผ่อง พระธิดาของพระองค์ไม่ยอมทำตามพระราชประสงค์ พระองค์ถึงขนาดดึงตนขึ้นมาเลย และไม่รู้เพราะไม่มีเวลาศึกษาเพียงพอว่า นี่เป็นพระบรมราชโองการ และเป็นกฏหมาย

เนติวิทย์ กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยในพระนามและแหล่งความรู้ไม่มองในมิติอื่นๆ เลยนอกจากทำตามคำสั่งของคนซึ่งอาจจะไม่ทราบถึงพระราชประสงค์เมื่อ 20 ปีก่อน และยังบีบบังคับให้คนที่ต้องการแสดงความภักดีต้องมีสีผมในลักษณะเดียวกัน ยึดข้อมือกำไรต่างๆ ทั้งที่นี่คือการถวายความคำนับต่อพระผู้ทรงสร้างความทันสมัยและต้องการให้มนุษย์เท่ากัน กลับพยายามสร้างความศักดิ์สิทธิ์ อันไม่ใช่ลักษณะของสังคมแห่งปัญญาเลย ในฐานะประธานสภานิสิตที่ได้รับเกียรติให้มางานนี้ ตนจึงต้องแสดงความกล้าหาญทางจริยธรรมอีกครั้งหนึ่ง ทำในสิ่งที่เป็นพระราชปณิธานต่อหน้าพระองค์ แม้คนอื่นๆ จะลืมเลือนความสำคัญของสิ่งที่พระองค์ทำนี้ไปแล้วและเดินออกไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เสวนาไทยศึกษา 13: การศึกษาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้ (1)

Posted: 03 Aug 2017 04:11 AM PDT

ในงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านไทยศึกษาครั้งที่ 13 ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 15-18 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้มีเวทีเสวนาโต๊ะกลมเวทีหนึ่งที่น่าสนใจ หัวข้อ "การบ่มเพาะตนเพื่อเป็น 'มุสลิมที่ดี' และการแสวงหา 'ชีวิตที่ดีกว่า' ผ่านการศึกษาแบบเป็นทางการ: การดิ้นรนและการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการศึกษาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้" ซึ่งประชาไทได้สรุปความมาถ่ายทอดต่อแก่ผู้สนใจในวงกว้าง เนื้อหาของการเสวนาโต๊ะกลมนี้ประกอบด้วย 2 ตอน ตอนนี้เป็นตอนแรก (ดูรายละเอียดและบทคัดย่อของเวทีนี้ได้ที่ http://www.deepsouthwatch.org/node/10958)

คลิปเสวนา "การบ่มเพาะตนเพื่อเป็น 'มุสลิมที่ดี' และการแสวงหา 'ชีวิตที่ดีกว่า' ผ่านการศึกษาแบบเป็นทางการ: การดิ้นรนและการริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการศึกษาของชาวมลายูมุสลิมชายแดนใต้" ช่วงแรกนำเสนอโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง และมะรอนิง สาแลมิง

000

อนุสรณ์ อุณโณ (ผู้ดำเนินรายการ):

การเสวนาในวันนี้ได้รับเกียรติจากบุคคลซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในส่วนของการศึกษาแบบอิสลาม การศึกษาแบบประเพณีวัฒนธรรม และการศึกษาแบบสมัยใหม่

วิทยากรท่านแรกคือ  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเป็นอดีตเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ. บต.) ผู้ได้ริเริ่มสร้างสรรค์และให้ความสำคัญกับการศึกษาของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก รวมทั้งเป็นผู้ที่มีบทบาทในการผลักดันให้รัฐบาลในช่วงนั้นเปิดมิติใหม่ในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ในหลายด้าน พ.ต.อ.ทวีจะมาให้มุมมองจากผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในภาครัฐในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

วิทยากรท่านถัดมาคือ ดร.มะรอนิง สาแลมิง เป็นเจ้าของโรงเรียนอุดมศาสน์วิทยา ที่ตำบลบุดี อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเดิมเป็นสถาบันปอเนาะหรือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามตามประเพณี ซึ่งต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อันถือว่าเป็นการปรับตัวต่อนโยบายของรัฐบาลที่มีต่อสถาบันการศึกษาแบบอิสลาม

วิทยากรอีกท่าน คือ ดร. อับดุลฮาฟิซ หิเล ผู้ซึ่งนอกจากจะเป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแล้ว ปัจจุบันยังเป็นนายกสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดยะลา ซึ่งการรวมตัวกันเป็นสมาคม สมาพันธ์ หรือเครือข่ายของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเช่นนี้ก็คือความพยายามที่จะคลี่คลายปัญหาในด้านการศึกษาทั้งในด้านศาสนาและในสายสามัญ เพื่อความสำเร็จในชีวิตและในการประกอบอาชีพของเด็กนักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

วิทยากรท่านสุดท้ายคือ คุณดันย้าล อับดุลเลาะ ผู้เป็นลูกหลานของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ คุณดันย้าลจบการศึกษาจากวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปัจจุบันได้รับทุนการศึกษาที่มอบให้กับคนทำงานในภาคประชาสังคมศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น อันเป็นประสบการณ์ของการหาความรู้เพิ่มเติมในต่างถิ่นที่มีความต่างทางสังคมและวัฒนธรรมจากบ้านเกิด ทำให้ต้องมีการปรับตัวอย่างมาก

0000

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง:

สำหรับชาวมุสลิมแล้วนั้น การศึกษาคือหน้าที่ที่กำหนดไว้ในอัลกุอาน อันเป็นธรรมนูญของชีวิต รัฐไม่ควรหวาดระแวงต่อการศึกษาของคนมลายูมุสลิมชายแดนใต้ แต่ควรมองว่าเป็นโอกาสและควรช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาทั้งสายศาสนาและสามัญ รวมทั้งต้องทำให้พี่น้องเกิดความรู้สึกว่า  "มุสลิมก็สามารถอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมุสลิม" อันจะเป็นหนทางสำคัญสู่การสร้างสันติภาพและแก้ปัญหาชายแดนใต้

จากการที่ผมได้มีโอกาสไปปฏิบัติหน้าที่ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ. บต.) ทำให้ได้ทราบว่า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่หมายถึงจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสี่อำเภอในจังหวัดสงขลา คือ อำเภอจะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย ที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีชาติพันธุ์มลายูนั้น มีการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากที่อื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศเป็นอย่างมาก เด็กนักเรียนมุสลิมในระดับประถมและมัธยมต้องใช้เวลาเรียนมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ เนื่องจากต้องตอบสนองต่อนโยบายของรัฐในการมีหลักสูตรภาคบังคับหรือการศึกษาขั้นพื้นฐานเหมือนในภูมิภาคอื่นของประเทศ

ในขณะเดียวกันในฐานะที่เป็นผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีวิถีชีวิตที่ยึดมั่นศรัทธาต่ออัลกุรอานในฐานะเป็นธรรมนูญหรือบรรทัดฐานของการดำเนินชีวิต โดยการศึกษาเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบที่ถูกกำหนดไว้ในอัลกุรอานนั้น  นำมาสู่หลักสูตรการศึกษาด้านศาสนาของคนมลายูมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันถือเป็นหลักสูตรภาคบังคับของชีวิต ซึ่งบรรพบุรุษที่เป็นผู้นำศาสนาได้จัดวางไว้ให้ในทุกระดับ

ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมารัฐไทยมองการศึกษาทางศาสนาของคนชายแดนใต้ในแง่ความมั่นคง ทั้งที่จริงๆ แล้ว "การศึกษา" ในอัลกุรอานเป็นเรื่องของการให้ความรู้ คำว่า "อิสลาม" ตามรากศัพท์ภาษาอาหรับหมายถึง ความรอดพ้น สันติภาพ และความยอมจำนนต่อองค์อัลเลาะห์ด้วยความศรัทธา ในอัลกุรอานกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การศึกษาต้อง 1) สอนเนื้อหาอัลกุรอาน 2) สอนองค์ความรู้ทุกชนิดที่ผู้เรียนไม่รู้ ไม่ใช่ว่าต้องเรียนศาสนาอย่างเดียวเท่านั้น 3) สอนสิ่งที่อัลเลาะห์กำหนด คือ สอนในด้านกาย อารมณ์ จิตใจ และวิญญาณทั้งหมด และ 4) สอนคนที่หลงผิดหรือคนที่กระทำผิดเพื่อให้เขามีความรู้

จากข้อกำหนดในอัลกุรอาน การศึกษาคือหน้าที่ ดังนั้นเมื่อรัฐไทยเข้าไปกำหนดและจัดการให้มีการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาตามที่กำหนดในอัลกุรอาน พี่น้องมุสลิมที่นี่จึงจำเป็นต้องสร้างหลักสูตรศาสนาอิสลามคู่ขนานขึ้นมา ที่สำคัญก็คือ หลักสูตรการเรียนการสอนแบบ "ตาดีกา" ที่สอนศาสนาและภาษาที่เกี่ยวข้องกับศาสนา โดยมีการเรียนการสอนในวันเสาร์และอาทิตย์  ซึ่งเป็นเวลาที่เด็กนักเรียนว่างเว้นจากการเรียนในโรงเรียนประถมของรัฐในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ปัจจุบันในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีโรงเรียนตาดีกาอยู่กว่า 2,000 แห่ง ซึ่งมีมากกว่าจำนวนโรงเรียนประถมของรัฐบาล และมีผู้เรียนในปัจจุบันกว่า 250,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อยเลยสำหรับในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีประชากรราว 2,000,000 คน ที่สำคัญหลักสูตรการเรียนการสอนของตาดีกามีความเข้มแข็งไม่น้อยกว่าของโรงเรียนประถมของรัฐบาล ตาดีกามีการเรียนหลายภาษา ทั้งภาษาอาหรับ ภาษามลายูกลาง ภาษาอังกฤษ และเรียนศาสนา โดยมีการประเมินผลหรือการสอบวัดผลอย่างเป็นระบบ

นอกจากนั้น เมื่อเรียนจบชั้นประถมจากโรงเรียนรัฐบาลแล้ว นักเรียนส่วนใหญ่นิยมไปเรียนต่อยังโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จนเกิดปรากฎการณ์ว่าโรงเรียนมัธยมของรัฐในพื้นที่หลายแห่งมีผู้เรียนน้อยมาก การเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามต้องเรียนตามหลักสูตรสายสามัญ 8 สาระวิชาหลักตามปกติ เรียน 8 คาบ และต้องเรียนหลักสูตรทางศาสนาควบคู่ไปด้วยแบบเท่าเทียมกัน โดยมีโต๊ะครูและผู้รู้เป็นผู้กำหนดหลักสูตรที่ได้มาตรฐานและใช้เหมือนกันทั้งหมด

จากระบบการศึกษาสองแบบที่ควบคู่กันนี้ทำให้เด็กมลายูมุสลิมชายแดนภาคใต้ต้องเรียนหนักกว่าเด็กนักเรียนในที่อื่นๆ เป็นเท่าตัว รวมทั้งเรียนหนักกว่านักเรียนในประเทศมุสลิมอื่นๆ ในอาเซียนด้วย นอกจากตาดีกาและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแล้ว ในช่วงกลางคืนตามชุมชนหมู่บ้านต่างๆ ก็มีชั้นเรียนอัลกุรอานสำหรับนักเรียนด้วย ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่จะส่งเสริมให้ลูกไปเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางศาสนาให้เพียงพอ

สำหรับนโยบายของรัฐที่มีต่อการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในอดีตในยุคสมัยรัฐนิยม มีการห้ามพูดห้ามเรียนภาษามลายูในสถาบันปอเนาะ ซึ่งการใช้ชาตินิยมหรือรัฐนิยมมาบังคับในด้านภาษาและวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะภาษา วัฒนธรรม และการศึกษาไม่ควรมีพรมแดนหรือเขตแดน นโยบายรัฐนิยมจึงนำมาสู่ความคับข้องใจและความขัดแย้ง นโยบายที่ไปกดทับภาษานั้นมีความสำคัญมาก คนมลายูเขาถือว่าภาษาคือชาติพันธุ์ และการสูญสิ้นภาษาคือการสูญสิ้นชาติพันธุ์ ปัจจุบันแม้รัฐจะปรับเปลี่ยนนโยบายแต่ก็ยังไม่สามารถหยุดความขัดแย้งและความรุนแรงได้ ดังนั้น รัฐจึงควรมองภาษามลายูในมิติการพัฒนาอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้จุดแข็งของพื้นที่ที่มีอยู่ไม่ว่าด้านภาษามลายู วัฒนธรรม และการศึกษา ในการเชื่อมต่อกับโลกกว้าง ในส่วนของภาษามลายูไม่เฉพาะในประเทศไทยมีผู้ใช้ภาษานี้อยู่ 2-3 ล้าน แต่ยังมีในประเทศอื่นๆ อีก มาก เฉพาะแค่อินโดนีเซียก็มีนับร้อยล้านคน รัฐบาลที่ผ่านมาพยายามผลักดันให้ภาษามลายูเป็นภาษาในการทำงาน นับวันก็จะมีคนมาเรียนภาษามลายูมากขึ้น ตามปอเนาะที่ชายแดนใต้หลายแห่งมีนักเรียนจากประเทศกัมพูชามาเรียนภาษามลายูอยู่นับร้อยคน

บทบาทรัฐไทยที่ผ่านมานำมาสู่ความรู้สึกของผู้คนที่ว่า มีการกดทับทางศาสนาหรือไม่ได้รับการส่งเสริมด้านศาสนาเท่าที่ควร ในขณะที่มุสลิมทุกคนมีหน้าที่ต้องร่ำเรียนศาสนา จึงทำให้พี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องออกเดินทางไปเรียนต่อด้านศาสนาในต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศมลายู ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และบรูไน โดยมีทั้งที่ได้รับทุนการศึกษาจากสถาบัน/รัฐบาลในประเทศนั้นๆ  หรือไปเรียนโดยทุนส่วนตัว พวกเขามีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการใฝ่หาความรู้ที่สอดคล้องกับหลักการของอิสลามและเชื่อมั่นในระบบการศึกษาของประเทศนั้นๆ ที่น่าจะดีกว่า ประกอบกับที่ผ่านมาในประเทศไทยไม่มีสถาบันการศึกษาที่พวกเขาต้องการในระดับสูง จึงเกิดปรากฎการณ์อพยพย้ายถิ่นของเยาวชนชายแดนใต้จำนวนมากเพื่อแสวงหาความรู้ยังต่างประเทศมาเป็นเวลากว่าศตวรรษ อย่างไรก็ดี การก่อเกิดขึ้นของมหาวิทยาลัยฟาฏอนีเมื่อไม่นานมานี้ ได้ช่วยให้เด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยไม่ต้องดิ้นรนไปเรียนหลักสูตรอิสลามในต่างประเทศ ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนีนักศึกษาสามารถเลือกเรียนหลักสูตรภาษามลายูหรือภาษาอาหรับก็ได้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้นับได้ว่าเป็นการดิ้นรนเพื่อการสร้างสรรค์ด้านการศึกษาของชายแดนใต้ที่เป็นรูปธรรมที่สำคัญและน่าชื่นชมอย่างยิ่ง

น่าสนใจว่าแต่เดิมนั้นคนที่จบการศึกษาจากต่างประเทศเมื่อกลับมาแล้วมีโอกาสรับราชการน้อยมาก สิ่งที่ทำได้เมื่อกลับมามีเพียงสองอย่าง คือ 1) เป็นโต๊ะครู คือ เป็นเจ้าของโรงเรียนและครูผู้สอนศาสนา และ 2) เป็นโต๊ะอิหม่าม คือ เป็นผู้สอนตามมัสยิดหรือตามตาดีกา อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นจุดแข็งก็คือ บุคลากรเหล่านี้ได้มาช่วยกันทำให้การเรียนการสอนด้านศาสนาในพื้นที่ชายแดนใต้มีความเข้มแข็ง เช่น มีการพัฒนาเป็นสถาบันตาดีกาและสถาบันปอเนาะที่มีหลักสูตรที่ชัดเจนเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันปอเนาะนั้นทำหน้าที่เป็นทางเลือกที่ให้ผู้สนใจทางศาสนาได้ไปเรียนและใช้ชีวิต

ในส่วนที่ตนเองเคยดำเนินการส่งเสริมการศึกษาของจังหวัดชายแดนใต้ก็คือ การส่งเสริมการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายของบรรดาโต๊ะครูและผู้นำด้านการศึกษาให้เป็นสมาพันธ์ สมาคม เพื่อสร้างความร่วมมือในการยกระดับคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนได้คิดได้ทำด้วยตัวเอง เป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้มีพื้นที่ มีทางออก อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่าคุณภาพการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้ยังสู้ของประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ในอดีตคนในประเทศต่างๆ ต้องมาเรียนที่ปัตตานี แต่ในวันนี้ลูกหลานคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นฝ่ายที่ต้องเดินทางไปเรียนยังประเทศมาเลเซียเนื่องจากคุณภาพด้านการศึกษาที่นั่นสูงกว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถปลดล็อกตรงนี้ได้เพื่อให้เด็กนักเรียนชายแดนใต้ได้มีหลักสูตรที่บูรณาการทั้งสองระบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ ลดความซ้ำซ้อนของวิชา-เวลาเรียนของนักเรียนที่มากเกินไป จนไม่เป็นผลดีต่อการเรียนรู้ดังในปัจจุบัน และที่สำคัญต้องทำให้พวกเขารู้สึกได้ว่าตนสามารถดำเนินชีวิตและเล่าเรียนในสังคมไทยในแบบมุสลิมได้


ประเด็นเพิ่มเติมจากการตอบคำถามผู้เข้าร่วม

เมื่อเชื่อมโยง "สันติภาพ" หรือกระบวนการสันติภาพเข้าเรื่องการศึกษา คำว่า "สันติภาพ" อาจดูเป็นนามธรรมมากเกินไป แต่แท้จริงแล้วนั้น สันติภาพ ก็คือ การศึกษา เพราะสันติภาพตามความหมายของพี่น้องมุสลิมก็คือ การทำลายการกดขี่และความอยุติธรรมด้วยความรู้และปัญญา ดังนั้น การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้นั้น รัฐสามารถทำได้ด้วยการยกระดับคุณภาพการศึกษา อันเป็นการทำวิกฤตให้เป็นโอกาส

ส่วนประเด็นเรื่องการศึกษากับความเป็นพหุวัฒนธรรมนั้น เราจะต้องให้ความเสมอภาคเท่าเทียมทางการศึกษากับคนทุกกลุ่มในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อยหรือจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคนมลายูมุสลิมหรือคนไทยพุทธ ขอยกตัวอย่างที่ว่าแต่เดิมโควตาเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจของชายแดนใต้มีให้เฉพาะกับคนมลายูมุสลิมท่านั้น ไม่มีให้สำหรับคนไทยพุทธซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในพื้นที่ ภายหลังจึงได้ขอให้มีการรวมคนไทยพุทธเข้าไปด้วย สิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ การที่คนแต่ละกลุ่มสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในแบบที่ตนเองต้องการให้เป็น แม้จะอยู่ท่ามกลางกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างก็ตาม ทั้งนี้ ความสัมพันธ์แบบพี่น้องกันของคนต่างชาติพันธุ์และศาสนาก็คือความสวยงาม จะทำอย่างไรให้คนมุสลิมหรือมลายู ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมไทยอยู่ในสังคมไทยได้อย่างมุสลิม จะทำอย่างไรให้พี่น้องไทยพุทธซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ชายแดนภาคใต้สามารถอยู่ในสังคมมลายูมุสลิมได้แบบพุทธ สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดเลยก็คือ เมื่อมีการจัดกิจกรรมทางศาสนา ก็จะถูกต่อต้านโดยอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ หากปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยๆ ก็จะฝังลึกและยากต่อการแก้ไข


0000

ดร.มะรอนิง สาแลมิง:

ปอเนาะเป็นแหล่งสืบทอดความรู้ทางศาสนาที่มีความต่อเนื่องมาหลายร้อยปี โต๊ะครูปอเนาะของปัตตานีในอดีตได้เขียนตำราหลายเล่มที่ยังคงใช้ในการสอนศาสนาในหลายประเทศทั่วโลก ปอเนาะเป็นสถาบันสำคัญที่ขาดไม่ได้ของสังคมมลายูมุสลิมในการทำให้คนเป็นคนดี  แต่ปอเนาะก็มักถูกมองอย่างหวาดระแวงจากทางการอยู่เสมอในฐานะแหล่งสนับสนุนขบวนการต่อต้านรัฐไทย

"ปอเนาะ" มาจากภาษาอาหรับ หมายถึง หอพักหรือที่พัก ในการเรียนการสอนของปอเนาะแบบดั้งเดิมเมื่อสัก 50 ปีก่อนขึ้นไปนั้น ยังไม่มีการจัดช่วงชั้น เป็นการศึกษาโดยใช้ตำราและเรียนร่วมกัน ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีโต๊ะ เป็นการเรียนการสอนแบบนั่งรวมกันของกลุ่มผู้เรียนที่เข้าเรียนในปีเดียวกันหรือใกล้คียงกัน หากเป็นปอเนาะเล็กๆ การเรียนการสอนก็จะเป็นแบบตัวถึงตัว โต๊ะครูในปอเนาะดั้งเดิมจะคอยดูแลนักเรียนทั้งหมด โต๊ะครูเป็นที่เชื่อถือและนับถือของผู้เรียนตลอดจนชาวบ้านที่อาศัยแวดล้อมอยู่รอบปอเนาะ การที่โต๊ะครูปอเนาะได้รับความเชื่อถือมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็เพราะมีความเชื่อว่ากันโต๊ะครูได้รับความรู้มาจากการถ่ายทอดหรือสืบทอด อาทิเช่น ตำราเล่มหนึ่งที่มีผู้แต่งไว้เมื่อ 300-400 ปีก่อน ก็มีการสอนตำรานี้สืบมาให้แก่ลูกศิษย์ และลูกศิษย์ก็ได้รับมอบหมายให้สืบทอดสอนตำรานี้ให้นักเรียนรุ่นต่อๆ ไป ส่วนความรู้แบบรวมๆ ที่โต๊ะครูได้รับมาก็จะสืบทอดและมอบหมายให้กับลูกศิษย์รายที่มีความสามารถจะเป็นโต๊ะครูต่อได้เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนรุ่นต่อไป สิ่งนี้เรียกว่า "อีญาซะฮ์" หรือการมอบหมายให้สืบทอดความรู้จากโต๊ะครูไปสอนแก่ศิษย์คนอื่นๆ ต่อ ดังนั้น คำสอนของโต๊ะครูแต่ละคนจึงได้รับการสืบทอดมาจากโต๊ะครูก่อนหน้า ซึ่งสามารถไล่เรียงลำดับการสืบทอดย้อนกลับไปเป็นร้อยปีหรือพันปี จนถึงท่านนบีหรือศาสดานั่นเอง  ความรู้ของโต๊ะครูจึงได้รับความเชื่อถือและความมั่นใจจากผู้เรียนว่ามีความถูกต้องอย่างยิ่ง อันทำให้โต๊ะครูเป็นผู้มีความน่าเชื่อถือทางสังคมสูง

ตำราที่ใช้ในการสอนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีทั้งตำราภาษาอาหรับและภาษามลายูที่ใช้อักษรยาวี โดยมีโต๊ะครูในพื้นที่เป็นผู้ประพันธ์ตำราเหล่านี้ หลายเล่มยังมีการใช้อย่างแพร่หลายมาตั้งแต่อดีต  ทำให้ที่นี่เป็นที่รู้จักกว้างขวางในหลายประเทศ จนถึงทุกวันนี้ในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ รวมทั้งกัมพูชา และบางเขตปกครองในประเทศรัสเซียเดิม ก็ยังใช้ตำราที่โต๊ะครูปัตตานีเขียนไว้ตั้งแต่ครั้งอดีต ที่สำคัญตำราที่เขียนโดยโต๊ะครูของปัตตานีบางเล่มใช้สอนที่นครเมกกะด้วย ตำราเหล่านี้มีการลงชื่อผู้เขียนเอาไว้ เมื่อผู้เรียนเอาไปถ่ายทอดต่อก็จะมีการเขียนระบุว่า ตำรานี้ประพันธ์โดยโต๊ะครูของปัตตานี ดังนั้น ปัตตานีจึงมีชื่อเสียงจึงเป็นที่รู้จักและนับถือของคนในที่ต่างๆ มานานแล้ว  ถึงแม้ว่าหลายคนจะไม่รู้ว่าปัตตานีในทางกายภาพตั้งอยู่ที่ไหนก็ตาม                                                                                                   

การเรียนการสอนในปอเนาะตั้งแต่ครั้งอดีตเริ่มต้นตั้งแต่เช้ามืด บางแห่งเริ่มเรียนตั้งแต่ตีสามครึ่ง จนถึงช่วงบ่ายและช่วงหลังละหมาดค่ำ เนื้อหาที่เรียนมีหลากหลาย ทั้งในส่วนของกฎหมายหรือฟิกฮ์ในศาสนาอิสลาม การแบ่งมรดกหรือฟะรออิฏ การสอนภาษาอาหรับ ทั้งไวยกรณ์และการอ่าน และในส่วนที่เกี่ยวกับวิถีปฏิบัติของมุสลิม อย่างไรก็ดี ปัจจุบันนี้การเรียนการสอนของปอเนาะได้เปิดสู่โลกภายนอกมากขึ้น โต๊ะครูหลายคนใช้เทคโนโลยีในการสอน ไม่ว่าจะเป็นการเผยแพร่การสอนในวงกว้างผ่าน Youtube, Facebook และ Line อย่างไรก็ดีในส่วนเนื้อหาและรูปแบบการสอนแบบดั้งเดิมโต๊ะครูส่วนใหญ่ก็พยายามสืบทอดให้คงอยู่

ในประเด็นที่ว่าปอเนาะมักถูกเพ่งเล็งในฐานะที่เป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดอิสลามแบบสุดขั้วนั้น อันที่จริงการเรียนการสอนของปอเนาะจะเน้นในเรื่องการพัฒนาจิตใจหรือจิตวิญญาณ ที่เรียกว่า "ตะเซาอุฟ"  ในการเรียนการสอนไม่ได้พูดเรื่องการเมืองมากนัก รวมทั้งโต๊ะครูปอเนาะจำนวนมากก็ไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพบว่า ในช่วงที่บุตรของกษัตริย์องค์สุดท้ายของปัตตานี คือ เต็งกูมาฮ์มุดมะฮ์ยุดดีน เบ็ญ เต็งกูอับดุลกอเดร์ กอมารุดดีน พยายามรวมโต๊ะครูเพื่อเป็นแนวร่วม ปรากฏว่าโต๊ะครูบางท่านปฏิเสธเพราะไม่อยากยุ่งกับการเมืองที่ไม่ใช่เรื่องของจิตวิญญาณ อีกกรณีก็คือ เมื่อครั้งที่ท่านหะยีสุหลง กลับมายังประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.2470 ท่านได้สอนในปอเนาะแบบเดิมที่สอนนักเรียนแบบรวมๆ โดยไม่มีช่วงชั้นก่อน ต่อมาท่านจึงได้พัฒนาการสอนให้เป็นมัดราเซาะห์หรือแบบโรงเรียน เรียกว่า  "มัดราเซาะห์ อัลมูอารีฟ อัลวะฏอนิยะห์" โรงเรียนของท่านสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2476 มีการแบ่งช่วงชั้นในการเรียนทางศาสนา ประกอบด้วย ช่วงชั้นฮิบติดาอียะฮฺ  ช่วงชั้นมุตาวัซซีเตาะฮฺ ซึ่งมีตอนต้นและตอนกลาง และช่วงชั้นซานาวียะฮ ภาคสูงสุด การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลทำให้โต๊ะครูหลายท่านรวมตัวกันและไปพบกับผู้ปกครองในสมัยนั้น เพราะมีความเป็นห่วงว่าการเรียนการสอนที่เปลี่ยนใหม่ของท่านหะยีสุหลงนั้นอาจมีประเด็นการเมืองหรือความมั่นคงเข้ามาเกี่ยวข้องจนอาจทำให้ปอเนาะถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายรัฐได้ จากทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่าโต๊ะครูปอเนาะทั้งหลายพยายามที่จะหลีกห่างจากการเมืองหรือสิ่งที่กระทบต่อความมั่นคงมานานแล้ว อย่างไรก็ดีไม่ได้หมายความว่าโต๊ะครูตั้งแต่สมัยอดีตจะปฎิเสธการเมืองไปเสียทั้งหมด  เพียงแต่พวกเขาไม่อยากให้ "การเมือง" มาเป็นอุปสรรคหรือกำแพงในการสืบสานความรู้ด้านศาสนาอิสลาม โต๊ะครูที่เน้นตะเซาอุฟพยายามหลีกเลี่ยงการเมืองที่จะทำให้การเรียนการสอนของเขามีปัญหา แต่กระนั้นการเมืองก็มักวิ่งเข้ามาหาคนที่เป็นโต๊ะครูอยู่เสมอ ทำให้โต๊ะครูกลายเป็นผู้เล่นที่สำคัญในทางการเมือง

ที่สำคัญ ไม่ว่าจะพยายามอยู่ห่างจากการเมืองมากแค่ไหน ผู้มีอำนาจรัฐก็ยังคงไม่เชื่อและไม่ไว้วางใจปอเนาะ นำมาสู่แรงกดดันต่อปอเนาะเสมอ เมื่อมีสถานการณ์การลุกขึ้นสู้ของขบวนการหรือของคนในพื้นที่ ปอเนาะก็จะเป็นจุดแรกที่รัฐจับตามอง หลังจากการประกาศจัดตั้ง Barisan Revolusi Nasional Melayu Patani (BRN) ในปี พ.ศ. 2503 ต่อมาในต้นปี พ.ศ. 2504 รัฐบังคับให้ปอเนาะทั้งหมดมาจดทะเบียน และในปี พ.ศ.2508 รัฐก็บังคับให้เปลี่ยนสภาพจากปอเนาะมาเป็น "โรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม" โดยในปี พ.ศ. 2510 ได้มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ปอเนาะทั้งหมดต้องเปลี่ยนสภาพภายในเวลาสี่ปี หากเลยกำหนดในวันที่ 15 มิถุนายน 2514 จะถือว่าปอเนาะนั้นถูกยกเลิกและจะไม่ให้เปิดทำการใหม่อีก ในครั้งนั้นมีปอเนาะเข้ามาจดทะเบียนถึง 426 แห่ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2526 ก็เปลี่ยนมาเป็น "โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม"

ในช่วงระยะเวลานี้ในพื้นที่ชายแดนใต้มีทั้งขบวนการโจรจีนคอมมิวนิสต์มลายา (จคม.) และ ขบวนการแบ่งแยกดินแดน/ BRN บริเวณที่ตั้งปอเนาะจำนวนมากอยู่ตามเชิงเขาและภูเขา ซึ่งก็คือพื้นที่ปฏิบัติการของขบวนการฯ เหล่านี้  ปอเนาะต้องตกอยู่ในสภาพที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับทั้งสองฝ่ายอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บางครั้งก็ถูกหวาดระแวงจากทั้งสองฝ่าย ฝ่ายขบวนการฯ อาจไม่ไว้ใจ ในขณะที่ฝ่ายรัฐก็มองว่าปอเนาะให้ที่พักพิงให้อาหารแก่ฝ่ายผู้ต่อต้านรัฐ อย่างไรก็ดี ปอเนาะก็ยังเป็นที่นับถือของผู้คน รวมทั้งจากคนที่ขึ้นไปบนภูเขาเพื่อร่วมกับขบวนการฯ ด้วย น่าสนใจว่าชาวบ้านหลายรายที่มีลูกสาวหน้าตาดีที่หวาดกลัวว่านักเลงหัวไม้ที่ไปแฝงตัวเข้าร่วมกับขบวนการฯ จะมาระรานฉุดคร่าลูกสาวของตนไปเป็นเมียนั้น ก็มักเอาลูกไปฝากไว้ที่ปอเนาะเพื่อความอุ่นใจและความปลอดภัย

แม้ปอเนาะจะถูกควบคุมกำเนิดหรือต้องมาแปรสภาพมาโดยตลอด แต่ปอเนาะก็ยังอยู่รอดมาได้จนทุกวันนี้ เนื่องจากปอเนาะคือวิถีชีวิตของผู้คน เป็นความเชื่อถือ เป็นสถาบันที่ขาดไม่ได้ของสังคมในการทำให้คนเป็นคนดี เหตุการณ์ในวันที่ 4 มกราคม 2547 ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่ทำให้ปอเนาะถูกจับตาและเพ่งเล็งอย่างหนักจากฝ่ายรัฐ ปอเนาะบางแห่งถูกปิด และรัฐบาลในยุคนั้นกำหนดให้ปอเนาะต้องมาจดทะเบียนอีกครั้ง เนื่องจากยังคงมองว่าปอเนาะเป็นสถานที่บ่มเพาะ BRN ข้อกำหนดการจดทะเบียนครั้งนี้ต่างจากครั้งแรกที่เป็นการบังคับให้ยกเลิกหรือบังคับให้แปรสภาพ แต่ในครั้งนี้รัฐพยายามเข้ามาสนับสนุน และทำให้ปอเนาะมีความเป็นทางการมากขึ้น ในปีนั้นในระหว่างวันที่ 28 เมษายน จนถึงเดือนกรกฎาคม มีปอเนาะมาจดทะเบียนใหม่ถึง 249 แห่ง

(โปรดติดตามตอนจบในส่วนของวิทยากรอีกสองท่าน คือ ดร. อับดุลฮาฟิซ หิเล และคุณดันย้าล อับดุลเลาะ เร็วๆ นี้)

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สฤณี แฉ! ถูกทีมพีอาร์ รบ. แชทถามซื้อโฆษณาในเพจ

Posted: 03 Aug 2017 03:51 AM PDT

สฤณี อาชวานันทกุล โพสต์คาดบริษัทพีอาร์ที่ทำงานให้รัฐบาลเผด็จการทหาร ติดต่อซื้อพื้นที่โฆษณาในเพจตน แนะจับตากระทู้พันทิพ-เพจต่างๆ อาจมีโฆษณาแฝงสอดแทรก

 

ที่มา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล

3 ส.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ส.ค.60) เมื่อเวลา 10.24 น.ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'Sarinee Achavanuntakul - สฤณี อาชวานันทกุล' ของ สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียนและนักแปล โพสต์ภาพบันทึกบทสนทนาทางแชทระบุว่า น่าจะจากบริษัทพีอาร์ที่ทำงานให้รัฐบาลเผด็จการทหาร พร้อมระบุว่าตนไม่รับทำอยู่แล้ว แต่เผื่อเป็นข้อมูลที่หลายท่านสนใจ จับตาดูกระทู้พันทิพ เนื้อหาผ่านเพจต่างๆ นอกจากกองทัพ IO (ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร) แล้วก็จ้างทำ advertorial (หรือ โฆษณาแฝงสอดแทรกอยู่ในบทความที่เป็นเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ) เนียนๆ ด้วย 

"เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน อยากประกาศอีกทีนะคะ ว่านี่คือเพจส่วนตัว เอาไว้โพส(บ่น)อะไรก็ได้ที่เจ้าของเพจอยากโพสต์ ไม่เคยมี rate card และไม่รับ "จ้าง" โพสให้ใครทั้งนั้น ไม่ว่าเรื่องอะไร ทุกอย่างที่โพสคือโพสเพราะอยากโพสต์ ใครจะฝากโพสต์เรื่องอีเวนท์อะไร ก็อยู่ที่เจ้าของเพจเองว่าสนใจเรื่องนั้นๆ หรือเปล่า" สฤณี ระบุ 

สำหรับการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลนั้น เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงผ่านรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่งว่า นอกจากช่องทางสื่อสารเดิมที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้ว รัฐบาลได้สร้างกลไกการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมอีก เช่น เครือข่าย ID-IA-IRChat ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงสื่อทุกประเภทของกรมประชาสัมพันธ์ ที่มีทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ กับโฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวง องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ในการตอบประเด็นปัญหาสังคมทุกเรื่อง โดยเน้นความถูกต้องทันเวลาภายใน 1 วัน หรือเร็วที่สุด โดยมีสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (สรอ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) สนับสนุนในการปฏิบัติ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงชี้แจงภายหลังการประชุมครม.วันดังกล่าวด้วยว่าว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการเปิดเผย 10 อันดับองค์กรที่ใช้งบโฆษณาสูงสุดของเดือนมิ.ย.60 ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีติดอยู่ในอันดับที่ 4 ระบุว่าใช้งบประมาณสูงถึง 129 ล้านบาทว่า ภายหลังการตรวจสอบของสำนักนายกฯ แล้วพบว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เนื่องจากการสำรวจของสื่อดังกล่าวเป็นการเก็บข้อมูลจากปลายทาง ได้แก่ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โรงหนัง อินเตอร์เน็ต บิลบอร์ด ขนส่งมวลชน ศูนย์การค้า ซึ่งนำมารายงานว่ามีหน่วยงานใดลงโฆษณาบ้าง ข้อมูลคลาดเคลื่อนกว่าเป็นจริง เพราะนำข้อมูลจากหน่วยงานบางส่วนที่แยกงบฯ ออกจากสำนักนายกแล้ว เช่น ปปส. สสส. ปปง. ปปช. ป.ป.ง.

ทั้งนี้ พล.ท.สรรเสริญระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่นายกฯ ให้แนวทางกับทุกหน่วยงานว่าให้ทุกกระทรวง ทบวง กรม เน้นประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ที่เกิดกับประชาชน และให้หันมาใช้บริการสื่อที่เป็นของรัฐเพื่อประหยัดงบประมาณ เพื่อให้งบประมาณที่มีอยู่ใช้ไปกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนให้ มาก การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ที่ขาดซึ่งผลงานย่อมไม่ได้รับความเชื่อถือ ท่านให้เน้นผลงานเป็นหลัก

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สนช. ผ่านร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนดโทษไพรมารีโหวต ตัดสิทธิทางการเมือง-จำคุก

Posted: 03 Aug 2017 02:39 AM PDT

สนช. มีมติเห็นชอบร่างกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมือง อีกครั้ง ตามร่างที่ กมธ.วิสามัญร่วม 3 ฝ่ายเสนอ เพิ่มโทษไพรมารีโหวต แต่ไม่ถึงขั้นยุบพรรค พร้อมปลดล็อคให้หัวหน้าพรรค ลงสมัคร ส.ส. ได้ ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต

3 ส.ค. 2560 เว็บข่าวรัฐสภา รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีมติแห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ... ด้วยคะแนนเสียง เห็นด้วย 205 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ซึ่งเป็นคะแนนเสียงไม่เห็นชอบไม่ถึง 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิก สนช. 249 คน (หรือไม่เกิน 167 เสียง) จึงถือว่า ที่ประชุม สนช. ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (กรรมาธิการวิสามัญร่วม 3 ฝ่าย) เสนอ หลังจากนี้จะส่งต่อไปยังนายกรัฐมนตรี ดำเนินการตาม มาตรา 81 รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป

สำหรับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง นั้น ได้ผ่านวาระ 3 จาก สนช. ไปแล้ว แต่เนื่องจากกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ได้ส่งข้อโต้แย้งเกี่ยวกับร่างกฎหมายดังกล่าว มายัง สนช. จึงทำให้ต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญร่วม 3 ฝ่าย( สนช. กกต. กรธ.) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง โดยสาระสำคัญของข้อโต้แย้ง มี 4 ประเด็นหลักคือ 1.การเลือกข้างต้นภายในพรรคเพื่อคัดสรรส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นกระบวนการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยระบบไพรมารีโหวต ยังไม่มีมาตรการจัดการหากเกิดการทุจริต 2. การกำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งลำดับ 1 ในระบบบัญชีรายชื่อเท่านั้น ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสิทธิการลงเลือกตั้งแบบแบ่งเขตของหัวหน้าพรรคการเมือง เป็นการตัดสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐานของคนที่เป็นหัวหน้าพรรค 3.การกำหนดให้จังหวัดที่ไม่ได้เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสาขาพรรคการเมือง ต้องมีสมาชิกในทุกเขตเลือกตั้งมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม จะส่งผลให้พรรคการเมืองที่ยังมีสมาชิกในเขตเลือกตั้งไม่ถึงจำนวนดังกล่าวไม่ว่าเพราะเหตุใด ไม่สามารถจัดให้สมาชิกเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นได้ ย่อมเป็นการตัดสิทธิพรรคการเมืองไม่ให้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกระทบต่อหลักการของรัฐธรรมนูญที่มุ่งหมายให้ทุกคะแนนเสียงของประชาชนมีความหมายต่อการเลือกตั้ง และ4. การกำหนดให้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกที่มีขึ้นภายหลังจากวันที่กฎหมายลูกนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งหากพรรคการเมืองจัดตั้งสาขาพรรคหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัดไว้แล้วในจังหวัดใด ให้พรรคการเมืองนั้นสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ทุกเขตในจังหวัดนั้น ทำให้พรรคใหญ่ที่มีความพร้อมมากกว่าได้เปรียบกับการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก

ขณะเดียวกัน เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานด้วยว่า สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช. คนที่ 1 ในฐานะประธานกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ชี้แจงว่า ในประเด็นที่ 1 กระบวนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา 50 และมาตรา 51 ยังไม่มีมาตรการจัดการทุจริต ในชั้นการประชุมสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด เพื่อลงคะแนนเลือกผู้รับสมัครรับเลือกตั้งทำให้กระบวนการดังกล่าวอาจมีกรณีที่เป็นไปโดยไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรมได้ โดยกมธ.ได้แก้ไขกำหนดบทลงโทษ และเพิ่มมาตรา 51/1 51/2 51/3 มาตรา 112/1 112/2 112/3 และมาตรา 51/4 แก้ไขมาตรา 52

สุรชัย กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 2 มาตรา 51(4) ที่กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในลำดับที่หนึ่ง ในบัญชีรายชื่อเท่านั้น เป็นการเลือกปฏิบัติต่อหัวหน้าพรรคโดยไม่เป็นธรรมนั้น กมธ.ได้แก้ไขให้หัวหน้าพรรคสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อโดยให้อยู่ในลำดับที่ 1 ของบัญชี อย่างไรก็ตาม ข้อโต้แย้งในประเด็นที่ 3 ว่าด้วยการกำหนดให้หาจำนวนสมาชิกพรรคให้ครบทุกเขตเลือกตั้งจึงสามารถส่งตัวผู้สมัครได้นั้น เป็นการตัดสิทธิพรรคการเมือง และประเด็นที่ 4 พรรคการเมืองขนาดใหญ่ได้เปรียบพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก อีกทั้งเป็นการเลือกปฏิบัติ นั้น กมธ.เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับข้อโต้แย้งและให้คงไว้ตามร่างเดิมที่สนช.ได้ให้ความเห็นชอบในวาระสาม

โดยสรุปในชั้นกมธ.มีการแก้ไขใหม่มาตรา 51 (4) มาตรา 52 และเพิ่มบทบัญญัติใหม่มาตรา 51/1 51/2 51/3 51/4 อีกทั้งเพิ่มบทกำหนดโทษ 112/1 112/2 112/3 ซึ่งเป็นบทลงโทษเกี่ยวกับการทุจริตในขั้นตอนคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือขั้นตอนไพรมารีโหวต โดยมาตรการที่เพิ่มขึ้นใหม่ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองแต่อย่างใด อัตราโทษที่กำหนดไว้หนักเบาตามการกระทำความผิด โดยเริ่มที่จำคุก 6 เดือนถึง 1 ปี หรือ 1ปี ถึง 10 ปีเท่านั้น" สุรชัย กล่าว

สำหรับเนื้อหาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีมติแก้ไขมาตราต่างๆ และเพิ่มบทโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน มีดังนี้ มาตรา 51/1 ให้เป็นหน้าที่หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่จะต้องดำเนินการสรรหาเป็นไปตามมาตรา 50 และมาตรา 51หรือการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส. และหากหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ไม่เกินหกเดือนและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาห้าปี ทั้งนี้ ให้ถือว่าสมาชิกของพรรคการเมืองทุกคนเป็นผู้เสียหาย

มาตรา 51/2 ห้ามจูงใจให้สมาชิกพรรคการเมืองลงคะแนนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น หรือให้งดเว้นการลงคะแนนด้วยวิธีการทุจริต หากกระทำผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสืบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้งของผู้นั้นตามมาตรา112/2

นอกจากนี้ มาตรา 51/3 ยังห้ามพรรคการเมืองหรือผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับ หรือให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อให้สมาชิกผู้ใดลงสมัครหรือไม่ ลงสมัครรับเลือก หรือเพื่อให้เสนอชื่อสมาชิกผู้ใดเข้ารับการเลือกในการสรรหาตามมาตรา 50 หรือมาตรา 51 และกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน มาตรา 112/3 ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่แต่หนึ่งปีถึงห้าปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นด้วย อย่างไรก็ตาม ในกรณีพรรคการเมืองกระทำการฝ่าฝืน ให้หัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองของพรรคการเมือง บรรดาที่รู้เห็นกับการกระทำนั้นต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง

มาตรา 51/4 กำหนดห้ามตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ยินยอมให้บุคคลใดที่มิได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองเข้าแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม หรืออกเสียงคะแนน และกำหนดโทษให้หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง หัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 51/1 หรือมาตรา 51/4 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ไม่เกินหกเดือนและปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลาห้าปี อีกทั้งให้ถือว่าสมาชิกของพรรคการเมืองทุกคนเป็นผู้เสียหาย

สำหรับมาตรา 52 ให้การดำเนินการสรรหาผู้สมัครที่พรรคมิได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ไม่กระทบต่อการรับสมัครเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการไปแล้ว แต่ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งรู้ถึงความไม่ถูกต้องนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่ต้องดำเนินการกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนต่อไป นอกจากนี้ยังมีแก้ไขมาตรา 51 (4) ให้หัวหน้าพรรคการเมืองสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขต

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เริ่มไต่สวนมูลฟ้องคดีผู้บริหาร อปท.เป็นพยานเท็จช่วย ตร.ที่ซ้อมทรมาน 'ฤทธิรงค์' ปี 52

Posted: 03 Aug 2017 01:12 AM PDT

ศาลจังหวัดปราจีนบุรีไต่สวนมูลฟ้องนัดแรก คดี ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร และบิดา ฟ้องผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนหนึ่ง กรณีเป็นพยานเท็จเพื่อช่วยกลุ่มตำรวจที่ซ้อมทรมานตนเอง เมื่อปี 2552

3 ส.ค.2560 รายงานข่าวจาะ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม แจ้งว่า เมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปราจีนบุรีออกนั่งพิจารณานัดไต่สวนมูลฟ้องคดี ที่ ฤทธิรงค์ ชื่นจิตร ในฐานะโจทก์ที่ 1 และ สมศักดิ์ ชื่นจิตร (บิดา) โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นฟ้องผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคนหนึ่ง ซึ่งได้เข้าเป็นพยานให้การเท็จต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมาน ฤทธิรงค์ ในคดีที่ ฤทธิรงค์ ร้องเรียน กล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฯ 5 คน ที่ซ้อมทรมานตน  โดยยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดปราจีนบุรี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1009/2560 ในข้อหา ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม และความผิดเกี่ยวกับเอกสาร กล่าวคือเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย  เป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย และเป็นการแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137,172 และ 267 

โดยเมื่อวันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมา ฤทธิรงค์ และ สมศักดิ์ พร้อมทนายความจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งให้ความช่วยเหลือในคดี มาศาล ฤทธิรงค์ ขึ้นเบิกความต่อศาล ตอบคำถามทนายโจทก์และคำถามค้านทนายจำเลย ได้ความว่า จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2552 ตนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกันทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้รับสารภาพในข้อหาที่ตนไม่ได้กระทำความผิด ตนได้รับความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ  ต่อมานายสมศักดิ์ ชื่นจิตร บิดา ได้พาตนเข้าแจ้งความเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว ที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี ต่อมาเรื่องดังกล่าวถูกส่งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาแล้วมีมติว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำความผิด ซึ่งเป็นการกลับความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ ที่ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงและมีความเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำความผิดตามที่ตนกล่าวหา  ด้วยเหตุดังกล่าวตนจึงได้ดำเนินการฟ้องคดีเพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตัวเอง ซึ่งศาลจังหวัดปราจีนบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งว่าคดีมีมูลและประทับรับฟ้อง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นายที่ซ้อมทรมานตนตกเป็นจำเลย

ในระหว่างสืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีดังกล่าวทนายความของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตกเป็นจำเลยได้นำเอกสารคำให้การต่อ ป.ป.ท. ของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายนี้แสดงต่อศาล ตนจึงได้ทราบว่าข้อความในคำให้การดังกล่าวเป็นความเท็จโดยมีเนื้อหาใจความว่า บาดแผลที่เกิดขึ้นตามร่างกายของตน จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 28 ม.ค.52 เป็นบาดแผลที่บิดาและตนได้สร้างขึ้นมา โดยทำร้ายร่างกายตน เพื่อกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าว ตนจึงขอยืนยันว่าข้อความดังกล่าวเป็นข้อความเท็จ เนื่องจากตนได้ถูกทำร้ายร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวจริง พร้อมทั้งมีหลักฐานทางการแพทย์ยืนยันว่าตนถูกทำร้ายร่างกายระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ไม่มีเหตุจูงใจใดๆที่บิดาของตนต้องทำร้ายร่างกายตนเพื่อสร้างหลักฐานเท็จเอาผิดเจ้าหน้าที่
 
เมื่อตนนำคดีมาฟ้องเอาผิดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซ้อมทรมานตน ศาลก็ได้มีคำสั่งว่าคดีมีมูลและรับฟ้องไว้แล้ว นอกจากนี้ตนขอแสดงเอกสารหลักฐานซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายที่ตกเป็นจำเลยได้ทำขึ้นหลังจากศาลรับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว โดยสำนึกผิดสารภาพความจริงว่าได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคนอื่นๆ ซ้อมทรมานตน พร้อมทั้งได้ขอโทษตนกับครอบครัว ทำให้บิดามารดาและตนเห็นว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายแสดงความจริงใจในความสำนึกผิด สารภาพความจริง และขอโทษแล้ว จึงให้อภัย และตนได้ถอนฟ้องสำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองนายดังกล่าวแล้ว การที่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ตนฟ้องเป็นจำเลยคดีนี้ได้ให้การ ต่อ ป.ป.ท. อันเป็นเท็จดังกล่าวส่งผลให้ ป.ป.ท. มีมติว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตนกล่าวหาไม่มีความผิด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่คดีของตน  และส่งผลให้ตนอาจตกเป็นผู้ต้องหาฐานแจ้งความเท็จ อาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดดังกล่าวเอาผิดกับตนและบิดาได้
 
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม รายงานด้วยว่า ภายหลังจาก ฤทธิรงค์ โจทก์ที่ 1 ได้เบิกความต่อศาลเสร็จแล้ว ทนายความโจทก์ได้แถลงต่อศาล ขอนำพยานขึ้นเบิกความอีก 2 ปาก แต่เนื่องด้วยหมดเวลาราชการ ศาลจึงนัดสืบพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องครั้งต่อไปในวันที่ 16 ต.คนี้ เวลา 13.30 น.
 
ฤทธิรงค์ และสมศักดิ์ ชื่นจิตร ระบุว่า การฟ้องคดีนี้ควบคู่กับไปคดีที่ฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องซ้อมทรมานฤทธิรงค์ ก็เพื่อพิสูจน์ว่ามีกระบวนการสร้างพยานเท็จขึ้นมาระหว่างที่ ฤทธิรงค์ กล่าวหาดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดที่กระทำการซ้อมทรมาน แสดงให้เห็นถึงความมีเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันนั้นมีอิทธิพลอย่างมาก อันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อประชาชนในการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรม  นอกจากพยานเท็จรายนี้แล้ว ยังมีพยานเท็จอื่นอีก 5 ราย โดย ฤทธิรงค์ และ สมศักดิ์ ได้แจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับพยานเท็จไว้แล้ว 3 ราย ส่วนอีก 2 รายได้สำนึกผิดและทำเอกสารสารภาพจริง พร้อมทั้งแสดงความขอโทษต่อ ฤทธิรงค์และครอบครัวแล้ว จึงได้ให้อภัยไม่ดำเนินคดี
 
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เผย 'มือปืน' ขู่ 'ปู พงษ์สิทธิ์' กลางผับเป็นพันจ่าอากาศเอก

Posted: 03 Aug 2017 12:37 AM PDT

ตร.ดำเนินคดี 2 ข้อหาพกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ และข่มขู่ 'พันจ่าอากาศเอก ภพไตร' หลังชักปืนใส่ 'ปู พงษ์สิทธิ์' ขณะเล่นคอนเสิร์ตที่ผับแห่งหนึ่งใน จ.อำนาจเจริญ 
 
3 ส.ค. 2560 จากกรณีมีการโพสต์คลิปและข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งว่า ใครกล้าไปเที่ยว ในเมื่อปล่อยให้มีปืนเข้ามาในผับ ดีนะที่ไม่ยิง ไม่งั้นถูกลูกหลงตายฟรี คอนเสิร์ต ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นคลิปภาพเหตุการณ์ที่ ปู พงษ์สิทธิ์ กำลังเล่นคอนเสิร์ตที่ผับแห่งหนึ่งใน จ.อำนาจเจริญ โดยระหว่างนั้นมีชายสวมเสื้อสีดำเข้ามาขอจับมือ ปู พงษ์สิทธิ์ ที่บริเวณหน้าเวที ขอจับมือได้สักพัก ชายคนดังกล่าวก็ได้ทำการชักปืนออกมาขู่ ปู พงษ์สิทธิ์ ก่อนที่ ปู พงษ์สิทธิ์ จะเดินมาที่ชายคนดังกล่าวเพื่อแย่งปืนและเกิดการจราจลขึ้น ก่อนที่จะมีคนนำตัวชายคนดังกล่าวออกไป และเสียงคนที่มาเที่ยวโห่ไล่ชายคนดังกล่าว ในคลิปหลังจากมีการนำตัวชาวคนดังกล่าวออกไปแล้ว ปู พงษ์สิทธิ์ ยังได้ร้องตะโกนบอกว่าให้ ถ่ายรูปชายคนดังกล่าวไว้ด้วย 
 
ต่อมา ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (3 ส.ค.60) พล.ต.ต.พจน์ บุญมาภาคย์ ผบก.ภ.จว.อำนาจเจริญ กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เมื่อ 'ปู พงษ์สิทธิ์' มาเล่นคอนเสิร์ตภายในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งใน อ.เมืองอำนาจเจริญ โดยจังหวะที่กำลังร้องเพลงอยู่นั้น มีแฟนเพลงเป็นชายคนหนึ่งที่อยู่ในอาการมึนเมาเดินมาหน้าเวทีและขอจับมือ แต่ 'ปู พงษ์สิทธิ์' ได้ปฏิเสธ เนื่องจากกำลังร้องเพลงอยู่ ทำให้ชายคนดังกล่าวไม่พอใจและได้ชักอาวุธปืนออกมาข่มขู่และจ่อไปที่นักร้องดัง ก่อนชายคนดังกล่าวจะถูกควบคุมตัวไว้ได้
 
พล.ต.ต.พจน์ กล่าวอีกว่า ต่อมาเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวชายคนดังกล่าวมาสอบสวนที่สภ.เมืองอำนาจเจริญ ทราบชื่อ พันจ่าอากาศเอก ภพไตร นาคสุวรรณ อายุ 48 ปี สังกัดกองทัพอากาศ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้สอบสวนและแจ้งความเอาผิดใน 2 ข้อหาคือ พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะ และข่มขู่ โดยไม่ได้ดำเนินคดีในข้อหาพยายามฆ่า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าปืนที่พันจ่าอากาศเอกภพไตรใช้ข่มขู่นักร้องดังยังไม่ได้ขึ้นลำไว้ จึงไม่ได้แจ้งเอาผิดในข้อหานี้ ล่าสุดผู้บังคับบัญชาของ พันจ่าอากาศเอกภพไตร ได้ใช้ตำแหน่งประกันตัว พันจ่าอากาศเอกภพไตรไปเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากนี้คงต้องรอสอบปากคำ 'ปู พงษ์สิทธิ์' ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง พร้อมสอบถามไปยังสถานบันเทิงด้วยว่า เหตุใดถึงปล่อยให้มีการพกพาอาวุธปืนเข้าไปได้
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น