โพสต์แนะนำ

ประชาไท Prachatai.com

ประชาไท Prachatai.com พท.-ปชป จัดประชุมแก้ไขข้อบังคับพรรคฯ ส่วนรัฐบาลคสช. เตรียมฉีดเงินตำบลละ 5 แสน คพศ. ขอ ตร.เรียกตั...

ซิตี้แบงก์ ให้คุณสมัครบัตรเครดิต citibank ออนไลน์ ด้วยวิธีสมัครบัตรเครดิตง่ายๆ รู้ผลอนุมัตทันใจภายใน 5 วัน อยากทำบัตรเครดิตซิตี้แบงก์ สมัครออนไลน์ได้ทันทีที่นี่.

วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

ประชาไท | Prachatai3.info

ประชาไท | Prachatai3.info

Link to ประชาไท

เดินชิล กินอิ่ม ลิ้มรสพระธรรม ในงาน Thailand 420 กัญชาการแพทย์

Posted: 20 Apr 2018 09:49 AM PDT

พาส่องงานกิจกรรมวันกัญชาโลกในประเทศที่กัญชาผิดกฎหมาย ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรม พร้อมกิจกรรมคับคั่ง อาทิ ทอดผ้าป่าขนมหวาน ดนตรีสด รับฟังประสบการณ์การใช้กัญชารักษาโรค พบคนดังร่วมงาน ทั้ง อดีต รมต. และ 5 เสือ กกต. ผู้จัดหวังไทยใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมายเพื่อลดภาระผู้ป่วย แต่ส่วนตัวรอไม่ไหว ขอบินไปทำฝันที่ฝั่งลาว

ทุกวันที่ 20 เม.ย.ของทุกปี ถือเป็นวันคำสัญของสหายสายเขียวทั่วโลก เพราะมันคือ วัน 420 หรือวันกัญชาโลก แม้ต้นกำเนิดที่แท้จริงของตัวเลขดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียง แต่เหล่าผู้ที่สนับสนุนสิทธิการใช้กัญชาทั้งในทางการแพทย์และสันทนาการทั่วโลกต่างก็ใช้วันดังกล่าวในการเฉลิมฉลอง และแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อกระตุ้นเตือนให้รัฐบาลของพวกเขาเห็นถึงความสำคัญของกัญชา

ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน โดยในปีนี้ กิจกรรม 420 เล็กๆ ได้ถูกจัดขึ้นที่สำนักปฏิบัติธรรมวัดพระยายัง อำเภอสามโคกจังหวัดปทุมธานี โดยมี เครือข่ายผู้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ร่วมกับมูลนิธิพุทธศาสน์เพื่อคุณภาพชีวิตและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน เป็นเจ้าภาพ

สนทนาธรรม แลกเปลี่ยนประสบการณ์ อภิปรายการเมือง

สถานที่ดังกล่าวไม่สามารถเสิร์จเจอใน Google Map และ หากค้นหา "วัดพระยายัง" แผนที่ก็จะพาเราไปที่วัดแห่งหนึ่งบนถนนพระราม 6 เขตราชเทวี บัณฑูร นิยมาภา หรือ น้าตู้ ตัวตั้งตัวตีในการจัดงานกล่าวว่าเหตุที่เลือกสถานที่จัดงานได้ลึกลับและไกลปืนเที่ยงเช่นนี้เพราะเพื่อ "ลดความเสี่ยง" และเป็นการสกรีนคนที่เข้ามาร่วมงาน ว่าต้องตั้งใจจะมาจริงๆ ถึงจะมาได้ โดยน้าตู้กล่าวว่า "ไม่รู้จักกัน อย่ามาใช้กัญ"

"แล้วเราก็ไม่มีเงินไปเช่าสถานที่แพงๆ กลางเมืองเหมือนคนอื่นเขา แต่พอดีเรารู้จักกับเจ้าของสถานที่นี้ เราก็เลยจัดที่นี้" น้าตู้กล่าวต่อ "เราไม่เน้นปริมาณ เราเน้นคุณภาพ"

สถานที่จัดงาน

งานครั้งนี้จัดขึ้นในคอนเซป "บริการตัวเอง" โดยทางทีมงานได้เตรียมเป็ดพะโล้ กะเพราเป็ด ฝรั่งสด และโอเลี้ยง ไว้บริการแขกที่มาร่วมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หิวมากก็ตักมาก หิวน้อยก็ตักน้อยๆ กินเสร็จแล้วเอาจานไปล้างเอง แขกท่านอื่นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเตรียมงานสามารถแสดงน้ำใจด้วยการช่วยจัดเวที ยกลำโพง กวาดลานวัด หรือบริจาคเงินในกิจกรรมทอดผ้าป่าขนมหวาน

แม้จะเป็นกิจกรรมกึ่งปิดกึ่งเปิด แต่ก็มีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนไม่น้อย และเนื่องจากธีมหลักของงานในปีนี้คือ "กัญชาการแพทย์" ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่จึงเป็นผู้ป่วย หรือญาติของผู้ป่วยที่สนใจใช้กัญชาในการรักษาโรค ซึ่งมีตั้งแต่ มะเร็ง เบาหวาน พาร์กินสัน และไวรัสตับอักเสบ แม้จะมีเวทีใหญ่ แต่ก็ไม่ได้มีการจัดวงเสวนาอะไรนอกจากการบรรเลงดนตรีสด แต่การเสวนากลับเกิดขึ้นทั่วทั้งงาน เพราะเหล่าผู้เข้าร่วมงานต่างพากันนั่งล้มวงคุยประเด็นที่ตนสนใจกันอย่างออกรสชาติ บางวงก็เรื่องวิธีการใช้น้ำมันกัญชา บางวงก็ถกการเมือง บางวงก็สนทนาธรรม

คุณโย (นามสมมติ) วัย 42 ปี ผู้ร่วมงานท่านหนึ่งกล่าวว่าสามีของเธอป่วยเป็นมะเร็งท่อน้ำดี และที่ผ่านมาต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเดือนสองถึงสามแสนบาท เธอจึงเริ่มค้นคว้าหาแนวทางการรักษาทางเลือกในอินเตอร์เน็ต แล้วพบว่ามีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของกัญชาในการฆ่าเซลล์มะเร็งจึงตัดสินใจมาร่วมงานในครั้งนี้เพื่อสอบถามประสบการณ์จากผู้ใช้จริง ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้านี้ โยอยากเห็นพรรคการเมืองปลดล๊อคให้สามารถนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ และอยากให้สังคมเลิกมีอคติว่ากัญชาคือยาเสพติดอันตราย

หนึ่งในแขกผู้ร่วมงานที่ได้รับความสนใจคือ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ บุญเทียม เขมาภิรัตน์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร 4 สมัย สังกัดพรรคประชากรไทย

มืด (นามสมมติ) วัย 27 ปี แบ่งปันประสบการณ์การใช้กัญชารักษาโรคให้กับทางประชาไทฟังว่า แฟนของเขาเคยเป็นไวรัสตับอักเสบระยะเริ่มต้น ซึ่งทำให้ค่าตับของเธอสูงกว่า 3000 แพทย์ที่ศิริราชประเมินว่าจะต้องใช้เวลารักษาอย่างน้อย 5 หรือ 6 เดือน เพื่อนของมืดจึงแนะนำให้เขาใช้น้ำมันสกัดกัญชา โดยหลังจากใช้ไปเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ ค่าตับแฟนมืดลดลงมาเหลือ 400 และหายเป็นปกติภายในเวลา 1 เดือนเท่านั้น ทุกวันนี้มืดและแฟนของเขาจึงใช้น้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นเป็นประจำเพื่อรักษาสมดุลย์ของร่างกาย

พระรูปหนึ่งจากวัดในจังหวัดสงขลาวัย 60 ปี กล่าวว่าเขาสนใจมาร่วมงานนี้เพราะตัวเขาเองก็รักษาผู้ป่วยด้วยน้ำมันกัญชาเช่นกัน เขาระบุว่ามีชาบ้านหลายสิบคนที่พึ่งพาน้ำมันของเขาซึ่งรับมาจากน้าตู้อีกที แต่เนื่องจากยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จึงต้องทำแบบปิดลับ และใช้วิธีการบอกกันปากต่อปาก เมื่อถูกถามว่ากัญชาผิดหลักศาสนาพุทธหรือไม่ พระรูปนั้นกล่าวว่า

"ในศีลข้อห้า มันมี สุรา เมรัยย์ แล้วก็ มัชชะ มัชชะนี่คือสิ่งเสพติด สิ่งที่เสพแล้วทำให้เกิดการคิดชั่ว คิดอยากจะทำร้ายผู้อื่น เพราะขาดสติ เพราะพวกฉะนั้นยาบ้า สี่คูณร้อย โคเคนอาจจะถือเป็นมัชชะ แต่กัญชามันไม่ใช่ เราไม่เคยเห็นคนสูบกัญชาแล้วไปทะเลาะวิวาท หรือทำร้ายใคร การจะบอกว่าอะไรบาปไม่บาปเราต้องดูประโยชน์และโทษของมันควบคู่กัน กัญชามันอาจจะทำให้เคลิ้บเคลิ้ม มึนเมาบ้าง แต่ประโยชน์ของมันคือเป็นยารักษาโรค ทำให้สุขภาพแข็งแรง ในแง่นี้การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์จึงไม่ถือเป็นบาป"

ทีมผู้จัดงานถวายภัตราหารเพล

ฝันที่ทำไม่ได้ในประเทศไทย

คุยกับแขกในงานมาก็มากแล้ว มาคุยกับผู้จัดงานกันบ้าง ทางทีมข่าวได้เข้าไปขอสัมภาษณ์น้าตู้ โดยถามว่า "ไปหาที่เงียบนั่งสัมภาษณ์กันดีไหมครับ" พูดจบน้าตู้ก็เดินหายไปครู่หนึ่ง แล้วกลับมาพร้อมกับรถ ATV "หนุ่มขึ้นรถ" เขาขับรถพานักข่าวประชาไทไปที่คลองด้านหลังสำนักปฏิบัติธรรม น้าจอดรถแล้วหันมาถามว่า "ตรงนี้เงียบพอหรือยัง" แล้วการสนทนาก็เริ่มชึ้น

สถานที่สัมภาษณ์

น้าตู้เริ่มจากการแจ้งข่าวร้ายว่าต่อจากนี้ไปเราอาจจะหาตัวเขาในเมืองไทยยากขึ้น เพราะตอนนี้เขากำลังมีโปรเจคกับทางการลาวในการผลิตน้ำมันสกัดกัญชาทางการแพทย์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ต้านมะเร็งลาว และสภาวิจัยลาว น้ากล่าวว่าทางการลาวได้เชิญตนไปช่วยดูแลไร่กัญชาในเมืองแมด ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในทางตอนเหนือของแขวงเวียงจันทร์ อยู่ติดริมฝั่งแม้น่ำโขง มีประชาชนอาศัยอยู่ประมาณ 50 หลังคาเรือน ซึ่งรัฐบาลลาวมีแผนจะพัฒนาเมืองดังกล่าวให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยมีกัญชาเป็นธีมหลัก

"ทางการลาวเขาอยากจะสร้างเป็นเมืองใหม่ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ ตรงนั้นทัศนยีภาพสวยมาก เป็นริมฝั่งแม่น้ำโขง ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ เลยในบริเวณนั้น เขาจะเปลี่ยนให้ชาวบ้านเปลี่ยนจากปลูกลูกเดือยมาเป็นปลูกกัญชา เราจะมีกัญชาเป็นธีมหลัก จะมีไร่กัญชาปลูกบนภูเขา ให้นักท่องเที่ยวได้ไปดูดกัญชาในไร่ จะมีบ้านพักเป็นหลังๆ ให้ผู้ป่วยที่อยากมาพักฟื้น คือจะมาท่องเที่ยวอย่างเดียวก็ได้ หรือจะมารักษาตัวก็ได้ แต่เราจะเน้นทางการรักษาเป็นหลัก"

บัณฑูร นิยมาภา หรือ น้าตู้

น้าเปิดเผยว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่ต้องไปอยู่ลาว เพราะว่าทางการไทยเริ่มมีการปราบปราบแพทย์แผนทางเลือก อย่างเช่นกรณีหมอแสงที่ผ่านมาไม่นานนี้ และเพื่อนของน้าที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานรัฐ ก็เตือนมาว่าตนมีโอกาสจะโดนหมายจับ ตนจึงตัดสินใจหนีออกมาก่อน แต่ก็ยังคงกลับมาประเทศไทยเรื่อยๆ หากมีธุระ หรือจนกว่าจะถูกหมายจับเพราะตนจะผ่านแดนไม่ได้ เมื่อถามว่าจะอยู่ลาวถึงเมื่อไหร่ น้าตู้ตอบว่า "จนกว่าประเทศไทยจะออกจากกะลา" กล่าวอีกอย่างคือ จนกว่ากัญชาจะออกจากบัญชียาเสพติด เพราะถึงแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะมีการอนุมัติหลักการ ร่าง พรบ.ยาเสพติด ฉบับใหม่ และเข้าสู่ชั้นกฤษฎีกาตั้งแต่ เมษายน 2559 แต่กระบวนการทั้งหมดก็ดูไม่มีความคืบหน้ามากเท่าที่ควร

"คุณคิดดูสิกฎหมายที่ควรจะออกคุุณไม่ออก คุณมัวแต่ไปคาราคาซัง ไอคนทำมันก็อึดอัดนะ เราต้องเสี่ยงกับกฎหมายแล้วรอคุณ ผมไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่ทำนะเรื่องนี้ แต่อยู่ที่ลาวฟีลมันต่างกัน เราตื่นเช้ามาทำงานให้รัฐบาลเขา เขาก็ปฏิบัติกับเราอย่างมีเกียรติ มีคนสำคัญของรัฐบาลมาเข้าหาผม มีชาวต่างชาติเข้ามาคุยตลอด"

น้ำมันสกัดกัญชา (ซ้าย) และน้ำมันสกัดใบกระท่อม

เมื่อถามถึงแนวทางการขับเคลื่อนในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสการจัดตั้งพรรคการเมือง น้าตู้กล่าวว่าตนไม่ศรัทธาแนวทางทางการเมืองแต่คิดว่าพรรคการเมืองที่ดีควรเป็นพรรคที่เห็นใจผู้ป่วย และมอบทางเลือกในการรักษาให้กับป่วย ซึ่งสิ่งที่พรรคการเมืองที่จะได้เป็นรัฐบาลในอนาคตควรทำมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการนำกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด และอนุญาติให้นำมาใช้ในทางการแพทย์

"ทุกวันนี้ประเทศอื่นเขาไปไหนกันหมดแล้ว อุรุกวัยเขาก็เพิ่งทำให้ถูกกฎหมาย เนเธอร์แลนด์กัญชาถูกกฎหมายมา 30 ปี คุกเขาไม่มีคนเข้าจนต้องเอามาทำเป็นโรงแรม หรือไม่ก็ทยอยปิดตัว ของไทยคุณเอาคนป่วยไปติดคุก เอาคนที่ไม่ได้ป่วยไปบำบัด คุณต้องจ่ายเงินเดือนตำรวจ ราชฑัณฑ์ ปีหนึ่งไมีรู้เท่าไหร่เพื่อไอคดีไร้สาระพวกนี้ เพียงแค่เขาเอาสารเข้าร่างกาย แต่ในทางกลับกัน มอร์ฟีนเป็นก็เป็นยาเสพติด แต่หมอเอามอร์ฟีนฉีดเข้าร่างกายคนไข้ได้ ไม่ผิดกฎหมาย แล้วทำไมกัญชาถึงผิดนักผิดหนา"

ใครมีปัญหาโทรเรียกผมได้

เราพูดคุยกับน้าตู้จนเกือบถึงเวลา 4 โมง 20 นาที ซึ่งถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยประธานในพิธีวันนี้คือ ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่วันนี้มาในนามประธานมูลนิธิพุทธศาสน์เพื่อคุณภาพชีวิตและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน

(ชมพิธีเปิดได้ที่นี่)

ธีวัฒน์กล่าวว่า ทางมูลนิธิมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย จึงต้องการสนับสนุนการใช้กัญชาในทางการแพทย์ในประเทศไทย เพราะจะเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประชาชนตาดำๆ ลงไปได้มาก โดยใช้สโลแกน "กัญชาคือกัลยาเทวีของสมุนไพรไทย"

ทอดผ้าป่าขนมหวาน

ธีวัฒน์ กล่าวว่าจริงๆ แล้วแนวคิดที่ว่ากัญชาเป็นยาเสพติดร้ายแรงนั้น เป็นแนวคิดที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคบุพพาชน หรือยุคฮิปปี้เท่านั้น ซึ่งเป็นยุคที่วัยรุ่นหนุ่มสาวอเมริกันออกมาต่อต้านให้รัฐบาลยุติสงครามเวียดนาม โดยมีการใช้กัญชาเป็นวัฒนธรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ กลับมองว่ากัญชาทำให้วัยรุ่นเหล่านี้มีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลจึงเริ่มแพร่กระจายแนวคิดว่ากัญชาเป็นยาเสพติดร้ายแรงออกไปทั่วโลก

"เอาจริงๆ กัญชามันไม่ได้เป็นยาเสพติดที่ร้ายแรงขนาดนั้น นั่นคือประการแรก แต่ประการที่สอง ถึงมันจะเป็นยาเสพติด เราก็จะควบคุมมันเพื่อจะได้นำประโยชน์ของมันมาใช้ กัญชามันอาจจะมีข้อดีอยู่ 80 เปอร์เซ็น และมีข้อเสียอยู่ 20 เปอร์เซ็น แต่วิธีคิดที่เหมารวมว่าเมื่อมันมีส่วนที่ไม่ดี กับถือว่ามันเลวไปเสียหมด เป็นวิธีคิดที่ไม่รู้จักแยกแยะ" ธีรวัฒน์ กล่าว

ธีรวัฒน์กล่าวต่อว่าการที่คนไทยทุกวันนี้เริ่มแสวงหาการรักษาทางเลือกมากขึ้น เป็นภาพสะท้อนของการที่ระบบสาธารณสุขไทยไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ ผู้ป่วยที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยจึงต้องฝากความหวังไว้กับแพทย์ทางเลือกกันมากขึ้น

"คนที่ป่วยตายส่วนใหญ่เป็นคนเล็กคนน้อยที่ไม่มีเงินจะรักษา ต้องพึ่งพาระบบสาธารณสุขของรัฐ มันจึงเกิดปรากฎการณ์ของหมอแสง คนเจ็ดหมื่นกว่าคน เข้าแถวเพื่อรอรับยา มันหมายถึงอะไรครับ? มันหมายความว่ารัฐบาลไม่มีสมรรถภาพในการดูแลคนป่วย แต่ทำไมรัฐจึงใช้วิธีการกัดกันการรักษา? การใช้กัญชาควรเป็นทางเลือกของคนไข้ ทำไม่รัฐต้องออกกฎหมายเขามากีดกัน?" ธีวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

อีกท่านนึ่งที่มาร่วมกล่าวเปิดงานที่เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย คือ เสวก ประเสริฐสุข นายก อบต.เชียงรากใหญ่ ซึ่งเป็นผู้อำนวยความสะดวก และดูแลสถานที่ให้กับงานในครั้งนี้ เสว กกล่าวว่า ตนจะช่วยดูแลเรื่องระบบประปาภายในพื้นที่ให้เป็นอย่างดี และจะคอยช่วยงานอยู่เบื้องหลัง พร้อมทิ้งท้ายประโยคเด็ด "มีปัญหาโทรหาผมได้"

"ถ้ามีอะไรโทรหาผมได้ คนที่อยู่แแถวนี้ถ้ามีเจ้าหน้าที่หรืออะไรมาหา ผมยินดีนะครับ เคลียร์ปัญหาให้ทุกเรื่อง" นายก อบต. เชียงรากใหญ่ กล่าว

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ก.แรงงาน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจัดทำกฎหมายลำดับรองกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ

Posted: 20 Apr 2018 09:43 AM PDT

กระทรวงแรงงาน เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจัดทำกฎหมายลำดับรองกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พร้อมเตือนทำงานในเยอรมนี ต้องไปอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น

20 เม.ย.2561 รายงานข่าวจากกระทรวงแรงงานแจ้งว่า วันนี้ ที่ห้องประชุมจอมพล ป. พิบูลสงคราม ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน จรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำกฎหมายลำดับรองเพื่อกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ที่ออกตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 โดยมี สมบัติ นิเวศรัตน์ รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ สถาบันการศึกษา นายจ้าง ผู้ประกอบการ สภาวิชาชีพ และภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า การประชุมหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการจัดทำกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำนี้ จัดขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องที่อาจได้รับผลกระทบจากการจัดทำกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 โดยปรับปรุงพระราชกฤษฎีกากำหนดงานในอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ.2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่ายังมีประเด็นที่ควรรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม หลังจากที่ผ่านมากรมการจัดหางานได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวมาแล้วจำนวน 2 ครั้ง 

โดยครั้งที่ 1 ได้จัดทำแบบสอบถามความคิดเห็นถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หน่วยงานราชการ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา สภาวิชาชีพ สมาคมหรือสมาพันธ์ ผู้ประกอบการค้า รวมจำนวน 145 หน่วยงาน โดยสรุปผลความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากแบบสอบถามที่ตอบกลับ 324 ชุด ได้ ดังนี้ 1. งานที่ควรยกเลิกเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำมากที่สุด ได้แก่ งานก่ออิฐ งานช่างไม้ หรืองานก่อสร้างอื่น 2. ขอให้แก้ไขชื่องานงานหรือลักษณะงานในอาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ได้แก่ งานบัญชี งานนายหน้า หรืองานตัวแทน งานวิศวกรรม สาขาวิศวกรรมโยธา งานให้บริการทางกฎหมายหรืออรรถคดี 3. ขอให้เพิ่มงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ เช่น งานที่เกี่ยวกับความเป็นไทย หรือวัฒนธรรมของไทย รวมถึงกรณีคนต่างด้าวเป็นเจ้าของกิจการหรือนายจ้าง เป็นต้น  ครั้งที่ 2 ได้จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นการจัดทำกฎหมายลำดับรองเกี่ยวกับการกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ โดยเชิญผู้แทนหน่วยงานราชการ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สภาวิชาชีพ สมาคมหรือสมาพันธ์ ผู้ประกอบการค้า องค์กรนายจ้างและลูกจ้าง สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรและสื่อมวลชน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุม จำนวนทั้งสิ้น 172 คน

โดยสรุปผลความคิดเห็นได้ดังนี้ 1. ขอให้ยกเลิกงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ได้แก่ 1) งานกรรมกร 2) งานก่อสร้าง 3) งานก่ออิฐ งานช่างไม้ 4) งานผลิตสินค้าในกิจการอุตสาหกรรม ซึ่งไม่ใช้ทักษะฝีมือขั้นสูง เช่นงานทำรองเท้า งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย เป็นต้น และ 5)งานขายของหน้าร้าน และควรกำหนดเงื่อนไขเพื่อไม่ให้คนต่างด้าวทำงานดังกล่าวโดยไม่มีนายจ้างหรือเจ้าของกิจการในการทำงานนั้นไว้ด้วย 2. ขอให้กำหนดงานที่ส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและเอกลักษณ์ไทย เช่น งานแกะสลักไม้ งานทำเครื่องเขิน งานทำเครื่องดนตรีไทย งานทำเครื่องถม เครื่องทอง เครื่องเงิน หรือเครื่องนาก งานมัคคุเทศก์หรืองานจัดนำเที่ยว เป็นต้น เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ แต่ควรมีข้อยกเว้นให้คนต่างด้าวสามารถทำได้ ถ้าเป็นลูกจ้างหรือพนักงานในกิจการดังกล่าว และไม่ได้ทำงานเกี่ยวกับการส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและเอกลักษณ์ไทย 3. งานในวิชาชีพ เช่น วิศวกรรม สถาปัตยกรรม บัญชี งานให้บริการทางกฎหมาย หรืออรรถคดี เป็นต้น ยังคงห้ามคนต่างด้าวทำ 4. งานที่ควรห้ามคนต่างด้าวทำเพิ่มเติม ได้แก่ งานนวดไทย งานรักษาความปลอดภัย และงานนายแบบหรือนางแบบที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยในที่ประชุมขอให้กำหนดนิยามของงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำให้มีขอบเขตที่ชัดเจนและสอดคล้องกับลักษณะการทำงาน เศรษฐกิจ และสังคมในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงคำนึงถึงความต้องการประกอบอาชีพของคนไทยและความมั่นคงของประเทศต่อไป

ซึ่งต่อมาใน พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2561 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมา ได้กำหนดให้การกำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำตามมาตรา 7 นั้น ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวอาจประกาศกำหนดให้งานใดเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำก็ได้ โดยจะห้ามโดยเด็ดขาดหรือห้ามโดยมีเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ แต่ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความมั่นคงของชาติ โอกาสในการประกอบอาชีพและวิชาชีพของคนไทย การส่งเสริมภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ รวมทั้งความผูกพันหรือพันธกรณีที่ประเทศไทยมีอยู่ในลักษณะถ้อยทีถ้อยปฏิบัติประกอบด้วย

จากการพิจารณารับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมา กรมการจัดหางานเห็นว่าความคิดเห็นส่วนใหญ่ต้องการให้ยกเลิกงานต่อไปนี้ คือ 1) งานกรรมกร 2) งานกสิกรรม งานเลี้ยงสัตว์ งานป่าไม้ หรืองานประมง 3) งานก่ออิฐ งานช่างไม้และงานก่อสร้างอื่น เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ซึ่งคนไทยมีการศึกษาสูงขึ้น ทำให้ขาดแคลนแรงงานไทยทำงานดังกล่าว ส่วนงานขายของหน้าร้าน และงานที่ต้องการแรงงานจำนวนมากในภาคการผลิตอุตสาหกรรม เช่น งานทำที่นอน งานทำมีด งานทำรองเท้า งานทำหมวก งานประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องใช้การฝึกอบรมความรู้และไม่ใช่งานที่แสดงถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทยแต่อย่างใด กรมการจัดหางานยังเห็นว่าคนไทยยังสามารถทำงานหรือประกอบอาชีพได้ จึงเห็นว่ายังมีประเด็นที่ควรรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม เพื่อให้การจัดทำกฎหมายลำดับรองที่ออกตามความในมาตรา 7 เป็นไปอย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานของคนต่างด้าวในประเทศไทย 

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความคิดเห็นจากผู้ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในวันนี้ จะได้นำไปประกอบการพิจารณากำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานได้พิจารณาก่อนจัดทำเป็นประกาศกระทรวงแรงงานต่อไป

เตือนทำงานในเยอรมนี ต้องไปอย่างถูกกฎหมายเท่านั้น

วันเดียวกัน เพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีการควบคุมการเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดการเข้าไปทำงานเยอรมนี แต่ได้อนุญาตให้แรงงานต่างชาติ รวมถึงแรงงานไทยในสาขาวิชาชีพขั้นสูงหรือผู้เชี่ยวชาญ และวิชาชีพขาดแคลน อาทิ วิศวกร พยาบาลดูแลผู้สูงอายุ นักเทคนิคการแพทย์เข้ามาทำงานได้ รวมถึงแรงงานไทยสาขา อาชีพพ่อครัว/แม่ครัวพิเศษที่ถือเป็นแรงงานกึ่งฝีมืออาชีพเดียวที่ไดรับอนุญาตให้เข้าทำงาน ซึ่งแรงงานไทยที่ต้องการจะเข้ามาทำงานในเยอรมนีต้องมาอย่างถูกกฎหมาย โดยผ่านสำนักจัดหางานแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และทำงานกับนายจ้างที่ไดรับอนุญาตเท่านั้น

แรงงานที่หลบหนีหรือลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย มีโทษปรับสูงสุด 5,000 ยูโร และถูกส่งกลับประเทศ แรงงานต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการดำเนินการส่งกลับประเทศทั้งหมด และถูกห้ามเข้าสหพันธ์ฯ และกลุ่มประเทศสมาชิกอียูอย่างน้อย 5 ปี หากแรงงานไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่าย นายจ้างต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด นอกเหนือจากค่าปรับส่วนของนายจ้าง อีกทั้งจะไม่สามารถเข้าระบบประกันสังคม ได้แก่ ประกันสุขภาพกรณีเจ็บป่วย ประกันกรณีทุพลภาพ ประกันกรณีว่างงาน และการประกันกรณีชราภาพ/บำนาญ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน และไม่สามารถยื่นเรื่องร้องทุกข์ต่อทางการสหพันธ์ฯ ในเรื่องใดๆ จากนายจ้างได้

ทั้งนี้ สำนักงานแรงงานในต่างประเทศ  ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี รายงานปี 2017 มีแรงงานไทยทำงานอยู่ 17,216 คน ชาย 2,838 คน หญิง 14,378 คน ทำงานในภาคการผลิต 2,328 คน ภาคก่อสร้าง 362 คน ภาคเกษตร 87 คน ภาคบริการ 14,434 คน และอื่นๆ 5 คน

เพชรรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แรงงานไทยที่สนใจเข้าไปทำงานในเยอรมนี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลิน หมายเลขโทรศัพท์ 030 79481231-2 Email : labour_berlin@hotmail.com Website: http://germany.mol.go.th/ พร้อมการเข้าทำงานในเยอรมนีต้องเข้าตามช่องทางที่ถูกกฎหมายเท่านั้น หากลักลอบทำงานมีโทษปรับสูงสุด 5,000 ยูโร และถูกส่งกลับประเทศ โดยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

'ราชทัณฑ์' ตั้ง กก.สอบผบ.คุกสมุทรปราการ ปมสาวแฉแฟนหนุ่มโดนซ่อมตายคาคุก

Posted: 20 Apr 2018 09:27 AM PDT

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมเรียกผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการมาสอบ หลังสาวแฉแฟนหนุ่มโดนโดนซ่อมตายคาคุก

20 เม.ย.2561 จากกรณีวันนี้ผู้ใช้เฟสบุ๊ครายหนึ่ง โพสต์เรียกร้องหาความเป็นธรรม หลังแฟนหนุ่มเสียชีวิตในเรือนจำจังหวัดสุมทรปราการ รวมทั้ง เพจดังอย่าง 'แหม่มโพธิ์ดำ' ก็นำเรื่องราวดังกล่าวมาเผยแพร่ด้วย ซึ่งผู้ใช้เฟสบุ๊ครายดังกลาวรับรู้เรื่องนี้เมื่อเย็นวันที่ 18 เม.ย. 61 ที่ผ่านมา เพราะเจ้าหน้าที่เรือนจำโทรมาแจ้งว่า แฟนของตนได้เสียชีวิต แต่ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ทำให้รู้สึกแปลกใจและไม่เชื่อ เพราะเพิ่งไปเยี่ยมมา มีอาการร่าเริง พูดคุย ปกติดี นอกจากนี้ยังพบว่าศพมีรอยทำร้ายร่างกายเขียวช้ำไปทั้งตัว โดยผู้คุมได้แจ้งว่า โดนซ่อมทั้งหมด 18 คน แต่มีเพียงคนเดียวที่เสียชีวิต 

ล่าสุดข่าวสดออนไลน์และไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจาก กฤษณ์ วงษ์เดช ผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการว่า สืบเนื่องจากทางเรือนจำได้สืบทราบว่าผู้ต้องขังที่เสียชีวิตรายดังกล่าว เข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับยาเสพติดเข้ามาภายในเรือนจำ โดยพบว่ามีการส่งจดหมายมาให้กับผู้ต้องขังรายดังกล่าว ทางเรือนจำจึงได้เรียกตัวมาทำการสอบสวน
 
พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวต่อว่า จากนั้น ก็ได้มีการลงโทษทางวินัย แต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าทางเรือนจำมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุจนทำให้ผู้ต้องขังรายนี้เสียชีวิตหรือไม่ ซึ่งกรมราชทัณฑ์จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงเรื่องที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งเรียกผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการมาสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง รวมถึงอาจจะต้องมีการพิจารณาด้วยว่าจะต้องสั่งย้ายหรือไม่ เนื่องจากการซ้อมทรมานผู้ต้องเป็นเรื่องที่ขัดต่อนโยบายกรมราชทัณฑ์ที่ได้ประกาศห้ามไม่ให้ผู้คุมทำการซ้อมทรมาน หรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวอีกว่า การลงโทษวินัยผู้ต้องขังมีให้ทำได้หลายรูปแบบที่ไม่กระทบกระทั่ง หรือถึงเนื้อถึงตัวผู้ต้องขัง เช่น การงดให้เยี่ยมญาติ และการให้ออกกำลังกาย เป็นต้น หรือหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ก็ให้ดำเนินการไปตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ตนรับไม่ได้หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และทางกรมราชทัณฑ์จะต้องขอตรวจสอบรายละเอียดข้อเท็จจริงเรื่องนี้อีกครั้ง

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

‘จะ4ปีแล้วนะไอ้สัตว์’ เปลี่ยนชื่องานเป็น ‘จะ4ปีแล้วนะ’ หลังผู้ดูแลสถานที่จัดงานขอ

Posted: 20 Apr 2018 05:29 AM PDT

งานดนตรีพังก์ 'จะ4ปีแล้วนะไอ้สัตว์' เปลี่ยนชื่องานเป็น 'จะ4ปีแล้วนะ' ทางกลุ่มยืนยันเปลี่ยนชื่องานเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และขอโทษทางสถานที่จัดงานที่ทำให้เกิดความไม่สบายใจ ด้านเจ้าหน้าที่สถานที่เผยเพิ่งทราบวันนี้ว่าชื่องานมีคำว่า 'ไอ้สัตว์' เพราะตอนทำหนังสือขอใช้สถานที่ไม่มีคำดังกล่าวปรากฎอยู่

วันนี้ (20 เม.ย. 61) เพจ 'จะ4ปีแล้วนะไอ้สัตว์' ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันจัดงานดนตรีพังก์ เรียกร้องคำสัญญา ในวันที่ 12 พ.ย. 61 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เนื่องในวาระที่ คสช. ทำการรัฐประหารครบรอบ 4 ปี ได้โพสต์ลงในเฟสบุ๊คว่า "เฮ้ย สหาย มีเรื่องว่ะ แจ้งให้ทราบเลยนะว่า ตอนนี้มีเจ้าหน้าโทรมาหาผู้จัดงานแล้ว ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา เค้าว่า "ผู้หญ่ายยยยย" ไม่สบายใจขอให้เปลี่ยนชื่อ เรื่องนี้มีผลโดยตรงแน่ๆกับเสื้องานที่กำลังขายอยู่ นั่นหมายความว่า หมดล๊อตนี้ เราจะไม่ทำลายนี้อีกแล้ว หมด 112 ตัว คือหมดแล้วหมดเลย เพราะทำลายใหม่ก็คงใช้ชื่อเดิมไม่ได้ ว่าแต่ สหายช่วยคิดหน่อย ชื่องานใหม่เอาเป็นชื่ออะไรดี เอาที่ "ผู้หญ่ายยยยยย" เขาสบายใจ จัดมาเลย"

'จะ4ปีแล้วนะไอ้สัตว์' งานดนตรีเด็กพังก์หัวขบถ เมื่อเราต่างเป็นผลิตผลของการเมือง

ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อทางเพจเพื่อสัมภาษณ์รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งทางเพจได้ชี้แจงว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แจ้งมาว่าอยากให้เปลี่ยนชื่อ ซึ่งทางกลุ่มเองก็ตกลงว่าจะเปลี่ยนชื่อเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย และได้ตกลงกันว่าจะเปลี่ยนจาก 'จะ4ปีแล้วนะไอ้สัตว์' เป็น 'จะ4ปีแล้วนะ' นอกจากนี้ทางกลุ่มได้ฝากขอโทษทางอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ด้วยที่ทำให้เกิดความลำบากและไม่สบายใจ และยืนยันว่าจะยังจะจัดงานในวันและเวลาเดิม

 นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ซึ่งได้อธิบายว่า การทำหนังสือขอใช้สถานที่ของกลุ่มนี้ในตอนแรกที่ส่งให้ดูไม่มีคำว่า 'ไอ้สัตว์' จึงทำเรื่องได้ไม่มีปัญหาและส่งเรื่องต่อให้ผู้ใหญ่รับทราบ  แต่เพิ่งมารู้วันนี้เองว่ามีคำว่า 'ไอ้สัตว์' ซึ่งจากประสบการณ์ก็อาจจะสุ่มเสี่ยงที่จะมีเจ้าหน้าที่รัฐตามมา และมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถานที่ เพราะอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เด็กมาดูเยอะ ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่ของสถานที่จึงขอให้เปลี่ยนชื่องาน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กกต.ลงนาม MOU 'อุดมศึกษาเอกชน' หวังหนุนพัฒนาประชาธิปไตย สู่เลือกตั้งสุจริต

Posted: 20 Apr 2018 05:25 AM PDT

กกต.ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หวังส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตย นำไปสู่การเลือกตั้งสุจริต

20 เม.ย.2561  สำนักข่าวไทย รายงานว่า พ.ต.อ. จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กกต.ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยนายวัลลภ สุวรรณดี นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันพัฒนางานด้านการส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขการเลือกตั้ง การออกเสียงประชามติ รวมทั้งการเสริมสร้างพลเมืองดีวิถีประชาธิปไตย ให้มีความเข้มแข็ง และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศโดยรวม 

"ความร่วมมือดังกล่าววางกรอบแนวทางในหลายมิติ ทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนทางวิชาการ การจัดการศึกษา การฝึกงาน การสัมมนา การประชุมทางวิชาการที่เป็นการส่งเสริมการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความร่วมมือพัฒนาบุคลากร นิสิต นักศึกษา คณาจารย์ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ การร่วมกันจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน คู่มือ หนังสือ กิจกรรม และสื่อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในเชิงวิชาการ ความร่วมมือส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งภาคพลเมือง โดยใช้แนวทางการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) ภายในสถานศึกษา" พ.ต.อ. จรุงวิทย์ กล่าว
 
พ.ต.อ. จรุงวิทย์ กล่าวว่า กกต.มุ่งหวังว่าการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้จะเป็นการวางแนวทางการดำเนินกิจกรรมร่วมกันอย่างชัดเจน สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม อย่างแท้จริง
 
 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

‘บอร์ดหลัก-บอร์ดควบคุม สปสช.’ ประชุมระดมสมองถก 'แผนปฏิรูปประเทศด้านระบบสาธารณสุข'

Posted: 20 Apr 2018 02:24 AM PDT

2 บอร์ด สปสช.ร่วมประชุมระดมสมอง ถก 'แผนปฏิรูปประเทศด้านระบบสาธารณสุข' หลังประกาศในราชกิจจาฯ เพื่อขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพฯ รมว.สาธารณสุข ระบุ แผนปฏิรูปฯ เป็นเพียงข้อเสนอ จะทำหรือไม่ขึ้นอยู่กับการประเมินของหน่วยงาน

20 เม.ย. 2561 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดการประชุม Retreat คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข ในประเด็น"ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ" จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อบูรณาการความเห็นและการดำเนินงานร่วมกันของคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า การประชุม Retreat ของคณะกรรมการทั้ง 2 ชุด เป็นการประชุมครั้งที่ 3 แล้ว โดยผลการประชุม 2 ครั้งกอ่นหน้านี้ ได้เห็นความร่วมมือและการบูรณาการความเห็นต่างร่วมกัน ส่งผลให้หลายเรื่องสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทั้งนี้การ Retreat เป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้มี "แผนการปฏิรูปประเทศด้านระบบสาธารณสุข" ที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา จัดทำโดยคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข สิ่งที่คณะกรรมการปฏิรูปฯ ได้สรรหาและจัดทำข้อเสนอมานี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการไปตามนั้น เพราะนี่เป็นเพียงข้อเสนอปฏิรูปที่มีรายละเอียดทั้งการตั้งสำนักงานใหม่ ตลอดถึงการดำเนินงานต่างๆ ที่ใช้งบประมาณนับหมื่นๆ ล้าน ดังนั้นในที่ประชุม ครม.จึงบอกว่า แผนปฏิรูปนี้เเป็นเพียงข้อเสนอในหลักการเท่านั้น 

แต่สิ่งที่ทำให้ข้อเสนอเกิดขึ้นได้ คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำข้อเสนอเหล่านี้ไปพินิจและพิเคราะห์ พูดคุยกับส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอใดที่มีความเห็นเหมือนกันและทำได้ให้ดำเนินการต่อ แต่เรื่องใดที่ยังมีความเห็นที่ต่างกันก็ให้พูดคุยตกลงกันก่อน หากตกลงไม่ได้ก็ยังมีคณะกรรมการยุทธศาตร์ชาติและคณะกรรมการปฏิรูปที่มีรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเพื่อหาข้อสรุปร่วมกั

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การประชุม Retreat ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงคเพื่อหารือแลกเปลี่ยนความเห็น ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับทิศทางแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ทั้งสร้างการมีส่วนร่วมและส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างคณะกรรมการทั้ง 2 คณะ นำไปสู่การกำหนดทิศทางนโยบายและขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อไป โดยในครั้งนี้ ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล กรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ได้มาชี้แจงถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ที่ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และการดำเนินการจากนี้

สำหรับการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการ 2 คณะ ได้หารือร่วมกันถึงแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ที่มีสาระสำคัญเกี่ยวข้องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และ สปสช. ทั้งการร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างการบริหารระบบสุขภาพแห่งชาติฯ ที่เสนอจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Policy Board, NHPB), ศูนย์สารสนเทศกลางเพื่อการจัดการข้อมูลหลักประกันสุขภาพ (National Data Clearing House), กองทุนสุขภาพระดับเขต และกองทุนบริการปฐมภูมิ เป็นต้น การตรากฎหมายเพื่อเป็นกรอบปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างกองทุน อาทิ งบประมาณส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค,ชุดสิทธิประโยชน์หลักและสิทธิประโยชน์เสริม, ระบบการแพทย์ปฐมภูมิ, มาตรการรองรับความยั่งยืนระบบหลักประกันสุขภาพ การเยียวยาผู้เสียหายและกลไกการบริหารจัดการการคลังสุขภาพ เป็นต้น 

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า เพื่อให้การหารือและการให้ข้อเสนอแนะดำเนินไปอย่างครอบคลุม จึงได้จัดประชุมในรูปแบบ World café กำหนดหัวข้ออภิปรายใน 4 ประเด็น คือ 1.ระบบบริหารจัดการด้านสุขภาพ 2.ระบบบริการสาธารณสุขและการคุ้มครองผู้บริโภค 3.การบริหารจัดการทางการคลังสุขภาพระดับประเทศ และ 4.ความยั่งยืนและความเพียงพอด้านการเงินการคลังสุขภาพ โดยกรรมการจากทั้ง 2 คณะ จะหมุนเวียนแสดงความเห็น อภิปราย และจะมีการสรุปแต่ละประเด็นและผลการประชุมเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทั้ง 2 คณะในเดือนพฤษภาคม 2561 เพื่อทราบและดำเนินการต่อไป 

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ทรู น้อมรับคำสั่ง กสทช. ระบุยินดีดูแล-เยียวยาลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ปมข้อมูลบัตรประชาชนหลุด

Posted: 20 Apr 2018 01:51 AM PDT

'ทรูมูฟ เอช' น้อมรับคำสั่งกสทช. ยืนยันร่วมดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยข้อมูล

20 เม.ย.25561 จากกรณี เมื่อวันที่ 18 เม.ย.ที่่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ  (สำนักงาน กสทช.) มีหนังสือแจ้ง ทรูมูฟ เอช ให้รับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อผู้ใช้บริการทั้งทางแพ่งและอาญา กรณีข้อมูลบัตรประชาชนลูกค้าหลุด พร้อมกำชับโอเปอเรเตอร์รายอื่นต้องจัดให้มีมาตรการป้องและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้บริการนั้น

ล่าสุด วันนี้ (20 เม.ย.61) ทรูมูฟ เอช ออกแถลงน้อมรับคำสั่งกสทช. พร้อมยืนยันร่วมดูแลลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันและรักษาความปลอดภัยข้อมูล โดยระบุว่า จากกรณีที่มีการเข้าถึงข้อมูลสำเนาบัตรประชาชนของลูกค้าทรูมูฟ เอช จำนวน 11,400 ราย ที่เปิดเบอร์พร้อมซื้อเครื่องมือถือ ผ่าน iTruemart ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางจัดจำหน่ายออนไลน์ของทรูมูฟ เอช และกสทช.ได้มีหนังสือให้ทรูมูฟ เอช ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง มาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการโทรคมนาคมเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิในความเป็นส่วนตัว และเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางโทรคมนาคม นั้น บริษัทฯ ยินดีปฏิบัติตามประกาศข้างต้น และขอรับรองว่า บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด และเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นอย่างสูง

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของ iTruemart นั้น บริษัทฯ ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงที่ทำให้ลูกค้ามีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล และไม่ได้นิ่งนอนใจกับเหตุดังกล่าว โดยได้ขอความร่วมมือไปยัง iTruemart ซึ่งได้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าทั้งหมดแล้ว ให้ลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานต่อหน่วยงานราชการ พร้อมส่ง SMS แจ้งลูกค้าที่อาจได้รับผลกระทบ และเปิดให้สอบถามผ่าน Call Center โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่หมายเลข 1242 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้ง ทรูมูฟ เอช ยินดีที่จะดูแลและเยียวยาความเสียหายร่วมกับ iTruemart ให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

บริษัทฯ ขอยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ไม่กระทบต่อลูกค้าทรูมูฟ เอช โดยรวมแต่อย่างใด เนื่องจากข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ทรูมูฟ เอชทั้งหมดมีการจัดเก็บโดยใช้ระบบที่ตั้งอยู่ในศูนย์คอมพิวเตอร์ภายในของบริษัทฯ เอง ซึ่งเป็นระบบที่มีมาตรการป้องกันและรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างแน่นหนา และมีการจัดการภายในองค์กรที่เป็นไปตามประกาศมาตรการคุ้มครองสิทธิ อีกทั้งมีมาตรการที่ใช้บังคับภายในด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และบริษัทฯ ได้มีการดำเนินการเพื่อตรวจสอบระบบเป็นประจำ เพื่อเป็นหลักประกันว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมภายในของบริษัทฯ จะมีความมั่นคงและปลอดจากภัยคุกคามต่างๆ รวมทั้งจะมีการจ้างบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ระดับโลกเข้ามาเสริมทีม เพื่อเพิ่มความมั่นใจในมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทรูมูฟ เอช จะมีการดำเนินการร่วมกับ iTruemart ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางการจัดจำหน่ายของบริษัทฯ รวมถึงเพื่อนคู่ค้า (Partner) รายอื่นๆ เพื่อร่วมกันพัฒนามาตรการป้องกันและยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล ให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับการพัฒนาทางเทคโนโลยี

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ปี 2560 คนทำงานในภาคอีสานได้ค่าจ้างรายอาชีพเฉลี่ยต่ำสุด

Posted: 20 Apr 2018 01:11 AM PDT

ปี 2560 คนไทยได้รับค่าจ้างรายอาชีพเฉลี่ย 10,430 บาท ทุกภาคมีค่าจ้างต่อเดือนต่ำสุดเท่ากันที่ 7,800 บาท ส่วนค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด อยู่ที่กรุงเทพฯ 12,227 บาท จังหวัดปริมณฑล 10,784 บาท ภาคกลาง 9,655 บาท ภาคใต้ 9,497 บาท ภาคเหนือ 9,231 บาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือน้อยที่สุด 9,226 บาท อาชีพผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส ผู้จัดการ ได้ค่าจ้างเฉลี่ยมากที่สุด

ที่มาภาพประกอบ: สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

อัตราค่าจ้างรายอาชีพคืออะไร?

ข้อมูลอัตราค่าจ้างรายอาชีพ เป็นข้อมูลตลาดแรงงานที่มีประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ นายจ้างอาจใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดอัตราค่าจ้างของตำแหน่งงานต่าง ๆ ผู้สมัครงานอาจใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาสมัครงาน ครูอาจารย์สามารถใช้เป็นข้อมูลในการแนะแนวการศึกษา รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกรมการจัดหางานสามารถใช้เป็นข้อมูลในการแนะแนวอาชีพแก่ นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนทั่วไปที่มาใช้บริการจัดหางาน

สำหรับประเทศไทย กองบริหารข้อมูลตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน ได้ทำการวิเคราะห์และจัดทำรายงานข้อมูลอัตราค่าจ้างแรกเข้ารายอาชีพ มาตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา โดยวิเคราะห์จากฐานข้อมูลการให้บริการจัดหางานในประเทศของกรมการจัดหางาน แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อมูลอัตราค่าจ้างรายอาชีพในตลาดแรงงาน แต่ก็มีจำนวนที่มากและมีความหลากหลายพอสมควร ทั้งนี้การจัดทำข้อมูลอย่างต่อเนื่องจะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าจ้างแรกเข้าในตลาดแรงงานได้อีกด้วย

อนึ่งข้อมูลค่าจ้างรายอาชีพ ปี 2560 ได้นำข้อมูลตำแหน่งงานว่างจากฐานข้อมูลการให้บริการจัดหางานในประเทศที่มีการรับแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2560 ซึ่งข้อมูลค่าจ้างมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ ค่าจ้างรายชั่วโมง รายวันและรายเดือน มาประมวลผลให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน สำหรับค่าจ้างรายชั่วโมง กำหนดให้ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง เดือนละ 26 วัน ส่วนค่าจ้างรายวัน กำหนดให้ทำงานเดือนละ 26 วัน

ปี 2560 ค่าจ้างรายอาชีพเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 10,430 บาท

ข้อมูลจาก รายงานค่าจ้างรายอาชีพ ปี 2560 พบว่าค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 10,430 บาท ค่าจ้างต่อเดือนสูงสุด 70,000 บาท ต่ำสุด 7,800 บาท ค่าจ้างต่อเดือนสูงสุดอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ 70,000 บาท รองลงมาภาคเกษตรกรรม 35,000 บาท สำหรับค่าจ้างต่อเดือนต่ำสุด 7,800 บาท เป็นอัตราเดียวกันในทุกภาคการผลิต ส่วนค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด อยู่ในภาคบริการ 10,600 บาท รองลงมาภาคอุตสาหกรรม 10,144 บาท และภาคเกษตรกรรม 9,493 บาท

ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุดอยู่ในหมวดอาชีพผู้บัญญัติกฎหมาย ข้าราชการอาวุโส ผู้จัดการ 18,353 บาท รองลงมาผู้ประกอบวิชาชีพด้านต่าง ๆ 15,501 บาท ช่างเทคนิคและผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้อง 11,392 บาท เสมียน เจ้าหน้าที่ 10,784 บาท ผู้ปฏิบัติงานโดยใช้ฝีมือในธุรกิจต่าง ๆ 9,791 บาท ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน ผู้ควบคุมเครื่องจักร และผู้ปฏิบัติงานด้านการประกอบ 9,621 บาท พนักงานบริการ พนักงานขายในร้านค้าและตลาด 9,492 บาท ผู้ปฏิบัติงานฝีมือด้านการเกษตรและการประมง 8,784 บาทและอาชีพงานพื้นฐาน 8,452 บาท

ส่วนอาชีพที่มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนมากที่สุด 5 อันดับได้แก่ วิศวกรเคมีสิ่งทอ 35,000 บาท ตามมาด้วยผู้จัดการฝ่ายโฆษณา, ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมงานโฆษณา 31,250 บาท บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ 30,000 บาท ผู้ช่วยด้านสื่อสารข้อมูล (นักบริหารข่ายงาน, นักวิเคราะห์ระบบข่ายงาน, ระบบ LAN) 30,000 บาท เจ้าหน้าที่สร้างสรรค์รายการโทรทัศน์ 30,000 บาท แพทย์แผนโบราณ 30,000 บาท วิศวกรสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ และการสื่อสารอื่น ๆ 29,000 บาท ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ 27,257 บาท

ส่วนกิจการที่มีค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ กิจกรรมการให้เงินทุนนอกเหนือจากการให้กู้ยืมเงิน 30,000 บาท การจัดการน้ำเสีย 27,267 บาท การผลิตหัวรถจักร และตู้ ส่าหรับขนส่งทางรถไฟหรือรถราง 25,528 บาท  การขนส่งทางระบบท่อล่าเลียง 21,093 บาท การผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ 20,500 บาท

คนทำงานในภาคอีสานได้ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำสุด

ค่าจ้างต่อเดือนสูงสุด อยู่ในกรุงเทพมหานคร จังหวัดในปริมณฑลและภาคกลาง 70,000 บาท รองลงมาภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 65,000 บาท และภาคใต้ 55,000 บาท ค่าจ้างต่อเดือนต่ำสุดเท่ากันทุกภาค 7,800 บาท ค่าจ้างเฉลี่ยต่อเดือนสูงสุด อยู่ที่กรุงเทพมหานคร 12,227 บาท รองลงมาจังหวัด ในปริมณฑล 10,784 บาท ภาคกลาง 9,655 บาท ภาคใต้ 9,497 บาท ภาคเหนือ 9,231 บาท และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9,226 บาท

โดยอัตราค่าจ้างรายอาชีพสูงสุด ต่ำสุด และค่าเฉลี่ย ของแต่ละจังหวัดมีดังนี้

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ต้องมีคนรับผิดชอบ 'ศรีสุวรรณ' จี้ลงโทษ กก.สรรหา กสทช. หลัง สนช.โหวตล้มกระดานแคนดิเดต

Posted: 20 Apr 2018 12:22 AM PDT

ศรีสุวรรณ จรรยา ออกแถลงการณ์จี้ลงโทษกรรมการสรรหา กสทช. หลัง สนช.โหวตล้มกระดานแคนดิเดต 'ผู้จัดการ' ปล่อยคลิปเสียง ปมล้มกระดาน กสทช. อ้างนายกฯ ไม่แฮปปี้ ด้าน ประวิตร ปัดประยุทธ์ สั่งโหวตคว่ำ ขณะที่ ประธาน สนช.ตั้งกก.สอบ

20 เม.ย.2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แจ้งว่า ทางสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรื่อง ขอให้ลงโทษกรรมการสรรหา กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เดิมและขอให้เปลี่ยนใหม่ทั้งหมด โดยระบุถึง ตามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีมติไม่พิจารณาผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กสทช. ที่คณะกรรมการสรรหาได้เสนอรายชื่อมา 14 คนเมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้ถูกเสนอชื่อเกินกว่าครึ่งที่มีปัญหาด้านคุณสมบัติและความประพฤติและมีลักษณะต้องห้ามนั้น

กรณีดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิผลของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ชุดที่ผ่านมาว่า ไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครแต่ละท่านตามที่มาตรา 6 ประกอบมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 บัญญัติ ดังนั้น เมื่อจะได้มีการสรรหาผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กสทช.ชุดใหม่ เพื่อเสนอให้ สนช.พิจารณาเลือกอีกครั้ง ดังนั้นกรรมการสรรหาฯ 6 ใน 7 คนไม่ควรเป็นกรรมการคนเดิม เพราะตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.กสทช.2553 จำนวน 6 คนที่มาจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาในศาลฏีกา ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น กฎหมายกำหนดให้แต่ละหน่วยงานคัดเลือกกันเองใหม่ได้ ส่วนกรรมการสรรหาฯลำดับที่ 7 เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นโดยตำแหน่งจึงต้องละเว้นไว้ แม้ว่าในการประชุมเพื่อแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร กสทช.รอบที่ผ่านมา ผู้ว่า ธปท.มักจะขอตัวออกมาจากที่ประชุมการรับฟังวิสัยทัศน์ ซึ่งอาจผิดระเบียบก็ตาม

สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงใคร่ขอเรียกร้องมายังต้นสังกัดหน่วยงานที่จะส่งตัวแทนทั้ง 6 หน่วยงานหรือองค์กรมาเป็นกรรมการสรรหา กสทช.รอบใหม่ ได้โปรดพิจารณาคัดเลือกตัวแทนคนใหม่ที่มีความตั้งใจในการทำงานอย่างมีประสิทธิผลตามเจตนารมณ์ของมาตรา 6 ประกอบมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.กสทช. 2553 เพื่อมาดำเนินการสรรหาผู้สมควรได้รับเลือกเป็น กสทช. ชุดใหม่ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายแทนโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ประเทศชาติขาดโอกาสในการพัฒนาและบริหารกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมในยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยกรรมการสรรหาฯ เดิมควรแสดงสปิริตไม่มาทำหน้าที่นี้อีก และควรพิจารณาลงโทษบุคลากรของตนที่เคยไปเป็นกรรมการสรรหา กสทช. ชุดที่ทำให้ สนช.คว่ำทั้งกระดานนั้นด้วย จึงจะชอบในยุคของการปฏิรูปประเทศนี้ด้วย ส่วนบุคลากรที่ทำงานใน กสทช.ชุดรักษาการนี้ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษา อนุกรรมการ คณะทำงาน รวมทั้งฝ่ายบริหารสำนักงาน ไม่ควรที่จะมาสมัครหรือส่งนอมินีมาสมัครเพื่อเข้ารับการคัดเลือกอีกในรอบใหม่นี้ เพราะจะขาดคุณสมบัติทั้งหมดตั้งแต่ต้นแล้ว หากยังดื้อที่จะสมัครใหม่ สมาคมฯก็จะทำหน้าที่ร้องเรียนหรือสอยในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามต่อไป

MGR Online ปล่อยคลิปเสียง ปมล้มกระดาน กสทช. อ้างนายกฯ ไม่แฮปปี้ 14 แคนดิเดต

วานนี้ MGR Online รายงานด้วยว่า 18 เม.ย.ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เพื่อกลั่นกรองวาระเข้าที่ประชุมใหญ่ สนช. ซึ่ง MGR Online ระบุว่า ผู้สื่อข่าวได้รับคลิปบันทึกเสียงที่ระบุว่า เป็นบรรยากาศการประชุมวิป สนช.ดังกล่าว 

โดยช่วงหนึ่ง คนในที่ประชุมได้กล่าวว่า "ผมได้รับการประสานในวันหยุดว่า ท่านนายกฯ ท่านไม่แฮปปี้กับผู้ที่สรรหามาทั้งหมดทั้ง 14 คน ท่านต้องการใช้อำนาจที่ท่านมีอยู่ ยกเลิกพวกนี้ทั้งหมด ... ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ กสทช.มีเยอะเหลือเกิน กลายเป็นว่าหากพวกนี้ได้เข้าไป ที่จะตามคือที่ปรึกษาต่างๆ ที่อาจจะตั้งผู้ที่ครบวาระหลับเข้ามาเป็นที่ปรึกษา"

ก่อนที่จะมีเสียงสมาชิกแสดงความเห็นด้วยว่า จากรายชื่อที่ผ่านเข้ามา ทำไปทำมาเหมือนพวกมาฟีย ก๊วนเดิมกันทั้งนั้น หลายคนก็มีผลประโยชน์ทับซ้อนชัดเจน

จากนั้นที่ประชุมก็ได้อภิปรายหาทางออก ด้วยว่าได้มีการนัดหมายการลงมติไว้แล้วในวันที่ 19 เม.ย. แต่เหตุผลที่อ้างถึงนายกฯนั้น คงนำมาใช้อ้างอิงเพื่อล้มการลงมติ หรือเลื่อนการลงมติออกไปได้ จึงสรุปว่าอย่างไรก็ตามต้องมีการทำรายงานสรุปส่งให้กับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ตามขั้นตอนต่อไป

โดยในช่วงท้ายคนในที่ประชุมรายเดิมก็ระบุว่า "ท่านประธานได้รับเอกสารของเราแล้ว ท่านก็จะทำตามอำนาจหน้าที่ของท่าน ท่านก็จะนำเรียนนายกฯ ก็เป็นเรื่องของนายกฯ ที่จะออกคำสั่งให้ยกเลิกอะไรก็ว่ากันไป นั่นคือสิ่งที่ท่านประธานฯ ได้มอบหมายให้คณะของเราทำรายงานถึงท่าน จะเห็นว่าข้อความที่ออกมาในไลน์ ท่านบอกว่า คอยรายงานของเราอยู่ ว่าจะบรรจุหรือไม่บรรจุ ท่านก็ยังมีเวลาที่จะคุยกับท่านนายกฯ ... ถ้าเราเสนออันนี้ไป แล้วนายกฯ มีคำสั่งอะไรออกมา ก็จบหมดเรื่องของเรา ถ้าท่านนายกฯ สั่งท่านประธานว่า ท่านไม่ยุ่งด้วยแล้ว ก็ต้องเป็นเรื่องของเรา แต่เราจะเอาเหตุผลอันนี้แจ้งที่ประชุมคงไม่ได้"

ประวิตร ปัดประยุทธ์ สั่งสนช.โหวตคว่ำสรรหา กสทช.

ขณะที่วันนี้ สำนักข่าวไทย รายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ สนช. โหวตคว่ำการสรรหา กสทช. ทั้ง 14 คน โดยมีการเผยแพร่คลิปเสียงจากที่ประชุมคณะกรรมธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติความประพฤติและพฤติกรรมของบุคคลที่สมควรได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการ กสทช. ที่อ้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่พอใจบุคคลที่เข้ารับการสรรหาจำนวน 8 คน จาก 14 คน ว่า ไม่มีใครไปสั่ง สนช. ที่มีจำนวนกว่า 200 คนได้ คงเป็นเรื่องที่พูดกันไปเอง ทำเอง แล้วมาโยนให้คนอื่น ส่วนกระบวนการสรรหา กสทช.ใหม่ ก็ เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับที่ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าเสียงในคลิปเป็นเสียงของใคร และส่วนตัวก็ไม่จำเป็นต้องชี้แจง

ประธาน สนช.ตั้งกก.สอบคลิป

สำหรับ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.นั้น เขากล่าวยืนยันว่า ไม่ใช่คลิปที่เกิดในที่ประชุมคณะกรรมาธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมของบุคคลที่สมควรได้รับการสรรหาเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ เนื่องจากคณะกรรมการสรรหา ทำงานเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว ซึ่งขณะนี้ สนช. อยู่ระหว่างการพิจารณาตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายหลังจากที่มีการแอบอ้างคลิปเสียงดังกล่าว จะดำเนินการอย่างเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดความชัดเจน 
 
ประธาน สนช. กล่าวว่า ตนได้ดูคลิปดังกล่าวเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่คลิปเสียงในที่ประชุมวิป สนช. อย่างแน่นอน เพราะวันนั้นมีการประชุม 2 เรื่อง คือเรื่องที่มีการฟ้องร้อง สนช.และเรื่องที่มีการรายงานการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ซึ่งไม่มีการกล่าวอ้างถึงนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด และไม่มีการพูดถึงข้อความในคลิปดังกล่าวด้วย ตนจึงไม่ทราบว่าคลิปดังกล่าวเกิดขึ้นที่ใด ต้องรอการตรวจสอบรวมถึงจะตรวจสอบข้อมูลผู้เผยแพร่คลิปเสียงดังกล่าว ที่มีการพาดพิงคณะกรรมการสรรหาฯ และประธานศาลฎีกา ซึ่งถือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบ จึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ หากเป็นข้อมูลเท็จก็ถือว่าเป็นความผิด
 
ส่วนที่ สนช. มีมติไม่เลือก กสทช.นั้น นายพรเพชร กล่าวว่า ขอให้กลับไปติดตามเหตุผล ที่ได้เผยแพร่ผ่านทีวีรัฐสภา มีการให้รายละเอียดไว้ชัดเจนแล้ว เพราะหากตนพูดอีกข้อมูลจะไม่ครบถ้วน

 

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

กกต. แจ้งรับจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่และอีก 4 พรรค ไปต่อขั้นตอนธุรการ

Posted: 19 Apr 2018 10:27 PM PDT

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งรับจัดตั้ง 5 พรรค รวมถึงพรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคการเมือง กระบวนการตามกฎหมายต่อไปคือประชุมผู้ก่อตั้ง ดำเนินขั้นตอนทางธุรการแล้วยื่นกลับมายัง กกต. เพื่อจดจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองอย่างสมบูรณ์

ฉากหลังเวทีในงานเปิดตัวพรรคอนาคตใหม่

20 เม.ย. ข่าวสด และ มติชน รายงานว่า ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า กกต. ได้ออกหนังสือรับแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง (แบบ พ.ก.7/2) ให้เป็นพรรคการเมืองเพิ่มอีก 5 พรรค ได้แก่ พรรคอนาคตใหม่ ที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นผู้ยื่นคำขอ พรรคพลังลูกหนี้ไทย ที่วิชิต ชนะพันธ์ เป็นผู้ยื่นคำขอ พรรคพลังปวงชนชาวไทย ที่พันธุ์ศักดิ์ ซาบุ เป็นผู้ยื่นคำขอ พรรคประชาธรรมไทย ที่พิเชษฐ์ สถิรชวาล เป็นผู้ยื่นคำขอ และพรรคไทยเอกภาพ ที่มีโสรัจจ์ ดาศรี เป็นผู้ยื่นคำขอ

เปิดตัว "พรรคอนาคตใหม่" ชูธงต้านนายกฯ คนนอก-ย้ำทุกพรรคคือคู่แข่ง

เปิดตัว 'เพื่อนธนาธร': ประเทศไทยในความฝันคนรุ่นใหม่ อนาคตที่ทุกคนเท่ากัน

ประวัติย่นย่อ: พรรคการเมืองชื่อ "ใหม่" ในประเทศที่มีร้านตามสั่ง "เจ้าเก่า"

จรุงวิทย์กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มที่ผ่านการรับรองแล้ว 20 กลุ่มจากทั้งหมด 99 กลุ่ม ต่อจากนี้กลุ่มที่ผ่านการรับรองต้องเข้าสู่กระบวนการจัดประชุมผู้ก่อตั้งเพื่อดำเนินการขั้นตอนทางธุรการตามที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนด แล้วยื่นกลับมายัง กกต. เพื่อจดจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองอย่างสมบูรณ์ต่อไป ในกรณีการยื่นจดแจ้งจัดตั้งพรรคการเมืองที่ยังค้างอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะบางกลุ่มยังขาดเอกสารและรายละเอียดที่จำเป็นต้องพิจารณา นายทะเบียนพรรคการเมืองต้องประสานขอให้มีการส่งเอกสารเพิ่มเติม ทั้งนี้ กลุ่มการเมืองที่รับการจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองแล้วมีจำนวนหนึ่งพรรค คือพรรคทางเลือกใหม่ที่มีราเชน ตระกูลเวียงเป็นหัวหน้าพรรค

 
ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

#MeToo ญี่ปุ่น ขรก.คลังลาออกหลังถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ แต่ไม่รับผิด

Posted: 19 Apr 2018 08:57 PM PDT

แม้สื่อต่างประเทศหลายแห่งจะรายงานกรณีการลาออกของจูนิจิ ฟุคุดะ ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นในลักษณะว่าเป็นเวลาของ #MeToo หรือการเคลื่อนไหวเปิดโปงการล่วงละเมิดทางเพศในญี่ปุ่น ถึงแม้ฟุคุดะลาออกโดยไม่ยอมรับผิด แต่ผู้หญิงในญี่ปุ่นก็มองว่ากรณีแบบนี้น่าจะทำให้ประเด็นล่วงละเมิดทางเพศถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

แฮชแท็ก #Metoo ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์การแสดงออกการเปิดโปงการล่วงละเมิดทางเพศ (ที่มา: วิกิพีเดีย)

20 เม.ย. 2561 จูนิจิ ฟุคุดะ  ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังญี่ปุ่นประกาศลาออกหลังจากถูกกล่าวหาเรื่องล่วงละเมิดทางเพศนักข่าวโทรทัศน์อาซาฮี เขาไม่ได้ลาออกเพราะยอมรับว่ากระทำผิด แต่อ้างว่าที่ลาออกเพราะข้อกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศทำให้เขาทำงานยากขึ้น ทั้งยังบอกว่าเรื่องที่ถูกนำเสนอผ่านนิตยสารรายสัปดาห์ชินโจนั้นไม่เป็นความจริง ถึงแม้ว่าต่อมาโทรทัศน์อาซาฮีจะนำเสนอหลักฐานบันทึกเสียงการล่วงละเมิดทางเพศด้วยวาจา โดยระบุว่าเป็นเสียงของฟุคุดะพูดกับนักข่าวของพวกเขา

อาซาฮี รายงานว่านักข่าวหญิงคนหนึ่งของพวกเขาถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยมีหลักฐานเป็นการบันทึกเสียงขอมีความสัมพันธ์ทางเพศเช่นขอจับหน้าอกนักข่าวหญิง อย่างไรก็ตามฟุคุดะแก้ต่างในเรื่องนี้ว่า "ผมรู้สึกว่ามันเป็นการนำ (เสียง) หลายๆ ส่วนเอามาประกอบกัน" ฟุคุดะแก้ต่างอีกว่าตัวเขาออกไปทานอาหารกับนักข่าวเสมอไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงช่วงหลังเลิกงาน แต่เขาไม่เคยพูดกับนักข่าวหญิงในแบบล่วงละเมิดทางเพศตามที่ถูกกล่าวหาในสื่อเลย

ฟุคุดะขู่อีกว่าเขาจะฟ้องร้องนิตยสารชินโจที่เคยนำเสนอเรื่องนี้ก่อนหน้าสื่ออาซาฮี แต่ทางนิตยสารก็ยังคงยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขานำเสนอเป็น "สิ่งที่อยู่บนพื้นฐานความจริง"

ทางกระทรวงการคลังของญี่ปุ่นแถลงว่าพวกเขาจะจัดให้มีการสืบสวนข้อกล่าวหาในเรื่องนี้ผ่านทางบริษัททนายความจากข้างนอก เพราะการสืบสวนภายในขณะนี้ยังดำเนินการโดยผู้ใต้บังคับบัญชาของฟุคุดะ รวมถึงมีการเรียกร้องให้นักข่าวหญิงที่กล่าวหาฟุคุดะในเรื่องนี้ออกมาสู้คดีและติดต่อกับบริษัททนายความที่ทางกระทรวงการคลังเป็นคนเลือกให้

ข้อกล่าวหานี้ทำให้เกิดแรงสะเทือนจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์กระทรวงการคลัง ฮิโรชิ ชิโนซุกะ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายข่าวของทีวีอาซาฮีกล่าวว่าทางบริษัทจะแจ้งประท้วงกระทรวงการคลังจากเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศโดยฟุคุดะ และบอกว่านักข่าวหญิงรู้สึก "ผิดหวัง" ในเรื่องที่ฟุคุดะประกาศลงจากตำแหน่งโดยไม่ยอมรับผิดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ

เรื่องนี้ยังส่งผลทางการเมืองต่อทาโร อาโซะ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังถูกวิจารณ์ในฐานะที่เป็นคนแต่งตั้งฟุคุดะ อีกทั้งยังส่งผลต่อคะแนนนิยมของชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการเล่นพรรคเล่นพวกหลายกรณีจนคะแนนนิยมตกต่ำลงอยู่แล้วก่อนหน้านี้

ในอีกแง่มุมหนึ่ง ผู้หญิงญี่ปุ่นบางคนก็แสดงความคิดเห็นในทำนองว่าอยากให้คดีนี้ทำให้สังคมพูดคุยถกเถียงกันในเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเปิดกว้างมากขึ้น ในแบบที่ทั่วโลกเคยพูดถึงประเด็นนี้ในการเคลื่อนไหวที่เรียกว่า #MeToo ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่คนจากหลายวงการออกมาเปิดโปงเรื่องที่ตนเองเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง การเมือง หรือวงการธุรกิจ

ยูกะ เซกิงุจิ คนทำงานโรงภาพยนตร์อายุ 20 ปี กล่าวว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นมักจะทำให้คนกัดฟันยอมทนต่อการถูกกระทำ ทำให้เธอมองว่ามันเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้พวกเธอสามารถพูดถึงการล่วงละเมิดทางเพศได้ เธอหวังว่าสังคมจะเปลี่ยนไปจนคนสามารถพูดถึงเรื่องพวกนี้ได้อย่างกล้าหาญ

สื่อเดอะการ์เดียนระบุว่าการเคลื่อนไหวในแบบ #MeToo ของญี่ปุ่นค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ ถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทำมักจะรั้งรอที่จะพูดเรื่องนี้ออกมาแต่ก็เริ่มมีกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในประเทศซึ่งถูกกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและการใช้ความรุนแรงทางเพศในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมา หนึ่งในกรณีนี้คือกรณีของนักข่าวชิโอริที่กล่าวหาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับนายกฯ อาเบะว่าเคยข่มขืนเธอ

เรียบเรียงจาก

Top finance bureaucrat to quit in wake of sexual harassment allegations, The Mainichi, Apr. 18, 2018

Top Japan finance official denies sexual harassment, says to sue publisher, Reuters, Apr. 16, 2018

Japan's #MeToo: senior bureaucrat resigns over sexual misconduct allegations, The Guardian, Apr. 19, 2018

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ประกาศใช้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ห้ามใช้งบฯสร้างความนิยมที่อาจก่อความเสียหาย

Posted: 19 Apr 2018 08:57 PM PDT

อ้างบัญญัติขึ้นตาม รธน.ที่ระบุให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด ห้ามใช้สร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว

เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มี 87 มาตรา โดยมีระบุใน หมายเหตุ ประกาศถึง เหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบการดําเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกําหนดวินัยทางการคลังด้านรายได้และรายจ่ายทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลังและการบริหารหนี้สาธารณะ จึงจําเป็นต้องตรา พ.ร.บ.นี้

ไทยโพสต์ ระบุถึงมาตราที่น่าสนใจใน พ.ร.บ.ฉบับนี้อยู่ที่ มาตรา 9 ซึ่งระบุไว้ว่า 

"คณะรัฐมนตรีต้องรักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามพระราชบัญญัตินี้อย่างเคร่งครัดในการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายการคลัง การจัดทำงบประมาณ การจัดหารายได้ การใช้จ่าย การบริหารการเงินการคลัง และการก่อหนี้ คณะรัฐมนตรีต้องพิจารณาประโยชน์ที่รัฐหรือประชาชนจะได้รับ ความคุ้มค่า และภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ คณะรัฐมนตรีต้องไม่บริหารราชการแผ่นดินโดยมุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว"

นอกจากนั้นยังมีการกำหนดในการจัดทำงบประมาณที่น่าสนใจอีก คือ มาตรา 20 ที่กำหนดให้การตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต้องมีหลักเกณฑ์ 1.งบประมาณรายจ่ายลงทุน ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น 2. งบประมาณรายจ่ายเกี่ยวกับบุคลากรของรัฐและสวัสดิการของบุคลากรของรัฐ ต้องตั้งไว้อย่างพอเพียง 3.งบประมาณรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐซึ่งเป็นหนี้สาธารณะที่กระทรวงการคลังกู้หรือค้ำประกัน ต้องตั้งเพื่อการชำระคืนต้นเงินกู้ ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในการกู้เงินอย่างพอเพียง ฯลฯ

ส่วนการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติมนั้น กำหนดไว้ในมาตรา 21 ระบุว่า การจัดทำ งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ให้กระทำ ได้เมื่อมีเหตุผลและความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินระหว่างปีงบประมาณ โดยไม่สามารถรองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณถัดไปได้ และให้ระบุที่มาของเงินที่จะใช้จ่ายตามงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมด้วย ส่วนงบกลางนั้นระบุว่า ให้ตั้งได้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจจัดสรรหรือไม่สมควรจัดสรรงบประมาณรายจ่ายให้แก่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบได้โดยตรง

ทั้งนี้ยังในมาตรา 23 ยังให้มีการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายแก่หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ ให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ โดยต้องคำนึงถึงการดำเนินงาน รายได้ เงินนอกงบประมาณ และเงินอื่นใดที่หน่วยงานนั้นมีอยู่ด้วย

อ่านรายละเอียดฉบับเต็มคลิกที่นี่

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ใบตองแห้ง: สิ่งมีชีวิตชื่อ ปชป.

Posted: 19 Apr 2018 08:45 PM PDT



แหม่ น่ารักจัง "ไอติม" โพสต์ภาพจิบกาแฟกับ "หนูดี" หนึ่งในนิสิตชูป้าย "ชาวจุฬารักลุงตู่(เผด็จการ)" ชื่นชมความกล้าหาญ สิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่าง หนึ่งในขาสำคัญของประชาธิปไตยเสรีนิยม ที่สมบูรณ์แบบ และยั่งยืน

ไอติมให้ความหวัง ชวนคนฝัน ถึงพรรคประชาธิปัตย์ยุคใหม่ ว่าจะนำประเทศสู่เสรีประชาธิปไตย ยอมรับเสียงข้างมาก เคารพสิทธิเสรีภาพ กระจายอำนาจ โปร่งใส ตรวจสอบได้

ฟังแล้วก็เคลิ้มไป หลับตาย้อนอดีตถึงใครเอ่ย ที่เคยเป็นความหวังในปี 2535 หนุ่ม หล่อ จบออกซ์ฟอร์ดมาใหม่ๆ พูดจาฉาดฉาน หลักการน่าเลื่อมใส ออกทีวีครั้งเดียวก็เรตติ้งกระฉูด

"ดีแต่พูด!" สะดุ้งเฮือก ตื่นเลย จู่ๆ ความทรงจำก็ไหลข้ามมาถึงปี 53-54 เอ๊ะใครนะ ไปปาฐกถาที่จุฬาฯ เหมือนกัน นิสิตรัฐศาสตร์แสดงความเห็นต่าง กลับถูกอาจารย์ยึดป้าย

สมัยนั้นนะ แค่ชูป้าย "ผมเห็นคนตายที่ราชประสงค์" ก็ถูกรวบตัว ยุคลุงตู่ยังดี "ปล่อยเขาเถอะ ปล่อยเขาไป" แต่มีตำรวจตามถึงบ้าน ถามว่ารับจ้างใครมาหรือเปล่า

เอาน่า น้ากับหลานคิดต่างได้ เพียงแต่หลานยังไม่สมัครสมาชิกพรรคเลย เอาไว้เจ้าขุนทองออกจากค่ายทหารก่อน (ไปสมัครเป็นทหารนะ ไม่ใช่ไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ชาวบ้านอย่าเข้าใจผิด)

อย่างน้อยระยะนี้ อภิสิทธิ์ก็วิพากษ์วิจารณ์เฉียบขาด เช่น ชี้ว่าผู้ถืออำนาจ ม.44 หากมีส่วนได้ส่วนเสียกับการเลือกตั้ง ก็เป็นอันตรายไม่แพ้ซื้อเสียง รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าถ้าจะลง ส.ส.ต้องลาออกใน 90 วัน แต่นี่ไม่ลาออก ยังจะให้พรรคการเมืองเสนอชื่อเป็นนายกฯ หรือนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอยู่เห็นๆ ก็ยังจะตั้งพรรคการเมือง

ฟังแล้วปรบมือให้เลย มาร์คแม่นหลักการ ได้ใจเหมือนวันที่ประกาศว่าใครสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ไม่ต้องกลับมาเข้าพรรค

แต่หันไปอีกทาง อ้าว "เทพเจ้าชวน" กลับไปเล่นสงกรานต์โคลนกับพรรคเพื่อไทย ว่ารัฐบาลทักษิณยิ่งลักษณ์กลั่นแกล้งคนใต้ ไม่จัดงบให้ซ่อมถนน ต้องขอบคุณรัฐบาลนี้ ที่ไปขอร้องผ่านลุงกำนันซึ่งสนิทกันกับลุงตู่

จู่ๆ ก็ทอดไมตรี พร้อมปลุกคนใต้เกลียดชังเพื่อไทย แม้เป็นเรื่องปกติที่ 2 พรรคใหญ่โจมตีกัน แต่ครั้งนี้เสียรังวัด เพราะยุคยิ่งลักษณ์ชาวบ้านจำได้หลัดๆ ว่ามีข่าวทุ่มงบโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ 6 หมื่นล้านไม่ใช่หรือ ที่สำคัญ ถ้ากลั่นแกล้งจริง ส.ส.ภาคใต้คงดาหน้าด่าลั่น แต่ตอนนั้นไม่เห็นเป็นข่าว

ใช่ละ ทักกี้เคยพูดปลายปี 48 ใครไม่เลือกไม่ให้งบ ปลอดประสพพูดปี 56 ไม่สร้างหอประชุมภูเก็ตจนกว่าจะมี ส.ส. แต่นั่นคือ "ปากเสีย" โดยไม่ได้ทำจริง ทักกี้พูดไม่กี่เดือนก็ยุบสภาและถูกรัฐประหาร หอประชุมภูเก็ตไม่ได้สร้างเพราะศึกษาผล กระทบสิ่งแวดล้อมไม่ผ่านตั้งแต่ปี 54 (รัฐบาลนี้ 4 ปีก็ไม่สร้าง ทำไมชวนไม่ขอใหม่)

พูดอย่างนี้ไม่ใช่เพื่อไทยแตะไม่ได้ 2 พรรคใหญ่ไม่ด่ากันคงวิปริตผิดเพี้ยน แต่ไม่ใช่เล่นการเมืองแบบเก่า ถูกและดีมีแต่เรา เสาหลักแห่งความสัตย์ซื่อดีงาม ซึ่ง 72 ปีผ่านไป ชาวบ้านเห็นไส้เห็นพุง

พรรคการเมืองไม่มีใครดีเด่กว่ากันนักหนาหรอก สำคัญว่าวันนี้ใครเอาประชาธิปไตย ที่ให้อำนาจประชาชน แล้วก็อย่ายกก้นอวดตนให้อ้วกพุ่ง

เรื่องเฮฮาเมื่อดูจุดยืนท่าทีประชาธิปัตย์คือ ขณะที่ขุนทอง ไอติมชูเสรีประชาธิปไตยจ๋า แล้วน้าชายก็พูดตาม วิพากษ์วิจารณ์ระบอบ คสช.อย่างถึงกึ๋น

แต่ขาอีกข้าง กลับตั้งป้อมวาง "ระบอบทักษิณ" เป็นศัตรูอันดับหนึ่ง ยิ่งกว่าระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและการสืบทอดอำนาจ จนสื่อหลายสำนักวิเคราะห์ว่าพร้อมโหนขบวนรถไฟ

คือถ้าเก่งและดีอยู่คนเดียวจริง ก็ว่าไปอย่าง ไม่เอาระบอบทักษิณ ไม่เอาระบอบทหาร ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่งเป็นรัฐบาล แพ้เป็นฝ่ายค้านไม่ร่วมกับใคร ก็พร้อมปรบมือให้สนั่นหวั่นไหว

แต่นี่เหมือนไม่รู้จะอยู่จุดไหน เดี๋ยวไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เดี๋ยวไม่เอานายกฯ คนนอก ใครหนุนประยุทธ์ไปพรรคอื่น แต่ขณะเดียวกันก็ทอดสะพาน ถ้าจำเป็นต้องต้านระบอบทักษิณ ยอมเลือกลุงตู่ดีกว่า

โดยยังท่องอยู่ทุกคำว่า มีแต่ประชาธิปัตย์เท่านั้นสัตย์ซื่อดีงามจุดยืนมั่นคงกว่าใคร

งงอยู่นะ ว่าคนจะเลือก ปชป.เพราะอะไร เลือกเพราะไม่ชอบ คสช. หรือเพราะอยากให้ลุงตู่อยู่ต่อ หรือถูกทุกข้อ ก.ข.ค.ง.จนถึง ฮ. รักชวน รักมาร์ค รักลุงตู่ รักลุงกำนัน รักเสรีประชาธิปไตย แต่อยากให้สืบทอดอำนาจ

อยากรู้จัง ว่าหลังเลือกตั้ง ถ้ายกมือให้ลุงตู่ ปชป.จะลอยหน้าดีงามอยู่อย่างไร

 



ที่มา: https://www.khaosod.co.th/politics/news_983463

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

เดชรัต สุขกำเนิด: ว่าด้วยการเกณฑ์ทหารและทหารกองหนุน

Posted: 19 Apr 2018 08:31 PM PDT


ที่มาภาพ: https://prachatai.com/journal/2018/03/76013

ก่อนอื่น บอกก่อนเลยว่า แม้ผมจะไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร แต่ผมก็ไม่ได้เกลียดทหาร เพราะฉะนั้น โพสต์ทัศนะนี้ ไม่ได้มีขึ้นเพื่อโจมตีทหารแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ในช่วงท้ายที่ผมกล่าวถึงทหารกองหนุนนะครับ

มาเริ่มกันที่การเกณฑ์ทหาร

ปีที่ผ่านมา กองทัพเกณฑ์ทหารไป 100,000 ราย (ย้ำตัวเลขหนึ่งแสนราย) แต่ละรายกองทัพบอกว่าจะได้เงิน/สวัสดิการ 10,000 บาท/เดือน นั้นแปลว่า หากคิดคร่าวๆ แต่ละปี เราจะต้องใช้งบประมาณสำหรับการเกณฑ์ทหารประมาณ 12,000,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นสองพันล้านบาทต่อปี)

งบประมาณก้อนนี้ไม่ใช่น้อย สามารถนำไปพัฒนากองทัพในด้านอื่นๆ ได้มากทีเดียว

พัฒนากองทัพอย่างไร? ผมมีความเห็นสอดคล้องกับหัวหน้าพรรคเกรียนของผมว่า ในอนาคตรูปแบบสงคราม (ถ้ามี) จะไม่ใช่การรบที่ใช้ไพร่พลขนานใหญ่ แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีทำลายจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ แบบสงครามในซีเรียมากกว่า

ดังนั้น แทนที่เราจะเอางบประมาณมาฝึกทหารเกณฑ์ได้ 100,000 ราย และอยู่กับกองทัพเพียง 2 ปี แล้วปลดประจำการ ผมว่า เรานำเงินไปจ้างทหารมืออาชีพประจำการ ที่ได้ฝึกกันอย่างต่อเนื่อง (มีเงินเดือนอย่างน้อยสัก 20,000 บาท/เดือน) สัก 3-40,000 คน จะดีกว่ามั้ย

ส่วนทหารกองหนุนหากว่าจะเผื่อสงครามขนานใหญ่ ผมเสนอให้ปรับรูปแบบการฝึกจะดีกว่า เพราะปัจจุบัน แต่ละปี กองทัพจะเรียกทหารกองหนุน 2.5% มาฝึกเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งที่ผ่านมาเกือบ 30 ปี หลังจากจบ ร.ด. ผมไม่เคยถูกเรียกเลย

อยากโดนเรียกมั้ย? ถ้าต้องไปทีละ 2 เดือน ผมบอกเลย ไม่อาย ว่าผมไม่อยากไป มันเสียการเสียงานของผม (ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้างเช่นกัน)

แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นฝึกครั้งละหนึ่งสัปดาห์ โดยมีหัวข้อการฝึกที่ชัดเจน บอกเลยว่า ผมจะสมัครเป็นประจำ ปีละหนึ่งสัปดาห์

ตัวอย่างคอร์สการฝึกทหารกองหนุนที่ผมสนใจจะสมัครแน่นอน ได้แก่

(ก) การบัญชาการเหตุการณ์ภัยพิบัติ/การก่อการร้าย
(ข) การปฐมพยาบาลภาคสนามในยามภัยพิบัติ/ก่อการร้าย
(ค) การเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย
(ง) การสร้างระบบเหมืองฝายเพื่อชีวิต
(จ) การบริหารการส่งกำลังบำรุง
(ฉ) การประกอบอาหารในยามวิกฤต
(ช) อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน
(ซ) การบังคับโดรนในยามสันติ และในยามสงคราม

ฯลฯ (บอกแล้วว่าน่าสนใจจริงๆ)

ซึ่งนอกจาก กองทัพจะเปิดให้ทหารกองหนุนแต่ละคนสมัครเข้าร่วมเองแล้ว กองทัพยังควรเชิญชวนทหารกองหนุนแบบเป็นทีม เช่น การสร้างทีมอาสาสมัครป้องกันภัยของ อบต. (อบต.ละ 20 คน) หรือทีมส่งกำลังบำรุงของบริษัท เป็นต้น ซึ่งการฝึกเป็นทีมจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการใช้งานจริงในพื้นที่หรือในองค์กร เพราะมีคนที่รู้งานอยู่ร่วมกันเป็นทีม

ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพยังควรเปิดให้ทหารกองหนุนเข้ามาช่วยกองทัพ ในรูปแบบของ "การเปิดโจทย์" ให้ทหารกองหนุนมาช่วยปรับปรุงงานของกองทัพ เช่น การจัดระบบการซ่อมบำรุงแบบ Total Productive Management หรือการใช้แบบจำลองสมัยใหม่ในการวางแผนส่งกำลังบำรุงของหน่วยรบ หรือระบบการดูแลสุขภาพของกำลังพล หรือแม้กระทั่ง การเข้าใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ในอาเซียน

ผมว่าถ้าทำแบบนี้ได้ เราจะมีทหารกองหนุนที่แอคทีฟ และเราสามารถเปิดรับคนไทยทุกคนเป็นทหารกองหนุนที่เวียนกันเข้ามาฝึกได้ทุกปี แทนที่จะต้องเกณฑ์ทหารให้บางคนเดือดร้อนไป 2 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี

หากข้อเสนอทั้งหมดที่ผมกล่าวมายังไม่เหมาะสม ก็ชี้แนะได้เต็มที่นะครับ แต่ผมอยากย้ำว่า ทั้งหมดที่ผมพยายามนำเสนอ ก็เพื่อให้กำลังพลและทหารกองหนุนมีสมรรถภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่ารูปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

รักทหาร ต่อต้านการรัฐประหารและการสืบทอดอำนาจ

 

เผยแพร่ครั้งแรกใน: Facebook: Decharut Sukkumnoed

ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น