โพสต์แนะนำ

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info ชาวตาคลีร้องทบทวนแผนสร้างรถไฟรางคู่ ปมจุดข้าม-กลับรถ ห่าง 6.5 กม. แบ่งแยกชุมชน เปอร์โตริโก: ...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

สนช.เห็นชอบ 7 ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว

Posted: 10 Aug 2017 11:57 AM PDT

ที่ประชุม สนช. ให้ความเห็นบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว 7 คน พร้อมทั้ง เห็นชอบประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน พ.ศ... เป็นกฎหมาย หวังให้ระบบการชำระเงินและบริการการชำระเงินของประเทศมีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

10 ส.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเรื่องด่วน ให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับ การเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 23/2560 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 5 เม.ย. 2560 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 25/2560 เรื่องแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 23/2560 ลงวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา พร้อมได้เสนอรายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมาด้วยแล้ว

โดยภายหลังจากการประชุมลับเพื่อพิจารณาข้อมูล ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้รับจากการตรวจสอบและการลงคะแนนลับ ผลการลงคะแนนปรากฏว่า บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 7 คน ประกอบด้วย 1. ยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ (ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน) 2. พิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ (ด้านกฎหมาย) 3. ศาสตราจารย์อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป (ด้านกฎหมาย) 4. จินดา มหัทธนวัฒน์ (ด้านบัญชี) 5. พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ (ด้านการตรวจสอบภายใน) 6. วีระยุทธ ปั้นน่วม (ด้านการเงินการคลัง) และ 7. สรรเสริญ พลเจียก (ด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน) ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

วันเดียวกัน สนช. มีมติเห็นสมควรประกาศให้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระบบการชำระเงิน พ.ศ. .... ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ใช้เป็นกฎหมาย ด้วยคะแนนเสียง 187 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด 191 คน พร้อมเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ กมธ.

วรพล โสคติยานุรักษ์ ประธาน กมธ.กล่าวว่า ภายหลัง กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว มีการแก้ไขเพิ่มเติมเป็นบางมาตรา อาทิกำหนดคำนิยาม "เงินอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า บัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ประกอบธุรกิจออกให้แก่ผู้ใช้บริการซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยมีการชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจไว้ล่วงหน้า เพื่อนำไปใช้ชำระค่าสินค้า ค่าบริการ หรือค่าอื่นใดแทนการชำระด้วยเงินสด และมีการบันทึกมูลค่าหรือจำนวนเงินที่ชำระไว้ล่วงหน้า พร้อมทั้งกำหนดห้ามไม่ให้ผู้ได้รับอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนให้ประกอบธุรกิจระบบการชำระเงินภายใต้การกำกับแต่งตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับการปลอมและแปลง ลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้อนทรัพย์ ฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ ยักยอกหรือรับของโจร ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม หรือเคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ หรือผู้ซึ่งมีอำนาจจัดการของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าว

สำหรับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้น เนื่องจากปัจจุบันการกำกับดูแลระบบการชำระเงินของสถาบันการเงินเป็นบทบาทสำคัญประการหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกอบกับได้มีการกำหนดให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแลหรือรับผิดชอบระบบการชำระเงินตามกฎหมายอื่นอีกดัวย เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูและระบบการชำระเงินและบริการการชำระเงินอย่างเป็นระบบมีความเป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล และมีการกำหนดเกณฑ์ตามมาตรฐานสากลเกี่ยวกับการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องผลทางกฎหมายที่สำคัญของการชำระเงิน ตลอดจนการให้ความคุ้มครองไม่ใช้การชำระเงินมีการยกเลิก เพิกถอน ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการหรือสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ทำให้ระบบการชำระเงินของประเทศเกิดความเสถียรภาพและความมั่นคงและดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

ที่มา เว็บไซต์วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

อธิบดีกรมป่าไม้ร่วมถกชาวบ้านอีสาน แก้ไขความเดือดร้อนจากนโยบายทวงคืนผืนป่า

Posted: 10 Aug 2017 11:47 AM PDT

อธิบดีกรมป่าไม้ประชุมร่วมประชาชนที่เดือดร้อนจากนโยบายทวงคืนผืนป่า เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา เผยประยุทธ์กำชับมาว่าการแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.30 – 15.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ ในฐานะตัวแทนรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมประชุมหารือเพื่อรับทราบข้อมูลและหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนในพื้นที่พิพาทที่ดินในเขตป่าภาคอีสาน โดยมีตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน(คปอ.) ตัวแทนเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ์สกลนคร รวมกว่า 150 คน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหา

อธิบดีกรมป่าไม้ประธานการประชุมฯ กล่าวเปิดเวทีว่า สาระสำคัญในการลงมาร่วมประชุมครั้งนี้ ได้มีการเรียกร้องจากชาวบ้านผ่านสื่อ สืบเนื่องมาจากผลกระทบคำสั่งนโยบายทวงคืนผืนป่า กรณีที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอาจเป็นข้อผิดพลาดส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน อีกทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีคำสั่งให้กรมป่าไม้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

"จึงเป็นที่มาของการประชุมเมื่อวันที่ 23 ก.ค.2560 ที่ได้ร่วมประชุมหารือเพื่อรับทราบข้อมูล และหาแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนในพื้นที่พิพาทที่ดินในเขตป่าภาคอีสาน  และยอมรับว่าปัญหาทั้ง 10 กรณี เกิดขึ้นก่อนคำสั่ง คสช.ซึ่งที่ผ่านมามีแนวทางแก้ไขปัญหามาก่อนหน้านี้เช่นกัน วันนี้จึงลงมาร่วมประชุมอีกครั้งเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาตามที่ประชาชนได้นำเสนอมาให้อย่างถูดต้อง อีกทั้งนายกรัฐมนตรี กำชับมาว่าการแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนเป็นหลัก" อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว

สรุปประเด็นการแก้ปัญหา ในการประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการทวงคืนผืนป่า โดย ชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้ประธานการประชุมฯ

ประเด็นที่ 1 (กรมป่าไม้,กรมอุทยานฯ) อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น , เลย , ป่า

สงวนแห่งชาติป่าน้ำหนาว อ.น้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์

สภาพปัญหา 1. การผนวกพื้นที่เพิ่มเติมของอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน จากพื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำหนาว

2. แนวเขตอุทยานแห่งชาติและป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนที่ท้ากินของชาวบ้าน

แนวทางการแก้ปัญหา

1. ให้ใช้แผนการบริหารจัดการทรัพยากรตามโครงการจอมป่าฯ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

2. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ และกรมป่าไม้กันพื้นที่ท้ากิน และพื้นที่อยู่อาศัยของชุมชน ออกจากพื้นที่ที่จะดำเนินการผนวกเพิ่มเติมตามแผนของอุทยานแห่งชาติภูผาม่าน

ประเด็นที่ 2 (กรมอุทยานฯ) อุทยานแห่งชาติไทรทอง อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

สภาพปัญหา

1 จากการทวงคืนฯ มีการจับกุมดำเนินคดีเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2558 (จำนวน 19 คดี)

2. ชาวบ้านเกิดความวิตกกังวลต่อ การสู้คดี

3. ชาวบ้านประสบปัญหาการเข้าใช้พื้นที่ทำกินเดิมเพราะถูกทางอุทยานฯปลูกป่าทับพื้นที่ท้ากิน

4. อุทยานฯให้ชาวบ้านยินยอมคืนพื้นที่โดยที่ชาวบ้านไม่สมัครใจ

ข้อเสนอ

1. ให้ประสานช่วยเหลือด้านคดี ถ้าพิสูจน์ว่าเป็นผู้ยากไร้จริง ตามลำดับความเร่งด่วน

2. ให้ชะลอการดำเนินการปลูกป่าทับพื้นที่ทำกิน เพื่อให้ชาวบ้านได้ทำกินต่อไปก่อนเพื่อลดผลกระทบ

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. พิจารณาดูแลให้ความเป็นธรรมตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และยึดแนวทางของค้าสั่ง คสช.ที่ 66/2557

2. ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ท้ากินแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับการจัดสรรแปลงที่ดินท้ากินจากศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดท้องที่นั้น ๆ

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามค้าสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดินทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรมและการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

4. การดำเนินการตามมาตรา 22 ตาม พรบ.อุทยานแห่งชาติ  พ.ศ.2504 ให้รอดำเนินการจนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการท้ากินของราษฎร แผนการปลูกป่าเปลี่ยนไปทำที่อื่นก่อน

5. นำเรื่องส่งเข้า คปป.จังหวัด และคณะกรรมการจังหวัด

6.เสนอให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปเป็นคณะกรรมการ PAC ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติไทรทอง

ประเด็นที่ 3 (กรมอุทยานฯ)เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าผาผึ้ง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

สภาพปัญหา

1. การประกาศทับซ้อนที่ทำกินชาวบ้าน

ข้อเสนอ

1. ให้ดำเนินการใช้แนวเขตการผ่อนปรนที่ได้รับการตรวจสอบรังวัดแล้วระหว่างเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ที่ร่วมกับประชาชนตรวจสอบมาเป็นเขตผ่อนปรน ในการแก้ปัญหาการทับซ้อน

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. แนวทางทางในการดำเนินการของภาครัฐต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตปกติของประชาชน ในระหว่างการแก้ไขปัญหาให้ยุติ ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการดำเนินการใดๆ ที่เป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ ในที่ดินของรัฐตามวิถีไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตามแต่กรณีจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป

2. ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ท้ากินแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับการจัดสรรแปลงที่ดินทำกินจากศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดท้องที่นั้น ๆ

ประเด็นที่ 4 (กรมอุทยานฯ)อุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก จ.สกลนคร จ.กาฬสินธุ์ และอุดรธานี

สภาพปัญหา

1. การประกาศเขตอุทยานทับซ้อนที่ทำกินชาวบ้าน

2. เมื่อปี 2553 มีการตรวจยึดแปลงยางพารา ของนางจันทา บังหอม และดำเนินคดีนายสาโรจน์(บุตรชาย) และภายหลังศาลมีคำสั่งยกฟ้องจากการที่นายสาโรจน์ ได้มีการแจ้งครอบครองที่ดินตามมติครม.ปี 41 จำนวน 2 ไร่ และเมื่อปี2559 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตัดฟันแปลงยางพาราจ้านวน 18 ไร่

3. มีการตรวจยึดและเตรียมตัดฟันแปลงยางพารา บ้านสมสวัสดิ์ ต.ผาสุก อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี

ข้อเสนอ

1. ให้ดำเนินการแก้ปัญหาและเยียวยาความเสียหายจากการตัดฟันยางพาราและการดำเนินคดีแปลงยางพารานางจันทาฯ และบุตรชาย

2. ให้ยึดแนวทางการแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางของคณะท้างานแก้ไขปัญหา

เครือข่ายไทบ้าน ผู้ไร้สิทธิสกลนครของจังหวัดสกลนคร

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. แนวทางทางในการดำเนินการของภาครัฐต้องไม้กระทบต่อวิถีชีวิตปกติของประชาชน ในระหว่างการแก้ไขปัญหาให้ยุติ ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการดำเนินการใดๆ ที่เป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ ในที่ดินของรัฐตามวิถีไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตามแต่กรณีจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป

2. ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ท้ากินแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับการจัดสรรแปลงที่ดินท้ากินจากศูนย์ดำรงธรรมของจังวัดท้องที่นั้น ๆ

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาค้าสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดินทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรมและการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

4. พิจารณาดูแลให้ความเป็นธรรมตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และยึดแนวทางของคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557

5.เสนอให้ตัวแทนประชาชนเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ ( PAC)

6. ใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาจากคณะกรรมการระดับต่างๆของจังหวัดที่มีอยู่

ประเด็นที่ 5 (กรมป่าไม้) ป่าสงวนแห่งชาติดงชมพูพาน -  ดงกระเฌอ อ.ภูพาน จ.สกลนคร ประกาศเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2530 เนื้อที่ 202,063 ไร่ (บ้านจัดระเบียบ)

สภาพปัญหา

1. มีการตรวจยึดจับกุมดำเนินคดี และดำเนินการตัดฟันแปลงยางพารา ของชาวบ้าน

2. มีการปลูกป่าทับที่ดินท้ากินของชาวบ้าน (ไร่มันสำปะหลัง)

3. ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปทำกินในที่ทำกินเดิมได้ตามปกติสุข

ข้อเสนอ

1. ให้ประสานสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพักโทษผู้ถูกคุมขังในคดี 7 ราย

2. ให้ประสานสำนักนายกรัฐมนตรีในการช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรมตามข้อเท็จจริงกรณีของนาย สิน เงินภักดี และนางสุรัตน์ ศรีสวัสดิ์

3. ให้ใช้แนวทางการแก้ปัญหาที่ดินทากินที่ได้เสนอผ่าน ทสจ.จังหวัดสกลนคร ถึง กรมป่าไม้

แนวทางแก้ไขปัญหา

1.พิจารณาดูแลให้ความเป็นธรรมตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และยึดแนวทางของคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557

2. ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ทำกินแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับการจัดสรรแปลงที่ดินท้ากินจากศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดท้องที่นั้น ๆ

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดินทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรมและการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

4. ให้ใช้แนวทางการแก้ปัญหาที่ดินทำกินตามที่คณะทำงานได้เสนอผ่าน ทสจ. สกลนคร ถึงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

5. ใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาจากคณะกรรมการระดับต่าง ๆของจังหวัดที่มีอยู่

ประเด็นที่ 6 (กรมป่าไม้) ป่าสงวนแห่งชาติภูพาน อ.สามชัย จ.กาฬสินธุ์ ประกาศเมื่อ 2 พฤษภาคม

2511 พื้นที่ 214,843 ไร่

สภาพปัญหา

1. กรณีการตัดยางพาราของไพวัลย์ เทบำรุง บุตรชายนายสมหมาย เทบำรุง เป็นคดีเมื่อปี 2547 และคดีได้ยุติเมื่อปี 2549 ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี โทษจำคุกให้รอลงอาญา และให้จำเลยทั้งบริวาร ผู้รับจ้าง ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ และเมื่อวันพุธที่ 29 ตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวของตามแผนยุทธการอาชาพิทักษ์ไพร ได้เข้ามาดำเนินการตัดยางพารา ของนายสมหมาย เทบำรุง พร้อมพวกรวม 4 คน จำนวน 37 ไร่ จำนวน 2,115 ต้น

2. มีการติดประกาศไม่ให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน ตามมาตรา 25

3. มีการดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2546 และคดีเป็นที่สิ้นสุดแล้วในปี พ.ศ.2549 และท้องถิ่นได้เก็บภาษี ภบท. 5มาโดยตลอด ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 มีการตัดฟันยางพารา 1 ราย และติดป้ายประกาศไม่ให้เข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินจ้านวน 4 ราย

4. ถูกทำลายทรัพย์สินและอาสิน 5 ราย

5. ไม่สามารถเข้าไปทำกินในที่ทำกินเดิมได้ตามปกติสุข

ข้อเสนอ

1. ช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ถูกตัดฟัน

2. ยุติการตัดฟันในแปลงยางพาราของราษฎรทั้ง 4 ราย

3. ให้ชาวบ้านได้ทำกินต่อไป

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. แนวทางทางในการดำเนินการของภาครัฐต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตปกติของประชาชน ในระหว่างการแก้ไขปัญหาให้ยุติ ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชะลอการดำเนินการใดๆ ที่เป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ ในที่ดินของรัฐตามวิถีไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตามแต่กรณีจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป

2.พิจารณาดูแลให้ความเป็นธรรมตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมและยึดแนวทางของคำสั่ง คสช.ที่ 66/2557

3. ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ท้ากินแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับ

การจัดสรรแปลงที่ดินทำกินจากศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดท้องที่นั้น ๆ

4. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดินทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรมและการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

5. การดำเนินการตามมาตรา 25 ตาม พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ให้รอดำเนินการจนกว่ากระบวนการยุติธรรมจะสิ้นสุด ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการท้ากินของราษฎร

ประเด็นที่ 7 (กรมป่าไม้) ป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ต.ห้วยยาง อ.คอน

สาร จ.ชัยภูมิ ประกาศเมื่อ 12 มิถุนายน 2516 เนื้อที่ 290,000 ไร่

 สภาพปัญหา

1. มีการปลูกสร้างสวนป่าทับที่ดินทำกิน ตั้งแต่ปี 2528 จำนวน b394 ราย

ข้อเสนอ

1. ให้ช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการปลูกสร้างสวนป่าและถูกผลักดันให้อพยพจาก

ที่ดินเดิม

2. ให้มีการคัดแยกราษฎรจากจำนวน 394 ราย ที่ได้รับความเดือดร้อนเพื่อดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาเป็น

ลำดับแรก

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามค้าสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดิน

ทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรม และการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

ประเด็นที่ 8 (กรมป่าไม้) ป่าจำแนกตามมติคณะรัฐมนตรี ป่าเตรียมการฯหมายเลข 10 แปลง 10 ต.ถ้ำวัวแดง อ.หนองบัวแดง จ. ชัยภูมิ

สภาพปัญหา

1. มีความไม่ชัดเจนในการจำแนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน

2. ชาวบ้านไม่สามารถเข้าทำกินในที่ดินได้ตามปกติสุข

ข้อเสนอ

1. ให้จำแนกและสอบสวนสิทธิผู้มีคุณสมบัติให้สามารถทำกินในพื้นที่ทำกินเดิมได้

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. กรมป่าไม้อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจเพื่อจำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ประเด็นที่ 9 (กรมป่าไม้) สวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ – ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ประกาศเมื่อ 12 มิ.ย. 2516 เนื้อที่ 290,000 ไร่

สภาพปัญหา

หน่วยงานรัฐเข้ามาดำเนินการโครงการหมู่บ้านรักษ์ป่าประชารักษ์สัตว์ เมื่อปี 2528 ปลูกสร้างสวนป่าทับที่ทำกินของราษฎร (จำนวน 36 ราย 850 ไร่)

ข้อเสนอ

1. ให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ทำกินในพื้นที่ 850 ไร่ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน ซึ่งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ได้มีมติรับรองแล้ว เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ทำกินแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับการจัดสรรแปลงที่ดินท้ากินจากศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดท้องที่นั้น ๆ

2. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาคำสั่งส้ำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดินทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรม และการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

3. ให้ยึดแนวทางตามแผนการจัดการที่ดินฯ

ประเด็นที่ 10 (อ.อ.ป.) ป่าสงวนแห่งชาติป่าภูซำผักหนาม ประกาศเมื่อ 12

มิ.ย. 2516 เนื้อที่ 290,000 ไร่ - สวนป่าคอนสาร ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

สภาพปัญหา

1. มีการปลูกสร้างสวนป่าทับที่ดินทำกินของราษฎร เมื่อ พ.ศ. 2521

2. ราษฎรที่กลับเข้าไปทำกินในที่ดินทำกินเดิมเมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2552 ถูกดำเนินคดี (31 ราย) คดีแพ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ข้อเสนอ

1. ให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์ทำกินในพื้นที่เดิม ตามแนวทางคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 216/2557

เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรโดยชุมชน ซึ่งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่า ได้มีมติรับรองแล้วเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2560

2. ในกรณีผู้ถูกดำเนินคดี ให้ยึดแนวทางตามข้อตกลงเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2554 ที่ระบุว่า

1) จะไม่เร่งรัดบังคับคดี

2) เห็นชอบในการจัดหาที่ทำกิน 1500 ไร่ ให้ราษฎรผู้เดือดร้อน

3) แก้ไขข้อกำหนดในการใช้ประโยชน์สวนป่าของ อ.อ.ป. ให้เป็นที่ยอมรับด้วยกัน

แนวทางแก้ไขปัญหา

1. พิจารณาดูแลให้ความเป็นธรรมตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม และยึดแนวทางของคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557

2. ให้ราษฎรที่เดือดร้อนเรื่องที่ท้ากินแจ้งความประสงค์ที่จะขอรับการจัดสรรแปลงที่ดินท้ากินจากศูนย์ดำรงธรรมของจังหวัดท้องที่นั้น ๆ

3. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตาค้าสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 216/2557 เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ตามแผนการจัดการที่ดินทรัพยากรโดยชุมชน เพื่อพิจารณาช่วยเหลือด้านกระบวนการยุติธรรม และการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'จัดหางาน' แจ้งจับผู้โฆษณานำเข้าแรงงานข้ามชาติมาทำงาน โดยไม่ได้รับอนุญาตทางไลน์

Posted: 10 Aug 2017 11:33 AM PDT

'จัดหางาน'แจ้งความดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ข้อหาโฆษณานำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับ ไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หลังพบแอบอ้างโฆษณาผ่านไลน์

 

10 ส.ค.2560 รายงานข่าวจาก กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน แจ้งว่า วรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้แจ้งความดำเนินคดีผู้ฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 กรณีมีการโฆษณาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ข้อความ "โปรแรง 'MOU' กัมพูชา !! มีแค่..พาสปอร์ตท่องเที่ยวเอามาทำใบอนุญาตทำงาน...ให้ถูกต้องได้"โดยมีการเชิญชวนนายจ้างและสถานประกอบการให้ทำ MOU แรงงานสัญชาติกัมพูชา เสียค่าใช้จ่ายเพียง 15,900 บาทต่อคน ซึ่งจากการสืบสวนและตรวจสอบของเจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางานพบว่าการโฆษณาดังกล่าวนั้น ผู้โฆษณาไม่ได้เป็นผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศแต่อย่างใด ซึ่งฝ่าฝืนมาตรา 25 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ข้อหา "ห้ามผู้ใดโฆษณานำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ เว้นแต่เป็นผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงาน" มีโทษตามมาตรา 104 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กรมการจัดหางาน ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลดินแดงแล้ว

วรานนท์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 33/2560 ลงวันที่ 4 ก.ค. 2560 ผ่อนผันบทกำหนดโทษ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ใน 4 มาตรา คือ 101 102 119 และ 122 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ดังนั้น ความผิดตามมาตราอื่นๆ ที่ พ.ร.ก.กำหนด จะมีผลบังคับใช้ทันที ซึ่งหากผู้ใดกระทำการฝ่าฝืนจะต้องบังคับใช้อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือได้รับความเดือดร้อนต้องสูญเสียเงินให้กับการโฆษณาในครั้งนี้ สามารถร้องทุกข์ได้ที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน โทร. 0 2248 4792 ,0 2245 6763 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1694 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'กรรมสนองโกง' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน คว้ารางวัลสื่อปลอดภัยสร้างสรรค์

Posted: 10 Aug 2017 11:26 AM PDT

สนง.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มอบรางวัล ให้ 'กรรมสนองโกง' ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ มีเนื้อหาปลุกจิตสำนึกให้คนเห็นโทษของการทุจริตคอร์รัปชัน 

10 ส.ค. 2560 รายงานข่าวจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) แจ้งว่า วันนี้ (10 ส.ค.60) สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดพิธีมอบเกียรติบัตร และโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในงาน "รวมพลังสื่อสร้างสรรค์สังคมไทย" ซึ่งหนึ่งในองค์กรที่ได้รับโล่มี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ร่วมอยู่ด้วย โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ

ทั้งนี้เพื่อผนึกกำลังประกาศเจตนารมณ์ร่วมพัฒนาสื่อสร้างสรรค์สังคมไทย เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็นในการพัฒนาการผลิตสื่อสร้างสรรค์ และการใช้สื่อเพื่อการส่งเสริมอาชีพ โดยกิจกรรมในงานประกอบด้วย การจัดนิทรรศการและการแสดงผลงานด้านสื่อสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ จากภาคีเครือข่าย พร้อมมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติผลงานสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จำนวน 26 ผลงาน และมอบเกียรติบัตรผู้ที่ได้รับการเสนอผล จำนวน 79 ผลงาน เป็นการจุดประกายให้ทุกภาคส่วนมุ่งมั่น และตั้งใจร่วมกันสร้างสรรค์สื่อที่ดีเพื่อสังคมไทย

โดย ผลงาน "กรรมสนองโกง ชุดเงินบาป" ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ มีเนื้อหาปลุกจิตสำนึกให้คนเห็นโทษของการทุจริตคอร์รัปชัน โดยนำเสนอภายใต้คอนเซ็ปท์ "กรรมสนองโกง" ที่แสดงให้เห็นผลของการคอร์รัปชันว่าไม่เพียงแต่มีผลต่อตัวเอง แต่ยังมีผลไปยังครอบครัว เป็นหนึ่งในผลงานสื่อดีมีคุณภาพ ที่ได้รับรางวัล ถือเป็นกำลังใจให้คนทำงานสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

14 องค์กรจี้ รบ.รื้อ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว เหตุขัดรัฐธรรมนูญ ม.77

Posted: 10 Aug 2017 10:48 AM PDT

14 องค์กร จี้รัฐบาลรื้อ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว เหตุขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ขาดการมีส่วนร่วม เนื้อหาไร้ประสิทธิภาพ ไม่คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงอย่างแท้จริง แถมให้อำนาจ พม.มากเกินไป


10 ส.ค. 2560 รายงานข่าวแจ้งว่าวันนี้ (10 ส.ค. 2560) เวลา 09.00น.ที่โรงแรมเอเชีย กรุงเทพฯ  เครือข่ายองค์กรป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งประกอบด้วย องค์กรด้านผู้หญิง เด็ก และครอบครัว รวม 14 องค์กร จัดเวทีเสวนา "รื้อ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว: เสียงจากผู้ถูกกระทำและภาคสังคม" เพื่อผลักดันให้มีการปรับปรุงร่างกฎหมายดังกล่าว ให้มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวอย่างแท้จริง

อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า ตามที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้จัดทำร่างพ.ร.บ. คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัว พ.ศ…. เพื่อใช้แทน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน เครือข่ายที่ทำงานด้านผู้หญิง เด็ก และครอบครัว มองว่าร่างที่จัดทำขึ้นใหม่ยังขาดความชัดเจน เพราะมีการบรรจุเนื้อหาเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัวแทรกเข้ามาใน พ.ร.บ. คุ้มครองสวัสดิภาพผู้ถูกกระทำความรุนแรง ซึ่งงานสองด้านนี้มีความแตกต่างกันในเชิงหลักการและกระบวนการทำงาน เช่น การทำร้ายด้วยความรุนแรงเป็นความผิดทางอาญา กฎหมายที่จะออกมาจึงต้องให้ความสำคัญกับการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกระทำเป็นหลักไม่ใช่การไกล่เกลี่ย ประนีประนอม และไม่สั่งลงโทษ เพราะจะทำให้ผู้ที่ใช้ความรุนแรงกลับมากระทำซ้ำได้อีก ขณะที่ผู้ถูกกระทำอาจไม่ได้รับความเป็นธรรม ขัดต่อ"อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ" ของสหประชาชาติ ที่รัฐบาลไทยก็เป็นภาคีอยู่ นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังไม่คุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงเท่าที่ควร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง แต่ให้ความสำคัญกับบุตรเป็นหลัก อีกทั้งมีเนื้อหาบางส่วนที่หมิ่นเหม่ต่อการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว และกลไกการทำงานตามร่าง พ.ร.บ.ไม่มีความชัดเจน ขึ้นกับการตีความของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง 

"ขอส่งเสียงไปยังรัฐบาลให้ยับยั้งร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วนำกลับมาทบทวนและปรับปรุงเนื้อหา เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถคุ้มครองผู้ประสบปัญหาได้จริง และไม่มีความชัดเจนในทางปฏิบัติ อีกทั้งยังขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ระบุว่าการออกกฎหมายใหม่ต้องมีกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและทั่วถึง" อุษา กล่าว

ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงฯ สมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสวัสดิภาพบุคคลในครอบครัวฉบับนี้ เกิดจากเจตนาดีที่จะปรับปรุงกฎหมายคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เนื้อหาของร่างที่ออกมายังมีจุดที่ต้องปรับปรุงหลายประการ ทั้งในแง่หลักการที่ไม่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิและอำนวยความยุติธรรมให้กับผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจนเพียงพอ นอกจากนี้ การออกแบบกลไกการทำงานตามร่าง พ.ร.บ. นี้ แทนที่จะส่งเสริมให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้อำนาจหน้าที่กับแต่ละหน่วยงานได้แสดงบทบาทตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ กลับรวมศูนย์การทำงานไว้ที่หน่วยงานของกระทรวง พม. มากเกินไป ในขณะที่กระทรวง พม. เองก็ยังไม่ได้พิสูจน์ให้สังคมเห็นว่ากระทรวงมีบุคลากรที่มีศักยภาพที่จะรับภาระงานดังกล่าวอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความกังวลว่างานช่วยเหลือคุ้มครองผู้ประสบปัญหาความรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน จะประสบปัญหาระบบงานที่เป็นคอขวด โดยงานจะไปกระจุกตัวอยู่ที่หน่วยงานของกระทรวง พม. ทำให้การทำงานล่าช้าและไม่มีประสิทธิภาพ 

"ขณะนี้ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ทำให้องค์กรที่ทำงานแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวจากภาคประชาสังคม และหน่วยงานของรัฐบางส่วน เกิดความกังวลว่า ถ้าปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ. นี้ผ่านออกมาในลักษณะที่เป็นอยู่ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวของประเทศไทยจะลดลงกว่าเดิม" ดร.วราภรณ์ กล่าว 

ฐานิชชา ลิ้มพานิช  ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ตอบสนองความเป็นจริงของครอบครัวในสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป แต่กลับให้ความสำคัญกับองค์ประกอบของความเป็นครอบครัวที่ต้องมีพ่อแม่ ลูก และเน้นเรื่องการจดทะเบียนสมรสและการหย่า ขณะที่แนวทางการส่งเสริมครอบครัวในร่างฉบับนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน หากรัฐบาลจะออกกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะประเทศไทยยังไม่เคยมีกฎหมายลักษณะนี้มาก่อน แต่เนื้อหาของกฎหมายควรเน้นที่การส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของครอบครัว ตลอดจนมาตรการในการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ของครอบครัว การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ครอบครัวมีความสามารถในการดูแลสมาชิกครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพ การจัดบริการพื้นฐานที่ครอบครัวควรได้รับ รวมถึงการดูแลและคุ้มครองครอบครัวที่อยู่ในสภาวะยากลำบากด้วย ส่วนกลไกการทำงานต้องมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ เช่นภาครัฐมีหน้าที่ออกกฎหมายคุ้มครอง และสนับสนุนงบประมาณ ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคมเป็นฝ่ายลงมือปฏิบัติการในการส่งเสริมและพัฒนาครอบครัว เป็นต้น 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วัฒนา เข้าพบตร.ลงบันทึกประจำวันเพิ่มเติมปมโพสต์ยุยงให้กำลังใจ 'ยิ่งลักษณ์'

Posted: 10 Aug 2017 06:56 AM PDT

วัฒนา เมืองสุข พบพนักงานสอบสวน ปอท.ลงบันทึกประจำวันเพิ่มเติมกรณีโพสต์ยุยงให้กำลังใจ 'ยิ่งลักษณ์' เชื่อเป็นกระบวนการหวังนำตัวไปศาลขอฝากขัง ชี้หมดอำนาจควบคุมตัวตั้งแต่ 7 ส.ค.แล้ว

10 ส.ค. 2560 สำนักข่าวไทย รายงานว่า วันนี้ (10 ส.ค.60) วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ ปอท. เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังได้รับการประสานให้มาพบเพื่อลงบันทึกประจำวันเพิ่มเติม กรณีโพสต์ให้กำลัง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งถูกแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่น และผิดพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์     

วัฒนา กล่าวว่า เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้เข้ารับทราบข้อหา โดยให้การปฏิเสธ ซึ่งพนักงานสอบสวน ปอท.ไม่ได้ควบคุมตัว  ถือว่า ตามกฎหมายหมดอำนาจการควบคุมตัวไปแล้ว ส่วนตัวมองว่า กระบวนการตามกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว วันนี้(10 ส.ค.)หลังลงบันทึกประจำวัน และตำรวจจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดาฯ ก็ไม่ขัดข้องหรือกังวล แต่จะฟ้องร้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ในข้อหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  และจะร้องคัดค้านการฝากขัง เนื่องจากถือว่า พนักงานสอบสวนหมดอำนาจควบคุมตัว พร้อมมองว่ามีเจตนาไม่ต้องการให้ตนแสดงความเห็นตามช่องทางต่างๆ  

สำนักข่าวไทย รายงานด้วยว่า หลังลงบันทึกประจำวัน พนักงานสอบสวนพยายามคุมตัววัฒนาไปฝากขังที่ศาลอาญา แต่วัฒนาปฏิเสธ เพราะหมดอำนาจการควบคุมตัวโดยเดินทางกลับทันที  พร้อมยืนยันจะยังแสดงความคิดเห็นตามสิทธิเหมือนเดิม

ก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน วัฒนา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในลักษณะสาธารณะด้วยว่า ตามกฎหมายพนักงานสอบสวน ไม่มีอำนาจที่จะควบคุมตัวตน เนื่องจากตนได้มาพบพนักงานสอบสวนด้วยตนเองและการสอบสวนตนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว กล่าวคือ แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ผมให้การปฏิเสธแล้ว และพิมพ์ลายนิ้วมือเรียบร้อยและอนุญาตให้ตนเดินทางกลับแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องควบคุมตัวผมจึงหมดลง อีกทั้งทุกคดีก่อนหน้าก็ปฏิบัติเช่นนี้ ล่าสุดคือคดีของ ประวิตร โรจนพฤกษ์ อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวน เห็นว่ามีความจำเป็นที่จะให้ศาลออกหมายขังตนก็จะต้องดำเนินการโดยทันทีแต่ต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง นับจากครั้งแรกที่ผมเดินทางมาพบ ดังนั้น หากจะนำตัวตนไปศาลก็คือการเลือกปฏิบัติและใช้อำนาจบังคับที่ตนไม่อาจขัดขืนได้

"ผู้ใหญ่หลายท่านขอให้ผมเลื่อนการมาพบพนักงานสอบสวนออกไปก่อน แต่ผมเห็นว่าผมไม่ผิดและทำตามกฎหมาย ผมย่อมได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย เหตุการณ์ที่จะเกิดกับผมจะเป็นบทพิสูจน์คำพูดของพลเอกประยุทธ์ที่ขอให้ทุกคนเคารพกฎหมาย ซึ่งต้องหมายถึงรัฐด้วยไม่ใช่แค่ประชาชนเท่านั้นที่ต้องเคารพ ส่วนใครก็ตามที่ใช้อำนาจบังคับเอาตัวผมไปศาล นอกจากจะเป็นการหน่วงเหนี่ยว กักขังแล้วยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ซึ่งผมจะฟ้องและดำเนินคดีกับทุกคนเพื่อปกป้องสิทธิของผมอย่างแน่นอน ดังนั้น หากผมไม่ได้ออกจาก บก. ปอท. ก่อน 12.00 น. ก็แปลว่าผมถูกบังคับให้ไปศาล ใครอยากเจอผมก็ไปที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งผมเชื่อว่าผมจะได้รับความเป็นธรรมและการคุ้มครองจากศาล" วัฒนา โพสต์ก่อนเข้าพบพนักงานสอบสวน

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เฟซบุ๊กเปิดตัว Watch หน้ารวมวิดีโอ

Posted: 10 Aug 2017 04:30 AM PDT

เฟซบุ๊กเปิดตัว Watch แท็บรวมวิดีโอที่น่าสนใจเพื่อให้ผู้ใช้กดดูได้ง่าย พร้อมทั้งให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตรายการบางรายจูงใจให้สร้างรายการในนี้

10 ส.ค. 2560 เว็บไซต์ Blognone รายงานว่า เฟซบุ๊ก (Facebook) เปิดตัว Watch แท็บรวมวิดีโอที่น่าสนใจเพื่อให้ผู้ใช้กดดูได้ง่ายๆ โดยไม่จำเป็นต้องรู้จักหรือติดตามเพจนั้นมาก่อน ในแท็บนี้จะมีทั้งวิดีโอไลฟ์จากคนดัง รายการสนทนา ซีรีส์ รวมถึงการถ่ายทอดสดกีฬาด้วย

Blognone รายงานเพิ่มเติมว่า รูปแบบการคัดเลือกวิดีโอมายัง Watch คล้ายกับ YouTube แต่เพิ่มมิติเชิงโซเชียลเข้ามา เช่น วิดีโอที่คนพูดถึงเยอะที่สุด (Most Talked About) วิดีโอที่เพื่อนของคุณกำลังชมอยู่ หรือ วิดีโอตลกที่คนกด Haha เป็นจำนวนมาก แถมยังมีระบบติดตาม (watchlist) เพื่อให้เราติดตามรายการที่สนใจ เซฟเก็บไว้ดูทีหลังได้

แท็บ Watch จะใช้ได้บน Facebook ทุกเวอร์ชัน ไม่ว่าจะเป็นเว็บ แอพ รวมไปถึงแอพ Facebook บนทีวีด้วย เพียงแต่ตอนนี้ยังเปิดใช้งานเฉพาะในสหรัฐเท่านั้น

นอกจากนี้ Facebook ยังเปิดให้สร้างแฟนเพจแบบใหม่ที่เรียกว่า Show Pages สำหรับรายการเป็นตอนๆ โดยเฉพาะ ผู้ใช้สามารถกดติดตาม เพื่อรับการแจ้งเตือนหลังมีตอนใหม่ออกด้วย

Facebook ระบุว่าให้เงินอุดหนุนผู้ผลิตรายการบางคน เพื่อจูงใจให้สร้างรายการบน Facebook ตัวอย่างคือรายการ Returning the Favor ของ Mike Rowe

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เนติวิทย์ โดน 2 ข้อหา ใช้สถานที่โดยไม่รับอนุญาต และแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

Posted: 10 Aug 2017 03:09 AM PDT

ตั้ง กก.สอบ เนติวิทย์ 2 ข้อหา ใช้สถานที่ราชการในการจัดประชุมโดยไม่รับอนุญาต และแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ด้านจุฬาฯ ยันไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุความไม่เรียบร้อยในการจัดพิธีถวายสัตย์ฯ ตั้ง กก.สอบจรรยาบรรณของอาจารย์ผู้ปรากฏเป็นข่าวแล้ว  

10 ส.ค.2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานสภานิสิตจุฬาฯ ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก 'Netiwit Chotiphatphaisal' ซึ่งเป็นจดหมายเรื่องแจ้งสิทธิตามกฎหมายปกครอง จาก รศ.ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดี 

ภาพเหตุการณ์

เนติวิทย์ ระบุว่า เพื่อนๆคนอื่นโดนข้อหาเดียว ส่วนตนโดนสองข้อกล่าวหา นั่นคือ 1. ใช้สถานที่ราชการในการจัดประชุมโดยไม่รับอนุญาต จากการที่ตนทำประชาพิจารณ์ (Public Hearing) รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้าสวนหลวงสแควร์  และ 2. แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมโดยเจตนาเดินออกจากแถวขณะประกอบพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จดหมายดังกล่าวระบุถึงสิทธิในการคัดค้านกรรมการ โดยให้แจ้งการคัดค้านพร้อมเอกสารต่อคณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิต ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าว 
 
นอกจากนี้ วันเดียวกัน เว็บไซต์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ความคืบหน้าการดำเนินการในกรณีความไม่เรียบร้อยจากพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯ ว่า จุฬา ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุการณ์ความไม่เรียบร้อยที่เกิดขึ้นในการจัดพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนเป็นนิสิตจุฬาฯของนิสิตชั้นปีที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา

ล่าสุด ทางสภาคณาจารย์ได้รับมอบหมายจากอธิการบดีให้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและประมวลข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจรรยาบรรณของอาจารย์ผู้ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อนิสิตในเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ทางสภาคณาจารย์มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 ในการกำกับดูแลด้านจรรยาบรรณของคณาจารย์และดำเนินการใดๆเพื่อรักษาและผดุงเกียรติของคณาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เว็บไซต์จุฬาฯ ระบุอีกว่า ขณะเดียวกัน คณะกรรมการส่งเสริมวินัยนิสิตในฝ่ายกิจการนิสิตซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมและกำกับดูแลให้นิสิตประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรมและวัฒนธรรมอันดีของไทยตลอดจนสอบสวนและกำหนดบทลงโทษนิสิตที่ประพฤติปฏิบัติตนฝ่าฝืนกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศของมหาวิทยาลัย ได้มีการประชุมกันเพื่อเริ่มการสืบสวนและประมวลข้อเท็จจริงในส่วนของกลุ่มนิสิตที่มีความเกี่ยวข้องจากเหตุการณ์เดียวกันแล้ว ทั้งนี้ คณะกรรมการทั้งสองชุดมีการดำเนินงานที่เป็นอิสระ โปร่งใส และยึดโยงกับกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ และระเบียบที่เกี่ยวข้องของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

สมาคมนักข่าวฯ ร้องยุติคุกคามสื่อ หลังนักข่าวอิศราถูกแจ้งข้อหาบุกรุก

Posted: 10 Aug 2017 02:38 AM PDT

ฝ่ายสิทธิฯ สมาคมนักข่าวฯ ร้องยุติคุกคามสื่อ หลังนักข่าวอิศราถูกแจ้งจับข้อหาบุกรุก เหตุลงพื้นที่ทำข่าวตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ 

10 ส.ค.2560 ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง หยุดคุกคามการปฏิบัติหน้าที่ของผู้สื่อข่าว โดยแถลงการณ์ ระบุถึงกรณี ณัฐพร วีระนันท์ ผู้สื่อข่าว สำนักข่าวอิศราได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลเรื่องหอพัก ที่ หจก.สมถวิล เรียลเอสเตรท ตั้งอยู่ในซอยพหลโยธิน 32 ถ.รัชดาภิเษก เขตจตุจักร กทม. ในช่วงบ่ายของวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับหอพัก ในการตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และน้องชาย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม หลังถูก คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน ทั้งนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรายงานข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนและรอบด้านตามหลักวิชาชีพ

แถลงการณ์ระบุอีกว่า จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นอาคารที่พักอาศัยให้เช่า ชื่อ "เก๋ไก๋ อพาร์ตเมนต์" โดยผู้สื่อข่าวได้แสดงตนและขอสัมภาษณ์ สมถวิล ไม่ทราบนามสกุล เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงในการทำธุรกิจ ปรากฏว่าในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวผู้สื่อข่าวมาที่ สน.พหลโยธิน พร้อมกับแจ้งข้อหาบุกรุกสถานที่และยึดโทรศัพท์มือถือไว้ โดยให้พิมพ์ลายนิ้วมือ ทำประวัติอาชญากร และควบคุมตัวไว้ในห้องขัง ก่อนที่จะให้ประกันตัวในวงเงิน 15,000 บาท

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีลักษณะเป็นการใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่คุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนซึ่งได้ปฏิบัติตามหน้าที่ ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ได้แสดงตนและสังกัดชัดเจน โดยขอสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อมูลในประเด็นที่เป็นข่าว ไม่ได้เข้าไปในจุดห้ามเข้า ไม่ได้ทำลายเครื่องกีดขวาง หรือรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์หรือประสงค์ต่อทรัพย์อันเป็นองค์ประกอบความผิดฐานบุกรุกแต่อย่างใด ขณะที่คนดูแลอาคารดังกล่าวได้แจ้งว่าให้รอในพื้นที่ก่อน ผู้สื่อข่าวจึงได้รอในบริเวณนั้น ซึ่งต่อมาตำรวจ สน.พหลโยธิน ได้เชิญตัวไปที่โรงพักพร้อมกับมีการแจ้งความข้อหาบุกรุกสถานที่

ฝ่ายสิทธิฯ สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่า กรณีผู้สื่อข่าวเข้าไปสอบถามผู้ดูแลสถานที่ซึ่งเปิดให้คนทั่วไปมาเช่าพัก ไม่ใช่การกระทำความผิดฐานบุกรุก ดังนั้นการตั้งข้อหานี้จึงไม่มีความชอบธรรมและเป็นการกระทำเพื่อขัดขวางการประกอบวิชาชีพของผู้สื่อข่าวโดยใช้กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นเป็นเครื่องมือ

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีอำนาจในการยึดโทรศัพท์ของผู้สื่อข่าวเพื่อดูข้อมูลภายในยังเป็นการละเมิดสิทธิ และเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่กลั่นแกล้ง ยัดข้อหาให้กับผู้สื่อข่าว อีกทั้งการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งความดำเนินคดี ทั้งที่ไม่มีความชัดเจนในความผิด และบีบบังคับให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปในที่คุมขัง ถือเป็นพฤติการณ์กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำให้สูญเสียเสรีภาพ หรือปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ยังเป็นการคุกคามการทำหน้าที่สื่อมวลชน           

ฝ่ายสิทธิฯ สมาคมนักข่าวฯ เห็นว่า ปัจจุบันรัฐบาลกำลังเดินหน้าปฏิรูปตำรวจเพื่อให้ตำรวจเป็นของประชาชน ไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งผู้หนึ่งผู้ใด  แต่สิ่งที่เกิดขึ้น หรือกรณีก่อนหน้านี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจออกหมายเรียก ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที พิธีกรรายการ "สภากาแฟ สภาประชาชน" ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม นิวส์วัน (เอเอสทีวี) ที่ตรวจสอบการนำเสนอข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ เพื่อหวังปิดปากสื่อไม่ให้ทำหน้าที่รายงานข้อเท็จจริงไปสู่สังคม ซึ่งมิควรเกิดขึ้นแล้วในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจักต้องผดุงความยุติธรรมให้กับสังคม มิใช่ถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ     

"ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยุติการสอบสวนคดีที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และมีลักษณะเป็นการรับใช้ผู้มีอำนาจในคดีนี้โดยพลัน" ฝ่ายสิทธิฯ สมาคมนักข่าวฯ ระบุตอนท้าย

 

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม : ข้อเท็จจริงกรณีผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศราถูกแจ้งจับข้อหาบุกรุก โดย กองบรรณาธิการสำนักข่าวอิศรา

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

วิษณุ ชี้พรรคการเมืองยังเคลื่อนไหวไม่ได้ ต้องถาม พล.อ.ประวิตร จะปลดล็อคพรรคการเมืองช่วงเวลาไหน

Posted: 10 Aug 2017 02:26 AM PDT

รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันกฎหมายลูกพรรคการเมืองประกาศใช้ ไม่เกี่ยวกับปลดล็อคพรรคการเมือง ชี้ต้องถาม พล.อ.ประวิตร เรื่องกรอบเวลาปลดล็อคพรรคการเมือง ด้านประธาน สนช. ระบุเข้าใจว่าการห้ามพรรคฯ ทำกิจกรรมทางเมืองเป็นไปเพื่อความราบรื่นของสถานการณ์บ้านเมือง

แฟ้มภาพทำเนียบรัฐบาล

10 ส.ค. 2560 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการปลดล็อคคำสั่งต่างๆ ของ คสช. ที่เกี่ยวข้องกับการห้ามพรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองว่า แม้จะมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองในเร็ว ๆ นี้ แต่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับการปลดล็อคพรรคการเมือง เพราะร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง เป็นเรื่องการจัดตั้งพรรคและกฎเกณฑ์พรรคการเมืองอื่น ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว หรือการทำกิจกรรมของพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องการปลดล็อคพรรคการเมือง ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเท่านั้น

เป็นไปในทางเดียวกันกับ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ว่าได้ลงนามส่งร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ผ่านการพิจารณาของที่ประชุมสนช. ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเข้าสู่กระบวนการนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว และหลังจากที่ร่าง พ.ร.ป.ดังกล่าวประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว หัวหน้า คสช. จะยกเลิกประกาศหรือคำสั่งที่ห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองทันทีหรือไม่ ยังไม่ทราบ เพราะเข้าใจว่าประกาศหรือคำสั่งของคสช. เรื่องห้ามทำกิจกรรมการเมืองนั้นเพื่อรักษาความราบรื่นของสถานการณ์บ้านเมือง

ที่มาจาก: สำนักข่าวไทย , ไทยรัฐออนไลน์

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'นักวิชาการใต้' จี้ คสช. เลิกคำสั่งเปิดช่องตั้งคนนอกเป็นผู้บริการมหา’ลัย ทันที

Posted: 10 Aug 2017 01:43 AM PDT

เครือข่ายนักวิชาการเพือสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ชี้ปม 'ประยุทธ์' งัด ม.44 เปิดช่องตั้งอธิการบดีฯ-คณบดีมหา'ลัย ที่ไม่ใช่ขรก.พลเรือน-พนง.มหาลัย ทำให้มหา'ลัยตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมือง จี้ คสช. ยกเลิกคำสั่งทันที

10 ส.ค. 2560 เครือข่ายนักวิชาการเพือสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง "หยุดแทรกแซง คืนเสรีภาพทางวิชาการและจิตวิญญาณมหาวิทยาลัย" โดยแถลงการณ์ระบุว่า ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้ออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 37/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา โดยใช้อำนาจตามความในมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557) โดยอ้างว่า "การบริหารงานของสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา มักปรากฏปัญหาการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้บริหาร ทำให้การบริหารงานของสถานศึกษาต้องหยุดชะงัก ไม่สามารถขับเคลื่อนสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ ขาดความต่อเนื่อง และเกิดความล่าช้าในการบริหารงานที่สำคัญหลายกรณี ส่งผลให้การดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งในการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ไม่อาจบรรลุผลสำเร็จลงได้"

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในภาคใต้ มีความเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นการอ้างปรากฏการณ์เพียงบางส่วนของมหาวิทยาลัย มาใช้แบบ "เหมารวม" เพื่อ ควบคุม กำกับและแทรกแซง อำนาจทางการบริหาร ซึ่งจะทำให้มหาวิทยาลัยสูญเสียความเป็นอิสระ ขาดเสรีภาพทางวิชาการ และการเป็นสถาบันที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญในการสร้างปัญญาของสังคม รวมถึงการทำให้มหาวิทยาลัยตกเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจทางการเมือง อันจะทำให้เกิดการสูญเสียศักดิ์ สิทธิ์ และเป็น "พิษร้ายทำลายจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย" ในอนาคต

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ จึงขอเรียกร้องให้ "ยกเลิก" คำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ 37/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา รวมถึง "หยุดการแทรกแซงมหาวิทยาลัยในทุกรูปแบบ" โดยทันที

"เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมและองค์กรชุมชนภาคใต้ ตระหนักดีว่า มหาวิทยาลัยต้องเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับ มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างแท้จริง มหาวิทยาลัยจึงควรจะเร่งปฏิรูปตนเอง ด้วยพลังการมีส่วนร่วม การตรวจสอบ และการถ่วงดุลภายในทุกระดับ รวมถึงการเปิดพื้นที่เพื่อสร้างพันธกรณีให้มหาวิทยาลัยยึดโยง และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา สังคม ชุมชน ท้องถิ่นอย่างแท้จริง" แถลงการณ์ ระบุตอนท้าย

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

Pornhub เผยข้อมูลการใช้งานวิดีโอโป๊ของผู้ใช้เน็ตจากเกาหลีเหนือ

Posted: 10 Aug 2017 01:36 AM PDT

ในประเทศที่เผด็จการเข้มงวดแบบเกาหลีเหนือที่การดูรูปหรือภาพยนตร์โป๊เปลือยเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ผู้ฝ่าฝืนมีโอกาสถูกลงโทษใช้แรงงานหนัก อย่างไรก็ตามเว็บไซต์วิดีโอสำหรับผู้ใหญ่อย่าง Pornhub เผยผลสำรวจในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้เข้าชมจากเกาหลีเหนือกว่าหลักพัน ส่วนมากใช้คอมพิวเตอร์มากกว่าสมาร์ทโฟน พร้อมเปิดเผยข้อมูลว่ามีการใช้คำค้นแบบใดบ้าง

ที่มาของภาพประกอบ: (stephan)/Flickr/(cc by-sa 2.0)

Pornhub เปิดเผยว่าพวกเขาสำรวจจากการใช้ระบบวิเคราะห์ของกูเกิลทำให้ทราบว่ามีผู้ชมจากเกาหลีเหนือเข้าสู่เว็บไซต์ของพวกเขาราวสองถึงสามพันรายในช่วงปี 2559-2560 ถึงแม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับผู้เข้าชม 80 ล้านคนทุกวัน แต่ก็มากพอจะวิเคราะห์ทางสถิติได้ว่าผู้รับชมจากเกาหลีเหนือชอบดูอะไรบ้างแม้ว่า พวกเขาจะอยู่ในประเทศเผด็จการที่ทำให้วิดีโอเชิงเพศสัมพันธ์ผิดกฎหมายก็ตาม

จากข้อมูลของ Pornhub insight แสดงให้เห็นว่ามีมีผู้เข้าชม Pornhub จากเกาหลีเหนือผ่านเครื่องมือสมาร์ทโฟนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ ของโลกคือร้อยละ 36 ส่วนมากเข้าชมจากเครื่องคอมพิวเตอร์ร้อยละ 53 มีที่เข้าชมผ่านแท็บเล็ตเพียงร้อยละ 11

ข้อมูลที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องที่ว่าผู้รับชมจากเกาหลีเหนือค้นหาวิดีโอโป๊แนวไหนบ้าง จากกราฟที่นำเสนอพบว่ามีการนิยมค้นหาคำว่า "Chinese" หรือ "ชาวจีน" มากที่สุด รองลงมาคือ "Mongolian" หรือ "ชาวมองโกเลีย" ส่วนอันดับสามไม่ใช่ชนชาติแต่เป็นวลี "Japanese game show" หรือ "เกมโชว์ของญี่ปุ่น" ซึ่งน่าจะหมายถึงเกมโชว์ลามกที่มักจะฉายทางโทรทัศน์ตอนดึกของญี่ปุ่น ส่วนคำว่า "korea" หรือ "korean" ซึ่งหมายถึงเกาหลีหรือชาวเกาหลีมาเป็นอันดับที่ 4-5 ตามลำดับ นอกจากอันดับต้นๆ เหล่านี้แล้วชนชาติอื่นๆ ที่ชาวเกาหลีใต้สนใจก็มีทั้งชาวสวีเดน, ชาวญี่ปุ่น และชาวอินโดนีเซีย

มีการตั้งข้อสังเกตอีกว่าสิ่งที่ชาวเกาหลีเหนือต่างจากทั่วโลกอีกประการหนึ่งคือคำว่า "เลสเบี้ยน" ไม่ค่อยเป็นที่นิยมค้นหาเท่าใดนักอาจจะเรียกได้ว่าตามสัดส่วนผู้เข้าชมแล้วเกาหลีเหนือมีรสนิยมรักต่างเพศมากกว่าประเทศอื่นๆ

ถึงแม้ว่าจะค้นหาชาวจีนมาก แต่ในสถิติการคลิกเข้าชมวิดีโอผู้ใหญ่ตามหมวดหมู่ก็จะเห็นว่าชาวเกาหลีเหนือคลิกเข้าไปหมวดหมู่ "ชาวญี่ปุ่น" มากที่สุด รองลงมาคือ "ชาวเอเชีย" และอันดับที่สามคือ "หน้าอกใหญ่" อันดับที่สี่คือหมวด "การ์ตูน" ในที่นี้เทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วมักจะเข้าชมในหมวด "ชาวเอเชีย" มากกว่าเมื่อเทียบกับชาวเกาหลีเหนือที่เจาะจงเข้าชมหมวด "ชาวญี่ปุ่น" ไปเลย

อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตจากเว็บดังกล่าวด้วยว่าผู้ชมวิดีโอส่วนใหญ่มักจะค้นหาวิดีโอที่เป็นคนร่วมชาติเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการตั้งสมมุติฐานว่ามีความเป็นไปได้ที่ข้อมูลการเข้าถึงเหล่านี้มาจากชาวต่างชาติที่เข้าไปเที่ยวในเกาหลีเหนือแล้วดูเว็บโป๊ขณะอยู่ในโรงแรมมากกว่าจะเป็นชาวเกาหลีเหนือเอง หรืออีกความเป็นไปได้หนึ่งคือเพราะวิดีโอโป๊ของชาวเกาหลีเหนือคงหายากมากๆ นั่นเอง

เรียบเรียงจาก

Here's What Porn Viewers Watch in North Korea, Inverse, 11-07-2017

North Korea Insights, Pornhub, 12-07-2017

 
Tags : ข่าว, ต่างประเทศ, ไอซีที, วัฒนธรรม, ,
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ผบ.ฉก.ปัตตานี ยันทหารใช้ยิงปืนข่มขู่นักศึกษา ต้องถูกดำเนินดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา

Posted: 09 Aug 2017 11:41 PM PDT

ผบ.ฉก.ปัตตานี ยัน ส.อ.ปรีชา อินทรังษี ใช้อาวุธปืนข่มขู่นักศึกษา ต้องถูกดำเนินดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา เผย ขณะนี้ฝากขังอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ค่ายอิงคยุทธบริหาร เบื้องต้นได้สั่งการให้พักราชการไว้ก่อน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ก่อนจะให้ออกจากราชการ

10 ส.ค.2560 รายงานข่าวจาก ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (ศปชส.กอ.รมน.ภาค 4 สน.) แจ้งว่า วานนี้ (9 ส.ค.60) เวลา 10.00 น. ณ เรือนรับรอง มณฑลทหารบกที่ 46 ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี พล.ต.จตุพร กลัมพสุต ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี แถลงข่าวร่วม สามฝ่าย ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง กรณี ส.อ.ปรีชา อินทรังษี อายุ 31 ปี สังกัดหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 22 ซึ่งอยู่ในช่วงลาพัก ได้กระทำผิดวินัย เรื่อง การดื่มสุรา และถูกแจ้งความดำเนินคดีทางอาญา ให้พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี ดำเนินคดีตามกฎหมาย ฐานความผิด (1) พยายามฆ่าโดยเจตนา (2) ข่มขู่ให้ตกใจกลัว (3)ทำให้เสียทรัพย์ (4) พกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตให้มีอาวุธปืนติดตัว หรือ มีเหตุอันควร และ (5) ยิงปืนที่ใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในหมู่บ้าน หรือ ที่ชุมนุมชน รวมฐานความผิด 5 ฐาน เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น ขณะนี้ฝากขังอยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร ค่ายอิงคยุทธบริหาร ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จั.ปัตตานี

พล.ต.จตุพร กล่าวว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้พักราชการไว้ก่อน จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ก่อนจะให้ออกจากราชการ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงกลาโหม ส่วนทางด้านนักศึกษาที่เป็นผู้เสียหาย ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจแล้ว และขอโทษต่อเหตุที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหาร ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่ต้องรับผิดชอบการกระทำความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา และยอมรับผิดทุกอย่าง พร้อมขอยืนยันและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ต่อไปหน่วยจะได้ออกระเบียบ และกวดขันในเรื่องระเบียบวินัยของกำลังพลอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการกระทำความผิด ก็จะถูกลงโทษทางวินัย และกฎหมายอาญา ซึ่งจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิดแต่อย่างใด

ด้าน ส.อ.ปรีชา อินทะรังสี ผู้ก่อเหตุ กล่าวว่า ตนรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่ได้กระทำลงไป  สาเหตุเกิดจากความเครียดเรื่องส่วนตัว และบวกกับเมาสุรา จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายหรือฆ่าใคร พร้อมทั้งได้ขอโทษไปยังผู้เสียหายและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน และขอยอมรับผิดต่อ การกระทำทุกอย่าง    

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น